AI สามารถวัดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

ความสามารถของ AI ในการทำนายภัยคุกคามต่อสุขภาพของคุณในไม่ช้าอาจรวมถึงภาวะหัวใจวาย นักวิจัยของ CSAIL จาก MIT ได้พัฒนาระบบ Machine Learning ที่ชื่อว่า RiskCardio ที่สามารถประเมินความเสี่ยงของการเสียชีวิตเนื่องจากปัญหาหัวใจและหลอดเลือดที่ปิดกั้นหรือลดการไหลเวียนของเลือดได้

ข้อมูลอินพุตที่ RiskCadio ต้องการคือ การอ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจประมาณ 15 นาที – จากนั้นระบบจะวัดอันตรายจากข้อมูลของจังหวะต่อเนื่องของการเต้นของหัวใจ ซึ่งเมื่อข้อมูลถูกบันทึกได้ภายใน 15 นาที RiskCardio ก็สามารถทำนายได้ว่าจะมีใครเป็นผู้โชคร้าย ต้องตายภายใน 30 วันหรือไม่เกินหนึ่งปีหลังจากนั้น

โดยวิธีการของ RiskCardio จะขึ้นอยู่กับความคิดที่ว่าความแปรปรวนที่มีค่ามากขึ้นระหว่างการเต้นของหัวใจสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการ Training ระบบ Machine Learning โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังเพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำต่อผู้ป่วย 

ซึ่งหากทำนายว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะรอดชีวิตแสดงว่าการเต้นของหัวใจของพวกเขาถือเป็นปกติ หากระบบทำนายว่าผู้ป่วยจะเสียชีวิตแสดงว่าลักษณะการเต้นของหัวใจของพวกเขาถือว่ามีความเสี่ยงนั่นเอง 

ซึ่งคะแนนความเสี่ยงขั้นสุดท้ายมาจากค่าเฉลี่ยการทำนายจากการเต้นของหัวใจแต่ละชุดที่มีความต่อเนื่องกัน

แต่นักวิจัยยังมีงานที่ต้องทำอีกมากมาย ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงข้อมูลการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มในส่วนของ อายุ คุณลักษณะของชาติพันธุ์ รวมถึงเพศ ชัดเจนว่าระบบดังกล่าวต้องมีความแม่นยำสูง เพราะเมื่อเกิดความผิดพลาดอาจมีผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ 

ซึ่งงานวิจัยของ RiskCardio นั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของผู้ป่วย โดยแพทย์สามารถประเมินสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและตัดสินใจในระดับการรักษาที่เหมาะสมนั่นเอง

References : https://www.engadget.com https://cdn.bdc-tv.com/2019/05/Artificial-Intelligence-960×585.jpghttps://cdn.bdc-tv.com/2019/05/Artificial-Intelligence-960×585.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Biolife4D กับการสร้างเซลล์หัวใจมนุษย์ด้วย 3D Printing

BIOLIFE4D บริษัท เทคโนโลยีชีวภาพในเมืองชิคาโก ได้ประกาศว่า ตอนนี้บริษัทประสบความสำเร็จในการพิมพ์ 3 มิติ ของหัวใจมนุษย์ขนาดเล็ก ซึ่งหัวใจเล็ก ๆ ดังกล่าวมีโครงสร้างเช่นเดียวกับหัวใจขนาดเต็มที่มีอยู่ในร่างกายมนุษย์ และ บริษัทยังบอกว่ามันเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันเพื่อสร้างหัวใจเทียมที่มีศักยภาพสูงสำหรับการปลูกถ่ายในอนาคต

ซึ่งหัวใจดังกล่าวถูกพิมพ์ด้วยเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจของผู้ป่วยหรือ cardiomyocytes และไบโอลิงค์ โดยทำจากสารประกอบเมทริกซ์นอกเซลล์ที่มีการทำซ้ำเลียนแบบคุณสมบัติของหัวใจสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 

BIOLIFE4D bioprint เมื่อต้นปีที่ผ่านมา บริษัท ได้พิมพ์ส่วนประกอบหัวใจของมนุษย์ซึ่งนั่นรวมถึงส่วนประกอบของหัวใจอย่าง วาล์ว, ventricles และหลอดเลือด 

ซึ่งกระบวนการของมันจะเป็นการใช้เทคนิคการ reprogramming เซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยไปสู่เซลล์ต้นกำเนิด pluripotent ซึ่งสามารถแยกความแตกต่างออกเป็นเซลล์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงเซลล์ของหัวใจนั่งเอง

เซลล์หัวใจที่ผลิตจากเทคโนโลยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

ซึ่งในที่สุด บริษัท ก็หวังที่จะสร้างพิมพ์เขียวหัวใจมนุษย์ที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งในทางทฤษฎีหัวใจที่ถูกพิมพ์ด้วยเทคโนโลยี 3D Printing สามารถมาทดแทนอวัยวะของผู้บริจาคได้มากขึ้น  

แน่นอน BIOLIFE4D ไม่ใช่ บริษัท เดียวที่มองหาอวัยวะการโดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟก็ได้ทดลองใช้เทคโนโลยี การพิมพ์ 3 มิติ พิมพ์หัวใจเมื่อต้นปีมานี้

ซึ่งเราได้เห็นการทำงานของหัวใจซิลิโคนผ่านเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ และนักวิศวกรรมชีวภาพที่ MIT กำลังวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเครือข่ายหลอดเลือดที่ซับซ้อนในการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เพื่อมาใช้ในการรักษาด้วยอวัยวะเทียมในอนาคตอันใกล้นี้นั่นเอง

References : https://www.engadget.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Autonomous Robot Arm กับการช่วยเหลือผู้ป่วยพิการ

ชาวอเมริกันประมาณหนึ่งล้านคนไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้เนื่องจากปัญหาทางร่างกายต่าง ๆ เช่นการเป็นผู้ป่วยพิการ ทำให้พวกเขามีทางเลือกน้อย และต้องพึ่งพาคนอื่นในช่วงเวลารับประทานอาหารซึ่งอาจทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดใจและอยากช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากกว่านี้

แต่ตอนนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันได้สร้าง Assistive Dexterous Arm (ADA) , แขนหุ่นยนต์อัจฉริยะที่มีความสามารถในการใช้ส้อมที่จะช่วยเสิร์ฟอาหารจากจานกับปากของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่มีการนำเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์มาช่วยให้คนพิการมีชีวิตที่อิสระมากยิ่งขึ้น

ในเอกสารที่ตีพิมพ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ทีมนักวิจัยของ University of Washington (UW) อธิบายว่าอัลกอริธึมAI ที่ทำงานร่วมกับแขนหุ่น ADA สามารถฟีดอาหารไปยังผู้ป่วยได้อย่างไร

อัลกอริทึมแรกอย่าง RetinaNet เป็นระบบตรวจจับวัตถุ มันจะสแกนจาน เพื่อระบุประเภทของอาหารที่โดยจะมีการวาง “กรอบ” รอบอาหารแต่ละรายการ

อัลกอริทึมที่สองคือ SPNet วิเคราะห์อาหารในเฟรมดังกล่าว และส่งคำแนะนำไปยังแขนหุ่นยนต์เพื่อให้มันรู้วิธีการจัดการกับอาหารในแบบที่จะทำให้คนกินได้ง่าย  ซึ่ง AI อาจสั่งให้แขนหุ่นลองใช้ส้อมเสียบ ยกตัวอย่าง เช่น กล้วยที่อยู่ตรงกลาง แต่ มีแครอทอยู่ใกล้ในปลายด้านหนึ่ง

ตัวอย่างการจัดการอาหารในหลาย ๆ รูปแบบ
ตัวอย่างการจัดการอาหารในหลาย ๆ รูปแบบ

ซึ่งการให้ความรู้เชิงบริบทกับ AI ว่าอาหารทุกอย่างไม่ควรได้รับการปฏิบัติในลักษณะเดียวกัน เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการพัฒนาของแขนหุ่นยนต์ ADA ตามที่นักวิจัย Siddhartha Srinivasa กล่าว

“ถ้าเราไม่ได้คำนึงถึงวิธีการที่ง่ายที่สุดในการรับประทาน เหล่าคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้นั้นก็อาจจะไม่สามารถที่จะใช้ระบบของเราได้เช่นกัน” เขากล่าวในการแถลงข่าว “ เนื่องจากเรามีรูปแบบของอาหารหลายประเภท ดังนั้นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราคือการพัฒนากลยุทธ์ที่สามารถจัดการกับอาหารแต่ละแบบได้ทั้งหมด”

เมื่อแขนหุ่นยนต์ซึ่งติดอยู่กับรถเข็นได้รับคำแนะนำจากอัลกอริทึมก็จะอาศัยระบบเซ็นเซอร์และกล้องเพื่อใช้เสียบอาหารแต่ละชิ้นด้วยส้อม ที่ใช้เทคโนโลยี 3D Printing แล้วทำการย้ายไปที่ปากของผู้ป่วยเพื่อให้สามารถรับประทานได้นั่นเอง

ในขณะที่ Srinivasa หวังว่า ADA จะช่วยให้ผู้คนที่มีปัญหาในการเลี้ยงดูตัวเองไม่ได้ตัวอย่างเช่นคนพิการนั้น สามารถลดการพึ่งพาผู้อื่นได้มากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องหลักอย่างการรับประทานอาหาร แต่เขามองว่าระบบดังกล่าวยังต้องการความช่วยเหลือจากมนุษย์อยู่ ไม่ได้ตัดขาดไปโดยสิ้นเชิง

“ เป้าหมายสุดท้ายของเราคือให้หุ่นยนต์ของเราช่วยเหลือผู้คนในการรับประทานอาหารกลางวันหรืออาหารเย็นได้ด้วยตนเอง” เขากล่าวในการแถลงข่าว “ แต่ประเด็นนี้ไม่ใช่เพื่อมาแทนที่เหล่าผู้ดูแลผู้ป่วย : เราต้องการช่วยเหลือพวกเขาด้วยหุ่นยนต์เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลสามารถที่จะทำอย่างอื่นได้ในขณะที่ผู้ป่วยกำลังรับประทานอาหารนั่นเอง”

References : 
https://newatlas.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Organoids กับการทดลองสร้างสมองเลียนแบบมนุษย์

ณ ปัจจุบัน บนสถานีอวกาศนานาชาติ ตอนนี้กำลังมีการทำการทดลองสร้างกลุ่มของเซลล์ประสาทที่เรียกว่า สมองที่มีขนาดเล็ก ที่กำลังพัฒนาแบบก้าวกระโดดในแบบที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะเป็นไปได้

Organoids เติบโตขึ้นจากเซลล์ต้นกำเนิดที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโกของห้องปฏิบัติการชีววิทยา โดยนักวิจัยทางชีววิทยา Alysson Muotri ซึ่งก่อนที่จะถูกบรรจุลงในกล่อง และส่งไปยังพื้นที่  ตอนนี้ทีมของเขาพบว่า Organoids กำลังสร้างคลื่นสมอง  ที่เป็นรูปแบบที่ซับซ้อนของกิจกรรมของระบบประสาท 

ซึ่งมันดูคล้ายกับสมองของทารกแรกเกิดที่มีคลอดก่อนกำหนด เป็นการค้นพบที่แปลกประหลาดที่สามารถเปลี่ยนแนวคิดใหม่ให้กับนักวิทยาศาสตร์ในการทบทวนข้อจำกัดของอวัยวะขนาดเล็กที่ถูกปลูกในห้องปฏิบัติการ

ซึ่งการค้นพบนี้อาจเป็นสัญญาณว่านักวิทยาศาสตร์กำลังเข้าใกล้ความสามารถในการสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีสมองขึ้นมาได้ในห้องปฏิบัติการ 

“ตอนนี้เรามาถึงเป้าหมายที่เราจะสร้างสมองที่มีความสามารถของความรู้สึกต่าง ๆ ได้ เช่นความรู้สึกเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ” คริสตอฟ คอค หัวหน้านักวิทยาศาสตร์และประธานของสถาบันสมองอัลเลน บอกกับ Newyork Times

สมองของมนุษย์นั้นซับซ้อนมากจนนักวิทยาศาสตร์ยังคงคาดเดา ในหลาย ๆ ด้านว่ามันทำงานได้อย่างไร นั่นคือแรงบัลดาลในให้เกิดการสร้างสมองจำลองขนาดเล็ก  ซึ่งพวกมันเปรียบเสมือนเซลล์ประสาทที่จำลองลักษณะบางอย่างของสมองแบบเต็ม ๆ

ซึ่งคลื่นสมองเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าสารอินทรีย์สามารถมีสติสัมปชัญญะเหมือนมนุษย์ได้ ซึ่งนักประสาทวิทยาจะต้องต่อสู้กับปัญหาทางจริยธรรมที่สำคัญเนื่องจากการทดลองอย่างต่อเนื่องอาจหมายถึงการสร้างและทำลายสิ่งมีชีวิตที่เหมือนมนุษย์เรานั่นเอง

“ มันน่าทึ่งมาก ไม่มีใครรู้จริงว่ามันเป็นไปได้หรือไม่” Giorgia Quadrato นักชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียบอกกับ NYT ก่อนที่จะชี้แจงว่างานวิจัยนี้มันไม่ได้สรุปว่าสมองขนาดเล็กที่สร้างขึ้นมานั้นสามารถทำงานได้เหมือนกับสมองของมนุษย์จริง ๆ 

References : 
https://www.nytimes.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Virtual Reality กับการช่วยรักษาโรคทางพันธุกรรม

ทีมนักวิจัยได้พัฒนาวิธีการใช้ Virtual Reality Headsets เพื่อดูแบบจำลองข้อมูลพันธุกรรมแบบ 3 มิติ ซึ่งเป็นการจำลองรวบรวมข้อมูลจากการหาลำดับจีโนม , DNA โดยนำข้อมูลมาจากกล้องจุลทรรศน์

“ โดยการรวมข้อมูลลำดับจีโนมกับข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ของยีน เราสามารถสร้างแบบจำลอง 3 มิติที่แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบด้านจัดระเบียบของยีนนั้นสัมพันธ์กันหรือไม่” ศ. จิม ฮิวจ์ รองศาสตราจารย์ด้าน Genome Biology จาก Oxford University ได้กล่าวในการแถลงข่าว  “ มันทำให้ง่ายต่อการเข้าใจกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต”

แต่ละเซลล์ของทั้งหมดที่มีจำนวน 37 ล้านล้านเซลล์ในร่างกายมนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ จะมี DNA ขนาดสองเมตรแฝงอยู่ภายในนิวเคลียส เรามีความสามารถในการลำดับดีเอ็นเอมานานมากแล้ว

แต่หากเราใช้เทคโนโลยี VR มาช่วยให้สามารถเห็นภาพการจัดเรียงแบบเฉพาะ ก็อาจทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการค้นหาข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมของมนุษย์เพราะมนุษย์นั่นเอง

นักวิจัยกำลังใช้เทคนิคการสร้างภาพโดยใช้เทคโนโลยี VR เพื่อศึกษาโรคเบาหวานโรคมะเร็งและเส้นเลือดตีบ โดยเป้าหมายระยะยาวของโครงการนี้จะช่วยให้ความพยายามในการสร้างวิธีการแก้ไขยีนที่ผิดปกติและทำการแก้ไขมัน เพื่อให้มนุษย์ปราศจากโรคภัยร้ายแรงดังกล่าวในอนาคตได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง

References : 
https://futurism.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol