Peter Thiel จอมปลิ้นปล้อนตัวจริงแห่งวงการ crypto

ย้อนไปเมื่อ 9 เดือนที่แล้ว Peter Thiel ปรากฎตัวที่งาน Bicoin 2022 ในไมอามีบีช เขาเดินขึ้นไปบนเวทีด้วยความรวดเร็ว ด้วยความศรัทธาปลอม ๆ ใน Bitcoin เขาได้หยิบธนบัตรมูลค่า 100 ดอลลาร์ ออกมาปึกหนึ่ง

“มันแปลกจริง ๆ นี่คืออะไร?” Thiel ถามกับฝูงชนพลางโบกมือไปมา

“มันแทบจะไร้ค่ามากกว่ากระดาษชำระ เพราะมันเป็นเงินเฟียตที่เส็งเคร็ง”

จากนั้นเขาก็ขยำธนบัตรเป็นก้อนกลม ๆ โยนเข้าไปในฝูงชน และเยอะเย้ยใครก็ตามที่หยิบมันขึ้นมา “ผมคิดว่าพวกคุณควรจะเป็น Bitcoin Maximalists (คนที่มีความเชื่อมั่นเหนือ Bitcoin และไม่ยอมรับสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ)”

หัวใจสำคัญของการคุยโม้โอ้อวดของ Thiel ในวันนั้นคือ กลุ่มศัตรู ของผู้ที่เขามองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจสูงสุดของ Bitcoin

ศัตรูหมายเลข 1 : Warren Buffet ส่วนศัตรหมายเลข 2 และ 3 คือ Jamie Dimon ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase และ Larry Fink CEO ของ BlackRock ชายทั้งสามคิดเหมือน ๆ กัน ที่ไม่ได้ลงเงินใน Bitcoin ซึ่งในเวลานั้นมีมูลค่าประมาณ 43,000 ดอลลาร์ แต่ Thiel กล่าวว่าในท้ายที่สุดแล้วมูลค่ามันจะพุ่งขึ้นไป 10 ถึง 100 เท่า

มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ Thiel จะมีทัศนคติเช่นนั้น เพราะก่อนหน้านั้นในเดือนตุลาคม 2021 ตัวเขาเองได้ทุ่มเงินอย่างบ้าคลั่งในแวดวงของ Bitcoin

Founders Fund ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ Thiel ได้ทำการเทขายเพื่อทำกำไรก่อนที่ตลาด crypto จะพัง Founders Fund ได้ดึงเงินออกจากพอร์ดโฟลิโอ crypto ทั้งหมดภายในช่วงสิ้นเดือนมีนาคม 2022

ซึ่ง Thiel ควรที่จะระบุว่าตัวเองคือ ศัตรูหมายเลขหนึ่งในวงการนี้เช่นเดียวกัน

เหล่าบริษัท crypto ที่ถูก Thiel เท นั้น รวมถึงแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนอย่าง FTX และ BlockFi ซึ่งล้วนเป็นบริการที่ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจาก Thiel

FTX และ BlockFi ซึ่งล้วนเป็นบริการที่ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจาก Thiel  (CR:Forbes)
FTX และ BlockFi ซึ่งล้วนเป็นบริการที่ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจาก Thiel (CR:Forbes)

Thiel ได้พยายามโน้มน้าวให้ผู้คนถอนเงินออกบัญชีออมทรัพย์ของพวกเขาแล้วนำไปใส่ใน crypto แทน แต่อย่างที่เราทราบกัน ตอนนี้ ทั้ง FTX และ BlockFi ถึงคราล่มสลาย

Thiel เองเกือบจะสูญเสียเงินจากการล่มสลายของวงการ crypto ครั้งนี้เช่นเดียวกัน แต่การไหวตัวทันในเวลาที่เหมาะสม Founders Fund ได้เงินคืนมา 13,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา

ต้องบอกว่า Thiel เองนั้นเป็นคนที่สร้างตัวตนขึ้นมาด้วยความเจ้าเล่ห์ทางการเงิน ซึ่งจุดยืนหรืออุดมการณ์ของเขานั้นแทบจะตรงกันข้ามกับผลประโยชน์ทางการเงินที่เขาได้รับมา

เขาลาออกจาก Paypal หลังจากขายบริษัทให้ eBay ส่วนหนึ่งเพราะเขาต้องการเดิมพันกับ eBay ในตลาดหุ้น เขาก่อตั้ง Palantir ซึ่งรับเหมางานจากรัฐ แม้ว่าเขาจะเป็นนักเสรีนิยมที่ต่อต้านรัฐบาลที่ไม่ยอมใครง่าย ๆ และเขาสนับสนุนผู้รักชาติ “อเมริกาต้องมาก่อน” ในขณะที่เขาพยายามที่จะซื้อสัญชาติในประเทศอื่นก็ตาม

Thiel ไม่ใช่คนเดียวที่มีลักษณะนิสัยดังกล่าวนี้ คำทำนาย Bitcoin 100 เท่าเกือบจะเหมือนกับคำทำนายของสองพี่น้อง Winklevoss ที่พยายามส่งเสริมการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลให้กับเหล่านักลงทุนรายย่อย

Marc Andreessen และบริษัทร่วมทุนของเขา Andreessen Horowitz ใช้เวลาหลายปีในการปั้นภาพลักษณ์ของ web3 ขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็ขายเหล่า token ขยะที่มีมูลค่าลดลงไปเรื่อย ๆ ทิ้งอย่างไม่ใยดี

ต้องบอกว่า crypto เองเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเพ้อฝันของนักลงทุนรายย่อยเพื่อสร้างมูลค่าที่ไม่มีอยู่จริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มันเริ่มขึ้นไม่นานหลังจากที่ Thiel ได้กล่าวคำปราศรัยที่ทรงพลังในไมอามี

การล้มละลายของ FTX , Genesis , BlockFi … ได้แสดงให้เห็นว่าอุดมการณ์ที่หลอกลวงโดยเหล่านักลงทุน crypto เช่น Thiel นั้นมันไร้สาระเพียงใด

เพราะฉะนั้นจงอย่าเชื่อคำลวงของคนพวกนี้มากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลัทธิเสรีนิยมสุดโต่งของ Pether Thiel การกระจายอำนาจผ่าน web3 ของ Marc Andreessen หรือ พ่อนักบุญอย่าง Sam Bankman-Fried

เพราะสุดท้ายแล้วนั้นกลุ่มคนพวกนี้เพียงแค่ขายขยะ Token ให้กับคุณ และทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่คุณศรัทธาพวกเขาอยู่เสมอนั่นเองครับผม

References :
https://www.bloomberg.com/news/newsletters/2023-01-24/peter-thiel-is-not-a-crypto-true-believer
https://www.youtube.com/watch?v=ko6K82pXcPA
https://coinmercury.com/th/all-you-need-to-know-about-bitcoin-maximalist/
https://www.semafor.com/article/11/16/2022/andreessen-passed-on-ftx-while-venture-firms-early-crypto-investors-are-up

เมื่อฮาร์ดแวร์ถึงทางตัน กับกลยุทธ์ในการสร้างเครื่องจักรทำเงินใหม่ของ Apple ผ่านธุรกิจการเงิน

การปล่อยมือถือรุ่นเรือธงล่าสุดอย่าง iPhone 14 ที่ออกมานั้น เรียกได้ว่า อาจจะสร้างความผิดหวังไม่ใช่น้อยให้กับเหล่าสาวก Apple ที่มือถือรุ่นใหม่ที่ออกมาล่าสุด ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนมากมายอย่างที่หลาย ๆ คนคิด

แน่นอนว่ายังไงชื่อของ iPhone มันก็ยังขายได้ จากยอดจองถล่มทลาย คนต่อคิวกันเป็นว่าเล่นในช่วงเปิดตัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์แต่อย่างใด

แต่ถ้ามองแบบโฟกัสในเรื่องฟีเจอร์ โดยเฉพาะความสามารถของฮาร์ดแวร์นั้น ก็ต้องบอกว่า Apple ทำได้อย่างดีเยี่ยมมาตั้งหลายปีแล้ว และมันแทบจะสุดทางของอุปกรณ์อย่างมือถือ ที่จะได้เห็นอะไรว้าว ๆ เหมือนในรุ่นก่อน ๆ หน้ามันเริ่มยากเต็มที

สอดรับกับข่าวหลังจากการจากลาของ Jony Ive ที่ชัดเจนว่าค่อนข้างมีปัญหากับแนวนโยบายของ Apple ยุคใหม่ที่เริ่มเปลี่ยนไป เพราะ Tim Cook เริ่มหันมาหาหนทางสร้างรายได้ใหม่กับธุรกิจบริการมากยิ่งขึ้น

และหนึ่งในนั้นก็มีการประกาศออกมาล่าสุดอย่างที่เป็นข่าวใหญ่ว่า Apple กำลังเปิดตัวบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมโดยร่วมมือกับ Goldman Sachs สำหรับลูกค้า Apple Card

Ecosystem สุด Exclusive ของ Apple นั้นยากที่คู่แข่งจะไล่ตามทัน การใช้ระบบแบบปิดตั้งแต่แรก มันทำให้ทุกอย่างมันสามารถ control ง่ายกว่า และสามารถเสกสรรค์บริการใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ใช้งานที่อยู่ใน Ecosystem ของพวกเขาได้ง่าย

Tim Cook เริ่มหันมาหาหนทางสร้างรายได้ใหม่กับธุรกิจบริการมากยิ่งขึ้น (CR:CNBC)
Tim Cook เริ่มหันมาหาหนทางสร้างรายได้ใหม่กับธุรกิจบริการมากยิ่งขึ้น (CR:CNBC)

มันคือกลยุทธ์ธุรกิจที่สุดยอดมาก ๆ ตั้งแต่ Steve Jobs ได้ออกแบบมันไว้แต่แรก แม้ในรอบแรกศึกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลนั้นจะพ่ายแพ้ไปให้กับ Microsoft อย่างราบคาบก็ตาม แต่ในยุคสมาร์ทโฟน พวกเขามีบทเรียนและไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นแบบเดียวกับในศึกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

มันได้แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานที่เพิ่มขึ้นของ Apple ในด้านการเงิน เนื่องจากพยายามนำบริการเข้าสู่กระเป๋าเงินดิจิทัลโดยตรง

กลุ่มลูกค้าที่มากมายมหาศาลใน Ecosystem ของ Apple นั้น แน่นอนว่าก่อนหน้านี้พวกเขาอาจจะเป็นเพียงแค่กระเป๋าเงินให้กับผู้บริโภค แต่ก้าวใหม่ในครั้งนี้ Apple ต้องการมอบประสบการณ์ใหม่ซึ่งอาจจะกลายเป็นธนาคารขนาดย่อมบนมือถือในอนาคต

สำหรับ Apple Card นั้นเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2019 และให้บริการในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ซึ่งทาง Apple Card นั้นเสนอ cashback 1% ในขณะที่ Apple Pay ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินแบบไม่ต้องสัมผัสเสนอให้ 2%

ซึ่ง Apple Pay นั้นถือเป็นหนึ่งของแผนกบริการของ Apple ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่โมเดลธุรกิจใหม่อย่างธุรกิจบริการซึ่งมีอัตรากำไรที่สูง และสร้างเครื่องจักรทำเงินใหม่ให้กับ Apple ในช่วงเวลาที่การเติบโตของ iPhone เริ่มจำกัด

ที่น่าสนใจก็คือ ในไตรมาสที่ผ่านมา รายได้จากธุรกิจบริการซึ่งรวมถึง App Store และบริการ Subscription ทั้งหลายของ Apple เพิ่มขึ้น 12% เป็น 19.6 พันล้านดอลลาร์ โดยมีผู้ใช้ 860 ล้านคนทั่วโลกใช้บริการ subscription แบบประจำอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า Ecosystem หรือแพลตฟอร์ม Super App ขนาดใหญ่ ๆ ทั่วโลก กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่โมเดลเดียวกันนั่นก็คือธุรกิจทางด้านการเงิน อย่างที่เราได้เห็นในแพลตฟอร์มอย่าง shopee , grab หรือ Wechat ในประเทศจีน ซึ่งล้วนแล้วมีจุดหมายปลายทางเดียวกันนั่นคือธุรกิจการเงิน

การเดินเกมใหม่ของ Apple นั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเขาจะ balance ในเรื่องข้อมูล พฤติกรรมต่างๆ ของผู้บริโภคได้อย่างไร กับนโยบายปกป้องความเป็นส่วนตัวของพวกเขา เพราะสุดท้ายหากจะมาลุยธุรกิจทางด้านการเงินแบบเต็มตัว อย่างไรเสียก็ต้องแลกกับการลุกล้ำข้อมูลส่วนตัวของกลุ่มสาวก Apple ในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/f956de93-e505-4c84-a1ab-2bd23c041004
https://www.apple.com/newsroom/2022/10/apple-card-will-let-users-grow-daily-cash-rewards-while-saving-for-the-future/
https://www.cnbc.com/2022/10/13/apple-goldman-sachs-introduce-interest-bearing-savings-accounts.html

Dan McCrum กับการต่อสู้เพื่อเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับบริษัทเทคโนโลยีลวงโลกอย่าง Wirecard

ในยุคของ crypto ผู้คนกำลังมองหาวิธีง่ายๆ ในการทำเงินบนโลกออนไลน์ โดยแทบไม่รู้ว่าหลายคนก็ได้ใช้วิธีการที่สกปรกเพื่อหาประโยนชน์จากสิ่งเหล่านี้เช่นเดียวกัน

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องอื้อฉาวฉาวโฉ่ที่ล้อมรอบบริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคของเยอรมัน Wirecard บริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของโลกการเงินและเทคโนโลยี

แต่ในในปี 2020 ถูกตีแผ่เรื่องราวจากการดำเนินธุรกิจที่ทุจริตและการรายงานทางการเงินที่ฉ้อฉล และบริษัทต้องถึงกับล้มละลายเมื่อข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

คนที่เปิดเผยการฉ้อโกงนี้เป็นครั้งแรกคือ Dan McCrum จาก Financial Times และเขาได้เขียนหนังสือ Money Men: A Hot Startup, A Billion Dollar Fraud, A Fight for the Truth จนถูกสร้างเป็นสารคดีของ Netflix เรื่อง Skandal!  Wirecard 

Wirecard คืออะไร?

Wirecard เริ่มดำเนินการในปี 1999 ที่มิวนิค และในปี 2002 Marcus Braun อดีตที่ปรึกษาของ KPMG ได้รับการแต่งตั้งเป็น CEO ณ จุดนี้ บริษัทมุ่งเน้นไปที่การให้บริการชำระเงินออนไลน์สำหรับบริษัทที่สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมอื่น ๆ อาจปฏิเสธ เช่น เว็บไซต์ลามกหรือเว็บไซต์การพนัน

Wirecard นั้นได้สร้างความหวือหวาให้กับวงการด้วยเรื่องราวของบุคคลที่มีสีสันของชายสองคนที่ดูแล Wirecard ได้แก่ Markus Braun ผู้บริหารระดับสูงที่มองโลกในแง่ดีและสวมเสื้อคอเต่า (เลียนแบบ Steve Jobs) และ Jan Marsalek ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการแสนเจ้าเล่ห์และหลงตัวเอง  

สองผุ้นำของ Wirecard Markus Braun และ Jan Marsalek (CR:OE24)
สองผุ้นำของ Wirecard Markus Braun และ Jan Marsalek (CR:OE24)

ภายในปี 2005 Wirecard ได้ควบรวมกิจการกับ Electronic Business Systems แล้วทำการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต หนึ่งปีต่อมา บริษัทเข้าสู่ธุรกิจธนาคารโดยการซื้อ e-bank XCOM ซึ่งอนุญาตให้ทั้ง Visa และ Mastercard สามารถจัดการเงินสำหรับร้านค้าได้ 

ณ จุดนี้ บริการค่อนข้างมีความซับซ้อน ทำให้งบดุลในบัญชีตรวจสอบได้ยากขึ้น งบการเงินของบริษัทก็ค่อนข้างซับซ้อนเป็นอย่างมาก ทำให้แทบไม่มีใครรู้ว่าที่แท้จริงแล้วธุรกิจของ Wirecard คืออะไรกันแน่

เมื่อความผิดปรกติเกิดขึ้น

ในปี 2008 เมื่อหัวหน้าสมาคมผู้ถือหุ้นของเยอรมนีสังเกตเห็นความผิดปกติทางการเงินในงบดุล และ EY (Ernst & Young) ถูกให้เข้ามาเพื่อตรวจสอบบัญชีของบริษัท

อย่างไรก็ตาม Wirecard ยังคงดำเนินการอยู่และกำลังขยายไปทั่วโลก หลังจากระดมทุน 500 ล้านยูโรจากนักลงทุน พวกเขาได้เข้าซื้อบริษัทชำระเงินในเอเชียและตั้งฐานที่มั่นในสิงคโปร์ 

Financial Times เริ่มรายงานเกี่ยวกับบริษัทในปี 2015 และเผยแพร่เรื่องราวภายใต้ซีรี่ส์ ‘House Of Wirecard’ แต่เมื่อ Wirecard ตรวจสอบข้อกล่าวหาและปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นความจริง ทนายความของ Wirecard ได้ตอบโต้กลับและสั่งฟ้อง Financial Times 

J Capital Research ยังรายงานด้วยว่าการดำเนินงานในเอเชียของพวกเขานั้นไม่เหมือนอย่างที่พวกเขาคุยโม้ไว้ ซึ่ง Wirecard ปฏิเสธ และพวกเขาได้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในอเมริกาด้วยการซื้อธุรกิจบัตรเติมเงินจาก Citibank เพื่อให้สามารถเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาได้

ภายในปี 2018 ที่ประเทศสิงคโปร์ มีผู้แจ้งเบาะแสซึ่งเป็นอดีตทนายความของ Wirecard ซึ่งเปิดโปง เรื่องราวของเงินที่บริษัทได้ส่งเงินไปยังอินเดียผ่านบุคคลที่สามอย่างฉ้อฉล 

แต่การสอบสวนถูกกวาดไปอยู่ใต้พรม และในปีนั้น บริษัทมีมูลค่า 24 พันล้านยูโร โดย Braun มีสัดส่วนถือหุ้นอยู่ที่ 1.6 พันล้านยูโร บริษัทมองหาแนวทางที่จะกลายเป็นยูนิคอร์นในเยอรมนี โดยสามารถแข่งขันกับบริษัทอเมริกันที่ใหญ่ที่สุดในซิลิคอนแวลลีย์ 

ในปี 2019 BaFin หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินแห่งสหพันธรัฐเยอรมันเริ่มสอบสวน Wirecard และสั่งห้ามขายชอร์ตหุ้นเป็นเวลา 2 เดือน เนื่องจากเกรงว่าบริษัทจะมีการบิดเบือนตลาดหุ้น

แม้ว่า FT จะ เปิดเผยว่าธุรกิจของ Wirecard ครึ่งหนึ่งเป็นธุรกิจภายนอกที่แทบไม่มีอยู่จริง แต่ก็มีเรื่องที่น่าแปลกที่ Wirecard ยังสามารถเจรจาการลงทุนมูลค่า 900 ล้านยูโรจาก Softbank ของญี่ปุ่นได้

Softbank เข้าลงทุนกว่าพันล้านดอลลาร์ใน Wirecard (CR:Barron's)
Softbank เข้าลงทุนกว่าพันล้านดอลลาร์ใน Wirecard (CR:Barron’s)

มูลค่าหุ้นของ Wirecard เริ่มร่วงลงในปีเดียวกันนั้น Wirecard อ้างว่า “มีการสมรู้ร่วมคิดโดยผู้ขายชอร์ตหุ้น” และแต่งตั้งนักสืบเอกชนเพื่อติดตามผู้ที่รายงานหรือสืบสวนคดีนี้

Dan McCrum และทีมงานถูกสั่งพักงานเพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนสมรู้ร่วมคิดดังกล่าวหรือไม่ ทีมนักสืบเอกชนของ Wirecard ปลอมเป็นท่านชีคจากคูเวตหลอกว่าจะไปร่วมลงทุนกับหนึ่งในนักชอร์ตหุ้นที่ได้รับข้อมูลการสืบสวนมาจาก Financial Times

หลังจากนั้นบริษัทบัญชียักษ์ใหญ่อย่าง KPMG ถูกเชิญให้ไปทำการตรวจสอบควบคู่ไปกับ EY และ EY ได้รับเอกสารจากฟิลิปปินส์โดยอ้างว่ามีเงินทุน 1.9 พันล้านยูโรอยู่ในธนาคารสองแห่งในประเทศ 

เมื่อรายงานของ KPMG ถูกเปิดเผยในเดือนเมษายน ระบุว่า “ไม่สามารถยืนยันได้” ว่าเงินทุน 1.9 พันล้านยูโรนั้นมีอยู่จริง

ในเดือนมิถุนายน 2002 BaFin ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนทางอาญาเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้เข้าใจผิดต่อนักลงทุน Wirecard ก่อนการเผยแพร่รายงานของ KPMG 

สำนักงานของ Wirecard ถูกบุกค้น และอัยการมิวนิกเริ่มการสอบสวนคดีอาญากับ Braun เพียงไม่กี่วันต่อมา KPMG ได้เปิดเผยรายงานการตรวจสอบว่าเงิน 1.9 พันล้านยูโรหายไปจริง ๆ และหุ้นของพวกเขาก็ล้มพังทลายลงมาแทบจะทันที

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน Braun ลาออกและอีกสามวันต่อมา Wirecard เปิดเผยว่าเงินจำนวน 1.9 พันล้านยูโรไม่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นการเปิดเผยข้อมูลจริง ๆ เป็นครั้งแรกของบริษัทในรอบหลายปี

Braun ถูกจับในข้อหาทำบัญชีเท็จและยักยอกตลาด และบริษัทประกาศล้มละลายในอีกสองวันต่อมา

ตอนนี้ Braun อยู่ที่ไหน

ในเดือนมีนาคม 2022 อัยการเมืองมิวนิกตั้งข้อหากับ braun ในข้อหาฉ้อโกง และยักยอกบัญชี และขณะนี้เขากำลังรอการพิจารณาคดี Braun ปฏิเสธในข้อกล่าวหาเหล่านี้และอ้างว่าเขาเองก็ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงเช่นกัน

จากการสืบสวนพบว่า Jan Marsalek มีการเชื่อมต่อกับหน่วยข่าวกรองในรัสเซียและลิเบียอย่างลับๆ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการกิจกรรมฉ้อโกงส่วนใหญ่ ซึ่งแม้กระทั่งตอนที่ทุกอย่างกำลังจะถูกเปิดเผยออกมา แต่เขาไม่เคยหยุดคิดการใหญ่

ในนาทีสุดท้าย Marsalek พยายามที่จะเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องราวอันฉาวโฉ่ของ Wirecard โดยการเข้ายึด Deutsche Bank ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมัน แต่มันก็ไม่สำเร็จ 

Marsalek หายตัวไปไม่นานหลังจากที่เขาถูกไล่ออกจากบริษัท และปัจจุบันเป็นที่ต้องการตัวของตำรวจเยอรมัน เขาอยู่ในรายชื่อผู้ลี้ภัยที่ต้องการตัวมากที่สุดของยุโรปของ Europol

Jan Marsalek ที่กลายเป็นผู้ร้ายที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของ Europol (CR:DW)
Jan Marsalek ที่กลายเป็นผู้ร้ายที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของ Europol (CR:DW)

บทสรุป

เรื่องราวของ Wirecard ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีลวงโลกที่น่าสนใจมาก ๆ ที่สำคัญมันยังเกิดในประเทศอย่างเยอรมัน ซึ่งพวกเขาสามารถหลอกลวงหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐได้เป็นเวลานานมาก ๆ โดยที่ไม่มีใครระแคะระคาย

สิ่งที่เหลือเชื่อก็คือ ในขณะที่ชื่อของพวกเขากำลังเป็นข่าว แต่ Softbank ก็ยังกล้าเข้ามาลงทุนเป็นพันล้านดอลลาร์ นั่นช่วยให้ข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับ Wirecard ลดน้อยลงไป

เหล่านักการเมืองของเยอรมันปฏิเสธที่จะมาตรวจสอบอย่างจริงจังในช่วงแรก ๆ พวกเขามองแค่ว่าประเทศอื่นๆ ต่างอิจฉาที่มีฟินเทคชื่อดังเกิดขึ้นในเยอรมัน และ Wirecard ได้กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สำคัญและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ

นั่นเป็นยุคก่อนหน้าที่เทคโนโลยียังไม่ซับซ้อนเท่าในทุกวันนี้ เราได้เห็นกลลวงหลอกโดยอ้างเทคโนโลยีมากมาย ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน รวมถึงเส้นทางการฟอกเงินที่มีความซับซ้อนมากกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายกลลวงหรือแชร์ลูกโซ่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันก็คือมุกเดิม ๆ ที่แค่เปลี่ยนเทคโนโลยีที่เป็นฉากบังหน้าเพียงเท่านั้นนั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/culture/2022/06/16/how-one-journalist-exposed-the-wirecard-scandal
https://www.reuters.com/article/us-germany-wirecard-inquiry-timeline-idUSKBN2B811J
https://www.esquire.com/uk/culture/a41040983/wirecard-scandal-true-story/
https://kunai-co.medium.com/how-wirecard-became-germanys-enron-7bf9f3c20039

The future of Start-ups กับแนวคิดที่ควรจะเริ่มคิดทำกำไรแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่เน้นแต่การผลาญเงินเพื่อเติบโต

ส่วนตัวผมได้เห็นบทความจากสื่อใหญ่หลาย ๆ แห่ง ที่พูดทำนองเดียวกันในเรื่องนี้ ที่ต้องเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการ Startup ทั่วโลก

เราได้เห็นโมเดล Startup ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่เน้นการผลาญเงินลงทุนของเหล่า VC และเร่งการเติบโต ซึ่งส่วนใหญ่มันก็ได้ผล แต่ช่วงหลัง ๆ เริ่มเห็นถึงทางตัน เพราะ model ธุรกิจที่ copy กันไปกันมา

มันยากที่จะหาบริษัทที่จะสามารถเติบโตแบบ 100x , 1000x เหมือนในอดีตเช่น facebook , google หรือ amazon ได้ในยุคปัจจุบัน เพราะเทคโนโลยีทุกอย่างมันเริ่มถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

ยุคของการระดมทุนแบบง่าย ๆ ใช้สไลด์ไม่กี่แผ่น แล้วคุยโม้โอ้อวดแผนการธุรกิจที่เพ้อฝัน กำลังจะหมดลง บริษัทเทคโนโลยีที่จะมีอนาคตต้องสร้างขึ้นบนรากฐานที่ยั่งยืนเพียงเท่านั้น

สอดรับกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสภาพแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจเริ่มแย่ลง เหล่าบริษัท startup ที่ไม่ทำกำไรเน้นที่การเติบโตเพียงอย่างเดียว กำลังถูกหมางเมินมากยิ่งขึ้น

เคสใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับ Klarna บริษัทที่ทำธุรกิจซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ซึ่ง copy model กันทั่วทั้งโลกใครก็ทำได้ มูลค่าลดลงจาก 46 พันล้านดอลลาร์ เหลือน้อยกว่า 7 พันล้านดอลลาร์

โมเดล Buy Now Pay Later แบบ Klarna ไม่ได้มีนวัตกรรม ทำให้ถูก copy ง่าย ๆ จากทั่วโลก (CR:PYMNTS)
โมเดล Buy Now Pay Later แบบ Klarna ไม่ได้มีนวัตกรรม ทำให้ถูก copy ง่าย ๆ จากทั่วโลก (CR:PYMNTS)

โดยปรกติแล้ว เราเห็น pattern เดิม ๆ ของเหล่าบริษัทร่วมทุนหรือ VC ต่าง ๆ ที่จะมุ่งเน้นไปที่การเติบโตของรายได้เป็นหลัก ซึ่งบริษัทใด scale ได้รวดเร็วและยึดครองตลาดได้ทั้งหมดก็จะกลายเป็นผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวได้

แต่สถานการณ์การแข่งขันเรียกได้ว่าเปลี่ยนไป นวัตกรรมที่แทบไม่มีอะไรใหม่ สามารถ copy กันได้ง่าย ๆ แค่มีทุน ไล่ตั้งแต่ ธุรกิจการชำระเงิน การจัดส่งอาหาร บริการเรียกรถ ทำให้การเน้นที่การ scale บริษัทอย่างรวดเร็วเพียงอย่างเดียวมันไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว

บริษัทร่วมทุนขนาดใหญ่ตัวอย่างเช่น Vision Fund ของ Softbank นั้นขาดทุนอย่างมหาศาล หลังจากลงทุนไปในหลายๆ บริษัทที่ดูไม่มีอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเทเงินให้กับ WeWork หรือ แม้กระทั่ง Uber เองที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นกลับมาได้ในเร็ววันนี้

Vision Fund ของ Softbank ที่ขาดทุนอย่างมหาศาล (CR:DealStreetAsia)
Vision Fund ของ Softbank ที่ขาดทุนอย่างมหาศาล (CR:DealStreetAsia)

เหล่านักลงทุนเริ่มไม่ชอบความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น แม้แต่กลุ่มทุนที่เคยอัดเม็ดเงินก้อนใหญ่ให้กับวงการก็ตามที ตอนนี้พวกเขาต้องการให้บริษัทพิสูจน์ว่ามีเส้นทางสู่การทำกำไรที่ชัดเจน ไม่ใช่ผลาญเงินเล่นไปวัน ๆ

ตัวอย่างผู้นำด้านเทคโนโลยียุคบุกเบิกรายใหญ่อย่าง Apple และ Microsoft พวกเขาได้พิสูจน์ความสำเร็จด้วยการจัดลำดับความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาได้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว

เพราะฉะนั้น ทั้งโมเดลการสร้างรายได้ และที่มาของกลุ่มลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ของเหล่าบริษัท startup ในยุคถัดไป ธุรกิจต้องเดินหน้าสู่การสร้างกำไรที่แท้จริง ไม่ใช่เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดสมมติที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงนั่นเอง

References :
https://www.ft.com/content/6b5a67f2-6028-40e1-a81b-e0e0be60facd
https://www.edexlive.com/opinion/2021/jan/02/the-future-of-start-ups-imagining-the-next-decade-for-the-entrepreneurial-sector-16983.html
https://www.ft.com/content/778e65e1-6ec5-4fd7-98d5-9d701eb29567
https://www.influencive.com/6-tips-for-improving-your-startup-pitch/

Venture Capital’s Crash เมื่อยุคทองของเทคโนโลยีบูมกำลังพบกับความจริงที่แสนโหดร้าย

เราจะเห็นได้ว่าในยุคก่อนหน้าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 นั้น กระแสการระดมในธุรกิจ startup เรียกได้ว่าบูมแบบสุดขีด สามารถระดมทุนกันได้อย่างบ้าคลั่ง ด้วยเงินทุนจำนวนมหาศาล

แน่นอนว่าธุรกิจ startup มันแตกต่างแบบสุดขั้วจาก ธุรกิจที่สามารถเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว เพราะมันไม่มีดัชนีชี้วัดแบบรายวัน ที่สะท้อนให้เห็นภาพที่แท้จริงของกิจการ

แถมเงินทุนต่าง ๆ ที่ระดมมา ก็ถูกไปอัดฉีดให้กับกิจการแบบผิด ๆ อยู่บ่อยครั้งเนื่องจากเงินที่ได้มาแบบง่าย ๆ บางครั้งด้วยสไลด์ไม่กี่แผ่น ก็เรียกนักลงทุนกระหายเงินเข้ามาได้แล้ว

ตัวอย่างที่น่าสนใจกับธุรกิจ fintech ใหม่ไฟแรงอย่าง Buy Now Pay Later ที่กำลังเป็นกระแสเกิดขึ้นทั่วโลก Klarna แอปจากสวีเดนได้สร้างแรงกระแทกให้กับวงการอย่างจังเมื่อมูลค่าลดลงถึง 87% เมื่อเทียบกับมูลค่าในปีที่ผ่านมา

Klarna แอปจากสวีเดน ที่มูลค่าตกฮวบ (CR:PYMNTS)
Klarna แอปจากสวีเดน ที่มูลค่าตกฮวบ (CR:PYMNTS)

หรือ Affirm ในธุรกิจเดียวกันจากสหรัฐฯ ที่ทำ IPO ไปเมื่อต้นปีที่แล้ว มูลค่ากิจการก็ร่วงหล่น 87% เมื่อเทียบกับราคาสูงสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

หรือแม้กระทั่งธุรกิจ Super App ยักษ์ใหญ่แถบบ้านเราเอง ไม่ว่าจะเป็น Grab หรือ SEA Group (เจ้าของ shopee) เองนั้น มูลค่าก็ร่วงหล่นสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก

เรียกได้ว่าการลงทุนส่วนใหญ่นั้นหลั่งไหลเข้ามาในปีที่แล้ว เนื่องจากการประเมินมูลค่าของเหล่า startup กำลังแตะจุดสูงสุด

ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเฮดฟันด์ บริษัทไพรเวทอิควิตี้ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ VCs ระดับองค์กร ได้อัดฉีดเงินสองในสามของเงินทั้งหมดเข้าสู่การลงทุนทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว

และนักลงทุนรายใหญ่ที่กำหนดชะตากรรมของเหล่าบริษัท startup ที่คิดจะเป็นใหญ่คงหนีไม่พ้นกองทุน Vision Fund ของ Softbank ซึ่งระดมทุนได้ 100,000 ล้านดอลลาร์

พวกเขาลงทุนใน startup ระดับยักษ์ แต่กลับสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล Vision Fund ขาดทุนไปกว่า 23.4 พันล้านดอลลาร์ในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งปี

กองทุนยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นสูญเสียเงินส่วนใหญ่จำนวน 17.3 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากมูลค่าบริษัทที่พวกเขาเข้าไปลงทุนนั้นตกลงอย่างมาก ไมว่าจะเป็น Coupang ,SenseTime หรือ DoorDash ส่วนอีก 6.1 พันล้านดอลลาร์ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องเงินเยนที่อ่อนค่าลง

หรืออีกหนึ่งยักษ์ใหญ่อย่าง Tiger Global ซึ่งมีการกระจายการลงทุนอย่างกว้างขวาง โดยอัดเม็ดเงินใน startup ขนาดใหญ่ระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ซึ่งมากว่านักลงทุนรายอื่น ๆ

ในช่วงที่เฟื่องฟูที่สุด นักลงทุนต่างเร่งสนับสนุนในธุรกิจแทบจะทุกอย่างตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Rivian ซึ่งระดมทุนได้มากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ไปจนถึงการเดิมพันเทคโนโลยีที่เดิมพันด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญเพื่อสร้างผลตอบแทนมหาศาลอย่าง Nuclear Fusion

Jeremy Burton อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Oracle ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท Observe กล่าวว่า “จากเดิมที่มีข้อเสนอทางการเงินสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ แต่ตอนนี้มันได้จบลงแล้ว ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความเยือกเย็นเหนือตลาดร่วมทุน เนื่องจากผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างรอให้ความจริงกระจ่าง โดยเฉพาะในเรื่องการประเมินมูลค่าที่แท้จริง”

แต่ก็ต้องบอกว่าการอัดฉีดเงินทุนเข้าไปอย่างบ้าคลั่งนั่น ได้ผลักดันให้สาขาวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ควอนตัมคอมพิวเตอร์ หรือ รถยนต์ไร้คนขับ

โครงการที่เรียกว่า “Moonshot” เหล่านี้ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเสี่ยงเกินไป ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลา 7-8 ปี เริ่มมีรายงานความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

แต่เมื่อถามว่าภาคส่วนใดมีแนวโน้มน่าผิดหวังที่สุด เหล่า VC ส่วนใหญ่ระบุไปถึงบริการ Delivery Service ต่าง ๆ เช่น Gopuff และ Gorillas ที่จัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าภายใน 20 นาที หรือ ธุรกิจ Fintech โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยี blockchain ที่ล้วนแล้วแต่จมอยู่กับความผิดพลาดโง่ ๆ ของวงการคริปโต

บริการอย่าง Gorillas ที่จัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าภายใน 20 นาที (CR:Daily Advent)
บริการอย่าง Gorillas ที่จัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าภายใน 20 นาที (CR:Daily Advent)

การประเมินมูลค่าที่ดิ่งลงเหวในโลกเทคโนโลยีกลายเป็นโดมิโน เริ่มจากเหล่าบริษัทอินเทอร์เน็ตที่ไม่ทำกำไร ไปจนถึงภาคส่วน crypto และ fintech ก่อนที่จะเข้าสู่ภาคธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งอย่าง software และ semiconductors

ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดไว้ นักลงทุนที่นำเงินจำนวนมากไปใช้ที่จุดสูงสุดของตลาดอาจต้องเผชิญกับผลตอบแทนติดลบแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ dotcom crash ในช่วงเปลี่ยนผ่านศตวรรษ

สำหรับเหล่านักลงทุน VC อาจดูเหมือนเป็นการก้าวถอยหลังครั้งใหญ่หลังจากผ่านความรุ่งเรืองหลายปีที่สิ้นสุดลง พวกเขาต้องเริ่มโฟกัสเหล่า startup ที่มีวินัยทางการเงินมากขึ้นและกลุ่มที่เผชิญกับคู่แข่งที่น้อยลงโดยเฉพาะในรายใดที่ได้รับทุนมหาศาลจากกองทุนอย่าง Vision Fund ของ Softbank

Eric Vishria แห่ง Benchmark Captial ได้สรุปสถานการณ์ของ VC ไว้ว่า

“เหล่านักเก็งกำไรทั้งหมดจะถูกกำจัดทิ้งไป จะคงเหลือไว้เพียงผู้ที่มีศรัทธาและผู้สร้างตัวจริง”

References :
https://www.ft.com/content/6395df7e-1bab-4ea1-a7ea-afaa71354fa0
https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-08-08/softbank-ceo-pledges-sweeping-cost-cuts-after-23-4-billion-loss
https://www.ft.com/content/25f76710-fbde-11e9-98fd-4d6c20050229