เป๋าตัง x ลอตเตอรี่ออนไลน์ กับศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็น Super App อันดับหนึ่งในไทย

เรียกได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ถูกจุดมากเลยทีเดียวสำหรับข่าวล่าสุดที่ บอร์ดสลากฯ ได้เห็นชอบให้สำนักงานสลากฯไปจัดทำระบบจำหน่ายสลากผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแพลตฟอร์อออนไลน์ ภายใต้ชื่อ แพลตฟอร์มจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล (ดิจิทัล ลอตเตอรี่) 

วิธีการก็คือทำการสแกนสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวจริงแล้วนำไปโพสต์ขายบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ลอตเตอรี่ ซึ่งจะเป็นมาร์เก็ตเพลสของสำนักงานสลากฯเอง เพื่อเป็นช่องทางการจำหน่ายสลากให้ผู้ได้รับโควต้าสลาก แต่ผู้ค้าจะต้องขายในราคาไม่เกิน 80 บาท

และเมื่อทำการซื้อขายสลากฯ ผู้ซื้อจะมีเอกสารหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมภาพสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นหลักฐาน โดย สำนักงานสลากฯ จะจัดเก็บข้อมูลไว้ ซึ่งล็อตเตอรี่ใบที่ได้จำหน่ายไปแล้ว จะไม่สามารถนำไปขายต่อได้อีก หรือเปลี่ยนสิทธิไม่ได้ เพราะสลากขายได้ครั้งเดียว

ส่วนผู้ซื้อจะต้องซื้อผ่านแอปเป๋าตังเท่านั้น เนื่องจากธนาคารกรุงไทย จะเป็นผู้ทำระบบทั้งหมดให้กับสำนักงานสลากฯ เรียกได้ว่าส่งผลบวกเต็ม ๆ กับแอปเป๋าตัง และอาจจะส่งผลให้ถึงจุดจบของแพลตฟอร์มขายสลากออนไลน์ของภาคเอกชน ตัวอย่างเช่น กองสลาก.com มังการฟ้า ฯลฯ เลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ ต้องบอกว่า แอปเป๋าตัง เรียกได้ว่า น่าจะเป็นแอปไทยเพียงไม่กี่แอปที่มีผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลกว่า 40 ล้านคน ที่มีฐานลูกค้าพอที่จะสามารถต่อกรกับ แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ที่กำลังบุกรุกจากต่างชาติได้

ไทยเป็นหนึ่งประเทศที่เรียกได้ว่าเสียเอกราชทางด้าน Data แบบเต็มรูปแบบ มองไปทางไหน ก็มีแต่แอปต่างชาติ คอยดูดข้อมูลของคนไทยเราไปสร้างรายได้ให้กับพวกเขาอย่างมหาศาล

บริการอย่าง Social Network นั้นก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะ เครือข่ายของ Facebook และ TikTok นั้นกินส่วนแบ่งการตลาดได้แบบเบ็ดเสร็จ ฝั่ง Ecommerce ก็นำโดยทุนจากจีนทั้ง Shopee ที่มีพี่ใหญ่อย่าง Tencent คอย Backup หรือ Lazada ที่ส่งตรงมาจากกองบัญาการใหญ่ของ Alibaba

ในอุตสาหกรรมที่พอจะสู้ได้ ก็คงจะเป็น Delivery Service แพลตฟอร์มที่ไทยเราเองยังพอมีที่ยืนให้กับแอปคนไทย หรือ ที่เกิดจากประเทศไทยบ้าง ทั้ง Lineman หรือ Robinhood

ส่วนแอปตระกูลธนาคารทั้งหลายที่เข้ามาแข่งขันในการดึง Data พฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้บริโภค ซึ่งพวกเขาไม่ได้มองตัวเองเป็นธนาคารแบบเดิม ๆ อีกต่อไป จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เราได้เห็นทั้ง SCB และ Kbank แต่อย่างไรเสียพวกเขาก็มีฐานผู้ใช้งานที่แย่งกันอยู่ตามฐานลูกค้าธนาคารแต่ละราย ไม่มีใครสามารถกินรวบได้แบบเบ็ดเสร็จเหมือนที่เป๋าตังทำได้

เป๋าตัง กับ แอปมาแรงแซงทางโค้ง

สอดรับกับนโยบายที่ออกมามากมาย ทั้งคนละครึ่ง เที่ยวด้วยกัน ยิ่งใช้ยิ่งได้ ฯลฯ ทำให้ เป๋าตังเป็นแอปที่มีความได้เปรียบกว่าแอปอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ในการสร้างฐานสมาชิก ซึ่งมันแทบจะบังคับ ทุกคนที่จะใช้นโยบายต่าง ๆ เหล่านี้ที่รัฐได้อัดฉีดมาสร้างความคึกครื้นทางด้านเศรษฐกิจ ต้องโหลดแอปมาก่อน ถึงจะใช้บริการเหล่านี้ได้

แอป อื่นอาจจะมีต้นทุนในการหาฐานลูกค้าของตน แต่แอปอย่าง เป๋าตังแทบจะไม่มี หรือ อาจจะใช้งบน้อยมาก ๆ เพื่อทำการนำคนเข้ามาสู่แพลตฟอร์ม ซึ่งระยะยาวถือว่าเป็นสิ่งที่ได้เปรียบเป็นอย่างมาก

ตอนนี้ เรียกได้ว่า มีบริการต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น บนแอปเป๋าตัง ทั้งซื้อหุ้นกู้ ซื้อทองคำ สั่งอาหารแบบ Delivery และเป๋าตังเองก็แทบจะกลายเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลหลักของใครหลาย ๆ คนไปเสียแล้วด้วยซ้ำในตอนนี้

ศักยภาพของ เป๋าตัง ในการก้าวเป็น Super App ของคนไทยจริง ๆ

เรียกได้ว่าแทบทุกแพลตฟอร์ม มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือ การก้าวขึ้นเป็น Super App ซึ่งจะเห็นได้ว่า มีการแย่งชิงตลาดกันเองบ้างแล้ว ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคงหนีไม่พ้นการให้บริการทางด้านการเงินนั่นเอง สังเกตได้จากตอนนี้ หลาย App ปล่อยกู้กันง่ายมาก ๆ คลิกไม่กี่ครั้งก็ได้เงินกู้กันแบบง่าย ๆ แล้ว โดยอาศัยพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่พวกเขามีอยู่แล้วนั่นเอง

ส่วนเป๋าตัง ผมเองมองว่า มีศักยภาพที่สูงมาก ๆ ในการเป็น Super App ของคนไทยจริง ๆ ได้ เพราะสามารถแตกบริการได้อีกหลากหลายเป็นอย่างมาก ทั้งไปทาง Ecommerce , Fintech , Delivery Service , Online Travel Agency และอีกมากมายด้วยข้อมูล Big Data ที่มีความได้เปรียบเป็นอย่างมาก

จะเห็นได้ว่า มันยังมีช่องทางให้ เป๋าตัง ขยายบริการอีกมากมาย ซึ่ง ตอนนี้เป๋าตังน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ Krungthai แต่ในอนาคตผมมองว่า เป๋าตังจะ spinoff กลายเป็นอีกหนึ่งบริการขนาดใหญ่ หรือ ขยับขยายกลายเป็นรัฐวิสาหกิจ หรือ บริษัทมหาชนขนาดใหญ่ แบบเดียวกับ AOT , การบินไทย , การไฟฟ้า , ไปรษณีย์ไทย , PTT หรืออีกมากมาย ที่จะให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data ครบวงจรในรูปแบบ Super App ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในอนาคต และที่สำคัญที่สุดเป็นของคนไทยแท้ ๆ นั่นเองครับผม

References : https://www.matichon.co.th/economy/news_3154118
https://www.prachachat.net/finance/news-625774

Jack Dorsey x Block เมื่ออดีตซีอีโอ twitter กำลังสร้างระบบใหม่สำหรับนักขุด bitcoin

Block บริษัทชำระเงินของ Jack Dorsey (เดิมชื่อ Square) กำลังจะเข้าสู่วงการขุด bitcoin ซึ่ง Thomas Templeton ผู้จัดการทั่วไปด้านฮาร์ดแวร์ของ Block ทวีตข้อความซึ่งได้ระบุแผนของบริษัทสำหรับขั้นตอนต่อไป

Templeton กล่าวว่าเป้าหมายคือการทำเหมือง bitcoin ซึ่งเป็นกระบวนการสร้าง bitcoin ใหม่โดยการแก้ปัญหาการคำนวณที่ซับซ้อนมากขึ้น มีการกระจายอำนาจและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุก ๆ ด้าน “ตั้งแต่การซื้อ การตั้งค่า การบำรุงรักษา ไปจนถึงการขุด”

แนวคิดในการทำให้กระบวนการทำเหมืองเข้าถึงได้ง่ายขึ้นนั้น ไม่ใช่แค่การสร้าง bitcoin ใหม่ Templeton กล่าวว่าบริษัทมองว่าเป็นความต้องการระยะยาวสำหรับอนาคตที่มีการกระจายอำนาจอย่างสมบูรณ์

“การขุดจำเป็นต้องมีการกระจายมากขึ้น” Dorsey ทวีตเมื่อเดือนตุลาคมเมื่อเขาเสนอแนวคิดนี้ เป็นครั้งแรก “ยิ่งมีการกระจายอำนาจมากเท่าไร เครือข่าย bitcoin จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเท่านั้น”

ในตอนท้ายนั้น บริษัทกำลังแก้ไขอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งในการเข้าสู่วงการขุดของคนทั่วไป : แท่นขุดเจาะหายาก มีราคาแพง Block กล่าวว่าพวกเขาจะเปิดให้มีการสร้าง ASIC ใหม่ ซึ่งเป็นอุปกรณ์เฉพาะสำหรับการขุด bitcoin

โปรเจ็กต์นี้อยู่ในทีมฮาร์ดแวร์ของ Block ซึ่งกำลังเริ่มสร้างทีมวิศวกรรมหลักของระบบ ASIC และนักออกแบบซอฟต์แวร์ที่นำโดย Afshin Rezayee

ในแง่ของฮาร์ดแวร์ Dorsey ทวีตก่อนหน้านี้  ว่าบริษัทกำลังพิจารณา “ระบบการขุด bitcoin ที่ใช้ชิปของตัวเอง”  Dorsey ได้แบ่งปันความคิดของเขาเกี่ยวกับความจำเป็นในการมุ่งเน้นที่การบูรณาการในแนวดิ่งมากขึ้น เช่นเดียวกับการออกแบบชิป ซึ่งเขากล่าวว่าในตอนนี้มีเพียงไม่กี่บริษัทที่ทำอยู่และมีการผูกขาดมากจนเกินไป

Templeton เขียนว่า Block ยังต้องการปรับปรุงความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ผู้ใช้ในการขุด

“ปัญหาทั่วไปที่เราได้ยินเกี่ยวกับระบบปัจจุบันคือเรื่องการกระจายความร้อนและฝุ่นละออง นอกจากนี้ยังไม่สามารถใช้งานได้ทุกวันซึ่งต้องมีการรีบูตเป็นเวลานาน เราต้องการสร้างบางสิ่งที่ใช้งานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ” Templeton กล่าว “เครื่องขุดในตอนนี้มันยังมีเสียงดังมาก ซึ่งทำให้เสียงดังเกินไปสำหรับใช้ในบ้าน”

การทำให้ทุกคนเข้าถึงการขุด bitcoin ได้เป็นส่วนสำคัญของพันธกิจของโครงการนี้

“ทุกคนเข้าถึงการขุดไม่ได้” Dorsey เขียนเมื่อเดือนตุลาคม “การขุด Bitcoin ควรจะง่ายพอๆ กับการเสียบอุปกรณ์เข้ากับแหล่งพลังงาน วันนี้มีแรงจูงใจไม่เพียงพอสำหรับบุคคลทั่วไปที่จะเอาชนะความซับซ้อนของการขุดด้วยตนเอง”

การประกาศจาก Block เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่สหรัฐฯ เอาชนะประเทศจีนได้เป็นครั้งแรกในฐานะจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของโลกสำหรับนักขุด Bitcoin สหรัฐอเมริกายังมีแหล่งพลังงานหมุนเวียนมากมายอีกด้วย

รัฐวอชิงตันเป็นเมืองใหญ่สำหรับฟาร์มทำเหมืองพลังน้ำ นิวยอร์กผลิตไฟฟ้าพลังน้ำมากกว่ารัฐอื่นๆ และยังรวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะนำไปสู่เป้าหมายการผลิตไฟฟ้าที่ปราศจากคาร์บอน 100% 

ในขณะเดียวกัน ส่วนแบ่งของพลังงานหมุนเวียนของเท็กซัสก็เพิ่มขึ้น โดย 20% ของพลังงานมาจากพลังงานลม  และเท็กซัสยังคงเพิ่มแหล่งผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์อีกมาก

เท็กซัสยังมีโครงข่ายไฟฟ้าที่สามารถกำหนดราคาแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกระหว่างผู้ให้บริการพลังงาน และที่สำคัญคือ เท็กซัสยังมีผู้นำทางการเมืองที่เป็นมืออาชีพในวงการ crypto นี่เป็นเงื่อนไขในฝันสำหรับนักขุดที่ต้องการการต้อนรับที่ดีและแหล่งพลังงานที่มีราคาถูก

“หากคุณต้องการย้ายนักขุดออกจากจีน คุณต้องแน่ใจว่าคุณมีความมั่นคงทางภูมิศาสตร์ การเมือง และเขตอำนาจศาล คุณต้องการให้แน่ใจว่ามีการคุ้มครองสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวสำหรับทรัพย์สินที่คุณกำลังย้ายเข้ามา” Darin Feinstein ผู้ร่วมก่อตั้งของ Core Scientific ผู้ดำเนินการขุดคริปโตเคอเรนซีกล่าว

บทสรุป 

ย้อนกลับไปที่แนวคิดตั้งต้น Bitcoin ได้สัญญาว่าจะกระจายผลประโยชน์ให้กับผู้ใช้ทุกคน แต่ในปัจจุบัน มูลค่าของเศรษฐกิจใน Bitcoin เป็นของคนไม่กี่คนที่ร่ำรวยขึ้นมา

การเกิดขึ้นของเหรียญใหม่ส่วนใหญ่ที่ออกในแต่ละวันถูกรวบรวมโดยกลุ่มเหมืองขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งแนวคิดของ Jack Dorsey นั้นถือว่าน่าสนใจมาก ๆ ที่จะทำให้การขุดสามารถกระจายไปยังคนทั่วไปได้ และ block จะมาช่วยเหลือปัญหาส่วนนี้ ที่เรียกได้ว่าเป็นมาตั้งแต่ก่อตั้ง bitcoin ซึ่งมันได้บิดเบือนแนวคิดตั้งต้นไปอย่างมากนั่นเองครับผม

References : https://www.theinformation.com/articles/square-goes-full-crypto-with-its-name-change-to-block-more-crypto-ads-coming-to-facebook
https://www.cnbc.com/2022/01/13/block-formerly-square-is-building-a-system-for-bitcoin-miners.html
https://www.theblockcrypto.com/linked/130439/jack-dorseys-block-commits-to-build-an-open-bitcoin-mining-ecosystem
https://www.theverge.com/2022/1/14/22883500/jack-dorsey-block-bitcoin-mining-system-open-source-mainstream

Gulf จับมือ Binance ปะทะ SCB จับมือ Bitkub กับตาอยู่ที่ชื่อ Thai Digital Assets Exchange (TDX)

ต้องเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่กำลังแดงเดือดเลยทีเดียวสำหรับแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ที่ตอนนี้ข่าวล่าสุดที่ Binance ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้จับมือกับบริษัท Gulf Energy Development ประเทศไทย

โดย Gulf ได้มีการเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ว่าข้อตกลงกับ Binance นั้นเป็นการตอบสนองต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ซึ่งสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กรับระบบการเงินของประเทศ

Binance กล่าวว่าจะจัดตั้งแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน crypto และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย

“เป้าหมายของเราคือการทำงานร่วมกับรัฐบาล หน่วยงานกำกับดูแล และบริษัทที่มีนวัตกรรมเพื่อพัฒนาระบบนิเวศคริปโตและบล็อคเชนในประเทศไทย” โฆษกของ Binance กล่าว

Binance กับเส้นทางในการถูกควบคุม และการบุกไปทั่วโลก

ในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC Zhao กล่าวว่าเขาเต็มใจที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง CEO เนื่องจากบริษัทพยายามที่จะกลายเป็นสถาบันการเงินที่มีการควบคุมมากขึ้น

ในขณะที่เขาไม่มีแผนที่จะยกเลิกบทบาทของเขาในทันที เขาเปิดเผยว่า Binance มีแผนในการสืบทอดตำแหน่งของเขาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“เรากำลังจะเปลี่ยนเป็นสถาบันการเงินที่มีการควบคุมอย่างเต็มที่ในอนาคต” Zhao กล่าว พร้อมเสริมว่าเขาจะ “เปิดกว้างมาก” ในการหา CEO ทดแทนที่มีประสบการณ์ด้านการกำกับดูแลมากขึ้นในระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น

การวางแผนฉุกเฉินของ CEO เริ่มต้นในวันที่ 0 เช่นเดียวกับบทบาทอื่นๆ Zhao รู้สึกว่าซีอีโอไม่ควรอยู่เกินสิบปี เราอาศัยอยู่ในโลกที่มีพลวัต เราต้องการความคิดใหม่ แม้กระทั่งตำแหน่งประธานาธิบดีก็ทำหน้าที่เพียงแค่สี่ปีเท่านั้น

“ผมไม่จำเป็นต้องเป็น CEO และผมจะไม่จากไป ผมจะหาวิธีที่จะช่วยเหลือชุมชนที่อยู่เบื้องหลังรอยสักโลโก้ที่ปลายแขนของผมเสมอ ผมภูมิใจที่ได้เป็นสมาชิกของระบบนิเวศ #binance ให้มันเติบโตต่อไป– Zhao Changpeng ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Binance กล่าวในกระทู้ผ่านทาง Twitter

สำหรับตอนนี้ Binance ตั้งเป้าที่จะตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคหลายแห่งทั่วโลก และจะขอใบอนุญาตทุกที่ที่มี

ล่าสุด Binance ยังได้ประกาศว่าพวกเขากำลังเริ่มว่าจ้างเพื่อเพิ่มทีมการปฏิบัติตามกฎระเบียบเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับบริษัท 1,600 ถึง 1,700 ตำแหน่ง Zhao เน้นว่าความสำคัญสูงสุดของเขาคือการจ้างผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับ

Binance ยังเพิ่มการจ้างงานในสิงคโปร์ด้วยตำแหน่งงานว่างมากกว่า 50 ตำแหน่ง ตั้งแต่การพัฒนาธุรกิจ การเงิน และการดำเนินงาน

“เรามีเงินสดเพียงพอ ดังนั้นเราจึงสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเรามีผลกำไรและเรามีการเจริญเติบโตที่ดีเพียงพอ” Zhao กล่าว

Gulf จับมือ Binance ปะทะ SCB จับมือ Bitkub

ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากนะครับ สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยทั้ง Gulf เอง หรือ SCB ที่เข้ามาลุยในตลาดนี้แบบเต็มตัว แต่การจับมือกับ Binance ของ Gulf นั้นต้องบอกว่ามีความได้เปรียบอย่างมากในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยี

Binance เองนั้นแทบจะเป็นเบอร์หนึ่งของโลกแล้วสำหรับแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล มีการให้บริการไปทั่วโลก และผ่านการทดสอบมามาก ด้วยจำนวนผู้ใช้งานมหาศาลจากทั่วโลก ซึ่งถ้าเทียบในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีหลังบ้าน Binance ก็ยังได้เปรียบอยู่มากหากจะเข้ามาเจาะตลาดไทยจริง ๆ

แต่แน่นอนว่าแพลตฟอร์มของไทยทั้ง Bitkub หรือแม้กระทั่ง Zipmex ที่ตอนนี้เรียกได้ว่า ขับรถไปถนนเส้นไหนในกรุงเทพฯ เราก็จะเห็นป้ายโฆษณาแพลตฟอร์มเหล่านี้แทบจะทุกพื้นที่ไปเสียแล้ว มันเป็นการสร้าง brand awareness อย่างต่อเนื่องของแพลตฟอร์มของไทย

แต่การจับมือกับ Gulf ของ Binance นั้นหากรุกตลาดแบบจริง ๆ จัง ๆ เงินทุนในการทำ marketing คงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้การต่อสู้กันเพื่อแย่งฐานลูกค้าสนุกมากขึ้นอย่างแน่อน ไม่ถูกผูกขาดเหมือนในปัจจุบัน

ตาอยู่ที่ชื่อ Thai Digital Assets Exchange (TDX)

เมื่อคนรุ่นใหม่มุ่งหน้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะเมินสินทรัพย์เดิม ๆ อย่างตลาดหุ้นไปเลยด้วยซ้ำ แถม ยักษ์ใหญ่ของแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนก็มีความชัดเจนว่าจะยอมรับในการถูกควบคุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสามารถเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่มาก ๆ จากคน Generation อื่นๆ ที่เริ่มหันมาสนใจสินทรัพย์ดิจิทัลมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าเงินทุนก็ต้องถูกถ่ายเทมาจากตลาดเดิมอย่างตลาดหุ้นนั่นเอง

ซึ่งทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกประกาศบนเว็บไซต์ SET ว่ากำลังเตรียมพัฒนา ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (Thai Digital Assets Exchange: TDX) เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ เชื่อมต่อการซื้อขายจากสินทรัพย์ในปัจจุบันไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัล โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในไตรมาส 3 ที่กำลังจะถึง

ดูเหมือนว่าหุ้นมันจะไม่ cool สำหรับคนรุ่นใหม่อีกต่อไป ซึ่ง อาจส่งผลต่อรายได้ของตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตอย่างแน่นอนหากไม่ทำอะไรเลย ซึ่งการสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาสู้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนไทย และทำให้การแข่งขันสนุกขึ้นอย่างแน่นอน

บทสรุป

ตลาดแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนเข้าสู่ตลาดแดงเดือด ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อผู้บริโภคอย่างคนไทยแน่นอน เพราะมีทางเลือกเพิ่มขึ้น และการแข่งขันก็จะสูงขึ้น จะเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย เหมือนที่เกิดขึ้นในตลาดที่แข่งขันสูงในตลาดอื่นๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนเช่นใน วงการ ecommerce

เราคงไม่เห็นภาพการผูกขาดจำนวนผู้ใช้ระดับ 90% ++ เหมือนเดิมอีกต่อไปอย่างแน่นอน เมื่อทุกแพลตฟอร์มต้องแข่งขันกันมากขึ้น เม็ดเงินที่เข้าสู่วงการนี้ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และคนที่ได้ประโยชน์ที่แท้จริงก็คือผู้บริโภคอย่างพวกเรานั่นเองครับผม

References : https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-17/binance-ties-up-with-bangkok-billionaire-on-thai-crypto-exchange
https://www.reuters.com/technology/gulf-energy-binance-announce-thailand-crypto-partnership-2022-01-17/
https://www.forbes.com/sites/jonathanburgos/2021/09/06/crypto-billionaire-changpeng-zhao-to-cease-some-binance-services-in-singapore-amid-regulatory-scrutiny/
https://infomediang.com/changpeng-zhao-binance-founder/
https://en.wikipedia.org/wiki/Changpeng_Zhao
https://vulcanpost.com/757584/zhao-changpeng-binance-ceo-22nd-richest-man-singapore/
https://coinmarketcap.com/currencies/binance-coin/
https://www.forbes.com/sites/pamelaambler/2018/02/07/changpeng-zhao-binance-exchange-crypto-cryptocurrency/

เมื่อ Bank of America กล่าวว่า Solana สามารถเป็น Visa ของ Digital-Asset World

บล็อกเชนของ Solana อาจกลายเป็น “Visa ของระบบนิเวศของสินทรัพย์ดิจิทัล” เนื่องจากมุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการปรับค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ต่ำมาก และความสะดวกในการใช้งาน Bank of America บอกกับลูกค้าในบันทึกการวิจัยในบริษัทของพวกเขา

Solana มีประสบการณ์การใช้งานที่แข็งแกร่งตั้งแต่เปิดตัวในปี 2020 มีการทำธุรกรรมมากกว่า 50 พันล้านครั้ง (Visa ยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินระดับโลก ประมวลผลธุรกรรม 164.7 พันล้านรายการในปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน) มีมูลค่ารวมกว่า 11 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกล็อกไว้

นักวิเคราะห์ Alkesh Shah เคยสร้างโทเค็นที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ (NFTs) มากกว่า 5.7 ล้านชิ้น โดยในบันทึกที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Solana ได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับกรณีการใช้งานของผู้บริโภคทั่วไปเช่น micropayments และเกม ธนาคารกล่าว

“Solana ให้ความสำคัญกับความสามารถในการปรับขนาด แต่บล็อกเชนที่มีการกระจายอำนาจและปลอดภัยน้อยกว่านั้น ก็มีปัญหาด้านประสิทธิภาพของเครือข่ายหลายประการตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง” Shah กล่าว “Ethereum จัดลำดับความสำคัญของการกระจายอำนาจและการรักษาความปลอดภัย แต่ด้วยค่าใช้จ่ายในการปรับขนาดของมัน ซึ่งนำไปสู่ช่วงเวลาของความแออัดของเครือข่ายและค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่บางครั้งมากกว่ามูลค่าของธุรกรรมที่ส่งไปเสียอีก”

Bank of America กล่าวว่า Solana และบล็อคเชนอื่น ๆ สามารถคว้าส่วนแบ่งการตลาดจาก Ethereum เมื่อเวลาผ่านไป และจะเริ่มสร้างความแตกต่างผ่านการยอมรับของผู้ใช้และความสนใจของนักพัฒนา

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จของ Solana

เป็นคำถามที่น่าสนใจว่า Solana สามารถดึงดูดความสนใจได้มากขนาดนี้ได้อย่างไร Solana เป็นทั้งคริปโตเคอเรนซี่ – โทเค็น Sol – และเครือข่ายบล็อคเชน คู่แข่งหลายรายเสนอการผสมผสานระหว่างบล็อคเชนและโทเค็น แต่เคล็ดลับสู่ความสำเร็จของ Solana จนถึงตอนนี้คือความรวดเร็วและค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ต่ำเอามาก ๆ

สำหรับธุรกรรมที่จะเกิดขึ้นบนเครือข่าย จะต้องได้รับการตรวจสอบ และวิธีการ Proof of History ของ Solana ก็ช่วยให้สิ่งต่างๆ เร็วขึ้น นับว่าเป็นจุดแข็งและเป็นระบบที่ไม่เหมือนใคร และเป็นไม้ตายนวัตกรรมของ SOL ในการทำให้ระบบมีความเร็วและปลอดภัยสูง Proof of History ไม่ใช่ consensus mechanism เหมือน proof of work หรือ proof of stake แต่เป็นนาฬิกา cryptographic ที่ทำให้ node สามารถตกลงกันในเวลาและลำดับของเหตุการณ์ใน solana blockchain โดยไม่จำเป็นต้องให้ node คุยกัน

ดังนั้น Solana สามารถประมวลผลธุรกรรมได้มากถึง 50,000 รายการต่อวินาที และต้นทุนการทำธุรกรรมทั้งหมดเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของเซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับ Ethereum คู่แข่งรายใหญ่ ที่ประมวลผลประมาณ 30 ธุรกรรมต่อวินาที ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม Ethereum แตกต่างกันอย่างมาก แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งราคาขึ้นไปสูงถึง 62 ดอลลาร์

ด้วยเหตุนี้ นักพัฒนาจึงแห่กันไปที่ Solana เพื่อสร้างโปรเจ็กต์ และผู้ใช้ก็แห่กันไปที่แอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (dApps) ของ Solana 

ในเดือนธันวาคม Solana ได้อัปเดตความคืบหน้าเมื่อปีที่แล้ว ในเดือนมกราคมของปีที่แล้ว Solana เป็นเจ้าภาพประมาณ 70 โครงการ ในเดือนธันวาคม จำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 5,100 โครงการ  ซึ่งธุรกรรมทั้งหมดบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นจาก 10 พันล้านในเดือนมกราคมเป็นมากกว่า 45 พันล้านภายในสิ้นปีที่ผ่านมา และ SOL ได้กลายเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีการ stake มากที่สุดเป็นอันดับที่หนึ่งโดยมียอด staking เพิ่มขึ้นจาก 100 ล้านดอลลาร์เป็น 11.4 พันล้านดอลลาร์

ความเป็นผู้นำ NFT

Solana ยังสร้างชื่อเสียงในโลกของโทเค็นที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ (NFTs) ซึ่งก็คือใบรับรองความเป็นเจ้าของทรัพย์สินออนไลน์หรือคอลเล็กชัน เช่น งานศิลปะ ตอนนี้มันเป็นบล็อคเชนที่ใหญ่เป็นอันดับสามจากปริมาณการขายตลอดกาล

การเติบโตทั้งหมดนี้เป็นการวางรากฐานสำหรับการเติบโตในปีนี้และปีต่อๆ ไป นั่นเป็นเพราะมันแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ใช้สอยในโลกแห่งความเป็นจริงของ Solana และความจริงที่ว่านักพัฒนาและผู้ใช้เลือกใช้แพลตฟอร์มนี้เป็นจำนวนมาก 

ซึ่งจากมุมมองทางคณิตศาสตร์ Solana ยังมีพื้นที่ให้เติบโต ขณะนี้มี 311 ล้านเหรียญหมุนเวียนอยู่ หาก Solana เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากระดับปัจจุบัน มูลค่าตลาดของ Solana จะอยู่ที่ประมาณ 83 พันล้านดอลลาร์ นั่นจะทำให้เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก

แน่นอนว่าไม่มีการรับประกันว่าSolana จะมีมูลค่าเพิ่มเป็นสองเท่า แต่มันเป็นไปได้เมื่อพิจารณาถึงอุปทานและการเติบโตของเหรียญจนถึงตอนนี้ และถึงแม้จะไม่เพิ่มเป็นสองเท่า แต่ก็เป็นไปได้มากที่ Solana จะยังสามารถเติบโตได้อีกมากในปีนี้นั่นเองครับผม

References : https://www.coindesk.com/business/2022/01/12/solana-could-become-the-visa-of-digital-asset-world-bank-of-america
https://www.fool.com/investing/2022/01/12/is-solana-still-a-buy-after-jumping-11000/
https://crypto-academy.org/solana-the-visa-of-crypto/

DeFi x Hackers กับการโจรกรรมกว่าหมื่นล้าน และวิธีป้องกันตัวเองจากการหลอกลวงผ่าน crypto scams

ต้องบอกว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ยิ่งใหญ่สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล ด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้นและการยอมรับในกระแสหลักมากขึ้น มูลค่าของตลาดสกุลเงินดิจิทัลจึงทะลุ 3 ล้านล้านดอลล่าร์ในเดือนพฤศจิกายนผ่านมา และเหรียญชั้นนำอย่าง bitcoin และ ether ก็พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

แต่ด้วยความคลั่งไคล้ นักต้มตุ๋นและเหล่าแฮ็กเกอร์จึงมองเห็นโอกาส ในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม มีนักลงทุนถูกขโมยเงินไปกว่า 681 ล้านดอลลาร์ ผ่านการแฮ็กและการฉ้อโกงในวิธีการต่าง ๆ ตามรายงานของ CipherTrace

ในปีที่ผ่านมามีการ hack หลายครั้งที่มีความน่าสนใจโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ DeFi หลากหลายโครงการ ที่สร้างความสูญเสียรวมกว่าหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์ มีทั้งการขโมย DeFi และการฉ้อโกง

แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ที่จะหาทางออกที่มีความปลอดภัยแบบ 100%  คุณต้องเข้าใจความเสี่ยงในการลงทุนกับ cryptocurrency และ DEFI

นี่คือเคล็ดลับบางประการที่จะปกป้องคุณไม่ให้เกิดความเสี่ยงกับการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้

1. ทำการวิจัยโครงการอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ในเดือนมิถุนายนมหาเศรษฐีนักลงทุน Mark Cuban ได้สูญเสียเงินครั้งใหญ่เมื่อทำการลงทุนใน DeFi โทเค็น บทเรียนที่สำคัญของเขา? “จงทำการวิจัยด้วยตัวของคุณเอง” 

Mark Cuban ได้สูญเสียเงินครั้งใหญ่เมื่อทำการลงทุนใน DeFi (CR:Bitcoin News)
Mark Cuban ได้สูญเสียเงินครั้งใหญ่เมื่อทำการลงทุนใน DeFi (CR:Bitcoin News)

นักลงทุนควรใช้เวลาในการวิจัยก่อนที่จะเข้าลงทุนในโครงการ crypto หรือโทเค็น ซึ่งนักลงทุนควรเริ่มต้นด้วยการดูโครงการหรือเว็บไซต์ของโทเค็นที่มีให้ซื้อ White Paper และนักพัฒนาหรือผู้ก่อตั้งที่เกี่ยวข้องกับโครงการ

แม้ว่าคุณลักษณะเหล่านี้จะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบ่งชี้ว่ามีบางอย่างที่ผิดปรกติหรือไม่ แต่ก็มีประโยชน์เมื่อคุณกำลังตัดสินใจว่าจะลงทุนอะไร

2. ตรวจสอบ Smart Contract

Smart Contract หรือชุดรหัสที่ดำเนินการตามชุดคำสั่งบนบล็อคเชน มีความจำเป็นสำหรับโครงการที่ใช้การเข้ารหัสลับส่วนใหญ่ในการทำงาน

แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องค่อนข้างเทคนิค แต่ก็คุ้มค่าที่จะตรวจสอบ Smart Contract ที่อยู่เบื้องหลังโครงการหรือขอให้ผู้มีความรู้เกี่ยวกับ Smart Contract ทำเช่นนั้น นั่นเป็นเพราะว่าหากมีปัญหากับโค้ดของนักพัฒนา แสดงว่าอาจมีจุดอ่อนภายในโปรเจ็กต์ได้

เมื่อ Poly Network ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม DeFi ที่เชื่อมต่อบล็อคเชนต่างๆ ถูกแฮ็กในเดือนสิงหาคม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าแฮ็กเกอร์สามารถใช้ประโยชน์จากปัญหาการเข้ารหัสของเครือข่ายได้ แม้ว่าแฮ็กเกอร์จะคืนเงินที่ถูกขโมยไปในที่สุดแต่ก็เป็นหนึ่งในการขโมยเงินดิจิตอลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงคุ้มค่าที่จะมองหาโครงการที่ใช้มาตรการป้องกันความปลอดภัยและได้รับการตรวจสอบอย่างดี

John Wu ประธาน Ava Labs ซึ่งเป็นทีมที่สนับสนุนการพัฒนาแอปพลิเคชัน DeFi บนบล็อกเชนของ Avalanche ได้กล่าวถึงการตรวจสอบที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาว่ามีปัญหาในการพัฒนาโครงการหรือไม่ รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะมีคนกุล่มหนึ่งกลุ่มใดคอยควบคุมเครือข่ายหรือเงินทุนของเครือข่ายหรือไม่

และถ้ามีอะไรทำให้รู้สึกไม่สบายใจ อย่าเพิ่งไปลงทุนกับมันเด็ดขาด ควรมองหาสมาชิกที่เป็นกลางในชุมชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคเพื่อตรวจสอบโค้ดอย่างละเอียด” Wu กล่าว

แม้ว่าโครงการจะได้รับการตรวจสอบแล้ว แต่ก็ยังเป็นไปได้ที่โครงการเหล่านี้จะล้มเหลวหรือถูกแฮ็กได้ ดังนั้น: คุณควรลงทุนให้มากเท่าที่คุณสามารถจะสูญเสียได้

3. เข้าใจความเสี่ยงด้านชื่อเสียง

Meltem Demirors, เจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์ของ CoinShares กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือต้องพยายามพิจารณาว่าผู้ก่อตั้งโครงการมีความน่าเชื่อถือพอที่คุณจะตัดสินใจลงทุนหรือไม่

“โครงการที่ดีที่สุดบางโครงการนำโดยผู้ก่อตั้งนิรนามหรือนามแฝงที่ไม่ระบุชื่อซึ่งปกป้องความเป็นส่วนตัวของพวกเขา แต่ผมคาดหวังความโปร่งใสภายในแอปพลิเคชันมากกว่า” Wu กล่าว

รูปแบบของ “Pump and dump” และ  “rug pull” ที่นักพัฒนาละทิ้งโครงการและออกไปพร้อมกับเงินทุนของนักลงทุน มักเกิดขึ้นในการลงทุนเหล่านี้อยู่เสมอ

ในเดือนพฤศจิกายนโทเค็นที่ตั้งชื่อตามซีรีส์ที่เป็นที่นิยมของเกาหลีใต้ใน Netflix ชุดSquid Game” ได้มีมูลค่าลดลงใกล้ศูนย์ ทำให้มีผู้สูญเสียมากมาย

ผู้มีอิทธิพลในโซเชียลมีเดีย คนดังและแม้แต่ผู้บริหารหลายคนได้รับเงินเพื่อปั๊มโทเค็นหรือโครงการออนไลน์เหล่านี้ 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโครงการเหล่านี้มันมีคุณค่าหรือเป็นการลงทุนที่ดี ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการป้อนโฆษณาในโซเชียลมีเดียมักจะส่งผลให้ผู้คนสูญเสียเงินมากกว่า

ตามที่  สำนักงาน ก.ล.ต. เตือนในปี 2017 ”ไม่ควรตัดสินใจลงทุนเพียงเพราะมีคนที่มีชื่อเสียงกล่าวว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการเป็นการลงทุนที่ดี”

4. รักษากระเป๋าสตางค์ของคุณให้ปลอดภัย

เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่คีย์ส่วนตัวของคุณ ชุดตัวอักษรและตัวเลขที่คล้ายกับรหัสผ่านที่ใช้ในการปลดล็อกการเข้าถึงสกุลเงินดิจิทัล จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

มีตัวเลือกกระเป๋าเงินมากมายเพื่อปกป้องการลงทุนและคีย์ส่วนตัวของคุณ  คุณสามารถควบคุมคีย์ส่วนตัวของคุณ และคุณเป็นเจ้าของการถือครองสกุลเงินดิจิทัลของคุณ 

แม้ว่าจะยังมีความเสี่ยงอยู่ แต่กระเป๋าแบบ hardware wallet นั้นถือเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในการจัดเก็บคีย์ส่วนตัวเหล่านี้

กระเป๋าแบบ hardware wallet นั้นถือเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุด (CR:MyGold)
กระเป๋าแบบ hardware wallet นั้นถือเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุด (CR:MyGold)

แต่รูปแบบการหลอกลวงเริ่มมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสลับซิมโดยที่แฮกเกอร์โทรหาบริษัทโทรศัพท์ของคุณ และโน้มน้าวให้พวกเขาโอนหมายเลขโทรศัพท์ของคุณไปยังบัญชีของพวกเขา เพื่อผ่านการยืนยันตัวตนสองชั้นในบัญชีของคุณ

หรือแฮ็กเกอร์ที่พยายามส่งโทเค็นปลอมไปยังกระเป๋าสตางค์ของคุณเพื่อพยายามให้เหยื่ออนุมัติการทำธุรกรรมหรือนำพวกเขาไปยังเว็บไซต์ของโครงการหลอกลวง

ผู้โจมตีบางคนซื้อโฆษณา Google เมื่อผู้ใช้ค้นหา Digital Wallet ยอดนิยม เมื่อเหยื่อคลิกที่โฆษณา โดยคิดว่าเป็นลิงก์ไปยังไซต์ Digital Wallet แต่จะถูกนำไปยังไซต์ฟิชชิ่งที่ดูเหมือนจริง ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อป้อนข้อมูลประจำตัวโดยมอบกุญแจส่วนตัวให้กับแฮ็กเกอร์

“ถ้ามันดูเว่อร์เกินไปที่จะเป็นจริง แน่นอนว่ามันคือสิ่งที่หลอกลวง” Philip Martin, หัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย Coinbase, กล่าว “ไม่มีใครใน Twitter จะส่งจำนวนเหรียญให้คุณกลับเป็นสองเท่าของสิ่งที่คุณส่งให้พวกเขาอย่างแน่นอน”

References : https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-06-17/mark-cuban-defi-iron-finance-crashed-100
https://www.sec.gov/oiea/investor-alerts-and-bulletins/ia_celebrity
https://blog.coinbase.com/security-psa-airdrop-phishing-campaign-38b880c0298a
https://www.cnbc.com/2021/12/14/common-defi-crypto-related-scams-and-how-to-protect-your-wallet.htm
https://www.theverge.com/2021/11/4/22763015/cryptocurrency-fake-wallet-phishing-scam-google-ads-phantom-metamask