Capitalism 5.0 ทุนนิยมยุคใหม่กับการเร่งอนาคตมนุษย์ให้เร็วกว่าที่เราจะสามารถจินตนาการได้

ต้องบอกว่า การขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้าผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้น แม้นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์เราขับเคลื่อนสู่อนาคต แต่ก็ต้องบอกว่า ไม่มีอะไรที่เร่งการพัฒนาเทคโนโลยีได้ดีไปกว่าเงินทุน

โครการระดมทุนครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในปี 1997 เมื่อ Marillion วงดนตรีร็อกชาวอังกฤษระดมทุน 60,000 ดอลลาร์ ผ่านการบริจาคออนไลน์ เพื่อเป็นเงินทุนในการทัวร์ในสหรัฐอเมริกา

20 ปีต่อมา การระดมทุนนั้นเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล ในปี 2015 มียอดการระดมทุนทั่วโลกรวม 34,000 ล้านดอลลาร์

ในขณะที่ Marillion ต้องคิดค้นกระบวนการทั้งหมดที่ใช้ในการขับเคลื่อนแคมเปญการระดมทุนของพวกเขา แต่ผู้ประกอบการปัจจุบันสามารถเลือกแพล็ตฟอร์ม crowd funding ที่แตกต่างกันถึง 600 แพล็ตฟอร์มเฉพาะแค่ในอเมริกาเหนือเท่านั้น

ตัวอย่าง Kickstarter ซึ่งเป็นหนึ่งในแพล็ตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้เปิดตัวโครงการกว่า 450,000 โครงการ โดยมีเงินทุนกว่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ในแพล็ตฟอร์มดังกล่าว

ซึ่งแน่นอนว่า มันไม่มีทางเกิดขึ้นในยุคก่อนหน้านี้ มันเป็นช่วงเวลาที่มาบรรจบกันพอดีระหว่างความพร้อมของเทคโนโลยีด้านอินเทอร์เน็ต รูปแบบการชำระเงิน และความพร้อมของเหล่านักลงทุน

Kickstarter กับแพล็ตฟอร์มการระดมทุนแบบ Crowd Funding (CR:Kickofflabs)
Kickstarter กับแพล็ตฟอร์มการระดมทุนแบบ Crowd Funding (CR:Kickofflabs)

ตัวอย่างการระดมทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจาก Kickstarter เช่น Pebble Time ที่เป็น Smart Watch ซึ่งสามารถระดมทุนได้กว่า 20 ล้านเหรียญในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสำเร็จหากเราย้อนเวลากลับไปในวันของวงดนตรีร็อกอย่าง Marillion

แน่นอนว่า การระดมทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่ ทำให้เกิดนวัตกรรมมากมายและพลิกโลกเราไปอย่างที่ไม่มีใครคาดฝันถึง การลงทุนใน Amazon , Google , Uber , Apple หรือ Facebook ล้วนเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์เราไปอย่างสิ้นเชิง

และมันกำลังเติบโตขึ้นด้วยอัตราเร่ง ที่ทุนเหล่านี้ เริ่มมีเงินทุนจำนวนมหาศาลมากขึ้น และกำลังผลักดันเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลกอย่างรวดเร็วมากแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในสหรัฐอเมริกามีเงินร่วมทุนเพิ่มขึ้นจาก 8.1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 1995 เป็น 61,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2016 และมีการลงทุนสูงถึง 99,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2017 และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน

เม็ดเงินเหล่านี้ได้ไกลเข้าสู่วงการเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้เกิดนวัตกรรมขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการลงทุนด้าน AI กำลังเพิ่มขึ้น จากการลงทุน 5.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2017 เป็น 9.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2018 และกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึง เทคโนโลยีทางด้านชีวภาพเช่นเดียวกัน โดยเพิ่มจาก 11,800 ล้านดอลลาร์ ในปี 2017 เป็น 14,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2018

หรือนวัตกรรมอย่าง ICO จากอาณาจักร Cryptocurrency ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการระดมทุนโดยใช้เทคโนโลยี blockchain ซึ่งเหล่า startup สามารถระดมทุนได้โดยการสร้างและขายสกุลเงินเสมือนของตนเองอย่าง Token ซึ่เปรียบเสมือนขายหุ้นในบริษัท และสัญญาว่าจะทำกำไรในอนาคต

และแน่นอนว่าแหล่งเงินทุนที่ใหญ่ที่สุดที่เป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกเทคโนโลยีในตอนนี้ คงไม่พูดถึงกองทุน Vision Fund ของ Softbank ไม่ได้

เพราะกลายเป็นว่ามันได้กลายเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่สุด และลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นทางการศึกษา การแพทย์ การขนส่ง ecommerce เทคโนโลยีด้านชีวภาพ ซึ่งเป็นอนาคตของโลกเราแทบจะทั้งสิ้น

นั่นเองที่ทำให้ Masayoshi Son CEO ของ Softbank ได้ทำการรวบรวมเงินทุนจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เงินที่ได้จากเศรษฐกิจยุคเก่าอย่างในอุตสาหกรรมน้ำมันของ เครือข่ายตะวันออกกลาง ก็มาบรรจบกันที่กองทุน Vision Fund

Masayoshi Son แห่ง Softbank ที่ทำการระทุนก้อนยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก (CR:Menabytes)
Masayoshi Son แห่ง Softbank ที่ทำการระทุนก้อนยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก (CR:Menabytes)

มันเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และ ช่วยให้องค์กรทั้งภาครัฐ หรือ เอกชน ที่มีเงินสดจำนวนมาก ๆ ที่ได้จากการทำธุรกิจในยุคเก่า อย่างเช่นน้ำมัน หรือ แม้กระทั่ง บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Apple, Foxconn และ Qualcomm ซึ่งได้สะสมกำไรจากเงินสดมานาน นำเงินของพวกเขามาลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคตในกองทุนนี้เช่นเดียวกัน

กองทุน Vision Fund 100,000 ล้านดอลลาร์กองทุนแรกนั้น เป็นเพียงก้าวแรกของ Masayoshi Son และ Softbank เขาประกาศแล้วว่าจะดำเนินการเพื่อจัดตั้งกองทุนที่ 2,3,4 และจะจัดตั้งขึ้นทุก ๆ 2-3 ปี ในอนาคต

ลองจินตนาการว่า เงินจะมีจำนวนมหาศาลขนาดไหน และ จะถูกอัดฉีดไปยังนวัตกรรมใหม่ ๆของโลกเราได้มากมายขนาดไหน

โลกในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า มันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากเงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ เพราะตอนนี้มีสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายจากนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะทั่วโลก ที่พร้อมจะเปลี่ยนโลกเราแบบที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

และตอนนี้ พวกเขาก็พร้อมแล้วกับเงินทุนที่จะขยายไปใน สเกลในระดับโลก ทำให้นวัตกรรมเหล่านี้ ออกสู่สายตาชาวโลกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และ เปลี่ยนแปลงชีวิตมนุษย์ของเรา แบบที่ไม่อาจมีใครจินตนาการถึงได้อย่างแน่นอนครับผม

เรียบเรียงจากหนังสือ The Future Is Faster Than You Think: How Converging Technologies Are Transforming Business, Industries, and Our Lives โดย Peter H. Diamandis และ Steven Kotler

Credit Image : https://www.arabnews.com/

Warren Buffett มองเห็นอะไรจึงให้ Berkshire Hathaway เข้าลงทุนใน Nubank

Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett ได้ทำการลงทุน 500 ล้านดอลลาร์ใน Nubank ของประเทศบราซิล ทำให้บริษัท Fintech ที่เติบโตอย่างรวดเร็วแห่งนี้ ได้รับความเชื่อมั่นอย่างมาก ในขณะที่กำลังพยายามขยายกิจการไปทั่วทั้งละตินอเมริกา

Nubank ซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะผู้ออกบัตรเครดิตแบบไม่มีค่าธรรมเนียม กล่าวว่าได้ระดมทุนเพิ่มอีก 250 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนรายอื่น ๆ

การลงทุนครั้งใหม่ทำให้ Nubank ประเมินมูลค่าได้ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในรอบการระดมทุนครั้งก่อน  ซึ่งนั่นจะทำให้มูลค่าของกิจการพุ่งพรวด โดยมีมูลค่าน้อยกว่า Banco Santander Brasil SA ที่มีสาขามากกว่า 2,000 แห่ง ซึ่งเป็นธนาคารอันดับ 3 ของบราซิลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ซึ่งการลงทุนรอบดังกล่าวยังทำให้ Nubank ก้าวขึ้นสู่ระดับท็อปของกิจการด้าน Fintech ทั่วโลก เทียบเท่ากับบริษัทสตาร์ทอัพอย่าง Robinhood Markets Inc และบริษัท Lufax ของจีน แต่ยังคงตามหลัง Ant Group อยู่มาก

การเดิมพันของ Berkshire ในบราซิล

Nubank เป็นเดิมพันครั้งที่สองของ Warren Buffett ใน Startup ทางการเงินของบราซิล Berkshire Hathaway ของเขายังได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัทชำระเงิน StoneCo Ltd เมื่อเกือบสามปีที่แล้ว

Nubank ก่อตั้งขึ้นที่เมืองเซาเปาโล ซึ่งก่อตั้งโดย David Vélez , Cristina Junqueira และ Edward Wible ในปี 2013 ถือเป็นหนึ่งในธนาคารผู้ท้าชิงที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีลูกค้า 40 ล้านรายทั่วทั้งบราซิล เม็กซิโก และโคลอมเบีย

การระดมทุนครั้งใหม่นี้จะนำไปสู่การพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งรวมถึงบัตรเครดิตที่ไม่มีค่าธรรมเนียม เครดิตและผลิตภัณฑ์การลงทุนผ่าน Easynvest ซึ่งเป็นบริษัทด้าน Fintech ที่ Nubank เข้าซื้อกิจการในปี 2020

ตลาดการเงินที่มีการแข่งขันสูง โดยผู้ให้กู้รายใหญ่ห้ารายถือครองทรัพย์สินเกือบ 78% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของประเทศ

บราซิลเป็นแหล่งบ่มเพาะที่สำคัญของกิจการด้าน Fintech ธนาคารออนไลน์ช่วยลดต้นทุนสำหรับผู้มาใหม่ และธนาคารกลางได้สร้างกฎเกณฑ์ใหม่เพื่อสนับสนุนการแข่งขัน โดยมุ่งเป้าไปที่ค่าธรรมเนียมและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงสำหรับผู้บริโภค

การระดมทุนรอบใหม่มูลค่า 750 ล้านดอลลาร์ของ Nubank เป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนรอบ Series G ซึ่งมีมูลค่ารวม 1.15 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นรอบที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาโดยบริษัทเทคโนโลยีในละตินอเมริกา นอกจากนี้ยังเป็นการลงทุนครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดสำหรับบริษัท ซึ่งระดมทุนได้ 2 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

สำหรับผู้เข้าร่วมลงทุนคนอื่นๆ ในรอบนี้ ได้แก่ Sands Capital, Canada Pension Plan Investment Board, MSA Capital, Advent’s Sunley House Capital และ Verde Asset Management ของบราซิล และ Absoluto Partners

ต้องบอกว่า Buffet ไม่ใช่คนแปลกหน้าในการลงทุนในบริษัททางการเงิน เนื่องจากธนาคารแบบดั้งเดิมและบริษัทประกันภัย มีอยู่ในพอร์ตการลงทุนของ Berkshire มาอย่างยาวนานแล้ว อย่างไรก็ตาม Buffet ก็ได้ขายหุ้นเกือบทั้งหมดของเขาใน Wells Fargo เมื่อสิ้นสุดงบการเงินในไตรมาสแรกที่ผ่านมา

References : https://www.cnbc.com/2021/06/08/warren-buffetts-berkshire-hathaway-makes-500-million-investment-in-brazilian-digital-bank.html
https://www.coindesk.com/berkshire-hathaway-invests-500m-in-brazilian-digital-bank-nubank
https://www.forbes.com/sites/angelicamarideoliveira/2021/06/08/warren-buffetts-berkshire-hathway-invests-500-million-in-brazilian-challenger-nubank
https://economictimes.indiatimes.com/markets/stocks/news/berkshire-leads-750m-nubank-funding-round-values-it-at-30b/articleshow
https://financefwd.com/de/nubank-warren-buffett/

Tim Chen ชายที่ตกงานในวัย 35 ปี เปลี่ยนเงิน 800 เหรียญให้กลายเป็น 500 ล้านเหรียญ

วันนี้ Tim Chen ได้กลายเป็นซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งของ NerdWallet เว็บไซต์การเงินส่วนบุคคลซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 10 ล้านคนต่อเดือน และมีมูลค่ามากกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

แต่ในปี 2008 เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในช่วงวิกฤตการเงิน Chen พบว่าตัวเองกำลังตกงาน

หลังจากใช้เวลาสี่ปีทำงานในกองทุนป้องกันความเสี่ยง เช่น Perry Capital และ JAT Capital Management เขาพบว่าตัวเองกำลังจะตกงานจากภาวะเศรษฐกิจ

“มันเป็นเรื่องที่น่าสยดสยองมากเพราะผมมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จทั้งชีวิต และผมก็กังวลกับสถานะทางสังคมและทุก ๆ สิ่งมาก” Chen ผู้จบการศึกษาจากสแตนฟอร์ดกล่าว

ตอนนี้ Chen มองว่ามันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับเขา ทำให้เขากลายเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ

“ผมมักใฝ่ฝันที่จะทำอะไรบางอย่างที่จะกลายเป็นผู้ประกอบการ แต่ผมไม่เคยเข้าใกล้ความฝัน จนกระทั่งผมตกงานจริง ๆ ” เขากล่าว

สะดุดกับความคิด

Chen กล่าวว่าเขามีแนวคิดสำหรับ NerdWallet ในขณะที่ช่วงนั้นกำลังอยู่ในสถานะตกงาน

เขาได้รับอีเมลจากพี่สาวซึ่งอาศัยอยู่ในออสเตรเลียพร้อมคำถามเกี่ยวกับการหาบัตรเครดิตที่มีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมต่างประเทศที่ต่ำกว่า

เขาบอกกับพี่สาวว่า “ขอผมใช้ Google หาก่อน และผมจะติดต่อกลับภายในสามนาที’ Chen กล่าว “และผมก็ตกใจมากที่ไม่พบสิ่งใดใน Google ที่ไม่ได้เป็นการโฆษณาทางการตลาด หรือ สื่อส่งเสริมการขายโดยทั่วไป”

Chen เห็นตลาดที่น่าสนใจของผลิตภัณฑ์ทางด้านการเงิน (CR:Inc.com)
Chen เห็นตลาดที่น่าสนใจของผลิตภัณฑ์ทางด้านการเงิน (CR:Inc.com)

Chen กล่าวว่าเขาได้รับประสบการณ์ด้านการเงินของตัวเอง และยังคงต้องใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ในการค้นคว้าอย่างละเอียดเพื่อรวบรวมสิ่งที่ธนาคารและบริษัทบัตรเครดิตรายใหญ่หลายแห่งนำเสนอ เขาส่งสเปรดชีต Excel ให้พี่สาวเพื่อแจกแจงตัวเลือกต่าง ๆ ของเธอ

ในไม่ช้าสเปรดชีตนั้นก็ถูกส่งต่อไปทั่วกลุ่มครอบครัวและเพื่อนของเขาเอง

มันทำให้ Chen รู้ว่ามี “ปัญหาด้านความสามารถในการซื้อสินค้าที่แท้จริงในบริการทางการเงิน” ซึ่งผู้บริโภคมักจะต้องค้นหาข้อมูลที่มีอยู่มากมายของธนาคาร

ซึ่งหากไม่มีที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพก็ยากที่จะเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ ในขณะเดียวกัน “ผู้ให้บริการตรวจสอบบัญชีของคุณจะขายสินเชื่อที่อยู่อาศัย บัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ บริการประกัน หรือ บริการด้านการบริหารความมั่งคั่งในที่สุด และพวกเขาจะทำเงินให้คุณประมาณ 50,000 ดอลลาร์ตลอดช่วงชีวิตของคุณ” Chen กล่าว

“นั่นคือวิธีการทำงานของระบบทั้งหมด”

Chen ต้องการนำเสนอความโปร่งใสมากขึ้นด้วยคำแนะนำบริการทางการเงินออนไลน์ ดังนั้นการที่ต้องทำงานจากอพาร์ทเมนต์ในแมนฮัตตันของเขา เขาจึงใช้เงินของตัวเอง 800 ดอลลาร์เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้น เช่น เว็บโฮสติ้ง ค่าธรรมเนียมโดเมน และซอฟต์แวร์ และเริ่ม NerdWallet ทันที

แผนการของเขาคือเป็นแพล็ตฟอร์มเพื่อให้ข้อดีและข้อเสียของการให้บริการทางการเงินที่หลากหลายและช่วยตอบคำถาม, ให้คำแนะนำและช่วยเหลือคนในการตัดสินใจทางการเงินผ่านทางบทความที่เขียนโดยนักข่าวการเงินส่วนบุคคลมืออาชีพ

เก้าเดือนหลังจากเปิดตัวเว็บไซต์ Chen ถูกบังคับให้ย้ายเข้าไปอยู่ในอพาร์ทเมนต์ของแฟนสาวของเขาเพื่อประหยัดเงินเขาทำเงินได้เพียง 75 ดอลลาร์เพียงเท่านั้นในปีแรกของไซต์ในขณะที่ต้องทำงาน 16 ถึง 20 ชั่วโมงแทบจะทุกวัน

“ผมกิน Subway ทุกวัน…มันเหมือนกับทุกอย่างที่คุณทำได้เพื่อประหยัดเงิน” Chen กล่าว

ในปีที่สองของ NerdWallet บริษัท มีรายได้เพียง 60,000 ดอลลาร์เท่านั้น Chen กล่าว เขาไม่แน่ใจว่าควรดำเนินกิจการต่อหรือพยายามหางานกับกองทุนป้องกันความเสี่ยงอื่นๆ

Chen กล่าวว่า เขา“ รู้สึกขอบคุณมาก” สำหรับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจถดถอยเพราะการไม่สามมารถหางานเงินเดือนดี ๆ ได้ที่บริษัทในวอลล์สตรีท ทำให้เขามีเหตุผลมากขึ้นที่จะใช้เวลากับ NerdWallet

“มันยังคงดูเหมือนคนบ้า เมื่อเริ่มมาทำสิ่งนี้ เมื่อเทียบกับการทำสิ่งที่แน่นอนในการเป็นมนุษย์เงินเดือนในวอลล์สตรีท แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงแรงฉุดในช่วงแรกมากพอที่ผมคิดว่า ‘สิ่งนี้มันจะ Work’” เขาจำได้

ค้นหาความสำเร็จ

ในไม่ช้า NerdWallet ก็เริ่มเปิดตัวในที่สุดโดยมีจำนวนผู้เยี่ยมชมและรายได้เพิ่มขึ้นสามเท่าจากเดือนต่อเดือน ณ จุดหนึ่งในกลางปี ​​2010 ในที่สุด Chen ก็เลิกคิดที่จะกลับไปทำงานที่วอลล์สตรีท

ในปี 2015 NerdWallet ได้ระดมทุนประมาณ 105 ล้านดอลลาร์ แต่เส้นทางของ บริษัทก็ไม่ได้มั่นคงเสมอไป ในปี 2017 NerdWallet ถูกบังคับให้เลิกจ้างคนหลายสิบคน (ประมาณ11 เปอร์เซ็นต์ของพนักงาน) หลังจากพลาดเป้าหมายในการทำกำไร

“ผมมั่นใจว่าเราลงทุนอย่างถูกต้องเมื่อเราเข้าสู่ปี 2018” Chen บอกกับพนักงานของเขาโดยชี้ให้เห็นถึงการโฟกัสกับแอปบนมือถือ และการเป็นแพล็ตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาคะแนนเครดิตรวมทั้งตั้งค่าและติดตาม เป้าหมายทางการเงินต่างๆ ได้

NerdWallet ที่ให้บริการจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
NerdWallet ที่ให้บริการจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง (CR:fintechmagazine.com)

รายได้ของ บริษัท ส่วนใหญ่มาจาก บริษัท ที่ให้บริการทางการเงินที่จ่ายเงินให้กับ NerdWallet เมื่อผู้อ่านสมัครบัตรเครดิตหรือผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกันหลังจากคลิกผ่านเว็บไซต์ NerdWallet ซึ่งเป็นแนวทางการทำเงินที่พบได้บ่อยในเว็บไซต์คำแนะนำทางการเงินเช่น Credit Karma และ Bankrate

ในขณะเดียวกัน NerdWallet พยายามที่จะโปร่งใสเกี่ยวกับการรับเงินจาก บริษัท การเงินบางแห่งที่เว็บไซต์เขียนถึง

ในการเปิดเผยข้อมูลบนไซต์ตั้งข้อสังเกตว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากบริษัทการเงิน“ อาจมีผลต่อผลิตภัณฑ์ที่เราตรวจสอบและเขียนถึง แต่ย้ำว่าจะไม่มีผลต่อคำแนะนำของเรา”

หลังจากนั้นมีการรูปแบบธุรกิจโดย NerdWallet ได้เริ่มใช้คุณสมบัติการสั่งงานด้วยเสียงใหม่ใน Alexa ของ Amazon ที่ช่วยให้ผู้ใช้รับคำแนะนำด้วยเสียงเกี่ยวกับวิธีค้นหาบัตรเครดิตที่ดีที่สุด

ถึงกระนั้น NerdWallet ก็ “มุ่งเน้นที่ความต้องการของผู้บริโภค” ตามที่ Chen กล่าว บริษัท ทำการทดสอบผู้ใช้ในหลากหลายกลุ่ม เพื่อพิจารณาว่าคำแนะนำทางการเงินประเภทใดที่ผู้อ่านแต่ละคนต้องการและจะตอบคำถามของพวกเขาอย่างไรให้ดีที่สุด

Chen กล่าวว่า “เรามุ่งเน้นไปที่การจ้างนักข่าวที่ดีที่สุดและลงทุนมากที่สุด การสร้างเนื้อหาที่ผู้คนจะรู้สึกว่าทุกอย่างสามารถตอบโจทย์พวกเขาได้อย่างสมบูรณ์และไม่ต้องไปค้นหาที่ไหนอีก”

ในขณะที่ NerdWallet เติบโตขึ้นเขามีประสบการณ์ที่น้อยมาก ๆ และความสามารถในการเรียนรู้จากความล้มเหลวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของ บริษัท นอกจากนี้ยังทำให้เขามีสมาธิเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

Chen กล่าวว่า:“ ถ้าเรามุ่งเน้นไปที่การทำในสิ่งที่ถูกต้องบางทีเราสามารถสร้างความสัมพันธ์กับคน ๆ หนึ่งเพื่อให้พวกเขากลับเข้ามาหาเราครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการจริง ๆ นั่นเอง”

References : https://www.fintechmagazine.com/venture-capital/nerdwallet-tim-chen-building-personal-finance-fintech
https://en.wikipedia.org/wiki/NerdWallet
https://chambleeblueandgold.com/8613/features/from-chamblee-to-wall-street-the-story-of-tim-chen-and-nerdwallet/
https://www.inc.com/magazine/201602/maria-aspan/nerdwallet-co-founder-tim-chen-on-trials-of-leadership.html

6 สุดยอดคัมภีร์การสร้างตัวจาก Warren Buffet

Warren Buffet CEO Berkshire Hathaway และมหาเศรษฐีที่สร้างตัวเองขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง เพื่อเป็นเกียรติแก่วันสำคัญในวันเกิดครบรอบ 90 ปีของเขาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีการรวบรวมคำแนะนำสำหรับชีวิตที่ดีที่สุด 6 อย่างที่เป็นสุดยอดคัมภีร์การสร้างตัวของเขา

แต่งงานกับคนที่ใช่

Buffet สร้างรายได้จากการลงทุนอย่างชาญฉลาด แต่ถ้าถามเขาเกี่ยวกับการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดที่เขาเคยทำและเป็นสิ่งที่ไม่มีผลอะไรกับเงิน การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ Buffet ได้กล่าวว่านั่นคือ การเลือกแต่งงานกับใคร

“ คุณต้องการคบหากับคนที่เป็นแบบที่คุณอยากเป็น คุณจะได้ไปในทิศทางนั้นได้สำเร็จ” เขากล่าวในระหว่างการสนทนาปี 2017 กับ Bill Gates “และคนที่สำคัญที่สุดในแง่นั้นก็คือคู่ครองของคุณ ผมไม่สามารถอธิบายความสำคัญได้มากไปกว่านี้”

เป็นคำแนะนำที่เขาให้มาหลายปี ดังที่เขากล่าวในการประชุมประจำปีของ Berkshire Hathaway ว่า“ แต่งงานกับคนที่ใช่ ผมเป็นคนที่จริงจังกับเรื่องนั้น มันจะสร้างความแตกต่างในชีวิตของคุณมากขึ้น มันจะเปลี่ยนความใฝ่ฝันของคุณทุกอย่างได้เอง”

ลงทุนในตัวเอง

“ การลงทุนที่ดีที่สุดที่คุณทำได้นั้นอยู่ที่ตัวคุณเอง” Buffet กล่าวกับ Andy Serwer หัวหน้าบรรณาธิการของ Yahoo Finance เมื่อต้นปี 2019

อันดับแรก “เรียนรู้ที่จะสื่อสารให้ดีขึ้นทั้งในรูปแบบการเขียนและการพูดต่อหน้าสาธารณชน” การฝึกฝนทักษะดังกล่าวสามารถเพิ่มมูลค่าของคุณได้อย่างน้อย 50% เขากล่าวใน Facebook ที่โพสต์ในปี 2018

ถัดไปดูแลร่างกายและจิตใจของคุณโดยเฉพาะเมื่อคุณยังเด็ก “ถ้าผมให้รถคุณและมันเป็นรถคันเดียวที่คุณได้รับตลอดชีวิต คุณจะดูแลมันอย่างที่คุณไม่อยากจะเชื่อ รอยขีดข่วนใด ๆ คุณจะแก้ไขในทันที คุณอ่านคู่มือสำหรับเจ้าของรถ คุณมีโรงรถ และทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด” เขากล่าว “คุณมีจิตใจและร่างกายเดียวในโลกนี้และคุณจะเริ่มดูแลมันไม่ได้เมื่อคุณอายุ 50 เมื่อถึงเวลานั้นร่างกายคุณจะเป็นสนิมถ้าคุณไม่ได้ทำอะไรกับมันเลย”

พยายามเชื่อมโยงตัวเองกับ ‘คนชั้นสูง’

คุณมีความเชื่อมโยงกับใครบ้าง Buffet บอกกับผู้เขียน Gillian Zoe Segal ในการสัมภาษณ์หนังสือในปี 2015 ของเธอ “Getting There: A Book of Mentors”  “สิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่คุณทำได้ในชีวิตคือการอยู่ท่ามกลางคนที่ดีกว่าคุณ” เขากล่าว

หากคุณอยู่รายรอบด้วยกลุ่มคนที่เรียกว่า ”คนชั้นสูง(กว่าตัวคุณ)” คุณจะเริ่มทำตัวเหมือนพวกเขามากขึ้น ในทางกลับกัน “ถ้าคุณไปไหนมาไหนกับคนที่ทำตัวแย่กว่าคุณไม่นานคุณก็จะเริ่มถูกดึงไปในทิศทางนั้น”

ทำงานเพื่อคนที่คุณเคารพ

“พยายามทำงานเพื่อใครก็ตามที่คุณชื่นชมมากที่สุด” Bufft บอกกับ Segal “ มันไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่คุณจะต้องทำไปตลอดในอีก 10 ปีข้างหน้า คุณจะมีโอกาสมากขึ้นถ้าคุณกำลังทำงานเพื่อคนที่คุณชื่มชมเขามากที่สุด”

แม้ว่าเงินเดือนจะเป็นปัจจัยสำคัญเมื่อนึกถึงอาชีพของคุณ แต่ “คุณไม่ต้องการทำงานเพื่อเงิน” Buffet กล่าว

ครั้งหนึ่งเขารับงานกับเบนจามิน เกรแฮมที่ปรึกษาของเขาโดยแทบไม่ได้ถามถึงเรื่องเงินเลย “ผมมารู้ความจริงตอนหลังเมื่อถึงสิ้นเดือน เมื่อผมได้รับเช็คเงินเดือน” เขากล่าว

อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกา

การลงทุนอาจทำให้เกิดอารมณ์ และมันไม่ได้ช่วยให้คุณเห็นว่าคุณเป็นอย่างไรตลอดทั้งวัน ด้วยการตรวจสอบดัชนีราคาหุ้นหรือเปิดข่าว

แต่ไม่มีใครมั่นใจได้ว่าตลาดการเงินจะเดินไปทางใด กลยุทธ์ที่ดีที่สุดแม้ในขณะที่ตลาดดูเหมือนจะพุ่งแรง แต่ก็คือการรักษาระดับและพยายามอยู่ในเส้นทางนั้น Buffet กล่าว

“ผมไม่ได้ให้ความสนใจใด ๆ กับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ระดับเทพกล่าวอย่างตรงไปตรงมา” เขากล่าวว่าในปี 2016 “ถ้าคุณดูประวัติทั้งหมดของเหล่านักเศรษฐศาสตร์ระดับท็อป พวกเขาไม่ได้ทำเงินมากมายในการซื้อและขายหุ้น แต่คนที่ซื้อและขายหุ้นจะฟังพวกเขา ผมคิดว่าผมมีปัญหาเล็กน้อยกับเรื่องนี้”

ความสำเร็จไม่ได้วัดด้วยเงิน

Buffet เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกแต่เขาไม่ได้ใช้ความมั่งคั่งเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ สำหรับเขามันแทบจะไม่สำคัญ ถ้าคนที่คุณรักอยู่ใกล้ตัวคุณ

“การได้รับความรักที่ไม่มีเงื่อนไขเป็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณเคยได้รับ” Buffet บอกกับนักศึกษาปริญญาโทในการพูดคุยเมื่อปี 2008

“สิ่งที่น่าเหลือเชื่อเกี่ยวกับความรักคือ คุณไม่สามารถกำจัดมันได้ ถ้าคุณพยายามที่จะทำให้มันออกไป คุณจะได้รับกลับมาเป็นสองเท่า แต่ถ้าคุณพยายามที่จะจับมันไว้มันก็จะหายไป ต้องบอกว่ามันเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ ผู้คนที่พยายามผลักดันความรักออกไป จะได้รับมันกลับมาเป็นสิบเท่าเสมอ”

References : https://www.cnbc.com/2018/05/14/warren-buffett-says-the-most-important-decision-is-who-you-marry.html
https://www.gatesnotes.com/About-Bill-Gates/A-Conversation-with-Warren-Buffett
https://buffett.cnbc.com/2009-berkshire-hathaway-annual-meeting/
https://news.yahoo.com/warren-buffett-shares-keys-success-134329028.html
https://www.cnbc.com/2018/02/08/heres-what-warren-buffett-says-to-do-when-the-market-tanks.html
https://einvestidor.estadao.com.br/negocios/warren-buffett-enganado/

AI กับ Forex เมื่อบริษัทผลิตสื่อรุกตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราด้วยปัญญาประดิษฐ์

NASDAQ ประมาณการว่ามีการซื้อขายมากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ทุกวันในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราโลก (Forex) และเป็นตลาดที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก

เหล่าผู้นำทางธุรกิจทั้งหลายอาจคาดหวังว่า AI จะเข้าสู่โลก forex ในด้านการเงินและการธนาคารในวงกว้าง ซึ่งในปัจจุบันนั้น บริษัท ส่วนใหญ่ในตอนนี้อ้างว่าจะช่วยเหลือผู้ค้าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยคาดการณ์ว่าเมื่อใดที่จะซื้อขายหรือถือสกุลเงินไว้ 

อย่างไรก็ตามตามที่ปรากฎในปัจจุบัน ผู้ที่ขาย AI ส่วนใหญ่ในตลาด forex นั้น เป็นมิจฉาชีพที่หลอกลวงเสียมากกว่า

ต้องบอกว่านอกเหนือจากบริษัทอย่าง Nikkei บริษัทอื่น ๆ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีหลักฐานที่ชัดเจนนัก เมื่อพูดถึง AI ที่พวกเขาอ้างว่าเป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์และโซลูชันของพวกเขา 

มีหลายบริษัทที่อ้างว่าเสนอโซลูชัน AI สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งอาจโกหกเกี่ยวกับการใช้ AI ของพวกเขา

โซลูชั่นฟอเร็กซ์ที่ใช้ AI อยู่ระหว่างการพัฒนาของ Nikkei

Nikkei เป็น บริษัท สื่อของญี่ปุ่นที่มีพนักงานมากกว่า 3,000 คน บริษัท อ้างว่าซอฟต์แวร์ AI สามารถช่วยทำนายความผันผวนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐและเงินเยนของญี่ปุ่นได้อย่างแม่นยำโดยใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing)

Nikkei อ้างว่าสถาบันการเงินหรือนักเก็งกำไรสกุลเงินสามารถใช้ AI เพื่อทำนายอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐและเงินเยนของญี่ปุ่น โดยเทคโนโลยี AI ของพวกเขานั้นได้รับการฝึกฝนจากฐานข้อมูลบทความของ Nikkei ที่เกี่ยวข้องกับ แนวโน้มเงิน ดอลลาร์ – เยนในระยะยาว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และตัวบ่งชี้ตลาดอื่น ๆ สิ่งนี้ช่วยให้ซอฟต์แวร์ของ บริษัท สามารถคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนในอนาคตที่เป็นไปได้ระหว่างสกุลเงินทั้งสอง

หากซอฟต์แวร์คาดการณ์ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลง บริษัท สามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงินเพื่อหลีกเลี่ยงการลดมูลค่าลง ในทางกลับกันหากซอฟต์แวร์คาดการณ์ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเพิ่มขึ้น บริษัท อาจยึดสกุลเงินของตนหรือได้รับมากขึ้น ยังไม่ทราบวิธีการที่แน่นอนที่ซอฟต์แวร์บ่งชี้การคาดการณ์ในขณะนี้

บริษัท รายงานว่าซอฟต์แวร์ forex ได้รับรางวัล Dollar-Yen Durby รายไตรมาสของ บริษัทซึ่งเป็นการแข่งขันรายปีสำหรับผู้อ่านและนักวิเคราะห์ภายใน

ซึ่งผู้เข้าร่วมพยายามคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนของดอลลาร์และเยนหนึ่งเดือนนับจากเริ่มต้น ของการแข่งขัน หนึ่งในนักวิเคราะห์อันดับต้น ๆ ของ บริษัท เข้ามาในลำดับที่สองของความแม่นยำ โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าลดลง 0.06 เยนจากมูลค่าสกุลเงินจริง ซอฟต์แวร์ของ Nikkei เอาชนะนักวิเคราะห์ด้วยมูลค่าที่คาดการณ์ไว้ซึ่งลดลง 0.05 เยนจากมูลค่าสกุลเงินจริง

เป็นเวลากว่าสามทศวรรษที่ The Nikkei ได้จัดงาน “Dollar-Yen Durby” ในทุกไตรมาส ผู้อ่านและนักวิเคราะห์ตลาดพยายามคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนประมาณหนึ่งเดือนต่อมา ครั้งล่าสุดมีคู่แข่งรายใหม่ AI ที่พัฒนาโดย Nikkei Group ในการแข่งขันเปิดตัว AI ทำหน้าที่คาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนสิ้นปีที่แม่นยำที่สุดโดยมีผู้อ่านประมาณ 400 คนและนักวิเคราะห์ 10 คน 

AI ของ Nikkei ใช้ Nikkei DeepOcean ซึ่งเป็นฐานข้อมูลของบทความจาก The Nikkei รวมถึงดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเงินอีกมากมาย โดย Hiroto Nakajima จาก Nikkei Innovation Lab กล่าวว่าจุดแข็งของ AI อยู่ที่ความสามารถในการผสมผสานข้อมูลจำนวนมหาศาลทั้งข้อความและตัวเลข

การคาดการณ์ Nakajima อธิบายไว้ในสองขั้นตอน ขั้นแรก AI จะตีความข้อมูลเพื่อคาดการณ์แนวโน้มดอลลาร์ – เยนในระยะยาว หากไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน ให้มองหาตัวบ่งชี้ตลาดที่มีแนวโน้มที่จะสัมพันธ์กับอัตราดอลลาร์ – เยน แทน 

ใน “Dollar-Yen Durby” ครั้งล่าสุด Nikkei AI ได้ทำการประมาณการถึงสิ้นปีโดยมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนและราคาน้ำมันดิบทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ โดยใช้สมมติฐานว่าเงินเยนจะยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น

สำหรับผู้อ่าน Nikkei อันดับต้น ๆ ใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป ฮิโรโนริ โคนิชิ ซึ่งทำงานในเมืองโกเบทางตะวันตก โดยเขาใช้พื้นฐานของรายงานที่ว่าการอ่อนค่าของเงินเยนจะเกิดจากการลดภาษีนิติบุคคลของสหรัฐ 

ซึ่งที่ Konishi คาดการณ์ไว้ ว่าจะลดลง 0.06 เยน โดยที่ AI ทำนายว่ามันจะลดลง 0.05 เยน  และ AI ก็เป็นฝ่ายชนะ “ผมไม่เคยคาดหวังว่า AI จะเอาชนะมนุษย์ได้” Konishi กล่าว

ฮิโรอากิ นากากุระ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงของ บริษัท หลักทรัพย์ Rakuten ซึ่งมีส่วนร่วมใน “Dollar-Yen Durby” กล่าวว่า วิธีการของ AI ในการคาดการณ์แนวโน้มจากข้อมูลและข่าวสารในอดีตอาจไม่ได้ผลเช่นกัน เมื่อตลาดมีความผันผวน

ซึ่งก่อนหน้านี้ : Nikkei AI ไม่สามารถเข้าใกล้ความแม่นยำของการคาดการณ์จากมนุษย์ ในเดือนกันยายนได้เมื่อเงินเยนอ่อนค่ามากกว่า 2 จุด เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วงหนึ่งเดือน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐพุ่งสูงขึ้น 

การคาดการณ์ของผู้อ่านอันดับหนึ่งอยู่ที่ 0.02 ของราคาปิด ณ สิ้นเดือนกันยายน AI สามารถทำนายได้ใน 1.75 เยนเพียงเท่านั้น 

สำหรับเดือนธันวาคมเมื่อ AI คาดเดาได้ดีที่สุดอัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนเพียง 0.14 จุด

นักพัฒนาต่างสะท้อนประเด็นที่ว่า AI มีแนวโน้มที่จะเหนือกว่ามนุษย์ เมื่อสภาวะตลาดอยู่ในช่วงสงบ และไม่ผันผวน

Ryuta Miyata ศาสตราจารย์จาก University of the Ryukyus ใน โอกินาวา ซึ่งวิจัยการคาดการณ์ AI ด้วยแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยน Gaitame.com กล่าวว่าคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำนายภัยพิบัติสงครามและเหตุการณ์ที่เคลื่อนไหวในตลาดอื่น ๆ ได้

ตัวแทนของ Jibun Bank ซึ่งเริ่มให้บริการคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนโดยใช้ AI แก่ลูกค้ากล่าวว่า ยิ่งรูปแบบการเคลื่อนไหวในคล้ายในอดีตมากเท่าไหร่ AI ก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น

แน่นอนว่าการพัฒนาที่ไม่คาดคิดก็สามารถส่งผลกระทบต่อมนุษย์ได้เช่นกัน

Miyata เน้นว่า AI ยังมีช่องว่างให้ปรับปรุง “การเรียนรู้ข้อมูลธุรกรรมของผู้ค้ารายวัน สามารถทำให้การคาดการณ์ AI แม่นยำยิ่งขึ้น” เขากล่าว

Nakajima ตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและรวบรวมข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจะช่วยได้เช่นกัน “การพัฒนาของเทคโนโลยี IoT จะช่วยเพิ่มข้อมูลที่มีอยู่อย่างมาก”

แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า บริษัท เลือกผู้ชนะการแข่งขัน ซอฟต์แวร์ ที่ได้รับรางวัลไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่จะพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของ AI ดังกล่าว 

Nikkei Group ไม่ได้จัดเตรียมกรณีศึกษาจริงที่รายงานความสำเร็จของซอฟต์แวร์ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและ ในปัจจุบันมีการใช้งานภายในองค์กรของพวกเขาเพียงเท่านั้น 

ผู้ขายโซลูชัน Forex ที่โกหกเกี่ยวกับการใช้ AI

หนึ่งใน บริษัท ดังกล่าว คือ Vantage Point AI ซึ่งในบรรดา บริษัท ทั้งหมดที่พบรายงานผลการค้นหาซอฟต์แวร์มากที่สุด โดยในเว๊บไซต์มีการรับรองและการอ้างสิทธิ์ว่ามีผู้ใช้มากกว่า 25,000 ราย

Vantage Point AI เป็นบริษัท ในสหรัฐอเมริกาที่มีพนักงาน 40 คน บริษัท นำเสนอซอฟต์แวร์ที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผู้ค้าแต่ละรายและธุรกิจการลงทุนสามารถคาดการณ์แนวโน้มตลาดระยะสั้นได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี Machine Learning

Vantage Point AI อ้างว่าผู้ใช้ต้องลงชื่อเข้าใช้บัญชีสมาชิกแบบชำระเงินเพื่อเข้าถึงซอฟต์แวร์ ตามที่ บริษัท ระบุ ซอฟต์แวร์ทำการทำนายโดยการเชื่อมโยง หุ้น พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินเมื่อเวลาผ่านพ้นไป

เพื่อดูว่าปัจจัยใดที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อคู่สกุลเงินบางคู่ แม้ว่าจะต้องใช้ความรู้ทางการเงินเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากการคาดการณ์ที่ VantagePoint AI สร้างขึ้น

ทั้งหมดที่กล่าวมา บริษัท ไม่ได้แสดงรายการกรณีศึกษาใด ๆ ที่รายงานเกี่ยวกับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จกับซอฟต์แวร์ของตน และไม่พบใครในทีมของ Vantage Point ai ที่มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งในเทคโนโลยีทางด้าน AI

นอกจากนี้บริษัทอื่น ๆ อย่าง Altredo, Lulubot, ROFX และ Scion Forex Autotrader เป็น บริษัท ที่อ้างว่าใช้ AI โดยไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านวิชาการหรือธุรกิจในทีมผู้พัฒนา

บริษัท AI ทั้งสี่แห่งอ้างว่า AI ช่วยในการคาดการณ์มูลค่าของสกุลเงินหรือคู่สกุลเงินสองคู่ในระยะสั้นโดยใช้แนวโน้มของตลาดในอดีต อย่างไรก็ตามไม่มี บริษัท ใดที่ให้คำอธิบายว่า AI ที่อยู่เบื้องหลังซอฟต์แวร์ทำงานอย่างไร 

แม้ว่า บริษัท ผู้จำหน่าย AI ที่ถูกต้องตามกฎหมายหลายแห่งจะไม่สามารถรายงานประสบการณ์การใช้งานซอฟต์แวร์ของตนได้ แต่ปัจจัยที่บอกได้มากที่สุดว่า บริษัท เหล่านี้ไม่มี AI เป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์ คือไม่มี บริษัทใดในกลุ่มดังกล่าว ที่มีความสามารถด้าน AI ในทีมผู้บริหาร

หลาย บริษัท อ้างว่าใช้ AI โดยไม่ได้ทำเช่นนั้นจริง พวกเขาทำสิ่งนี้เพื่อยึดติดกับโฆษณาเรื่อง AI ที่เติบโตขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและบ่อยครั้งที่พวกเขาประสบความสำเร็จในการขายให้กับผู้นำทางธุรกิจที่ไม่รู้ว่าจะตัดสินได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังพูดความจริงหรือไม่

บางครั้งผู้ขาย AI ก็ใช้เพียงแค่แรงงานมนุษย์ในการทำงานที่พวกเขาอ้างว่า AI กำลังทำอยู่บนเว็บไซต์ ในบางครั้งซอฟต์แวร์ที่เป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์ก็ประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจของลูกค้า แต่แท้จริงแล้วซอฟต์แวร์นั้นไม่ใช่ AI

นอกจากนี้ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยทั่วไปเป็นที่เข้าใจกันดี ต้องใช้นวัตกรรมเพียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการซื้อขายสกุลเงินหนึ่งสำหรับอีกสกุลเงินหนึ่ง 

ธนาคารขนาดใหญ่ดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจำนวนมากที่เกิดขึ้นในตลาดเนื่องจากสามารถเข้าถึงเงินทุนได้มากที่สุด แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีกลยุทธ์สูงจึงมีความลับอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจในการซื้อขายเหล่านี้ เป็นไปได้ว่าธนาคารขนาดใหญ่เหล่านี้ใช้ AI ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แต่แน่นอนว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ธนาคารก็จะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ บริษัท ที่ต้องการสร้างโมเดล Machine Learning สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจะต้องใช้ข้อมูลจากการซื้อขายที่หลากหลายที่เกิดขึ้นทั่วโลกเพื่อแจ้งให้ทราบอย่างดีที่สุดเกี่ยวกับวิธีดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระหว่างสกุลเงินต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องยาก หากธนาคารของโลกยังคงใช้การตัดสินใจเบื้องหลังการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

เพราะฉะนั้นเราไม่ควรคาดหวังให้ AI จัดการการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้เหล่าบริษัท ผู้จำหน่าย AI ที่อ้างว่าจะนำเสนอโซลูชั่น Forex  บริษัท เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะไม่ใช้ AI และเราอาจจะถูกหลอกโดยกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ขายได้รวมถึงในประเทศไทยเองก็ตามที

จาก บริษัท ทั้งหมด โซลูชันฟอเร็กซ์ของ Nikkei ดูเหมือนว่ามีศักยภาพที่จะถูกต้องที่สุดหากจะนำออกสู่ตลาด แต่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก Nikkei เป็น บริษัท สื่อ

หากจะมีซอฟต์แวร์ซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ใช้ AI สำหรับธุรกิจในอีกสองถึงห้าปีข้างหน้า พวกเขาน่าจะมาจากบริษัท Startup ที่ได้รับทุนจาก บริษัทร่วมทุนในซิลิคอนวัลเลย์หรือจากธนาคารที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งอาจจะเก็บโซลูชันดังกล่าวไว้ใช้เองอย่างแน่นอน และไม่มีทางที่พวกเขาจะเปิดเผยออกมาสู่โลกภายนอกนั่นเองครับ

References : https://asia.nikkei.com/Business/Markets/Currencies/AI-trounces-humans-in-forex-forecasting-debut
https://www.hxlpartners.com/wealth-management/chinas-ai-stocks-invest-2018/