Vision EQS กับอนาคตรถยนต์ EV ของ Mercedes

EV แบรนด์ย่อยของ Mercedes อย่าง EQ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมีการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 2-3 เดือน นั่นเป็นข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ของยานพาหนะหรูหราอย่าง Mercedes ที่ต้องการความรู้สึกผ่อนคลายเมื่อยามขับรถ แต่สำหรับ Concept Car ตัวใหม่ ดูเหมือนมันจะดูแตกต่างออกไป

Vision EQS คือ รถยนต์ที่มองอนาคตใหม่ของรถยนต์ซีดาน แม้ว่ามีคนบางกลุ่มที่ดูเหมือนจะไม่พอใจกับการออกแบบของ EQS เนื่องจากตัว Concept Car เปิดตัวในงานแฟรงค์เฟิร์ตออโต้โชว์มันดูเหมือนจะสูญเสียสไตล์ทั้งหมดของ Mercedes ไป

EQS แบบขับเคลื่อนสี่ล้อนั้นมีการออกแบบสีเงินและสีฟ้าตามแบบฉบับที่เราเคยเห็นในรถ Vision EQ รุ่นอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยขอบโค้งมนที่เหล่าแฟน ๆ นั้นคาดหวังจากสตูดิโอออกแบบของ Mercedes 

ในขณะที่รูปแบบที่ดูคล้ายกับเมล็ดถั่ว แต่ก็ยังคงภาพรวมของยานพาหนะแบบ Mercedes โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดในการออกแบบซึ่งมองไปถึงอนาคตของวงการ EV  และนอกจากความเท่ห์แล้ว ยังมีสเปคของเครื่องยนต์ที่ดูน่าประทับใจอีกด้วย

Vision EQS จะให้กำลัง 469 แรงม้าและแรงบิด 560 ปอนด์ โดยสามารถทำความเร็ว 0-100 KM/h ได้ในภายใต้ 4.5 วินาที

โดย Mercedes ได้ใช้ชุดแบตเตอรี่ที่มีระยะวิ่งประมาณ 700 กิโลเมตร (435 ไมล์) และรองรับการชาร์จได้สูงสุด 350kw จึงสามารถชาร์จจาก 0 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ในเวลาน้อยกว่า 20 นาที ซึ่งถือเป็นเวลาที่น่าเซอร์ไพรซ์มาก ๆ

เมอร์เซเดส – เบนซ์ กล่าวว่าภายในสิ้นปีจะมีรถยนต์ไฟฟ้า 20 คันวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์หลัก และ แบรนด์ย่อยของ Mercedes

แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีกำหนดการอย่างแน่นอนว่า Vision EQS คันนี้จะพร้อมจำหน่ายในโชว์รูมเมื่อไหร่ แต่ถ้ามันดูดีพอ ๆ กับรถ Concept ที่ได้แสดงในงาน เหล่าแฟน ๆ Mercedes คงจะมีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว

References : https://www.engadget.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

AI สามารถวัดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

ความสามารถของ AI ในการทำนายภัยคุกคามต่อสุขภาพของคุณในไม่ช้าอาจรวมถึงภาวะหัวใจวาย นักวิจัยของ CSAIL จาก MIT ได้พัฒนาระบบ Machine Learning ที่ชื่อว่า RiskCardio ที่สามารถประเมินความเสี่ยงของการเสียชีวิตเนื่องจากปัญหาหัวใจและหลอดเลือดที่ปิดกั้นหรือลดการไหลเวียนของเลือดได้

ข้อมูลอินพุตที่ RiskCadio ต้องการคือ การอ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจประมาณ 15 นาที – จากนั้นระบบจะวัดอันตรายจากข้อมูลของจังหวะต่อเนื่องของการเต้นของหัวใจ ซึ่งเมื่อข้อมูลถูกบันทึกได้ภายใน 15 นาที RiskCardio ก็สามารถทำนายได้ว่าจะมีใครเป็นผู้โชคร้าย ต้องตายภายใน 30 วันหรือไม่เกินหนึ่งปีหลังจากนั้น

โดยวิธีการของ RiskCardio จะขึ้นอยู่กับความคิดที่ว่าความแปรปรวนที่มีค่ามากขึ้นระหว่างการเต้นของหัวใจสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการ Training ระบบ Machine Learning โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังเพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำต่อผู้ป่วย 

ซึ่งหากทำนายว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะรอดชีวิตแสดงว่าการเต้นของหัวใจของพวกเขาถือเป็นปกติ หากระบบทำนายว่าผู้ป่วยจะเสียชีวิตแสดงว่าลักษณะการเต้นของหัวใจของพวกเขาถือว่ามีความเสี่ยงนั่นเอง 

ซึ่งคะแนนความเสี่ยงขั้นสุดท้ายมาจากค่าเฉลี่ยการทำนายจากการเต้นของหัวใจแต่ละชุดที่มีความต่อเนื่องกัน

แต่นักวิจัยยังมีงานที่ต้องทำอีกมากมาย ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงข้อมูลการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มในส่วนของ อายุ คุณลักษณะของชาติพันธุ์ รวมถึงเพศ ชัดเจนว่าระบบดังกล่าวต้องมีความแม่นยำสูง เพราะเมื่อเกิดความผิดพลาดอาจมีผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ 

ซึ่งงานวิจัยของ RiskCardio นั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของผู้ป่วย โดยแพทย์สามารถประเมินสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและตัดสินใจในระดับการรักษาที่เหมาะสมนั่นเอง

References : https://www.engadget.com https://cdn.bdc-tv.com/2019/05/Artificial-Intelligence-960×585.jpghttps://cdn.bdc-tv.com/2019/05/Artificial-Intelligence-960×585.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Bill Gates ตอนที่ 6 : NetScape Killer

Internet นั้นมีต้นกำเนิดมาจากเครือข่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เรียกว่า ARPANET ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 1969 โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เพื่อให้บริษัทคู่สัญญาและเหล่านักวิจัยของกระทรวงสามารถสื่อสารกันได้แม้เมื่อมีการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อ Internet ถูกเปลี่ยนมาให้บริการทางการค้า ลูกค้ารุ่นแรก ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นองค์กรวิจัย , บริษัทคอมพิวเตอร์ , นักวิทยาศาสตร์ในมหาลัย ซึ่งคนเหล่านี้ต้องการแลกเปลี่ยน email ระหว่างกัน เพื่อให้ในการติดต่อสื่อสารผ่านข้อมูลต่าง ๆ

ซึ่งโปรแกรมที่ได้รับความนิยมบนระบบ Internet นั่นก็คือ Web Browser ไปสู่เครือข่าย World Wide Web ซึ่งเป็นเครือข่าวของเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมต่อไปยัง Internet เพื่อนำเสนอหน้าต่าง ๆ ของข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ

และ Internet กำลังกลายมาเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ถือเป็นการปฏิวัติวงการเทคโนโลยี นับแต่ IBM PC ออกวางจำหน่าย ใน ปี 1981 เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกต่างมุ่งเข้าหาเทคโนโลยี Internet และ Gates กับ Microsoft ก็ไม่ขอตกขบวนดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน

สำหรับ Browser ตัวแรกของโลกนั้นต้องยกให้กับ Mosaic ที่พัฒนาโดย Lab ของ University of Illinois of Urbana Chanpaign ที่ผู้ที่ได้ว่าเป็นผู้ถือกำเนิดมันก็คือ Marc Andreessen ซึ่งต้องถือเป็นเจ้าพ่อ internet ในยุคแรก ๆ เลยก็ว่าได้ ที่ทำให้ internet เป็น Graphic ที่สวยงามให้คนทั่วไปใช้งานได้อย่างง่ายดาย

Marc Andreessen บิดาแห่ง Web Browser
Marc Andreessen บิดาแห่ง Web Browser

ซึ่งในช่วงแรก ๆ นั้นการใช้งาน Internet ยังคงเป็นรูปแบบของ text mode อยู่ คล้าย ๆ กับยุคของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ตอนแรกนั้นระบบปฏิบัติการอย่าง MS-DOS ก็เป็นการใช้งานแบบ Text mode เช่นเดียวกัน

