ผู้นำฉลาดชาติพ้นภัย เมื่อรัฐบาลเอลซัลวาดอร์กำลังเดิมพันชะตากรรมประเทศกับ Bitcoin

มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก ๆ นะครับ ที่ประธานาธิบดีที่เป็นผู้นำประเทศคนหนึ่ง ได้ ประกาศศักดาว่า เขาสามารถจัดการกับความมั่งของประเทศได้ผ่านสมาร์ทโฟนของเขา

และเขาคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน Nayib Bukele แห่งเอลซัลวาดอร์ ผู้นำคนรุ่นใหม่ที่กำลังเดิมพันชะตากรรมของประเทศของเขาด้วยนวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคตอย่าง Bitcoin

แต่สถานะในปัจจุบันดูเหมือนประชาชนในประเทศกำลังกังวลถึงขีดสุด เมื่อประเทศอย่างเอลซัลวาดอร์ ที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อจีดีพีอยู่ที่ 84% ในสัปดาห์ที่ผ่านมามูลค่าของ Bitcoin ร่วงหล่นลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 18 เดือน

ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ในการประชุมสกุลเงินดิจิทัลในไมอามี่ Bukele ได้ประกาศว่าประเทศของเขาจะเป็นประเทศแรกที่นำ Bitcoin มาใช้เป็นสกุลเงินอย่างเป็นทางการควบคู่ไปกับดอลลาร์ของอเมริกัน

ในเดือนกันยายน หนึ่งวันก่อนที่จะผ่านกฎหมายที่ทำให้ทุกธุรกิจในประเทศต้องยอมรับสกุลเงิน cryptocurrency โดยเฉพาะ Bitcoin และ Bukele ก็ได้นำเงินจากกองทุนสาธารณะในประเทศเข้าลงทุนใน Bitcoin อย่างบ้าระห่ำ

แต่มาถึงวันนี้ดูเหมือนวิสัยทัศน์อันเลิศหรูของประธานาธิบดีหนุ่มไฟแรงอย่าง Bukele จะสวนทางกับสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

มีผู้คนธรรมดาเพียงไม่กี่คนที่ใช้มันจริง ๆ ส่วนใหญ่ก็แค่ดาวน์โหลดกระเป๋าเงินที่มีชื่อว่า Chivo ซึ่งรัฐบาลได้แจก Bitcoin ให้คนละ 30 ดอลลาร์ สำหรับทุกคนที่ลงทะเบียนเพียงเท่านั้น

ต้องบอกว่า Bitcoin ซึ่งสูญเสียมูลค่าไปกว่า 70% ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มีความผันผวนเกินกว่าจะเป็นตัวเก็บมูลค่าที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่จีดีพีต่อหัวมีเพียงแค่ 4,400 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

“วันหนึ่งมันก็ขึ้นและวันหนึ่งมันก็ตก ฉันต้องเสียมูลค่าของเงินไปอย่างมาก” Efrain Garcia คนงานก่อสร้างกล่าว

เมื่อประชาชนเริ่มไม่เห็นด้วยกับนโยบายของ Bukele (CR:Sky News)
เมื่อประชาชนเริ่มไม่เห็นด้วยกับนโยบายของ Bukele (CR:Sky News)

ในทำนองเดียวกัน มีเพียงธุรกิจ 1 ใน 5 เท่านั้นที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดที่พวกเขาต้องยอมรับ Bitcoin แม้ว่าธนาคารกลางจะให้คำมั่นว่าจะแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลเป็นดอลลาร์ได้ทันทีก็ตาม

แม้กระทั่งใน El Zonte เมืองชายทะเลที่เป็นสนามทดลอง Bitcoin ร้านอาหารต่าง ๆ ก็รับเพียงแค่เงินสดเท่านั้น

ที่โรงแรมแห่งหนึ่งพนักงานต้อนรับบอกว่าบางคนใช้ Bitcoin เพื่อชำระบิลแต่โดยปรกติก็มีแต่พวกชาวอเมริกัน ชาวเอลซัลวาดอร์ ไม่ได้สนใจ Bitcoin เลยแม้แต่น้อย

มาถึงจุดนี้ ก็ยังไม่มีความชัดเจนมากนักว่า Bukele ใช้เงินไปเท่าไหร่ใน Bitcoin เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้เปิดเผยตัวเลขการลงทุนต่อสาธารณะ

บรรดาผู้ที่ติดตามทวีตของ Bukele มีการประเมินว่ารัฐบาลสูญเสียเงินลงทุนไปครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 50 ล้านดอลลาร์จนถึงปัจจุบัน ซึ่งนั่นไม่ใช่หายนะ แต่เป็นเครื่องบ่งชี้อย่างชัดเจนว่ามีบางอย่างผิดพลาด

