เหตุผลใดที่ Elon Musk สามารถกลายเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลกได้

ราคาหุ้นของ Tesla เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 880 ดอลลาร์ในเดือนมกราคมทำให้ Elon Musk เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกด้วยมูลค่าสุทธิ 195 พันล้านดอลลาร์โดยเอาชนะ Jeff Bezos ได้ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์

แต่จากคำกล่าวของมหาเศรษฐี VC Chamath Palihapitiya Musk กำลังจะร่ำรวยขึ้นมาก ในความเป็นจริงเขาจะเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลกได้หากหุ้นของ Tesla เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าของราคาปัจจุบัน Palihapitiya เชื่อว่าอาจเกิดขึ้นได้ เหตุผลที่เขาคิดว่านี่อาจเป็นบทเรียนสำหรับผู้ประกอบการทุกคน

Palihapitiya มีประวัติอันน่าประทับใจ ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้บริหาร Facebook เขาออกไปพบกับ บริษัท ร่วมทุน Social Capital เขาเป็นนักลงทุนรายแรก ๆ ใน Slack and Box และช่วยทำให้ Virgin Galactic เป็น บริษัท มหาชน

แล้วทำไมตอนนี้เขาถึงคิดว่า Musk จะยิ่งร่ำรวยมากขึ้นในอนาคต?  ไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่คุณคาดหวัง ไม่ใช่เพราะ Musk เป็นบุคคลที่มีผู้ติดตามบน Twitter มากกว่า 42 ล้านคนหรือเพราะเขาเป็นอัจฉริยะที่สามารถสอนตัวเองได้เกือบทุกอย่าง

ไม่ใช่ว่าเขาทำงานหนักหรือเพราะเขามีแรงผลักดันอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นคุณสมบัติที่ VC ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับผู้ก่อตั้งก็ตาม

มันง่ายกว่านั้นมาก เป็นเพราะ Tesla กำลังต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Palihapitiya อธิบายในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC “บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกควรเป็นคนที่แก้ไขหรือต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เขากล่าว เขาคิดว่า Tesla เป็นทางออกที่ดีมาหลายปีแล้วเขากล่าว “ต้องใช้เวลาห้าหรือหกปีกว่าที่ทุกคนจะตระหนักถึงสิ่งเดียวกัน”

เขากล่าวว่า Tesla เป็น บริษัท พลังงานแบบกระจายซึ่งนอกจากรถยนต์แล้วยังผลิตแบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์ และ Powerwall ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่ออกแบบมาเพื่อเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ใช้ในภายหลัง “พวกเขากำลังคิดหาวิธีเก็บเกี่ยวพลังงาน วิธีการจัดเก็บและวิธีการใช้เพื่อให้มนุษย์มีประสิทธิภาพสูงสุด” เขากล่าว

อัตราส่วน P / E ของ Tesla สูงกว่า 1,600

อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P / E Ratio) ของ Tesla ที่มีมากกว่า 1,600 แม้ว่าราคาหุ้นของ บริษัท จะลดลงเล็กน้อยเมื่อหน่วยงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติขอให้ บริษัทเรียกคืนรถยนต์รุ่นเก่า 158,000 คันเนื่องจากปัญหาหน้าจอสัมผัสที่ อาจส่งผลต่อความปลอดภัย  

สำหรับนักลงทุนจำนวนมากนั่นจะเป็นการชี้ให้เห็นว่าหุ้นของ Tesla มีมูลค่าสูงเกินไปแล้ว แต่ Palihapitiya ยังคงเชื่อว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอีกมากและเรื่องของพลังงานคือเหตุผลว่าทำไม

“การหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นคือระบบไฟฟ้า” เขาอธิบาย “มีพันธบัตรมูลค่าหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นเงินทุน [ค่าใช้จ่ายในการลงทุน] ซึ่งมีมูลค่าอยู่ภายในโครงสร้างพื้นฐานการผลิตพลังงานของโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไป” เมื่อเป็นเช่นนั้นเขากล่าวว่า “Tesla จะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 2-3 เท่าอีกครั้ง” 

Palihapitiya ได้ทำนายไว้ก่อนหน้านี้ว่ามหาเศรษฐีคนแรกของโลกจะเป็นคนที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” แต่ถ้าไม่ใช่เขา ก็จะเป็นใครคนนึงที่มีความคิดเหมือน Elon Musk เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดทำให้โลกมีความยั่งยืน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่บุคคลเหล่านี้จะได้รับรางวัลเป็นผลตอบแทน”

การช่วยลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญ

และ Palihapitiya มองว่ามีแนวโน้มที่ถูกต้องที่ธุรกิจที่ตอบสนองความท้าทายนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเห็นคุณค่าของพวกเขาในการเติบโตได้ในระยะยาว

สำหรับส่วนตัวเองมองว่าว่า Musk มองปัญหาใหญ่ ๆ ของโลกเราเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงานทดแทน หรือ การเดินทางในอวกาศ ซึ่งล้วนแล้วต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการสร้างฝันของเขาให้สำเร็จขึ้นมาได้

ทั้ง SpaceX , Tesla หรือ SolarCity นั้น เป็นบริษัทที่ล้วนอยู่ในอุตสาหกรรมที่มี Impact ต่อโลกเราอย่างมหาศาล และแน่นอนว่าเมื่อเขามองถึงอนาคต ที่ยังไม่มีใครมองเห็น มันก็จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มหาศาลที่ไม่เคยมีใครมองมันมาก่อนด้วยนั่นเอง

ซึ่งทุกสิ่งที่เขาทำนั้นมีหลายคนเคยปรามาสว่าเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน และไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ Musk ก็ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าแม้จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ หรือ ยากเย็นเพียงใด เขาก็สามารถทำมันให้เห็นผลเป็นประจักษ์ได้สำเร็จ

ผมก็มั่นใจว่า เขาจะกลายเป็นบุคคลสำคัญที่สุด ที่โลกของเราต้องจารึกไว้ ในฐานะนักนวัตกรรม ไม่ต่างจากที่เราเคยเทิดทูน โทมัส เอดิสัน , นิโคลา เทสลา หรือ เฮนรี่ ฟอร์ด และที่สำคัญ Musk ถือเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าผู้คน หันมาสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ๆ และช่วยกันแก้ปัญหาของโลกเราใน Scale ที่ใหญ่ขึ้นเหมือนสิ่งที่ Musk กำลังทำอยู่นั่นเองครับ

แล้วคุณล่ะมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? อย่าลืมคอมเม้นต์กันเข้ามาได้เลยนะครับผม

References : https://www.inc.com/minda-zetlin/elon-musk-trillionaire-tesla-shares-chamath-palihapitiya.html
https://www.youtube.com/watch?v=CyNtwHoXC9w
https://www.cnbc.com/2021/01/13/nhtsa-asks-tesla-to-recall-158716-model-x-s-over-touchscreen-glitch.html

The Line กับแนวคิดการสร้างเมือง Zero Carbon ยุคใหม่ของซาอุดิอาระเบีย

ซาอุดีอาระเบียได้เปิดตัวโครงการเมืองไร้คาร์บอนแห่งใหม่ล่าสุดชื่อว่า “The Line” ซึ่งจะเป็นมหานครที่ใช้แนวคิดแบบใหม่ โดยจะมีการสร้างเป็นเส้นตรงยาวกว่าร้อยไมล์ ไม่มีรถยนต์ ไม่มีถนน และการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์

เมืองแนวคิดใหม่นี้ตามคำแถลงของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดบินซัลมานมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย จะสามารถรองรับประชากรได้หนึ่งล้านคนจากทั่วโลก

เมืองใหม่นี้จะมีการพัฒนาเป็นครั้งแรกที่ NEOM โซนธุรกิจพลังงานในทางตะวันตกเฉียงเหนือของซาอุดีอาระเบียที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเลิกพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก  ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์

ซาอุดิอาระเบียกำลังคิดสร้างสิ่งต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดวงจันทร์เทียม ฝนเทียม หุ่นยนต์เช่น The Wall Street Journal รายงานในปี 2019 รวมถึงแผนการสำหรับสร้างเมืองรองรับมนุษย์ที่ได้รับการแก้ไขยีนด้วยเทคโนโลยีอย่าง CRISPR,

ทุกอย่างใน The Line จะ “เดินจากบ้านไม่เกินห้านาที” บินซัลมาน กล่าว ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเดินทางในเมืองที่ยาว 100 ไมล์ได้อย่างไร แต่บินซัลมานกล่าวว่า การเดินทางจากปลายด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งจะใช้เวลาเพียง 20 นาที

ต้องขอบคุณ “The Spine” ระบบขนส่งสุดไฮเทคที่เชื่อมต่อโมดูลต่างๆของเมืองนี้ ซึ่งรวมถึง “การขนส่งความเร็วสูง” และ “การขนส่งด้วย AI ที่จะเปิดใช้งาน” ตามเอกสารที่เป็นทางการ

“จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเมืองต่างๆ ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องพลเมืองของตน” บินซัลมานกล่าว “หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมืองต่างๆให้ความสำคัญกับเครื่องจักร รถยนต์และโรงงานมากกว่าผู้คน”

บินซัลมานยังให้เหตุผลว่าในเมืองที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ผู้คนต้องเสียเวลาในการเดินทางเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยสังเกตว่าภายในปี 2050 แนวโน้มดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และด้วยการเดินทางผู้คนจำนวนมากขึ้นจะเสียชีวิตจากมลภาวะที่เกิดขึ้น

การมีทุกอย่างอยู่ห่างออกไปไม่เกิน 5 นาทีจะช่วยลดอุบัติเหตุจราจรร้ายแรงได้เช่นกัน เจ้าชายกล่าว

แผนดังกล่าวพบกับความสงสัยมากมายทางออนไลน์โดยบางคนเรียกมันว่าความพยายามที่ว่างเปล่าในการดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศ

“ทุกอย่างเกี่ยวกับ NEOM ดูเหมือนว่ามันเป็นความฝันของเจ้าชายซาอุดีอาระเบียที่ดูหนังไซไฟแล้วพูดว่า ‘มันดูดีเอาเงินไปสร้างมันเลยแสนล้านเหรียญ’ ” Gregg Carlstrom ผู้สื่อข่าว The Economist เขียนในทวีต

แต่ผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนส่วนใหญ่ยังชี้ให้เห็นถึงเรื่องปัญหาสองมาตรฐานที่เกิดขึ้นในประเทศซาอุดิอาระเบีย

“LINE เป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดของโมฮัมเหม็ดบินซัลมานในการเปลี่ยนโฉมโครงการ NEOM ที่ล้มเหลวของซาอุดิอาระเบีย” รีเอ็ม อับเดลลาติฟ ผู้สนับสนุนสิทธิสตรีทวีต “หลังจากเผชิญกับความท้าทายจากชนเผ่าในท้องถิ่นและไม่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ [โมฮัมเหม็ดบินซัลมาน] ก็ใช้กลอุบายเก่า ๆ อีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เน่าเฟะ”

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย แต่การก่อสร้างจะเริ่มในต้นปี 2021 และคาดว่าจะมีการอัดฉีดเงิน 48,000 ล้านดอลลาร์ให้กับเศรษฐกิจในท้องถิ่นรวมถึงการจ้างงานกว่า 38,000 ตำแหน่ง

References : https://www.reuters.com/article/us-saudi-neom-project/saudi-crown-prince-launches-zero-carbon-city-in-neom-business-zone-idUSKBN29F0L8
https://www.wsj.com/articles/a-princes-500-billion-desert-dream-flying-cars-robot-dinosaurs-and-a-giant-artificial-moon-11564097568
https://whatistheline-newsroom.neom.com/the-line-launch-media-kit-361021
https://www.specialarabia.com/en/details/Saudi-Arabia-Announces-Building-A-Zero-Carbon-City

Wingsuit ไฟฟ้าเครื่องแรกของโลกที่ทำความเร็วได้ 300 km/hr จาก BMW

BMW เชื่อว่ามันบินได้ และตอนนี้มันพิสูจน์แล้ว แบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่จากเยอรมันเพิ่งประสบความสำเร็จในกีฬาทางอากาศ ซึ่งบุกเบิกโดย Peter Salzmann ซึ่งทะยานผ่านท้องฟ้าที่ความเร็วสูงสุดถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ของชุด Wingsuit ไฟฟ้าตัวใหม่

แนวคิดใหม่นี้เป็นความพยายามร่วมกันระหว่าง BMW, Designworks และ Salzmann นักกระโดดร่มมืออาชีพและนักกระโดดร่ม BASE ซึ่งได้กล่าวว่า แนวคิดนี้เกิดขึ้นในขณะที่เขากำลังคิดหาวิธีปรับปรุงประสิทธิภาพในอากาศ

“หนึ่งในนั้นเรื่องของมอเตอร์และมันเป็นความคิดที่ผมไม่สามารถแก้ไขได้” Salzmann บอก BMW “ผมพบความคิดที่จะกระโดดลงมาจากภูเขาในท้องถิ่นของผมโดยสวมชุดปีกและลงจอดในสวนของผมได้อย่างน่าทึ่ง”

หลังจากการวิจัยอย่างเข้มข้นเป็นเวลาสามปีและเที่ยวบินทดสอบนับไม่ถ้วนในอุโมงค์ลมแนวนอนของ BMW

Salzmann และชุดปีกนกได้เสร็จสิ้นการบินครั้งแรกเหนือภูเขาที่งดงามของออสเตรียได้ในที่สุด ชายวัย 33 ปี ถูกเฮลิคอปเตอร์ทิ้งที่ความสูง 10,000 ฟุตพร้อมกับนักบินอีกสองคนที่สวมชุดปีกธรรมดา 

BMW กล่าวว่าชุดปีกไฟฟ้า Wingsuit ใหม่นี้ช่วยให้ Salzmann สามารถเร่งความเร็วได้เร็วกว่าเพื่อนของเขาด้วยความเร็วสูงสุด 186 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ ราว ๆ 300 กิโลเมตรต่อชั่วดมง  (ซึ่งปีกนกปกติโดยทั่วไปจะเข้าถึงความเร็วแนวนอนประมาณ 62 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ ราว ๆ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

e-wingsuit สร้างขึ้นจากเทคโนโลยี BMW i EV และขับเคลื่อนด้วยอุปกรณ์ติดตั้งบนหน้าอก มีแรงเสียดทาน 15 กิโลวัตต์ซึ่งแยกระหว่างใบพัดคาร์บอน 7.5 กิโลวัตต์สองตัว ใบพัดหมุนด้วยความเร็ว 25,000 รอบต่อนาทีและสร้างแรงผลักได้นานถึงห้านาที

จุดมุ่งหมายของชุดปีกไฟฟ้า Wingsuit คือการเพิ่มประสิทธิภาพ และในที่สุดทีมก็สามารถพัฒนาจนครอบคลุมระยะทางที่ไกลขึ้นได้

ในวิดีโอของความสำเร็จทั้งสามคนจะเหินตามกันก่อนที่ Salzmann จะใช้กิโลวัตต์เพื่อเพิ่มพลังเพื่อบินขึ้นเหนือภูเขาอีกลูกหนึ่ง และสามารถเพิ่มระดับความสูงได้ในขณะที่นักบินคนอื่น ๆ ค่อย ๆ ลงมา 

มันดูเหมือนกับ Iron Man ในชีวิตจริง จากนั้นทั้งสามก็ใช้ร่มชูชีพและลงจอดอย่างปลอดภัย

ชุดปีกนกได้รับการเปิดเผยโดยเป็นส่วนหนึ่งของงาน #NEXTGen 2020 ของ BMW ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์นำเสนอรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครไปสู่อนาคตแห่งความคล่องตัว BMW จะจัดแสดงเทคโนโลยีใหม่มากมายและยังเผยโฉม iNext Electric crossover ใหม่

ในขณะที่เที่ยวบินแรกของ Salzmann ประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้พักผ่อนจากความสำเร็จครั้งนี้ของเขาเพราะจากข้อมูลของ BMW Salzmann ต้องการบินไปมาระหว่างตึกระฟ้าของเกาหลีใต้ต่อไป

“ผมจะต้องฝึกให้มากขึ้น” Salzmann กล่าวเสริม “เราจะเพิ่มประสิทธิภาพเทคนิคและมองไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ”

References : https://www.bmw.com/en/innovation/peter-salzmann-electrified-wingsuit.html
https://www.bmw.com/en/innovation/peter-salzmann-electrified-wingsuit.html
https://www.press.bmwgroup.com/latin-america-caribbean/article/detail/T0319810EN/digital-innovative-different:-the-bmw-group-is-presenting-nextgen-2020-digitally-at-https:-www-bmw-com/nextgen?language=en

Super Soldiers เมื่อจีนกำลังสร้างกองกำลังทหารกลายพันธุ์ด้วยเทคโนโลยี CRISPR

John Ratcliffe ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวว่า จีนกำลังใช้เทคโนโลยี CRISPR สร้างสุดยอดกองทัพทหารที่ได้รับการพัฒนาทางด้านชีวภาพที่มีความสามารถเหนือทหารทั่วไป

ถือเป็นหนึ่งในหลายหัวข้อที่น่าสนใจที่ Ratcliffe ได้กล่าวถึงใน Wall Street Journal โดยเขายืนยันว่าจีนจะเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก

เป็นไปได้อย่างแน่นอนว่าการทดลองในมนุษย์เกิดขึ้น รัฐบาลจีนน่าจะมีการปราบปรามอย่างเด็ดขาดหลังจากที่กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกในเรื่องของ “CRISPR Baby” ตั้งแต่ปี 2018

แต่ NBC รายงานว่าความสามารถในการใช้ CRISPR เพื่อเพิ่มความสามารถของมนุษย์ยังคงมีอยู่ แม้กระทั่งห้องปฏิบัติการชั้นนำของประเทศจีนก็ตามที

“ หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯแสดงให้เห็นว่าจีนได้ทำการทดลองมนุษย์ต่อสมาชิกของกองทัพปลดแอกประชาชนด้วยความหวังว่าจะพัฒนาทหารที่มีขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นทางชีวภาพ” Ratcliffe กล่าว “มันไม่มีขอบเขตทางจริยธรรมสำหรับการแสวงหาอำนาจของจีน”

แต่ Ratcliffe หรือ CIA และรัฐบาลจีนไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอรายละเอียดของ NBC และอ้างว่า กองทัพสหรัฐฯได้ทำการวิจัยที่เหนือกว่าของตนเองมากมาย แม้ว่าสหรัฐเองจะไม่ได้พยายามสร้างอำนาจทางการทหารผ่านเทคโนโลยี CRISPR

ผู้นำกองทัพจีนกล่าวว่าเทคโนโลยีชีวภาพมีศักยภาพอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับการใช้งานทางทหาร 

แต่ผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้มีความกังวลเกี่ยวกับ CRISPR ที่อาจจะมีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปสร้างยอดมนุษย์ ที่จะสร้างความเสียหายต่อทั่วโลกได้ เมื่อนำมันไปใช้ในทางที่ผิด เช่น เมื่อถูกนำไปใช้ในการสร้างทหาร Super Soldiers

“เมื่อเราเริ่มเล่นกับสิ่งมีชีวิตทางพันธุกรรม มันอาจสร้างผลกระทบที่ไม่มีใครคาดถึง” เจ้าหน้าที่ วิลสัน อดีตทหารกองทัพเรือบอกกับสำนักข่าว NBC

ต้องบอกว่า ข่าวดังกล่าว ต้องฟังหูไว้หู เพราะ มาจากสำนักข่าวจากอเมริกาอย่าง NBC แต่ถ้าถามว่าในประเทศจีนนั้นมันเคยเกิด case แบบนี้ขึ้นหรือไม่ เราคงจะได้เคยทราบข่าวกันดีในการเกิด “CRISPR Baby” ที่เป็นข่าวดังที่ผ่านมา

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของเป็นเรื่องการ Censorship ในจีน ที่เราก็อาจจะไม่ทราบโดยแท้จริงว่า พวกเขามีการพัฒนาเรื่องดังกล่าวจริง ๆ หรือไม่ ด้วยอำนาจอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ สี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน

และที่สำคัญเทคโนโลยีโดยเฉพาะในเรื่องการทหารนั้น เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อความมั่นคงที่ค่อนข้างสูง และจีนเองก็คงหวังในสิ่งนั้นอยู่เช่นกัน หากต้องการสร้างอะไรที่ทำให้พวกเขาเป็นต่อในเรื่องของความมั่นคง

เราก็ต้องมาตามหาความจริงกันต่อไปว่า จีนจะมีการสร้าง Super Soldiers จริง ๆ หรือไม่ แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงล่ะก็ สงครามรูปแบบใหม่ที่จะเกิดในครั้งหน้า เราก็ไม่อาจจะจินตนาการรูปแบบของสงครามที่มันจะเกิดขึ้นได้อีกแล้วอย่างแน่นอนครับ

References : https://www.nbcnews.com/politics/national-security/china-has-done-human-testing-create-biologically-enhanced-super-soldiers-n1249914

ยินดีต้อนรับสู่ปี 2029 ในวันที่โลกเราไม่มีห้างสรรพสินค้าอีกต่อไป

พอดีเพิ่งได้มีโอกาสหนังสือ The Future is Faster Than You Think จากนักเขียน Peter H.Diamandis และ Steven Kotler ต้องบอกว่ามีหลากหลายเรื่องราวจากหนังสือเล่มนี้ที่น่าสนใจที่ผมอยากมาเล่ากัน

เป็นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องราวของการทำนายโลกอนาคต ผ่านการวิเคราะห์เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันและคาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งในบทหนึ่ง หนังสือได้ฉายภาพอนาคตของการที่จะไม่มีห้างสรรพสินค้าอีกต่อไปได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ โดยเฉพาะในประเทศอย่างอเมริกา ที่วัฒนธรรมการช็อปปิ้งออนไลน์กำลังกลายเป็นกระแสหลัก และห้างสรรพสินค้าเริ่มทยอยล้มหายตายจากไปทีละราย จากที่ได้เราได้เห็นจากข่าวกัน

และแน่นอนว่า มันมี 2-3 เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นแน่ ๆ เช่น Virtual Reality , 3D Printing , Voice Assistant ที่กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมากในปัจจุบัน

โดยทางผู้เขียนได้ทำนายไว้ว่าในปี 2029 เครือข่ายเซ็นเซอร์ต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยี AI ได้พัฒนาจนถึงขีดสุด

เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไปห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ อีกต่อไป เพราะโลกของห้างสรรพสินค้านั้นมาอยู่บนโลก Virtual Reality ทั้งหมดแล้วนั่นเอง เราสามารถเข้าถึงนักออกแบบชื่อดัง แบรนด์ชื่อดัง ของทั้งโลกผ่าน VR

ระบบ Voice Assistant จะช่วยให้เราได้รู้ว่า มีอะไรที่กำลังเป็นเทรนด์อยู่บนโลกนี้ที่ถูกเชื่อมต่อถึงกันแบบไร้รอยต่อ

ยิ่งโดยเฉพาะสินค้าแฟชั่น นั้น จะเป็นการสร้างเพื่อตอบความต้องการของลูกค้าแต่ละราย การ Customise ไปยังลูกค้าแต่ละรายที่แตกต่างกัน เราไม่ต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนใครอีกต่อไป เราอาจจะได้เห็น เสื้อผ้าชิ้นเดียวของแบรนด์ชื่อดัง ที่มีแค่เราเท่านั้นที่ใส่อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้

แน่นอน เพราะเทคโนโลยีอย่าง 3D Printing ก็กำลังพัฒนาไปอย่างมาก ไม่ต้องมีการ stock ไปยังร้านค้าที่เป็น Physical อีกต่อไป มีการผลิตตาม Demand ความต้องการแบบทันที และตรงทุกความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

และการจัดส่งสินค้าก็จัดส่งอย่างรวดเร็วผ่าน Drone ทำให้ได้รับสินค้าแทบจะในทันทีหลังการผลิตออกมาจากเครื่องปริ้นต์ 3 มิติ

ถือได้ว่าเป็นการทำนายที่น่าสนใจ ที่อ้างอิงพื้นฐานของเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิด การ scan ร่างกายแบบ 3 มิติ นั้นเรามีเทคโนโลยีที่รองรับอยู่แล้วในปัจจุบัน และ Amazon ก็ได้ซื้อกิจการ Body Labs ที่มีเทคโนโลยีนี้อยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่ปรึกษาแฟนชั่นด้าน AI ทั้ง Alibaba และ Amazon ก็ใช้เทคโนโลยี Deep Learning เพื่อให้คำแนะนำ โดยอาศัยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านแแฟชั่นที่เป็นมนุษย์ หรือ อัลกอริธึมของ Amazon ให้คำแนะนำเสื้อผ้าตามความต้องการของผู้ใช้และพฤติกรรมในโลก Social Media

ส่วนระบบ VR นั้น Hololux ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Microsoft และ London College of Fashion แว่นตา VR ที่ช่วยให้คุณเลือกซื้อสินค้าในความเป็นจริงได้แบบผสมผสานจากทุก ๆ ที่ในโลก

ต้องบอกว่าโลกเราจะเปลี่ยนไปอย่างที่เราคาดไม่ถึงในอีก 10 ปีข้างหน้า และในวันนั้นเราอาจจะได้เห็น วันสิ้นสุดของห้างสรรพสินค้า ที่เราผูกพันกับมันมาอย่างยาวนานก็เป็นได้นั่นเองครับผม

References : หนังสือ The Future is Faster Than You Think โดย Peter H.Diamonds และ Steven Kotler