MQ-9 Reaper โดรนที่น่ากลัวที่สุดในโลก ผู้ปลิดชีพ ยอดแม่ทัพ Soleimani แห่งอิหร่าน

ในปฏิบัติการสังหาร Soleimani นายพลของอิหร่าน เชื่อว่าได้รับการจัดการโดย CIA ผ่าน Drone อากาศยาน MQ-9 Reapers ที่เคลื่อนจากฐานทัพอากาศ Creech ในเนวาดา และได้รับการสนับสนุนจาก CIA ใน Langley รัฐเวอร์จิเนีย

จากข้อมูลของกองทัพอากาศสหรัฐฯ Reaper นั้นเป็น “เครื่องบินอเนกประสงค์ที่ใช้ในหลายภารกิจ ซึ่งสามารถทำระดับความสูงได้หลายระดับ และระยะการเดินทางที่รอบรับการบนในระยะไกล ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ระยะไกลที่ใช้เป็นหลักในการปฏิบัติตามกลยุทธ์ทางการทหารของอเมริกา

ประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นคนสั่งการให้สังหาร Soleimani ขณะที่กำลังเดินทางใกล้สนามบินนานาชาติแบกแดด โดยการโจมตีดังกล่าวยังได้สังหาร Abu Mahdi al Muhandis รองผู้บัญชาการของกองกำลังเคลื่อนที่ของอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากอิรัก และเป็นผู้ก่อตั้ง Kataib Hezbollah กลุ่มก่อการร้ายที่สังหารผู้รับชาวเหมาสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เมื่อถูกถามว่ากองทัพอากาศเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้หรือไม่ ทางโฆษกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พ.ต.ท. โทมัส แคมป์เบล บอกกับ WashingtonExaminer : “เราไม่มีอะไรเพิ่มเติมนอกเหนือจากแถลงการณ์เมื่อวานนี้” คำสั่งของกระทรวงกลาโหมไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบในการโจมตี CIA บอกกับ WashingtonExaminer 

Soleimani  ยอดนายพลแห่งอิรัก ที่ถูกสังหาร
Soleimani ยอดนายพลแห่งอิหร่าน ที่ถูกสังหาร

เสียงพึมพำเงียบ ๆ ของ Reaper นั้นเหมาะสำหรับการใช้โจมตี ตามที่อดีตนักบินกองทัพอากาศที่เกษียณไปแล้วอย่าง John Venable กล่าว

“MQ-9 Reaper มีความแม่นยำ และด้วยความสามารถในการโจมตี ทำให้มันเป็นอาวุธที่เหมาะกับภารกิจ ISR [เฝ้าระวัง ข่าวกรอง ลาดตระเวน] เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีการคุกคามต่ำ” Venable บอกกับ WashingtonExaminer  “ ทางการสหรัฐใช้โดรนในการติดตาม Soleimani รวมถึงติดตามการเคลื่อนไหวของ Muhandis ทั้งในและรอบ ๆ กรุงแบกแดด ซึ่งความสามารถของ Reaper ทำให้สหรัฐฯไม่ใช่แค่ใช้มันเพื่อสังเกตการเพียงเท่านั้น แต่เพื่อกำจัดเป้าหมายเหล่านั้นด้วย ”

พล.ท. เดวิด เดอทูลา นายพลเกษียณจากกองทัพอากาศบอกกับ WashingtonExaminer :  “MQ-9 Reaper เป็นระบบอาวุธที่สมบูรณ์แบบสำหรับงานนี้ “การตอบโต้ครั้งนี้เป็นการการตอบสนองที่เหมาะสมหลังจาก 18 เดือนของการเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีโดยทรัมป์ที่ดำเนินการเนื่องจากการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของอิหร่านอย่างก้าวร้าวโดยทรัมป์ได้ขีดเส้นเตือนอิหร่านไว้ก่อนหน้านี้ และเมื่อพวกเขาล้ำเส้น ทรัมป์ก็พร้อมที่จะปกป้องบุคลากรและผลประโยชน์ของอเมริกา “

Reaper ผลิตโดย General Atomics ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2007 ด้วยราคาประมาณ 16 ล้านเหรียญจึงเป็นตัวเลือกที่ประหยัด สามารถปฏิบัติการทางอากาศด้วยระเบิดและขีปนาวุธที่หลากหลาย Reaper นั้นมีขนาดเล็กกว่าเครื่องบินจู่โจมทั่วไปโดยมีปีกกว้าง 66 ฟุตและมีน้ำหนักเพียง 4,900 ปอนด์ โดยทั่วไปจะทำงานที่ระดับความสูงประมาณ 25,000 ฟุตและใช้เครื่องยนต์ใบพัดทำให้ยากต่อการมองเห็นและได้ยินในสนามรบ ด้วยระยะทาง 1,200 ไมล์มันสามารถเดินทางไกลได้ในขณะที่นักบินอยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์

Reaper มีอุปกรณ์ทางทหารที่ทันสมัยที่สุดในโลก ระบบถ่ายภาพประกอบด้วยเซ็นเซอร์อินฟราเรดกล้องถ่ายภาพสีและขาวดำและเครื่องค้นหาระยะเลเซอร์และอุปกรณ์การกำหนดเป้าหมายสำหรับการโจมตีที่มีความแม่นยำสูง

มีการใช้ Reapers ในอัฟกานิสถาน อิรัก เยเมน ลิเบีย และอีกหลายประเทศ มีรายงานการสังหารครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2007 เมื่อมีการยิงขีปนาวุธเฮลล์ไฟกับผู้ก่อความไม่สงบในอัฟกานิสถาน 

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ต้องบอกว่าข่าวการสังหารนายพลของอิหร่าน ในมุมมองของเทคโนโลยีนั้นน่าสนใจมาก ๆ อย่างที่ผมได้เคยเขียนไปในหลาย ๆ Blog เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังมีบทบาทสำคัญในวงการทหาร

แน่นอนว่าผลพวงจากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในวงการทหารหลาย ๆ เทคโนโลยีล้วนมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจด้วย เราจะเห็นได้จากหลาย ๆ เทคโนโลยีที่เกิดจากแวงวงทหารเช่น อินเทอร์เน็ตเป็นต้น ซึ่งหลายชาติมหาอำนาจในโลกที่เป็นยักษ์ใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจก็ล้วนแล้วแต่มีเทคโนโลยีทางด้านการทหารที่แข็งแกร่งมาก่อน ตัวอย่างเช่น อเมริกา ญี่ปุ่น หรือ เยอรมัน ที่กลายเป็นยักษ์ใหญ่วงการยานยนต์โลกก็ล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานสำคัญมาจากการผลิต ยุทธโธปกรณ์ในสงครามโลกครั้งที่สองแทบจะทั้งสิ้น

และในข่าวใหญ่ครั้งก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านการทหารของอเมริกานั้น ไปไกลมาก ๆ พวกเขายังมีอาวุธลับอีกมากมาย ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ ผมก็ยังมองว่า ไม่มีชาติใดในโลกนี้ที่จะสู้พวกเขาได้

และถามว่าทำไมพวกเขาจึงลงทุนไปมากมายกับเทคโนโลยีด้านการทหาร ก็เพราะความมั่นคงที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่อเมริกามอง พวกเขาแม้จะแพ้ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ด้านความมั่นคง พวกเขาไม่เคยแพ้ใคร และ สุดท้ายเมื่อเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ ตัวชี้วัดว่าชาติใดจะเป็นมหาอำนาจของโลกตัวจริง มันอยู่ที่เทคโนโลยีทางด้านการทหารนั่นเองครับ

–> ฟัง podcast World War III เมื่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการชี้ขาดชัยชนะของสงครามยุคใหม่ : http://bit.ly/2MUHdph

References : https://www.washingtonexaminer.com/policy/defense-national-security/worlds-most-feared-drone-cias-mq-9-reaper-killed-soleimani https://www.researchgate.net/figure/MQ-9-Reaper-UAV-drone-and-its-zoom-camera_fig113_335455327

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Cyborg Warriors กับอนาคตหุ่นยนต์ทหารของกองทัพสหรัฐ

ทหารสหรัฐฯมีแผนที่จะเปลี่ยนทหารให้กลายเป็นนักรบหุ่นยนต์ไฮเทคด้วยการทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นเพิ่มส่วนของความรู้สึกเข้าไปในหุ่นยนต์ดังกล่าว และเชื่อมสมองของพวกเขาเข้ากับคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างกองทัพยุคใหม่ที่แข็งแกร่ง

เพนตากอนได้กล่าวว่า cyborgs หุ่นยนต์เหล่านี้จะพร้อมที่จะลุยในสนามรบจริงภายในปี 2050 กระทรวงกลาโหมเพิ่งทำการปกปิดรายงานใหม่เมื่อเดือนตุลาคมที่มีการระบุรายละเอียดแผนการ “ มนุษย์ / เครื่องจักรฟิวชั่น”

ซึ่งในบทสรุปของรายงานระบุการอัปเกรดที่สำคัญสี่ประการซึ่งหวังว่าจะพัฒนาในอีกสามทศวรรษข้างหน้า ซึ่งรวมถึงการเพิ่มความสามารถเรื่องการมองเห็นและการได้ยินของทหารและต้องการทำให้ทหารแข็งแกร่งขึ้นด้วยการสวมใส่อุปกรณ์รูปแบบใหม่ที่สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้

จากรายงานดังกล่าวใน 3 หมวดแรกนั้น จะเป็นการแสดงศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากความสามารถพื้นฐานปกติของทหารที่มีอยู่เดิม”

สิ่งที่แวดวงทหารตื่นเต้นจริงๆคือในหมวดที่สี่: “การเพิ่มประสิทธิภาพระบบประสาทโดยตรงของสมองมนุษย์สำหรับการถ่ายโอนข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการเชื่อมโยงจิตใจของทหารกับคอมพิวเตอร์เพื่อให้ผู้นำทหารสามารถถ่ายโอนข้อมูลใหม่ได้ทันที เพื่อให้ทหารสามารถที่จะควบคุมยานพาหนะไร้คนขับ โดยใช้เพียงแค่ความคิดของพวกเขาเท่านั้น

อย่างไรก็ตามปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือ : “การเพิ่มทหาร Cyborgs เหล่านี้เข้าไปนั้น จะนำไปสู่ความไม่สมดุล ความไม่เท่าเทียมกัน รวมถึงเรื่องของกรอบกฎหมายในด้านความปลอดภัยและเรื่องของจริยธรรมนั่นเอง”

ความเห็นจากผู้เขียน

เรื่องราวของวงการทหารนั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด ที่กำลังนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่รุดหน้าไปอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของ Brain Machine Interface หรือการเชื่อมต่อสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์ เมื่อนำมาใช้ในวงการทหารนั้นถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

มันจะสร้างความเป็นต่อในเรื่องการรบและเพิ่มศักยภาพของกองทัพได้อย่างแน่นอน หากเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ จะเห็นได้ว่าในขณะที่ประเทศไทยกำลังถกเถียงกันเรื่องเกณฑ์ทหาร หรือ จัดซื้อาวุธยุคโบราณอยู่นั้น แต่โลกทางการทหารได้ก้าวไปไกลมาก ๆ แล้ว และ หากเราไม่พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วยตัวเองบ้างนั้น ก็มีโอกาสที่จะสูญเสียความสามารถในการรบ และแน่นอนว่ามันจะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติเราเช่นเดียวกันนั่นเอง

References : https://www.armytimes.com/news/your-army/2019/11/27/cyborg-warriors-could-be-here-by-2050-dod-study-group-says/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ผู้ก่อการร้ายกับการนำ 3D Printing มาสร้างอาวุธแบบใหม่

เหล่าผู้ก่อการร้ายยอดอัจฉริยะ กำลังใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างอาวุธนิวเคลียร์ และอาวุธชีวภาพที่มีอำนาจทำลายล้างสูง (WMDs)

นั่นเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับการรายงานที่ออกใหม่โดยกลุ่มวิจัยหลายสถาบันที่นำโดยสถาบันการศึกษานานาชาติมิดเดิลเบอรีที่มอนเทอเรย์: เทคโนโลยีเดียวกับที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้สำหรับผู้ผลิตสินค้าต่าง ๆ ทั่วโลกอาจกำลังช่วยผู้ก่อการร้ายอยู่โดยไม่รู้ตัว

ผู้เขียนรายงานเชื่อว่าปัจจัยเสี่ยงของ WMD ที่สำคัญสามประการเกิดขึ้นจากความก้าวหน้าในเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติและ AI

สำหรับประเทศเช่นเกาหลีเหนือซึ่งมีโปรแกรม WMD อยู่แล้วสามารถเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อพิมพ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่ในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศหรือกลุ่มผู้ก่อการร้ายสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างโปรแกรม WMD ใหม่รูปแบบใหม่อยู่

ในที่สุดผู้เขียนรายงานเตือน ว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติและ AI อาจนำไปสู่การคุกคาม จาก WMD ที่ไม่คาดคิด และจะเป็น“อาวุธแบบใหม่อย่างสมบูรณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นจริง ตามความคิดของ” โรเบิร์ต ชอว์ นักวิจัยที่กล่าวกับ scientificamerican.com

ซึ่งในท้ายที่สุดนักวิจัยหวังว่ารายงานของพวกเขาจะกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่พิจารณาการใช้งานเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติอย่างจริงจังสำหรับการสร้างอาวุธที่แอบแฝงของโปรแกรม WMD เหล่านี้

“ตอนนี้ทุกคนไม่ได้ให้ความสนใจมากพอก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง” นักวิจัย Miles Pomper  บอกกับ scientificamerican.com  “ และนี่คือการพยายามส่งเสียงเตือนเพื่อให้โลกรู้ว่าเรื่องดังกล่าวนั้นมีความอันตรายอย่างร้ายแรง ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในอนาคต”

Refernces : https://www.scientificamerican.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เมื่อการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์กำลังจะอยู่ภายใต้การตัดสินใจของ AI

นักวิจัยของกองทัพอากาศสหรัฐกำลังมีความพยายามที่จะให้รหัสนิวเคลียร์แก่ AI หรือ ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการตัดสินใจเรื่องการโจมตี

โดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งกองทัพอากาศ นักวิจัย Curtis McGiffin และนักวิจัยสถาบันวิจัย Louisiana Tech อดัม โลว์เธอร์ ได้ร่วมกับกองทัพอากาศเพื่อเขียนบทความ   “America Needs a ‘Dead Hand’” โดยมีการถกในประเด็นที่ว่าสหรัฐอเมริกา ต้องพัฒนา“ ระบบตอบสนองเชิงกลยุทธ์อัตโนมัติบนพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์”

กล่าวอีกนัยหนึ่งพวกเขาต้องการให้ AI เป็นผู้ถือครองรหัสนิวเคลียร์ และแน่นอนว่าตามที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงมันฟังดูคล้ายกับในหนังสือชื่อดังอย่าง “ Doomsday Machine” จากถ้อยคำของ Stanley Kubrick ในปี 1964“ 

“Dead Hand” ที่อ้างถึงในชื่อหมายถึงระบบกึ่งอัตโนมัติของสหภาพโซเวียตที่จะมีการเปิดตัวอาวุธนิวเคลียร์หากเงื่อนไขบางอย่างถูกพบ เช่น การตายของผู้นำของสหภาพโซเวียต

อย่างไรก็ตามในครั้งนี้ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่พัฒนาโดย Lowther และ McGiffin จะไม่รอจนกว่าจะโดนการโจมตีครั้งแรกกับสหรัฐ โดย AI มันจะรู้ว่าต้องทำอะไรก่อนเวลาอันควร

“ มันอาจจำเป็นต้องพัฒนาระบบบนพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์ด้วยการตัดสินใจตอบสนองที่กำหนดไว้ล่วงหน้าซึ่งตรวจจับตัดสินใจและชี้นำกองทัพด้วยความรวดเร็ว ” พวกเขาเขียน

การใช้เวลาอย่างรวดเร็วในการโจมตีเป็นปรากฏการณ์ที่เทคโนโลยีสมัยใหม่รวมถึงเรดาร์ความไวสูงและสามารถสื่อสารได้ทันที ทำให้สามารถลดเวลาในการตรวจจับและการตัดสินใจลงอย่างมาก 

“ เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้กำลังลดระยะเวลาการตัดสินใจของผู้นำระดับสูงของอเมริกา ซึ่งในไม่ช้ามันอาจที่จะเป็นไปไม่ได้ที่จะตัดสินใจและบังคับใช้พลังงานนิวเคลียร์ได้ทันอย่างทันท่วงที หากยังใช้มนุษย์ในการตัดสินใจ” Lowther และ McGiffin โต้แย้ง

ความคิดคือการใช้โซลูชั่น AI ในการขับเคลื่อนซึ่งมันมีความสามารถในการตรวจจับการเปิดการโจมตีก่อนที่เกิดขึ้นที่ใดก็ได้ในโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังมีความสามารถในการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ไปยังฝ่ายตรงข้าม”

และจากข้อเท็จจริงที่ว่า AI ไม่ได้มีข้อมูลมากนักที่จะดำเนินการ นั่นหมายความว่าข้อมูลส่วนใหญ่ที่ส่งไปยัง AI จะเป็นข้อมูลจำลองการรบเพียงเท่านั้น ซึ่งเราก็ต้องชั่งใจดูว่า อย่างไหนมันจะมีประสิทธิภาพมากกว่ากันระหว่างความสามารถของ AI และการตัดสินใจของมนุษย์ หากเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ นั่นเอง

References : 
https://thebulletin.org

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

BIOWEAPONS กับแนวคิดอาวุธฆ่าคนด้วย DNA

ในอนาคตเราอาจต้องจัดการกับอาวุธชีวภาพที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นซึ่ง ตามรายงานใหม่จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยนักวิจัยเคมบริดจ์ยืนยันว่ารัฐบาลโลกล้มเหลวในการเตรียมอาวุธในอนาคตจากเทคโนโลยีขั้นสูงเช่นปัญญาประดิษฐ์ หรือ การจัดการทางพันธุกรรม หรือแม้กระทั่งเชื้อโรคที่ออกแบบมาเพื่อฆ่าคนของเผ่าพันธุ์นั้น ๆ โดยเฉพาะ

รายงานดังกล่าวนั้น ก็เพื่อสำหรับการสร้างกลุ่มอิสระในการประเมินความเสี่ยงของเทคโนโลยีในอนาคตต่าง ๆ ที่จะมีบทบาทสำคัญที่จะเป็นอาวุธในสงครามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และแน่นอนว่าเพื่อป้องกันความสูญเสียร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นกับมนุษยชาติ

“ตอนนี้เทคโนโลยีมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในราคาที่ถูกลง ทำให้ความสามารถในการทำลายล้างได้รวดเร็วและเป็นอันตรายมากขึ้น” ผู้เขียนรายงานกล่าว “ ในกรณีที่เลวสุด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาวุธชีวภาพ สามารถสร้างขึ้นเพื่อกำหนดเป้าหมายกลุ่มชาติพันธุ์ที่เฉพาะเจาะจงตามรายละเอียดจีโนมของเผ่าพันธุ์นั้น ๆ ได้”

ซึ่งในที่สุดนักวิจัยสรุปว่าเราไม่สามารถรอให้อาวุธเหล่านั้นกลายเป็นความจริงขึ้นมา ก่อนที่จะไม่สามารถทำอะไรเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติโดยการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในอนาคต

References : 
https://www.telegraph.co.uk

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol