นักวิทยาศาสตร์กำลังใช้ดวงจันทร์เป็นกระจกเงายักษ์เพื่อค้นหาเอเลี่ยน

นักดาราศาสตร์มีเคล็ดลับใหม่ในการตามล่าหาดาวเคราะห์นอกระบบที่อาศัยอยู่ได้และใช้ดวงจันทร์เป็นกระจกเงาขนาดมหึมา เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก

โดยทั่วไป NASA และ ESA นักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลกับแสงจับภาพที่สะท้อนออกมาจากดวงจันทร์หลังจากที่มันได้เดินทางผ่านชั้นบรรยากาศของโลก 

จากการศึกษาภาพสะท้อนของบรรยากาศที่อยู่อาศัยของโลกเรา นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าพวกเขาสามารถค้นหารูปแบบทางเคมีเดียวกันในดาวเคราะห์นอกระบบที่อยู่ห่างไกลซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ของสิ่งมีชีวิตต่างดาว

โดยปกติแล้วเมื่อนักวิทยาศาสตร์ใช้คำว่าดาวเคราะห์นอกระบบ “คล้ายโลก” พวกเขาหมายถึงโลกที่มีขนาดใกล้เคียงกับของเราและระยะทางที่เหมาะสมจากดาวฤกษ์ เพื่อให้มีอุณหภูมิที่อาศัยอยู่ได้ แต่มันยากกว่ามากที่จะบอกได้ว่าดาวเคราะห์นอกระบบเหล่านี้มีชั้นบรรยากาศหรือไม่

“หนึ่งในเป้าหมายหลักของ NASA คือการระบุดาวเคราะห์ที่สามารถสนับสนุนในการใช้ชีวิตเหมือนในโลกของเราได้” นักวิทยาศาสตร์ Allison Youngblood กล่าวในการแถลงข่าว “แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นดาวเคราะห์ที่อาศัยอยู่ได้หรือไม่มีคนอาศัยอยู่ ถ้าเราเจอดาวเคราะห์เหล่านี้”

นั่นเป็นเหตุผลที่การศึกษาของ Youngblood ซึ่งตีพิมพ์เมื่อวันพฤหัสบดีใน The Astronomical Journal จึงมีความสำคัญมาก

การศึกษานี้วัดปริมาณโอโซนในชั้นบรรยากาศของโลก การสังเกตเห็นรูปแบบทางเคมีเดียวกันที่เล็ดลอดออกมาจากดาวเคราะห์นอกระบบจะชี้ให้เห็นว่าอาจมีบรรยากาศที่อุดมด้วยออกซิเจนและมีการปิดกั้นรังสียูวีเช่นเดียวกับของโลกเรานั่นเอง

References : https://www.space.com/hubble-astronomers-moon-mirror-study-earth.html
https://in.mashable.com/science/5050/there-might-be-an-ancient-alien-city-on-the-dark-side-of-the-moon

TikTok กับภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดของเจ้าพ่อ Social Network อย่าง Mark Zuckerberg

ในธุรกิจของแพล็ตฟอร์ม Social Network นั้น มีบริการใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย บางรายอยู่รอด บางรายก็ล้มหายตายจาก แต่พี่ใหญ่ที่ดูจะทรงพลัง และ ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก Social Network คงหนีจากใครไปไม่ได้นอกจาก Facebook ของ Mark Zuckerberg นั่นเอง

ต้องบอกว่า Mark Zuckerberg นั้นนำพา Facebook มาไกลเกินกว่าที่จะมีใครจะมาหยุดความร้อนแรงของพวกเขาได้ พวกเขาได้เจอศึกหนักมาหลายๆ ครั้งในการจัดการบริการน้องใหม่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อมาท้าทายโลกแห่ง Social Network ธุรกิจหลักของพวกเขา

บางรายต้องล้มหายตาย จาก แม้กระทั่งขาใหญ่ยุคเริ่มต้นอย่าง myspace ก็ล้มไม่เป็นท่า แทบจะไม่มีจุดยืนในธุรกิจอย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน

แน่นอนว่า มีหลากหลายกลยุทธ์ที่ Mark ใช้จัดการกับภัยคุกคามเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อกิจการไปเสียเลยอย่างเช่น Instragram ที่พวกเขาได้มาในราคาถูกมาก ๆ เพียงแค่ 1 พันล้านเหรียญเท่านั้น แต่ตอนนี้กลายเป็นบริการที่ยอดนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

หรือการเข้ามาของยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่ได้ส่งบริการ Google plus เข้ามาร่วมแจม ซึ่งในช่วงแรกมีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะล้ม Facebook ให้ได้ เพราะกำลังเข้ามากัดกินส่วนแบ่งเค้กเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์จำนวนมหาศาลที่ Google เคยถือครองอยู่เพียงผู้เดียว

ยักษ์ใหญ่อย่าง Google ก็ยังพ่ายแพ้หมดรูปในตลาด Social Network
ยักษ์ใหญ่อย่าง Google ก็ยังพ่ายแพ้หมดรูปในตลาด Social Network

แต่สุดท้าย Google Plus ก็พบจุดจบเดียวกับบริการอื่น ๆ ที่ไม่สามารถต่อกรกับ Facebook ได้ เพราะดูเหมือน Mark Zuckerberg เองจะเข้าใจความเป็น Social แพล็ตฟอร์มมากกว่าคนอื่นใดในโลกนี้

หรือการเข้ามาคุกคามจาก Snapchat เองก็ตาม ที่ดูเหมือนช่วงแรก ๆ จะถือเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว แต่ก็เจอกลยุทธ์เด็ด ในการ copy cat ทำบริการเลียนแบบไปเสียเลยในผลิตภัณฑ์อย่าง instragram ก็ทำให้สถานการณ์ของ Snapchat ดูโซซัดโซเซ อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

เรียกได้ว่า ใครหน้าไหนเข้ามารุกรานในธุรกิจหลักของ Mark Zuckerberg อย่างธุรกิจ Social Network นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปเสียมากกว่า แต่ตอนนี้ ศัตรูตัวฉกาจคนสำคัญกำลังเกิดขึ้น นั่นก็คือ TikTok

ต้องบอกว่ามันคือภัยคุกคามที่อันตรายที่สุด ตั้งแต่การเกิดขึ้นของแพล็ตฟอร์ม Facebook เลยก็ว่าได้ เพราะมันได้กระจายไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง และกลายเป็นประแสไปทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ที่หันมาใช้งาน TikTok กันอย่างบ้าคลั่ง

ยิ่งโดยเฉพาะช่วงเหตุการณ์ COVID-19 นั้นดูเหมือน จะทำให้ TikTok แพร่กระจายอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น กลายเป็นกระแส Mass ขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่วัยรุ่นอีกต่อไป มันได้กลายเป็นแพล็ตฟอร์มที่ คนทุกวัยนั้นหันมาสนใจเป็นอย่างมาก

TikTok จากจีน ที่กลายมาเป็นภัยคุกคามครั้งสำคัญของ Facebook
TikTok จากจีน ที่กลายมาเป็นภัยคุกคามครั้งสำคัญของ Facebook

ซึ่งมันคล้ายกับการเกิดขึ้นของ Facebook ที่เริ่มเดิมที ฮิตเฉพาะหมู่วัยรุ่นมหาลัย ก่อนที่จะโอบล้อมไปยังกลุ่มคนวัยอื่น ๆ จนกลายเป็นอันดับหนึ่งของโลกอย่างที่เราได้เห็นในที่สุด

และดูเหมือนกระสุนเม็ดแรกที่ Mark ยิงเข้าไปเพื่อทำลาย TikTok นั้นมันจะไม่ได้ผล เพราะบริการอย่าง Lasso ที่ตั้งใจทำมาเลียนแบบ TikTok โดยตรง ดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ได้ผล และเตรียมปิดบริการในเร็ว ๆ นี้

ส่วนกระสุนเม็ดที่สอง ที่ Mark กำลังใช้โดยย้อนรอยวิธีการเดิม ๆ ในการกำจัด Snapchat นั่นก็คือ ทำการฝัง Features ไว้ในแพล็ตฟอร์มหลักของตัวเองอย่าง Instragram Reels ซึ่งเราก็ต้องมารอดูกันต่อไปว่า กลยุทธ์นี้จะได้ผลอีกครั้งหรือไม่

แต่แน่นอนว่า ตอนนี้ ศึก Social Wars รอบใหม่ได้บังเกิดขึ้นแล้ว ดูเหมือนจะสนุกกว่าครั้งเก่า ๆ ที่ผ่านมา ที่ได้คู่ต่อสู้ที่น่ากลัวอย่าง TikTok ซึ่งไม่ใช่เป็นของอเมริกา แต่เป็นของประเทศจีน แผ่นดินใหญ่ ซึ่งต้องบอกว่า มันส่งผลต่อเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายทั้งการเมือง สังคม และเรื่องของ Data

ซึ่งหากเหล่าผู้คนไหลเทมาใช้งาน TikTok มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ พลังในการกุม Data ที่มีอิทธิพลของ Facebook ก็เริ่มจะอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ซึ่งเราก็ต้องมาติดตามกันต่อไปครับว่า ศึกครั้งนี้ใครจะเป็นฝ่ายชนะ ด้วยเดิมพันที่มหาศาล แน่นอนว่า ไม่มีใครที่อยากเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างแน่นอนครับ ในศึกครั้งนี้

Neuralink กับการช่วยให้คุณสามารถสตรีมเพลงไปยังสมองของคุณได้โดยตรง

Neuralink อีกหนึ่งบริษัท Startup ของ Elon Musk กำลังทำงานบนอินเทอร์เฟซคอมพิวเตอร์กับสมองที่จะช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถสตรีมเพลงไปยังสมองของพวกเขาได้โดยตรง

Musk ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของทั้ง SpaceX และ Tesla จะมีการเปิดเผยข้อมูลใหม่ครั้งใหญ่เกี่ยวกับ Neuralink ในเดือนหน้า แต่เขาก็ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดบางส่วนทาง Twitter ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

การตอบสนองต่อนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชื่อดังอย่าง Austin Howard ที่กล่าวว่า Musk ยืนยันว่าเทคโนโลยีของ Neuralink จะช่วยให้ผู้คน “ฟังเพลงโดยตรงจากชิปของเรา”

เขายังกล่าวอีกว่า Neuralink “สามารถช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนและใช้มันเพื่อประโยชน์ของมนุษย์เราในด้านอื่น ๆ เช่น เพิ่มความสามารถและการใช้ในการบรรเทาความวิตกกังวล ฯลฯ”

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 Neuralink จัดงานนำเสนอครั้งสำคัญ เพียงแค่ครั้งเดียวเกี่ยวกับการทำงานของเทคโนโลยีของบริษัทใหม่แห่งนี้

Musk กล่าวในงานปี 2019 ว่า บริษัท กำลังทำงานกับอุปกรณ์แบบใหม่ ที่จะทำให้สามารถเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างคอมพิวเตอร์และชิปที่แทรกอยู่ในสมองของเรา

เทคโนโลยีนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยคนที่ทุกข์ทรมานจากโรคสมอง เช่น พาร์กินสัน แต่เป้าหมายสูงสุดของ Neuralink คือการทำให้มนุษย์สามารถแข่งขันกับปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงได้ในอนาคตนั่นเอง เขากล่าว

กระบวนการของการติดตั้งชิปจะคล้ายกับการผ่าตัดด้วยเลเซอร์เลสิก

โดยส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีนี้จะเกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์ศัลยกรรมประสาท ซึ่งเหมาะกับความยืดหยุ่นในการฝังเข้าไปในสมองที่เชื่อมต่อกับชิปคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กมาก ๆ

ชิปใหม่ที่จะ Stream เพลงเข้าสู่สมองได้โดยตรง
ชิปใหม่ที่จะ Stream เพลงเข้าสู่สมองได้โดยตรง

รายงานการวิจัย ที่แสดงรายละเอียดอุปกรณ์ อ้างว่าสาย USB-C เพียงเส้นเดียวจะสามารถ“ สตรีมมิ่งข้อมูลแบบเต็มแบนด์วิดท์” ไปยังสมอง

Neuralink มีการประกาศรับสมัครงาน 11 รายการบนเว็บไซต์ของ บริษัท ซึ่งมีทั้งตำแหน่งวิศวกรเครื่องกล วิศวกรซอฟต์แวร์ วิศวกรด้านหุ่นยนต์ และ “ช่างทางด้านเทคนิค”

ในช่วงสุดสัปดาห์ Musk ได้ทวีตรับสมัครงาน โดยขอให้คนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในอุปกรณ์เหล่านี้เข้ามาร่วมงานกับเขา

“ หากคุณเคยแก้ไขใหญ่ ๆ เกี่ยวกับโทรศัพท์ / อุปกรณ์สวมใส่ (ส่วนของการประมวลผลสัญญาณ การชาร์จ การจัดการพลังงาน ฯลฯ ) โปรดพิจารณาการทำงานที่ [Neuralink]” เขาทวีต

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Musk พูดเป็นนัย ๆ ว่าชิป ของ Neuralink จะสามารถรักษาอาการซึมเศร้าและการติดยาเสพติดได้โดยการ train ส่วนของสมองที่รับผิดชอบต่อความทุกข์เหล่านี้

การทดลองได้ดำเนินการกับสัตว์แล้ว และการทดลองในมนุษย์มีกำหนดเริ่มต้นในปีนี้ แต่รายละเอียดยังไม่ได้เปิดเผยสู่สาธารณะ ซึ่งข้อมูลเพิ่มเติมจะถูกประกาศวันที่ 28 สิงหาคม ที่จะถึงนี้

ถือเป็นโครงการลับที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับ Neuralink ที่ Musk เข้ามาทุ่มเทให้อีกงาน โดยโปรเจคก่อนหน้าทั้ง SpaceX , Tesla หรือ SolarCity นั้น เป็นบริษัทที่ล้วนอยู่ในอุตสาหกรรมที่มี Impact ต่อโลกเราอย่างมหาศาล

ทุกสิ่งที่เขาทำนั้นมีหลายคนเคยปรามาสว่าเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน และไม่มีทางเป็นไปได้ แต่มัสก์ ก็ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าแม้จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ หรือ ยากเย็นเพียงใด เขาก็สามารถทำมันให้เห็นผลเป็นประจักษ์ได้สำเร็จ

เขาจับอุตสาหกรรมอย่างยานอวกาศ และ รถยนต์ ที่อเมริกาเหมือนจะถอดใจไปแล้ว และพลิกโฉมจนมันกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ได้สำเร็จ ซึ่งหัวใจหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้คือทักษะของมัสก์ในฐานะผู้สร้างซอฟต์แวร์และความสามารถในการประยุกต์มันเข้ากับเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และแน่นอนว่า Neuralink จะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เราจะตะลึงกับภาพความฝันนี้ที่ Musk จะทำให้มันกลายเป็นจริงอีกครั้งอย่างแน่นอนนั่นเองครับ

References : https://www.independent.co.uk/life-style/gadgets-and-tech/news/elon-musk-neuralink-brain-computer-chip-music-stream-a9627686.html
https://www.biorxiv.org/content/10.1101/703801v4
https://www.independent.co.uk/life-style/gadgets-and-tech/news/elon-musk-brain-chip-neuralink-depression-addiction-a9612931.html

COVID-19 กับการสูญเสียความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐใช้จ่ายหลายพันล้านดอลลาร์ทุก ๆ ปีมากกว่ารัฐบาลอื่น ๆ ในโลก เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย และหวังจะใช้มันเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ที่คาดเดาไม่ได้อย่างเช่นที่กำลังเกิดขึ้นกับการแพร่ระบาดของ COVID-19

ต้องบอกว่านี่คือความล้มเหลวของนโยบายวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาสมัยใหม่ นโยบายที่ย้อนกลับไปถึงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงครามผู้กำหนดนโยบายเรียกร้องให้รัฐสภามีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพและความคิดทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ 

ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือยุคทองของประเทศ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการสนับสนุนจากรัฐบาลสำหรับการวิจัยขั้นพื้นฐานและการศึกษาเพื่อเติมเต็ม ห้องปฏิบัติการวิจัยเชิงลึกที่ใช้ในอุตสาหกรรม ด้วยจุดแข็งที่รวมกันเหล่านี้ทำให้ประเทศมีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างรวดเร็วและวางรากฐานทางเทคโนโลยีสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ของประเทศทั้งในด้านโทรคมนาคม ด้านการทหารและสุขภาพ  

โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แต่สหรัฐฯยังคงทำงานอย่างหนักกับ นโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบเดิม ๆ  แม้อเมริกาจะประสบความสำเร็จในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการวิจัยเชิงวิชาการในโลก

แต่ในขณะเดียวกันความสามารถของประเทศในการเปลี่ยนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นโซลูชั่นที่ใช้งานได้จริงนั้นดูเหมือนจะล้มเหลวไม่เป็นท่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการแพร่ระบาดของ COVID-19 

สหรัฐฯ ใช้เวลาในการวิจัยด้านสุขภาพของมนุษย์มากกว่าเรื่องของเกษตรกรรมและพลังงานรวมกัน แต่ดูเหมือนว่ามันยังไม่เพียงพอในการเตรียมตัวไว้สำหรับ COVID-19 ไม่ใช่เพราะเรื่องงบประมาณที่น้อยเกินไปอย่างแน่นอน แต่เพราะมันไม่ได้ถูกใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ  มี 3 บทเรียนที่น่าสนใจที่จะกล่าวถึงในบทความนี้

1. ไม่เพียงแค่ให้ทุนวิจัยอย่างเดียว

ต้องบอกว่าจำนวนเงินที่สหรัฐอเมริกาใช้จ่ายในงานวิจัยโดยเฉพาะเรื่องของวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ที่อยู่นอกระบบงานวิจัยทางด้านการทหารแล้วนั้น ระบบของอเมริกาถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ทุนสนับสนุนการวิจัย แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา 

มหาวิทยาลัยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยระดับชาติมากที่สุดพร้อมกับหน่วยงานภาครัฐและห้องปฏิบัติการที่ไม่แสวงหากำไรอื่น ๆ สถาบันเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ด้วยแรงจูงใจที่ส่งเสริมการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ และผลงานที่ตีพิมพ์ออกมา 

ดังนั้นในขณะที่สหรัฐฯให้เงินสนับสนุนงานวิจัยจำนวนมากในด้านต่าง ๆ เช่น ภูมิคุ้มกันวิทยาและโรคติดเชื้อ แต่ใช้เวลาน้อยมากในการแปลการค้นพบเหล่านั้นเป็นการเตรียมการสำหรับการแพร่ระบาด ซึ่งความจริงแล้วนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งคู่

ด้วยการตระหนักถึงความต้องการในการแก้ปัญหาสหรัฐอเมริกาจึงเริ่มให้การสนับสนุนความท้าทายที่ยิ่งใหญ่และศูนย์วิจัยที่มุ่งเน้นปัญหาเฉพาะด้าน เช่น การพัฒนาในด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่ถูกกว่า หรือแบตเตอรี่รุ่นต่อไป 

ซึ่งความคิดริเริ่มเหล่านี้เป็นขั้นตอนในทิศทางที่ถูกต้องสำหรับนวัตกรรมของประเทศโดยเฉพาะนวัตกรรมที่ส่งผลด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเงินทุนของรัฐบาลส่วนใหญ่มักจะไหลไปที่นักวิชาการ และนักวิจัยภาครัฐไม่กี่กลุ่ม ซึ่งแน่นอนว่าผลงานของพวกเขาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการค้นพบและเผยแพร่ในวารสารและการนำเสนอในที่ประชุมทางวิชาการเพียงเท่านั้น

2. หลีกเลี่ยงการระดมทุนเพื่อการวิจัยในระดับอุตสาหกรรม

บริษัท ขนาดใหญ่ไม่ได้สนใจในการระดมทุนในนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์ในขั้นต้น รัฐบาลสหรัฐล้มเหลวในการตอบสนอง การสนับสนุนจากรัฐบาลสำหรับการวิจัยภาคเอกชนนั้นลดลงไปจากยุครุ่งเรืองในช่วง 50 ปีก่อนเป็นอย่างมาก

ซึ่งผลที่ได้คือผู้คนในอุตสาหกรรมที่รู้วิธีการใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงกับการวิจัยที่ล้ำสมัยและการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลน้อยกว่าที่เคยเป็นมา และเนื่องจากองค์กรวิจัยของรัฐได้แยกตัวออกจากภาคอุตสาหกรรมจึงมีวิธีการตรวจสอบและปรับขนาดเทคโนโลยีที่สำคัญน้อยมาก เช่น การพัฒนาวัคซีนในโรคระบาด

ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลยังไม่พร้อมที่จะสนับสนุนรูปแบบการวิจัยในอุตสาหกรรมที่สดใสที่สุดในวันนี้ นั่นก็คือ Startup บริษัทเอกชนจะถูกแยกออกจากการเข้ารับเงินทุนวิจัยส่วนใหญ่อย่างเด็ดขาด ส่วนใหญ่จะเป็นการระดมทุนในภาคเอกชนด้วยกันเอง

ทำให้บริษัท Startup ที่เพิ่งเริ่มต้นจะมีความเสียเปรียบเพราะกฎการระดมทุนถูกสร้างขึ้นสำหรับบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่สามารถทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง 

โครงการวิจัยขั้นสูงของหน่วยงานทางด้านกลาโหมอย่าง DARPA เป็นหนึ่งในไม่กี่หน่วยงานของรัฐที่มีความยืดหยุ่นในการระดมทุนการวิจัยที่ดีที่สุด  

ตัวอย่าง บริษัทอย่าง Moderna Therapeutics เป็นหนึ่งในหลาย ๆ บริษัท ที่พัฒนาวัคซีนที่เกิดจากงานวิจัยที่ได้รับทุนจาก DARPA ในระยะเริ่มต้น แต่ถึงกระนั้น DARPA ก็ยังต้องการการเชื่อมต่อที่ดีกว่ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม 

Darpa ที่มีงานวิจัยสุดล้ำออกมามากมาย แต่สำหรับวงการทหารเพียงเท่านั้น
Darpa ที่มีงานวิจัยสุดล้ำออกมามากมาย แต่สำหรับวงการทหารเพียงเท่านั้น

โดยทาง DARPA กำลังพัฒนาวิธีการสำหรับผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์เพื่อทำงานร่วมกับนักวิจัยของ DARPA และเชื่อมโยงการวิจัยในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่เทคโนโลยีชีวภาพไปจนถึงเทคโนโลยีทางด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์

3. มุ่งเน้นไปสู่สิ่งที่สำคัญสำหรับอนาคต

การที่ระบบยังคงยึดติดอยู่กับลำดับความสำคัญและแนวทางการวิจัยของศตวรรษที่ผ่านมา มันไม่สามารถปรับโฟกัสได้เร็วพอสำหรับปัญหาที่มีความสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความปลอดภัยของข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัย หรือ การแพร่ระบาดของโรค

ตัวอย่างผลงานการวิจัยของสหรัฐในปัจจุบันมันแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยเงินทุกดอลลาร์สหรัฐฯ จะใช้ไปกับการวิจัยทางชีววิทยาและการแพทย์เพียงแค่ 15 เซ็นต์เพียงเท่านั้น

ในการวิจัยทางเคมีและฟิสิกส์แม้จะมีศักยภาพมหาศาลสำหรับการคิดค้นในการดักจับคาร์บอนการเก็บพลังงานหรือพลังงานฟิวชั่น ซึ่งได้ทำการวิจัย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ต้องการโซลูชั่นเหล่านี้ทันที เช่นเดียวกับ งานวิจัยทาด้านชีววิทยาและการแพทย์ ที่ต้องการสิ่งที่เป็นโซลูชั่นที่สามารถใช้งานได้ทันที เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นนั่นเอง

ต้องบอกว่า Covid-19 เป็นวิกฤตที่น่ากลัว นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ในการทบทวนอีกครั้งว่าการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจะสามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างไรในอนาคต

สำหรับการทุ่มเทงบประมาณไปจำนวนมหาศาลขนาดนี้ของอเมริกา แต่เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นจริงกลับไม่สามารถจะช่วยเหลือประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อสถานการณ์ทางด้าน COVID-19 ของอเมริกานั้น ยังวิกฤติอยู่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ณ ปัจจุบัน อย่างที่เราได้เห็นกันนั่นเองครับ

References : https://www.technologyreview.com/2020/06/17/1003322/how-the-us-lost-its-way-on-innovation

อนาคตของแบตเตอรี่รูปแบบใหม่ที่มีราคาถูกกว่าลิเธียมไอออน 90%

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีบทบาทสำคัญในโลกของเทคโนโลยีให้พลังงานทุกอย่างตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงรถยนต์อัจฉริยะและหนึ่งใน นักพัฒนาแบตเตอรี่คนสำคัญของโลก กล่าวว่าเขามีวิธีลดต้นทุนการผลิตถึง 90% และปรับปรุงความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ

Hideaki Horie ซึ่งเดิมเคยเป็นพนักงานของบริษัทนิสสันมอเตอร์ จำกัดได้ก่อตั้ง APB Corp ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโตเกียวในปี 2018 เพื่อผลิต “แบตเตอรี่โพลีเมอร์ชนิดใหม่” โดย บริษัท ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม บริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Obayashi Corp ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับงานทางด้านอุตสาหกรรม Yokogawa Electric Corp.และผู้ผลิตคาร์บอนไฟเบอร์ Teijin Ltd.

“ ปัญหาในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมในตอนนี้คือการผลิตอุปกรณ์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์” Horie กล่าวในการให้สัมภาษณ์ “เป้าหมายของเราคือการทำให้มันเป็นเหมือนการผลิตเหล็ก”

การสร้างเซลล์ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานของแบตเตอรี่ทุกชนิดนั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งต้องใช้สภาพห้องสะอาด เพื่อควบคุมความชื้น รวมถึงการกรองอากาศอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของวัสดุที่มีปฏิกิริยาสูง การติดตั้งอาจมีราคาแพงจนผู้เล่นชั้นนำจำนวนหนึ่งอย่าง LG Chem Ltd.ของเกาหลีใต้,  CATL ของจีนแล ะPanasonic Corp ของญี่ปุ่นใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างโรงงานที่มีความเหมาะสม

นวัตกรรมของ Horie คือการเปลี่ยนส่วนประกอบพื้นฐานของแบตเตอรี่ ขั้วอิเล็กโทรดที่ทำจากโลหะและอิเล็กโทรไลต์เหลวด้วยการสร้างเรซิ่น เขากล่าวว่าวิธีการนี้ช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความเร็วในการผลิตทำให้เป็นเรื่องง่ายกว่าเดิมเป็นอย่างมาก โดยสามารถที่จะใช้แผ่นแบตเตอรี่ที่มีความยาว 10 เมตรที่สามารถวางซ้อนกันเพื่อเพิ่มความจุได้ ที่สำคัญแบตเตอรี่ที่ทำจากเรซิ่นยังทนทานต่อการติดไฟมากกว่าแบตเตอรี่แบบลิเธียมอีกด้วย

Hideaki Horie ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ให้กับวงการแบตเตอรี่
Hideaki Horie ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ให้กับวงการแบตเตอรี่

ในเดือนมีนาคม APB ระดมทุน 8 พันล้านเยน (74 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นทุนในการสร้างโรงงานหนึ่งแห่งสำหรับการผลิตซึ่งจะเริ่มต้นเดินหน้าการผลิตในปีหน้า Horie ประมาณการว่าเงินทุนจะทำให้โรงงานของเขาในภาคกลางของญี่ปุ่นมีความจุ 1 กิกะวัตต์ภายในปี 2033

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนพัฒนามาอย่างยาวไกลตั้งแต่เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์มาเกือบสามทศวรรษแล้ว พวกมันใช้งานได้นานขึ้นบรรจุพลังงานได้มากขึ้นและค่าใช้จ่ายน้อยลงกว่าเดิมซึ่งเมื่อทศวรรษที่แล้วแบตเตอรี่ลิเธียมช่วยในการผลักดันการเติบโตของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต แต่ความปลอดภัยยังคงเป็นปัญหาและแบตเตอรี่ยังคงเป็นสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในผลิตภัณฑ์หลาย ๆ อย่างที่ใช้มันอยู่

ในแบตเตอรี่แบบดั้งเดิมการสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าแรงดันหลายร้อยแอมแปร์ ซึ่งเป็นปริมาณสูงหลายเท่าของกระแสไฟฟ้าที่ส่งไปยังบ้านทั่วไป อุณหภูมิสามารถเพิ่มขึ้นได้สูงถึง 700 องศาเซลเซียส แต่แบตเตอรี่ของ APB หลีกเลี่ยงสภาพความหายนะดังกล่าวโดยใช้การออกแบบสองขั้ว และช่วยให้พื้นผิวทั้งหมดของแบตเตอรี่ช่วยในการดูดซับไฟกระชากได้

Horie ยอมรับว่า APB ไม่สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่แบตเตอรี่ที่ได้รับประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาดหลังจากการลงทุนจำนวนหลายพันล้านในการพัฒนามากว่าหลายสิบปี แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่ภาคยานยนต์ APB จะมุ่งเน้นไปที่แบตเตอรี่ที่ใช้ในอาคารสำนักงานและโรงไฟฟ้าก่อนเป็นอันดับแรก

ตลาดดังกล่าวจะมีมูลค่ากว่าแสนล้านเหรียญ ภายในปี 2025 จะมีความต้องการแบตเตอรี่ทั่วโลกมากกว่าห้าเท่าของปีที่แล้วตามข้อมูลประมาณการของ Wood Mackenzie สหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวซึ่งรวมถึงในประเทศจีนจะเป็นแหล่งหลักในการเพิ่มความต้องการใช้พลังงานแบตเตอรี่ มีแนวโน้มที่จะเห็นการเพิ่มขึ้น 10 เท่าเป็น 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Horie วัย 63 เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในช่วงเริ่มต้น ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1990 ในช่วงต้นของอาชีพที่บริษัทนิสสันของเขา เขาเริ่มต้นการวิจัยการผลิตรถยนต์เป็นรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด 

ในปี 2000 นิสสันได้เริ่มธุรกิจแบตเตอรี่ของตน โดยได้รับการช่วยเหลือจากบริษัทเรโนลต์  Horie ทำการจูงใจให้ Carlos Ghosn หัวหน้าคนใหม่ที่นิสสันของเขาเชื่อว่ายานพาหนะไฟฟ้ามีคุณค่า 

หลังจากการนำเสนอเป็นเวลา 28 นาที Ghosn ตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดประกาศงานของ Horie ว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญ และทำให้ โครงการ Nissan’s Leaf ของนิสสันไดกลายเป็นรถยนต์ EV ที่ขายดีที่สุดในรอบทศวรรษ

Nissan’s Leaf ที่กลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ EV ที่ขายดีที่สุด
Nissan’s Leaf ที่กลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ EV ที่ขายดีที่สุด

Horie คิดไอเดียเกี่ยวกับแบตเตอรี่โพลิเมอร์ทั้งหมดขณะที่ยังอยู่ที่นิสสัน แต่ไม่สามารถรับการสนับสนุนจากบริษัทเพื่อทำให้มันเป็นจริงได้ โดยในปี 2012 ในขณะที่ทำการสอนที่มหาวิทยาลัยโตเกียวเขาได้รับการติดต่อจาก บริษัทซันโยเคมิคอลอินดัสตรี จำกัด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของวัสดุที่ใช้ในการดูดซับ superabsorbent โดยทั้งสองได้ร่วมกันพัฒนาแบตเตอรี่ตัวแรกของโลกโดยใช้เจลโพลิเมอร์นำไฟฟ้า หลังจากนั้น ในปี 2018 Horie ได้ก่อตั้ง APB และ Sanyo Chemical ได้กลายเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายแรก ๆ ของเขา

APB ได้รวบรวมกลุ่มลูกค้ารายแรก ๆ ซึ่งเป็น บริษัทญี่ปุ่นขนาดใหญ่ที่มีช่องทางจัดจำหน่ายและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ที่มีการขายส่วนใหญ่ในต่างประเทศ Horie กล่าว เขาปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมและกล่าวว่า APB วางแผนที่จะประกาศแผนการต่าง ๆ ให้เร็วที่สุด

ต้องบอกว่า ตอนนี้ หลาย ๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ ได้กำลังทำการวิจัยในผลิตภัณฑ์ในอนาคตอย่างแบตเตอรี่ ซึ่งจะกลายมาเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญของหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้งานมันในอนาคต

แน่นอนว่า งานของ Hideaki Horie เป็นอีกหนึ่งงานวิจัย ที่น่าสนใจ และเขาก็ถือเป็นหนึ่งในกลุ่นคนยุคบุกเบิกในการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ ลิเธียมไอออนมาจนถึงปัจจุบัน และบริษัทใหม่ของเขาอย่าง APB ที่กำลังวิจัยแบตเตอรี่รูปแบบใหม่อยู่นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งในบริษัทที่น่าจะเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต ด้วยความต้องการแบตเตอรี่ ที่สูงขึ้นหลายเท่า จากการเกิดขึ้นโดยเฉพาะ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ที่มีแบตเตอรี่เป็นชิ้นส่วนที่สำคัญนั่นเองครับ

References : https://totalbatteryconsulting.com/
https://www.bloomberg.com/quote/RNO:FP
https://www.bloomberg.com/news/articles/2020-07-08/nissan-pioneer-touts-resin-battery-that-s-90-cheaper-to-make
https://www.japantimes.co.jp/news/2020/07/09/business/tech/hideaki-horie-invents-new-battery/
https://www.mdpi.com/2032-6653/2/2/113