A GAME OF COINS ศึกชิงมหาบัลลังก์ Cryptocurrency

ต้องบอกว่ากระแสของ cryptocurrency นั้นค่อนข้างที่จะมาแรงข้ามปีกันเลยทีเดียว หลาย ๆ คนอาจจะมองอยู่แบบห่าง ๆ ว่าจะลงทุนกับ cryptocurrency ดีหรือไม่ หลาย ๆ คนก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร มีความเสี่ยงแค่ไหน ได้ยินได้ฟังแต่ข่าวที่มูลค่า bitcoin พุ่งสูงขึ้นทะยานไปเรื่อย ๆ แล้วตอนนี้ยังไม่สายไปใช่ไหม ที่จะลงทุนใน cryptocurrency อาจจะเคยได้ยินชื่อ BitconCash , Ripple , LiteCoin , Ethereum …  ทำไมมันมีหลายตัว แล้วลงทุนในตัวไหนดี

หลังจากทีได้เขียน blog ที่เกี่ยวกับ cryptocurrency คือ ใครคือ Satoshi Nakamoto เค้าสร้าง Bitcoin มาเพื่ออะไร?  ก็ต้องบอกว่าตัวผมเองได้รับคำถามจากเพื่อนฝูง พี่น้อง มามากมายเลยทีเดียวเกี่ยวกับ Bitcoin หรือ cryptocurrency ตัวอื่น ๆ ต้องบอกว่าไม่สายไปสำหรับนักลงทุนทุกคนที่จะเข้ามาสู่วงการ cryptocurrency เพราะแม้ตัวที่เด่นอย่าง Bitcoin นั้นจะมีความผันผวนเพียงใดก็ตาม แต่ก็ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้มูลค่ายังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีตัวอื่น ๆ ให้เลือกเล่นอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น Bitcoin Cash ,  Litecoin , Ripple หรือ Bitcoin Gold ก็ตาม ยิ่งโดยเฉพาะสาย trade ซึ่งสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น และ ขาลง นั้นก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับการทำการเก็งกำไรกับ cryptocurrency แต่ละตัว ซึ่ง  blog นี้จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาในรูปแบบ Series ดังอย่าง Game of Thrones

Bitcoin / House of Stark

สกุลเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายที่เข้ามามีอำนาจอยู่จนถึงปัจจุบัน Ned Stark นั้นคล้ายคลึงกับ Satoshi Nakamoto ที่หายไปหลังจากการเปิดตัว Bitcoin; แต่มรดกของเขายังมีชีวิตอยู่ Bitcoin กำลังแข่งขันกับเหรียญอื่น ๆ เพื่อทำตลาดมูลค่าสูงสุด

Ethereum / Daenerys:

Ethereum  เหมือน Daenerys ที่เชื่อในการเจรจาที่กับผู้คนที่เป็นประโยชน์กับตนและต้องการที่จะนำเอาศูนย์กลางของระบบเดิม ๆ ออกไป นอกจากนี้เช่นเดียวกับ Daenerys ที่ได้ตั้งพันธมิตรทางยุทธศาสตร์บางอย่างสำหรับการสงคราม ซึ่ง Ethereum ก็ได้สร้างพันธมิตรที่ชาญ ฉลาดกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดเหมือนกัน

Bitcoin Cash / Cersei Lannister:

ต้องการจะทำลาย Bitcoin และอ้างว่าเป็นทายาท Crypto โดยชอบธรรมของ Satoshi Nakamoto ใช้กลยุทธ์ในการระดมราคาเพื่อมาแทนที่ Bitcoin ฉลาดแกมโกงและมีความทะเยอทะยานมาก

Litecoin / Jon Snow:

กำเนิดมาจาก blockchain ของ Bitcoin ผ่านทาง software fork ซึ่ง Litecoin ได้พลิกกลับมาจากการลดลงของมูลค่าที่ต่ำที่สุดในช่วงเดือนกันยายน 2017 กลับมายืนอยู่ในมูลค่าในระดับ All-time-high ได้อีกครั้ง เชื่อกันว่าเปรียบเสมือน Bicoin’s Silver  หรือ มือขวาของ Bitcoin (Ned Stark) และมาพร้อมกับรูปแบบการทำธุรกรรมที่รวดเร็วดั่งดาบของ Jon Snow

Monero / Arya Stark:

เป็นเหรียญที่มีคุณลักษณะไร้ตัวตน และมีต้นกำเนิดที่มีความลับคล้ายกับ House of Black & White เป็นสกุลเงินกบฏเช่นเดียวกับ Arya ที่ปฏิเสธความคิดที่ว่าธุรกรรมจะต้องมีการเปิดเผย มีความภูมิใจในความปลอดภัยของตัวเองและไม่สามารถที่จะติดตามร่องรอยการทำธุรกรรมได้

Zcash / Varys:

เป็นเหรียญที่เรียกได้ว่า สุดยอดในเรื่องความลับ ไม่มีใครสามารถควบคุมหรือถือครองส่วนใหญ่ของสกุลเงินได้ เป็น decentralized network และเป็นโอเพนซอร์สที่มีความเป็นส่วนตัวและความโปร่งใสในการทำธุรกรรมผ่านทางเครือข่ายลับ

Ripple / Jaime Lannister:

เช่นเดียวกับ Jaime Lannister  RIPPLE  เป็นผู้เล่นในตลาดที่น่าเกรงขาม แต่ไม่ชอบในโลกของ crypto ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นมาตรฐาน crypto และไม่มีองค์ประกอบในการทำเหมือง RIPPLE เป็นศูนย์กลางและทำหน้าที่คล้ายสถาบันการเงิน เป็นขั้วตรงกันข้ามของ Bitcoin

Blockstack / Tyrion Lannister:

Tyrion เชื่อมั่นในเรื่องของความปรองดองเน้นการเจรจาเพื่อไม่ให้เกิดสงคราม รักความสงบ เช่นเดียวกับ Blockstack เชื่อมั่นใน “อินเทอร์เน็ตรูปแบบใหม่ที่เป็นรูปแบบ decentralized ซึ่งผู้ใช้จะเป็นเจ้าของข้อมูลของตนเอง” Blockstack ใช้ความระมัดระวังใน ICO เช่นเดียวกับ Tyrion ระมัดระวังในแผนการยุทธศาสตร์ของเขา

Bitcoin Gold / Stannis Baratheon:

มีความเชื่อว่าเหรียญของตนเองนั้นเป็น Bitcoin ที่แท้จริง แต่ยังดูเหมือนว่ายังเป็นเพียงลัทธิเล็ก ๆ ของสาวกที่ยังเชื่อมั่นในเรี่องดังกล่าว

IOTA / Baelish:

เก่งในการโน้มน้าวผู้คนโดยใช้กลยุทธ์ทางสื่อ IOTA นั้นอ้างว่ามีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์บางอย่างซึ่งไม่มีตัวตน เช่นเดียวกับ Baelish   โดย IOTA นั้นใช้เทคนิค FOMO (fear of missing out) เพื่อรับสิ่งที่ต้องการจากเหล่าบรรดาสาวก

Cardano / Samwell Tarly:

แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นจากปรัชญาทางวิทยาศาสตร์และแนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยเป็นหลัก ทีมประกอบด้วยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย เช่นเดียวกับแซม ซึ่งมันค่อนข้างจะเป็น crypto ในสายวิชาการซะมากกว่า

Tezos / The Hound

ด้วยมูลค่ารวมที่สูงถึง 232 ล้านเหรียญ ทำให้มีการทะเลาะกันในทีมภายในของ TEZOS ซึ่งยังไม่มีแนวโน้มในขณะนี้ว่า TEZOS นั้นจะประสบความสำเร็จใน crypto currency หรือไม่ แต่ก็ถือว่ายังพอมีโอกาสสำหรับ TEZOS ที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของ crypto-history

NEO / Dragons: 

รู้จักกันในนาม “Chinese Ethereum”   NEO ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำกำไรได้สูงถึง 400%   แต่ก็ยังไม่เห็นว่า NEO จะอยู่เฉกเช่นมังกรที่ยังมีชีวิตอยู่ของ Daenery หรือ จะเป็นมังกรที่จะยอมจำนนต่อ White Walkers เราก็ต้องดูกันต่อไป

Regulators / White Walkers:

ต้องบอกว่าขณะนี้ cryptocurrency นั้นยังไม่มีการกำกับดูแลอย่างชัดเจน แต่ “Winter is comming” ซึ่งก็เหมือนกับ whitewalker ที่กำลังคืบคลานเข้ามาเพื่อกำกับดูแลเหล่า cryptocurrency เหล่านี้ ซึ่งการต่อสู้กับการห้ามและจัดการกับสกุลเงินที่ใช้ crypto เหล่านี้นั้น หน่วยงานกำกับดูแลบางแห่งก็ได้เริ่มออกไปจัดการเพื่อนำทุกอย่างกลับสู่โลกของสกุลเงินปรกติบ้างแล้ว แต่ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าอนาคตของ cryptocurrency ต่าง ๆ นั้นจะเป็นอย่างไรจะถูกกำกับดูแลอย่างเด็ดขาดได้หรือไม่ หรือปล่อยให้อยู่อีกโลกหนึ่งแบบปัจจุบัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ในขณะนี้ แต่ที่รู้ในตอนนี้นั้น cryptocurrency กำลังอยู่ในความสนใจของเหล่านักลงทุนต่าง ๆ ทั่วโลก ที่กำลังจับตามองว่าจะทำกำไรได้อย่างไรกับเหล่า cryptocurrency ทั้งหลายเหล่านี้

Reference : medium.com/@alisheikh

มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วต่อ Cryptocurrency

ถ้าเราได้เห็นข่าวที่มีต่อ cryptocurrency ชื่อดังอย่าง Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมานั้น เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงมีความเห็นออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งสายการเงินการลงทุน กับ ฝั่งสายเทคโนโลยี ที่มีมุมมองตรงข้ามกันอย่างชัดเจน  ซึ่งเมื่อเรามาไล่เรียงดู timeline ของข่าวในช่วงปีที่ผ่านมาจะพบว่า

มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วของเหล่า influences สายการเงิน และ เหล่า influences สาย technology ผ่านการพาดหัวข่าวจากสื่อต่าง ๆ 

1.สายการเงิน

2.สาย Technology

เราเห็นอะไรในข่าวที่ได้จากเหล่าผู้มีอิทธิพลทั้งสายการเงิน และ สายเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่ามุมมองต่อ cryptocurrency ของฝั่งการเงินนั้นมองในแง่ลบเกือบแทบจะทั้งหมด น้อยคนนักที่จะกล่าวถึง bitcoin หรือ cryptocurrency ในด้านบวก แม้กระทั่งนักวิชาการชาวไทยเองก็ตามหลาย ๆ ท่านถ้าติดตามด้านความเห็น ที่ส่วนใหญ่จะเป็นความเห็นจากนักวิชาการทางด้านการเงินหรือนักเศรษฐศาสตร์นั้นจะมอง bitcoin ในด้านลบอยู่เสมอ แต่ทำไมฝั่ง technology กลับมองเป็นด้านบวกล่ะ

ต้องบอกว่าความซับซ้อนของระบบการเงินโลกนั้นที่มีการเชื่อมโยงกัน และการอ้างอิงมูลค่าต่าง ๆ ที่สายการเงินกล่าวอ้างกันนั้น เป็นทฤษฏีที่ใช้กันมาเนิ่นนานกว่า 100 ปีแล้ว และทฤษฏีเหล่านี้ ก็ถูกถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่นผ่านตำราเรียนต่าง ๆ ที่แทบจะเหมือนกันทั่วโลก แล้วเมื่อมีคนคิดระบบใหม่อย่าง cryptocurrency ขึ้นมาก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เหล่าผู้มีอิทธิพล หรือ นักวิชาการด้านการเงินการลงทุนนั้นจะกล่าวถึงเรื่องนี้คล้าย ๆ กัน และเป็นคำพูดที่ซ้ำ ๆ กันเช่น ฟองสบู่ เสี่ยงโชค ฟอกเงิน ว่างเปล่า ไม่มีมูลค่าอะไรเลย

จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ ข่าว เราก็ได้ยินคำซ้ำ ๆ กันเพราะพวกเขาเหล่านี้นั้นมองรูปแบบของเทคโนโลยีทางด้านการเงินใหม่เหล่านี้ แทบจะเหมือนกันซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นความเห็นที่น่ารับฟัง เพราะ สุดท้ายแล้วคนเหล่านี้ก็ยังมีอิทธิพลต่อโลกการเงินการลงทุนของเราอยู่ดี ไม่ว่าเทคโนโลยีของโลกเรานั้นจะก้าวไกลไปขนาดไหนก็ตาม

ต่างจากสาย technology ที่เติบโตมากับนวัตกรรมอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่มีแนวทางที่่สนับสนุนนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดไม่เว้นแม้แต่นวัตกรรมทางด้านการเงินอย่าง cryptocurrency ซึ่งเหล่าคนสายเทคโนโลยีนั้น เข้าใจถึง concept ต่างๆ ของ cryptocurrency ได้เร็วกว่าฝั่งสายการเงินเป็นส่วนมากอยู่แล้ว เพราะมันเกิดจากนวัตกรรมทางด้าน it และกลุ่มผู้สร้างกลุ่มแรก ๆ นั้นเป็นคนฝั่ง it ซะเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคนทางฝั่งเทคโนโลยีหรือ IT นั้นมองนวัตกรรมเหล่านี้ในแง่บวก

เพราะนวัตกรรมหลาย ๆ อย่างจากฝั่ง it ในช่วงไม่กี่ปีมานั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกไปอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็น มือถือ , social network , search engine สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มี impact ต่อการดำรงชีวิตของเราเป็นอย่างมากโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่ง หลาย ๆ คนจากฝั่งเทคโนโลยี ก็น่าจะมองเห็นอนาคตของ cryptocurrency ไม่ต่างกันว่าจะมาปฏิวัติระบบการเงิน และปรับรูปแบบการเงินที่มีมายาวนานกว่า 100 ปี ของมนุษย์เราได้อีกครั้งหนึ่ง แต่มันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น เราก็ต้องมาดูกันต่อไปครับผม

Reference Image : images.readwrite.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ถ้า Facebook ทำ Search Engine?

ต้องบอกว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจเลยทีเดียว ถ้าวันนึง facebook เกิดสร้าง search engine แบบที่ google ทำล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น สงครามการชิงเค้กของตลาดโฆษณา online นับถึงวันนี้ ก็ต้องบอกว่าดุเดือดเป็นอย่างมาก มีเพียงไม่กี่ platform หลักที่สามารถโกยรายได้จากโฆษณา online ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลิตภัณฑ์ของ facebook และ google แทบจะกินส่วนแบ่งการตลาดไปเกือบทั้งหมดเลยก็ว่าได้

ลองมาไล่ดูขุมกำลังหลักของทั้งสองบริษัทในตลาดโฆษณา online

1.Facebook

  • facebook social network + messenger
  • instragram

2.Google

  • google search
  • youtube

ศึกครั้งแรกระหว่าง google vs facebook

facebook และ google นั้นเคยประมือกันมาแล้วในศึก social network ที่ google ได้ส่งบริการ google+ เข้ามาแข่ง ซึ่งก็ต้องบอกว่าพ่ายแพ้ไปอย่างหมดรูป แทบจะไม่เหลือคนใช้บริการ google+ แล้วในตอนนี้ และคิดว่าไม่น่าจะสร้างรายได้ให้ google ได้อีกต่อไป ซึ่ง ต้องยอมรับว่า social network นั้น facebook แข็งแกร่งจริง ๆ มี features หลัก ๆ ที่โดนใจผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้ไม่หนีไปไหน แม้ว่าเกือบจะเพลี่ยงพล้ำในตอนแรกที่ google+ เปิดบริการ video call hangout แต่ facebook ก็ได้กองหนุนจากพี่ใหญ่อย่าง microsoft ที่ส่ง skype มาช่วยเหลือ facebook ได้ทันเวลา

Google Plus ที่ Google ส่งมาท้าทาย Facebook

Google Plus ที่ Google ส่งมาท้าทาย Facebook

ทำให้สามารถตีโต้กลับได้ไม่เสียฐานผู้ใช้ไปเท่าที่ควรหลังจากการเปิดตัวของ google+ จนสามารถกลับมาชนะอย่างเด็ดขาดได้อีกครั้ง และการเติบโตของ user ของ facebook นั้นก็เติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ จบแทบจะครองตลาดแบบเบ็ดเสร็จ และทยอยแบ่งเค้กของตลาดโฆษณา online จาก google search ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ google  มาเรื่อย ๆ

แม้มูลค่าตลาดจะสูงขึ้นก็ตาม ทำให้ต่างฝ่ายต่างเติบโต แต่ถ้ามองวิเคราะห์กันจริง ๆ แล้วนั้นจะพบว่า facebook เป็น platform ที่มาแย่งส่วนแบ่งของ google ขึ้นเรื่อย ๆ และออกบริการที่เสริม ที่เห็นชัดเจนว่าเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ google เช่น facebook video และ facebook live ซึ่งมาแย่งฐานผู้ใช้งานจาก youtube โดยตรง

สงคราม search engine ระหว่าง google vs bing

ถ้าไม่นับในจีนนั้นต้องบอกว่าคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับ google มากที่สุดก็คงจะเป็น bing จาก Microsoft ที่เป็นบริษัททุนหนา สามารถทุ่มทุนในการสร้างบริการ bing ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งทำให้ google นั้นพบศึกทั้งสองทาง ถ้ามองดี ๆ จะพบว่า microsoft และ facebook นั้นมี connection ที่เหนียวแน่นกันตั้งแต่ที่ microsoft เข้ามาถือหุ้น facebook ในช่วงแรกของการตั้ง facebook

สงคราม Search Engine ระหว่าง Google และ Bing

สงคราม Search Engine ระหว่าง Google และ Bing

ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นแผนการที่สุดยอดของ bill gates จริง ๆ ที่ใช้ facebook มาช่วยตัดกำลัง google ทำให้พบศึกสองทาง แต่อย่างไรก็ตามถ้าพูดถึงเรื่อง search engine แล้วนั้นต้องยอมรับว่า technology ของ google ก้าวไปไกลพอสมควร และทิ้งห่าง bing ไปค่อนข้างไกล ดูได้จากส่วนแบ่งการตลาดที่ google search แทบจะกินส่วนแบ่งกว่า 75% ของตลาด search engine รวม ซึ่งกินเค้กของตลาดโฆษณา online ในส่วนของ search engine แทบจะเบ็ดเสร็จ

ถ้า facebook เข้าสู่สงคราม search engine?

ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่เดาใจยากว่า facebook กำลังคิดจะทำอะไรต่อไปในอนาคต แต่ถ้าเราวิเคราะห์ถึงข้อมูลที่ facebook มีในมือนั้นต้องบอกว่าน่าสนใจไม่ใช่น้อยทั้งข้อมูลทางด้าน social, พฤติกรรมของ user ความชอบต่าง ๆ ของ user ในระบบ , ข้อมูลจากเหล่า publisher และ blogger รวมถึง page ต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อ โลก online เป็นอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่ง รวมถึงการสร้าง facebook instant article ที่ facebook ได้นำเอาข้อมูล text ต่าง ๆ ที่เหล่า blogger หรือ publisher ได้ส่งไป publish ใน facebook instant article นั้น ก็ถือเป็นข้อมูลที่สำคัญต่อการ index หากจะทำ search engine ขึ้นมาจริง ๆ ก็ถือว่า facebook มีข้อมูลเริ่มต้นมากพอสมควร

Instant Article บริการที่ facebook ส่งมาเพื่อเก็บข้อมูล

Instant Article บริการที่ facebook ส่งมาเพื่อเก็บข้อมูล

ต่างจาก bing ที่ต้องเริ่มจาก 0 ทำให้กว่าจะเข้าสู่ตลาดให้ผู้ใช้ยอมรับนั้นเป็นสิ่งที่ยากพอสมควร แตกต่างจาก facebook ที่มีข้อมูลในมือมหาศาล และหากทำ search engine นั้นจะทำให้เพิ่มจุดแข็งด้าน social ที่ google นั้นแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ ซึ่งอาจจะทำให้ผลการค้นหานั้นตรงความต้องการเรามากกว่าที่ google ทำก็อาจจะเป็นไปได้

ถ้ามองในเรื่องบุคคลากรนั้น ก็ต้องบอกว่า facebook มีไม่ได้ด้อยไปกว่าที่ google มีเลย และตอนนี้ถ้าพูดถึงความ cool ในการเข้าทำงานนั้น ก็ต้องบอกว่า facebook เป็นต่อ google อยู่ เพราะ google ในขณะนี้นั้น องค์กรเริ่มใหญ่เทอะทะ คล้าย ๆ กับ microsoft ในอดีต จะเห็นได้ว่าแม้ google จะมี product ที่หลากหลายก็จริง

แต่รายได้หลักก็มากจาก search engine แทบจะทั้งสิ้น แม้จะมีการ R&D ที่แข็งแกร่ง แต่ product ใหม่ ๆ ของ google ก็ยังไม่สามารถที่จะทำเงินได้ รวมถึง technology ชี้เป็นชี้ตายอย่าง AI นั้นก็คิดว่าทั้งสองมีบุคลากรที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน ก็ต้องคอยดูว่า หาก facebook ทำ search engine ขึ้นมาจริง ๆ นั้น google จะตอบโต้อย่างไร แต่ที่แน่ ๆ นั้นต้องบอกว่า google ต้องเหนื่อยอย่างแน่นอน หาก facebook จะเข้าสู่ธุรกิจ search engine ขึ้นมาจริง ๆ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

AI สามารถรู้ได้ว่าคุณจะตายเมื่อไหร่

ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ซะแล้ว สำหรับงานวิจัยชิ้นล่าสุดจาก University of Adelaide ซึ่งพัฒนา AI ให้สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังที่จะตายหรือไม่ โดยการวิเคราะห์ผ่าน CT Scan จากผู้ป่วย 48 ราย ด้วยวิธี Deep Learning Algorithms ซึ่งสามารถที่จะ predict ได้ว่าผู้ป่วยเหล่านั้นจะตายภายใน 5 ปี ด้วยความแม่นยำถึง 69% ซึ่งใกล้เคียงกับการวิเคราะห์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ซึ่งการทำนายดังกล่าวนั้นอาจจะช่วยให้แพทย์สามารถหาวิธีป้องกันไม่ให้เสียชีวิตก่อนได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการช่วยแพทย์ปรับวิธีการรักษาให้กับคนไข้แต่ละรายได้อย่างเหมาะสม ซึ่ง Dr. Luke Oakden-Rayner จาก University of Adelaide นั้น ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “แทนที่แพทย์จะมุ่งเน้นไปที่การค้นหาโรคร้ายแรงจากผู้ป่วย ระบบอัติโนมัติเหล่านี้สามารถที่จะช่วยเหลือแพทย์ที่อาจจะไม่ได้รับการฝึกฝนมามากพอ เช่น กลุ่มแพทย์ที่จบใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในการค้นหาโรคร้ายแรงจากผู้ป่วยได้ ซึ่งระบบอัติโนมัติเหล่านี้นั้นผ่านการ trained มาจากข้อมูลจำนวนมหาศาล และตรวจจับรูปแบบ pattern ที่ซับซ้อนของการเกิดโรคได้ดีกว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียอีก” 

ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้นั้น ระบบได้มองหาสิ่งต่าง ๆ ที่อาจจะเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้เช่น ภาวะของอวัยวะหัวใจที่ขยายตัว หรือ ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ซึ่ง ระบบ Deep Learning นั้นถูก train ด้วยข้อมูลกว่า 16,000 ภาพ ซึ่งสามารถที่จะบ่งบอกถึงสัญญาณโรคในอวัยวะดังกล่าวได้ ซึ่งเครื่องมืออัตโนมัติเหล่านี้ ได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องอาศัยการฝึกอบรมอย่างยาวนาน ถึงจะมีความสามารถเทียบเท่า AI เหล่านี้

AI can pick problems in the heart and lungs (at left) that might lead to an early death.

สำหรับงานวิจัยดังกล่าวนั้นไม่ได้สร้างมาเพื่อวิเคราะห์เฉพาะข้อมูลผู้ป่วยย้อนหลังเท่านั้น แต่ทางทีมวิจัยกำลังมองหาวิธีในการสร้างรากฐานในการพัฒนาอัลกอริทึม ที่สามารถวินิจฉัยสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยมากกว่าเพียงแค่การจำแนกโรคเพียงอย่างเดียว ซึ่งการที่จะทำได้อย่างที่กล่าวนั้น ก็ต้องอาศัยฐานข้อมูลที่มีคุณภาพเช่นภาพ scan ที่มีความละเอียดที่สูงขึ้น เพื่อปรับปรุงผลการตรวจวินิจฉัยในอนาคต

ซึ่งงานวิจัยด้งกล่าวนั้นเป็นการเปิดทางใหม่ ๆ สำหรับการประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ และเป็นการสร้างความหวังใหม่ ๆ ในการตรวจหาความโรคที่มีความซับซ้อนได้ แต่อย่างไรก็ดีก็ต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในการวินิจฉัยร่วม เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดกับผู้ป่วย

Reference : www.engadget.com