Terra (Luna) vs Theranos เมื่อ Do Kwon กำลังจะกลายเป็น Elizabeth Holmes แห่งวงการ Crypto

เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับว่าหากคุณได้สัญญาอะไรบางอย่างไว้กับนักลงทุนในบางสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Terra (Luna) ที่ราคากำลังดิ่งลงเหวนั้นมันถือได้ว่าเป็นอาชญากรรมที่ต้องมีการสอบสวนเหมือนที่ Elizabeth Holmes แห่ง Theranos โดนมาแล้วหรือไม่

ต้องบอกว่าจากสถานการณ์ในปัจจุบัน Terra/Luna ใกล้จะถึงจุดจบเต็มทีแล้ว โอกาสที่ระบบจะฟื้นคืนชีพกลับมานั้นแทบจะเป็นศูนย์ เนื่องจากโครงสร้างทั้งหมดหมดในตอนนี้มันขึ้นกับปัจจัยภายนอกที่ Do Kwon หนุ่มน้อยยอดอัจฉริยะ ไม่สามารถควบคุมมันได้อีกต่อไป เขาคงไม่ได้รับเงินช่วยเหลือใด ๆ อีกแล้ว

การหลอกตัวเองเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด

ครั้งหนึ่ง Elizabeth Holmes กลายเป็นนักธุรกิจสาวที่ได้รับการจับตามอง ได้รับการเยินยอ ยกย่องไปทั่ว ขึ้นปกนิตยสารชื่อดังมากมาย แต่ในทุกวันนี้ Holmes กลายเป็นจอมลวงโลกในวัย 38 ปี สูญสิ้นทุกสิ่งที่เธอสร้างมา เธอไม่ต่างอะไรจาก Jeffrey Skilling และ Kenneth Lay แห่ง Enron เลยด้วยซ้ำ

ความน่าสนใจอย่างนึงก็คือ Skilling , Holmes และ Kwon ดาวรุ่งดวงใหม่ล่าสุด ด้วยความมั่นใจที่เกินจริง ว่าพวกเขาคิดจะเปลี่ยนโลกด้วยเงื้อมมือของพวกเขา ใครหน้าไหนที่เข้ามาวิจารณ์สิ่งที่พวกเขาทำ จะถูกพวกเขาเหล่านี้มองว่าโง่ หรือบ้า

เรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะการสูญเสียที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเคสล่าสุดของ Luna นั้นสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างอย่างมหาศาล สุดท้ายอาจจะมีการดำเนินคดีทางอาญาเกี่ยวกับเรื่องราวการล่มสลายนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่ง Kwon ก็จะทำแบบเดียวกับที่ Holmes ทำ นั่นก็คือการเชื่อในภารกิจอันยิ่งใหญ่ของตัวเขาเอง ความล้มเหลวไม่ใช่ความผิดของพวกเขา ไม่ใช่การหลอกลวง เรื่องเหล่านี้มันมีความซับซ้อน

มันคือข้อโต้แย้งแบบเดียวกันกับที่ Holmes ทำในชั้นศาล ที่สิ้นสุดในไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา Holmes ก่อตั้งบริษัทของเธอเมื่ออายุ 19 ด้วยแนวคิดที่ว่าการตรวจเลือดสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยเลือดเพียงไม่กี่หยด ที่จะมาปฏิวัติวงการสุขภาพทั่วโลก

แน่นอนว่า เมื่อถึงขั้นตอนในการสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาจริง ๆ เธอแทบจะไม่มีข้อมูลเชิงลึกว่าจะบรรลุสิ่งที่เป็นเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเธอได้อย่างไร มันเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นคือความล้มเหลว หลอกลวงต่อเนื่องนานหลายปี มีนักธุรกิจ นักการเมือง นักลงทุนชื่อดัง ที่เธอไปหลอกไว้มากมายจนน่าเหลือเชื่อ สุดท้ายคณะลูกขุนก็ตัดสินว่าเธอมีความผิดฐานฉ้อโกง

Do Kwon แทบจะเดินตามรอยเท้าของ Holmes เป็นเด็กหนุ่มที่มีภาพลักษณ์แสนชาญฉลาด ในวัยยี่สิบปลาย ๆ เขาได้ให้สัญญากับนักลงทุนว่ากำลังสร้างบางสิ่งที่โครตเจ๋ง และจะมีประโยชน์ต่อโลกการเงินเป็นอย่างยิ่ง เหรียญ stablecoin แบบกระจายศูนย์ และมีผู้สังเกตการณ์ที่ใกล้ชิดซึ่งพยายามเตือนเขาเป็นเวลาหลายเดือนแล้วว่ามันจะล้มเหลว

Kwon ดื้อด้าน และมองความล้มเหลวเล็กน้อยเป็นเพียงแค่ข้อผิดพลาด และไม่มาโฟกัสกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง Holmes ก็ใช้เหตุผลที่มีแรงจูงใจคล้าย ๆ กัน ก็คือแกล้งทำเป็นทดสอบก่อนในเวอร์ชั่นแรก ๆ โดยอ้างว่าเธอมั่นใจว่าเทคโนโลยีของเธอจะทำงานได้ในท้ายที่สุด

Kown ยังคงปกป้องนวัตกรรมที่เขาฝันหวานไว้ ด้วยความหลงใหล และ เชื่อในสิ่งที่เขาคิด ซึ่งทำให้เหล่านักลงทุนเทเงินหลายหมื่นล้านดอลาร์แก่เขา เสกเหรียญ LUNA ให้มีมูลค่ากว่า 40 พันล้านดอลลาร์ และมูลค่าตามราคาตลาดของ TerraUSD (UST) มากกว่า 18 พันล้านดอลลาร์

จิตใต้สำนึกที่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง

ทฤษฎีจิตวิทยาของ Sigmund Freud มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจของการผสมผสานระหว่างความเชื่อมั่นและความเปราะบาง ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของพื้นฐานของฟรอยด์คือ เราไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของเราได้อย่างเต็มที่ จิตใต้สำนึกของเรามักจะเป็นเพียงพฤติกรรมที่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ซึ่งแท้จริงแล้วมักถูกชี้นำโดยความไร้สติของตัวเราเอง

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้ง Kwon และ Holmes พวกเขาอาจจะรู้ในระดับหนึ่งว่าพวกเขากำลังจะล้มเหลวหรือทำผิดพลาด แต่คนเหล่านี้มักจะตอบสนองออกมาในทางตรงกันข้ามอยู่เสมอ

ตัวอย่างเช่น Holmes นำทีมงานของเธอทั้งหมดให้ร้องเพลงด่า “F**k you, Carreyrou!” หลังจากที่ John Carreyrou นักข่าวของ Wall street Journal ได้ทำการเปิดเผยครั้งแรกเกี่ยวกับการฉ้อโกงของ Theranos ซึ่ง Holmes ไม่ได้เพียงแค่แสดงออกต่อสาธารณะ เธอกำลังขจัดความสงสัยว่าตัวเองเป็นคนหลอกลวง

Kwon แสดงให้เห็นปฏิกิริยาแบบเดียวกัน หลังจาก UST หลุด peg ในปีที่แล้วช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2021 เขาเรียกนักวิจารณ์ว่า “แมลงสาบ” ถัดมาในเดือนพฤศจิกายน เข้าอ้างถึงคำอธิบายเชิงสมมิตฐานเกี่ยวกับการโจมตีที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “เป็นกระทู้ที่ปัญญาอ่อนที่สุดที่ฉันเคยอ่านมาในทศวรรษนี้” เมื่อมีนักวิจารณ์พยายามอธิบายถึงความเปราะบางของ LUNA แถม Kwon ยังเรียกนักวิจารณ์เหล่านี้เป็นการส่วนตัวว่า “โง่ โง่” และ “โง่”

บทสรุป

มันได้เกิดหลาย case study แล้วนะครับ ในวงการเทคโนโลยี ที่เกิดเรื่องราวเหล่านี้ขึ้น และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างอย่างมหาศาล บางคนต้องสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต บางคนถึงขั้นคิดจะฆ่าตัวตาย กับความมั่นใจ แบบไร้สติ ของเหล่า Founder ที่คิดว่าตัวเองฉลาดที่สุดในโลก ไม่เชื่อฟังใคร

ตัวอย่าง Holmes เอง หรือ แม้กระทั่งเคสล่าสุดอย่าง Adam Neumann แห่ง WeWork มันคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นคล้าย ๆ กัน ความมั่นใจเกินเหตุ หลอกตัวเอง ไม่ยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

และที่สำคัญสิ่งที่พวกเขาเหล่านี้มักแสดงออกมาโดยเฉพาะความโกรธ ในที่สุดมันบิดเบือนความเป็นเหตุเป็นผลได้ และสร้างอคติเพิ่มขึ้นให้กับตัวพวกเขาเอง แถมยังไปเพิ่มความมั่นใจในตัวเองในทางที่ผิด

เมื่อคุณโกรธ รวมถึงเมื่อมีคนทำให้คุณโกรธ คุณมักจะคิดว่าตัวเองถูก และทำให้เกิดความไร้สติ

อาณาจักร Terra/Luna เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของอาณาจักรที่สร้างขึ้นจากความเชื่อมั่น แต่พวกเขากำลังถูกหลอกหลอนโดยตาที่บอดมืด ไม่รับฟังความคิดเห็น ไม่รับฟังคำวิจารณ์ ไม่รับฟังคำเตือนใด ๆ ด้วยความมั่นใจที่เอ่อล้นของตัวเอง และอย่างที่เราได้เห็นในสัปดาห์นี้ ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้จุดจบคือความสูญสิ้นที่ยากจะรื้อฟื้นกลับมาให้เหมือนเดิมได้อีกครั้งนั่นเองครับผม

References :
แปล และ เรียบเรียงจาก บทความจากเว็บไซต์ CoinDesk – Do Kwon Is the Elizabeth Holmes of Crypto

Digital Disruption นวัตกรรมหรือการแค่ทำในสิ่งที่กฏหมายยังตามไม่ทันโลกที่เปลี่ยนไป

วันนี้อยากจะมาชวนคุยเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมได้สังเกตเห็นมาเป็นระยะเวลาช่วงหนึ่งแล้ว กับ นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่วงการเทคโนโลยีได้สรรค์สร้างขึ้นมา คำถามคือ หลาย ๆ สิ่งมันคือนวัตกรรมใหม่จริง ๆ หรือ ทำสิ่งที่กฎหมายยังตามไปไม่ทันกันแน่?

แม้หลาย ๆ ธุรกิจจะเกิดมาเพื่อเป็นการ Disrupt จริง ๆ แต่ก็มีอีกหลายธุรกิจในยุคหลัง ๆ ที่อาศัยข้อกฎหมายที่ยังปรับตัวไม่ทันโลกที่เปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น uber หรือ airbnb เอง เรียกได้ว่ากลายเป็นปัญหาให้กับธุรกิจดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม หรือ เครือข่าย taxi ต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก พวกเขาสร้างสรรค์นวัตกรรมมา disrupt ธุรกิจเก่า ๆ เหล่านี้จริงหรือ

ทั้งที่ กลุ่มธุรกิจเก่า ทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เสียภาษีตามรูปแบบธุรกิจที่ถูกต้อง แต่ ธุรกิจแพล็ตฟอร์ม เหล่านี้กลับอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายที่ยังตามไม่ทัน เข้ามาแทรกแซง คนทั่วไปที่มาขับรถส่งผู้โดยสาร โดยเสียภาษีในรูปแบบรถบุคคลธรรมดา หรือ บ้าน อพาร์ทเมนต์ คอนโด ของคนทั่วไปที่ปล่อยให้ใครที่ไหนไม่รู้มาเช่า สร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้าน ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัย

มันล้วนเป็นธุรกิจ เทา ๆ ตั้งแต่แรกเริ่มแทบจะทั้งสิ้น ถามว่าธุรกิจเหล่านี้ถูกกฎหมาย 100% หรือไม่ คงไม่ใช่อย่างแน่นอน เพราะพวกเขายังมีปัญหากับหน่วยงานรัฐในหลายๆ เมือง ที่เข้าไปทำธุรกิจ เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามกฏหมายให้ถูกต้อง 100%

หรือในตอนนี้ แอปอย่าง Delivery Service ที่กำลังล้นตามท้องถนนไปหมด แทบจะไม่มีการลิมิตจำนวน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงบนท้องถนนที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมากกับประชาชนคนขับขี่ทั่วไป เพราะพฤติกรรมติดจอมือถือของเหล่า Rider ที่ต้องดูเส้นทาง ดูออเดอร์ อยู่แทบจะตลอดเวลา ทำให้เพิ่มความเสี่ยงบนท้องถนนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างผมเองเนื่องจากผมก็มีประสบการณ์ในการขับรถในกทม. มาเป็นสิบปี และแทบจะไม่เคยประสบอุบัติเหตุเลย (อาจจะเป็นเพราะดวงด้วย) แต่หลังจากเกิดการบูมของ Delivery Service ผมเจออุบัติเหตุ เฉี่ยว ชน บ่อยมาก ๆ (โดยเฉพาะการโดนชนกระจกข้างรถ) จากเหล่า Rider ขาซิ่ง ทำรอบ เหล่านี้

และมันไม่ใช่แค่ปัญหาในประเทศไทยเท่านั้น ผมลองค้นหาข้อมูลดูปัญหาเดียวกันดังกล่าว ก็พบว่าเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก ก็ประสบปัญหานี้เช่นเดียวกัน มีอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากแพล็ตฟอร์ม Delivery & Rider ที่กำลังเติบโตขึ้น (ข้อมูลเพิ่มเติมใน References)

ซึ่งเมื่อ COVID-19 เริ่มซาลงไป การจราจรบนท้องถนน จะกลับมาเริ่มคับคั่งเหมือนเดิม ส่วนพฤติกรรมการสั่งอาหารของเราก็คงไม่เปลี่ยนมากนัก ซึ่งอาจจะน้อยลงแต่คงไม่มาก เพราะมันได้กลายเป็นความเคยชินไปแล้วนั่นเอง

หรือแม้กระทั่งกระแสเทรนด์ใหม่ ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมากอย่าง play2earn หรือ GameFI ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นเทรนด์การลงทุนสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่

แต่ดูเหมือนว่าโมเดลการทำเงินของ GameFI เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบ ponzi หรือ แชร์ลูกโซ่เสียมากกว่า ใครเข้าก่อนก็ได้เปรียบ ส่วนคนที่เข้ามาทีหลังก็พบกับความสูญเสียมากมาย ตามที่เป็นข่าวกัน ซึ่ง มันมีเพียงไม่กี่เกมจริง ๆ ที่จะยืนระยะได้ยาว ๆ ซึ่งแน่นอนว่า ผลตอบแทนมันก็ไม่ได้ดึงดูดเว่อร์ ๆ เหมือนอย่าง โมเดล play2earn ที่ออกแบบมาเป็นแชร์ลูกโซ่

จะเห็นได้ว่า เหล่านวัตกรรมในระยะหลังๆ มานี้ เริ่มหมิ่นเหม่ในเรื่องกฎหมายเพิ่มมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาศัย คำว่า นวัตกรรม disruption ต่าง ๆ นา ๆ แต่ความจริงแล้ว พวกมันกลับไม่ใช่นวัตกรรมที่ล้ำเลิศอะไรเลย เพียงแค่กฎหมายในยุคปัจจุบัน มันยังปรับตามไม่ทันโมเดลเหล่านี้นั่นเองครับผม

References : 
https://crosleylaw.com/blog/delivery-truck-accidents-serious-growing-problem/
https://www.thehartmanlawfirm.com/increased-deliveries-causing-a-surge-in-traffic-accidents
https://www.reuters.com/article/us-china-delivery-accidents-insight-idUSKCN1C30J3
https://www.malaysianow.com/news/2021/06/24/over-150-accidents-involving-food-delivery-riders-from-march-to-june-2020/
https://www.straitstimes.com/singapore/delivery-riders-seem-to-be-getting-into-more-accidents-st-poll-finds
https://www.mhlnews.com/transportation-distribution/article/21139954/injury-rates-climb-for-delivery-drivers
https://www.unilad.co.uk/technology/tech-startup-wants-to-enable-people-to-bet-on-court-cases-with-crypto

เมื่อ Music NFT จะกลายเป็น Next Breakthrough แอปพลิเคชั่นลำดับถัดไปในโลกของ crypto

James Gardin เป็นนักดนตรีมากว่า 15 ปี คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป อย่างแรก เขามีเพลงที่ดังใน แพล็ตฟอร์มสตรีมมิ่งชื่อดังอย่าง Spotify ซึ่งพุ่งขึ้นมาในช่วงต้นปี 2010 แล้วก็ยังมีเพลงใน Apple Music อีกด้วย ทุกวันนี้ เขายุ่งอยู่กับการสร้างเพลงของตัวเองในตลาดเพลง NFT ที่เห็นได้ชัดว่ามอบความยุติธรรมให้กับนักดนตรีมากกว่าเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มแบบเดิมๆ

นักดนตรีในสหรัฐฯ ชนะการต่อสู้ด้วยเพลงแบบโหวตสดเพื่อแปลงเพลงล่าสุดของเขา “Parade” เป็น NFT โดยถูกขายผ่าน แพลตฟอร์มบล็อกเชนเพลง Catalog ในอีกสี่วันต่อมาในราคา 0.5 อีเธอร์ (1,635 ดอลลาร์สหรัฐ)

ในที่สุดนักดนตรีก็ได้รับ 0.3 อีเธอร์กลับบ้าน หรือประมาณ 900 ดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากจ่ายค่าแก๊สประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ และจ่ายส่วนแบ่ง 15% ให้กับ Phlote ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่กระจายอำนาจซึ่งดำเนินการแสดงเพลงโหวตสดทุกสัปดาห์ 

เขายังจะได้รับเงินจากกรณีมีการขายต่ออีก 20% แม้ว่าราคาอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ระหว่าง 0% ถึง 100% ในครั้งต่อไปที่ NFT ถูกขายต่อ Gardin เป็นหนึ่งในศิลปินเพลงจำนวนมากที่หันมาใช้แพลตฟอร์มบล็อคเชนเพื่อสำรวจแหล่งรายได้ใหม่ๆ

ในยุคของการสตรีม Spotify เป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในภาคธุรกิจที่กำลังเติบโตนี้ โดยสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่แล้วโดยเป็นผู้เล่ารายใหญ่ในอุตสาหกรรมเพลง และจ่ายเงินให้กับศิลปินสูงที่สุดซึ่งอยู่ที่ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

James Gardin ที่เปิดช่องทางหารายได้รูปแบบใหม่ ๆ ผ่าน Music NFT (CR:marmosetmusic)
James Gardin ที่เปิดช่องทางหารายได้รูปแบบใหม่ ๆ ผ่าน Music NFT (CR:marmosetmusic)

ทว่าศิลปินรวมถึงแร็ปเปอร์ซุปเปอร์สตาร์ Kanye West กล่าวว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งไม่ได้ชดเชยอย่างยุติธรรมสำหรับต้นทุนและความพยายามในการสร้างเพลง ศิลปินที่สตรีมบน Spotify ต้องมีผู้ฟัง 250 คนเพื่อสร้างรายได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ อิงจากรายได้เฉลี่ย 0.004 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเพลงหลังจากแชร์ค่าลิขสิทธิ์กับค่ายเพลง ผู้จัดจำหน่าย และบุคคลที่สามอื่นๆ

แพลตฟอร์มบล็อกเชนเพลง เช่น Catalog และ Sound.xyz วางตำแหน่งตัวเองให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับศิลปินอิสระในการแชร์เพลง สร้างชุมชน สร้างโทเค็นให้กับเพลงของพวกเขา และรับเงินเป็นสกุลเงินดิจิทัลทันที รายได้ของศิลปินนั้นอาจน้อยกว่าค่าแก๊สและค่าคอมมิชชั่นขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม Spotify เองก็กำลังทดลองกับโทเค็นดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับศิลปิน

บางแพลตฟอร์ม เช่น Opulous ก้าวไปอีกขั้น บริษัทกล่าวว่าเป็นแพลตฟอร์มเพลงเพียงแพลตฟอร์มเดียวที่เสนอการแบ่งปันรายได้ใน NFT ที่มีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา โดยขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างศิลปินและ Opulous

โดยจะมีค่าลิขสิทธิ์เพลง ค่าลิขสิทธิ์การเผยแพร่เนื้อหา หรือทั้งสองอย่าง นี่เป็นช่องทางสำหรับแฟนเพลงที่กระตือรือร้นในการสนับสนุนศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบ ในขณะที่เป็นการสร้างรายได้แบบ Passive ให้กับศิลปิน หากโทเค็นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

Opulous กำลังทำงานเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้ศิลปินสามารถกู้ยืมเงินจากบริษัทได้ โดยอิงจากรายได้ที่คาดการณ์ไว้จาก NFT ของพวกเขา เมื่อเปิดตัว ศิลปินจะสามารถยืมเงินกู้ในสกุลเงินที่มีเสถียรภาพ เช่น USDC และแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดผ่านการแลกเปลี่ยน crypto ที่ต้องการได้ โทเค็นของ Opulous คือ OPUL จดทะเบียนในตลาดแลกเปลี่ยน 11 แห่ง และซื้อขายที่ 0.70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในตอนนี้

“เราต้องการเปิดช่องทางให้ศิลปินเข้าถึงเงินสดล่วงหน้าโดยใช้รายได้จากค่าลิขสิทธิ์เพลงในอนาคตเป็นหลักประกันในการให้เงินกู้ยืมแก่นักดนตรี” Opulous COO Miles Carroll กล่าว

เขาเสริมว่า: “ยิ่งศิลปินมีรายได้มากขึ้น [ผ่านการจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์เพลง] จำนวนเงินกู้ที่พวกเขามีสิทธิ์ได้รับก็จะสูงขึ้น”

การเผยแพร่เพลงก็ไม่ต่างจากการเล่นเกมเพื่อหารายได้

ศิลปินพยายามอย่างหนักที่จะเจรจากับแพล็ตฟอร์มและค่ายเพลงที่จำหน่ายเพลงของพวกเขา แต่ศิลปินอินดี้ประสบปัญหาที่หนักอึ้งตั้งแต่เริ่มแรก เพราะมันเป็นการท้าทายที่จะเผยแพร่เพลงของพวกเขา และเมื่อทำเช่นนั้น พวกเขามักจะไม่โดดเด่นเท่าศิลปินกระแสหลัก ที่ได้รับการโปรโมตในงบประมาณที่ค่อนข้างสูง

Cadenverse บริษัทที่แยกตัวออกจาก Amanotes บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเพลงในเวียดนามกำลังทดลองใช้แนวทางใหม่ในแพลตฟอร์ม NFT ด้านดนตรีกับเกม play-to-earn (P2E)

ที่รู้จักกันดีที่สุดสำหรับ Magic Tiles 3 เกมเพลงง่ายๆ ที่เล่นคล้ายกับ Guitar Hero ซึ่ง Amanotes กล่าวว่ามียอดดาวน์โหลดมากกว่าสองพันล้านครั้งและมีผู้ใช้งานมากกว่า 120 ล้านคนต่อเดือน

Magic Tiles 3 เกมเพลงง่ายๆ ที่เล่นคล้ายกับ Guitar Hero (CR:Khmerbuddha)
Magic Tiles 3 เกมเพลงง่ายๆ ที่เล่นคล้ายกับ Guitar Hero (CR:Khmerbuddha)

ความเชี่ยวชาญของ Amanotes ในเกมเพลงบนมือถืออาจทำให้ Cadenverse แตกต่างไปจากเพลง NFT ซึ่งคาดว่าจะเป็นแอปพลิเคชั่นฝ่า BreakThrough ใหม่สำหรับเทคโนโลยีบล็อคเชน

Vincent Hoang ซีอีโอ ของ Cadenverse กล่าวว่า “เป็นเรื่องยากสำหรับศิลปินอินดี้ที่จะสร้างรายได้ ใน Spotify หรือ Apple Music ก่อนหน้าที่จะมาทำงานกับ Cadenverse Hoang เป็นหัวหน้าฝ่ายเกมที่ Amanotes เขากล่าวว่าประโยชน์ที่สำคัญของการทำสัญญาค่าลิขสิทธิ์บนบล็อคเชนคือไม่ต้องมีคนกลาง เช่น ทนายความและผู้ดูแลระบบค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการออกใบอนุญาต

“ด้วยบล็อกเชน เราจะเชื่อมต่อศิลปินกับผู้บริโภคเพลงโดยตรง” Hoang กล่าวเสริม ศิลปินใน Cadenverse สามารถสร้างโทเค็นให้กับเพลงของตนให้กลายเป็น “เกมเพลง NFT” ซึ่งควบคุมการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ทุกครั้งที่ใช้เพลงในเกมใดเกมหนึ่ง หรือเป็น “เพลงในรูปแบบ Collection NFT” ซึ่งสามารถซื้อและขายได้ในตลาดกลางของ NFT

โทเค็นทั้งสองประเภทจะมีการส่งเสริมกัน เกมเพลง NFT ให้ประโยชน์สำหรับแทร็กเพลงและการเปิดรับเพิ่มเติมสำหรับศิลปินอินดี้ที่อาจพบว่าผู้ฟังค้นพบได้ยาก 

ดังนั้นศิลปินจึงมีอิสระในการขายเพลงเดียวกันบนแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน เนื่องจาก Cadenverse สร้างขึ้นบน Polygon ซึ่งเป็น Ethereum Layer 2 ค่าธรรมเนียมแก๊สจึงต่ำกว่า

Cadenverse ระดมทุนได้ 1 ล้านเหรียญสหรัฐจนถึงปัจจุบัน มีกลุ่มที่เข้ามาลงทุนทั้ง Kyber Network และ Tomochain เป็นผู้สนับสนุน ขณะนี้กำลังระดมทุนผ่านการขายส่วนตัวและในรูปแบบ governance token

โทเค็น Cadenverse หรือ CDV ซึ่งกำหนดให้จดทะเบียนในแพล็ตฟอร์มการแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจในเดือนพฤษภาคม เกม P2E เกมแรกของบริษัทคือ Looper Band อยู่ในช่วงเบต้าและสามารถดาวน์โหลดได้ 

ในขณะเดียวกัน ตลาดสำหรับ Collection เพลง NFT มีกำหนดจะเผยแพร่ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า ในขณะที่แพลตฟอร์มสำหรับเพลงเกม NFT จะเปิดตัวในไตรมาสที่ 2 ของปี 2023

ข้อดีของ play-to-earn (P2E)

นักดนตรีอย่าง Gardin กำลังกระโดดเข้าสู่แพลตฟอร์ม Web3 เพื่อทำความคุ้นเคยกับ NFT แต่ความท้าทายที่ใหญ่กว่าคือการทำให้ฐานแฟนๆ ที่มีอยู่ของพวกเขาหันมาใช้คริปโต

เนื่องจากผลประโยชน์ที่มาพร้อมกับมัน เช่นการเข้าถึงที่นั่งในคอนเสิร์ตแถวหน้าปกอัลบั้มพิเศษ และสินค้าของที่ระลึกต่าง ๆ แต่ในตอนนี้ผู้ฟังส่วนใหญ่ยังคงใช้บริการสตรีมมิ่ง เช่น Spotify เนื่องจากมีคลังเพลงขนาดใหญ่จากศิลปินยอดนิยม ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังต้องการทำธุรกรรมโดยใช้เงินสดสำหรับคอนเสิร์ตหรือสินค้า

แนวทางของ Cadenverse ในการใช้เกม P2E สามารถเชื่อมช่องว่างนั้นได้โดยเข้าถึงฐานผู้ใช้ทั่วโลก ทำให้ศิลปินอินดี้ได้สัมผัสกับฐานแฟนคลับที่พวกเขาอาจไม่สามารถเข้าถึงได้จากอย่างอื่น

 Cadenverse ในการใช้เกม P2E สามารถเชื่อมช่องว่างนั้นได้โดยเข้าถึงฐานผู้ใช้ทั่วโลก (CR: Twitter)
Cadenverse ในการใช้เกม P2E สามารถเชื่อมช่องว่างนั้นได้โดยเข้าถึงฐานผู้ใช้ทั่วโลก (CR: Twitter)

ณ เดือนธันวาคม 2021 มีผู้คนประมาณ 2.5 ล้านคนเล่นเกม P2E ยอดนิยม Axie Infinity  Hoang กล่าวว่า Cadenverse จะกำหนดเป้าหมายผู้ใช้งาน 120 ล้านคนต่อเดือนของ Amanotes ผ่านการโปรโมตข้ามแพลตฟอร์ม 

ผู้ใช้จะกลับมาสนับสนุนศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบอย่างต่อเนื่องโดยการซื้อ NFT เขากล่าวเสริม ในขณะที่ Opulous กำลังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินแบบกระจายศูนย์ ซึ่งรวมถึง Launchpad และแพล็ตฟอร์มการแลกเปลี่ยน NFT และอาจให้สินเชื่อคริปโตแก่ศิลปิน แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นในการรวมคุณสมบัติการเล่นเกมเข้ากับแพลตฟอร์ม 

“เห็นได้ชัดว่าการเล่นเกมเป็นกลุ่มตลาดขนาดใหญ่ในบล็อคเชน และเราพร้อมที่จะสำรวจความเป็นไปได้ของ Opulous ในอนาคต” Carroll กล่าว

บทสรุป

เนื่องจากแพลตฟอร์มเพลง NFT ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น  ในแต่ละเดือน มีศิลปินเพียงไม่กี่คน ที่ได้รับเชิญมาใช้งานแพล็ตฟอร์มเหล่านี้เท่านั้น

ตัวอย่าง แคมเปญ “Mona Lisa” ของแร็ปเปอร์ชาวอเมริกัน Lil Pump ปิดราคาที่ 500,000 เหรียญสหรัฐในสองชั่วโมง ในขณะที่แร็ปเปอร์ชาวอังกฤษ Ard Adz ระดมทุน 50,000 เหรียญสหรัฐจากการขาย NFT ที่ควบคุมลิขสิทธิ์ให้กับซิงเกิลที่ยังไม่วางจำหน่ายของเขา “Patek Myself,” ภายใน 45 นาที

สำหรับศิลปินหลายๆ คน การเข้าถึงชุมชนผู้ฟังที่ “ถูกต้อง” ถือเป็นสิ่งสำคัญ “ไม่ว่าชุมชนจะใหญ่แค่ไหนหรือว่าเพลงของคุณ ‘ดี’ แค่ไหน หากผิดกลุ่ม ก็ไม่มีโอกาสในการพัฒนา” Binh Le นักดนตรีจากเวียดนามกล่าว

Le ซึ่งใช้ชื่อในวงการว่า Dozen Districts กำลังพิจารณาที่จะอัปโหลดเพลงของเขาไปยัง Cadenverse เมื่อตลาดเพลง NFTซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่เขาเผยแพร่เพลงบนแพลตฟอร์ม Web3

ต้องบอกว่าศิลปินหลายคนไม่ได้มีความจู้จี้จุกจิกเกี่ยวกับแพลตฟอร์มที่พวกเขาเผยแพร่ “ฉันคิดว่าจุดประสงค์ของ Web3 คือการกระจายอำนาจ ดังนั้นแพลตฟอร์มจึงเป็นเพียงเครื่องมือ ฉันไม่จำเป็นต้องจงรักภักดีหรือผูกขาดกับพวกเขาไปตลอด” Gardin กล่าว

แม้จะประสบความสำเร็จในการหาประโยชน์จากแพลตฟอร์มบล็อกเชนเพลง NFT แต่ Gardin ก็ไม่ได้วางแผนที่จะละทิ้งแพลตฟอร์มหลักโดยสิ้นเชิง “ฉันชอบแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงเพลงได้มากมาย ฉันชอบที่จะได้รับเงินสำหรับการสตรีม แต่ฉันมองว่าการสตรีมเป็นเครื่องมือสำหรับการค้นพบเพลงใหม่ๆ ได้”

เขาอธิบายถึงแพล็ตฟอร์มหลักตั้งแต่บริการสตรีมมิ่งไปจนถึงค่ายเพลงรายใหญ่ต่างมองหาการรวมความสามารถของ Web3 เข้ากับแพลตฟอร์มของพวกเขาที่มีอยู่แล้ว 

มีรายงานว่า Spotify กำลังวางแผนที่จะเพิ่มเทคโนโลยีบล็อคเชนและ NFT ให้กับบริการสตรีมมิ่งเพื่อป้องกันการแข่งขันจาก สตาร์ทอัพด้านคริปโต 

โฆษกของ Spotify ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนสำหรับ NFT และบล็อคเชน เมื่อต้นปีนี้ Warner Music Group ร่วมมือกับ Splinterlands ผู้พัฒนาบล็อกเชนเพื่อให้ศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกมีโอกาสสร้างเกมบล็อกเชน P2E สไตล์อาร์เคด

“หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับนักดนตรีอิสระคือการเข้าถึงเงินทุนเพื่อใช้ในอาชีพของพวกเขา” Shirlyn Tan นักร้องนำของวง Shirlyn + The UnXpected ในสิงคโปร์และผู้จัดการสำนักงานที่ Opulous กล่าว 

“ศิลปินอินดี้อาจไม่มีทางเข้าถึงเครือข่ายแฟน ๆ ที่กว้างขวาง และแน่นอนว่ามันสามารถทำได้ แต่ก็ใช้เวลานานมาก”สิ่งที่แพลตฟอร์ม NFT เช่น Opulous ทำคือ “ให้พวกเขาเข้าถึงฐานแฟนเพลงที่จัดตั้งขึ้นโดยตรงผ่านชุมชนนักลงทุนและแฟนเพลงของเราเอง” Tan กล่าวปิดท้าย

References :
https://www.techinasia.com/music-nfts-breakthrough-application-crypto
https://thesolesupplier.co.uk/news/heres-why-music-nfts-are-the-next-big-thing/
https://cryptoslate.com/nfts-will-empower-musicians-to-take-back-control/
https://www.forbes.com/sites/bobbyowsinski/2021/03/07/will-nfts-finally-fulfill-the-blockchain-promise-to-music

Animoca Brands x NFT Pivot กับการเปลี่ยนบริษัทเกมมือถือเล็กๆ ให้กลายเป็นเครื่องจักรทำเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

Yat Sui ผู้บริหารชาวออสเตรียวัย 49 ปีที่เกิดในฮ่องกง ที่แทบจะต้องอดหลับอดนอนอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่สามารถหยุดตัวเองจากความทะเยอทะยานเมื่อถูกถามเกี่ยวกับธุรกิจเกมบล็อคเชนของเขา Animoca Brands ในขณะที่เขาอธิบายชะตากรรมอันรุ่งโรจน์ที่เขาเห็นสำหรับการกระจายอำนาจในการเล่นเกมและสิทธิ์ในทรัพย์สินดิจิทัล

“บางทีเราอาจเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนคิดเกี่ยวกับรูปแบบคลาสสิกของระบบทุนนิยมได้” เขากล่าว

NFT และเทคโนโลยีบล็อกเชนคือทางรอดของ Siu เมื่อสี่ปีที่แล้ว Animoca Brands ประสบปัญหา รายรับจากธุรกิจเกมมือถือขนาดเล็ก ซึ่งเขาได้ร่วมก่อตั้งกับ David Kim อดีตหุ้นส่วน Softbank และอดีต CEO ของ Mail.com ที่ประสบความสำเร็จทางอินเทอร์เน็ตในช่วงแรกๆ

ในเดือนมกราคม 2014 มูลค่าหุ้นบริษัทลดลง 25% เหลือ 5.2 ล้านดอลลาร์ Animoca Brands ซึ่งอยู่ในตลาดหุ้น โดยซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย กำลังมีมูลค่าน้อยกว่า 6 ล้านดอลลาร์

จากนั้นในปี 2017 Siu ได้ไปเจอกับ CryptoKitties ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายสัตว์บนบล็อคเชนในยุคแรกๆ ที่ผู้ใช้ซื้อ ขาย และรวบรวมสัตว์เลี้ยงเสมือนจริง เขาได้เข้าไปลงทุนใน Dapper Labs ซึ่งเป็นบริษัทในแวนคูเวอร์ (ซึ่งเดิมเรียกว่า Axiom Zen) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่า 7.6 พันล้านดอลลาร์ 

นี่เป็นครั้งแรกของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ NFT  ปัจจุบัน Animoca Brands ถือหุ้นในธุรกิจ NFT ที่ใหญ่ที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก รวมถึง OpenSea (ตลาด NFT ที่ใหญ่ที่สุดโดยมีรายได้ประมาณปี 2021 อยู่ที่ 375 ล้านดอลลาร์) 

Dapper Labs ซึ่งสร้างแพลตฟอร์ม Top Shot ของ NBA (ขาย “Shot” บาสเก็ตบอลมูลค่าเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2020) และ Sky Mavis ผู้สร้าง Axie Infinity เกม NFT บล็อกบัสเตอร์ของปีที่แล้ว (มูลค่าประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์)

 Top Shot ของ NBA สร้างรายได้ระดับพันล้านดอลลาร์ (CR : topshopnba.com)
Top Shot ของ NBA สร้างรายได้ระดับพันล้านดอลลาร์ (CR : topshopnba.com)

“ที่เดียวที่เราไม่ได้อยู่ในนั้นน่าจะเป็นแอนตาร์กติกา” Siu พูดพร้อมกับหัวเราะ

ในช่วงกลางเดือนมกราคม Animoca Brands ระดมทุนได้เกือบ 360 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทมูลค่าเป็น 5.4 พันล้านดอลลาร์มากกว่าสองเท่าของระดับก่อนหน้าที่ 2.2 พันล้านดอลลาร์

จากเดือนตุลาคม Forbes ประมาณการว่า Siu ถือหุ้น 10% มูลค่าเกือบ 500 ล้านดอลาร์ นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในบริษัทของเขานั้นรวมถึง Liberty City Ventures, Soros Fund Management และ Winklevoss Capital 

นับตั้งแต่วันที่มืดมนในปี 2017 บริษัทได้เติบโตจากพนักงาน 57 คนเป็นมากกว่า 600 คน ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2021 Animoca Brands สร้างรายได้ 670 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง 530 ล้านดอลลาร์มาจากกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลและการลงทุน เงินสำรองของเหรียญมีมูลค่าเกือบ 16 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน ปี 2021

โดยรวม ตลาด NFT ทั่วโลกเติบโตขึ้นเป็น 25 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว จาก 100 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 โดย 1 ใน 5 มาจากวิดีโอเกม ตามข้อมูลของ NFT tracker DappRadar การดำเนินการส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสถานที่ต่างๆ เช่น ฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์เป็นที่ซึ่งผู้เล่นที่มีรายได้น้อยใช้รูปแบบ “เล่นเพื่อสร้างรายได้” ที่สามารถทำรายได้ให้พวกเขาได้อย่างต่อเนื่องเพียงไม่กี่ดอลลาร์ต่อวัน นักเล่นเกมชาวตะวันตกไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะยอมรับแนวโน้มดังกล่าวนี้ 

แนวคิดเบื้องหลังเกมบล็อคเชนมีมาระยะหนึ่งแล้วย้อนกลับไปในยุคเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูของเกมผู้เล่นหลายคนออนไลน์ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยเฉพาะ World of Warcraft และต่อมาในโครงการชื่อดังอย่าง Second Life ซึ่งมีสกุลเงินดิจิทัลเป็นของตัวเอง ( Linden Dollar) และเป็นที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์เสมือนจริงแห่งแรกที่เฟื่องฟู (และพังในภายหลัง) ในปี 2006

การเล่นเกมบล็อคเชนเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ในแนวคิด “ความเป็นเจ้าของดิจิทัลที่แท้จริง” ซึ่งผู้เล่นสามารถซื้อและขายไอเท็ม ตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าที่ไม่เหมือนใครหรือดาบที่มีพลังพิเศษภายในเกมและทรัพย์สินเหล่านั้นมีอยู่ ( บนบล็อคเชน) โดยไม่ขึ้นกับเกมนั้น 

เมื่อพิจารณาThe Sandbox เกมมือถือที่ Animoca Brands ได้มาในปี 2018 และเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์บล็อคเชน ผู้เล่นสามารถซื้อที่ดินเสมือนจริงได้ในราคาประมาณ 4,000 เหรียญ; เติมด้วยสิ่งปลูกสร้าง วัตถุ หรืออักขระที่กำหนดเอง และปั่นราคาให้สูงขึ้น

Animoca Brands จะเก็บค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่ทำการซื้อขาย Sandbox ยังมีสกุลเงินของเกมที่เรียกว่า SAND ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าในโลกแห่งความเป็นจริง

โดยมูลค่าตามราคาตลาดในปัจจุบันอยู่ที่ 4.5 พันล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ CoinMarketCap.com Animoca Brands ไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์บนโทเค็น แต่ได้สะสมเงินสำรองที่แสดงในงบดุแทน

“ไม่มีใครคิดมาก่อนว่า ในการออกแบบเกม เราจะตอบแทนให้กับผู้เล่นได้เท่าไหร่?” Siu กล่าว “มันเป็นเรื่องของธุรกิจมาโดยตลอด”

ความหลงใหลในเทคโนโลยีของ Siu เริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย เขาเติบโตขึ้นมาในกรุงเวียนนาในช่วงทศวรรษ 1980 เขารู้สึกเหมือนเป็นคนนอกเนื่องจากมรดกทางวัฒนธรรมของจีน เขาพบที่หลบภัยในคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่กำลังขยายตัวเพื่อหนีความเหงาของเขา

เขาเรียนการเขียนโค้ดบนคอมพิวเตอร์ ผ่านเครื่องของ Texas Instruments ยุคแรกๆ และต่อมาก็พัฒนาไปสู่ ​​Atari ST การใช้พอร์ต MIDI เพื่อเชื่อมต่อกับแป้นพิมพ์

Siu ในวัยรุ่นเริ่มเผยแพร่ซอฟต์แวร์แต่งเพลงออนไลน์ ซึ่งทาง Atari ไม่ทราบอายุของเขา จึงติดต่อไปหาเขาเพื่อหารือเกี่ยวกับงาน แต่ก็ต้องตะลึงเมื่อไปถึงบริษัทในออสเตรีย อย่างไรก็ตาม พวกเขาชอบโพสต์ออนไลน์ของ Siu มากพอที่จะจ้างเขาเป็นที่ปรึกษาให้กับ Atari

หลังจากออกจากวิทยาลัยและกลับมาทำธุรกิจใหม่อีกครั้ง Siu ได้ก่อตั้งบริษัทอีเมล Outblaze ในฮ่องกงขึ้นในปี 1998 นับเป็นธุรกิจแรกที่ยิ่งใหญ่ของเขา 

ในปี 2009 เขาขายแผนกคลาวด์ของบริษัทให้กับ IBM ในราคาหลายร้อยล้านดอลลาร์ Siu ยังได้จ่ายเงินเดือนหลายล้านเหรียญเกือบทั้งหมดเพื่อช่วยเพิ่มทุนให้กับบริษัทในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ

แรงบันดาลใจสำหรับสิ่งที่ต้องทำต่อไปมาในสถานที่ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ Siu เบื่อหน่ายกับการพกแฟลชการ์ด Baby Einstein จำนวนมากเพื่อทดสอบลูกคนแรกของเขา

Siu ขอให้ทีมของเขาที่ Outblaze พัฒนาเวอร์ชันแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ มีการดาวน์โหลดประมาณ 20 ล้านครั้ง ทำให้เขาสร้าง Animoca ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Outblaze เพื่อพัฒนาเกมในปี 2011 เปลี่ยนชื่อเป็น Animoca Brands และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลียในปี 2015

ในปี 2012 Apple ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มในการดาวน์โหลดที่ใหญ่ที่สุดของ Animoca ได้ลบเกมทั้งหมดของ Animoca ออกจาก App Store อย่างกะทันหัน และไม่มีการอธิบายใด ๆ 

Siu สงสัยว่ากลยุทธ์ของเขาในการเปิดตัวเกมใหม่ทุกสัปดาห์ถือเป็น “สแปม” เขาได้เปลี่ยนบริษัทไปผลิตเกมสำหรับเด็กที่ได้รับอนุญาตจากแบรนด์ดังอย่าง Thomas and Friends และกลับมาที่ App Store ในปี 2013

Siu ต้องเจอวิกฤติอีกครั้ง เมื่อ Apple จะเลิกเน้นหมวดหมู่ดังกล่าวนี้ และได้สร้างความเสียหายอย่างหนัก ภายในปี 2017 Animoca Brands ได้กลายเป็นธุรกิจที่ล้มเหลว

จากนั้นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพเกมได้มาเจอกับ Siu ซึ่งเขาได้ให้ทุนสนับสนุนเกี่ยวกับโครงการ NFT ใหม่ของพวกเขา: CryptoKitties แมวเสมือนประสบความสำเร็จในทันที กลายเป็นที่นิยมอย่างมากภายในหนึ่งเดือนหลังจากการเปิดตัว

ในเดือนธันวาคม 2017 พวกเขาเกือบทำให้ Ethereum blockchain พัง ตลาด crypto เองก็ล้มเหลว นำไปสู่ ​​“Crypto Winter” ในปี 2018 ซึ่งทำให้ Bitcoin และ Ether ซื้อขายที่ระดับต่ำสุดชั่วขณะที่ 3,200 ดอลลาร์ และ 87 ดอลลาร์ตามลำดับ

Siu ยังเชื่อมั่นใน NFT และบล็อคเชน ที่การประชุม NFT ในฮ่องกง เขาใช้ฟอรัมเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับบริษัทต่างๆ ที่ต่อมาได้กลายมาเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกับธุรกิจของเขา ซึ่งได้แก่ OpenSea, The Sandbox และ Decentraland ซึ่งเป็นเกมอสังหาริมทรัพย์เสมือนจริงที่มีเขตต่างๆ จำลองตามสถานที่ต่างๆ เช่น ลาสเวกัส

ยังไม่มีมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นเช่นไร โลกยังคิดไม่ออกว่าจะควบคุมสกุลเงินดิจิทัลและ NFT อย่างไร รูปแบบ “เล่นเพื่อหารายได้” ที่ขัดแย้งกันและการใช้สกุลเงินในเกมทำให้เกิดความกลัวต่อการพนัน

การบิดเบือนตลาด และการเอารัดเอาเปรียบคนงานในโลกที่ด้อยพัฒนา ซึ่งมักจะเช่า NFT จากผู้เล่นในประเทศที่พัฒนาแล้วเพื่อแลกกับส่วนแบ่งของรายได้ของตน ผู้เล่น Axie Infinity บางคนซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในฟิลิปปินส์ เล่นเกมสัตว์ประหลาดดิจิทัลเหล่านี้เป็นแหล่งรายได้หลัก

ผู้เล่น Axie Infinity บางคนซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในฟิลิปปินส์ เล่นเกมสัตว์ประหลาดดิจิทัลเหล่านี้เป็นแหล่งรายได้หลัก (CR:Venturebeat)
ผู้เล่น Axie Infinity บางคนซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในฟิลิปปินส์ เล่นเกมสัตว์ประหลาดดิจิทัลเหล่านี้เป็นแหล่งรายได้หลัก (CR:Venturebeat)

ปีที่แล้วรัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมาย 35 ฉบับเกี่ยวกับนโยบาย crypto และ บล็อคเชน  แม้ว่าในออสเตรเลีย ASX ได้ประกาศแผนการที่จะอนุญาตให้มีการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลและ ETF เพื่อแลกเปลี่ยนได้

ไม่ใช่ทุกคนที่มีความกระตือรือร้นแบบเดียวกับ Siu ตัวอย่างเช่น Samson Mow หัวหน้านักเทคโนโลยีของ Blockstream ซึ่งสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อจัดเก็บและโอน Bitcoin กล่าวว่าเศรษฐศาสตร์ของ “Open Metaverse” หรือคอลเล็กชั่นโลกเสมือนจริงที่แลกเปลี่ยนกันได้นั้นขัดกับผลประโยชน์ของบริษัทเกม 

“ถ้าเกมอย่าง Call of Duty ขายอาวุธให้คุณ Ubisoft ไม่ต้องการให้คุณนำเข้าไปใช้ใน Rainbow Six เพราะมันกินยอดขายไอเทมของพวกเขาไปด้วย” Mow กล่าว 

Mow เสริมว่าเทคโนโลยีบล็อคเชนนั้นยังห่างไกลจากการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น Ethereum ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ขับเคลื่อนเกม NFT เกือบทั้งหมด อาศัยการพึ่งพา Amazon Web Services เป็นอย่างมาก

และส่วนใหญ่อาจดูไร้สาระ AXS โทเค็นหลักของ Axie Infinityได้สูญเสียมูลค่าไปเกือบ 60% ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ตามรายงานของ CoinMarketCap.com 

Andrew Wilson ซีอีโอของ Electronic Art ซึ่งก่อนหน้านี้แสดงความสนใจในการเข้าสู่โลกของ NFT แต่ก็ต้องกลับลำในภายหลัง

Valve บริษัทที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเกมยอดนิยมอย่าง Steam ได้สั่งห้ามเกมบล็อคเชนและ NFT ในเดือนตุลาคม Phil Spencer ซีอีโอของ Microsoft Gaming ได้กล่าวว่า เกม NFT “ทำให้ผู้เล่นถูกเอารัดเอาเปรียบมากกว่าเป็นแหล่งความบันเทิง”

หากบริษัทเกมรายใหญ่ของโลกลังเล Siu ก็ไม่รอ เขาคุยโวอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับ Phantom Galaxies เกม PC และ Mac ที่กำลังจะมีขึ้นจาก Animoca Brands ซึ่งเขากล่าวว่าจะสามารถแข่งขันกับคุณภาพของเกมระดับ Triple-A บนคอนโซลอย่าง PlayStation 5 และ Xbox Series X

“ผมคิดว่าเกม Triple-A มาถึงแล้ว และมันกำลังจะดีขึ้นจากทีมงานของเรา” Siu กล่าว “มันจะเกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่”

References :
https://en.wikipedia.org/wiki/Yat_Siu
https://www.afr.com/companies/financial-services/if-you-haven-t-heard-of-this-2-2b-crypto-co-founder-you-soon-will-20211103-p595ph
https://ysiu.medium.com/animoca-brands-and-the-potential-of-blockchain-games-c9dce57a166
https://www.nftgators.com/an-insight-into-animoca-brands-as-founder-yat-siu-recalls-eureka-moment/
https://www.forbes.com/sites/stevenehrlich/2022/01/27/how-animoca-brands-built-a-5-billion-nft-fortune/

Rise of Square กับการเติบโตจากบริษัท hardware เล็ก ๆ สู่ผู้นำด้านการชำระเงินในเวลาเพียงทศวรรษได้อย่างไร

ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยเครื่องอ่านการ์ดสี่เหลี่ยมเล็กๆ Jack Dorsey (อดีต CEO ของ Twitter) และ Jim McKelvey ออกเดินทางเพื่อค้นหาวิธีที่ตรงไปตรงมาสำหรับศิลปินและผู้ขายในการรับบัตรเครดิต วิธีแก้ปัญหามาในรูปของดองเกิลพลาสติกขนาดเท่าแสตมป์ที่สามารถเสียบเข้ากับแจ็คของ iPhone ได้

เรื่องราวของ Square มันเริ่มต้นตอนที่ Jack Dorsey ที่หลังจากพ่ายแพ้ในศึกแย่งชิง Twitter ในครั้งแรก เขาได้กลับบ้านไปที่เมือง เซนต์หลุยส์ เขาได้ไปพบกับเพื่อนเก่าอย่าง Jim McKelvey และเริ่มแลกเปลี่ยนไอเดียธุรกิจใหม่ที่พวกเขาอาจจะเริ่มต้นด้วยกัน

McKelvey มีอาชีพ เป่าแก้ว และงานที่เกี่ยวกับแก้ว เขาขายให้ร้านต่าง ๆ และนักสะสม เขาบอกกับ Dorsey ว่า เขาพลาดการขายประติมากรรมแก้วขนาดใหญ่ เพราะลูกค้าเขาไม่มีเงินสดมากพอ

และทำมันทำให้ Dorsey ปิ๊งไอเดียขึ้นมา พวกเขาเริ่มพูดคุยกันเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ทำให้คนซื้อได้โดยใช้โทรศัพท์ มือถือ และบัตรเครดิต มันจึงเป็นที่มาของการตั้งบริการชำระเงินผ่านมือถือในชื่อ Square

และตัว Square นี่เองที่ Dorsey กลับมาเป็นที่สนใจในวงกว้างได้อีกครั้งไอเดียของเขาในเรื่องการสร้างอุปกรณ์รูดบัตรเครดิต โดยเสียบไว้ที่ช่องหูฟังของ มือถือ นั้น ถือว่าเป็นการปฏิวัติการเงินโลกอีกครั้งหนึ่ง

อุปกรณ์รูดบัตรเครดิตที่ dorsey คิดค้นเมื่อปี 2009 (CR:ITPS.com)
อุปกรณ์รูดบัตรเครดิตที่ dorsey คิดค้นเมื่อปี 2009 (CR:ITPS.com)

ทั้งสองคนเปิดตัวธุรกิจใหม่ในปี 2009 และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากสมาร์ทโฟนและการชำระเงินออนไลน์ ในช่วงสิบสามปีที่ผ่านมา Square ซึ่งปัจจุบันคือ Block ได้เติบโตขึ้นเป็นบริษัททางการเงินมูลค่ากว่า 54 พันล้านดอลลาร์

″เราบังเอิญตระหนักถึงปัญหา: ในสหรัฐฯ ผู้คนจำนวนมากจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตซึ่งเหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปเพราะสะดวก แต่ปัญหาคือผู้ขายจำนวนมากไม่สามารถรับบัตรได้” Dorsey กล่าวในการสัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ กับ CEO ของ MicroStrategy ″เราไม่รู้ว่านั่นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่มหึมา”

ดองเกิล iPhone รุ่นแรกๆ ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วกลายมาเป็นแอป iPad ซึ่งทาง Square ได้ตกลงกับ Apple ในการขายฮาร์ดแวร์ในร้านค้า และต่อมากับ Starbucks ซึ่งแพลตฟอร์มของพวกเขากลายเป็นตัวประมวลผลการ์ดของเชนร้านกาแฟชื่อดังอย่างเป็นทางการ 

ปัจจุบัน Block ดำเนินการกับธนาคารที่ได้รับการคุ้มครองโดย FDIC ซึ่งได้สร้างบริการอย่าง Cash App บริการจ่ายเงินผ่านมือถือซึ่งกลายเป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินของผู้บริโภค การซื้อขายหุ้นและสกุลเงินดิจิทัล ซึ่ง Square ยังได้ซื้อบริการสตรีมเพลงของ Jay-Z อย่าง Tidal และ Afterpay ผู้ให้บริการที่ซื้อก่อนและจ่ายภายหลังจากออสเตรเลีย

เช่นเดียวกับบริษัท Disruptor 50 ส่วนใหญ่ การเติบโตของ Square ได้รับแรงหนุนจากเงินร่วมลงทุนจำนวนมหาศาล

การระดมทุนรอบแรกอย่างเป็นทางการในปี 2009 นำโดย Khosla Ventures ด้วยการประเมินมูลค่าประมาณ 45 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนักลงทุนรายแรกในรอบ 10 ล้านดอลลาร์นั้น ได้แก่ Sir Richard Branson ผู้ก่อตั้ง Virgin Group, Marissa Mayer อดีต CEO ของ Yahoo, ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter Biz Stone และ Shawn Fanning แห่ง Napster 

ภายหลังการระดมทุนได้นำไปสู่การร่วมทุนของ Visa, Citi, Starbucks, Goldman Sachs รวมถึง Sequoia และ Kleiner Perkins ยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley

การเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2015 โดย Square เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กภายใต้สัญลักษณ์ SQ โดยมี Dorsey เป็นผู้นำ บริษัทมหาชนแห่งใหม่นี้มีมูลค่าเพียง 3 พันล้านดอลลาร์ โดยมีราคาหุ้นอยู่ที่ 9 ดอลลาร์ ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเกือบ 900% ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ธุรกิจของ Square เติบโตอย่างรวดเร็ว Cash App ตอนนี้ทำรายได้ประมาณครึ่งหนึ่งให้กับบริษัท และเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่ใหญ่ที่สุดในช่วงการแพร่ระบาด เนื่องจากชาวอเมริกันหันไปใช้บริการธนาคารดิจิทัล

ในช่วงแรก ๆ ของ Cash App Dorsey อธิบายเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่ามีคนเพียงไม่กี่คนที่คิดว่ามันคุ้มค่าที่จะลอง

″Cash App เป็นสิ่งที่ทุกคนในบริษัท ในขณะที่เราเริ่มต้น ไม่คิดว่าเราควรจะทำ” Dorsey กล่าวในการประชุม Microstrategy ในเดือนกุมภาพันธ์ “มันเป็นการขายไอเดียที่ยากมาก… เราไม่เห็นโอกาสมากนักในตลาด และทุกวันผมสูญเสียความน่าเชื่อถือ ซึ่งผมตระหนักดีถึงการปกป้องสิ่งนี้ ในที่สุดทีมก็พบแบบจำลองและทำให้มันเกิดขึ้น”

สกุลเงินหลักของอินเทอร์เน็ต

Dorsey ได้ใช้รูปแบบการทดลองนี้ในด้านอื่นๆ ของธุรกิจของ Block โดยเฉพาะ bitcoin

Square เริ่มทดลองกับ cryptocurrency ภายใน Cash App ในปี 2014 Dorsey เปิดใช้งานร้านค้าออนไลน์เพื่อรองรับ cryptocurrency ซึ่งในช่วงแรกมีการทำธุรกรรมเพียงเล็กน้อยและแทบจะไม่มีใครสนใจเลยด้วยซ้ำ

บริษัท ดำเนินการอย่างจริงจังอีกครั้งในปีต่อมา และตอนนี้สามารถซื้อและขาย bitcoin บนแอป Cash นอกเหนือจากหุ้น ในไตรมาสแรกของปีที่แล้ว การซื้อขาย bitcoin สร้างรายได้ 3.5 พันล้านดอลลาร์

Cash App ธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับ Square (CR:Techstartups)
Cash App ธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับ Square (CR:Techstartups)

ปัจจุบัน Block ถือ bitcoin ในงบดุลแทนเงินสด และได้เปิดตัวโครงการ crypto แบบโอเพนซอร์สหลายโครงการภายในบริษัท รวมถึงกำลังทำงานเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยน cryptocurrency แบบกระจายอำนาจและโครงการขุดเหมือง bitcoin และมีแผนกที่โฟกัสไปที่ bitcoin ของบริษัทโดยเฉพาะที่เรียกว่า TBD

Dorsey เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุน Bitcoin ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และมักเรียกมันว่า ”สกุลเงินหลักของอินเทอร์เน็ต”

เขาลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของ Twitter เมื่อปลายปีที่แล้ว และกล่าวว่าเขาเชื่อว่าบริษัทพร้อมที่จะก้าวต่อไปในยุคใหม่แล้ว

นั่นทำให้ Dorsey ในวัย 45 ปีมีเวลามากขึ้นที่จะอุทิศให้กับธุรกิจที่กำลังเติบโตของ Block แต่ Dorsey ก็คาดหวังที่จะมุ่งเน้นไปที่ความสนใจหลักของเขาที่มีต่อสกุลเงินดิจิทัล

การรีแบรนด์เป็น Block เป็นแสดงถึงความทะเยอทะยานในธุรกิจ crypto ของบริษัท และถือเป็นการเปลี่ยนโฟกัสของบริษัทให้เป็นมากกว่าแค่ธุรกิจเครื่องอ่านบัตรเครดิตแบบเดิม

“เราสร้างแบรนด์ Square สำหรับธุรกิจผู้ขายของเรา” Dorsey กล่าวในแถลงการณ์ “Block เป็นชื่อใหม่ แต่จุดประสงค์ในการเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจของเรายังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าเราจะเติบโตหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราจะยังคงสร้างเครื่องมือเพื่อช่วยเพิ่มการเข้าถึงเศรษฐกิจ”

Block เป็นหนึ่งในผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคโรคระบาด เนื่องจากนักลงทุนเปิดใจรับหุ้นเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงสู่พื้นก่อนการเกิดโรคระบาด เนื่องจากนักลงทุนหนีจากการประเมินมูลค่าที่สูงเว่อร์ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นซึ่งคุกคามการเติบโตในอนาคต

หุ้นร่วงลงมากกว่า 45% ในปีนี้เพียงอย่างเดียว บริษัทรายงานผลประกอบการหลังจากตลาดหุ้นปิดเมื่อวันพฤหัสบดี และนักลงทุนกำลังจับตาดูการคาดการณ์ของ Block สำหรับปี 2022 อย่างใกล้ชิด และแผนการที่จะดำเนินการในยุคถัดไปของการเติบโต

References :
https://www.cinemonic.com/the-rapid-growth-of-jack-dorseys-square-inc-the-square-fintech-story/
https://www.cnbc.com/2022/02/24/how-jack-dorsey-grew-square-from-start-up-to-payments-powerhouse.html
https://www.cnbc.com/2021/12/01/square-changes-corporate-name-to-block-.html
https://www.tharadhol.com/twitter-part8-square/
https://www.cnbc.com/2021/08/02/square-to-buy-australia-fintech-afterpay-amid-buy-now-pay-later-trend.html