DNANudge กับ wristband แนะนำการกินเพื่อสุขภาพตาม DNA ของคุณ

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน คุณสามารถใช้ประโยชน์จากรหัสทางพันธุกรรม หรือ DNA เพื่อช่วยให้เข้าใจว่าคุณได้รับผลกระทบจากสิ่งที่คุณกินไปและการเลือกรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณเพื่อปรับปรุงสุขภาพของคุณได้ 

และนั่นคือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง DnaNudge บริษัท ที่มีวิธีการที่น่าสนใจและใช้เทคโนโลยีระดับสูง แต่ทำให้มันใช้งานง่ายอย่างน่าประหลาดใจ ที่จะทำให้แน่ใจว่าสิ่งที่คุณรับประทานเข้าไปในร่างกายของคุณนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพคุณ

วิธีการทำงานและขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดก็คือ : ให้ DnaNudge เก็บตัวอย่าง DNA ของคุณ ซึ่งทำได้สองวิธี: หนึ่งไปที่ร้านเรือธงของ บริษัท ใน Covent Garden ในลอนดอน หรือขอชุดทดสอบที่บ้านแล้วทางบริษัทจะส่งไปทางไปรษณีย์ 

หากคุณไปที่ร้านค้าเรือธงของ DnaNudge การทดสอบจะดำเนินการโดยใช้เครื่องที่ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบ DNA ของคุณที่จะเน้นเฉพาะส่วนที่ได้รับผลกระทบจากโภชนาการเท่านั้น  และทำการส่ง DNA ของคุณไปยังเครื่องตรวจสอบ ใช้เวลาราว ๆ 40 นาที รหัสพันธุกรรมของคุณจะถูกสกัดและวิเคราะห์ ซึ่งหลังจากนั้นก็พร้อมที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณ

เครื่องวิเคราะห์ DNA ของ DNANudge
เครื่องวิเคราะห์ DNA ของ DNANudge

จากนั้นรหัสจะถูกโหลดลงใน wristband ขนาดเล็กที่สามารถสวมใส่บนข้อมือของคุณและเตรียมไว้สำหรับการใช้งานในแอปมือถือของบริษัท  DnaNudge จะใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมจาก DNA ของคุณเพื่อตรวจสอบว่าคุณมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นแอปจะบอกคุณว่าคุณต้องระวังอะไรที่คุณจะรับประทานเข้าไป

ซึ่งแน่นอนว่ารูปแบบดังกล่าวมันทำให้ง่ายต่อการเข้าใจ และใช้งานได้อย่างง่ายดาย หากอาหารที่มีโซเดียมมาก ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือสูงจะปรากฏเป็นสีแดง แต่หากร่างกายของคุณสามารถรับมือกับปริมาณโซเดียมได้มากขึ้นมันจะแสดงเป็นสีเขียว ส่วนหากแสดงสีอำพันแสดงว่าจำเป็นต้องมีการดูแลอย่างระมัดระวัง 

โดย App จะมีการวิเคราะห์ทุกอย่างตั้งแต่เกลือ , คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ไปจนถึงปริมาณคาเฟอีน และเนื่องจากเป็นข้อมูลส่วนตัวแทบจะทั้งหมด คุณจะได้รับคำแนะนำส่วนตัวโดยไม่ต้องลองผิดลองถูกอีกต่อไป โดยตัว wristband จะใช้เป็น Fitness Tracker ได้ ดังนั้นแอปสามารถประเมินว่าคุณมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างไรในระหว่างวัน และข้อมูลเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งที่แอปพลิเคชั่นจะแนะนำให้กับคุณ

ผู้ร่วมก่อตั้ง DnaNudge Dr. Maria Karvela ซึ่งได้กล่าวในงาน CES 2020 ว่า DNA ได้รับการศึกษามานาน 70 ปี  มันเป็นเรื่องยากกว่าที่จะพัฒนาส่วนที่น่าสนใจที่สุดของคุณสมบัติของ DnaNudge นั่นก็คือ ฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์อาหารกว่าครึ่งล้าน ที่คุณสามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายของชำ หรือ ซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป

นี่เป็นสิ่งสำคัญในการทำให้ DnaNudge มีประโยชน์ เมื่อคุณไปช็อปปิ้งคุณสามารถ สแกนบาร์โค้ดบนผลิตภัณฑ์ที่คุณต้องการซื้อโดยใช้สแกนเนอร์ในแอปมือถือหรือในสายรัดข้อมือ (wristband) และจากนั้นแอปก็จะแสดงรูปแบบง่าย ๆ คือ icon ที่แสดงการยกนิ้วให้ การยกนิ้วสีเขียวหมายความว่ามันเข้ากันได้กับร่างกายของคุณ และการยกนิ้วลงสีแดงบ่งบอกว่ามันไม่เหมาะกับร่างกายของคุณ ทำให้การเลือกรับประทานอาหารอย่างชาญฉลาดกลายเป็นเรื่องง่ายนั่นเอง

สแกนบาร์โค้ด และรับคำแนะนำผ่านแอป
สแกนบาร์โค้ด และรับคำแนะนำผ่านแอป

ขั้นตอนการสแกนและการจดจำผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีในการสาธิตของบริษัท และคำแนะนำนั้นถูกแสดงไว้อย่างชัดเจนบนหน้าจอแอป ซึ่งหากคุณสแกนโดยใช้สายรัดข้อมือไฟ LED จะแสดงเป็นสีแดงหรือสีเขียวเพื่อให้คำแนะนำคุณโดยไม่ต้องดูโทรศัพท์ของคุณก็ได้ 

และเมื่อคุณดูที่แอปคุณจะได้รับรายละเอียดทางโภชนาการรวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางเลือกหากผลิตภัณฑ์ที่เลือกได้รับการยกนิ้ว 

ต้องบอกว่า DnaNudge นั้นมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงหรือแม้กระทั่งการช่วยชีวิตคุณได้ แม้มันไม่ได้เป็นวิธีแก้ไขที่รวดเร็ว แต่มันทำงานได้ทุกอย่างโดยใช้ DNA ผ่านกิจกรรมของคุณ และการเลือกอาหารของคุณ 

มันเป็นการให้ความรู้และแนะนำและที่สำคัญคือเป็นการมุ่งเน้นไปที่การป้องกัน  ร่วมกับทางเลือกการดำเนินชีวิตแบบอื่น ๆ เพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดของคุณ มันสามารถช่วยให้บรรลุการลดน้ำหนักหรือเป้าหมายสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มุ่งเน้นไปที่การแนะนำ การดูแลสุขภาพ โดยใช้พื้่นฐานจาก DNA
มุ่งเน้นไปที่การแนะนำ การดูแลสุขภาพ โดยใช้พื้่นฐานจาก DNA

แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนและ DnaNudge จำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่องหากต้องการที่จะเห็นผลอย่างชัดเจน  โดยคำแนะนำของแอปนั้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น กิจกรรมที่คุณทำในระหว่างวัน 

และเนื่องจาก DnaNudge นั้นถือเป็นนวัตกรรมที่เป็นเรื่องใหม่ จึงยังไม่มีตัวอย่างที่เผยแพร่ออกมาว่ามีส่วนช่วยเหลือผู้คนได้อย่างไร รวมถึงการทดลองทางคลินิก ที่มีการดำเนินการในสหราชอาณาจักร ซึ่งในท้ายที่สุด DnaNudge ตั้งใจที่จะเผยแพร่ผลเมื่อการทดลองเหล่านี้เสร็จสมบูรณ์

ปัจจุบัน DnaNudge มีให้บริการในสหราชอาณาจักรและกำลังจะเข้าถึงสหรัฐอเมริกาในเร็ว ๆ นี้ การทดสอบ DNA และสายรัดข้อมือมีราคา 120 ปอนด์ หรือประมาณ 160 เหรียญ และที่สำคัญจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องอีก 

ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่สำคัญส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักรได้รับการบรรจุลงไปยังฐานของมูลของแอปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงผลิตภัณฑ์ในสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน และทางบริษัทก็มีการปรับปรุงฐานข้อมูลอยู่เสมอ เพื่ออัพเดทข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กับลูกค้ามากที่สุดในอนาคตนั่นเอง

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ถือเป็นข่าวดังในประเทศไทยเลยทีเดียวสำหรับ DnaNudge ที่ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย อย่าง คุณทักษิณ ชินวัตร นั้นเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนหลักของบริษัทดังกล่าว

ต้องบอกว่าตลาดของ Fitness Tracker แบบเดิม ๆ ที่เราเห็น กำลังเข้าสู่ภาวะตลาด Red Ocean คือมีการแข่งขันกันดุเดือด และ ทำให้ราคาถูกกดลงมาเหลือต่ำมาก ๆ โดยเหล่าผู้ผลิตชาวจีน ที่เราเห็นในเว๊บไซต์ออนไลน์ทั่วไป

การเข้าสู่ตลาดใหม่ที่ยังมีช่องว่างทางการตลาดที่มหาศาล อย่างที่ DnaNudge กำลังทำนั้นถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะ เป็นการแนะนำข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะบุคคล เพราะมีการอ้างอิงจากข้อมูลของ DNA ของผู้ใช้งานเข้ามาเกี่ยวข้อง

ถือเป็นการฉีกตลาดที่น่าสนใจ กับการแสวงหาตลาดใหม่ ๆ ของ trend รักสุขภาพที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งหาก DnaNudge สามารถที่จะเข้ามาแย่งชิงตลาดใหม่นี้ได้ก่อนใคร ก็จะถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ และสามารถโกยเงินได้ก่อน อย่างที่ Fitbit เคยทำสำเร็จมาแล้วกับตลาด Fitness Tracker เดิมนั่นเองครับ

References : https://www.digitaltrends.com/wearables/dnanudge-dna-shopping-ces2020/ https://thespoon.tech/dnanudge-guides-your-grocery-shopping-based-off-of-your-dna/ https://www.msn.com/en-us/news/technology/dnanudge-wristband-tells-you-what-you-should-and-shouldnt-eat/ar-BBYG0iu

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

แม่มณี -> Forex 3D สู่ Nice Review กับจริตการลงทุนของคนไทย

นั่งดูข่าวการทลายแก๊งแชร์ลูกโซ่ที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ทั่วไทยอย่าง แม่มณี , Forex 3D แล้วก็อดแปลกใจไม่ได้กับการเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเครือข่ายแบบนี้ ซึ่งมีมาในหลายรูปแบบมาก ๆ ในช่วงหลัง ๆ จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเครือข่ายเหล่านี้ถึงไม่หมดไปจากสังคมไทยเสียที

และล่าสุดที่กำลังเริ่มเป็นข่าวอย่าง Nice Review ที่ต้องบอกว่าจำนวนผู้เสียหายนั้น น่าจะมากกว่า แม่มณี รวมถึง Forex 3D หลายเท่านัก ซึ่งต้องบอกว่า Nice Review เป็นแพลตฟอร์มที่ผมได้สังเกตเห็นมาเป็นเวลาพักหนึ่งแล้ว และสามารถฟันธงได้ว่า แชร์ลูกโซ่อย่างแน่นอน

ทำไมผมถึงคิดว่า มีจำนวนผู้เสียหายมากกว่า เพราะ Nice Review นั้น มีการติด Trend ของ Google Trend มาอย่างต่อเนื่องเป็นปี ๆ แล้ว แสดงให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนทั่วไปกับ Nice Review ที่พยายามค้นหาข้อมูลจนคำว่า “Nice Review” ติด Trend ของ Google ในระดับต้น ๆ ของประเทศ

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ แชร์แม่ชม้อย ชื่อดังในอดีต ที่ได้สร้างความเสียหายกับคนไทยเป็นจำนวนมากแล้วนั้น คนไทยก็ไม่เข็ดกับเรื่องเหล่านี้เสียที กับรูปแบบการจูงใจในการหาเงินง่าย ๆ ที่อยู่บนพื้นฐานที่ผิดหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งก็มักจะหลงเชื่อไปกับคำชักจูงที่สวยหรู และการที่นิสัยมนุษย์ทั่วไปนั้นความขี้เกียจถือเป็นพื้นฐานทางจิตใจที่สำคัญของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะถูกชักจูงให้ทำงานที่ได้เงินง่ายๆ  โดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมในการหาเงิน

แต่ก็ต้องยอมรับว่าใครที่ได้เข้าไปอยู่ในวังวนเหล่านี้ ก็จะตกอยู่ในสภาพเดียวกันก็คือ เหมือนอยู่ในลัทธิ ที่จะมี pattern แทบจะเหมือนกันในทุก ๆ คน ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงก็จะถูกต้อนเข้าไปฟังและพยายามชักจูงโน้มน้าวให้เข้าร่วม

ซึ่งตรงนี้หลายคนก็ได้เสียเพื่อนฝูง หรือ ญาติพี่น้องไปก็เป็นได้หากเขาไม่ได้สนใจในรูปแบบการลงทุนเหล่านั้น และ ถูกตามตื้ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมก็เคยมีประสบการณ์เหล่านี้เช่นกัน เราก็ต้องพยายามเลี่ยง ๆ ที่จะพบหากรู้ว่าเพื่อนหรือญาติคนใดนั้นเข้าสู่เครือข่ายเหล่านี้

ซึ่งจากประสบการณ์ตรงนั้น ยังไม่เคยเห็นเพื่อนหรือญาติคนใดประสบความสำเร็จจากการทำงานกับการลงทุนแนว ๆ นี้เลยแม้แต่รายเดียว บางคนนั้น เหมือนจะร่ำรวยในตอนแรก ๆ แต่ก็จะประสบปัญหาเช่นเดียวกันในตอนหลัง เพราะเมื่อเครือข่ายการลงทุนเหล่านี้ถึงทางตัน ไม่สามารถหาสมาชิกมาต่อเพิ่มได้อีก ระบบเหล่านี้ ก็จะล้มคลืนลงอย่างที่เราเห็น อยู่ที่ว่าจะให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ ซึ่งหากให้ผลตอบแทนมาก ก็จะล้มเร็วอย่างที่เราเห็นใน case แม่มณี ที่ให้ผลตอบแทนอย่างน่าตกใจถึง 93% ต่อเดือน

แต่หาก แพล็ตฟอร์มไหน ที่ให้ผลตอบแทนที่ไม่สูงนักจนมันเว่อร์เกินไปอย่าง Forex 3D ก็อาจจะทำให้อยู่ได้นานหน่อย เราจึงได้ระบบที่ดำเนินต่อไปได้หลายปี ก่อนที่จะล้มในที่สุดเพราะไม่สามารถหาสมาชิกมาต่อยอดได้อีกต่อไป รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในการจ่ายผลตอบแทนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง

สรุปเรื่องนี้ก็น่าจะไม่ได้ทำให้คนไทยเข็ดกับเรื่องแบบนี้ แต่ก็จะเกิดลักษณะใหม่ๆ  ของการทำแชร์ลูกโซ่ออกมาอีก ซึ่งก็น่าจะพัฒนาวิธีการที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ จนสุดท้ายในที่สุด เราอาจจะได้เห็นพัฒนาการของเครือข่ายเหล่านี้ กลายเป็นแชร์ลูกโซ่แบบถูกกฏหมายจริง ๆ ก็ได้ หากเรายังไม่มาปฏิรูปหรือจัดการแบบเด็ดขาดกับรูปแบบธุรกิจเหล่านี้ หรืออาจจะมีการออกกฏหมายที่เด็ดขาดเพื่อจัดการกับเครือข่ายเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตนั่นเองครับ

References Image : https://money.kapook.com/view176757.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Bernard Madoff กับตำนานแชร์ลูกโซ่ระดับโลก

เรื่องอื้อฉาวในการลงทุนของแมดอฟฟ์ ได้กลายเป็นตำนานเรื่องการฉ้อโกงการลงทุน และหลักทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดและมีความสูญเสียมากที่สุด เมื่อปลายปี 2008 ซึ่งในเดือนธันวาคมปีนั้น เบอร์นาร์ด แมดอฟฟ์ อดีตประธานแนสแด็กและ ผู้ก่อตั้ง บริษัท หลักทรัพย์ลงทุนเบอร์นาร์ด แอล. แมดอฟฟ์ จำกัด (Bernard L. Madoff Investment Securities LLC) ได้ออกมายอมรับว่าธุรกิจของเขาเป็นการฉ้อฉลแบบพอนซี (รูปแบบเดียวกับแชร์ลูกโซ่ที่เราเห็นได้ในข่าวดังในบ้านเราขณะนี้)

เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินคดีประเมินขนาดการฉ้อโกงครั้งนี้มีความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 64,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้ตัวเลขประเมินที่อยู่ในบัญชีของลูกค้ากว่า 4,800 ราย โดยอดีตประธานองค์กรตรวจสอบและควบคุมของรัฐบาลกลางผู้หนึ่งประเมินว่า การฉ้อโกงจริง ๆ นั้นมูลค่าที่แท้จริงอยู่ที่ระหว่าง 10,000-17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยไม่รวมเอารายได้ที่ไม่มีจริง ๆ ที่บันทึกใส่บัญชีของลูกค้า ซึ่งทำให้ธุรกิจของแมดอฟฟ์เป็นการฉ้อโกงแบบพอนซี่ (แชร์ลูกโซ่) ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์  และเป็นการฉ้อโกงต่อนักลงทุนที่ใหญ่ที่สุด ที่ทำโดยบุคคลคนเดียวอีกด้วย

แมดอฟฟ์จัดตั้งบริษัทในปี 1960 โดยเริ่มต้นด้วยการเป็นบริษัทขายหุ้นราคาถูก (penny stock) มีเงินทุนตั้งต้นเพียงแค่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ได้มาจากการทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ที่คอยช่วยชีวิตคนตกน้ำ และคนติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำ ให้กับรัฐ 

บริษัทของเขาเริ่มเติบโตด้วยความช่วยเหลือจากพ่อตาของเขา นักบัญชีชื่อดังอย่าง ซาอูล อัลเพิร์น ซึ่งแนะนำเพื่อนและญาติให้ทำธุรกิจกับแมดอฟฟ์  โดยจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญคือ บริษัทเขาเริ่มใช้เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ที่ก้าวหน้าในการแจ้งราคาให้กับลูกค้า ซึ่งการใช้เทคโนโลยีนี่เองเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้บริษัทช่วยพัฒนาได้กลายเป็นตลาดแนสแด็ก อย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่ง ณ จุดหนึ่ง Madoff Securities นั้นเป็น ผู้ซื้อและขายที่ใหญ่สุดที่ในตลาดแนสแด็ก

Bernard Madoff ที่กิจการกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
Bernard Madoff ที่กิจการกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

สำหรับวิธีการขายของแมดอฟฟ์ก็คือการอ้างกลยุทธ์การลงทุนที่อาศัยการซื้อหุ้นบลูชิป และซื้อสัญญาการค้าขายอนาคต ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่า split-strike conversion ดังที่เขาได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร ฟอบส์ ในปี 2009 

นอกจากนั้นแล้ว เขายังได้ให้สัมภาษณ์กับ เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล ว่า ในช่วงปี 1970 เขาได้กำไรจากการซื้อและขายในต่างตลาด ณ เวลาเดียวกัน ซึ่งส่วนมากเป็นหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ (large-cap) โดยหวังผลกำไรได้ในระหว่าง 18%-20% 

และเขาได้เริ่มใช้สัญญาเพื่อซื้อขายในอนาคตตามดัชนีหุ้น และได้ซื้อสัญญาเพื่อจะขายหุ้นในราคาที่แน่นอน (put option) ในช่วงเหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตกต่ำในปี 1997 

แต่ว่า นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งที่ตรวจสอบวิธีการของแมดอฟฟ์ ไม่สามารถที่จะเลียนแบบแล้วได้ผลตามที่แมดอฟฟ์กล่าวอ้าง โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังของราคาหุ้นและราคาสัญญาซื้อขายในอนาคตของดัชนีหุ้นในช่วงเวลาดังกล่าวมาเปรียบเทียบ

ซึ่ง แทนที่จะให้ผลกำไรสูงสำหรับผู้เข้าร่วมลงทุนทุกคน แมดอฟฟ์ให้ผลกำไร พอสมควรแต่มีความสม่ำเสมอต่อลูกค้าที่เขาเลือกสรรมาอย่างดีแล้ว โดยอ้างว่า วิธีการลงทุน “ซับซ้อนเกินกว่าที่คนนอกจะเข้าใจได้” เขาเก็บความลับเกี่ยวกับทั้งวิธีการลงทุน และงบการเงินของบริษัทไว้แต่เพียงผู้เดียว

เมดอฟฟ์เป็นคนเก่งมากในการวางแผนการตลาดของโปรแกรมการลงทุนของเขา โดยที่กองทุนของเขาถือว่าจำกัดเฉพาะแก่ลูกค้าบางกลุ่มเท่านั้น ทำให้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่น่าต้องการจริง ๆ 

ซึ่งโดยทั่วไปมักจะปฏิเสธที่จะพบกับผู้ลงทุนโดยตรง ทำให้ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจที่จะลงทุนกับเขา นักลงทุนบางท่านไม่กล้าที่จะถอนเงินออกจากกองทุน เพราะกลัวว่าจะกลับเข้าไปเหมือนเก่าไม่ได้ในภายหลัง

อัตราผลตอบแทนของแมดอฟฟ์นั้นมีความสม่ำเสมออย่างไม่น่าเชื่อ โดยอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การฉ้อโกงดังกล่าวสามารถอยู่ต่อไปได้ เพราะธุรกิจพอนซี (แชร์ลูกโซ่) โดยมากให้ผลกำไรถึง 20% หรือมากกว่านั้น จึงทำให้ล้มเร็ว อย่างที่เราได้เห็นในกรณีของแชร์แม่มณี ที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 93% ต่อเดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก ๆ ที่คนหลงเชื่อเข้าไปลงทุนได้มากมายขนาดนี้

ธุรกิจพอนซี หรือ แชร์ลูกโซ่ที่บ้านเรารู้จักกันดีนั่นเอง
ธุรกิจพอนซี หรือ แชร์ลูกโซ่ที่บ้านเรารู้จักกันดีนั่นเอง

ธุรกิจเริ่มประสบปัญหาในเดือนธันวาคมปี 2008 เมื่อตลาดหลักทรัพย์ตกลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อตลาดตกลงเรื่อย ๆ ผู้ลงทุนได้พยามยามถอนเงิน 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัท และเพื่อที่จะจ่ายให้ลูกค้าเหล่านั้น แมดอฟฟ์ก็จะต้องหาเงินเพิ่มจากนักลงทุนอื่น ๆ และแม้ว่าจะยังมีนักลงทุนเป็นจำนวนมากที่เชื่อว่าแมดอฟฟ์ยังดำเนินการได้ดีอยู่ แต่มันก็ไม่เพียงพอสำหรับการถอนเงินจำนวนมากพร้อม ๆ กันมากมายขนาดนี้

ในวันที่ 10 ธันวาคม 2008 แมดอฟฟ์ได้ทำการพยายามส่งเงินก้อนสุดท้ายผ่านลูกชาย มาร์กและแอนดรู ให้จ่ายเงินโบนัส 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,024 ล้านบาท) แก่พนักงานกลุ่มสุดท้ายของเขา ซึ่งตอนนั้นบริษัทเหลือเงินสด 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,087 ล้านบาท) ที่เหลืออยู่เป็นก้อนสุดท้าย 

โดยทั้ง มาร์กและแอนดรู ลูกชายของแมดอฟฟ์ ซึ่งยังไม่รู้ถึงการล้มละลายของบริษัทที่กำลังใกล้เข้ามาเต็มที ได้คุยเรื่องนี้กับบิดาของตน โดยได้ถามว่าเขาจะจ่ายเงินโบนัสให้ลูกจ้างได้อย่างไรถ้าไม่สามารถจ่ายผู้ลงทุนได้ แมดอฟฟ์จึงยอมรับในที่สุดว่า เขาได้ดำเนินการถึงที่สุดแล้ว และแผนบริหารหลักทรัพย์ของบริษัทความจริงก็คือธุรกิจพอนซี่ (แชร์ลูกโซ่) ดังที่เขาได้กล่าวว่า “เป็นเรื่องที่เขาคิดเพียงคนเดียวเท่านั้น” มาร์กและแอนดรู จึงได้รายงานการพูดคุยนี้ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นการปิดฉาก การลงทุนแบบพอนซี่ (แชร์ลูกโซ่) ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

References : http://www.wsj.com/ http://www.nytimes.com/ https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%8C https://www.incimages.com/uploaded_files/image/970×450/bernie-madoff-police-1940x900_35532.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Peter Thiel สุดยอดนักลงทุนแห่ง Silicon Valley

Peter Thiel นั้นเกิดที่ประเทศเยอรมนี ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต และหลังจากใช้ชีวิตในประเทศบ้านเกิดอย่างเยอรมนีได้เพียง 1 ปี เขาก็ต้องถูกพ่อแม่หอบหิ้วย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเนื่องจากสาเหตุหลักที่พ่อเขานั้นเป็นวิศวกรเคมี ทำให้เขาต้องย้ายตามพ่อไปอยู่ที่ แอฟริกา อยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งทำให้เขาต้องย้ายโรงเรียนบ่อยถึง 7 ครั้งในช่วงวัยเยาว์

ในขณะที่เด็กคนอื่น ๆ กำลังสนุกสนานกับการใช้ชีวิตในวันเด็ก เขาต้องมีการปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่อยู่ตลอดเวลาในช่วงแรกของชีวิต จนในที่สุด ครอบครัวของเขาก้ได้ย้ายมาลงหลักปักฐานที่สหรัฐอเมริกาอย่างถาวรเมื่อเขามีอายุครบ 10 ขวบในรัฐแคลิฟอร์เนีย

หลังจากจบการศึกษาในชั้นมัธยมที่อเมริกา เขาก็ได้เข้าศึกษาต่อปริญญาตรี ในสาขา ปรัชญา และศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Stanford University 

ชีวิตของ Thiel นั้นผ่านงานมาอย่างโชกโชน ทั้งงานด้านเสมียนในศาลฏีกา งานด้านกฏหมายในสำนักงาน  Sullivan & Cromwell ในเมืองนิวยอร์ก และเริ่มหันมาสนใจเรื่องการเงิน โดยย้ายมาทำงานเป็นนักเทรดอนุพันธ์ทางการเงิน เครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่ Credit Suisse แต่เหมือนกับเป็นการค้นหาชีวิตว่าเขาชอบทำอะไรกันแน่ ทั้งที่ผ่านงานมาหลายรูปแบบ แต่เขาไม่ได้รู้สึกว่าตอบโจทย์กับชีวิตเขาเลยด้วยซ้ำ

ในวัย 30 ปี เขาได้ตัดสินใจเดินทางกลับมายังแคลิฟอร์เนีย ในขณะนั้น อินเตอร์เน็ตกำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่ง เริ่มมีบริการต่าง ๆ ขึ้นไปออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก ทำให้ Thiel เห็นถึง Trend ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับยุคของอินเตอร์เน็ต

Thiel จึงตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะตกขบวนเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตครั้งนี้ไม่ได้ สิ่งที่เขาตามหามานาน แสนนาน ก็คือเจ้าอินเตอร์เน็ตนี่เอง เขาจึงได้ระดมทุนจากเพื่อน ๆ และครวบครัวและญาติพี่น้อง ได้เงินมากว่า 1 ล้านเหรียญเพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการก่อตั้ง Thiel Capital Management บริษัทที่จะเน้นการลงทุนด้านบริการที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต

Thiel ได้ทดลองกับโครงการต่าง ๆ มากมาย ที่จะทำประโยชน์หรือหารายได้ผ่านอินเตอร์เน็ต แต่ผ่านไป 2 ปีแทบจะไม่มีโครงการไหนสำเร็จเลยเสียด้วยซ้ำ ในปี 1999 เขากับเพื่อนจึงได้ตัดสินใจเปิดบริษัทซอฟต์แวร์ในชื่อ Confinity ขึ้น โดยผลิตภัณฑ์แรกที่ทำการพัฒนาขึ้นมาชื่อว่า Fieldlink ซึ่งเป็นนวัตกรรมการชำระเงินผ่านเครื่อง Palm Pilot 

FieldLink นวัตกรรมการชำระเงินผ่านเครื่อง Palm
FieldLink นวัตกรรมการชำระเงินผ่านเครื่อง Palm

และในปีเดียวกันนั้นเองที่เขาเริ่มเห็นตลาดบางอย่างของการชำระเงินในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งในยุคนั้นการชำระด้วย Credit Card นั้นแทบจะเป็นบริการหลักที่ใช้ในการชำระเงินแบบออนไลน์สำหรับชาวอเมริกัน Thiel อยากสร้างทางเลือกอื่นให้กับผู้บริโภค

เขามองไปที่ Digital Wallet ที่จะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค ซึ่งต้องเป็นบริการที่มีความปลอดภัยมีการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อไม่ให้โดนโจรกรรมได้ง่าย และเขาก็ได้สร้างบริการ paypal ขึ้นมาได้สำเร็จในที่สุด 

และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ก็ได้เกิดคู่แข่งที่สำคัญ สตาร์ทอัพ หน้าใหม่ ที่นำโดย Elon Musk ที่ได้เปิดบริการอย่าง X.com เข้ามาแข่งกับ paypal โดยตรง มันเป็นสงครามที่ดุเดือด ใครที่เป็นฝ่ายชนะ จะได้เขียนประวัติศาสตร์การปฏวัติอุตสาหกรรมทางด้านการเงินแต่เพียงผู้เดียว

ความได้เปรียบของ paypal ของ Thiel  คือ paypal นั้นได้ติดตั้งในเว๊บไวต์ประมูลชื่อดังอย่าง ebay ได้แล้วในขณะนั้น แต่ Musk ที่ชอบการแข่งขันอยู่แล้วก็ ดำเนินกลยุทธ์ทุกวิธีเพื่อไม่ยอมแพ้ เขาแทบจะทำงาน 24 ชม.ต่อวันในช่วงเวลาดังกล่าว

แต่พวกเขาก็แข่งกันได้เพียงไม่นาน เพราะขืนแข่งต่อไปดูเหมือน จะตายกันไปข้างหนึ่งก่อน ในปี 2000 พวกเขาหันมารวมพลังกัน ตอนนั้น paypal ของ Peter Thiel ดูเหมือนเงินใกล้จะหมดแล้วด้วยซ้ำ ส่วน Musk นั้นยังมีเงินให้ผลาญอีกมากมาย 

ดังนั้น Musk จึงเป็นฝ่าย ถือไพ่เหนือกว่าในดีล นี้ เขากลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และ ขอคง x.com ไว้ตามเดิม และยังได้รับการสนับสนุนเงินลงทุนเพิ่มอีกกว่า 100 ล้านเหรียญ จากกลุ่มลงทุนด้านการเงิน

แต่ปัญหาใหญ่ในการรวมบริษัท ก็คือ วัฒนธรรมที่แตกต่าง แม้กระทั่ง เทคโนโลยีที่แทบจะต่างกันคนละขั้ว confinity นั้นใช้ open source อย่างลินุกซ์ ส่วน x.com ของ Musk ขับเคลื่อนโดย Windows Server ซึ่งความแตกหักนี้ทำให้ Peter Thiel ขอลาออก และ ทิ้งให้ Musk บริหารบริษัท ในซากปรักหักพังนี้ต่อ

X.com รวมกับ Paypal เป็นบริการเดียว

ปัญหาใหญ่อีกอย่างก็คือ เมื่อผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือน X.com จะไม่สามารถรองรับการเติบโตดังกล่าวได้ ทำให้ไซต์ ล่มอยู่บ่อย ๆ ซึ่งไม่ถือเป็นเรื่องดีเลยสำหรับบริการทางด้านการเงินที่ลูกค้าตั้งความหวังไว้สูง

และมันได้เกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจครั้งประวัติศาสตร์ของซิลิกอน วัลเลย์ ขึ้น เมื่อเหล่าพนักงาน X.com กลุ่มหนึ่งได้รวมกลุ่มกันเพื่อคิดหาวิธีที่จะให้ Musk ออกไป และตัดสินใจลงมือลับหลัง ในตอนที่ Musk  กำลังเดินทางไปฮันนีมูน ซึ่งเมื่อ Musk รู้ก็ได้รีบขึ้นเครื่องกลับมาทันที

แม้จะพยายามตอบโต้กลับในช่วงแรก ๆ ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเหล่ากรรมการได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว และดูเหมือน Musk ก็จะยอมรับกับสิ่งที่เกิดแต่โดยดี และพร้อมที่จะยอมถอยเพื่อให้บริษัทก้าวไปข้างหน้า ได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

และมันทำให้อิทธิพลของ Musk ต่อ X.com นั้นลดลงไปอย่างรวดเร็ว ในเดือน มิถุนายน ปี 2001 X.com ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น paypal.com แทน และ Peter Thiel กลับมาเป็น CEO ของบริษัทอีกครั้ง

และสุดท้ายก็เป็น Peter Thiel ที่นำพา paypal เข้าสู่ตลาดหุ้นได้สำเร็จในปี 2002 และถูกซื้อกิจการโดย ebay ในมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านเหรียญ

หลังจากได้เงินมหาศาลจากการขาย paypal ให้กับ ebay เขาก็ได้เริ่มก่อตั้ง Clarium Captial Managment โดยเน้นการลงทุนใน ตลาดเงิน ตลาดทุน รวมถึงสินค้า commodities และประสบความสำเร็จอย่างสูง

จากนั้นเขาก็ได้หันมาตั้ง Palantir  ซึ่งเป็นบริษัทด้าน Cyber Security ขนาดใหญ่ ที่ CIA ให้การสนับสนุนกว่า 20 พันล้านเหรียญ โดยมีเป้าหมายเป็นบริษัที่จะให้บริการทำเหมืองข้อมูล ซึ่งจะใช้เป็นเทคโนโลยีด้านข่าวกรองและสอดส่อง คอยตรวจสอบและติดตามการฉ้อโกง

Palantir แม้จะไม่มีข่าวออกมามากนักเหมือน startup รายอื่น  ๆ แต่ตอนนี้ ได้เติบโตจนกลายมาเป็น Startup อันดับ 3 ของอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และไม่ได้มีเพียงลูกค้าเฉพาะภาครัฐเพียงเท่านั้น ยังให้บริการกับบริษัทเอกชนใหญ่ ๆ ใน Fortune 500 อีกด้วย

ความสำเร็จของ Peter Thiel ที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดคงเป็นเรื่องการเป็น Angel Investor ให้กับ facebook บริการ Social Network หน้าใหม่ในปี 2004 โดยเขาลงทุนก้อนแรกให้ facebook ไปกว่า 500,000 เหรียญ เพื่อแลกกับหุ้น 10.2% ในบริษัท และกลายมาเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัทในที่สุด

Thiel ลงทุนในธุรกิจเกิดใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ Facebook ที่เขาเป็นคนให้เงินทุนก้อนแรก
Thiel ลงทุนในธุรกิจเกิดใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ Facebook ที่เขาเป็นคนให้เงินทุนก้อนแรก

และเมื่อ facebook สามารถเข้าสู่ตลาดหุ้นได้ในปี 2012 นั้น ทำให้ facebook มีมูลค่าพุ่งสูงไปถึงกว่า 100,000 ล้านเหรียญ Thiel จึงได้ทำการเทขายหุ้นไปเกือบหมด ทำให้เขาก้าวเข้าไปติด 400 อันดับเศรษฐีของอเมริกาจากนิตยสาร Forbes ไปในที่สุด ด้วยทรัพย์สินในตอนนั้นกว่า 1,800 ล้านเหรียญ ซึ่งการรวยอย่างก้าวกระโดดนั้น น่าจะเกิดจากผลตอบแทนจากเม็ดเงินลงทุนก้อนแรกใน facebook ยุคตั้งไข่เพียง 500,000 เหรียญนั่นเอง

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

American Factory กับเหตุผลที่จีนกลายเป็นโรงงานโลก

เนื่องด้วยโอกาสที่ผมได้ดู Documentary ใหม่ของ Netflix ที่มีชื่อว่า American Factory ทำให้การมองประเทศจีนของผมเริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในเรื่องของการเป็นโรงงานโลกอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

ในปัจจุบันนั้น เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ ทั้งจากอเมริกา ยุโรป ญีปุ่น หรือ เกาหลีเองนั้น ได้เข้าไปลงทุนมากมายในประเทศจีน เพื่อให้ช่วยผลิตสินค้าจำนวนมาก  ๆ ในราคาต้นทุนที่ถูกมาก ๆ เช่นกัน 

แม้กระทั่งยักษ์ใหญ่อย่าง Apple เอง สินค้าที่มีคุณภาพหลากหลายจาก Apple นั้นก็ถูกผลิตโดยโรงงานจากจีนแทบจะทั้งสิ้น

ซึ่งในสารคดีชุดนี้นั้น เราได้เห็นมุมมองที่แตกต่างออกไป ในการที่บริษัทจากจีนได้เข้าไปลงทุนเพื่อสร้างโรงการในการผลิตในประเทศอเมริกาแทน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

American Factory เป็นภาพยนตร์สารคดีที่กำกับโดย Steven Bognar และ Julia Reichert ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของโรงงานของ บริษัท Fuyao ในเมืองเดย์ตัน โอไฮโอซึ่งได้นำพื้นที่ในอดีตอันยิ่งใหญ่ของโรงงานเจเนอรัลมอเตอร์ที่ได้ปิดทำการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น มาสร้างเป็นโรงงานใหม่ของ Fuyao บริษัทผลิตกระจกรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลก 

ซึ่งต้องบอกได้ว่าการที่จีนเข้ามาสร้างโรงงานในสหรัฐ และ จ้างแรงงานในสหรัฐอเมริกามาผลิตกระจกรถยนต์นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะอย่างที่เราทราบ ๆ กัน ว่าจีนแทบจะกลายเป็นโรงงานของโลกไปแล้วในขณะนี้ สามารถผลิตได้ตั้งแต่สากเบือยันเรือรบ

ซึ่งแนวคิดที่ได้จากสารคดีชุดนี้นั้น ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ในเรื่องของความพ่ายแพ้ของคนอเมริกา ที่ไม่สามารถที่จะไปผลิตสู้โรงงานจากจีนได้เลย เพราะในสารคดีชุดนี้มันได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างหลาย ๆ อย่างระหว่างแรงงานชาวอเมริกาและจีน

อย่างแรกคงเป็นเรื่องของค่าแรงที่ อเมริกาสูงกว่าจีนมาก ๆ และทำงานน้อยกว่ามาก ๆ เพราะอเมริกา ในรอบ 24 ชม.นั้น ต้องทำถึง 3 กะ กะละประมาณ 8 ชม. แต่ที่จีนสามารถทำได้กะละ 12 ชม.เพียง 2 กะ เท่านั้น

แถมค่าแรงยังถูกกว่ามาก ๆ และไม่ใช่เพียงเรื่องของค่าแรงเท่านั้น การผลิตที่ประสิทธิภาพกว่าอย่างเห็นได้ชัด กำลังการผลิตถ้าเทียบต่อจำนวนแรงงานนั้น โรงงานจากฝั่งจีนก็กินขาด เพราะมีการเปรียบเทียบให้แรงงานของโรงงานในอเมริกาไปเยี่ยมชม ศูนย์การผลิตใหญ่ที่ประเทศจีน

มันเป็นความแตกต่างทุก ๆ อย่าง ทั้งประสิทธิภาพ ความคล่องตัว ระเบียบวินัย แทบจะทุก ๆเรื่องนั้น ความสามารถของแรงงานจีนนั้นกินขาดอย่างเห็นได้ชัด แถมยังไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องสหภาพแรงงาน ที่ทางฝั่งอเมริกานั้นพยายามเรียกร้องอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

แรงงานคุณภาพสูงในราคาที่ต่ำกว่ามาก เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา
แรงงานคุณภาพสูงในราคาที่ต่ำกว่ามาก เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา

ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยคิดว่า จีนนั้น มีความได้เปรียบที่ค่าแรงที่ถูกเพียงเท่านั้น เพราะพื้นที่ห่างไกลชนบทของจีนนั้น ถือว่ายังเป็นส่วนที่ยังไม่พัฒนา และ แรงงานก็มีราคาถูกเป็นอย่างมาก แต่ อย่าลืมว่าอย่างในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ค่าแรงก็ไม่ได้สูงมากนัก แต่ทำไมบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ต้องเลือกจีนเป็นหลัก

มันคือเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานเสียมากกว่า ที่เห็นได้ชัดเจนว่า จีนนั้นสามารถสร้างแรงงานที่มีประสิทธิภาพ และ มีระเบียบวินัยสูง แถมยังมีความอดทนได้อีกต่างหาก ซึ่งเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ  ทั่วโลกนั้น จุดนี้ทำให้จีนมีความได้เปรียบอย่างมากในการสร้างผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อส่งไปขายยังทั่วโลกได้

ส่วนของแรงงานนั้นก็กินขาด แล้วแรงงานระดับสูงล่ะ?  แน่นอนว่า เหล่าอัจฉริยะ Genius ทั้งหลาย แม้จะอาศัยอยู่ในอเมริกา ทำงานในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก ก็มีจำนวนมากที่เป็นคนจีน ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคตนั้น ความสามารถเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพียงแค่เรื่องแรงงานราคาถูก แต่แรงงานคุณภาพอย่างพวกอัจฉริยะทางคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย จีนก็ไม่น้อยหน้าใครในโลกนี้ ซึ่งผมมองว่าท้ายที่สุดไม่ไกลเกินรอ จีนนั้นจะกลายเป็นชาติมหาอำนาจยักษ์ใหญ่แทนสหรัฐอเมริกาได้อย่างแน่นอนครับผม

References : Netflix.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol