Super Computer กับภารกิจค้นหาสารประกอบยารักษา COVID-19

นักวิทยาศาสตร์เพิ่งมอบหมายงานใหม่ให้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก ในการจำลองหลายพันครั้งเพื่อค้นหาสารประกอบยาที่สามารถต่อสู้กับ coronavirus ได้

ตอนนี้รายงานจาก CNN ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของ IBM – เรียกว่า “Summit” ที่ตั้งอยู่ที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติ Oak Ridge ในรัฐเทนเนสซี – สามารถระบุ 77 วิธีการรักษาที่อาจหยุดยั้ง COVID-19 ได้

งานวิจัยซึ่งสามารถช่วยนักวิจัยพัฒนาวัคซีนสำหรับไวรัสร้ายแรงใหม่นี้ ซึ่ง ณ ถึงขั้นตอนนี้ถือเป็นเพียงก้าวแรกที่สำคัญ

“ผลของเราไม่ได้หมายความว่าเราได้พบการรักษา coronavirus”, Jeremy Smith ผู้อำนวยการศูนย์ห้องปฏิบัติ National Laboratory Center for Molecular Biophysics กล่าวในการแถลง

“ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการค้นพบการคำนวณของเรา เพื่อการศึกษาในอนาคตและเป็นกรอบที่นักทดลองจะใช้เพื่อตรวจสอบสารประกอบเหล่านี้ต่อไป” เขากล่าวเสริม

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ได้รับมอบหมายให้ค้นหาสารประกอบที่สามารถจับกับ“ โปรตีน S” ของไวรัสที่ใช้แพร่เชื้อไปยังเซลล์โฮสต์ ซึ่งการทำให้โปรตีนไม่ได้ผลนั้น ไวรัสจะถูกยับยั้งไม่ให้แพร่กระจาย

การใช้แบบจำลองที่สร้างขึ้นก่อนหน้านี้ของ Coronavirus นักวิจัยจำลองว่าอนุภาคในโปรตีนไวรัสจะทำปฏิกิริยากับสารประกอบของยาอย่างไร

ทีมงานได้ตัดรายชื่อจากจำนวน 77 รายชื่อ ให้เป็นสารประกอบ 7 อันดับแรกที่มีแนวโน้มดีที่สุดในการรักษาไวรัส SARS-CoV-2

งานวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่าอย่างน้อย 7 สารประกอบที่ระบุในที่นี้จะเป็นสารประกอบเริ่มต้นที่สมเหตุสมผลสำหรับการตรวจสอบทางทดลองเพื่อจำกัด การโต้ตอบระหว่างไวรัสกับโฮสต์ของ SARS-CoV-2

จากนั้นทีมกำลังวางแผนที่จะทำการจำลองแบบอื่นโดยใช้แบบจำลองโปรตีนสไปค์ที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งถูกรายงานเป็นครั้งแรกในการศึกษาที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยทีมนักวิจัยคนอื่น

ต้องถือว่าการได้ Super Computer ที่มีสมรรถสูง จะช่วยให้กระบวนการในการค้นหาสารประกอบ เพื่อมาหยุดยั้งการทำงานของไวรัส Covid-19 สามารถทำได้รวดเร็วกว่าเดิมมากขึ้น

ตอนนี้เทคโนโลยีหลาย ๆอย่าง กำลังมีบทบาที่สำคัญมาก ๆ กับการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 หากมีการร่วมมือกันระหว่างบริษัท Big tech ทั้งหลาย ที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำ ผมก็คิดว่า การแพร่ระบาดของ Covid-19 น่าจะได้รับการแก้ไขได้ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอนครับผม

References : https://futurism.com/neoscope/fastest-supercomputer-finds-potential-covid-treatments

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

3D Printing กับการสร้างอะไหล่ให้กับอุปกรณ์ทางด้านการแพทย์ในภาวะฉุกเฉิน

โรงพยาบาลในเบรสเซียของประเทศอิตาลีซึ่งอยู่ใกล้กับหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการระบาดของโรค coronavirus ได้ใช้เทคโนโลยี 3D Printing เพื่อมาสร้างอะไหล่ทดแทนสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้หน่วยดูแลผู้ป่วยหนักยังคงทำงานต่อไปได้

โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่จำเป็น อุปกรณ์อย่างวาล์วชนิดพิเศษสำหรับอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ ผู้จัดจำหน่ายสามารถส่งเพียงแค่แบบตัวพิมพ์ต้นแบบไปให้ได้ผ่านระบบสื่อสารแบบปรกติ หลังจากนั้นก็ให้ บริษัทที่มีเทคโนโลยี 3D Printing ในท้องถิ่นที่สามารถออกแบบและผลิตวาล์วในท้องถิ่นได้ ไม่ต้องรออะไหล่ส่งมาจากผู้จัดจำหน่ายโดยตรงอีกต่อไป

ซึ่งเป็นผลให้ผู้ป่วยสิบคนได้รับการรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจในคืนนั้นทันที ซึ่งหากไม่มีอุปกรณ์วาล์วดังกล่าว ผู้ป่วย COVID-19 ที่รุนแรงของพวกเขา อาจไม่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยจำนวนมากมาย

ทีมงานท้องถิ่นสามารถสร้างอะไหล่ขึ้นมาได้ทันเวลา
ทีมงานท้องถิ่นสามารถสร้างอะไหล่ขึ้นมาได้ทันเวลา

ตั้งแต่นั้นมา หลายบริษัท ที่มีเทคโนโลยี 3D Printing เข้าเข้ามาช่วยเหลือเพิ่มเติมของการสร้างอุปกรณ์วาล์ว เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถสต็อคอะไหล่เหล่านี้ สำหรับอนาคตอันใกล้ได้

ชิ้นส่วนเหล่านี้แต่ละชิ้นสอดคล้องกับผู้ป่วยแต่ละรายที่ต้องการการดูแลอย่างเข้มงวดและสามารถทำให้อุปกรณ์เหล่านี้กลับมาทำงานแบบปรกติในโรงพยาบาลได้แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์การระบาดของโรคร้ายแรงสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อชิ้นส่วนอะไหล่ขนาดเล็กเหล่านี้เสียหายหรือขาดตลาด

ต้องบอกว่า อุปกรณ์ทางการแพทย์ นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำหรับวิกฤติการระบาดร้ายแรงของ Covid-19 ในขณะนี้ ซึ่งแน่นอนว่า เราได้เห็น case ตัวอย่างจากประเทศอิตาลี ว่าอุปกรณ์เหล่านี้ หากถูกใช้งานหนัก ๆ จริง จนอะไหล่ต่าง ๆ มันเกิดทำงานไม่ได้ขึ้นมา จะเกิดปัญหากับการรักษาผู้ป่วยได้

ซึ่งปัญหาเรื่องการจัดส่งอะไหล่มันจะมีปัญหาแน่นอน เพราะเรื่องของการปิดเมืองหรือ Lockdown ประเทศ อย่างที่หลาย ๆ ประเทศได้ทำเมื่อการระบาดแพร่กระจายไปในวงกว้างซึ่งการจะส่งอะไหล่เหล่านี้ไปให้โรงพยาบาลนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ๆ

ประเทศเราก็ควรที่จะเตรียมความพร้อมรับมือกับสิ่งเหล่านี้ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หากการระบาดยังไม่มีทีท่าว่าจะชะลอลงไป ซึ่งอีกไม่นาน หากการระบาดไปถึงระดับ 3 จริง ๆ นั้นปัญหาเหล่านี้ ก็น่าจะเกิดขึ้นได้กับอุปกรณ์ทางการแพทย์ของประเทศไทยเช่นเดียวกันนั่นเองครับ

References : https://futurism.com/neoscope/overwhelmed-italian-hospital-3d-printing-parts

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Google เป็นแพล็ตฟอร์มที่ดีที่สุด ที่จะช่วยลดการระบาดของไวรัส Covid19

เป็นคำถามที่หลาย ๆ คนน่าจะสนใจว่า เทคโนโลยีหรือ แพล็ตฟอร์มดัง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น แพล็ตฟอร์มใด สามารถที่จะมาช่วยลดการระบาดของไวรัส Covid19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

แน่นอนว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนั้น ถ้าเป็น แพล็ตฟอร์มระดับโลกอย่าง Google คงไม่มีใครสงสัยในความล้ำหน้าของเทคโนโลยีของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น Search , Map หรือ Youtube ที่มีผู้ใช้งานอยู่ทั่วโลก และทำเงินได้มากมายมหาศาล

แล้วทำไม Google ถึงเป็นแพล็ตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการระบาดของ Covid19 ที่กระจายไปทั่วโลกในทุกวันนี้

เราต้องอย่าลืมว่า มือถือนั้นกลายเป็นสิ่งพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ทุกคนในปัจจุบัน และมีผู้ที่ใช้งาน Smartphone กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันเสียแล้วด้วยซ้ำ

และที่สำคัญก็คือ ระบบ ปฏิบัติการ Android กลายเป็น ระบบปฏิบัติการหลักที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด หรือแม้กระทั่งมือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการอื่น ๆ อย่าง iOS คนส่วนใหญ่ก็ยังนิยมใช้บริการต่าง ๆ ของ Google อยู่ดี

แม้เรื่อง Privacy จะเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่เราสามารถที่จะไป Set ได้ไม่ให้ Google มาคอย tracking ตำแหน่งของเรา เวลาใช้บริการของพวกเขา

แต่น้อยคนนัก ที่จะสนใจเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น ข้อมูลการ tracking location ว่าเราไปที่ไหนมาบ้าง หรือ ไปทำอะไรมาบ้างนั้น ผู้ที่มีข้อมูลเหล่านี้มากที่สุดคงจะหนีจาก Google ไม่ได้

ซึ่ง location นั้นสำคัญมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องของการแพร่ระบาดของไวรัส ที่กำลังกระจายไปทั่วโลกอย่าง Covid19 เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความไม่รู้ว่าใครติดโรคดังกล่าวบ้าง และเรากำลังอยู่ใน location หรือสถานที่ ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่

Google นั้นรู้หมดว่าเราเคยไปที่ไหนมาบ้าง
Google นั้นรู้หมดว่าเราเคยไปที่ไหนมาบ้าง

หาก Google สามารถแจ้งเราได้ว่า หากพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อและถูก Verified ว่าติดเชื้อแล้วนั้น เราสามารถ tracking ตำแหน่งย้อนหลังพวกเขาได้ทั้งหมด ว่าเขาไปในสถานที่ใดบ้าง และแน่นอนว่า Google นั้นรู้ข้อมูลอยู่แล้วว่าใครเป็นคนที่เสี่ยงกับผู้ป่วยเหล่านั้นบ้าง ผ่านทางการ tracking location นั่นเอง ซึ่ง Google ก็รู้อีกเช่นกันว่าผู้ใช้งานคนไหน เข้าไปอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่เสี่ยงเหล่านี้บ้าง

ซึ่งเรื่องนี้ หาก Google มีการร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขในทุกประเทศ และแก้ไข app เพิ่มเติม ให้มีการแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้งานโดยตรงได้ทันทีผ่านบริการต่าง ๆ ของพวกเขาที่คนแทบทั้งโลกนั้นใช้กันอยู่แล้ว เมื่อผู้ใช้งานเข้าไปอยู่ใน location ที่เกิดความเสี่ยง หรือ ในสถานที่ที่ ผู้ป่วยที่ได้รับการ Verified ว่าติดเชื้อนั้นเคยไป มันจะมีประสิทธิภาพอย่างมากในการลดการแพร่ระบาดของไวรัส Covid19 ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกอยู่ในขณะนี้อย่างแน่นอน

ซึ่งตอนนี้ปัญหาเรื่องการแพร่ระบาด กำลังทำลายธุรกิจขนาดย่อย ที่เป็นฐานลูกค้าหลักของ Google จนล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมากแล้ว และแน่นอนว่ามันจะส่งผลสะเทือนไปยังรายรับของ Google เองด้วยซ้ำ หากธุรกิจรายย่อยเหล่านี้ล้มหายตายจากไปจนหมดสิ้นนั่นเองครับ

References : https://www.androidcentral.com/how-view-your-location-history-google-maps https://www.ciobulletin.com/it-services/google-establishes-covid-19-fund

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Hackers กำลังใช้ Coronavirus Maps เพื่อกระจายมัลแวร์

แผนที่แสดงการควบคุมการระบาดของโรค Coronavirus ที่สร้างโดย John Hopkins University ถือเป็นวิธีที่มีประโยชน์อย่างมากในการติดตามว่าไวรัส Covid19 แพร่กระจายไปทั่วโลกได้อย่างไร

แต่ตอนนี้เหล่า Hackers กำลังจะสร้างแผนที่ coronavirus ปลอมขึ้นมาเพื่อใช้ในการส่งมัลแวร์

Shai Alfasi นักวิจัยด้านความปลอดภัยพบว่า Hacker เริ่มใช้แดชบอร์ด coronavirus ปลอมที่สร้างขึ้นมา เพื่อขโมยข้อมูลของผู้ใช้ ซึ่งนั่นรวมถึง “ชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน หมายเลขบัตรเครดิตและข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอื่น ๆ ที่เก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของผู้ใช้”  

ตัวอย่าง เช่น แผนที่ปลอมที่ใช้อินเทอร์เฟซแบบกราฟิกที่เกือบเหมือน ที่สร้างโดย John Hopkins University อันหนึ่ง ได้มีการซ่อนโปรแกรมมัลแวร์ ที่สร้างไฟล์ใหม่ในโฟลเดอร์ไฟล์ชั่วคราวของเป้าหมาย

โดยมัลแวร์เหล่านี้สามารถรักษาตัวเองให้รอดพ้นจากการคัดกรองไฟล์ของผู้ใช้ด้วยฟีเจอร์ “Task Scheduler” ของ Windows วิธีการนี้ไม่เพียง แต่จะสามารถขโมยข้อมูลของคุณเท่านั้น แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปยังมัลแวร์อื่น ๆ ได้อีกด้วย

“ เนื่องจาก coronavirus ยังคงแพร่กระจายและมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นและเทคโนโลยีมากขึ้นเพื่อตรวจสอบ เราน่าจะเห็นการเพิ่มขึ้นของมัลแวร์โคโรน่าและการแพร่กระจายของมัลแวร์โคโรนาในอนาคตอันใกล้” รายงานจาก TheNextWeb

ต้องบอกว่า แผนที่เหล่านี้อย่างที่ John Hopkins University ได้สร้างขึ้นมานั้น ถือเป็นคุณูปการ ให้กับคนทั่วโลก ได้ดูข้อมูลการแพร่กระจายของ Coronavirus ได้แบบง่าย ๆ และมีประสิทธิภาพ

แต่เหล่า Hacker กำลังใช้ การค้นหาข้อมูลเหล่านี้ ในการเข้าไปจารกรรมข้อมูลจากเหยื่อ เพราะฉะนั้น การค้นหาข้อมูลเหล่านี้ ที่เกี่ยวข้องกับ Coronavirus หรือ Covid19 นั้น ต้องมีการระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ต้องมีการเช็คให้ดีว่าเป็น website ที่ถูกต้องจริงหรือไม่ ได้รับการ Verified หรือไม่ เพราะหากเข้าผิดและไปเจอเว๊บปลอมที่ฝังมัลแวร์ ท่านอาจจะตกเป็นเหยื่อของเหล่า Hacker ที่กำลังหาประโยชน์จากวิกฤติครั้งนี้อยู่นั่นเองครับ

References : https://thenextweb.com/security/2020/03/11/hackers-are-using-coronavirus-maps-to-infect-your-computer/ https://www.cisomag.com/mcafee-report-predicts-2020-to-be-year-of-mobile-sneak-attacks/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

NetScape Time ตอนที่ 14 : The Fall of Netscape

ในปี 1994 Bill Gates ได้กล่าว คำ ๆ นึงที่ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อ NetScape เป็นอย่างมากนั่นก็คือ เขาหวังว่าจะไม่มีผู้ผลิตรายใดสร้างรายได้จากโปรแกรม Browser อย่างที่ NetScape กำลังทำอยู่

ต้องบอกว่า สถานการณ์ในขณะนั้น บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft นั้นมีเงินสดในมือกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญ ผ่านเครื่องจักรทำเงินของพวกเขาอย่าง ระบบปฏิบัติการ Windows และชุดโปรแกรม Office

ซึ่งแนวคิดของ Bill Gates มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว พวกเขาผู้ขาดธุรกิจของระบบปฏิบัติการ และมีส่วนแบ่งการตลาดที่สูงมาก ๆ ในโปรแกรมที่พวกเขาวางขายทุก ๆ ตัว การที่จะต้องแจกโปรแกรมบางอย่างฟรี ๆ มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขามาก

โดยทาง Microsoft นั้นใช้แผนที่เหนือเมฆมาก ๆ คือนำ Internet Exproler ออกสู่ตลาดโดยแถมมากับระบบปฏิบัติการ Windows 95 เลยแทบจะทันที โดย Microsoft นั้นก็ได้พัฒนาตัว IE โดยใช้พื้นฐานมาจาก Mosaic ที่พวกเขาได้ลิขสิทธิ์ต่อมาจาก Spyglass นั่นเอง

Microsoft ปล่อย Internet Exproler มากับ Windows แบบฟรี ๆ
Microsoft ปล่อย Internet Exproler มากับ Windows แบบฟรี ๆ

แต่ NetScape ก็ไม่ได้กลัวแต่อย่างใด เพราะหลังจากปล่อย NetScape Version 2.0 ออกไปนั้น ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ามาก ๆ จนทำให้มีผู้ใช้งานกว่า 38 ล้านคนทั่วโลก และนับเป็นโปรแกรมที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดไปได้ถึง 80% เลยทีเดียวในช่วงปี 1996

NetScape นั้นใช้กลยุทธ์ในการนำโปรแกรมออกเผยแพร่ทาง internet ให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาดูตัวโปรแกรมได้ และได้เริ่มก้าวไปสู่การพัฒนาโปรแกรมสำหรับเครือข่ายในองค์กร และโปรแกรมด้านการค้าใน internet เพื่อสร้างรายได้ให้มากที่สุด

แต่ Microsoft นั้นเป็นบริษัทที่ทุนหนาอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาเรื่องการเงินแต่อย่างใด จึงได้เข้ามาต่อสู้อย่างเต็มตัวและดุเดือดมากยิ่งขึ้น ซึ่งในการแถม Browser ไปกับระบบปฏิบัติการ และเป็นยิ่งส่งเสริมให้คนหันมาใช้ ระบบปฏิบัติการ Windows 95 มากยิ่งขึ้น

ซึ่งสุดท้ายก็มีการฟ้องร้องกัน โดยมีการกล่าวหาว่า Microsoft ผูกขาดการตลาดของระบบปฏิบัติการ ทางฝั่ง Microsoft นั้นก็ไม่แยแสในเรื่องที่เกิดขึ้นเดินหน้าแถม Browser ต่อไปจนครองส่วนแบ่งแทบจะทั้งหมดของ Browser ไปได้ในท้ายที่สุด

และ ทำให้ Netscape ต้องถูกขายให้กับ AOL ในภายหลังก่อนจะพัฒนากลายมาเป็น Mozilla Firefox อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนคดีความฟ้องร้องนั้น ถึงแม้สุดท้าย ศาลจะพิพากษาให้ Microsoft เป็นฝ่ายผิด แต่ Microsoft ก็ยินยอมจ่ายค่าปรับเพียงร้อยกว่าล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งเปรียบเหมือนในสงครามนี้ Microsoft ยอมแพ้ในศาลแต่ ในเชิงธุรกิจนั้น Netscape ได้ตายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเองครับผม

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ NetScape จาก Blog Series ชุดนี้

ต้องบอกว่า Web Browser นั้นถือเป็นอีกหนึ่งในนวัตกรรม ที่เปลี่ยนโลกเราไปตลอดการ แม้การเกิดขึ้นของ World Wide Web จาก Tim Berner lee นั้นจะเกิดมาก่อนก็ตาม แต่การที่ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึง internet ได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้นนั้น ก็เป็นผลมาจากโปรแกรม Web Browser ตัวแรกอย่าง Mosaic ที่ Marc Andreeessen เป็นผู้ให้กำเนิดขึ้นมา

แน่นอนว่าเรื่องราวของการก่อตั้งบริษัทใหม่อย่าง NetScape นั้น เป็นเรื่องราวที่ดั่งปาฏิหาริย์ เพราะใช้เวลาเพียงปีกว่า ๆ เท่านั้น พวกเขาก็สามารถพาบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ และ สร้างปาฏิหาริย์มากมายให้กับ WallStreet

แต่แน่นอนว่า เมื่อการเติบโตไปเข้าหูยักษ์ใหญ่ ที่ครอบครองตลาดแบบเบ็ดเสร็จอย่าง Microsoft มันก็เป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะชนะยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ได้ ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญครั้งหนึ่งให้กับเหล่า startup ยุคหลังว่า ไม่ควรที่จะเข้าไปต่อกรกับ ยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft แต่เนิ่น ๆ

แน่นอนว่า เราจะได้เห็นบริษัทยุคหลัง ได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้จากเรื่องราวของ NetScape ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็น Google ที่พวกเขาทำทุกอย่างให้เงียบที่สุด และเลี่ยงการต่อกรกับยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ให้มากที่สุด

ซึ่ง Google นั้นประสบความสำเร็จ เพราะกว่า Microsoft จะรู้ตัวนั้น พวกเขาได้พัฒนาเทคโนโลยีจนนำห่างไปไกลแล้ว จน Microsoft ไม่สามารถที่จะไล่ตาม Google ได้ทันในที่สุด แม้จะพยายามบีบอย่างไร แต่มันก็ช้าเกินไปเสียแล้วนั่นเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่า Google นั้นรับบทเรียนจากการเข้าไปต่อสู้กับ Microsoft ของ NetScape อย่างชัดเจน

แน่นอนว่า โลกยุคใหม่นั้น บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Microsoft นั้นไม่ได้เปรียบในทุกเรื่องเสมอไป ด้วยขนาดองค์กรที่ใหญ่ ทำให้เคลื่อนตัวผ่านนวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นไปด้วยความลำบาก ทำให้เกิดบริษัทหน้าใหม่ Startup หน้าใหม่ ขึ้นมาเปลี่ยนโลกมากมายอย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน

ซึ่งบทเรียนของ NetScape นั้นก็ ถือเป็น Case Study ที่สำคัญให้ เหล่าบริษัท Startup หน้าใหม่ยุคหลัง สามารถที่จะลืมตาอ้าปาก ไม่ถูกกลืนกิน เหมือนในยุคก่อนหน้าได้ ต้องถือว่าเรื่องราวของพวกเขา สร้างคุณูปการให้กับนักธุรกิจยุคหลังเป็นอย่างมาก นั่นเองครับผม

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Billion Dollar Company *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : https://www.theguardian.com/global/2015/mar/22/web-browser-came-back-haunt-microsoft

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol