หรือ UFOs อาจเป็นมนุษย์ที่เดินทางข้ามกาลเวลามาจากอนาคต

ในหนังสือเล่มใหม่ของ ศาสตราจารย์ด้าน มานุษยวิทยา ได้เสนอแนวความคิดใหม่ทีว่า UFOs อาจจะไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวที่ขับขี่มัน แต่เป็นมนุษย์เราที่เดินทางมาจากอนาคต

“ เรารู้ว่าเราอยู่ที่นี่ เรารู้ว่ามนุษย์ดำรงอยู่ เรารู้ว่าเรามีประวัติศาสตร์วิวัฒนาการมายาวนานบนโลกใบนี้ และเรารู้ว่าเทคโนโลยีของเรากำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วขึ้นในอนาคต” Michael Masters ศาสตราจารย์มานุษยวิทยาทางชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมอนแทนา บอกกับ Space.com “ผมคิดว่าคำอธิบายที่ง่ายที่สุดสำหรับ UFOs คือ มันคือเรานั่นเองที่มาจากอนาคต”

ศาสตราจารย์ Michael ไม่ใช่คนแรกที่เสนอความคิดนี้ โดยในหนังสือเล่มใหม่ของเขา เขาพยายามที่หาเหตุผลสนับสนุนโดยใช้ความเชี่ยวชาญของเขาในด้านมานุษยวิทยา หากนักวิทยาศาสตร์ในอนาคตสามารถย้อนเวลากลับไปดูว่ามนุษย์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร แทนที่จะพยายามเรียนรู้จากโบราณวัตถุโบราณ ซึ่งมันอาจเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาในอนาคต

Michael Masters บอกกับ Space.com “อาจเป็นนักมานุษยวิทยา นักประวัติศาสตร์ นักภาษาศาสตร์ในอนาคต ที่ต้องการกลับมาศึกษาข้อมูลในแบบที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบันผ่านเทคโนโลยีสุดล้ำในอนาคต”

แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่มนุษย์เพียงกลุ่มเดียวในอนาคตที่ทาง ศาสตราจารย์ Michael คิดว่าจะกลับมาเยี่ยมเราผ่านทางยาน UFOs เขาเชื่อว่าการเดินทางข้ามเวลาอาจเป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ในอนาคตก็เป็นได้

“ไม่ต้องสงสัยในอนาคตมีผู้ที่จะจ่ายเงินเป็นจำนวนมากที่จะได้มีโอกาสที่จะกลับไปและเยี่ยมชมช่วงเวลาที่พวกเขาชื่นชอบในประวัติศาสตร์” เขา บอกกับ Space.com “แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมบางแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ปิรามิดแห่งกิซ่า หรือ มาชูปิกชูในเปรู ซึ่งสถานที่เก่าแก่เหล่าสนี้อาจจะไม่ได้เห็นในยุคอนาคตก็เป็นได้พวกเขาจึงต้องย้อนเวลากลับมาชมความน่าทึ่งของมัน”

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ต้องบอกว่า เราไม่สามารถจินตนาการอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับโลกของเราได้อย่างชัดเจนนัก ณ ตอนนี้ ก็เพราะว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี รวมถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งขีดจำกัดเก่า ๆ ของมนุษย์เรานั้น อาจจะถึงเวลาเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในยุคไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ทฤษฏีต่าง ๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายมาก ๆ ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่า มันจะทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เราคาดไม่ถึงอีกมากมายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

และส่วนตัวเอง ก็ได้เห็นเทคโนโลยีที่เหลือเชื่อที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในรอบ 2-3 ปีนี้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทางด้านการแพทย์อย่างเรื่องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับสมอง (Brain Machine Interface) , เทคโนโลยีสุดล้ำจากจีนอย่าง Artificial Moon , Artificial Sun หรือ แนวคิดของ Elon Musk ในการพามนุษย์เราไปอาศัยในดาวอังคารผ่าน SpaceX ของเขา

ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ สำหรับสิ่งที่เราคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ แต่ตอนนี้มันเกิดขึ้นเร็วมาก ๆ และเรื่อง Time Machine หรือการย้อนเวลาไปในอดีตนั้น แม้ในบทความนี้จะไม่มีอะไรที่เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายนัก แต่โดยส่วนตัว ผมก็คิดว่า มันเป็นแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียวที่ว่า UFOs นั้นอาจจะเป็นมนุษย์เราเองนี่แหละในอนาคต ที่ย้อนอดีตกลับมาอย่างที่ศาสตราจารย์ Michael ได้กล่าวไว้ในบทความนี้นั่นเองครับ

References : https://www.space.com/aliens-time-traveling-humans-ufo-hypothesis.html https://www.express.co.uk/news/weird/642184/First-contact-Stranded-alien-being-pleads-with-UFO-investigators-for-help

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Lexus กับแนวคิดยานพาหนะสำหรับมนุษย์บนดวงจันทร์

หากมนุษยชาติต้องลงเอยด้วยการใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ยานพาหนะจะเป็นอย่างไร โดยทาง Lexus ได้เสนอแนวคิดใหม่ในการออกแบบยานพาหนะบนดวงจันทร์ ซึ่งดูโฉบเฉี่ยวเงางามและรูปลักษณ์ที่สุดล้ำเหมือนกับหลุดออกมาจากภาพยนต์ Sci-Fi

สำหรับ Lexus และ Toyota ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ได้สร้าง 7 แนวคิดยานยนต์ที่สามารถเดินทางบนอวกาศ ผ่านนิตยสาร Document Journal โดยแนวคิดดังกล่าวมีองค์ประกอบการออกแบบบางอย่างจาก Lexus LF-30 Electric Concept ซึ่งเป็นรถยนต์ EV รุ่นต่อไป ของบริษัท

จากแนวคิด 7 ข้อ ที่จินตนาการจากนักออกแบบ 5 คน โดยผลงานที่ตีพิมพ์ในนิตยสารนั้นเป็นยานยนต์ที่มีลักษณะคล้ายรถจักรยานยนต์ที่เรียกว่า Zero Gravity ในขณะที่มันควรจะขี่เหมือนมอเตอร์ไซค์ แต่มันไม่มีล้อ แต่ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงระดับพลังสนามแม่เหล็กเป็นหลัก

Concept art: Karl Dujardin/Lexus
Concept art: Karl Dujardin/Lexus

แนวคิดอื่น ๆ นั้นน่าสนใจเช่นกัน  Lexus Cosmos ที่ใช้การ Design โดยใช้กระจกจำนวนมาก ดังนั้นผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินกับมุมมองภายนอกได้ในขณะที่มันกำลังบินอยู่

ส่วน Bouncing Moon Roller ที่ดูเหมือนการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีระดับสูง Lexus Lunar Cruiser เป็นยานพาหนะอเนกประสงค์ที่ให้การขับขี่ที่ราบรื่นแม้ในพื้นที่บนดวงจันทร์ที่ขรุขระ

ในขณะที่ Lexus Moon Racer เป็นยานพาหนะเพื่อการสันทนาการที่มีลักษณะพิเศษในสว่นของล้อที่เป็นทรงกลมแก้วแบบพิเศษติดกับตัวรถ ส่วน Lexus Lunar เป็นยานพาหนะที่จะพาผู้คนจากโลกไปยังดวงจันทร์นั่นเอง

แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่แนวคิดและยานพาหนะสำหรับการเดินทางบนดวงจันทร์จริง ๆ อาจจะดูตื่นเต้นน้อยกว่านี้ เป็นเรื่องดีที่เราจะจินตนาการว่ายานพาหนะเหล่านี้จะบินและเคลื่อนที่รอบพื้นผิวดวงจันทร์ในอนาคตนั่นเอง

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

เราได้เห็นแนวคิดสำคัญของ Elon Musk ในเรื่องของแนวคิดในการย้ายถิ่นฐานมนุษย์ไปสู่ดวงจันทร์ แน่นอนว่าโครงการต่าง ๆ ของ Elon Musk เช่น SpaceX นั้น เหตุผลส่วนนึงก็น่าจะสร้างมาเพื่อเติมเต็มความฝันของเขา

ซึ่งด้วยภาวะอากาศที่เป็นมลพิษอย่างที่เราเห็น รวมถึงปัญหาโลกร้อน ที่ไม่มีทีท่าว่าจะแก้ไขได้ง่าย ๆ สำหรับโลกเรา ทางเลือกหนึ่งในการอยู่รอดของมนุษยชาติในอนาคตนั้น การย้ายถิ่นฐานไปดาวดวงอื่น ถือเป็นแนวคิดที่่น่าสนใจ และกำลังมีบริษัทเอกชนอย่าง SpaceX ของ Elon Musk กำลังดำเนินการเพื่อเป้าหมายดังกล่าวอยู่

แม้จะดูเหมือนอีกยาวไกล แต่การเริ่มออกแบบ พาหนะต่าง ๆ เพื่อใช้บนดาวเคราะห์ดวงอื่น ที่อยู่นอกโลกเราเช่น ดวงจันทร์ ก็ถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ การออกแบบของ Lexus นั้นก็อยู่บนพื้นฐานที่มนุษย์เรา ที่มีโอกาสจะไปใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ในอนาคต

ผมเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และ ธรรมชาติกำลังเริ่มลงโทษเรา ที่ไม่ได้ใส่ใจปัญหามลพิษทางอากาศ หรือ ปัญหาโลกร้อนที่เพียงพอ ซึ่งสุดท้าย เราอาจจะต้องเตรียมตัวเพื่อย้ายไปใช้ชีวิตที่ดาวดวงอื่น รวดเร็วกว่าที่ใครหลาย ๆ คนคิดก็เป็นได้ครับ

References : https://www.engadget.com/2020/01/18/lexus-moon-space-vehicles/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Xenobots กับหุ่นยนต์มีชีวิตตัวแรกที่มาจากเซลล์ต้นกำเนิดของกบ

ทีมนักวิจัยได้สร้างสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่มีชีวิต พวกเขาได้กล่าวว่า “ xenobots” สามารถเคลื่อนที่เพื่อย้ายหรือหยิบวัตถุและมีความสามารถในการรักษาตัวเองหลังจากถูกที่มันถูกตัดออกได้

ทีมงานหวังว่าหุ่นยนต์ชีวภาพเหล่านี้ ในวันหนึ่งอาจถูกนำมาใช้ในการทำความสะอาด microplastics ในมหาสมุทร หรือ แม้กระทั่งการตรวจสอบยาเสพติดภายในร่างกายมนุษย์,  theguardian.com รายงาน

ในการสร้างหุ่นยนต์ทีมนักวิจัย ใช้เซลล์จากตัวอ่อนกบมาประกอบเข้าด้วยกันให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋ว

“เรื่องเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องในนวนิยายวิทยาศาสตร์” นักวิจัยร่วม Joshua Bongard ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ที่มหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์กล่าวในการแถลง “พวกมันไม่ใช่หุ่นยนต์แบบดั้งเดิม หรือเป็นสัตว์ที่เรารู้จัก มันเป็นความก้าวหน้าครั้งใหม่ของสิ่งประดิษฐ์: สิ่งมีชีวิตที่สามารถตั้งโปรแกรมได้”

Xenobots ที่เป็นทั้งหุ่นยนต์ และ สัตว์
Xenobots ที่เป็นทั้งหุ่นยนต์ และ สัตว์

หุ่นยนต์ที่มีความยาวเพียงไม่กี่มิลลิเมตรนั้น ได้รับการออกแบบโดยซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ “ evolutionary algorithm ” ในการออกแบบชิ้นส่วน 3D หลายพันชิ้น เพื่อสร้างรูปแบบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการออกแบบให้มันสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหรือทำภารกิจพื้นฐานบางอย่างได้

ซึ่งหุ่นยนต์ตัวจิ๋วเหล่านี้มีพลังในการสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่สามารถขยายและหดตัวได้เอง

และพวกมันก็ถือว่าเป็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ อย่างหนึ่ง ในการทดสอบที่ระบุไว้ในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings ของ National Academy of Sciences ในตอนนี้ หุ่นยนต์จิ๋วบางตัว สามารถที่จะดันเม็ดเล็ก ๆ ให้ไปอยู่ในตำแหน่งตรงกลางของจาน ในขณะที่หุ่นยนต์ตัวอื่น ๆ กำลังถือวัตถุอยู่รอบ ๆ

หุ่นยนต์ชีวภาพมีข้อได้เปรียบหุ่นยนต์แบบดั้งเดิมที่เป็นโลหะจริง ๆ ที่มีขนาดใหญ่อย่างที่เราเห็นได้ทั่วไป เพราะพวกมันไม่ทิ้งร่องรอยไว้หลังปฏิบัติภารกิจ

“เนื่องจากหุ่นยนต์ตัวจิ๋วเหล่านี้สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพอย่างสมบูรณ์” Bongard กล่าวในแถลงการณ์ “ ในอนาคตเมื่อพวกมันปฏิบัติภารกิจสำเร็จ ภายในเจ็ดวันพวกมันก็จะกลายเป็นแค่เซลล์ที่ตายแล้วผ่านการย่อยสลายที่สมบูรณ์”

“หุ่นยนต์เหล่านี้มีขนาดเล็กมาก แต่แผนต่อไปก็คือการทำให้พวกมันมีขนาดใหญ่ขึ้น” นักวิจัยร่วม Michael Levin ผู้อำนวยการ Allen Discovery Center ของ Tufts University บอกกับ theguardian.com พวกมันอาจถูกสร้างขึ้นพร้อมกับเซลล์อื่น ๆ รวมถึงหลอดเลือดหรือเซลล์ประสาทเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับรู้ ในอนาคต

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ต้องบอกว่าเป็นความก้าวหน้าที่น่าสนใจในวงการหุ่นยนต์เลยทีเดียวสำหรับ แนวคิดหุ่นยนต์ชีวภาพที่กำเนิดจาก เซลล์ต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิตอย่างกบ

แน่นอนว่าเราได้เห็นเรื่องราวเหล่านี้ในหนัง Hollywood มามากมาย ในเรื่องของหุ่นยนต์ชีวภาพ แต่ตอนนี้ สิ่งที่เราเห็นในหนัง มันอาจจะเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง แม้ตอนนี้จะดูเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่ก็เราก็ได้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นจริง

ซึงแน่นอนว่า ในอนาคต ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะเห็น สิ่งมีชีวิตที่ครึ่งหนึ่งเป็นมนุษย์อีกครึ่งหนึ่งเป็นเครื่องจักรกล เหมือนที่เราเห็นในหนังดังจาก Hollywood เหมือนที่หลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างมันเกิดขึ้นแล้วทั้งที่ในอดีต เราไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้นั่นเองครับ

References : https://www.theguardian.com/science/2020/jan/13/scientists-use-stem-cells-from-frogs-to-build-first-living-robots https://www.advancedsciencenews.com/team-builds-first-living-robots/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Tim Cook ตอนที่ 10 : Apple’s Best CEO?

ต้องบอกว่า Steve Jobs ถือเป็น CEO ที่ไม่เหมือนใคร ที่เราอาจจะไม่ได้เห็นคนแบบเขาอีกเลยก็ได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นแค่เพียง CEO ของ Apple เท่านั้น เขายังเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลผลิตภัณฑ์ของ Apple เป็นทั้งคนที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญทุกอย่างของ Apple แต่ Tim Cook ไม่ใช่คนที่เหมือน Jobs

แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ทราบ ก็คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเติบโตของ Apple ในระยะยาวได้อย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นระบบโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นการบริหารซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ การกระจายเงินและการตลาด ซึ่งเป็น Cook ที่ได้พิสูจน์ความสามารถของเขาสำหรับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด

แล้วทำไมในสายตานักวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ชื่อดังอย่าง Horace Dediu ถึงมองว่า Cook เป็น CEO ที่ดีที่สุดของ Apple ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา

แม้ความรู้สึกจะดูขัดแย้งกับหลาย ๆ คน ที่เกิดคำถามว่า Cook จะเป็น CEO ที่ดีกว่า Jobs ได้อย่างไร Jobs เป็นผู้สร้างบริษัทตั้งแต่ต้น เขาได้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ไล่มาตั้งแต่ พีซี เครื่องแรก (Apple II) ไปจนถึง iPod , iPhone , iPad และอีกมากมาย

แต่ Dediu มองว่า Steve Jobs ไม่เคยเป็น CEO จริง ๆ Jobs มักจะพยายามหลีกเลี่ยงงานของ CEO ที่แท้จริง เพราะเขามักจะไปขลุกอยู่ในหน้าที่ของ หัวหน้าฝ่ายดูแลผลิตภัณฑ์เสมอต่างหาก

ในตอนที่ Jobs กลับมาในครั้งที่สองเพื่อมาแก้วิกฤตินั้น เขาได้มือดีอย่าง Cook มาช่วยดูแลงานด้านอื่น ๆ ที่เป็นหน้าที่ของ CEO เพื่อให้เขาสามารถทำสิ่งที่เขารักมากที่สุด นั่นก็คือการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องจากเขาได้นั่นเอง

ตัว Tim Cook เองนั้นอาจจะได้รับการสนับสนุนจากเหล่าพนักงานของ Apple ที่อยู่เบื้องหลังเขา แต่ยังมีคำถามใหญ่สำคัญที่หลาย ๆ คนสงสัยอยู่ นั่นก็คือ Apple สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เช่นเดียวกับที่ Jobs เคยทำได้หรือไม่

แต่ในความเป็นจริงถ้าพิจารณาตลอดการทำงานของ Jobs กับ Apple นั้น ในหลาย ๆ ผลิตภัณฑ์ อย่าง Apple II ที่เปิดตัวในปี 1977 Mac เครื่องแรกที่ตามมาหลังจากนั้น 7 ปี iMac เครื่องแรกที่เปิดตัวในปี 1998

หลังจากนั้น 14 ปีต่อมาก็เป็น iPod , Mac OSX ส่วน iPhone เปิดตัวในปี 2007 หลังจาก iPod หกปี ส่วนผลิตภัณฑ์ชิ้นสุดท้ายที่ Jobs สรรค์สร้างขึ้นอย่าง iPad นั้นก็ตามมาหลังจาก iPhone 3 ปี ในปี 2010

ซึ่งเมื่อมาพิจารณาผลิตภัณฑ์ชิ้นเอกแต่ละตัวของ Jobs นั้นจะพบได้ว่า พวกมันไม่ได้ประสบความสำเร็จในวันที่เปิดตัวเลยในทันที แต่มันจะใช้เวลาพอสมควรก่อนที่จะประสบความสำเร็จ iPod ไม่ได้ขายอย่างถล่มทลายทันที แต่เป็นหลังจาก 3 ปีที่ Apple ได้เพิ่ม USB port เข้าไปให้สามารถใช้งานได้ง่ายในระบบปฏิบัติการ Windows

iPhone ก็ไม่ได้สร้างยอดขายแบบถล่มทลายทันทีหลังเปิดตัว จะมาบูมจริง ๆ ก็หลังจากนั้น 3 ปี หลังจากการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 ซึ่งผลิตภัณฑ์ Apple น้อยมากที่ได้รับความนิยมอย่างทันทีทันใดหลังจากการเปิดตัว

แน่นอนว่า Steve Jobs ได้รับเครดิตสำหรับผลิตภัณฑ์ที่น่าทึ่งเหล่านี้ทันที และมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งสำคัญก็คือ ต้องจำไว้ว่าทุกอย่างที่ประสบความสำเร็จมันไม่ง่ายสำหรับเขาเสมอไป เช่นเดียวกัน Cook ก็ต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่เหมือนกันหลายอย่าง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมบางอย่างที่ต้องใช้เวลาพอสมควรตัวอย่างที่เห็นได้ชัดนั่นก็คือ Apple Watch

ต้องบอกว่า Apple Watch ของ Cook นั้นก็กำลังดำเนินการตามรูปแบบที่คล้ายคลึงกันกับผลิตภัณฑ์ของ Jobs การเปิดตัวของ Apple Watch ในยุค Cook นั้น ได้รับการตอบรับด้วยความสงสัย หรือ แม้กระทั่งดูถูกเลยด้วยซ้ำจากสื่อบางราย

แต่อย่างที่เราทราบว่าเพียงแค่ 3 ปีต่อมา Apple Watch กลายเป็น Smartwatch ที่มีส่วนแบ่งมากที่สุดในตลาด และมีขนาดใหญ่กว่าอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสทั้งหมด ซึ่ง Apple คาดว่าจะมียอดขาย Apple Watch กว่า 46 ล้านเครื่องจวบจนถึงปัจจุบัน

Tim Cook กับผลงานของเขาอย่าง Apple Watch
Tim Cook กับผลงานของเขาอย่าง Apple Watch

และมันมีแนวโน้มอย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมาว่า Apple Watch ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบสนองความทะเยอทะยานของ Apple ในด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยนวัตกรรมทางด้านซอฟต์แวร์เช่น HealthKit และ ResearchKit

ซึ่งทำให้ Apple ได้มีการวางรากฐานที่สำคัญสำหรับ smartwatch ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลด้านสุขภาพและการออกกำลังกายของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากตัว Apple Watch ที่ติดตลาดไปแล้วนั้น Apple ภายใต้การนำของ Tim Cook ยังคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น AirPods ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในตลาดหูฟังไร้สายที่ Apple เข้ามาแย่งชิงตลาดในส่วนนี้ได้อย่างถล่มทลาย

ต้องบอกว่า Cook นั้นเป็นคนที่เห็นคุณค่าของนวัตกรรมในทุกระดับ และเขาก็มีวิสัยทัศน์ที่ดีพอสำหรับการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และมีความสามารถพิเศษในการรับรู้ว่าผลิตภัณฑ์ไหนจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีและสามารถทำเงินให้กับ Apple ได้อย่างมหาศาลอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับ

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ Tim Cook จาก Blog Series ชุดนี้

ต้องบอกว่าจากเรื่องราวของ Tim Cook ใน Blog Series ชุดนี้ เราจะได้เห็นถึงรากฐานความเป็นผู้นำของ Cook ที่ Apple แม้เขาเองจะไม่ได้เป็นนักคิด ศิลปิน ผู้สร้างสรรค์ แบบเดียวกับที่ Steve Jobs เป็น

แต่เราจะเห็นได้ว่าการบริหารของเขาในฐานะ CEO ของ Apple ได้พา Apple ก้าวขึ้นมาอีกระดับ แม้ว่าในตอนที่รับงานนี้ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นงานที่ยาก และแทบจะกล่าวได้ว่ามันเป็นงาน ๆ หนึ่งที่ยากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

แต่ผ่านมา 8 ปี Cook ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาทำได้ และทำได้ดีด้วย เขาสามารถลบคำสบประหม่าต่าง ๆ รวมถึงจากนักวิจารณ์จากสื่อชื่อดังต่าง ๆ ที่ต่างคิดว่า Apple จะต้องถึงคราล่มสลาย เมื่อ Jobs ได้ลาจากโลกนี้ไป

เราจะเห็นได้ว่า การเป็นผู้นำในระดับโลกนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางด้านการเมือง หรือ ผู้นำทางด้านธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะมีบุคลิก ลักษณะส่วนตัวแบบไหน คุณก็สามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดขององค์กรได้

คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักสร้างสรรค์ นักนวัตกรรม หรือ คุณลักษณะนิสัยแบบก้าวร้าว แข็งกร้าว แบบที่ Jobs เป็น แต่ Cook แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางด้านการบริหารที่แทบจะตรงข้ามกับ Jobs เขาก็สามารถทำได้สำเร็จ

Cook เป็นคนนอบน้อม ถ่อมตัว รับฟังปัญหา ซึ่งแทบจะตรงข้ามกับ Jobs ทุกอย่างเลยก็ว่าได้ แต่เขาก็สามารถประสบความสำเร็จได้ โลกเรามีผู้นำองค์กร หรือ ผู้นำการเมืองในหลากหลายรูปแบบ คุณไม่จำเป็นต้องเหมือนใครแล้วจะประสบความสำเร็จด้วยการกลายเป็นเบอร์หนึ่งขององค์กรของคุณ

เพราะฉะนั้น เรา ทุกคน ไม่ว่าจะมีบุคลิกลัษณะแบบไหน เป็น คนแข็งกร้าว คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ คนที่นอบน้อมถ่อมตน หรือ คนที่คิดอะไรแบบละเอียดไตร่ตรองถี่ถ้วนที่ดูเหมือนจะขัดใจหลาย ๆ คน ทุกบุคลิกลักษณะของมนุษย์เรานั้น ไม่ได้เป็นข้อจำกัดแต่อย่างใดในการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพได้ มันอยู่ที่ความสามารถ มันสมอง และความเป็นผู้นำ อย่างที่ Tim Cook แสดงให้เราได้เห็นจาก Blog Series ชุดนี้นั่นเองครับผม

References Image : https://www.wsj.com/articles/the-job-after-steve-jobs-tim-cook-and-apple-1393637952

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Death of God *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Tim Cook ตอนที่ 9 : Into the Future

เมื่อเข้าสู่วันที่ 2 สิงหาคม ปี 2018 Apple ได้กลายเป็นบริษัทแรกที่มีมูลค่าสูงถึง 1,000,000,000,000 ดอลลาร์ นั่นก็คือล้านล้านดอลลาร์ แน่นอนว่ากำไรส่วนใหญ่นั้นเกิดขึ้นภายใต้ยุคของการบริหารงานโดย Tim Cook

ตั้งแต่ Cook ขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของ Apple หุ้น AAPL มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้แม้จะมาจากผลิตภัณฑ์หลักอย่าง iPhone โดยเฉพาะ iPhone X ที่ทำการออกแบบใหม่ ทำให้ Apple สามารถขึ้นราคาขายได้ ส่งผลให้รายได้เพิ่มมากขึ้นแม้จำนวนเครื่องที่ขายได้จะน้อยลงก็ตาม

คงไม่เกินเลยที่จะกล่าวได้ว่า Steve Jobs เป็นผู้ให้กำเนิด iPhone แต่ Cook ได้นำผลิตภัณฑ์เรือธงของบริษัทนี้ขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงที่สุด พร้อมกับการเติบโตของบริษัทอย่างที่เราได้เห็นกันนั่นเองครับ

แม้เราจะไม่รู้ว่า Apple กำลังวางแผนอะไรต่อไปในอนาคต สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ของบริษัทที่ยังดูสดใส แน่นอนว่าความสำเร็จของ Apple มันคงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ซึ่ง Cook และทีมงานของเขาก็ไม่พลาดที่จะมองไปยังธุรกิจในอนาคต อย่างเรื่องของรถยนต์ และอุตสาหกรรมสุขภาพ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นสองอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

การดูแลสุขภาพเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีมูลค่ากว่า 24.5 พันล้านเหรียญ ส่วนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งนั้นอยู่ในอันดับที่ 4 ซึ่งมีมูลค่ากว่า 12.8 พันล้านเหรียญ ซึ่งแน่นอนว่า Apple Watch กำลังเข้าไปช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่มหึมานี้ ส่วนโครงการ Titan ทีว่ากันว่าเป็นโครงการรถยนต์ในอนาคตของ Apple ดูเหมือนจะยังมีอนาคตที่ไม่ชัดเจนนัก

Project Titan หนึ่งในการพัฒนาที่มีความทะเยอทะยานและน่าสนใจที่สุดภายใต้การนำของ Tim Cook เป็นโครงการรถยนต์ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติที่ถูกปิดไว้เป็นความลับ โดยมีรายงานว่า Cook ได้อนุมัติ Project Titan ในปี 2014 และมอบหมายให้ Steve Zadesky อดีตวิศวกรของ Ford ซึ่งทำงานเป็นรองประธานฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple เป็นผู้ดูแลโปรเจ็คดังกล่าว

 Steve Zadesky ผู้มาดูแล Project Titan ให้กับ Apple
Steve Zadesky ผู้มาดูแล Project Titan ให้กับ Apple

ซึ่ง Zadesky เองได้ทำการรวบรวมวิศวกรด้านรถยนต์ รวมถึงทีมงานในส่วนต่าง ๆ ในการผลิตรถยนต์กว่า 1 พันคน ในการสร้าง Project Titan ซึ่งการจะได้ทีมงานคุณภาพมาร่วมทีมนั้น ก็ต้องเปิดศึกแย่งชิงตัวมาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ ไม่ว่าจะเป็น BMW , Mercedes-Benz หรือแม้กระทั่งเหล่าวิศวกรอัจฉริยะจากบริษัท Tesla เองก็ตาม

Apple ยังถูกฟ้องร้องโดยบริษัท A123 Systems ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในรัฐแมสซาชูเซตส์ ที่ถูก Apple ดึงตัวพนักงานของพวกเขาไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่า Apple เองก็กำลังพัฒนาแผนกแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อแข่งขันในสนามเดียวกับบริษัท A123 Systems ซึ่งการเสียวิศวกรไปจำนวนมากเช่นนี้ก็ทำให้ A123 นั้นต้องถูกบีบบังคับให้ปิดโครงการของพวกเขาไป

ซึ่งเหล่าทีมงานของ Project Titan ได้ย้ายถิ่นฐานมายังศูนย์บัญชาการใหญ่ของ Apple ที่ คูเปอร์ติโน่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรถยนต์คันแรกของ Apple โดยพวกเขาเริ่มต้นด้วยการศึกษาวิธีการต่าง ๆ ที่จะเป็นการคิดค้นทุกอย่างแบบใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประตูรถ หรือ เครื่องยนต์ที่สามารถเปิดและปิดโดยใช้เสียงที่เงียบที่สุด หรือแม้กระทั่งการตรวจสอบความเป็นไปได้ในการสร้างพวงมาลัยแบบใหม่โดยทำให้มันเป็นทรงกลม ซึ่งจะช่วยให้การเคลื่อนไหวด้านข้างนั้นสามารถทำได้ดียิ่งขึ้น

แต่เมื่อเริ่มโปรเจ็คจริง ๆ Apple ก็พบความจริงที่ว่า การสร้างรถยนต์ขึ้นมาจากศูนย์นั้นมันไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลย

ในเดือน กรกฎาคม ปี 2016 หัวหน้าทีมอย่าง Zadesky ก็ลาออกจาก Apple ด้วยเหตุผลส่วนตัว และเริ่มมีข่าวลือถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับโปรเจ็ค Titan เหล่าทีมผู้บริหารไม่มีความชัดเจนในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ Project Titan

แผนการของ Zadesky ที่ทำการส่งมอบให้กับบริษัทนั้น เป็นการสร้างรถยนต์แบบกึ่งอัตโนมัติ แต่ยังคงต้องพึ่งพาการขับขี่โดยมนุษย์อยู่ แต่ทาง Jony Ive ต้องการผลักดันให้โปรเจ็คนี้เป็นรถยนต์แบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ซึ่งจะให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ใหม่แบบเต็มที่ในรถยนต์คันแรกของ Apple

ในเดือนกรกฎาคมปี 2016 Apple ได้ทำการมอบหมาย Project Titan ให้กับ Bob Mansfield อดีตรองประธานอาวุโสด้านวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Mac ที่ได้เกษียณไปแล้วให้กลับมาช่วยดูแลโปรเจ็คดังกล่าวแทน Zadesky

แต่หลังจากนั้น ก็มีรายงานว่า ในเดือน กันยายนปี 2016 มีพนักงานหลายสิบคนถูกปลดออกจากโครงการดังกล่าว เนื่องจาก Apple ต้องการที่จะ Reboot โครงการนี้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงอีกครั้ง และหลังจากนั้นอีก 1 เดือนต่อมาก็มีพนักงานในโครงการดังกล่าวต้องออกไปอีกกว่า 100 คน

ซึ่งหลังจากที่ Apple ได้รับใบอนุญาตจากกรมยานยนต์ของแคลิฟอร์เนียเพื่อทดสอบรถยนต์ที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ ในปี 2017 Apple ก็ได้เริ่มนำแพลตฟอร์มการขับเคลื่อนรถยนต์แบบอัตโนมัติมาใช้บนถนน โดยมันถูกทดสอบโดยรถ SUV Lexus RX450h จำนวนหนึ่ง ซึ่งแต่ละคันจะมีกล้องเรดาห์และเซ็นเซอร์มากมายติดอยู่กับรถ เพื่อทำการทดสอบ

ทดสอบเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Apple ด้วย SUV ของ Lexus
ทดสอบเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Apple ด้วย SUV ของ Lexus

Tim Cook ได้ออกมาพูดถึง Project Titan เป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายมปี 2017 เมื่อเขายืนยันว่า รถยนต์ของ Apple นั้นจะขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติโดยสมบูรณ์แบบ ซึ่ง Cook ได้กล่าวว่า เทคโนโลยีการขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติดังกล่าวนั้นเป็นเทคโนโลยีหลักที่มีความสำคัญกับ Apple มาก เขามองมันว่า จะเป็นแม่แบบที่สำคัญของโครงการ AI ทั้งหมดของ Apple ในอนาคตนั่นเอง

และแน่นอนว่า Cook นั้นให้ความสำคัญกับการผลิตเป็นอย่างมาก อย่างที่ประสบความสำเร็จมาในผลิตภัณฑ์หลักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น iPhone , iPad หรือ เครื่อง Mac แต่สำหรับ Project Titan เขาต้องการหาวิธีใหม่ ๆ ในการผลิตรถยนต์

ซึ่ง Cook เองก็มีแนวโน้มที่จะพิจารณาทุกอย่างใหม่ในการะบวนการผลิต ตั้งแต่วัสดุทางเลือกใหม่ ๆ ที่อาจจะไม่ใช้เหล็กเหมือนทางเลือกปรกติที่ทั้งอุตสาหกรรมใช้กัน รวมถึงการจัดการบริหารซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นงานหนักอีกครั้งของ Tim Cook ที่ต้องมา Design ทุกอย่างเหล่านี้ใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างรถยนต์แห่งอนาคตที่แท้จริงให้กับ Apple

แม้ตอนนี้ดูเหมือนสถานะของ Project Titan ยังดูไม่ชัดเจนนัก แต่ก็อย่างที่เราได้เห็นในหลาย ๆ โปรเจ็คของ Apple ที่มีขนาดใหญ่ ล้วนประสบกับปัญหาในการพัฒนาแทบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น iPod , iPhone ก็ล้วนไม่มีอะไรที่ถูกต้องตั้งแต่แรก เพราะทุก ๆ อย่างที่ Apple ทำ มันเป็นนวัตกรรมใหม่ และมักจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

แต่สุดท้ายเราก็ได้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็สามารถแก้ปัญหาจนออกมาขายเชิงพาณิชย์ได้และที่สำคัญมันก็สามารถประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งแฟน ๆ Apple ก็หวังว่า Project Titan รถยนต์แห่งอนาคตของ Apple ก็จะสามารถผลิตออกมาได้ในท้ายที่สุด และสามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ เหมือนอย่างที่ Apple เคยทำมากับ อุตสาหกรรมเครื่องเล่นเพลงผ่าน iPod หรือนวัตกรรมชิ้นเอกในการปฏิวัติวงการมือถือผ่าน iPhone ได้ในท้ายที่สุดนั่นเองครับ

สำหรับตอนหน้าจะเป็นตอนสุดท้ายของ Series เรื่องราวของ Tim Cook กันแล้วนะครับ จะเป็นบทสรุปทั้งหมดของเรื่องราว อย่าลืมติดตามกันด้วยนะครับผม

–> อ่านตอนที่ 10 : Apple’s Best CEO ? (ตอนจบ)

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Death of God *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : http://www.roamingbuzz.com/tech-giant-apple-will-release-self-driving-car-project-titan/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol