Dan McCrum กับการต่อสู้เพื่อเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับบริษัทเทคโนโลยีลวงโลกอย่าง Wirecard

ในยุคของ crypto ผู้คนกำลังมองหาวิธีง่ายๆ ในการทำเงินบนโลกออนไลน์ โดยแทบไม่รู้ว่าหลายคนก็ได้ใช้วิธีการที่สกปรกเพื่อหาประโยนชน์จากสิ่งเหล่านี้เช่นเดียวกัน

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องอื้อฉาวฉาวโฉ่ที่ล้อมรอบบริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคของเยอรมัน Wirecard บริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของโลกการเงินและเทคโนโลยี

แต่ในในปี 2020 ถูกตีแผ่เรื่องราวจากการดำเนินธุรกิจที่ทุจริตและการรายงานทางการเงินที่ฉ้อฉล และบริษัทต้องถึงกับล้มละลายเมื่อข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

คนที่เปิดเผยการฉ้อโกงนี้เป็นครั้งแรกคือ Dan McCrum จาก Financial Times และเขาได้เขียนหนังสือ Money Men: A Hot Startup, A Billion Dollar Fraud, A Fight for the Truth จนถูกสร้างเป็นสารคดีของ Netflix เรื่อง Skandal!  Wirecard 

Wirecard คืออะไร?

Wirecard เริ่มดำเนินการในปี 1999 ที่มิวนิค และในปี 2002 Marcus Braun อดีตที่ปรึกษาของ KPMG ได้รับการแต่งตั้งเป็น CEO ณ จุดนี้ บริษัทมุ่งเน้นไปที่การให้บริการชำระเงินออนไลน์สำหรับบริษัทที่สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมอื่น ๆ อาจปฏิเสธ เช่น เว็บไซต์ลามกหรือเว็บไซต์การพนัน

Wirecard นั้นได้สร้างความหวือหวาให้กับวงการด้วยเรื่องราวของบุคคลที่มีสีสันของชายสองคนที่ดูแล Wirecard ได้แก่ Markus Braun ผู้บริหารระดับสูงที่มองโลกในแง่ดีและสวมเสื้อคอเต่า (เลียนแบบ Steve Jobs) และ Jan Marsalek ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการแสนเจ้าเล่ห์และหลงตัวเอง  

สองผุ้นำของ Wirecard Markus Braun และ Jan Marsalek (CR:OE24)
สองผุ้นำของ Wirecard Markus Braun และ Jan Marsalek (CR:OE24)

ภายในปี 2005 Wirecard ได้ควบรวมกิจการกับ Electronic Business Systems แล้วทำการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต หนึ่งปีต่อมา บริษัทเข้าสู่ธุรกิจธนาคารโดยการซื้อ e-bank XCOM ซึ่งอนุญาตให้ทั้ง Visa และ Mastercard สามารถจัดการเงินสำหรับร้านค้าได้ 

ณ จุดนี้ บริการค่อนข้างมีความซับซ้อน ทำให้งบดุลในบัญชีตรวจสอบได้ยากขึ้น งบการเงินของบริษัทก็ค่อนข้างซับซ้อนเป็นอย่างมาก ทำให้แทบไม่มีใครรู้ว่าที่แท้จริงแล้วธุรกิจของ Wirecard คืออะไรกันแน่

เมื่อความผิดปรกติเกิดขึ้น

ในปี 2008 เมื่อหัวหน้าสมาคมผู้ถือหุ้นของเยอรมนีสังเกตเห็นความผิดปกติทางการเงินในงบดุล และ EY (Ernst & Young) ถูกให้เข้ามาเพื่อตรวจสอบบัญชีของบริษัท

อย่างไรก็ตาม Wirecard ยังคงดำเนินการอยู่และกำลังขยายไปทั่วโลก หลังจากระดมทุน 500 ล้านยูโรจากนักลงทุน พวกเขาได้เข้าซื้อบริษัทชำระเงินในเอเชียและตั้งฐานที่มั่นในสิงคโปร์ 

Financial Times เริ่มรายงานเกี่ยวกับบริษัทในปี 2015 และเผยแพร่เรื่องราวภายใต้ซีรี่ส์ ‘House Of Wirecard’ แต่เมื่อ Wirecard ตรวจสอบข้อกล่าวหาและปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นความจริง ทนายความของ Wirecard ได้ตอบโต้กลับและสั่งฟ้อง Financial Times 

J Capital Research ยังรายงานด้วยว่าการดำเนินงานในเอเชียของพวกเขานั้นไม่เหมือนอย่างที่พวกเขาคุยโม้ไว้ ซึ่ง Wirecard ปฏิเสธ และพวกเขาได้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในอเมริกาด้วยการซื้อธุรกิจบัตรเติมเงินจาก Citibank เพื่อให้สามารถเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาได้

ภายในปี 2018 ที่ประเทศสิงคโปร์ มีผู้แจ้งเบาะแสซึ่งเป็นอดีตทนายความของ Wirecard ซึ่งเปิดโปง เรื่องราวของเงินที่บริษัทได้ส่งเงินไปยังอินเดียผ่านบุคคลที่สามอย่างฉ้อฉล 

แต่การสอบสวนถูกกวาดไปอยู่ใต้พรม และในปีนั้น บริษัทมีมูลค่า 24 พันล้านยูโร โดย Braun มีสัดส่วนถือหุ้นอยู่ที่ 1.6 พันล้านยูโร บริษัทมองหาแนวทางที่จะกลายเป็นยูนิคอร์นในเยอรมนี โดยสามารถแข่งขันกับบริษัทอเมริกันที่ใหญ่ที่สุดในซิลิคอนแวลลีย์ 

ในปี 2019 BaFin หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินแห่งสหพันธรัฐเยอรมันเริ่มสอบสวน Wirecard และสั่งห้ามขายชอร์ตหุ้นเป็นเวลา 2 เดือน เนื่องจากเกรงว่าบริษัทจะมีการบิดเบือนตลาดหุ้น

แม้ว่า FT จะ เปิดเผยว่าธุรกิจของ Wirecard ครึ่งหนึ่งเป็นธุรกิจภายนอกที่แทบไม่มีอยู่จริง แต่ก็มีเรื่องที่น่าแปลกที่ Wirecard ยังสามารถเจรจาการลงทุนมูลค่า 900 ล้านยูโรจาก Softbank ของญี่ปุ่นได้

Softbank เข้าลงทุนกว่าพันล้านดอลลาร์ใน Wirecard (CR:Barron's)
Softbank เข้าลงทุนกว่าพันล้านดอลลาร์ใน Wirecard (CR:Barron’s)

มูลค่าหุ้นของ Wirecard เริ่มร่วงลงในปีเดียวกันนั้น Wirecard อ้างว่า “มีการสมรู้ร่วมคิดโดยผู้ขายชอร์ตหุ้น” และแต่งตั้งนักสืบเอกชนเพื่อติดตามผู้ที่รายงานหรือสืบสวนคดีนี้

Dan McCrum และทีมงานถูกสั่งพักงานเพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนสมรู้ร่วมคิดดังกล่าวหรือไม่ ทีมนักสืบเอกชนของ Wirecard ปลอมเป็นท่านชีคจากคูเวตหลอกว่าจะไปร่วมลงทุนกับหนึ่งในนักชอร์ตหุ้นที่ได้รับข้อมูลการสืบสวนมาจาก Financial Times

หลังจากนั้นบริษัทบัญชียักษ์ใหญ่อย่าง KPMG ถูกเชิญให้ไปทำการตรวจสอบควบคู่ไปกับ EY และ EY ได้รับเอกสารจากฟิลิปปินส์โดยอ้างว่ามีเงินทุน 1.9 พันล้านยูโรอยู่ในธนาคารสองแห่งในประเทศ 

เมื่อรายงานของ KPMG ถูกเปิดเผยในเดือนเมษายน ระบุว่า “ไม่สามารถยืนยันได้” ว่าเงินทุน 1.9 พันล้านยูโรนั้นมีอยู่จริง

ในเดือนมิถุนายน 2002 BaFin ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนทางอาญาเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้เข้าใจผิดต่อนักลงทุน Wirecard ก่อนการเผยแพร่รายงานของ KPMG 

สำนักงานของ Wirecard ถูกบุกค้น และอัยการมิวนิกเริ่มการสอบสวนคดีอาญากับ Braun เพียงไม่กี่วันต่อมา KPMG ได้เปิดเผยรายงานการตรวจสอบว่าเงิน 1.9 พันล้านยูโรหายไปจริง ๆ และหุ้นของพวกเขาก็ล้มพังทลายลงมาแทบจะทันที

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน Braun ลาออกและอีกสามวันต่อมา Wirecard เปิดเผยว่าเงินจำนวน 1.9 พันล้านยูโรไม่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นการเปิดเผยข้อมูลจริง ๆ เป็นครั้งแรกของบริษัทในรอบหลายปี

Braun ถูกจับในข้อหาทำบัญชีเท็จและยักยอกตลาด และบริษัทประกาศล้มละลายในอีกสองวันต่อมา

ตอนนี้ Braun อยู่ที่ไหน

ในเดือนมีนาคม 2022 อัยการเมืองมิวนิกตั้งข้อหากับ braun ในข้อหาฉ้อโกง และยักยอกบัญชี และขณะนี้เขากำลังรอการพิจารณาคดี Braun ปฏิเสธในข้อกล่าวหาเหล่านี้และอ้างว่าเขาเองก็ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงเช่นกัน

จากการสืบสวนพบว่า Jan Marsalek มีการเชื่อมต่อกับหน่วยข่าวกรองในรัสเซียและลิเบียอย่างลับๆ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการกิจกรรมฉ้อโกงส่วนใหญ่ ซึ่งแม้กระทั่งตอนที่ทุกอย่างกำลังจะถูกเปิดเผยออกมา แต่เขาไม่เคยหยุดคิดการใหญ่

ในนาทีสุดท้าย Marsalek พยายามที่จะเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องราวอันฉาวโฉ่ของ Wirecard โดยการเข้ายึด Deutsche Bank ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมัน แต่มันก็ไม่สำเร็จ 

Marsalek หายตัวไปไม่นานหลังจากที่เขาถูกไล่ออกจากบริษัท และปัจจุบันเป็นที่ต้องการตัวของตำรวจเยอรมัน เขาอยู่ในรายชื่อผู้ลี้ภัยที่ต้องการตัวมากที่สุดของยุโรปของ Europol

Jan Marsalek ที่กลายเป็นผู้ร้ายที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของ Europol (CR:DW)
Jan Marsalek ที่กลายเป็นผู้ร้ายที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของ Europol (CR:DW)

บทสรุป

เรื่องราวของ Wirecard ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีลวงโลกที่น่าสนใจมาก ๆ ที่สำคัญมันยังเกิดในประเทศอย่างเยอรมัน ซึ่งพวกเขาสามารถหลอกลวงหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐได้เป็นเวลานานมาก ๆ โดยที่ไม่มีใครระแคะระคาย

สิ่งที่เหลือเชื่อก็คือ ในขณะที่ชื่อของพวกเขากำลังเป็นข่าว แต่ Softbank ก็ยังกล้าเข้ามาลงทุนเป็นพันล้านดอลลาร์ นั่นช่วยให้ข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับ Wirecard ลดน้อยลงไป

เหล่านักการเมืองของเยอรมันปฏิเสธที่จะมาตรวจสอบอย่างจริงจังในช่วงแรก ๆ พวกเขามองแค่ว่าประเทศอื่นๆ ต่างอิจฉาที่มีฟินเทคชื่อดังเกิดขึ้นในเยอรมัน และ Wirecard ได้กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สำคัญและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ

นั่นเป็นยุคก่อนหน้าที่เทคโนโลยียังไม่ซับซ้อนเท่าในทุกวันนี้ เราได้เห็นกลลวงหลอกโดยอ้างเทคโนโลยีมากมาย ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน รวมถึงเส้นทางการฟอกเงินที่มีความซับซ้อนมากกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายกลลวงหรือแชร์ลูกโซ่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันก็คือมุกเดิม ๆ ที่แค่เปลี่ยนเทคโนโลยีที่เป็นฉากบังหน้าเพียงเท่านั้นนั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/culture/2022/06/16/how-one-journalist-exposed-the-wirecard-scandal
https://www.reuters.com/article/us-germany-wirecard-inquiry-timeline-idUSKBN2B811J
https://www.esquire.com/uk/culture/a41040983/wirecard-scandal-true-story/
https://kunai-co.medium.com/how-wirecard-became-germanys-enron-7bf9f3c20039

The future of Start-ups กับแนวคิดที่ควรจะเริ่มคิดทำกำไรแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่เน้นแต่การผลาญเงินเพื่อเติบโต

ส่วนตัวผมได้เห็นบทความจากสื่อใหญ่หลาย ๆ แห่ง ที่พูดทำนองเดียวกันในเรื่องนี้ ที่ต้องเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการ Startup ทั่วโลก

เราได้เห็นโมเดล Startup ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่เน้นการผลาญเงินลงทุนของเหล่า VC และเร่งการเติบโต ซึ่งส่วนใหญ่มันก็ได้ผล แต่ช่วงหลัง ๆ เริ่มเห็นถึงทางตัน เพราะ model ธุรกิจที่ copy กันไปกันมา

มันยากที่จะหาบริษัทที่จะสามารถเติบโตแบบ 100x , 1000x เหมือนในอดีตเช่น facebook , google หรือ amazon ได้ในยุคปัจจุบัน เพราะเทคโนโลยีทุกอย่างมันเริ่มถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

ยุคของการระดมทุนแบบง่าย ๆ ใช้สไลด์ไม่กี่แผ่น แล้วคุยโม้โอ้อวดแผนการธุรกิจที่เพ้อฝัน กำลังจะหมดลง บริษัทเทคโนโลยีที่จะมีอนาคตต้องสร้างขึ้นบนรากฐานที่ยั่งยืนเพียงเท่านั้น

สอดรับกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสภาพแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจเริ่มแย่ลง เหล่าบริษัท startup ที่ไม่ทำกำไรเน้นที่การเติบโตเพียงอย่างเดียว กำลังถูกหมางเมินมากยิ่งขึ้น

เคสใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับ Klarna บริษัทที่ทำธุรกิจซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ซึ่ง copy model กันทั่วทั้งโลกใครก็ทำได้ มูลค่าลดลงจาก 46 พันล้านดอลลาร์ เหลือน้อยกว่า 7 พันล้านดอลลาร์

โมเดล Buy Now Pay Later แบบ Klarna ไม่ได้มีนวัตกรรม ทำให้ถูก copy ง่าย ๆ จากทั่วโลก (CR:PYMNTS)
โมเดล Buy Now Pay Later แบบ Klarna ไม่ได้มีนวัตกรรม ทำให้ถูก copy ง่าย ๆ จากทั่วโลก (CR:PYMNTS)

โดยปรกติแล้ว เราเห็น pattern เดิม ๆ ของเหล่าบริษัทร่วมทุนหรือ VC ต่าง ๆ ที่จะมุ่งเน้นไปที่การเติบโตของรายได้เป็นหลัก ซึ่งบริษัทใด scale ได้รวดเร็วและยึดครองตลาดได้ทั้งหมดก็จะกลายเป็นผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวได้

แต่สถานการณ์การแข่งขันเรียกได้ว่าเปลี่ยนไป นวัตกรรมที่แทบไม่มีอะไรใหม่ สามารถ copy กันได้ง่าย ๆ แค่มีทุน ไล่ตั้งแต่ ธุรกิจการชำระเงิน การจัดส่งอาหาร บริการเรียกรถ ทำให้การเน้นที่การ scale บริษัทอย่างรวดเร็วเพียงอย่างเดียวมันไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว

บริษัทร่วมทุนขนาดใหญ่ตัวอย่างเช่น Vision Fund ของ Softbank นั้นขาดทุนอย่างมหาศาล หลังจากลงทุนไปในหลายๆ บริษัทที่ดูไม่มีอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเทเงินให้กับ WeWork หรือ แม้กระทั่ง Uber เองที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นกลับมาได้ในเร็ววันนี้

Vision Fund ของ Softbank ที่ขาดทุนอย่างมหาศาล (CR:DealStreetAsia)
Vision Fund ของ Softbank ที่ขาดทุนอย่างมหาศาล (CR:DealStreetAsia)

เหล่านักลงทุนเริ่มไม่ชอบความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น แม้แต่กลุ่มทุนที่เคยอัดเม็ดเงินก้อนใหญ่ให้กับวงการก็ตามที ตอนนี้พวกเขาต้องการให้บริษัทพิสูจน์ว่ามีเส้นทางสู่การทำกำไรที่ชัดเจน ไม่ใช่ผลาญเงินเล่นไปวัน ๆ

ตัวอย่างผู้นำด้านเทคโนโลยียุคบุกเบิกรายใหญ่อย่าง Apple และ Microsoft พวกเขาได้พิสูจน์ความสำเร็จด้วยการจัดลำดับความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาได้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว

เพราะฉะนั้น ทั้งโมเดลการสร้างรายได้ และที่มาของกลุ่มลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ของเหล่าบริษัท startup ในยุคถัดไป ธุรกิจต้องเดินหน้าสู่การสร้างกำไรที่แท้จริง ไม่ใช่เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดสมมติที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงนั่นเอง

References :
https://www.ft.com/content/6b5a67f2-6028-40e1-a81b-e0e0be60facd
https://www.edexlive.com/opinion/2021/jan/02/the-future-of-start-ups-imagining-the-next-decade-for-the-entrepreneurial-sector-16983.html
https://www.ft.com/content/778e65e1-6ec5-4fd7-98d5-9d701eb29567
https://www.influencive.com/6-tips-for-improving-your-startup-pitch/

Venture Capital’s Crash เมื่อยุคทองของเทคโนโลยีบูมกำลังพบกับความจริงที่แสนโหดร้าย

เราจะเห็นได้ว่าในยุคก่อนหน้าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 นั้น กระแสการระดมในธุรกิจ startup เรียกได้ว่าบูมแบบสุดขีด สามารถระดมทุนกันได้อย่างบ้าคลั่ง ด้วยเงินทุนจำนวนมหาศาล

แน่นอนว่าธุรกิจ startup มันแตกต่างแบบสุดขั้วจาก ธุรกิจที่สามารถเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว เพราะมันไม่มีดัชนีชี้วัดแบบรายวัน ที่สะท้อนให้เห็นภาพที่แท้จริงของกิจการ

แถมเงินทุนต่าง ๆ ที่ระดมมา ก็ถูกไปอัดฉีดให้กับกิจการแบบผิด ๆ อยู่บ่อยครั้งเนื่องจากเงินที่ได้มาแบบง่าย ๆ บางครั้งด้วยสไลด์ไม่กี่แผ่น ก็เรียกนักลงทุนกระหายเงินเข้ามาได้แล้ว

ตัวอย่างที่น่าสนใจกับธุรกิจ fintech ใหม่ไฟแรงอย่าง Buy Now Pay Later ที่กำลังเป็นกระแสเกิดขึ้นทั่วโลก Klarna แอปจากสวีเดนได้สร้างแรงกระแทกให้กับวงการอย่างจังเมื่อมูลค่าลดลงถึง 87% เมื่อเทียบกับมูลค่าในปีที่ผ่านมา

Klarna แอปจากสวีเดน ที่มูลค่าตกฮวบ (CR:PYMNTS)
Klarna แอปจากสวีเดน ที่มูลค่าตกฮวบ (CR:PYMNTS)

หรือ Affirm ในธุรกิจเดียวกันจากสหรัฐฯ ที่ทำ IPO ไปเมื่อต้นปีที่แล้ว มูลค่ากิจการก็ร่วงหล่น 87% เมื่อเทียบกับราคาสูงสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

หรือแม้กระทั่งธุรกิจ Super App ยักษ์ใหญ่แถบบ้านเราเอง ไม่ว่าจะเป็น Grab หรือ SEA Group (เจ้าของ shopee) เองนั้น มูลค่าก็ร่วงหล่นสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก

เรียกได้ว่าการลงทุนส่วนใหญ่นั้นหลั่งไหลเข้ามาในปีที่แล้ว เนื่องจากการประเมินมูลค่าของเหล่า startup กำลังแตะจุดสูงสุด

ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเฮดฟันด์ บริษัทไพรเวทอิควิตี้ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ VCs ระดับองค์กร ได้อัดฉีดเงินสองในสามของเงินทั้งหมดเข้าสู่การลงทุนทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว

และนักลงทุนรายใหญ่ที่กำหนดชะตากรรมของเหล่าบริษัท startup ที่คิดจะเป็นใหญ่คงหนีไม่พ้นกองทุน Vision Fund ของ Softbank ซึ่งระดมทุนได้ 100,000 ล้านดอลลาร์

พวกเขาลงทุนใน startup ระดับยักษ์ แต่กลับสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล Vision Fund ขาดทุนไปกว่า 23.4 พันล้านดอลลาร์ในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งปี

กองทุนยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นสูญเสียเงินส่วนใหญ่จำนวน 17.3 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากมูลค่าบริษัทที่พวกเขาเข้าไปลงทุนนั้นตกลงอย่างมาก ไมว่าจะเป็น Coupang ,SenseTime หรือ DoorDash ส่วนอีก 6.1 พันล้านดอลลาร์ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องเงินเยนที่อ่อนค่าลง

หรืออีกหนึ่งยักษ์ใหญ่อย่าง Tiger Global ซึ่งมีการกระจายการลงทุนอย่างกว้างขวาง โดยอัดเม็ดเงินใน startup ขนาดใหญ่ระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ซึ่งมากว่านักลงทุนรายอื่น ๆ

ในช่วงที่เฟื่องฟูที่สุด นักลงทุนต่างเร่งสนับสนุนในธุรกิจแทบจะทุกอย่างตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Rivian ซึ่งระดมทุนได้มากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ไปจนถึงการเดิมพันเทคโนโลยีที่เดิมพันด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญเพื่อสร้างผลตอบแทนมหาศาลอย่าง Nuclear Fusion

Jeremy Burton อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Oracle ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท Observe กล่าวว่า “จากเดิมที่มีข้อเสนอทางการเงินสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ แต่ตอนนี้มันได้จบลงแล้ว ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความเยือกเย็นเหนือตลาดร่วมทุน เนื่องจากผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างรอให้ความจริงกระจ่าง โดยเฉพาะในเรื่องการประเมินมูลค่าที่แท้จริง”

แต่ก็ต้องบอกว่าการอัดฉีดเงินทุนเข้าไปอย่างบ้าคลั่งนั่น ได้ผลักดันให้สาขาวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ควอนตัมคอมพิวเตอร์ หรือ รถยนต์ไร้คนขับ

โครงการที่เรียกว่า “Moonshot” เหล่านี้ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเสี่ยงเกินไป ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลา 7-8 ปี เริ่มมีรายงานความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

แต่เมื่อถามว่าภาคส่วนใดมีแนวโน้มน่าผิดหวังที่สุด เหล่า VC ส่วนใหญ่ระบุไปถึงบริการ Delivery Service ต่าง ๆ เช่น Gopuff และ Gorillas ที่จัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าภายใน 20 นาที หรือ ธุรกิจ Fintech โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยี blockchain ที่ล้วนแล้วแต่จมอยู่กับความผิดพลาดโง่ ๆ ของวงการคริปโต

บริการอย่าง Gorillas ที่จัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าภายใน 20 นาที (CR:Daily Advent)
บริการอย่าง Gorillas ที่จัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าภายใน 20 นาที (CR:Daily Advent)

การประเมินมูลค่าที่ดิ่งลงเหวในโลกเทคโนโลยีกลายเป็นโดมิโน เริ่มจากเหล่าบริษัทอินเทอร์เน็ตที่ไม่ทำกำไร ไปจนถึงภาคส่วน crypto และ fintech ก่อนที่จะเข้าสู่ภาคธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งอย่าง software และ semiconductors

ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดไว้ นักลงทุนที่นำเงินจำนวนมากไปใช้ที่จุดสูงสุดของตลาดอาจต้องเผชิญกับผลตอบแทนติดลบแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ dotcom crash ในช่วงเปลี่ยนผ่านศตวรรษ

สำหรับเหล่านักลงทุน VC อาจดูเหมือนเป็นการก้าวถอยหลังครั้งใหญ่หลังจากผ่านความรุ่งเรืองหลายปีที่สิ้นสุดลง พวกเขาต้องเริ่มโฟกัสเหล่า startup ที่มีวินัยทางการเงินมากขึ้นและกลุ่มที่เผชิญกับคู่แข่งที่น้อยลงโดยเฉพาะในรายใดที่ได้รับทุนมหาศาลจากกองทุนอย่าง Vision Fund ของ Softbank

Eric Vishria แห่ง Benchmark Captial ได้สรุปสถานการณ์ของ VC ไว้ว่า

“เหล่านักเก็งกำไรทั้งหมดจะถูกกำจัดทิ้งไป จะคงเหลือไว้เพียงผู้ที่มีศรัทธาและผู้สร้างตัวจริง”

References :
https://www.ft.com/content/6395df7e-1bab-4ea1-a7ea-afaa71354fa0
https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-08-08/softbank-ceo-pledges-sweeping-cost-cuts-after-23-4-billion-loss
https://www.ft.com/content/25f76710-fbde-11e9-98fd-4d6c20050229

Crypto Crash เรื่องราวการลงทุนในฝันของครูประถมนำไปสู่ฝันร้ายที่ยากลืมเลือนได้อย่างไร

เรียกได้ว่ากลายเป็นเรื่องปรกติไปเสียแล้วนะครับ สำหรับเหล่านักลงทุนรายย่อยที่คิดจะเข้ามาเดิมพันกับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนที่สูงมาก ๆ อย่างคริปโต ที่อาจจะต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล

“ถ้าฉันขายทุกอย่างในตอนนั้น ฉันจะมีเงิน 1 ล้านปอนด์” Duncan กล่าวอย่างท้อใจถึงมูลค่าการถือครองคริปโตเคอเรนซีของเขาที่มีมูลค่ามหาศาลในช่วงต้นปี

ซึ่งเฉกเช่นเดียวกับนักลงทุนที่ส่วนใหญ่เป็นมือสมัครเล่นจำนวนมาก Duncan อดีตครูประถมในวัย 47 ปี ได้เข้าสู่แวดวงคริปโตครั้งแรกในช่วงการระบาดใหญ่ของไวรัส COVID-19

เขาได้นำเงินออมแทบจะทั้งหมดของเขาไปลงทุนในคริปโตที่ตอนนั้นมูลค่ากำลังสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ในตอนนั้นเขาเชื่อว่าจะสามารถปลดแอกภาระต่าง ๆ ของชีวิต และใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างสุขสบายดั่งราชา

แต่อย่างไรก็ตามนั้นเป็นเพียงภาพความฝันที่เกิดขึ้น ความจริงมันเป็นสิ่งตรงข้าม ในตอนนี้พอร์ตคริปโตของเขาสูญสิ้นเหลือเงินเพียงแค่ประมาณ 4,000 ปอนด์เพียงเท่านั้น

เรียกได้ว่า Duncan เป็นหนึ่งในชาวอังกฤษหรือแม้กระทั่งหนึ่งในผู้คนทั่วโลกจำนวนมากที่ถูกดูดเข้าไปลงทุนในวงการคริปโตที่แสนเย้ายวนใจ

ในช่วงต้นปี 2021 มีผู้คนประมาณ 2.3 ล้านในสหราชอาณาจักรเข้าไปลงทุนด้านคริปโต

ตามการวิจัยของ Financial Conduct Authority (FCA) ที่ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วซึ่งมีการศึกษาอย่างเป็นทางการที่ครอบคลุมที่สุด ชี้ให้เห็นว่ามีผู้คนแห่เข้าไปลงทุนคริปโตเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 2021 ในช่วงตลาดกระทิง

ผลการศึกษาพบว่าการลงทุนในคริปโตนั้นเป็นเรื่องปรกติมากขึ้น ซึ่งมีคนจำนวนน้อยที่มองว่ามันเป็นการพนัน และเป็นทางเลือกหรือส่วนเสริมของการลงทุนในกระแสหลัก และคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ากำลังซื้ออะไรอยู่

คริปโตที่กลายเป็นกระแสการลงทุนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ (CR:Daily Express)
คริปโตที่กลายเป็นกระแสการลงทุนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ (CR:Daily Express)

Alice Haine นักวิเคราะห์การเงินส่วนบุคคลจากแพลตฟอร์มการลงทุน Bestinvest กล่าวว่า คริปโตเคอเรนซี่ ยังคงพัฒนาเป็นประเภทสินทรัพย์และเป็นการลงทุนเก็งกำไรมากกว่าการลงทุนในตลาดหุ้น

“นักลงทุนที่พิจารณาที่จะเพิ่ม คริปโตเคอเรนซี ในพอร์ตของตัวเอง ควรจะตระหนักว่าเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงมาก ๆ โดยที่ราคามักจะคาดเดาไม่ได้เป็นอย่างมาก”

ซึ่งเหมือนกับหลาย ๆ ประเทศ เมื่อมีนักลงทุนรายย่อยเข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้น ทำให้หน่วยงานรัฐเริ่มเข้ามาจัดการตั้งแต่เรื่องการโฆษณาที่เว่อร์เกินจริง ซึ่งต้องอยู่ภายใต้กฎเดียวกับการส่งเสริมการขายทางการเงินอื่น ๆ เช่น หุ้น หรือผลิตภัณฑ์ด้านประกันภัย

ส่วนใหญ่แล้วนั้นการโฆษณาอย่างบ้าคลั่งของแพลตฟอร์มคริปโตเคอเรนซี่ในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้มักจะทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดอย่างมหันต์

Duncan ที่ได้รับการแนะนำให้รู้จัก Bitcoin จากเพื่อนในช่วงต้นปี 2010 ซึ่งในตอนนั้นมูลค่าของมันยังต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ด้วยซ้ำ

เมื่อถึงปี 2017 เมื่อมูลค่าทะลุ 10,000 ดอลลาร์ เขาคิดว่ามันถึงเวลาที่เขาต้องเข้าไปลุยกับคริปโตเคอเรนซีบ้างแล้ว

ในปี 2017 เขาเริ่มลงทุน 100 ปอนด์ แต่กลายเป็นว่าในปี 2018 ตลาดกลับพังพินาศ จากนั้นเขาจึงหยุด

ตั้งแต่ปี 2019 เขาเริ่มลงทุนอย่างสม่ำเสมอมากขึ้นอีกครั้ง และในปีถัดมาเขาได้ทยอยลงทุนราวๆ 400 ปอนด์ต่อเดือน ซึ่งการลงทุนในช่วงแรก ๆ ของเขาเป็น Bitcoin และ Ethereum สองสกุลเงินหลักเพียงเท่านั้น

แต่ในปี 2021 มันเป็นการตัดสินใจพลาดครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อเขาได้ลงทุนใน Luna ซึ่งในเดือนพฤษภาคมมูลค่าลดลงจาก 85 ดอลลาร์เหลือต่ำกว่า 1 ดอลลาร์

Luna ที่ราคาลดลงมาต่ำกว่าดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนสูญเสียอย่างหนัก (CR:AS USA)
Luna ที่ราคาลดลงมาต่ำกว่าดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนสูญเสียอย่างหนัก (CR:AS USA)

แนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจทางการเงินหรือ “DeFi” ซึ่งได้รับการส่งเสริมในแวดวงคริปโตนั้น เป็นแรงดึงดูดจากโลกทัศน์ที่เกิดจากวิกฤติทางการเงินในปี 2008

“คุณสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ใน DeFi ที่คุณไม่สามารถทำได้ในระบบการเงินแบบดั้งเดิม” Duncan กล่าว

แม้ว่า Duncan ต้องพบกับความสูญเสีย และสร้างความเครียดให้กับเขา สุดท้ายเขาก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะนั่นเป็นอดีตที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

เขาละทิ้งอาชีพการสอน และถึงแม้จะสูญเสียครั้งใหญ่ แต่เขาก็ยังเชื่อว่า คริปโตเคอเรนซี จะฟื้นตัวกลับมา และท้ายที่สุดจะทำให้เขากลับมายืนหยัดในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตนี้ได้อีกครั้ง

บทสรุป

แม้ Duncan จะเป็นนามแฝง ที่ไม่ได้เปิดเผยตัวตนจริง ๆ ออกมา แต่เรื่องราวของเขา ก็น่าจะมีความคล้ายคลึงกับนักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาในตลาดคริปโตหลาย ๆ คน

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่น่าสนใจมาก ๆ ให้กับนักลงทุนหลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะกับตลาดในโลกการเงินยุคใหม่อย่างคริปโตเคอเรนซี ความเข้าใจในสิ่งที่ลงทุนนั้นถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ๆ ในการที่จะรอดจากตลาดอันโหดเหี้ยมแห่งนี้

หรือแง่คิดบางอย่างที่ผมก็คิดว่าเกิดขึ้นทั่วโลกเช่นกัน เช่นการโฆษณาที่เว่อร์เกินจริง ที่หน่วยงานรัฐต้องเข้ามาจัดการและให้ความรู้อย่างใกล้ชิด หากมันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย นักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อยก็ควรรู้ที่มาที่ไปว่ากำลังลงทุนในอะไรอยู่

รวมถึงเรื่องของสัดส่วนของการลงทุน จะเห็นได้ว่า Duncan นั้นคล้ายกับนักลงทุนหลาย ๆ คนที่ต้องสูญเสียแทบหมดตัว โดยการเทหมดหน้าตัก โดยไม่ได้พิจารณาถึงความเสี่ยงและความผันผวนที่สูงมาก ๆ ในตลาดแห่งนี้

แต่เขาก็ส่งท้ายได้อย่างน่าสนใจ เพราะเขายังเชื่อมั่นว่าสุดท้ายตลาดนี้จะกลับมาฟื้นได้อีกครั้ง บทเรียนต่าง ๆ ที่เขาเผชิญจะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นพร้อมที่จะสู้รบในตลาดอันโหดเหี้ยมแห่งนี้ในอนาคตได้นั่นเองครับผม

References :
https://www.theguardian.com/technology/2022/jun/18/bitcoin-value-falls-cryptocurrency-markets-turmoil
https://www.theguardian.com/technology/2022/jun/29/crypto-crisis-digital-currencies-boom-collapse-bitcoin-terra
https://www.theguardian.com/technology/2022/aug/29/crypto-crash-how-a-teachers-dream-investment-turned-into-a-nightmare-los
https://www.fca.org.uk/publications/research/research-note-cryptoasset-consumer-research-2021
https://cointelegraph.com/news/the-total-crypto-market-cap-drops-under-1-2t-but-data-show-traders-are-less-inclined-to-sell

Charles Ponzi ชายที่ชื่อถูกจารึกเป็นตำนาน Ponzi’s Scheme แชร์ลูกโซ่เบอร์แรกของโลก

มาถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 100 ปีแล้วนะครับสำหรับเรื่องราวของแชร์ลูกโซ่หรือ Ponzi Schemes ที่ตำนานได้เริ่มต้นขึ้นกับชายที่มีชื่อว่า Charles Ponzi ที่อยู่ดี ๆ ชื่อของเขาก็ถูกจารึกเป็นตำนานมาจวบจนถึงทุกวันนี้

Charles Ponzi เกิดที่เมือง Lugo ประเทศอิตาลีในปี 1882 เมื่ออายุได้ 21 ปี เขาทำงานเป็นพนักงานไปรษณีย์ จากนั้น Ponzi จึงได้ตัดสินใจออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกาเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเขามาถึงชายฝั่งอเมริกาด้วยเงินเพียงแค่ 2.5 เหรียญสหรัฐเพียงเท่านั้น เรียกได้ว่า มาด้วยเสื่อผืนหมอนใบตัวจริง

เมื่อมาถึงสหรัฐอเมริกา Ponzi ก็ได้ย้ายไปที่ประเทศแคนาดา ซึ่งเขาได้ไปเป็นผู้ช่วยพนักงานธนาคาร Banco Zarossi ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นในเมืองมอนทรีออล

ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอะไรบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้ว่ามันมีสิ่งนี้ในโลก นั่นก็คือแชร์ลูกโซ่ แต่ตอนนั้นโลกยังไม่รู้จักสิ่ง ๆ นี้มากนัก

ธนาคาร Banco Zarossi ประสบกับปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงจากการให้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์จำนวนหนึ่งที่ประสบปัญหา ด้วยเหตุนี้ผู้ก่อตั้งธนาคาร Luigi Zarossi จึงพยายามคงสถานะธนาคารไว้โดยให้ดอกเบี้ยเงินฝากของลูกค้าจากบัญชีที่เพิ่งเปิดใหม่

อย่างไรก็ตามฉากสุดท้าย มันก็เหมือนฉากที่เราคุ้นเคย เมื่อ Luigi หอบเงินหนีไปที่เม็กซิโกด้วยเงินส่วนใหญ่ของธนาคาร ทำให้เหล่าลูกค้าถูกลอยแพแทบจะทั้งหมด

นั่นทำให้ Ponzi ต้องตกระกำลำบากแทบจะทันที ซึ่งหลังจากโดนชิ่งหนีจาก Luigi ได้ไม่นาน Ponzi ก็พยายามที่จะปลอมเช็คที่เขาจ่ายให้กับตัวเองและถูกจับและจำคุกในแคนาดาเกือบสามปี

เมื่อเขาได้รับการปล่อยตัวในปี 1911 เขากลับมายังสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาได้ไปพัวพันกับแผนการลักลอบขนผู้อพยพชาวอิตาลีที่ผิดกฎหมายข้ามพรมแดน ซึ่งนั่นทำให้เขาถูกจับอีกครั้งและจำคุกสองปี

ในปี 1919 Ponzi ได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองบอสตัน ซึ่งเขาเริ่มคิดแผนการเพื่อทำเงิน ที่นี่นี่เองที่เป็นครั้งแรกที่เขาค้นพบคูปองตอบกลับระหว่างประเทศ (IRC) ที่สร้างโดย United States Postal Service (USPS)

คูปอง IRC ที่สร้างโดย United States Postal Service (USPS)  (CR:postalmuseum.si.edu)
คูปอง IRC ที่สร้างโดย United States Postal Service (USPS) (CR:postalmuseum.si.edu)

ซึ่งเขาได้พบกับ IRC ในจดหมายที่เขาได้รับจากนักข่าวธุรกิจในสเปนที่ซื้อคูปองมูลค่า 30 เซ็นตาโว ในสหรัฐอเมริกา แต่ IRC เดียวกันสามารถแลกเปลี่ยนได้ 5 เซนต์ ซึ่งมากกว่ามูลค่าในสเปนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเงินเปเซตาของสเปนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในขณะนั้น

ด้วยเหตุนี้เอง Ponzi จึงปิ๊งไอเดียในการซื้อคูปองจำนวนมากจากเศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแอและขายคูปองเหล่านี้ในราคาที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ ที่จะทำให้เขาได้รับเงินมหาศาล

โครงการดังกล่าวเรียกได้ว่าสามารถสร้างผลกำไรสุทธิได้ถึง 400% ซึ่งการที่สินทรัพย์ถูกซื้อในตลาดหนึ่งและขายในอีกตลาดหนึ่งด้วยราคาที่สูงกว่า มันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย 100%

อย่างไรก็ตามด้วยความโลภ เขาได้เปลี่ยนธุรกิจของเขาให้กลายเป็นกลโกง โดยตั้งบริษัทหลักทรัพย์ขึ้นในช่วงปี 1920 และชักชวนให้ผู้คนลงทุนในธุรกิจนี้เพื่อแลกกับดอกเบี้ย 50% ภายใน 90 วัน

มันเป็นผลตอบแทนที่หอมหวลเป็นอย่างมาก ความสนใจของนักลงทุนพุ่งกระฉูด Ponzi หลอกนักลงทุนโดยบอกพวกเขาว่า เขามีเครือข่ายตัวแทนที่ซับซ้อนทั่วยุโรปซึ่งสามารถซื้อคูปองจำนวนมากให้กับเขาได้ และเขาสามารถเปลี่ยนคูปองเหล่านี้ให้กลายเป็นเครื่องจักรผลิตเงินในสหรัฐอเมริกาได้อย่างง่ายดาย

ด้วยการนักลงทุนเพิ่มเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาไม่สามารถซื้อ IRC ได้ทัน แต่เขากลับเลือกที่จะเก็บเงินบางส่วนของนักลงทุนหน้าใหม่ไว้กับตัวเอง และจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนก่อนหน้า

ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่เขาถูกขอให้เปิดเผยการดำเนินการภายในของเขา เขาเพียงบอกว่าจำเป็นต้องปกปิดข้อมูลดังกล่าวจากสาธารณะเพื่อป้องกันไม่ให้คู่แข่งเลียนแบบ

แม้ Ponzi จะมีความสุขกับความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีผู้คนต่างสงสัยในธุรกิจของเขา ในไม่ใช้มีการตีแผ่จากสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งที่สงสัยในโมเดลธุรกิจของ Ponzi

แต่ Ponzi เลือกที่จะฟ้องนักเขียนเหล่านี้ ซึ่งเขาก็ชนะคดีเสียด้วย เพราะผู้เขียนบทความโจมตีไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาของเขาได้

แต่เมื่อเริ่มเป็นที่สนใจของสื่อ ทำให้สำนักพิมพ์รายใหญ่อย่าง The Boston Post เริ่มเข้ามาสนใจ ซึ่งนักข่าวที่มีชื่อว่า Clarence Barron ได้ค้นพบว่าตัว Ponzi เองไม่ได้ลงทุนในแผนการที่เขาอ้าง

แต่กลายเป็นว่า Ponzi ได้ไปบอกกับนักข่าวในบางสื่อว่า เขาลงทุนเงินของตัวเองในอสังหาริมทรัพย์ หุ้น และพันธบัตร ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมเขาถึงชอบสินทรัพย์แบบดั้งเดิมเหล่านี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดแค่ 5% ในขณะที่โครงการของเขาให้ผลตอบแทนถึง 50% ทำไมเขาไม่นำเงินไปลงทุนในธุรกิจของตัวเองที่สร้างกำไรได้อย่างมหาศาล

Barron ยังได้คำนวณด้วยว่าปริมาณการลงทุนที่ผ่านโครงการของ Ponzi นั้นจะต้องมีการแลกเปลี่ยนคูปองประมาณ 160 ล้านใบ แต่พบว่ามีคูปองเพียง 27,000 ใบเท่านั้นที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ

การค้นพบของ Barron ส่วนใหญ่รวมอยู่ในบทความหน้าแรกที่จัดทำโดย The Boston Post ในเดือน กรกฎาคม 1920 แต่แม้บทความจะเผยแพร่ออกไปแล้วนักลงทุนจำนวนมากก็ยังเชื่อใจใน Ponzi

Clarence Barron ที่มาตีแผ่เรื่องราวการฉ้อโกงของ Ponzi (CR:internationalbanker.com)
Clarence Barron ที่มาตีแผ่เรื่องราวการฉ้อโกงของ Ponzi (CR:internationalbanker.com)

แต่ Ponzi เริ่มตระหนักว่าแผนการลับลวงพรางของเขานั้น เริ่มที่จะถูแพร่งพรายออกมา เขาได้จ้างนักประชาสัมพันธ์ William McMasters เพื่อสร้างภาพลักษณ์สาธารณะของเขา แต่เมื่อ McMasters รู้ความจริงเขาจึงเลือกที่จะประณาม Ponzi ในสื่อแทน

เดือนต่อมา สำนักงานของ Ponzi ถูกหน่วยงานกำกับดูแลบุกค้น การตรวจสอบธุรกิจของเขาได้เปิดเผยความจริงที่ว่าเขาครอบครองคูปองไปรษณีย์ มูลค่ารวม 61 ดอลลาร์เพียงเท่านั้น

ในที่สุด Ponzi ก็ยอมจำนนต่อเจ้าหน้าที่และถูกต้องข้อหาฉ้อโกงทางไปรษณีย์โดยรัฐบาลกลาง เขาได้รับโทษจำคุกรวม 9 ปีครึ่ง หลังจากได้รับโทษจำคุกทั้งหมด เขาถูกส่งตัวกลับไปอิตาลี และใช้ชีวิตอย่างอนาถา โดยเขาเสียชีวิตในเมืองริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิลในปี 1949

บทสรุป

แม้ว่า Ponzi จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขาในท้ายที่สุด แต่มันไม่ได้ทำให้ Pozi Scheme หรือ แชร์ลูกโซ่ หายไปจากสังคมโลกเราเลย

มีโครงการมากมายที่เกิดขึ้น ตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นเคสของ Bernard Madoff ซึ่งในปี 2008 Madoff ถูกตัดสินใว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงและถูกตัดสินใจคุก 150 ปี

และข่าวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยเราเอง มีแชร์ลูกโซ่มากมายเกิดขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น forex เหมืองขุดบิตคอยน์ ฟาร์มเห็ด ทองคำ กุ้ง หรือแม้กระทั่ง voucher การท่องเที่ยว

กฏหมายในไทยหรือในหลาย ๆ ประเทศยังคงล้าหลังมาก ๆ ในการเอาผิดเครือข่ายเหล่านี้ ทำให้คนที่สร้างแชร์ลูกโซ่ไม่ได้สนใจในโทษที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาในอนาคตเลยด้วยซ้ำ

แม้จะมีคำสั่งศาลให้ติดคุก เป็นพัน เป็นหมื่นปีก็ตาม แต่กฎหมายก็กำหนดโทษสูงสุดไว้เพียงแค่ 20 ปีเพียงเท่านั้น ซึ่งติดจริง ๆ โดยเฉลี่ยจากเคสที่ผ่านมาแค่ 6-7 ปี บางเคสการฟ้องร้องคืนเงินยังไม่เสร็จ แต่นักโทษออกมาจากคุก มาใช้เงินสุขสบายกันแล้ว เพราะยุคนี้ นวัตกรรมการฟอกเงินมันซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทำให้ track ได้ยากมากกว่ายุคก่อน

จะเห็นได้ว่าในอนาคตรูปแบบการปั้นแชร์ลูกโซ่จะง่ายขึ้นและหลอกคนได้แนบเนียนขึ้นโดยอาศัย buzzword โดยเฉพาะคำด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้มากนัก

ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหายคราวนี้จะ track เรื่องเส้นทางการเงินต่าง ๆ เพื่อยึดทรัพย์มาคืนได้ยากยิ่งขึ้นกว่าเดิมมาก ทำให้การฟอกเงินนั้นล้ำขึ้นไปอีก ซึ่งคงใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าที่หน่วยงานรัฐของเราจะตามเทคโนโลยีการฟอกเงินเหล่านี้ได้ทันนั่นเองครับผม

References :
https://www.smithsonianmag.com/history/in-ponzi-we-trust-64016168/
https://internationalbanker.com/history-of-financial-crises/charles-ponzi-1920/
https://time.com/5877434/first-ponzi-scheme/