Screens At Home กับแนวทางแก้ปัญหา Covid19 ของ Wallstreet

ด้วยสถานการณ์ของไวรัส Covid19 ทำให้บางส่วนของสถาบันการเงินข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรวมถึง Goldman Sachs, JPMorgan และบาร์เคลย์ การทำงานจากที่บ้านของพนักงานที่จะช่วยให้ธุรกิจของพวกเขาไปในขณะที่การระบาดของโรค coronavirus

โดย Financial Times ได้รายงานว่า บางคนถึงกับช่วยคนงานติดตั้งหน้าจอขนาดใหญ่ที่บ้านของพวกเขาเพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่การค้าระยะไกล จากที่บ้านของพนักงาน เพราะดูเหมือนสถานการณ์ Covid19 จะไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ

JPMorgan คือมีโอกาสที่จะทดสอบวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจากที่บ้านของพนักงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบความยืดหยุ่นของมันมีชื่อรหัสว่า“ Project Kennedy ” 

และบาร์เคลย์ตัดสินใจที่จะแยกชั้นซื้อขายในหลาย ๆ ไซต์ทั่วลอนดอนด้วยส่วนที่สามารถทำงานได้จากระยะไกลนั่นเอง

ต้องบอกว่าปัญหาการแพร่ระบาดของ Covid19 เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนโดยรอบการระบาดของโรคไวรัส Covid19 โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามันอาจจะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในประเทศที่พบการระบาดหนัก

การป้องกันไม่ง่ายนัก ไม่เพียงแค่ส่งพนักงานไปทำงานที่บ้านเท่านั้น จะต้องเอาชนะอุปสรรคด้านกฎข้อบังคับ ยกตัวอย่างเช่นในยุโรปมีความต้องการเกี่ยวกับวิธีการสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์และออนไลน์ที่ต้องมีการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น

ไม่เพียง แต่ธนาคารเท่านั้น ยังมีกลุ่มบริษัทด้านเทคโนโลยีจำนวนมากส่งพนักงานกลับไปทำงานที่บ้าน ตัวอย่างเช่นบริษัทเครือข่ายสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง Twitter นั้น สนับสนุนอย่างมาก  ที่จะให้พนักงานจากทั่วโลกทำงานจากที่บ้าน“ หากพวกเขาสามารถทำได้” รวมถึงยักษ์ใหญ่ทางด้านค้าปลีกอย่าง Amazon ก็ทำในลักษณะเดียวกัน

References : https://futurism.com/neoscope/bankers-screens-home-keep-wall-street-running

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

นักวิจัยเตือน : เทคโนโลยีได้ก้าวไปถึงจุดที่ใช้และควบคุมมนุษย์เราได้แล้ว

ในปัจจุบันนั้นเราถูกล้อมรอบไปด้วยอัลกอริทึมในเกือบทุกอย่างที่เราทำ ตั้งแต่การท่องเว็บจนไปถึงการตัดสินใจทางการเงิน แต่เราในฐานะมนุษย์เองก็ยังมีคำพูดในแบบที่อัลกอริธึมเหล่านี้กำลังหล่อหลอมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา ให้เราคิดคล้ายมัน?

“การสำรวจของเรานำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและมนุษย์เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง” อาจารย์ที่ศูนย์สำหรับระบบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮัลล์ใน Yorkshire อังกฤษ Dionysios Demetis กล่าวในบทความใหม่ “ ในอดีตมนุษย์เราใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ตอนนี้เทคโนโลยีได้ก้าวไปถึงจุดที่ใช้และควบคุมเราได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

ในบทความ ที่ Demetis ตีพิมพ์ในปีที่ผ่านมากับ อัลเลนลี , อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ในวารสารของสมาคมที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศนั้น

แทนที่อัลกอริธึมที่ช่วยในการตัดสินใจจะไม่ส่งผลกระทบต่อเราในทางใดทางหนึ่ง แต่ภาวะทางสมองของมนุษย์เรานั้นได้เปลี่ยนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “เรากำลังได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้ อย่างล้ำลึกในรูปแบบที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้”

โดย Demetis ชี้ให้เห็นตัวอย่างจากทนายความที่ถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ตัวแทนนายหน้าที่ใช้เครื่องมือด้านปัญญาประดิษฐ์ในการคัดแยกผู้สมัครที่ไม่ดี และความจริงที่ว่าการซื้อขายส่วนใหญ่ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้นตอนี้มันไม่ใช่การแข่งขันกับมนุษย์ด้วยกันเองอีกต่อไปแล้ว เรากำลังต่อสู้กับอัลกอรึทึมที่มีความลึกลับซับซ้อน และมีความอัจฉริยะเป็นอย่างมาก

การพึ่งพาอัลกอริทึมมากเกินไปตามที่ Demetis กล่าว อาจทำให้ตลาดเหล่านี้ล่มสลายได้  ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้เกิดจาก “ข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรม” แต่มันได้เรียนรู้พฤติกรรมที่มาจากการเชื่อมโยงกันของการตัดสินใจเชิงอัลกอริทึมนับล้านรูปแบบ ที่เล่นกันอย่างคาดเดาไม่ได้นั่นเอง ”

ในความเป็นจริงตอนนี้มนุษย์ได้กลายเป็นอุปสรรค “ เราจะเห็นเหล่าผู้คนที่ใช้ระบบการซื้อขายแบบอัตโนมัติเหล่านี้ มองการตัดสินใจของมนุษย์เป็นอุปสรรคต่อการตลาดอย่างมีนัยสำคัญ” Demetis กล่าว

ในที่สุดการที่มนุษย์เลือกที่จะยอมแพ้การตัดสินใจซื้อจากระบบอัตโนมัติเหล่านี้ อาจทำให้เรามีอนาคตที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งสถานการณ์กรณีที่เลวร้ายที่สุด คือ การที่เราถูกครอบงำจากเทคโนโลยีโดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ” Demetis กล่าว

References :
https://theconversation.com
https://medium.com/@montouche/robotics-in-the-era-of-artificial-intelligence-6747f0d9ede2

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

หุ้น Big Tech ดำดิ่งหลัง FTC เตรียมตรวจสอบการผูกขาด

หุ้น Facebook ร่วงลง 7.5% ในวันจันทร์จากรายงานของ Wall Street Journal ที่ระบุว่า
Federal Trade Commission (FTC) จะสามารถตรวจสอบการใช้ Facebook ในการแข่งขันของธุรกิจดิจิทัล ว่าเป็นการผูกขาดหรือไม่?

การลดลงของหุ้น Facebook ส่งผลกระทบต่อมูลค่าของบริษัทมากกว่า 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากมูลค่าถึงกว่า 469,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ของ Facebook หลังจากอยู่ภายใต้การตรวจสอบโดย FTC ในเรื่องการผูกขาดธุรกิจ

หุ้นของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายอื่น ๆ ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน หุ้นของAmazonลดลง 4.6% เมื่อวันจันทร์หลังจากรายงานของวอชิงตันโพสต์ว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดในสหรัฐอเมริกามีข้อตกลงใหม่เกี่ยวกับการกำกับดูแลด้านเทคโนโลยี การลดลงดังกล่าวเป็นมูลค่ามากกว่าสี่หมื่นล้านเหรียญ

และหุ้นของ บริษัท แม่ของ Google ลดลง 6.1% หลังจากมีการรายงานเช่นเดียวกันว่า เมื่อวันศุกร์ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังเตรียมการสอบสวนการต่อต้านการผูกขาดของ Google ทำให้มูลค่าหุ้นหายไปประมาณ 47,000 ล้านเหรียญ สหรัฐจากมูลค่าตลาดที่ 721,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

กฎระเบียบต่อต้านการผูกขาดยังคงเป็นภัยคุกคามต่อเหล่าบริษัท Big Tech ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากเรื่องอื้อฉาวอย่าง Cambridge Analytica ในเรื่องข้อมูลส่วนตัวของผู้งานที่หลุดออกมา และในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2563 ที่จะถึงนี้ เริ่มมีการใช้แคมเปญ “ Stop Big Tech” เพื่อหยุดอิทธิพลของเหล่าบริษัท Big Tech เหล่านี้ที่นับว่าจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ 

แต่ข้อตกลงที่ได้รับการรายงานใหม่ระหว่าง Federal Trade Commission และกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ ทำให้ภัยคุกคามต่อบริษท Big Tech เหล่านี้เริ่มใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น 

โดย FTC จะเป็นผู้นำในการกำกับดูแลของ Amazon ในขณะที่ DOJ จะมีอำนาจดูแลใน Case ของ Google ซึ่งก่อนหน้านี้ FTC จัดการสอบสวนวในกรณีของ Google  แต่ตอนนี้ ทางกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ จะพิจารณาแนวทางปฏิบัติของ Google ต่อตลาดอีกครั้งทั้งในด้านการค้นหาและด้านอื่น ๆ ตามที่ระบุในวารสารที่ถูกปล่อยออกมา

References : 
https://www.cnbc.com/2019/06/03/amazon-facebook-and-google-stocks-stumble-over-antitrust-concerns.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เมื่อ Robot Trade หุ้นได้ดีกว่ามนุษย์

ใครจะคาดคิดว่าว่าตอนนี้ AI ได้กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อ Wall Street แล้ว และมันกำลังเริ่มทำเงินให้เหล่านักลงทุนต่าง ๆ ที่เริ่มหันมาใช้ robot ในการ trade

ซึ่งในช่วงกลางเดือน ตุลาคม 2017 นั้น นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของกองทุนที่เรียกว่า AI Powered Equity ETF ซึ่งมีการ manage ความเสี่ยงในการลงทุนผ่านระบบ artificial intelligence เพื่อที่จะเอาชนะตลาด Wall Street

ซึ่งจนถึง ณ ปัจจุบัน นั้นมันก็ยังสามารถทำงานได้ดีมาก แม้จะเป็นเพียงในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งการลงทุนจริง ๆ นั้นต้องวัดผลในระยะยาว แต่มันก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่กองทุนนี้ต้องการได้ ซึ่งในช่วงแรกนั้น AIEQ ได้ทำกำไรไปประมาณ 0.6% ภายใน 2 วัน ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่า 1% ในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งสามารถเอาชนะตลาดได้ แต่ก็ยังเป็นแค่ผลงานเพียงระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งหากมันทำงานได้ work ในช่วงไตรมาสแรกนั้น เราอาจจะได้เห็นคู่แข่งของกองทุน AI ของบริษัทอื่น ๆ  กว่า 20 บริษัทที่จะเข้ามาแข่งขัน ภายในไม่เกิน 6 เดือน อย่างแน่นอน

ซึ่งโดยหลักแล้วนั้นกองทุนด้าน AI นั้นจะขับเคลื่อนด้วย algorithm ที่มองหาบริษัท ที่มีศักยภาพที่ดีที่สุด ซึ่งให้ผลตอบแทนมากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ซึ่งถ้ามองในกองทุน ETFs โดยทั่วไปส่วนใหญ่แล้วนั้นจะเน้นไปที่การ follow ตลาด เช่น หาบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผลตอบแทนที่ดีใน S&P 500 หรือ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ หรือ ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ แต่ AIEQ ที่เป็นกองทุน AI นั้นจะเลือกบริษัทขนาดเล็กและอยู่ใน list ที่กำลังเจริญเติบโตมากกว่า   ผ่าน computer algorithm โดยผ่านการเรียนรู้จากข้อมูลในตลาด และได้รับการทดสอบมาอย่างดีแล้ว เพื่อบริหารความเสี่ยงได้อย่างดีที่สุด

Wall Street กำลังปั่นป่วน กับการเข้ามาของ Robot

Wall Street กำลังปั่นป่วน กับการเข้ามาของ Robot

ซึ่งเนื่องจากข้อมูลที่มีมากขึ้นในปัจจุบันนั้น ทำให้งานของ Fund Manager นั้นมีความท้าทายมากขึ้น  ซึ่งเทคโนโลยีใหม่  ๆ อย่าง artificial intelligence นั้น มีมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ซึ่งการเปิดตลาดของ AIEQ นั้นก็เป็นการแนวทางการลงทุนแบบใหม่โดยใช้ AI ซึ่งจะเปิดโอกาสให้กับทุกคนได้ ซึ่งในขณะนี้กองทุนดังกล่าวนั้นได้มีการลงทุนในหุ้นไปกว่า 70 ตัวแล้ว และกำลังกระจายเงินไปสู่หลาย ๆ sector ซึ่งจะประมวลจากหลาย ๆ กิจกรรมเช่น สภาวะเศรษฐกิจใจปัจจุบัน แนวโน้มที่เกิดขึ้นกับโลกเรา รวมถึง Events ต่าง ๆ ของบริษัท ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้นั้นสามารถนำมา train ให้ computer algorithm เข้าใจและสามารถ predict market trend ที่จะเกิดขึ้นได้

ซึ่งจากข้อมูลใน XTF.com นั้น บริษัทที่ถือครองหลักทรัพย์สูงสุด 5 อันดับแรกนั้นประกอบไปด้วย Penumbra , Genworth Financial , Boyd Gaming , Mednax และ Triumph Group  ซึ่งมีขนาดของส่วนแบ่งจากหลักทรัพย์ทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ ส่วนแบ่ง 4.64% ของ Penumbra ไปจนถึงสว่นแบ่ง 3.45% ของ Triumph ซึ่งถือเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ครองตลาดอยู่ในขณะนี้

ซึ่งอัตราส่วนค่าใช้จ่ายของกองทุนเหล่านี้จะอยู่ที่ 0.75% ซึ่งแพงกว่า ETF แบบ passive โดยทั่วไปที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.58% แต่ก็ยังถูกกว่า actively managed ETFs ซึ่งค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.85%  ถึงแม้กองทุน AI อย่าง AIEQ นั้นจะมีขนาดเล็กเพียงแค่ 7 ล้านเหรียญ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มด้าน AI ในอนาคตที่จะสำคัญอย่างแน่นอน เพราะ AIEQ นั้นเป็นคนเริ่มกองทุนด้าน AI เป็นกองทุนแรก ซึ่งหากมันประสบความสำเร็จนั้น ก็จะมีคู่แข่งเข้ามาแข่งขันในตลาด AI นี้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

Reference : www.cnbc.com,gettyimages.com

 

มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วต่อ Cryptocurrency

ถ้าเราได้เห็นข่าวที่มีต่อ cryptocurrency ชื่อดังอย่าง Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมานั้น เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงมีความเห็นออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งสายการเงินการลงทุน กับ ฝั่งสายเทคโนโลยี ที่มีมุมมองตรงข้ามกันอย่างชัดเจน  ซึ่งเมื่อเรามาไล่เรียงดู timeline ของข่าวในช่วงปีที่ผ่านมาจะพบว่า

มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วของเหล่า influences สายการเงิน และ เหล่า influences สาย technology ผ่านการพาดหัวข่าวจากสื่อต่าง ๆ 

1.สายการเงิน

2.สาย Technology

เราเห็นอะไรในข่าวที่ได้จากเหล่าผู้มีอิทธิพลทั้งสายการเงิน และ สายเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่ามุมมองต่อ cryptocurrency ของฝั่งการเงินนั้นมองในแง่ลบเกือบแทบจะทั้งหมด น้อยคนนักที่จะกล่าวถึง bitcoin หรือ cryptocurrency ในด้านบวก แม้กระทั่งนักวิชาการชาวไทยเองก็ตามหลาย ๆ ท่านถ้าติดตามด้านความเห็น ที่ส่วนใหญ่จะเป็นความเห็นจากนักวิชาการทางด้านการเงินหรือนักเศรษฐศาสตร์นั้นจะมอง bitcoin ในด้านลบอยู่เสมอ แต่ทำไมฝั่ง technology กลับมองเป็นด้านบวกล่ะ

ต้องบอกว่าความซับซ้อนของระบบการเงินโลกนั้นที่มีการเชื่อมโยงกัน และการอ้างอิงมูลค่าต่าง ๆ ที่สายการเงินกล่าวอ้างกันนั้น เป็นทฤษฏีที่ใช้กันมาเนิ่นนานกว่า 100 ปีแล้ว และทฤษฏีเหล่านี้ ก็ถูกถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่นผ่านตำราเรียนต่าง ๆ ที่แทบจะเหมือนกันทั่วโลก แล้วเมื่อมีคนคิดระบบใหม่อย่าง cryptocurrency ขึ้นมาก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เหล่าผู้มีอิทธิพล หรือ นักวิชาการด้านการเงินการลงทุนนั้นจะกล่าวถึงเรื่องนี้คล้าย ๆ กัน และเป็นคำพูดที่ซ้ำ ๆ กันเช่น ฟองสบู่ เสี่ยงโชค ฟอกเงิน ว่างเปล่า ไม่มีมูลค่าอะไรเลย

จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ ข่าว เราก็ได้ยินคำซ้ำ ๆ กันเพราะพวกเขาเหล่านี้นั้นมองรูปแบบของเทคโนโลยีทางด้านการเงินใหม่เหล่านี้ แทบจะเหมือนกันซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นความเห็นที่น่ารับฟัง เพราะ สุดท้ายแล้วคนเหล่านี้ก็ยังมีอิทธิพลต่อโลกการเงินการลงทุนของเราอยู่ดี ไม่ว่าเทคโนโลยีของโลกเรานั้นจะก้าวไกลไปขนาดไหนก็ตาม

ต่างจากสาย technology ที่เติบโตมากับนวัตกรรมอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่มีแนวทางที่่สนับสนุนนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดไม่เว้นแม้แต่นวัตกรรมทางด้านการเงินอย่าง cryptocurrency ซึ่งเหล่าคนสายเทคโนโลยีนั้น เข้าใจถึง concept ต่างๆ ของ cryptocurrency ได้เร็วกว่าฝั่งสายการเงินเป็นส่วนมากอยู่แล้ว เพราะมันเกิดจากนวัตกรรมทางด้าน it และกลุ่มผู้สร้างกลุ่มแรก ๆ นั้นเป็นคนฝั่ง it ซะเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคนทางฝั่งเทคโนโลยีหรือ IT นั้นมองนวัตกรรมเหล่านี้ในแง่บวก

เพราะนวัตกรรมหลาย ๆ อย่างจากฝั่ง it ในช่วงไม่กี่ปีมานั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกไปอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็น มือถือ , social network , search engine สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มี impact ต่อการดำรงชีวิตของเราเป็นอย่างมากโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่ง หลาย ๆ คนจากฝั่งเทคโนโลยี ก็น่าจะมองเห็นอนาคตของ cryptocurrency ไม่ต่างกันว่าจะมาปฏิวัติระบบการเงิน และปรับรูปแบบการเงินที่มีมายาวนานกว่า 100 ปี ของมนุษย์เราได้อีกครั้งหนึ่ง แต่มันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น เราก็ต้องมาดูกันต่อไปครับผม

Reference Image : images.readwrite.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol