ชาวยูเครนใช้แชทบอท Telegram เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของกองทหารรัสเซียและการโจมตีเป้าหมาย

บทบาทของเทคโนโลยีในสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียนั้น ต้องบอกว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก มันเป็นสงครามครั้งแรก ๆ ที่ เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เราใช้กันประจำวันเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และแน่นอนว่ามันจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการทำสงครามในอนาคต

ข่าวล่าสุด รัฐบาลยูเครนได้สร้างแชทบ็อตในแอพ Telegram เพื่อให้ผู้ใช้ใช้ไอโฟนรายงานการพบเห็นกองทัพรัสเซียที่บุกรุกเข้ามาไปยังกองกำลังป้องกันของประเทศ

การเริ่มต้นรุกรานยูเครนของรัสเซียนั้นถูกพบเห็นโดยไม่ได้ตั้งใจบน Google Maps และ Apple Maps แต่ตอนนี้เราได้เห็นการนำเทคโนโลยีส่วนบุคคลที่ใช้ประจำวันอย่างแอปแชท มาใช้ประโยชน์ในภาวะสงคราม

Chatbot ต่างๆ ที่รู้จักกันในชื่อ “eVororog” หรือ “eBopor” ซึ่งแปลว่า “e-Enemy” ได้รับการสร้างขึ้นโดยกระทรวงดิจิทัลของยูเครน และมันไม่ใช่แอปแยกต่างหาก ดังนั้นรัสเซียจึงไม่สามารถเรียกร้องให้ลบออกจาก App Store ได้ เช่นเดียวกับแอปที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมืองก่อนหน้านี้

แชทบอท @everog_bot ใน Telegram ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี มิคาอิล เฟโดรอฟ ได้เขียนเกี่ยวกับช่องดังกล่าวในช่อง Telegram ของเขาเอง

“ทีมงานของกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลได้สร้างแชทบอทใน Telegram” “ด้วยความช่วยเหลือซึ่งชาวยูเครนสามารถรายงานการเคลื่อนไหวของผู้รุกรานได้”

ทั้งนี้ยังมีความพยายามอื่น ๆ ในการรวบรวมข้อมูล แต่อาจมีความเสี่ยงต่อการรายงานข้อมูลที่เป็นเท็จ ดังนั้นจึงได้มีการใช้แอป “Diya” ซึ่งเป็นแอปฟรีจากกระทรวงเดียวกันที่ใช้เพื่อรับรองความถูกต้องของผู้ใช้ในฐานะพลเมืองยูเครนที่แท้จริง

“ความแตกต่างที่สำคัญจากบอทอื่นๆ คือการอนุญาตผ่านแอปพลิเคชัน ‘Diya'” เขากล่าวต่อ “นี่เป็นสิ่งจำเป็นในการรวบรวมข้อมูลที่ดีขึ้นและเพื่อให้ผู้รุกรานไม่สามารถทำการสแปมรูปถ่ายหรือสร้างวิดีโอปลอมได้”

เมื่อผู้ใช้ได้รับอนุญาตให้โพสต์ในแชทบอท พวกเขาจะถูกขอให้ป้อนรายละเอียดที่แน่นอนของสิ่งที่พวกเขาเห็น ซึ่งรวมถึงสิ่งที่พวกเขาได้เห็นไม่ว่าจะเป็นกองทหารหรือยุทโธปกรณ์ เช่น รถถัง และใช้ iPhone เพื่อส่งตำแหน่งที่แน่นอน และใส่รูปถ่ายหรือวิดีโอด้วยหากเป็นไปได้

ข่าวยูเครนยังไม่รายงานรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับประสิทธิภาพของแชทบอทตัวนี้ อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวบน Twitterได้อ้างสถิติที่ไม่ได้รับการยืนยันซึ่งอ้างว่ามีชาวยูเครนกว่า 200,000 คนใช้แอปนี้ และทำให้ทหารรัสเซียเสียชีวิตกว่า 16,000 คน

ยูเครนเป็นแหล่งของนักพัฒนาซอฟต์แวร์จำนวนมาก รวมถึงแอปอย่าง MacPaw ซึ่งเพิ่งเปิดตัวโดยใช้เป็นแอปที่ตรวจสอบการแฮ็กของรัสเซีย

บทสรุป

ในภาวะวิกฤติหรือภาวะสงครามเช่นนี้ เราจะได้เห็นนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ถูกนำมาปรับใช้ในการต่อสู้อีกมากมาย แชทบอท ก็เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีความสำคัญมาก ๆ ในภาวะสงครามเช่นนี้

สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยูเครนนั้น แน่นอนว่ามันจะเปลี่ยนฉากหน้าของสงคราม ไม่เหมือนกับที่เราได้เห็นกันในอดีตอีกต่อไป มันไม่ใช่เพียงแค่ยุทธศาสตร์ทางด้านทหารเท่านั้น ที่จะส่งผลต่อชัยชนะ การมีส่วนร่วมของประชาชน และเทคโนโลยี จะกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการสงครามในยุคหน้านั่นเองครับผม

References : https://twitter.com/mhmck/status/1508264579712835584
https://appleinsider.com/articles/22/02/25/google-maps-apple-maps-and-smartphones-are-at-the-forefront-of-modern-war
https://www.cultofmac.com/770989/ukrainians-turn-to-telegram-chatbot-to-track-and-target-russian-troops/
https://indianexpress.com/article/explained/russia-ukraine-war-telegram-app-7847165/
https://www.ft.com/content/9ea0dccf-8983-4740-8e8d-82c0213512d4

การขยายอำนาจ NATO จะเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของนโยบายของอเมริกาในยุคหลังสงครามเย็น

เป็นเรื่องที่ผิดปรกติมาก ๆ นะครับ ที่เครือข่าย Social Media ส่วนใหญ่ ทำการ feed ข่าวจากโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น CNN , BBC ฯลฯ เป็นหลักเข้ามาสู่หน้าจอ feed ของเรา ผมเองขนาด set ให้เป็นแบบ Favorite ของสำนักข่าวชื่อดังของรัสเซียอย่าง Russia Today (RT) ที่ปรกติจะตามอ่านประจำ ก็ยังแทบไม่เห็นข่าวในมุมของพวกเขาผ่านหน้า feed ตัวเองเลย

วันนี้จึงอยากนำเสนอมุมมองจากสื่อรัสเซียเจ้าใหญ่อย่าง Russia Today บ้างว่า เค้ามองอย่างไรกับประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นครั้งนี้

จอร์จ เคนแนน นักการทูตของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ระดับต้น ๆ ของโซเวียตรัสเซียภายใต้การนำของสตาลิน ได้เสนอข้อสังเกตของเขาในภายหลังเกี่ยวกับปัญหาการขยายตัวของ NATO โศกนาฏกรรมที่กำลังเกิดขึ้นจากการที่มุมมองเหล่านั้นถูกละเลย

วินสตัน เชอร์ชิลล์เคยกล่าวอย่างโด่งดังว่า“ชาวอเมริกันมักจะทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่หลังจากที่ความเป็นไปได้อื่นๆ หมดลงไปแล้ว”  ซึ่งหากชาติตะวันตกได้รับคำแนะนำจากเคนแนนเกี่ยวกับการขยายกำลังทหารโดยประมาทไปยังรัสเซีย โลกก็จะเป็นสถานที่ที่สงบสุขและคาดเดาได้ง่ายกว่าในทุกวันนี้

จอร์จ เคนแนน เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะนักการทูตและนักประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1946 เขาได้ส่งโทรเลขยาว 5,400 คำที่ส่งจากสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงมอสโกไปยังกรุงวอชิงตัน ซึ่งให้คำแนะนำเกี่ยวกับการควบคุมอย่างสันติของสหภาพโซเวียต

จอร์จ เคนแนน เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะนักการทูตและนักประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ (CR:Getty Image)
จอร์จ เคนแนน เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะนักการทูตและนักประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ (CR:Getty Image)

ความล้ำลึกดังกล่าวในการวิเคราะห์ซึ่ง เฮนรี่ คิสซินเจอร์ ยกย่องว่าเป็น”หลักคำสอนทางการฑูตในยุคของเขา”เป็นรากฐานทางปัญญาสำหรับการต่อสู้กับสหภาพโซเวียตภายใต้การนำของโจเซฟ สตาลิน

ภายในทางเดินแห่งอำนาจที่เริ่มเน่าเฟะขึ้นเรื่อย ๆ ที่ซึ่ง Dean Acheson ที่ขี้ขลาดมากกว่าได้เข้ามาแทนที่ George Marshall ที่ป่วยหนักในปี 1949 ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ

เคนแนนและมุมมองเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับคู่แข่งสำคัญของลัทธิทุนนิยมก็ถูกลดบทบาทลง นั่นทำให้เกิดชะตากรรมที่ไม่แน่นอน ที่การมาถึงของนักแสดงหน้าใหม่เพียงคนเดียวบนเวทีโลกสามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล 

ดังนั้น เมื่อสูญเสียอิทธิพลในการบริหารยุคทรูแมน ในที่สุด เคนแนนก็เริ่มลดบทบาทตัวเองและมาสอนหนังสือที่สถาบันเพื่อการศึกษาขั้นสูง ซึ่งเขายังคงสอนอยู่จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 2005

ในปี 1997 หลังจากวอชิงตันทำงานอย่างหนักในการขับเคลื่อนการเป็นสมาชิก NATO สำหรับประเทศยุโรปกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแกนกลางของสนธิสัญญาวอร์ซอในยุคโซเวียต เคนแนนได้เขียนในหน้าหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส เขาเตือนว่าการขยาย NATO อย่างต่อเนื่องไปยังรัสเซีย“จะเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของนโยบายของอเมริกาในยุคหลังสงครามเย็นทั้งหมด”

สิ่งที่น่าประหลาดใจเป็นพิเศษสำหรับอดีตนักการทูตก็คือ สหรัฐฯ และพันธมิตรกำลังขยายกลุ่มทหารในช่วงเวลาที่รัสเซียกำลังประสบกับความเจ็บปวดอย่างร้ายแรงของระบบทุนนิยมบนซากปรักหักพังของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่คุกรุ่นอยู่ พวกเขาแทบจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อใครเลย นอกจากตัวของพวกเขาเอง

“เป็นเรื่องโชคร้ายที่รัสเซียควรเผชิญหน้ากับความท้าทายดังกล่าวในช่วงเวลาที่อำนาจบริหารของตนอยู่ในสถานะที่มีความไม่แน่นอนสูงและเกือบจะเป็นอัมพาต” เคนแนนกล่าว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากกลุ่มประเทศตะวันตกปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ รัสเซียและตะวันตกจะพบเจตจำนงและแนวทางที่จะอยู่เคียงข้างกันอย่างกลมกลืน ตัวอย่างหนึ่งของความร่วมมือระหว่างกันดังกล่าวเห็นได้ชัดจากท่อส่งพลังงาน Nord Stream 2 ซึ่งเป็นโครงการทวิภาคีระหว่างมอสโกวและเบอร์ลินซึ่งขึ้นอยู่กับความไว้วางใจและความปรารถนาดีเหนือสิ่งอื่นใดระหว่างทั้งสองประเทศ 

ใครบ้างที่ต้องเดินทางไปทั่วโลกเพื่อทำสงครามในเมื่อทุนนิยมเสนอโอกาสที่มากเกินพอ ทว่าสหรัฐอเมริกาซึ่งบ้าอำนาจมาเป็นเวลานาน พวกเขาไม่มีวันพอใจอย่างแน่นอนกับภาพที่รัสเซียและยุโรปที่กำลังเริ่มเข้ากันได้ดี

สำหรับรัสเซีย เคนแนนกล่าวต่อว่า พวกเขาจะถูกบังคับให้ยอมรับแผนการขยายตัวของ NATO ว่าจะกลายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการขยายอำนาจทางการทหาร ดังนั้นรัสเซียจึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาหลักประกันถึงอนาคตที่ปลอดภัยต่อพวกเขาเอง

คำเตือนของ เคนแนน ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจอีกต่อไป เพราะเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 1999 แมเดลีน อัลไบรท์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ต้อนรับอดีตประเทศในสนธิสัญญาวอร์ซอของโปแลนด์ ฮังการี และสาธารณรัฐเช็กอย่างเป็นทางการ 

แมเดลีน อัลไบรท์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ต้อนรับอดีตประเทศในสนธิสัญญาวอร์ซอ (CR:Getty Image)
แมเดลีน อัลไบรท์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ต้อนรับอดีตประเทศในสนธิสัญญาวอร์ซอ (CR:Getty Image)

ตั้งแต่ปี 1949 NATO ได้เติบโตขึ้นจากสมาชิกเดิม 12 ประเทศกลายเป็น 30 โดยสองสมาชิกในจำนวนนี้มีพรมแดนติดกับรัสเซียในรัฐบอลติกของเอสโตเนียและลัตเวีย ซึ่งเคยเป็นสถานที่ซ้อมรบครั้งใหญ่ของ NATO มาก่อนด้วยซ้ำ

ดังนั้นในขณะที่เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าสิ่งต่าง ๆ ระหว่างรัสเซียและตะวันตกจะแตกต่างกันอย่างไรหากสหรัฐฯ ปฏิบัติตามคำแนะนำของเคนแนน แต่มันเป็นไปได้สูงที่โลกเราจะไม่ติดกับความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดสงครามระดับภูมิภาคเหนือยูเครนซึ่งได้กลายเป็น ศูนย์กลางของความขัดแย้งระหว่างมอสโกและ NATO

รัสเซียไม่รู้สึกปลอดภัยมากขึ้นอย่างแน่นอนเนื่องจากอาวุธยุทโธปกรณ์ของ NATO เคลื่อนตัวไปทางชายแดนอย่างไม่ลดละ วลาดิมีร์ ปูตินเปิดเผยความรู้สึกเหล่านี้เมื่อ 15 ปีที่แล้วในระหว่างการประชุมความมั่นคงมิวนิก เมื่อเขาบอกผู้เข้าร่วมประชุมว่า “ผมคิดว่าเป็นที่แน่ชัดว่าการขยายตัวของ NATO ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับความก้าวหน้าของกลุ่มพันธมิตรเอง หรือกับการรับรองความปลอดภัยในยุโรป ตรงกันข้าม เป็นการยั่วยุที่รุนแรงที่สุดซึ่งลดระดับความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และรัสเซียมีสิทธิ์ที่จะถาม : การขยายตัวนี้มีจุดประสงค์เพื่อใคร”

ในวันนี้ ที่กรุงเคียฟได้มีการติดตามการเป็นสมาชิก NATO ของยูเครนอย่างแข็งขัน และดูเหมือนตะวันตกปฏิเสธที่จะยอมรับ ‘เส้นสีแดง’ ของมอสโก ซึ่งร่างไว้ในสนธิสัญญาสองฉบับที่ส่งไปยังวอชิงตันและ NATO ในเดือนธันวาคม นั่นทำให้สถานการณ์ดูเลวร้ายลง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชาวตะวันตกต้องเข้าใจก็คือรัสเซียมีความสามารถทางการฑูตหรืออย่างอื่นเพื่อจัดการกับภัยคุกคามที่รับรู้ในอาณาเขตของตน ซึ่งการได้รับสัญญาณจากการขยายตัวอย่างไม่ระมัดระวังของ NATO ในยุโรป พวกเขาจึงเริ่มสร้างพันธมิตรทางทหารในอเมริกาใต้และแคริบเบียน

เมื่อเดือนที่แล้ว เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรายงานว่าประธานาธิบดีปูตินได้พูดคุยกับผู้นำของคิวบา เวเนซุเอลา และนิการากัว เพื่อจุดประสงค์ในการยกระดับความร่วมมือในด้านต่างๆ รวมถึงประเด็นทางการทหาร

ในแต่ละวันที่ผ่านไป หากตะวันตกยอมรับแนวคิดของเคนแนนเกี่ยวกับความร่วมมือระดับภูมิภาค โลกของเราจะไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายเฉกเช่นในทุกวันนี้ โชคดีที่ยังมีเวลาที่จะทบทวนคำแนะนำของนักการทูตที่เก่งกาจของอเมริกาอีกครั้ง หากวอชิงตันมีปรารถนาอย่างแท้จริงคือ “สันติภาพ” 

References : https://www.rt.com/news/550215-us-nato-expansion-kennan/
https://www.energyintel.com/0000017e-76e4-dd1c-ab7f-fee7340e0000
https://nsarchive2.gwu.edu/coldwar/documents/episode-1/kennan.htm

สงครามไซเบอร์ของรัสเซียในยูเครนส่งสัญญาณอันตรายไปทั่วโลกอย่างไร

รัสเซียได้ส่งทหารมากกว่า 100,000 นายไปยังชายแดนของประเทศกับยูเครน คุกคามการทำสงครามแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าจะยังไม่มีการปะทะกันอย่างจริงจัง แต่ปฏิบัติการทางไซเบอร์กำลังดำเนินการไปอย่างเข้มข้นแล้ว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แฮ็กเกอร์ทำลายล้างเว็บไซต์ของรัฐบาลหลายสิบแห่งในยูเครน ซึ่งเป็นการกระทำที่ง่ายในทางเทคนิค แต่สามารถดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างมาก พวกเขาได้วางมัลแวร์ทำลายล้างไว้ในหน่วยงานรัฐบาลของยูเครน ซึ่งค้นพบครั้งแรกโดยนักวิจัยที่ Microsoft ยังไม่ชัดเจนว่าใครรับผิดชอบ แต่รัสเซียเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับแรกอย่างแน่นอน

แต่ในขณะที่ยูเครนยังคงรู้สึกถึงความรุนแรงของการโจมตีของรัสเซีย รัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กังวลว่าการแฮ็กข้อมูลเหล่านี้อาจแพร่กระจายไปทั่วโลก คุกคามยุโรป สหรัฐอเมริกา และอื่นๆ 

เมื่อวันที่ 18 มกราคม สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐอเมริกา (CISA) ได้เตือนผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญให้ดำเนินการขั้นตอนเร่งด่วนในระยะสั้นกับภัยคุกคามทางไซเบอร์

โดยอ้างว่าการโจมตียูเครนครั้งล่าสุดเป็นเหตุให้ต้องตื่นตัวต่อภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นกับสหรัฐฯ  ซึ่งมันชี้ให้เห็นถึงการโจมตีทางไซเบอร์สองครั้งในปี 2017 ได้แก่ NotPetya และ WannaCry ซึ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทั่วอินเทอร์เน็ต

การโจมตีได้ส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกด้วยความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ความคล้ายคลึงกันนั้นชัดเจน: NotPetya เป็นการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตของรัสเซียที่กำหนดเป้าหมายไปยังยูเครนในช่วงเวลาที่มีความตึงเครียดสูง

“ปฏิบัติการทางไซเบอร์เชิงรุกเป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ได้ก่อนที่กระสุนและขีปนาวุธจะบินว่อนในสงครามเต็มรูปแบบจริง ๆ ” John Hultquist หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของ Mandiant บริษัท รักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์กล่าว “ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นเครื่องมือที่สามารถใช้กับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรได้ในขณะที่สถานการณ์เลวร้ายลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสหรัฐฯ และพันธมิตรมีท่าทีก้าวร้าวต่อรัสเซียมากขึ้น”

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 19 มกราคม ว่าสหรัฐฯ สามารถตอบสนองต่อการโจมตีทางไซเบอร์ของรัสเซียต่อยูเครนในอนาคตด้วยความสามารถทางไซเบอร์ของตนเอง ซึ่งอาจจะทำให้ความขัดแย้งยิ่งทวีความรุ่นแรงมากยิ่งขึ้น

“ผมเดาว่าเขาจะบุกเข้ามา” ไบเดนกล่าวเมื่อถูกถามว่าเขาคิดว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียจะบุกยูเครนหรือไม่

ผลที่ไม่คาดคิด?

ผลกระทบต่อส่วนอื่นๆ ของโลกอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่เล็ก ๆ เหมือนในอดีต สงครามไซเบอร์ไม่เหมือนกับสงครามในสมัยก่อน สงครามไซเบอร์ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยพรมแดนเหมือนในอดีตอีกต่อไป

ยูเครนกำลังอยู่ในจุดสิ้นสุดของการปฏิบัติการทางไซเบอร์ของรัสเซียอย่างดุเดือดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และได้รับความเดือดร้อนจากการบุกรุกและการแทรกแซงทางทหารจากมอสโกตั้งแต่ปี 2014 ในปี 2015 และ 2016 แฮกเกอร์ชาวรัสเซียโจมตีโครงข่ายไฟฟ้าของยูเครนและปิดไฟในเมืองหลวงของ Kyiv ซึ่งส่งผลร้ายแรงต่อพวกเขาเป็นอย่างมาก

การโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างเครือข่ายไฟฟ้า (CR:Bankinfosecurity)
การโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างเครือข่ายไฟฟ้า (CR:Bankinfosecurity)

การโจมตีทางอินเทอร์เน็ต NotPetya ในปี 2017 ซึ่งได้รับคำสั่งจากมอสโกอีกครั้ง โดยเริ่มแรกมุ่งเป้าไปที่บริษัทเอกชนของยูเครน ก่อนที่มันจะเริ่มแพร่กระจายและทำลายระบบต่างๆ ทั่วโลก 

NotPetya ปลอมตัวเป็นแรนซัมแวร์ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นโค้ดที่สร้างความเสียหายอย่างสูง มัลแวร์ทำลายล้างที่พบในยูเครนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ WhisperGate ยังทำตัวเป็นเป็นแรนซัมแวร์ โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายข้อมูลสำคัญที่ทำให้เครื่องมือต่าง ๆ ใช้งานไม่ได้ 

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า WhisperGate นั้น  ชวนให้นึกถึง NotPetya แต่ก็มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจน ประการหนึ่ง WhisperGate นั้นซับซ้อนน้อยกว่าและไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว  ซึ่งทางรัสเซียปฏิเสธการมีส่วนร่วม และไม่มีจุดเชื่อมโยงที่ชัดเจนไปยังมอสโก

NotPetya ทำให้ท่าเรือขนส่งสินค้าแทบเป็นอัมพาต และทำให้บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่หลายแห่งและหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถทำงานได้ เกือบทุกคนที่ทำธุรกิจกับยูเครนได้รับผลกระทบเพราะรัสเซียแอบวางไวรัสในซอฟต์แวร์ที่ใช้โดยทุกคนที่จ่ายภาษีหรือทำธุรกิจในประเทศ 

ทำเนียบขาวกล่าวว่าการโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายทั่วโลกมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ และถือเป็น “การโจมตีทางไซเบอร์ที่ทำลายล้างและมีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์”

ตั้งแต่ปี 2017 มีการถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องว่าเหยื่อจากต่างประเทศเป็นเพียงความเสียหายโดยไม่ได้ตั้งใจหรือว่าการโจมตีมุ่งเป้าไปที่บริษัทที่ทำธุรกิจกับศัตรูของรัสเซียหรือไม่ ที่ชัดเจนก็คือมันสามารถเกิดขึ้นได้อีกอย่างแน่นอนในอนาคต 

Hultquist คาดว่าเราจะได้เห็นการปฏิบัติการทางไซเบอร์จากหน่วยข่าวกรองทางทหารของรัสเซีย GRU องค์กรที่อยู่เบื้องหลังการแฮ็กที่ก้าวร้าวที่สุดตลอดกาลทั้งในและนอกยูเครน กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ GRU ซึ่งได้รับการขนานนามว่าแซนด์เวิร์ม

กลุ่มนี้มีหน้าที่รับผิดชอบสำหรับการแฮ็กระดับใหญ่ รวมถึงแฮ็กกริดไฟฟ้าของยูเครนปี 2015, แฮ็ก NotPetya ในปี 2017, การแทรกแซงการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส และการแฮ็กในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

การถูกแทรกแซง และภาพการบุกสภาที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนของผู้ประท้วงชาวอเมริกัน (CR:Wikipedia)
การถูกแทรกแซง และภาพการบุกสภาที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนของผู้ประท้วงชาวอเมริกัน (CR:Wikipedia)

Hultquist กำลังมองไปที่อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักของผู้เชี่ยวชาญในชื่อ Berserk Bear ซึ่งมาจากหน่วยงานข่าวกรองรัสเซีย FSB ในปี 2020 เจ้าหน้าที่สหรัฐฯเตือนถึงภัยคุกคามที่กลุ่มก่อขึ้นต่อเครือข่ายรัฐบาล รัฐบาลเยอรมันกล่าวว่ากลุ่มเดียวกันนี้ประสบความสำเร็จในการโจมตีบริษัทต่างๆ เนื่องจากพวกเขามุ่งเป้าไปที่ภาคพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

“กลุ่มคนเหล่านี้ติดตามโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญมาเป็นเวลานาน เกือบทศวรรษแล้ว” Hultquist กล่าว “แม้ว่าเราจะจับพวกมันได้หลายครั้ง แต่ก็พวกเขายังคงเข้าถึงได้ในหลายๆ พื้นที่อยู่ดี”

เครื่องมือโจมตีที่มีความซับซ้อนสูง

มีการถกเถียงกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับกลุ่มแฮ็กเกอร์ในรัสเซียและการรุกรานที่มอสโกต้องการทำนอกยูเครน 

“ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่ชาวรัสเซียจะไม่กำหนดเป้าหมายที่ระบบของเรา โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเรา” Dmitri Alperovitch ผู้เชี่ยวชาญที่รู้จักกันมานานเกี่ยวกับกิจกรรมทางไซเบอร์ของรัสเซียและผู้ก่อตั้ง Silverado Policy Accelerator ในวอชิงตันกล่าว “สิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะทำคือเพิ่มความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ท่ามกลางความพยายามในการทำสงครามกับยูเครน”

ไม่มีใครเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าแผนการที่แท้จริงของมอสโกเป็นอย่างไรในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้ ผู้นำอเมริกันคาดการณ์ว่ารัสเซียจะบุกยูเครน แต่รัสเซียได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อพูดถึงโลกไซเบอร์ พวกเขามีเครื่องมือโจมตีที่มีความซับซ้อนและหลากหลายกว่ามาก

บางครั้งพวกเขาใช้มันเพื่อบางสิ่งที่ค่อนข้างเรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพเหมือนกับการทำแคมเปญเพื่อบิดเบือนข้อมูลในเครือข่ายโซเชียลมีเดีย โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำลายเสถียรภาพทางการเมืองหรือแบ่งแยกฝ่ายตรงข้าม พวกเขายังมีความสามารถในการพัฒนาและปรับใช้การดำเนินการทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนและก้าวร้าวที่สุดในโลก

ในปี 2014 ในขณะที่ยูเครนตกอยู่ในวิกฤตอีกครั้งและรัสเซียบุกไครเมีย แฮ็กเกอร์ชาวรัสเซียก็แอบบันทึกการเรียกร้องของนักการทูตสหรัฐฯ ที่ผิดหวังกับการเพิกเฉยของยุโรปซึ่งกล่าวว่า “Fuck the EU” กับเพื่อนร่วมงาน ข้อมูลที่รั่วไหลผ่านการโทรทางออนไลน์เพื่อพยายามสร้างความโกลาหลในพันธมิตรของตะวันตกได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการด้านข้อมูลที่รุนแรงโดยรัสเซีย 

การรั่วไหลของข้อมูลและการบิดเบือนข้อมูลยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับมอสโก การเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการบิดเบือนข้อมูลทางไซเบอร์ตามทิศทางของรัสเซีย 

ในช่วงเวลาของพันธมิตรที่เปราะบางและสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ซับซ้อนมากขึ้นในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ปูตินสามารถบรรลุเป้าหมายที่สำคัญได้ด้วยการกำหนดรูปแบบการสนทนาในที่สาธารณะและการรับรู้ว่าสงครามในยุโรปกำลังคืบคลานเข้ามา

“เหตุการณ์ในโลกไซเบอร์เหล่านี้แทบไม่ต้องใช้ความรุนแรง และผลที่ตามมาส่วนใหญ่อยู่ในการรับรู้ของสาธารณชนน” Hultquist กล่าว “พวกเขากัดกร่อนสถาบัน ทำให้เราดูไม่ปลอดภัย ทำให้รัฐบาลดูอ่อนแอ พวกเขามักจะไม่ยกระดับที่จะกระตุ้นการตอบสนองทางการทหารที่นำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ”

บทสรุป

เรื่องของ Propaganda หรือการโฆษณาชวนเชื่อนั้น ต้องบอกว่า มีมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคสงครามโลก หรือ สงครามเย็น เพราะเป็นอาวุธที่สำคัญอย่างหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจเหล่านี้

แต่ตอนนี้ โลกได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็คือ การเกิดขึ้นของ Social Media ต่าง ๆ มากมาย ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และแน่นอนว่าสื่อใหม่เหล่านี้ ได้สร้างพลัง และอิทธิพลอย่างสูงต่อความเป็นไปของโลกเรา

ถึงขนาดที่ว่า ประเทศยักษ์ใหญ่ ที่มีอำนาจสูงสุดอย่าง สหรัฐอเมริกา ที่เป็นผู้นำโลก ยังโดนสงครามข้อมูลเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงสังคม สร้างความเกลียดชัง และความแตกแยกของประชาชนชาวอเมริกันอย่างไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

เราได้เห็นภาพในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตยแบบสุดขั้วอย่างสหรัฐอเมริกา การบุกรุกรัฐสภาสหรัฐของผู้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้

และสิ่งเหล่านี้มันกำลังเกิดขึ้น ทั่วโลก ไล่มาตั้งแต่อาหรับสปริง การปฏิวัติในยูเครน จนมาถึงสิ่งที่ใหญ่ที่สุดอย่างการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของอเมริกา หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังเกิดความแตกแยกในประเทศไทยเราเองก็ตามที

หรือรูปแบบของการโจมตีไซเบอร์ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งทุก ๆ ชาติต้องเตรียมการกับการโจมตีรูปแบบใหม่นี้ เพราะในหากสงครามเต็มรูปแบบมันเกิดขึ้นจริงมันคงเป็นสงครามที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไปนั่นเองครับผม

อ่าน Blog Series : Cyberwar – How Russian Hackers Steal the 2016 Election

References : https://www.express.co.uk/news/world/719511/Russia-US-brink-cyber-warfare-Putin-accused-rigging-election
https://www.technologyreview.com/2022/01/21/1043980/how-a-russian-cyberwar-in-ukraine-could-ripple-out-globally/?
https://www.politico.eu/article/russia-hacking-victoria-nuland-the-hairs-really-went-up-on-the-back-of-our-necks/
https://www.microsoft.com/security/blog/2022/01/15/destructive-malware-targeting-ukrainian-organizations/
https://www.bignewsnetwork.com/news/253442659/for-the-first-time-ever-putin-concedes-us-election-hacking-may-have-emanated-from-russia-blames-patriotic-hackers-ridicules-probe

Swarm Hive Mind กับเทคโนโลยีทางการทหารใหม่ที่ควบคุมฝูงบินโดรน 130 ลำด้วยทหาร 1 นาย

ผมเป็นหนึ่งในคนที่สนใจเทคโนโลยีทางการทหาร หากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้นมาจริง ๆ เราคงจินตนาการไม่ออกเลยว่าความล้ำสมัยของเทคโนโลยีทางด้านการทหารในตอนนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากเกิดสงครามเต็มรูปแบบขึ้นมาจริง ๆ

ตัวอย่างที่น่าสยดสยองของความสามารถในการทำสงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้น  ซึ่งเพนตากอนได้ช่วยพัฒนาเทคโนโลยีที่อนุญาตให้ทหารเพียงคนเดียวควบคุมโดรน 130 ลำสำหรับการปฏิบัติการทางทหาร

เบื้องหลังโครงการคือบริษัทผู้รับเหมาด้านการป้องกันประเทศ Raytheon ซึ่งทำงานร่วมกับ Defense Advanced Research Projects Agency (DARPA) ทีมงานประสบความสำเร็จในการทดสอบเทคโนโลยีใหม่ในสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกเมือง ตามข่าวประชาสัมพันธ์ของบริษัท 

โครงการดังกล่าวได้รับการขนานนามว่า “OFFensive Swarm-Enabled Tactics” (OFFSET) ผู้ปฏิบัติงานเพียงคนเดียวสามารถควบคุมฝูงบินโดรน ฝูงนี้ประกอบด้วยโดรน 130 ลำและโดรนจำลอง 30 ลำ ซึ่งทาง Raytheon อ้างว่าซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในฝูงบินโดรนช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถสั่งงานฝูงบินได้อย่างง่ายดายทั้งในร่มและกลางแจ้งในเขตเมือง 

“การควบคุมฝูงโดรนเปลี่ยนวิธีที่ผู้ปฏิบัติงานคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีโดรน” Shane Clark ผู้นำของโครงการ OFFSET ที่ Raytheon กล่าว

องค์ประกอบสำคัญของโปรแกรมนี้คือการใช้ฮาร์ดแวร์ราคาไม่แพง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการคำนวณและการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพสูงในฮาร์ดแวร์ขนาดใหญ่ที่มีราคาแพง

โดย Raytheon ได้ทำการสร้างคลังข้อมูลกว้างๆ ของการสร้างกลยุทธ์อย่างง่ายที่ใช้ในการสร้างแผนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของภารกิจ 

Raytheon ได้ออกแบบและกำหนดค่าวิธีการปรับแต่ง แยกส่วน และทำการกระจายการควบคุมในส่วนของการจัดการแพลตฟอร์มเพื่อให้สามารถบรรลุภารกิจในปัจจุบันและในอนาคตที่มีความหลากหลายได้

โดยเมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้ โดรนทั้งฝูงจะร่วมมือกันเพื่อตัดสินใจว่าจะทำภารกิจใดภารกิจหนึ่งให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร

ซึ่งผู้ควบคุมฝูงบินโดรนจะไม่ทำอย่างนั้นที่โต๊ะและจอยสติ๊กเหมือนเก่าอีกต่อไป แต่พวกเขาจะใช้อินเทอร์เฟซเสมือนจริงอย่างเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถมองผ่านโดรนแต่ละตัวได้ สิ่งนี้สร้าง “มุมมองเสมือนจริงที่สามารถโต้ตอบได้แบบเรียลไทม์ของสภาพแวดล้อมในขณะที่มีการรบ” Clark กล่าว

“คุณสามารถมองไปด้านหลังอาคารเพื่อเข้าถึงมุมมองของสถานที่ที่โดรนเข้าถึง และใช้สภาพแวดล้อมเสมือนจริงเพื่อทดสอบและดูว่าภารกิจของคุณเป็นไปได้หรือไม่” Clark อธิบาย 

ทีมงานยังได้สร้างอินเทอร์เฟซเสียงพูดที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถสั่งงานด้วยเสียงกับฝูงบินได้ Clark เสริมว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานดำเนินการได้อย่างรวดเร็วในขณะที่ยังคงตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภารกิจนั้น ๆ

ต้องบอกว่าฝูงโดรนที่บินเข้าสู่สงครามเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีด้านสงครามที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับ ลองนึกภาพที่คนๆ เดียวกำลังควบคุมฝูงโดรนขนาดใหญ่โดยใช้ VR และคำสั่งเสียงนั้นเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ และมันกำลังเกิดขึ้นแล้ว 

References : https://www.raytheonintelligenceandspace.com/news/advisories/raytheon-intelligence-space-drone-swarm-control-solution-shines-darpa-field
https://futurism.com/the-byte/terrifying-robot-swarm-smarter
https://www.techeblog.com/darpa-offset-drones/

MQ-9 Reaper โดรนที่น่ากลัวที่สุดในโลก ผู้ปลิดชีพ ยอดแม่ทัพ Soleimani แห่งอิหร่าน

ในปฏิบัติการสังหาร Soleimani นายพลของอิหร่าน เชื่อว่าได้รับการจัดการโดย CIA ผ่าน Drone อากาศยาน MQ-9 Reapers ที่เคลื่อนจากฐานทัพอากาศ Creech ในเนวาดา และได้รับการสนับสนุนจาก CIA ใน Langley รัฐเวอร์จิเนีย

จากข้อมูลของกองทัพอากาศสหรัฐฯ Reaper นั้นเป็น “เครื่องบินอเนกประสงค์ที่ใช้ในหลายภารกิจ ซึ่งสามารถทำระดับความสูงได้หลายระดับ และระยะการเดินทางที่รอบรับการบนในระยะไกล ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ระยะไกลที่ใช้เป็นหลักในการปฏิบัติตามกลยุทธ์ทางการทหารของอเมริกา

ประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นคนสั่งการให้สังหาร Soleimani ขณะที่กำลังเดินทางใกล้สนามบินนานาชาติแบกแดด โดยการโจมตีดังกล่าวยังได้สังหาร Abu Mahdi al Muhandis รองผู้บัญชาการของกองกำลังเคลื่อนที่ของอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากอิรัก และเป็นผู้ก่อตั้ง Kataib Hezbollah กลุ่มก่อการร้ายที่สังหารผู้รับชาวเหมาสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เมื่อถูกถามว่ากองทัพอากาศเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้หรือไม่ ทางโฆษกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พ.ต.ท. โทมัส แคมป์เบล บอกกับ WashingtonExaminer : “เราไม่มีอะไรเพิ่มเติมนอกเหนือจากแถลงการณ์เมื่อวานนี้” คำสั่งของกระทรวงกลาโหมไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบในการโจมตี CIA บอกกับ WashingtonExaminer 

Soleimani  ยอดนายพลแห่งอิรัก ที่ถูกสังหาร
Soleimani ยอดนายพลแห่งอิหร่าน ที่ถูกสังหาร

เสียงพึมพำเงียบ ๆ ของ Reaper นั้นเหมาะสำหรับการใช้โจมตี ตามที่อดีตนักบินกองทัพอากาศที่เกษียณไปแล้วอย่าง John Venable กล่าว

“MQ-9 Reaper มีความแม่นยำ และด้วยความสามารถในการโจมตี ทำให้มันเป็นอาวุธที่เหมาะกับภารกิจ ISR [เฝ้าระวัง ข่าวกรอง ลาดตระเวน] เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีการคุกคามต่ำ” Venable บอกกับ WashingtonExaminer  “ ทางการสหรัฐใช้โดรนในการติดตาม Soleimani รวมถึงติดตามการเคลื่อนไหวของ Muhandis ทั้งในและรอบ ๆ กรุงแบกแดด ซึ่งความสามารถของ Reaper ทำให้สหรัฐฯไม่ใช่แค่ใช้มันเพื่อสังเกตการเพียงเท่านั้น แต่เพื่อกำจัดเป้าหมายเหล่านั้นด้วย ”

พล.ท. เดวิด เดอทูลา นายพลเกษียณจากกองทัพอากาศบอกกับ WashingtonExaminer :  “MQ-9 Reaper เป็นระบบอาวุธที่สมบูรณ์แบบสำหรับงานนี้ “การตอบโต้ครั้งนี้เป็นการการตอบสนองที่เหมาะสมหลังจาก 18 เดือนของการเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีโดยทรัมป์ที่ดำเนินการเนื่องจากการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของอิหร่านอย่างก้าวร้าวโดยทรัมป์ได้ขีดเส้นเตือนอิหร่านไว้ก่อนหน้านี้ และเมื่อพวกเขาล้ำเส้น ทรัมป์ก็พร้อมที่จะปกป้องบุคลากรและผลประโยชน์ของอเมริกา “

Reaper ผลิตโดย General Atomics ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2007 ด้วยราคาประมาณ 16 ล้านเหรียญจึงเป็นตัวเลือกที่ประหยัด สามารถปฏิบัติการทางอากาศด้วยระเบิดและขีปนาวุธที่หลากหลาย Reaper นั้นมีขนาดเล็กกว่าเครื่องบินจู่โจมทั่วไปโดยมีปีกกว้าง 66 ฟุตและมีน้ำหนักเพียง 4,900 ปอนด์ โดยทั่วไปจะทำงานที่ระดับความสูงประมาณ 25,000 ฟุตและใช้เครื่องยนต์ใบพัดทำให้ยากต่อการมองเห็นและได้ยินในสนามรบ ด้วยระยะทาง 1,200 ไมล์มันสามารถเดินทางไกลได้ในขณะที่นักบินอยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์

Reaper มีอุปกรณ์ทางทหารที่ทันสมัยที่สุดในโลก ระบบถ่ายภาพประกอบด้วยเซ็นเซอร์อินฟราเรดกล้องถ่ายภาพสีและขาวดำและเครื่องค้นหาระยะเลเซอร์และอุปกรณ์การกำหนดเป้าหมายสำหรับการโจมตีที่มีความแม่นยำสูง

มีการใช้ Reapers ในอัฟกานิสถาน อิรัก เยเมน ลิเบีย และอีกหลายประเทศ มีรายงานการสังหารครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2007 เมื่อมีการยิงขีปนาวุธเฮลล์ไฟกับผู้ก่อความไม่สงบในอัฟกานิสถาน 

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ต้องบอกว่าข่าวการสังหารนายพลของอิหร่าน ในมุมมองของเทคโนโลยีนั้นน่าสนใจมาก ๆ อย่างที่ผมได้เคยเขียนไปในหลาย ๆ Blog เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังมีบทบาทสำคัญในวงการทหาร

แน่นอนว่าผลพวงจากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในวงการทหารหลาย ๆ เทคโนโลยีล้วนมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจด้วย เราจะเห็นได้จากหลาย ๆ เทคโนโลยีที่เกิดจากแวงวงทหารเช่น อินเทอร์เน็ตเป็นต้น ซึ่งหลายชาติมหาอำนาจในโลกที่เป็นยักษ์ใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจก็ล้วนแล้วแต่มีเทคโนโลยีทางด้านการทหารที่แข็งแกร่งมาก่อน ตัวอย่างเช่น อเมริกา ญี่ปุ่น หรือ เยอรมัน ที่กลายเป็นยักษ์ใหญ่วงการยานยนต์โลกก็ล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานสำคัญมาจากการผลิต ยุทธโธปกรณ์ในสงครามโลกครั้งที่สองแทบจะทั้งสิ้น

และในข่าวใหญ่ครั้งก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านการทหารของอเมริกานั้น ไปไกลมาก ๆ พวกเขายังมีอาวุธลับอีกมากมาย ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ ผมก็ยังมองว่า ไม่มีชาติใดในโลกนี้ที่จะสู้พวกเขาได้

และถามว่าทำไมพวกเขาจึงลงทุนไปมากมายกับเทคโนโลยีด้านการทหาร ก็เพราะความมั่นคงที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่อเมริกามอง พวกเขาแม้จะแพ้ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ด้านความมั่นคง พวกเขาไม่เคยแพ้ใคร และ สุดท้ายเมื่อเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ ตัวชี้วัดว่าชาติใดจะเป็นมหาอำนาจของโลกตัวจริง มันอยู่ที่เทคโนโลยีทางด้านการทหารนั่นเองครับ

–> ฟัง podcast World War III เมื่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการชี้ขาดชัยชนะของสงครามยุคใหม่ : http://bit.ly/2MUHdph

References : https://www.washingtonexaminer.com/policy/defense-national-security/worlds-most-feared-drone-cias-mq-9-reaper-killed-soleimani https://www.researchgate.net/figure/MQ-9-Reaper-UAV-drone-and-its-zoom-camera_fig113_335455327