Search War ตอนที่ 10 : Partnership

ในเมื่อมีการประกาศอย่างชัดเจนจาก Microsoft ว่า google คือ ศัตรูหมายเลขหนึ่งที่กำลังจะรุกรานธุรกิจต่าง ๆ ของ Microsoft และในโลกของ Search Engine นั้นดูเหมือนว่า Microsoft จะเพลี่ยงพล้ำให้กับ google ไปเสียแล้ว ทางเลือกใหม่ของ Microsoft จึงเป็นการหาพันธมิตรใหม่ในโลกออนไลน์แทน

และแน่นอนว่าบริการใดที่เป็นที่นิยมในโลกอินเตอร์เน็ต บริการนั้นก็ถือเป็นภัยคุกคามของ google เช่นเดียวกัน ในปี 2007 บริการ Social Network น้องใหม่อย่าง facebook เริ่มปรากฏกายออกมาเป็นภัยคุกคุมใหม่กับ google เสียเอง

สาเหตุสำคัญก็เนื่องมาจาก มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก พยายามปลุกปั้น facebook ด้วยความชาญฉลาด โดย facebook จะทำการซ่อนเนื้อหาทั้งหมดไว้ ไม่ให้ Search Engine รายใดเข้ามาย่างกรายใน platform ของ facebook ผ่านเนื้อหาของไฟล์ “robot.txt”

มันเปรียบเสมือนปราการยักษ์คอยป้องกันไม่ให้ google เข้ามาสอดส่องข้อมูลภายใน facebook เพราะมันเป็นเรื่องของข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน มาร์ค จึงไม่อยากให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกค้นหาได้ทั่วไปในระบบอินเตอร์เน็ต เพราะหากจะค้นหาต้องเข้ามา join ใน platform ของเขาเท่านั้นที่เป็นระบบปิด

google ที่เคยเป็นพี่ใหญ่คอยสอดส่องไปทั่วทั้งระบบ internet เริ่มรู้สึกหงุดหงิด เพราะเนื้อหาใน facebook นั้น google ไม่มีอำนาจที่จะเข้าถึงได้ และที่สำคัญมันกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อคนหันมาเล่น social network เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มันทำให้ google ไม่สามารถทำการโฆษณาให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้เลย

แต่ตอนนี้ เหมือน google จะโดนกับตัวเองบ้าง เพราะตอนนี้ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กก็มอง google เหมือนที่ google มองไปยัง Microsoft ในช่วงแรก ๆ มาร์ค ไม่อยากให้ facebook ถูกกลืนกินโดย google เช่นกัน

facebook เติบโตอย่างรวดเร็วจน ก้าวขึ้นมาต่อกรกับ google
facebook เติบโตอย่างรวดเร็วจน ก้าวขึ้นมาต่อกรกับ google

และเป็นพี่ใหญ่อย่าง Microsoft นี่เอง ที่แทนที่จะรบกับ google ที่สดกว่าด้วยน้ำมือตัวเอง จึงใช้แผนใหม่ด้วยการ ซื้อหุ้น เพียง 1.6% ด้วยมูลค่ากว่า 240 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตอนนั้น facebook มีผู้ใช้งานเพียงแค่ 42 ล้านคนเท่านั้น แต่เป็นแผนของ Microsoft เองที่ต้องการเตะตัดขา google ที่กำลังคิดการณ์ใหญ่ ทำให้มูลค่า facebook ในตอนนั้นพุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 1.5 หมื่นล้านเหรียญเลยทีเดียว

แม้นี่จะเป็นชัยชนะเล็ก ๆ ของ Microsoft ต่อ google แต่อย่างไรก็ตามสัดส่วนของ Bing นั้นก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับที่ทำให้เหล่าผู้บริหารสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นตลาดในสหรัฐ หรือ ทั่วโลก ซึ่ง Bing นั้นได้ครองส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยในตลาดการค้นหา และอยู่ได้ด้วยอาศัยความเป็นใหญ่ของ Microsoft เพียงเท่านั้น

ซึ่ง Microsoft ก็ต้องเลือกทางเดิมเพื่อหาพันธมิตรต่อไป เพราะสู้กับ google แบบตรง ๆ ไม่ได้เลย ช่วงต้นปี 2008 Microsoft เสนอราคาซื้อ Yahoo สูงถึง 4.5 หมื่นล้านเหรียญ เป้าหมายของ Microsoft ก็เพื่อที่จะเพิ่มอำนาจการค้นหาของบริษัท โดยการขยายธุรกิจ ซึ่งตอนนั้น Yahoo ก็เป็นอันดับสองรองจาก google เพียงเท่านั้น

Microsoft ต้องการซื้อ Yahoo มาเสริมศักยภาพให้กับ Bing
Microsoft ต้องการซื้อ Yahoo มาเสริมศักยภาพให้กับ Bing

Yahoo ครองส่วนแบ่งการตลาดโฆษณาออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดบนเว๊บไซต์ มีทั้งเนื้อหาข่าว บริการ email และเป็นส่วนเติมเต็มที่ดีให้กับ Bing ได้อย่างแน่นอน

แต่ครั้งนี้ ดูเหมือน ผู้บริหารฝั่ง Yahoo จะตัดสินใจพลาดครั้งใหญ่ เพราะได้ปฏิเสธข้อเสนอของ Microsoft ไปอย่างไม่ใยดี ซึ่งเจอร์รี่ หยาง ก็ได้กลายเป็นคนต้องรับผิดชอบถูกกดดันให้ลาออกไปในที่สุด ซึ่งการปฏิเสธครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมโฆษณาออนไลน์ 

แม้จะมีการสร้าง Partnership กันระหว่าง Microsoft และ Yahoo ในเรื่องการค้นหา ภายหลัง โดย Microsoft จะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องการค้นหาแทน แต่ตอนนั้นต้องบอกว่ามันสายไปเสียแล้วเมื่อ facebook ก็กำลังเติบโตและได้ฉกฉวยรายได้จากโฆษณาออนไลน์ไป ทำให้รายรับของ Yahoo ลดลง หลังจากนั้น Yahoo ก็ดำดิ่งจนสุดท้ายก็ต้องขายกิจการไปในที่สุด

ต้องบอกว่า ตลาดโฆษณา online ก่อนหน้ายุค facebook เกิดนั้น google ครองตลาดส่วนนี้แบบแทบจะเบ็ดเสร็จ เหลือช่องว่างไว้ให้ bing ของ microsoft เพียงเล็กน้อยเท่านั้น 
การส่ง facebook ไปตีกับ google แทน และเป็นการถ่วงดุลอำนาจของ google หลังจากที่ไม่ได้มีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อมานาน ถือเป็นแผนที่เหนือชั้นมากของ Microsoft แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับ สงครามการค้นหาต่อไป Bing จะพลิกเกมส์กลับมาได้หรือไม่ โปรดอย่าพลาดติดตามต่อตอนหน้าครับผม

–> อ่านตอนที่ 11 : The Shadow of Antitrust Law

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Beginning of Search *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

Image References : 
https://www.fastcompany.com/90235366/bill-gates-is-throwing-some-shade-at-mark-zuckerbergs-philanthropy

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Search War ตอนที่ 9 : Bing (But It’s Not Google)

ในปี 2004 เริ่มมีพนักงานเก่าของ Microsoft ย้ายมาทำงานกับ google มากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขนาดที่ว่า google ได้มาเป็นสำนักงานใหม่ในเมือง ซีแอตเทิล ซึ่งเเป็นฐานที่มั่นใหญ่ และเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ HQ ของ Microsoft เลยก็ว่าได้ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนของ Microsoft นั้นย้ายมาอยู่กับ google ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในขณะที่เดือน พฤศจิกายนในปีเดียวกันนั้น Microsoft ได้ทำการเปิดตัว Search Engine อย่างเป็นทางการอีกครั้ง นั่นก็คือ MSN Search ซึ่งทาง Microsoft ได้คุยโวไว้ว่า “จะให้คำตอบที่เป็นประโยชน์มาขึ้นจากคำค้นหาของผู้ใช้งาน และผู้ใช้งานสามารถควบคุมประสบการณ์การค้นหาของตัวเองได้ดีขึ้น”

แต่ข่าวร้ายก็เกิดขึ้นทันที เพราะหลังจากเปิดใช้งานเพียงชั่วครู่ เว๊บไซต์ก็ล่ม ซึ่งใช้เวลาเป็นวัน ๆ กว่าจะแก้ไขให้มันกลับมาใช้งานได้ปรกติอีกครั้ง เหล่าสื่อชื่อดังต่างสับ Microsoft เละเทะ มันทำให้ความน่าเชื่อถือของ Microsoft ในธุรกิจ Search Engine เสียหายมาก ๆ 

และสิ่งที่ช้ำใจที่สุดคือ ตอนนี้ เหล่าวิศวกรหัวกะทิทั้งหลายต่างรู้ดีว่า Microsoft ไม่ใช่สถานที่ทำงานที่สุดยอดเหมือนในอดีตอีกต่อไป และ google กำลังทำสิ่งที่เป็นนวัตกรรมใหม่ มีการเปิดโลกของ Software ใหม่ เมื่อเข้าสู่ปี 2005 มีพนังงาน Microsoft กว่า ร้อยคนลาออกไปทำงานกับ google 

ถึงช่วงกลางปี 2005 Microsoft ได้ทุ่มเงินไปกับโปรเจค Underdog ไปกว่า 150 ล้านเหรียญ แต่ดูเหมือนว่า Search Engine ของพวกเขานั้นยังตามหลัง google อยู่ไกลแสนไกล

และแน่นอนว่า เกตส์ เริ่มจะหงุดหงิด ที่ไม่ได้เข้ามาในธุรกิจการค้นหาก่อนคนอื่น และยังมอง google เป็นภัยคุกคามครั้งสำคัญของ Microsoft ซึ่ง เกตส์มองว่า google ไม่ใช่เป็นเพียงแค่โปรแกรมการค้นหาเท่านั้น พวกเขาพยายามใช้การค้นหาไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของ Software และดูเหมือนว่า google จะเป็นคู่แค่ที่เหมือน Microsoft มากกว่ารายอื่น ๆ ที่เขาเคยแข่งด้วย

และ Microsoft คงจะใช้แผนเดิมอีกครั้งไม่ได้อีกแล้วในการให้ Search Engine ของพวกเขา กลายเป็นค่าเริ่มต้นในผลิตภัณฑ์ของพวกเขาอย่าง Internet Exproler เพราะมีความเสี่ยงมากต่อการเจอกฏหมายต่อต้านการผูกขาดทางการค้า เหมือนที่ Windows เคยเจอ ซึ่งดูแล้วมันจะไม่คุ้มเสีย

Microsoft ที่เคยโดนคดีต่อต้านการผูกขาด คงไม่คิดจะใช้วิธีเดิม ๆ เพราะส่งผลเสียอย่างมาก
Microsoft ที่เคยโดนคดีต่อต้านการผูกขาด คงไม่คิดจะใช้วิธีเดิม ๆ เพราะส่งผลเสียอย่างมาก

ในปี 2006 Microsoft ได้ขุนพลคนใหม่อย่าง สตีฟ เบอร์โควิตช์ ที่มาจาก Askjeeves บริษัททางด้าน Search Engine ที่เป็นคู่แข่ง และเขาก็มองว่า Microsoft นั้นหลงใหลใน Software มาเกินไป ซึ่งการตัดสินใจมากมายของ Microsoft นั้นถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีไม่ใช่เหล่าผู้บริโภค

มีการเปลี่ยน Brand จาก MSN Search เป็น Windows Live Search ในปี 2007 แต่ถึงตอนนี้ ความพยายามของทีม Underdog ก็ยังไม่บรรลุผล Microsoft ยังคงตามหลัง google อย่าง สุดกู่ google ก็ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ 

พอดึงเดือนพฤษภาคม ปี 2009 เพียงไม่ถึงสามปีหลังจากเปลี่ยนชื่อเป็น Windows Live Search  ก็ยังไม่มีความก้าวหน้าใด ๆ และไม่มีทีท่าที่จะไล่ตาม google ทันแต่อย่างใด ต่อมาจึงได้มีการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “Bing” ซึ่งมาที่มาจาก “But It’s Not Google” และเป็นครั้งแรกที่ทีม Underdog รู้สึกว่าผลงานของพวกเขาหลุดพ้นเงาของ Windows เสียที และมาเกิดใหม่ในชื่อที่มีชีวิตชีวา และ เข้าถึงผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น

และถึงตอนนี้ ภายใน Microsoft นั้นเป้าหมายหลักของพวกเขาคือ การแข่งขันกับ google เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งเหนือสิ่งอื่นใด เพราะ google เริ่มเข้ามารุกรานในตลาดโปรแกรม office หลังจากทำการปล่อยบริการออนไลน์อย่าง google docs ออกมาเรียกได้ว่าเป็นการก้าวขึ้นมาท้าทาย Microsoft โดยตรงเป็นครั้งแรก

ตอนนี้ google เริ่มเปิดแนวรบใหม่ รุกมายังผลิตภัณฑ์หลักอย่างชุดโปรแกรม office ของ Microsoft เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทำให้ทางฝั่ง Microsoft โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เรียกไ้ดว่า google นั้นใช้ Search Engine ผลักดันให้ตัวเองมาสร้างผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งอีกไม่นอนก็คงจะเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Microsoft ทั้งหมด แล้ว Microsoft จะทำอย่างไรต่อ กับความพลาดพลั้งในครั้งนี้ Bing จะกลับมาสู้กับ google ได้อีกครั้งหรือไม่ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 10 : Partnership

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Beginning of Search *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เหงาแล้วไง? นักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนายาเพื่อต่อสู้กับความเหงา

ในบรรดาสภาวะทางอารมณ์ทั้งหมดที่สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายของเรา ความเหงาเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำการรักษายากที่สุดด้วยวิธีการทางการแพทย์ แต่ความเหงาอาจส่งผลกระทบยาวนานต่อร่างกายของเรา และเมื่อชาวอเมริกันครึ่งหนึ่งรายงานว่ารู้สึกเหงาในบางเวลา ในการสำรวจที่ดำเนินการโดย Cigna ซึ่งเราอาจกำลังเผชิญกับอนาคตที่โดดเดี่ยวเดียวดายไปพร้อมกับความเหงา

แต่ดูเหมือนว่ามียาชนิดหนึ่งที่สามารถใช้เพื่อป้องกันได้ ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ, อาการปวดกล้ามเนื้อ, สภาพท้อง, แม้แต่ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าสามารถรักษาได้ด้วยยาที่ต้องมีการวางแผนการใช้ไว้อย่างระมัดระวัง และตอนนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังทำงานกับยาเพื่อช่วยต่อสู้กับความเหงาที่เป็นปัญาหาที่ยังไม่มีทางรักษาที่จริงจังทางการแพทย์

Stephanie Cacioppo ผู้อำนวยการ Brain Dynamics Lab ที่ University of Chicago Pritzker School of Medicine Cacioppo และทีมอ้างว่าความเหงาคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสัญญาณทางเคมีที่กระตุ้นให้เราติดต่อกับคนอื่น แต่จิตใจที่ระแวดระวังของเราแทนที่จะรับรู้ถึงอันตรายทางสังคมเช่นความวิตกกังวลกับสังคม ทำให้เราไม่ต้องการแสดงตัวออกไป ความรู้สึกกระหายน้ำซึ่งบอกเราว่า เราต้องดื่มน้ำ ความรู้สึกอ้างว้าง เหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าเรากำลังต้องการการติดต่อทางสังคมซึ่งมันก็คือความเหงานั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนายารักษาความเหงา
นักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนายารักษาความเหงา

เพื่อป้องกันความรู้สึกเหล่านี้ทีมวิจัยได้ทำการป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อนิวโรเทอโรนซึ่งเรียกว่า pregnenolone ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาความวิตกกังวลของจิตใจและการรับรู้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น 

โดยเป้าหมายของ Cacioppo ไม่ใช่เพื่อกำจัดความรู้สึกเหงา แต่เพื่อยับยั้งความรู้สึกเหล่านี้จากการก่อให้เกิดผลร้ายต่อจิตใจและร่างกาย “ถ้าเราประสบความสำเร็จสามารถลดการเตือนภัยในจิตใจของบุคคลที่มีความเหงา แล้วเราจะมีพวกเขาเข้ามาสู่สังคมมากกว่าการที่จะปลีกตัวจากคนอื่น ๆ” Cacioppo บอก เดอะการ์เดีย

ยังมีวิธีการที่ไม่ใช่วิธีทางคลินิกเพื่อช่วยขจัดความเหงา เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมสโมสรหรือกลุ่มที่คุณชื่นชอบ การเป็นอาสาสมัครแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มศาสนาก็สามารถช่วยแสดงความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมได้ 

หรือแม้กระทั่งการกอดง่าย ๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะปลดปล่อยออกซิโตซินในสมองซึ่งจะช่วยบรรเทาความรู้สึกเหงาโดยส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมและความไว้วางใจในมนุษย์ แต่สำหรับผู้ที่มีความรู้สึกเหงาอย่างท่วมท้นจนไม่สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมกับผู้อื่านได้นั้น ยาก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยได้นั่นเอง  

References : 
https://futurism.com/the-byte/loneliness-scientists-developing-pill

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol