StockX กับการเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นธุรกิจพันล้านภายใน 3 ปี

เมื่อ Josh Luber หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง StockX เรียนอยู่ในเกรดหก เขาได้เริ่มต้นธุรกิจแรกของเขา: ขายหมากฝรั่งให้กับเพื่อนร่วมชั้นของเขา เป็นธุรกิจแรกที่ต้องทำแบบแอบ ๆ เพราะพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เคี้ยวหมากฝรั่งภายในโรงเรียน

“ มันเป็นธุรกิจที่ยอดเยี่ยม” เขากล่าว “ผมเคยกระโดดรั้วหลังบ้าน เพื่อไปที่ร้านขายของชำของ Acme และซื้อหมากฝรั่งสี่แพ็คในราคา 1 ดอลลาร์ ซึ่งแต่ละแพ็คมีห้าชิ้น และผมสามารถนำมาแบ่งขายได้กำไรอย่างงาม”

เช่นเดียวกับเด็กจำนวนมากในยุค 80 และยุค 90 Luber นั้นยกย่องสุดยอดนักกีฬาในยุคนั้นอย่าง Michael Jordan Luber มีอายุ 6 ขวบ เมื่อทาง Nike เปิดตัวแอร์จอร์แดนครั้งแรก

ในสมัยทำงาน part-time ช่วงเรียนมหาวิทลัย เมื่อเขาได้รับเงินค่าจ้างจากงานในร้านขายเฟอร์นิเจอร์ เขามุ่งตรงไปที่ Foot Locker และ ได้เป็นเจ้าของ Air Jordan 11 Concords: ท็อปส์ผ้าสีขาว พื้นรองเท้า taupe แบบลูกคลื่น ในราคา 125 ดอลลาร์

รองเท้าผ้าใบเป็นมากกว่าแค่เรื่องของแฟชั่น สำหรับ Luber การซื้อรองเท้าของเขานั้น เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อแสวงหาความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากตลาดมูลค่ากว่า หนึ่งแสนสามหมื่นล้านดอลลาร์ ของตลาดรองเท้าผ้าใบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น Limited Edition ที่มีการวางจำหน่ายในปริมาณที่จำกัด

รองเท้าผ้าใบที่เริ่มเป็นมากกว่าแค่แฟชั่น
รองเท้าผ้าใบที่เริ่มเป็นมากกว่าแค่แฟชั่น

เกือบสองทศวรรษต่อมา Luber ที่สำนักงานใหญ่ในเมืองดีทรอยต์ของ StockX ซึ่งเป็นตลาดประมูลรองเท้าผ้าใบ ที่เขาร่วมก่อตั้งในปี 2015 ซึ่งเติบโตจากแนวคิดที่แปลกประหลาดเกี่ยวกับการสร้าง “ตลาดหุ้นของสิ่งของ” โดยปัจจุบันมีพนักงานเกือบ 1,000 คน และตอนนี้กิจการของเขามีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ต้องขอบคุณอินเทอร์เน็ต รวมถึงวัฒนธรรมการผลิตรองเท้าผ้าใบที่ได้เติบโตขึ้นจากเครือข่ายท้องถิ่นของมือสมัครเล่นไปสู่ธุรกิจระดับโลกที่เฟื่องฟู ที่มีการขับเคลื่อนโดยนักสะสมที่มองหารองเท้าผ้าใบหายากมาไว้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือหาหนทางทำเงินอย่างรวดเร็ว

Luber วัย 41 ปีดูเหมือนนักเล่นสเก็ตบอร์ด เขาสวมหมวกเบสบอลพร้อมด้วยเสื้อยืดและหมวก ห้องทำงานของเขาตกแต่งในกลิ่นอายของยุค 90 : พื้นผิวของโต๊ะทำงานของเขาฝังอยู่กับการ์ดเบสบอลของเคนกริฟฟีย์จูเนียร์และแต่งแต้มด้วยกระเบื้อง  มีชั้นวางโลหะเคลือบสีดำสองชั้นแสดงคอลเล็กชั่นรองเท้าผ้าใบ แกลเลอรี่ที่หมุนได้ บรรจุเต็มไปด้วยรองเท้าที่คัดมาจากคอลเล็กชั่น Luber มากกว่า 400 คู่

เขาชี้ไปที่ตาข่ายสีแดงเข้ม Yeezy Red Octobers การออกแบบครั้งสุดท้ายของ Kanye West ที่ผลิตให้กับ Nike ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับ Adidas “นั่นอาจจะเป็นรองเท้าที่แพงที่สุดที่นี่ ราคาประมาณ 5,000 ดอลลาร์ แต่ผมแทบไม่ได้สวมมัน” เขากล่าว 

นี่เป็นกฎของ StockX แต่ Luber ไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง CEO อีกต่อไปแล้ว หลังจากดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้บริหารระดับสูงมานานกว่าสามปี เขาได้ลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในเดือนมิถุนายน เมื่อ Scott Cutler ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ช่วยนำพา eBay, StubHub เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้เข้ามาแทนที่

ครั้งหนึ่งทุกคนใน บริษัท ต้องรายงานต่อ Luber และมันเป็นวิสัยทัศน์ของเขาส่วนใหญ่ที่ขับเคลื่อนบริษัทไปสู่จุดที่ที่มันเป็นในทุกวันนี้  แม้ว่าในตอนนี้เขากำลังจะพัฒนาสายธุรกิจใหม่ และเขายังคงเป็นหน้าตาของ StockX เขายังคงเดินทางไปทั่วโลกพูดถึงมัน ในทางใดทางหนึ่งมันเป็นงานในฝัน: หลังจากออกจากงานบริหาร และไม่มีระเบียบวาระการประชุมที่เข้มงวด เขาสามารถแอบมองรองเท้าใหม่และการ์ดเบสบอลได้มากขึ้นกว่าเดิม เขาสามารถมาสายได้ 

ตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้ง StockX งานส่วนใหญ่ของ Luber คือการอธิบายว่า StockX คืออะไร  เขาได้ให้คำนิยามของ StockX ว่าเป็นแคตตาล็อกออนไลน์ของรองเท้าผ้าใบ กระเป๋านาฬิกา และเป็นที่ เช่นเดียวกันกับที่ตลาดหุ้น ที่อนุญาตให้ผู้ซื้อและผู้ขายกำหนดราคาของทุกผลิตภัณฑ์ 

บริษัท ใช้กลยุทธ์การประมูลสองครั้งซึ่งช่วยให้ผู้ซื้อสามารถเสนอราคา – สูงสุดที่พวกเขาเต็มใจที่จะจ่าย และผู้ขายที่จะบอกราคาขั้นต่ำที่พวกเขายินดีที่จะขาย หากการเสนอราคาสูงกว่า ธุรกรรมก็จะถูกดำเนินการ StockX ซึ่งจะได้รับค่าคอมมิชชั่นจาก 9.5 ถึง 14.5 เปอร์เซ็นต์จากการขายแต่ละครั้งและในปี 2019 บริษัท ได้ทำธุรกรรมมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ความสอดคล้องเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งแตกต่างจาก eBay ที่ Air Jordans หนึ่งคู่อาจปรากฏพร้อมรูปถ่ายของรองเท้าในกล่องและอีกคู่อาจปรากฏขึ้นพร้อมกับรองเท้าที่วางข้าง ๆ ถาดอาหารแมว

StockX เก็บหน้ารายชื่อ เพียงหนึ่งเดียวสำหรับรองเท้าทุกรุ่นที่ขาย มันคือความแตกต่างระหว่างการมองหาเตียงนอนบน Craigslist และมองหาพวกมันใน Crate & Barrel การรับรองความถูกต้องว่าเป็นของแท้ 100% คือสเน่ห์ที่สำคัญของ StockX

การคัดเลือกผลิตภัณฑ์ในหลายสิบวิธีรวมถึงการทดสอบกลิ่นเพื่อรับรองความถูกต้อง การปลอมแปลงจำนวนมากในโลกรองเท้าผ้าใบและแท็กของแท้ของ StockX นั้นได้รับการยอมรับอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าโรงงานที่ผลิตของปลอมในตอนนี้ได้สร้างแท็กปลอมที่ “รับรองโดยแท็ก StockX” เช่นเดียวกัน

StockX มักจะมองเฉพาะกับรองเท้าผ้าใบที่ไม่ได้สวม หรือ ของเหล่านักสะสมเป็นหลัก ซึ่งหมายความว่ารองเท้า Nike ที่ซื้อผ่าน StockX ควรมาในกล่องดั้งเดิมของพวกมันซึ่งมีความคลาสสิกเหมือนที่เคยซื้อมาจาก Foot Locker ยกเว้นว่าความนิยมในรองเท้ารุ่น Limited Edition เพิ่มขึ้นจนถึงจุดที่ไม่สามารถหาซื้อได้จาก Foot Locker หรือร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม 

สำหรับ StockX นั้น ความขาดแคลนนั้นเป็นความตั้งใจ ดังที่ Luber ได้กล่าวไว้ว่า “พวกเขาเข้าใจว่าถ้าแบรนด์ผลิตเพิ่มขึ้นมาอีกคู่ พวกเขาอาจขายได้ราคาน้อยลง”  สิ่งที่ Luber รับรู้คือเมื่ออุปทานมีราคาต่ำเกินจริงราคาขายปลีกจะไม่มีความแน่นอนเนื่องจากไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริงนั่นเอง”

ในอีกด้านหนึ่งแนวคิดของ Luber จะจำกัดเฉพาะในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ที่เลือกเท่านั้น “สินค้ามูลค่าสูงและไม่ใช่สินค้าที่หาซื้อได้ทั่วไป” ในคำพูดของศาสตราจารย์ Steve Tadelis นักเศรษฐศาสตร์ ที่ University of California, Berkeley  

โดยแนวคิดนี้มันได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2012 เมื่อ Luber เริ่มต้นด้วยแนวคิดที่จะสร้าง StockX หลังจากได้รับปริญญาด้านกฎหมายและธุรกิจที่ Emory University เขาได้เริ่มต้นสร้างบริการที่คล้ายกับ Geek Squad ที่บริการการจัดการพนักงานออนไลน์ แต่ครั้งแรกในการเริ่มต้นธุรกิจของเขาล้มเหลว

หลังจากนั้นก็เขาก็ได้เข้าทำงานกับ IBM ในนิวยอร์ก ซึ่งในขณะที่ทำงานที่ IBM นั้น เขาได้เริ่มทำงานในอีกโครงการหนึ่ง ที่ชื่อว่า Campless ซึ่งเป็นระบบออนไลน์สำหรับรองเท้าผ้าใบที่ทำการติดตามราคาขายต่อบน eBay 

มันเป็นฐานข้อมูลแรกของสินค้าประเภทนี้และในขณะที่เขาสร้างมันขึ้นมา อีเมลและทวีตจากผู้ที่ชื่นชอบข้อมูลได้หลั่งไหลเข้ามาเพื่อให้ความช่วยเหลือ ภายในปี 2015 Luber ได้รวบรวมกองทัพอาสาของผู้ให้ข้อมูลบนเว็บไซต์ เขาจะอยู่จนถึงตีสี่ทำงานในโครงการ Campless และปฏิบัติหน้าที่ที่ IBM ในห้าชั่วโมงต่อมา

เขายังไม่มี idea ว่ามันจะกลายเป็นธุรกิจได้อย่างไรในเวลานั้น เขามองมันเป็นแค่งานอดิเรกเพียงเท่านั้น แต่ Dan Gilbert ผู้ร่วมก่อตั้ง Quicken Loans และเจ้าของ Cleveland Cavaliers ที่อยู่ในเมืองดีทรอยต์สังเกตว่าลูกชายวัยรุ่นของเขาใช้เวลาส่วนใหญ่บน eBay กับการประมูลรองเท้าผ้าใบ 

เขานำเรื่องดังกล่าวมาคุยกับ Greg Schwartz ผู้ก่อตั้งแอพปฏิทินที่ Gilbert ลงทุน “เขาเริ่มพูดถึงกลไกของตลาดหุ้น ทำไมสินค้าพวกนี้ถึงมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิภาพมากกว่าการประมูลแบบปรกติใน eBay หรือสินค้าฝากขายอื่น ๆ ” Schwartz กล่าว 

Luber ได้พูดคุยกับ บริษัท หลายแห่งที่ต้องการใช้ข้อมูลของ Campless ในเดือนมีนาคมปี 2015 Gilbert และ Schwartz ได้เรียก Luber ให้บินมาคุยกับพวกเขาที่คลิฟแลนด์ เพื่อดูเกมแข่งขันบาสเก็ตบอลของ Cleveland Cavaliers

Dan Gilbert มหาเศรษฐีเจ้าของทีม Cleveland Cavaliers สนใจที่จะลงทุน
Dan Gilbert มหาเศรษฐีเจ้าของทีม Cleveland Cavaliers สนใจที่จะลงทุน

ในตอนนั้น ภรรยาของ Luber ตั้งครรภ์ได้ 39 สัปดาห์ แผนการของเขาคือบินไปคลีฟแลนด์ในตอนเช้าไปที่เกมบ่ายสามโมง และบินกลับไปที่ฟิลาเดลเฟียซึ่งเขาและภรรยาอาศัยอยู่ในคืนนั้น 

เขาได้นำกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ของเขาสำหรับ Campless ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับที่เขาได้นำไปสู่การประชุมกับนักลงทุนครั้งก่อน ๆ  โดยในเนื้อหาได้อธิบายว่า Campless คือคู่มือราคารองเท้า ที่สามารถกระตุ้นให้ผู้ใช้สร้างพอร์ตการลงทุนรองเท้า คล้าย ๆ กับ พอร์ตการลงทุนในหุ้น

และในกระดาษแผ่นดังกล่าวได้แสดงถึงความเป็นไปได้ของการสร้างตลาดหุ้นสำหรับรองเท้าผ้าใบ เขาแสดงมันให้ Schwartz และ Gilbert หลังเกม พวกเขาจ้องกลับมาที่เขาด้วยความตกตะลึง “เราต้องพาคุณไปที่ดีทรอยต์” Schwartz กล่าว

Luber ส่งข้อความถึงเจ้านายของเขาที่ IBM “ผมจะไม่ไปทำงานในวันพรุ่งนี้ ผมขอโทษ” เขาสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกันเป็นเวลาสามวัน เขากลับถึงบ้านเวลา 1:00 น. ในคืนวันอังคารภรรยาของเขารอเขาอยู่ “ที่รัก ผมคิดว่าเราควรจะย้ายไปที่ดีทรอยต์โดยด่วน” เขากล่าว

Gilbert และ Schwartz ได้ทำการเข้าซื้อ Campless ภายในสองเดือน และ StockX ได้ถูกเปิดตัวในเดือน กุมภาพันธ์ 2016 โดยมีชายทั้งสามคนเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

เมื่อคุณเริ่มต้นบริษัท และคุณมีผู้ร่วมก่อตั้งเป็นมหาเศรษฐีมันทำให้สิ่งต่าง ๆ มันเปลี่ยนไปเยอะมาก” Luber กล่าว “เราสามารถมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจจริง” Luber และ Schwartz รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรบางอย่าง ในเดือนกันยายนเมื่อ Nike ได้ทำการเปิดตัว Air Jordan 1 ซึ่งเป็นคู่ที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก และมันส่งผลให้ปริมาณสินค้าที่ขายผ่าน StockX เพิ่มขึ้นจาก 50 คู่ ต่อวันเป็น 300 คู่

กลุ่มผู้ก่อตั้งตัดสินใจที่จะมองการลงทุนภายนอกในปี 2017 หนึ่งในคนที่พวกเขาเข้าหา คือ Scott Cutler ซึ่งตอนนั้นเป็นซีอีโอของ StubHub และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการของ StockX 

Scott Cutler ที่ปรึกษาของ Luber ก่อนที่จะกลายมาเป็น CEO ในภายหลัง
Scott Cutler ที่ปรึกษาของ Luber ก่อนที่จะกลายมาเป็น CEO ในภายหลัง

ย้อนกลับไปในปี 2016 วันที่ StockX ออกแถลงข่าวครั้งแรก Cutler ได้ส่งข้อความ LinkedIn ไปยัง Luber เพื่อบอกรายละเอียดประสบการณ์ผู้บริหารของเขาที่ StubHub, eBay และ NYSE “ผมคิดว่านี่เป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่จริงๆและผมอยากที่จะช่วย” เขาเขียน

Luber เห็นข้อความและเดินตรงไปที่ Schwartz เขาเป็นห่วงเพราะ StubHub เป็นเจ้าของโดย eBay และพวกเขามองว่า eBay เป็นคู่แข่งหลักของพวกเขา “เขาเป็นสายลับเหรอ?” Luber ถาม 

แต่ Schwartz ให้เหตุผลว่าการสนทนากับผู้เชี่ยวชาญไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ดังนั้น Luber จึงเริ่มสนทนาทาง Video Conferences กับ Cutler และดูเหมือนทั่งคู่จะเข้ากันได้ดีพอที่จะนัดพบกันในสัปดาห์ต่อไปที่โตรอนโต “มันไม่เป็นทางการเราแค่ทำความรู้จักกัน” Luber กล่าว “ผมได้พบกับภรรยาของเขา พร้อมกับลูกคนหนึ่งของเขา”

จากนั้นทั้งคู่ก็ได้เริ่มคุยโทรศัพท์ทุก ๆ เดือน “ทุกบทสนทนา เป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง” Cutler กล่าวถึงรายละเอียด “วิธีทำงานของอนุพันธ์, กลุ่มของสภาพคล่อง, สภาพแวดล้อมของธุรกิจ” Luber จะจัดการความคิดโดยมี Cutler คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

เมื่อเข้าสู่เดือน มีนาคม ปี 2019 Cutler พบว่าตัวเองกำลังต้องการความท้าทายใหม่ ๆ  สถานการณ์ในตอนนั้น StockX กำลังสร้างธุรกรรมของรองเท้าหลายพันคู่ต่อวัน การพูดคุยของเขากับ StockX เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันเขาปฏิเสธบทบาทซีอีโอที่ บริษัท มหาชนอีกแห่งที่ยื่นข้อเสนอมา เขากล่าวว่าเขาต้องการเริ่มต้นใหม่

StockX ประกาศการประเมินมูลค่าของบริษัทที่พุ่งขึ้นไปที่หนึ่งพันล้านดอลลาร์ (จากการลงทุน Series C 110 ล้านดอลลาร์) และได้ประกาศแต่งตั้ง Cutler ให้มาดำรงตำแหน่งซีอีโอในเวลาเดียวกัน 

มันเป็นช่วงเวลาที่ StockX นั้นโตขึ้นเกินกว่าขีดความสามารถของ Luber ในฐานะผู้นำองค์กรแล้ว องค์กรเริ่มใหญ่ขึ้น และมีความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ต้องการมืออาชีพมาบริหาร และ Cutler คือคำตอบสุดท้ายของ StockX 

โดย Cutler และ Luber ได้วางแผนที่จะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ด้วยการแบ่งงานง่าย ๆ Luber จะจัดการกับพันธมิตร การทำ IPO และหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ และการพูดในที่สาธารณะ Cutler จะทำหน้าที่ CEO ตัวจริง คอยจัดการเรื่องทุกอย่างอื่น ๆ

นั่นทำให้ Luber นั้นสามารถที่จะใช้เวลามากขึ้น ในตอนนี้ที่เขาไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับรายละเอียดการปฏิบัติงานหลายอย่างที่ Cutler ดูแล: ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายตลาดของ StockX ไปในยุโรปและเอเชีย จ้างผู้บริหารระดับ C-Level การจัดการด้านโลจิสติกส์ การขนส่งที่ซับซ้อนให้กับลูกค้าในกว่า 200 ประเทศ  

มันทำให้ Luber สามารถใช้เวลากับสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เขาตื่นเต้นอย่างแท้จริง เช่น การ์ดเบสบอล ซึ่งในภายหลัง StockX ได้เปิดตัว การซื้อขายการ์ดเป็นหมวดหมู่ใหม่ 

ต้องบอกว่า StockX นั้นเดินมาไกลมาก ๆ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปี ก็สามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัท Unicorn ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ มันคือผลสำเร็จของความหลงใหลในสิ่งที่ Luber หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งรัก ซึ่งนั่นก็คือ การสะสมรองเท้าผ้าใบ ซึ่งใครจะคิดว่า งานอดิเรกเล็ก ๆ ในอดีตของเขา และความทุ่มเทแบบสุดตัวของเขา ที่จะทำตามความฝันนั้น จะนำพา StockX มาได้ไกลถึงเพียงนี้ได้นั่นเองครับ

References : https://www.vox.com/2019/4/19/18486120/stockx-billion-valuation-funding-dst-ggv-sneakerhead
https://en.wikipedia.org/wiki/StockX
https://www.inc.com/magazine/202002/sheila-marikar/stockx-josh-luber-sneaker-resale-marketplace-scott-cutler-detroit-founder-ceo.html
https://www.cnbc.com/2019/06/26/stockx-a-stock-exchange-for-sneakers-is-now-worth-1-billion.html

Synapse กับการปฏิเสธเงินล้านครั้งแรก สู่การบริจาคหุ้น 99% ของ Mark Zuckerberg

ภาพจำของ Mark Zuckerberg ที่คนส่วนใหญ่ได้เห็นนั้นอาจจะมาจากภาพยนตร์เรื่อง “The Social Network” แต่หลายคนก็ไม่ได้รับรู้เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของ Mark Zuckerberg มากมายนัก

ต้องถือว่าเป็น icons ที่สำคัญของ วงการ startup ทั่วโลกเลยก็ว่าได้สำหรับ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง facebook ที่มีผู้ใช้งานอยู่มากมายทั่วโลกในขณะนี้

สำหรับ ประวัติ mark zuckerberg นั้น ถ้าถามว่าจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดของการก่อกำเนิดของ facebook นั้น ต้องย้อนกลับไปที่ มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ดในปี 2003

mark zuckerberg ถือเป็น อัจฉริยะ คนหนึ่งในด้านคอมพิวเตอร์ ที่หลายคนรู้จักดีในฮาร์วาร์ด เขามีประวัติด้านคอมพิวเตอร์ที่ไม่ธรรมดามาตั้งแต่ตอนเรียน high school โดยเขากับเพื่อน ได้เคยร่วมกันสร้างสร้าง plugin ของ media player เพื่อหา playlist ตามรสนิยมของผู้ใช้ ในชื่อ Synapse 

Mark สร้าง Synapse ในช่วงต้นปี 2000 ซึ่งตรวจจับรสนิยมของเพลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นผลงานแรก ๆ ที่มันได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มุ่งสู่การเป็นเศรษฐี ของอีกหลายล้านคนในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์

บริษัท ใหญ่ ๆ อย่าง Microsoft และ AOL ต้องการซื้อแอปนี้ ซึ่งมีข่าวว่าทาง Microsoft นั้นเคยยื่นข้อเสนอถึง 1 ล้านดอลลาร์ แต่ Mark ได้ปฏิเสธทั้ง Microsoft หรือ AOLและอัปโหลดแอปตัวนี้แจกฟรี ๆ

Synapse โปรเจคที่ Mark ปฏิเสธการขอซื้อจากยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft
Synapse โปรเจคที่ Mark ปฏิเสธการขอซื้อจากยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft

ซึ่งแอปพลิเคชัน Synapse นั้นถือว่าได้รับความนิยมอย่างมากและสื่อต่าง ๆ ให้ความสนใจมากมาย ทั้ง slashdot.org รวมไปถึงการได้รับการจัดอันดับ 3/5 โดยนิตยสารชื่อดังอย่าง PC Magazine ซึ่งด้านล่างนี้คือบางส่วนของความคิดเห็นจากผู้ใช้ใน cnet.com

“ ฉันใช้เครื่องเล่นสื่อไซแนปส์ที่บ้านและทำงานในช่วงเดือนที่ผ่านมาเพราะเห็นมันถูกพูดถึงใน slashdot.org มันค่อนข้างบั๊ก เช่น เสียงมักจะบกพร่องในตอนต้นของเพลง และฉันได้รับข้อผิดพลาดเหล่านี้ของโปรแกรม ซึ่งเมื่อฉันไปดู Log จากเว็บอินเตอร์เฟส อย่างไรก็คุณสมบัติของ Synapse นั้นน่าทึ่งทีเดียว ต้องใช้เวลาสักครู่ในการเรียนรู้และเห็นได้ชัดว่ามันอยู่ในสถานะของการเรียนรู้ / การเรียนรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากใช้ไปสักพักมันก็กลายเป็นแอปที่น่าประทับใจทีเดียว  แค่ฝึกมันให้เรียนรู้และคุณจะชอบมัน!”

ข้อความที่ตัดตอนมาจากบทวิจารณ์: “นี่เป็นโปรแกรมเล่น Media ที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นในปัจจุบันที่มีฟังก์ชั่นเดียวที่ฉันพบว่ามันขาดคือเครื่องมือแก้ไขแท็กขั้นสูงและความสามารถในการจัดกลุ่มตามอัลบั้ม”

ซึ่งจะเห็นได้ว่า Mark นั้นสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในยุคนั้น ในขณะที่เข้าเรียนอยู่เพียงแค่ High School เพียงเท่านั้น และที่สำคัญ มันเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า เรื่องเงินนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการแต่อย่างใด เขาต้องการสร้างสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกเราให้ดีขึ้น จนได้มาสร้าง Facebook ขึ้นมาจนประสบความสำเร็จอย่างสูงในภายหลังนั่นเอง

และสุดท้าย เขาก็ได้ประกาศสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ หลังจากภรรยาคลอดลูกสาวคนแรก นั่นก็คือการประกาศบริจาคหุ้น 99% ที่เขามีใน Facebook ให้กับองค์กรการกุศล

เนื่องจากโครงสร้างสองชั้นที่ไม่เหมือนใครของการถือหุ้นใน Facebook ซึ่งเขาเป็นเจ้าของหุ้น Super Voting พิเศษ Zuckerberg จึงสามารถให้หุ้นสามัญได้ในขณะที่ยังคงสามารถควบคุมเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เขาก่อตั้งขึ้นในปี 2004 ได้อยู่อย่างเบ็ดเสร็จ แม้จะบริจาคหุ้นไปจำนวนมหาศาลเพื่อการกุศลแล้วก็ตามที

CEO ของ Facebook ประกาศการบริจาคของเขาในจดหมายถึง Max ลูกสาวคนแรกของเขา

“วันนี้ผมและภรรยาตั้งใจจะใช้ชีวิตด้วยการทำส่วนเล็ก ๆ ของเราเพื่อช่วยแก้ปัญหาความท้าทายเหล่านี้ ผมจะยังคงทำหน้าที่เป็น CEO ของ Facebook ต่อไปอีกหลายปี แต่ปัญหาเหล่านี้สำคัญเกินกว่าจะรอจนกว่าที่ผมจะแก่กว่าเพื่อเริ่มงานนี้ ซึ่งการเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ เราหวังว่าจะเห็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้นตลอดชีวิตของผม”

“พวกเราก็ได้เริ่มมูลนิธิ Chan Zuckerberg เพื่อเข้าร่วมกับผู้คนทั่วโลกเพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย์และส่งเสริมความเท่าเทียมกันสำหรับเด็กทุกคนในรุ่นต่อไป จุดเริ่มต้นของการมุ่งเน้นของเราคือการเรียนรู้ส่วนบุคคล การรักษาโรค การเชื่อมโยงผู้คนและการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน”

“ผมจะมอบหุ้น Facebook ของเรา 99% ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 45 พันล้านเหรียญในช่วงชีวิตของเราเพื่อพัฒนาภารกิจนี้ เรารู้ว่านี่เป็นผลงานเล็กน้อยเมื่อเทียบกับทรัพยากรและความสามารถของผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว แต่เราต้องการทำสิ่งที่เราทำได้และทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้ดีขึ้นในอนาคต”

ต้องบอกว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่น่าแปลกใจเนื่องจากเมื่อ 5 ปีก่อนหน้า Mark ได้ลงนามใน “Giving Pledge” – พร้อมกับเศรษฐีทางด้านเทคโนโลยีคนอื่น ๆ เช่น Bill Gates เพื่อมอบทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ของเขาให้กับการกุศลมาก่อนหน้านี้แล้ว

Mark ได้กล่าวถึง Gates ว่าเป็นหนึ่งในวีรบุรุษในวัยเด็กของเขาเพราะความกระตือรือร้นในการสร้าง Microsoft ให้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี  Gates เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกโดยมีมูลค่าประมาณ 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลของ Bloomberg Billionaires ซึ่งคาดการณ์ว่ามูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของ Mark Zuckerberg อยู่ที่ สี่หมื่นหกพันล้านเหรียญสหรัฐ

Bill Gates ที่เปรียบเสมือนฮีโร่ของ Mark Zuckerberg
Bill Gates ที่เปรียบเสมือนฮีโร่ของ Mark Zuckerberg

Mark ได้ชื่นชมความพยายามเพื่อการกุศลของ Gates ด้วยเช่นกัน จนกลายเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรก ๆ ที่เข้าร่วม Giving Pledge ซึ่งเป็นความริเริ่มที่เริ่มต้นโดย Gates และ Warren Buffett เพื่อนำเงินจากบุคคลที่ร่ำรวย มาบริจาคให้มากกว่าครึ่งหนึ่งของความมั่งคั่งของพวกเขาเพื่อการกุศล ในช่วงอายุของพวกเขาหรือหลัง โดย Gates ได้ให้คำมั่นว่าจะมอบทรัพย์สินอย่างน้อย 95 เปอร์เซ็นต์เพื่อโครงการดังกล่าว

จากบทความชุดนี้เราจะเห็นได้ว่า เหล่าเศรษฐี ในประเทศอเมริกา นั้นกำลังสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเศรษฐีรุ่นหลัง ๆ ในการบริจาคเงินที่ได้จากการทำธุรกิจ โดยไม่ใช่ทำเพื่อเพียงการประชาสัมพันธ์ หรือ ทำ CSR ให้กับองค์กรเพียงอย่างเดียวเหมือนที่เราได้เห็นในประเทศไทย

แต่มันเป็นการบริจาคความมั่งคั่งส่วนตัว และเป็นส่วนใหญ่ที่มากกว่าครึ่งที่พวกเขาเหนื่อยตรากตรำ สร้างธุรกิจของพวกเขามา ต้องบอกว่า Mark Zuckerberg นั้นถือเป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่น่าทึ่ง ที่พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกเรา ไม่ว่าจะเป็นผ่านทางเรื่องธุรกิจอย่าง Facebook ที่มีนวัตกรรมที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์เรามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในเรื่องการกุศล ที่เขาต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น ผ่านกองทุนการกุศล Chan-Zuckerberg ของเขาและภรรยา นั่นเองครับ ซึ่งผมคิดว่าเศรษฐีในไทยเราน่าจะเอาอย่างบ้างนะคร้าาาบบบบ

–> อ่านเพิ่มเติมประวัติ Mark Zuckerberg

References : https://techcrunch.com/2010/10/31/zuckerberg-d-angelo/
https://www.geeknaut.com/synapse-media-player-mark-zuckerbergs-music-app-04191641.html
http://geekhmer.github.io/blog/2016/03/01/4-startups-mark-zuckerberg-created-before-facebook/
https://www.businessinsider.com/mark-zuckerberg-giving-away-99-of-his-facebook-shares-2015-12


Peter Thiel กับเรื่องราวดราม่าของเจ้าพ่อนักลงทุนแห่ง Silicon Valley

ต้องบอกว่า Peter Thiel เป็นผู้ที่มีอิทธิพล ลำดับต้น ๆ ใน silicon valley เลยก็ว่าได้ ถือว่าเป็นนักลงทุน อันดับต้น ๆ ผู้ขับเคลื่อนเหล่า Startup หน้าใหม่ของอเมริกา รวมถึงการเป็นผู้ลงทุนกลุ่มแรก ๆ ของ facebook  social network อันดับหนึ่งของโลก

ชีวิตของ Thiel นั้นผ่านงานมาอย่างโชกโชน ทั้งงานด้านเสมียนในศาลฏีกา งานด้านกฏหมายในสำนักงาน  Sullivan & Cromwell ในเมืองนิวยอร์ก และเริ่มหันมาสนใจเรื่องการเงิน โดยย้ายมาทำงานเป็นนักเทรดอนุพันธ์ทางการเงิน เครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่ Credit Suisse แต่เหมือนกับเป็นการค้นหาชีวิตว่าเขาชอบทำอะไรกันแน่ ทั้งที่ผ่านงานมาหลายรูปแบบ แต่เขาไม่ได้รู้สึกว่าตอบโจทย์กับชีวิตเขาเลยด้วยซ้ำ

ในวัย 30 ปี เขาได้ตัดสินใจเดินทางกลับมายังแคลิฟอร์เนีย ในขณะนั้น อินเตอร์เน็ตกำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่ง เริ่มมีบริการต่าง ๆ ขึ้นไปออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก ทำให้ Thiel เห็นถึง Trend ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับยุคของอินเตอร์เน็ต

Thiel จึงตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะตกขบวนเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตครั้งนี้ไม่ได้ สิ่งที่เขาตามหามานาน แสนนาน ก็คือเจ้าอินเตอร์เน็ตนี่เอง เขาจึงได้ระดมทุนจากเพื่อน ๆ และครวบครัวและญาติพี่น้อง ได้เงินมากว่า 1 ล้านเหรียญเพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการก่อตั้ง Thiel Capital Management บริษัทที่จะเน้นการลงทุนด้านบริการที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต

Thiel ได้ทดลองกับโครงการต่าง ๆ มากมาย ที่จะทำประโยชน์หรือหารายได้ผ่านอินเตอร์เน็ต แต่ผ่านไป 2 ปีแทบจะไม่มีโครงการไหนสำเร็จเลยเสียด้วยซ้ำ ในปี 1999 เขากับเพื่อนจึงได้ตัดสินใจเปิดบริษัทซอฟต์แวร์ในชื่อ Confinity ขึ้น โดยผลิตภัณฑ์แรกที่ทำการพัฒนาขึ้นมาชื่อว่า Fieldlink ซึ่งเป็นนวัตกรรมการชำระเงินผ่านเครื่อง Palm Pilot 

และในปีเดียวกันนั้นเองที่เขาเริ่มเห็นตลาดบางอย่างของการชำระเงินในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งในยุคนั้นการชำระด้วย Credit Card นั้นแทบจะเป็นบริการหลักที่ใช้ในการชำระเงินแบบออนไลน์สำหรับชาวอเมริกัน Thiel อยากสร้างทางเลือกอื่นให้กับผู้บริโภค

เขามองไปที่ Digital Wallet ที่จะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค ซึ่งต้องเป็นบริการที่มีความปลอดภัยมีการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อไม่ให้โดนโจรกรรมได้ง่าย และเขาก็ได้สร้างบริการ paypal ขึ้นมาได้สำเร็จในที่สุด 

และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ก็ได้เกิดคู่แข่งที่สำคัญ สตาร์ทอัพ หน้าใหม่ ที่นำโดย Elon Musk ที่ได้เปิดบริการอย่าง X.com เข้ามาแข่งกับ paypal โดยตรง มันเป็นสงครามที่ดุเดือด ใครที่เป็นฝ่ายชนะ จะได้เขียนประวัติศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรมทางด้านการเงินแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งภายหลังทั้งคู่ก็ได้จับมือกันในที่สุด

เคยขับเขี่ยวกับ Elon Musk ใน Paypal
เคยขับเขี่ยวกับ Elon Musk ใน Paypal

และสุดท้ายก็เป็น Peter Thiel ที่นำพา paypal เข้าสู่ตลาดหุ้นได้สำเร็จในปี 2002 และถูกซื้อกิจการโดย ebay ในมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านเหรียญ

ความสำเร็จของ Peter Thiel ที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดคงเป็นเรื่องการเป็น Angel Investor ให้กับ facebook บริการ Social Network หน้าใหม่ในปี 2004 โดยเขาลงทุนก้อนแรกให้ facebook ไปกว่า 500,000 เหรียญ เพื่อแลกกับหุ้น 10.2% ในบริษัท และกลายมาเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัทในที่สุด

ภาพของ Peter Thiel ในเหล่า Startup ทั้งหลาย เปรียบดั่งเหมือนพระเจ้า บริษัท Startup ใหม่ๆ  ต่างมุ่งเข้าหา Peter Thiel เพื่อเสนอ idea ธุรกิจ รวมถึง model ธุรกิจใหม่ๆ  เพื่อชักจูง Peter Thiel เข้ามาลงทุนให้ได้  ซึ่งก็ต้องบอกว่า Peter Thiel นั้นเป็นผู้อยู่เบื้องหลังผู้ให้เงินลงทุน กับ Startup ชื่อดังหลาย ๆ ราย เช่น LinkedIn  , Yelp  หรือ Yammer  ซึ่งล้วนแต่เป็นกิจการที่กำลังทะยานมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งสิ้น

ซึ่ง Peter Thiel นั้นเป็นหนึ่งในกลุ่ม Paypal มาเฟีย ที่มามีอิทธิพล ต่อโลกของ Startup ยุคใหม่ เฉกเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมก่อตั้งของเขา ที่โด่งดังในตอนนี้อย่าง Elon Musk กลุ่ม Paypal มาเฟีย หลังจากขายกิจการ Paypal ให้กับ Ebay เป็นที่เรียบร้อย ก็หันมาเปิด Venture Capital เพื่อลงทุนต่อกับกลุ่ม Startup ใหม่ และพร้อมผลักดันให้ธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้น เฉกเช่นเดียวกับ ที่ facebook เคยทำได้

Thiel เป็นหนึ่งในบุคคลที่อิทธิพลสูงมากต่อเหล่า Startup ในอเมริกา
Thiel เป็นหนึ่งในบุคคลที่อิทธิพลสูงมากต่อเหล่า Startup ในอเมริกา

เราอาจจะได้เห็นตามข่าว ล้วนมีแต่ด้านดี ๆ มอง Peter Thiel เป็นนักคิด นักพัฒนา หัวก้าวหน้า เพียงด้านเดียว แต่เค้าเป็นคนหนึ่งที่มารู้ภายหลัง ในเรื่องการสนับสนุนเงินทุนด้านการฟ้องร้องสื่อชื่อดังอย่าง Gawker.com เว๊บข่าวที่ตีแผ่ความจริงเรื่องต่าง ๆ ในสังคม ที่สื่อในกระแสไม่สามารถเผยแพร่ได้ จากการฟ้องร้องของ Hulk Hogan ที่ทำการฟ้องร้อง Gawker.com ที่ได้นำ clip หลุดการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของเพื่อนเขา

Hulk Hogan ที่ยื่นฟ้อง Gawker.com หวังให้ล้มละลาย
Hulk Hogan ที่ยื่นฟ้อง Gawker.com หวังให้ล้มละลาย

เรื่องนี้ น่าสนใจอย่างยิ่ง ทำไม นักธุรกิจระดับหมื่นล้าน อย่าง Peter Thiel นั้นต้องมาสนับสนุนให้ฟ้อง Gawker.com ให้ถึงขั้นล้มละลายได้  ไม่น่าแปลกใจเลยเพราะ Gawker.com นั้นเล่น ในหลายประเด็นที่สื่อหลักไม่สามารถนำเสนอได้ เช่น เรื่องประเด็นเรื่องรสนิยมทาง เพศของ Peter Thiel ซึ่งคิดว่า Peter Thiel นั้นถึงขั้นเกลียด Gawker.com ที่มาเล่นประเด็นเรื่องนี้กับเขา รวมถึงแนวคิดต่าง ๆ ของ  Peter Thiel ที่ต้องบอกว่าแปลกประหลาดมาก ๆ ที่สื่อเทคโนโลยี ไม่ได้นำเสนอมุมมองด้านนี้ของ Peter Thiel ซักเท่าไหร่

คดีนี้ถือว่าเป็นคดีที่น่าสนใจในวงการสื่อของอเมริกา เนื่องจากการมาเปิดเผยภายหลังของ Peter Thiel ว่าเป็นผู้สนับสนุนหลักในการฟ้องร้อง Gawker.com และประกาศจุดยืนชัดเจนว่าต้องการให้ Gawker.com ล้มละลาย เนื่องจากความเกลียดส่วนตัว ซึ่งทำให้วงการสื่อสนใจเป็นอย่างมาก

เนื่องจากมีผลต่อเรื่องอิสระในการนำเสนอของสื่อชัดเจน และ ที่สำคัญ ต่อไปหากมีนายทุนคนไหนไม่พอใจ ก็จะหาวิธีในการทำลายสื่อด้วยวิธีการนี้ได้อีกนั่นเอง แต่ในที่สุดแล้วคดีนี้ นั้น Hulk Hogan ก็สามารถเอาชนะคดีได้ จนสุดท้ายต้องทำให้ Gawker.com ต้องยื่นขอล้มละลาย เพราะไม่สามารถนำเงินมาจ่ายชดเชยตามค่าปรับได้ ตามที่ศาลสั่ง เป็นตัวจุดชนวนที่น่าสนใจในวงการสื่อสารมวลชนอเมริกา ที่นายทุนรายใหญ่ สามารถ เอาชนะสื่อรายเล็ก ๆ อย่าง Gawker.com ได้สำเร็จนั่งเองครับ

References : wikipedia.org
https://www.forbes.com/sites/mattdrange/2016/06/21/peter-thiels-war-on-gawker-a-timeline/
https://www.vanityfair.com/news/2018/02/the-thiel-gawker-saga-takes-an-even-darker-turn
https://www.nytimes.com/2018/01/12/business/media/thiel-gawker-bid.html

ความผิดพลาดครั้งสำคัญที่สุด ของชายที่ชื่อ Masayoshi Son

Masayoshi Son CEO ของ SoftBank Group ยอมรับว่าเขาทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในการจัดการการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ของ Softbank ใน WeWork โดยเฉพาะในส่วนของ WeTech

“การตัดสินใจลงทุนของผมนั้นแย่มาก” เขากล่าวในการแถลงข่าวที่โตเกียวตามรายงานของ Wall Street Journal “ผมเสียใจในหลาย ๆ ด้าน กับสิ่งที่เกิดขึ้น”

Masayoshi Son นั้นผ่านการลงทุนมามายมายตั้งแต่ช่วง dot com boom เมื่อปี 2000  จนสามารถกลายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกแซงหน้า bill gate ได้ แต่ก็เพียงไม่นาน ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนผัน เนื่องจากภาวะ dot com crash ในปี 2000 ทำให้เงินของเขาหายไปกว่า 99% แต่ด้วยความเชื่อของเขาว่า สุดท้าย บริษัทเทคโนโลยีก็จะเข้าสู่จุดสมดุลอีกครั้ง

เนื่องจากการเติบโตของผู้ใช้ internet รวมถึง การพัฒนาการของเทคโนโลยีที่มีอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาสามารถกลับมายืนบนเส้นทางนักลงทุนทางด้านเทคโนโลยีได้อีกครั้ง

ที่น่าสนใจคือ เขาเป็นคนแรก ๆ ที่ให้ทุนแก่ jack ma ที่สร้างอาณาจักร alibaba ได้อย่างยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน ตอนนั้น บริษัทของ jack ma นั้นแทบจะไม่มีกำไร และมีพนักงานเพียงน้อยนิดเท่านั้น เรียกว่าเป็นการลงทุนที่เชื่อมั่นใน jack ma เป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้

Son เป็นผู้ที่เชื่อในตัว Jack Ma มาตั้งแต่เริ่มลงทุนครั้งแรก
Son เป็นผู้ที่เชื่อในตัว Jack Ma มาตั้งแต่เริ่มลงทุนครั้งแรก

ที่ให้ทุนกับ jack ma ไปสร้างอาณาจักร alibaba จนสามารถยิ่งใหญ่ได้ในปัจจุบัน และสามารถทำกำไรให้เขาได้อย่างมากมาย เนื่องจาก alibaba นั้นกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ แห่งหนึ่งของโลกในขณะนี้ก็ว่าได้

ซึ่งการลงทุนในระดับตำนานของเขาคือการลงทุนใน ARM  ซึ่งเขามองว่า ARM นั้นครองส่วนแบ่งได้ถึง 99% ในตลาด chip ของมือถือ ซึ่งกว่า 1000 ล้าน device ในปัจจุบัน นั้นใช้ chip ของ ARM แล้วทำไมเขาถึงจะไม่ลงทุนในบริษัทที่ส่วนแบ่งการตลาดขนาดนี้ รวมถึง ในอนาคตนั้น ไม่ใช่แค่มือถืออย่างเดียวที่ใช้ chip

แต่ภายหลังจากที่เข้าลงทุนใน WeWork และการลงทุนอื่น ๆ อีก 20 แห่ง ภายใต้กองทุนใหม่ของ Masayoshi Son ที่มีชื่อว่า Vision Fund ที่มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยี ที่มีมูลค่ากองทุนกว่าแสนล้านดอลลาร์

ผลการลงทุนครั้งนี้ทำให้ Softbank นั้นขาดทุน 9 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ผ่านมา นับเป็นการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้ง SoftBank Group ซึ่งมียอดขาดทุนสุทธิ 6.4 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่สามซึ่งถือเป็นสถิติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 38 ปี ของบริษัท

ประสิทธิภาพที่ย่ำแย่โดยเฉพาะการลงทุนใน WeWork และ Uber ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของ SoftBank ทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นกับ SoftBank เป็นอย่างมาก โดยถูกบันทึกมูลค่าหุ้น WeWork ลงเหลือเพียง 4.7 พันล้านดอลลาร์ และทำให้เงินทุน Vision Fund ลดลง 3.5 พันล้านดอลลาร์

SoftBank ได้ชำระหนี้และทุนจำนวน สองหมื่นล้านดอลลาร์ใน WeWork รวมถึงเงินช่วยเหลือจำนวน 9.8 พันล้านดอลลาร์จากการปลด Adam Neumann ซีอีโอคนเก่าออก ตามที่ตกลงกันไว้เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาซึ่งทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของ Softbank อยู่ที่ 80%  ซึ่ง Son สัญญาว่าการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับ WeWork

SoftBank อ้างว่ามูลค่าของ WeWork สูงถึง 47 พันล้านเหรียญสหรัฐจนกระทั่งภายหลังการเกิดวิกฤติครั้งใหญ่ในการเสนอขายหุ้น IPO ซึ่งได้เปิดเผยสถานการณ์ทางการเงินที่น่าเป็นห่วงจนเรื่องมันแดงขึ้นมา

Son ยอมรับว่าเขาประเมินผิดพลาดถึงพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของ Adam Neumann อดีตซีอีโอ ของ WeWork  “ผมผิดพลาดที่มองเขาไม่รอบคอบ” เขากล่าว

การเข้าลงทุนใน WeWork ถือเป็นความผิดพลาดครั้งสำคัญของ Son
การเข้าลงทุนใน WeWork ถือเป็นความผิดพลาดครั้งสำคัญของ Son

Son กล่าวว่าเขามีแผนฟื้นฟูสามขั้นตอน สำหรับ WeWork ซึ่งปัจจุบัน SoftBank เป็นเจ้าของส่วนใหญ่แล้ว ขั้นตอนแรกคือ WeWork หยุดการสร้างสำนักงานใหม่เป็นเวลาสามถึงสี่ปีเพราะการก่อสร้างใหม่เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก 

ประการที่สองคือทำการปรับปรุงโครงสร้างของ WeWork เพื่อลดต้นทุนอื่น ๆ  และประการที่สาม WeWork สามารถลดธุรกิจที่ไม่ทำกำไรได้  “ดังนั้นด้วยความคิดทั้งสามข้อนี้เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถปรับปรุง WeWork ได้อย่างมาก” Son กล่าว

แต่ถึงกระนั้นเขาก็ปกป้องผลงานโดยรวมของ Vision Fund และกล่าวว่าเขากำลังวางแผนระดมทุนอีก แสนล้านดอลลาร์ ในกองทุน โดยอ้างว่านักลงทุนในกองทุนแรก มีความกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมลงทุนกับเขาอีกครั้ง

ซึ่งในท้ายที่สุด Son ได้มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับศักยภาพในการเปลี่ยน WeWork ให้เป็นธุรกิจที่มีกำไรได้ แม้จะเป็นเจ้าของถึง 80% ของบริษัท แต่ก่อนหน้านี้ SoftBank ก็ยังไม่สามารถควบคุม WeWork ได้อย่างเต็มที่ 

ซึ่งหลังจาก Wework ได้รับเงินช่วยเหลืออีก 9.5 พันล้านดอลลาร์ SoftBank ก็สามารถแต่งตั้งประธานกรรมการบริหารของตัวเองได้ โดยคนที่ Son วางไว้ที่จะมากู้วิกฤติที่ WeWork คือ Marcelo Claure ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็น ซีอีโอ ของ Sprint บริษัทที่ Softbank เป็นเจ้าของอีกราย

ซึ่งต้องบอกว่าจากประวัติที่ผ่านมา Son เป็นนักลงทุนที่น่าทึ่ง แม้เขาจะผิดพลาดในการลงทุนกับ WeWork หรือ Uber แต่คำ ๆ หนึ่ง นั่นก็คือ คำว่า “Believe” ที่เขามักพูดออกสื่ออยู่บ่อย ๆ นั้น สิ่งที่เขาพูดมักจะกลายเป็นความจริงในทุก ๆ ครั้ง ด้วยความเชื่อ และประสบการณ์ของเขานั้น แม้จะมีความผิดพลาดบ้าง แต่ความเชื่อของเขาโดยส่วนใหญ่นั้นสามารถทำนายอนาคตของเราได้ว่า เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในด้านไหน ที่จะมีบทบาทที่สำคัญอย่างมาก กับการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอนาคตนั่นเองครับ

References : https://www.cityam.com/softbank-warns-of-steeper-losses-as-it-takes-hit-on-wework/
https://www.businessinsider.sg/softbank-ceo-says-he-was-foolish-to-invest-in-wework-2020-5
https://therealdeal.com/2019/11/06/softbanks-masa-son-i-ignored-weworks-problems-made-bad-investments-in-us-tech-firms-and-im-really-sorry/
https://economictimes.indiatimes.com/small-biz/startups/newsbuzz/softbanks-masayoshi-son-had-a-bad-2019-heres-what-he-can-buy-in-2020/articleshow/73040204.cms

ปัญหา Double-Spending กับการก่อกำเนิดขึ้นของ Blockchain

จากการที่เคยพุ่งทะยานไปจนถึงจุดสูงสุดของมูลค่า Bitcoin ที่เป็น Crypto Currency ที่มีมูลค่าสูงสุด ซึ่งทำให้มีผู้คนร่ำรวยไปเป็นจำนวนมาก และในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายคนที่ขาดทุน จนหมดตัว กับการซื้อขายสกุลเงิน ดิจิตอลอย่าง Bitcoin

Satoshi Nakamoto นั้น ได้ทำการสร้าง Bitcoin และทำการ design ส่วนของ reference สำหรับการให้คนอื่นมา implement ต่อ  ซึ่งเค้าได้ทำการสร้าง database ตัวแรกของ blockchain รวมถึงได้ทำการแก้ปัญหาสำคัญของ digital currency คือ การแก้ปัญหาในเรื่อง double-spending 

ปัญหา Double-Spending คืออะไร?

ปัญหา double spending นั้นเป็นปัญหาที่สำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี blockchain ซึ่งเงินในรูปแบบ digital นั้น เราสามารถที่จะใช้ token เดียวกันในการจ่ายเงินได้มากกว่า 1 ครั้ง ซึ่งเนื่องจาก digital token นั้นอยู่ในรูปแบบของ file digital ซึ่งสามารถที่จะทำซ้ำหรือปลอมแปลงขึ้นมาได้ง่าย เช่นเดียวกับรูปแบบของเงินปลอม ซึ่งปัญหาของ Double-Spending นั้นหากไม่ได้รับการแก้ไขอาจนำมาซึ่งอัตราเงินเฟ้อได้ในระยะยาว และอาจจะทำให้ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานในที่สุด

ตัวอย่างง่าย ๆ ให้เห็นภาพของปัญหา Double-Spending

สมมติว่าเรามีนาฬิกา 1 เรือน หากเราอยากจะมอบให้ใคร เราก็จะมอบนาฬิกาเรือนนั้น ให้คนๆนั้นได้คนเดียว แต่เมื่อการส่งนาฬิกาให้กันอยู่ในรูปแบบดิจิตอล เช่น ไฟล์ภาพนาฬิกา เราก็สามารถส่งภาพนาฬิกาได้ ทาง facebook , Line หรือ email ให้มีหลายคนได้ในเวลาพร้อมกัน  ด้วยเหตุนี้ Blockchain จึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “ผู้ตรวจสอบการทำธุรกรรมซ้อน” หรือ Miner ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกเลือกขึ้นมาในเครือข่ายของ Blockchain นั้นๆ นั่นเอง

การพัฒนา Bitcoin

เริ่มต้นจากในเดือนตุลาคมปี 2008 Nakamoto ได้ทำการส่ง paper ไปยัง metzdowd.com โดยเขาได้อธิบายเกี่ยวกับ bitcoin digital currency โดยมีหัวข้อของ paper คือ “Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System” ซึ่งหลังจากนั้นในเดือนมกราคม ปี 2009 ทาง Nakamoto ได้ทำการปล่อยตัว software version แรก โดยได้เริ่มสร้าง units แรกของ bitcoin ในรูปแบบของ bitcoin cryptocurrency และได้ปล่อยไปยัง website opensource ชื่อดังอย่าง sourceforge.net ในวันที่ 9 มกราคมปี 2009

ซึ่ง Nakamoto ได้อ้างว่าเขาได้เริ่มพัฒนา code ของ bitcoin ในปี 2007  ซึ่งการออกแบบตั้งแต่ตอนแรกนั้นเขาได้ออกแบบให้มีการรองรับประเภทของธุรกรรมได้หลากหลายรูปแบบ เขาจึงใช้ solution ที่เป็นรหัสเฉพาะตั้งแต่เริ่มต้น โดยผ่านการใช้ predicative script

หลังจากนั้น Nakamoto ได้ทำการสร้าง website bitcoin.org  และได้เริ่มหาความร่วมมือจากนักพัฒนาคนอื่น ๆ จนกระทั่งกลางปี 2010 เขาได้เริ่มส่งมอบตัว sourcecode ให้กับ Gavin Andresen และได้ทำการโอน อีกหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับ bitcoin ไปยังสมาชิกที่มีความสามารถโดดเด่นใน community ของ bitcoin  และเริ่มที่จะหยุดการมีส่วนร่วมกับโครงการดังกล่าว

โดย Nakamoto นั้นได้ทิ้งข้อความที่สำคัญไว้ใน block แรกของ bitcoin คือ “The Times 3 January 2009 Chancellor on binkout for bailout for the bank” จึงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่า block แรกของ bitcoin นั้นมีการถือกำเนิดขึ้นใน วันที่ 3 มกรามคม ปี 2009 เวลา 18:15:05 GMT  ซึ่ง block แรกนี้ถือเป็น block ประวัติศาสตร์ของ bitcoin เพราะจะไม่เหมือนกับ block อื่น ๆ ที่ create ตามมาภายหลังจนถึงปัจจุบัน เพราะ เป็น block เดียวที่ไม่มี References อ้างไปถึง block ก่อนหน้า ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้เริ่มมีการทดสอบ transaction ตั้งแต่ในช่วงกลางเดือนมกราคม ปี 2009 และก็เริ่มมีคนมาสร้างเหมืองทำ bitcoin ต่อมาจวบจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งจากข้อมูลที่เปิดเผยของ transaction log ที่เป็น address ของ Nakamoto นั้นประเมินว่าเขามีปริมาณ bitcoins อยู่ที่ 1 ล้าน bitcoins ซึ่ง ณ วันที่ 17 ธันวาคม ปี 2017 ที่ราคาขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของ bitcoin นั้นทำให้เขามีทรัพย์สินเป็นมูลค่ากว่า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับที่ 44 ของโลกโดยทันที

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Double-spending https://en.wikipedia.org/wiki/Blockchain https://en.wikipedia.org/wiki/Bitcoin