Geek Monday EP3 : Disruptive Marketplace with AI

หลังจากเติบโตในด้าน Social Network จนมีผู้ใช้งานกว่าพันล้านคน facebook ก็ได้เริ่มทำการทดลอง product ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดเพื่อให้ผู้ใช้งานนั้นใช้บริการอยู่ใน facebook ให้นานที่สุด 

ในปี 2016 facebook จึงได้เริ่มออกบริการใหม่ในนาม Facebook Marketplace โดยเจาะตลาด Marketplace โดยให้เหล่าประชากรของ facebook ที่มีมากกว่า 1 พันล้านคนนั้น สามารถที่จะแลกเปลี่ยน ซื้อขาย สินค้ากันได้ โดยเน้นไปที่การซื้อขายในพื้นที่ใกล้เคียงเป็นหลัก 

และในวันนี้ ประชากร facebook ถึง 1 ใน 3 ในประเทศอเมริกานั้น ได้ใช้ facebook marketplace เป็นช่องทางในการซื้อขายสินค้าไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ รองเท้า แม้กระทั่ง โต๊ะอาหาร 

ซึ่งนั่นเกิดจากการทำงานเบื้องหลังของ ระบบ Marketplace ที่ facebook นั้นได้ใช้ AI เข้ามาช่วยให้การจัดการเรื่องโพสต์ รวมถึงงานเบื้องหลังต่าง ๆ ของ marketplace สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดปัญหาแม้จะมีผู้ใช้งานมากมายขนาดไหนก็ตาม

และต้องบอกว่าพลังของ AI ที่ facebook ได้สรรค์สร้างขึ้นมานั้น ได้สร้างความแตกต่างจากระบบ Marketplace แบบเดิมที่มีอยู่ในท้องตลาดอย่างชัดเจน เพราะไม่ว่าจะเป็น ผู้ซื้อที่กำลังค้นหาของ หรือผู้ขายที่ทำการสร้างรายการสินค้าที่จะขาย หรือ แม้กระทั่งวิธีการที่จะสื่อสารระหว่างกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ล้วนแต่มีระบบ AI ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของ Features เหล่านี้แทบจะทั้งสิ้น

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Geek Monday EP2 : Recommendation Model อาวุธที่พา Spotify ติดปีก

Spotify นั้นรู้รสนิยมในการฟังเพลงของลูกค้ามากกว่าบริการอื่นใด แต่ระบบเบื้องหลังการทำงานนั้น ทำอย่างไรล่ะ ที่จะคอยหาเพลงที่เราจะชอบมัน ในทุก ๆ สัปดาห์ ผ่าน Features Discover Weekly  ซึ่งเพลงเหล่านั้น เราแทบจะไม่เคยได้ฟังมาก่อน แต่มาโดนกับรสนิยมเราได้ 

ปล. EP นี้ได้ถูกสร้างขึ้นก่อน EP1 ในเสียงจึงได้กล่าวว่าเป็น EP แรกครับต้องกราบขออภัยด้วย

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

AI in Marketing : 10 Use Cases ที่น่าสนใจในการใช้ AI กับการตลาด

ไม่นานมานี้ เราอาจจะมอง AI เป็นแค่นวนิยาย SCI-FI ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงกับโลกเราได้ในเร็ววัน แต่ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีด้าน AI นั้นในปัจจุบัน เรื่องที่คิดว่าเป็นแค่ในนิยาย อย่างรถขับเองได้แบบอัติโนมัตินั้น เราก็เริ่มได้เห็นในชีวิตจริง ๆ กันแล้ว  ซึ่งในยุคปัจจุบันนั้น AI เริ่มเข้ามาอยู่รอบตัวเราแล้วผ่าน service ต่าง ๆ ที่เราใช้อยู่โดยรู้ตัวหรืออาจจะไม่รู้ตัวบ้าง และ AI กำลังมีบทบาทกับตัวเรามากขึ้นเรื่อย ๆ

หลาย ๆ การสำรวจจากเมืองนอกนั้นพบว่าเกินกว่าครึ่งจากผลสำรวจนั้นใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่พวกเขายังไม่ทราบว่านั่นคือ AI ที่พวกเขากำลังใช้งานอยู่ เนื่องจากเทคโนโลยีด้นา AI นั้นกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานแบบอัติโนมัติของระบบ AI ทำให้หลาย ๆ คนใช้มันไปโดยไม่รู้ตัว

สำหรับบทบาทของ AI ในแวดวงการตลาดนั้น ต้องบอกว่ามีการใช้งานอยู่แล้วในปัจจุบันในหลาย ๆ กรณี ตั้งแต่การจัดเนื้อหาในระบบ internet , การทำ SEO หรือแม้กระทั่ง การใช้ email marketing นั้นก็มีส่วนที่ใช้ AI ในการทำงาน ซึ่งหลากหลายเครื่องมือเหล่านี้นั้น ก็ใช้งานได้ประสิทธิภาพที่แตกต่างกันออกไป

ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้เหล่านักการตลาดโดยเฉพาะ online นั้นสามารถทำงานได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยผ่านการโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพต่าง ๆ  และไม่เพียงแค่ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ทำให้เหล่านักการตลาดมีเวลามากขึ้นที่จะทำการวิเคราะห์ วางแผน ที่เกี่ยวข้องกับการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันนั้นแบรนด์ หลาย ๆ แบรนด์นั้นได้คิดนำใช้ AI มาช่วยในเรื่องการตลาดอยู่บ้างแล้ว

10 Marketing Use Cases for AI

1.Website Design 

AI นั้นสามารถที่จะช่วยนักการตลาดได้ในหลาย ๆ รูปแบบ ซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่ process ต้น ๆ ของการวางแผนการตลาด เช่น การสร้าง Website

อาจจะสงสัยกันว่า AI มาช่วยในการสร้าง Website ยังไง มาดูตัวอย่างของ The Grid  ที่ใช้ AI ชื่อว่า Molly  ในการ design websites  และ ยังมี platform “she” ที่สามารถทำงานได้ในรูปแบบเดียวกันคือเป็นการ design website ด้วย AI ซึ่งถ้าเทียบกับการสร้าง Website จริง ๆ นั้นเราต้องมีการจ้าง team developer หรือ Software Engineer ในการสร้าง website ซึ่งอาจจะใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงมากรวมถึงค่าดูแลรักษาที่ต้องจ่ายรายปีให้เหล่า Engineer เหล่านี้อีก แต่  The Grid นั้นสามารถ start ด้วย budget เพียง 100$ ต่อปีเท่านั้นสำหรับ 1 website

2.Content Creation

เหล่า content writers หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่างานของพวกเค้านั้นปลอดภัยไม่น่าจะถูกแย่งงานจาก AI แน่ ๆ แต่ไม่ใช่แล้วในปัจจุบัน  ตัวอย่าง tools เช่น  Wordsmith หรือ Quill เป็น tools ที่ใช้ AI ในการช่วยเหลือในการ Create Content  โดยรูปแบบการสร้างนั้นจะเป็น template ซึ่งเราสามารถที่จะกำหนดข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และ กำหนด keyword ที่ต้องการ ซึ่ง tools เหล่านีจะช่วย create content ซึ่งแทบดูไม่ออกว่า content เหล่านี้นั้นถูกเขียนขึ้นมาโดย AI

ซึ่งหลังจากนั้น นักการตลาดก็สามารถที่จะแก้ไขเนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI โดยใช้ Hemingway App ซึ่งเป็น AI รูปแบบง่าย ๆ ที่จะช่วยปรับแต่งเรื่องบทความให้กระชับขึ้น  จะมีการ hilight ประโยคที่มีความซับซ้อนที่มีการสร้างจาก AI  และทำการแนะนำตัวเลือกประโยคอื่น ๆ ให้ใช้แทน เพื่อให้บทความมีความสมบูรณ์ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่าง

ตัวอย่างการใช้ Hemingway App

ตัวอย่างการใช้ Hemingway App

3.Content Curation

เราได้เห็นการใช้ AI กับ Content Curation ตัวอย่างของ Netflix เมื่อคุณได้ดู Series ที่คุณประทับใจมาก ๆ และเมื่อดูจนจบนั้น ระบบของ Netflix ก็จะแนะนำ series เรื่องอื่น ๆ ที่คุณไม่ควรพลาดดูต่อไป ซึ่งนี่คือตัวอย่างของพลังของ AI ใน Content Curation

Brand อย่าง Netflix หรือ Amazon นั้นก็ไม่พลาดในการแนะนำผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อสร้าง engagement ให้อยู่กับระบบตัวเองต่อไป เพื่อสร้างพลังในการดึงดูดให้ลูกค้านั้นสมัครสมาชิก หรือ ต่อสมาชิกของบริการของตัวเองต่อไป หรือใน AI ที่มีความซับซ้อนอย่าง IBM Watson นั้นก็มีความสามารถในลักษณะเดียวกันที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้า และสามารถแนะนำบริการ หรือ content ที่เหมาะสมให้กับลูกค้าแต่ละราย

Under Armour เป็น Brand หนึ่งที่ใช้ข้อมูลของ Watson ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า แล้วนำมาปรับแต่ง message ที่จะทำการส่งต่อไปให้กับลูกค้า ส่วน San Francisco Museum of Modern Art ใช้บริการของ “artbot” ที่สามารถระบุชนิดของงานศิลปะรวมถึงตัวอย่างงานให้ลูกค้า ซึ่งลูกค้าสามารถที่จะส่งข้อมูลข้อความ Request ชนิดของงานศิลปะที่ต้องการได้

 "artbot" ที่สามารถระบุชนิดของงานศิลปะรวม

artbot ที่สามารถระบุชนิดของงานศิลปะรวม

4.Search

คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก google กับพลังการแห่งการ Search ของ google ซึ่งเบื้องหลังของงานด้านการ Search ของ google นั้น AI เป็นเบื้องหลังที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของประสิทธิภาพในการ Search ของ google ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงวิธีการในการสร้างและ optimize content ของนักการตลาดทั่วโลก ซึ่งต้องปรับไปตาม Search Engine Optimizaion หรือ SEO และ Google’s RankBrain

นวัตกรรมใหม่ ๆ อย่าง Amazon Echo , Google Home , Apple’s Siri และ Microsoft Cortana นั้น ทำให้การ Search เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีกเพียงแค่กดปุ่มและสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งเหล่านี้นั้นทำให้สื่อให้เห็นว่ารูปแบบของการ Search  นั้นก็อาจจะเปลี่ยนไปเช่นกัน แทนที่จะพิมพ์คำว่า “ร้านอาหารย่านสีลม” แล้วกดปุ่มค้นหา ผู้ใช้อาจจะสอบถามกับอุปกรณ์เหล่านี้เพียงว่า “คืนนี้ฉันควรไป dinner ที่ไหนดี”  แทน

สำหรับ RankBrain ของ Google นั้นใช้เทคนิคของ machine-learning ในการสร้างผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งพลังของ AI นั้น สามารถให้ผลการค้นหาที่ดีที่สุด ซึ่งขึ้นอยู่กับการตีความของรูปแบบภาษา เช่น เมื่อเรา search คำว่า “president” ด้วย google ในสหรัฐอเมริกา RankBrain นั้นจะตีความว่าเราต้องการข้อมูลเกี่ยวกับ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เป็นส่วนบุคคลเท่านั้น

ซึ่งนักการตลาดก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับ Algorithm เหล่านี้ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับนโยบายของ google ซึ่งก็เนื่องมาจากการพัฒนาความสามารถขึ้นมาเรื่อย ๆ ของ AI นั่นเอง

5.Marketing Automation

หลาย ๆ แบรนด์เริ่มใช้พลังของ AI ในการปรับแต่ง marketing emails โดยใช้พื้นฐานของการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า และเพิ่มการ engage กับ แบรนด์เพิ่มมากขึ้น และทำการเปลี่ยนจาก engagement ให้มาซื้อสินค้ากับแบรนด์

Tool อย่าง Boomtrain  นั้นทำให้แบรนด์สามารถที่จะส่งรูปแบบของ newsletters โดยอาศัยพฤติกรรมของลูกค้าโดยการใช้ AI ในการวิเคราะห์ เพื่อให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย และทำให้เกิดการ interact กับแบรนด์ได้

ส่วนบริการ Online อย่าง Adore Me  นั้นใช้ Optimove‘s  ซึ่งเป็น AI ที่ช่วยในการแบ่งประเภทของลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการสมัครรับบริการของลูกค้าผ่านทาง membership pricing program ของ Adore Me ซึ่ง AI ตัวนีนั้นจะทำการปรับแต่ง Content ที่จะส่งให้ลูกค้าทาง Email , text message หรือ notification ผ่าน app ซึ่งการแบ่งกลุ่มของลูกค้าและทำการ contact กับลูกค้าผ่านทางบริการต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวข้างต้นนั้น ช่วยให้ Adore Me เพิ่มประสิทธิภาพในส่วนของ monthly recurring revenue (MRR) , average sales price (ASP) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในประสิทธิภาพในการทำการตลาดผ่านเครื่องมือต่าง ๆ กับลูกค้า

ซึ่งเมื่อรูปแบบการทำตลาดแบบอัติโนมัติเหล่านี้สามารถทำโดยใช้ AI ได้แล้วนั้น ก็จะทำให้งานต่าง ๆ ของนักการตลาดลดน้อยลง และมีเวลาที่จะสามารถสร้าง target market ใหม่ ๆ เพื่อสร้างฐานลูกค้าเพิ่มได้

6.Social Media

ต้่องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ที่ social media ในปัจจุบันอย่าง facebook นั้นสามารถที่จะเชื่อมต่อผู้คนกว่าพันล้านคนเข้าด้วยกัน และมี share เรื่องราวระหว่างกัน ซึ่งเป็นระบบที่ทรงพลังอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่า social media นั้นได้ทำให้รูปแบการทำตลาดได้เปลี่ยนไปจากอดีต จากสื่อที่เป็น สื่อที่ mass อย่าง TV หรือ วิทยุ นั้นบัดนี้ ได้ลดอิทธิพลต่อผู้ชมลงไปแล้ว เนื่องจากคนรุ่นใหม่ ๆ หันไปเสพสื่อทาง social media กันหมด นักการตลาดทั้งหลายจึงต้องมีการปรับตัว ซึ่งแน่นอนว่า ผู้คนที่ลงโฆษณานั้นต้องการประโยชน์จากความนิยมของสื่อ social media

ซึ่ง Platform ใหญ่ ๆ อย่าง Facebook , Instragram หรือ Twitter นั้น user สามารถที่จะ hide ในส่วนของ ads ที่ user ไม่ถูกใจได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งก็เพื่อเป็นข้อมูลให้เหล่า platform ต่าง ๆ เหล่านี้มาปรับปรุงรูปแบบการโฆษณาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับตัวอย่างข้างล่างจะแสดงว่าเราสามารถที่จะ hide ad จาก facebook ได้แค่เพียง 2 click

การ hide ads

การ hide ads

หากไม่ต้องการดู ads แบบดังกล่าว

หากไม่ต้องการดู ads แบบดังกล่าว

ซึ่ง Platform เหล่านี้นั้นต่างใช้ข้อมูล insights เพื่อทำการปรับปรุง การทำงานของ news feed ให้เหมาะกับ user แต่ละราย  และเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับผู้ลงโฆษณาด้วย เพราะไม่ต้องมานั่งเสียเงิน หรือ เสียเวลากับ user ที่ไม่ได้ชอบ brand หรือ service เหล่านั้น

Platform ใหญ่อย่าง Facebook นั้นใช้ AI ในการป้องกันไม่ให้ website ต่าง ๆ นั้นทำการ share เนื้อหาที่ให้ประสบการณ์ที่แย่กับผู้ใช้งาน และใช้ AI ในการ learning รูปแบบของ website ที่มีคุณภาพต่ำ เช่นพวก web clickbait หรือ เว๊บที่มีเนื้อหาเพียงน้อยนิด ซึ่งเป็นเหล่านี้ล้วนเป็น link ที่ไม่มีคุณภาพ และมีโอกาสสูงที่จะถูกลด traffic ลงใน News Feed

7.Images

เราอาจจะได้เห็น Features บางอย่างของ Snapchat  Social Media น้องใหม่มาแรงที่ใช้พลังของ AI image recognition เช่นการเปลี่ยนหน้าเราสลับหน้ากับสัตว์เลี้ยงของเรา ซึ่งล้วนมาจากพลังของ AI แทบทั้งสิ้น ซึ่ง Image นั้นก็ทำให้การสื่อสารทางการตลาดของ Brand ต่าง ๆ มีลูกเล่นเพิ่มมากขึ้น

Snapchat  กับการใช้ AI

Snapchat  กับการใช้ AI

แม้เราจะเห็นเป็น Features ที่ใช้งานง่าย ๆ แต่ ผ่านระบบการทำงานที่ซับซ้อนทาง Computer Algorithm ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Neural Network ในการระบุรูปทรงบนใบหน้า รวมถึงใช้เทคโนโลยีของ AR หรือ Augmented Reality มาช่วยในการทำงาน ซึ่งช่วยให้ Brand ต่าง ๆ นั้นสามารถติดต่อกับกลุ่มลูกค้าของตนได้แบบ Specific มากยิ่งขึ้น เมื่อ user เหล่านี้ใช้เวลาอยู่บนโลก online หรือในโลกของ social media

8.Advertising

ถ้าคุณเป็นคนนึงที่ใช้บริการลงโฆษณาผ่าน GoogleAdWords นั้น ต้องบอกว่า คุณกำลังใช้งาน AI อยู่  ซึ่งรูปแบบของ automated bidding system ของ GooglAdWords นั้น นักการตลาดสามารถที่จะ bid ในราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของราคา cost per click (CPC) ซึ่งทำให้สามารถที่จะได้ผลของ Ads ในการแสดงในหน้าผลค้นหาของ user ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

และในตอนนี้นั้น Adgorithms ที่พัฒนาจาก AI ซึ่งมีชื่อว่า  Albert สามารถที่จะรวบรวม Marketing Campaigns ผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น email , searh engine หรือ Social media โดยสามารถที่จะจัดการ bidding , management หรือ execution ads ให้กับทั้ง campaigns ได้ผ่านโปรแกรมเพียงแค่ตัวเดียว

ซึ่งเหล่านักการตลาด สามารถที่จะใช้ Albert ในการจัดการ campaigns โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ระบุ Geographic Area ได้ โดย Albert ซึ่งเป็น AI สามารถทำงานได้รวดเร็วกว่ามนุษย์ และสามารถที่จะวิเคราะห์รูปแบบที่เหมาะสมในการทำการตลาด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Harley-Davidson of NYC ได้เริ่มใช้ Albert และทำให้สามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 3 เท่าภายในสัปดาห์เดียวเท่านั้น ซึ่ง Albert นั้นสามารถทำยอดขายมอเตอร์ไซต์เพิ่มขึ้นได้ถึง 40% และเพิ่มยอดผู้เข้าชม website ได้ถึง 566% เลยทีเดียว

9.Chatbots

หลาย ๆ แบรนด์ เริ่มมีการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงโดยใช้ messenging apps เช่น WhatsApp , Facebook Messenger หรือ Line ซึ่ง messenging app เหล่านี้นั้นเริ่มเข้ามามีบทบาทกับลูกค้า ซึ่งลูกค้าโดยทั่วไปก็จะมีการสื่อสารกับเพื่อน หรือ เพื่อนร่วมงานผ่านทาง app เหล่านี้เป็นเรื่องปรกติอยู่แล้ว ซึ่งบางทีเหล่า Brand ทั้งหลายนั้นก็ต้องตอบคำถามหลาย ๆ คำถามซ้ำไปซ้ำมา และต้องคอย online ตลอดเวลาเพื่อคอยตอบปัญหาเหล่านี้ของลูกค้า

ซึ่ง Chatbots นั้นจะทำให้ process ที่ยุ่งยากและน่าเบื่อเหล่านี้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น GrowthBot  เป็น Chatbots ที่ใช้  AI ในการตอบปัญหาที่เดียวกับการขายอย่างมืออาชีพ ซึ่งสามารถที่จะทำงานเหล่านี้ได้แบบอัติโนมติ รวมถึงสามารถที่จะระบุคำถามในหลากหลายรูปแบบตามลักษณะของ Brand สามารถที่จะตอบคำถามเชิง Technical ได้อย่างรวดเร็ว โดยแทบไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน

ตัวอย่างการใช้งาน chatbot

ตัวอย่างการใช้งาน chatbot

ตัวอย่างการใช้งาน chatbot

ตัวอย่างการใช้งาน chatbot

ซึ่ง Chatbots ที่มีความสามารถอย่าง GrowthBots นั้นได้ช่วยเหลือเหล่านักการตลาด หรือ นักขายในการวิเคราะห์ข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือสามารถที่จะช่วยวิเคราะห์คู่แข่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

10.Sales Handoff

และในที่สุดแล้วนั้น เมื่อเหล่านักการตลาดได้ทำการสร้าง Content ที่เพิ่มโอกาสในการขายได้แล้วนั้น ก็ต้องมีการทำงานร่วมกับเหล่านักขาย ซึ่ง AI ก็สามารถมาช่วยในจุดนี้ได้

Conversica ได้ทำการสร้าง AI ที่ใช้ชื่อว่า “Angie”  ในการทำงานร่วมกัน บริษัท  CenturyLink ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านอุตสาหกรรมคมนาคม ซึ่ง บริษัท CenturyLink นั้นต้องการที่จะระบุ ถึง Marketing Campaign ไหนที่มีโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายได้ดีที่สุด จากบรรดา Campaign นับพันที่เหล่านักการตลาดได้สร้างสรรค์ออกมา ซึ่งสามารถที่จะสื่อสารกับนักขาย โดยสามารถที่จะระบุได้ถึง 40 campaign ที่มีโอกาสสร้างยอดขายได้ในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งเมื่อคำนวนออกมาแล้วนั้น เงินทุกดอลล่าร์ที่จ่ายให้ AI อย่าง “Angie” สามารถสร้างรายได้ถึง 20 ดอลล่าร์ ให้กับ CenturyLink เพราะ AI สามารถที่จะทำความเข้าใจกับ Email ที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างเหล่านักขาย เพื่อมาวิเคราะห์ Campaign ต่าง ๆ ได้ดีกว่ามนุษย์ ซึ่งทำให้บริษัทสามารถที่จะลดเวลา และ ช่วยเพิ่มโอกาสในการขายใน platform ของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

References : blog.hubspot.com , blog.firebrandtalent.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

โคโยตี้ เตรียมตกงาน Dancing Robots มาแล้ววว

มันเกิดขึ้นแล้ว สำหรับ Dancing Robots ที่จะมากระชากใจหนุ่ม ๆ ใน club กับลีลาการเต้นที่ไม่ต่างจาก Coyote เลยทีเดียว แม้รูปร่างจะไม่สวยเท่าสาว ๆ ตัวจริง แต่มันเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการหุ่นยนต์โลกเลยก็ว่าได้

ที่ Sapphire Gentleman Club ในเมือง ลาสเวกัส ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีการนำเจ้า หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างจาก Project ที่ชื่อว่า “Peepshow” ซึ่งมันถูกสร้างขึ้นโดย Giles Walker ชาวอังกฤษ ซึ่งได้มาแสดงในงาน CES ในเมืองลาสเวกัส งานแสดงสินค้าทาง Consumer Electronics ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

มันได้ถูกเนรมิตร ให้ขึ้นโชว์ ในเวทีกลางของ Club ในเมืองลาสเวกัส แต่ด้วย Design ที่ถูกออกแบบมาจากกล้อง CCTV นั้นดูจะไม่น่าอภิรมย์ต่อแขกผู้เข้ามาชมสักเท่าไหร่

ถึงอย่างไรก็ตามในการแสดงครั้งนี้ การแปลงเอา CCTV ให้กลายมาเป็นหุ่นยนต์ ก็ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเหล่านักเที่ยวได้เหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับหุ่นยนต์ที่ จะมาจับงานแสดงทางด้านการเต้นที่เป็น สาย ART เช่นนี้

ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้การพัฒนาและวิจัยด้านหุ่นยนต์ กำลังพัฒนาไปสู่ทุกแขนง แม้กระทั้งงานที่เป็นการแสดงอย่างการเต้น ที่ต้องใช้ทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์ ที่มนุษย์อาจจะคิดว่าไม่ถูกแย่งงาน แต่ตอนนี้ อนาคต เริ่มที่จะไม่แน่นอนซะแล้ว หุ่นยนต์อาจจะมาแย่งงานจากอาชีพที่คุณคาดไม่ถึงก็เป็นได้

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Masayoshi Son นักลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับตำนาน

ถ้าพูดถึงนักลงทุน ในด้าน เทคโนโลยี ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุคนี้ก็ต้องพูดถึงชื่อ Masayoshi Son นักลงทุนชาวญีปุ่นจาก Softbank บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านโทรคมนาคมจาก ญี่ปุ่นผมก็เป็นคนนึงที่เป็นแฟนคลับตัวยงของ Masayoshi Son ผู้ซึ่งผ่านการลงทุนมาตั้งแต่ยุค internet บูม ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะกับโลกแห่งเทคโนโลยี  ชีวิตของเขา น่าสนใจมาก ๆ ที่อยากจะมาเล่าให้ฟัง

จากข่าว ที่คุณ Masayoshi ได้เงินลงทุนมูลค่ามหาศาลจากทางซาอุดิอารเบีย เป็นจำนวนกว่า 45 พันล้านเหรียญ หรือ กว่า 45,000 ล้านเหรียญ สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากพอดู ซึ่งเขาต้องการรวมเงินจำนวนให้ได้ 100,000 ล้านเหรียญ สหรัฐ เพื่อลงทุนในธุรกิจ ที่เป็นอนาคตของเทคโนโลยีอย่าง AI

เขาใช้เวลาในการคุยกับทาง รัชทายาทของ ซาอุดิอารเบีย เพียง 45 นาที เท่ากับว่า เขาสามารถหาเงินลงทุนได้ถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ต่อนาที  ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากโข ซึ่งคิดว่าจาก profile การลงทุนของเขา ก็น่าจะทำให้เป็นที่น่าสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับเขา ที่จะหาเงินทุนได้ขนาดนั้นในเวลาเพียงน้อยนิด

บิ๊ก deal กับ ทางซาอุดิอารเบีย

บิ๊ก deal กับ ทางซาอุดิอารเบีย

ประวัติเขาค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว ตอนสมัยเรียนที่อเมริกา ที่ uc berkeley นั้น เนื่องจากฐานะทางบ้านที่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร รวมถึงการที่ เขา มีเชื้อสายของเกาหลีอยู่ ทำให้ ใช้ชีวิตอยากในสังคม ที่เคร่งครัด และ ค่อนข้างชาตินิยม อย่าง ญี่ปุ่น  เขาจึงต้องการหาเงินให้เร็วที่สุด และใช้เวลาน้อยที่สุด

เขาได้บอกกับเพื่อนใน class สมัยเรียนวิทยาลัย ว่า ต้องทำอย่างไรถึงจะหาเงินได้ 1000 เหรียญต่อเดือน โดยใช้เวลาเพียง 5 นาทีต่อวัน ซึ่งเพื่อนร่วม class ก็หาว่าเขาบ้าอย่างแน่นอน แต่ด้วยตอนนั้นเทคโนโลยีทางด้าน computer กำลังเริ่มบูม ทำให้เขาสามารถหาเงินได้กว่า 3 ล้านเหรียญ ภายในเวลาไม่กี่ปีในช่วงมหาวิทยาลัย โดยได้มาจากการสร้าง dictionnary รวมถึงการสร้างเกมส์ และขายให้บริษัทยักษ์ใหญ่ ทำให้เขามีเงินเริ่มต้นในการมาลงทุนทำ softbank ที่ญี่ปุ่น หลังจากเรียนจบ

เขาเริ่มต้นธุรกิจที่ญี่ปุ่นด้วยการทำการรวมรวบ software และขายให้บริษัทจำหน่าย hardware ซึ่งตอนนั้น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล กำลังเริ่มบูม ทำให้เขาสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ จากการทำ ธุรกิจ software ซึ่งเป็นที่มาของ เครือบริษัทใหญ่อย่าง softbank ในปัจจุบัน

เริ่มจากธุรกิจ software จนกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม ของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

เริ่มจากธุรกิจ software จนกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม ของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

Masayoshi son นั้นผ่านการลงทุนมามายมายตั้งแต่ช่วง dot com boom เมื่อปี 2000  จนสามารถกลายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกแซงหน้า bill gate ได้ แต่ก็เพียงไม่นาน ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนผัน เนื่องจากภาวะ dot com crash ในปี 2000 ทำให้เงินของเขาหายไปกว่า 99% แต่ด้วยความเชื่อของเขาว่า สุดท้าย บริษัทเทคโนโลยีก็จะเข้าสู่จุดสมดุลอีกครั้ง

เนื่องจากการเติบโตของผู้ใช้ internet รวมถึง การพัฒนาการของเทคโนโลยีที่มีอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาสามารถกลับมายืนบนเส้นทางนักลงทุนทางด้านเทคโนโลยีได้อีกครั้ง

ที่น่าสนใจคือ เขาเป็นคนแรก ๆ ที่ให้ทุนแก่ jack ma ที่สร้างอาณาจักร alibaba ได้อย่างยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน ตอนนั้น บริษัทของ jack ma นั้นแทบจะไม่มีกำไร และมีพนักงานเพียงน้อยนิดเท่านั้น เรียกว่าเป็นการลงทุนที่เชื่อมั่นใน jack ma เป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้

เป็นผู้ให้เงินทุนคนแรก ๆ กับ jack ma

เป็นผู้ให้เงินทุนคนแรก ๆ กับ jack ma

ที่ให้ทุนกับ jack ma ไปสร้างอาณาจักร alibaba จนสามารถยิ่งใหญ่ได้ในปัจจุบัน และสามารถทำกำไรให้เขาได้อย่างมากมาย เนื่องจาก alibaba นั้นกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ แห่งหนึ่งของโลกในขณะนี้ก็ว่าได้

อีกการลงทุนที่เขาพูดถึงคือการลงทุนใน ARM  ซึ่งเขามองว่า ARM นั้นครองส่วนแบ่งได้ถึง 99% ในตลาด chip ของมือถือ ซึ่งกว่า 1000 ล้าน device ในปัจจุบัน นั้นใช้ chip ของ ARM แล้วทำไมเขาถึงจะไม่ลงทุนในบริษัทที่ส่วนแบ่งการตลาดขนาดนี้ รวมถึง ในอนาคตนั้น ไม่ใช่แค่มือถืออย่างเดียวที่ใช้ chip

ในยุค internet of thing ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราจะต้องใช้ chip หมด ซึ่งการที่ ARM สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดขนาดนี้นั้น เขามองว่า การลงทุนกับ ARM ถึงแม้จะเป็นการลงทุนเรื่อง chip ที่ไม่ใช่เทคโนโลยีของอนาคตซะทีเดียวนั้น ถือว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

อ่านเกมส์ขาดในการลงทุนใน ARM ผู้ผลิตชิพ มือถือ

อ่านเกมส์ขาดในการลงทุนใน ARM ผู้ผลิตชิพ มือถือ

สำหรับเรื่องของอนาคตการลงทุน ซึ่งเขามองเรื่อง Singularity รวมถึงเรื่อง AI ที่เป็นเทคโนโลยีในอนาคต ที่จะเป็น port การลงทุนที่สำคัญของเขาในอนาคตต่อจากนี้ไป ซึ่งส่วนนี้สำคัญมาก

อนาคตเลือกลงทุนใน AI และ Robot เพราะเป็นอนาคตใหม่ของโลกเรา

อนาคตเลือกลงทุนใน AI และ Robot เพราะเป็นอนาคตใหม่ของโลกเรา

เพราะคำว่า Believe ของเขา ที่มักพูดออกสื่ออยู่บ่อย ๆ นั้นแทบจะเป็นจริงในทุก ๆ ครั้ง ความเชื่อ และประสบการณ์ของเขา นั้นสามารถทำนายอนาคตของเราได้ว่า เทคโนโลยีทางด้าน AI นั้น จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากกำลังมีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอนาคตอันใกล้นี้

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol