ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่มีเชื้อ COVID-19 ขั้นรุนแรง จะส่งผลต่อหัวใจไปอย่างยาวนาน

มากกว่า 50% ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยการได้รับเชื้อ Covid-19 ขั้นรุนแรงพบว่ามีความเสียหายต่อหัวใจ แม้กระทั่งหลายเดือนหลังจากที่พวกเขาออกจากโรงพยาบาลไปแล้วก็ตาม

การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน European Heart Journal ได้ศึกษาผู้ป่วย 148 รายจากโรงพยาบาล 6 แห่งทั่วกรุงลอนดอนสหราชอาณาจักรและพบว่าผู้ป่วยที่มี COVID-19 ขั้นรุนแรงรวมทั้งระดับโปรตีนที่เรียกว่า Troponin สูงขึ้น มีแนวโน้มที่จะสร้างความเสียหายต่อหัวใจ .

Troponin จะถูกปล่อยออกสู่กระแสเลือดเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจได้รับบาดเจ็บและระดับที่สูงขึ้นอาจเกิดขึ้นได้หากมีบางอย่าง เช่น หลอดเลือดแดงอุดตันหรือมีการอักเสบที่หัวใจ ระดับที่สูงมากมักบ่งชี้ว่าบุคคลนั้นจะมีอาการหัวใจวาย

การวิจัยก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าประมาณหนึ่งในห้าของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วย Covid-19 มีระดับ Troponin ที่สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งระดับที่สูงของ troponin ยังมีการเชื่อมโยงไปสู่ความเสี่ยงของการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามยังงานวิจัยยังไม่ได้ศึกษาสาเหตุและขอบเขตของความเสียหายอย่างละเอียด

การใช้การถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI) การศึกษาล่าสุดนี้พบความเสียหายหลายประเภทต่อหัวใจในผู้ป่วย Covid-19 ที่มีระดับ Troponin เพิ่มขึ้น รวมถึงการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ การทำให้เนื้อเยื่อหัวใจเป็นแผลเป็น หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งเป็นการทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้อย่างจำกัด

“เราพบหลักฐานของการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหัวใจในอัตราสูงซึ่งสามารถเห็นได้จากการสแกนหนึ่งหรือสองเดือนหลังการรักษา ในขณะที่บางส่วนนั้นอาจมีมาก่อนแล้วจากผู้ป่วย การสแกน MRI แสดงให้เห็นว่าบางส่วนเป็นของใหม่ และน่าจะเกิดจาก Covid-19” ศาสตราจารย์ Marianna Fontana ศาสตราจารย์ด้านโรคหัวใจจาก University College London กล่าว

“ที่สำคัญรูปแบบของความเสียหายต่อหัวใจสามารถบ่งชี้ได้ว่าหัวใจมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บประเภทต่างๆ แม้ว่าเราจะตรวจพบการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่เราก็เห็นการบาดเจ็บที่หัวใจ แม้ว่าการทำงานของปั๊มหัวใจจะไม่บกพร่องก็ตามที”

จากการศึกษาพบว่าส่วนต่างๆของหัวใจที่ทำหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดที่มีออกซิเจนไปยังร่างกาย พบว่า 89% มีความปกติในผู้ป่วย แต่ใน 54% มีร่องรอยของแผลเป็นหรือการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้น

นอกจากนี้มากกว่าหนึ่งในสี่มีแผลเป็นจากการอักเสบ ในขณะที่ 22% มีอาการกล้ามเนื้อตายหรือ ischaemia และ 6% มีทั้งสองอย่าง ในที่สุดการศึกษาพบว่า 8% ของผู้เข้ารับการตรวจมีอาการหัวใจอักเสบอย่างต่อเนื่อง

Fontana อธิบายว่าในกรณีส่วนใหญ่ความเสียหายของหัวใจเป็นเรื่องปกติและไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ แต่การระบุประเภทของความเสียหายจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเลือกผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงหรือต่ำกว่า

ปัญหาเรื่องหัวใจที่อาจจะกลายเป็นภาระผู้ป่วยในอนาคต
ปัญหาเรื่องหัวใจที่อาจจะกลายเป็นภาระผู้ป่วยในอนาคต (CR:Getty Image)

“ในกรณีที่รุนแรงที่สุดมีความกังวลว่าการบาดเจ็บนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะหัวใจล้มเหลวในอนาคต” เธออธิบาย

“แต่การสแกน MRI ของหัวใจสามารถระบุรูปแบบการบาดเจ็บที่แตกต่างกันซึ่งอาจช่วยให้เราวินิจฉัยได้แม่นยำขึ้นและกำหนดเป้าหมายการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” เธอกล่าวพร้อมเสริมว่ากลยุทธ์ที่เป็นไปได้ เช่น การรักษาด้วยยาเพื่อป้องกันการทำงานของหัวใจในช่วงเวลาหนึ่ง

แต่จำเป็นต้องวิจัยเพิ่มเติมโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะทำให้เห็นว่าหัวใจจะมีผล สำหรับผู้ป่วยแข็งแรงที่ได้รับเชื้อ และอาจหายไป โดยที่ไม่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น และหากมีการวิจัยเพิ่มเติมจะสามารถบอกได้ว่าส่วนใหญ่ของคนที่ได้รับเชื้อไวรัส Covid-19 อาจจะมีความเสียหายของหัวใจในบางส่วน

ตัวอย่างเช่นการศึกษาที่ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน 2020 ในวารสาร JAMA พบว่า 78% ของผู้ป่วย Covid-19 ที่เพิ่งฟื้นตัวมีความผิดปกติของหัวใจ และ 60% มีอาการอักเสบอย่างต่อเนื่อง

การศึกษาอื่นพบว่า 30% ของผู้ป่วยมีอาการหัวใจทำงานผิดปกติ แม้ผ่านไปหลายเดือนหลังจากติดเชื้อไวรัส

และนี่อาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของสิ่งที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับปัญหาผลกระทบต่อหัวใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต

ต้องบอกว่าเรื่องนี้ เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก เพราะว่า หลายคนอาจจะคิดว่าร่างกายสมบูรณ์ดี แล้วไม่ค่อยเป็นห่วงว่าจะติดโรคดังกล่าว เพราะดูเหมือนอัตราของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จะยังต่ำอยู่ จากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ครั้งนี้

แต่ดูเหมือน สิ่งที่ Marianna Fontana ได้นำเสนอออกมานั้น เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก ๆ ว่า ผู้ป่วยที่ติด COVID-19 นั้นอาจจะได้รับผลกระทบในระยะยาวได้โดยเฉพาะอวัยวะสำคัญอย่างหัวใจ

และอาจจะทำให้มีปัญหาสุขภาพเรื่องอื่นๆ ได้ในอนาคต เพราะหัวใจถือเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของมนุษย์ทุกคน และมันอาจจะกลายเป็นภาระทางสุขภาพของผู้ป่วยในอนาคตนั่นเองครับผม

References : https://academic.oup.com/eurheartj/article-lookup/doi/10.1093/eurheartj/ehab075
https://www.healthline.com/health-news/what-we-know-about-covid-19-and-long-term-heart-damage#The-damage-could-be-long-lasting
https://www.scientificamerican.com/article/covid-19-can-wreck-your-heart-even-if-you-havent-had-any-symptoms/
https://www.medicalnewstoday.com/articles/covid-19-and-the-heart-what-do-we-know-so-far

คุณจะรู้สึกอย่างไร หากไม่รู้ว่าอาจารย์ที่กำลังสอนคุณอยู่ได้ลาจากโลกนี้ไปกว่า 2 ปีแล้ว

เมื่อนักศึกษาที่มีชื่อว่า Aaron Ansuini นักศึกษาที่ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Concordia และกำลังเรียนหลักสูตรประวัติศาสตร์ศิลปะของแคนาดา ผ่านทางออนไลน์ วันหนึ่งเขามีปัญหาที่จะอยากถามอาจารย์ และได้พยายามค้นหา email ของอาจารย์ที่สอน แต่เขาก็ได้พบบางสิ่งบางอย่างที่เขาแทบช็อค

“ตอนที่ผมค้นหาชื่อเขาผ่านออนไลน์ เพื่อหา email ของเขา แต่ในข่าวกลับกลายเป็นข่าวการเสียชีวิตของอาจารย์ ขึ้นมาแทนที่” Ansuini กล่าว

Ansuini เพิ่งได้พบกับความจริงที่ว่า อาจารย์ที่สอนเขานั้น ได้เสียชีวิตไปเกือบสองปีก่อนหน้า และทางมหาวิทยาลัยไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับนักเรียนในชั้นเรียนออนไลน์มาก่อนเลย ซึ่งนักเรียนทุกคนเรียนกับอาจารย์ที่เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งที่ทุกคนคิดว่าอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่

ซึ่งหลังจากอาจารย์ได้เสียชีวิตไปแล้วนั้น ทางมหาวิทยาลัยก็ยังคงใช้วีดีโอบรรยายของเขาต่อไป ซึ่ง Francois-Marc Gagnon เป็นอาจารย์ที่รู้จักกันมานานในภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ และเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงที่มีผลงานด้านวิชาการเป็นจำนวนมาก

เขาได้ทวีตเกี่ยวกับประสบการณ์ที่สะเทือนใจในครั้งนี้

ทวีตของ Ansuini
ทวีตของ Ansuini (CR:twitter)

เขาเขียนว่า เขาพบว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า และยังพูดติดตลกเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า “คุณควรที่จะสามารถเกษียณได้แล้วหรือไม่ เมื่อคุณได้จากโลกนี้ไปแล้ว”

นอกจากนี้เขายังบอกด้วยว่าเขารักชั้นเรียนและรู้สึกเสียใจ ที่ไม่สามารถขอบคุณอาจารย์ด้วยตัวเองได้ เพราะท่านได้ทำให้การเรียนในสาขาวิชาดังกล่าวเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

เขาเขียนต่อว่า ” อาจารย์ Gagnon คือ ชายชาวฝรั่งเศสผู้น่ารัก นักเรียนจะรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้พูดคุยเกี่ยวกับภาพวาดหิมะและม้า ท่านเป็นคนที่ทำให้เรื่องเหล่านี้มีความน่าสนใจอยู่เสมอ ท่านสามารถดึงดูดให้นักเรียนสามารถมาสนใจได้ ทั้งที่บางเรื่องมันไม่น่าสนใจเลยเสียด้วยซ้ำ”

อาจารย์ Gagnon ที่สอนออนไลน์จนเหล่านักเรียนต่างหลงรัก
อาจารย์ Gagnon ที่สอนออนไลน์จนเหล่านักเรียนต่างหลงรัก (CR:montreal.ctvnews.ca)

เรื่องนี้น่าสนใจตรงประเด็นในเรื่องลิขสิทธิ์ผลงานการสอนของอาจารย์ Gagnon

Richard Gold ศาสตราจารย์ด้านกฏหมายของ McGill กล่าวว่านโยบายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย แต่โดยทั่วไปแล้วงานของอาจารย์ ทางมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็สามารถอ้างสิทธิ์ในใบอนุญาตเพื่อให้สามารถนำสิ่งที่อาจารย์ได้ทำไว้มาใช้งานได้

“พวกเราแต่ละคนในฐานะศาสตราจารย์ถือลิขสิทธิ์ในสิ่งที่เราผลิตขึ้นมา แต่ก็เท่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเท่านั้น มหาวิทยาลัยจะยังคงใช้งานต่อไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง หรือ ตลอดไปขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย” Gold กล่าว

ซึ่งทาง Concordia ไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อตกลงเฉพาะสำหรับ VDO การสอนของ Gagnon แต่พวกเขามองว่าทางมหาวิทยาลัยและผู้พัฒนาหลักสูตรนั้นสามารถทำได้ แต่มันก็ไม่ได้ตอบคำถามในสิ่งที่ Ansuini สงสัยอยู่ดีว่าทำไมถึงไม่แจ้งนักเรียนว่าอาจารย์ได้เสียชีวิตไปแล้ว

เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ใครก็ตามที่เรียนผ่านการเรียนแบบออนไลน์ มีโอกาสที่จะประสบพบเจอกับเหตุการณ์แบบที่ Ansuini เจอได้ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ควรจะรู้ก่อนว่าอาจารย์ของพวกเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว เพราะพวกเขาเริ่มมีความผูกพันกับอาจารย์ที่พวกเขาคิดว่ายังมีชีวิตอยู่นั่นเอง

สุดท้ายทาง Concordia ได้อัปเดทชีวประวัติของ อาจารย์ Gagnon ในข้อมูลหลักสูตรที่จะส่งถึงนักเรียนในอนาคต จากนี้ไปนักเรียนในรุ่นหลังจะรู้ว่า หากพวกเขาชื่นชมผลงานหรือมีคำถามใด ๆ กับอาจารย์ Gagnon ก็ไม่สามารถบอกกับเขาได้อีกต่อไป จะคงเหลือแต่ความรู้ของอาจารย์เท่านั้นที่จะยังคงอยู่ต่อไปตราบชั่วนิรันดร์

References : https://slate.com/technology/2021/01/dead-professor-teaching-online-class.html
https://montreal.ctvnews.ca/virtually-normal-montreal-student-tries-to-contact-his-online-prof-only-to-learn-he-s-dead-1.5288640
https://twitter.com/AaronLinguini/status/1352009641618796550
https://www.chronicle.com/article/dead-man-teaching

Warren Buffet กับสิ่งที่แยกผู้นำที่ประสบความสำเร็จออกจากคนอื่น ๆ ทั้งหมด

Warren Buffet เคยขอให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งนึกถึงเพื่อนร่วมชั้นที่พวกเขารู้สึกว่าประสบความสำเร็จในระยะยาว เช่น คนที่ทำการออมเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของพวกเขาไปตลอดชีวิต

“คุณอาจจะเลือกคนที่คุณตอบสนองได้ดีที่สุด คนที่มีคุณสมบัติในการเป็นผู้นำ คนที่สามารถดึงความสามารถของคนอื่นมาทำประโยชน์ของตัวเองได้” Buffet กล่าวโดยอ้างถึงความซื่อสัตย์ของบุคคลนั้น “เขาคนนั้นต้องเป็นคนที่ใจกว้าง ซื่อสัตย์ และให้เครดิตคนอื่นในแง่คิดของตัวเอง”

ตัวอย่างคุณสมบัติความเป็นผู้นำของ Buffet เรียกได้ว่าหาได้ยากยิ่งในทุกวันนี้ ในขณะที่ประชาชนชาวอเมริกันกำลังฟื้นตัวจากบาดแผลที่เกิดจากผู้ก่อการจลาจลที่ Capitol

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนอย่างยิ่งคือ ชาวอเมริกันต้องการผู้นำที่มีคุณธรรมจริยธรรมมากขึ้นเพื่อรับบทบาทที่มีอิทธิพลสูงทั้งในตำแหน่งทางการเมืองและในตำแหน่งขององค์กรต่าง ๆ ของ อเมริกา

ผู้นำที่แท้จริงในปี 2021

คำแนะนำของ Warren Buffet ไมว่าจะเป็นเรื่อง การไม่เห็นแก่ตัว ความเอื้ออาทร และความซื่อสัตย์ และยังมีอีก 5 ประการที่จะยกระดับความเป็นผู้นำของคุณและนำอนาคตที่สดใสกว่าให้กับพนักงานและโลกของคุณ

1. ห่วงใยคนของคุณ

“ให้ใส่ใจคนของคุณมากกว่าผลลัพธ์และพวกเขาจะทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ธุรกิจของคุณก้าวไปข้างหน้า” Dr. Jim Loehr ผู้เขียนหนังสือ Leading with Character: 10 Minutes a Day to a Brilliant Legacy

Loehr กล่าวว่า “การดูแลผู้อื่นเป็นกระบวนการที่ต้องมีความกระตือรือร้น … ผู้นำที่เข้าใจจะรักคนของพวกเขาเพราะสิ่งที่พวกเขาทำ … พวกเขาได้ให้ชีวิตและทุ่มเทแรงกายแรงใจให้แก่ธุรกิจของคุณ หากไม่มีพวกเขา , คุณจะไม่มีอะไรเลย.”

2. ให้คุณค่ากับความเป็นอยู่ของพนักงาน

ผู้นำขององค์กรที่ดีที่สุดให้ความสำคัญกับคนทั้งด้านอารมณ์ จิตใจ ร่างกาย และแม้แต่จิตวิญญาณเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ทางธุรกิจ แนวทางการเป็นผู้นำที่มีมนุษยธรรมเป็นศูนย์กลางจะให้ผลลัพธ์ต่อองค์กรที่ยอดเยี่ยมเสมอ

3. เป็นผู้นำด้วยความเอาใจใส่

ผู้นำที่เห็นอกเห็นใจเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้พนักงานมีส่วนร่วม ความเป็นผู้นำที่เห็นอกเห็นใจจะเกี่ยวข้องกับการให้แต่ละคนในทีมมีส่วนร่วม และทำการรับฟัง จากนั้นก็ปฏิบัติตามความต้องการของพนักงาน

อย่างไรก็ตามหากผู้จัดการไม่ได้รับการฝึกอบรมให้เข้าใจวิธีรับรู้และตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อความผูกพันของพนักงานในองค์กรได้

4. เปิดรับมุมมองใหม่

ความแตกแยกทางการเมืองได้แทรกซึมเข้ามาในที่ทำงานเนื่องจากพนักงานหลายคนมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ปัจจุบันซึ่งอาจส่งผลต่อวิธีการปฏิบัติงาน

ในฐานะผู้นำอาจเป็นเรื่องยากที่จะทราบรายละเอียดที่ใกล้ชิดของความวุ่นวายในความขัดแย้งเหล่านี้ แทนที่จะทำลายความกลัวด้วยการบังคับหรือควบคุมเหล่าพนักงาน ให้ลองเปิดใจรับมุมมองใหม่ ๆ! ให้รับฟังเสียงของทุกคนและพยายามทำความเข้าใจกับทั้งสองฝ่าย

ใช้เวลาไตร่ตรองเพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ทำงานของคุณและผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร จากนั้นระดมความคิดว่าคุณจะใช้การเปิดกว้าง ความโปร่งใสการทำงานร่วมกัน และมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญเพื่อนำผู้คนมารวมกันและอยู่เหนือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

5. คอยให้การสนับสนุนและช่วยเหลือ

ขึ้นอยู่กับผู้นำว่าจะสามารถช่วยขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ของ พนักงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานได้

ก่อนที่จะตำหนิผู้ปฏิบัติงานให้คำนึงถึงความเครียดและความวิตกกังวลที่ผ่าน ที่พนักงานรู้สึกไม่ว่าจะเป็นจากการแพร่ระบาด การเหยียดสีผิว ความไม่สงบในสังคม และอนาคตทางการเมืองของประเทศ

การศึกษาล่าสุดพบว่า 53 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันรายงานว่าสุขภาพจิตของพวกเขาได้รับผลกระทบในทางลบ เนื่องจากความกังวลและความเครียดที่เกี่ยวข้องกับโควิด -19

แม้ว่าวัคซีนจะถูกนำออกใช้หลังการแพร่ระบาด ผู้นำต้องเริ่มจัดการปัญหาสุขภาพจิตให้กับ พนักงานในบริษัท ที่ได้รับความกดดันต่อเนื่องตลอดมา และถึงเวลาที่ต้องก้าวขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อให้องค์กรของคุณเดินหน้าฝ่าวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้สำเร็จ

ดูเหมือนสิ่งที่ประชาชนชาวอเมริกันเจอนั้นไม่ต่างจากที่ประชาชนไทยเราเจอ ทั้งเรื่องการแพร่ระบาด ความแตกแยกทางการเมือง ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้นำทั้งองค์กรธุรกิจและการเมือง ที่จะนำเอา 5 วิธีดังกล่าวไปปรับใช้ได้นั่นเองครับผม

References : https://www.marcelschwantes.com/dr-jim-loehr/
https://www.marcelschwantes.com/virtual-training/
https://www.kff.org/coronavirus-covid-19/issue-brief/the-implications-of-covid-19-for-mental-health-and-substance-use/
https://www.inc.com/marcel-schwantes/first-90-days-warren-buffetts-advice-for-hiring-based-on-3-traits.html
https://www.newsbreak.com/news/2146803293504/warren-buffett-says-these-often-ignored-traits-separate-successful-leaders-from-all-others
https://www.theaustralian.com.au/

Afterpay กับการพลิกวิกฤติสู่โอกาสในห้วงเวลาการแพร่ระบาด ของไวรัส COVID-19

Nick Molnar ได้กลายมาเป็นไอคอนของคนรุ่นใหม่ชาวออสเตรเลีย หนุ่มน้อยวัย 30 ได้รับเครดิตจากการคิดค้นพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนรุ่นมิลเลนเนี่ยมนับล้าน ที่ทำให้เขาได้กลายเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดของออสเตรเลีย

Molnar ซึ่งเป็นนักศึกษาด้านการพาณิชย์ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ได้เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนหนุ่มสาวที่เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่เริ่มสงสัยในผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบเดิม ๆ เช่น บัตรเครดิต ซึ่งอาจจะนำไปสู่การก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้ เขาได้พบว่า พ่อแม่หรือเพื่อนของพ่อแม่ของเขาต่างตกงานกันถ้วนหน้า และกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนี่ยมมีความคิดที่จะใช้เงินของตัวเองมากกว่าการสร้างหนี้ คนรุ่นนี้ต้องการจ่ายผ่านบัตรเดบิตมากกว่า เมื่อเทียบกับบัตรเครดิต เหมือนคนในรุ่นก่อน ๆ หน้า

แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ จะเน้นไปที่การใช้บัตรเดบิตมากกว่าบัตรเครดิต
แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ จะเน้นไปที่การใช้บัตรเดบิตมากกว่าบัตรเครดิต (CR:CNBC)

ดังนั้น Molnar และเพื่อนของเขา Anthony Eisen จึงตัดสินใจหาทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรกับกลุ่มคนยุคมิลเลนเนี่ยมสำหรับการชำระเงินแบบรอการตัดบัญชี โดยจะเรียกเก็บเงินค่าคอมมิชชั่นจากผู้ค้าปลีกเพื่อการขาย แทนที่จะเรียกเก็บเงินจากผู้บริโภคในการชำระเงิน ในรูปแบบของ “ซื้อตอนนี้จ่ายทีหลัง”

ซึ่งผู้ซื้อสามารถที่จะซื้อสินค้าได้สูงถึง 1,500 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (1,115 ดอลลาร์สหรัฐ) ในการผ่อนแบ่งจ่าย 4 งวดเท่า ๆ กัน ในขณะที่ผู้ค้าปลีกที่เข้าร่วมจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นอีกเล็กน้อย ประมาณ 4%-6% จากการขาายแต่ละครั้ง ซึ่งหากผู้ซื้อไม่มีการชำระเงินคืน จะถูกบล็อกจากบริการจนกว่าจะชำระค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน

หลังจากที่ได้ทำการเปิดตัวในช่วงปลายปี 2014 ธุรกิจของเขาก็ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียม ที่มีเงินสดจำนวนมากชอบรูปแบบการผ่อนชำระ ในขณะที่ผู้ค้าปลีกเริ่มกระตือรือร้นที่จะเพิ่มยอดขายโดยการมาร่วมกับบริการของ Afterpay เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ภายในสองปี Afterpay สามารถระดมทุนได้สูงถึง 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (25 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย) ในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย ซึ่งในการเสนอทำ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้มีผู้แห่แหนกันเข้ามาจองเพื่อซื้อหุ้นของ Afterpay เป็นจำนวนมหาศาล

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ เมื่อพวกเขาได้เริ่มขยายกิจการไปสู่อเมริกาในปี 2018 หลังจากการทวีตของ Celeb ชื่อดังอย่าง Kim Kardashian ที่แบรนด์เครื่องสำอางค์ของน้องสาวเธอได้กลายมาเป็นพันธมิตรกับ Afterpay รวมถึง แบรนด์เสื้อกีฬายอดนิยมอย่าง Adidas ที่ต้องการเจาะพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคในกลุ่มมิลเลนเนี่ยม

ทวีตของ Kim Kardashian สร้างกระแสให้กับ Afterpay ในตลาดอเมริกา
ทวีตของ Kim Kardashian สร้างกระแสให้กับ Afterpay ในตลาดอเมริกา

และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ก็ยิ่งทำให้บริการของ Afterpay ยิ่งเติบโต จากการ lockdown ที่เกิดขึ้นกับหลาย ๆ เมือง ทำให้การทำธุรกรรมบัตรเครดิตลดลงกว่า 30% ซึ่งแม้ว่าธุรกรรมบัตรเดบิตจะลดลงเช่นเดียวกัน แต่ก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มกลับมาจับจ่ายสินค้าปลีกและสินค้าปรับปรุงบ้านอีกครั้งในช่วงที่ถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน

“ถ้าคุณได้ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในการระบาดครั้งใหญ่นี้ จะคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวิกฤติการเงินปี 2008 พฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนจากการใช้บัตรเครดิตเป็นเดบิต” Molnar กล่าว

หลังจากหุ้นของ After ลดลงเหลือ 8 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อหุ้นในเดือนมีนาคม ปี 2020 ราคาหุ้นได้เพิ่มขึ้น 1,300% และได้ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 105 ดอลลาร์ออสเตเลียในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

Tencent ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ได้เข้ามาลงทุนมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ สำหรับการถือหุ้น 5% ในบริษัทในช่วงเดือนพฤษภาคม นั่นทำให้ Afterpay ได้กลายเป็นหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในออสเตรเลีย และทำให้ทั้ง Molnar และเหล่าผู้ร่วมก่อตั้ง กลายเป็นมหาเศรษฐีทันที

แต่แม้ว่า Afterpay จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีโจทย์ใหญ่สำหรับบริษัทของ Molnar ในเรื่องการสร้างกำไร ในปี 2020 รายได้ของบริษัทเติบโตขึ้นสองเท่าจากปีก่อนหน้า แต่ก็พบกับการขาดทุนสูงถึง 16.8 ล้านดอลลาร์

ซึ่งเหมือนกับ Startup ส่วนใหญ่ ตอนนี้ Afterpay นั้นมุ่งเน้นไปที่การเติบโตไปข้างหน้า ด้วยการขยายบริการไปทั่วโลก เป้าหมายสำคัญของพวกเขาได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ ยุโรป

Molnar วางแผนที่จะย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาแบบเต็มตัว เพื่อมุ่งมั่นกับการขยายตัวของธุรกิจเขาในอเมริกา ในขณะที่ Co-Founder อย่าง Eisen จะคงยังอยู่เพื่อดูแลบริษัทที่ฐานบัญชาการหลักของพวกเขาในออสเตรเลีย

ต้องบอกว่าถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจมาก ๆ ที่เติบโตสวนกระแส ความตกต่ำของเศรษฐกิจในยุคการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในออสเตรเลีย 1 ใน 3 ของประชากรในกลุ่มมิลเลนเนี่ยม ใช้บริการของ Afterpay ในทุก ๆ เดือน

ในสหรัฐอเมริกา Transaction ที่เกิดขึ้นสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ตอนนี้พวกเขาเพียงแค่อยู่ในจุดเริ่มต้นเท่านั้น โดยเฉพาะกับสร้างสรรค์บริการมาสอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเมื่อคนรุ่นนี้เติบโตเต็มที่ Afterpay ก็พร้อมที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าแบบฉุดไม่อยู่อีกต่อไปนั่นเองครับผม

References : https://baystbull.com/how-afterpay-ceo-nick-molnar-is-transforming-the-digital-shopping-experience/
https://www.jetstar.com/au/en/inspiration/articles/nick-molnar-success-hacks
https://www.cnbc.com/2020/12/08/afterpays-nick-molnar-is-australias-youngest-self-made-billionaire.html

COVID-19 กับการสูญเสียความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐใช้จ่ายหลายพันล้านดอลลาร์ทุก ๆ ปีมากกว่ารัฐบาลอื่น ๆ ในโลก เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย และหวังจะใช้มันเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ที่คาดเดาไม่ได้อย่างเช่นที่กำลังเกิดขึ้นกับการแพร่ระบาดของ COVID-19

ต้องบอกว่านี่คือความล้มเหลวของนโยบายวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาสมัยใหม่ นโยบายที่ย้อนกลับไปถึงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงครามผู้กำหนดนโยบายเรียกร้องให้รัฐสภามีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพและความคิดทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ 

ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือยุคทองของประเทศ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการสนับสนุนจากรัฐบาลสำหรับการวิจัยขั้นพื้นฐานและการศึกษาเพื่อเติมเต็ม ห้องปฏิบัติการวิจัยเชิงลึกที่ใช้ในอุตสาหกรรม ด้วยจุดแข็งที่รวมกันเหล่านี้ทำให้ประเทศมีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างรวดเร็วและวางรากฐานทางเทคโนโลยีสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ของประเทศทั้งในด้านโทรคมนาคม ด้านการทหารและสุขภาพ  

โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แต่สหรัฐฯยังคงทำงานอย่างหนักกับ นโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบเดิม ๆ  แม้อเมริกาจะประสบความสำเร็จในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการวิจัยเชิงวิชาการในโลก

แต่ในขณะเดียวกันความสามารถของประเทศในการเปลี่ยนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นโซลูชั่นที่ใช้งานได้จริงนั้นดูเหมือนจะล้มเหลวไม่เป็นท่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการแพร่ระบาดของ COVID-19 

สหรัฐฯ ใช้เวลาในการวิจัยด้านสุขภาพของมนุษย์มากกว่าเรื่องของเกษตรกรรมและพลังงานรวมกัน แต่ดูเหมือนว่ามันยังไม่เพียงพอในการเตรียมตัวไว้สำหรับ COVID-19 ไม่ใช่เพราะเรื่องงบประมาณที่น้อยเกินไปอย่างแน่นอน แต่เพราะมันไม่ได้ถูกใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ  มี 3 บทเรียนที่น่าสนใจที่จะกล่าวถึงในบทความนี้

1. ไม่เพียงแค่ให้ทุนวิจัยอย่างเดียว

ต้องบอกว่าจำนวนเงินที่สหรัฐอเมริกาใช้จ่ายในงานวิจัยโดยเฉพาะเรื่องของวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ที่อยู่นอกระบบงานวิจัยทางด้านการทหารแล้วนั้น ระบบของอเมริกาถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ทุนสนับสนุนการวิจัย แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา 

มหาวิทยาลัยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยระดับชาติมากที่สุดพร้อมกับหน่วยงานภาครัฐและห้องปฏิบัติการที่ไม่แสวงหากำไรอื่น ๆ สถาบันเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ด้วยแรงจูงใจที่ส่งเสริมการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ และผลงานที่ตีพิมพ์ออกมา 

ดังนั้นในขณะที่สหรัฐฯให้เงินสนับสนุนงานวิจัยจำนวนมากในด้านต่าง ๆ เช่น ภูมิคุ้มกันวิทยาและโรคติดเชื้อ แต่ใช้เวลาน้อยมากในการแปลการค้นพบเหล่านั้นเป็นการเตรียมการสำหรับการแพร่ระบาด ซึ่งความจริงแล้วนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งคู่

ด้วยการตระหนักถึงความต้องการในการแก้ปัญหาสหรัฐอเมริกาจึงเริ่มให้การสนับสนุนความท้าทายที่ยิ่งใหญ่และศูนย์วิจัยที่มุ่งเน้นปัญหาเฉพาะด้าน เช่น การพัฒนาในด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่ถูกกว่า หรือแบตเตอรี่รุ่นต่อไป 

ซึ่งความคิดริเริ่มเหล่านี้เป็นขั้นตอนในทิศทางที่ถูกต้องสำหรับนวัตกรรมของประเทศโดยเฉพาะนวัตกรรมที่ส่งผลด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเงินทุนของรัฐบาลส่วนใหญ่มักจะไหลไปที่นักวิชาการ และนักวิจัยภาครัฐไม่กี่กลุ่ม ซึ่งแน่นอนว่าผลงานของพวกเขาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการค้นพบและเผยแพร่ในวารสารและการนำเสนอในที่ประชุมทางวิชาการเพียงเท่านั้น

2. หลีกเลี่ยงการระดมทุนเพื่อการวิจัยในระดับอุตสาหกรรม

บริษัท ขนาดใหญ่ไม่ได้สนใจในการระดมทุนในนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์ในขั้นต้น รัฐบาลสหรัฐล้มเหลวในการตอบสนอง การสนับสนุนจากรัฐบาลสำหรับการวิจัยภาคเอกชนนั้นลดลงไปจากยุครุ่งเรืองในช่วง 50 ปีก่อนเป็นอย่างมาก

ซึ่งผลที่ได้คือผู้คนในอุตสาหกรรมที่รู้วิธีการใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงกับการวิจัยที่ล้ำสมัยและการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลน้อยกว่าที่เคยเป็นมา และเนื่องจากองค์กรวิจัยของรัฐได้แยกตัวออกจากภาคอุตสาหกรรมจึงมีวิธีการตรวจสอบและปรับขนาดเทคโนโลยีที่สำคัญน้อยมาก เช่น การพัฒนาวัคซีนในโรคระบาด

ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลยังไม่พร้อมที่จะสนับสนุนรูปแบบการวิจัยในอุตสาหกรรมที่สดใสที่สุดในวันนี้ นั่นก็คือ Startup บริษัทเอกชนจะถูกแยกออกจากการเข้ารับเงินทุนวิจัยส่วนใหญ่อย่างเด็ดขาด ส่วนใหญ่จะเป็นการระดมทุนในภาคเอกชนด้วยกันเอง

ทำให้บริษัท Startup ที่เพิ่งเริ่มต้นจะมีความเสียเปรียบเพราะกฎการระดมทุนถูกสร้างขึ้นสำหรับบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่สามารถทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง 

โครงการวิจัยขั้นสูงของหน่วยงานทางด้านกลาโหมอย่าง DARPA เป็นหนึ่งในไม่กี่หน่วยงานของรัฐที่มีความยืดหยุ่นในการระดมทุนการวิจัยที่ดีที่สุด  

ตัวอย่าง บริษัทอย่าง Moderna Therapeutics เป็นหนึ่งในหลาย ๆ บริษัท ที่พัฒนาวัคซีนที่เกิดจากงานวิจัยที่ได้รับทุนจาก DARPA ในระยะเริ่มต้น แต่ถึงกระนั้น DARPA ก็ยังต้องการการเชื่อมต่อที่ดีกว่ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม 

Darpa ที่มีงานวิจัยสุดล้ำออกมามากมาย แต่สำหรับวงการทหารเพียงเท่านั้น
Darpa ที่มีงานวิจัยสุดล้ำออกมามากมาย แต่สำหรับวงการทหารเพียงเท่านั้น

โดยทาง DARPA กำลังพัฒนาวิธีการสำหรับผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์เพื่อทำงานร่วมกับนักวิจัยของ DARPA และเชื่อมโยงการวิจัยในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่เทคโนโลยีชีวภาพไปจนถึงเทคโนโลยีทางด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์

3. มุ่งเน้นไปสู่สิ่งที่สำคัญสำหรับอนาคต

การที่ระบบยังคงยึดติดอยู่กับลำดับความสำคัญและแนวทางการวิจัยของศตวรรษที่ผ่านมา มันไม่สามารถปรับโฟกัสได้เร็วพอสำหรับปัญหาที่มีความสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความปลอดภัยของข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัย หรือ การแพร่ระบาดของโรค

ตัวอย่างผลงานการวิจัยของสหรัฐในปัจจุบันมันแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยเงินทุกดอลลาร์สหรัฐฯ จะใช้ไปกับการวิจัยทางชีววิทยาและการแพทย์เพียงแค่ 15 เซ็นต์เพียงเท่านั้น

ในการวิจัยทางเคมีและฟิสิกส์แม้จะมีศักยภาพมหาศาลสำหรับการคิดค้นในการดักจับคาร์บอนการเก็บพลังงานหรือพลังงานฟิวชั่น ซึ่งได้ทำการวิจัย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ต้องการโซลูชั่นเหล่านี้ทันที เช่นเดียวกับ งานวิจัยทาด้านชีววิทยาและการแพทย์ ที่ต้องการสิ่งที่เป็นโซลูชั่นที่สามารถใช้งานได้ทันที เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นนั่นเอง

ต้องบอกว่า Covid-19 เป็นวิกฤตที่น่ากลัว นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ในการทบทวนอีกครั้งว่าการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจะสามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างไรในอนาคต

สำหรับการทุ่มเทงบประมาณไปจำนวนมหาศาลขนาดนี้ของอเมริกา แต่เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นจริงกลับไม่สามารถจะช่วยเหลือประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อสถานการณ์ทางด้าน COVID-19 ของอเมริกานั้น ยังวิกฤติอยู่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ณ ปัจจุบัน อย่างที่เราได้เห็นกันนั่นเองครับ

References : https://www.technologyreview.com/2020/06/17/1003322/how-the-us-lost-its-way-on-innovation