นักวิจัยเตือน : เทคโนโลยีได้ก้าวไปถึงจุดที่ใช้และควบคุมมนุษย์เราได้แล้ว

ในปัจจุบันนั้นเราถูกล้อมรอบไปด้วยอัลกอริทึมในเกือบทุกอย่างที่เราทำ ตั้งแต่การท่องเว็บจนไปถึงการตัดสินใจทางการเงิน แต่เราในฐานะมนุษย์เองก็ยังมีคำพูดในแบบที่อัลกอริธึมเหล่านี้กำลังหล่อหลอมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา ให้เราคิดคล้ายมัน?

“การสำรวจของเรานำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและมนุษย์เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง” อาจารย์ที่ศูนย์สำหรับระบบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮัลล์ใน Yorkshire อังกฤษ Dionysios Demetis กล่าวในบทความใหม่ “ ในอดีตมนุษย์เราใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ตอนนี้เทคโนโลยีได้ก้าวไปถึงจุดที่ใช้และควบคุมเราได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

ในบทความ ที่ Demetis ตีพิมพ์ในปีที่ผ่านมากับ อัลเลนลี , อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ในวารสารของสมาคมที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศนั้น

แทนที่อัลกอริธึมที่ช่วยในการตัดสินใจจะไม่ส่งผลกระทบต่อเราในทางใดทางหนึ่ง แต่ภาวะทางสมองของมนุษย์เรานั้นได้เปลี่ยนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “เรากำลังได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้ อย่างล้ำลึกในรูปแบบที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้”

โดย Demetis ชี้ให้เห็นตัวอย่างจากทนายความที่ถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ตัวแทนนายหน้าที่ใช้เครื่องมือด้านปัญญาประดิษฐ์ในการคัดแยกผู้สมัครที่ไม่ดี และความจริงที่ว่าการซื้อขายส่วนใหญ่ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้นตอนี้มันไม่ใช่การแข่งขันกับมนุษย์ด้วยกันเองอีกต่อไปแล้ว เรากำลังต่อสู้กับอัลกอรึทึมที่มีความลึกลับซับซ้อน และมีความอัจฉริยะเป็นอย่างมาก

การพึ่งพาอัลกอริทึมมากเกินไปตามที่ Demetis กล่าว อาจทำให้ตลาดเหล่านี้ล่มสลายได้  ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้เกิดจาก “ข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรม” แต่มันได้เรียนรู้พฤติกรรมที่มาจากการเชื่อมโยงกันของการตัดสินใจเชิงอัลกอริทึมนับล้านรูปแบบ ที่เล่นกันอย่างคาดเดาไม่ได้นั่นเอง ”

ในความเป็นจริงตอนนี้มนุษย์ได้กลายเป็นอุปสรรค “ เราจะเห็นเหล่าผู้คนที่ใช้ระบบการซื้อขายแบบอัตโนมัติเหล่านี้ มองการตัดสินใจของมนุษย์เป็นอุปสรรคต่อการตลาดอย่างมีนัยสำคัญ” Demetis กล่าว

ในที่สุดการที่มนุษย์เลือกที่จะยอมแพ้การตัดสินใจซื้อจากระบบอัตโนมัติเหล่านี้ อาจทำให้เรามีอนาคตที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งสถานการณ์กรณีที่เลวร้ายที่สุด คือ การที่เราถูกครอบงำจากเทคโนโลยีโดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ” Demetis กล่าว

References :
https://theconversation.com
https://static1.i4u.com/sites/default/files/imagecache/main_image_large/images/2019/01/forextradingrobot650x370.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

หุ้น Big Tech ดำดิ่งหลัง FTC เตรียมตรวจสอบการผูกขาด

หุ้น Facebook ร่วงลง 7.5% ในวันจันทร์จากรายงานของ Wall Street Journal ที่ระบุว่า
Federal Trade Commission (FTC) จะสามารถตรวจสอบการใช้ Facebook ในการแข่งขันของธุรกิจดิจิทัล ว่าเป็นการผูกขาดหรือไม่?

การลดลงของหุ้น Facebook ส่งผลกระทบต่อมูลค่าของบริษัทมากกว่า 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากมูลค่าถึงกว่า 469,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ของ Facebook หลังจากอยู่ภายใต้การตรวจสอบโดย FTC ในเรื่องการผูกขาดธุรกิจ

หุ้นของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายอื่น ๆ ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน หุ้นของAmazonลดลง 4.6% เมื่อวันจันทร์หลังจากรายงานของวอชิงตันโพสต์ว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดในสหรัฐอเมริกามีข้อตกลงใหม่เกี่ยวกับการกำกับดูแลด้านเทคโนโลยี การลดลงดังกล่าวเป็นมูลค่ามากกว่าสี่หมื่นล้านเหรียญ

และหุ้นของ บริษัท แม่ของ Google ลดลง 6.1% หลังจากมีการรายงานเช่นเดียวกันว่า เมื่อวันศุกร์ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังเตรียมการสอบสวนการต่อต้านการผูกขาดของ Google ทำให้มูลค่าหุ้นหายไปประมาณ 47,000 ล้านเหรียญ สหรัฐจากมูลค่าตลาดที่ 721,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

กฎระเบียบต่อต้านการผูกขาดยังคงเป็นภัยคุกคามต่อเหล่าบริษัท Big Tech ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากเรื่องอื้อฉาวอย่าง Cambridge Analytica ในเรื่องข้อมูลส่วนตัวของผู้งานที่หลุดออกมา และในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2563 ที่จะถึงนี้ เริ่มมีการใช้แคมเปญ “ Stop Big Tech” เพื่อหยุดอิทธิพลของเหล่าบริษัท Big Tech เหล่านี้ที่นับว่าจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ 

แต่ข้อตกลงที่ได้รับการรายงานใหม่ระหว่าง Federal Trade Commission และกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ ทำให้ภัยคุกคามต่อบริษท Big Tech เหล่านี้เริ่มใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น 

โดย FTC จะเป็นผู้นำในการกำกับดูแลของ Amazon ในขณะที่ DOJ จะมีอำนาจดูแลใน Case ของ Google ซึ่งก่อนหน้านี้ FTC จัดการสอบสวนวในกรณีของ Google  แต่ตอนนี้ ทางกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ จะพิจารณาแนวทางปฏิบัติของ Google ต่อตลาดอีกครั้งทั้งในด้านการค้นหาและด้านอื่น ๆ ตามที่ระบุในวารสารที่ถูกปล่อยออกมา

References : 
https://www.cnbc.com/2019/06/03/amazon-facebook-and-google-stocks-stumble-over-antitrust-concerns.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เมื่อ Robot Trade หุ้นได้ดีกว่ามนุษย์

ใครจะคาดคิดว่าว่าตอนนี้ AI ได้กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อ Wall Street แล้ว และมันกำลังเริ่มทำเงินให้เหล่านักลงทุนต่าง ๆ ที่เริ่มหันมาใช้ robot ในการ trade

ซึ่งในช่วงกลางเดือน ตุลาคม 2017 นั้น นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของกองทุนที่เรียกว่า AI Powered Equity ETF ซึ่งมีการ manage ความเสี่ยงในการลงทุนผ่านระบบ artificial intelligence เพื่อที่จะเอาชนะตลาด Wall Street

ซึ่งจนถึง ณ ปัจจุบัน นั้นมันก็ยังสามารถทำงานได้ดีมาก แม้จะเป็นเพียงในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งการลงทุนจริง ๆ นั้นต้องวัดผลในระยะยาว แต่มันก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่กองทุนนี้ต้องการได้ ซึ่งในช่วงแรกนั้น AIEQ ได้ทำกำไรไปประมาณ 0.6% ภายใน 2 วัน ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่า 1% ในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งสามารถเอาชนะตลาดได้ แต่ก็ยังเป็นแค่ผลงานเพียงระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งหากมันทำงานได้ work ในช่วงไตรมาสแรกนั้น เราอาจจะได้เห็นคู่แข่งของกองทุน AI ของบริษัทอื่น ๆ  กว่า 20 บริษัทที่จะเข้ามาแข่งขัน ภายในไม่เกิน 6 เดือน อย่างแน่นอน

ซึ่งโดยหลักแล้วนั้นกองทุนด้าน AI นั้นจะขับเคลื่อนด้วย algorithm ที่มองหาบริษัท ที่มีศักยภาพที่ดีที่สุด ซึ่งให้ผลตอบแทนมากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ซึ่งถ้ามองในกองทุน ETFs โดยทั่วไปส่วนใหญ่แล้วนั้นจะเน้นไปที่การ follow ตลาด เช่น หาบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผลตอบแทนที่ดีใน S&P 500 หรือ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ หรือ ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ แต่ AIEQ ที่เป็นกองทุน AI นั้นจะเลือกบริษัทขนาดเล็กและอยู่ใน list ที่กำลังเจริญเติบโตมากกว่า   ผ่าน computer algorithm โดยผ่านการเรียนรู้จากข้อมูลในตลาด และได้รับการทดสอบมาอย่างดีแล้ว เพื่อบริหารความเสี่ยงได้อย่างดีที่สุด

Wall Street กำลังปั่นป่วน กับการเข้ามาของ Robot

Wall Street กำลังปั่นป่วน กับการเข้ามาของ Robot

ซึ่งเนื่องจากข้อมูลที่มีมากขึ้นในปัจจุบันนั้น ทำให้งานของ Fund Manager นั้นมีความท้าทายมากขึ้น  ซึ่งเทคโนโลยีใหม่  ๆ อย่าง artificial intelligence นั้น มีมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ซึ่งการเปิดตลาดของ AIEQ นั้นก็เป็นการแนวทางการลงทุนแบบใหม่โดยใช้ AI ซึ่งจะเปิดโอกาสให้กับทุกคนได้ ซึ่งในขณะนี้กองทุนดังกล่าวนั้นได้มีการลงทุนในหุ้นไปกว่า 70 ตัวแล้ว และกำลังกระจายเงินไปสู่หลาย ๆ sector ซึ่งจะประมวลจากหลาย ๆ กิจกรรมเช่น สภาวะเศรษฐกิจใจปัจจุบัน แนวโน้มที่เกิดขึ้นกับโลกเรา รวมถึง Events ต่าง ๆ ของบริษัท ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้นั้นสามารถนำมา train ให้ computer algorithm เข้าใจและสามารถ predict market trend ที่จะเกิดขึ้นได้

ซึ่งจากข้อมูลใน XTF.com นั้น บริษัทที่ถือครองหลักทรัพย์สูงสุด 5 อันดับแรกนั้นประกอบไปด้วย Penumbra , Genworth Financial , Boyd Gaming , Mednax และ Triumph Group  ซึ่งมีขนาดของส่วนแบ่งจากหลักทรัพย์ทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ ส่วนแบ่ง 4.64% ของ Penumbra ไปจนถึงสว่นแบ่ง 3.45% ของ Triumph ซึ่งถือเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ครองตลาดอยู่ในขณะนี้

ซึ่งอัตราส่วนค่าใช้จ่ายของกองทุนเหล่านี้จะอยู่ที่ 0.75% ซึ่งแพงกว่า ETF แบบ passive โดยทั่วไปที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.58% แต่ก็ยังถูกกว่า actively managed ETFs ซึ่งค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.85%  ถึงแม้กองทุน AI อย่าง AIEQ นั้นจะมีขนาดเล็กเพียงแค่ 7 ล้านเหรียญ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มด้าน AI ในอนาคตที่จะสำคัญอย่างแน่นอน เพราะ AIEQ นั้นเป็นคนเริ่มกองทุนด้าน AI เป็นกองทุนแรก ซึ่งหากมันประสบความสำเร็จนั้น ก็จะมีคู่แข่งเข้ามาแข่งขันในตลาด AI นี้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

Reference : www.cnbc.com,gettyimages.com

 

มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วต่อ Cryptocurrency

ถ้าเราได้เห็นข่าวที่มีต่อ cryptocurrency ชื่อดังอย่าง Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมานั้น เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงมีความเห็นออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งสายการเงินการลงทุน กับ ฝั่งสายเทคโนโลยี ที่มีมุมมองตรงข้ามกันอย่างชัดเจน  ซึ่งเมื่อเรามาไล่เรียงดู timeline ของข่าวในช่วงปีที่ผ่านมาจะพบว่า

มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วของเหล่า influences สายการเงิน และ เหล่า influences สาย technology ผ่านการพาดหัวข่าวจากสื่อต่าง ๆ 

1.สายการเงิน

2.สาย Technology

เราเห็นอะไรในข่าวที่ได้จากเหล่าผู้มีอิทธิพลทั้งสายการเงิน และ สายเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่ามุมมองต่อ cryptocurrency ของฝั่งการเงินนั้นมองในแง่ลบเกือบแทบจะทั้งหมด น้อยคนนักที่จะกล่าวถึง bitcoin หรือ cryptocurrency ในด้านบวก แม้กระทั่งนักวิชาการชาวไทยเองก็ตามหลาย ๆ ท่านถ้าติดตามด้านความเห็น ที่ส่วนใหญ่จะเป็นความเห็นจากนักวิชาการทางด้านการเงินหรือนักเศรษฐศาสตร์นั้นจะมอง bitcoin ในด้านลบอยู่เสมอ แต่ทำไมฝั่ง technology กลับมองเป็นด้านบวกล่ะ

ต้องบอกว่าความซับซ้อนของระบบการเงินโลกนั้นที่มีการเชื่อมโยงกัน และการอ้างอิงมูลค่าต่าง ๆ ที่สายการเงินกล่าวอ้างกันนั้น เป็นทฤษฏีที่ใช้กันมาเนิ่นนานกว่า 100 ปีแล้ว และทฤษฏีเหล่านี้ ก็ถูกถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่นผ่านตำราเรียนต่าง ๆ ที่แทบจะเหมือนกันทั่วโลก แล้วเมื่อมีคนคิดระบบใหม่อย่าง cryptocurrency ขึ้นมาก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เหล่าผู้มีอิทธิพล หรือ นักวิชาการด้านการเงินการลงทุนนั้นจะกล่าวถึงเรื่องนี้คล้าย ๆ กัน และเป็นคำพูดที่ซ้ำ ๆ กันเช่น ฟองสบู่ เสี่ยงโชค ฟอกเงิน ว่างเปล่า ไม่มีมูลค่าอะไรเลย

จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ ข่าว เราก็ได้ยินคำซ้ำ ๆ กันเพราะพวกเขาเหล่านี้นั้นมองรูปแบบของเทคโนโลยีทางด้านการเงินใหม่เหล่านี้ แทบจะเหมือนกันซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นความเห็นที่น่ารับฟัง เพราะ สุดท้ายแล้วคนเหล่านี้ก็ยังมีอิทธิพลต่อโลกการเงินการลงทุนของเราอยู่ดี ไม่ว่าเทคโนโลยีของโลกเรานั้นจะก้าวไกลไปขนาดไหนก็ตาม

ต่างจากสาย technology ที่เติบโตมากับนวัตกรรมอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่มีแนวทางที่่สนับสนุนนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดไม่เว้นแม้แต่นวัตกรรมทางด้านการเงินอย่าง cryptocurrency ซึ่งเหล่าคนสายเทคโนโลยีนั้น เข้าใจถึง concept ต่างๆ ของ cryptocurrency ได้เร็วกว่าฝั่งสายการเงินเป็นส่วนมากอยู่แล้ว เพราะมันเกิดจากนวัตกรรมทางด้าน it และกลุ่มผู้สร้างกลุ่มแรก ๆ นั้นเป็นคนฝั่ง it ซะเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคนทางฝั่งเทคโนโลยีหรือ IT นั้นมองนวัตกรรมเหล่านี้ในแง่บวก

เพราะนวัตกรรมหลาย ๆ อย่างจากฝั่ง it ในช่วงไม่กี่ปีมานั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกไปอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็น มือถือ , social network , search engine สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มี impact ต่อการดำรงชีวิตของเราเป็นอย่างมากโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่ง หลาย ๆ คนจากฝั่งเทคโนโลยี ก็น่าจะมองเห็นอนาคตของ cryptocurrency ไม่ต่างกันว่าจะมาปฏิวัติระบบการเงิน และปรับรูปแบบการเงินที่มีมายาวนานกว่า 100 ปี ของมนุษย์เราได้อีกครั้งหนึ่ง แต่มันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น เราก็ต้องมาดูกันต่อไปครับผม

Reference Image : images.readwrite.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ทำนายการขึ้นลงของหุ้นด้วยข้อมูลจาก Twitter

ต้องบอกว่าเหล่า influence หลาย ๆ คนใน twitter นั้นมี impact อย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น ค่าเงิน หรือ ราคาทองคำ การ tweet แต่ละครั้งนั้น ก็จะ effect ต่อตลาดซึ่งมากน้อยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับ tweet นั้น ๆ ตัวอย่างเช่นการ tweet ของ Donald Trump นั้นมีผลต่อการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแน่นอน

จนมีผู้ที่สร้าง mobile apps ขึ้นมาจริง ๆ คือ LikeFilo ซึ่งจะใช้ข้อมูลจาก twitter และ mobile notification  ที่จะทำให้เหล่า influence ขึ้นไปยัง top ของตารางหาก tweet ใด ๆ นั้นมี impact ต่อการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นในตลาด ตัวอย่างเช่น user สามารถที่จะเลือกเหล่า influence ในส่วนของ section ที่เรียกว่า “Sharks” ซึ่งจะประกอบไปด้วยเหล่านักลงทุนที่เป็น big name ที่จะ impact กับตลาด ซึ่งทาง LikeFilo นั้นได้ทำการเลือกสรรไว้ให้แล้ว โดย user จะได้รับ notification หากเหล่านักลงทุนเหล่านี้มีการ tweet ที่เกี่ยวข้องกับ public company ซึ่งจะมีผลต่อตลาดหุ้น

Kevin O'Leary ได้ tweet เกี่ยวข้องกับบริษัท SNAPCHAT

Kevin O’Leary ได้ tweet เกี่ยวข้องกับบริษัท SNAPCHAT

ตัวอย่างจากรูปคือ Kevin O’Leary ได้ tweet เกี่ยวข้องกับบริษัท SNAP ซึ่งก็คือ social network น้องใหม่ชื่อดังอย่าง Snapchat ซึ่งใช้ชื่ออยู่ SNAP ใน New York Stock Exchange ซึ่งการ tweet ของเหล่าผู้มีอิทธิพลเหล่านี้นั้นอาจจะไม่ได้ทำให้ทำให้ราคาหุ้นเปลี่ยนไปทางใดทางหนึ่งแบบ 100% แต่ก็สามารถทำให้เกิด effect ต่อราคาหุ้นนั้น ๆ ได้

ซึ่ง Twitter เองนั้น ก็ทำการ track ข้อมูลเหล่านี้ไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งพวกเขาก็เชื่อว่าการ tweet ของเหล่า influences เหล่านี้นั้นมี impact ต่อตลาดอย่างแน่นอน โดยถึงกับเขียนเป็น blog series ที่ใช้ชื่อว่า “Finance Tweets of the Month”  ผ่าน official web ของ twitter เลยทีเดียว โดยจะมีการเขียนถึงในทุก ๆ เดือน

ซึ่ง blog แรกของพวกเขานั้นได้เขียนโดย Mark Dimont ซึ่งเป็น product manager ของ Bloomberg Terminal news applications โดยเริ่ม focus ไปที่ Tweet ของ Elon Musk’s ว่า “Stormy weather in Shortville” ในเดือนเมษายนของปี 2017

คนดังอย่าง Elon musk tweet อะไรไปมีผลต่อราคาหุ้นอย่างแน่นอน ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง

คนดังอย่าง Elon musk tweet อะไรไปมีผลต่อราคาหุ้นอย่างแน่นอน ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง

ซึ่งทาง Andy Swan ซึ่งเป็น fouder ของ LikeFolio นั้นได้ให้ความเห็นไว้ว่า การ tweet ของ Donald Trump หรือ Elon Musk นั้น มีผลกระทบกับตลาดหุ้นอย่างแน่นอน ซึ่งหนึ่งในจุดประสงค์หลักที่เค้าได้ทำ app LikeFolio ขึ้นมานั้น เพื่อดึงเอาผู้คนที่สนใจในหุ้นแต่ยังไม่ได้เริ่มเข้าสู่ตลาดนั้น เข้ามาสู่ตลาดให้มากขึ้นผ่านข้อมูลง่าย ๆ อย่างข้อมูล tweet ซึ่งเป็นข้อมูล simple ที่มีการเชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดได้มากกว่าที่หลาย ๆ คนเคยคิด

ซึ่ง Swan นั้นได้ปล่อย app LikeFolio ออกมามากกว่า 4 ปีแล้ว ซึ่งเหตุที่เขาได้เข้ามาทำ LikeFolio นั้นเพราะเค้าเป็นคนที่มีความสามารถในด้านการนำข้อมูลจาก social data และข้อมูลจาก consumer behavior มาเชื่อมโยงกับข้อมูลของราคาหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเค้าได้สร้าง API ไว้ให้เหล่าบริษัท hedge funds หรือสถานบันการเงินต่าง ๆ ไว้เชื่อมต่อเพื่อดึงข้อมูลไปทำการวิจัยต่อได้

ซึ่งทาง LikeFolio app นั้นได้รับ sponsors จาก broker ในตลาดอย่าง TDAmeritrade ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถที่จะเข้าถึง premium channel เช่น account ที่เป็น official account ของเหล่า influences อย่าง oprah winfrey ได้

ยิ่งระดับ Trump ที่เป็นประธานาธิบดี ของอเมริกา ยิ่ง effect รุนแรงต่อตลาดหุ้นมาก

ยิ่งระดับ Trump ที่เป็นประธานาธิบดี ของอเมริกา ยิ่ง effect รุนแรงต่อตลาดหุ้นมาก

 

ซึ่งนี่นับเป็นการสร้าง partnership รายแรกของ TD Ameritrade กับ LikeFolio ที่ให้บริการข้อมูลทางด้าน social alerts ซึ่งความร่วมมือของทั้งสองนั้นยังครอบคลุมถึงข้อมูลใน social data อื่น ๆ อีกด้วยไม่ใช่เพียงเฉพาะส่วนของ twitter เท่านั้น โดย TD Ameritrade จะเป็นส่วนสนับสนุนในส่วนขององค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น และในส่วนของ LikeFolio นั้นจะไม่ให้คำแนะนำทางการเงินใด ๆ แก่ user ใน app โดยจะเป็นแค่ข้อมูลพื้นฐานในการตัดสินใจให้กับนักลงทุนเท่านั้น ซึ่ง tools อย่าง LikeFolio นั้นเป็น tools ง่าย ๆ ที่เหมาะสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ และเป็นวิธีที่น่าสนใจที่จะดึงนักลงทุนหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดนั่นเอง

อย่างไรก็ดีนั้นเพิ่งจะเป็น phase แรกของ LikeFolio เท่านั้นทาง Swan ก็ได้วางแผนที่จะพัฒนาเพิ่มเติมความสามารถของ app ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาจจะเป็นการเพิ่ม channel ใหม่เพิ่มมากขึ้น โดยอาจจะเฉพาะเจาะจงไปยังกลุ่มที่ย่อยลงไปที่เป็น specific topics มากขึ้น

References : mashable.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage : facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit : blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter : twitter.com/tharadhol
Instragram : instragram.com/tharadhol