Capitalism 5.0 ทุนนิยมยุคใหม่กับการเร่งอนาคตมนุษย์ให้เร็วกว่าที่เราจะสามารถจินตนาการได้

ต้องบอกว่า การขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้าผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้น แม้นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์เราขับเคลื่อนสู่อนาคต แต่ก็ต้องบอกว่า ไม่มีอะไรที่เร่งการพัฒนาเทคโนโลยีได้ดีไปกว่าเงินทุน

โครการระดมทุนครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในปี 1997 เมื่อ Marillion วงดนตรีร็อกชาวอังกฤษระดมทุน 60,000 ดอลลาร์ ผ่านการบริจาคออนไลน์ เพื่อเป็นเงินทุนในการทัวร์ในสหรัฐอเมริกา

20 ปีต่อมา การระดมทุนนั้นเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล ในปี 2015 มียอดการระดมทุนทั่วโลกรวม 34,000 ล้านดอลลาร์

ในขณะที่ Marillion ต้องคิดค้นกระบวนการทั้งหมดที่ใช้ในการขับเคลื่อนแคมเปญการระดมทุนของพวกเขา แต่ผู้ประกอบการปัจจุบันสามารถเลือกแพล็ตฟอร์ม crowd funding ที่แตกต่างกันถึง 600 แพล็ตฟอร์มเฉพาะแค่ในอเมริกาเหนือเท่านั้น

ตัวอย่าง Kickstarter ซึ่งเป็นหนึ่งในแพล็ตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้เปิดตัวโครงการกว่า 450,000 โครงการ โดยมีเงินทุนกว่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ในแพล็ตฟอร์มดังกล่าว

ซึ่งแน่นอนว่า มันไม่มีทางเกิดขึ้นในยุคก่อนหน้านี้ มันเป็นช่วงเวลาที่มาบรรจบกันพอดีระหว่างความพร้อมของเทคโนโลยีด้านอินเทอร์เน็ต รูปแบบการชำระเงิน และความพร้อมของเหล่านักลงทุน

Kickstarter กับแพล็ตฟอร์มการระดมทุนแบบ Crowd Funding (CR:Kickofflabs)
Kickstarter กับแพล็ตฟอร์มการระดมทุนแบบ Crowd Funding (CR:Kickofflabs)

ตัวอย่างการระดมทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจาก Kickstarter เช่น Pebble Time ที่เป็น Smart Watch ซึ่งสามารถระดมทุนได้กว่า 20 ล้านเหรียญในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสำเร็จหากเราย้อนเวลากลับไปในวันของวงดนตรีร็อกอย่าง Marillion

แน่นอนว่า การระดมทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่ ทำให้เกิดนวัตกรรมมากมายและพลิกโลกเราไปอย่างที่ไม่มีใครคาดฝันถึง การลงทุนใน Amazon , Google , Uber , Apple หรือ Facebook ล้วนเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์เราไปอย่างสิ้นเชิง

และมันกำลังเติบโตขึ้นด้วยอัตราเร่ง ที่ทุนเหล่านี้ เริ่มมีเงินทุนจำนวนมหาศาลมากขึ้น และกำลังผลักดันเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลกอย่างรวดเร็วมากแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในสหรัฐอเมริกามีเงินร่วมทุนเพิ่มขึ้นจาก 8.1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 1995 เป็น 61,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2016 และมีการลงทุนสูงถึง 99,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2017 และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน

เม็ดเงินเหล่านี้ได้ไกลเข้าสู่วงการเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้เกิดนวัตกรรมขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการลงทุนด้าน AI กำลังเพิ่มขึ้น จากการลงทุน 5.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2017 เป็น 9.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2018 และกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึง เทคโนโลยีทางด้านชีวภาพเช่นเดียวกัน โดยเพิ่มจาก 11,800 ล้านดอลลาร์ ในปี 2017 เป็น 14,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2018

หรือนวัตกรรมอย่าง ICO จากอาณาจักร Cryptocurrency ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการระดมทุนโดยใช้เทคโนโลยี blockchain ซึ่งเหล่า startup สามารถระดมทุนได้โดยการสร้างและขายสกุลเงินเสมือนของตนเองอย่าง Token ซึ่เปรียบเสมือนขายหุ้นในบริษัท และสัญญาว่าจะทำกำไรในอนาคต

และแน่นอนว่าแหล่งเงินทุนที่ใหญ่ที่สุดที่เป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกเทคโนโลยีในตอนนี้ คงไม่พูดถึงกองทุน Vision Fund ของ Softbank ไม่ได้

เพราะกลายเป็นว่ามันได้กลายเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่สุด และลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นทางการศึกษา การแพทย์ การขนส่ง ecommerce เทคโนโลยีด้านชีวภาพ ซึ่งเป็นอนาคตของโลกเราแทบจะทั้งสิ้น

นั่นเองที่ทำให้ Masayoshi Son CEO ของ Softbank ได้ทำการรวบรวมเงินทุนจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เงินที่ได้จากเศรษฐกิจยุคเก่าอย่างในอุตสาหกรรมน้ำมันของ เครือข่ายตะวันออกกลาง ก็มาบรรจบกันที่กองทุน Vision Fund

Masayoshi Son แห่ง Softbank ที่ทำการระทุนก้อนยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก (CR:Menabytes)
Masayoshi Son แห่ง Softbank ที่ทำการระทุนก้อนยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก (CR:Menabytes)

มันเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และ ช่วยให้องค์กรทั้งภาครัฐ หรือ เอกชน ที่มีเงินสดจำนวนมาก ๆ ที่ได้จากการทำธุรกิจในยุคเก่า อย่างเช่นน้ำมัน หรือ แม้กระทั่ง บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Apple, Foxconn และ Qualcomm ซึ่งได้สะสมกำไรจากเงินสดมานาน นำเงินของพวกเขามาลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคตในกองทุนนี้เช่นเดียวกัน

กองทุน Vision Fund 100,000 ล้านดอลลาร์กองทุนแรกนั้น เป็นเพียงก้าวแรกของ Masayoshi Son และ Softbank เขาประกาศแล้วว่าจะดำเนินการเพื่อจัดตั้งกองทุนที่ 2,3,4 และจะจัดตั้งขึ้นทุก ๆ 2-3 ปี ในอนาคต

ลองจินตนาการว่า เงินจะมีจำนวนมหาศาลขนาดไหน และ จะถูกอัดฉีดไปยังนวัตกรรมใหม่ ๆของโลกเราได้มากมายขนาดไหน

โลกในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า มันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากเงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ เพราะตอนนี้มีสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายจากนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะทั่วโลก ที่พร้อมจะเปลี่ยนโลกเราแบบที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

และตอนนี้ พวกเขาก็พร้อมแล้วกับเงินทุนที่จะขยายไปใน สเกลในระดับโลก ทำให้นวัตกรรมเหล่านี้ ออกสู่สายตาชาวโลกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และ เปลี่ยนแปลงชีวิตมนุษย์ของเรา แบบที่ไม่อาจมีใครจินตนาการถึงได้อย่างแน่นอนครับผม

เรียบเรียงจากหนังสือ The Future Is Faster Than You Think: How Converging Technologies Are Transforming Business, Industries, and Our Lives โดย Peter H. Diamandis และ Steven Kotler

Credit Image : https://www.arabnews.com/

ปัญญาประดิษฐ์จะบดขยี้มนุษย์ ความเห็นจากนักเศรษฐศาตร์รางวัลโนเบลอย่าง Daniel Kahneman

ต้องบอกว่าด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน คงจะไม่เป็นคำพูดที่เกินเลยว่า ในไม่ช้าปัญญาประดิษฐ์จะสามารถทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ในหลาย ๆ ด้าน

ต้องบอกว่า มนุษย์เรานั้นทำงานหนักเกินไปและยังล้าสมัยมาก ในบทสัมภาษณ์ใหม่ที่เผยแพร่โดย The Guardian เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Daniel Kahneman ผู้ชนะรางวัลโนเบลมีประเด็นที่ค่อนข้างร้อนแรงในเรื่องนี้: ในการต่อสู้ระหว่าง AI กับมนุษย์ เขากล่าวว่ามันจะเป็นสงครามครั้งใหญ่ – มนุษย์กำลังจะพ่ายแพ้ และจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมาก ๆ

“เห็นได้ชัดว่า AI กำลังจะชนะ ซึ่งความฉลาดของมนุษย์มันไม่ใกล้เคียง AI เลยด้วยซ้ำ” Kahneman บอกกับ The Guardian  “วิธีที่ผู้คนจะปรับตัวเข้ากับสิ่งนี้เป็นปัญหาที่น่าสนใจ”

ทำไมต้องฟัง Daniel Kahneman? หนังสือ “Thinking, Fast and Slow” ในปี 2011 ซึ่งมียอดขายมากกว่าสองล้านเล่ม เป็นหนึ่งในหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม

โดยมีการสำรวจว่ามนุษย์คิดอย่างไรและทำไมในสิ่งที่พวกเขาคิด (การคิดแบบ “เร็ว” และ การคิด “ช้า” ที่เป็นเหตุเป็นผล) และสิ่งที่ทำให้เราต้องเตรียมตัวเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของเรา 

แต่ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้รับรางวัลโนเบลประจำปี 2002 จากการบุกเบิก “ทฤษฎีคาดหวัง (prospect theory)” ซึ่งอธิบายวิธีที่ผู้คนหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ความแตกต่างระหว่างกำไรและขาดทุน และเกณฑ์การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความเสี่ยงทำงานอย่างไร

ตามที่ Kahneman บอก เราจึงไม่พร้อมสำหรับการทดแทนโดยปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น?  Kahneman กล่าวถึงการแพร่ระบาดที่ครอบงำโลกที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้ โดยอ้างถึงการเติบโตแบบทวีคูณของไวรัส 

เขาอธิบายว่ามนุษย์นั้นไม่มีความสามารถเพียงพอในการจัดการกับคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่อยู่ภายใต้บางสิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เช่น การระบาดของ Covid สามารถวนเวียนอยู่เหนือการควบคุมในระดับโลกได้อย่างไร

“การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นปรากฏการณ์ที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์เราที่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นและรุนแรงถึงเพียงนี้” เขาบอกกับ The Guardian “เรามีประสบการณ์มากในโลกที่เป็นเส้นตรงไม่มากก็น้อย และถ้าสิ่งต่าง ๆ กำลังเร่งขึ้น ก็มักจะเร่งด้วยเหตุผล การเปลี่ยนแปลงแบบทวีคูณ [เช่นเดียวกับการแพร่กระจายของไวรัส] มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เราไม่พร้อมสำหรับมัน เพราะมนุษย์เราต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ”

นอกจากการสนทนาเกี่ยวกับ AI แล้ว Kahneman ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับจิตใจของมนุษย์ว่า “จะเกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ เทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก อาจเป็นแบบทวีคูณ แต่มนุษย์คิดแบบเป็นเส้นตรง เมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบทวีคูณ พวกเขาจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งนั้นได้อย่างง่ายดาย” 

Kahneman ได้ส่งข้อความที่ชัดเจนถึงห้องประชุมคณะกรรมการบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก: “มีสถานการณ์ที่ค่อนข้างน่ากลัวเมื่อคุณพูดถึงความเป็นผู้นำ เมื่อเห็นได้ชัดว่าคุณสามารถมี AI ที่มีวิจารณญาณทางธุรกิจที่ดีกว่ามาก ซึ่งในอนาคตจะทำอย่างไรกับความเป็นผู้นำของมนุษย์”

ต้องบอกว่า คำพูดของ Kahenman น่าสนใจมาก ๆ บางทีถ้าเหล่าผู้บริหารองค์กรธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะในระดับ C-Level ก็อาจจะต้องเริ่มเกรงกลัวงานที่อาจจะถูกแย่งไป ซึ่งต้องบอกว่าถึงตอนนี้ คงไม่ใช่เพียงแค่งานระดับล่าง ที่เป็นงานใช้แรงงานหรือ งานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ที่ AI สามารถทดแทนได้แบบทันทีแล้วเพียงเท่านั้น

แต่งานในระดับสูง อย่างการคิด หรือ ตัดสินใจทางธุรกิจ นั้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตำแหน่งงาน ที่คงพ่ายแพ้ให้กับ AI ในอนาคตอย่างหมดรูปได้นั่นเองครับผม

References : https://www.theguardian.com/books/2021/may/16/daniel-kahneman-clearly-ai-is-going-to-win-how-people-are-going-to-adjust-is-a-fascinating-problem-thinking-fast-and-slow
https://en.wikipedia.org/wiki/Prospect_theory

จาก ไซโคพาธ ใน ซีรี่ย์ สู่วิทยาศาสตร์การทำนายตั้งแต่แรกเกิดว่าใครจะประสบความสำเร็จทางวิชาการ

หลาย ๆ ท่านน่าจะได้รับชม ซีรีย์ ดังที่กำลังเป็นกระแสในตอนนี้อย่าง Mouse ที่ว่ากันถึงเรื่องราวของฆาตกรโรคจิต ที่ป่วยเป็นโรค ไซโคพาธ ที่ว่ากันว่าได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา

แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าลูกของคุณมี ยีนไซโคพาธ นั่นคือคำถามที่เกิดขึ้นในซีรีย์ชื่อดังอย่าง Mouse แต่การศึกษาใหม่จากทีมงานวิจัยระหว่างประเทศ ได้อ้างว่า วิทยาศาสตร์สามารถทำนายได้ว่า เด็ก ๆ คนใดจะประสบความสำเร็จในด้านวิชาการตั้งแต่แรกเกิด

ทีมวิจัยค้นพบว่าความแตกต่างทางพันธุกรรมและสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ปรกครองเป็นกุญแจที่สำคัญในการสร้างความสำเร็จในอนาคตของเด็ก ที่น่าสนใจคือ แค่เพียงพ่อแม่ มียีนที่ดี ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด แต่การมีพ่อแม่ที่มีการศึกษาที่ดีและความมั่งคั่ง มีผลกระทบต่ออนาคตการศึกษาเด็กมากกว่า

การศึกษาซึ่งได้ทำการศึกษาข้อมูลจากเด็ก 5,000 คนที่เกิดในสหราชอาณาจักรระหว่างปี 1994-1996 พบว่าในบรรดาเด็กที่เข้ามหาวิทยาลัย เด็กนักเรียนทีมีภูมิหลังที่ยากจน ประมาณ 47% มีปัญหาในเรื่องการศึกษา  เปรียบเทียบกับ 62% ของเด็กที่มีผลการเรียนที่ดี จะมาจากกลุ่มผู้ปกครองที่มีฐานะร่ำรวย

และกลุ่มสุดท้าย คือเด็กที่ทำผลการเรียนได้ดีที่สุด มีถึง 77% ที่มีทั้งพ่อแม่ที่ร่ำรวย มีการศึกษาดีและมียีนที่ดีสำหรับเรื่องวิชาการ (เช่นมีพ่อแม่ที่หัวดีอยู่แล้ว)

สำหรับการวิเคราะห์ของพวกเขานักวิจัยได้พิจารณาผลการทดสอบในขั้นตอนสำคัญของการศึกษาของเด็ก เชื่อมโยงกับข้อมูลเกี่ยวกับหน้าที่การงานและการศึกษาของพ่อแม่รวมถึงการให้คะแนน polygenic ทั่วทั้งจีโนมเพื่อดูผลของความแตกต่างทางพันธุกรรมที่สืบทอดมา

ศาสตราจารย์โซฟี ฟอนสตัมม์ ผู้เขียนนำการศึกษาจากมหาวิทยาลัยยอร์กแห่งสหราชอาณาจักรกล่าวว่าการศึกษาของพวกเขาศึกษา “ผลกระทบของทั้งทางธรรมชาติและการเลี้ยงดู”

เธอตั้งข้อสังเกตว่างานวิจัยของพวกเขายังชี้ให้เห็นว่าการเติบโตมาพร้อมกับสิทธิพิเศษอาจมี “ผลการป้องกัน” ในทางลบกับเด็ก ๆ ในด้านวิชาการ โดยเสริมว่า “การมีลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้คุณมีความโน้มเอียงในการศึกษามากขึ้นจะทำให้เด็กที่มาจากภูมิหลังที่ไม่ดีนั้นมีแนวโน้มที่จะไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังน้อยกว่าเด็กที่มีภูมิหลังทางด้านครอบครัวที่ดี”

ซึ่งจะเห็นได้ว่า การมีภูมิหลังที่ดี มีฐานะหน้าที่การงานของพ่อแม่ที่ดีนั้น เป็นปัจจัยที่สำคัญมากกว่า การที่เด็กมีภูมิหลังที่แย่หรือพ่อแม่อาจจะยากจน แต่มีหัวดี

ศาสตราจารย์ฟอนสตัมม์ยังชี้ให้เห็นว่าในท้ายที่สุดการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเด็ก ๆ สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างไม่เท่าเทียมกัน “คุณมาจากไหนมีผลอย่างมากต่อการเรียนในชั้นมหาวิทยาลัย” เธอกล่าว

นักวิจัยซึ่งได้รับการยกย่องจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนของสหราชอาณาจักร และคิงส์คอลเลจลอนดอน รวมถึงมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกในสหรัฐอเมริกา หวังว่าจะใช้การศึกษานี้เพื่อระบุเด็กที่มีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะได้รับการศึกษาที่ไม่ดีได้ในอนาคตได้นั่นเองครับผม

References : https://www.york.ac.uk/news-and-events/news/2019/research/genesandfamilyarebiggestpredictorofacademicsuccessstudysuggests/
https://digest.bps.org.uk/2016/09/12/its-now-possible-in-theory-to-predict-life-success-from-a-genetic-test-at-birth/
https://phys.org/news/2019-12-genes-family-biggest-predictor-academic.html
https://www.tagar.id/tagarphoto/137825/

การแจ้งเตือนข่าวปลอมช่วยให้คุณจำข้อเท็จจริงได้ดีขึ้นหรือไม่?

ต้องบอกว่าโลกเราในยุคปัจจุบันนั้น ข่าวปลอมแพร่กระจายเหมือนไวรัส  นักวิจัยจาก Stanford Engineering ได้ทำการวิเคราะห์การแพร่กระจายของข่าวปลอมราวกับว่ามันเป็นสายพันธุ์ของไวรัสจริง ๆ อย่างอีโบลา 

นักวิจัยได้ทำการปรับรูปแบบการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับข่าวปลอมที่เหมือนเชื้อไวรัสที่สามารถแพร่เชื้อสู่คนได้มากกว่าหนึ่งครั้ง เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นว่าข่าวปลอมแพร่กระจายและดึงดูดผู้คนได้อย่างไร

นักวิจัยศึกษาว่ามีกี่คนที่ “อ่อนแอ” ต่อข่าวปลอม  นักวิจัยยังดูด้วยว่ามีคนจำนวนเท่าใดที่สัมผัสกับข่าวปลอมพวกเขา “ติดเชื้อ” ได้อย่างไร (เชื่อเรื่องนี้) และมีกี่คนที่มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจาย “การติดเชื้อ” (ข้อมูลที่ผิด) ไปยังผู้อื่น

เช่นเดียวกับไวรัสการศึกษานี้มีข้อสรุปที่น่าสนใจได้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปการได้เจอกับข่าวปลอมหลายสายพันธุ์ สามารถลดความต้านทานของบุคคล และทำให้พวกเขาเริ่มเชื่อข่าวปลอมน้อยลง

ยิ่งหลายครั้งที่คน ๆ หนึ่งต้องเผชิญกับข่าวปลอมประเภทเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมาจากแหล่งที่มีอิทธิพลที่พวกเขาศรัทธาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั้น พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะถูกชักจูงมากขึ้นไม่ว่าข่าวดังกล่าวจะเป็นจริงก็ตามที

“สิ่งที่เรียกว่า ‘กฎอำนาจ’ ของโซเชียลมีเดียซึ่งเป็นรูปแบบที่มีการบันทึกไว้อย่างดีในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ถือได้ว่าข้อความจะถูกแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วที่สุดหากมีการกำหนดเป้าหมายไปที่ผู้มีอิทธิพลจำนวนน้อยแต่มีจำนวนผู้ติดตามจำนวนมาก” นักวิจัยอธิบายใน การศึกษา

การวิจัยใหม่เกี่ยวกับข่าวปลอมได้ค้นพบบางสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อมูลผิดๆ

การศึกษาในปี 2020 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science สำรวจแนวคิดที่ว่าการแจ้งเตือนเรื่องข่าวปลอมสามารถช่วยให้คุณจดจำข้อเท็จจริงได้ดีขึ้นหรือไม่

การเปิดรับข่าวสารปลอมอาจทำให้เกิดการจดจำและเชื่อข้อมูลที่ผิดพลาด ในการทดลองสองครั้งทีมงาน (นำโดย Christopher N.) ได้ทำการทดลองดังต่อไปนี้

ทีมงานได้นำหัวข้อข่าวจากเว็บไซต์ข่าวที่เป็นข้อเท็จจริง แล้วสร้างข้อความของข้อมูลที่ผิดเข้าไป จากนั้นให้อาสาสมัครอ่านข้อความที่ทำการแก้ไขข้อมูลจากต้นฉบับให้ผิด 

จากนั้นจะมีการแจ้งเตือนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องให้กับอาสาสมัครรับรู้ ก่อนที่จะมีการแก้ไขบางอย่างแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของที่ผิด หลังจากนั้นอาสาสมัครจะอ่านข่าวที่ถูกแก้ไข และให้ระบุว่าพวกเขาจำการแก้ไข และข้อมูลที่ผิดได้หรือไม่

ผลการศึกษาพบว่าการการแจ้งเตือนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนั้น จะช่วยเพิ่มความจำและความถูกต้องของความเชื่อของอาสาสมัครได้ และเมื่อมีนำข้อมูลที่ผิดทั้งหมดกลับมาใส่ใหม่อีกครั้ง ผู้เข้าร่วมก็สามารถจำได้ว่ามีการแก้ไขเกิดขึ้น

นักวิจัยในโครงการอธิบายว่า : “การค้นพบนี้แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์หนึ่งที่การแจ้งเตือนข้อมูลที่ผิดสามารถลดผลกระทบเชิงลบของการรับข่าวปลอมในระยะสั้น”

ข้อสรุป: ข้อมูลที่ผิดพลาดของข่าวปลอมซึ่งได้รับการแก้ไขโดยข้อมูลที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงสามารถปรับปรุงทั้งความจำและความถูกต้องของความเชื่อในข้อมูลจริงของผู้คนที่ได้รับข่าวดังกล่าวได้

“เราตรวจสอบผลกระทบของการแจ้งเตือนข้อมูลที่ผิด โดยการศึกษาของเรารวมถึงข้อมูลที่ผิด ๆ เกี่ยวกับข่าวปลอมในชีวิตประจำวันซึ่งได้รับการแก้ไขโดยข้อความที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อแสดงให้เห็นว่าการช่วยเตือนดังกล่าวนั้นสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้นั่นเอง” นักวิจัยอธิบาย

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง กับการทดลองครั้งนี้ เพราะตอนนี้ ข่าวปลอม นั้นได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว และรุนแรงมาก ๆ โดยเฉพาะในเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งทำให้มีปัญหาเป็นอย่างมากต่อผู้รับข่าวสาร

แต่ก็ต้องบอกว่า การแก้ไขข้อมูลที่ผิดไปแล้วนั้น มันมักจะไปไม่ถึง คนที่ได้รับรู้ข่าวผิด ๆ ได้ครอบคลุมทั้งหมด เพราะจะสังเกตุได้ว่า การแชร์ การ engagement ของข่าวปลอมนั้น มักจะสูงลิ่ว

แต่เมื่อมีข่าวจริงมาแก้ไข แม้จะถูกแชร์จากคน ๆ เดิมก็ตาม แต่ ปริมาณผู้คนที่ได้รับข่าวสารข้อเท็จจริงนั้นมันไม่เท่าเดิมอีกต่อไป มันได้กลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ของผู้ที่ได้รับข้อมูลผิด ๆ ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับข้อมูลที่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง

ซึ่งงานวิจัยนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า หากมีการแจ้งเตือนไป ให้ทุกคนที่ได้รับข่าวปลอมได้รับรู้ถึงข้อมูลข้อเท็จจริง ก็จะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างมาก ให้เขาสามารถ ปรับปรุงทั้งความจำและความเชื่อในข้อมูลของพวกเขาได้ในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

References : https://engineering.stanford.edu/magazine/article/how-fake-news-spreads-real-virus
https://www.psychologicalscience.org/news/releases/2020-oct-fake-news-remember.html
https://www.forbes.com/sites/bryanrobinson/2020/10/17/a-new-study-shows-fake-news-may–benefit-your-memory/?sh=2b31ee32687b
https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/0956797620952797#

Mind Bank AI กับการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสร้างความเป็นอมตะให้กับมนุษย์

ต้องบอกว่ามีหลากหลายเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงกับโลกเราแบบที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน และบริษัท Startup ที่มีชื่อว่า Mind Bank AI ก็เป็นอีกหนึ่งในบริษัทที่กำลังมีความทะเยอทะยาน เพื่อทำลายห่วงโซ่แห่งความตาย และอย่างน้อยก็สำหรับคนที่เรารักที่ต้องทิ้งไว้หลังความตาย

Mind Bank AI ได้คิดค้นเทคโนโลยี เพื่อจำลองชีวิตของมนุษย์หลังความตาย ให้เหมือนว่าเรากำลังมีชีวิตอยู่ และสามารถที่จะตอบโต้ กับคนที่เรารักได้

รูปแบบของ “ฝาแฝดดิจิตอล” เป็นการสร้างตัวตนของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ จากชุดข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของเรา

ทางบริษัทใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสร้างแบบจำลองขึ้นมา เพื่อให้คิดเหมือนเรา เข้าใจบุคลิกภาพของเรา และในที่สุด ก็สามารถนำแบบจำลองนั้นไปใช้กับคนที่เรารัก ที่เราได้ทิ้งไว้เบื้องหลัง ราวกับว่าเรายังมีชีวิตอยู่

Sascha Griffifths ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของ Mind Bank AI กำลังทำการวิจัย โดยใช้อัลกอริธึมทางด้าน AI และเครื่องมือที่พวกเขาเชื่อว่าใช้ในการคัดลอกมนุษย์ได้

ด้วยเทคโนโลยี NLP (natural language processing) และเทคโนโลยีใหม่อย่าง GPT-3 ซึ่งได้กลายเป็นกระแสในแวดวง AI ซึ่งเป็น NLP ที่ดึงข้อมูลจากคลังข้อมูลขนาดใหญ๋ในอินเทอร์เน็ต เพื่อทำการสร้างข้อความที่สมจริงตั้งแต่การสนทนาไปจนถึงการสร้างบทความ

ต้องบอกว่า เทคโนโลยีนี้น่าสนใจมาก เพราะ Mind Bank AI นั้นสามารถช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ในอดีตและสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตของใครบางคน

ต้องบอกว่าหลายสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวัน เป็นรูปแบบ “สคริปต์” ในระดับหนึ่ง เมื่อพูดถึงการโต้ตอบประเภทนี้ AI สามารถที่จะเลียนแบบเราได้อยู่แล้ว อย่างที่เราได้เห็นในเทคโนโลยีอย่าง Voice Assistant ต่าง ๆ เช่น SIRI หรือ Alexa

การโต้ตอบแบบมีสคริปต์ ตัวอย่างเช่นใน SIRI  หรือ Alexa
การโต้ตอบแบบมีสคริปต์ ตัวอย่างเช่นใน SIRI หรือ Alexa

แต่ลองนึกถึงการสร้างชีวิตมนุษย์ขึ้นมาจริง ๆ นั้น มันมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากในการพัฒนา AI ในยุคปัจจุบัน แต่ Mind Bank AI กำลังที่จะพัฒนาไปในจุดดังกล่าว ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก

ลองนึกถึงการพยายามปลอบเพื่อนหลังจากถูกแฟนบอกเลิก หรือ อารมณ์เมื่อเราได้รับการโปรโมตขึ้นตำแหน่ง สิ่งเหล่านี้ AI ในยุคปัจจุบันยังไม่สามารถที่จะพัฒนาไปถึงจุดนั้นได้

และด้วยความท้าทายต่าง ๆ ที่ Mind Bank AI จะต้องเอาชนะ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ วัฒนธรรม และ ภูมิหลังของผู้คน ที่จะทำให้ AI นั้นคิดได้เหมือนคน ๆ นั้นจริง ๆ และสามารถที่จะจัดการกับปฏิสัมพันธ์ที่หลากหลายได้

ต้องบอกว่า AI นั้น เปราะบาง เพราะไม่สามารถทำงานนอกสิ่งที่มันรู้ได้ เมื่อพบอินพุตที่ไม่สามารถจดจำได้ มันก็มักจะทำงานล้มเหลว

ซึ่งในขณะที่เทคโนโลยีอย่าง GPT-3 เรียนรู้ผ่านข้อมูลขนาดมหาศาลบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่คู่แฝดดิจิตอลของ Mind Bank AI จะเรียนรู้เกี่ยวกับชุดข้อมูลเพียงชุดเดียวนั่นก็คือความเป็นคุณเท่านั้น

ซึ่ง Mind Bank AI จะไม่ใช่เรา แต่จะเป็นตัวแทนของเรา มันได้รับการฝึกอบรมข้อมูลเกี่ยวกับตัวของเรา มันจะฟัง พูด และ คิด เหมือนเรา เท่านั้น และ หยุดไว้เพียงแค่นั้น ไม่มีการเรียนรู้เพิ่มเติมต่อไป

ซึ่งต้องบอกว่า Mind Bank AI ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจในอนาคต ที่เราสามารถที่จะสร้างคู่แฝดดิจิตอลของเราไว้ เพราะชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เราจะจากไปเมื่อไหร่ ไม่มีใครคาดคิดได้ และเทคโนโลยีดังกล่าวมันยังทำให้คนที่เราทิ้งไว้เบื้องหลังนั้น ยังสามารถที่จะปฏิสัมพันธ์กับเราได้อยู่แม้เราจะจากโลกนี้ไปแล้วนั่นเองครับผม

References : https://www.wired.com/story/a-sons-race-to-give-his-dying-father-artificial-immortality/amp
https://www.freethink.com/articles/digital-twin-ai
https://www.freethink.com/articles/what-is-a-deepfake
https://www.freethink.com/articles/could-freezing-your-body-offer-a-chance-at-immortality