จากคองโกถึงรัฐสภาสหรัฐฯ กับยุคทองของทฤษฎีสมคบคิด ที่กำลังเรืองอำนาจแบบสุดขีด

ในปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลอังกฤษยกเลิกข้อจำกัดส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 แต่ก็ยังมีผู้ประท้วงหลายพันคนมารวมตัวกันที่จัตุรัสทราฟัลการ์ในลอนดอน เพื่อประท้วงในเรื่องการล็อกดาวน์ของรัฐบาล

ในบรรดาผู้ที่มาปราศัยนั้นรวมไปถึง Piers Corbyn (น้องชายของอดีตหัวหน้าพรรคแรงงาน) ผู้ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีว่า COVID-19 เป็นเรื่องหลอกลวง หรือ David Icke นักเขียนชื่อดัง และ Gillian McKeith อดีตพยาบาลผู้สร้างทฤษฎีที่เชื่อว่าอาหารที่ดีก็เพียงพอที่จะหยุดไวรัสได้

ต้องบอกว่า เรื่องราวข้างต้นมันได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วในตอนนี้ ไม่เพียงแค่ในประเทศอังกฤษ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก

คลื่นสึนามิ Fake News

การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของ COVID-19 นั้น เปรียบเหมือนคลื่นสึนามิข้อการเผยแพร่ Fake News ที่ระบาดไปทั่วโลก พร้อม ๆ กับแพร่ระบาดของโรค

ในประเทศฝรั่งเศส มีสารคดีที่กล่าวหาว่า COVID-19 ถูกสร้างขึ้นโดยชนชั้นสูงทางการเมืองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสมคบคิดเพื่อทำให้เกิดระเบียบโลกใหม่ ซึ่งมีคนเข้าชมถึง 2.5 ล้านครั้งภายในสามวันหลังการเผยแพร่

แม้กระทั่งในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ความคิดทีว่า COVID คือเรื่องหลอกลวงได้แพร่กระจายไปพร้อมกับทฤษฎีที่ร้อนแรงที่เรียกว่า QAnon ซึ่งเป็นทฤษฎีที่กล่าวถึงรัฐบาลที่ดำเนินการโดยกลุ่มคนเฒ่าหัวงู และ Donald Trump คือ ผู้ที่มาปราบปรามพวกเขาเหล่านี้

ซึ่งก็ต้องบอกว่ายุคนี้เป็นยุคเรืองอำนาจแบบสุดขีดของทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ อินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโซเชีลมีเดียทำให้ง่ายต่อการแพร่กระจาย ซึ่งไม่ใช่แค่เหล่าประเทศยากจนที่ผู้คนเข้าถึงการศึกษาน้อยเท่านั้น แต่มันยังรวมกระทั่งประเทศร่ำรวยที่สุดอีกด้วย

ในประเทศไนจีเรียมีทฤษฎีสมคบคิดที่ว่า Muhammadu Buhari ประธานาธิบดีที่เสียชีวิตในลอนดอนเมื่อปี 2017 ถูกปลอมตัวในร่างชาวซูดานที่เรียกวา Jibril

ในประเทศอินเดีย รัฐบาลของ Narendra Modi กล่าวหาว่า Greta Thunberg ซึ่งเป็นวัยรุ่นนักเคลื่อนไหวด้านสภาพอากาศชาวสวีเดน เป็นส่วนหนึ่งของแผนการระดับโลกที่จะหมิ่นประมาทชาในประเทศของเขา

มีแนวความคิดที่แพร่หลายไปทั่วตะวันออกกลางว่าการโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 เป็นปฏิบัติการที่อิสราเอลวางแผนไว้

แน่นอนว่ามันมีหลายความเชื่อที่อาจจะดูน่าขัน และไม่มีอันตราย เช่น ความคิดที่ว่า Elvis Presley ยังมีชีวิตอยู่และอาศัยอยู่ในคาลามาซู มิชิแกน

อย่างไรก็ตามความเชื่อในเรื่องทางการเมืองนั้นรุนแรงกว่า Quassim Cassam จากมหาวิยทาลัย Warwick ในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า “รูปแบบการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองนั้นสำคัญที่สุด”

พลังของโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองนั้น เป็นการให้คำอธิบายแก่ผู้คนเกี่ยวกับโลกที่โทษความโชคร้ายของพวกเขาที่มีต่อศัตรูทางด้านการเมือง แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องไร้สาระ ความสามารถในการจูงใจผู้คน คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาเป็นอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

จุดเริ่มต้นที่คองโก

และเพื่อเข้าใจถึงวิธีที่พวกเขาเผยแพร่ทฤษฎีสมคิดทางด้านการเมือง จุดเริ่มต้นคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

Valentin Mubake นักการเมืองสูงวัยได้นำเสนอทฤษฎีสมคบคิดที่พบบ่อยที่สุดในประเทศ ต้องบอกว่าปัญหาของประเทศคองโกนั้นเริ่มต้นในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เมื่อ Paul Kagameได้จัดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชาวรวันดาทุตซิส นั่นทำให้เขาได้รับเสียงสนับสนุนทางการเมืองเพื่อยึดครองรวันดาและบุกคองโกในช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุด

Valentin Mubake นักการเมืองสูงวัยได้นำเสนอทฤษฎีสมคบคิดโจมตีชาวรวันดา (CR:UDPS LE PEUPLE)
Valentin Mubake นักการเมืองสูงวัยได้นำเสนอทฤษฎีสมคบคิดโจมตีชาวรวันดา (CR:UDPS LE PEUPLE)

“Tony Blair และ Bill Clinton ทำงานร่วมกับ Kagame เพื่อเตรียมทำสงครามที่จัดขึ้นโดยสหรัฐอเมริกา” Mubake กล่าว เขาอ้างว่าสหประชาติทำการสังหารหมู่และแพร่กระจายโรคต่าง ๆ เช่น อีโบลา เพื่อให้แผนดำเนินการต่อไป

ต้องบอกว่าแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับการอย่างกว้างขวางในประเทศคองโก ซึ่ง แนวคิดสร้างความเกลียดชังชาวรวันดาจุดชนวนให้เกิดความรุนแรงทางชาติพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวคองโกทุตซิส

ความเชื่อที่ว่า อีโบลา เป็นแผนการของต่างประเทศได้นำไปสู่การนำกองกำลังติดอาวุธบุกไปที่คลินิกที่เต็มไปด้วยผู้ป่วย และ ทำการปลดปล่อยผู้ป่วยเหล่านี้ ซึ่งทำให้เชื้อยิ่งแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ประชาชนชาวคองโกปฏิเสธที่จะรับวัคซีน COVID-19 เนื่องจากกลัวว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดังกล่าว Rodiguez Katsuva นักข่าวชาวคองโก ผู้ก่อตั้ง Congo Check ซึ่งเป็นเว็บไซต์ตรวจสอบข้อเท็จจริงกล่าวว่า ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ คือ การฆ่าชาวคองโกที่แท้จริงต่างหาก

หรือแม้กระทั่งการการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2016 ที่ ประธานาธิบดี Donald Trump เอาชนะ Hillary Clinton ไปได้ ก็มีประเด็นในโลกออนไลน์มากมายที่มีการกล่าวหา Hiallry Clinton

มีทฤษฎีสมคบคิด ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านเครือข่ายโซเชีลมีเดียจำนวนมาก ที่มุ่งโจมตี Clinton ในช่วงท้าย ๆ ของการเลือกตั้ง

Hillary Clinton ที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงผ่านเครือข่ายโซเชีลมีเดียในช่วงท้ายของการเลือกตั้ง (CR:The New York Times)
Hillary Clinton ที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงผ่านเครือข่ายโซเชีลมีเดียในช่วงท้ายของการเลือกตั้ง (CR:The New York Times)

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ ได้รับความช่วยเหลืออย่างดีจากสื่อยุคใหม่ โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดีย ในยุคปัจจุบันเราสามารถหาข่าวปลอมเหล่านี้ได้มากมาย และที่สำคัญยิ่งเป็นข่าวปลอม มันมีโอกาสที่จะถูกแชร์ และกระจายเป็นวงกว้างได้มากกว่า ผ่านอัลกอริธึมเบื้องหลังของเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter

และ Trump เองได้รับประโยชน์ไปเต็ม ๆ จากเครือข่ายข่าวลวงแบบนี้ โดยเฉพาะเรื่องราวสุดฉาวของ Hillary Clinton ที่ยิ่งทำให้ข่าวปลอมเหล่านี้ถูกกระพือให้ยิ่งกระจายออกเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ในเดือนกุมภาพันธ์ Mitch McConnell หัวหน้าพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาเรียกทฤษฎีสมคบคิดว่าเป็น “มะเร็ง” ในพรรคของเขา แต่เขายังคงโหวตให้พ้นผิดจาก Trump ที่ใช้พวกเขาเพื่อปลุกระดมการจลาจลที่รัฐสภาสหรัฐฯ

Ted Cruz วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันประณาม Trump ที่อ้างว่าเขาเกิดในต่างประเทศอย่างไม่มีมูลความจริง แต่ในปี 2020 เขาสนับสนุนข้อกล่าวหาเท็จของ Trump ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีถูกขโมยผลไป 

นั่นอาจเป็นเพราะในพรรครีพับลิกันเองเหล่าผู้มีอำนาจจำนวนมากเชื่อว่าเรื่องที่ Trump กล่าวมากกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยมีถึง 45 คนในกลุ่ม QAnon ลงสมัครรับเลือกตั้งในสภาคองเกรสในปี 2022 เลยทีเดียว

แล้วจะแก้ไขปัญหาทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ได้อย่างไร?

ต้องบอกว่าทฤษฏีสมคบคิดที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่สิ่งใหม่ของโลก มันมีมานานแล้ว ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ โทรทัศน์ หรือ สื่อสิงพิมพ์ต่าง ๆ ในโลกยุคเก่า

แต่การปฏิวัติข้อมูลข่าวสาร ทำให้เครือข่ายโซเชีลมีเดียนั้นมีอิทธิพลต่อเรื่อง propaganda หรือ ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ มากกว่าที่เคยเป็นมา

ส่วนตัวมองว่าพลังของการกระจายข่าวนั้นมันรวดเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้นเพราะเครือข่ายโซเชียลมีเดียถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของเครื่องจักร หรือ AI ที่สื่อยุคเก่า ๆ ไม่สามารถทำได้ มันทำให้แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมมาก ๆ และ อัตราการแพร่กระจายในรูปแบบ exponential

การแก้ปัญหาก็ต้องแก้กันที่เครือข่ายเหล่านี้ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ในปี 2019 Facebook เริ่มจำกัดจำนวนผู้คนเพียง 5 คน ที่สามารถส่งต่อข้อความบน Whatsapp ได้พร้อมกัน

เป้าหมายก็คือเพื่อชะลอการแพร่กระจายของทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้บนแพล็ตฟอร์มของพวกเขา หรือในอินเดีย Facebook ใช้ผู้ดูแลกว่า 15,000 คน เพื่อลบข้อมูลที่บิดเบือน

หรืออีกหนึ่งเครือข่ายแหล่งแพร่กระจายข้อมูลผิด ๆ อย่าง Twitter ได้มีการระงับบัญชี 70,000 บัญชีที่มีการเชื่อมโยงกับ QAnon

ต้องบอกว่าทั้งสองแพล็ตฟอร์มพยายามที่จะระงับโพสต์ที่เผยแพร่ Fake news หรือ ทฤษฎีสมคบคิดที่ไม่เป็นจริงอย่างแข็งขัน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดในสหรัฐอเมริกา Facebook ก็เริ่มกวดขันการลงโฆษณาที่เกี่ยวกับประเด็นทางด้านการเมืองมากยิ่งขึ้น

เรื่องราวของทฤษฎีสมคบคิด หรือ การเผยแพร่ข่าวปลอมเหล่านี้ มันไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลกเราแต่อย่างใด แต่ตอนนี้ผมมองว่าสิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจน และทำให้ปัญหานี้มันทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะมันได้ถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เราไม่รู้ถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของมันอย่าง Algorithm AI นั่นเองครับผม

References :
https://en.wikipedia.org/wiki/QAnon
https://www.nytimes.com/article/what-is-qanon.html
https://www.nbcnews.com/news/world/congo-s-ebola-response-threatened-conspiracy-theories-rumors-n994156
https://www.economist.com/international/2021/09/04/from-congo-to-the-capitol-conspiracy-theories-are-surging
https://www.usnews.com/news/politics/articles/2021-01-07/mob-at-us-capitol-encouraged-by-online-conspiracy-theories
https://time.com/5703662/ebola-conspiracy-theories-congo/
https://news.yahoo.com/hillary-clinton-says-conspiracies-her-174559859.html

Dr. Anthony Fauci จากเด็กชายย่าน Brooklyn สู่ผู้นำทัพในการต่อสู้กับ COVID-19 ของอเมริกา

Dr. Anthony Fauci หัวหน้าสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติ ได้รับการแต่งตั้งในเดือนมกราคมปี 2020 ให้กับคณะทำงานเฉพาะกิจ Coronavirus ทำเนียบขาวของประธานาธิบดี Trump ด้วยการปรากฏตัวเกือบทุกวันในงานแถลงข่าวทั่วประเทศ เขาจึงกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

Dr. Fauci เป็นผู้บุกเบิกวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของมนุษย์ เขารับใช้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคนตั้งแต่ Ronald Reagan 

ในปี 2003 การสำรวจพบว่า Dr. Fauci เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องมากเป็นอันดับที่ 13 ของโลกในช่วง 20 ปีระหว่างปี 1983 และ 2002

ในปี 2008 Dr. Fauci ได้รับรางวัล Presidential Medal of Freedom จากประธานาธิบดี George W. Bush ร่วมกับเหรียญทองของรัฐสภาเป็นรางวัลสูงสุดที่มอบให้กับพลเรือนของสหรัฐอเมริกา 

เขาได้รับรางวัลอื่นๆ มากมายในช่วงอาชีพที่โดดเด่นของเขา รวมถึงรางวัล John Dirks Canada Gairdner Global Health Award ในปี 2016 ซึ่งมอบให้กับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกในด้านการวิจัยด้านสุขภาพระดับโลก เขาอยู่ในแนวหน้าของการต่อสู้กับ HIV, 9/11, Ebola และตอนนี้คือวิกฤตการณ์ Covid-19

Dr. Fauci เป็นคนที่มีพื้นเพมาจากย่าน Brooklyn เขาเกิดที่นั่นในวันก่อนคริสต์มาสปี 1940 พ่อแม่ของเขา Stephen Antonio Fauci และ Eugenia Lillian Fauci เป็นเจ้าของ Fauci Pharmacy ใน Dyker Heights, Brooklyn ที่ 83rd Street และ 13th Avenue

ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในเมือง Bensonhurst ซึ่งตอนนั้นส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาวอิตาลี-อเมริกัน พ่อของเขา จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยม New Utrecht High School ของ Brooklyn ในปี 1928

จากนั้นได้รับปริญญาด้านเภสัชกรรมจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในปี 1932 ร้านขายยา Fauci เป็นกิจการของครอบครัว: พ่อของเขากรอกใบสั่งยา แม่และน้องสาวของเขาทำงานที่เครื่องเก็บเงิน และ Anthony Fauci จะช่วยส่งมอบยา 

ร้านขายยา Fauci เป็นกิจการของครอบครัว
ร้านขายยา Fauci เป็นกิจการของครอบครัว

Anthony Fauci ชอบเล่นกีฬาตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่ออายุได้ 10 ขวบ เขาเล่นบาสเก็ตบอลในสมาคมกีฬาแห่งศาลเซนต์เบอร์นาเด็ตต์ อีกหนึ่งปีต่อมาเขาได้รับถ้วยรางวัลจากการเล่นให้กับทีมที่เซนต์เบอร์นาเด็ตต์ 

ในปี 1954 เขาเริ่มเข้าเรียนที่ Regis ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมเอกชนเยซูอิต ที่โรงเรียนมัธยม Regis ค่อนข้างมีความเข้มงวด มีขนาดไม่ใหญ่นัก และไม่มีค่าเล่าเรียน

Regis ถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนชายล้วนที่ดีที่สุดในประเทศ Fauci เติบโตที่นั่น และกลายเป็นกัปตันทีมบาสเกตบอลที่โรงเรียนมัธยม Regis ได้ในท้ายที่สุด

จาก Regis Fauci ไปที่สถาบันเยซูอิตอีกแห่งคือ Holy Cross ในเมือง Worcester รัฐแมสซาชูเซตส์ คณาจารย์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของเขาทำให้เขาไม่มีทางเลือกในเรื่องนี้มากนัก “พวกเขาจะไม่เขียนคำแนะนำให้คุณถ้าคุณต้องการสมัครเข้าเรียนที่ Harvard หรือ Cornell หรือ Columbia” เขากล่าว

Eugenia Lillian Fauci แม่ของ Dr. Fauci แนะนำให้เขาเป็นหมอ ดังที่ Dr. Fauci กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ NIH: “ผมคิดว่าความคิดในการเป็นมาจากแม่ของผม เธออยากให้ผมเป็นหมอตั้งแต่แรกเกิด เธอไม่เคยกดดันผม แต่อย่างไรก็ตาม แต่ผมคิดว่าผมเข้าใจถึงความคาดหวังที่เธอต้องการให้ผมเป็นหมอ”

Dr. Fauci ได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตจากวิทยาลัยการแพทย์มหาวิทยาลัย Cornell ที่ยอร์ก อเวนิว ในแมนฮัตตัน ในปี 1966

จากนั้นเขาก็เข้าร่วมงานที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติของรัฐบาลกลาง : “ผมจบโรงเรียนแพทย์และฝึกงาน และใช้เวลาสองปีอยู่อาศัยในแผนกอายุรศาสตร์ที่ New York Hospital Cornell Medical Center จากนั้นผมก็มาที่ NIH” 

Dr. Fauci ทำงานในห้องทดลองของ Sheldon Wolff ศึกษาลักษณะโมเลกุลของไข้ ในตอนนั้นเหล่านักวิทยาศาสตร์กำลังเรียนรู้วิธีจัดการกับส่วนประกอบที่เล็กที่สุดของเซลล์แต่ละเซลล์อย่างรวดเร็ว ซึ่งเปิดทางสู่การค้นพบวิธีการใหม่ ๆ ในการรักษาผู้ป่วย

ในปี 1990 Fauci เป็นนักวิจัยชั้นนำของรัฐบาลที่เน้นเรื่องการแพร่ระบาดของโรคเอดส์
ในปี 1990 Fauci เป็นนักวิจัยชั้นนำของรัฐบาลที่เน้นเรื่องการแพร่ระบาดของโรคเอดส์

เมื่ออายุ 40 ปี Dr. Fauci ได้กลายเป็นผู้อำนวยการที่อายุน้อยที่สุดของสถาบัน NIH ในรอบศตวรรษ และเส้นทางอาชีพของเขาก็มาประจักษ์ให้โลกได้เห็นความสามารถของเขา จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ครั้งนี้นั่นเอง

หลังจากใช้เวลาหลายปีในย่าน Brooklyn และได้รับการฝึกฝนจากคณะเยสุอิต เขาได้อุทิศอาชีพอันยาวนานและมีเกียรติเพื่อใช้ความเชี่ยวชาญที่ยอดเยี่ยมของเขาในการช่วยเหลือผู้อื่นมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเองครับผม

มีคำพูดต่อไปนี้ของ Dr. Fauci ที่เป็นหลักยึดสำคัญในการทำงานของเขาจนประสบความสำเร็จอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ :

“มีหลายวิธีในการบรรลุเป้าหมายที่คุณต้องการ แต่เมื่อคุณประนีประนอมกับหลักการของคุณเอง คุณก็จะหลงทาง แล้วสุดท้ายคุณจะสูญเสียเป้าหมายหลักของคุณไปจริงๆ” Dr. Anthony Fauci 

References : https://www.newyorker.com/magazine/2020/04/20/how-anthony-fauci-became-americas-doctor
https://www.green-wood.com/2020/dr-anthony-fauci-deep-roots-in-brooklyn-and-green-wood/
https://www.powells.com/book/dr-fauci-9781665902434
https://www.theguardian.com/world/2020/jul/19/five-fauci-quotes-to-get-you-through-the-week
https://www.nbcnews.com/politics/politics-news/man-charged-sending-threatening-emails-dr-anthony-fauci-nih-chief-n1275238

Katalin Kariko นักวิทยาศาสตร์ฮีโร่ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาวัคซีน COVID-19

ด้วยการที่โลกเรานั้นต้องมีการฉีดวัคซีนจำนวนมาก บนความหวังของมนุษยชาติที่จะเกิดขึ้นจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 แต่น้อยคนจะรู้นักที่จะรู้ว่าเทคโนโลยีหลักอย่าง mRNA เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์ที่คนแทบไม่รู้จัก แต่ได้ปูทางสำหรับการพัฒนาวัคซีนที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกเราอยู่ใน ขณะนี้

Katalin Kariko นักชีวเคมีที่เกิดในฮังการี เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเบื้องที่อยู่เบื้องหลัง RNA สารสังเคราะห์ (mRNA) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ Pfizer/BioNTech และ Moderna ใช้ในผลิตวัคซีน COVID-19 

เรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ผู้ต่อสู้ดิ้นรน อดทน และไม่ยอมเลิกรา

Kariko ใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพการงานของเธอในการรับมือกับการถูกปฏิเสธ งานของเธอที่พยายามควบคุมพลังของ mRNA ในการต่อสู้กับโรค ถูกมองว่านอกรีตเกินไปสำหรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล เงินทุนขององค์กร และแม้กระทั่งการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานของเธอเอง

Kariko เกิดในปี 1955 เป็นลูกสาวของพ่อค้าเนื้อในเมือง Kisujszallas เล็กๆ ของฮังการี หลงใหลในวิทยาศาสตร์ตั้งแต่อายุยังน้อย Kariko สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Szeged และทำงานเป็นนักศึกษาดุษฎีบัณฑิตที่ศูนย์วิจัยชีวภาพ 

ในปี 1985 เมื่อโครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยไม่มีเงินเหลือ Kariko ได้ย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาพร้อมกับสามีและลูกสาววัย 2 ขวบของเธอในฐานะนักศึกษาปริญญาเอกที่ Temple University ในฟิลาเดลเฟีย

ในปี 1989 เธอได้รับตำแหน่งระดับล่างในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการวิจัยที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ซึ่งเธอได้ร่วมงานกับ Dr. Elliot Barnathan แพทย์โรคหัวใจ เธอแทบจะไม่ได้รับเงินสนับสนุนเลยด้วยซ้ำ

และเมื่อ Dr. Barnathan ออกจากมหาวิทยาลัยหลังจากรับตำแหน่งในบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ Kariko ถูกทิ้งไว้กลางทางโดยแทบจะไม่มีห้องปฏิบัติการหรือการสนับสนุนทางการเงินให้กับเธอเหลือเลยแม้แต่น้อย

Katalin Kariko ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่องานวิจัยที่เธอรักเป็นอย่างมาก (CR:CNN)
Katalin Kariko ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่องานวิจัยที่เธอรักเป็นอย่างมาก (CR:CNN)

โชคดีที่เพื่อนร่วมงานอีกคนเชื่อในตัวเธอ Dr. David Langer ศัลยแพทย์ระบบประสาทที่กระตุ้นให้หัวหน้าแผนกศัลยกรรมประสาทให้โอกาสการวิจัยของ Kariko

โดย  Langer เล่าว่า Kariko ไม่เคยสนใจเรื่องสิทธิบัตรหรือวิธีหาเงินจากการค้นพบครั้งใหม่ซึ่งแตกต่างจากนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ 

ภายในปี 1995 10 ปีหลังจากที่เธอมาถึงสหรัฐอเมริกา Kariko ถูกลดตำแหน่งจากตำแหน่งของเธอที่ UPenn และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง 

แม้เธอจะอยู่บนเส้นทางสู่การเป็นศาสตราจารย์เต็มตัว แต่ไม่มีเงินเข้ามาเพื่อสนับสนุนงานของเธอเกี่ยวกับ mRNA หัวหน้าของเธอจึงไม่เห็นประเด็นที่จะต้องเร่งดำเนินการ

เธอจึงต้องกลับไปเป็นพนักงานระดับล่างของสถาบันวิทยาศาสตร์

“โดยปกติ ณ จุดนั้น ผู้คนมักจะบอกลา และจากไป เพราะมันอยู่ในจุดที่แย่เอามาก ๆ ” Kariko กล่าว

แต่การพบกันครั้งสำคัญในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ที่จุดประกายอาชีพการงานของ Kariko ที่นั่นเธอได้พบกับนักภูมิคุ้มกันวิทยา Dr. Drew Weissman ดีกรีปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ซึ่งกำลังทำงานเกี่ยวกับวัคซีน HIV

ทั้งคู่เริ่มทำงานร่วมกันและทำการขอเงินทุน แต่โชคก็ไม่ดีนัก 

“เราไม่ได้รับทุนเลย ผู้คนไม่สนใจ mRNA ผู้ที่ตรวจสอบเงินช่วยเหลือกล่าวว่า mRNA จะไม่เป็นวิธีการรักษาที่ดี ดังนั้นอย่าไปทำสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้” Weissman กล่าว

วารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำปฏิเสธงานของพวกเขา เมื่อการวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในที่สุด ก็ได้รับความสนใจเพียงเล็กน้อย

“โดยปกติ ณ จุดนั้น ผู้คนมักจะบอกลาและจากไป เพราะมันแย่มาก” Kariko กล่าวในการให้สัมภาษณ์

แต่เธอก็ยังยืนกรานในการเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ 

“จากภายนอก มันดูบ้าๆ บอๆ ต้องดิ้นรนทุกอย่าง แต่ฉันมีความสุขในห้องแล็บ” เธอบอกกับ Business Insider

ในปี 2005 Kariko และ Weissman ได้บรรลุความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ทำให้ RNA สังเคราะห์สามารถเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้

งานของพวกเขาได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์หลักสองคน หนึ่งในนั้นคือ Derrick Rossi นักชีววิทยาด้านสเต็มเซลล์ชาวแคนาดา ซึ่งต่อมาจะช่วยหา BioNTech ซึ่งเป็นหุ้นส่วนในอนาคตของ Moderna และ Pfizer 

Derrick Rossi หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Moderna ผู้พลิกโฉม mRNA
Derrick Rossi หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Moderna ผู้พลิกโฉม mRNA

แม้ตอนแรกเองนั้น Rossi จะไม่มีวัคซีนอยู่ในความคิดในหัวของเขา แต่เมื่อเขาตั้งใจที่จะสร้างสิ่งใหม่ ๆ ในปี 2007 ในฐานะผู้ช่วยศาสตราจารย์คนใหม่ที่ Harvard Medical School

เขาสงสัยว่า RNA ที่ได้รับการดัดแปลงอาจเป็นกุญแจสำคัญในการได้รับสิ่งอื่นที่นักวิจัยต้องการอย่างยิ่งหรือไม่: แหล่งใหม่ของเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อน

ด้วยความสามารถในการเล่นแร่แปรธาตุทางชีวภาพ เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนสามารถเปลี่ยนเป็นเซลล์ชนิดใดก็ได้ในร่างกาย นั่นทำให้พวกมันมีศักยภาพในการรักษาสภาพอาการวิงเวียนศีรษะ ตั้งแต่โรคพาร์กินสันไปจนถึงอาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง

Rossi แจ้ง Timothy Springer เพื่อนร่วมงานของเขาอย่างตื่นเต้น ศาสตราจารย์อีกคนที่ Harvard Medical School และผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เมื่อตระหนักถึงศักยภาพทางการค้า Springer จึงติดต่อ Robert Langer นักประดิษฐ์และศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์

ในบ่ายวันหนึ่งของเดือนพฤษภาคมในปี 2010 Rossi และ Springer ได้ไปเยี่ยม Langer ที่ห้องปฏิบัติการของเขาในเคมบริดจ์ สิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมสองชั่วโมงและในวันต่อมาได้กลายเป็นเรื่องในตำนาน

จากงานวิจัยสู่บริษัทแสนล้าน

Langer เป็นปูชนียบุคคลในด้านเทคโนโลยีชีวภาพและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการส่งยา บริษัทยาและอุปกรณ์การแพทย์อย่างน้อย 400 แห่งได้รับใบอนุญาตสิทธิบัตรของเขา 

ผนังสำนักงานของเขาแสดงรางวัลใหญ่ๆ มากมายจาก 250 รางวัล รวมถึงรางวัล Charles Stark Draper Prize ซึ่งถือว่าเทียบเท่ากับรางวัลโนเบลสาขาวิศวกร

ในขณะที่เขาฟัง Rossi อธิบายการใช้ mRNA ที่ดัดแปลงแล้ว Langer เล่าว่าเขาตระหนักว่าศาสตราจารย์หนุ่มได้ค้นพบบางสิ่งที่ใหญ่กว่าวิธีใหม่ในการสร้างเซลล์ต้นกำเนิด 

การปิดบัง mRNA เพื่อให้สามารถเล็ดลอดเข้าไปในเซลล์เพื่อผลิตโปรตีน Langer คิด และอาจช่วยชีวิตคนนับล้านได้

“ผมคิดว่าคุณทำได้ดีกว่านี้มาก” Langer บอกกับ Rossi ซึ่งหมายถึงสเต็มเซลล์ “ผมคิดว่าคุณสามารถสร้างยาใหม่ วัคซีนใหม่ได้ ทุกอย่าง”

Langer แทบจะกลั้นความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่เมื่อเขากลับถึงบ้านไปหาภรรยา

“นี่อาจเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์” เขาเล่าให้เธอฟัง แม้ว่าจะยังไม่มีบริษัทใดเลยก็ตาม

ภายในเวลาไม่กี่เดือน Rossi, Langer, Afeyan และนักวิจัยแพทย์อีกคนหนึ่งที่ Harvard ได้ก่อตั้งบริษัท Moderna ซึ่งเป็นคำใหม่ที่รวมกันระหว่าง modified และ RNA

ในตอนนั้น ต้องบอกว่า Rossi ไม่เพียงแต่ยอมรับว่ามันเป็นสิ่งแปลกใหม่จากผลงานของ Kariko แต่ตอนนี้เขาเชื่อว่า Kariko และ Weissman สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี

Pfizer-BioNTech และ Moderna ใช้เทคนิคเหล่านี้ในการพัฒนาวัคซีน นั่นทำให้ทั้ง Kariko และ Weissman เป็นตัวเต็งที่จะได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี 2021

Dr. Anthony Fauci ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติสหรัฐฯ กล่าวถึงการวิจัย mRNA ว่า “มันกำลังจะเปลี่ยนไป” “มันกำลังเปลี่ยนไปแล้วสำหรับ COVID-19 แต่ยังรวมถึงวัคซีนอื่นๆ ด้วย แม้กระทั่ง HIV — ผู้คนในพื้นที่ตื่นเต้นกันหมดแล้ว ไข้หวัดใหญ่ มาลาเรีย โลกเราจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง”

เมื่อการทดลองพบว่าวัคซีนโคโรนาไวรัสของ Pfizer-BioNTech นั้นปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนพฤศจิกายน 2020 ปฏิกิริยาแรกของ Kariko คือความรู้สึกของ “การปลดปล่อย” เธอบอกกับ The Daily Telegraph

แม้จะมีชัยชนะนี้หลังจากการต่อสู้อันยาวนานของเธอ Kariko กล่าวว่าเธอกำลังรอการฉีดวัคซีนจำนวนมากเพื่อขจัดภัยคุกคามของไวรัส COVID-19 “เมื่อถึงวันนั้นฉันจะฉลองจริงๆ” เธอบอกกับ CNN

ต้องบอกว่า เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวแรงบันดาลใจสำหรับ Kariko ที่กล้าที่จะแหกกฏทุกอย่าง เพื่อสร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงโลกเราให้ดีขึ้น การต่อสู้ ดิ้นรน ของเธอ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก ๆ

แต่แน่นอน มันก็เหมือนกับเหล่านักวิทยาศาสตร์ หลาย ๆ คนในอดีตที่หลายคิดว่าพวกเขาเหล่านี้บ้า แต่สุดท้ายความบ้า ความคลั่งไคล้ในการวิจัยของพวกเขาเหล่านี้ มันก็ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์เราไปตลอดกาลนั่นเองครับผม

References : https://www.statnews.com/2020/11/10/the-story-of-mrna-how-a-once-dismissed-idea-became-a-leading-technology-in-the-covid-vaccine-race/
https://en.wikipedia.org/wiki/Katalin_Karik%C3%B3
https://news.cgtn.com/news/2021-05-06/Katalin-Kariko-hero-scientist-behind-COVID-19-vaccines-103791imzuw/index.html

The Great Firewall สื่อของรัฐและการเซ็นเซอร์จัดการกับ coronavirus ในจีนอย่างไร

ต้องบอกว่าเป็นคำถามที่สนใจมาก ที่สาเหตุใด ประเทศจีน ที่ดูเหมือนจะใช้วัคซีน ที่ผลิตในประเทศตัวเองเป็นหลักอย่าง sinopharm หรือ sinovac ที่กำลังเป็นประเด็นปัญหาในทั่วโลกอยู่ตอนนี้ในเรื่องความสามารถในการจัดการกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ๆ เช่น สายพันธุ์ เดลต้า ที่กำลังระบาดหนักอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ แต่จัดการกับการแพร่ระบาดได้สำเร็จ

ต้องบอกว่า key หลักสำคัญหนึ่งประการในการจัดการการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในครั้งนี้ ก็คือเรื่อง ความสามารถในการควบคุมสื่อได้แบบเบ็ดเสร็จของรัฐบาลจีนผ่าน The Greate Firewall นั่นเอง

ซึ่งในช่วงต้นของการระบาดที่เกิดขึ้นในประเทศจีนนั้น มีการแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลนับพัน ปรากฏขึ้นบนเครือข่าย Social Media ในประเทศจีน โดยมีการตั้งคำถามกับรัฐบาลว่ากำลังปกปิดเรื่องไวรัสที่คล้ายกับซาร์หรือไม่

แม้ในช่วงแรก ๆ รัฐบาลก็พยายามปิดกั้น เซ็นเซอร์ ข้อความต่าง ๆ เหล่านี้บนแพลตฟอร์ม เช่น Sina Weibo แต่มันก็มีปริมาณมากจนหลายคนยังสามารถที่จะมองเห็นได้

การเซ็นเซอร์ในช่วงแรก ๆ ของการแพร่ระบาดนั้นเป็นไปได้ช้า เนื่องจากความโมโหของประชาชนชาวจีน ซึ่งในช่วงเดือนมกราคม และ กุมภาพันธ์ปี 2020 นั้น สื่อหลายแห่งได้ใช้โอกาสนี้ ในการเผยแพร่การสืบสวน ซึ่งได้ถูกแชร์อย่างกว้างขวางบน Social Media ของจีน

ถึงขนาดที่ว่า ในช่วงการระบาดหนัก ๆ ในช่วงแรกนั้น มีการตำหนิไปทุกทิศทุกทางจากประชาชนชาวจีน ในช่วงกลางเดือนมกราคม ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แทบจะหายไปจากหน้าสื่อของประเทศจีน เขาแทบไม่ถูกพบเห็นในที่สาธารณะเลยด้วยซ้ำ มีการคาดเดาว่าเขากำลังหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับประชาชนในช่วงวิกฤติหนักของการแพร่ระบาด

ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน เมื่อปักกิ่งมีกลยุทธ์ใหม่ในการโฆษณาชวนเชื่อ รายงานเหล่านี้ ก็ถูกกำจัดหายไปจนหมดสิ้นบนโลกออนไลน์ของประเทศจีน

ภายในหนึ่งสัปดาห์ สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปอย่างมาก เจ้าหน้าที่ระดับสูงเริ่มเตือนรัฐบาลท้องถิ่นในอู่ฮั่นว่า “จะถูกตอกย้ำถึงความอับอายทางประวัติศาสตร์ตลอดไป” หากพวกเขาไม่เปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ ในพื้นที่ของตน

นั่นทำให้ สื่อจีนและ social media นั้นยิงคำถามตรงไปที่รัฐบาลท้องถิ่นของอู่ฮั่นทันที โดยหนังสือพิมพ์อย่าง Beijing News ได้เขียนบทวิพากษ์วิจารณ์แบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า “ทำไมอู่ฮั่นไม่แจ้งให้สาธารณชนทราบเร็วกว่านี้”

จากนั้นประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ในฐานะเสาหลักแห่งความเชื่อมั่น และความแข็งแกร่งท่ามกลางการฟื้นตัวของจีน

ในช่วงที่สังคมกำลังสับสน ดร.หลี่ เหวินเหลียง กลายเป็นที่รู้จักในระดับสากลในฐานะแพทย์ “ผู้แจ้งเบาะแส” ซึ่งพยายามเตือนเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับไวรัสที่มีลักษณะคล้ายซาร์ แต่เรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นเมื่อ ดร.หลี่ ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ หลังจากพบกว่าเขาถูกสอบสวนในเรื่อง “แสดงความคิดเห็นที่เป็นเท็จ” ต่อสาธารณะ

ดร.หลี่ เหวินเหลียง ผู้เสียสละตัวจริง (CR:VOANews)
ดร.หลี่ เหวินเหลียง ผู้เสียสละตัวจริง (CR:VOANews)

แม้รัฐบาลจีนจะยอมรับอย่างเป็นทางการว่า ดร. หลี่ เหวินเหลียง เป็นผู้เสียสละ แต่นักเคลื่อนไหวอีกหลายคน ก็ประสบพบเจอชะตากรรมเดียวกันไม่ต่างจาก ดร. หลี่

ในช่วงการระบาดของอู่ฮั่น นักข่าวพลเมืองจำนวนหนึ่งได้ทำการหลีกเลี่ยง “The Great Firewall” เพื่อกระจายข่าวเรื่องการระบาดในอู่ฮั่นออกไปทั่วโลก

ซึ่งรวมถึง เฉิน กุ้ยฉี ฝาง ถัง และ จาง จ้าน พวกเขาได้สร้างวีดีโอบน youtube ที่มียอดวิวกว่าหลายแสนครั้ง ที่พวกเขาได้ฉายภาพที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้นในอู่ฮั่น

แต่พวกเขาก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือของรัฐบาล เพราะสุดท้ายได้ถูกจับกุมเข้าคุก และ youtube เองก็ถูกบล็อกในประเทศจีน ทำให้มีคนไม่กี่คนในประเทศที่ทราบถึงเรื่องราวที่แท้จริงดังกล่าวที่เกิดขึ้น

ตั้งแต่เดือนมีนาคม เป็นต้นมา จีนต้องการแสดงให้โลกเห็นว่า พวกเขาเอาชนะ COVID-19 ได้สำเร็จ แต่เห็นได้ชัดว่า การเซ็นเซอร์ ก็ได้พยายามกลบหลักฐานของความไม่พอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่กลุ่มคนหนุ่มสาว

เมื่อประวัติศาสตร์ได้ถูกบันทึกใหม่ผ่านเรื่องราวที่ถูกจัดสร้างโดยรัฐบาล

ฝาง ฟาง นักเขียนชาวจีนได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางเมื่อต้นปีที่ผ่านมา สำหรับการบันทึกชีวิตของเธอในอู่ฮั่น และเผยให้เห็นถึงความกลัวและความหวังของชาวอู่ฮั่นที่หาดูได้ยาก

อย่างไรก็ตามไดอารี่ออนไลน์ของเธอ ได้ตกเป็นเป้าหมายของรัฐบาลจีน ที่กล่าวหาว่าเธอพยายามที่จะทำร้ายชาติและสร้างมุมมองลบของจีนให้กับชาวโลก

ฝาง ฟาง ที่ถ่ายทอดเรื่องราวแท้จริงก็ถูกรํฐบาลจีนจ้องเล่นงาน
ฝาง ฟาง ที่ถ่ายทอดเรื่องราวแท้จริงก็ถูกรํฐบาลจีนจ้องเล่นงาน

สื่อของรัฐได้พยายามส่งเสริมหนังสืออื่น ๆ รวมทั้งหนังสือของชาวต่างชาติ ที่ส่งเสริมเรื่องราวในแง่ดีของรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดการไวรัสของทางการ

แต่ในบางกรณี ก็มีการโต้กลับจากพลเมือง ที่ไม่เห็นด้วยกับสื่อของรัฐที่พยายามเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการจัดการ การระบาดของอู่ฮั่น

สิ่งนี้ชัดเจนมาก ในเดือนกันยายนปี 2020 เมื่อ Heroes in Harm’s Way ละครเรื่องแรก ที่อิงจากเรื่องราวในชีวิตจริง ของพนักงานแนวหน้าที่ต้องรับมือกับการระบาด ได้ถูกวิจารณ์เกี่ยวกับ การดูถูกบทบาทที่ผู้หญิงมีต่อการระบาดครั้งนี้

แน่นอนว่านอกเหนือจากการบอกพลเมืองของตนเองว่าจีนสามารถเอาชนะสงครามเหนือ COVID-19 ได้สำเร็จแล้ว จีนยังต้องการบอกให้โลกได้รับรู้ด้วย

จีนพยายามส่งเสริมแนวคิดที่ว่าความสำเร็จในการจัดการ COVID-19 ของจีน หมายถึงรูปแบบทางการเมือง (ปกครองแบบคอมมิวนิสต์) ที่ประสบความสำเร็จมากกว่าของตะวันตกอีกด้วย

บทเรียนที่น่าสนใจจากการควบคุมสื่อแบบเบ็ดเสร็จของจีน

จะเห็นได้ว่า แนวความคิดในการจัดการกับ COVID-19 ของจีนนั้น ไม่ได้โฟกัสไปที่เรื่องของวัคซีนเป็นหลักเหมือนประเทศแถบตะวันตก ที่สามารถที่จะเอาชนะศึกได้ด้วยวัคซีนที่มีคุณภาพ

แต่จีน ใช้ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งรูปแบบการปกครอง และการจัดการสื่อต่าง ๆ ทั้ง online หรือ offline ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมาก ๆ

และด้วยการที่โลกเราในตอนนี้โดยเฉพาะในแพล็ตฟอร์ม Social Media ต่าง ๆ นั้น ใครจะลุกขึ้นมาเป็นสื่อก็ได้ และสามารถสร้างข่าวปลอม ข่าวปั่น ที่ต้องการยอดไลค์ ยอดแชร์ ที่ดูเป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไขได้ โดยเฉพาะเรื่อง COVID-19 ที่ยิ่งทำให้โลกเราปั่นป่วนมากยิ่งขึ้น

ซึ่งบางครั้ง เราก็อยู่ในโลกออนไลน์ที่แทบจะแยกกันไม่ออกแล้วว่าเรื่องใดเป็นข่าวจริง เรื่องใดเป็นข่าวเท็จในยุคปัจจุบันที่มีข้อมูลมหาศาลจำนวนมากมายผ่านตาเรา ที่ถูกส่งตรงผ่านเครือข่าย Social Media เหล่านี้

เราได้เห็นปัญหานี้เกิดขึ้นมากมาย แม้กระทั่งสื่อกระแสหลักก็ตาม ก็ยังหลุดปล่อยข่าวปลอมออกมาได้ ซึ่งเมื่อข่าวปลอมต่าง ๆ นั้นถูกแพร่กระจายไปแล้ว สิ่งที่ยากก็คือ การแก้เรื่องราวความจริงให้กลับมา มันเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ เพราะคนต่างเชื่อไปแล้ว

ซึ่งจากเรื่องราวทั้งหมดคงไม่น่าแปลกใจ ว่า ทำไมประเทศจีน จึงสามารถจัดการปัญหาเหล่านี้ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้วัคซีน นั้นจะไม่ใช่อาวุธหลักในการแก้ปัญหาของพวกเขาก็ตามที

แต่ประเทศเราคงจะเลียนแบบจีนได้ยาก เพราะเราเป็นประเทศประชาธิปไตย (หรือกึ่งประชาธิปไตย) ที่อย่างน้อยทุกคนมีสิทธิ์มีเสียง ที่รัฐบาลคงไม่สามารถที่จะไปปิดกั้น เซ็นเซอร์สิ่งต่างๆ แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือใช้อำนาจการจัดการแบบเด็ดขาด แบบที่จีนทำได้

เพราะฉะนั้นทางรอดของเราก็คงมีทางเดียว นั่นคือการเดินทางตามแบบตะวันตก ด้วยการจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพ และ ทำการระดมฉีดประชาชนให้มากที่สุด และ เร็วที่สุด อย่างที่ โลกตะวันตกสามารถทำได้สำเร็จมาแล้วนั่นเองครับผม

References : https://www.nytimes.com/2020/12/19/technology/china-coronavirus-censorship.html
https://www.bbc.com/news/world-asia-china-55355401
https://edition.cnn.com/interactive/2021/02/asia/china-wuhan-covid-truthtellers-intl-hnk-dst/
https://www.hrw.org/news/2021/01/26/chinas-covid-success-story-also-human-rights-tragedy
https://theconversation.com/chinas-coronavirus-cover-up-how-censorship-and-propaganda-obstructed-the-truth-133095

ลัทธิชาตินิยมวัคซีน เกมการเมืองโลกบนความปวดร้าวของมวลมนุษยชาติ

ผ่านไป 6 เดือนในการรณรงค์ฉีดวัคซีนครั้งใหญ่ที่สุดนประวัติศาสตร์โลก แต่ต้องบอกว่ามันเต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียมอย่างยิ่ง มีเพียง 9 ประเทศเท่านั้น ที่ได้รับวัคซีนปริมาณถึง 3 ใน 4 ของปริมาณวัคซีนที่มีมากกว่า 2 พันล้านโดสทั่วโลก

และมันได้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ลัทธิชาตินิยมวัคซีน” ซึ่งประเทศต่าง ๆ จัดลำดับความสำคัญของความต้องการภายในประเทศเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะประเทศที่มีความมั่งคั่งไม่กี่ประเทศที่อ้างสิทธิ์ในส่วนแบ่งวัคซีนสำหรับของประเทศตนเอง

แน่นอนว่าการแข่งขันระหว่างรัฐต่าง ๆ เพื่อพัฒนาวัคซีน และการทูตด้านวัคซีน ชาติยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ได้ใช้ความสามารถของตนในการจัดหา ผลิต และจำหน่ายวัคซีน เป็นตัวชี้วัดอำนาจรัฐของตัวเองทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ อาศัยการลงทุนในการผลิตวัคซีนและสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนวัคซีนทั้งหมด ที่วางแผนที่จะผลิตได้ในปี 2021 ได้รับการจับจองโดยกลุ่มประเทศร่ำรวย อย่าง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และ สหภาพยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 14% ของประชากรโลกเพียงเท่านั้น

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กล่าวมานานแล้วว่า การระบาดใหญ่จะสิ่งสุดลงเมื่อทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 และ WHO ก็หวังว่าจะมีประชากรโลก 20% ได้รับการฉีดวัคซีนภายในสิ้นปี 2021

แต่ดูเหมือนเป้าหมายนี้ จะไกลเกินเอื้อม เพราะประชากรกว่า 88% ของโลกยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเลย และการส่งมอบวัคซีนให้กับประชากรโลกจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนนั้น ถูกขัดขวางจากเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ และ ลัทธิชาตินิยมวัคซีน

องค์การอนามัยโลก ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ลัทธิชาตินิยมวัคซีน ดังกล่าว โดยไม่คำนึงถึงความรุนแรงและการแพร่กระจายของโรคติดต่อ จะไม่เพียงแค่ ยืดอายุการแพร่ระบาดเท่านั้น แต่ยังถือเป็นความล้มเหลวทางศีลธรรมอีกด้วย

ในโลกอุดมคติ ดูเหมือนวัคซีนนั้นจะถูกแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกันในทุก ๆ ประเทศ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีประเทศใดถูกกีดกันจากการเข้าถึงวัคซีนเพื่อช่วยเหลือชีวิตมนุษย์เหล่านี้ ซึ่งมันเป็นเป้าหมายของ COVAX ซึ่งเป็นพันธมิตรระดับนานาชาติที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าทุกประเทศมีสิทธิ์เข้าถึงวัคซีนอย่างเท่าเทียม

COVAX ซึ่งเป็นพันธมิตรระดับนานาชาติที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าทุกประเทศมีสิทธิ์เข้าถึงวัคซีนอย่างเท่าเทียม (CR:Reliefweb)
COVAX พันธมิตรระดับนานาชาติที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าทุกประเทศมีสิทธิ์เข้าถึงวัคซีนอย่างเท่าเทียม (CR:Reliefweb)

แต่ต้องบอกว่าโลกแห่งความเป็นจริงนั้น มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย มีประเทศมากกว่า 180 แห่งซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้ลงนามเข้าร่วมในโครงการดังกล่าว

จำนวนโดสที่ผลิตมาทั้งหมดนั้นถูกสงวนไว้โดยประเทศที่ร่ำรวยไม่กี่ประเทศ และไม่สามารถถึงเป้าหมายในการจัดหาปริมาณที่เพียงพอในการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 20% ของประชากรแต่ละประเทศที่มีการเข้าร่วม

ซึ่งจนถึงปัจจุบัน การบริจาควัคซีนแบบทวิภาคส่วนใหญ่นั้นมีปริมาณเพียง 200,000 โดส หรือ น้อยกว่า ซึ่งสามารถปกป้องผู้คนได้อย่างมากก็แค่ 100,000 ชีวิตเพียงเท่านั้น

แต่ประเทศเล็ก ๆ หลายแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแคริบเบียน และ มหาสมุทรอินเดีย ได้รับวัคซีนเพียงพอสำหรับประชากรมากกว่า 10% ของประชากรทั้งหมดในประเทศ ในทางตรงกันข้ามประเทศที่มีประชากรมากกว่า ได้รับวัคซีนเพียงพอสำหรับประชากรเพียงแค่ 1% เท่านั้น

และต้องบอกว่าประเทศต่าง ๆ ก็ไม่ได้รับวัคซีนตามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแต่อย่างใด แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงจะสูงกว่าที่บันทึกไว้ในหลาย ๆ ประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการตรวจต่ำ แต่กลับได้รับการบริจาคเกินจำนวนผู้ป่วย ตัวอย่างเช่น ใน เมียนมาร์ กัมพูชา ลาว และ อัฟกานิสถาน ล้วนได้รับบริจาคตั้งแต่ 1.2 ถึง 2.2 ล้านโดส แม้จะมีรายงานผู้ป่วย COVID-19 ค่อนข้างน้อยก็ตามที

และเมื่อพิจารณาถึงการจัดสรรปริมาณวัคซีนตามภูมิภาค การแจกจ่ายยิ่งไม่เท่าเทียมกัน ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียได้รับบริจาคไปกว่า 55.59 % แม้จะมีผู้ป่วยยืนยันเพียงแค่ 20.73 %

ในทางตรงกันข้าม ละตินอเมริกา และ ยุโรปตะวันออก ซึ่งยังประสบปัญหาการแพร่ระบาดจำนวนมาก กลับได้รับวัคซีนน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น อาร์เจนตินา โคลอมเบีย และแอฟริกาใต้ คิดเป็น 4.83% ของผู้ป่วยทั่วโลก แต่ให้วัคซีนเพียงแค่ 1.22% ของปริมาณวัคซีนทั้งหมดเพียงเท่านั้น

แล้วปัจจัยอะไรเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนการบริจาคและแจกจ่ายวัคซีนกันแน่?

ต้องบอกว่า ทั้ง จีน อินเดีย อิสราเอล และ รัสเซีย ซึ่งเป็น 4 ประเทศที่ใช้แนวทางระดับโลกในการทูตด้านวัคซีน กล่าวคือ มีการจัดหาวัคซีนให้กับประเทศอย่างน้อย 10 ประเทศในสามทวีป หรือ มากกว่านั้น โดยได้ดำเนินการที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ระดับชาติและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศของพวกเขา

ซึ่งจาก 72 ประเทศที่จีนให้คำมั่นสัญญาในเรื่องการบริจาควัคซีนนั้น เข้าร่วมในโครงการ Belt and Road Initiative ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่มีความทะเยอทะยานซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอิทธิพลของจีน พัฒนาโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ และเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าใน 139 ประเทศ

ประเทศที่เข้าร่วมในโครงการ Belt and Road Initiative ของจีนได้รับสิทธิ์แจกวัคซีนก่อน (CR:wikipedia.org)
ประเทศที่เข้าร่วมในโครงการ Belt and Road Initiative ของจีนได้รับสิทธิ์แจกวัคซีนก่อน (CR:wikipedia.org)

รวมถึงแรงจูงใจที่เป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งสำหรับการบริจาคของจีน ก็คือ การสร้างความมั่นใจ หรือจูงใจให้ประเทศเหล่านั้น สนับสนุนจีน ในเรื่อง นโยบายจีนเดียว รวมถึงเรื่องปัญหาทั้งใน ฮ่องกง ไต้หวัน ทิเบต และซินเจียง รวมถึงในทะเลแคริบเบียน

หลังจากที่ ประเทศ กายอานา และ โดมินิกา ยอมรับการบริจาค พวกเขาได้ยืนยันคำมั่นสัญญาต่อ “นโยบายจีนเดียว” ในขณะที่ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามหลายประเทศ เช่น อียิปต์ และ คีร์กีซสถาน ได้ให้การสนับสนุนจุดยืนของจีนในซินเจียง และได้รับการบริจาควัคซีนแล้ว

อินเดีย ซึ่งแม้จะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก แม้มีความพยายามแข่งขันกับจีนในเรื่องการบริจาค แต่ปัญหาการแพร่ระบาดภายในประเทศก็ทำให้การส่งต่อวัคซีนนั้นหยุดชะงัก

อย่างไรก็ดี การบริจาคของอินเดียก็ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ทุกประเทศอย่างเท่าเทียม สามในสี่ของการบริจาคของพวกเขา หรือราว ๆ 8.2 ล้านโดส ส่งไปยัง 11 ประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้เท่านั้น ส่วนอื่น ๆ ของโลก อินเดียบริจาคเฉลี่ยเพียง 70,000 โดสต่อประเทศเพียงเท่านั้น

นายกรัฐมนตรีของอินเดียอย่าง Modi ได้เน้นย้ำที่เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อตอบโต้อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนในภูมิภาคดังกล่าว และนอกเหนือจากนั้น อินเดียวกำหนดเป้าหมายประเทศที่สามารถแข่งขันกับปักกิ่ง ในประเทศแถบแอฟริกา และ แคริบเบียน หรือ ประเทศในเครือจักรภพ

ส่วนการทูตวัคซีนของอิสราเอล ได้มีความพยายามต่อเนื่อง โดยมีการโฟกัสไปที่การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแอฟริกาและยุโรป

ส่วนรัสเซีย แม้จะประกาศให้วัคซีนของตนเป็นวัคซีนที่ดีที่สุดในโลก และพยายามอย่างยิ่งที่จะ promote วัคซีนดังกล่าวในต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้สนใจในเรื่องการบริจาคมากนัก

มอสโก เลือกใช้ข้อตกลงการซื้อและอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบทวิภาคี โดยกล่าวว่า พวกเขาต้องการข้อตกลงทวิภาคี มากกว่า COVAX และ เสนอการบริจาคเล็กน้อยให้กับเพียงไม่กี่ประเทศ

การบริจาคของรัสเซียส่วนใหญ่อยู่ในปริมาณที่น้อยกว่า 20,000 โดส ซึ่งหลายประเทศเหล่านี้ ได้รับตัวอย่างฟรี และกำลังพิจารณาจัดซื้อวัคซีนของรัสเซียอยู่แล้ว ตัวอย่าง เช่น ใน อาร์เมเนีย เบลารุส เลบานอน มอลโดวา นิการากัว และ เวียดนาม

ส่วนฝั่งของอเมริกา แน่นอนว่า พวกเขามีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงทั้ง Pfizer และ Moderna และกำลังเป็นที่ต้องการทั่วโลก เนื่องจากมีประสิทธิภาพที่พิสูจน์แล้วว่า เหนือกว่า วัคซีนชนิดอื่น ๆ

นั่นเองที่กลายเป็นอำนาจต่อรองที่สำคัญของอเมริกาเอง เพราะ การพัฒนาวัคซีนในช่วงเริ่มต้นนั้น ได้รับการอุดหนุนเงินจากรัฐบาลสหรํบอเมริกาจำนวนมหาศาล

และเคสที่เกิดขึ้นกับ พันธมิตรที่สำคัญของอเมริกาอย่างไต้หวันนั้น ก็น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

“ประเด็นความช่วยเหลือด้านวัคซีนป้องกัน COVID-19 นี้แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเองก่อนเสมอ” คำกล่าวจาก Xin Qiang รองผู้อำนวยการ Center of US Studies ที่ Fudan University กล่าวกับ Global Times

ชาวไต้หวันน้อยกว่า 1% ได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งทำให้เป็นประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีนน้อยที่สุดในเอเชีย ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย The New York Times อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ มีวัคซีนป้องกัน COVID-19 จำนวนมาก และจำกัดการส่งออกวัตถุดิบวัคซีน ซึ่งการกระทำเหล่านี้ สะท้อนถึงนโยบาย “American First” อย่างเต็มที่

ในปี 2020 เพียงปีเดียว สหรัฐฯ ได้ขายอาวุธมูลค่า 5.1 พันล้านดอลลาร์ให้แก่เกาะไต้หวัน แต่ความกระตือรือร้นของสหรัฐฯ ในการนำเสนอวัคซีนป้องกัน COVID-19 แก่ไต้หวันนั้นน้อยกว่าความกระตือรือร้นในการขายอาวุธให้ไต้หวันมาก

แน่นอนว่า การทตูวัคซีน ของสหรัฐอเมริกานั้นถูกผูกเงื่อนปม ไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เกมการเมืองระหว่างประเทศ ในการจัดลำดับความสำคัญของปริมาณวัคซีนที่จะมีการแจกจ่าย

เมื่อไล่ดูรายชื่อประเทศที่ได้รับวัคซีนก่อน คงไม่แปลกใจ ตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ ที่เป็นพันธมิตรมาอย่างช้านาน และ ยังเป็นประเทศที่มีปัญหากับจีน ในเรื่องน่านน้ำทะเลจีนใต้ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของยุทธศาสตร์ล้อมจีนของสหรัฐ หรือ มาเลเซียที่มีปัญหาในเรื่องประเด็นเดียวกันกับประเทศจีน

หรือ ประเทศ อย่างอาร์เจนตินา ที่ ได้ตกเป็นเป้าหมายของความพยายามของจีนที่จะเข้ามามีบทบาท ก็ได้รับจัดอันดับความสำคัญขึ้นมาก่อนจากสหรัฐอเมริกา ตามแนวทางการแข่งขันในการทูดด้านวัคซีนของสหรัฐฯ ที่จะต้องมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์หลักของสหรัฐฯ นั่นคือ การสนับสนุนระเบียบโลกใหม่ ที่มีสหรัฐเป็นผู้นำนั่นเอง

บทสรุป

ในเวลาที่ประชากรโลกจำนวนมากกำลังเจ็บปวดรวดร้าว กับสถานการณ์โรกระบาดที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นง่าย ๆ แต่ดูเหมือนประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ จะดูไม่ได้สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากนัก

แน่นอนว่า พวกเขาก็ลงทุนไปจำนวนมากมายมหาศาล ที่ทำให้สามารถผลิตวัคซีนที่มีคุณภาพออกมา และตอนนี้มันก็ได้เป็นเกมของพวกเขา ที่เป็นต่อ จาก demand ที่มีอยู่จำนวนมหาศาล กับ supply ที่มีอยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น

ฉะนั้น มันไม่ได้เป็นเรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด ว่า ทำไม การที่จะได้รับวัคซีนจากประเทศเหล่านี้ มันไม่สามารถกำหนดเงื่อนไขได้แบบการเจรจาแบบธุรกิจ ต่อ ธุรกิจ เหมือนอย่างที่เราเข้าใจกัน ที่สามารถ สั่งซื้อ จ่ายเงิน แล้วจะจบกันได้แบบง่าย ๆ

เพราะตอนนี้ มันได้กลายเป็นเรื่องเกมการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงยุทธศาสตร์ ที่สำคัญของประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ ซึ่งการจะได้วัคซีน เร็ว หรือ ช้า หรือ ฟรี นั้น มันไม่ใช่แค่เพียงเรื่องเงินตรา แต่มันขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ที่กำลังเลือกเดิน ที่มันกำลังส่งผลต่อประเทศมหาอำนาจเหล่านี้นั่นเองครับผม

References : https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/08039410.2021.1918238
https://www.globaltimes.cn/page/202105/1224716.shtml
https://www.thinkglobalhealth.org/article/politics-vaccine-donation-and-diplomacy
https://www.theatlantic.com/international/archive/2020/12/vaccine-nationalism-doomed-fail/617323/https://www.cbc.ca/news/world/global-vaccine-supply-1.6056550
https://longreads.tni.org/immunity-is-liberty-vaccine-internationalism-during-a-pandemic
https://foreignpolicy.com/2021/04/30/covid-vaccine-diplomacy-us-china-russia
https://lastfuturist.com/vaccine-nationalism-will-boost-covid-19-treatments-like-rlftfs-zyesami/