มนุษย์ทองคำแห่ง Wallstreet เมื่อ Goldman Sachs เปิดศึกกับพนักงานที่คิดดึงเคล็ดลับทำเงินไปให้กับคู่แข่ง

ภายในทีม Trader ของ Goldman Sachs Group Inc. ที่แสนร่ำรวยและน่าอิจฉา มีกลุ่มพนักงานที่รายได้อู้ฟู่ กำลังท้าทายหนึ่งกองทุนยักษ์ใหญ่ของโลก ด้วยการย้ายงานไปร่วมกับคู่แข่ง

Jon “JP” Paul และ Sina Lashgari โดนเฉดหัวออกจาก Goldman Sachs เนื่องจากกุมความลับบางอย่าง แถมยังถูกหมายหัวโดยปักธงแดงให้กับทั้งคู่สำหรับนายจ้างที่จะคิดจ้างพวกเขาในอนาคต

สิ่งที่เป็นความลับนั่นก็คือสุดยอดโค้ดลับในการทำเงินหลายร้อยล้านดอลาร์ พวกเขาทั้งคู่เป็นโปรแกรมเมอร์ยอดอัจฉริยะที่กำลังจะไปสร้างความมั่งคั่งให้กับคู่แข่งของ Goldman Sachs

แม้เรื่องดังกล่าวมันไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ง่าย ๆ เหมือน Programmer ทุกคนที่ต้องย้ายงาน โดยเฉพาะการไปร่วมกับคู่แข่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสัญญาผูกมัดไว้ไม่ให้ไปทำงานกับคู่แข่งในระยะเวลาหนึ่ง

“เราแทบไม่ได้ใช้โค้ดจาก Goldman Sachs เลยแม้แต่บรรทัดเดียว” Paul กล่าว

“ผมทำงานหนักเพื่อสร้างอาชีพและชื่อเสียงของผม Goldman ไม่สามารถที่จะพรากผมไปจากสิ่งนั้น”

Paul เป็นยอดโปรแกรมเมอร์ ที่ทำงานหนัก 10-12 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลากว่า 6 ปีที่ Goldman Sachs แต่ตอนนี้เขาได้ตกเป็นเหยื่อของสงครามการแย่งชิงตัวเหล่าโปรแกรมเมอร์มากความสามารถที่โลดแล่นอยู่ใน Wallstreet

ภายในโต๊ะซื้อขายหลักทรัพย์ของ Goldman Sachs มียอดมนุษย์ทองคำราว ๆ 20 คน สร้างอัลกอริธึมเพื่อใช่วยในการเดิมพันเงินสดของ Goldman Sachs สามารถทำกำไรจากการคาดการณ์ล่วงหน้าและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในดัชนีหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ต้องบอกว่า ธนาคารอย่าง Goldman Sachs หรือกองทุนเฮดฟันด์อย่าง Millennium Management สามารถพัฒนาระบบที่คาดการณ์ว่าหุ้นตัวใดพร้อมสำหรับการเข้าช้อนซื้อ พวกเขาสามารถวางตำแหน่งตัวเองเพื่อทำกำไรได้อย่างมหาศาล

ยิ่งบริษัททำนายได้ถูกเร็วเท่าใด โอกาสที่บริษัทจะลงทุนก็จะดียิ่งขึ้นเท่านั้น ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา Goldman Sachs ได้มอบหมายให้เทรดเดอร์และโปรแกรมเมอร์ทำงานร่วมกันและช่วยพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์รวมถึงเครื่องมือด้านซอฟต์แวร์ขึ้นมา

ซึ่งตามการประมาณการจากผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมนี้ Goldman Sachs สามารถทำเงินได้อย่างน้อย 700 ล้านดอลลาร์ในช่วงสองปีที่ผ่านมา

Paul และ Lashgari ที่ทำเงินให้กับ Goldman Sachs กว่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ (CR:Bloomberg)
Paul และ Lashgari ที่ทำเงินให้กับ Goldman Sachs กว่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ (CR:Bloomberg)

