สรุปเนื้อหา AI และอนาคตของเรา กับ Yuval Noah Harari และ Mustafa Suleyman

สื่อใหญ่อย่าง The Economist ได้นำ Yuval Noah Harari และ Mustafa Suleyman มาร่วมกันถกเถียงเกี่ยวกับการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยของมนุษย์เรา โดยมีการพูดคุยกันถึงผลกระทบของ AI ต่ออนาคตอันใกล้ วิธีการควบคุมเทคโนโลยีนี้ และความเป็นไปได้ที่ AI จะมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจและมีสติปัญญาที่เหนือมนุษย์

Yuval Noah Harari นักประวัติศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือขายดีระดับนานาชาติอย่าง Sapiens: A Brief History of Humankind และ Mustafa Suleyman ผู้ประกอบการ และผู้เขียนหนังสือชื่อดังอย่าง The Coming Wave : Technology, Power, and the Twenty-first Century’s Greatest Dilemma ได้ถกเถียงกันเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสของ AI โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคิดหาแนวทางป้องกัน และการสร้างความร่วมมือกันในระดับโลกเพื่อกำหนดกฎระเบียบที่ชัดเจนเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้

Highlights

🤖 Mustafa คาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า โมเดล AI จะมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าพันเท่า และสามารถสร้างลำดับการกระทำได้ ไม่ใช่แค่สร้างข้อความ

👀 Yuval เตือนว่าการพัฒนา AI ที่มีความเป็นอิสระและมีความสามารถในการตัดสินใจด้วยตนเอง จะเป็นจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เป็นผู้ครอบงำ

🔒 Mustafa เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดข้อจำกัดในการพัฒนา AI เพื่อป้องกันผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์และเพื่อให้มั่นใจว่ามนุษย์ยังคงสามารถควบคุมพวกมันได้

👾 Yuval เปรียบเทียบภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจาก AI ขั้นสูงกับการรุกรานของมนุษย์ต่างดาว โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการควบคุมสิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาดเหนือมนุษย์

🛡️ Mustafa สนับสนุนการนำหลักการคิดแบบ Safety First มาใช้ในการพัฒนา AI เพื่อลดความเสี่ยงและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากกว่าการแข่งขัน

🌍 Yuval เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศต่าง ๆ ต้องมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI เพื่อกำหนดกฎระเบียบการใช้งานร่วมกัน และปกป้องสังคมจากภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ AI

Key Insights

🤖 Yuval Noah Harari และ Mustafa Suleyman ได้ถกเถียงเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสของ AI โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือและกฎระเบียบร่วมกัน เพื่อรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่จะเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เราไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน

🚀 เทคโนโลยี AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2028 โมเดล AI จะมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปัจจุบันเป็นพันเท่า และสามารถสร้างแนวคิดและกระบวนการทำงานใหม่ ๆ ได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์อีกต่อไป

👽 Yuval แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ AI จะมีความเป็นอิสระและมีสติปัญญา โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนกับการเผชิญหน้ากับการรุกรานของมนุษย์ต่างดาวจากเทคโนโลยีที่อาจเหนือการควบคุมของมนุษย์

⚠️ Mustafa สนับสนุนการใช้หลักการคิดแบบ Safety First (ปลอดภัยไว้ก่อน) ในการพัฒนา AI โดยเรียกร้องให้มีการจำกัดความสามารถที่มีความเสี่ยงสูงบางอย่าง และให้มีการสร้างกรอบการกำกับดูแลที่อิงตามความเสี่ยงเหล่านี้

🌍 ความสำคัญของการสร้างพันธมิตรในเรื่องนี้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในการกำหนดกฎระเบียบสำหรับเทคโนโลยี AI แม้ว่าบางประเทศอาจไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายมันจะเป็นการทำเพื่อปกป้องสังคมและป้องกันการแข่งขันที่ไร้การควบคุม

🏛️ ความจำเป็นในการสร้างสถาบันหรือองค์กรใหม่ ๆ ที่มีทรัพยากรพร้อมทั้งด้านบุคลากร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี รวมถึงความไว้วางใจจากสาธารณชน เพื่อกำกับดูแลการพัฒนา AI และควบคุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

🛡️ ทั้ง Yuval และ Mustafa เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดค่านิยมและกฎระเบียบของการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อป้องกันเหล่าบริษัทเทคโนโลยีที่หิวโหยแต่เงินตรา ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นการปกป้องสังคมมนุษย์ในยุคแห่งความก้าวหน้าของ AI แบบไร้ขีดจำกัดเหมือนที่เราเห็นกันในทุกวันนี้

Opinion

เป็นสองสุดยอดนักคิดที่เราต้องหันมาฟังอย่างจริงจัง ในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ที่ตอนนี้ เหล่าบิ๊กเทคในซิลิกอน วัลเลย์ กำลังทำทุกอย่างตามอำเภอใจ โดยไม่ได้สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมากนัก

มันเป็นคลื่นเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง พลังทำลายล้างของมันต้องเรียกได้ว่ามากกว่าเทคโนโลยีใด ๆ ที่มนุษย์เราเคยประสบพบเจอมา

จะเห็นได้ว่าทั้งสองคิดเหมือนกันในเรื่องความปลอดภัยที่ต้องมาก่อน ซึ่งการปล่อยให้เทคโนโลยีถูกครอบงำโดยองค์กรธุรกิจที่แสวงหาแต่ผลกำไรนั้น ไม่เป็นผลดีต่อโลกเราในระยะยาวอย่างแน่นอน

คราวนี้ลองมาคิดดูว่าต้องเป็นองค์กรระดับไหนที่จะมาควบคุมกำกับดูแล และมีทรัพยากรพร้อมเหมือนที่ทั้ง Yuval และ Mustafa ต้องการ ผมว่าต้องเป็นองค์กรระดับ UN ที่มีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งขึ้นมาดังนี้

“เพื่อให้บรรลุถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในอันที่จะแก้ปัญหาระหว่างประเทศทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมหรือมนุษยธรรม และการส่งเสริม/สนับสนุนการเคารพสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพสำหรับทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติในเรื่องเชื้อชาติ เพศ ภาษาหรือศาสนา เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับประสานการดำเนินงานของประชาชาติทั้งหลายให้กลมกลืนกัน”

ท้ายที่สุด ถือว่าเป็นบทสนทนาที่ทรงคุณค่าของสองสุดยอดนักคิด ที่ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคิดแผนการล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมและการผสานความร่วมมือกันอย่างจริงจังของทุก ๆ ประเทศทั่วทุกมุมโลก เพื่อรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นจาก AI และเพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกพัฒนาในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติโดยรวมนั่นเองครับผม

สรุปเนื้อหา เมื่อการพุ่งทะยานของ Temu กำลังสร้างความปั่นป่วนในวงการ ecommerce ของอเมริกา

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Temu ในตลาด ecommerce ของสหรัฐฯ กำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง amazon ด้วยสินค้าราคาถูก การอัดเม็ดเงินโฆษณาอย่างบ้าคลั่ง และประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ gamification แม้จะมีข้อกังวลเรื่องคุณภาพสินค้าและความเกี่ยวข้องกับประเทศจีน แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Temu กำลังปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของ ecommerce ในสหรัฐฯ อย่างชัดเจน

Highlights

🚀 Temu ได้แผ่ขยายอิทธิพลในสหรัฐฯ ด้วยการขายสินค้าราคาถูกที่ส่งมาจากประเทศจีน ทำให้ฐานผู้ใช้งานของ Temu ขึ้นมาเทียบเท่ากับ amazon ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
📱 Temu ได้เข้าแทรกซึมสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว มีผู้ใช้งานแอปพลิเคชันรายเดือนทั่วโลกมากถึง 161 ล้านราย
💸 ในปี 2023 Temu ใช้งบโฆษณาถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์ และอาจใช้งบถึง 3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024
🎯 Temu ได้นำกลยุทธ์ gamification มาประยุกต์ใช้กับการช้อปปิ้งออนไลน์ ทำให้มีผู้ใช้งานมากกว่า SHEIN ในเวลาเพียง 6 เดือน
🚚 Temu เน้นการจัดส่งสินค้าตามมาตรฐานภายใน 6-22 วัน ในขณะที่คู่แข่งอย่าง amazon มุ่งเน้นการจัดส่งที่รวดเร็วกว่า
📈 การเติบโตของ Temu ส่งผลกระทบต่อต้นทุนโฆษณาดิจิทัล ซึ่งมันได้ส่งผลต่อวงการ ecommerce โดยรวม
⚖️ Temu เผชิญกับข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสินค้า คุณภาพ และการควบคุมจากภาครัฐของจีน

Key Insights

🚀 การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Temu ในตลาด ecommerce ของสหรัฐฯ กำลังสร้างความปั่นป่วนให้แก่ผู้เล่นรายเดิมอย่าง amazon โดยมีฐานผู้ใช้งานเกือบเท่ากับ amazon ในเวลาเพียงหนึ่งปี ซึ่งการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ได้รับแรงหนุนจากการเสนอสินค้าราคาถูกที่ส่งมาจากประเทศจีน เป็นการท้าทายแนวทางการดำเนินธุรกิจ ecommerce แบบเดิม

📱 ด้วยกลยุทธ์การนำ gamification มาประยุกต์ใช้กับประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ และการสื่อสารทางการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างหนัก Temu ได้สร้างความนิยมและความไว้วางใจจากผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว แซงหน้าคู่แข่งอย่าง SHEIN ในการสร้างฐานผู้ใช้งาน แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมและประสบการณ์ที่แตกต่างนี้ ทำให้ Temu ก้าวขึ้นมาสร้างความโดดเด่นในธุรกิจ ecommerce ของสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว

🌏 แม้ต้องเผชิญกับปัญหข้อพิพาทต่าง ๆ แต่ด้วยงบประมาณอันมหาศาลของบริษัทแม่อย่าง PINDUODUO ทำให้ Temu สามารถอัดเม็ดเงินในการโฆษณาได้อย่างมหาศาล และขยายธุรกิจสู่ระดับโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่งงบประมาณนี้ช่วยให้ Temu สร้างความปั่นป่วนในตลาดด้วยราคาสินค้าที่แข่งขันได้และพวกเขากำลังขยายกิจการไปทั่วทุกมุมโลก

💰 กลยุทธ์ในการเชื่อมต่อผู้บริโภคโดยตรงกับโรงงานและผู้ค้าส่งโดยตัดพ่อค้าคนกลางออกไปของ Temu นำไปสู่ปริมาณการขายและมูลค่าตลาดที่เติบโตอย่างมหาศาล ซึ่งแนวทางนี้ท้าทายรูปแบบ ecommerce แบบดั้งเดิมและกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในวงการ

🚚 ในขณะที่ Temu ให้ความสำคัญกับการแข่งขันด้านราคา ยักษ์ใหญ่ในวงการ ecommerce อย่าง amazon โฟกัสไปที่เรื่องความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าเพื่อดึงดูดและรักษาฐานลูกค้า ความแตกต่างระหว่างการแข่งขันด้านราคาและความรวดเร็วนี้กำลังสร้างพลวัตรการแข่งขันในวงการ ecommerce รูปแบบใหม่

📈 ความสำเร็จของ Temu ทำให้ต้นทุนโฆษณาดิจิทัลของคู่แข่งปรับสูงขึ้น บังคับให้พวกเขาต้องปรับตัวให้ทันต่อพฤติกรรมและแนวโน้มของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในแวดวงโฆษณาออนไลน์ถือเป็นความท้าทายสำหรับผู้เล่นรายเดิมตัวอย่างเช่น Etsy และบังคับให้พวกเขาต้องมีกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

🔄 แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านคุณภาพสินค้าและความเสี่ยงด้านการรั่วไหลของข้อมูล แต่เส้นทางการเติบโตของ Temu ก็ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันของแวดวง ecommerce สหรัฐฯ อย่างชัดเจน ความสามารถของ Temu ในการปรับตัวให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและการเข้ามากำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ (โดยเฉพาะในสหรัฐฯ) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จในระยะยาวของพวกเขา

Opinion

ถ้าถามว่าแพลตฟอร์ม ecommerce ใดที่มีโอกาสยึดครองโลกได้มากที่สุด คงจะหนีไม่พ้น Temu นี่แหละครับ เรียกได้ว่าพวกเขาได้สร้างภูมิทัศน์ด้านการแข่งขันในวงการ ecommerce ใหม่ จนแม้กระทั่ง amazon ที่ว่าแน่ ๆ ยังต้องสั่นสะเทือนบัลลังก์

จะเห็นได้ว่า Temu เลือกบุกตลาดที่โหดหินก่อนทั้งในสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น และสามารถยึดหัวหาดได้อย่างรวดเร็วมาก ๆ ด้วยการโหมอัดเม็ดเงินโฆษณาอย่างบ้าคลั่ง ในอเมริกาถึงขึ้นซื้อ ads ใน super bowl ไม่ต้องคิดเลยว่าถ้าบุกมาอาเซียนเต็มตัวเมื่อไหร่ shopee กับ lazada จะเจอกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งแบบไม่เคยเจอมาก่อนอย่างแน่นอน

รูปแบบ gamification ก็ถือเป็นคีย์สำคัญมาก ๆ ที่เปลี่ยนโลกของ ecommerce ไปอย่างสิ้นเชิง การที่รูปแบบแพทเทิร์นเดิม ๆ ของ ecomerce สไตล์โลกตะวันตก ที่เน้นให้ลูกค้า checkout สินค้าให้เร็วที่สุดอยู่ในไซต์ให้น้อยที่สุดดูเหมือนจะถูกท้าทายแนวคิดนี้เป็นอย่างยิ่ง

เพราะ Temu เลือกคิดกลับ ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าอยู่ในแพลตฟอร์มให้นานที่สุด ผ่านกลวิธีสไตล์จีน ที่เรียกได้ว่าเปิดโลกให้กับผู้บริโภคโดยเฉพาะโลกตะวันตกได้มากเลยทีเดียว

amazon ยักษ์ที่น่าเกรงขามทำลายล้างคู่แข่งมานับต่อนับ แต่ต้องเริ่มกังวลกับการบุกเข้ามาของ Temu ดูเหมือนว่า amazon จะไม่สามารถอยู่แบบชิลล์ ๆ กินรวบตลาดผูดขาดได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว จำเป็นต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่กำลังถูก disrupt อย่างรุนแรงนั่นเองครับผม

สรุปเนื้อหา วิธีสร้างสตาร์ทอัพมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ในเวลา 2 ปี โดย Aravind Srinivas

ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 18 เดือน Perplexity AI สามารถสร้างฐานผู้ใช้งานรายเดือนได้มากถึง 10 ล้านคน และมีมูลค่ากิจการถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ Perplexity กลายเป็นยูนิคอร์น ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปี

Perplexity AI ได้รับการสนับสนุนจาก Jeff Bezos, Nvidia และ Tobi Lutke โดยมี CEO คนปัจจุบันคือ Aravind Srinivas ซึ่งได้มาแชร์ประสบการณ์ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงวงการนี้ การต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย และแนวทางการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่นำพา Perplexity AI ไปสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

Highlights

🔍 Aravind Srinivas ซีอีโอของ Perplexity AI มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการเสพข้อมูลออนไลน์ โดยจะให้คำตอบทันทีผ่านการสอบถามด้วยภาษาที่เป็นรูปแบบธรรมชาติเหมือนมนุษย์

📈 การเปิดตัว Perplexity AI ในเดือนธันวาคม 2022 ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มีผู้ใช้งานถึง 10 ล้านรายต่อเดือนภายในระยะเวลาเพียงปีเดียว

💡 ประวัติการทำงานของ Aravind ในด้านเทคโนโลยี AI และ Deep Learning นำไปสู่การพัฒนาบริการแชทบอทที่เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี Generative AI และ RL (Reinforcement learning) สำหรับเทคโนโลยีขั้นสูง

📚 วิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ของ Perplexity AI คือ การสร้างแชทบอทที่ให้คำตอบกระชับพร้อมแหล่งอ้างอิง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ใช้งาน

💬 บริษัทให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งานและการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงการนำเสนอ interactive prompts เพื่อให้ผู้ใช้กำหนดคำถามได้ดียิ่งขึ้น เป็นการผลักดันให้เกิดการปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

⚡ Aravind เน้นย้ำถึงความสำคัญของการโฟกัส การพัฒนานวัตกรรมอย่างรวดเร็ว และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จของสตาร์ทอัพ โดยให้ความสำคัญกับความต้องการของผู้ใช้งานและการจัดลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับเป้าหมายหลักของธุรกิจ

Key Insights

🔥 การเดินทางของ Aravind จากแวดวงวิชาการสู่การเป็นผู้ประกอบการ ชี้ให้เห็นถึงส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง Passion กับเป้าหมายทางธุรกิจที่ชัดเจน การเปลี่ยนจากทฤษฏีในแวดวงวิชาการเพื่อสร้างนวัตกรรมที่มี impact อย่างแท้จริง

🌐 แนวทางการให้บริการที่โฟกัสไปที่ผู้ใช้งาน การใช้ทฤษฏีและหลักวิชาการที่เข้มข้น และการนำเทคโนโลยี AI ขั้นสูงมาใช้ของ Perplexity AI ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับบริการการค้นหาข้อมูลและการสืบค้นข้อมูลออนไลน์

💡 การที่บริษัทให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพและประสบการณ์ผู้ใช้ การนำเสนอรูปแบบของ interactive prompts ข้อความสรุปที่มีความกระชับ พร้อมแหล่งอ้างอิง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในทุกแง่มุม

💰 การตัดสินใจในเรื่องกลยุทธ์ในการตั้งราคา เช่นการจับคู่ราคาแพ็กเกจ Pro กับ ChatGPT Plus แสดงถึงมุมมองที่โฟกัสไปที่การให้บริการที่คุ้มค่า พร้อมทั้งรักษาความยั่งยืนทางด้านการเงินของธุรกิจ

⚙️ หลักการทำงานของ Aravind ที่เน้นการโฟกัส การเร่งสปีดในการสร้างนวัตกรรม และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เป็นแนวทางนำไปสู่ความสำเร็จของสตาร์ทอัพ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความไว้วางใจจากผู้ใช้งานและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายที่มีความชัดเจน

🚀 Urgency Culture และรูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Perplexity AI สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูงอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

💡 คำแนะนำของ Aravind ในการเริ่มต้นธุรกิจจาก Passion ต้องไม่คิดแบบเกมสั้น ๆ เขาได้ย้ำถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวและความทุ่มเทที่จำเป็นสำหรับความสำเร็จอย่างยั่งยืนในการเป็นผู้ประกอบการ

Opinion

โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่าการก่อร่างสร้างตัวของ Perplexity AI นั้นให้มุมมองและรายละเอียดที่น่าสนใจ ไล่ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตั้งราคา ตลอดจนปรัชญาการทำงานของผู้นำอย่าง Aravind Srinivas ที่สามารถเปลี่ยนผ่านบทบาทจากการเป็นนักวิชาการ ที่เน้นไปที่เรื่องทฤษฏี และนำมาประยุกต์ใช้ ผนวกกับ passion อันแรงกล้าของเขาที่อยากเห็นบริการการค้นหาที่ถูกผูกขาดมานานนั้นใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งว่าถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่มีคุณค่าสำหรับนักลงทุนและผู้ที่คิดจะทำธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีได้มากเลยทีเดียวนั่นเองครับผม

บทวิเคราะห์ Apple จะสามารถตามทันคู่แข่งในการแข่งขันด้าน AI ได้หรือไม่?

Apple จะสามารถตามทันคู่แข่งในการแข่งขันด้าน AI ที่กำลังดุเดือดอยู่ในขณะนี้ได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง มีบทความจาก Financial Times ที่วิเคราะห์การแข่งขันได้อย่างน่าสนใจระหว่าง Apple กับคู่แข่งที่โครตแข็งแกร่งอย่าง Google , Microsoft , Meta และ Amazon

โดยการประกาศครั้งสำคัญของ Tim Cook ในงาน WWDC 2024 ได้เผยให้เห็นกลยุทธ์ของ Apple ในการผนวกรวมเทคโนโลยี Generative AI เข้ากับผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้อย่างน่าสนใจและดูเหมือนเหล่านักลงทุน WallStreet จะเข้าใจถึงแผนการนี้ของ Tim Cook เป็นอย่างดี

Highlights

💡 Apple อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตามหลังคู่แข่งอย่าง Google , Microsoft , Meta และ Amazon ในการแข่งขันด้าน AI

🚀 การเปิดตัวเทคโนโลยี Generative AI ของคู่แข่งได้สร้างแรงกดดันให้ Apple ต้องรีบตามให้ทัน

💬 หากไม่ให้ความสำคัญกับ Generative AI ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าสุดของ Apple จะทำให้เกิดข้อกังวลว่าบริษัทจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

💻 คู่แข่งอย่าง Google และ Samsung ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนที่ใช้ AI แล้ว ทำให้พวกเขาอยู่เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมอยู่ก่อน

🍎 Apple เผชิญกับความท้าทายทางธุรกิจ อาทิ ยอดขาย iPhone ที่ชะลอตัว คดีละเมิดกฎหมายการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และการแข่งขันในด้านมูลค่ากิจการกับ Nvidia ที่แอบแซง Apple ขึ้นมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

📱 การประกาศครั้งสำคัญของ Tim Cook ในงาน WWDC 2024 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ Apple จะได้เผยกลยุทธ์ด้าน AI เพื่อตามให้ทันคู่แข่ง

🤖 การร่วมมือกับ OpenAI อาจช่วยให้ Apple เสริมศักยภาพด้าน AI และลดช่องว่างจากคู่แข่งลงได้

Key Insights

🍎 กลยุทธ์ดั้งเดิมของ Apple ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์แบบมากกว่าการเป็นผู้นำนวัตกรรม อาจไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมด้าน AI ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว Apple จำเป็นต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างรวดเร็วเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

💻 คู่แข่งอย่าง Google และ Microsoft กำลังลงทุนอย่างมหาศาลในเทคโนโลยี AI สร้างสภาพแวดล้อมที่ท้าทายสำหรับ Apple ในการไล่ตามให้ทัน แรงกดดันตกอยู่ที่ Tim Cook ในการเปิดเผยกลยุทธ์ด้าน AI ในงาน WWDC 2024 ซึ่งก็ถือได้ว่าทำได้อย่างน่าประทับใจ เหล่านักลงทุนจาก WallStreet ก็ Get ไอเดียของ Tim Cook ผ่านมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้น

🧠 การให้ความสำคัญของ Apple ในด้านความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้และการประมวลผล AI บนอุปกรณ์อาจทำให้แนวทางการดำเนินงานของบริษัทแตกต่างจากคู่แข่ง การเน้นการคุ้มครองข้อมูลนี้ทำให้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว

💡 ความสำเร็จของความพยายามด้าน AI ของ Apple จะขึ้นอยู่กับความร่วมมือกับบริษัทอย่าง OpenAI เพื่อเข้าถึงรูปแบบ Generative AI ขั้นสูง ความร่วมมือเหล่านี้อาจเสริมสร้างศักยภาพและบริการด้าน AI ของ Apple

💰 ผลการดำเนินงานทางการเงินและมูลค่าตลาดของ Apple ตกอยู่ภายใต้การแข่งขันในสนามรบ AI บริษัทต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด

🌐 ความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับ OpenAI น่าจะเป็นจุดสำคัญสำหรับกลยุทธ์ด้าน AI ของ Apple การนำประสบการณ์และทรัพยากรของบริษัทเหล่านี้มาใช้อาจช่วยเสริมสร้างศักยภาพ AI และทำให้ Apple สามารถแข่งขันในตลาด AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

🚀 การปฏิวัติด้าน AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ทำให้เปิดโอกาสให้ Apple ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในสาขานี้ แม้ปัจจุบันจะเผชิญกับความท้าทาย แต่ Apple มีศักยภาพที่จะก้าวนำวงการเทคโนโลยี AI และก้าวขึ้นมาแซงหน้าได้ในอนาคต

Opinion

ส่วนตัวค่อนข้างเซอร์ไพรส์เลยทีเดียวที่เห็น Apple จับมือกับ OpenAI ซึ่งรู้กันอยู่ว่าเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของ Microsoft ผ่านการลงทุนรอบล่าสุดในช่วงก่อนหน้านี้

Apple ถูกบีบให้เปิดตัวเทคโนโลยี AI ของตนเองทั้งที่ยังไม่พร้อม ส่วนตัวผมเชื่อว่าพวกเขากำลังทำของตัวเองอยู่ แต่มันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ตามข่าวที่หลุดออกมาก่อนหน้า และหากมีการดีลกับธุรกิจอื่น Tim Cook ไม่ยอมให้ใครมากดแน่นอน ซึ่งดีลที่ออกมาจะเห็นว่า Apple แทบจะไม่เสียเงินกับการจับมือกับ OpenAI เลยด้วยซ้ำ

และคิดว่านี่คือแผนระยะสั้นของ Apple เพียงเท่านั้นในการจับมือเพื่อให้ผ่านปีนี้ไปให้ได้ก่อน เพราะหากไม่มีอะไรกล่าวถึงเกี่ยวกับ AI รับรองปลายปียอดขายผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง iPhone ตกฮวบอย่างแน่นอน เพราะกระแสโลกกำลังไปในทิศทางนี้ที่นำโดยสมาร์ทโฟนของ Samsung

ส่วนแผนระยะยาว อย่างไรก็ตาม Apple ต้องควบคุม ecosystem ทั้งหมดของพวกเขาได้ด้วยตนเอง เหมือนที่ทำกับชิป หรือซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ในผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Apple การมีติ่ง AI ของ OpenAI อยู่ไม่ได้เป็นผลดีกับ Apple ในระยะยาว

มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า Apple มีกลยุทธ์ ทั้ง Plan A และ Plan B อยู่เสมอ ซึ่งถ้าใครติดตามผลงานของ Tim Cook มาโดยตลอดจะรู้ว่าโครต Genius ในเรื่องนี้ สุดท้าย Apple Intelligence นั้นจะถูกพัฒนาขึ้นโดย Apple โดยสมบูรณ์หรือไม่ก็มีการเข้าซื้อกิจการของบางบริษัทที่น่าสนใจ เช่น Anthropic มากกว่าจะไปเกาะกับ OpenAI ที่เป็นลูกไก่ในกำมือคู่แข่งอย่าง Microsoft ในระยะยาว ซึ่งดูแล้วมีความเสี่ยงสูงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/346a18e1-8c8c-4495-bafa-a44d0be57c2b

สรุปเนื้อหา การบูมขึ้นมาของ AI เทียบกับบูมของอินเทอร์เน็ตในอดีต โดย Marc Andreessen

Marc Andreessen และ Ben Horowitz ได้พูดคุยกันในหัวข้อที่น่าสนใจมาก ๆ นั่นก็คือ การบูมขึ้นมาของ AI ในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากบูมอินเทอร์เน็ตในอดีตอย่างไร?

โดยพวกเขาเปรียบเทียบกับวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ และเน้นว่า AI นั้นมีลักษณะคล้ายคอมพิวเตอร์มากกว่าเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยมีขนาดและขีดความสามารถที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความง่ายในการใช้งาน AI ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า เทคโนโลยีนี้จะเกิดการผูกขาดหรือไม่

Highlights

💡 การเปรียบเทียบบูมของ AI กับบูมอินเทอร์เน็ตนั้นคงไม่สามารถเปรียบเทียบกันตรง ๆ ได้อย่างชัดเจนนัก เนื่องจาก AI มีลักษณะคล้ายคอมพิวเตอร์มากกว่าเครือข่ายแบบอินเทอร์เน็ต
💡 อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์มีวิวัฒนาการจากเมนเฟรมขนาดใหญ่ไปจนถึง embedded systems ขนาดเล็ก ซึ่งมีโอกาสสูงที่อุตสาหกรรม AI จะมีรูปแบบต่างๆ ที่มีขนาดและความสามารถแตกต่างกันไป
💡 AI ใช้งานง่ายกว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในอดีต ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับผลกระทบจากการผูกขาดและอิสระในการเลือกใช้งาน
💡 คาดว่าอุตสาหกรรม AI จะกลายเป็นรูปแบบของ ecosystem ทั้งหมด ประกอบด้วยโมเดลและแอปพลิเคชันที่มีความหลากหลาย
💡 การเปรียบเทียบและบทเรียนจากยุคแรกเริ่มของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์นั้นเหมาะสมกับการบูมขึ้นมาของ AI มากกว่ายุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต

Key Insights

🔍 วิวัฒนาการของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ จากเมนเฟรมไปจนถึง embedded systems จะเป็นการเปรียบเทียบที่เหมาะสมกับอนาคตของอุตสาหกรรม AI มากกว่า เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดและความสามารถที่แตกต่างกัน โดย AI ก็จะมีรูปร่าง ขนาด และฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย

🔍 ความง่ายในการใช้งาน AI ที่สามารถเข้าใจภาษาและโต้ตอบเหมือนมนุษย์นั้น แตกต่างจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในอดีต ทำให้เกิดคำถามเรื่องการผูกขาดและเสรีภาพในการเลือกใช้ AI ที่เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท

🔍 คาดว่าอุตสาหกรรม AI จะกลายเป็นระบบนิเวศที่หลากหลาย ประกอบด้วยรุ่นต่างๆ ที่ได้รับการฝึกอบรมจากข้อมูลที่แตกต่างกัน มีการทำงานในหลากหลายระดับ รวมถึงมีนโยบายความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่แตกต่างกัน

🔍 การบูมของ AI น่าจะเผชิญกับวัฏจักรของความน่าตื่นเต้นและความผิดหวังคล้ายกับบูมเทคโนโลยีในอดีต อย่างไรก็ตาม การเจริญเติบโตและศักยภาพของอุตสาหกรรมนี้เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ด้วยความสามารถในการแก้ปัญหาซับซ้อนที่คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้

Opinion

เป็นหัวข้อถกเถียงที่น่าสนใจเลยทีเดียวนะครับ มันแสดงให้เห็นว่า AI จะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกเฉกเช่นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในอดีต

เทคโนโลยีใหม่นี้จะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน การสื่อสาร และการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างสิ้นเชิงเลยก็ว่าได้ และจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านต่าง ๆ นับตั้งแต่การแพทย์ไปจนถึงการศึกษาและอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม การบูมขึ้นมาของ AI ก็ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีในอดีต ไล่มาตั้งแต่ประเด็นเรื่องปัญหาด้านจริยธรรม ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และความปลอดภัยซึ่งต้องมีการพิจารณาใช้งานอย่างรอบคอบ

แถมยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อแรงงานมนุษย์ในระยะยาว หากงานบางประเภทถูกแทนที่ด้วย AI มากขึ้นเรื่อย ๆ

ดังนั้นแม้การบูมขึ้นมาของ AI จะสร้างโอกาสใหม่ ๆ มากมาย แต่ก็ต้องมีการจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้จะสร้างประโยชน์สูงสุดต่อมนุษยชาติ การพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เพื่อให้สามารถนำพาไปสู่โลกที่ดีขึ้นสำหรับทุกคนนั่นเองครับผม