ผู้พิพากษา vs Judge AI เมื่อความยุติธรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจดีกว่าการถูกตัดสินด้วยอคติจากมนุษย์

แม้มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวจากภาพยนตร์ไซไฟ แต่ต้องบอกว่าในยุคปัจจุบันนั้น ในวงการกฎหมายเริ่มนำเอาเทคโนโลยีอย่าง AI มาประยุกต์ใช้จริง ๆ กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การเติบโตอย่างบ้าคลั่งของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ข้อมูล Big Data ขนาดมหึมา เทคโนโลยีอย่าง Machine Learning และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ได้รับอย่างต่อเนื่องจากอินเทอร์เน็ต ที่ครอบคลุมทุกอย่างรอบตัวเรา กำลังเปลี่ยนโลกของเราด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน

มีผลการศึกษาผลกระทบต่อเทคโนโลยีต่อหลากหลายอาชีพ ได้พบว่า นักกฎหมายและผู้พิพากษาอยู่ที่จุดกึ่งกลางของงานที่มีแนวโน้มว่าจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน

มีสิ่งบ่งชี้เกี่ยวกับภัยคุกคามต่ออาชีพนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น chatbot บริการทางกฎหมายที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในสหราชอาณาจักร ที่มีชื่อว่า ‘DoNotPay’ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในฐานะ ‘ทนายความหุ่นยนต์’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคอมพิวเตอร์ Watson ของ IBM

ในปี 2016 ระบบ chatbot ได้โต้แย้งข้อพิพาทเรื่องตั๋วจอดรถมากกว่า 250,000 คดีในลอนนดอนและนิวยอร์ก ซึ่งสามารถชนะการตัดสินได้ถึง 160,000 คดี

DoNotPay Chatbot ที่ได้พลังการประมวลผลจาก IBM Watson (CR:Techcrunch)
DoNotPay Chatbot ที่ได้พลังการประมวลผลจาก IBM Watson (CR:Techcrunch)

ในประเทศจีน Xiaofa หุ่นยนต์ช่วยเหลือให้คำแนะนำทางกฎหมายและช่วยเหลือสังคมทั่วไปในเรื่องกฎหมาย

ในขณะที่ ‘ผู้ช่วย AI’ สามารถช่วยสนับสนุนผู้พิพากษาในนกระบวนการตัดสินใจได้ด้วยการทำนนายและเตรียมคำตัดสินของศาล แต่ ‘ผู้พิพากษา AI’ สามารถที่จะแทนที่ผู้พิพากษาที่เป็นมนุษย์และตัดสินคดีต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองในกระบวนการพิจารณาคดีอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้หรือไม่?

นักเขียนชื่อดังเรื่อง AI อย่าง Terence Mauri คิดว่าเหล่าเครื่องจักร AI จะรับรู้สัญญาณของการหลอกลวงทางร่างกายและจิตใจด้วยความแม่นยำ 99.99% เขาประเมิน AI จะเป็นเรื่องปรกติในการพิจารณาคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาในอังกฤษและเวลส์ในอีก 50 ปีข้างหน้า

และตอนนี้ ผู้พิพากษาหุ่นยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี AI ได้เริ่มดำเนินการในประเทศจีนแล้ว เพื่อรับฟังกรณีเฉพาะ เช่น ข้อพิพาททางการค้า ความผิดในเรื่องอีคอมเมิร์ซ และการละเมิดลิขสิทธิ์ คดีดังกล่าวหลายล้านนคดีได้รับการจัดการโดยผู้พิพากษาหุ่นยนต์แล้ว

บ่อยครั้ง หุ่นยนต์อาจไม่ได้นั่งบนเก้าอี้ผู้พิพากษา แต่อุปกรณ์ AI จะวิเคราะห์ข้อมูลที่อัปโหลดและตัดสินคำตัดสินตามกฎหมายและข้อเท็จจริง 

ในอเมริกาที่ลอสแองเจลิสกำลังทำงานในโครงการ Chatbot ของคณะลูกขุน ศาลบางแห่งในสหรัฐอเมริกากำลังใช้ความคิดริเริ่มในการระงับข้อพิพาททางออนไลน์ (ODR) เพื่อจัดการกับความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น

กระทรวงยุติธรรมเอสโตเนียได้กระตุ้นให้ Velsberg Ott หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านข้อมูลของตนออกแบบ ‘ผู้พิพากษาหุ่นยนต์’ ที่เปิดใช้งาน AI เพื่อตัดสินข้อพิพาทสำหรับการเรียกร้องเล็ก ๆ น้อย ๆ กว่า 7,000 คดี

ซึ่งจะทำให้การให้บริการด้านการพิจารณาคดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะอัปโหลดเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ และ AI จะออกคำตัดสินที่สามารถอุทธรณ์ต่อผู้พิพากษาที่เป็นมนุษย์ได้

ในขณะที่หลายประเทศกำลังทดลองใช้อัลกอริธึมที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อตัดสินทางด้านกฎหมาย โดยแทนที่มนุษย์ ข้อโต้แย้งหลักที่สนับสนุนการพิจารณาตัดสินที่ขับเคลื่อนด้วย AI นั้นเกี่ยวกับสองปัจจัยก็คือประสิทธิภาพที่มากขึ้นและความเป็นไปได้ในการลดอคติของมนุษย์

ข้อผิดพลาด และ “เสียงรบกวน (noise)” หมายถึงความแปรปรวนที่ไม่ต้องการระหว่างการตัดสินที่อาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความเหนื่อยของผู้พิพากษาที่จะต้องมาตัดสินหรือผลการแข่งขันของทีมกีฬาที่ผู้พิพากษาเชียร์เมื่อคืนก่อนหน้า

Daniel Kahneman ผู้เขียนหนังสือชื่อดัง Noise ก็กล่าวถึงเรื่องการพิพากษา (CR:Four Mniute Books)
Daniel Kahneman ผู้เขียนหนังสือชื่อดัง Noise ก็กล่าวถึงเรื่องการพิพากษา (CR:Four Mniute Books)

ในภาพยนตร์ของ Steven Spielberg เรื่อง ‘Minority Report’ ในปี 2002 ซึ่งฉายภาพของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในปี 2054 ที่กองกำลังตำรวจ ‘PreCrime’ สามารถทำนายการฆาตกรรมในอนาคตได้โดยใช้การขุดคุ้ยข้อมูลในอดีตและการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่คนใดถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่ออาชญากรรมในอนาคต เขาก็มุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขา!  ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ของ Spielberg อาจจะกำลังบรรยายถึงอนาคตของห้องพิจารณาคดีที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ก็เป็นได้นั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/a5709548-03bd-4f65-b9b5-7aa0325c0f6b
https://futurium.ec.europa.eu/en/european-ai-alliance/best-practices/robot-judges-and-ai-systems-chinas-courts-and-public-security-agencies
https://www.thestatesman.com/opinion/robot-judges-chair-1503031697.html

สายลับจีน x GE Secret เมื่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวหาปักกิ่งใช้หน่วยสืบราชการลับเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของตน

คณะลูกขุนของรัฐบาลกลางสหรัฐ ตัดสินลงโทษเจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงของจีน ฐานพยายามขโมยความลับจากบริษัท General Electric ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ เพื่อพิจารณาคดี

กระทรวงยุติธรรมกล่าวว่าคณะลูกขุนของรัฐบาลกลางในรัฐโอไฮโอพบว่า Xu Yanjun เจ้าหน้าที่ MSS อาวุโสจากมณฑลเจียงซูมีความผิดใน 5 กระทง รวมถึงอีก 2 กระทงที่พยายามกระทำการจารกรรมทางเศรษฐกิจ

Xu ถูกจับในเบลเยียมในปี 2018 เขาถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐวางแผนจับที่นั่น ซึ่งมีการติดตามความพยายามของเขาในการขโมยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการบิน โดยเฉพาะพัดลมเครื่องยนต์อากาศยานที่ผลิตขึ้นโดย GE Aviation

โดยเฉพาะ“สำหรับผู้ที่สงสัยเป้าหมายที่แท้จริงของสาธารณรัฐประชาชนจีน นี่ควรเป็นการปลุกให้ตื่นขึ้น” Alan Kohler ผู้ช่วยผู้อำนวยการแผนกต่อต้านข่าวกรองของเอฟบีไอ กล่าว 

“พวกเขากำลังขโมยเทคโนโลยีของอเมริกาเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทหาร” 

Matthew Olsen หัวหน้าแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า มันแสดงให้เห็นว่าจีนใช้การจารกรรมเพื่อทำให้อุตสาหกรรมของตนทันสมัยได้อย่างไร“

ด้วยการสนับสนุนจากพันธมิตรของเรา เราจะดำเนินการสอบสวน ดำเนินคดี และจัดการผู้ที่พยายามเอาผลงานการสร้างสรรค์ของอเมริกาอย่างผิดกฎหมายต่อไป”

เขากล่าวว่า การตัดสินลงโทษถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งพยายามอย่างหนักที่จะนำเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของจีนขึ้นศาล 

มันเกิดขึ้นในขณะที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เพิ่มคำเตือนให้กับบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับความพยายามของจีนในการขโมยเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมไฮเทคที่สำคัญ เช่น AI และ เทคโนโลยีอย่าง quantum computer

Xu ถูกกล่าวหาว่าได้ทำการเชิญพนักงานของบริษัทการบินชั้นนำและพาพวกเขาไปจีนเพื่อนำเสนอผลงานที่มหาวิทยาลัยต่างๆ เขาถามพนักงานของ GE Aviation ที่เดินทางไปจีนเพื่อช่วยให้เขาได้รับข้อมูลที่เป็น กรรมสิทธิ์ของ GE

แต่เขาถูกจับกุมในวันที่เขามาถึงยุโรปในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือกับทางการเบลเยี่ยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การจับกุมของเขาถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ MSS ถูกไล่ออกจากจีนและส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ และมันเป็นมากกว่าชัยชนะเชิงสัญลักษณ์

การจับกุม Xu ถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ MSS ถูกไล่ออกจากจีนและส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ (CR:Twitter)
การจับกุม Xu ถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ MSS ถูกไล่ออกจากจีนและส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ (CR:Twitter)

มีหลักฐานมากมายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทั้งเอกสารข่าวกรองอย่างเป็นทางการของจีน แม้แต่บันทึกส่วนตัว เมื่อ Xu ถูกจับ เขามี iPhone อยู่กับเขาซึ่งมีเนื้อหาที่เขาสำรองข้อมูลไว้บนคลาวด์ นั่นทำให้เจ้าหน้าที่สอบสวนของ FBI สามารถกู้คืนข้อมูลทั้งหมดจาก Apple ได้

ซึ่งมีเนื้อหาในอีเมล ทั้ง สไลด์ PowerPoint ที่มีข้อมูลทางเทคนิค รวมถึงอัลกอริธึมและข้อมูลการออกแบบที่ละเอียดอ่อนอื่นๆ สำหรับเครื่องบินที่ทางฝั่งอเมริกาผลิตขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีนี้ กระทรวงการต่างประเทศของจีนตอบกลับว่า “ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ เราเรียกร้องให้สหรัฐฯ จัดการเรื่องนี้อย่างยุติธรรมและรับรองสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายของพลเมืองจีน”

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐและเอฟบีไอได้ยกระดับปฏิบัติการปราบปรามการจารกรรมของจีน ท่ามกลางความกังวลว่าจีนกำลังจัดหาเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับบริษัททางการทหารและรัฐวิสาหกิจของจีน

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ Economic Club of New York เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Chris Wray ผู้อำนวยการ FBI ที่มักจะออกมาพูดเกี่ยวกับการสอดแนมของจีน ได้กระตุ้นให้บริษัทในสหรัฐฯ ระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับการจารกรรมทางไซเบอร์จากประเทศจีน

“โดยส่วนใหญ่ ภัยคุกคามนั้นมาจากรัฐบาลจีนหรือบริษัทต่างๆ ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกเขา” เขากล่าว “และพวกเขามักอ้างว่าจะขโมยไปทำไมในเมื่อพวกเขามีทรัพยากรมนุษย์ที่ดีอยู่แล้วในการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้” 

References :
https://www.ft.com/content/9181a2d2-ae0e-43f7-8ee4-a162f4b701c1
https://www.bloomberg.com/news/features/2022-09-15/china-wanted-ge-s-secrets-but-then-their-spy-got-caught
https://www.economist.com/china/2022/06/01/chinas-spies-are-not-always-as-good-as-advertised

Piestro Robotic Pizza กับวิธีการที่หุ่นยนต์สามารถเปลี่ยนร้านพิซซ่าให้ทำกำไรได้มากกว่าเดิมถึง 2 เท่า

เมื่อหุ่นยนต์เริ่มเข้ามามีบทบาทในหลากหลายอุตสาหกรรม แม้กระทั่งธุรกิจพิซซ่า ชาวอเมริกันทานพิซซ่า 3 พันล้านครั้งในทุก ๆ ปีซึ่งสร้างตลาดขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 53 พันล้านดอลลาร์

ปัญหาเดียวคือร้านพิชซ่าแบบดั้งเดิมถูกบีบด้วยอัตรากำไรที่น้อยมาก ๆ แต่มันมีเรื่องราวที่น่าสนใจของ Piestro ร้านพิชซ่าแบบหุ่นยนต์ที่สามารถช่วยให้เจ้าของธุรกิจเพิ่มผลกำไรเป็นสองเท่า!!

Piestro ก่อนตั้งโดย Massimo Noja De Marco ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมบริการมานาน

De Marco มากจากครอบครัวเชฟอิตาลีที่ผ่านการเป็นเชพมากว่า 7 ชั่วอายุคน เขายังเคยร่วมงานกับภัตตาคารชื่อดังอย่าง Wolfgang Puck

ซึ่งจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ De Marco เห็นโอกาสบางอย่างที่อุตสาหกรรมร้านอาหารแบบดั้งเดิมต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก

ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนค่าแรง ค่าเช่าและราคาสินค้าที่ถีบตัวสูงขึ้นทำให้อัตรากำไรลดลงเหลือเพียงแค่ 5-10% เท่านั้น แต่ร้านอาหารก็มีความท้าทายในการที่จะรักษาฐานลูกค้าของตน

Piestro จึงได้เป็นแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการวิเคราะห์มาอย่างดีของธุรกิจนี้โดยเฉพาะตลาดพิซซ่าที่มีขนาดใหญ่มหาศาล

De Marco ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบแยกอุณหภูมิที่ซับซ้อนซึ่งรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับท็อปปิ้งและแป้ง ซึ่งสามารถสร้างสูตรของตนเองได้ และยังสามารถอัปโหลดสูตรใหม่เข้าไปได้อีกด้วย

ความน่าสนใจของ Piestro คือพวกเขาเกิดมาจากการระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้งผ่านแพลตฟอร์ม StartEngine ช่วงแรก ๆ เขาต้องการเงินทุนราว ๆ 2 ล้านดอลลาร์ เปิดให้เหล่าผู้สนใจเข้ามาลงทุนขั้นต่ำเพียงแค่ 249.39 ดอลลาร์เพียงเท่านั้น

Piestro ระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้งผ่านแพลตฟอร์ม StartEngine (CR:StartEngine)
Piestro ระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้งผ่านแพลตฟอร์ม StartEngine (CR:StartEngine)

ซึ่งการเปิดระดมทุนของเขาได้รับความสนใจอย่างมาก ทำให้สามารถระดมทุนได้ถึง 6.02 ล้านดอลลาร์ จากนักลงทุนกล่มแรก ๆ ราว 180 ราย

Piestro ได้รับการพัฒนาโดยตอบสนองความต้องการพิซซ่าที่เพิ่มขึ้นของอเมริกา เทคโนโลยีหุ่นยนต์ของพวกเขาสามารถเสิร์ฟพิซซ่าได้ในเวลาเพียงแค่สามนาที 

ซึ่งตู้ขายอัตโนมัติของ Piestro สามารถไปได้ทุกที่ที่ และพร้อมที่จะอบพิซซ่าที่ทำสดใหม่ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันไม่เว้นวันหยุด

และที่สำคัญ Piestro ยังมีการประกาศจับมือเป็นพันธมิตรกับ Serve Robotics ซึ่งผลิตหุ่นยนต์ส่งของ เพื่อให้บริการส่งพิซซ่าแบบหุ่นยนต์แบบ end-to-end แบบไม่ต้องสัมผัสแก่ลูกค้า หุ่นยนต์ของ Serve สามารถส่งไปยังหน้าประตูของลูกค้าเพื่อทำธุรกรรมแบบ end-to-end โดยที่ไม่ต้องสัมผัส ลูกค้าเพียงแค่ป้อนรหัสผ่านเพื่อรับพิซซ่าจากหุ่นยนต์ส่งของ

เครื่องทำพิซซ่าอัตโนมัติของ Piestro ได้เป็นพันธมิตรกับหุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติของ Serve Robotics
เครื่องทำพิซซ่าอัตโนมัติของ Piestro ได้เป็นพันธมิตรกับหุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติของ Serve Robotics

นั่นหมายความว่าธุรกิจต่างๆ สามารถนำพิซซ่าสดใหม่ไปยังที่ที่ผู้คนต้องการได้มากที่สุดโดยเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยในการเปิดร้านพิชซ่าเมื่อเทียบกับวิธีการแบบดั้งเดิม และธุรกิจต่างๆ ก็เข้าแถวใช้เทคโนโลยีของ Piestro

800 Degrees Pizza แบรนด์พิซซ่านานาชาติโดยเชฟชื่อดัง Anthony Carron และ Carbone Restaurant Group กำลังวางแผนที่จะใช้ Piestro เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของธุรกิจ

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ Piestro ช่วยให้ร้านอาหารทำเงินได้มากกว่าที่เคย

แม้ว่าพิซซ่าแสนอร่อยจะเอาชนะใจลูกค้าได้ แต่ข้อดีที่แท้จริงสำหรับเจ้าของก็คือต้นทุนที่ลดลงอย่างมาก 

การเปิดร้านอาหารมักมาพร้อมกับสัญญาเช่าที่มีราคาแพงและค่าจ้างของพ่อครัว แม่ครัว พนักงานขับรถส่งของ และอื่นๆ อีกมากมาย 

ระบบอัตโนมัติของ Piestro ทำให้การเปิดสาขาใหม่ ๆ นั้นเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิมมาก

ร้านอาหารโดยเฉลี่ยใช้เวลา 9 ถึง 12 เดือนกว่าจะคืนทุน และใช้เงินทุนเริ่มต้นประมาณ 375,000 เหรียญสหรัฐ แต่หุ่นยนต์ของ Piestro สามารถเปิดดำเนินการได้ภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์ด้วยต้นทุนเพียงแค่ประมาณ 75,000 เหรียญเท่านั้น

Piestro ช่วยให้ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จขยายตัวได้เร็วยิ่งขึ้น เครื่องติดฉลากสีขาวของ Piestro สามารถปรับแต่งให้เข้ากับแบรนด์พิซซ่าของร้านอาหารใดๆ ก็ได้

นั่นทำให้เจ้าของสามารถขยายสาขาได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการเปิดร้านที่สองหรือสาม นั่นจะทำให้เงินเข้ากระเป๋าของเจ้าของมากขึ้นนั่นเอง

และเป็นเหตุผลที่ 800 Degrees Pizza ได้ทำการสั่งจองตู้อัตโนมัติล่วงหน้าถึง 3,600 ชิ้น ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 530 ล้านดอลลาร์แทบจะทันที

ลองนึกภาพถึงศักยภาพเมื่อแบรนด์ต่างๆ ใช้ Piestro เพื่อขยายแฟรนไชส์ไปทั่วโลก ให้จำชื่อ Piestro นี้ไว้ให้ดีนะครับอาจจะบุกมาถึงบ้านเราในเร็ววันนี้ก็เป็นได้

References :
https://www.nasdaq.com/articles/crowd-funded-piestro-may-change-chain-pizza-as-we-know-it-2020-06-19
https://www.entrepreneur.com/leadership/how-robots-are-creating-a-2x-more-profitable-pizzeria
https://waxinvest.com/projects/piestro/
https://www.zdnet.com/article/two-robots-just-cut-a-deal-to-bake-and-deliver-your-pizzas/

สิ่งที่ Second Life และ Roblox สามารถสอนเราเกี่ยวกับโลกของ metaverse

แนวคิดของ “metaverse” มาถึงจุดพีคเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว เมื่อ Facebook ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น Meta และความตั้งใจที่จะสร้างโลก 3 มิติแห่งใหม่ที่ผู้คนสามารถทำงาน เล่น และเชื่อมต่อกับผู้อื่นในประสบการณ์ออนไลน์ที่สมจริง

ในขณะที่การเปลี่ยนชื่อของ Facebook เป็นการชี้ให้เห็นถึงการเดิมพันอนาคตของบริษัทกับ metaverse บริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ก็  กำลังพัฒนาเทคโนโลยีเสมือนจริงเพื่อสร้างทางเดินของตนเอง

บริษัททุกประเภทต่างมองว่า metaverse มีความหมายต่อพวกเขาและอุตสาหกรรมของพวกเขาอย่างไร บางบริษัท เช่น Gucci และ Ferrari ได้ปรากฏตัวบนแพลตฟอร์ม Roblox และ Fortnite แล้ว

ในขณะที่บริษัทอย่าง Disney กำลังมองหาการสร้างประสบการณ์ metaverse ของตนเอง Bill Gates คาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าการประชุมทางไกลส่วนใหญ่จะย้ายไปที่แพลตฟอร์มประเภท metaverse

แต่อนาคตมันก็ยังคงไม่ชัดเจนมากนักเพราะ metaverse ยังคงเป็นเพียงแนวคิดตามที่ Amy Webb ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Future Today Institute ซึ่งเป็นผู้ดูแลการอภิปรายเกี่ยวกับ metaverse ในการประชุม Future Compute ล่าสุด ซึ่งจัดโดย MIT Technology Review 

โดยรวมแล้ว “metaverse เกือบจะเป็นกระแสและความคลั่งไคล้ทั้งหมดในขณะนี้” Philip Rosedale ซึ่งบริษัท Linden Lab ของเขาเคยได้สร้างอารยธรรมเสมือนผู้บุกเบิกอย่าง Second Life กล่าว “หากคุณกังวลว่าบริษัทของคุณจะต้องรีบดำเนินการในนาทีนี้เพื่อเข้าสู่โลก metaverse คุณแทบไม่ต้องกังวล”

Philip Rosedale ซึ่งบริษัท Linden Lab ของเขาเคยได้สร้างอารยธรรมเสมือนผู้บุกเบิกอย่าง Second Life (CR:Rolling Stones)
Philip Rosedale ซึ่งบริษัท Linden Lab ของเขาเคยได้สร้างอารยธรรมเสมือนผู้บุกเบิกอย่าง Second Life (CR:Rolling Stones)

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเลิกสนใจ Metaverse ได้ “เพราะมันเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องนึกถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงองค์กร เพราะมันมีอิทธิพลต่อสิ่งต่าง ๆ ที่จะตามมา” Webb กล่าว

วิธีหนึ่งในการเตรียมตัวสำหรับ metaverse ในอนาคตคือการดูประสบการณ์ออนไลน์ที่มีอยู่จริง เช่น Second Life และแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Roblox, Fortnite และ Minecraft

ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความสำคัญของการสร้างประสบการณ์การทำงานร่วมกันและเศรษฐกิจออนไลน์เต็มรูปแบบ

หรือแม้กระทั่งชุดหูฟังเสมือนจริง และวิธีที่อุตสาหกรรมบางประเภทพร้อมที่จะเข้าสู่ metaverse ได้ดีกว่าอุตสาหกรรมอื่น

เมื่อคำนึงถึงความท้าทายเหล่านั้น ผู้นำที่ Second Life และ Roblox ได้แบ่งปันบทเรียนสำคัญของพวกเขา

Metaverses จะนำผู้คนมารวมกันในพื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน

Second Life ซึ่งสร้างขึ้นในปี 2003 ผู้ใช้สร้างอวาตาร์และสามารถสร้างบ้านและพื้นที่อื่นๆ โต้ตอบกับผู้อื่น และสำรวจประสบการณ์และชุมชนที่แตกต่างกัน 

Second Life มีคุณสมบัติหลายอย่างที่ไม่เหมือนใคร Rosedale กล่าว หนึ่งคือผู้ใช้สร้างทุกอย่างแบบดิบ ๆ  “องค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบน Second Life เป็นสิ่งที่คุณต้องสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยน้ำมือของตนเอง” เขากล่าว “ผู้คนสามารถนั่งร่วมกันและสร้างพื้นที่ร่วมกันได้” 

Rosedale ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า Second Life ไม่ได้ใช้โมเดลโฆษณาแบบกำหนดเป้าหมายที่ใช้โดยบริษัทอื่น เช่น Facebook และ Google 

“ทั้งสองโมเดลนั้นอันตรายมาก หากนำมาสู่ metaverse ลองนึกภาพโลกที่คุณกำลังถูกสอดส่องอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวของร่างกายสามารถบอกเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในโลกได้ เช่น ความเจ็บป่วย สภาพจิตใจของคุณ” เขากล่าว 

แม้ว่า Second Life จะมีผู้ใช้เพียง 1 ล้านคนในปัจจุบัน แต่เขากล่าวว่า มันทำเงินต่อคนได้มากกว่าบริษัทที่เขาพูดถึงโดยไม่มีโฆษณาหรือการกำหนดเป้าหมายโฆษณาตามความสนใจ

ประสบการณ์ 3D ที่ใช้ร่วมกันก็มีความสำคัญเช่นกันสำหรับ Roblox ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้สร้างเนื้อหาสามารถสร้างเกมและประสบการณ์ได้ เช่น Bloxburg เกมจำลองชีวิตยอดนิยม

“การแบ่งปันประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมาก มันเป็นสังคมและสิ่งที่บอกว่าคุณกำลังทำอะไรร่วมกัน” Daniel Sturman หัวหน้าเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีของ Roblox กล่าว

การกลั่นกรองเนื้อหาเป็นส่วนสำคัญแต่ยากในการจัดการประสบการณ์ร่วมกัน Sturman ตั้งข้อสังเกตว่ามันจะยากเป็นพิเศษสำหรับ Roblox เนื่องจากเนื้อหานี้สร้างขึ้นโดยผู้ใช้ และผู้ใช้จำนวนมากยังเป็นเด็กและวัยรุ่น 

“แนวคิดเกี่ยวกับการกลั่นกรองเนื้อหา เกี่ยวกับวิธีที่เราทำให้ผู้คนประพฤติดี เป็นสิ่งที่โลกเสมือนจริงกำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้” Rosedale กล่าว 

องค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการยืนยันตัวตน ซึ่งสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เขากล่าว

อวตารก็มีความสำคัญเช่นกัน พวกมันเชื่อมโยงผู้คนด้วยอัตลักษณ์ทางภาพ 

“ถ้าคุณทำอันตรายกับใครซักคนที่นั่น พวกเขาจะจำคุณได้เพราะคุณอยู่ข้างๆ เขา คุณมีเพื่อนบ้านคนเดียวกัน ไปร้านเดียวกัน ไปเที่ยวที่เดียวกันเพื่อฟังดนตรีสด” เขากล่าว

เศรษฐกิจเต็มรูปแบบมีความสำคัญ แต่สกุลเงินดิจิทัลยังไม่ใช่คำตอบ

เหนือสิ่งอื่นใด Second Life เป็นหนึ่งในเศรษฐกิจเสมือนจริงแห่งแรก Rosedale กล่าว ผู้ใช้สามารถสร้าง ขาย และซื้อสินค้าและบริการโดยใช้สกุลเงิน Linden

โดยมีหมวดหมู่หลักๆ เช่น เสื้อผ้า รูปประจำตัว เฟอร์นิเจอร์ และที่อยู่อาศัย ธุรกรรมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 ดอลลาร์ และผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยน Linden เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ในอัตราประมาณ 250 Linden ต่อ 1 ดอลลาร์ Rosedale กล่าว

“ในแพลตฟอร์มมีธุรกรรมมากกว่า Bitcoin และ Ethereum เสียอีก” เขากล่าว “นั่นคือความท้าทายในการเข้าสู่ metaverse คุณต้องสร้างระบบธุรกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงมากจริงๆ”

เงินดิจิตอลที่มีอยู่ในขณะนี้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ไม่น่าพอใจสำหรับธุรกรรม metaverse ด้วยเหตุผลหลายประการ Rosedale กล่าว 

มีค่าธรรมเนียมในโลกแห่งความเป็นจริงที่เกี่ยวข้องกับ crypto และมูลค่าเฉลี่ยของสินทรัพย์จริงใน metaverse นั้นน้อยกว่าในโลกแห่งความเป็นจริง แม้ว่าผู้คนจะทำธุรกรรมเล็กๆ น้อยๆ หลายครั้งต่อวัน

โลกเสมือนจริงต้องการการโอนเงินจำนวนเล็กน้อยโดยไม่เสี่ยงต่อการฉ้อโกงระหว่างบุคคลที่ไม่รู้จัก Rosedale กล่าว 

“เสถียรภาพด้านราคาก็มีความสำคัญเช่นกัน คุณไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้สร้างเนื้อหาได้ เว้นแต่คุณจะมีเสถียรภาพด้านราคาที่สมเหตุสมผล เพราะหากพวกเขาลงทุนตามเวลาจริงหรือค่าใช้จ่ายใดๆ ในนั้น พวกเขาจะต้องนำเงิน Robux หรือ Linden ออกมาและจ่ายเงินในโลกจริงด้วย ”

ที่ Roblox ผู้คนสามารถใช้ “Robux” เพื่ออัพเกรดอวาตาร์หรือซื้อสินค้าดิจิทัล และบุคคลทั่วไปสามารถสร้าง และรับเงิน สำหรับทุกอย่างตั้งแต่การสร้างเกมไปจนถึงการสร้างอวาตาร์หรือของใช้ในบ้าน 

นักพัฒนายังทำเงินจากสิ่งต่างๆ เช่น การซื้อของในแอปและเวลาที่ผู้เล่นใช้ไปกับเกม

“วิสัยทัศน์ส่วนตัวของผมคือเราจะหาวิธีให้ครีเอเตอร์หาทางออกบนแพลตฟอร์มนี้” sturman กล่าว 

ประสบการณ์ระดับโลกที่แบ่งปันกันทำให้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์มีกลุ่มเป้าหมายและตลาดที่ใหญ่ขึ้น เขากล่าวเสริม “เราแค่ต้องเปิดใช้งานสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา”

จำเป็นต้องปรับปรุงชุดหูฟังเสมือนจริง

metaverse มีแนวโน้มที่จะสร้างขึ้นจากความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality)  แต่ชุดหูฟังเสมือนจริงที่มีอยู่ต้องได้รับการปรับปรุง Rosedale กล่าว โดยสังเกตว่าส่วนใหญ่แล้วมันหนักเกินไป มีความละเอียดต่ำ และไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ทำสิ่งอื่น เช่น เข้าถึงโทรศัพท์มือถือขณะใช้งาน

นอกจากนี้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรู้สึกสบายใจที่จะสวมชุดหูฟัง โดยพื้นฐานแล้วเป็นชุดสวมครอบปิดตาในพื้นที่สาธารณะ “มันเป็นการเลือกปฏิบัติ มันทำให้แตกแยก” Rosedale กล่าว “คนส่วนใหญ่จะไม่สวมหูฟังในห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนที่พวกเขาไม่รู้จัก”

Sturman กล่าวว่า Android และ iPhone เป็นอุปกรณ์อันดับต้น ๆ ที่ใช้สำหรับ Roblox แต่ผู้คนยังใช้คอมพิวเตอร์

เขากล่าวว่าชุดหูฟังเสมือนจริงอาจเอื้อต่อการทำงานมากที่สุด “เมื่อคุณทำงาน คุณกำลังแยกตัวเองออกมาจากโลกจริง ๆ คุณจะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ซึ่งโดยปกติแล้วจะอยู่บนเก้าอี้” เขากล่าว

บางธุรกิจเหมาะกับ metaverse มากกว่าธุรกิจอื่น

บริษัทต่างๆ ที่สงสัยเกี่ยวกับ metaverse สามารถเรียนรู้จากภาคส่วนต่างๆ ที่ใช้ Second Life และแพลตฟอร์มอย่าง Roblox ได้อย่างไร

“องค์กรที่ล้ำหน้าที่สุดในเรื่องนี้คือสื่อและดนตรี” Sturman กล่าว “กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ บริษัท ต่างๆ ที่พยายามนำเสนอบางสิ่งบางอย่างต่อสาธารณชนกำลังมองหาสถานที่นี้เป็นสถานที่ใหม่”

ตัวอย่างเช่น Burning Man จัดเทศกาลเสมือนจริงใน Second Life ในขณะที่ Lil Nas X แสดงคอนเสิร์ต Roblox ในเดือนธันวาคม 2020 ซึ่งนำไปสู่การขายสินค้าดิจิทัลหลายล้านดอลลาร์ 

Paris Hilton สร้าง “Paris World” บน Roblox ซึ่งมีผู้คน 400,000 คนเข้าร่วมงาน “Neon Carnival” เสมือนจริงในเดือนเมษายน

อวตารของ Paris Hilton เข้าร่วมงานเต้นรำที่ Neon Carnival ใน Paris World บน Roblox แพลตฟอร์มเกมเสมือนจริง (CR:cnn)
อวตารของ Paris Hilton เข้าร่วมงานเต้นรำที่ Neon Carnival ใน Paris World บน Roblox แพลตฟอร์มเกมเสมือนจริง (CR:cnn)

“สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์ที่สร้างขึ้น ไม่ใช่โดยเรา แต่เกิดจากผู้คนในแพลตฟอร์ม” Sturman กล่าว

ในทำนองเดียวกัน แบรนด์ผู้บริโภคบางแบรนด์กำลังสร้างประสบการณ์เสมือนจริง Gucci สร้างประสบการณ์ ” Gucci Garden ” บน Roblox พร้อมด้วยห้องที่มีธีมและสินค้าเสมือนจริงของแบรนด์ 

กระเป๋าถือ Gucci หนึ่งใบขายได้บน Roblox มากกว่าที่ขายได้ในชีวิตจริง Vans และ Chipotle ได้เปิดตัวประสบการณ์บน Roblox ด้วย

“พวกเขาทั้งหมดสร้างประสบการณ์ของตนเอง และพวกเขาทั้งหมดทำสิ่งที่น่าตื่นเต้นและแตกต่าง โดยมุ่งไปที่กลุ่มเป้าหมายที่พวกเขาต้องการดึงดูดให้เข้าสู่แพลตฟอร์มนั้น” Sturman กล่าว

บริษัทต่างๆ ควรจำไว้ว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับหลากหลายแง่มุมของ metaverse 

“เราจะดำเนินการอย่างหนักเพื่อคุณ และคนอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่นี้” Sturman กล่าว “เพราะผมคิดว่าคุณเห็นแนวโน้มร่วมกันระหว่าง Second Life กับเรา”

การสร้างประสบการณ์เป็นส่วนหนึ่งของ “ความมหัศจรรย์” ของแพลตฟอร์ม Sturman กล่าว “มันไม่ใช่แค่การไปเล่นเกม แต่เป็นการทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเพลง ช้อปปิ้ง เล่นเกม … ซึ่งประสบการณ์ต้องเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะทำ ไม่ใช่แค่คิดเพียงแค่ว่ามีแต่พื้นที่ให้พวกเขาเข้าไปเล่น”

บทสรุป

ก็ถือว่าเป็นเคสที่น่าสนใจที่เราได้เห็นโลก metaverse ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้าอย่าง Second Life หรือที่กำลังเติบโตอย่างสวยงามในแพลตฟอร์มการสร้างเกมอย่าง Roblox

มันคือบทเรียนที่กล่าวถึงเคสที่ทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว ซึ่งบางครั้งเราอาจจะจินตนาการโลก metaverse ที่ไกลเกินฝันจนเกินไป ที่คิดว่ามันจะให้ประสบการณ์แบบหนัง hollywood ชื่อดังอย่าง Reader player one

ซึ่งเหล่าองค์กรธุรกิจก็ต้องมีการติดตามเทคโนโลยีนี้อย่างใกล้ชิดว่า จะเข้าไป join หรือทดลองอะไรบางอย่าง แบบเดียวกับที่หลาย ๆ แบรนด์ได้ทดลองเข้าไปบ้างแล้ว

ส่วนตัวผมเองก็มองว่าโจทย์ใหญ่คือเรื่อง Time Sharing ในกิจวัตรประจำวันของคนส่วนใหญ่ ซึ่งเรียกได้ว่าตอนนี้มีการแข่งขันแย่งชิงเวลากันอย่างดุเดือด ทั้งแพลตฟอร์ม social media , streaming หรือแม้กระทั่งเกม

การที่ metaverse จะเข้าสู่กลุ่ม mass ได้นั้น ถือเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องอุปกรณ์ เศรษฐกิจภายในแพลตฟอร์ม หรือแม้กระทั่งเรื่องการจับจ่ายใช้สอยภายในแพลตฟอร์มที่ใช้สกุลเงินดิจิทัลต่างๆ มันจะ work จริง ๆ หรือไม่ และที่สำคัญไม่ใช่ว่าทุกธุรกิจจะต้องกระโจนเข้าไปยังกระแส buzzword ที่กำลังร้อนแรงอย่าง metaverse ในตอนนี้นั่นเองครับผม

References :
https://www.latimes.com/entertainment-arts/business/story/2022-04-27/disney-begins-formulating-a-metaverse-strategy
https://mitsloan.mit.edu/ideas-made-to-matter/what-second-life-and-roblox-can-teach-us-about-metaverse
https://musically.com/2021/07/06/merch-sales-from-lil-nas-x-roblox-gig-near-eight-figures/
https://www.nytimes.com/2020/08/16/technology/roblox-tweens-videogame-coronavirus.html
https://edition.cnn.com/2022/05/27/tech/paris-hilton-metaverse/index.html

Cyborg Cockroach เมื่อนักวิทยาศาสตร์ติดชิปเข้ากับระบบประสาทของแมลงสาบเพื่อควบคุมจากระยะไกล

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติได้สร้างแมลงสาบไซบอร์ก โดยมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เชื่อมต่อกับระบบประสาทของพวกมันซึ่งช่วยให้พวกมันถูกควบคุมจากระยะไกล

นักวิจัยได้ติดตั้งโมดูลควบคุมแบบไร้สายที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้ที่ด้านหลังของแมลงสาบมาดากัสการ์ ซึ่งมีความยาวถึง 2.4 นิ้ว

โดยการกระตุ้น cerci ของแมลงสาบแต่ละตัว ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่เหมือนประสาทรับความรู้สึก

ทีมงานของมหาวิทยาลัย Riken ได้สร้างระบบให้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และชาร์จไฟใหม่ได้ พวกเขาติดแบตเตอรี่และโมดูลกระตุ้นไว้ที่ทรวงอกของแมลงสาบ (ส่วนบนของร่างกาย)  ขั้นตอนที่สองคือการทำให้แน่ใจว่าโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์จะยึดติดกับช่องท้องของแมลงสาบ ซึ่งเป็นส่วนล่างของร่างกายที่แบ่งเป็นส่วนๆ 

แม้ว่ามนุษย์จะหาวิธีที่เหมาะสมที่สุดในรูปแบบคล้าย ๆ กับการสะพายเป้ แต่แมลงก็ไม่เหมือนกัน ลักษณะที่แบ่งเป็นส่วนๆ ของท้องของแมลงสาบ ทำให้มันสามารถบิดตัวหรือพลิกตัวไปมาได้เมื่ออยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ  

เพื่อแก้ปัญหานี้ ทีม Riken ได้ทดสอบกับฟิล์มอิเล็คทรอนิกส์ โดยทดลองกับแมลงสาบหลายชุด และดูว่าแมลงสาบเคลื่อนที่อย่างไรเมื่อเทียบกับความหนาของฟิล์ม 

วิธีนี้ช่วยให้พวกเขาตัดสินใจเลือกโมดูลที่บางกว่าเส้นผมมนุษย์ประมาณ 17 เท่า มันเกาะติดกับช่องท้องโดยไม่มีปัญหากับการเคลื่อนที่ของแมลงสาบ และยังสามารถติดอยู่ประมาณหนึ่งเดือน ซึ่งอยู่ได้นานกว่าระบบก่อนหน้าอย่างมาก

นักวิทยาศาสตร์สามารถบอกพวกมันได้ว่าจะให้ไปทางไหนจากระยะไกล ซึ่งจะถูกควบคุมเพื่อช่วยในระหว่างภารกิจการค้นหาและกู้ภัยหรือช่วยตรวจสอบสภาพแวดล้อม

แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่แมลงสาบไซบอร์กตัวแรก บทความใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร npj Flexible Electronics ที่กล่าวถึงงานวิจัยนี้ที่มีนวัตกรรมมากมายที่ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมได้เป็นระยะเวลานานมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โซลาร์เซลล์ขนาดเล็กและบางมากซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่าแบตเตอรี่จะยังคงมีประจุอยู่ ทำให้นักวิจัยสามารถควบคุมแมลงสาบจากระยะไกลได้เป็นระยะเวลานาน

เคนจิโร ฟุกุดะ ผู้นำนักวิจัย กล่าวว่า “โมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ออร์แกนิกแบบบางพิเศษที่ติดตั้งบนแมลงสาบ ซึ่งตัวเครื่องให้กำลังไฟฟ้า 17.2 ไมโครวัตต์ นักวิจัยอาวุโสของมหาวิทยาลัย Riken กล่าวในแถลงการณ์

“ระบบปัจจุบันมีเพียงระบบควบคุมการเคลื่อนที่แบบไร้สาย ดังนั้นจึงไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะยัดเซ็นเซอร์อื่น ๆ เข้าไป” ฟุกุดะ กล่าว “การรวมอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ เช่น เซ็นเซอร์และกล้องเข้าด้วยกัน เราสามารถใช้แมลงไซบอร์กของเราเพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น”

นักวิจัยกล่าวว่าเทคโนโลยีเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้กับแมลงปีกแข็งและจักจั่นได้เช่นกัน

บทสรุป

ถือว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจนะครับ กองทัพแมลงไซบอร์กที่ควบคุมจากระยะไกล ซึ่งสามารถแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ที่ยากจะเข้าถึงซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างมาก ๆ

ทั้งในวงการเกษตรกรรม ที่อาจจะช่วยตรวจสอบพืชผลทางการเกษตรผ่านเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่ติดตั้งไปกับตัวแมลงสาบ หรือ แม้กระทั่งในแวดวงทหารสามารถนำไปใช้ในภารกิจแทรกซึม หรือ การ spy ศัตรูได้เช่นเดียวกัน ซึ่งยังมีโอกาสอีกมากมายที่จะนำเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ไปประยุกต์ใช้ได้ในอนาคตนั่นเองครับผม

References :
https://www.techexplorist.com/introducing-robo-bug-rechargeable-remote-controllable-cyborg-cockroach/53534/
https://www.cnet.com/science/biology/scientists-create-cyborg-cockroaches-controlled-by-solar-powered-backpacks/
https://www.nature.com/articles/s41528-022-00207-2