Good cop, Bad cop กับกลยุทธ์ในการดึงดูดเงินลงทุนในแบบฉบับ Jack Ma

ในเดือนตุลาคมปี 1999 กลุ่มทุนซึ่งนำโดยโกลด์แมน แซคส์ และประกอบไปด้วย Fidelity Investment Group , Invest AB ตลอดจนกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีของรัฐบาลสิงค์โปร์ ได้เข้าร่วมกันลงทุนในบริษัทอาลีบาบาด้วยเงินก้อนแรก เป็นจำนวนห้าล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนี่ถือเป็นกองทุน Angle Fund ก้อนแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทอาลีบาบา

หลังจากได้รับเงินทุนก้อนแรกจากโกลด์แมน แซคส์ แล้วนั้น แจ็ค หม่า ผู้ร่วมก่อตั้งอาลีบาบาก็เริ่มวุ่นวายกับการหาที่ตั้งบริษัทใหม่จากออฟฟิสที่ใช้บ้านของเขาริมทะลาสาบเมืองหางโจว แจ็คต้องการขยายพื้นที่ให้มากขึ้นรวมถึงการเฟ้นหาพนักงานใหม่เพื่อมาขยายกิจการของอาลีบาบา

แต่มีการนัดสำคัญครั้งหนึ่งที่เพื่อนของเขาในปักกิ่งต้องการให้แจ็คมาพบบุคคลลึกลับจากญี่ปุ่นผู้ซึ่งต้องการที่จะพบปะกับแจ็ค หม่า

และในที่สุดตัวละครลับนั้นก็เผยโฉมออกมา เพราะเขาคนนั้นก็คือ มาซาโยชิ ซัน (Masayoshi son) ผู้โด่งดังจากญี่ปุ่นนั่นเอง สิ่งที่ทำให้ มาซาโยชิ ซัน ดังเป็นพลุแตกคือการเข้าไปลงทุนใน YAHOO กว่า 355 ล้านเหรียญ ซึ่งมีผลทำให้ ณ ขณะนั้น YAHOO กลายเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและเขายังทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย

ตอนนั้นเป็นฤดูหนาวในปี 1999 มาซาโยชิ เดินทางมายังประเทศจีนเพื่อขยายอาณาจักรด้านอินเทอร์เน็ตของเขา ซึ่งการพบปะกับแจ็คนั้นเกิดขึ้นในอาคารพาณิชย์ทางตะวันออกของปักกิ่งตึกนี้มีชื่อเสียงโด่งดังว่าอาคารฟู่หัว

ตอนนั้นมาซาโยชิได้เดินทางมาพร้อมกับกลุ่มนักลงทุนหลายรายเพื่อมาดูกิจการที่น่าสนใจที่จะลงทุน และแจ็คเป็นหนึ่งผู้ที่จะต้องพรีเซนต์กิจการเพื่อดึงดูดนักลงทุนเหล่านี้

หลังจากฟังเรื่องราวจากหลากหลายกิจการอย่างน่าเบื่อ เพราะตัวของมาซาโยชินั้นฟังเรื่องราวของกิจการหน้าใหม่มามากมายทั่วโลกแล้ว ซึ่งยังไม่เห็นมีอะไรที่น่าสนใจจึงชี้ไปยังแจ็คให้ขึ้นไปพรีเซนต์บริษัทของเขาให้ฟัง

บริษัทอื่น ๆ นั้นใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพื่อร่ายยาวคุณสมบัติของบริษัทเพื่อดึงเงินจากมาซาโยชิให้ได้ แต่แจ็คกลับใช้เวลาเพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้น ก็สิ้นสุดการพรีเซนต์เพราะตอนนั้นแจ็คไม่ได้ต้องการเงินเลยเขาเพิ่งได้รับเงินลงทุนก้อนแรกจากโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งยังพอเลี้ยงดูบริษัทไปได้อีกเป็นปี ๆ 

แต่นั่นมันทำให้มาซาโยชิสนใจเว็บไซต์อาลีบาบาของแจ็คเป็นพิเศษ โดยให้แจ็คทำการเปิดตัวเว็บไซต์ให้ดู ซึ่งตัวมาซาโยชิแทบจะไม่ได้ตรวจสอบอะไรอาลีบาบาเลยสักนิด มาซาโยชิได้ตัดสินใจอย่างรวดเร็วทันทีต้องการลงทุนในอาลีบาบา 49% แต่แจ็คซึ่งตอนนั้นไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินก็ยังไม่ได้ตกปากรับคำอะไรทั้งสิ้น แต่มาซาโยชิได้ทิ้งท้ายไว้โดยทำการเชื้อเชิญแจ็คมาที่โตเกียวเพราะเขาอยากคุยกับแจ็คแบบตัวต่อตัวที่โตเกียว

ในเดือนมกราคม ปี 2000 แจ็คได้หนีบโจเซฟ ไช่ขุนพลด้านการเงินคู่ใจเดินทางมาที่โตเกียวด้วย โดยเป้าหมายอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของซอฟต์แบงก์ เพื่อมาเจรจาเรื่องการลงทุนกับมาซาโยชิ โดยทั้งคู่มีการหารือกันว่าจะจัดการกับมาซาโยชิอย่างไรซึ่งสรุปกันว่าคนหนึ่งจะรับบทพระเอกอีกคนเล่นบทผู้ร้าย และแน่นอนว่าพระเอกก็คือโจเซฟ ส่วนผู้ร้ายคือ แจ็คนั่นเอง

มันเป็นการเจรจาที่แจ็คเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก ฝ่ายอาลีบาบานั้นมีเพียงแค่แจ็คกับโจเซฟ แต่ฝ่ายซอฟต์แบงค์มีทีมงานเรียงกันเป็นหน้ากระดาน โดยมีมาซาโยชิอยู่ตรงกลางเปรียบเทียบกันแล้วฝ่ายซอฟต์แบงค์มีทีมงานมากว่าหลายเท่า

แจ็คและโจเซฟ ไช่ ขุนพลคู่ใจบุกเยือนถ้ำเสือที่โตเกียว (CR:Yahoo Finance)
แจ็คและโจเซฟ ไช่ ขุนพลคู่ใจบุกเยือนถ้ำเสือที่โตเกียว (CR:Yahoo Finance)

แต่ต้องเข้าใจการบริหารสไตล์ญี่ปุ่น ในสายตาของลูกน้อง มาซาโยชินั้นเปรียบเสมือนองค์จักรพรรดิ หลังฟองสบู่แตกในปี 2000 นั้น การลงทุนทั่วโลกของซอฟต์แบงค์ลดลง 90% ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการตัดสินใจตามลำพังของมาซาโยชิ แทบจะทั้งสิ้น

เขาเป็นผู้ก่อตั้งซอฟต์แบงค์ เป็นประธานและ CEO ซึ่งมีอำนาจเต็มที่ในการจัดสรรเงินทุนของบริษัท ซึ่งต่อให้การลงทุนนั้นจะล้มเหลวยังไงก็ตาม ยังไงสิทธิ์ขาดเด็ดขาดก็อยู่ที่มาซาโยชิเพียงคนเดียวเท่านั้น

การเจรจาเป็นไปอย่างเคร่งเครียดแจ็คต้องการเงื่อนไขสามข้อถึงจะเจรจาต่อ โดยเงื่อนไขข้อแรกคืออาลีบาบาจะรับการลงทุนจากซอฟต์แบงค์รายเดียว ( ไม่มีการร่วมลงขันกันกับบริษัทอื่น) ส่วนข้อสองนั้นแจ็คกล่าวถึงเรื่องการถือหุ้น ซอฟต์แบงค์จะต้องไม่มุ่งแต่ผลประโยชน์ระยะสั้นและต้องถือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ยึดถือรูปแบบการพัฒนาอาลีบาบาในระยะยาวเป็นหลัก  ส่วนข้อสุดท้ายต้องให้มาซาโยชิมานั่งเป็นกรรมการของบริษัท

