สูตรสำเร็จการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศในแบบฉบับสวิตเซอร์แลนด์

เหล่านักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการ สื่อและศิลปิน ได้มารวมตัวกันที่ดาวอสในวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ใน World Economic Forum ที่เพิ่งได้จัดขึ้นอีกครั้งในรอบกว่าสองปี เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19

มันเป็นเวลากว่าครึ่งทศวรรษแล้วที่ กลุ่มผู้นำ ผู้มีอิทธิพลระดับโลก ได้ใช้การประชุมประจำปี ณ เมืองเล็ก ๆ ในหุบเขาแห่งนี้ในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สุดของโลก

ดาวอส หมู่บ้านที่อยู่บนภูเขาเล็ก ๆ แห่งนี้ เติบโตขึ้นในฐานะเจ้าภาพการประชุมระดับโลก รวมคนมีชื่อเสียงทั่วโลกไว้มากมาย เป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของชาวสวิตเซอร์แลนด์

มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับว่าประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ มีดีอะไร ที่สามารถดึงดูดจนกลายเป็นฐานที่มั่นของธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ต้องแห่กันมาตั้งสำนักงานสำคัญ ๆ ณ ประเทศแห่งนี้

สวิตเซอร์แลนด์ที่แทบไม่มีทางออกสู่ทะเล เป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำในยุโรป 13 จาก 100 บริษัทตามมูลค่าในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึง อีก 12 จาก 500 บริษัทอันดับต้น ๆ จากทั่วโลก แล้วอะไรคือ เคล็ดลับของชาวสวิส?

มันต้องมีบางสิ่งที่น่าทึ่งบางอย่างสำหรับประเทศแห่งนี้ ที่ดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย ให้เข้ามาลงทุนในประเทศ สวิตเซอร์แลนด์มีบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 หนาแน่นที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับพื้นที่ขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยขุนเขา

World Economic Forum ที่รวมผู้นำทรงอิทธิพลของโลก ไว้ที่เมืองดาวอส (CR:Politico)
World Economic Forum ที่รวมผู้นำทรงอิทธิพลของโลก ไว้ที่เมืองดาวอส (CR:Politico)

บริษัทข้ามชาติมีส่วนสำคัญโดยสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศถึง 1 ใน 3 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีขนาดใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก

บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติถูกพลังดึงดูดไปตั้งถิ่นฐานในสวิตเซอร์แลนด์ Google ได้จัดตั้งศูนย์วิศวกรรมที่ใหญ่ที่สุดนอกอเมริกาในเมืองซูริก บริษัทยักษ์ใหญ่ของสวิสเองก็มีผลงานที่เหนือกว่าคู่แข่งในยุโรปเป็นอย่างมาก

ดัชนีตลาดหุ้นสวิสเติบโตขึ้น 29% ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เทียบกับเพียงแค่ 3% ของ Euro Stoxx 50 ซึ่งเป็นดัชนีที่ครอบงำโดยกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสและเยอรมัน

สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้มีจุดเด่นเพียงแค่ในธุรกิจด้านการธนาคาร ยังมี Roche และ Novartis ในธุรกิจยา , Nestle ในธุรกิจด้านอาหาร , Glencore และ Gunvor ในสินค้าโภคภัณฑ์ , Richemont และ Patek Philippe ในอุตสาหกรรมนาฬิกา , Lindt & Sprungli และ Barry Callebaut ที่เป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ต้องบอกว่ามีคำอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับความเป็นหนึ่งเดียวขององค์กรในสวิตเซอร์แลนด์ และหนึ่งในคุณลักษณะเด่นที่สำคัญคือ “สามัญสำนึก”

Paul Bulcke ประธานของ Nestle ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการเมืองที่ไม่เหมือนใครซึ่งผสมผสานระหว่างสหพันธ์กับประชาธิปไตยโดยตรง

ด้วยรัฐบาลกลางที่ไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากนัก มหาวิทยาลัยการวิจัยชั้นนำ และการแข่งขันในด้านการศึกษาและการเก็บภาษีระหว่างรัฐต่างๆ ที่หลอมรวมขึ้นเป็นสมาพันธ์สวิส

สำหรับประวัติศาสตร์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น พวกเขาเริ่มต้นประเทศด้วยความยากลำบาก ผืนแผ่นดินที่ไม่เหมาะกับการเพาะปลูก ซึ่งส่วนใหญ่จะปกคลุมไปด้วยหิมะเกือบตลอดทั้งปี ทำให้เป็นภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย

ดังนั้นเมื่อสวิตเซอร์แลนด์เริ่มพัฒนาเศรษฐกิจในเขตเมืองต่าง ๆ ในศตวรรษที่ 19 เมืองต่าง ๆ ก็เริ่มมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง St Gallen ที่มุ่งเน้นไปที่สิ่งทอ เบิร์นที่กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าชีส บาเซิลกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยาและเคมีที่กำลังเติบโต

ส่วนการผลิตนาฬิกาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตจูราตั้งแต่เจนีวาถึงบาเซิล อุตสาหกรรมการธนาคารและประกันภัยก็ได้เริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นในเจนีวาและซูริก

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากความพยายามที่จะเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ซึ่งสงครามครั้งใหญ่อย่างสงครามโลกครั้งที่สองนั้นได้ทำลายล้างพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปไปอย่างราบคาบ

ซึ่งในขณะเดียวกันก็ได้รับประโยชน์จากการหลั่งไหลของกลุ่มประชากรที่มีทักษะสูง ซึ่งหลบหนีภัยสงครามมายังสวิตเซอร์แลนด์

ต้องเรียกได้ว่าชาวต่างชาติเป็นศูนย์กลางของความสำเร็จทางธุรกิจของสวิตเซอร์แลนด์ Henri Nestle ผู้ก่อตั้ง Nestle มาจากแฟรงก์เฟิร์ต Antoni Norbert Patek ช่างซ่อมนาฬิกาผู้บุกเบิกและสร้างแบรนด์ชื่อก้องโลกอย่าง Patek Philippe เป็นนายทหารม้าจากโปแลนด์

Leo Sternbach ชาวยิวโปแลนด์ที่หนีจากพวกนาซี ได้คิดค้น Valium ซึ่งกลายมาเป็นยาระงับประสาทที่โด่งดัง Nicolas Hayek ผู้ร่วมก่อตั้ง Swatch ซึ่งเป็นช่างซ่อมนาฬิกาชื่อดัง มีเชื้อสายเลบานอน

ประมาณครึ่งหนึ่งของซีอีโอของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์เป็นชาวต่างชาติ Severin Schwan จาก Roche เป็นชาวเยอรมัน , Gary Nagle จาก Glencore เป็นชาวแอฟริกาใต้ และ Vasant Narasimhan จาก Novartis เป็นชาวอินเดียน-อเมริกัน

การต้อนรับบุคคลต่างชาติของสวิตเซอร์แลนด์นั้นตรงกันข้ามกับความสัมพันธ์ภายในโดยสิ้นเชิง ชาวสวิสเองไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษกับเพื่อนร่วมชาติในรัฐอื่น ๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านครรัฐต่าง ๆ ของประเทศคงอยากจะเป็นอิสระมากกว่า เพียงแต่พวกเขารวมตัวกันเป็นองค์กรเพียงหนึ่งเดียวเพื่อปกป้องตนเองจากเพื่อนบ้านที่โหดเหี้ยม

วิธีนี้ถือว่าน่าสนใจอย่างมาก สภาแห่งสหพันธรัฐ ซึ่งเป็นรัฐบาลกลางนั้น ดำเนินการโดยแทบไม่มีบุคคลสำคัญที่รู้จัก คณะรัฐมนตรีมีสมาชิก 7คน ที่มีอำนาจเท่าเทียมกัน และไม่แย่งชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่มีดราม่าทางด้านการเมือง

เหล่าคณะรัฐมนตรีจะหมุนเวียนกับเป็นประธานคนละ 1 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครจะจดจำชื่อพวกเขาได้นาน แม้สภาจะมีอำนาจน้อยมาก แต่เขตปกครอง 26 เขตของประเทศก็สามารถจัดการตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่นเดียวกับเทศบาลมากกว่า 2,000 แห่ง ที่ดำเนินการด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา การบังคับใช้กฎหมาย และนโยบายการคลัง ที่ทำให้พวกเขาแข่งขันกันเพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับธุรกิจที่ต้องการเข้ามาลงทุนได้

การแข่งขันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเก็บภาษีเพียงเท่านั้น แต่รัฐต่าง ๆ ช่วยเหลือกองทุนมหาวิทยาลัยชั้นนำอยู่เสมอ Eidgenössische Technische Hochschule (ETH) ในเมืองซูริก ซึ่งเป็นหนึ่งในสองสถาบันเทคโนโลยีของรัฐบาลกลาง ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในทวีปยุโรปอย่างสม่ำเสมอ

Eidgenössische Technische Hochschule มหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปในเมืองซูริก (CR:Wikipedia)
Eidgenössische Technische Hochschule มหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปในเมืองซูริก (CR:Wikipedia)

ทว่าความสำเร็จทั้งหมด สวิตเซอร์แลนด์กลับกลายเป็นศูนย์กลางของบริษัทข้ามชาติน้อยลงในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา

ในปี 1990 สองในสามของบริษัท 20 อันดับแรกของอเมริกา ซึ่งรวมถึง General Motors , Hewlett-Packard และ IBM มีสำนักงานใหญ่ในยุโรปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

แต่ในปี 1992 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวสวิสตัดสินใจไม่เข้าร่วมเขตเศรษฐกิจยุโรปหรือ EU ด้วยเหตุนี้บริษัทบางแห่ง เช่น Amazon , Alibaba และ Samsung จึงย้ายถิ่นฐานไปตั้งสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคที่ อัมสเตอร์ดัม ดับลิน และลอนดอนแทน

หรือแม้กระทั่งประเด็นร้อนล่าสุดอย่างสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างยูเครน-รัสเซีย ได้ทำให้ชาวสวิสไตร่ตรองถึงสถานะเป็นกลางของพวกเขา รัฐบาลกลางได้เข้าร่วมการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมากของท่าทีที่เปลี่ยนไปของสวิตเซอร์แลนด์

ยิ่งกว่านั้น ประเทศยังคงจัดการกับการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการจัดการความมั่งคั่ง ซึ่งถูกบังคับให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีที่เคยทำในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่อเมริกาประกาศสงครามกับธนาคารสวิสที่ช่วยพลเมืองของตนหลบเลี่ยงภาษีหลายพันล้านดอลลาร์ และความกดดันระดับนานาชาติที่เพิ่มขึ้นสำหรับความโปร่งใสทางการเงิน รวมถึงด้านเภสัชกรรมด้วยเช่นกัน

ทว่าชาวสวิสในอดีตได้แสดงให้โลกเห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถเอาชนะความท้าทายและอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยการทำงานหนักและความเฉลียวฉลาดของพวกเขาได้

ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมนาฬิกาของสวิสเกือบจะถึงจุดจบ จนกระทั่งได้ Swatch ที่เข้ามาฟื้นคืนชีพอุตสาหกรรมด้วยการทำนาฬิกาให้ถูกและมีความสนุกมากยิ่งขึ้น รวมถึงนาฬิกาแพง ๆ อย่าง Patek Philippe ก็เป็นที่ต้องการมากขึ้น

บทสรุป

ต้องบอกว่าสวิตเซอร์แลนด์มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรือง ทั้งปัจจัยทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และการเมืองล้วนมีส่วนทำให้เกิดความมั่งคั่งของสวิสอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ 

ปัจจัยเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากการตัดสินใจทางธุรกิจที่ชาญฉลาดและแนวคิดทางการเมืองที่แน่วแน่ นั่นทำให้ประเทศพวกเขาเกิดช่วงเวลาแห่งความมั่นคงและความสงบสุข ส่งผลให้ชาวสวิสสามารถทุ่มเทพลังงานและทรัพยากรทั้งหมดเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้นั่นเองครับผม 

References :
https://www.businesssetup.com/blog/11-reasons-to-set-up-your-business-in-switzerland
https://studyinginswitzerland.com/why-is-switzerland-so-rich/
https://www.economist.com/business/2022/05/23/the-recipe-for-the-outperformance-of-swiss-businesses
https://www.vox.com/2014/5/19/5731166/switzerlands-25-minimum-wage-wasnt-as-crazy-as-it-sounded

 

Boom Boom and Crash เมื่อยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของ Silicon Valley กำลังประสบปัญหาร้ายแรงที่เกินจะเยียวยา

เมื่อเหล่าอัจฉริยะทางด้านเทคโนโลยีที่ถูกยกยอ กำลังเฝ้าดูอาณาจักรแสนล้านของพวกเขาดำดิ่งลงสู่งเหว เมื่อต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป อัตราดอกเบี้ยที่กำลังเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นที่แน่ชัดว่าบริษัทเทคโนโลยี ที่โด่งดังที่สุดไปจนถึงที่เพ้อฝันที่สุด มีบางแห่งต้องล่มสลาย

เป็นบทความที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับจาก Business Insider ที่วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว ซึ่งเราได้เคยเห็นฟองสบู่เทคโนโลยีที่แตกสลายมาแล้วในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 แต่มาถึงวันนี้ระดับในการทำลายล้างจะแตกต่างจากยุค 90 เป็นอย่างมาก

Jim Chanos ผู้ก่อตั้ง Kynikos Associates ที่สร้างชื่อให้กับบริษัทของเขาด้วยการพูดถึงความเฟื่องฟูของเทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งเขามองว่าบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ อาจพังทลายครั้งยิ่งใหญ่ และจะส่งผลกระทบในวงกว้าง

Chanos ที่ถนัดในเรื่องการชอร์ตบริษัท ได้กล่าวว่า “การชอร์ตโดยทั่วไปของเราในช่วงต้นปี 2000 เป็นบริษัทที่มีมูลค่า 2-3 พันล้านดอลลาร์ที่กำลังจะเลิกกิจการ แต่ในรอบนี้จะเกิดขึ้นกับบริษัทมูลค่า 20-30 พันล้านดอลลาร์ และบริษัทหลายแห่งกำลังจะมีมูลค่ากลายเป็นศูนย์”

ช่วงเวลา Honeymoon ได้จบลงแล้ว

ไล่มาตั้งแต่ปี 2012 มันเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมสำหรับบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ Facebook (ปัจจุบันคือ Meta) เผยแพร่สู่สาธารณะและมีผู้ใช้งานถึง 1 พันล้านคนทั่วโลก

Facebook และ Twitter ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยประชาชนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในช่วงอาหรับสปริง คำสัญญาของ Mark Zuckerberg ที่จะเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกันดูเป็นสิ่งที่สวยงาม

Elon Musk เองก็ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจำนวนมากเพื่อเริ่มต้นการปฏิวัติรถยนต์ไฟฟ้า Uber และ Lyft คือสิ่งใหม่ที่ทำให้ sharing economy เกิดขึ้น ส่วน crypto ดูเหมือนของเล่นที่สนุกสำหรับมือสมัครเล่น

แต่สิบปีต่อมา โลกเราแตกต่างจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนต่างสัยสัยกันว่าเราเชื่อมต่อกันมากเกินไปหรือเปล่า มีการใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ผิด ทั้งในเรื่องการเลือกตั้ง การจราจล ประท้วง

ในสงครามเรียกรถ เกิดคำถามขึ้นมากมายว่าธุรกิจนี้มันจะอยู่รอดได้จริง ๆ หรือ ไม่มีวี่แววของการที่บริษัทจะทำกำไรในอนาคตได้เลย หรือ ในวงการ crypto ที่กลายเป็นเหมือนความคลั่งในลัทธิสุดโต่ง

สิ่งที่ตรงกันข้ามก็คือ ผลตอบแทนทางด้านการเงินที่ดิ่งลงเหว อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินทำให้บริษัทสตาร์ทอัพและบริษัทเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูงน่าดึงดูดนั้นหมดไป

บริษัทร่วมทุนใหญ่ที่สุดอย่าง Softbank ก็พบกับความเจ็บปวดในการลงทุนในธุรกิจเพ้อฝัน เช่น WeWork สตาร์ทอัพที่ดู Cool ตอนนี้แทบไม่เหลือความ Cool อีกต่อไป ธุรกิจอย่าง Roku,Pinterest,Uber ดูไม่มีอนาคตที่ยั่งยืนเลย และรอเพียงวันที่จะล่มสลาย

ความน่าสนใจก็คือ โมเดลธุรกิจของ Silicon Valley ไม่ได้ขับเคลื่อนโดยอัจฉริยะทางด้านเทคโนโลยี แต่มาจากการโฆษณาชวนเชื่อเสียมากกว่า Chanos ได้กล่าวว่า มันเป็นสถานการณ์เดียวกันกับตอนฟองสบู่ดอทคอมแตกในยุค 90 เป็นอย่างมาก

ในตอนนี้ คำบางคำ มันได้กลายเป็นเวทย์มนตร์สำหรับดึงดูดนักลงทุน คุณสามารถขายอะไรก็ได้ตราบที่มีความเกี่ยวข้องกับคำไม่กี่คำ เช่น “Blockchain” , “Machine Learning” , “AI” หรือ “Algorithm”

เมื่อ Silicon Valley สิ้นมนต์ขลัง

ยิ่งตลาดร่วงลงนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากขึ้นที่จะยอมรับเรื่องเล่าที่ว่าการระดมเงินอย่างต่อเนื่องใน Silicon Valley ต่อไปจะส่งผลให้เกิดการแก้ปัญหาในที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Buy Now Pay Later มันไม่ใช่การปฏิวัติใหม่แต่อย่างใด บริษัทอย่าง Klarna และ Affirm มีความเพ้อฝันว่าอัลกอริธึมอันแสนวิเศษของพวกเขาสามารถทำนายได้ว่าใครสามารถจ่ายหนี้ได้อย่างน่าเชื่อถือและจะจ่ายเมื่อใด

มันฟังดูวิเศษมาก แต่ความเป็นจริงกลับกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม บริษัทเหล่านี้มีปัญหากับการตามหนี้ แต่พวกเขากลับกลายเป็น Unicorn ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

แต่มาถึงตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน บริษัทเหล่านี้กำลังเลิกจ้างพนักงานและมูลค่าบริษัทของพวกเขาก็ลดลง 3 เท่า เนื่องจากพบว่าเวทมนตร์ที่เขาคิดว่าเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ได้สร้างผลกำไรอะไรเลย

ยิ่งในธุรกิจ Crypto ยิ่งหนักกว่า มีบริษัทร่วมทุนจำนวนมากใน Silicon Valley กระโดดเข้าไปลงทุนด้วยความคิดที่ว่ามันจะกลายเป็นอนาคตทางการเงินของโลก

Project บาง Project ของ fork code กันไปมาแต่งเติมอีกนิดหน่อย สามารถระดมทุนได้หลายสิบล้านเหรียญ หรือ บริษัทที่ใช้แนวคิดเดิมของบริการบนอินเทอร์เน็ตแต่ไม่มีอะไรใหม่ แค่คุณบอกว่า นี่คือ x ของโลก crypto หรือ blockchain ก็สามารถระดมทุนได้หลายล้านเหรียญ

บริษัทอย่าง Coinbase ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ที่กำลังเสี่ยงต่อการล้มละลาย ลูกค้าของบริษัทอาจจะต้องสูญเสียทรัพย์สินทั้้งหมดของพวกเขา

Amazon ของ Jeff Bezos ที่เป็น Ecommerce ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของโลก ที่ไม่ได้ทำกำไรมาหลายทศวรรษ disrupted ธุรกิจต่าง ๆ มามากมาย ผู้คนสูญเสียงานไปหลายล้านตำแหน่ง แต่ตอนนี้ Amazon เองยังต้องไปพึ่งพาจากบริการอื่นที่สร้างกำไรได้มากกว่าอย่าง AWS

ทุกคนมักพูดถึง Elon Musk เพราะเขารวยที่สุด (บนกระดาษ) และขี้บ่นที่สุด (บน Twitter) ที่สร้าง Tesla มาเป็น 20 ปีแล้ว แต่ก็เพิ่งเริ่มสร้างรายได้จริง ๆ จัง ๆ ในปี 2020 นี่เอง แถมตอนนี้ยังเจอการแข่งขันใหม่จากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศจีน

หรือ Mark Zuckerberg ที่ตั้ง Facebook ขึ้นในหอพักฮาร์วาร์ด มันเป็นแนวคิดที่ดีในช่วงแรกของการก่อตั้งเพื่อเชื่อมต่อคนทั้งโลกเข้าหากัน

แต่ตอนนี้ Facebook ได้กลายเป็นแหล่งของการเหยียดเชื้อชาติ การ Bully ทฤษฎีสมคบคิด บริษัทได้ใช้วิธีการซื้อกิจการและลอกเลียนคู่แข่งแบบแทนการสร้างนวัตกรรมออกมาสู้

และตอนนี้ Mark Zuckerberg เรียกได้ว่าทุ่มเทหมดหน้าตักให้กับโลก Metaverse และดูเหมือนมันจะเป็นโลกที่น้อยคนคิดว่ามันจะประสบความสำเร็จจริง ๆ และ Mark ยังต้องทุ่มเงินจำนวนมหาศาล เพื่อเทคโนโลยีที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาอะไรได้จริง ๆ ให้กับโลกใบนี้

บทสรุป

ในอนาคตเราจะมีบริการอย่าง รถยนต์บินได้ หรือ การเดินทางสู่อวกาศสำหรับเหล่ามหาเศรษฐี แต่คำถามคือแม้มันจะเป็นแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ แต่มันก็ไม่ได้มีสิ่งใดที่เป็นการปฏิวัติเพื่อแก้ปัญหาที่แท้จริงให้กับโลกของเรา

ในทุกวันนี้เราเชื่อมต่อกันมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็แตกแยกกันมากขึ้นกว่าเดิมเช่นเดียวกัน มีความโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น ความไม่เท่าเทียมกันยังคงเพิ่มขึ้น วิกฤติที่อยู่อาศัยก็เลวร้ายลง วิกฤตสภาพภูมิอากาศก็ยังคงโหมกระหน่ำ

เหล่าบริษัทเทคโนโลยีระดับเทพ ได้รับเงินทุนมาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ให้กับพวกเรา แต่ตอนนี้มันดูเหมือนยังไม่เข้าใกล้จุดนั้นเลย

โลกเราหวังให้บริษัทเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตของพวกเราได้อย่างแท้จริง มากกว่าเพียงแค่การเป็นบริษัทที่ตามเทรนด์ เพื่อสูบเงินจากนักลงทุน สร้างความร่ำรวยของกลุ่มผู้ก่อตั้งให้ไปใช้ชีวิตอย่างเสพสุข เหมือนที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References : https://bit.ly/3t4Gxmj

Terra (Luna) vs Theranos เมื่อ Do Kwon กำลังจะกลายเป็น Elizabeth Holmes แห่งวงการ Crypto

เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับว่าหากคุณได้สัญญาอะไรบางอย่างไว้กับนักลงทุนในบางสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Terra (Luna) ที่ราคากำลังดิ่งลงเหวนั้นมันถือได้ว่าเป็นอาชญากรรมที่ต้องมีการสอบสวนเหมือนที่ Elizabeth Holmes แห่ง Theranos โดนมาแล้วหรือไม่

ต้องบอกว่าจากสถานการณ์ในปัจจุบัน Terra/Luna ใกล้จะถึงจุดจบเต็มทีแล้ว โอกาสที่ระบบจะฟื้นคืนชีพกลับมานั้นแทบจะเป็นศูนย์ เนื่องจากโครงสร้างทั้งหมดหมดในตอนนี้มันขึ้นกับปัจจัยภายนอกที่ Do Kwon หนุ่มน้อยยอดอัจฉริยะ ไม่สามารถควบคุมมันได้อีกต่อไป เขาคงไม่ได้รับเงินช่วยเหลือใด ๆ อีกแล้ว

การหลอกตัวเองเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด

ครั้งหนึ่ง Elizabeth Holmes กลายเป็นนักธุรกิจสาวที่ได้รับการจับตามอง ได้รับการเยินยอ ยกย่องไปทั่ว ขึ้นปกนิตยสารชื่อดังมากมาย แต่ในทุกวันนี้ Holmes กลายเป็นจอมลวงโลกในวัย 38 ปี สูญสิ้นทุกสิ่งที่เธอสร้างมา เธอไม่ต่างอะไรจาก Jeffrey Skilling และ Kenneth Lay แห่ง Enron เลยด้วยซ้ำ

ความน่าสนใจอย่างนึงก็คือ Skilling , Holmes และ Kwon ดาวรุ่งดวงใหม่ล่าสุด ด้วยความมั่นใจที่เกินจริง ว่าพวกเขาคิดจะเปลี่ยนโลกด้วยเงื้อมมือของพวกเขา ใครหน้าไหนที่เข้ามาวิจารณ์สิ่งที่พวกเขาทำ จะถูกพวกเขาเหล่านี้มองว่าโง่ หรือบ้า

เรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะการสูญเสียที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเคสล่าสุดของ Luna นั้นสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างอย่างมหาศาล สุดท้ายอาจจะมีการดำเนินคดีทางอาญาเกี่ยวกับเรื่องราวการล่มสลายนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่ง Kwon ก็จะทำแบบเดียวกับที่ Holmes ทำ นั่นก็คือการเชื่อในภารกิจอันยิ่งใหญ่ของตัวเขาเอง ความล้มเหลวไม่ใช่ความผิดของพวกเขา ไม่ใช่การหลอกลวง เรื่องเหล่านี้มันมีความซับซ้อน

มันคือข้อโต้แย้งแบบเดียวกันกับที่ Holmes ทำในชั้นศาล ที่สิ้นสุดในไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา Holmes ก่อตั้งบริษัทของเธอเมื่ออายุ 19 ด้วยแนวคิดที่ว่าการตรวจเลือดสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยเลือดเพียงไม่กี่หยด ที่จะมาปฏิวัติวงการสุขภาพทั่วโลก

แน่นอนว่า เมื่อถึงขั้นตอนในการสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาจริง ๆ เธอแทบจะไม่มีข้อมูลเชิงลึกว่าจะบรรลุสิ่งที่เป็นเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเธอได้อย่างไร มันเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นคือความล้มเหลว หลอกลวงต่อเนื่องนานหลายปี มีนักธุรกิจ นักการเมือง นักลงทุนชื่อดัง ที่เธอไปหลอกไว้มากมายจนน่าเหลือเชื่อ สุดท้ายคณะลูกขุนก็ตัดสินว่าเธอมีความผิดฐานฉ้อโกง

Do Kwon แทบจะเดินตามรอยเท้าของ Holmes เป็นเด็กหนุ่มที่มีภาพลักษณ์แสนชาญฉลาด ในวัยยี่สิบปลาย ๆ เขาได้ให้สัญญากับนักลงทุนว่ากำลังสร้างบางสิ่งที่โครตเจ๋ง และจะมีประโยชน์ต่อโลกการเงินเป็นอย่างยิ่ง เหรียญ stablecoin แบบกระจายศูนย์ และมีผู้สังเกตการณ์ที่ใกล้ชิดซึ่งพยายามเตือนเขาเป็นเวลาหลายเดือนแล้วว่ามันจะล้มเหลว

Kwon ดื้อด้าน และมองความล้มเหลวเล็กน้อยเป็นเพียงแค่ข้อผิดพลาด และไม่มาโฟกัสกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง Holmes ก็ใช้เหตุผลที่มีแรงจูงใจคล้าย ๆ กัน ก็คือแกล้งทำเป็นทดสอบก่อนในเวอร์ชั่นแรก ๆ โดยอ้างว่าเธอมั่นใจว่าเทคโนโลยีของเธอจะทำงานได้ในท้ายที่สุด

Kown ยังคงปกป้องนวัตกรรมที่เขาฝันหวานไว้ ด้วยความหลงใหล และ เชื่อในสิ่งที่เขาคิด ซึ่งทำให้เหล่านักลงทุนเทเงินหลายหมื่นล้านดอลาร์แก่เขา เสกเหรียญ LUNA ให้มีมูลค่ากว่า 40 พันล้านดอลลาร์ และมูลค่าตามราคาตลาดของ TerraUSD (UST) มากกว่า 18 พันล้านดอลลาร์

จิตใต้สำนึกที่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง

ทฤษฎีจิตวิทยาของ Sigmund Freud มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจของการผสมผสานระหว่างความเชื่อมั่นและความเปราะบาง ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของพื้นฐานของฟรอยด์คือ เราไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของเราได้อย่างเต็มที่ จิตใต้สำนึกของเรามักจะเป็นเพียงพฤติกรรมที่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ซึ่งแท้จริงแล้วมักถูกชี้นำโดยความไร้สติของตัวเราเอง

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้ง Kwon และ Holmes พวกเขาอาจจะรู้ในระดับหนึ่งว่าพวกเขากำลังจะล้มเหลวหรือทำผิดพลาด แต่คนเหล่านี้มักจะตอบสนองออกมาในทางตรงกันข้ามอยู่เสมอ

ตัวอย่างเช่น Holmes นำทีมงานของเธอทั้งหมดให้ร้องเพลงด่า “F**k you, Carreyrou!” หลังจากที่ John Carreyrou นักข่าวของ Wall street Journal ได้ทำการเปิดเผยครั้งแรกเกี่ยวกับการฉ้อโกงของ Theranos ซึ่ง Holmes ไม่ได้เพียงแค่แสดงออกต่อสาธารณะ เธอกำลังขจัดความสงสัยว่าตัวเองเป็นคนหลอกลวง

Kwon แสดงให้เห็นปฏิกิริยาแบบเดียวกัน หลังจาก UST หลุด peg ในปีที่แล้วช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2021 เขาเรียกนักวิจารณ์ว่า “แมลงสาบ” ถัดมาในเดือนพฤศจิกายน เข้าอ้างถึงคำอธิบายเชิงสมมิตฐานเกี่ยวกับการโจมตีที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “เป็นกระทู้ที่ปัญญาอ่อนที่สุดที่ฉันเคยอ่านมาในทศวรรษนี้” เมื่อมีนักวิจารณ์พยายามอธิบายถึงความเปราะบางของ LUNA แถม Kwon ยังเรียกนักวิจารณ์เหล่านี้เป็นการส่วนตัวว่า “โง่ โง่” และ “โง่”

บทสรุป

มันได้เกิดหลาย case study แล้วนะครับ ในวงการเทคโนโลยี ที่เกิดเรื่องราวเหล่านี้ขึ้น และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างอย่างมหาศาล บางคนต้องสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต บางคนถึงขั้นคิดจะฆ่าตัวตาย กับความมั่นใจ แบบไร้สติ ของเหล่า Founder ที่คิดว่าตัวเองฉลาดที่สุดในโลก ไม่เชื่อฟังใคร

ตัวอย่าง Holmes เอง หรือ แม้กระทั่งเคสล่าสุดอย่าง Adam Neumann แห่ง WeWork มันคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นคล้าย ๆ กัน ความมั่นใจเกินเหตุ หลอกตัวเอง ไม่ยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

และที่สำคัญสิ่งที่พวกเขาเหล่านี้มักแสดงออกมาโดยเฉพาะความโกรธ ในที่สุดมันบิดเบือนความเป็นเหตุเป็นผลได้ และสร้างอคติเพิ่มขึ้นให้กับตัวพวกเขาเอง แถมยังไปเพิ่มความมั่นใจในตัวเองในทางที่ผิด

เมื่อคุณโกรธ รวมถึงเมื่อมีคนทำให้คุณโกรธ คุณมักจะคิดว่าตัวเองถูก และทำให้เกิดความไร้สติ

อาณาจักร Terra/Luna เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของอาณาจักรที่สร้างขึ้นจากความเชื่อมั่น แต่พวกเขากำลังถูกหลอกหลอนโดยตาที่บอดมืด ไม่รับฟังความคิดเห็น ไม่รับฟังคำวิจารณ์ ไม่รับฟังคำเตือนใด ๆ ด้วยความมั่นใจที่เอ่อล้นของตัวเอง และอย่างที่เราได้เห็นในสัปดาห์นี้ ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้จุดจบคือความสูญสิ้นที่ยากจะรื้อฟื้นกลับมาให้เหมือนเดิมได้อีกครั้งนั่นเองครับผม

References :
แปล และ เรียบเรียงจาก บทความจากเว็บไซต์ CoinDesk – Do Kwon Is the Elizabeth Holmes of Crypto

นักลงทุน vs นักเก็งกำไร กับภาพสะท้อนจากผลประกอบการ Bitkub

เรียกได้ว่าเป็นการประกาศผลประกอบการที่น่าทึ่งอีกครั้งหนึ่งนะครับ สำหรับแพล็ตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโตอันดับหนึ่งของไทย ที่ประกาศรายได้ กว่า 5 พันล้าน และ กำไรในระดับ 2,545 ล้านบาท

มันคงมีเพียงไม่กี่ธุรกิจนะครับ ที่จะสามารถทำกำไรได้ขนาดนี้ ประสิทธิภาพในการทำกำไรของ Bitkub นี่ สามารถสู้แพลตฟอร์มระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น facebook หรือ google ได้เลย (เทียบจากอัตราส่วนในการทำกำไรจากรายได้)

มันคือเครื่องจักรทำเงินดี ๆ นี่เองนะครับ ที่ bitkub สามารถใช้เงินกำไรเหล่านี้ ไปสร้างนวัตกรรม รวมถึงการ PR ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างฐานลูกค้า ได้อีกมากมายในอนาคต

แน่นอนว่า ตอนนี้มันได้กลายกระแสการลงทุนโดยเฉพาะ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาลงทุนในโลกคริปโตกันมากขึ้น เพราะมันดูเร้าใจกว่า เมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ

คำถามคือ แล้วคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปนั้น เป็นการเข้าไปเพื่อลงทุน หรือ เก็งกำไร กันแน่ ซึ่งจากตัวเลขผลประกอบการมันก็ค่อนข้างจะบอกชัดเจนว่า คนส่วนใหญ่เข้าไปเพื่อการเก็งกำไร

ยิ่งมีการโหมโฆษณา ด้วยการใช้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 10 บาทยังลงทุนได้ ทำให้การเข้าถึงแพลตฟอร์ม Bitkub นั้นง่ายดายยิ่งขึ้น และคนอายุน้อย ๆ เริ่มเข้ามาลงทุนมากยิ่งขึ้น

จากข้อมูลที่น่าสนใจโดยลงทุนแมน ที่ค่าธรรมเนียม 0.25% หมายความว่าปีที่แล้วมีคนซื้อ-ขายในแพล็ตฟอร์ม bitkub ประมาณ 2,000,000,000,000 หรือ สองล้านล้านบาท

มันฉายภาพชัดเจนนะครับ ว่า ส่วนใหญ่เป็นการเข้าไปเพื่อเก็งกำไร เพราะมีความถี่ในการซื้อ-ขายสูงมาก ๆ แน่นอนว่าต้องมีคนได้ ซึ่งอาจจะรวยกลายเป็นสุลต่านหากเหรียญ to da moon แต่ส่วนใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นอัตรา rate เดียวกับตลาดอื่น ๆ ที่กว่า 90% ของนักเก็งกำไรเหล่านี้จะขาดทุน

ส่วนตัวผมเองก็อาศัยอยู่กลุ่ม facebook หลาย ๆ กลุ่มของการลงทุน ทั้ง forex , crypto หรือ การลงทุนในหุ้น ลองไล่อ่านคอมเม้นต์ก็จะพอเห็นภาพสิ่งที่เกิดขึ้นกับการลงทุนสกุลเงินคริปโตในประเทศไทย

ความผันผวนที่รุนแรง ผมมองว่า ตลาด crypto นั้น แทบไม่ต่างจากตลาด forex เลย ซึ่งยากมากในการเก็งกำไร โดยเฉพาะการเก็งกำไรระยะสั้น ผ่านรูปแบบการเทรดแบบเทคนิค โดยใช้ indicator ต่าง ๆ

โดยส่วนใหญ่แล้ว ตลาดที่ผันผวนสูงมาก ๆ อย่าง crypto หรือ forex นั้น แหกทุกกฏของการเล่นเชิงเทคนิค อยู่แล้ว มันเป็นเรื่องยากมากที่จะทำกำไรได้จากตลาด แต่คริปโตก็ยังมีข้อดีกว่าตลาด forex ในเรื่องการทำ Staking เพื่อรับเงินปันผลได้

ต้องบอกว่าแม้ bitkub ไม่ใช่แพล็ตฟอร์มที่มีค่าธรรมเนียมที่ถูกที่สุดเมื่อเทียบกับแพล็ตฟอร์มต่างชาติยักษ์ใหญ่ตัวอย่างเช่น binance แต่ผมมองว่าอย่างน้อยก็เป็นของคนไทยแท้ ๆ และมีการเสียภาษีเข้ารัฐแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และเงินก็หมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจของประเทศเราดีกว่าไปให้ต่างชาติดูดเงินไปเหมือนในแพล็ตฟอร์มยักษ์ใหญ่อื่น ๆ เหมือนในอดีตที่ผ่านมานั่นเองครับผม

Credit : https://www.facebook.com/longtunman/posts/1295148024351136

เมื่อ Music NFT จะกลายเป็น Next Breakthrough แอปพลิเคชั่นลำดับถัดไปในโลกของ crypto

James Gardin เป็นนักดนตรีมากว่า 15 ปี คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป อย่างแรก เขามีเพลงที่ดังใน แพล็ตฟอร์มสตรีมมิ่งชื่อดังอย่าง Spotify ซึ่งพุ่งขึ้นมาในช่วงต้นปี 2010 แล้วก็ยังมีเพลงใน Apple Music อีกด้วย ทุกวันนี้ เขายุ่งอยู่กับการสร้างเพลงของตัวเองในตลาดเพลง NFT ที่เห็นได้ชัดว่ามอบความยุติธรรมให้กับนักดนตรีมากกว่าเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มแบบเดิมๆ

นักดนตรีในสหรัฐฯ ชนะการต่อสู้ด้วยเพลงแบบโหวตสดเพื่อแปลงเพลงล่าสุดของเขา “Parade” เป็น NFT โดยถูกขายผ่าน แพลตฟอร์มบล็อกเชนเพลง Catalog ในอีกสี่วันต่อมาในราคา 0.5 อีเธอร์ (1,635 ดอลลาร์สหรัฐ)

ในที่สุดนักดนตรีก็ได้รับ 0.3 อีเธอร์กลับบ้าน หรือประมาณ 900 ดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากจ่ายค่าแก๊สประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ และจ่ายส่วนแบ่ง 15% ให้กับ Phlote ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่กระจายอำนาจซึ่งดำเนินการแสดงเพลงโหวตสดทุกสัปดาห์ 

เขายังจะได้รับเงินจากกรณีมีการขายต่ออีก 20% แม้ว่าราคาอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ระหว่าง 0% ถึง 100% ในครั้งต่อไปที่ NFT ถูกขายต่อ Gardin เป็นหนึ่งในศิลปินเพลงจำนวนมากที่หันมาใช้แพลตฟอร์มบล็อคเชนเพื่อสำรวจแหล่งรายได้ใหม่ๆ

ในยุคของการสตรีม Spotify เป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในภาคธุรกิจที่กำลังเติบโตนี้ โดยสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่แล้วโดยเป็นผู้เล่ารายใหญ่ในอุตสาหกรรมเพลง และจ่ายเงินให้กับศิลปินสูงที่สุดซึ่งอยู่ที่ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

James Gardin ที่เปิดช่องทางหารายได้รูปแบบใหม่ ๆ ผ่าน Music NFT (CR:marmosetmusic)
James Gardin ที่เปิดช่องทางหารายได้รูปแบบใหม่ ๆ ผ่าน Music NFT (CR:marmosetmusic)

ทว่าศิลปินรวมถึงแร็ปเปอร์ซุปเปอร์สตาร์ Kanye West กล่าวว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งไม่ได้ชดเชยอย่างยุติธรรมสำหรับต้นทุนและความพยายามในการสร้างเพลง ศิลปินที่สตรีมบน Spotify ต้องมีผู้ฟัง 250 คนเพื่อสร้างรายได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ อิงจากรายได้เฉลี่ย 0.004 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเพลงหลังจากแชร์ค่าลิขสิทธิ์กับค่ายเพลง ผู้จัดจำหน่าย และบุคคลที่สามอื่นๆ

แพลตฟอร์มบล็อกเชนเพลง เช่น Catalog และ Sound.xyz วางตำแหน่งตัวเองให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับศิลปินอิสระในการแชร์เพลง สร้างชุมชน สร้างโทเค็นให้กับเพลงของพวกเขา และรับเงินเป็นสกุลเงินดิจิทัลทันที รายได้ของศิลปินนั้นอาจน้อยกว่าค่าแก๊สและค่าคอมมิชชั่นขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม Spotify เองก็กำลังทดลองกับโทเค็นดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับศิลปิน

บางแพลตฟอร์ม เช่น Opulous ก้าวไปอีกขั้น บริษัทกล่าวว่าเป็นแพลตฟอร์มเพลงเพียงแพลตฟอร์มเดียวที่เสนอการแบ่งปันรายได้ใน NFT ที่มีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา โดยขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างศิลปินและ Opulous

โดยจะมีค่าลิขสิทธิ์เพลง ค่าลิขสิทธิ์การเผยแพร่เนื้อหา หรือทั้งสองอย่าง นี่เป็นช่องทางสำหรับแฟนเพลงที่กระตือรือร้นในการสนับสนุนศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบ ในขณะที่เป็นการสร้างรายได้แบบ Passive ให้กับศิลปิน หากโทเค็นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

Opulous กำลังทำงานเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้ศิลปินสามารถกู้ยืมเงินจากบริษัทได้ โดยอิงจากรายได้ที่คาดการณ์ไว้จาก NFT ของพวกเขา เมื่อเปิดตัว ศิลปินจะสามารถยืมเงินกู้ในสกุลเงินที่มีเสถียรภาพ เช่น USDC และแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดผ่านการแลกเปลี่ยน crypto ที่ต้องการได้ โทเค็นของ Opulous คือ OPUL จดทะเบียนในตลาดแลกเปลี่ยน 11 แห่ง และซื้อขายที่ 0.70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในตอนนี้

“เราต้องการเปิดช่องทางให้ศิลปินเข้าถึงเงินสดล่วงหน้าโดยใช้รายได้จากค่าลิขสิทธิ์เพลงในอนาคตเป็นหลักประกันในการให้เงินกู้ยืมแก่นักดนตรี” Opulous COO Miles Carroll กล่าว

เขาเสริมว่า: “ยิ่งศิลปินมีรายได้มากขึ้น [ผ่านการจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์เพลง] จำนวนเงินกู้ที่พวกเขามีสิทธิ์ได้รับก็จะสูงขึ้น”

การเผยแพร่เพลงก็ไม่ต่างจากการเล่นเกมเพื่อหารายได้

ศิลปินพยายามอย่างหนักที่จะเจรจากับแพล็ตฟอร์มและค่ายเพลงที่จำหน่ายเพลงของพวกเขา แต่ศิลปินอินดี้ประสบปัญหาที่หนักอึ้งตั้งแต่เริ่มแรก เพราะมันเป็นการท้าทายที่จะเผยแพร่เพลงของพวกเขา และเมื่อทำเช่นนั้น พวกเขามักจะไม่โดดเด่นเท่าศิลปินกระแสหลัก ที่ได้รับการโปรโมตในงบประมาณที่ค่อนข้างสูง

Cadenverse บริษัทที่แยกตัวออกจาก Amanotes บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเพลงในเวียดนามกำลังทดลองใช้แนวทางใหม่ในแพลตฟอร์ม NFT ด้านดนตรีกับเกม play-to-earn (P2E)

ที่รู้จักกันดีที่สุดสำหรับ Magic Tiles 3 เกมเพลงง่ายๆ ที่เล่นคล้ายกับ Guitar Hero ซึ่ง Amanotes กล่าวว่ามียอดดาวน์โหลดมากกว่าสองพันล้านครั้งและมีผู้ใช้งานมากกว่า 120 ล้านคนต่อเดือน

Magic Tiles 3 เกมเพลงง่ายๆ ที่เล่นคล้ายกับ Guitar Hero (CR:Khmerbuddha)
Magic Tiles 3 เกมเพลงง่ายๆ ที่เล่นคล้ายกับ Guitar Hero (CR:Khmerbuddha)

ความเชี่ยวชาญของ Amanotes ในเกมเพลงบนมือถืออาจทำให้ Cadenverse แตกต่างไปจากเพลง NFT ซึ่งคาดว่าจะเป็นแอปพลิเคชั่นฝ่า BreakThrough ใหม่สำหรับเทคโนโลยีบล็อคเชน

Vincent Hoang ซีอีโอ ของ Cadenverse กล่าวว่า “เป็นเรื่องยากสำหรับศิลปินอินดี้ที่จะสร้างรายได้ ใน Spotify หรือ Apple Music ก่อนหน้าที่จะมาทำงานกับ Cadenverse Hoang เป็นหัวหน้าฝ่ายเกมที่ Amanotes เขากล่าวว่าประโยชน์ที่สำคัญของการทำสัญญาค่าลิขสิทธิ์บนบล็อคเชนคือไม่ต้องมีคนกลาง เช่น ทนายความและผู้ดูแลระบบค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการออกใบอนุญาต

“ด้วยบล็อกเชน เราจะเชื่อมต่อศิลปินกับผู้บริโภคเพลงโดยตรง” Hoang กล่าวเสริม ศิลปินใน Cadenverse สามารถสร้างโทเค็นให้กับเพลงของตนให้กลายเป็น “เกมเพลง NFT” ซึ่งควบคุมการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ทุกครั้งที่ใช้เพลงในเกมใดเกมหนึ่ง หรือเป็น “เพลงในรูปแบบ Collection NFT” ซึ่งสามารถซื้อและขายได้ในตลาดกลางของ NFT

โทเค็นทั้งสองประเภทจะมีการส่งเสริมกัน เกมเพลง NFT ให้ประโยชน์สำหรับแทร็กเพลงและการเปิดรับเพิ่มเติมสำหรับศิลปินอินดี้ที่อาจพบว่าผู้ฟังค้นพบได้ยาก 

ดังนั้นศิลปินจึงมีอิสระในการขายเพลงเดียวกันบนแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน เนื่องจาก Cadenverse สร้างขึ้นบน Polygon ซึ่งเป็น Ethereum Layer 2 ค่าธรรมเนียมแก๊สจึงต่ำกว่า

Cadenverse ระดมทุนได้ 1 ล้านเหรียญสหรัฐจนถึงปัจจุบัน มีกลุ่มที่เข้ามาลงทุนทั้ง Kyber Network และ Tomochain เป็นผู้สนับสนุน ขณะนี้กำลังระดมทุนผ่านการขายส่วนตัวและในรูปแบบ governance token

โทเค็น Cadenverse หรือ CDV ซึ่งกำหนดให้จดทะเบียนในแพล็ตฟอร์มการแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจในเดือนพฤษภาคม เกม P2E เกมแรกของบริษัทคือ Looper Band อยู่ในช่วงเบต้าและสามารถดาวน์โหลดได้ 

ในขณะเดียวกัน ตลาดสำหรับ Collection เพลง NFT มีกำหนดจะเผยแพร่ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า ในขณะที่แพลตฟอร์มสำหรับเพลงเกม NFT จะเปิดตัวในไตรมาสที่ 2 ของปี 2023

ข้อดีของ play-to-earn (P2E)

นักดนตรีอย่าง Gardin กำลังกระโดดเข้าสู่แพลตฟอร์ม Web3 เพื่อทำความคุ้นเคยกับ NFT แต่ความท้าทายที่ใหญ่กว่าคือการทำให้ฐานแฟนๆ ที่มีอยู่ของพวกเขาหันมาใช้คริปโต

เนื่องจากผลประโยชน์ที่มาพร้อมกับมัน เช่นการเข้าถึงที่นั่งในคอนเสิร์ตแถวหน้าปกอัลบั้มพิเศษ และสินค้าของที่ระลึกต่าง ๆ แต่ในตอนนี้ผู้ฟังส่วนใหญ่ยังคงใช้บริการสตรีมมิ่ง เช่น Spotify เนื่องจากมีคลังเพลงขนาดใหญ่จากศิลปินยอดนิยม ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังต้องการทำธุรกรรมโดยใช้เงินสดสำหรับคอนเสิร์ตหรือสินค้า

แนวทางของ Cadenverse ในการใช้เกม P2E สามารถเชื่อมช่องว่างนั้นได้โดยเข้าถึงฐานผู้ใช้ทั่วโลก ทำให้ศิลปินอินดี้ได้สัมผัสกับฐานแฟนคลับที่พวกเขาอาจไม่สามารถเข้าถึงได้จากอย่างอื่น

 Cadenverse ในการใช้เกม P2E สามารถเชื่อมช่องว่างนั้นได้โดยเข้าถึงฐานผู้ใช้ทั่วโลก (CR: Twitter)
Cadenverse ในการใช้เกม P2E สามารถเชื่อมช่องว่างนั้นได้โดยเข้าถึงฐานผู้ใช้ทั่วโลก (CR: Twitter)

ณ เดือนธันวาคม 2021 มีผู้คนประมาณ 2.5 ล้านคนเล่นเกม P2E ยอดนิยม Axie Infinity  Hoang กล่าวว่า Cadenverse จะกำหนดเป้าหมายผู้ใช้งาน 120 ล้านคนต่อเดือนของ Amanotes ผ่านการโปรโมตข้ามแพลตฟอร์ม 

ผู้ใช้จะกลับมาสนับสนุนศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบอย่างต่อเนื่องโดยการซื้อ NFT เขากล่าวเสริม ในขณะที่ Opulous กำลังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินแบบกระจายศูนย์ ซึ่งรวมถึง Launchpad และแพล็ตฟอร์มการแลกเปลี่ยน NFT และอาจให้สินเชื่อคริปโตแก่ศิลปิน แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นในการรวมคุณสมบัติการเล่นเกมเข้ากับแพลตฟอร์ม 

“เห็นได้ชัดว่าการเล่นเกมเป็นกลุ่มตลาดขนาดใหญ่ในบล็อคเชน และเราพร้อมที่จะสำรวจความเป็นไปได้ของ Opulous ในอนาคต” Carroll กล่าว

บทสรุป

เนื่องจากแพลตฟอร์มเพลง NFT ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น  ในแต่ละเดือน มีศิลปินเพียงไม่กี่คน ที่ได้รับเชิญมาใช้งานแพล็ตฟอร์มเหล่านี้เท่านั้น

ตัวอย่าง แคมเปญ “Mona Lisa” ของแร็ปเปอร์ชาวอเมริกัน Lil Pump ปิดราคาที่ 500,000 เหรียญสหรัฐในสองชั่วโมง ในขณะที่แร็ปเปอร์ชาวอังกฤษ Ard Adz ระดมทุน 50,000 เหรียญสหรัฐจากการขาย NFT ที่ควบคุมลิขสิทธิ์ให้กับซิงเกิลที่ยังไม่วางจำหน่ายของเขา “Patek Myself,” ภายใน 45 นาที

สำหรับศิลปินหลายๆ คน การเข้าถึงชุมชนผู้ฟังที่ “ถูกต้อง” ถือเป็นสิ่งสำคัญ “ไม่ว่าชุมชนจะใหญ่แค่ไหนหรือว่าเพลงของคุณ ‘ดี’ แค่ไหน หากผิดกลุ่ม ก็ไม่มีโอกาสในการพัฒนา” Binh Le นักดนตรีจากเวียดนามกล่าว

Le ซึ่งใช้ชื่อในวงการว่า Dozen Districts กำลังพิจารณาที่จะอัปโหลดเพลงของเขาไปยัง Cadenverse เมื่อตลาดเพลง NFTซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่เขาเผยแพร่เพลงบนแพลตฟอร์ม Web3

ต้องบอกว่าศิลปินหลายคนไม่ได้มีความจู้จี้จุกจิกเกี่ยวกับแพลตฟอร์มที่พวกเขาเผยแพร่ “ฉันคิดว่าจุดประสงค์ของ Web3 คือการกระจายอำนาจ ดังนั้นแพลตฟอร์มจึงเป็นเพียงเครื่องมือ ฉันไม่จำเป็นต้องจงรักภักดีหรือผูกขาดกับพวกเขาไปตลอด” Gardin กล่าว

แม้จะประสบความสำเร็จในการหาประโยชน์จากแพลตฟอร์มบล็อกเชนเพลง NFT แต่ Gardin ก็ไม่ได้วางแผนที่จะละทิ้งแพลตฟอร์มหลักโดยสิ้นเชิง “ฉันชอบแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงเพลงได้มากมาย ฉันชอบที่จะได้รับเงินสำหรับการสตรีม แต่ฉันมองว่าการสตรีมเป็นเครื่องมือสำหรับการค้นพบเพลงใหม่ๆ ได้”

เขาอธิบายถึงแพล็ตฟอร์มหลักตั้งแต่บริการสตรีมมิ่งไปจนถึงค่ายเพลงรายใหญ่ต่างมองหาการรวมความสามารถของ Web3 เข้ากับแพลตฟอร์มของพวกเขาที่มีอยู่แล้ว 

มีรายงานว่า Spotify กำลังวางแผนที่จะเพิ่มเทคโนโลยีบล็อคเชนและ NFT ให้กับบริการสตรีมมิ่งเพื่อป้องกันการแข่งขันจาก สตาร์ทอัพด้านคริปโต 

โฆษกของ Spotify ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนสำหรับ NFT และบล็อคเชน เมื่อต้นปีนี้ Warner Music Group ร่วมมือกับ Splinterlands ผู้พัฒนาบล็อกเชนเพื่อให้ศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกมีโอกาสสร้างเกมบล็อกเชน P2E สไตล์อาร์เคด

“หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับนักดนตรีอิสระคือการเข้าถึงเงินทุนเพื่อใช้ในอาชีพของพวกเขา” Shirlyn Tan นักร้องนำของวง Shirlyn + The UnXpected ในสิงคโปร์และผู้จัดการสำนักงานที่ Opulous กล่าว 

“ศิลปินอินดี้อาจไม่มีทางเข้าถึงเครือข่ายแฟน ๆ ที่กว้างขวาง และแน่นอนว่ามันสามารถทำได้ แต่ก็ใช้เวลานานมาก”สิ่งที่แพลตฟอร์ม NFT เช่น Opulous ทำคือ “ให้พวกเขาเข้าถึงฐานแฟนเพลงที่จัดตั้งขึ้นโดยตรงผ่านชุมชนนักลงทุนและแฟนเพลงของเราเอง” Tan กล่าวปิดท้าย

References :
https://www.techinasia.com/music-nfts-breakthrough-application-crypto
https://thesolesupplier.co.uk/news/heres-why-music-nfts-are-the-next-big-thing/
https://cryptoslate.com/nfts-will-empower-musicians-to-take-back-control/
https://www.forbes.com/sites/bobbyowsinski/2021/03/07/will-nfts-finally-fulfill-the-blockchain-promise-to-music