Samsung จากร้านขายของชำ สู่ ยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีระดับโลก

Samsung ก่อตั้งขึ้นในปี 1938 โดย Lee Byung-Chull นักธุรกิจท้องถิ่นที่เปิดร้านขายของชำในเมือง Daegu ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นร้านค้าขายก๋วยเตี๋ยว ปลาแห้ง ผลไม้ และผัก รวมถึงผลผลิตอื่น ๆ ในท้องถิ่น และรอบ ๆ เมือง และมีการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน

หลังจากสงครามเกาหลีในช่วงต้นปี 1950 Byung-Chull ได้ขยายธุรกิจการค้าขาย จากธุรกิจของชำ เป็นธุรกิจสิ่งทอ ได้ทำการเปิดโรงงานผลิตขนสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี ในเวลานั้นเกาหลีถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก และ Byung-Chull มีส่วนช่วยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ 

และด้วยนโยบายรัฐบาลเกาหลีใต้ ที่มีการสนับสนุน บริษัทในประเทศขนาดใหญ่ มีการปฏิบัติที่รู้จักกันในชื่อ chaebol โดยรัฐบาลจะช่วยจัดหาเงินทุน และป้องกันพวกเขาจากการแข่งขัน Samsung ถือเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจาก chaebol มาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960 มีหลักประกันสินเชื่อและการสนับสนุนทางธุรกิจอื่น ๆ จากรัฐบาลช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว

จนกระทั่งปี 1969 ที่ Samsung เข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยเปิดแผนกอิเล็กทรอนิกส์ที่มุ่งเน้นขายภายในประเทศ หนึ่งในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นแรกคือโทรทัศน์ขาวดำ ซึ่งมันเป็นครั้งแรกของบริษัท และได้เริ่มมีการส่งออกไปยังปานามาในปี 1971 โดยในช่วงกลางปี 1970, Samsung ได้ทำเครื่องซักผ้าและตู้เย็น เพิ่มขึ้นมา

Samsung ไม่อยากตกขบวนในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอื่น ๆ ในทศวรรษ 1970 ได้ทำการ สร้าง บริษัทย่อยของ Samsung เช่น Samsung Shipbuilding, Samsung Heavy Industries และ Samsung Precision Company และ Samsung ก็เริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี

Samsung ไม่อยากตกขบวนอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอื่น ๆ
Samsung ไม่อยากตกขบวนอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอื่น ๆ

ในปี 1974 Samsung Electronics ได้เข้าซื้อกิจการ Hankook Semiconductor และทำให้ Samsung กลายเป็นผู้นำตลาดในชิปหน่วยความจำในช่วงต้นปี 1990 และยังคงตำแหน่งในฐานะผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของโลกจนถึงทุกวันนี้ แม้แต่ Apple iPhones คู่แข่งของโทรศัพท์ Galaxy ของ Samsung ก็ใช้ชิปหน่วยความจำของ Samsung เช่นเดียวกัน

ปี 1970 เป็นทศวรรษที่สำคัญสำหรับ Samsung โดยเริ่มส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้านออกไปต่างประเทศ และในปี 1978 สามารถผลิตทีวีขาวดำ 4 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นจำนวนการผลิตโทรทัศน์ที่มากที่สุดในโลกในเวลานั้น 

ในปีเดียวกันนั้น Samsung เปิดสำนักงานในต่างประเทศแห่งแรกในสหรัฐอเมริกาและส่งออก เครื่อง VCR ไปยังอเมริกาในปี 1984 และในช่วงเวลานั้น บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น Samsung Electronics Co Ltd และมียอดขายเกิน 1 ล้านล้านวอน ซึ่งเทียบเท่า 3.4 ล้านล้านวอน ณ ปัจจุบัน

ในปี 1987 Byung-Chull กลายเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเกาหลีใต้ และเขาก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอด Lee Kun-Hee ลูกชายของ Byung-Chull เข้ามารับตำแหน่งของพ่อเขา ในปีต่อ ๆ มา Kun-Hee เปลี่ยนโฉมซัมซุงให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างที่เราได้เห็นในทุกวันนี้

เขาเบื่อหน่ายกับชื่อเสีย ๆ ของบริษัทในการทำสินค้าคุณภาพต่ำในปี 1993 Kun-Hee บอกพนักงานของเขาว่า “จงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างยกเว้นภรรยาและลูก ๆ ของคุณ” ต่อมา บริษัท ได้รับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมีการเปลี่ยนโฉมและสร้างนวัตกรรมใหม่ในฐานะผู้เล่นหลักในการผลิตสินค้าทางเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ 

เช่นเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นก่อน ๆ โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกของ Samsung นั้นเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ช่วงเวลาที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของ บริษัท เกิดขึ้นเมื่อ Kun-Hee ไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตโทรศัพท์และสั่งให้พนักงานสร้างกำลังการผลิตโทรศัพท์ให้ได้ 100,000-150,000 เครื่อง

ไม่น่าแปลกใจที่เขากลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเปลี่ยนโฉมใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงซึ่ง Samsung แสดงให้โลกเห็นว่าพวกเขาทำให้โทรศัพท์มือถือดีขึ้นจริง ๆ ในปี 1999 ได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือ MP3 เครื่องแรกของโลก ในขณะที่ Nokia ครองตลาดโทรศัพท์มือถือในช่วงปี 1990 Samsung ยังคงคิดค้นนวัตกรรมสำหรับโทรศัพท์มือถือ ในปี 2002 มือถือรุ่น SGH T100 ของ Samsung เป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่ใช้หน้าจอ LCD และได้กลายเป็นหนึ่งในโทรศัพท์ที่ขายดีที่สุด โดยมียอดขาย 12 ล้านเครื่องทั่วโลก 

Kun-Hee ผู้พลิกโฉม Samsung เข้าสู่ยุค Digital
Kun-Hee ผู้พลิกโฉม Samsung เข้าสู่ยุค Digital

ในขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่ยุคปี 2000 Samsung พัฒนาเทคโนโลยีใหม่สำหรับอุตสาหกรรมโทรทัศน์โดยออกแบบมาเพื่อปรับปรุงประสบการณ์การรับชมของลูกค้า ในปี 2007 Samsung มียอดขายทั่วโลกเกินกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 78.3 พันล้านปอนด์) และในปลายปี 2008 Samsung กลายเป็นผู้ผลิตโทรทัศน์อันดับหนึ่งของโลก

แต่ในปีเดียวกันนั้น (2008) ก็ได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับ Kun-Hee หลังจากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีและการยักยอกเงิน ทำให้ Kun-Hee ต้องลาออกจาก Samsung 

อย่างไรก็ตามความโดดเด่นของ Samsung ในฐานะบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกยังคงดำเนินต่อไป ในปี 2009 ซัมซุงเปิดตัวอุปกรณ์ที่ใช้ระบบ Android เป็นครั้งแรก  สมาร์ทโฟนที่รู้จักกันในชื่อ Samsung Galaxy i7500

สมาร์ทโฟน Android เครื่องแรกของ Samsung ที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์อย่างยอดเยี่ยม ที่สำคัญคือ Galaxy S ซึ่งเปิดตัวเพียง 9 เดือนหลังจาก Galaxy รุ่นแรกออกวางจำหน่าย โดยขายได้มากกว่า 25 ล้านเครื่อง 

Samsung Galaxy กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในวงการมือถือโลกของ Samsung
Samsung Galaxy กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในวงการมือถือโลกของ Samsung

Kun-Hee ได้รับการอภัยโทษจากเรื่องประธานาธิบดี Lee Myung-bak ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ หลังจากได้รับการนิรโทษกรรมเป็นพิเศษ อดีตประธานของ Samsung ก็กลับไปช่วย บริษัท หลังจากต้องรับโทษนาน 2 ปี เขากลับมาหลังจากที่ Samsung สามารถทำยอดขายได้สูงสุดในปี 2009 

Samsung ยังคงทำสิ่งที่ดีที่สุดมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยมีความกระตือรือร้นที่จะแข่งขันกับ iPad ใหม่ของ Apple ในปี 2010 Samsung เปิดตัว Galaxy Tab  “สมาร์ทโฟนขนาดใหญ่” โดยใช้ระบบปฏิบัติการ Android 2.2 โดยไม่มีการเพิ่มคุณสมบัติของแท็บเล็ตเข้าไป ทำให้ Galaxy Tab ออกสตาร์ทได้ไม่ดีเท่าที่ควร 

ในฤดูใบไม้ผลิ 2011 Apple เริ่มฟ้องร้อง Samsung ในคดีละเมิดสิทธิบัตรเกี่ยวกับ การออกแบบสมาร์ทโฟนของ Samsung ภายในเดือนตุลาคมปีนั้น ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทั้งสองต้องฟ้องร้องคดีกันกว่า 19 คดีต่อเนื่องใน 10 ประเทศ

ข้อพิพาททางกฎหมายที่ยืดเยื้อระหว่าง Samsung และ Apple ในที่สุดก็สิ้นสุดลงเสียที ในปี 2012 ศาลสหรัฐตัดสินว่า Samsung ละเมิดลิขสิทธิ์การออกแบบ iPhone ของ Apple และ Apple ได้รับเงิน 548.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (426 ล้านปอนด์) ในอีกสามปีต่อมา 

แม้จะมีการตัดสินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ที่น่าอับอาย แต่ในปี 2013 Samsung ได้รับการขนานนามว่าเป็น บริษัท เทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดของโลกโดยมีรายชื่อติดอันดับ Fortune 500 ซึ่งเป็นการจัดอันดับ บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยวัดจากรายได้ 

ความพ่ายแพ้อีกครั้งของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเกาหลีใต้เกิดขึ้นในปี 2016 บริษัท ได้หยุดการผลิตสมาร์ทโฟน Galaxy Note 7 มือถือระดับไฮเอนด์อย่างถาวร หลังจากมีรายงานว่าโทรศัพท์ติดไฟเนื่องจากความผิดพลาดของแบตเตอรี่ การเรียกคืนครั้งใหญ่นี้ คาดการณ์ว่า Samsung ต้องสูญเสียเงินสูงถึง 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (4 พันล้านปอนด์) และพิสูจน์แล้วว่าสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อชื่อเสียงของบริษัท

Note 7 กับความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ Samsung
Note 7 กับความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ Samsung

ความยากลำบากของ Samsung ยังคงดำเนินต่อไปในปี 2017 เมื่อรองประธานและทายาทของอาณาจักร Samsung ลีแจงยอง ถูกตัดสินว่ามีความผิดในเรื่องการติดสินบน เขาถูกตัดสินจำคุกห้าปีในเดือนสิงหาคมของปีนั้นแม้จะปฏิเสธข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตามหกเดือนต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 โทษของแจยองก็ลดลงครึ่งหนึ่ง และส่วนที่เหลือของคำสั่งจำคุก ได้ถูกศาลยกเลิกไป

หลังจากล้มเหลวจาก Galaxy Note 7, Samsung พยายามที่จะก้าวไปข้างหน้าและเปิดตัวต้นแบบของสมาร์ทโฟนที่สามารถพับเก็บได้เป็นครั้งแรกของโลกในปลายปี 2018 อย่างไรก็ตามเพียงไม่กี่วันก่อนวันที่จะเปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้ บริษัทได้ทำการขอเลื่อนการเปิดตัว เนื่องจากยังมีปัญหากับตัวเครื่องที่ยังไม่สมบูรณ์

แต่แม้จะเต็มไปด้วยข้อพิพาท เรื่องอื้อฉาว และความพ่ายแพ้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Samsung ก็เป็น บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 15 ของโลก โดยมียอดขายถึง 225,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีกำไร 41,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สินทรัพย์และมูลค่าตลาดของ Samsung กว่า 326,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2018

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย สำหรับบริษัท Samsung ที่เดิมนั้นขายปลาตากแห้ง หรือสินค้าของชำ เพียงเท่านั้น ที่ในปัจจุบันสามารถเติบโตกลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีของโลกอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ถือเป็น case study ทางธุรกิจที่น่าสนใจที่สุด case หนึ่งในวงการธุรกิจโลกเลยก็ว่าได้ ในการที่ Samsung ก้าวมาได้ถึง ณ จุดนี้ครับผม

References : https://www.lovemoney.com/Topics/household-money https://www.britannica.com/topic/Samsung-Electronics https://www.lovemoney.com/gallerylist/80663/samsungs-incredible-success-story-from-grocery-store-to-tech-titans

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

 

งานวิจัยใหม่กับความสามารถในการปลูกถ่ายผิวหนัง ด้วยเทคโนโลยี 3D Printing

นักวิจัยจากสถาบันโพลีเทคนิค Rensselaer ในนิวยอร์กอ้างว่ามีผิวหนังที่สร้างจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่สามารถมีชีวิตอยู่และมีเส้นเลือดเหมือนกับผิวหนังจริง ๆ ของมนุษย์

เทคนิคใหม่นี้สามารถเร่งกระบวนในการเยียวยารักษาได้อย่างมากสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการปลูกถ่ายผิวหนังเช่น ผู้ป่วยที่ถูกไฟไหม้

“ตอนนี้มันยังไม่สามารถใช้ได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทางคลินิกจริง ๆ ” หัวหน้านักวิจัย Pankaj Karande ศาสตราจารย์วิศวกรรมเคมีที่ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพและสหวิทยาการศึกษา กล่าวว่า “มันช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นได้จริง แต่ผิวหนังเหล่านี้มันยังไม่สามารถรวมเข้ากับเซลล์ของผู้ป่วยจริงได้ในตอนนี้”

ในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร  Tissue Engineering นักวิจัยได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเพิ่มเซลล์ที่สำคัญต่อการพัฒนาหลอดเลือดไปสู่คอลลาเจนของสัตว์ ภายในเครือข่ายที่ซับซ้อนของเนื้อเยื่อที่ทำการสร้างออกมาจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

“ เรารู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่าเมื่อเราเริ่มเข้าใกล้ในการสร้างสิ่งที่มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ในการสร้างอวัยวะทางชีววิทยาขึ้นมาใหม่ ซึ่งในที่สุดจะเข้ามาแทนที่และตอนนี้มันเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ ” Karande กล่าว

ผิวหนังที่ผลิตมาจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติของพวกเขา เริ่มมีความเชื่อมโยงและสามารถสื่อสารกับเส้นเลือดของหนูได้ในการทดลองกับสัตว์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันพร้อมสำหรับการใช้งานกับผู้ป่วยในระดับคลินิกจริง ๆ  

ซึ่งเซลล์ของผู้บริจาคจะต้องได้รับการแก้ไขโดยใช้เทคนิคการแก้ไขยีนเช่น CRISPR เพื่อป้องกันร่างกายของผู้ป่วยจริงที่ได้รับไม่ให้ ปฏิเสธเซลล์เนื้อเยื่อที่ผลิตจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติเหล่านี้

ถึงกระนั้นมันก็ถือเป็นทางออกที่ดี ที่ช่วยให้ร่างกายทำสิ่งที่มันทำตามรูปแบบของธรรมชาติของมนุษย์ แต่ด้วยอาจจะเพิ่มเติมด้วยความช่วยเหลือเล็กน้อยโดยเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง CRISPR นั่นเอง

References : https://futurism.com/neoscope/3d-printed-skin-blood-vessels

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Cybertruck กับแนวคิดรถกระบะหุ้มเกราะแห่งอนาคตของ Elon Musk

เหล่าแฟน ๆ ของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า Tesla ต่างพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับ Cybertruck รถกระบะรุ่นใหม่ที่เหล่าสาวกรอคอยมานานจาก Tesla

ซึ่งตอนนี้การรอคอยนั้นอาจจะจบลง ในวันพุธที่ผ่านมา เมื่อ Elon Musk CEO ของ Tesla ประกาศบน Twitter ว่ารถบรรทุกที่รอคอยมานานจะเปิดตัวในวันที่ 21 พฤศจิกายน นี้ใกล้กับโรงงานจรวด SpaceX ในท่าเรือลอสแองเจลิส

รถบรรทุก Tesla นั้นเป็นโครงการลับอันเป็นที่รักมากของ Musk มานานหลายปี ในการสัมภาษณ์กับ Recode ในปี 2018 Musk ได้อธิบายว่ามันเป็นรถบรรทุก “ Cyber ​​Runner” แห่งอนาคตที่มีลักษณะคล้ายหุ่นยนต์ มันจะยอดเยี่ยมมาก และเขารู้สึกตื่นเต้นการกับมันมาก ๆ ”

ซึ่งเราไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับรถบรรทุกรุ่นใหม่ของ Tesla มากนัก แต่ก่อนหน้านี้ Musk ได้อธิบายว่ามันเป็นรถบรรทุก 6 ที่นั่งขนาดใหญ่ที่มีหลากหลายตัวเลือก โดยรองรับสำหรับทุกช่วงระยะทาง และรองรับการบรรทุกได้มากกว่ารถกระบะทั่วไปในตลาด

เมื่อเดือนที่แล้ว Musk ยังทวีตว่ารถบรรทุกรุ่นใหม่ที่กำลังจะออกมานั้นจะ “จะรองรับผู้ให้บริการรถหุ้มเกราะมากขึ้นในอนาคต” และแนะนำว่า ทหารสามารถนำไปใช้เป็นยานเกราะได้

แต่เหล่าลูกค้าที่มีศักยภาพของ Tesla จะชอบการออกแบบใหม่ที่โดดเด่นนี้หรือไม่?

“ ตลอดเวลาที่ผู้คนพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาคิดว่าคนอื่นจะชอบมัน แต่พวกเขาไม่ได้รักตัวเองมากพอ” Musk กล่าวในงานเลี้ยงของกองทัพอากาศสหรัฐฯเนื่องในโอกาส วัน Pitch Day ที่เมือง ซานฟรานซิสโก “ ถ้าคุณไม่รักผลิตภัณฑ์คุณก็ไม่ควรคาดหวังให้คนอื่นทำมัน”

References : https://www.teslarati.com/tesla-cyberpunk-pickup-truck-us-military-use-elon-musk/ https://www.teslarati.com/tesla-elon-musk-blade-runner-pickup-truck-render/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

นักวิทยาศาสตร์เตือนมนุษย์จะสูญพันธุ์จากปัญหา Climate Change

นักวิทยาศาสตร์มากกว่า 11,000 คนใน 153 ประเทศได้รับรองแถลงการณ์ที่เพิ่งตีพิมพ์ใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้คนไม่ได้ตระหนักถึงภัยคุกคามที่อาจทำให้มนุษย์สูญพันธ์ุเลยเสียด้วยซ้ำ

“ วิกฤตสภาพภูมิอากาศมาถึงแล้วและเร่งเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่คาดไว้” จากรายงาน “ มันรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ซึ่งคุกคามระบบนิเวศธรรมชาติและชะตากรรมของมนุษยชาติ”

เนื้อหาที่ถูกตีพิมพ์ในวันอังคารที่ผ่านมา ในวารสาร BioScience ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแนวโน้มของสภาพภูมิอากาศเพื่อสนับสนุน

นอกจากนี้ในรายงานยังรวมถึงการกระทำที่เป็นรูปธรรมที่เหล่ามนุษยชาติทุกคน ควรจะนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยวิธีการหลัก ๆ ที่เหล่านักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเสนอ โดยเร่งด่วน คือการแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลด้วยพลังงานหมุนเวียน

“ เราประกาศอย่างชัดเจนว่าดาวเคราะห์โลกกำลังเผชิญภาวะฉุกเฉินขั้นวิกฤติทางสภาพภูมิอากาศ” นักวิทยาศาสตร์กล่าว “ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนเราต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา  ซึ่งจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีที่สังคมโลกของของเราทำกับระบบนิเวศทางธรรมชาติที่รุนแรง ๆ อย่างมากในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา”

และช่วงเวลาของการประกาศของแถลงการณ์ดังกล่าวจากนักวิทยาศาสตร์กว่า 11,000 คนนั้นมีความเหมาะสมด้วยเหตุผลสองประการ

อย่างแรกคือในปีนี้เป็นวันครบรอบ 40 ปีของการประชุมสภาพภูมิอากาศโลกครั้งแรก และเพียงหนึ่งวันก่อนที่จะมีการตีพิมพ์แถลงการณ์ฉบันนี้นั้น ประเทศสหรัฐอเมริกาได้แจ้งให้สหประชาชาติทราบอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาต้องการยกเลิกข้อตกลงด้านภูมิอากาศในปารีส

ซึ่งนั่นถือเป็นความหวังที่ดีที่สุดของมนุษยชาติในการหลีกเลี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะทำให้มนุษย์เราถึงคราวสูญพันธุ์ได้ ตามที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้นั่นเอง

References : https://www.sciencealert.com/a-monumental-alliance-of-world-scientists-declare-a-climate-emergency https://askopinion.com/how-serious-is-climate-change

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Youtube Premium กับก้าวสำคัญของ Google ในตลาด Streaming

ต้องบอกว่าเป็นการก้าวเข้าสู่ตลาด Streaming ที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่ได้ทำการเปิดตัว Youtube Premium ที่เป็นบริการแบบ Subscription ที่จะไม่มีโฆษณามากวนใจผู้ใช้งานอีกต่อไป

ซึ่งแน่นอนว่าผู้ใช้งานหลายคนทั่วโลก ก็กำลังรอคอย Features นี้กันอยู่ และเป็นการก้าวเข้าสู่ตลาด Streaming แบบ Subscription อย่างเต็มตัวของ Google หลังจากที่ปล่อยให้ยักษ์ใหญ่หลาย ๆ ราย เข้าไปกอบโกยมาก่อนหน้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Apple , Spotify หรือแม้กระทั่ง Netflix เองก็ตาม

แต่ด้วยฐาน Content ที่มหาศาลของ Youtube เอง ซึ่งมีทั้ง VDO และ Music เป็นฐานเดิมที่มีอยู่มหาศาลอยู่แล้วนั้น ต้องบอกว่าการเข้ามาของ Google ครั้งนี้ จะทำให้ตลาดกลับมาเดือดอีกครั้ง

การเปิดตัวราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง ด้วยค่าบริการรายเดือนเพียงแค่ 179 บาท/เดือน หรือ 239 บาท/เดือน สำหรับ Family Package นั้นต้องบอกว่า เป็นการทำราคามาอย่างดีมาก ๆ ซึ่ง เมื่อดูจาก Family Package ที่สามารถใช้งานได้ถึง 6 คน ตกเฉลี่ยคนละ 39.8 บาทเพียงเท่านั้น ถือเป็นตัวเลขค่าบริการที่น่าสนใจและน่าดึงดูดใจมาก ๆ สำหรับสมาชิกชาวไทย

ซึ่งเท่าที่ผมได้ทดลองใช้งาน นั้นถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อได้ทั้งบริการ Vdo Streaming จาก Youtube เอง ที่สามารถเล่น VDO ใน youtbe โดยไม่ต้องมีโฆษณาคั่น ซึ่งผมก็ค่อนข้างรำคาญมานานแล้วหลังจากถูกรุกหนักจากโฆษณาที่เข้ามาแบบไม่หยุดหย่อนในช่วงหลัง

และที่สำคัญ Youtube Premium เองยังเพิ่มในส่วนของ Original Content ที่เป็นแบบ VDO ทั้ง Series , สารคดี หนัง การ์ตูน เข้ามาอีกมากมายให้ได้เลือกชมกันนั้น ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก ๆ กับเงินที่เสียไปเพียงเท่านี้ แถมยังสามารถที่จะให้ run แบบ background เหมือนโปรแกรม Music Streaming อื่น ๆ ได้เสียที ไม่ต้องเปิดหน้าจอค้างไว้อีกต่อไป

เพิ่ม Original Content เข้าไป เพื่อดึงดูด ให้มาใช้งาน
เพิ่ม Original Content เข้าไป เพื่อดึงดูด ให้มาใช้งาน

และส่วนของ Youtube Music ที่เป็น App แยกออกมานั้น เรียกได้ว่า สู้กับ Music Streaming เจ้าอื่น ๆ ได้อย่างสบาย ไม่ว่าจะเป็น Apple Music หรือ Spotify เองก็ตาม เพราะสิ่งสำคัญคือฐาน Content เดิมที่ Youtube มีอยู่จำนวนมหาศาลอยู่แล้วนั่นเอง

ถ้าถามว่าศึกครั้งนี้ใครเหนื่อยสุด ก็ต้องมองไปที่ Spotify ได้เลย เพราะมีแค่บริการ Music Streaming ที่มีจุดเด่นด้าน Playlist ที่ใช้ AI มาช่วยเหลือสร้าง Playlist ที่น่าสนใจได้มากมาย

แต่ ๆ ๆ ๆ ถามว่าความเทพของวิศวกร ของ Spotify กับ Google นั้นต้องบอกว่า Google มีขุมกำลังระดับอัจฉริยะ ที่มีจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะด้าน AI ซึ่งไม่ต้องห่วงเลยว่า Google จะทำอย่างที่ Spotify ทำไม่ได้

เพราะเท่าที่ลองได้ทดสอบนั้น ระบบ AI ในการจัดการ Playlist ของ Youtube Music แทบจะไม่ได้ต่างจากที่ Spotify ทำได้เลย แถมยังจะเทพกว่าด้วยซ้ำ หากใช้ไปนาน ๆ และ Google มีข้อมูลมากพอที่จะมา Analyze ซึ่งความสามารถของทีมงาน Google ผมมองว่ากินขาด ถ้าเทียบกับ Spotify

Youtube Music ที่ออกมาชน Spotify โดยเฉพาะ
Youtube Music ที่ออกมาชน Spotify โดยเฉพาะ

ส่วน Apple Music นั้นก็คงจะไม่ได้ effect อะไรมากมาย เพราะเหมือนเป็นบริการที่แถมให้กับผู้ใช้งานอุปกรณ์ของ Apple เสียมากกว่า Apple ก็คงจะไม่ได้หวังอะไรกับ บริการ Streaming ของพวกเขามากนัก เพราะกำไรหลักของพวกเค้าอยู่ที่ hardware มากกว่า

ซึ่งแน่นอน เราอาจจะเห็นความเป็นไปได้ว่า Spotify นั้น น่าจะได้รับผลกระทบหนักจากการเปิดตัวของ youtube premium ครั้งนี้ แถม Spotify ยังสร้างเรื่องจุกจิก อย่างใน Family Plan ที่ต้องมาเช็ค location ว่าต้องอยู่ที่เดียวกันให้วุ่นวายเสียอีก ซึ่งแน่นอนว่า ฐานผู้ใช้งานส่วนนี้ก็มีโอกาสที่จะย้ายไป Youtube Premium ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งที่ลองทดสอบดูแล้วว่า ทั้งสองบริการนั้นไม่ได้ต่างกันเลยในด้าน Music Streaming แต่ Youtube แถมส่วนของบริการ VDO ให้อีก ถือว่าคุ้มค่ากว่า Spotify มาก

ต้องมาดูกันต่อไปว่า Spotify จะปรับเกมมาสู้อย่างไร ในศึก Streaming ครั้งนี้ แต่ที่แน่ ๆ สังเวียนการแข่งขันในศึก Streaming จะกลับมาเดือดอีกอย่างแน่นอนหลังจากการเข้ามาของ Google ผ่าน Youtube Premium ในครั้งนี้นั่นเองครับ

*** ตอนนี้มีบริการใช้ Free 1 เดือน ไปทดสอบกันได้ครับผมที่ https://www.youtube.com/premium ***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol