Jack Ma vs Elon Musk คำพูดด้าน AI ใครมีน้ำหนักกว่ากัน?

หลังจากที่สองนักธุรกิจด้านเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Jack Ma จากประเทศจีน และ Elon Musk จากอเมริกา ที่มีโอกาสได้มาเจอกันบนเวที The WAIC 2019 (World Artificial Intelligence Conference) ณ มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน กับหัวข้อการพูดคุยด้าน AI – การไปดาวอังคาร – การศึกษา แล้วถ้าถามว่าคำพูดของใครมีน้ำหนักมากกว่ากันล่ะ?

สำหรับเรื่องราวของ Jack Ma อดีตครูสอนภาษาอังกฤษธรรมดา ๆ คนหนึ่งในเมืองหางโจว ที่ได้เริ่มต้นสร้างธุรกิจอย่าง Alibaba ให้สามารถกลายเป็น อาณาจักร E-Commerce ขนาดใหญ่ที่สุด แห่งหนึ่งของโลกในปัจจุบัน

อาณาจักรที่สร้างสถิติการเปิดขายหุ้น IPO ในตลาด New York Stock Exchange ด้วยเงินระดมทุน ที่มีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีผลทำให้ Alibaba กลายมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงกว่า สามแสนล้านเหรียญสหรัฐ เขาทำในสิ่งที่เหลือเชื่อเช่นนี้ได้ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

แต่แน่นอนว่า หากใครได้อ่านประวัติของ Jack Ma อย่างละเอียดแล้วนั้น จะพบว่า Jack Ma นั้นไม่ใช่นักเทคโนโลยีโดยกำเนิด คือไม่ได้เกิดมาแบบวิศวกร Jack Ma เป็นตัวแทนของพ่อค้าที่มี idea เลิศล้ำ และสามารถผลักดัน idea นั้นให้กลายเป็นจริงได้ ด้วยทีมงานระดับเทพของเขานั่นเอง

ส่วน Elon Musk นักธุรกิจและนักลงทุนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากอเมริกา และเขายังเป็นวิศวกรและนักประดิษฐ์หลาย ๆ สิ่งที่เป็นนวัตกรรมอีกด้วย เขาเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของบริษัท SpaceX และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ผู้บริหารและสถาปนิกผลิตภัณฑ์ของบริษัท Tesla Motor และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัทของ Paypal ตลอดจนบริษัทอื่นๆอีกมากมายที่เขาลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของโลกเราแทบจะทั้งสิ้น

แล้วคำพูดของใครมีน้ำหนักมากกว่ากันในเรื่องของ AI ?

ก็ต้องยอมรับกันตามตรงว่าเป็นสุดยอดนักธุรกิจกันทั่งคู่ ทั้ง Jack Ma และ Elon Musk ไม่งั้นคงไม่พาบริษัทตัวเองมาถึงจุดที่เราเห็นในปัจจุบัน แน่นอนว่าทั้งคู่มีความอัจฉริยะ แต่ก็มีความแตกต่างระหว่างทัั้งสองอยู่ที่น่าสนใจ

เพราะตัว Jack Ma เองนั้น ดูเหมือนเป็น นักคิดค้น idea ต่าง ๆ เพื่อมาบริหารธุรกิจ เพื่อต่อสู้กับธุรกิจที่ดุเดือดอย่าง Ecommerce ในประเทศจีน ฝากผลงานไว้มากมาย ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การล้ม Ebay ยักษ์ใหญ่ ecommerce จากอเมริกาที่เคยไปบุกจีนได้สำเร็จ

แต่มันเป็นการเข้าใจวัฒนธรรมความเป็นจีนมากกว่าของ Jack Ma ที่สามารถล้ม Ebay ได้ และที่สำคัญการทำธุรกิจในประเทศจีน มันไม่เหมือนกับทำในประเทศไหนในโลก ด้วยเรื่องของความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน รวมถึงประเพณีธรรมเนียมต่าง ๆ ซึ่ง คนแบบ Jack Ma นั้นมีเยอะมากในประเทศเสรีนิยม อย่างอเมริกา และต้องต่อสู้อย่างหนักกว่าจะขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าได้ ซึ่งก็น่าสนใจเหมือนกันว่า หาก Jack Ma นั้นเกิดในอเมริกา จะสามารถสร้างธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ได้แบบที่เราเห็นในประเทศจีนหรือไม่?

ส่วน Elon Musk นั้นแน่นอนว่าภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ที่คลุกวงในแบบสุด ๆ เพราะมีพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมที่แข็งแกร่ง มองเห็นภาพอนาคตของโลกได้อย่างชัดเจน จากบริษัทที่เขาเข้าไปลงทุน เขาไม่ลงทุนในธุรกิจที่จะเติบโตในระยะสั้น แต่เขามองในระยะยาว และยาวมาก ๆ ที่เป็นอนาคตของโลกที่กำลังเดินไป

ไม่ว่าจะเป็น Tesla , SpaceX , Neuralink นั้นล้วนเป็นธุรกิจที่มีอนาคตที่สดใสแทบจะทั้งสิ้น มันเป็นการมองภาพของอนาคตที่ชัดเจนของ Musk ซึ่งแน่นอนว่า หลายคนอาจจะเห็นว่าเค้าบ้า อย่างการเดินทางไปดาวอังคาร ไปใช้ชีวิตบนดาวอังคาร แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ

แต่ Musk นั้นเห็นภาพทุกอย่างของอนาคตโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงาน เรื่องภาวะสภาพภูมิอากาศโลกที่กำลังถูกทำลายลง จนอนาคตนั้น เราอาจจะอยู่ในโลกนี้กันได้ลำบาก ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตที่เกิดขึ้นจริง ๆ แน่นอน แต่ใครจะยอมรับความคิดเหล่านี้ในตอนนี้ที่เรายังใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบายเช่นนี้

ซึ่งสำหรับส่วนตัวนั้นหากเทียบกันจริง ๆ ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีในอนาคตอย่าง AI นั้นคำพูดของ Elon Musk ควรจะเป็นคำพูดที่มีน้ำหนักกว่าคนอย่าง Jack Ma อย่างแน่นอน เพราะ Musk เป็นวิศวกรตัวจริง ที่เข้าไปคลุกคลีกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ จริง ๆ และลงมือทำเองจริง ๆ เพราะฉะนั้นเค้าจะเห็นภาพที่กว้างกว่า Jack Ma อย่างแน่นอน

และที่สำคัญ Jack Ma ได้วางมือจากธุรกิจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เค้าทำมาตอนนี้ได้กลายเป็นตำนานเรื่องเล่าให้คนรุ่นหลัง แต่ Elon Musk นั้นยังเดินหน้าสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ๆ อยู่ต่อเนื่องแม้จะยังไม่เห็นผลงานของเขาชัดเจนในตอนนี้ แต่ผมมั่นใจว่าในอนาคตนั้น เราอาจจะได้จารึกชื่อของ Elon Musk เป็นนักประดิษฐ์คิดค้นผู้ยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากที่เรานับถือคนอย่าง โทมัส อัลวา เอดิสัน , อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้อย่างแน่นอนครับ

สำหรับคนที่สนใจประวัติทั้งสองเพิ่มเติม ก็สามารถอ่านได้จาก Blog Series ที่ผมเคยเขียนไปแล้วได้เลยนะครับผม

Blog Series : Jack Ma Rise of the Dragon

Blog Series : Jack Ma Rise of the Dragon

–> อ่านตอนที่ 1 :Internet

Blog Series : Elon Musk The Real Life Iron Man

Blog Series : Elon Musk The Real Life Iron Man
Blog Series : Elon Musk The Real Life Iron Man

–> อ่านตอนที่ 1 :Sand Hill Road

References : https://www.teslarati.com/wp-content/uploads/2019/08/elon-musk-jack-ma.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

มารู้จักการออกแบบหุ่นยนต์ที่สร้างมาเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมกันเถอะ

อาคารและแนวชายฝั่งสามารถตรวจสอบได้โดยกลุ่มหุ่นยนต์ที่สามารถซ่อมแซมได้แบบอิสระ ตามความคิดริเริ่มของบริษัท Startup จากเดนมาร์กที่ให้การสนับสนุนเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่จะมาแก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

ซึ่งความคิดริเริ่มดังกล่าวนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัทจากเดนมาร์กที่มุ่งเน้นในเทคโนโลยีในอนาคต 3 บริษัท คือ GXN Innovationซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยของสถาปนิกที่ชื่อว่า 3XN ; แพลตฟอร์มที่ช่วยเหลือในการผลิตอย่างThe AM AM Hub ; และบริษัทMap Architects

การแก้ปัญหาเรื่องความเสื่อมของสภาพแวดล้อม

บริษัท ต่าง ๆ เชื่อว่าความท้าทายระดับโลก เช่น ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และการเสื่อมสภาพของโครงสร้างพื้นฐานทางชีวภาพในท้องทะเล สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

พวกเขามองเห็นกลุ่มยานยนต์แบบ 3D ที่สัญจรไปมาทั้งทางบก ทางอากาศและทางทะเล

หุ่นยนต์หกขาเป็นหนึ่งในแนวคิดที่จินตนาการโดย Break the Grid
หุ่นยนต์หกขาเป็นหนึ่งในแนวคิดที่จินตนาการโดย Break the Grid

“ การเพิ่มจำนวนเครื่องพิมพ์ 3 มิติเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้อาจเป็นการปฏิวัติรูปแบบการผลิตของโลกเรา” ผู้ก่อตั้ง GXN อธิบาย

“ด้วยการเปิดใช้งานหุ่นยนต์ผ่านเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถที่จะคลาน ว่ายน้ำ และบินได้ จะทำให้เราสามารถรับมือกับภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่มีอยู่ทั่วโลกด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

หุ่นยนต์สามตัวสำหรับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

บริษัทได้ออกแบบแนวคิดที่แตกต่างกันสามแบบเพื่อจัดการกับกรณีการใช้งานแยกกันทั้งสามกรณี ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้จะทำการสแกนสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติเพื่อระบุพื้นที่ปัญหาและดำเนินการแก้ไขทันที

ซึ่งตัวอย่างแรกในการออกแบบหุ่นยนต์นั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายวัตถุใต้น้ำได้ เช่น การสร้างแนวปะการังเทียม หรือ โครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องแนวชายฝั่งจากการกัดเซาะและการให้ที่อยู่อาศัยสำหรับสิ่งมีชีวิตทางทะเล

หุ่นยนต์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแนวปะการังเทียมเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง
หุ่นยนต์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแนวปะการังเทียมเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง

มันจะทำงานโดยการพ่นทรายผสมจากพื้นมหาสมุทร และทำงานร่วมกับกาวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกาวธรรมชาติซึ่งผลิตจากหอยนางรมและสารที่ยึดเกาะได้แบบเปียก

ในขณะเดียวกันหุ่นยนต์หกขาจะวิ่งไปตามเมืองต่าง ๆ ทำการ Scan หา และซ่อมแซมรอยแตกขนาดเล็กในคอนกรีต ซึ่งช่วยลดความเสียหาย โดยจะสามารถแก้ไขได้ก่อนที่น้ำและออกซิเจนจะซึมเข้าไปข้างในซึ่งนำไปสู่การกัดกร่อนต่อไปนั่นเอง

ศักยภาพของวัสดุในการ “รักษาด้วยตัวเอง”

ทีมงาน Break the Grid จินตนาการว่าหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่บนบกเหล่านี้สามารถที่จะพิมพ์ฟิลเลอร์รูพรุนแบบ 3 มิติ ซึ่งจะผสมกับเชื้อรา trichoderma reesei ซึ่งมันจะช่วยในการก่อตัวของแคลเซียมคาร์บอเนต และทำให้การรักษาวัสดุได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ

หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถลาดตระเวนบริเวณที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นคอนกรีตได้จากระยะไกลจากสภาพแวดล้อมแบบเมืองได้

หุ่นยนต์ที่ทำงานบนยอดตึกสูงเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย
หุ่นยนต์ที่ทำงานบนยอดตึกสูงเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย

แนวคิดที่สามคือ หุ่นยนต์โดรน ที่จะทำงานในรอบ ๆ ตัวอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งเมื่ออาคารเหล่านี้เก่าและเสื่อมสภาพลง ทำให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานลดลง พวกโดรนเหล่านี้จะเข้ามาช่วยซ่อมแซมความเสียหาย

แนวคิดนี้นำมาจากการวิจัยวัสดุใหม่ที่ใช้แก้วและโพลีเมอร์ที่สามารถปรับแต่งได้ เพื่อสร้างฉนวนกันความร้อนบนโครงสร้างอาคารที่มีอยู่นั่นเอง

แนวคิดบนพื้นฐานของเทคโนโลยีที่ใหม่ ๆ

ในขณะที่การออกแบบของ Break the Grid นั้นเป็นเพียงแค่ทฤษฎี แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริง ทีมยังได้ทำการแฮ็กเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่มีอยู่ เพื่อสร้างต้นแบบหุ่นยนต์ตามแนวคิดของพวกเขา

“ เราหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้อุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ ในปัจจุบันนั้นมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ซึ่งจะต้องมีการผสมผสานการออกแบบและเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนค่านิยมของพวกเราและปรับเปลี่ยนวิธีคิดในปัจจุบันของเรา” เขากล่าวเสริม

Break The Grid เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Moonshots ของ AM-Hub ของเดนมาร์กซึ่งมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ ที่มีแนวคิดหลักว่าจะสามารถสร้างโลกที่ดีขึ้นได้อย่างไร

References : 
https://www.dezeen.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Geek Monday EP16 : JD.Com กับการใช้ AI , Big Data & Robotics ปฏิวัติการค้าปลีก

JD.Com ไม่เพียง แต่ลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคตเท่านั้น แต่พวกเขายังนำเทคโนโลยีของวันนี้ไปใช้ในการดำเนินงานในหลาย ๆ ด้านตั้งแต่คลังสินค้าอัจฉริยะไปจนถึงการส่งมอบด้วยโดรน และนี่เป็นตัวอย่างที่ JD.Com ใช้ AI ,Big Data และ หุ่นยนต์ในการดำเนินงานในปัจจุบัน: 

คลังสินค้าอัตโนมัติ: คลังสินค้าของ JD.Com ตอนนี้พวกเขากำลังดำเนินการเพื่อทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้โดยอัตโนมัติ   

หุ่นยนต์: หุ่นยนต์ที่ก้าวหน้าที่สุดของบริษัท ทำงานในคลังสินค้ากว่า 500 แห่ง ซึ่งพวกมันสามารถวางสินค้าบนชั้นวาง และแพ็คสินค้า รวมถึงจัดส่งสินค้าเพื่อส่งไปยังผู้บริโภค  

Drone : JD Com ใช้โดรนเพื่อส่งมอบสินค้าไปทั่วประเทศจีนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2016 พวกเขาใช้โดรนที่มีรูปร่างและขนาดต่าง ๆ และปัจจุบันพวกเขากำลังทำงานเพื่อสร้างโดรนที่สามารถบรรทุกได้มากถึงห้าตัน  

Facial Recognition : บริษัทกำลังทดสอบซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งจะอนุญาตให้ผู้ซื้อนำสินค้าออกจากร้านโดยไม่ต้องหยุดจ่าย ซึ่งการชำระเงินจะถูกควบคุมผ่านการจดจำใบหน้านั่นเอง       

Big Data : JD คอมสร้างโมเดลจากข้อมูลผู้บริโภคที่มีการสร้างโปรไฟล์ของทุกคนที่ติดตามแบรนด์โปรด สถานะการสมรส และอื่น ๆ พวกเขาใช้ข้อมูลที่รวบรวมเพื่อแจ้งกลยุทธ์การตลาดในอนาคต และสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งที่เป็นส่วนตัวสำหรับลูกค้ามากยิ่งขึ้น   

JD ดอทคอมเติบโตอย่างมากเป็นและมีแผนการดำเนินการให้กลายเป็นตลาดค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามในฐานะที่ JD เป็นหนึ่งในผู้นำของอีคอมเมิร์ซ พบว่า ต้องมีการคิดล่วงหน้าเพื่อพัฒนาโซลูชันที่ถูกสร้างขึ้นโดยใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีล่าสุด และด้วยการลงทุนของบริษัท ในการวิจัยและพัฒนาและผลักดันให้ JD กลายเป็นผู้ค้าปลีกอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดนั่นเองครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ    

ฟังผ่าน Podbean : 
https://tharadhol.podbean.com/e/geek-monday-ep16-jd-com-ai-big-data-robotics-retails/

ฟังผ่าน Spotify : https://open.spotify.com/episode/2JZEzRkAwhqmYJBd30k1vM

ฟังผ่าน Youtube :
https://youtu.be/U-ZtcIYOXvA

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Sex Robots กับหุ่นยนต์ที่ใช้บำบัดอาการทางเพศ

หุ่นยนต์ทางเพศในอนาคตอันใกล้นี้ วันหนึ่งม้นอาจได้รับใช้คุณตามสิทธิในประกันสุขภาพของคุณได้ ตามที่นักจิตวิทยาคลินิกและนักบำบัดโรคทางเพศ Marianne Brandon ได้กล่าวไว้

ในระหว่างการนำเสนอของเธอที่งานสัมมนาสุขภาพจิตกับการประยุกต์  เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนแบรนดอน ได้เสนอว่าวันหนึ่งหมออาจสั่งหุ่นยนต์ทางเพศที่มีความสมจริง ให้กับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่า “ มีความผิดปกติทางเพศ”

และในขณะที่เรื่องนี้อาจฟังดูเป็นทางออกที่ไม่น่าจะเป็นพิษเป็นภัย และสามารถที่จะแก้ปัญหาที่น่าเศร้าของผู้ป่วยที่อาการที่เกี่ยวกับความผิดปรกติทางเพศได้นั้น

จากเรื่องราวที่มาจากนิตยสาร Physology Today แบรนดอน กล่าวในระหว่างการนำเสนอของเธอว่าหุ่นยนต์ทางเพศกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและหุ่นยนต์ที่ช่วยบำบัดอาการทางเพศที่มีความซับซ้อนมากน่าจะสามารถนำมาใช้ได้จริงภายในไม่กี่สิบปีข้างหน้า

หุ่นยนต์เหล่านี้จะสามารถกระทำทางเพศได้เกือบทุกอย่าง และอาจมีบุคลิกที่สร้างมาที่ทำให้พวกมันดูฉลาดและมีไหวพริบมากกว่าที่คุณคิด

แบรนดอนยังเชื่อว่าชายส่วนใหญ่ในสภาคองเกรสจะให้การสนับสนุนและผ่านกฎหมายที่ทำให้แพทย์สามารถกำหนดหุ่นยนต์เหล่านี้ให้กับผู้ป่วยได้โดยมี บริษัท ประกันภัยที่ รองรับการป่วยในกรณีดังกล่าวให้ผู้ป่วยสามารถที่จะเคลมประกันได้

ในระหว่างการนำเสนอของเธอแบรนดอนได้แชร์ให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นที่เธอคิดว่าอาจมาพร้อมกับการปรากฎขึ้นของหุ่นยนต์ทางเพศ

เพราะหุ่นยนต์ทางเพศจะเป็นคู่หูทางเพศที่ “ สมบูรณ์แบบที่สุด” – มีความน่าดึงดูดใช้งานได้สะดวก – พวกเขาจะสร้างความสัมพันธ์“ ของจริง” กับเรื่องบนเตียงของพวกเขา 

บางคนอาจเลือกที่จะไม่ใช้ความสัมพันธ์ทางเพศในรูปแบบเดิม ๆ กับหุ่นยนต์ แบรนดอนกล่าวในระหว่างการนำเสนอของเธอซึ่งเรื่องนี้นั้นอาจนำไปสู่การแต่งงานที่ลดลงและอัตราการเกิดที่น้อยลงไปด้วย แต่ลดปัญหาในเรื่องการคุกคม หรือ อาชญากรรม ทางเพศได้

กล่าวอีกนัยหนึ่งหุ่นยนต์ทางเพศอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีปัญหาในเรื่องทางเพศ  แต่หากลองมองภาพที่ใหญ่ขึ้น เราอาจจะเห็นพวกมันนำเข้าสู่จุดจบของสังคมมนุษย์หรือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์จริง ๆ ก็เป็นได้ในอนาคต

References : 
https://www.psychologytoday.com/us/blog/darwins-subterranean-world/201906/sex-robots-and-the-end-civilization

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

หุ่นยนต์กับการเรียนรู้ด้านภาษาศาสตร์

ในบรรดาหลายๆ สิ่งที่มนุษย์มีวิวัฒนาการเหนือกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ คือเรื่องของภาษาที่ซับซ้อนของเรา แน่นอนว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็มีความสามารถในการพูดคุยกันได้ แต่เรามีหลากหลายภาษาที่เป็นภาษาเขียน ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งในเรื่องไวยากรณ์และการพูด 

โดยนักวิจัยที่ Brown University ได้สร้างหุ่นยนต์ทำสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ในเรื่องของภาษา: หลังจากมีการฝึกฝนการเขียนตัวอักษรญี่ปุ่นด้วยมือแล้วหุ่นยนต์ก็เริ่มคัดลอกคำแบบเดียวกันในภาษาอื่น ๆ ที่ไม่เคยเขียนมาก่อน รวมถึงภาษาฮินดี กรีก และอังกฤษเพียงแค่ดูตัวอย่างลายมือนั้นเพียงเท่านั้น 

ก้าวข้ามเรื่องการสื่อสารด้วยภาษาต่าง ๆ ของมนุษย์
ก้าวข้ามเรื่องการสื่อสารด้วยภาษาต่าง ๆ ของมนุษย์

เช่นเดียวกับการก้าวเดินได้ด้วยสองขา การเขียนด้วยลายมือก็ถือเป็นหนึ่งในเสน่ห์ที่เรียบง่ายของมนุษย์ที่ดูแล้วเหมือนจะมีความซับซ้อน เมื่อคุณเขียนคำใด ๆ คำหนึ่ง คุณก็จะต้องรู้ว่าจะวางปากกาของคุณนานแค่ไหนในการวาดเส้นและการวางทิศทางในการเขียน ซึ่งมันไม่เป็นเรื่องง่ายเลยที่หุ่นยนต์จะสามารถเลียนแบบความสามารถนี้ของมนุษย์ได้

ดังนั้นเพื่อให้หุ่นยนต์สามารถเขียนได้เหมือนกับมนุษย์  จะต้องให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีจัดรูปแบบตัวอักษรแต่ละตัว   Stefanie Tellex และ Atsunobu Kotani  นักพัฒนาหุ่นยนต์ของ Brown University ผู้เป็นพัฒนาระบบ กล่าว “ และนั่นคือสิ่งที่อัลกอริทึมเรียนรู้ที่จะทำตามรูปแบบของมนุษย์”

ระบบการเรียนรู้ของหุ่นยนต์แบ่งออกเป็นสองรูปแบบที่แตกต่างกัน แบบแรก นั้นรับผิดชอบเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับจังหวะของปากกา ดังนั้นการเล็งไปในทิศทางที่ถูกต้องและกำหนดวิธีที่จะหาจังหวะสิ้นสุดของการเขียน และแบบที่สอง นั้นมีหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายการเขียนของหุ่นยนต์ไปยังตัวอักษรถัดไป

ในการฝึกอบรมหุ่นยนต์นักวิจัยได้ป้อนคลังข้อมูลของตัวอักษรญี่ปุ่นและให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการที่องค์ประกอบของตัวอักษารแต่ละตัว “ จากนั้นมันจะเรียนรู้แบบจำลองที่ดูที่ระดับพิกเซลของภาพและคาดการณ์ว่าจะต้องเริ่มจังหวะต่อไปที่ใดและต้องเคลื่อนที่ในขณะที่กำลังวาดเส้นเพื่อสร้างตัวอักษรให้ออกมาได้” Tellex กล่าว

จากนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะทำให้หุ่นยนต์สับสนโดยการเขียนคำว่า “Hello” บนกระดานไวท์บอร์ดในภาษาฮินดี, ทมิฬและภาษายิดดิช ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้รูปแบบการเขียนที่ไม่เหมือนใคร 

และไม่น่าเชื่อว่าหุ่นยนต์จะสามารถใช้เทคโนโลยี Machine Vision และเขียนคำศัพท์ของตัวเอง แม้ว่าตัวมันจะฝึกการเขียนเฉพาะภาษาญี่ปุ่นเพียงเท่านั้น 

จากนั้นเมื่อมีเด็ก ๆ อนุบาลหลายคนไปเยี่ยมห้องทดลองของ Tellex  แม้เด็ก ๆ จะใช้การเขียนด้วยลายมือที่ไม่ดี แต่เจ้าหุ่นยนต์มันเลียนแบบพวกเขาได้อย่างง่ายดาย “ เพียงเพื่อดูแล้วทำซ้ำ ซึ่งการเขียนด้วยลายมือที่อ่านได้ยากของเด็กน้อยอายุ 6 ปีเหล่านี้ มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและเจ้าหุ่นยนต์ก็ไม่เคยฝึกฝนในเรื่องนี้” Tellex กล่าว

เลียนแบบการวาดภาพของมนุษย์
เลียนแบบการวาดภาพของมนุษย์

แต่ไม่มีทำได้สมบูรณ์แบบ เนื่องจากนักวิจัยฝึกฝนหุ่นยนต์กับภาษาญี่ปุ่นยุคใหม่ซึ่งเขียนจากซ้ายไปขวา หุ่นยนต์อาจคุ้นชินกับภาษาอังกฤษซึ่งเขียนในทิศทางเดียวกันได้ แต่มันก็ดูเหมือนจะได้ไม่ดีนักกับภาษาที่เขียนจากขวาไปซ้ายในทิศทางกลับกันนั่นเอง

และตอนนี้หุ่นยนต์จากงานวิจัยชิ้นนี้ กำลังพัฒนาก้าวไปสู่การสื่อสารรูปแบบใหม่ระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร แม้อาจจะไม่เห็นผลมากนักในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่สักวันอาจมีหุ่นยนต์ที่สามารถทิ้งโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของเราก็เป็นได้นั่นเองครับ

References :  
https://www.wired.com/story/robot-writing/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol