LinkedIn ยังถอดใจ กับท่าทีที่เปลี่ยนไปของรัฐบาลจีน

มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับการประกาศถอนตัวจากตลาดประเทศจีนของบริการจากอเมริกาที่เหลือรอดอยู่เพียงหนึ่งเดียวอย่าง LinkedIn ที่ต้องเผชิญกับปัญหามากมายในข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฏระเบียบที่มากขึ้นในประเทศจีน

ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียน blog ที่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า ทำไม LinkedIn ถึงสามารถบุกตลาดจีนได้สำเร็จ แต่ตอนนี้ดูเหมือนความพยายามทุกอย่างของ LinkedIn กว่า 7 ปีที่ผ่านมา สุดท้ายก็มีจุดจบไม่ต่างจากสิ่งที่ Facebook , Google , Youtube หรือ แม้กระทั่ง Reddit เจอ

ยุทธศาสตร์ที่ Conflict

ในปี 2014 เมื่อ LinkedIn ได้ทำการเปิดตัวเว็บไซต์ในประเทศจีนเป็นครั้งแรก ทาง CEO อย่าง Jeff Weiner ได้กล่าวว่า “LinkedIn จะมีความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีการดำเนินธุรกิจในประเทศจีน

หลังจากนั้นก็เป็น Weiner เองที่ประกาศออกมาว่า “LinkedIn สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกอย่างยิ่ง และไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลจีน”

แต่บริษัทก็ได้ออกมาระบุในภายหลังว่า จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐบาลจีนเพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศพวกเขาได้

 Jeff Weiner ต้องยอมรับความจริงที่ว่าพวกเขาพ่ายแพ้ในตลาดจีน (CR:Vulcan Post)
Jeff Weiner ต้องยอมรับความจริงที่ว่าพวกเขาได้พ่ายแพ้ในตลาดจีน (CR:Vulcan Post)

ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ Conflict กันเอง มีการสนับสนุนเสรีภาพ ไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์จากรัฐบาลจีน แต่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดขอบรัฐบาลจีน มันเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน และทำให้ LinkedIn ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ยาก ซึ่งสุดท้ายก็โดนรัฐบาลจีน สั่งบล็อก โดยเฉพาะโปรไฟล์ของนักข่าวชาวอเมริกันหลายคน ซึ่งถือเป็นการเซ็นเซอร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของรัฐบาลจีน จนเกิดคำถามขึ้นของเหล่าผู้ใช้งานมากมายในแพลตฟอร์ม

เมื่อรัฐจีนควบคุมบริษัทเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น

เราจะเห็นได้จากข่าวที่ทยอยปล่อยออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แค่ไหนในธุรกิจเทคโนโลยีของจีน ก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือของรัฐบาล และถูกเล่นงานตามกันไปหมด

ซึ่งนั่นเป็นเคสของบริษัทเทคโนโลยีในประเทศยังโดนหนักขนาดนั้น ไม่ต้องนึกถึงสภาพของ LinkedIn ที่เป็นบริการจากอเมริกาว่าจะโดนหนักขนาดไหน โดยเฉพาะเรื่องการเข้ามาเซ็นเซอร์ข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น

แม้ LinkedIn เองจะช่วยให้สมาชิกผู้ใช้งานชาวจีนหางานและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากมาย แต่เรื่องของสังคมและการแบ่งปันข้อมูลนั้น เรียกได้ว่า LinkedIn ล้มเหลวเป็นอย่างมาก

พวกเขาต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ท้าทายยิ่งขึ้นมาก และข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฏระเบียบที่มากยิ่งขึ้นในประเทศจีน หลังรัฐบาลจีนต้องการมาจัดการบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

บทสรุป

ก่อนหน้านี้ LinkedIn แทบจะเป็นปราการด่านสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ของบริการออนไลน์จากอเมริกา ที่มาบุกตลาดจีน แต่สุดท้ายแม้จะพยายามปรับตัวและลงทุนไปมากแค่ไหน จุดจบก็ไม่ต่างจากบริการอื่น ๆ จากเพื่อนร่วมชาติไม่ว่าจะเป็น Twitter , Facebook หรือ Google ที่ชิงหนีออกไปก่อนนานแล้ว

เพราะฉะนั้น บริการออนไลน์ต่างๆ จากต่างประเทศ ที่คิดจะบุกไปตลาดขนาดใหญ่อย่างประเทศจีน คงเป็นเพียงแค่ฝัน เพราะ LinkedIn ที่แม้พยายามปรับตัวทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมจีน การตั้งผู้บริหารที่เป็นคนจีนเองมาดูแล ก็ยังไม่สามารถฝ่าฟันให้เอาชนะอุปสรรคอันยิ่งใหญ่จากรัฐบาลจีนได้

ซึ่งตอนนี้ ธุรกิจเทคโนโลยีของจีน อยู่ในภาวะที่ไม่มีความแน่นอนเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่งบริการในประเทศเอง ก็ยังไม่ทราบชะตากรรมอนาคตของตัวเองที่ชัดเจนนัก

ซึ่งแม้จะเหลือพื้นที่ให้ธุรกิจเทคโนโลยีที่ไม่ใช่บริการออนไลน์ อย่างในกรณีของ Apple ที่เน้นขาย Hardware ที่ดูเหมือนจะไปได้ดีในตลาดจีน

แต่ในอนาคตมันก็ไม่มีความแน่นอนอีกต่อไป การอยู่ในอำนาจเป็นเวลานานของประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง จนสามารถควบคุมทุกอย่างได้แบบเบ็ดเสร็จแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้สิ่งที่คิดว่ามีความแน่นอน ในอนาคตมันก็อาจจะไม่มีความแน่นอนอีกต่อไปนั่นเองครับผม

References :
https://www.forbes.com/sites/dereksaul/2021/10/14/linkedin-leaves-china-following-charges-of-censorship
https://www.axios.com/linkedin-unanswered-questions-china-censorship-56b75495-230c-4dc2-9a29-6a35e2f8cec0.html
https://www.wsj.com/articles/microsoft-abandons-linkedin-in-china-citing-challenging-operating-environment-11634220026
https://www.ft.com/content/d5cc7987-9d41-44c3-a6bf-7947c03b9cf9

Netflix vs SK Telekom กับบทเรียนการปลดแอกของ Apple จากเครือข่ายมือถือ สู่ข้อพิพาทในธุรกิจบรอดแบนด์

ต้องบอกว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกสำหรับปัญหาเรื่องการใช้งานทราฟฟิก จากเหล่าแอปที่เกิดขึ้นมากมายในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะ บริการวีดีโอสตรีมมิ่ง ที่ค่อนข้างใช้ทราฟฟิกอย่างมหาศาล ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นกับเครือข่ายมือถือ ที่ต้องเรียกได้ว่าทำให้คนที่ควบคุมเครือข่ายมือถือกลายเป็นมาเฟียในโลกของข้อมูลที่ไหลผ่านระบบของพวกเขากันเลยทีเดียว ซึ่งทำให้พวกเขามีอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ก่อนการเกิดขึ้นของ iPhone จาก Apple

ถามว่าก่อนยุคที่ iPhone จะได้ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 2007 นั้นสิ่งใดเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนานวัตกรรมใหม่ให้กับวงการมือถือมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น เหล่า มาเฟีย แห่งเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั้งหลายที่มีกระจายอยู่ทั่วโลก ที่เป็นตัวคั่นกลางระหว่างเหล่าผู้ผลิตบริษัทมือถือกับผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าโดยตรง

ซึ่งแม้ว่าในช่วงก่อนปี 2007 เทคโนโลยีต่าง ๆ มันจะได้รับการพัฒนาไปไกลมากแล้วก็ตาม แต่เราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจมือถือยังเป็นอะไรที่ล้าหลังเป็นอย่างมากในหลาย ๆ เรื่องแม้กระทั่งการเล่นเว๊บไซต์ต่าง ๆ ก็เป็นอุปสรรคต่อการใช้งานของผู้ใช้งานทั่วโลก ที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทั่วโลกผ่านทางอุปกรณ์ที่พกติดตัวเราอยู่ตลอดเวลาอย่างมือถือนั่นเอง

iPhone จาก Apple ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง (CR:The Blue and White)
iPhone จาก Apple ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง (CR:The Blue and White)

ในขณะนั้น ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกต่างคุ้นเคยกับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบบรอดแบนด์ กันแล้ว แต่ค่าบริการข้อมูลแบบ 3G ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเหมือนได้ย้อนตัวเองกลับไปสู่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยุคโมเด็มผ่านสายโทรศัพท์

แน่นอนว่าเหล่ามาเฟียเครือข่ายเหล่านี้ คอยจ้องแต่จะคิดค่าบริการต่าง ๆ แทบทุกอย่าง มีการคิดค่าบริการการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นนาทีที่ใช้งาน แต่ผู้บริโภคกลับได้รับการบริการจากอินเทอร์เน็ตที่ห่วยแตกกว่าการใช้โทรศัพท์บ้านเสียอีก

เพราะเว๊บต่าง ๆ ที่โหลดมานั้นเป็นเว๊บที่ไร้คุณภาพเนื่องจากปริมาณข้อมูลที่มีจำนวนมากทำให้เหล่าผู้ให้บริการไม่อยากเสีย ทราฟฟิกไปกับบริการเหล่านี้ และทำการชาร์จเงินกับผู้บริโภคให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อ iPhone ของ Apple ได้มาเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

Apple ต้องการให้ iPhone นั้นใช้ปริมาณข้อมูลได้อย่างไม่จำกัด และทำการเจรจากับ Cingular ที่เป็นเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้นหลายครั้ง

สุดท้ายได้มีการประกาศรูปแบบการจ่ายค่าบริการมือถือแบบให้ปริมาณข้อมูลไม่จำกัด ซึ่งสูงกว่าแบบโทรศัพท์โทรเข้าออกเพียงอย่างเดียวราว ๆ 20 ดอลลาร์ต่อเดือน โดย Cingular (ตอนหลังกลายมาเป็น AT&T) จะได้รับเงินบางส่วนจากการดาวน์โหลดทาง iTunes ขณะที่ทาง Apple นั้นได้ส่วนแบ่งจากค่าบริการรายเดือนของ iPhone แต่ละเครื่องที่เชื่อมต่อกับ Cingular

และนี่เองได้เป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญของเหล่ามาเฟียเครือข่ายมือถือทั้งหลายทั่วโลก โดย Apple ได้เปลี่ยนบทบาทของเหล่าเครือข่ายโทรศัพท์ ให้เป็นเพียงแค่ทางผ่านของโลกโทรศัพท์มือถือยุคใหม่หลังการเกิดขึ้นของ iPhone ให้พวกเขาเป็นเพียงแค่ท่อส่งข้อมูลระหว่างมือถือของลูกค้ากับโลกอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

ทำให้เหล่าเครือข่ายมือถือไม่สามารถที่จะไปชาร์จค่าบริการใด ๆ กับลูกค้าได้อีก เรียกได้ว่า เป็นครั้งแรกที่เหล่ามาเฟียมือถือต้องมาง้อ บริษัทมือถืออย่าง Apple ซึ่งไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนเลยในธุรกิจมือถือ

ศึกครั้งใหม่ระหว่าง Netflix vs SK Telecom

SK Broadband ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ SK Telecom บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศ ได้ยื่นฟ้อง Netflix เพื่อขอให้ช่วยจ่ายเงิน สำหรับค่าต้นทุนบริการเครือข่าย และค่าบำรุงรักษาที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น

เนื่องจาก Netflix เป็นต้นเหตุทำให้เกิดปริมาณรับส่งข้อมูลบนเครือข่าย หรือ ทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต ที่พุ่งสูงขึ้น จนทราฟฟิกบนเครือข่ายหนาแน่น และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการรายอื่นหลังจากปล่อยซีรีส์ยอดนิยมอย่าง “Squid Game” และคอนเทนต์ยอดฮิตอื่น ๆ ให้รับชมบนแพลตฟอร์ม

Squid Game ซีรีส์สุดฮิตที่ทำให้เกิดทราฟฟิกมหาศาล (CR: WallpaperAccess)
Squid Game ซีรีส์สุดฮิตที่ทำให้เกิดทราฟฟิกมหาศาล (CR: WallpaperAccess)

โดยหลังจากปล่อยซีรีส์เรื่อง Squid Game และคอนเทนต์ยอดฮิตอื่น ๆ ออกไป ทำให้ทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตของ Netflix พุ่งเป็น 1.2 ล้านล้านบิตต่อวินาที หรือเพิ่มขึ้นถึง 24 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2018 และทำให้ปัจจุบัน Netflix กลายเป็นผู้ที่สร้างทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต มากเป็นอันดับ 2 ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นรองเพียง YouTube ของ Google

Business Model ที่ต้องคิดใหม่ของทั้งเครือข่ายบรอดแบนด์ และบริการสตรีมมิ่ง

ก็ต้องบอกว่า เป็นเรื่องที่มองได้สองมุมนะครับ สำหรับเรื่องนี้ เพราะ Netflix เอง ก็ถือว่าใช้ทราฟฟิกที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล สอดกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงในยุค COVID-19

ทำให้บริการอย่างวีดีโอสตรีมมิ่ง เติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งแน่นอนว่า การคิด Business Model แบบเดิม ๆ ของ เหล่าเครือข่ายบรอดแบนด์นั้น คงไม่สามารถตอบโจทย์เดิม ๆ ได้อีกต่อไป เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน

ซึ่งก่อนหน้านี้ผมคิดว่า เหล่าเครือข่ายคงคิดแบบเหมา ๆ คล้าย ๆ กับรูปแบบของธุรกิจประกัน คือ มีคนใช้ทราฟฟิกมากน้อยสลับกันไป แต่ถือว่า ไม่เป็นภาระกับเครือข่ายบรอดแบนด์มากนัก เพราะ ทราฟฟิกใหญ่ ๆ จริงนั้นยังมีไม่มากนัก คนส่วนใหญ่ก็เล่น social หาข้อมูลทาง internet หรือ ฯลฯ ที่ถือว่าไม่ได้ใช้ทราฟฟิกมากนักโดยเฉลี่ย

หรือบริการสตรีมมิ่งอย่าง Netflix เอง ที่กลายมาเป็นประเด็นกับ SK Telekom ผมก็มองว่า ทางบริษัทก็คงไม่ได้คิดถึงต้นทุนในส่วนนี้ที่พวกเขาต้องจ่าย ซึ่งหากมันกลายเป็นมาตรฐานใหม่ว่า บริการของพวกเขาต้องจ่ายให้เครือข่ายบรอดแบนด์ในทุกประเทศ แน่นอนว่ามันก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของพวกเขาเป็นอย่างมากเช่นกัน

ซึ่งก็ต้องบอกว่าเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 พฤติกรรมของผู้บริโภคหลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยนไป ผู้คนมีเวลาเสพคอนเท้นต์เยอะขึ้น ทั้ง youtube หรือ บริการอย่าง Netflix ที่เรียกได้ว่าใช้ปริมาณทราฟฟิกเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล ตัวอย่างที่เห็นของเกาหลี หากมี Series ชุดไหนที่บูมแบบสุดขีดอย่าง Squid Game ก็ทำให้ทราฟฟิกโตขึ้นถึง 24 เท่าได้เลยทีเดียว และมันคงจะเกิดเรื่องแนว ๆ นี้ขึ้นอีกอย่างแน่นอนในอนาคต

เพราะฉะนั้น มันก็เหลือแค่สองทางเลือก ก็คือ ชาร์จเงินเพิ่มกับผู้บริโภค หรือ ชาร์จค่าใช้บริการเครือข่ายสำหรับบริการที่ใช้ทราฟฟิกสูง เพื่อให้ธุรกิจบรอดแบนด์ หรือ เครือข่ายมือถือสามารถอยู่ได้ และไม่กระทบกับการใช้งานกับผู้บริโภคคนอื่น ๆ

ซึ่งก็มีหลายบริการที่ยอมจ่ายนะครับจากข่าวที่เกิดขึ้น โดยมีข้อมูลว่า Amazon , Apple และ Facebook นั้นยินยอมจ่ายให้กับทาง SK เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็ถือว่า Win-Win ทั้งสองฝ่าย

แล้วคุณล่ะ คิดว่าธุรกิจบริการทางอินเทอร์เน็ตที่ใช้ทราฟฟิกสูง ๆ อย่าง Netflix ควรที่จะจ่ายเงินให้กับเจ้าของเครือข่ายบรอดแบนด์ หรือ เครือข่ายมือถือหรือไม่? เพราะอะไร?

References :
https://www.facebook.com/MarketThinkTH/posts/4326537110771980
https://www.theverge.com/2021/10/1/22704313/sk-broadband-netflix-suing-for-payment-squid-game

เวียดนาม vs เกาหลีใต้ กับ Fighting DNA ของการดิ้นรนต่อสู้ในแวดวงเทคโนโลยี

มีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่สามารถสร้างบริการด้านเทคโนโลยี เพื่อต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม ทั้งจากโลกตะวันตก หรือ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนมหาศาลใน Region และไม่พ่ายแพ้ให้กับศัตรูเหล่านี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในหลายบริการของประเทศเกาหลีใต้

ไม่ว่าจะเป็น แพล็ตฟอร์มการแชท Search Engine หรือ แม้กระทั่ง Social Network หรือ Ecommerce บริษัทยักษ์ใหญ่จากโลกตะวันตก นั้นไม่สามารถเจาะเข้าไปในดินแดนเกาหลีใต้ได้ หรือ ถึงแม้จะเจาะเข้าไปได้ก็ยากที่จะขึ้นเป็นผู้นำในตลาดของพวกเขา

มันเป็น Fighting DNA ของคนเกาหลี ที่ส่งต่อมาแม้กระทั่งในธุรกิจเทคโนโลยีที่พวกเขา ไม่เคยยอมพ่ายแพ้ให้กับใครง่าย ๆ พวกเขาพร้อมที่จะสร้างสรรค์บริการ ที่เข้ากับวัฒนธรรมในประเทศของเขา เพื่อเอาชนะยักษ์ใหญ่เหล่านี้ให้ได้ และส่วนใหญ่ก็ประสบความสำเร็จ

เราได้เห็นความสำเร็จของบริการต่าง ๆ ของเกาหลีใต้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Naver ที่เป็นเหมือน Super App ครอบคลุมทุกพฤติกรรมของคนเกาหลี หรือ Kakao Talk ที่ ยึดอันดับหนึ่งในแพล็ตฟอร์ม chat ที่ยากที่คู่แข่งจากต่างประเทศจะเจาะเข้าไปได้

ความเหมือนที่แตกต่างในประเทศเวียดนาม

และรูปแบบที่เกิดขึ้นดังกล่าว มันกำลังเกิดขึ้นกับประเทศเวียดนามเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่า มี DNA ที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจมาก ๆ ในแวดวงเทคโนโลยี ที่พวกเขาพร้อมจะสรรค์สร้างบริการภายในประเทศตัวเอง เพื่อสู้กับคู่แข่งที่น่าเกรงขามจากต่างประเทศ

ไม่ว่าจะเป็น Ecommerce ที่พวกเขาก็ส่ง TIKI ออกมาสู้ยักษ์ใหญ่ใน Region อย่าง Shopee ได้อย่างสูสี หรือ Coc Coc ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงกับบริการ Search Engine ยักษ์ใหญ่อย่าง Google

TIKI บริการ Ecommerce ที่สู้กับ Shopee อย่างไม่เกรงกลัว (CR:TIKI.vn)
TIKI บริการ Ecommerce ที่สู้กับ Shopee อย่างไม่เกรงกลัว (CR:TIKI.vn)

ที่น่าสนใจคือ บริการ messenger หรือ social media ของพวกเขามีบริการอย่าง Zalo ที่เป็นบริการที่คิดค้นโดยชาวเวียดนามเอง ซึ่งเอาชนะ LINE , Whatsapp , Wechat หรือ Facebook Messenger ไปอย่างขาดลอยเลยทีเดียว และเป็นบริการยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของชาวเวียดนามในขณะนี้อีกด้วย

เรียกได้ว่าประเทศเวียดนามมีแทบจะทุกบริการ พวกเขาไม่เคยเกรงกลัว ยักษ์ใหญ่หน้าไหนที่จะบุกเข้ามาในประเทศ พวกเขาพร้อมสร้างบริการที่ตอบโจทย์ชาวเวียดนามมากกว่า ซึ่งมันก็คล้าย ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้นั่นเอง

ซึ่งความน่าสนใจ ทั้งสองประเทศมีประวัติที่คล้าย ๆ กัน คือ การถูกแบ่งแยกประเทศ แม้เกาหลีจะยังไม่สามารถรวมประเทศได้ แต่มันก็เคยทำให้เกิดการต่อสู้ของชนชาติเดียวกันมาก่อน ซึ่งเหตุการณ์ก็คล้ายกับที่เกิดขึ้นที่เวียดนาม แต่พวกเขาสามารถรวมกันเป็นหนึ่งก่อร่างสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ได้

ซึ่งผมว่า มันเป็นสาเหตุอย่างนึงให้ประเทศเหล่านี้ มี DNA ที่มีความแตกต่างจากชาติอื่น ๆ นั่นคือ การประสบพบเจอกับความยากลำบากแบบสุด ๆ มาก่อน ถึงขึ้นต้องรบกันเองด้วยซ้ำ ชาติเกือบแตกสลาย แต่สุดท้ายก็ร่วมใจกันกลับมาสร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่ได้ เหมือนที่เกาหลีทำได้มาก่อน

บทสรุป

ส่วนตัวผมก็ติดตามแวดวง startup ของเวียดนามผ่านสื่อใหญ่ ๆ ตัวอย่างเช่น Tech in Asia ที่เน้นการรายงานข่าว startup ในภูมิภาคของเรา ต้องบอกว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มาแรงมาก ๆ และพร้อมจะเกิด unicorn อีกหลายบริการมาก ๆ เลยก็ว่าได้

มีข่าวการระดมทุนจากบริการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าสนใจนะครับ เพราะมันกำลังกลายเป็นธุรกิจแห่งอนาคตแทบจะทั้งสิ้น ดูเหมือนพวกเขาไม่ได้แข็งแกร่งเพียงแค่ ดึงดูด เฉพาะเรื่องค่าแรงราคาถูก เพื่อให้บริษัทยักษ์ใหญ่ย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศพวกเขาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

เพราะดูเหมือนอนาคตทางในเรื่องบริการทางด้านเทคโนโลยี ที่โลกกำลังมุ่งไป เส้นทางของพวกเขาก็กำลังสดใสเป็นอย่างมาก พร้อมด้วยพลังของคนหนุ่มเวียดนาม ที่กำลังก่อร่างสร้างประเทศ ซึ่งผมมองว่าเป็นประเทศที่น่าจับตามองมาก ๆ ในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่หลายคนอาจไม่คาดคิดมาก่อนนั่นเองครับผม

References :
https://vietnamnet.vn/en/sci-tech-environment/coc-coc-criticizes-google-for-policy-that-hurts-its-platform-769712.html
https://datareportal.com/reports/digital-2021-vietnam
https://vietnamcredit.com.vn/news/overview-of-vietnams-e-commerce-market-in-2021_14374
https://www.techinasia.com/move-whatapp-zalo-vietnams-favorite-messaging-app

เมื่อ LinkedIn มีความลำเอียง กับระบบ AI หาตำแหน่งงานที่ไม่แฟร์ อย่างที่คุณคาดคิด

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับแทบจะทุก ๆ แพล็ตฟอร์มยักษ์ใหญ่เลยทีเดียวนะครับสำหรับปัญหาในเรื่องความ Bias หรือลำเอียงที่เกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้มันได้กลายเป็นปัญหาแม้กระทั่งในเรื่องการหางานของคุณ

ผมก็เป็นคนเชื่อเรื่องนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่ แพล็ตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่ตอนนี้แทบจะไม่ได้ถูกควบคุมโดยมนุษย์อีกต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และข้อมูลมหาศาลจาก Big Data

AI ได้ก่อกำเนิดขึ้นครั้งแรกจากการประชุมที่คณะคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ ในปี 1956 ซึ่งต้องบอกว่า กลุ่มคนในรุ่นนั้น มีเพียงแค่ 100 คนจากประชากรทั้งโลกที่เข้าไปมีบทบาทกับ AI ในยุคเริ่มต้น

ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งในยุคนั้น ได้ตัดสินใจว่า เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI จะมีการโชว์ให้โลกเห็นผ่านทางทักษะการเล่นเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมหมากรุก

นั่นเองได้เป็นที่มาให้เกิดการประชันหน้าครั้งแรกระหว่าง AI กับมนุษย์ในเกมหมากรุก ซึ่ง คาสปารอฟ แชมป์หมากรุกโลกชาวรัสเซีย ได้พ่ายแพ้ให้กับ Deep Blue ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ของ IBM

และมันส่งผ่านถึงยุคปัจจุบันโดยตรง กับแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันที่เราคิดว่ามันปรกติ แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นแนวคิดที่มาจากกลุ่มคนที่เล็กมาก และไม่มีความหลากหลายเอาเสียเลย

ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มคนกลุ่ม ๆ แรกก็เป็นมนุษย์ ซึ่งมีอคติในเรื่องราวต่าง ๆ ในจิตใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และคนเหล่านี้ก็นำมาใส่มันลงไปในเทคโนโลยีอย่าง AI

ซึ่งนั่นเองมันได้นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอย่าง Machine Learning ที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในทุก ๆ อุตสาหกรรมในปัจจุบัน

เมื่อการหางานถูกบดบังโดยอคติจาก AI

เมื่อหลายปีก่อน LinkedIn ค้นพบว่าอัลกอริธึมการแนะนำในการจับคู่ผู้สมัครงานมีโอกาสสร้างผลลัพธ์ที่ลำเอียง

อัลกอริธึมได้จัดอันดับผู้สมัครบางส่วนโดยพิจารณาจากแนวโน้มที่จะสมัครตำแหน่งหรือตอบสนองต่อนายหน้ามากกว่า ซึ่งสุดท้ายระบบลงเอยด้วยการอ้างถึงผู้ชายมากกว่าผู้หญิงสำหรับบทบาทที่เปิดกว้าง เพียงเพราะผู้ชายมักมีความทะเยอทะยานมากกว่าในการหาโอกาสใหม่ ๆ ในการทำงาน

แน่นอนว่าหากคุณเริ่มหางานใหม่ในวันนี้ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อาจะมีอิทธิพลต่อการหางานของคุณ

AI สามารถกำหนดสิ่งที่คุณเห็นในแพล็ตฟอร์ม และตัดสินใจว่าจะส่งเรซูเม่ของคุณไปยังนายหน้าของบริษัทหรือไม่ หรือบางครั้ง ก็อาจจะให้คุณเล่นเกม ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่จะวัดลักษณะบุคลิกภาพของคุณ และวัดว่าคุณเหมาะสมกับตำแหน่งงานต่าง ๆ หรือไม่

การหางานส่วนใหญ่ในปัจจุบันเริ่มต้นด้วยการค้นหาง่าย ๆ ผู้หางานหันไปใช้แพล็ตฟอร์มต่างๆ เช่น LinkedIn , Monster หรือ ZipRecruiter ซึ่งสามารถที่จะอัปโหลดประวัติโดยย่อ เรียกดูประกาศรับสมัครงาน และสมัครตำแหน่งงานที่ว่างได้

เป้าหมายของแพล็ตฟอร์มยักษ์ใหญ่เหล่านี้ คือ การจับคู่ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งที่มีอยู่ เพื่อจัดระเบียบตำแหน่งงาน และ ผู้สมัคร

แน่นอนว่าตอนนี้มันแทบจะไม่ได้ขับเคลื่อนโดยมนุษย์อีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างขับเคลื่อนโดยพลังของ AI ที่จะประมวลผลข้อมูลทั้งผู้หางานและนายจ้าง เพื่อรวบรวมรายการคำแนะนำสำหรับแต่ละรายการ

ซึ่งเครื่องมือในการจับคู่ส่วนใหญ่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

John Jersin อดีตรองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ที่ LinkedIn กล่าวว่า ระบบเหล่านี้อ้างอิงจากข้อมูลมูลสามประเภท : ข้อมูลที่ผู้ใช้ให้กับแพล็ตฟอร์มโดยตรง ข้อมูลโดยอ้างอิงจากผู้อื่นที่มีทักษะ ประสบการณ์และความสนใจที่คล้ายคลึงกัน และข้อมูลด้านพฤติกรรม เช่น ความถี่ที่ผู้ใช้ตอบกลับข้อความหรือโต้ตอบกับประกาศรับสมัครงาน

John Jersin อดีตรองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ที่ LinkedIn  ที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าว (CR:SHRM)
John Jersin อดีตรองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ที่ LinkedIn ที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าว (CR:SHRM)

ซึ่งอัลกอริธึมเหล่านี้ จะไม่รวมเอาชื่อ อายุ เพศ และเชื้อชาติ เนื่องจากการรวมเอาลักษณะเหล่านี้สามารถนำไปสู่อคติในระบบอัตโนมัติที่ถูกตัดสินใจจาก AI ได้

แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจเมื่อทีมของ Jersin พบว่า อัลกอริธึมมีการตรวจจับพฤติกรรมที่แสดงโดยกลุ่มที่มีอัตลักษณ์ทางเพศเฉพาะ

ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ผู้ชายมักจะสมัครงานที่ต้องใช้ประสบการณ์การทำงานที่มากกว่าคุณสมบัติของพวกเขา แต่ผู้หญิงมักจะไปสมัครงานที่มีคุณสมบัติที่ตรงตามข้อกำหนดของตำแหน่งนั้น ๆ

ซึ่งท้ายที่สุด อัลกอริธึม จะตีความรูปแบบพฤติกรรมเหล่านี้ และปรับคำแนะนำในลักษณะที่ทำให้ผู้หญิงเสียเปรียบโดยไม่ตั้งใจ

การหางานกำลังถูกขับเคลื่อนโดย AI มากกว่าทักษะงานจริง ๆ หรือไม่?

ก็ต้องบอกว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน ว่าตอนนี้ แพล็ตฟอร์มต่าง ๆ ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของ AI และ Big Data นั้น ทำสิ่งต่าง ๆ ในการจับคู่คนหางานกับตำแหน่งงานได้ถูกต้อง 100% หรือไม่

จากที่กล่าวไปข้างต้น หากผู้หางานเรียนรู้อัลกอริธึม และ เข้าใจเทคนิคการทำงานของมันจริง ๆ ย่อมทำให้มีความได้เปรียบมากกว่าคนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องแพล็ตฟอร์มเหล่านี้

ลองยกตัวอย่างง่าย ๆ ในเรื่องความถี่ที่ผู้ใช้ตอบกลับข้อความหรือโต้ตอบกับประกาศรับสมัครงาน จุดนี้ มันแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับทักษะงานใด ๆ เลย แต่อยู่ที่ความขยันในการเข้ามาปฏิสัมพันธ์กับระบบเสียมากกว่า ซึ่งมันเป็นส่วนสำคัญเสียด้วยในแพล็ตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่ต้องการปฏิสัมพันธ์จากผู้ใช้ให้มากที่สุด

คุณเคยสงสัยหรือไม่ ทำไมเพื่อนคุณบางคนที่คุณอาจจะคิดว่า ความสามารถก็ไม่เท่าไหร่นี่หว่า แต่ทำไมได้แต่งานดี ๆ ก็ต้องบอกว่าการทำความเข้าใจกับอัลกอริธึมเบื้องหลังของแพล็ตฟอร์มเหล่านี้ ก็อาจทำให้คุณเป็นต่อได้ แม้คุณจะไม่ได้เป็นคนที่เก่งที่สุดในตำแหน่งงานนั้น ๆ ก็ตามที แต่คุณก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการหางานที่ดี ๆ ได้นั่นเองครับผม

References : https://www.xanjero.com/news/linkedin-search-engine-results-suggest-gender-bias/
https://www.johnjersin.com/
https://www.technologyreview.com/2021/06/23/1026825/linkedin-ai-bias-ziprecruiter-monster-artificial-intelligence
https://www.technologyreview.com/2021/02/11/1017955/auditors-testing-ai-hiring-algorithms-bias-big-questions-remain/

Crypto กับการฟอกเงิน 5.0 เมื่อเงินสกปรกกำลังหลวมรวมเข้ากับเงินสะอาดได้แบบไร้รอยต่อ

เป็นบทความที่น่าสนใจจาก Financial Times เลยทีเดียวในบทความที่มีชื่อว่า Cryptocurrency : Rise of decentralised finance spartks ‘dirty money’ fears ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริงที่ Cryptocurrency กำลังพุ่งทะยานแบบฉุดไม่อยู่

Crypto แจ้งเกิดได้จาก Digital Silk Road

ก็ต้องบอกว่าสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin นั้นในช่วงแรกแทบจะไม่มีใครสนใจ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดของสกุลเงินดังกล่าวน่าจะมาจากชายที่ชื่อ Ross Ulbricht

เครื่องมือสำคัญที่สองที่ Ross ค้นพบคือ Bitcoin ซึ่งก่อนหน้านั้นด้วยการใช้ Browser Tor เพียงอย่างเดียวลูกค้าที่ต้องการซื้อยาเสพติดของ Ross สามารถเข้า Silk Road ได้โดยไม่ถูกติดตาม 

แต่ปัญหามันคือเรื่องการชำระเงิน สมมติว่าลูกค้าไม่ต้องการชำระเงินด้วยการส่งเงินสดทางไปรษณีย์ ทางเลือกอื่น ๆ ทั้งหมดสำหรับการชำระเงินดิจิทัลในยุคนั้นนั้นสามารถติดตามได้อย่างง่ายดายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

Ross Ulbricht ผู้เห็นศักยภาพของ Bitcoin ในการซื้อขายยาเสพติด (CR:WSJ)
Ross Ulbricht ผู้เห็นศักยภาพของ Bitcoin ในการซื้อขายยาเสพติด (CR:WSJ)

Ross เห็นว่า Bitcoin แก้ปัญหานี้ได้ หากผู้ซื้อจ่ายค่ายาด้วย Bitcoin บัญชีแยกประเภทของ Bitcoin blockchain จะบันทึกการเคลื่อนไหวของเหรียญ

แต่ที่อยู่ของ Bitcoin ที่ปลายทั้งสองข้างซึ่งเป็นตัวอักษรและตัวเลขจะไม่รวมชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม ซึ่งข้อมูลระบุตัวตนเดียวเกี่ยวกับผู้ซื้อคือที่อยู่ไปรษณีย์ที่เขาขอให้รับยา และนี่เป็นเรื่องง่ายที่ทำโดยการจัดหาตู้ไปรษณีย์ที่ไม่ระบุชื่อเพื่อส่งยาเสพติด

ภายในโลกของ Bitcoin มีข้อสันนิษฐานทั่วไปว่าผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าผิดกฎหมายน่าจะเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่มีแรงจูงใจในการใช้ Bitcoin 

Silk Road สร้างกระแสใหม่ให้กับ Bitcoin และได้รับความสนใจจากบุคคลสำคัญ ๆ อย่างจริงจัง และผลักดันให้ราคาของ Bitcoin พุ่งไปใกล้แตะ 10 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกจากที่ไม่มีคนแทบจะสนใจเลยด้วยซ้ำในช่วงแรก ๆ

Crypto กับการฟอกเงิน 5.0

การฟอกเงินแบบเดิม ๆ ที่นำเงินสกปรกไม่ว่าจาก ยาเสพติด การพนัน หรือ คอร์รัปชั่นของโลกใบนี้มันมีมานานแสนนานแล้ว

วิธีการแบบเดิม ๆ เช่น นำเงินสกปรกเหล่านี้เข้ามาอยู่ในธุรกิจแบบปรกติ หรือ ไปลงทุนในสินทรัพย์ราคาสูง ๆ เช่น งานศิลปะชื่อก้องโลก ในไทยก็คงจะเป็นพระเครื่องแพง ๆ แต่ขอบเขตในโลกของ Crypto นั้นทำให้เงินสกปรกเหล่านี้กลายเป็นเงินสะอาดได้แบบไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น

“อาชญากรทุกประเภทใช้ Crytocurrency มากขึ้นเพื่อฟอกเงินที่ผิดกฏหมาย” หน่วยงานด้านไซเบอร์ดิจิทัลของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวในรายงานที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว

“องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงแก๊งค้ายา นั้นพบว่า Cryptocurrency มีประโยชน์อย่างยิ่งในการซ่อนกิจกรรมทางการเงิน และเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมหาศาลอย่างมีประสิทธิภาพข้ามพรมแดนโดยไม่ถูกตรวจจับ”

Chainalysis บริษัท นิติวิทยาศาสตร์ชั้นนำด้าน crypto ประมาณการว่ากิจกรรมที่ผิดกฎหมายคิดเป็น 0.34% ของปริมาณธุรกรรม cryptocurrency ในปี 2020 ลดลงจาก 2.1% ในปี 2019 เนื่องจากระดับกิจกรรม crypto โดยรวมเพิ่มขึ้นในปีที่แล้ว

Chainalysis บริษัท นิติวิทยาศาสตร์ชั้นนำด้าน crypto ที่วิเคราะห์ถึงการฟอกเงินที่ผิดกฏหมาย (CR:coindesk)
Chainalysis บริษัท นิติวิทยาศาสตร์ชั้นนำด้าน crypto ที่วิเคราะห์ถึงการฟอกเงินที่ผิดกฏหมาย (CR:coindesk)

Chainalysis กล่าวว่า ทุกคนรู้ดีว่าผู้กระทำผิดเช่นผู้ค้ายาเสพติด “กำลังฟอกเงินโดยแปลงเป็นสกุลเงินดิจิตอลและส่งมันออกไปทั่วโลก” 

David Jevans หัวหน้าผู้บริหารของ CipherTrace บริษัทข่าวกรอง cryptocurrency ที่ได้รับเงินทุนจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ กล่าวว่า “DeFi ใช้ช่องโหว่ในการควบคุมเพราะพวกเขาไม่ได้ถือเงินของลูกค้าจริง ๆ”

“สิ่งนี้ทำให้เกิดคลื่นแห่งนวัตกรรมซึ่งยอดเยี่ยมมาก แต่ยังทำให้เกิดคลื่นแห่งนวัตกรรมโดยผู้ที่พยายามฟอกเงินผ่านระบบเช่นเดียวกัน” Jevans กล่าว

ซึ่งก็ต้องบอกว่าในยุคต่อไปเราคงไม่เห็นภาพเผด็จการผู้เรื่องอำนาจ พ่อค้ายาเสพติดก้องโลก หรืออาชญากรต่าง ๆ เมื่อถูกโค่นล่มหรือถูกไล่ล่า ต้องขนเงินเป็นกระสอบ ๆ หนีข้ามประเทศอีกต่อไป

เมื่อในตอนนี้มีเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้สามารถใช้ช่องทางของ Cryptocurrency แล้วหนีไปได้แบบชิลล์ ๆ พร้อมกับเงินสกปรกจำนวนมหาศาล โดยแทบไม่ถูกตรวจสอบเลยนั่นเองครับผม

References : https://www.ft.com/content/beeb2f8c-99ec-494b-aa76-a7be0bf9dae6
https://en.wikipedia.org/wiki/Ross_Ulbricht
https://www.wired.com/2015/04/silk-road-1/
https://coinscreed.com/ukraine-shuts-down-cryptocurrency-exchanges-involved-in-money-laundering.html