Bitcoin City เมื่อเอลซัลวาดอร์วางแผนที่จะสร้างเมืองทั้งเมืองโดยใช้ Bitcoin

รัฐบาลของเอลซัลวาดอร์กำลังทุ่มหมดหน้าตักให้กับ Bitcoin มากขึ้นไปอีก เมื่อมีรายงานว่าประธานาธิบดี Nayib Bukele ได้เปิดเผยแผนการที่จะสร้าง “Bitcoin City” ใกล้ภูเขาไฟตามแนวอ่าว Fonseca ระหว่างเมือง La Unión และ Conchagua ที่เป็นเมืองใหญ่ของประเทศ

โดยจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นของตัวเองเพื่อช่วยสนับสนุนการขุด crypto โดยเมืองใหม่แห่งนี้จะไม่มีการเก็บภาษีจาก รายได้ เงินเดือน หรือภาษีทรัพย์สิน จะมีเพียงแค่ภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงเท่านั้น

เมืองจะมีรูปร่างเหมือนเหรียญ ซึ่ง Bukele ได้วางแผนที่จะสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเต็มรูปแบบและช่วยสร้างงานให้กับผู้คนใน La Unión ที่สามารถเดินทางไปทำงานในการพัฒนาเมืองใหม่นี้ได้

Bukele ไม่ได้ให้ไทม์ไลน์ที่ชัดเจนนักสำหรับการสร้างเมืองแห่งนี้ ในขณะเดียวกันเขาได้เปิดตัว “พันธบัตร Bitcoin” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยครึ่งหนึ่งจะใช้สำหรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการขุด ส่วนที่เหลือใช้เพื่อซื้อสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น 

Samson Mow หัวหน้ากลยุทธ์สำหรับผู้พัฒนาพันธบัตร Blockstream กล่าวว่าเอลซัลวาดอร์จะเริ่มขายการถือครอง crypto หลังจากห้าปีและจ่ายเงินปันผลพิเศษให้กับผู้ถือพันธบัตร ด้วยผลตอบแทนเริ่มต้นร้อยละ 6.5 ซึ่งอาจแสดงถึงโอกาศครั้งสำคัญสำคัญสำหรับประเทศหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

ต้องบอกว่าการเดิมพันครั้งนี้ ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่สำหรับประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศมากกว่า 24.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2020 และหวังจะได้รับประโยชน์จากสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin

ฝ่ายบริหารของ Bukele พึ่งพา Bitcoin เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่โดยรวมถือว่าสถานะทางการเงินของรัฐบาลยังคงอยู่ในเส้นทางขาขึ้น

แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนนักว่าผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนจะแห่กันไปที่เมืองที่เน้น Bitcoin แห่งใหม่นี้หรือไม่ แม้ว่าจะมีแรงจูงใจด้านภาษีก็ตามที แต่ต้องบอกว่าเมืองแห่งนี้จะกลายเป็นอาณาเขตใหม่สำหรับการเดิมพันกับสกุลเงินดิจิทัลของประเทศเอลซัลวาดอร์

บทสรุป

ผมว่าเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจ กับประเทศอย่างเอลซัลวาดอร์ ซึ่งเมื่อก่อนหลายคนอาจจะแทบไม่รู้ว่าอยู่ในส่วนไหนของโลก แต่การเกาะกระแสไปกับสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin ทำให้พวกเขากลายเป็นข่าวไปทั่วโลก เป็นการ PR ประเทศฟรี ๆ ซึ่งตอนนี้ประเทศของพวกเขาคงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว

ถือเป็นการเดิมพันกับประเทศครั้งสำคัญ สร้างจุดเด่นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล และทุ่มหมดหน้าตักให้กับเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้ ก็คือว่าน่าสนใจมาก ๆ

ซึ่งแน่นอนว่า ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรเรายังไม่รู้ อาจจะพาประเทศติดดอย หรือ อาจจะพุ่ง To the Moon แต่ผมมองแนวคิดของ ประธานาธิบดี Nayib Bukele ที่ถือเป็นคนรุ่นใหม่ น่าจะเป็น Case Study ในการเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับผม

References : https://independentpress.cc/el-salvador-introduces-bitcoin-city-backed-by-bitcoin-bonds/2021/11/21/
https://www.engadget.com/el-salvador-bitcoin-city-190829261.html
https://www.powerengineeringint.com/news/renewables-rich-el-salvador-plans-bitcoin-city

Elon Musk ประณามเงินเฟียต ที่เขียนด้วยโปรแกรมภาษาโบราณ แถมรัฐบาลยังแก้ไขฐานข้อมูลได้ทุกเมื่อ

Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ได้โพสต์บน Twitter เพื่อประณามระบบเงินเฟียต ในปัจจุบัน Musk กล่าวว่าระบบเงินในปัจจุบันอาศัยภาษาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบ “โบราณ” ที่ใช้ภาษา cobol ในโหมด batch ซึ่งรัฐบาลสามารถแก้ไขฐานข้อมูลเงินได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

Musk ทวีตนี้โดยเป็นการตอบกลับ Billy Markus, ผู้ร่วมก่อตั้งของ memecoin ซึ่ง Markus ทวีตว่าเขาเชื่อมั่นว่าน้อยกว่า 1% ของคนที่พูดถึง cryptocurrency รู้จริงเกี่ยวกับมัน 

จากนั้น Markus ได้อธิบายหลักการพื้นฐานของ cryptocurrencies ต่อไป เขากล่าวว่ามูลค่าของ cryptocurrencies และ NFTs ขึ้นอยู่กับผู้ที่ซื้อและขายในราคาที่แตกต่างกัน

การ reply ของ Elon Musk (CR:twitter)
การ reply ของ Elon Musk (CR:twitter)

Cryptocurrencies และ Fiat Money

เป็นเวลานานแล้วที่ผู้เชี่ยวชาญได้พูดคุยเกี่ยวกับข้อจำกัดและข้อบกพร่องของเงินเฟียต และผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจทั่วโลก  ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา

และทำให้กำลังซื้อของเงินดอลลาร์ลดลง สิ่งนี้นำไปสู่แคมเปญที่มากขึ้นสำหรับการยอมรับสกุลเงินดิจิทัลทั่วโลก เนื่องจากผู้คนจำนวนมากคิดว่าดีกว่าระบบเงินเฟียต

ในการตอบสนองต่อทวีตของ Markus ทาง Michael Saylor ซีอีโอของ MicroStrategy กล่าวว่าจำเป็นต้องมีบัญชีแยกประเภทเดียว (single ledger) และมีอุปทานแบบคงที่ 

โดย MicroStrategy ของ Saylor เป็นเจ้าของคลัง Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับบริษัทองค์กร และเขายังเป็นผู้สนับสนุน Bitcoin ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Saylor ได้ทวีตว่าการซื้อ Bitcoin น่าจะเป็นขั้นตอนต่อไปในแผนการหนีเงินเฟ้อและปกป้องมูลค่าของเงิน เขาทวีตนั้นหลังจากที่ Elon Musk ขอความคิดเห็นเกี่ยวกับการขายหุ้นเทสลาของเขาบางส่วน

การอภิปรายเกี่ยวกับ cryptocurrencies ที่ดีกว่าเงินเฟียต มีมานานนับทศวรรษแล้ว แต่ดูเหมือนว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน cryptocurrencies จะชนะอย่างเด็ดขาด สิ่งนี้ทำให้บุคคลที่มีชื่อเสียงเช่น Saylor, Musk และ Markus ด้อยค่าเงินเฟียต และยกย่อง cryptocurrencies เป็นอย่างมาก

อนาคตของ Cryptocurrencies ?

แม้ว่า cryptocurrencies จะประสบความสำเร็จอย่างมากตั้งแต่ Bitcoin ที่สร้างขึ้นในปี 2009 และดูเหมือนตอนนี้อนาคตจะไปในทิศทางที่สดใสมากขึ้น นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะใช้เวลาไม่นานก่อนที่สถาบันการเงินจะเริ่มนำสกุลเงินดิจิทัลมาใช้

ยังคงมีประเด็นเรื่องกฎระเบียบและการควบคุมของรัฐบาล โดยคณะกรรมการรัฐสภาอินเดียด้านการเงินได้จัดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล เพื่อพยายามหาทางก้าวไปข้างหน้าสำหรับสกุลเงินดิจิทัลในประเทศ

ในสหรัฐอเมริกา ก.ล.ต. ของสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติการใช้สกุลเงินดิจิทัลแล้วบางส่วนและคาดว่าจะอนุมัติเพิ่มเติม

เนื่องจากอุตสาหกรรม แบรนด์ และสถาบันต่างๆ ที่เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยี blockchain ซึ่งคงใช้เวลาไม่นานก่อนที่สกุลเงินดิจิทัลจะเข้ามาแทนที่เงินเฟียต  แต่แน่นอนว่าปัญหาต่างๆ เช่น ความปลอดภัย ความแออัดของเครือข่าย และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่สูงจะต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่จะมีการใช้ในวงกว้างจริง ๆ

บทสรุป

ต้องบอกว่าการตอบกลับทวีตของ Elon Musk น่าสนใจมาก ๆ นะครับ ถ้าใครเป็นโปรแกรมเมอร์ หรือ เคยเขียนโปรแกรมน่าจะเห็นภาพได้ชัดเจน กับสิ่งที่ Elon Musk กำลังสื่อถึงความเสื่อมถอยของเงินเฟียต

แต่ถ้ามองอีกแง่มุมหนึ่งก็ต้องบอกว่า cryptocurrencies ก็ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกขีดเขียนมาด้วยการเขียนโปรแกรมเหมือนกัน วันนี้อาจจะเป็นวันที่รุ่งเรืองของเทคโนโลยีนี้

แต่ใครจะรู้อนาคต เพราะเทคโนโลยีขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วมากจนเราแทบตามไม่ทัน ซึ่งในอนาคต blockchain หรือ วิธีการแก้ปัญหา double spending ที่ cryptocurrencies ทำได้สำเร็จนั้น สุดท้ายก็อาจจะถูก disrupt โดยเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหมือนที่เงินเฟียตกำลังจะถูก disrupt ในตอนนี้ก็เป็นได้เช่นกันครับผม

References : https://twitter.com/elonmusk/status/1460321290959704068
https://dogecoinnewshub.com/
https://marsmasters.com/elon-musk-only-a-fool-wouldnt-seek-non-fiat-investments/

High Risk High (Expected) Return กับสัจธรรมง่าย ๆ ของโลกการลงทุนที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

ต้องบอกว่าด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มันได้ทำให้เกิดรูปแบบของการลงทุนใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย ไมว่าจะเป็น Cryptocurrency , NFT , DeFi , GameFi หรือ โลกเสมือนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างโลกของ Metaverse ที่ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook เพิ่งประกาศที่จะลุยในธุรกิจนี้อย่างเต็มตัว

ซึ่งแน่นอนว่า ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น มันก็ได้เกิดความซับซ้อนของรูปแบบการลงทุนต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ถ้าเทียบกับโลกการเงินยุคเก่า ที่มีเพียงไม่กี่อย่างให้ลงทุนกัน

กลุ่มคนยุคใหม่ โดยเฉพาะที่เกิดมาในโลกหลังปฏิวัติข้อมูลข่าวสารครั้งใหญ่ และเติบโตมากับเรื่องราวเหล่านี้ตั้งแต่วัยเยาว์นั้น ไม่แปลกเลยที่ เราจะเห็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มากมายที่ กระโจนเข้าไปในโลกของ Cryptocurrency , NFT , DeFi หรือ GameFi เพราะพวกเขาสามารถเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้เร็วกว่าคนยุคเก่า

แต่แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปเช่นไร ผมก็มองว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยนั่นก็คือ เรื่องของความเสี่ยง อย่างที่เกริ่นไว้ในหัวข้อวันนี้ คำว่า High Risk High (Expected) Return มันคือสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแม้จะมีการสร้างนวัตกรรมการลงทุนใหม่ ๆ สุดล้ำแค่ไหนก็ตามที

บทความนี้เกิดจากการที่ผมไปเห็นโพสต์ นึงที่มีการแชร์กันอย่างมาก เกี่ยวกับเรื่องของ GameFi ว่าเป็นรูปแบบของแชร์ลูกโซ่หรือไม่ ซึ่งมีการถกเถียงกันมากมาย ที่เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจอย่างยิ่งมีการถกเถียงจากผู้รู้จริง ๆ ที่ชี้ให้เห็นทั้งสองมุมมองที่น่าสนใจ

ซึ่งการลงทุนใหม่ๆ เหล่านี้เราจะได้เห็นข่าวมากมายที่มีการ Scam การหลอกลวงที่เกิดขึ้น หากศึกษาไม่ดีพอ ตัวอย่างล่าสุด Crypto ที่มีชื่อว่า Squid Game ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเหรียญที่สร้างมาเพื่อเกาะกระแสซีรีส์ดังใน Netflix และมีการปั่นราคาไปจนสุดเพดาน โดยในช่วงพีคนั้นตัวเหรียญมีมูลค่าพุ่งสูงไปมากถึง 2,861 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณเกือบ 95,500 บาทเลยทีเดียว ก่อนที่จะถูกทางผู้สร้างทำการ Rug Pull เชิดเงินไป

ซึ่งข่าว ๆ แนว ๆ นี้มันก็วนมาเรื่อย ๆ สอดรับกับผลตอบแทนสุดเย้ายวนที่จะได้รับ คงไม่มีการลงทุนไหนที่สามารถให้ผลตอบแทนได้ระดับ 1,000% ซึ่งมีเห็นได้มากเช่นกันกับการลงทุนใน Cryptocurrency , DeFi หรือ GameFi เรียกได้ว่า ผลตอบแทนที่สูงแบบนี้ มาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากขึ้นนั่นเอง

สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำก่อนเข้าลงใน crypto หรือ DeFi คือ ต้องศึกษาทำความเข้าใจกับสิ่งที่จะไปลงเงินด้วยเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจในส่วนของระบบ ว่ามีกลไกการทำงานอย่างไร, มีจุดเด่นจุดด้อยอะไรที่เหนือกว่าตัวอื่น มีวิธีการเพิ่มมูลค่าเหรียญหรือสร้างผลตอบแทนได้อย่างไร

สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ มีการออกแบบ Token Economy เป็นอย่างไร, Community แข็งแรงไหม, นักลงทุนที่ถือเหรียญนี้มีเป้าหมายอย่างไรในการลงทุน มีความเสี่ยงซ่อนเร้นอะไรบ้าง โดยระบบส่วนใหญ่จะอธิบายรายละเอียดเหล่านี้ไว้ใน whitepaper ที่เผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์ของตนเอง

หรือหากเป็นผู้มีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม ก็ควรเข้าไปศึกษาโค้ด Smart Contract ของระบบเพิ่มเติมซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ถ้าคิดจะลงทุนด้านนี้ และถ้าระบบนั้นได้รับการตรวจสอบ (audit) จากผู้ให้บริการ audit แล้วก็สามารถไปศึกษาผลการ audit เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนได้

แต่มันก็ไม่ได้การันตี 100% แม้จะมีการ audit แล้วก็ตาม ซึ่งมันก็เหมือนโลกการลงทุนปรกติ ที่มีการสร้าง Ponzi แชร์ลูกโซ่ระดับโลกหลายครั้งก็ถูกตรวจสอบบริษัทยักษ์ใหญ่ในการตรวจสอบบัญชีแล้วทั้งสิ้นเช่นกัน

ตัวอย่างที่ชัดเจน ในปี 2008 เบอร์นาร์ด แมดอฟฟ์ อดีตประธานแนสแด็กและ ผู้ก่อตั้ง บริษัท หลักทรัพย์ลงทุนเบอร์นาร์ด แอล. แมดอฟฟ์ จำกัด (Bernard L. Madoff Investment Securities LLC) ได้ออกมายอมรับว่าธุรกิจของเขาเป็นการฉ้อฉลแบบ Ponzi หรือ แชร์ลูกโซ่

ขนาดการฉ้อโกงครั้งนี้มีความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 64,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้ตัวเลขประเมินที่อยู่ในบัญชีของลูกค้ากว่า 4,800 ราย โดยอดีตประธานองค์กรตรวจสอบและควบคุมของรัฐบาลกลางผู้หนึ่งประเมินว่า การฉ้อโกงจริง ๆ นั้นมูลค่าที่แท้จริงอยู่ที่ระหว่าง 10,000-17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทของเขาก็ได้รับการ audit จากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านบัญชีมาแล้วเหมือนกัน

ซึ่งก็เรียกได้ว่า การลงทุนในโลกยุคเก่า หรือ โลกยุคใหม่ ความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับมันก็มักจะสัมพันธ์กันเสมอ ไม่ว่าโลกเราจะเปลี่ยนไปแค่ไหนจะใช้เทคโนโลยีสุดล้ำขนาดไหน หรือ มีการคิดค้นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ แค่ไหนก็ตาม สุดท้ายมันก็วนเวียนมาที่จุดเดิมของมันนั่นเองครับผม

References : https://www.efinancethai.com/Fintech/FintechMain.aspx?release=y&name=ft_202105071629
https://www.gamingdose.com/news/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%8D-crypto-squid-game-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80/
https://itzone.com.vn/en/article/price-dropped-3-6-million-times-in-just-a-few-minutes-all-squid-game-coin-investors-lost-everything-because-of-the-classic-carpet-pull/
https://coinmarketcap.com/alexandria/article/i-lost-everything-how-squid-game-token-collapsed

เมื่อ Cryptocurrencies จะเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ในโลกของ metaverse

ต้องบอกว่าเป็นบทความที่น่าสนใจเลยทีเดียวนะครับจาก Financial Times ที่มีบทความที่ว่า Cryptocurrencies will be as useless in the metaverse as they are now หรือ Cryptocurrencies จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ในโลกของ metaverse นั่นเอง

Janet Murray ศาสตราจารย์ด้านสื่อดิจิทัลจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งจอร์เจียและผู้เขียนหนังสือ Hamlet on the Holodeck : The Future of Narrative in Cyberspace กล่าวว่า “Metaverse เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจทางการตลาด” “มีจินตนาการที่มีความคลุมเครือมากเกี่ยวกับสิ่งนี้

จะมีวิธีทำเงินจำนวนมากจากมัน เพราะเทคโนโลยีได้ให้สิ่งที่เราไม่คิดว่าจะเป็นไปได้มาก่อน และผู้คนจะทำเงินได้มากมาย

แม้ว่า metaverse จะกลายเป็นอนาคตของอินเทอร์เน็ต คำถามก็คือทำไมเราถึงต้องการใช้โทเค็น crypto เพื่อซื้อของที่นั่น?

แน่นอนว่าเราต้องการใช้เงินที่เราสามารถใช้ในชีวิตจริงได้เช่นกัน ซึ่งท้ายที่สุด เราอาจซื้อเสื้อผ้าเสมือนจริงใน metaverse ได้ แต่เรายังคงต้องการของจริง และเพื่อกินอาหารจริงและนอนบนเตียงจริง เราต้องการเงินจริงเพื่อจ่ายทั้งหมดนี้

การใช้สกุลเงินดิจิทัลหมายถึงการเผชิญกับความผันผวนที่มีอยู่ในโทเค็นของการเก็งกำไรสกุลเงินเหล่านี้ นอกจากนี้ยังหมายถึงการต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับการแลกเปลี่ยนเงินอีกด้วย ไม่มีเหตุผลใดที่จะใช้ crypto ใน metaverse

เอาจริง ๆ ก็ถือเป็นความเห็นที่น่าสนใจนะครับจาก ศาสตราจารย์ Janet Murray ซึ่งส่วนตัวผมเองก็มองว่าตอนนี้โลก metaverse ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว นั่นก็คือ โลกของเกม ที่มีการซื้อขาย item ต่าง ๆ ด้วยสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองนั่นเอง

ตัวอย่างโลก metaverse ที่น่าสนใจของเกมก็คือ เกมอย่าง Roblox ที่มีสกุลเงิน Robux เป็นของตนเอง และมันก็ไม่ได้ใช้เทคโนโลยี blockchain หรือ เป็นสกุลเงินแบบ cryptocurrency แต่อย่างใด รวมถึงเกมอีกมากมายที่ใช้คอนเซปต์เดียวกัน และประสบความสำเร็จในทางธุรกิจได้ดี

ส่วนตัวผมเองก็คิดว่าการที่จะใช้ cryptocurrency มาพัฒนาเพื่อให้มันเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งเพื่อดึงดูดนักลงทุน แต่มันก็ไม่ได้แตกต่างจากการลงทุนรูปแบบอื่นที่โลกเราได้สรรค์สร้างขึ้นมา ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมดก็แทบไม่ต่างจากรูปแบบการลงทุนอย่างอื่นที่เคยมีมาในอดีต

ซึ่งผมได้ถอดข้อความนึงจากหนังสือเล่มดัง Digital Gold โดย Nathaniel Popper ที่เขียนถึง Bitcoin ไว้ว่า

มีเพียงชนชั้นนำเล็ก ๆ เพียงไม่ถึง 1% ที่ร่ำรวยจากโลกการเงินแนวคิดใหม่นี้ ในขณะที่ 99 เปอร์เซ็นต์นั้นก็เป็นคนจนเหมือนเคย หรือไม่ก็ล้มละลายไปเลยจาก Case ตัวอย่างของ Mt.Gox

ย้อนกลับไปที่แนวคิดตั้งต้นของสกุลเงิน cryptocurrency ชื่อดัง ตัวอย่างเช่น Bitcoin ที่ได้สัญญาว่าจะกระจายผลประโยชน์ให้กับผู้ใช้ทุกคน แต่ในปัจจุบัน มูลค่าของเศรษฐกิจใน Bitcoin เป็นของคนไม่กี่คนที่ร่ำรวยขึ้นมา

การเกิดขึ้นของเหรียญใหม่ส่วนใหญ่ที่ออกในแต่ละวันถูกรวบรวมโดยกลุ่มเหมืองแร่ขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งถ้ามองว่า Bitcoin คือแนวคิดของโลกการเงินแบบใหม่ แต่ถึงวันนี้มันก็ได้พิสูจน์ในระดับนึงแล้วว่า มันไม่ได้แตกต่างจากโลกการเงินหรือการลงทุนแบบเก่า ๆ ที่เราเคยเห็นกันในอดีตเลยนั่นเองครับผม

** สำหรับใครที่สนใจประวัติการสร้างสกุลเงินดิจิทัลชื่อดังอย่าง Bitcoin สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ –> Blog Series : Digital Gold – The inside Story of Bitcoin

References : https://www.ft.com/content/c28799d4-88bf-42b9-8ad5-53ab5647ba60