Pual เกิดในปี 1993 นอกเมือง Port-au-Prince ของเฮติ และมาเติบโตที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ที่ซึ่งพ่อของเขาขับแท็กซี่และแม่ของเขาทำงานเป็นพยาบาล Paul ได้เข้าศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

ส่วน Lashgari เกิดในปี 1987 ในจังหวัด Kurdistan ในอิหร่านที่อยู่ติดกับอิรัก เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนชั้นนำแห่งหนึ่งของประเทศด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากนนั้นย้ายไปเรียนปริญญาเอกที่ Cornell University เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียม

หลังจากฝึกงานที่ Goldman พวกเขาทั้งคู่ก็ได้เข้าร่วมทีม Trader ของ Goldman Sachs ในปี 2016

มนุษย์ทองคำอย่าง Paul และ Lashgari นั้นเป็นทรัพยากรที่ Goldman หวงแหนเป็นอย่างมาก และไม่อยากสูญเสียกลุ่มบุคคลากรเหล่านี้ให้กับคู่แข่ง เพราะพวกเขาต้องลงทุนอย่างสูงเพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบทางเทคโนโลยี และต้องปกป้องมันไว้อย่างถึงที่สุด

Paul กล่าวว่า ในวันที่เขายื่นใบลาออก ผู้จัดการคนหนึ่งบอกเขาว่า Goldman ไม่ชอบเมื่อพนังานออกจากงานพร้อม ๆ กัน โดยเตือนว่า “นี่ถือเป็นการดูถูกบริษัทและบริษัทไม่ปล่อยเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน”

“หลังจากทำกำไรหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้กับ Goldman คงจะดีสำหรับทั้ง Paul และ Lashgari ที่จะได้รับคำขอบคุณจาก Goldman” Pechman ทนายความของทั้งคู่กล่าว

แต่ Goldman มองว่าการจากไปของทั้ง Pual และ Lashgari นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และถือเป็นการทรยศครั้งใหญ่ต่อบริษัทในการนำเอาเคล็ดลับการทำเงินไปให้กับคู่แข่งของพวกเขานั่นเอง

References :
https://bloom.bg/3OYNYn2
https://bit.ly/3Q7xme6
https://bloom.bg/3p5Z1jD

นักลงทุน vs นักเก็งกำไร กับภาพสะท้อนจากผลประกอบการ Bitkub

เรียกได้ว่าเป็นการประกาศผลประกอบการที่น่าทึ่งอีกครั้งหนึ่งนะครับ สำหรับแพล็ตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโตอันดับหนึ่งของไทย ที่ประกาศรายได้ กว่า 5 พันล้าน และ กำไรในระดับ 2,545 ล้านบาท

มันคงมีเพียงไม่กี่ธุรกิจนะครับ ที่จะสามารถทำกำไรได้ขนาดนี้ ประสิทธิภาพในการทำกำไรของ Bitkub นี่ สามารถสู้แพลตฟอร์มระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น facebook หรือ google ได้เลย (เทียบจากอัตราส่วนในการทำกำไรจากรายได้)

มันคือเครื่องจักรทำเงินดี ๆ นี่เองนะครับ ที่ bitkub สามารถใช้เงินกำไรเหล่านี้ ไปสร้างนวัตกรรม รวมถึงการ PR ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างฐานลูกค้า ได้อีกมากมายในอนาคต

แน่นอนว่า ตอนนี้มันได้กลายกระแสการลงทุนโดยเฉพาะ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาลงทุนในโลกคริปโตกันมากขึ้น เพราะมันดูเร้าใจกว่า เมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ

คำถามคือ แล้วคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปนั้น เป็นการเข้าไปเพื่อลงทุน หรือ เก็งกำไร กันแน่ ซึ่งจากตัวเลขผลประกอบการมันก็ค่อนข้างจะบอกชัดเจนว่า คนส่วนใหญ่เข้าไปเพื่อการเก็งกำไร

ยิ่งมีการโหมโฆษณา ด้วยการใช้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 10 บาทยังลงทุนได้ ทำให้การเข้าถึงแพลตฟอร์ม Bitkub นั้นง่ายดายยิ่งขึ้น และคนอายุน้อย ๆ เริ่มเข้ามาลงทุนมากยิ่งขึ้น