ซึ่งหลังจากปล่อยให้ตัง Mosaic นั้น Download Free และเป็นที่นิยมอย่างมากแล้วนั้น Marc Andreessen ก็ถูกนายทุน ที่นำโดย Jim Clark ทำการชักชวน Marc ให้มาเปิดบริษัทเพื่อพัฒนา Web Browser เพื่อขายเชิงพานิชย์ เพราะตอนนั้น Internet กำลังเริ่มแพร่หลายอย่างรวดเร็ว

โดยทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้ง Netscape ขึ้นมา ซึ่งในช่วงปลาย 1990 นั้น Marc ถือว่าเป็นบุคคลที่โด่งดังมาก เนื่องจากหลังจากสร้าง NetScape และปล่อยออกสู่ตลาดนั้น ก็สามารถที่จะนำบริษัทเข้าทำ IPO เพื่อเข้าตลาดหุ้นโดยแทบจะทันที ซึ่งถือเป็นต้นแบบของความสำเร็จให้บริษัทเทคโนโลีหลาย ๆ แห่งต้องการดำเนินรอยตามสิ่งที่ NetScape ทำ

ซึ่งมูลค่าหุ้นของ NetScape นั้นขึ้นไปสูงถึงระดับ 171 ดอลลาร์  ในช่วงเปิดตัววันแรก ๆ  ทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงขึ้นถึง  2 พันล้านเหรียญทันที ซึ่งในยุคนั้น ถือว่าเป็นบริษัททางเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงมาก ๆ   และทำให้เค้ากลายเป็นเศรษฐีหนุ่มทันทีจากมูลค่าหุ้น และเหล่านักลงทุนก็รวยกันไปตาม ๆ กันจากมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงเวลาดังกล่าว

แต่การเกิดขึ้นของ NetScape นั้นเหมือนเป็นการปลุกยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ให้ตื่น ซึ่งหลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงกับระบบปฏิบัติการ Windows ทำให้ Microsoft กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าแทบจะสูงที่สุดในโลกของบริษัททางด้านเทคโนโลยี ซึ่ง Gates เองก็ไม่รอช้า และในช่วงนั้นก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ Microsoft ต้องออก OS ใหม่พอดีซึ่งก็คือ Microsoft Windows 95  

Windows 95 เปิดตัวในเดือน สิงหาคม ปี 1995 เป็น Windows รุ่นต่อจาก 3.1 เป็น Windows รุ่นแรกที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใช้ทั่วไป ด้วยความสามารถต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดสำหรับผู้ใช้ทั่วไป Windows 95 ประสบความสำเร็จอย่างสูง ยอดการใช้ Windows 95 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของ Windows เลยก็ว่าได้หลังจาก Microsoft ได้สร้างระบบปฏิบัติการ Windows ขึ้นมา

ซึ่ง Gates นั้นใช้แผนการที่ถือเป็น Case Study ครั้งสำคัญของวงการธุรกิจทางด้านเทคโนโลยีโลก นั่นก็คือการนำเอา Internet Explorer ที่ถูกสร้างโดย Microsoft ออกสู่ตลาดโดยแถมมากับระบบปฏิบัติการ Windows 95 ไปเลยทันที ผู้ใช้งานไม่ต้องไปซื้อโปรแกรม Browser เสริมให้ยุ่งยาก

Gates กับการใช้กลยุทธ์ซื้อ Windows แถม Browser ในตำนาน
Gates กับการใช้กลยุทธ์ซื้อ Windows แถม Browser ในตำนาน

ซึ่ง Microsoft นั้นก็ได้พัฒนาตัว Internet Explorer โดยใช้พื้นฐานมาจาก Mosaic ที่ Marc Andreessen เป็นคนพัฒนาขึ้นในตอนอยู่ที่  University of illinois of Urbana Chanpaign นั่นเอง

ซึ่ง Microsoft นั้นเป็นบริษัทที่ทุนหนาอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาเรื่องการเงินแต่อย่างใดในขณะนั้น ในการแถม Browser ไปกับระบบปฏิบัติการ และเป็นยิ่งส่งเสริมให้คนหันมาใช้ ระบบปฏิบัติการ Windows 95 มากยิ่งขึ้น

ซึ่งถือเป็นความโหดมากของ Gates และ Microsoft ในการที่แทบจะ ฆ่า Netscape ออกไปจากตลาดแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลยก็ว่าได้ และ ทำให้เพิ่มยอดขายของ Windows 95 จนสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา ซึ่งเหมือนเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยทีเดียวเลยก็ว่าได้สำหรับกลยุทธ์นี้ของ Gates และ Microsoft ในการจัดการกับ NetScape

แม้สุดท้ายจะมีการฟ้องร้องกันโดยมีการกล่าวหาว่า Microsoft ผูกขาดการตลาดของระบบปฏิบัติการ แต่ทางฝั่ง Microsoft นั้นก็ไม่แยแสกับเรื่องที่เกิดขึ้น ยังเดินหน้าแถม Browser ต่อไปจนครองส่วนแบ่งแทบจะทั้งหมดของ Browser ในขณะนั้นในที่สุด

และ ทำให้ Netscape ต้องถูกขายให้กับ AOL ในภายหลังก่อนจะพัฒนากลายมาเป็น Moziila Firefox อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ส่วนคดีความฟ้องร้องนั้น ถึงแม้สุดท้าย ศาลจะพิพากษาให้ Microsoft เป็นฝ่ายผิด แต่ Microsoft ก็ยินยอมจ่ายค่าปรับเพียงร้อยกว่าล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งเปรียบเหมือนในสงครามนี้ Microsoft ยอมแพ้ในศาลแต่ ในเชิงธุรกิจนั้น Netscape ได้สูญพันธุ์จากตลาดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

References : https://news.images.itv.com/image/file/619409/stream_img.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

McDonald กับการวางแผนใช้ AI Voice ในช่อง Drive-thru

เมื่อเทคโนโลยี AI จะช่วยให้เราได้อาหารจานด่วนที่รวดเร็วขึ้น เมื่อแมคโดนัลด์ ยักษ์ใหญ่ Fastfood จากอเมริกา ประกาศว่าได้ทำการเข้าซื้อกิจการของ Apprente ซึ่งเป็น Startup ด้านเทคโนโลยี AI Voice เพื่อให้สามารถตอบโต้กับมนุษย์ได้แบบอัตโนมัติ 

Apprente ซึ่งมีที่ตั้งบน Mountain View ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของประเทศอเมริกา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสร้างตัวแทนที่ใช้เสียง ซึ่งสามารถรับคำสั่งได้ในหลายภาษา  ซึ่งยักษ์ใหญ่อาหารจานด่วนอย่าง McDonald ได้ทำการทดสอบเทคโนโลยีของ Apprente ในหลาย ๆ ที่ และคาดว่าจะทำให้ “สั่งซื้อได้เร็วขึ้นง่ายขึ้นและถูกต้องมากขึ้น” ผ่านช่องทาง Drive-Thrus

Apprente จะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของ McD Tech Labs ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยีร้านอาหารแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ใน Silicon Valley ทีม Apprente จะกลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของกลุ่มและ Itamar Arel ผู้ร่วมก่อตั้งจะทำหน้าที่ในฐานะรองประธาน “ความมุ่งมั่นของ McDonald ในการสร้างนวัตกรรมเป็นแรงบันดาลใจให้กับทีมของเรามานานแล้วมันค่อนข้างชัดเจนจากภารกิจที่หลากหลายของเราที่ McDonald เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้วยการขับเคลื่อนของเทคโนโลยี”

Itamar Arel, Ph.D. , ผู้ร่วมก่อตั้ง Apprente และรองประธานของ McD Tech Labs กล่าวว่า “Apprente เกิดขึ้นจากโอกาสที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาที่ท้าทายในโลกแห่งความจริงและเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะนำสิ่งนี้ไปใช้ในการสร้างประสบการณ์ส่วนตัวให้กับลูกค้าและทีมงานของ McDonald” โดยบริษัทกำลังวางแผนที่จะว่าจ้างวิศวกรเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทางฝั่งของ McDonald ได้ออกมากล่าวว่า พวกเขามีศักยภาพในการขยายเทคโนโลยีของ Apprente ไปยังพื้นที่อื่น ๆ เช่นการสั่งซื้อผ่านมือถือและตู้คีออสก์ แต่ในขณะที่เทคโนโลยีใหม่อาจจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับลูกค้า ซึ่งจะมาทดแทนแรงงานของมนุษย์

ซึ่งซุ้มบริการตนเองของร้านแมคโดนัลด์จะถูกนำไปใช้กับร้านอาหารทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาภายในปี 2020 ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการจ้างพนักงานเก็บเงินที่เป็นแรงงานมนุษย์ได้เป็นจำนวนมาก

การเข้าซื้อกิจการของ Apprente เป็นข้อตกลงด้านเทคโนโลยีที่สามในปีนี้ ในเดือนเมษายน McDonal ได้ลงทุนใน Dynamic Yield ซึ่งเป็น Startup ที่ทำเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปรับแต่งเมนูไปตามสภาพอากาศ ช่วงเวลาของวัน และรายการเมนูที่ได้รับความนิยม นอกจากนี้ยังซื้อหุ้นจำนวนหนึ่งใน Plexure ซึ่งเป็น บริษัท เทคโนโลยีแอพมือถือในนิวซีแลนด์อีกด้วย

References : https://www.engadget.com
https://media.wired.com/photos/5d77d193361279000868a8ae/master/w_2560%2Cc_limit/Business_McDonalds-drivethrough-1128021489-2.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Bill Gates ตอนที่ 5 : Windows to the World

หลังจากเห็นความสำเร็จของ Macintosh กับระบบปฏบัติการใหม่ที่เป็นกราฟฟิก Microsoft ก็ได้เริ่มพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองที่ใช้รูปแบบของกราฟฟิก และ ใช้การ input ข้อมูลด้วย เม้าส์ แบบเดียวกับที่ Macintosh ทำ

ซึ่งระบบปฏิบัติการดังกล่าวถูกตั้งชื่อว่า “Windows” โดยเป็นการขยายความสามารถของ MS-DOS และให้ผู้ใช้งานใช้เม้าส์สั่งงานผ่านภาพกราฟฟิกที่ปรากฏบนหน้าจอ ซึ่ง Windows มาจากการที่มีหน้าต่างหลาย ๆ หน้าต่าง แต่ละหน้าต่างจะใช้กับโปรแกรมที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง

เป้าหมายใหญ่ของ Microsoft ก็คือการสร้างมาตรฐานแบบเปิด และนำการสั่งงานด้วยภาพกราฟฟิกมาใช้ในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ MS-DOS นั่นเอง ที่ขณะนั้นได้แพร่หลายไปทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งเนื่องจากการที่ตอนนั้นมีผู้ผลิตคอมพิวเตอร์กว่าพันรายทั่วโลก ทำให้ลูกค้าทั่วไปที่จะซื้อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมีตัวเลือกมากมาย แต่ Microsoft นั้นเสนอความสามารถในการทำงานร่วมกันได้กับทุกผู้ผลิต

และเหล่าผู้ผลิต Software ที่เกี่ยวข้องที่ตอนนั้นกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่มาก ๆ นับแสนราย แทบจะไม่ต้องกังวลว่า Software ของตนจะนำไปเล่นในเครื่องรุ่นใด แบบใด เพราะ Windows ของ Microsoft นั้นเปิดรับให้กับผู้ผลิตทุกรายนั่นเอง

แม้ตัว Gates เองจะมองว่าความสำเร็จของ Windows นั้นอาจจะต้องใช้เวลาอีกนาน ใน Windows เวอร์ชั่นแรก ๆ นั้น ต้องใช้กับเครื่องที่มีหน่วยความจำสูง ซึ่งมีราคาแพง และ ยังต้องใช้งานร่วมกับโปรแกรมหลายตัว

หลังจากที่ทำการปล่อย Windows 1.0 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการแบบ 16 bit ที่มีกราฟฟิก ตัวแรกของ Microsoft โดยออกวางขายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 1985 วางขายในรูปแบบของ Floppy Disk โดยผู้ใช้ต้องลง DOS ก่อน แล้วถึงลง Windows 1.0 ตามอีกที สามารถรันโปรแกรมของ MS-DOS ได้แบบ Multitasking โปรแกรมที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 1.0 เช่น Calculator, Calendar, Clock, Notepad, Paint เป็นต้น

Windows 1.0 ที่มาพร้อมโปรแกรมมากมาย

ซึ่งหลังจากปล่อย Windows ออกมานั้น ก็มีคำถามเกิดขึ้นมากมายกับระบบปฏิบัติการใหม่อย่าง Windows ในเมื่อ MS-DOS มันใช้งานได้ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องมีโปรแกรมมาเขียนซ้อนลงไปบน MS-DOS แล้วใครจะเสียเวลาทำงานกับระบบกราฟฟิก ซึ่งกระแสต่อต้านเหล่านี้มีอยู่หลายปี กว่า Windows จะประสบความสำเร็จ

ซึ่งความสำเร็จของ Windows นั้นมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดย Microsoft พยายามเติมความสามารถใหม่ ๆ เข้าไปอย่างต่อเนื่องให้กับ Windows เพื่อลบคำสบประมาท เหล่านี้

และที่สำคัญยังเปิดให้เหล่าผู้ผลิต Software ทั่วโลก ทุกรายสามารถเขียนโปรแกรมเพื่อทำงานบน Windows โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งหรือขออนุญาติจาก Microsoft ซึ่งแตกต่างจากคู่แข่งอย่าง Macintosh ของ Apple ที่เป็นระบบปิด

Gates นั้นเปิดเสรีเต็มที่ในด้านการพัฒนา Software เพื่อให้ทำงานกับ Windows มันเป็นการเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรม Software ให้ยกระดับจากหน้าจอ Terminal แบบเดิม ๆ ให้กลายมาเป็นระบบกราฟฟิกทั้งหมด ซึ่งแม้จะเป็นโปรแกรมที่มาแข่งกับ Microsoft เอง Gates ก็ไม่เคยโกรธเคืองแต่อย่างใด เขาเพียงต้องการให้อุตสาหกรรม Software ไปในทิศทางที่เขาคิดไว้เท่านั้น

Microsoft นั้นไม่เคยหยุดพัฒนาเพราะรู้ว่าคู่แข่งแต่ละรายนั้นไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น Macintosh , Unix หรือ OS/2 ของ IBM เองก็ตาม Microsoft จะปรับปรุงให้ Windows รุ่นใหม่ ๆ ของเขาดึงดูดใจต่อผู้บริโภคมากที่สุด ทั้งในด้านของราคาและประโยชน์การใช้สอยเองก็ตามที

และในปี 1993 Microsoft ได้ปล่อย Windows 3.11 ออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจาก Windows 3.1 โดยเสริมคุณสมบัติระบบ network และการสร้าง Protocol TCP/IP ที่ช่วยทำให้เครื่อง PC สามารถใช้งานได้ในระบบ Network และคอมพิวเตอร์แบบ Home user สามารถติดต่อผ่านเครือข่าย Internet นับเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับ PC ในแบบที่ไม่มี Windows ตัวไหนทำได้มาก่อนนั่นเอง

Bill Gates กับการในการผลักดัน Windows ให้เป็นเบอร์ 1 ได้สำเร็จ

ซึ่งสุดท้ายด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถครองใจผู้บริโภคทั่วโลกได้สำเร็จ ก็ทำให้ Windows นั้นกลายเป็นระบบปฏิบัติการหลักที่มีผู้ใช้งานกันทั่วโลก กลายเป็นมาตรฐานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในขณะนั้นได้สำเร็จ

แต่ความท้าทายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ Gates และ Microsoft คือการเข้ามาของ Internet ซึ่งแน่นอนว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของ Gates ที่จะทำให้โลกเห็นว่า Windows เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการเข้าสู่โลก Internet จะเกิดอะไรขึ้นต่อกับ Microsoft เมื่อเทคโนโลยีกำลังจะหมุนเปลี่ยนผ่านไปยังโลกของ Internet โปรดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 6 : NetScape Killer

References : http://tahupedia.com/img/uploaded/post/post_4/bill_gates_berhenti_kuliah.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol