วิธีที่ Samsung เอาชนะ Japan Inc. ด้วยการย้อนเกล็ดวิธีการของดินแดนอาทิตย์อุทัย

เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางธุรกิจที่น่าเหลือเชื่อมาก ๆ นะครับ กับวิธีการที่ Samsung เปลี่ยนจากบริษัทซัพพลายเออร์ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ให้กลายมาเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

พวกเขาได้เปลี่ยนจากแค่บริษัทรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์อื่น ๆ พลิกตัวเองให้กลายเป็น แบรนด์ผู้นำระดับโลกสำหรับทุกสิ่ง ไล่ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค พีซี smartphone โทรทัศน์ ไปจนถึงหน่วยความจำและเซมิคอนดักเตอร์

ความน่าสนใจที่หลายคนไม่รู้ก็คือ บริษัทจากเกาหลีใต้ ใช้ตำราแบบเดียวกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น และทำให้ดีกว่า มีความมุ่งมั่นมากกว่าเพื่อเอาชนะ และในที่สุดก็สามารถเอาชนะบริษัทจากญี่ปุ่นได้ด้วยเกมของตัวพวกเขาเอง

Jong Yong Yun บุตรบุญธรรมของ Kun Hee Lee อดีตประธานกรรมการระดับตำนานของ Samsung Group ได้ใช้เวลาห้าปีในญี่ปุ่น

เขาได้ถูกส่งตัวไปญี่ปุ่นครั้งแรกในปี 1978 เพื่อเป็นหัวหน้าสำนักงานสาขาของบริษัทที่นั่น ในปี 1992 Yun กลับมายังญี่ปุ่นอีกครั้งในฐานะประธานและซีอีโอของสำนักงานใหญ่ Samsung ที่โตเกียว

Jong Yong Yun บุตรบุญธรรมของ Kun Hee Lee อดีตประธานกรรมการระดับตำนานของ Samsung Group ได้ใช้เวลาห้าปีในญี่ปุ่น (CR:Emaze)
Jong Yong Yun บุตรบุญธรรมของ Kun Hee Lee อดีตประธานกรรมการระดับตำนานของ Samsung Group ได้ใช้เวลาห้าปีในญี่ปุ่น (CR:Emaze)

ซึ่งถ้าย้อนกลับไปตอนนั้น ผู้บริหารและผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นไม่เคยเรียก Samsung ด้วยการออกเสียงที่ต้องการว่า “Samsung” แต่พวกเขาเรียกว่า “ซันเซ” ซึ่งแปลคำภาษาเกาหลีเป็นคำว่า “สามดาว” ในภาษาญี่ปุ่น

ทศวรรษ 1970 และ 1980 เป็นช่วงที่วุ่นวายสำหรับอุตสาหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคของญี่ปุ่น

JVC และ Sony มีส่วนร่วมในสงคราม VCR ที่ดุเดือด Sony ได้สร้างหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เรียกว่า Walkman บริษัทอย่าง Pioneer , RCA และ JVC ต่อสู้กันอย่างดุเดือดในศึกวีดีโอดิสก์แบบอนาล็อก ส่วน Sony และ Philips ได้ร่วมมือกับผลักดัน CD

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคของ Samsung ประกอบด้วย ทีวี วิทยุ เครื่องบันทึกเทปวิทยุ และเครื่องใช้ต่าง ๆ ซึ่งสำหรับ Samsung แล้ว VCR มีอุปสรรคในการเข้ามาร่วมแข่งที่สูงมากเป็นพิเศษ

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของญี่ปุ่นได้ทำงานร่วมกันเพื่อจัดทำข้อตกลงการอนุญาตให้ใช้สิทธิต่าง ๆ แต่ Samsung แทบไม่เคยมีทรัพย์สินทางปัญญาในการค้าขายมาก่อนเลยด้วยซ้ำ

Yun กล่าวว่า ในการสร้าง VCR “เราต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ไม่เพียงให้กับ JVC เท่านั้น แต่ยังต้องจ่ายให้ Sony และ RCA ด้วย เนื่องจาก VCR แต่ละตัวได้รวมเอาเครื่องรับสัญญาณทีวีที่ RCA จดสิทธิบัตรไว้ด้วย”

Yun ได้บรรยายถึง Samsung ในสมัยนั้นว่าเป็น “Kohatsu” หรือ “ผู้ที่มาช้าเกินไป” ในภาษาญี่ปุ่น มันเป็นความหมายแฝงในเชิงดูถูกเล็กน้อย เพื่อกีดกันชาวเกาหลีออกจากกลุ่มของพวกเขาในยุคนั้น ซึ่งเหล่าผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่น ไม่เคยปล่อยให้ Samsung เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม หรือ พันธมิตรของพวกเขาเลย

แต่เมื่อก้าวไปสู่ปี 2008 สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ Samsung เป็นผู้นำที่ไม่เคยมีปัญหาในตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคในโลกยุคดิจิทัล

ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีไม่เคยคิดที่จะเข้าข้างกับ format ใด ๆ หรือมาตรฐานใด ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Blu-ray หรือ HD DVD หรือมาตรฐานเครือข่ายต่าง ๆ ภายในบ้าน Samsung แทบจะไม่สนใจ

Yun กล่าวว่า “เราลองทุกรูปแบบ เราแค่ไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ นี่คือปรัชญาของเรา”

Chris Fisher ซีอีโอของ The Ether group ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาใน Silicon Valley ตั้งข้อสังเกตว่า “Samsung ยึดมั่นในปรัชญาที่ว่าผู้บริโภคนั้นไม่มีความแน่นอนและตลาดก็ไม่มีความแน่นอน ไม่มีบริษัทใดเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีกว่า Samsung พวกเขาเดิมพันในเทคโนโลยีทั้งหมดที่จะชนะ”

ตัวอย่างที่น่าสนใจเกิดขึ้นในสงคราม MP3 ในขณะที่ Sony มี Walkman ที่พยายามผลักดันตัวเองให้เป็นเครื่องเล่นพกพา แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับ iPod ที่ Apple เลือก Samsung เพื่อจัดหาชิปที่ทำให้ iPod มีความบางเป็นอย่างมาก

ในทำนองเดียวกัน ยักษ์ใหญ่ของเกาหลีก็ได้ทำตลาดในช่วงแรกของตลาดโทรศัพท์มือถือ โดยมีวิสัยทัศน์ แพลตฟอร์มที่บรรจบกันทางดิจิทัล ทั้งหน่วยความจำ จอภาพ และเทคโนโลยี LSI ของตัวเองสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมาก

การเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้ในปี 1970 เป็นไปตามหลักการ 4 ประการ ที่คู่แข่งชาวญี่ปุ่นเคยปฏิบัติมาในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งได้แก่ เน้นการผลิตจำนวนมาก เรียนรู้จากเทคโนโลยีต่างประเทศ และใช้กลยุทธ์ทำตามผู้นำ และใช้ประโยชน์จากการสนับสนุนจากรัฐบาล

Samsung ได้ผลักดันให้หลักการเหล่านี้ขึ้นถึงขีดสุด

ในแต่ละปี Samsung ได้ว่าจ้างพนักงานมากถึง 5,000 คน โดย 90% เป็นวิศวกร หลายคนจบปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งเป็นทรัพยากรบุคคลด้านวิศวกรรมที่แทบไม่มีที่สิ้นสุด

“Samsung มีทีมวิศวกรมากถึง 20 ทีม ซึ่งทำงานคู่ขนานกันเพื่อแก้ปัญหาเดียวกัน” Fisher ของ Ether Group กล่าว

ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีทีวีบนมือถือเคยเปิดเผยเรื่องราวที่น่าสนใจไว้ว่า

“ถ้าคุณทำงานกับ Nokia คุณจะรู้ว่าโปรเจ็กต์ของคุณอยู่ที่ไหน เว้นแต่จะมีใครทำเคสดี ๆ ที่ดีไซน์ของโทรศัพท์บางรุ่นใช้ไม่ได้ รุ่นของโทรศัพท์ที่คุณร่วมโปรเจ็กต์อยู่จะไม่ถูกยกเลิก”

ในทางตรงกันข้ามโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 70 ถึง 90 โครงการ ที่ Samsung ดำเนินการควบคู่กัน ณ เวลาเดียวกัน มีเพียง 25% เท่านั้นที่โปรเจกต์เหล่านี้จะเข้าสู่ตลาดจริง ๆ ได้สำเร็จ

ในเกาหลีใต้ ผู้สำเร็จการศึกษาระดับแนวหน้าของโรงเรียนวิศวกรรมที่ดีที่สุดของประเทศ สามารถสอบและสมัครงานกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Samsung

ผู้สำเร็จการศึกษาระดับแนวหน้าของโรงเรียนวิศวกรรมที่ดีที่สุดของประเทศ สามารถสอบและสมัครงานกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Samsung (CR:Samsung Semiconductor)
ผู้สำเร็จการศึกษาระดับแนวหน้าของโรงเรียนวิศวกรรมที่ดีที่สุดของประเทศ สามารถสอบและสมัครงานกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Samsung (CR:Samsung Semiconductor)

เมื่อได้ร่วมงานกับบริษัทใหญ่ ๆ แบบ Samsung พวกเขาทำงานเป็นเวลาสามปีเพื่อแลกกับการสละสิทธิ์การรับราชการทหารสองปี และหากพวกเขาทำงานที่ Samsung เงินเดือนของพวกเขาจะได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลเกาหลี

ภายในปี 1982 เมื่อ Samsung เริ่มเข้าสู่ตลาดหน่วยความจำอย่างเต็มตัว ไม่มีใครจินตนาการว่าบริษัทอย่าง Samsung จะตามทันยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น แต่กลับกันพวกเขาไล่ล่าบริษัทจากญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว

อันที่จริงในช่วงปลายทศวรรษ 1980 บริษัทอย่าง Hitachi , NEC , Toshiba และบริษัทญี่ปุ่นอื่น ๆ ได้ครองตลาดโลกใน DRAM ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่ Samsung สู้ไม่ถอย เพราะถือว่าธุรกิจหน่วยความจำมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในมุมมองของ Samsung การใช้ส่วนประกอบหลักของตัวเองจะช่วยลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์จากญี่ปุ่นได้อย่างมาก ทำให้สามารถเพิ่มความสามารถใหม่ ๆ ในผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคได้

Samsung ผสมผสานความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้รับจากต่างประเทศ เช่น Micron Technology เข้ากับทักษะที่พวกเขาสั่งสมมา บริษัทได้พัฒนา DRAM ในรุ่นต่อ ๆ มา และในปี 1995 ได้กลายเป็นบริษัทแรกที่เปิดตัว DRAM ขนาด 64 MB

ในทางตรงกันข้ามหลังจากฟองสบู่ของเศรษฐกิจญี่ปุ่นแตก ผู้ผลิตหน่วยความจำของญี่ปุ่นก็ขาดแคลนทรัพยากร แต่วิกฤติการเงินในเอเชียกระทบเกาหลีใต้อย่างมากในปี 1997 ที่ทำให้ Samsung มีหนี้สินล้นพ้นตัวจนใกล้จะล้มละลาย

ในปีนั้น Yun ได้รับเลือกจาก Lee ซึ่งเป็นประธานของกลุ่มบริษัท Samsung ให้เข้ารับตำแหน่งผู้นำของ Samsung Electronics

Yun ได้ลดพนักงานของ Samsung Electornics ลง 30% แต่พวกเขาได้เดิมพันกับธุรกิจหน่วยความจำ เพราะในตอนนั้นญี่ปุ่นแทบจะไม่ลงทุนในธุรกิจนี้ต่อไปอีกแล้ว 

Samsung รู้ถึงรากเหง้าของการผลิต และเชื่อมั่นในสัญชาตญาณในการผสานรวมในแนวตั้ง ทั้งที่ในตอนนั้นนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ ได้กระตุ้นให้ Samsung เลิกสนใจธุรกิจอย่างหน่วยความจำได้แล้ว

และนั่นคือสิ่งที่เป็นผลตามมา ดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Motorola , Philips และ Siemens ในตอนนี้ พวกเขาไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อ Samsung ชนะในศึกหน่วยความจำ พวกเขาก็สามารถผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำคัญแทบจะทุกอย่างบนโลกใบนี้ อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References :
https://bit.ly/3JBLJFh
https://bit.ly/3QpWJHU
https://bloom.bg/3SzMUJu

Geek Monday EP142 : Kazuo Hirai สุดยอด CEO ของ Sony กับการพลิกฟื้นไอคอนทางอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

เมื่อ Kazuo Hirai เข้ารับตำแหน่งเป็นประธานและซีอีโอในเดือนเมษายน 2012 Sony กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติเป็นปีที่สี่ติดต่อกันโดยขาดทุนสุทธิเป็นประวัติการณ์ที่ 456.6 พันล้านเยน (4.1 พันล้านดอลลาร์ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) Hirai สงสัยอย่างมากเกี่ยวกับทักษะความเป็นผู้นำของเขาจากบรรดาผู้คนรอบข้างและผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจ

ความสงสัยเกิดขึ้นจากอาชีพการงานของ Hirai ที่อยู่นอกธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ Sony เขาเข้าร่วม CBS/Sony ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า Sony Music Entertainment ในปี 1984 โดยใช้เวลาที่นั่นมากกว่าหนึ่งทศวรรษก่อนที่จะมาคุมธุรกิจเกมอย่าง Sony Playstation

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3bAo7Er

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/3A4HdvI

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/3vNiVUm

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3vLcph9

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/9RsRuqlIaXE

มนุษย์ทองคำแห่ง Wallstreet เมื่อ Goldman Sachs เปิดศึกกับพนักงานที่คิดดึงเคล็ดลับทำเงินไปให้กับคู่แข่ง

ภายในทีม Trader ของ Goldman Sachs Group Inc. ที่แสนร่ำรวยและน่าอิจฉา มีกลุ่มพนักงานที่รายได้อู้ฟู่ กำลังท้าทายหนึ่งกองทุนยักษ์ใหญ่ของโลก ด้วยการย้ายงานไปร่วมกับคู่แข่ง

Jon “JP” Paul และ Sina Lashgari โดนเฉดหัวออกจาก Goldman Sachs เนื่องจากกุมความลับบางอย่าง แถมยังถูกหมายหัวโดยปักธงแดงให้กับทั้งคู่สำหรับนายจ้างที่จะคิดจ้างพวกเขาในอนาคต

สิ่งที่เป็นความลับนั่นก็คือสุดยอดโค้ดลับในการทำเงินหลายร้อยล้านดอลาร์ พวกเขาทั้งคู่เป็นโปรแกรมเมอร์ยอดอัจฉริยะที่กำลังจะไปสร้างความมั่งคั่งให้กับคู่แข่งของ Goldman Sachs

แม้เรื่องดังกล่าวมันไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ง่าย ๆ เหมือน Programmer ทุกคนที่ต้องย้ายงาน โดยเฉพาะการไปร่วมกับคู่แข่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสัญญาผูกมัดไว้ไม่ให้ไปทำงานกับคู่แข่งในระยะเวลาหนึ่ง

“เราแทบไม่ได้ใช้โค้ดจาก Goldman Sachs เลยแม้แต่บรรทัดเดียว” Paul กล่าว

“ผมทำงานหนักเพื่อสร้างอาชีพและชื่อเสียงของผม Goldman ไม่สามารถที่จะพรากผมไปจากสิ่งนั้น”

Paul เป็นยอดโปรแกรมเมอร์ ที่ทำงานหนัก 10-12 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลากว่า 6 ปีที่ Goldman Sachs แต่ตอนนี้เขาได้ตกเป็นเหยื่อของสงครามการแย่งชิงตัวเหล่าโปรแกรมเมอร์มากความสามารถที่โลดแล่นอยู่ใน Wallstreet

ภายในโต๊ะซื้อขายหลักทรัพย์ของ Goldman Sachs มียอดมนุษย์ทองคำราว ๆ 20 คน สร้างอัลกอริธึมเพื่อใช่วยในการเดิมพันเงินสดของ Goldman Sachs สามารถทำกำไรจากการคาดการณ์ล่วงหน้าและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในดัชนีหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ต้องบอกว่า ธนาคารอย่าง Goldman Sachs หรือกองทุนเฮดฟันด์อย่าง Millennium Management สามารถพัฒนาระบบที่คาดการณ์ว่าหุ้นตัวใดพร้อมสำหรับการเข้าช้อนซื้อ พวกเขาสามารถวางตำแหน่งตัวเองเพื่อทำกำไรได้อย่างมหาศาล

ยิ่งบริษัททำนายได้ถูกเร็วเท่าใด โอกาสที่บริษัทจะลงทุนก็จะดียิ่งขึ้นเท่านั้น ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา Goldman Sachs ได้มอบหมายให้เทรดเดอร์และโปรแกรมเมอร์ทำงานร่วมกันและช่วยพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์รวมถึงเครื่องมือด้านซอฟต์แวร์ขึ้นมา

ซึ่งตามการประมาณการจากผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมนี้ Goldman Sachs สามารถทำเงินได้อย่างน้อย 700 ล้านดอลลาร์ในช่วงสองปีที่ผ่านมา

Paul และ Lashgari ที่ทำเงินให้กับ Goldman Sachs กว่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ (CR:Bloomberg)
Paul และ Lashgari ที่ทำเงินให้กับ Goldman Sachs กว่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ (CR:Bloomberg)

Pual เกิดในปี 1993 นอกเมือง Port-au-Prince ของเฮติ และมาเติบโตที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ที่ซึ่งพ่อของเขาขับแท็กซี่และแม่ของเขาทำงานเป็นพยาบาล Paul ได้เข้าศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

ส่วน Lashgari เกิดในปี 1987 ในจังหวัด Kurdistan ในอิหร่านที่อยู่ติดกับอิรัก เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนชั้นนำแห่งหนึ่งของประเทศด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากนนั้นย้ายไปเรียนปริญญาเอกที่ Cornell University เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียม

หลังจากฝึกงานที่ Goldman พวกเขาทั้งคู่ก็ได้เข้าร่วมทีม Trader ของ Goldman Sachs ในปี 2016

มนุษย์ทองคำอย่าง Paul และ Lashgari นั้นเป็นทรัพยากรที่ Goldman หวงแหนเป็นอย่างมาก และไม่อยากสูญเสียกลุ่มบุคคลากรเหล่านี้ให้กับคู่แข่ง เพราะพวกเขาต้องลงทุนอย่างสูงเพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบทางเทคโนโลยี และต้องปกป้องมันไว้อย่างถึงที่สุด

Paul กล่าวว่า ในวันที่เขายื่นใบลาออก ผู้จัดการคนหนึ่งบอกเขาว่า Goldman ไม่ชอบเมื่อพนังานออกจากงานพร้อม ๆ กัน โดยเตือนว่า “นี่ถือเป็นการดูถูกบริษัทและบริษัทไม่ปล่อยเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน”

“หลังจากทำกำไรหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้กับ Goldman คงจะดีสำหรับทั้ง Paul และ Lashgari ที่จะได้รับคำขอบคุณจาก Goldman” Pechman ทนายความของทั้งคู่กล่าว

แต่ Goldman มองว่าการจากไปของทั้ง Pual และ Lashgari นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และถือเป็นการทรยศครั้งใหญ่ต่อบริษัทในการนำเอาเคล็ดลับการทำเงินไปให้กับคู่แข่งของพวกเขานั่นเอง

References :
https://bloom.bg/3OYNYn2
https://bit.ly/3Q7xme6
https://bloom.bg/3p5Z1jD

Geek Talk EP25 : The Most Hated Man On The Internet กับบทเรียนจากอาชญากรรมไซเบอร์

The most hated man on the internet การต่อสู้ระหว่างชายที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักทำลายชื่อเสียงมืออาชีพและแม่ที่ต่อสู้โดยมีเป้าหมายเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงลูกสาว จากอาชญากรรมไซเบอร์ ในยุคเริ่มต้นของโซเชียลมีเดีย

The most hated man on the internet ย้อนกลับไปเล่าถึงเหตุการณ์ในปี 2011 ในยุคเริ่มต้นของโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ต่างๆ และผู้คนยังไม่รับรู้ถึงพิษสงและด้านมืดของการนำข้อมูลขึ้นสู่โลกอินเทอร์เน็ต จะสร้างผลร้ายและผลลบให้แก่เรามากมายแค่ไหน 

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3Q4FpbK

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/3BSs162

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/3zXjRrV

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3QmyxWN

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/cJZDS3ILHxk

OrganEx กับความหวังใหม่ในการฟื้นชีวิตมนุษย์จากความตายโดย Yale University

เป็นอีกหนึ่งงานวิจัยที่ถูกเผยแพร่ออกมาทางวารสาร Nature ที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับ สำหรับแนวความคิดใหม่ในการหยุดการเสื่อมสภาพของเซลล์ ที่ได้ทำการทดลองกับหมูหลังจากการตายของมันภายใน 1 ชั่วโมง

เรียกได้ว่า ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมาก ๆ ในปัจจุบัน ความหวังที่ชีวิตของมนุษย์เราจะมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

เทคโนโลยีใหม่นี้จาก Yale University ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูการไหลเวียนโลหิตและซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายในหมูที่เสียชีวิตไปแล้วกว่า 1 ชั่วโมง

มันเปรียบเหมือนการต่อชีวิตให้กับมนุษย์ที่ใกล้สิ้นลม จากโรคร้ายต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ประสบความสำเร็จในการทดลองในสัตว์อย่างหมู

แน่นอนว่ามันเป็นงานวิจัยที่จะปูทางไปสู่การทำให้อวัยวะมนุษย์มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น และอยู่ในสภาพที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังสามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์และแพทย์พัฒนาวิธีการรักษาโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวายในมนุษย์ได้ด้วย ซึ่งความน่าสนใจของงานวิจัยดังกล่าวนี้คือ เป็นการให้ข้อมูลเชิงลึกว่าเซลล์มีปฏิกิริยาอย่างไรหลังจากที่ขาดออกซิเจน

ทีมงานจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Yale ใช้เครื่องควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า OrganEx เพื่อจำลองการทำงานของหัวใจและปอด โดยจะสูบฉีดสิ่งที่เรียกว่า perfusate ซึ่งเป็นของเหลวผสมของเฮโมโกลบินสังเคราะห์ ยาปฏิชีวนะ และโมเลกุล เพื่อปกป้องเซลล์และป้องกันลิ่มเลือด

ภาพประกอบของการแพร่กระจายของอวัยวะและการฟื้นฟูเซลล์ด้วยเทคโนโลยี OrganEx เลือดที่ช่วยเซลล์จะถูกส่งไปยังอวัยวะสำคัญในหนึ่งชั่วโมงหลังความตาย (CR:news.yale.edu)
ภาพประกอบของการแพร่กระจายของอวัยวะและการฟื้นฟูเซลล์ด้วยเทคโนโลยี OrganEx เลือดที่ช่วยเซลล์จะถูกส่งไปยังอวัยวะสำคัญในหนึ่งชั่วโมงหลังความตาย (CR:news.yale.edu)

กระบวนการทั้งหมดนี้ จะถูกสูบฉีดผ่านร่างกายของหมูภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่พวกมันตาย ซึ่งเซ็นเซอร์ตรวจสอบการไหลเวียนและวัดความดันภายในหลอดเลือดแดงของหมูแบบ Realtime

จากนั้นได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของ OrganEx โดยเปรียบเทียบกับหมูที่ใช้เครื่องมือแบบเดิม ๆ ที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ใช้เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจและปอดอย่างรุนแรงโดยการฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือด ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า Extracorporeal Membrane Oxygenation (ECMO)

ผลการทดลองถือว่าน่าสนใจมาก ๆ เมื่อ อวัยวะที่ได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยี OrganEx พบว่ามีอาการตกเลือด เซลล์ถูกทำลาย หรือเนื้อเยื่อบวมน้อกว่าอวัยวะที่รักษาด้วย ECMO

นักวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่าระบบสามารถซ่อมแซมการทำงานบางอย่างในเซลล์ทั่วอวัยวะสำคัญหลายส่วนที่อาจเสียชีวิตได้

ตัวอย่างเช่น เซลล์หัวใจที่ผ่านเครื่อง OrganEx มีการหดตัวอย่างไร แต่พวกเขาไม่เห็นการหดตัวแบบเดียวกันในกลุ่มที่ผ่านกระบวนการของ ECMO

“เซลล์เหล่านี้ทำงานหลายชั่วโมงทั้งที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้ และสิ่งนี้บอกเราว่าการตายของเซลล์สามารถหยุดได้ และการทำงานของเซลล์เหล่านี้สามารถฟื้นฟูได้ในอวัยวะสำคัญ ๆ หลายส่วน แม้ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงหลังการตาย” Nenad Sestan ศาสตราจารย์แห่ง Neurobiology ที่ Yale School of Medicine กล่าว

เมื่อการไหลเวียนของเลือดของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมถูกจำกัด เช่น หลังจากโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจวาย เซลล์จะตายจากการขาดออกซิเจนและสารอาหารที่มีเลือดอยู่

การทดลองเฟสแรกในหมู แต่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญมาก ๆ (CR:Wonderful Engineering)
การทดลองเฟสแรกในหมู แต่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญมาก ๆ (CR:Wonderful Engineering)

ส่งผลให้เนื้อเยื่อและอวัยวะตายไปในที่สุด หลังจากที่หัวใจหยุดเต้น อวัยวะต่าง ๆ จะเริ่มบวม หลอดเลือดจะยุบตัวและทำให้ระบบไหลเวียนต่าง ๆ พังทลาย ซึ่ง perfusate ของเหลวที่ใช้ในเทคโนโลยี OrganEx จะสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ไม่ให้จับตัวเป็นก้อนได้

Zvonimir Vrselja นักวิจัยด้านประสาทวิทยาที่ Yale School of Medicine ซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ ได้เปรียบเทียบ OrganEx กับ ECMO

เขากล่าวว่า การค้นพบดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าเซลล์ไม่ตายเร็วเท่าที่เราคาดไว้ ซึ่งเปิดโอกาสสำหรับการใช้กระบวนการบางอย่างเช่น OrganEx เพื่อบอกพวกมันว่า “อย่าเพิ่งตาย!!!”

Sam Parnia รองศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์การดูแลผู้ป่วยวิกฤติที่ New York University Grossman School of Medicine เรียกการค้นพบนี้ว่า “สิ่งที่โครตน่าทึ่ง!!”

“OrganEx สามารถรักษาอวัยวะในผู้ที่เสียชีวิตได้ หรือช่วยฟื้นคืนชีวิตจากการจมน้ำ หรือหัวใจวายได้” เขากล่าว

บทสรุป

แม้การศึกษาจะอยู่ในช่วงทดลอง แต่ก็ต้องบอกว่า มันได้เปลี่ยนความคิดของสังคมเราเกี่ยวกับความตายในเรื่องจุดจบของชีวิตอาจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าความตายเป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่สามารถรักษาได้และสามารถย้อนกลับไปได้เป็นเวลาหลายชั่วโมงหลังจากที่มันเกิดขึ้น

แม้จะดูห่างไกลจากทดลองจริงในมนุษย์แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยให้มนุษย์เรานั้นมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น

ซึ่งตอนนี้หลายๆ เทคโนโลยีก็ได้นำมาผสานกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ 3D Printing เทคโนโลยีหุ่นยนต์ หรือ การเชื่อมสมองของคอมพิวเตอร์

ในอนาคตการสูญเสียคนรักแบบฉับพลันแบบไม่ทันตั้งตัวแบบที่หลายๆ คนต้องประสบพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นจากหัวใจวาย หรือ เส้นเลือดสมองตีบ ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้น ๆ ของมนุษย์เรานั้น อาจจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ได้นั่นเองครับผม

References :
https://www.technologyreview.com/2022/08/03/1056664/repair-cells-damaged-pig-organs-death-ethics-heart-brain/
https://www.technologyreview.com/2018/04/25/240742/researchers-are-keeping-pig-brains-alive-outside-the-body/
https://www.nature.com/articles/s41586-022-05016-1
https://news.yale.edu/2022/08/03/yale-developed-technology-restores-cell-organ-function-pigs-after-death