จากข้อมูลที่น่าสนใจโดยลงทุนแมน ที่ค่าธรรมเนียม 0.25% หมายความว่าปีที่แล้วมีคนซื้อ-ขายในแพล็ตฟอร์ม bitkub ประมาณ 2,000,000,000,000 หรือ สองล้านล้านบาท

มันฉายภาพชัดเจนนะครับ ว่า ส่วนใหญ่เป็นการเข้าไปเพื่อเก็งกำไร เพราะมีความถี่ในการซื้อ-ขายสูงมาก ๆ แน่นอนว่าต้องมีคนได้ ซึ่งอาจจะรวยกลายเป็นสุลต่านหากเหรียญ to da moon แต่ส่วนใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นอัตรา rate เดียวกับตลาดอื่น ๆ ที่กว่า 90% ของนักเก็งกำไรเหล่านี้จะขาดทุน

ส่วนตัวผมเองก็อาศัยอยู่กลุ่ม facebook หลาย ๆ กลุ่มของการลงทุน ทั้ง forex , crypto หรือ การลงทุนในหุ้น ลองไล่อ่านคอมเม้นต์ก็จะพอเห็นภาพสิ่งที่เกิดขึ้นกับการลงทุนสกุลเงินคริปโตในประเทศไทย

ความผันผวนที่รุนแรง ผมมองว่า ตลาด crypto นั้น แทบไม่ต่างจากตลาด forex เลย ซึ่งยากมากในการเก็งกำไร โดยเฉพาะการเก็งกำไรระยะสั้น ผ่านรูปแบบการเทรดแบบเทคนิค โดยใช้ indicator ต่าง ๆ

โดยส่วนใหญ่แล้ว ตลาดที่ผันผวนสูงมาก ๆ อย่าง crypto หรือ forex นั้น แหกทุกกฏของการเล่นเชิงเทคนิค อยู่แล้ว มันเป็นเรื่องยากมากที่จะทำกำไรได้จากตลาด แต่คริปโตก็ยังมีข้อดีกว่าตลาด forex ในเรื่องการทำ Staking เพื่อรับเงินปันผลได้

ต้องบอกว่าแม้ bitkub ไม่ใช่แพล็ตฟอร์มที่มีค่าธรรมเนียมที่ถูกที่สุดเมื่อเทียบกับแพล็ตฟอร์มต่างชาติยักษ์ใหญ่ตัวอย่างเช่น binance แต่ผมมองว่าอย่างน้อยก็เป็นของคนไทยแท้ ๆ และมีการเสียภาษีเข้ารัฐแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และเงินก็หมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจของประเทศเราดีกว่าไปให้ต่างชาติดูดเงินไปเหมือนในแพล็ตฟอร์มยักษ์ใหญ่อื่น ๆ เหมือนในอดีตที่ผ่านมานั่นเองครับผม

Credit : https://www.facebook.com/longtunman/posts/1295148024351136

Screens At Home กับแนวทางแก้ปัญหา Covid19 ของ Wallstreet

ด้วยสถานการณ์ของไวรัส Covid19 ทำให้บางส่วนของสถาบันการเงินข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรวมถึง Goldman Sachs, JPMorgan และบาร์เคลย์ การทำงานจากที่บ้านของพนักงานที่จะช่วยให้ธุรกิจของพวกเขาไปในขณะที่การระบาดของโรค coronavirus

โดย Financial Times ได้รายงานว่า บางคนถึงกับช่วยคนงานติดตั้งหน้าจอขนาดใหญ่ที่บ้านของพวกเขาเพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่การค้าระยะไกล จากที่บ้านของพนักงาน เพราะดูเหมือนสถานการณ์ Covid19 จะไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ

JPMorgan คือมีโอกาสที่จะทดสอบวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจากที่บ้านของพนักงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบความยืดหยุ่นของมันมีชื่อรหัสว่า“ Project Kennedy ” 

และบาร์เคลย์ตัดสินใจที่จะแยกชั้นซื้อขายในหลาย ๆ ไซต์ทั่วลอนดอนด้วยส่วนที่สามารถทำงานได้จากระยะไกลนั่นเอง

ต้องบอกว่าปัญหาการแพร่ระบาดของ Covid19 เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนโดยรอบการระบาดของโรคไวรัส Covid19 โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามันอาจจะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในประเทศที่พบการระบาดหนัก

การป้องกันไม่ง่ายนัก ไม่เพียงแค่ส่งพนักงานไปทำงานที่บ้านเท่านั้น จะต้องเอาชนะอุปสรรคด้านกฎข้อบังคับ ยกตัวอย่างเช่นในยุโรปมีความต้องการเกี่ยวกับวิธีการสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์และออนไลน์ที่ต้องมีการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น

ไม่เพียง แต่ธนาคารเท่านั้น ยังมีกลุ่มบริษัทด้านเทคโนโลยีจำนวนมากส่งพนักงานกลับไปทำงานที่บ้าน ตัวอย่างเช่นบริษัทเครือข่ายสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง Twitter นั้น สนับสนุนอย่างมาก  ที่จะให้พนักงานจากทั่วโลกทำงานจากที่บ้าน“ หากพวกเขาสามารถทำได้” รวมถึงยักษ์ใหญ่ทางด้านค้าปลีกอย่าง Amazon ก็ทำในลักษณะเดียวกัน

References : https://futurism.com/neoscope/bankers-screens-home-keep-wall-street-running

นักวิจัยเตือน : เทคโนโลยีได้ก้าวไปถึงจุดที่ใช้และควบคุมมนุษย์เราได้แล้ว

ในปัจจุบันนั้นเราถูกล้อมรอบไปด้วยอัลกอริทึมในเกือบทุกอย่างที่เราทำ ตั้งแต่การท่องเว็บจนไปถึงการตัดสินใจทางการเงิน แต่เราในฐานะมนุษย์เองก็ยังมีคำพูดในแบบที่อัลกอริธึมเหล่านี้กำลังหล่อหลอมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา ให้เราคิดคล้ายมัน?

“การสำรวจของเรานำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและมนุษย์เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง” อาจารย์ที่ศูนย์สำหรับระบบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮัลล์ใน Yorkshire อังกฤษ Dionysios Demetis กล่าวในบทความใหม่ “ ในอดีตมนุษย์เราใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ตอนนี้เทคโนโลยีได้ก้าวไปถึงจุดที่ใช้และควบคุมเราได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

ในบทความ ที่ Demetis ตีพิมพ์ในปีที่ผ่านมากับ อัลเลนลี , อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ในวารสารของสมาคมที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศนั้น

แทนที่อัลกอริธึมที่ช่วยในการตัดสินใจจะไม่ส่งผลกระทบต่อเราในทางใดทางหนึ่ง แต่ภาวะทางสมองของมนุษย์เรานั้นได้เปลี่ยนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “เรากำลังได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้ อย่างล้ำลึกในรูปแบบที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้”

โดย Demetis ชี้ให้เห็นตัวอย่างจากทนายความที่ถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ตัวแทนนายหน้าที่ใช้เครื่องมือด้านปัญญาประดิษฐ์ในการคัดแยกผู้สมัครที่ไม่ดี และความจริงที่ว่าการซื้อขายส่วนใหญ่ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้นตอนี้มันไม่ใช่การแข่งขันกับมนุษย์ด้วยกันเองอีกต่อไปแล้ว เรากำลังต่อสู้กับอัลกอรึทึมที่มีความลึกลับซับซ้อน และมีความอัจฉริยะเป็นอย่างมาก

การพึ่งพาอัลกอริทึมมากเกินไปตามที่ Demetis กล่าว อาจทำให้ตลาดเหล่านี้ล่มสลายได้  ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้เกิดจาก “ข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรม” แต่มันได้เรียนรู้พฤติกรรมที่มาจากการเชื่อมโยงกันของการตัดสินใจเชิงอัลกอริทึมนับล้านรูปแบบ ที่เล่นกันอย่างคาดเดาไม่ได้นั่นเอง ”

ในความเป็นจริงตอนนี้มนุษย์ได้กลายเป็นอุปสรรค “ เราจะเห็นเหล่าผู้คนที่ใช้ระบบการซื้อขายแบบอัตโนมัติเหล่านี้ มองการตัดสินใจของมนุษย์เป็นอุปสรรคต่อการตลาดอย่างมีนัยสำคัญ” Demetis กล่าว

ในที่สุดการที่มนุษย์เลือกที่จะยอมแพ้การตัดสินใจซื้อจากระบบอัตโนมัติเหล่านี้ อาจทำให้เรามีอนาคตที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งสถานการณ์กรณีที่เลวร้ายที่สุด คือ การที่เราถูกครอบงำจากเทคโนโลยีโดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ” Demetis กล่าว

References :
https://theconversation.com
https://medium.com/@montouche/robotics-in-the-era-of-artificial-intelligence-6747f0d9ede2

หุ้น Big Tech ดำดิ่งหลัง FTC เตรียมตรวจสอบการผูกขาด

หุ้น Facebook ร่วงลง 7.5% ในวันจันทร์จากรายงานของ Wall Street Journal ที่ระบุว่า
Federal Trade Commission (FTC) จะสามารถตรวจสอบการใช้ Facebook ในการแข่งขันของธุรกิจดิจิทัล ว่าเป็นการผูกขาดหรือไม่?

การลดลงของหุ้น Facebook ส่งผลกระทบต่อมูลค่าของบริษัทมากกว่า 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากมูลค่าถึงกว่า 469,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ของ Facebook หลังจากอยู่ภายใต้การตรวจสอบโดย FTC ในเรื่องการผูกขาดธุรกิจ

หุ้นของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายอื่น ๆ ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน หุ้นของAmazonลดลง 4.6% เมื่อวันจันทร์หลังจากรายงานของวอชิงตันโพสต์ว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดในสหรัฐอเมริกามีข้อตกลงใหม่เกี่ยวกับการกำกับดูแลด้านเทคโนโลยี การลดลงดังกล่าวเป็นมูลค่ามากกว่าสี่หมื่นล้านเหรียญ

และหุ้นของ บริษัท แม่ของ Google ลดลง 6.1% หลังจากมีการรายงานเช่นเดียวกันว่า เมื่อวันศุกร์ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังเตรียมการสอบสวนการต่อต้านการผูกขาดของ Google ทำให้มูลค่าหุ้นหายไปประมาณ 47,000 ล้านเหรียญ สหรัฐจากมูลค่าตลาดที่ 721,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

กฎระเบียบต่อต้านการผูกขาดยังคงเป็นภัยคุกคามต่อเหล่าบริษัท Big Tech ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากเรื่องอื้อฉาวอย่าง Cambridge Analytica ในเรื่องข้อมูลส่วนตัวของผู้งานที่หลุดออกมา และในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2563 ที่จะถึงนี้ เริ่มมีการใช้แคมเปญ “ Stop Big Tech” เพื่อหยุดอิทธิพลของเหล่าบริษัท Big Tech เหล่านี้ที่นับว่าจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ 

แต่ข้อตกลงที่ได้รับการรายงานใหม่ระหว่าง Federal Trade Commission และกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ ทำให้ภัยคุกคามต่อบริษท Big Tech เหล่านี้เริ่มใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น 

โดย FTC จะเป็นผู้นำในการกำกับดูแลของ Amazon ในขณะที่ DOJ จะมีอำนาจดูแลใน Case ของ Google ซึ่งก่อนหน้านี้ FTC จัดการสอบสวนวในกรณีของ Google  แต่ตอนนี้ ทางกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ จะพิจารณาแนวทางปฏิบัติของ Google ต่อตลาดอีกครั้งทั้งในด้านการค้นหาและด้านอื่น ๆ ตามที่ระบุในวารสารที่ถูกปล่อยออกมา

References : 
https://www.cnbc.com/2019/06/03/amazon-facebook-and-google-stocks-stumble-over-antitrust-concerns.html