Jeff Bezos & Ula แล้วอะไรเป็นสิ่งดลใจให้ Bezos เข้าลงทุนครั้งแรกในอาเซียน

เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ทำให้ Jeff Bezos ถึงได้เข้ามาลงทุนครั้งแรกในแถบโซนบ้านเราอย่างอาเซียน ซึ่งดูเหมือน Bezos ก็ไม่ได้สนใจในตลาดแถวนี้ซักเท่าไหร่นัก จะเห็นได้จากการที่ปล่อยให้ Shopee กับ Lazada แย่งขับเคี่ยวความเป็นผู้นำในย่านนี้มาอย่างยาวนาน

เอาจริง ๆ ผมก็พยายามลองหาข้อมูลดูว่า มันมีอะไรน่าสนใจใน Ula สตาร์ทอัพของประเทศอินโดนีเซีย ที่ไปเข้าตา Jeff Bezos ได้บ้าง แต่ก็ดูเหมือนข้อมูลจะน้อยมาก ๆ

Ula เองก็เพิ่งตั้งมาแค่ 1 ปีเท่านั้น ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรมากมายในตลาดนี้ แต่ก็อย่างว่า ตอนนี้การทำสตาร์ทอัพในประเทศอินโดนีเซีย มันง่ายกว่าประเทศอื่น ๆ ในแถบนี้ เพราะขนาดของตลาดที่มีขนาดใหญ่มหาศาล มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน ก็ถือว่าพวกเขาได้เปรียบในเรื่อง economy of scale ทำให้ดึงดูดเงินลงทุนไปได้จำนวนมาก

ข้อมูลที่ว่า Ula นำเสนอเทคโนโลยีเพื่อมาตอบโจทย์ค้าปลีกขนาดเล็ก พวก sme ต่าง ๆ ให้สามารถขายไปออนไลน์ ไปยังเมืองอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ฟังดูมันก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ บริการแบบนี้มีอยู่เยอะแยะไปหมดแม้กระทั่งในประเทศไทยเราเอง อยู่ที่จะเรียกมันว่าอะไรเท่านั้น

การรุกคืบสู่ยุโรปของ Shopee

ต้องบอกว่าเป็นการขยายกิจการที่น่ากลัวเลยทีเดียวสำหรับ Shopee ในการบุกสุ่ยุโรปครั้งแรก โดยเริ่มต้นในประเทศโปแลนด์ ตามข่าวที่ออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่นอนว่า ที่ยุโรปนั้น Ecommerce แพลตฟอร์มอันดับหนึ่งที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดก็คือ Amazon นั่นเอง

Amazon ทิ้งห่างคู่แข่งในตลาด Ecommerce ยุโรป (CR:ecommercenews.eu)
Amazon ทิ้งห่างคู่แข่งในตลาด Ecommerce ยุโรป (CR:ecommercenews.eu)

ผมมองว่าสาเหตุนึงที่ Bezos ต้องหันกลับมามองอาเซียนบ้าง น่าจะมาจากการบุกยุโรปของ Shopee น่าจะเป็นปัจจัยนึ่งที่ถือเป็นการท้าทายอำนาจของ Amazon ในแถบยุโรป

แม้ Amazon เองจะมีบริการอยู่ในสิงคโปร์ แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถขยายออกไปประเทศอื่น ๆ ได้เลยในแถบอาเซียน ซึ่งก็น่าจะมาจากพฤติกรรมการซื้อขายออนไลน์ ที่ดูจะมีวัฒนธรรมเฉพาะของแถบอาเซียนเรา ซึ่งจะคล้าย ๆ กับในประเทศจีน

Shopee เองก็ได้รับการ backup จากทุนใหญ่อย่าง Tencent จากประเทศจีน ก็ถือเป็นตัวตายตัวแทนของ Ecommerce ของโซนบ้านเราที่จะไปลองขยายกิจการในทวีปยุโรป ซึ่งก็น่าสนใจมากนะครับ ว่าพวกเขาจะสามารถต่อกรกับคู่แข่งมากหน้าหลายตาในยุโรปได้หรือไม่

แต่ถ้าถามว่า การสร้างนวัตกรรมด้าน Ecommerce นั้น ส่วนตัวผมมองว่าแถบบ้านเรา หรือ ในจีนเอง ก็มีนวัตกรรมที่ล้ำหน้าไม่เป็นสองรองใครในโลก เพราะมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง เราจะเห็นสิ่งต่างๆ นวัตกรรมต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของ Gamification หรือ Live Commerce ที่เรียกได้ว่าถูกใจขาช็อปยิ่งนัก

เอาจริง ๆ มันก็เป็นเรื่องประมาทไม่ได้เหมือนกันนะครับสำหรับ Amazon ที่แม้จะนำโด่งไร้คู่แข่งทั้งในอเมริกาเหนือ หรือ ในยุโรปเอง แต่ดูเหมือนพวกเขาก็ยังไม่ได้เจอศัตรูที่น่าเกรงขาม และแข่งกันรุนแรงเหมือนในแถบโซนบ้านเรา

ซึ่งหากพวกเขาได้เจอนวัตกรรมการช็อปปิ้งสุดล้ำของ Shopee ที่ก็คาดว่าจะนำไปใช้ในยุโรปเหมือนกัน เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด บัลลังก์ของ Amazon ที่ยึดครองตลาดมาเนิ่นนานอาจถึงคราสั่นสะเทือนได้เหมือนกันนั่นเองครับผม

References :
https://www.forbes.com/sites/ardianwibisono/2021/10/05/bezos-bets-on-indonesias-mom-and-pop-shops-with-investment-in-ula
https://www.ceotodaymagazine.com/2021/10/jeff-bezos-makes-first-investment-in-southeast-asias-e-commerce/
https://www.straitstimes.com/business/companies-markets/shopee-to-debut-in-europe-with-poland-launch-sources
https://technews.helplr.xyz/bezos-invests-in-indonesian-e-commerce-company-ula/#more-444

ส่องกลยุทธ์ ยานแม่ SCBX กับการแหกกฏเดิม ๆ ของธนาคารเพื่อมุ่งหน้าสู่ Regional Company

ข่าวร้อนแรงที่สุดที่มีการประกาศมาเมื่อวานคงจะหนีไม่พ้น การเปิดตัว SCBX ที่ถูกเรียกว่า ‘ยานแม่’ ที่ต้องเรียกได้ว่าเป็นการปรับยกเครื่องโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อลุยธุรกิจใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

เรียกได้ว่าแตกย่อย เพื่อความคล่องตัว และแก้ปัญหาในเรื่องข้อจำกัดเรื่องกฏระเบียบของการเป็นธนาคาร เพื่อเดินหน้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริงสำหรับ SCBX ที่มีการกำเนิดของบริษัทร่วมทุนที่น่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็น AISCB , Alpha X , Auto X , Card X และอีกหลากหลายบริษัทตามที่สื่อต่างๆ ได้เสนอข่าวไป

ผมจะมาชวนวิเคราะห์สิ่งที่น่าสนใจจากการปรับตัวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการเซอร์ไพรส์ ที่สั่นสะเทือนแวดวงธุรกิจไทยเป็นอย่างมาก

SCB เดิมที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง?

เป็นคำถามที่น่าสนใจสำหรับเหล่าสาขาของธนาคาร หรือพนักงานที่อยู่ในยุคเก่า ที่ต้องผลัดใบก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัวของ SCB นะครับ

แน่นอนว่า SCB ได้ดำเนินการลดจำนวนสาขาไปเป็นจำนวนมากมาซักระยะหนึ่งแล้ว เอาแค่สาขาที่ใกล้บ้านผม จาก 5 สาขาลดเหลือ 1 สาขาเท่านั้น มันเป็นเทรนด์ที่ชัดเจนมากว่า การทำธุรกรรมในสาขาแบบเดิม ๆ จะลดน้อยลงไปอีกมาก ๆ ในอนาคต

สอดรับกับเทรนด์ผู้บริโภค ที่เรียกได้ว่า ปรับเปลี่ยนกันแบบต้องบังคับปรับกันเลยทีเดียว หลังจากการระบาดของ COVID-19 ที่มีการปรับตัวไปสศู่การใช้ทำธุรกรรมผ่านแอป หรือ สังคมไร้เงินสด

ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นเรื่องปรกติไปแล้ว แม้กระทั่งคนแก่คนเฒ่า ผมก็เชื่อว่าส่วนใหญ่ก็สามารถปรับตัวกันได้แล้วเช่นกัน คงเหลือคนจำนวนกลุ่มไม่มากนัก ที่ยังยึดติดกับการทำธุรกรรมผ่านธนาคารในรูปแบบเดิม ๆ

ซึ่งในอนาคตอันใกล้ เราคงเห็นพนักงานตามสาขา ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ เหลือไว้เพียงบางแห่งเท่านั้น โดยเฉพาะอาจจะเป็นในห้างสรรพสินค้า เพื่อไว้สำหรับความสะดวกให้กับคนที่มาทำกิจกรรมต่างๆ ในห้าง

เมื่อแพล็ตฟอร์มจีน โดนเล่นงานจากรัฐ

เอาจริง ๆ การปรับตัวครั้งใหญ่ของระบบธนาคารไทย น่าจะเกิดจากการเล็งเห็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ที่บริการทางการเงินของบริษัทเทคโนโลยีนั้น รุกล้ำเข้ามาในธุรกิจของธนาคารดั้งเดิมจนยึดส่วนแบ่งไปได้มากมาย

ธนาคารในประเทศเราต่าง transform ครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ โดยเริ่มจากการโอนเงินแบบไม่เสียค่าธรรมเนียม การใช้ พร้อมเพย์  หรือ การลงทุนครั้งใหญ่ในการปฏิวัติแอปบนมือถือของหลายๆ ธนาคาร ที่ตอนนี้เรียกได้ว่าธุรกรรมเกือบทุกอย่าง สามารถทำได้เพียงแค่ปลายนิ้วผ่านแอป

แต่ดูเหมือนศัตรูที่น่ากลัวอย่าง ซุปเปอร์แอป ของจีน จะถูกคลายพิษสงลงไป เนื่องจากการเข้ามาควบคุมของรัฐบาล ที่เรียกได้ว่า เดินหน้าจัดการอย่างจริงจัง ทำให้ตอนนี้คงไม่มีอารมณ์มาบุกต่างประเทศมากซักเท่าไหร่ คงขอแค่เอาตัวรอดในประเทศตัวเองให้ได้ก่อน

ซุปเปอร์แอปจีน ที่โดนเล่นงานอย่างหนักจากรัฐ (CR:The Republic)
ซุปเปอร์แอปจีน ที่โดนเล่นงานอย่างหนักจากรัฐ (CR:The Republic)

แต่ถึงแม้จะบุกมาจริง ๆ มันก็น่าสนใจนะครับ เพราะ แอปจากจีนนับรายได้ที่จะสามารถบุกต่างประเทศได้ จะมีให้เห็นก็แค่ TikTok เท่านั้นที่ดูเป็น Global Company รุกตลาดโลกได้สำเร็จ

ส่วนแอปอื่น ๆ พอเจอคู่แข่งในภูมิภาคต่าง ๆ ก็ดูเหมือนจะล้มไม่เป็นท่าเสียมากกว่า ตัวอย่างเห็นได้ชัด WeChat x Line หรือ แม้กระทั่ง Lazada เองที่กำลังเพลี่ยงพล้ำให้กับ Shopee อยู่ในขณะนี้

การมุ่งหน้าสู่ Regional Company

ส่วนนี้ผมค่อนข้างตื่นเต้นมาก ๆ กับธุรกิจธนาคารของไทย ผมคิดว่าไม่เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน ในภูมิภาคเราความล้ำของเทคโนโลยีที่ปล่อยออกมา เรียกได้ว่าแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน ทุกธนาคารต่างสร้างสรรค์บริการใหม่ ๆ ออกมาเพื่อตอบรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ซึ่งผมคิดว่า นวัตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกับแวดวงธนาคารนั้น ก็ไม่เป็นสองรองใครในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน

การปรับตัวครั้งนี้ แน่นอนว่า เกิดจากการถูกรุกล้ำเข้ามาในธุรกิจ จากเหล่าแพล็ตฟอร์มยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีใน Region ไม่ว่าจะเป็น Grab , Shopee , … ที่ดูเหมือนต่างมุ่งหน้ามาลุยในธุรกิจทางด้านการเงินเหมือน ๆ กัน

คู่แข่งตัวจริงน่าจะกลายเป็น Super App ภายใน Region (CR: Tech in Asia)
คู่แข่งตัวจริงน่าจะกลายเป็น Super App ภายใน Region (CR: Tech in Asia)

ซึ่งหากปล่อยให้เหล่าแพล็ตฟอร์มพวกนี้กินรวบ คงไม่เป็นเรื่องดีแน่นอน ซึ่งการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ครั้งนี้ของ SCBX นั้น ก็คงไม่มองแค่ตลาดในประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะหากรอ จนถูกขย้ำในบ้านเมื่อไหร่ ก็ตายสถานเดียวเหมือนในหลาย ๆ ธุรกิจ

ด้วยความพร้อมทั้งเงินทุน และ อาวุธที่สำคัญอย่างทรัพยากรมนุษย์ที่ได้ดึงดูดคนเก่ง ๆ ไปเป็นจำนวนมากในธุรกิจธนาคารไทย (ตัวอย่างสาย Tech ที่ตอนนี้ดึงกันวุ่นไปหมด และให้เงินสูงที่สุดด้วย)

ซึ่งผมก็คิดว่า ถึงเวลาที่เราก็ต้องบุกลุยต่างประเทศเหมือนกันเพื่อเป็นผู้นำใน Region ให้ได้ เพราะไม่งั้น หากเหล่าแพล็ตฟอร์มได้ข้อมูลไปจำนวนมหาศาล จากฐานผู้ใช้ของพวกเขาที่มีอยู่ทั่ว Region ก็จะทำให้พวกเขาจะได้เปรียบเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะทางด้านการเปล่อยสินเชื่อที่เปรียบเสมือนไข่ในหินของทุก ๆ ธนาคารนั่นเองครับผม

Credit Image : https://www.posttoday.com/finance-stock/news/663818

Trade War ค่าแรงและรัฐจีน เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นเริ่มมีความพยายามลดการพึ่งพาการผลิตจากจีน

ในช่วงสิ้นเดือนกันยายนที่กำลังจะมาถึง สายการผลิตของโรงงานโตชิบาในต้าเหลียนจะหยุดทำการ มันเป็นเวลา 30 ปี หลังจากที่ยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นเปิดโรงงานในเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่ขยายไปสู่ประเทศจีน

โรงงานของโตชิบาในต้าเหลียนได้ขยายการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจในเอเชียของบรษัท ซึ่งเมื่อครั้งที่พวกเขาเริ่มเปิดทำการ มันก็ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของเครือข่ายการค้าและการผลิตของภูมิภาค 

แต่ตอนนี้ด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป ค่าจ้างรายชั่วโมงโดยคนงานชาวจีนได้เพิ่มขึ้นสิบเท่าในรอบศตวรรษที่ผ่านมา เป็น 6.20 ดอลลาร์ แต่นั่นยังคงเป็นอัตราหนึ่งในสี่ของอัตราค่าแรงของคนญี่ปุ่น และเป็นสองเท่าของค่าจ้างแรงงานไทย

และแน่นอนว่าความตึงเครียดทางการเมืองกำลังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับกลุ่มธุรกิจ ที่เริ่มถูกรัฐเข้ามาควบคุมอำนาจต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จากที่ได้เห็นในหลากหลายกรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัทเทคโนโลยีของจีนเอง หรือ สงครามการค้าที่เกิดขึ้นกับโลกตะวันตกที่กำลังทวีความรุนแรง

แนวโน้มเหล่านี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมสัดส่วนของจีนในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของญี่ปุ่นจึงลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2012

จำนวนบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตที่บริษัทญี่ปุ่นมีอยู่ในประเทศจีนหยุดเติบโตเมื่อเกือบทศวรรษที่แล้ว ในขณะที่อื่น ๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย อินโดนีเซีย ไทยและเวียดนาม ยังคงเติบโตต่อไป

โตชิบาจะชดเชยกำลังการผลิตบางส่วนด้วยการขยายโรงงาน 50 แห่งที่ญี่ปุ่นบ้านเกิดของพวกเขาและเวียดนาม และทำให้พวกเขาได้เข้าโครงการเงินอุดหนุนประจำปีของรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและการกระจายห่วงโซ่อุปทาน ที่มีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาจีน

บริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ อีกหลายแห่งพบว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ในเดือนนี้ OKI Electric Industry ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายเล็กของญี่ปุ่น ประกาศว่าโรงงานในเซินเจิ้น ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว จะหยุดผลิตเครื่องพิมพ์ โดยกำลังการผลิตดังกล่าวจะย้ายไปยังโรงงานที่มีอยู่ในประเทศไทยและญี่ปุ่นแทน 

OKI Electric Industry ที่จะย้ายกำลังการผลิตจากเซินเจิ้นมาที่ไทย (CR:NNA Business News)
OKI Electric Industry ที่จะย้ายกำลังการผลิตจากเซินเจิ้นมาที่ไทย (CR:NNA Business News)

ถึงอย่างไรก็ตาม บริษัทส่วนใหญ่ก็ยังไม่รีบออกจากจีนโดยทันที การสำรวจเมื่อปีที่แล้วสำหรับ Japan External Trade Organisation ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล พบว่า 8% ของบริษัทญี่ปุ่นกล่าวว่าพวกเขากำลังวางแผนที่จะลดกำลังการผลิตในประเทศจีน

บริษัทระดับโลกหลายแห่ง ตั้งแต่ Hasbro (ผู้ผลิตของเล่นชาวอเมริกัน) ไปจนถึง Samsung (บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเกาหลีใต้) กำลังดำเนินการในลักษณะเดียวกัน 

มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดห่วงโซ่อุปทานในประเทศจีน เพราะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับสองของโลก เป็นรองเพียงแค่อเมริกาเท่านั้น และดูจากเทรนด์ที่เกิดขึ้นมีโอกาสที่จีนจะแซงหน้าอเมริกาในไม่ช้า

แน่นอนว่าสถานการณ์ในตอนนี้บริษัทต่างๆในญี่ปุ่น พบว่าตนเองถูกกดดัน โดยความจำเป็นในการลดต้นทุน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นจะโดนโจมตีหนักทั้งสินค้าจากเกาหลีใต้และสินค้าแบรนด์ในประเทศจีนเอง

หลังจากผ่านยุคอนาล็อก ที่ต้องเรียกได้ว่ายุคนั้น บริษัทที่จำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่นนั้นเติบโตอย่างบ้าคลั่ง และได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจของพวกเขาขยายตัวอย่างรวดเร็ว

แต่ดูเหมือนตอนนี้ เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มตัว ญี่ปุ่นดูจะตามหลัง เกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งจีนด้วยซ้ำ ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และทำให้ตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะงักงันมานานหลายทศวรรษ

และตอนนี้ก็เป็นนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นเองที่เริ่มสนับสนุนให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ของพวกเขากลับมาตั้งฐานการผลิตในประเทศ เพื่อจ้างงานคนในประเทศ โดยให้เงินอุดหนุนเป็นจำนวนมากแก่บริษัทต่าง ๆเหล่านี้ หากย้ายการลงทุนมาอยู่ที่ประเทศบ้านเกิด

เราก็ต้องมาติดตามกันต่อไปนะครับ ว่าโลกยุคดิจิทัล ที่ดูเหมือนแบรนด์จากญี่ปุ่นจะถูกเมินจากเหล่าลูกค้า ทำให้หลาย ๆ แบรนด์ต้องแทบล้มหายตายจากไป หรือ ถูกขายกิจการออกไป แล้วสุดท้ายการเปลี่ยนนโยบายที่จะลดการพึ่งพาจีน จะทำพวกเขาจะกลับมายืนหยัดในแถวหน้าได้อีกครั้งหรือไม่

References : https://www.economist.com/business/2021/09/18/japanese-companies-try-to-reduce-their-reliance-on-chinese-manufacturing
https://www.ft.com/content/d1e2f806-1958-4cd6-8047-e27901786f26
https://thediplomat.com/2021/08/japans-challenge-in-the-age-of-china-us-rivalry/

Guangzhou Evergrande อีกหนึ่งความบ้าคลั่งของ Xu Jiayin สู่วิกฤติที่ใกล้ล่มสลายของ China Evergrande Group

จะมีสโมสรฟุตบอลไหนในโลก ที่กล้าทุ่มเงิน 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อทุบสถิติการสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่รูปร่างเหมือนดอกบัวยักษ์ และสามารถรองรับแฟนบอลได้กว่า 100,000 คนในประเทศจีน

ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ของวงการฟุตบอลด้วยการสร้างโรงเรียนสอนฟุตบอลสุดหรูที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่า 185 ล้านดอลลาร์ ที่จะทุ่มเทให้กับการพัฒนาผู้เล่นเยาวชนในประเทศจีน

ซึ่งคงไม่ต้องแปลกใจเพราะนั่นคือสโมสรฟุตบอล Guangzhou Evergrande ที่ Xu Jiayin ได้นำพา Evergrande Real Estate Group เข้ามาซื้อกิจการ Guangzhou FC ในปี 2010 มูลค่า 100 ล้านหยวน

สนามแห่งใหม่ของ Guangzhou Evergrande ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ระดับโลก เทียบได้กับ ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ ในประเทศออสเตรเลีย หรือ ตึกเบิร์จคาลิฟาในดูไบ และเป็นสัญลักษณ์ของฟุตบอลจีนไปทั่วโลก

สนามฟุตบอลดอกบัวยักษ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แลนด์มาร์คใหม่ของจีน (CR:ArchDaily)
สนามฟุตบอลดอกบัวยักษ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แลนด์มาร์คใหม่ของจีน (CR:ArchDaily)

ต้องบอกว่าตั้งแต่ปี 2010 หลังจาก Xu Jiayin ผู้บ้าบอล เข้ามา take over สโมสรขึ้นมาจุดสูงสุดของประเทศและทวีป คว้าแชมป์มากมายทั้งไชนีสซุปเปอร์ลีก และ เอเอฟซี แชมเปี้ยนลีกส์สองสมัย ซึ่งเป็นสโมสรจีนเพียงแห่งเดียวที่ทำได้

แต่ต้องบอกว่าหลังจากการเกิดวิกฤติที่กำลังจะทำให้บริษัทของ Xu Jiayin ใกล้สู้ภาวะล้มละลาย ความฝันของเขาในเรื่องฟุตบอลอาจจะถึงจุดจบ

ทำไม China Evergrande Group ถึงมีปัญหา?

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนนฮ่องกงกำลังจมอยู่ใต้กองหนี้สินรวมกว่า 3 แสนล้านเหรียญ หลังจากการกู้ยืมมาหลายปีเพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็ว

แต่ด้วยขนาดบริษัทที่มีขนาดใหญ่ โดยมีพนักงานประมาณ 200,000 คน โดยบริษัทในเครือช่วยสร้างงานมากกว่า 3.8 ล้านตำแหน่งในแต่ละปี ซึ่งหากล้มขึ้นมาจริง ๆ จะส่งผลกระทบเป็นโดมิโนอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศจีน

Evergrande ได้เข้าซื้อกิจการอย่างบ้าคลั่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยใช้ประโยชน์จากการเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ของประเทศจีน

นอกจากอสังหาริมทรัพย์แล้วนั้น บริษัทได้ลงทุนในยานพาหนะไฟฟ้า กีฬา และสวนสนุก กระทั่งเป็นเจ้าของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ขายน้ำดื่มบรรจุขวด ของชำ ผลิตภัณฑ์จากนม และสินค้าอื่นๆ ทั่วประเทศจีน

แต่ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์เริ่มพบกับปัญหา หลังจากที่รัฐบาลปักกิ่งเปิดตัวมาตรการใหม่ในเดือนสิงหาคมปี 2020 เพื่อติดตามและควบคุมระดับหนี้รวมของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อย่างใกล้ชิด

เหล่านักลงทุน รวมถึงผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัย ได้ชำระเงินดาวน์สำหรับอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 1.5 ล้านแห่ง Bloomberg รายงานโดยอ้างข้อมูลจากเดือนธันวาคม

ผู้ซื้อจำนวนมากแสดงความกังวลบนโซเชียลมีเดียว่าพวกเขาจะได้รับเงินคืนหรือไม่หลังจากโครงการบ้านต่าง ๆ ถูกระงับ

เหล่าผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เริ่มกังวลจะสูญเสียเงินไปฟรี ๆ (CR:DW)
เหล่าผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เริ่มกังวลจะสูญเสียเงินไปฟรี ๆ (CR:DW)

Mattie Bekink ผู้อำนวยการ Economist Intelligence Unit ของจีน กล่าวว่า “พวกเขากำลังหลงทางจากธุรกิจหลัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้”

“เรื่องราวของ Evergrande เป็นเรื่องราวของความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจของจีนที่เกี่ยวข้องกับหนี้” Bekink กล่าว

Evergrande ถูกปรับลดอันดับโดยหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือสองแห่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และหุ้นที่จดทะเบียนในฮ่องกงของบริษัทได้ทรุดตัวลงมากกว่า 80% ในปีนี้

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?

นักวิเคราะห์คาดว่ารัฐบาลจีนจะเข้าแทรกแซงเพื่อจำกัดผลกระทบหาก Evergrande ผิดนัดชำระหนี้ และทางการก็จับตาดูอย่างใกล้ชิด

Capital Economics บริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจจากลอนดอน คาดการณ์ว่าธนาคารกลางของประเทศจีน “จะเข้ามาสนับสนุนสภาพคล่อง” หากความกลัวการผิดนัดชำระหนี้ครั้งสำคัญทวีความรุนแรงมากขึ้น

ปัญหาทางการเงินของ Evergrande ได้รับการขนานนามอย่างกว้างขวางจากสื่อจีนว่าเป็น “หลุมดำขนาดมหึมา” ซึ่งหมายความว่าบริษัทไม่มีทางหาเงินจำนวนมากมายมหาศาลเพื่อจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้

“ในที่สุด เราคาดหวังว่ารัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงในกรณีของ Evergrande เนื่องจากจะไม่ทำให้การผิดนัดของบริษัทแพร่กระจายเข้าสู่ระบบธนาคาร”

“ผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ครั้งใหญ่ของ Evergrande นั้นน่าทึ่งมาก” Bekink กล่าว

References : https://www.dw.com/en/evergrande-why-the-chinese-property-giant-is-close-to-collapse/a-59175953
https://edition.cnn.com/2021/09/17/investing/china-evergrande-group-debt-explainer-intl-hnk/index.html
https://gzfc.evergrande.com/english/about.aspx
https://edition.cnn.com/2020/04/19/football/guangzhou-evergrande-biggest-stadium-in-world-spt-intl/index.html

The Greate Cloud กับกฏหมายความปลอดภัยข้อมูลใหม่ ที่บริษัทเอกชนในจีนต้องย้ายข้อมูลไปยัง Cloud ของรัฐ

หลายคนน่าจะรู้จัก The Greate Firewall ของประเทศจีนเป็นอย่างดี ที่เป็นกำแพงเซ็นเซอร์ข้อมูลขนาดยักษ์ที่รัฐบาลจีน ใช้กรองข้อมุลในเรื่องความมั่นคงต่าง ๆ ที่ไหลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของประเทศจีน

แต่จากการออกมาปราบปรามครั้งใหญ่กับบริษัทเทคชั้นนำหลายแห่งในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมาก ต้องบอกว่าก้าวต่อไปของรัฐบาลจีนนั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก

ซึ่งกฏหมายความปลอดภัยข้อมูลใหม่ที่กำลังจะออกมานั้น เป็นการบังคับให้เหล่าบริษัทเอกชนย้ายข้อมูลจากบริการ cloud ของตนเอง เช่นในบริการของ Alibaba หรือ Tencent มายังระบบ Cloud ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

เรียกได้ว่าเป็นการออกกฏหมายที่สร้างปั่นป่วนให้กับธุรกิจเทคโนโลยีของจีนอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียว ซึ่ง เมืองแรกที่ได้ออกมาจัดการเรื่องนี้แบบเด็ดขาดก็คือเทียนจิน

เทียนจิน เมืองแรกที่จะมีการจัดการอย่างเด็ดขาด (CR:wikimedia.org)
เทียนจิน เมืองแรกที่จะมีการจัดการอย่างเด็ดขาด (CR:wikimedia.org)

โดยข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกย้ายไปยังโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลที่ควบคุมโดยคณะกรรมการกำกับและดูแลทรัพย์สินของรัฐ (Sasac) ภายในสองเดือนหลังจากสิ้นสุดสัญญาเช่าที่มีอยู่เดิม

“ข้อมูลของรัฐวิสาหกิจเป็นทรัพย์สินของรัฐและต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแล” เป็นคำประกาศที่ค่อนข้างมีท่าทีที่แข็งกร้าวจากรัฐบาลจีน

Sasac ดูแลบริษัทในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุด 97 แห่งของประเทศจีน ซึ่งรวมถึง China National Petroleum Corporation , Baowu Steel และ China Mobile โดยดูแลทรัพย์สินประมาณ 70 ล้านล้านหยวน (10.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

ซึ่งกฏหมายดังกล่าวที่ออกมานั้น ที่เริ่มด้วยเมืองเทียนจิน มีบทลงโทษที่รุนแรงมาก ๆ หากมีการละเมิด

มีค่าปรับสูงสุด 10 ล้านหยวนสำหรับเรื่องการถ่ายโอนข้อมูลไปยังต่างประเทศที่ไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลจีน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจของประเทศจีนที่โดนเท่านั้น แต่ธุรกิจต่างชาติที่มาทำธุรกิจในประเทศจีนและเก็บข้อมูลผู้ใช้ชาวจีนก็โดนในลักษณะเดียวกัน

แน่นอนว่า มันส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลาย ๆ ธุรกิจ ตัวอย่างเช่น Tesla ที่ได้รับเงินทุนจากการระดมทุนในต่างประเทศ ตอนนี้ Tesla ก็ต้องมีการปรับตัวให้มาเก็บข้อมูลภายในประเทศจีนเช่นเดียวกัน

หากวิเคราะห์กันจริง ๆเรื่องนี้ น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานในประเทศจีนโดยตรง ซึ่งตลาดนี้มีการเติบโต 49.7% และมีมูลค่าตลาดสูงถึง 19.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมาก

สำหรับกลุ่มบริษัทที่ได้รับผลกระทบได้แก่ Alibaba ซึ่งเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาด 40.6% รองลงมือคือ Tencent และ Huawei ที่ 11% ส่วน China Telecom มีส่วนแบ่งอยู่ที่ราว ๆ 8.7%

Alibaba Cloud ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดอาจโดนผลกระทบไปเต็ม ๆ (CR:Data Center Dynamics)
Alibaba Cloud ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดอาจโดนผลกระทบไปเต็ม ๆ (CR:Data Center Dynamics)

และเมื่อเดือนที่แล้ว หน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมของเจ้อเจียง กล่าวหาว่า Alibaba Cloud ละเมิดกฏหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ของจีน ภายหลังการร้องเรียนเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลในปี 2019

ซึ่ง ปัจจัยหลักและสำคัญที่สุดของความกังวลของรัฐบาลจีนนั้น น่าจะมาจากเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ที่บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เก็บข้อมูลสำคัญ ๆ ไว้จำนวนมหาศาล

และต้องบอกว่ามันมีข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐโดยตรง อย่างเคสของ Didi Chuxing ซึ่งได้ถูกเรียกสอบสวนหลังจากการทำ IPO ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ต้องบอกว่าเป็นการรุกลุยหนักเลยทีเดียวนะครับสำหรับรัฐบาลจีน ในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา ยิ่งการเข้ามาจัดการเรื่องข้อมูลให้เก็บในระบบ cloud ของรัฐถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ

เหมือนว่าเราทำธุรกิจ แต่สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะมีมือที่สามเข้ามายุ่มย่ามในข้อมูล ที่เราหามาได้จากธุรกิจ

และดูเหมือนว่า การบีบเข้ามาเรื่อย ๆ แบบนี้ของรัฐบาลจีน นั้น สุดท้ายเป้าหมายใหญ่ที่สุดของพวกเขา อาจจะเป็นการควบรวมแบบเบ็ดเสร็จ อาจจะเป็นของรัฐเลย 100% หรือ อยู่ในรูปแบบรัฐวิสาหกิจเหมือนกับหลายๆ กิจการยักษ์ใหญ่ในจีนตอนนี้ก็เป็นได้

ก็ต้องมาติดตามดูกันต่อไปนะครับว่าศึกระหว่างบริษัทเทคของจีน กับรัฐบาลที่มีอำนาจล้นฟ้าของประเทศจีนนั้น สุดท้ายจะเป็นเช่นไร แต่แน่นอนว่า ตอนนี้เหล่านักลงทุนต่างขวัญผวาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากปัญหาเหล่านี้ ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับนักลงทุนที่คิดจะลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีของประเทศจีนไปแล้วนั่นเองครับผม

References : https://www.scmp.com/economy/china-economy/article/3146743/data-security-law-china-orders-state-firms-migrate-government
https://www.msn.com/en-in/news/world/now-china-asks-private-firms-to-migrate-data-to-government-run-cloud-services/ar-AANRN2n
https://www.reuters.com/technology/tianjin-asks-govt-firms-move-data-out-alibaba-tencent-clouds-document-2021-08-27/