Felix Ulloa รองประธานาธิบดีให้เหตุผลว่า cryptocurrency เป็นการลงทุนระยะยาว

แต่ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าจะเป็นการเส้นทางที่ถูกต้องนักสำหรับการเดิมพันประเทศกับเทคโนโลยีใหม่อย่าง cryptocurrency เนื่องด้วยสถานะประเทศที่ยากจน คงไม่สามารถเดิมพันอนาคตกับสิ่งนี้ได้

การควบรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ความน่าสนใจก็คือ แล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่ประธานาธิบดีที่สามารถเสกกฎหมายที่เดิมพันประเทศกับ Bitcoin ได้สำเร็จได้ง่ายดายเช่นนี้

มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ Bukele สามารถทำเช่นนี้ได้เพราะ เขากำลังปกครองประเทศเหมือนกับระบอบศักดินาส่วนตัว

หลังจากชนะเสียงข้างมากในการเลือกตั้งในปี 2021 เขาได้แต่งตั้งเหล่าผู้จงรักภักดีในสถาบันหลักต่าง ๆ ของประเทศ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ

Claudia Ortiz สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้านกล่าวว่า แทบจะไม่มีใครสามารถคัดค้านเรื่องเกี่ยวกับการทำให้เงินดิจิทัลถูกกฎหมายเพราะ Bukele ควบคุมทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จ

เหล่าสมาชิกสภาในประเทศต่างกังวลว่า Bitcoin จะลดความโปร่งใสในการตรวจสอบธุรกรรมต่าง ๆ เปิดเส้นทางสำหรับการฟอกเงินและการทุจริต

ซึ่งรัฐมนตรีหลายคนถูกสอบสวนเรื่องการใช้กองทุนเกี่ยวกับโรคระบาด COVID-19 ในทางที่ผิด ก่อนที่ Bukele จะทำการไล่อัยการที่ตรวจสอบเรื่องนี้ออกไป

ความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็เป็นปัญหาใหญ่ ไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นคนควบคุมคีย์ Bitcoin ของเอลซัลวาดอร์ในขณะนี้ที่นอกเหนือจาก Bukele

ต้องบอกว่าเศรษฐกิจของเอลซัลวาดอร์อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มานานก่อนที่ Bukele จะขึ้นสู่อำนาจ

ประเทศนี้มีอุตสาหกรรมการผลิตเพียงไม่กี่แห่ง แต่กลับเดิมพันประเทศกับ cryptocurrency โดยรัฐบาลคาดว่างบประมาณขาดดุลในปีนี้จะอยู่ที่ 5.7% ของ GDP

ควมหลงไหลส่วนตัวของ Bukele ใน crypto รวมถึงเรื่องราวความเผด็จการของเขา ทำให้ IMF ระงับการเจรจาเกี่ยวกับเงินกู้ 1.3 พันล้านดอลลาร์

IMF ระงับการเจรจาเกี่ยวกับเงินกู้ 1.3 พันล้านดอลลาร์ (CR:Wealthier Today)
IMF ระงับการเจรจาเกี่ยวกับเงินกู้ 1.3 พันล้านดอลลาร์ (CR:Wealthier Today)

หน่วยงานจัดอันดับได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของเอลซัลวาดอร์ ทำให้รัฐบาลต้องกู้ยืมเงินแพงขึ้น การออกพันธบัตรในประเทศเกี่ยวกับ crypto ก็มีความล่าช้า การลงทุนของรัฐบาลในน Bitcoin ทำให้เกิดความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

รัฐบาลของ Bukele มีแนวโน้มที่จะระดมเงินสดเพื่อจ่ายค่าพันธบัตร 800 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดก่อนการเลือกตั้งใหม่ของ Bukele ในปี 2024

แต่ความตึงเครียดกำลังแสดงให้เห็น แม้ว่าสภานิติบัญญัติจะอนุมัติค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อส่งเสริมการใช้ Bitcoin แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและสาธารณสุข

เราคงไม่แปลกใจเลยด้วยสกุลเงินที่ผันผวนอย่าง Crypto และผู้นำที่มีความผันผวน ได้บ่งบอกถึงอนาคตประเทศที่มีความผันผวนอย่างรุนแรงของเอลซัลวาดอร์ในขณะนี้อยู่นั่นเองครับผม

References :
https://qz.com/2117653/el-salvador-is-betting-its-economy-on-bitcoin/
https://restofworld.org/2022/el-salvador-bitcoin/
https://www.economist.com/the-americas/2022/06/16/el-salvadors-government-is-gambling-on-bitcoin
https://time.com/6103299/bitcoin-el-salvador-nayib-bukele/

จากโควิดสู่มะเร็ง กับความหวังครั้งใหม่ของมวลมนุษยชาติที่มีต่อเทคโนโลยี mRNA ของ BioNTech

Uğur Şahin (อูเกอร์ ชาฮิน) ยังคงปั่นจักรยานเข้ามาที่สำนักงานใหญ่ของ BioNTech เหมือนเคย แม้ตอนนี้เขาจะกลายเป็นมหาเศรษฐีคนใหม่ หลังจากช่วยพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ขายดีที่สุดในตอนนี้

แม้ว่าวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA นั้นจะมีการพัฒนาร่วมกับบริษัทยาสัญชาติอเมริกาอย่าง Pfizer แต่ก็เป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญมาก ๆ ของซาฮิน ที่ได้ช่วยชีวิตคนหลายล้านคนและนำเศรษฐกิจทั่วโลกกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนยุคก่อนโควิด-19 อีกครั้ง

นั่นเองที่ทำให้ BioNTech ของ ซาฮิน และภรรยา อุซเล็ม ทูเรซี่ (Ozlem Tureci) ได้รับเงินจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ซึ่งในขณะนี้บริษัทของเขามีทรัพย์สินประมาณ 19 พันล้านยูโร โดยคาดว่าจะมีรายรับเพิ่มขึ้นอีกเป็นพันล้านยูโร จากวัคซีนที่ยังมีการจำหน่ายแจกจ่ายไปทั่วทุกมุมโลก

ซาฮิน และ ทูเรซี่ เป็นมหาเศรษฐีที่ไม่เหมือนคนอื่น เงินก้อนใหม่ก้อนนี้เป็นทุนก้อนใหญ่ที่สำคัญมาก ๆ ต่อภารกิจของเขาในการเติมงบวิจัยให้กับแผนงานด้านมะเร็งวิทยา ความใฝ่ฝันของทั้้งคู่ ก็คือ การที่จะสามารถปรับแต่งยาให้เหมาะกับมะเร็งของผู้ป่วยแต่ละรายได้

ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้เองบริษัทกำลังดำเนินงานไปในทิศทางที่ถูกต้อง สร้างความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลก โดยการทดลองในระยะเริ่มต้น 2 ครั้งแสดงข้อมูลที่มีแนวโน้มที่ดีมาก ๆ โดยการทดลองหนึ่งเกี่ยวกับมะเร็งตับอ่อน และอีกการทดลองที่มุ่งเป้าไปที่เนื้องอกที่เป็นก้อน ซึ่งรวมถึงมะเร็งรังไข่และอัณฑะ

ซึ่งหากความใฝ่ฝันของ ซาฮิน และ ทูเรซี่ เป็นจริงได้นั้น มันจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมยาทั้งหมดไปตลอดกาล

ซาฮิน และ ทูเรซี่ กับความฝันในการสร้างวัคซีนเพื่อต่อสู้โรคมะเร็ง (CR:NU Online)
ซาฮิน และ ทูเรซี่ กับความฝันในการสร้างวัคซีนเพื่อต่อสู้โรคมะเร็ง (CR:NU Online)

หลังจากได้รับเงินจำนวนมหาศาลจากวัคซีนที่ผลิตร่วมกับบริษัทอย่าง Pfizer ทำให้ในปีนี้งบในการวิจัยและพัฒนาของ BioNTech เพิ่มสูงขึ้นสองเท่ากลายเป็น 1.5 พันล้านยูโร

ซาฮิน และ ทูเรซี่ ยังคงเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัย ที่ทำงานกับเครื่องสังเคราะห์แม่แบบ DNA ที่ใช้สร้าง messengerRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ BioNTech เป็นผู้บุกเบิก

mRNA ทำหน้าที่เป็นชุดคำสั่งสำหรับเซลล์ โดยบอกให้สร้างโปรตีนบางชนิด ซึ่งการตอบสนองต่อโรคระบาดใหญ่ได้รับการพิสูจน์เป็นครั้งแรกว่าเทคโนโลยีนี้สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงได้

mRNA ถูกนำมาใช้ในวัคซีนเพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันรับรู้และต่อสู้กับผู้บุกรุก เช่น Coronavirus Sars CoV-2 ซึ่งในอนาคต BioNTech ต้องการทำในสิ่งเดียวกันนี้เพื่อกระตุ้นการป้องกันของร่างกายเพื่อจัดการกับมะเร็ง

BioNTech ต้องการใช้ mRNA เพื่อจัดการกับโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นปัญหาด้านสุขภาพเรื่องใหญ่ของมวลมนุษยชาติในขณะนี้ โดยทำงานร่วมกับการรักษาอื่น ๆ โดย ซาฮิน เชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการผสมผสานการรักษาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน รวมถึงการบำบัดด้วยเซลล์ แอนติบอดี และวิธีอื่น ๆ ในการปรับระบบภูมิคุ้มกัน

ต้องบอกว่าก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัทอย่าง BioNTech แทบจะไม่ได้เป็นที่รู้จัก ในการทำ IPO เสนอขายหุ้นต่อสาธารณะชนครั้งแรกในปี 2019 BioNTech ระดมทุนได้เพียงแค่ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สองปีถัดมาได้กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่มีอนาคตสดใสมากที่สุดในยุโรป

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา BioNTech ได้เปิดเผยผลการศึกษาที่รวมเอา mRNA กับการบำบัดด้วย CAR-T-Cell เพื่อตั้งโปรแกรมระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยใหม่

CAR-T คือการรักษาที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับการรวมรวมและปรับเปลี่ยนเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง ซึ่งจนถึงตอนนี้มันได้ผลเฉพาะในมะเร็งเม็ดเลือดเท่านั้น

แต่นักวิทยาศาสตร์ของ BioNTech ได้สร้างตัวกระุต้น mRNA ซึ่งขยายจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกันและปรับปรุงความสามารถในการฆ่าเซลล์มะเร็งอื่นๆ ที่ทำให้มีประโยชน์ต่อการรักษามะเร็งส่วนอื่น ๆ ได้กว้างมาก

กลยุทธ์ของ BioNTech คือการลงทุนในเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายในคราวเดียวกัน ซาฮิน ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับสมาร์ทโฟน ซึ่งจะมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อเราค้นพบกับฟังก์ชันมากมายที่มันสามารททำได้มากกว่าเป็นแค่โทรศัพท์

“คุณเข้าใจดีว่ามันไม่ใช่แค่สมาร์ทโฟน แต่มันเป็นเครื่องคิดเลข มันช่วยให้คุณทำอะไรก็ได้” เขากล่าว “ซึ่งจากแพลตฟอร์มอันทรงพลังที่เรากำลังพัฒนา เราเชื่อว่าเราจะสามารถให้บริการโซลูชั่นที่แตกต่างกันมากมายสำหรับโรคต่าง ๆ ได้”

BioNTech มองว่าบริษัทของพวกเขาเปรียบดั่งวิศวกรของระบบภูมิคุ้มกัน นอกเหนือจากโรคมะเร็งและโรคติดเชื้อ ซึ่งบริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง

บริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ COVID-19 (CR:News-Medical)
บริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ COVID-19 (CR:News-Medical)

พวกเขายังวางแผนที่จะจัดการกับภาวะภูมิต้านทานตนเองและเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหายหรือเป็นโรค โดยรวมแล้ว บริษัทได้ดำเนินการทดสอบระยะเริ่มต้น 19 รายการและโปรแกรมพรีคลินิก 12 โปรแกรม

สำหรับโครงการด้านมะเร็งวิทยาทางคลินิกชั้นสูงสุดของ BioNTech สำหรับวัคซีนมะเร็ง โดยวัคซีนเหล่านี้ไม่ได้ป้องกันผู้รับจากการเป็นมะเร็ง ซึ่งต่างจากวัคซีนทั่วไป แต่ใช้เป็นการรักษาเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายเซลล์ที่กลายพันธุ์

แต่ก็ต้องบอกว่า BioNTech ไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่คิดการณ์ใหญ่ในเรื่องโรคมะเร็ง มีความพยายามในการสร้างวัคซีนหลายครั้งและประสบความล้มเหลวไปก่อนหน้านี้แล้ว

ปัญหาหนึ่งเกิดจากการที่การรักษาถูกนำมาใช้สายเกินไป การรักษาแบบใหม่จะถูกทดลองก่อนในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาตัวก่อน ๆ และมักจะเป็นมะเร็งระในยะท้าย ๆ ซึ่งมันมีโอกาสมากกว่าในการรักษาในมะเร็งระยะแรก ๆ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยแข็งแกร่งขึ้น

ซาฮิน มองว่าบริษัทของเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคสำคัญบางอย่างแล้ว และข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าวัคซีนมะเร็ง mRNA สามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยรายงานไว้สำหรับวัคซีนมะเร็งทั่วไปหลายร้อยเท่า

แต่เช่นเดียวกับความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ BioNTech จะเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นก็คือนวัตกรรมใหม่ของพวกเขากำลังเข้าไปขวางทางธุรกิจยาที่มีมูลค่าและผลประโยชน์จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็ง

และที่สำคัญมันไม่เหมือนกับเคสของวัคซีนโควิด-19 ที่เป็นวาระเร่งด่วนฉุกเฉินของโลกทำให้ลดระยะเวลาในการพัฒนาไปมาก ซึ่งปรกตินั้นจะต้องฝ่าด่านหน่วยงานกำกับดูแลที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งต้องมีการใช้เวลาทดลองหลายปี ถึงจะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติให้ขายหรือใช้งานจริง ซึ่งเมื่อนำมันออกสู่ตลาดจริง เทคโนโลยีนั้นก็จะล้าสมัยไปแล้วนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/12ef99d4-063a-4a45-ae4d-e8115a9c3bb1
https://www.forbes.com/sites/roberthart/2022/04/11/mrna-cancer-treatment-covid-vaccine-giant-biontech-touts-promising-early-data
https://www.fiercebiotech.com/clinical-data/biontech-touts-early-data-roche-partnered-cancer-combo-hinting-it-could-dent-prostate
https://www.theatlantic.com/ideas/archive/2021/10/mrna-vaccines-cure-cancer-biontech/620383/

Virtual Baby กับอนาคตทางเลือกใหม่ในการมีลูกแบบทามาก็อตจิ บนโลก Metaverse

Catriona Campbell ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์จากสหราชอาณาจักร ได้กล่าวว่าอีกไม่นานมนุษย์เราอาจเลี้ยงเด็กเสมือนจริงในรูปแบบของปัญญาประดิษฐ์ภายใน metaverse แทนที่จะมีการผลิตลูกเป็นมนุษย์จริง ๆ ออกมา

ลูกหลานสมมุติเหล่านี้ถูกเรียกว่า “เด็กทามาก็อตจิ” โดยอ้างอิงถึงสัตว์เลี้ยงเสมือนจริงยอดนิยมจากช่วงทศวรรษ 1990

ในหนังสือเล่มใหม่ของเธอ ” AI by Design: A Plan For Living With Artificial Intelligence ” Campbell ให้เหตุผลว่าเด็กเสมือนจริงเหล่านี้อาจเป็นคำตอบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูที่ถูกกว่าสำหรับการมีประชากรมากเกินไปและทรัพยากรที่จำกัด

ทารกเสมือนจริงสามารถ “แก้ปัญหาเร่งด่วนที่สุดบางอย่างในปัจจุบัน รวมถึงการมีประชากรมากเกินไป”

มุมมองของ Campbell ในเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากปัญหาจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและกำลังมีผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม

เป็นที่น่าสังเกตว่า มีการคาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษปัจจุบัน นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ CEO ของ SpaceX อย่าง Elon Musk ตั้งประเด็นว่าว่าเราควรพิจารณาการมีลูกมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาประชากรล้นเหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศจีน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังแนะนำว่าด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมของเด็กแต่ละคนจะเสื่อมโทรมลงอย่างมากเมื่อเวลาผ่านไป

ถึงกระนั้น Campbell ก็มั่นใจ และในขณะที่อาจฟังดูแปลก เธอคาดการณ์ว่าเมื่อ metaverse กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน มันจะกลายเป็นเรื่องปรกติเกี่ยวกับการเลี้ยงทารกในรูปแบบ AI บน metaverse

“เด็กเสมือนจริงอาจดูเหมือนเป็นเรื่องก้าวกระโดดครั้งใหญ่จากโลกที่เราอยู่ในทุกวันนี้” ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เขียนไว้ในหนังสือของเธอ “แต่ภายใน 50 ปี เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปถึงระดับที่ทารกที่มีอยู่ใน metaverse จะแตกต่างจากเด็กในโลกแห่งความจริง.”

การเลี้ยง “ลูกทามาก็อตจิ” จะไม่ฟรีทั้งหมด เธอกล่าว แต่จะทำให้ “เข้าถึงได้อย่างกว้างขวางด้วยค่าบริการรายเดือนที่ค่อนข้างต่ำ”

ต้องบอกว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับ ที่ในอนาคตประชากรที่สูงอายุอาจจะสนใจที่จะเลี้ยงลูกเสมือนจริงในโลกดิจิทัลหรือไม่? ซึ่งไม่แน่มันอาจจะเกิดเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นจริง ๆ ในโลกของ Metaverse ในอนาคตก็เป็นได้ครับผม

References :
https://www.theguardian.com/technology/2022/may/31/tamagotchi-kids-future-parenthood-virutal-children-metaverse
https://www.studyfinds.org/virtual-babies-digital-children-metaverse-catriona-campbell/
https://english.alarabiya.net/News/world/2022/06/02/Metaverse-will-lead-to-evolution-of-virtual-babies-who-grow-up-in-real-time-Expert

DeepMind x Gato AI เมื่อโลกเรากำลังใกล้เข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ในระดับเหนือมนุษย์

นักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังสร้างแนวคิดว่าเราจะเห็นปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial general intelligence – AGI) ซึ่งเป็น AI ที่สามารถบรรลุทุกสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้และอาจหลายอย่างที่เราทำไม่ได้ในช่วงชีวิตของเรา

แต่ Dr. Nando de Freitas หัวหน้านักวิจัยของ Google DeepMind ได้ประกาศอย่างกล้าหาญว่า “เกมมันได้จบลงแล้ว ” ซึ่งเขาได้กล่าวว่า “เมื่อเราทำการขยายความสามารถของ AI เราก็เข้าใกล้ AGI ด้วยเช่นกัน”

“มันเกี่ยวกับการทำให้โมเดลเหล่านี้ใหญ่ขึ้น ปลอดภัยขึ้น มีประสิทธิภาพในการคำนวณ เร็วขึ้นในการสุ่มตัวอย่าง หน่วยความจำที่ชาญฉลาดขึ้น รูปแบบต่างๆ ที่มากขึ้น” de Freitas กล่าว

แม้ว่าเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิงจะก้าวหน้าอย่างน่าประทับใจในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา แต่มีหลายคนเชื่อว่าไม่มีทางที่เราจะได้เห็นปัญญาประดิษฐ์ระดับมนุษย์ในช่วงชีวิตของเรา

แต่ปรากฏว่า de Freitas และ Ilya Sutskever หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI มองเห็นในสิ่งที่ตรงกันข้าม

DeepMind เพิ่งเปิดตัวงานวิจัยและเผยแพร่บล็อกโพสต์เกี่ยวกับระบบ AI รูปแบบใหม่ ระบบที่เรียกกันว่า ‘Gato’ สามารถทำงานต่างๆ ได้หลายร้อยแบบ ตั้งแต่การควบคุมแขนหุ่นยนต์ไปจนถึงการเขียนบทกวี

ซึ่งแน่นอนว่ามันง่ายที่จะสับสนระหว่าง Gato กับ AGI อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างก็คือ สติปัญญาทั่วไปสามารถเรียนรู้ที่จะทำสิ่งใหม่โดยไม่ต้องฝึกอบรมล่วงหน้า ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอด AI เหนือมนุษย์นั่นเอง

“ความสามารถของ Gato ในการทำงานหลายอย่างนั้นเหมือนกับวิดีโอเกมคอนโซลที่จัดเก็บเกมต่างๆ ได้ถึง 600 เกม มากกว่าที่จะเหมือนกับเกมที่คุณสามารถเล่นได้ 600 วิธีที่แตกต่างกัน มันไม่ใช่ AI ทั่วไป แต่เป็นโมเดลที่ได้รับการฝึกฝนมาล่วงหน้าจำนวนหนึ่งซึ่งมารวมกันอย่างเป็นระเบียบ” de Freitas กล่าว

AGI สำเร็จแล้วจริงหรือ?

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าสนใจกับโมเดลใหม่ ๆ ของ AI ไม่ว่าจะเป็น ทั้ง Gato, DALL-E และ GPT-3 ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ สิ่งที่ DeepMind, OpenAI และแล็บต่างๆ ที่คล้ายกันกำลังทำอยู่นั้นสำคัญมาก เป็นวิทยาศาสตร์ที่ล้ำสมัยที่กำลังจะเปลี่ยนโลกแบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน

Marcus นักวิทยาศาสตร์ นักเขียน และผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Robust.AI ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้ใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาในการสนับสนุนแนวทางใหม่ของ AGI เขาเชื่อว่าทั้งสายงานจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการหลักเพื่อสร้าง AGI และเขียนหนังสือขายดีชื่อ “Rebooting AI” ร่วมกับ Ernest Davis

เขากำลังถกเถียงและหารือเกี่ยวกับแนวคิดของเขากับทุกคนตั้งแต่ Yann LeCun ของ Facebook ไปจนถึง Yoshua Bengio จาก University of Montreal

เขาได้โต้แย้ง de Freitas ว่า “คุณไม่สามารถทำให้แบบจำลองใหญ่ขึ้นและหวังว่าจะประสบความสำเร็จ มีงานวิจัยที่ได้ทำการปรับ scale เป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา และประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ก็ประสบปัญหาบางอย่างเช่นกัน”

โดยพื้นฐานแล้ว Marcus ดูเหมือนจะโต้เถียงว่าไม่ว่าระบบที่ยอดเยี่ยมและน่าทึ่งเพียงใดก็ตาม เช่น DALL-E ของ OpenAI (แบบจำลองที่สร้างรูปภาพตามสั่งจากคำอธิบาย) หรือ Gato ของ DeepMind ก็ยังเปราะบางอย่างไม่น่าเชื่อ

แต่เมื่อนักวิจัยของ DeepMind ประกาศว่า “เกมจบลงแล้ว” เขามองว่าจะทำให้เกิดวิสัยทัศน์ของอนาคตหรือในระยะสั้นที่ยังไม่สมเหตุสมผลเพียงพอ

เขามองว่า Gato นั้นยอดเยี่ยมอย่างเห็นได้ชัด และเขาก็ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเกี่ยวกับ AGI เพราะ Gato ไม่ได้มีความฉลาดมากพอ และมีบางสิ่งที่ค่อนข้างตรงกันข้ามในความเป็นจริง

เขามองว่า AGI จะอยู่ไกลออกไปหลายสิบปี บางทีอาจเป็นเพราะ Gato, DALL-E และ GPT-3 พวกเขาแต่ละคนแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในความสามารถของเราในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเทคโนโลยี AI

อนาคตของ AI ที่เหนือมนุษย์

ใครที่ได้ติดตามวงการ AI จะทราบว่าตอนนี้มันได้เริ่มพัฒนาไปอย่างมาก ซึ่งค่อนข้างน่าเสียดายที่ช่วงเวลานี้ที่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ในวงการ ถูกเทคโนโลยีอย่าง blockchain เข้ามาเบียดบังในหน้าสื่อไปมาก

โลกเรากำลังจะเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ การสร้าง AGI ที่เรียนรู้บางสิ่งจากมนุษย์ และพวกมันจะสามารถให้เหตุผลและเข้าใจโลกทางกายภาพได้ดียิ่งขึ้น และพัฒนาไปสู่การได้มาซึ่งภาษาและแนวคิดที่ซับซ้อนที่มนุษย์ยากจะหยั่งถึง และนั่นจะกลายเป็น AI ที่สามารถบรรลุทุกสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้และอาจหลายอย่างที่เราทำไม่ได้ในช่วงชีวิตของเรานั่นเองครับผม

References :
https://thenextweb.com/news/deepmind-researcher-claims-new-gato-ai-could-lead-to-agi-says-game-is-over
https://futurism.com/the-byte/google-deepmind-agi
https://www.independent.co.uk/tech/ai-deepmind-artificial-general-intelligence-b2080740.html

ข้อมูลจาก Wearable Devices กำลังเปลี่ยนแปลงการเฝ้าระวังโรคและการวิจัยทางการแพทย์ครั้งสำคัญ

เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างมีความน่าสนใจเลยทีเดียวนะครับ สำหรับการศึกษาใหม่จากโครงการ Corona Data Donation ที่จัดขึ้นโดยสถาบัน Robert Koch ในประเทศเยอรมนี ในเรื่องการแบ่งปันข้อมูลจากเครื่องติดตามการออกกำลังกายที่กำลังกลายเป็นประแสฮิตไปทั่วโลกในขณะนี้

ข้อมูลเหล่านี้ ถือว่ามีค่าต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมาก โดยโครงการนี้ ได้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500,000 คน รวมถึงอีกกว่า 30,000 รายที่ลงทะเบียนในโครงการที่มีชื่อว่า Detect ซึ่งเป็นการศึกษาโดยสถาบันวิจัย Scripps ในแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งหากเรามองถึงการเฝ้าระวังโรคจริง ๆ ตัวบ่งชี้ที่สำคัญก็คือเรื่องของอาการไข้ ซึ่งมันเป็นสัญญาณบ่งชี้การติดเชื้อโดยตรง แต่อุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ นั้น ไม่ได้วัดอุณหภูมิ เนื่องจากการอ่านค่าที่แม่นยำทำได้ยาก

ดังนั้นจึงได้มีการวัดส่วนอื่น ๆ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การนอน กิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งโดยปรกติ อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก จะอยู่ระหว่าง 50 ถึง 100 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อร่างการมีการต่อสู้กับการติดเชื้อ อัตราการเต้นจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จากอุปกรณ์สวมใส่ที่สามารถวัดได้ อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มสูงขึ้น สี่วันก่อนที่ผู้คนจะรู้สึกถึงอาการใด ๆ จะมีหนึ่งรายสามารถตรวจพบผู้ป่วย COVID ได้ จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพัก

เมื่อคนเยอรมันนอนหลับน้อยลง

เมื่อได้ Data ขนาดมหึมา จากโครงการ ทางทีมงานก็ได้ค้นพบสิ่งลึกลับเกี่ยวกับชาวเยอรมันแทบจะทั่วพื้นที่ทั้งประเทศมีการนอนหลับน้อยลงในปี 2022 เมื่อเทียบกับปี 2020 และอัตราการเต้นหัวใจขณะพักของคนในประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่เป็นภาพสะท้อนที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือ ช่วงล็อคดาวน์นั้น ทำให้น้ำหนักของผู้คนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ แต่คำตอบนั้นก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือ ข้อมูลจาอุปกรณ์สวมใหส่เหล่านี้ เป็นตัวสร้างคำถาม ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพของผู้คน

นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของข้อมูล แต่หากมีข้อมูลมากกว่านี้ เราอาจจะได้เห็นอะไรที่เซอร์ไพรซ์มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของประชากรในประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือ ข้อมูลจากทั่วทั้งทวีป หรือ ทั่วโลกเลยก็เป็นได้

ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือนักวิจัยด้านสุขภาพ

ที่สำคัญที่สุด อุปกรณ์เฝ้าติดตามผู้ป่วย ช่วยให้นักวิจัยทางการแพทย์ได้เห็นว่าผู้ป่วยประสบกับโรคอย่างไร ตัวอย่างเช่น การทดสอบระบบหัวใจและหลอดเลือดและสมรรถภาพทางร่างกายที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ “การเดินทดสอบ 6 นาที”

การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)
การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)

ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ง่ายขึ้นด้วย fitness tracking ต่าง ๆ ซึ่งบางตัวก็ได้รวมเอาการทดสอบเหล่านี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างเช่น Apple Watch จะทำการประมาณโดยใช้ตัววัดหลายตัวจากเซ็นเซอร์ที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมปกติของผู้ใช้เป็นระยะเวลานาน เพื่อความแม่นยำของอัลกอริธึม

Andy Coravos จาก HumanFirst ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยให้บริษัทยาปรับใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเหล่านี้ในการตรวจสอบผู้เข้าร่วมการทดลองที่บ้าน

ตัวอย่างของโรคกล้ามเนื้อเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่ทำลายกล้ามเนื้อ ผลลัพธ์หลักโดยทั่วไปสำหรับยาที่พัฒนาขึ้นสำหรับโรคนี้คือการทดสอบเดิน 6 นาที และการทดสอบการปีนสี่ขั้น แต่ผู้ป่วย 60% ต้องนั่งรถเข็น ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบเหล่านีได้ แต่การใช้ปลอกแขนที่ติดตามการเคลื่อนไหวของร่างการส่วนบนทำให้พวกเขาสามารถทดลองผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ยาได้

บทสรุป

ตอนนี้ได้กลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้น ที่เหล่า App ต่าง ๆ ที่ใช้กับอุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้เล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน ในแนว Gamification เพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้กับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

ซึ่งปัจจุบัน เครื่องติดตามสุขภาพและฟิตเนสที่สวมใส่ได้เหล่านี้ สามารถเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนพยายามรักษาสุขภาพและบรรเทาความเจ็บป่วย วิธีที่แพทย์ดูแลพวกเขา และวิธีการช่วยเหลือด้านสุขภาพ

การดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลเหล่านี้จะทำให้การรักษาในอนาคตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการมีเครื่องมือแบบอัตโนมัติเหล่านี้ และนวัตกรรมที่สามารถตรวจสิ่งต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ช่วยผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังจากโรคต่าง ๆ สามารถปรับปรุงการรักษาและให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นได้

ประมาณหนึ่งในสามของการเสียชีวิตทั่วโลกนั้นมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ และมากกว่าสามในสี่ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

แต่ในอนาคต ด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีราคาลดลงไปมาก ก็จะสามารถทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของโลกเข้าถึงมันได้ และท้ายที่สุดนวัตกรรมเหล่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการยืดอายุชีวิตของมนุษย์เราให้ยืนยาวขึ้นได้นั่นเองครับผม

References :
https://econ.st/3M8vlw8
https://www.medicaldevice-network.com/comment/wearable-technology-in-healthcare-what-are-the-leading-tech-themes-driving-change/
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Advanced_Six_Minute_Walk_Test_(6MWT).jpg