ดูเหมือนสองข้อแรกจะไม่มีปัญหาอะไรกับมาซาโยชิ แต่ปัญหาใหญ่คือข้อสามที่ต้องไปนั่งเป็นกรรมการบริษัทนั้นดูท่าจะไม่เหมาะสม เพราะมาซาโยชิไม่เคยเป็นกรรมการของบริษัทที่ตัวเองลงทุนแม้เขาจะใส่เงินไปจำนวนมหาศาลให้กับหลาย ๆ บริษัท เขาต้องการคงบทบาทสำคัญคือผู้ลงทุนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แต่แจ็คก็ยังยืนกรานที่จะให้มาซาโยชิมาเป็นกรรมการให้ได้ สุดท้ายจึงเจรจากันที่ตรงกลางโดย มาซาโยชิรับเป็นกรรมการแต่คงไม่ได้เข้าร่วมประชุมบ่อย ๆ เหมือนกรรมการคนอื่น ๆ เพราะเขาเป็นคนที่ยุ่งมาก โดยเสนอตัวเป็นที่ปรึกษาแต่ยังนั่งในตำแหน่งกรรมการของอาลีบาบาให้แจ็คได้ตามที่เขาต้องการ

สุดท้ายก็เป็นเรื่องเงินซึ่งเป็นหน้าที่ของโจเซฟ ที่จะทำการเจรจาต่อรอง การเสนอราคาในครั้งแรกจากมาซาโยชินั้นถูกปฏิเสธไปแบบไร้เยื่อใย มาซาโยชิพยายามยื่นข้อเสนออีก 2 ครั้งโดยนั่งเคาะตัวเลขในเครื่องคิดเลขแล้วยื่นไปให้โจเซฟตัดสินใจและก็เหมือนครั้งแรกมาซาโยชิถูกปฏิเสธถึงสามครั้ง ซึ่งเรืองแบบนี้เขาแทบไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต

สุดท้ายด้วยความโมโหมาซาโยชิจึงเสนอราคาครั้งสุดท้ายด้วยการอัดเม็ดเงินลงทุน 30 ล้านเหรียญสหรัฐแลกกับหุ้นอาลีบาบา 30% ในที่สุดหลังจากหารือกันอย่างถี่ถ้วนแล้วนั้นแจ็คและโจเซฟก็ตอบตกลงในข้อเสนอดังกล่าว 

แจ็คและมาซาโยชิ ที่สุดท้ายสามารถตกลงดีลประวัติศาสตร์ได้ลงตัว (CR:Bloomberg)
แจ็คและมาซาโยชิ ที่สุดท้ายสามารถตกลงดีลประวัติศาสตร์ได้ลงตัว (CR:Bloomberg)

แต่แล้วสุดท้ายดีล 30 ล้านเหรียญของมาซาโยชิแลกกับหุ้น 30% นั้นมันก็เริ่มทำให้แจ็ครู้สึกลำบากใจ เพราะมันเป็นเงินจำนวนมากโขเลยทีเดียว และที่สำคัญเขายังไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไรด้วยซ้ำ แถมมันยังทำให้สิทธิการถือครองหุ้นของระดับผู้บริหารในอาลีบาบาหายไปเกือบหมด และมันยังทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นเสียสมดุลและทำให้มาซาโยชิ กลายเป็นผู้ควบคุมหุ้นไปโดยปริยาย

ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าถ้าให้มาซาโยชิถือหุ้นมากมายนั้น การดึงดูผู้ลงทุนใหม่เพื่อเพิ่มทุนในอนาคตอาจจะมีปัญหาขึ้นมาก็ได้ ซึ่งเป็นสภาพที่แจ็ครับไม่ได้และผู้ถือหุ้นอื่น ๆ เช่นโกลด์แมน แซคส์ ก็รับไม่ได้เช่นเดียวกัน แม้จะแจ็คจะถืออำนาจตัดสินใจอยู่ก็ตาม

วันรุ่งขึ้นหลังจากการเจรจาครั้งแรกแจ็คจึงไปหาผู้ช่วยของมาซาโยชิ แล้วเสนอเงื่อนไขใหม่โดยขอลดเงินลงทุนเหลือเพียง 20 ล้านเหรียญ ทำให้ผู้ช่วยของมาซาโยชิถึงกับงงงวยกับความคิดของแจ็คที่ต้องการเงินน้อยลง

แต่ผู้ช่วยของมาซาโยชิพยายามเจรจาให้รับเงื่อนไขเดิม เพราะมันจะเป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวายเปล่าๆ  กับนายของเขา ซึ่งสุดท้ายโจเซฟจึงให้แจ็คติดต่อไปหามาซาโยชิโดยตรงจะดีกว่าติดต่อผ่านอีเมล

ซึ่งสุดท้ายมาซาโยชิก็ยอมรับการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงเงินลงทุนของแจ็ค ซึ่งเขาก็มองเป็นผลดีเพราะจะคงสถานะความเป็นเจ้าของอาลีบาบาให้กับแจ็คได้มากที่สุดเพื่อให้แจ็คได้ทุ่มเทกับอาลีบาบาได้อย่างเต็มที่

หลังจากนั้นไม่นานอาลีบาบาก็ลงนามอย่างเป็นทางการกับซอฟต์แบงค์ โดยบริษัทซอฟต์แบงค์ออกทุน 20 ล้านเหรียญ เป็นเงินลงทุนครั้งที่สองของประวัติศาสตร์อาลีบาบา ซึ่งหลังจากนั้นแจ็คก็ได้ใช้เงินที่ได้มารวม 25 ล้านเหรียญในมือ เริ่มขยายกิจการอย่างบ้าคลั่งมีการตั้งบริษัทร่วมทุนที่ญี่ปุ่นและเกาหลี ตั้งศูนย์ R&D ที่สหรัฐอเมริกา ตั้งสำนักงานในยุโรป และการสร้างสำนักงานใหญ่ในฮ่องกง และผลักดันกิจการให้เติบโตอย่างยิ่งใหญ่อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References :
หนังสือ Alibaba : The House That Jack Ma Built by Duncan Clark
หนังสือ ชีวประวัติ แจ็ค หม่า มีชีวิตอยู่เพื่อสะท้านโลก
ผู้เขียน หลิวซื่ออิง
ผู้แปล ชาญ ธนประกอบ

แค่เปลี่ยนผู้นำ องค์กรก็วิ่งฉลุยได้ในพริบตากับเคสตัวอย่างของ Microsoft

ถือว่าเป็นเคสตัอย่างการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเลยทีเดียว สำหรับ CEO ของคนปัจจุบันของ Microsoft อย่าง สัตยา นาเดลลา ที่ก้าวผ่านจากกลุ่มผู้ก่อตั้งเดิมอย่าง บิลล์ เกตส์  , สตีฟ บัลเมอร์. รวมถึง พอล อัลเลน  ซึ่ง CEO สองคนแรกของ Microsoft อย่าง. บิลล์ เกตส์ รวมถึง สตีฟ บัลมอร์ นั้น ถือเป็นกลุ่ม founder กลุ่มแรก ๆ ในการนำพา Microsoft ขึ้นสู่จุดสูงสุด

เมื่อเข้าสู่ยุคปลาย ของ CEO คนที่สองอย่างสตีฟ บัลเมอร์ ต้องบอกว่าแทบจะเป็นช่วงขาลงที่ตกต่ำที่สุดของ Microsoft เลยก็ว่าได้ มีการก้าวเดินที่ผิดพลาดหลายอย่างในยุคที่ สตีฟ บัลเมอร์ ขึ้นคุมบังเหียน ทั้งการพลาดในตลาดมือถือ ทั้งที่ตัวเองเป็นผู้นำอยู่ก่อนใน  smartphone ยุคก่อนหน้า iPhone ที่มี Windows Mobile ซึ่งถือว่าล้ำที่สุดในสมัยนั้นครองตลาดอยู่

การประเมินบริษัทอย่าง google ต่ำไป ทำให้กลายมาเป็นริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกในปัจจุบัน กับการที่ออก Bing มาสู้ก็ถือว่าช้าเกินไปแล้ว google ได้ครองส่วนแบ่งตลาดไปเกือบแทบจะทั้งสิ้นแล้ว ทั้งที่ Microsoft นั้น เป็นบริษัทแรก ๆ ที่ทำให้ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตได้ผ่านทาง Internet Exproler

Microsoft กลายเป็นบริษัทที่ใหญ่เทอะทะมีพนักงานมากมายแทบไม่เหลือเค้าลางของบริษัทนวัตกรรมเหมือนในอดีต. การบริหารก็มีลำดับชั้นมากมายแทบจะกลายเป็นรัฐราชการ ปัญหาเหล่านี้ IBM นั้นเคยประสบมาก่อน ซึ่งการเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทำให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ช้าไม่ได้สนับสนุนนวัตกรรมใหม่ ๆ เหมือนในอดีต

เมื่อถึงเวลา ก็ต้องเปลี่ยนผู้นำเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่คนยุคเก่า ๆ เริ่มตามไม่ทัน ซึ่งเป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้. Hit Refresh ของ สัตยา นาเดลลา ที่เปรียบเสมือนการเข้ามา Refresh องค์กรใหม่ทั้งหมด ผ่านการบริหารงานของเขาหลังจากได้รับไม้ต่อมาจาก สตีฟ บัลเมอร์

การเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของ สัตยา นาเดลลา คือ วัฒนธรรมองค์กร ของ Microsoft เมื่อตอนที่เขาได้รับตำแหน่งนั้น องค์กรมีขนาดใหญ่เทอะทะ มาก ๆ การสั่งการเป็นลำดับขั้น ซึ่งเป็นปัญหาที่หลาย ๆ องค์กรใหญ่น่าจะเคยเจอ ทำให้ขับเคลื่อนเรื่องต่าง ๆ ได้ช้า มีการตัดสินใจหลายชั้นมากเกินไป โปรเจกต์หลาย ๆ ตัวถูกทิ้งไว้ ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ให้กับบริษัท

และเริ่มที่จะปรับทิศทางผลิตภัณฑ์ของบริษัทใหม่ให้ก้าวทันสู่โลกยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ไม่พึ่งพาเพียงแค่ windows และ office เหมือนอดีด ผลิตภัณฑ์สำคัญที่ช่วยพลิกโฉมหน้าของ microsoft ยุคใหม่คือ Cloud Service อย่าง Windows Azure ซึ่ง  สัตยา นาเดลลา ได้โฟกัส กับ cloud service เป็นอย่างมาก โดยให้เป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ซึ่งทำให้บริการต่าง ๆ ของ Microsoft นั้นเปลี่ยนมาให้บริการบน cloud เช่น office365 ทำให้สามารถเพิ่มรายได้ให้กับ microsoft มหาศาล

การเท Windows Phone

ในยุคบัลเมอร์นั้นมีการตัดสินใจที่ถือได้ว่าผิดพลาดครั้งใหญ่ของ Microsoft ในการสร้างแพลตฟอร์มมือถือใหม่ ที่เป็นจอสัมผัสโดยใช้ code name ว่า “Windows Phone” ซึ่งจะมีการ Design Interface ของหน้าจอรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Metro” และหันมาใช้เทคโนโลยีของตัวเองในการสร้างระบบปฏิบัติการใหม่นี้ขึ้นมาแทน

ในยุคนั้นสถานการณ์ของ Nokia ที่แม้จะยังคงเป็นผู้ผลิตมือถือรายใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ แต่กราฟการเติบโตของพวกเขาเริ่มดิ่งลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในตลาด smartphone ที่ Symbian โดนแย่งชิงตลาดจากทั้ง Android และ iOS ของ Apple อย่างหนักจนต้องมีการปลด CEO คนเก่าออกแล้วตั้ง Stephen Elop ที่เป็นอดีตลูกหม้อของ Microsoft ขึ้นมากุมบังเหียนแทน

ซึ่งสุดท้าย Elop ที่ด้วยความเป็นลูกหม้อเก่าของ Microsoft ก็ได้ตัดสินใจว่าจะร่วมวงกับ Microsoft ในการผลักดัน Windows Phone และรอให้ Windows Phone นั้นสมบูรณ์พร้อม

 Stephen Elop ที่เป็นอดีตลูกหม้อของ Microsoft ขึ้นมากุมบังเหียน Nokia (CR:Digital Trend)
Stephen Elop ที่เป็นอดีตลูกหม้อของ Microsoft ขึ้นมากุมบังเหียน Nokia (CR:Digital Trend)

โดยทั้ง 2 บริษัทจะใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Phone เป็นแพลตฟอร์มหลักของ smartphone ของ Nokia โดย Nokia จะอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการปรับแต่งฮาร์ดแวร์ การเลือกสรรซอฟต์แวร์ ภาษาที่รองรับและขีดความสามารถในการผลิตและการเข้าถึงตลาด

นอกจากนี้จะร่วมกันให้บริการเพื่อขับเคลื่อนสินค้าใหม่ ๆ เช่น Nokia Maps ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญของบริการเด่นของ Microsoft อย่าง Bing และ AdCenter แอพพลิเคชั่นและคอนเทนท์ของ Nokia จะรวมเข้ากับ Microsoft Marketplace ด้วยเช่นกัน

แต่ดูเหมือนกลยุทธ์ดังกล่าว ก็ไม่ได้ทำให้ Nokia สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใดจนสุดท้าย Microsoft ก็ได้เดินเกมเดิมพันครั้งสุดท้ายในตลาดมือถือ smartphone ด้วยการเข้า Take Over เอา Nokia มาครอบครองได้สำเร็จในช่วงปลายปี 2013 

แต่เนื่องด้วยความล่าช้าและการพัฒนาอย่างรวดเร็วของทั้ง android และ iOS ของ iPhone รวมถึงการที่ตัว Windows Phone ไม่ได้รับความสนใจจากเหล่านักพัฒนา และที่สำคัญด้วย UI ใหม่แบบ Metro นั้นทำให้เหล่านักพัฒนาแขยงที่จะร่วมวงด้วยเพราะมันมีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับ iOS และ Android ที่พวกเขาแทบจะต้องพัฒนาแอปต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่หมด

ทำให้แอปดี ๆ ที่คนใช้งานทั่วไปในทั้ง Android และ iOS ไม่มีการมาพัฒนาบนแพลตฟอร์มของ Windows Phone และมันก็ได้ทำให้ผู้ใช้งานแทบจะไม่สนใจ Windows Phone เลย

สัตยา นาเดลลาจึงได้ตัดสินใจทิ้งผลิตภัณฑ์ Windows Phone ที่ไม่น่าจะต่อกรได้กับยักษ์ใหญ่ได้อีกแล้ว ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่สำคัญอย่างนึงของ สัตยา นาเดลลา ซึ่งมองว่าในระยะยาวการลงทุนด้าน Windows Phone นั้นไม่น่าจะสามารถแย่งส่วนแบ่งจากเจ้าตลาดอย่าง iOS และ Android ได้อีกต่อไปแล้ว

การตัดขาดทุนรวมถึงการโละพนักงานออกไปเป็นจำนวนมากเป็นสิ่งที่ยากของคนระดับ CEO แต่เพื่อพยุงบริษัทในระยะยาวนั้นต้องถือว่าเป็นการที่ตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่ง

เดิมพันกับ OpenAI

การตัดสินใจที่สุดยอดอีกครั้งของสัตยา นาเดลลาก็คือการเข้าไปสนับสนุน OpenAI ตั้งแต่ในช่วงแรก ๆ และเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของ Microsoft ในการเติบโตไปสู่บริษัททางด้านเทคโนโลยี AI ชั้นนำ

Microsoft ลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์กับ OpenAI ในปี 2019 และตามมาด้วยการทุ่มทุนอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2021 โดยถึงแม้ Microsoft จะสนับสนุนทางการเงินจำนวนมากก็ตามแต่ Microsoft ก็ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ใด ๆ ใน OpenAI แต่จะได้รับส่วนแบ่งกำไรแทน

สัตยา นาเดลลา ที่เดิมพันกับ openai ได้ถูกที่ถูกเวลาเป็นอย่างมาก (CR: Loas Angeles Times)
สัตยา นาเดลลา ที่เดิมพันกับ openai ได้ถูกที่ถูกเวลาเป็นอย่างมาก (CR: Loas Angeles Times)

มันเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ไปทั่วทุกมุมโลก เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะเราจะเห็นข่าว Microsoft เข้าไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานด้าน cloud และ AI ไปทั่วโลก ซึ่งล่าสุดในการมาเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ประกาศเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งสุดท้ายรายได้ก็จะหลั่งไหลกลับมาที่ Microsoft ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นใหม่เหล่านี้

ตัวอย่างของการเปลี่ยนผู้นำก็พลิกบริษัทได้

ถ้าถามว่าในยุคปลายของ สตีฟ บัลเมอร์ ในตอนนั้นภาพลักษณ์ของ Microsoft ดูย่ำแย่ไปทุก ๆ อย่าง ทั้งเรื่องรายได้ ภาพลักษณ์ในเรื่องนวัตกรรม  ที่ไม่มีนวัตกรรมออกมาเลยจากฝั่ง Microsoft และสิ่งที่สำคัญคือ ไม่สามารถที่จะดึงดูดคนรุ่นใหม่ ๆ ให้มาทำงานได้ เพราะไม่มีความ cool ที่จะดึงดูดเด็กรุ่นใหม่ ๆ ให้เข้ามาร่วมงานได้อีกต่อไป

การแค่เพียงเปลี่ยนผู้นำเป็น สัตยา นาเดลลา ต้องบอกว่าเป็นการเลือกตัดสินใจที่ถูกต้องครั้งนึงของ Microsoft เพราะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี ทุกอย่างก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือภาพลักษณ์ของ Microsoft ดูดีขึ้นมาทันที ทั้งในเรื่องรายได้ กำไร ความเป็นบริษัทนวัตกรรม เริ่มดึงดูดคนรุ่นใหม่กลับมาทำงานได้อีกครั้ง

และเราจะเห็นได้ว่า การแค่เพียงเปลี่ยนเพียงผู้นำเป็น สัตยา นาเดลลา ต้องบอกว่าเป็นการเลือกตัดสินใจที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่งของ Microsoft เพราะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี ทุกอย่างก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ สุดท้ายสามารถทะยานขึ้นกลับมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกได้อย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

4 Kings China (AI) สี่จตุรเทพดาวรุ่งจากจีนสู่การสานฝันเบอร์หนึ่ง AI โลกภายในปี 2030

เรามักจะเห็นข่าวเรื่อง AI ส่วนใหญ่จากทางฝั่งโลกตะวันตกเพียงเท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าเทคโนโลยีระดับบนเฉกเช่น AI นั้น พี่จีนเขาก็มีความแข็งแกร่งไม่แพ้กัน

สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน สตาร์ทอัพด้าน Generative AI ชั้นนำของจีนได้รับการประเมินมูลค่าสูงระดับ 1.2 – 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

พวกเขามีสรรพกำลังด้านนี้ไม่แพ้ทางฝั่ง Silicon Valley แต่อย่างใด ซึ่งเราคงไม่แปลกใจว่าหัวหน้าทีม AI ระดับแนวหน้าของบริษัท Big Tech จาก Silicon Valley นั้นก็มาจากกลุ่มคนหน้าตี๋เหล่านี้จำนวนมากที่พร้อมจะกลับประเทศเพื่อไปสานฝันวิสัยทัศน์เพื่อครองความยิ่งใหญ่ในเทคโนโลยี AI ภายในปี 2030

มียูนิคอร์นรายใหม่ที่เกิดขึ้น ได้แก่ Zhipu AI , Moonshot AI , MiniMax และ 01.ai ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากนักลงทุนในประเทศจีน และกำลังแข่งขันกันคว้าตัวบุคลากรที่มีพรสวรรค์ระดับเทพเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI ใหม่ให้ทัดเทียมโลกตะวันตก

คู่แข่งจากสหรัฐฯ มีพัฒนาการด้านเทคโนโลยีและการระดมทุนโดยรวมสูงกว่าฝั่งจีน แต่เนื่องจาก ChatGPT และบริการแชทบอทยอดนิยมอื่น ๆ ไม่สามารถใช้งานได้ในจีน ทำให้ในประเทศจีนเองมีบริษัทเทคโนโลยีกว่า 262 แห่งพยายามนำเสนอทางเลือกในประเทศ

ซึ่งโดยรวมแล้วสตาร์ทอัพด้าน Generative AI ของจีนมีการระดมทุนรวมราว ๆ 14.3 พันล้านหยวน (2 พันล้านดอลลาร์) ในช่วงสี่เดือนแรกของปีนี้

ทางการปักกิ่งเองก็ได้อนุมัติการใช้งานในรูปแบบสาธารณะสำหรับโมเดลภาษาขนาดใหญ่และแอปพลิเคชันด้าน AI ที่เกี่ยวข้องกว่า 40 รายการ พร้อมสร้างกฎระเบียบที่สนับสนุนการเติบโตในภาคส่วนนี้ผ่านการลดหย่อนภาษีและเงินอุดหนุน

Zhipu กลายเป็นสตาร์ทอัพด้าน AI ที่ใหญ่ที่สุดในจีนในแง่ของจำนวนพนักงาน บริษัทที่ได้ทำการแยกออกมาจากมหาวิทยาลัยซิงหัวชั้นนำของปักกิ่ง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตบุคคลากรด้าน AI ที่สำคัญที่สุด มีพนักงานมากกว่า 800 คน และมีมูลค่ากิจการ 18 พันล้านหยวน (2.5 พันล้านดอลลาร์) จากการะดมทุนรอบล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

Moonshot ที่ก่อตั้งโดย หยางจี้หลิน อดีตนักศึกษาผู้ก่อตั้ง Zhipu ได้รับการประเมินมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ ในรอบการระดมทุนครั้งล่าสุดที่ประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ หยาง เคยฝึกงานที่ Google Brain AI และ Meta AI และก่อตั้งสตาร์ทอัพชื่อ Recurrent AI เพื่อใช้ในการวิเคราะห์การโทรของพนักงานขาย

หยางจี้หลิน ผู้ก่อตั้ง Moonshot ai (CR:panda daily)
หยางจี้หลิน ผู้ก่อตั้ง Moonshot ai (CR:panda daily)

Moonshot , Zhipu และ 01.ai ได้พัฒนาแชทบอทสำหรับพนักงานออฟฟิศและนักศึกษา มีความสามารถคล้าย ๆ ChatGPT แต่เชี่ยวชาญในเรื่องภาษาจีนมากกว่า

แชทบอท Kimi ของ Moonshot ได้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญที่สุดของ Ernie Bot ผลิตภัณฑ์แชทบอทของยักษ์ใหญ่ด้านการค้นหาอย่าง Baidu

Kimi มีผู้ใช้งาน 12.6 ล้านครั้งในเดือนมีนาคม เทียบกับ 14.9 ล้านครั้งของคู่แข่งรายเก่าแก่อย่าง Ernie Bot แต่ต้องบอกว่า Kimi มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่ามาก

“Kimi สร้างผลงานที่ดีผ่านเทคนิคที่เรียกว่า RAG” แหล่งข่าวในวงการกล่าว โดยหมายถึงเทคนิค retrieval-argumented generation ที่ช่วยให้โมเดลสามารถนำข้อมูลจากแหล่งภายนอกมาประมวลผลเพื่อตอบคำถามของผู้ใช้ด้วยข้อมูลที่อัพเดทกว่า

แต่ Kimi เองก็กลายเป็นเหยื่อของความนิยม เมื่อต้องเผชิญกับปริมาณความต้องการใช้งานที่สูงเกินกว่าจะรองรับได้ เนื่องจากเหล่าผู้ใช้งานชาวจีนต่างแห่กันมาใช้งานแชทบอทที่ใช้งานง่ายเหล่านี้ในจำนวนมากขึ้นอย่างมหาศาล

ผู้เชี่ยวชาญในวงการต่างชื่นชมความสามารถของ Kimi ในด้านเครื่องมือที่ใช้ในการสรุปเนื้อหาและการให้คำตอบเจาะจงในบริบทที่ถูกต้องและชัดเจนกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ

การทะลักเข้ามาใช้งานของผู้ใช้ชาวจีน ทำให้ Kimi Bot ต้องหยุดให้บริการเป็นเวลา 2 วันในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องออกมาขอโทษผ่านสื่อกันเลยทีเดียว

เนื่องจากต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะชิปที่กำลังขาดแคลน หลาย ๆ สตาร์ทอัพจากจีนจึงเลือกที่จะเปิดตัวแชทบอทในรูปแบบอวาตาร์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการตอบคำถามสูงเท่ากับแชทบอทอื่น ๆ โดยแชทบอทประเภทนี้ได้รับการฝึกฝนจากข้อมูลจำนวนน้อยกว่า จึงใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์น้อยกว่า

“การลอกเลียนแบบ ChatGPT ทำได้ยาก การสร้างแชทบอทอวาตาร์ทำได้ง่ายกว่าเพียงใช้โมเดลโอเพนซอร์ส และทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่น้อยกว่ามาก” นักวิจัยด้าน AI คนหนึ่งในจีนกล่าว

ทั้ง Zhipu และ MiniMax ต่างมีแชทบอทอวาตาร์ โดยมุ่งเป้าไปที่ตลาดเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลกผ่านตัวละครแนวอนิเมะ โดย MiniMax ซึ่งตั้งอยู่ในเซี่ยงไฮ้มีมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์จากการระดมทุน 600 ล้านดอลลาร์รอบล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

01.ai ซึ่งก่อตั้งโดย ไค-ฟู ลี บุคคลที่เรียกได้ว่ามีความสำคัญต่อเทคโนโลยี AI ในจีนเป็นอย่างมาก (ผู้เขียนหนังสือชื่อดังอย่าง AI Super-Powers) ได้เปิดตัวชุดโมเดลโอเพนซอร์สชื่อ Yi โดยมีการปรับให้เหมาะสมกับจีนโดยสร้างบนสถาปัตยกรรม Llama ของ Meta ที่เปิดให้ปรับแต่งได้ฟรี

Hugging Face ซึ่งเป็นบริษัทที่ติดตามโมเดลโอเพนซอร์ส ได้จัดอันดับหลายรุ่นของ Yi ให้อยู่ในระดับสูงในความสามารถด้านการตอบคำถามทั่วไป คณิตศาสตร์ การเขียนโปรแกรม และการอ่าน 01.ai ยังเปิดตัวแชทบอทในการสร้างภาพที่ชื่อ Wanzhi อีกด้วย

ไค-ฟู ลี บุคคลที่เรียกได้ว่ามีความสำคัญต่อเทคโนโลยี AI ในจีนเป็นอย่างมาก (CR:KAUST)
ไค-ฟู ลี บุคคลที่เรียกได้ว่ามีความสำคัญต่อเทคโนโลยี AI ในจีนเป็นอย่างมาก (CR:KAUST)

โดย 01.ai เพิ่งมีการประเมินมูลค่าสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์ จากการระดมทุนรอบล่าสุด และได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเวนเจอร์แคปปิตอลของ ไค-ฟู ลี เอง อย่าง Sinovation Ventures รวมถึงอีกหลายกองทุน เช่น Shunwei Capital , Xiaomi และ Alibaba Cloud

เนื่องจากยังไม่มีผู้นำตลาดที่ชัดเจนในจีน ทำให้ลูกค้ายังตัดสินใจได้ยากว่าจะเลือกโมเดลใดให้เหมาะสมกับตนเอง

เจฟฟรีย์ ดิง ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของจีนและรองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตันกล่าวว่า “มันยากมากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างแอปพลิเคชันที่คล้ายคลึงกัน คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าบริษัทไหนจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับสถานการณ์เฉพาะของคุณ”

สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสี่บริษัทมีผู้สนับสนุนร่วมกันนั่นก็คือ Alibaba ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้สนับสนุนหลักของสตาร์ทอัพด้าน AI ซึ่งเป็นการดำเนินกลยุทธ์ที่คล้ายกับ Microsoft ที่เดิมพันครั้งใหญ่กับเทคโนโลยีนี้เช่นเดียวกัน

นอกเหนือจากเรื่องเงินทุนก็คงเป็นเรื่องทรัพยากรบุคคลรวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือในการประมวลผลเทคโนโลยี AI ขั้นสูงเหล่านี้ที่เริ่มมีอยู่อย่างจำกัดจากการแบนของสหรัฐฯ

ตอนนี้บริษัทจากจีนส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการกำลังที่ใช้ในการประมวลผลน้อยลง เนื่องจากต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับข้อจำกัดจากสหรัฐฯ

ทรัพยากรทางด้านคอมพิวเตอร์ที่จำกัดนี่เองที่ทำให้สตาร์ทอัพด้าน AI หลาย ๆ รายของจีนเลือกที่จะพึ่งพาโมเดลโอเพนซอร์สอย่าง Llama ของ Meta ในการสร้างโมเดลและแอปพลิเคชันของตนเองแทนที่จะต้องใช้ทรัพยากรด้านการประมวลผลขั้นสูงในการสร้างโมเดลขึ้นมาเองโดยเริ่มต้นจากศูนย์

ปัจจัยที่จีนได้เปรียบบริษัทจาก Silicon Valley ก็คือเรื่องของค่าจ้างพนักงานที่ต่ำกว่าซึ่งช่วยลดต้นทุนให้กับพวกเขา บัณฑิตจบใหม่ปริญญาเอกสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยในจีนมีค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 80,000 – 240,000 ดอลลาร์ต่อปีซึ่งต่ำกว่าใน Silicon Valley ประมาณ 4 เท่า

“เรากำลังเติบโตอย่างรวดเร็วมาก” พนักงานคนหนึ่งจากสตาร์อัพด้าน AI ในจีนกล่าว โดยชี้ว่าทีมงานด้านผลิตภัณฑ์และการขายที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ช่วยให้บริษัทสามารถหาโมเดลทำเงินของตน และแสวงหาลูกค้ารายใหม่ได้

แต่ดังที่นักลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงคนหนึ่งในจีนได้กล่าวไว้ว่า “บริษัทจีนอาจไม่เก่งด้านเทคโนโลยีพื้นฐาน แต่พวกเขาถนัดเป็นอย่างมากในการจับกระแสของอุตสาหกรรม เลียนแบบสิ่งที่ดีอยู่แล้ว และนำเอาจุดเด่นในเรื่องบุคลลากรด้านวิศวกรรมทำย้อนรอยสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ”

บทสรุป

ความน่าสนใจก็คือจีนทำงานกันเป็นทีมทั้งนักลงทุนผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่พวกเขามองว่าสามารถเขย่าโลกได้อย่างแท้จริง

เรียกได้ว่าตอนนี้จีนกำลังเพิ่มการลงทุนด้าน AI ในระดับครั้งประวัติศาสตร์ เงินสำหรับสตาร์ทอัพด้าน AI หลั่งไหลเข้ามาจากผู้ร่วมทุน ผู้นำด้านเทคโนโลยีและรัฐบาลจีนอย่างสมัครสมานสามัคคี

ทรัพยากรด้านบุคคลากรในสาขานี้พวกเขาก็ไม่เป็นสองรองใคร AI ได้กลายเป็นสาขายอดนิยมอันดับต้น ๆ ของเหล่านักเรียนนักศึกษาชาวจีน บริษัทด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยุคก่อนหน้าตัวอย่างเช่น Alibaba ก็เร่งผลักดันปรับเปลี่ยนโฉมบริษัทใหม่ เพื่อรับมือกับคลื่น AI

และที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นรัฐบาลจีนเองที่ออกแผนที่มีความทะเยอทะยานเพื่อสร้างความสามารถด้านเทคโนโลยี AI เรียกร้องให้มีการระดมทุนสนับสนุนนโยบายเพื่อพัฒนา AI มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับความก้าวหน้าภายในปี 2025 และคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 จีนจะกลายเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมระดับโลกด้าน AI ได้ในท้ายที่สุด

References :
https://www.ft.com/content/4e6676c8-eaf9-4d4a-a3dc-71a09b220bf8
หนังสือ Ai Superpowers: China, Silicon Valley, and the New World Order โดย Kai-Fu Lee
https://www.linkedin.com/pulse/china-leading-world-artificial-intelligence-by2030-sheldon-chin/

Zynga ผู้สร้าง Farmville กับเส้นทางที่เจิดจรัสสู่ดาวอับแสงแห่งวงการสตาร์ทอัพ

สำหรับผู้ที่เล่น facebook ตั้งแต่ในช่วงแรก ๆ ที่เริ่มโด่งดังนั้นคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักกับ zynga บริษัทที่ทำเกมบน facebook ชื่อดังอย่าง farmville ซึ่งถือว่าเป็นเกมบน social network ที่ดังเอามาก ๆ ในยุคนั้นที่คนติดกันงอมแงมซึ่งเราจะเห็น notification ที่เกี่ยวเกมนี้เด้งมาตลอด

เพียงไม่กี่ปีสถานการณ์นั้นก็กลับพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง บริษัทที่ถูกตีมูลค่ากว่าหลายพันล้านเหรียญอย่าง zynga กลายเป็นแทบจะไม่มีผู้เล่น มันเกิดขึ้นได้อย่างไรเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่ว่ากันว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงและดับแสงลงไปภายในเวลาไม่กี่ปี

Mark Pincus เป็นผู้ก่อตั้งและผู้สร้างบริษัท zynga ให้เป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองของบริษัทเทคโนโลยี โดยในช่วงก่อนหน้านั้น Pincus เรียนจบ MBA จาก harvard business school ซึ่งถือเป็นโรงเรียนธุรกิจชื่อดังระดับโลกที่บ่มเพราะนักธุรกิจและผู้บริหารบริษัทชื่อดังมากมายทั่วโลก

Mark Pincus ผู้ก่อตั้ง Zynga (CR: The Mecury News)
Mark Pincus ผู้ก่อตั้ง Zynga (CR: The Mecury News)

Pincus นั้นจะแตกต่างจาก founder รุ่นใหม่ ๆ พอสมควรเนื่องจากมาดังตอนที่ถือว่าค่อนข้างอายุมากพอสมควร คือผ่านโลกของการทำงานมาระดับสิบปีแล้วถึงจะออกมาทำธุรกิจด้าน computer

โดยเริ่มแรกนั้นเขาได้สร้างเว็บ Freeloader  ซึ่งในยุคนั้นก็ถือว่าเป็น web service ที่ดังมาก ๆ เว็บหนึ่งก่อนที่จะขายออกไปทำเงินได้มากกว่า 30 ล้านเหรียญซึ่งถือว่าสูงมากในยุคนั้น

แทนที่จะเกษียณตัวเองอย่างสุขสบาย mark pincus ก็ได้ทำการสร้างบริการออนไลน์ใหม่คือ support .com ไว้สำหรับช่วยเหลือด้าน computer สำหรับบุคคลทั่วไปแบบออนไลน์ก่อนที่ social network จะเริ่มเกิดมาในยุคของ friendster หรือ myspace ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ facebook ก็กำลังตั้งไข่พอดี

Pincus นั้นได้สร้าง social network ขึ้นมาตัวหนึ่งชื่อ tribe แต่ไม่ค่อยรุ่งเท่าไหร่เลยทำการขายให้กับบริษัทด้านเน็ตเวิร์กชื่อดังอย่าง cisco

จนเมื่อ facebook ถือกำเนิดขึ้นและเริ่มมีกระแสที่ร้อนแรง เนื่องจากมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ facebook ในช่วงนั้น ตัว pincus เองนั้นก็ชอบเล่นเกมเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงได้เริ่มคิดหาไอเดียในการสร้างเกมบนแพลตฟอร์ม facebook ขึ้นมา

โดยเกมแรกที่เขาได้พัฒนาขึ้นมาบนแพลตฟอร์ม facebook  คือ เกมเล่นไพ่ texas poker ซึ่งถือได้ว่าเป็นเกมแรก ๆ บน facebook และเนื่องจากมีการสร้างฐานอยู่บนแพลตฟอร์มของ facebook ทำให้มีส่วนประกอบที่สำคัญในเรื่องของ social ทำให้คนสามารถ communicate ในเกมผ่าน facebook กันได้ง่ายขึ้น

Texus Poker เกมส์แรก ๆ บน facebook
Texas Poker เกมส์แรก ๆ บน facebook (CR:Mashable)

ในช่วงแรก ๆ นั้นเกมบน facebook ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยฉุดกระแส facebook ให้ยิ่งดังขึ้นไปอีก เนื่องจากการที่จะมาเล่นเกมกับเพื่อนได้ในยุคนั้น ก็ต้องเป็นสมาชิกของ facebook ก่อน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนเสริมกันระหว่าง zynga กับ facebook ที่ทำให้เติบโตไปด้วยกันทั้งคู่

zynga มาโด่งดังที่สุดตอนที่ปล่อยเกมอย่าง farmville ออกมา ทำให้มีผู้เล่นหลักหลายสิบล้านคน และเริ่มเกิด business model ใหม่ในยุคนั้นคือมีการขาย item ภายในเกม โดยก่อนหน้านี้ใช้รูปแบบการขายโฆษณาเพียงเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ของวงการเกมในขณะนั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบันเกมส่วนใหญ่นั้นจะแจก free แต่จะไปเน้น in-app purchase แทนซึ่งทำรายได้มากกว่าโมเดลการขายเกมแบบเดิม ๆ เป็นอย่างมาก

เกมส์อย่าง farmville โด่งดังมากในยุคแรก ๆ ของ facebook
เกมอย่าง farmville โด่งดังมากในยุคแรก ๆ ของ facebook (CR:Facebook)

ช่วงที่รุ่งเรื่องก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากเกมของ zynga เป็นเกมที่สามารถทำเลียนแบบได้ง่ายมาก เพราะเป็นเกมที่ไม่มีความซับซ้อนใด ๆ รวมถึงส่วนใหญ่ก็เป็นรูปแบบการพัฒนามาจากเกมในอดีตที่มีอยู่แล้วแทบจะทั้งสิ้น แค่นำมาเปลี่ยนในส่วนของ user interface

ทำให้ zynga เจอคู่แข่งมากมายในขณะนั้นและมีการฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์ของเกมทำให้สถานการณ์ของ zynga ตกอยู่ในที่นั่งลำบากและสุดท้ายก็ทำให้มูลค่ากิจการของ zynga ตกลงอย่างฮวบฮาบ

เรื่องนี้เป็น case study ที่น่าสนใจสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพที่โตอย่างรวดเร็ว จนลืมพื้นฐานสำคัญของตัวแพลตฟอร์มซึ่ง zynga นั้นมีการผูกอยู่กับแพลตฟอร์มของ facebook เป็นหลัก ทำให้มีอำนาจต่อรองต่ำมาก ๆ ซึ่ง facebook จะบีบเมื่อไหร่ก็ได้คล้าย ๆ กับสิ่งที่ Apple ทำกับ App Store ของพวกเขาในทุกวันนี้

แต่มันก็มีเคสที่น่าสนใจที่บริษัทอย่าง LINE Corporation ของญี่ปุ่นนั้นโมเดลธุรกิจแทบจะเหมือนกับ zynga ในอดีต แต่เนื่องจาก LINE นั้นมีแพลตฟอร์มเป็นของตัวเองทำให้สามารถต่อยอดและทำรายได้จากส่วนต่าง ๆ ได้มาก ๆ เช่น เกม , sticker , โฆษณา  ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดจากการไม่พึ่งพาคนอื่นมาตั้งแต่แรกของ LINE

Line นั้นสร้าง Platform เกมส์ของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาใคร
Line นั้นสร้างแพลตฟอร์มของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาใคร (CR:Line)

ทำให้บริษัทขยายการเติบโตได้เรื่อย ๆ บนพื้นฐานของแพลตฟอร์มตัวเอง ต่างจาก zynga ที่ไม่ได้มีแพลตฟอร์มของตัวเองตั้งแต่แรก แต่เพิ่งมาคิดทำตอนหลังซึ่งมันก็สายไปเสียแล้วสำหรับบริษัทหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรงในช่วงต้นของยุค social network อย่าง zynga

References :
https://successstory.com/people/mark-jonathan-pincus
https://www.wsj.com/articles/SB10001424052970204409004577158744071030040
https://en.wikipedia.org/wiki/Zynga
https://en.wikipedia.org/wiki/Mark_Pincus

1 พันล้านกับพนักงาน 13 คน สู่ดีลการซื้อกิจการที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Mark Zuckerberg

ในขณะที่ Facebok เตรียมพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะหรือการทำ IPO ในปี 2012 ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์บริษัททางด้านอินเทอร์เน็ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

Mark Zuckerberg ก็ต้องเริ่มมองความเป็นจริงในเรื่องระยะยาวของธุรกิจของเขา มันคงเป็นโปรเจกต์แบบหอหักนักศึกษาเหมือนเดิมแล้วพุ่งแรงขึ้นมาแบบปากต่อปากไม่ได้อีกต่อไป

ในตอนนั้นผู้ใช้งานเริ่มเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์พกพาอย่างรวดเร็ว Facebook แม้จะมีแอปอยู่แล้ว แต่ก็ต่างจาก Google และ Apple ตรงที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ผลิตโทรศัพท์

นั่นหมายความว่าถ้า Facebook เดินกลยุทธ์ที่ผิดพลาด สุดท้าย Zuckerberg จะสร้างบริษัทของเขาให้อยู่ในวงล้อมของบริษัทอื่นที่เขาเองไม่ได้เป็นเจ้าของในท้ายที่สุด

ดูเหมือนว่าจะมีเพียงสองวิธีในการชนะธุรกิจในเกมระยะยาว หนึ่งคือ วิศวกรของ Facebook ต้องทำให้ Facebook มีประโยชน์จนสามารถที่จะทำให้ผู้คนใช้เวลาบนโทรศัพท์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และอีกวิธีก็คือ เขาต้องฆ่าแอปที่คิดจะมาเป็นคู่แข่งของเขาให้ได้ เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทอื่น ๆ จะไม่มารุกล้ำอาณาเขตของ Facebook

และในช่วงเวลาเดียวกันของ 2012 ต้องบอกว่า Instagram กลายเป็นหนึ่งดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงเป็นอย่างมาก ผู้ใช้งานเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ๆ แบบที่ไม่เคยมีแพลตฟอร์มใดสามารถทำได้มาก่อน

Instagram ที่กลายเป็นแอปดาวรุ่งพุ่งแรงในตอนนั้น (CR:TechCrunch)
Instagram ที่กลายเป็นแอปดาวรุ่งพุ่งแรงในตอนนั้น (CR:TechCrunch)

Instagram ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 ตุลาคม 2010 และมันได้กลายเป็นไวรัลทันที เพราะได้ Jack Dorsey จาก Twitter ที่ซี้กับ Systrom ช่วยโปรโมตผ่านแพล็ตฟอร์ม Twitter

โดยภายในวันแรกมีผู้คนมากกว่า 25,000 คนเข้าใช้งาน Instagram หลังการเปิดตัว ภายในสัปดาห์แรกผู้ใช้งานก็ทะลุ 100,000 เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุดในปี 2010 ผู้ใช้งานทะลุ 1 ล้านคน และ อีกหกสัปดาห์หลังจากนั้นเพิ่มเป็น 2 ล้านคน

เรียกได้ว่า มันเป็นจังหวะเวลาที่สมบูรณ์แบบที่สุดในช่วงการแจ้งเกิดของ Instagram เพราะตอนนั้นเครือข่ายมือถือก็มีความพร้อมในเรื่องของเร็วในการอัพโหลดภาพ รวมถึง smartphone เองก็เริ่มมีกล้องหน้า ซึ่งเป็น key สำคัญมาก ๆ ในการแจ้งเกิดของ Instagram ได้ถูกช่วงเวลาพอดิบพอดี

ตัว Zuckerberg ได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับการระดมทุนรอบล่าสุดมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ของ Instagram และเขาก็เริ่มที่จะตระหนักว่าคู่แข่งที่สดใหม่ วัยรุ่นชอบใจอย่าง Instagram อาจกลายเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องทำคือ “ซื้อ”

Zuckerberg คิดว่าเขารู้วิธีที่จะพูดคุยกับ Kevin Systrom ผู้ก่อตั้ง Instagram เพราะตัวเขาเองก็เคยผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาก่อนในการถูกล่อซื้อจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในอดีต

กลุ่มผู้นำบริษัทสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ต้องการความอิสระ และรักษารูปแบบของบริษัทของพวกเขาไว้ และแน่นอนว่าหากได้เครือข่ายของ Facebook ที่เป็นมืออาชีพเต็มตัวแล้ว จะช่วยให้ Instagram เติบโตได้

และในที่สุดก็มีการเจรจาอย่างจริงจังกันที่บ้านหลังใหม่ของ Zuckerberg ในย่าน Crescent Park ในแถบพาโล อัลโต และ Systrom เริ่มต้นด้วยการเรียกตัวเลขที่ 2 พันล้านดอลลาร์

Zuckerberg มองว่ามันเป็นราคาที่สูงเกินไป และเริ่มที่จะประชุมกับเหล่าฝ่ายผู้บริหารคนสำคัญ ๆ ของ Facebook เช่น Sheryl Sandberg และ David Ebersman ที่ดำรงตำแหน่ง CFO ของ Facebook ในตอนนั้น

ผู้บริหารต่างถกเถียงกันว่าดีลนี้ควรจะมีมูลค่าเท่าไหร่กันแน่ ส่วนตัว Zuckerberg เองนั้นค่อนข้างเชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง

มีการถกเถียงกันว่า Instagram ไม่ใช่แค่แอปสำหรับให้ผู้คนโพสต์รูปอาหารแต่มันน่าจะเป็นธุรกิจที่เป็นไปได้ ระบบ hashtag สำหรับจัดระเบียบโพสต์ตามหัวข้อก็คล้าย ๆ กับ Twitter แต่เป็นภาพแทน ดังนั้นผู้คนจึงสามารถเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเพียงแค่คลิกที่ hashtag ที่สนใจ

แม้แอปจะมีผู้ใช้งานเพียงแค่ 25 ล้านคน เมื่อเทียบกับหลายร้อยล้านคนของ Facebook ในขณะนั้น แต่ธุรกิจต่าง ๆ ก็ใช้ Instagram เพื่อโพสต์รูปถ่ายผลิตภัณฑ์ของตนเองอยู่แล้ว ส่วนผู้ติดตามก็โต้ตอบและแสดงความเห็นกันจริง ๆ

Instagram แม้ยังไม่ได้ทำเงิน แต่รูปแบบของฟีดก็คล้าย ๆ กับ Facebook ที่สามารถเลื่อนดูโพสต์ต่าง ๆ ได้ไม่รู้จบ สุดท้ายก็สามารถที่จะพัฒนาความสามารถในการโฆษณาแบบเดียวกันได้ในที่สุด และใช้โครงสร้างพื้นฐานของ Facebook เพื่อให้เติบโตได้เร็วขึ้น อย่างที่ Youtube ทำที่ Google

Zuckerberg ต้องการปิดดีลนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด ต้องบอกว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหมากรุกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของซิลิกอน วัลเลย์ โดยมักจะคิดไปไกลหลายก้าว

หาก Facebook ใช้เวลาเจรจานานเกินไป Systrom ก็จะเริ่มโทรหาเพื่อนและที่ปรึกษาของเขา ซึ่ง Systrom สนิทกับ Jack Dorsey หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งเขาทำข้อตกลงได้เร็วเท่าไหร่ Systrom ก็ยิ่งมีโอกาสน้อยที่จะโทรหาใครสักคนที่จะให้คำแนะนำที่จะไม่เป็นประโยชน์กับ Facebook

Systrom ที่สนิทกับ Jack Dorsey หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter (CR:Expansion)
Systrom ที่สนิทกับ Jack Dorsey หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter (CR:Expansion)

ฝั่ง Facebook เองก็มีความเห็นที่ขัดแย้งกันในเรื่องของดีลการเข้าซื้อว่าจะใช้เงินสดหรือหุ้น ซึ่งการใช้เงินสดคงเป็นเรื่องยากในสถานการณ์ ณ ตอนนั้น

Zuckerberg พยายามโน้มน้าว Systrom ด้วยมูลค่าหุ้น ซึ่งเขามองว่าราคามันจะเพิ่มขึ้นในอนาคต และต้องการให้ราคาที่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของมูลค่า Facebook

Facebook มีมูลค่าการประเมินในตอนนั้นราว ๆ หนึ่งแสนล้านเหรียญเพราะฉะนั้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของดีลนี้คือ หนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งแน่นอนว่า Facebook กำลังอยู่ในช่วงการเติบโต ที่ Systrom ต้องการสองพันล้านดอลลาร์นั้น สุดท้ายอาจจะได้มูลค่าที่สูงกว่านั้นในอนาคต

ฝั่ง Systrom เองก็ต้องคิดหนัก Steve Anderson ที่เป็นนักลงทุนและบอร์ดบริหารของ Instagram พยายามคัดค้านการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ของ Facebook

Anderson คิดว่า Facebook ประเมินราคาต่อหุ้นต่ำเกินไป มันเหมือนเป็นเกมที่ Facebook ต้องการฆ่า Instagram ออกไปจากการแข่งขันกับ Facebook ซึ่งสิ่งนี้มันอาจจะมีมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์

แต่ Systrom ก็ให้เหตุผลไว้สี่ประการ อันดับแรก มูลค่าของ Facebook มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นมูลค่าการซื้อกิจการจะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ประการที่สอง มันเป็นสิ่งที่ดีที่ไม่ต้องไปแข่งกับยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ซึ่งหาก Facebook คิดจะคัดลอกฟีเจอร์แล้วสร้างแอปของพวกเขาเองขึ้นมา ก็อาจจะทำให้ Instagram เติบโตได้ยากขึ้น

ประการที่สาม Instagram จะได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของ Facebook ไม่ใช่เพียงแค่ศูนย์ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิธีการทุกอย่างที่ Instagram ต้องเรียนรู้ในอนาคต ส่วนประการสุดท้ายคือ ตัวเขาและ Mike Krieger ผู้ร่วมก่อตั้ง จะยังมีความอิสระในการบริหารงาน Instagram

ย้อนกลับไปที่พาโล อัลโต เงื่อนไขต่าง ๆ ค่อนข้างลงตัวหมดแล้ว Zuckerberg ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงสังสรรค์เล็ก ๆ เพื่อฉายซีรีส์ดังอย่าง “Game of Thrones” ในคืนนั้น Systrom ไม่ได้อยู่ดูด้วย เขาเซ็นสัญญาเสร็จสิ้นในช่วงเย็นวันนั้นในห้องนั่งเล่นของ Zuckerberg

ต้องบอกว่าโครงสร้างการเข้าซื้อกิจการของ Instagram ถือเป็นมิติใหม่ในวงการ ซึ่งเป็นบริษัทที่ซื้อมาแต่ไม่ได้นำมาถูกรวมเข้าด้วยกัน และได้กลายเป็นแบบอย่างที่สำคัญในการ M&A ของแวดวงเทคโนโลยีในภายหลัง

ซึ่งในอีกไม่กี่ปีถัดมา Twitter ได้เข้าซื้อ Vine และ Periscope โดยแยกแอปให้เป็นอิสระและโยนให้ผู้ก่อตั้งเป็นผู้รับผิดชอบโดยไม่ก้าวก่าย หรือ Google ที่ซื้อ Nest โดยแยกให้บริหารแบบอิสระ และเกิดเหตุการณ์เดียวกันเมื่อ Amazon ซื้อ Whole Foods

และสุดท้ายดีลข้อตกลงของ Instagram จะทำให้ Zuckerberg และ Facebook มีความได้เปรียบในสงครามการแข่งขันไปอีกนานแสนนานก่อนจะมาเจอคู่แข่งที่โหดหินอย่าง TikTok ในภายหลัง

ผู้บริหาร Facebook คนหนึ่งถึงกับพูดถึงดีลนี้ในภายหลังว่า “ลองนึกภาพถึงการที่ Microsoft เข้าซื้อ Apple ในขณะที่ Apple ยังเป็นบริษัทเล็ก ๆ อยู่ นั่นคงจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับ Microsoft แต่นั่นคือสิ่งที่ Facebook ได้รับจาก Instagram”

Systrom และพนักงานกลุ่มเล็ก ๆ ของเขา (CR:The New York Times)
Systrom และพนักงานกลุ่มเล็ก ๆ ของเขา (CR:The New York Times)

หลังจากดีลเสร็จสิ้นมีการเล่นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก

“พนักงาน 13 คนของบริการแชร์รูปภาพ Instagram กำลังเฉลิมฉลองในวันนี้ หลังจากรู้ตัวว่าพวกเขาจะกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านกัน” Daily Mail เขียน

“ตอนนี้ Instagram มีมูลค่า 77 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อพนักงานหนึ่งคน” The Atlantic รายงาน

Business Insider ได้เผยแพร่รายชื่อพนักงานทั้งหมดที่พวกเขาสามารถหาได้ พร้อมด้วยรูปถ่ายและข้อมูลที่ทำการคัดลอกมาจากอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับโรงเรียนที่พวกเขาเคยเรียนงานที่พวกเขาเคยทำ ทีมงานของ Instagram ได้รับโทรศัพท์และแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลามบน Facebook จากเพื่อนและครอบครัว พวกเขาได้รับการแสดงความยินดีที่ประสบความสำเร็จในชีวิต”

ภายใต้การนำของ Systrom ในฐานะซีอีโอหลังจากการเข้าซื้อกิจการ Instagram กลายเป็นแอปที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ใช้งาน 800 ล้านคนต่อเดือน ณ เดือนกันยายนปี 2017 และเขาได้ลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของ Instagram เมื่อวันที่ 24 กันยายน ปี 2018

Facebook ที่ซื้อ Instagram ในราคาหนึ่งพันล้านดอลลาร์ในปี 2012 ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาลในขณะนั้นสำหรับบริษัทที่มีพนักงานเพียง 13 คน ปัจจุบัน Instagram มีผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งพันล้านคนและสร้างรายได้มากกว่าสองหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีให้กับ Meta Platforms

และสุดท้าย Systrom ก็ได้ถูกรวมอยู่ในรายชื่อผู้ประกอบการอายุต่ำกว่า 40 ปีที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกาในปี 2016

References :
หนังสือ No Filter : The Inside Story of Instagram โดย Sarah Frier
https://en.wikipedia.org/wiki/Kevin_Systrom
https://www.forbes.com/sites/katevinton/2016/08/01/instagram-ceo-kevin-systrom-joins-billionaire-ranks-as-facebook-stock-soars/
https://www.cnet.com/tech/services-and-software/facebooks-sliding-stock-takes-instagram-below-1b-price-tag/