นักวิทยาศาสตร์กำลังสร้างสิ่งมีชีวิตลูกผสมระหว่างมนุษย์กับหนู

ในที่สุดแพทย์ก็หวังว่า สิ่งมีชีวิตที่ออกแบบใหม่ที่มีลูกผสมระหว่างมนุษย์กับหนู จะสามารถนำมาใช้เป็นรูปแบบที่ถูกต้องมากขึ้นสำหรับการวิจัยทางการแพทย์ หรือแม้แต่เพื่อเป็นอวัยวะมนุษย์ที่ใช้สำหรับทดแทนเพื่อผู้ป่วยที่กำลังรอการบริจาคอวัยวะอยู่

ในทางพันธุกรรม chimera หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่สร้างขึ้นจากกลุ่มประชากรเซลล์ที่มีต้นกำเนิดทางพันธุกรรมแตกต่างกันตั้งแต่สองชนิดขึ้นไป มาเจริญอยู่ร่วมกัน แต่แยกกันอยู่คนละชั้น

พูดแบบง่ายๆ ก็คือคล้ายๆ กับสองคนในร่างเดียว เหมือนมีแฝดแฝงอยู่ ซึ่งถ้าเป็นในสัตว์ก็มักจะมีลักษณะทั้งสองเพศอยู่ร่วมกันเช่นมีทั้งรังไข่ และอัณฑะ อย่างเช่นในแมวบางตัวที่เป็นลายกระ (tortoiseshell cat) เป็นต้น

แม้เรื่องราวของ chimeras นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ลูกผสมระหว่างมนุษย์และสัตว์เช่นหนูนั้น มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เทคนิคทางชีววิทยา ขณะสร้าง chimeras ใหม่นี้ อาจนำไปสู่อนาคตทางการแพทย์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

แม้เซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์นั้นยากที่จะรวมเข้ากับสัตว์อื่น ๆ เนื่องจากเซลล์ชนิดต่าง ๆ พัฒนาในอัตราที่ต่างกัน แต่เคล็ดลับที่ทำให้เกิดขึ้นได้ในการสร้างลูกผสมระหว่างมนุษย์กับหนู ตามการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวันพุธที่ผ่านมาใน Science Science Advance คือ งานวิจัยนี้ได้ทำการย้อนเวลาของเซลล์มนุษย์ให้กลับไปสู่ในช่วงระยะต้นๆ ของการเจริญเติบโต

แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีอยู่อย่างจำกัด ตัวอ่อนของลูกผสมระหว่างมนุษย์กับหนู ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด คือ ได้ลูกผสมที่เป็นมนุษย์เพียงแค่ 4 เปอร์เซ็นต์ในแง่ของจำนวนเซลล์ แต่สำหรับเซลล์อื่น ๆ ในการทดลองนั้นมีเซลล์มนุษย์เพียงแค่ 0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เซลล์ของมนุษย์ได้แบ่งตัวออกไป และรวมตัวให้เป็นอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ และตับ นักวิจัยพบว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงของมนุษย์มีความอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษในตัวอ่อนหนู เซลล์มนุษย์จำนวนเล็กน้อยปรากฏตัวในเนื้อเยื่อที่จะสร้างสมอง 

แต่มันไม่มีเซลล์มนุษย์อยู่ในเซลล์ที่ใช้ในการสร้างอสุจิและไข่ และความสามารถของ chimeras ในการทำซ้ำเป็นหนึ่งในคำถามด้านจริยธรรมที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่นักวิทยาศาสตร์ยังคงกังวลอยู่

เมื่ออยู่ในตัวอ่อนของหนู การเจริญเติบโตของเซลล์มนุษย์จะช้าลง เพื่อให้เข้ากับโฮสต์ของพวกมัน โดยปกติเซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์นั้น จะใช้เวลานานก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเซลล์รับแสง

แต่มันไม่ใช่เมื่อเซลล์ของมนุษย์อยู่ในตัวอ่อนของหนู “หากคุณใส่เซลล์ของมนุษย์ตัวเดียวกันในตัวอ่อนหนูมันจะตายไปอย่างรวดเร็ว” นักวิจัย กล่าว “ใน 17 วันคุณจะได้รับเซลล์ที่ครบกำหนดเหล่านี้ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะได้รับตัวอ่อนมนุษย์ที่เป็นปกติ”

นักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ได้ให้ความเห็นว่า ห้องปฏิบัติการที่แตกต่างกันจำเป็นต้องทำซ้ำกับผลลัพธ์ดังกล่าว และถ้ามันได้ผล มันจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว”

เนื่อจากบทความนี้เป็นงานวิจัยที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน จาก paper ใน References ซึ่งโดยสรุปก็คือ เทคนิคดังกล่าวเป็นเทคนิคใหม่ ที่ ทำการย้อนเวลาของเซลล์มนุษย์ให้กลับไปสู่ในช่วงระยะต้นๆ ของการเจริญเติบโต

ซึ่งผลลัพธ์ หากสามารถทำได้จริง และทดสอบซ้ำได้สำเร็จนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการสร้างอวัยวะเทียมให้กับผู้ป่วย ในอนาคตได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอการบริจาคอวัยวะอีกต่อไปนั่นเองครับ

References : https://futurism.com/the-byte/scientists-creating-mouse-human-hybrids https://www.sciencenews.org/article/mouse-human-chimera-hybrid-embryos https://advances.sciencemag.org/content/6/20/eaaz0298

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Hackers ชาวจีนกำลังมุ่งเป้าหมายไปที่การวิจัยวัคซีน COVID-19 ของอเมริกา

จากรายงานใหม่ของ The Wall Street Journal Hackers ชาวจีนและอิหร่านกำลังตั้งเป้าหมายใหม่ที่สหรัฐฯที่กำลังพยายามพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค COVID-19

“จีนได้มีความพยายามในการขโมยงานวิจัยทางการแพทย์และ COVID-19 การวิจัยในการพัฒนาวัคซีนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้” อัยการผู้ช่วยสำหรับการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ John Demers บอกกับ WSJ  “ในขณะที่มูลค่าทางการค้าของมันมีความสำคัญ รวมถึงเรื่องของความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ของการเป็นคนแรกในการพัฒนาการรักษาหรือวัคซีนหมายความว่าจีนจะพยายามใช้เครื่องมือทั้งหมดเหล่านี้ ทั้งการบุกรุกทางไซเบอร์และการบุกรุกจากภายใน เพื่อให้ได้มันมา”

เจ้าหน้าที่สหรัฐบอกกับหนังสือพิมพ์ว่าทั้งสองประเทศได้ทำการ Hack ธุรกิจและสถาบันต่าง ๆ ของอเมริกามาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทราบว่าหน่วยข่าวกรองที่กล่าวหาจีนยังไม่ได้แสดงหลักฐานการโจมตีไซเบอร์ใด ๆ ออกมาเลย

เจ้าหน้าที่บางคนมีความกังวลว่าการโจมตีที่ถูกกล่าวหา อาจถูกมองว่าเป็นการกระทำในรูปแบบสงครามข่าวสาร เนื่องจากความสามารถในการหาวิธีรักษาโรคระบาดใหญ่อย่าง COVID-19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกในขณะนี้

วัคซีนมีความสำคัญยิ่งในความพยายามของเราที่จะต่อสู้ coronavirus เพราะมันสามารถหยุดการแพร่กระจายและช่วยให้สังคมทั่วโลกกลับไปสู่ภาวะปกติ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็มีการเตือนว่าวัคซีนยังคงต้องรอต่อไปอย่างน้อย 12 ถึง 18 เดือน

ประกาศที่มีการตีพิมพ์โดยสำนักสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) และ Cybersecurity รวมถึง หน่วยงานรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) ซึ่งบันทึกในวันนี้ว่าหน้าที่ของหน่วยงานของพวกเขาคือ “การเข้ามาตรวจสอบเป้าหมายที่เป็นองค์กรในสหรัฐฯ ที่ทำการวิจัย COVID-19 หรือเรื่องที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังถูกคุกคาม โดยเหล่า Hacker ชาวจีน โดยใช้รูปแบบการโจมตีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”

ตามที่ FBI ได้ระบุว่า Hackers เหล่านี้ “พยายามที่จะระบุและขโมยข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูลทางด้านสาธารณสุขที่มีค่าเกี่ยวกับวัคซีน การรักษา และการทดสอบจากเครือข่ายและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ในสหรัฐ”

เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยหลักฐานใด ๆ เกี่ยวกับการ Hack ดังกล่าว หรือหากพวกเขาขัดขวางความพยายามในการค้นหาวัคซีน แต่จีนก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

“มันเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมสำหรับทุกคนที่มีส่วนร่วมในการสร้างข่าวลือดังกล่าวโดยไม่ต้องนำเสนอหลักฐานใด ๆ” โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน Zhao Lijian กล่าวในการบรรยายสรุปในวันจันทร์หลังจากที่ถูกกล่าวหาโดยสำนักข่าว WSJ

ต้องบอกว่าเรื่องราวของ COVID-19 ในหลายๆ แง่มุมในตอนนี้มันได้กลายเป็นศึกการเมืองระหว่างประเทศ ของประเทศมหาอำนาจทั้งสองอย่างจีน และ อเมริกา

ซึ่งมีการโต้ตอบกันไปมาระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งในเรื่องของต้นตอของไวรัสที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน และมีหลักฐานที่ใช้ในการตอบโต้กัน

ข่าวนี้มาจากสำนักข่าวหลักในสหรัฐอเมริกาอย่าง WSJ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ถึงความเป็นจริง โดยเฉพาะการที่ไม่มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุนดังกล่าว จีนก็พร้อมที่จะตอบโต้กลับได้เหมือนกันอย่างที่เราได้เห็นในบทความนี้

เช่นเดียวกัน หากเราอ่านข่าวจาก Xinhua ที่เป็นสำนักข่าวของทางฝั่งจีน เราก็ก็ได้เห็นเรื่องราวทำนองเดียวกัน ที่มีการเสนอข่าวเรื่องเดียวกัน แต่กลายเป็นเนื้อหาตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

ต้องบอกว่า ศึก COVID-19 ครั้งนี้ อาจจะส่งผลต่อ อนาคตในการเป็นผู้นำโลกของทั้งจีน และ อเมริกา เหมือนหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองที่ทำให้ อเมริกากลายมาเป็นผู้นำโลก และพวกเขาไม่เคยลงจากตำแหน่งมานับจากนั้น

เพราะฉะนั้นสถานการณ์ในตอนนี้ พวกเขา (อเมริกา) ก็ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เขาตกจากตำแหน่ง โดยเฉพาะจากพลังจากจีนที่กำลังก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของพวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสุดท้าย เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนตำแหน่งของมหาอำนาจหลังจบศึก COVID-19 ในครั้งนี้ก็เป็นได้ครับ

References : https://futurism.com/us-officials-chinese-hackers-targeting-vaccine-research https://www.wsj.com/articles/chinese-iranian-hacking-may-be-hampering-search-for-coronavirus-vaccine-officials-say-11589362205

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Brain Chip กับการช่วยผู้ป่วยอัมพาตให้กลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง

การผ่าตัดฝัง Chip ที่ทันสมัยได้ทำให้ผู้ป่วยอัมพาต สามารถกลับมามีความรู้สึกและขยับมือของเขาอีกได้ครั้งหลังจากผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลังซึ่งทำให้ร่างกายบางส่วนอัมพาต

ต้องถือเป็นครั้งแรกที่การทำงานของมอเตอร์และความรู้สึกจากการสัมผัสได้รับการฟื้นฟูโดยใช้อินเตอร์เฟซสมองกับคอมพิวเตอร์ Brain Computer Interface (BCI)

หลังจากตัดไขสันหลังของเขาเมื่อสิบปีที่แล้ว Ian Burkhart ได้ทำการนำเอาอุปกรณ์ BCI ที่พัฒนาโดยนักวิจัยที่ Battelle องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการแพทย์นำไปฝังอยู่ในสมองของเขาตั้งแต่ปี 2014

ซึ่งเดิมนั้นอาการบาดเจ็บได้ตัดการเชื่อมต่อสัญญาณไฟฟ้าจากสมองของ Burkhart ไปยังมือของเขาผ่านทางเส้นประสาทไขสันหลัง แต่นักวิจัยคิดว่าพวกเขาสามารถใช้วิธีในการปรับแต่งเส้นประสาทไขสันหลังเพื่อเชื่อมโยงคอร์เทกซ์สมองของ Burkhart โดยตรงและเชื่อมต่อเข้ากับมือของเขาผ่านการปลูกถ่าย

ซึ่งอุปกรณ์ที่มีพอร์ตที่ด้านหลังกะโหลกศีรษะของเขาจะทำการส่งสัญญาณไปยังคอมพิวเตอร์ ซึ่งซอฟต์แวร์พิเศษจะทำการถอดรหัสสัญญาณและแยกสัญญาณระหว่างสัญญาณที่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวและสัมผัสตามลำดับ สัญญาณทั้งสองนี้จะถูกส่งไปยังแขนที่มีขั้วไฟฟ้าที่อยู่รอบ ๆ แขนจริง ๆ ของ Burkhart

Burkhart ที่กลับมามีความรู้สึกได้อีกครั้ง

แต่ต้องบอกว่าการทำความเข้าใจกับสัญญาณเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยากมาก

“เราแยกความคิดที่เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมกัน และมันมีความเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวและการสัมผัสซึ่งถือเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ของเรา” หัวหน้านักวิจัย Ganzer ที่ Battelle บอกกับ Wired

ทีมได้เห็นความสำเร็จในเบื้องต้นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นเป้าหมายเริ่มต้นของ BCI ที่ทำให้ Burkhart สามารถกดปุ่มตามคอนโทรลเลอร์ของเกม “Guitar Hero” ได้สำเร็จ

แต่การกลับมารู้สึกถึงสัมผัสที่มือของเขานั้นเป็นงานที่น่ากลัวกว่ามาก ด้วยการใช้อุปกรณ์การสั่นสะเทือนอย่างง่ายหรือ “ระบบสัมผัสที่สามารถสวมใส่ได้” Burkhart สามารถบอกได้ว่าเขาสัมผัสวัตถุหรือไม่ โดยไม่ต้องเห็นมัน

“แน่นอนมันดูแปลกประหลาด” Burkhart บอกกับ Wired “ แม้ตอนนี้มันยังไม่ปกติ แต่ก็ดีกว่าไม่มีข้อมูลทางประสาทสัมผัสใด ๆ เลย กลับไปที่ร่างกายของผม”

เราได้เห็นเทคโนโลยี ที่มีการเชื่อมต่อสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์ (Brain Computer Interface) ที่มีการวิจัยเรื่องราวเหล่านี้เป็นจำนวนมากในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงโครงการ NeuralLink ของ Elon Musk ด้วยเช่นกัน

เช่นเดียวกับเทคโนโลยี Brain Computer Interface เทคโนโยโลยีอย่างที่เราเห็นในบทความนี้ นั้นก็ใช้รูปแบบคล้าย ๆ กัน ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ส่วนต่อประสานระหว่างคอมพิวเตอร์และสมองที่ช่วยให้ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดใช้ในการควบคุมแขน เพื่อการฟื้นฟูระบบประสาท หรือผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต  

ซึ่งผมก็เชื่อว่า เราจะเห็นเทคโนโลยีเหล่านี้ ที่กำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหากับอวัยวะต่าง ๆ ของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นดวงตา แขนขา ที่พิการ หรือ อื่น ๆ ได้อีกมากมายในอนาคตอย่างแน่นอนครับ

References : https://www.wired.com/story/a-brain-implant-restored-this-mans-motion-and-sense-of-touch/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Skin Printers กับนวัตกรรมใหม่ ในการพิมพ์ผิวหนังใหม่สู่บาดแผลโดยตรง

ในปี 2018 นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาได้เปิดตัวอุปกรณ์พกพาที่สามารถ “พิมพ์” แผ่นผิวหนังเทียมลงบนบาดแผลของเหยื่อที่ถูกไฟลวกได้โดยตรง

Axel Günther นักวิจัยบอกกับ Smithsonian Magazine ว่า “มันก็เปรียบกับเทปที่ใช้ซ่อมท่อ”  ในเวลานั้น“ แทนที่จะใช้เทปม้วนหนึ่งม้วน แต่เราจะใช้ microdevice ที่ทำการลอกเทปเนื้อเยื่อผิวหนังออกเป็นชิ้น ๆ ”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาทีมงานได้ตีพิมพ์ผลการทดลองอุปกรณ์ในวารสาร Biofabrication ที่มีแนวโน้ม  ว่าจะนำไปใช้งานจริงได้ในทางคลินิก

ปัจจุบันแพทย์มีหลายทางเลือกในการรักษาแผลไฟไหม้อย่างรุนแรง ที่พบมากที่สุดคือการปลูกถ่ายอวัยวะผิวหนัง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเอาเนื้อเยื่อที่เสียหายออกไป และแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อดีจากส่วนอื่นของร่างกาย

แต่ในบางกรณีวิธีการแบบนี้ไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสม

“ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการถูกเผาไหม้เป็นบริเวณกว้าง ซึ่งทำลายทั้งชั้นบนและล่างของผิวหนัง และไม่สามารถที่จะใช้วิธีการแบบเดิม ๆ ได้” Günther อธิบายในการแถลงข่าว

สำหรับแนวทางการรักษาทางเลือกอื่น ๆ เช่น การใช้สารทดแทนผิวหนัง ซึ่งในแต่ละชนิดก็มีข้อเสียของตัวเอง Günther กล่าว และนั่นคือสิ่งที่อุปกรณ์ที่สามารถพิมพ์ผิวใหม่ลงบนรอยไหม้ได้โดยตรงอาจเป็นประโยชน์

ทีมนักวิจัยกับ เครื่องปริ้นต์ผิวหนัง
ทีมนักวิจัยกับ เครื่องปริ้นต์ผิวหนัง

อุปกรณ์ของทีมนักวิจัย ได้กำจัดความต้องการในการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยวิธีการวางแถบ Bioink พิเศษลงบนแผลโดยตรง Bioink นี้จะมีโปรตีนเช่นเดียวกับเซลล์ mesenchymal stromal ซึ่งช่วยในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ใหม่

สำหรับการทดลองใหม่นี้ทีมงานได้ทดสอบอุปกรณ์ของมันด้วยการเผาแบบเต็ม ๆ ในสัตว์ทดลอง คือ หมู และทีมนักวิจัยพอใจกับผลลัพธ์มาก

“เราพบว่าอุปกรณ์ประสบความสำเร็จในการพิมพ์ ‘แผ่นผิวหนัง’ ลงบนบาดแผลอย่างสม่ำเสมอปลอดภัยและเชื่อถือได้ และแผ่นผิวหนังที่อยู่ในตำแหน่งที่พิมพ์ลงไปนั้นมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” นักวิจัย Marc Jeschke กล่าวในการแถลงข่าว

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผลลัพธ์ของเราแสดงให้เห็นว่า หลังจากใช้อุปกรณ์พิมพ์แผลของพวกเขานั้น แผลที่ได้รับการเยียวยารักษาตัวได้ดีมาก” เขากล่าวต่อ “มีการลดการอักเสบของรอยแผลเป็นเมื่อเปรียบเทียบกับบาดแผลที่ยังไม่ได้รับการรักษา”

ต้องบอกว่าถือเป็นอีกหนึ่งงานวิจัยที่น่าสนใจ ในการสร้างเครื่องพิมพ์ผิวหนัง ได้จริง ๆ ซึ่งในบทความนี้ ทีมนักวิจัย ก็ได้พัฒนาให้สามารถพกพาได้ ทำให้เกิดความสะดวกกับแพทย์มาก ๆ

ซึ่งแม้มันจะยังอยู่ในช่วงทดลองกับสัตว์ แต่ก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญมาก ๆ สำหรับปัญหาใหญ่ที่พบกันบ่อย ๆ อย่างแผนที่เกิดไฟไหม้ ที่กินบริเวณกว้างมาก ๆ ซึ่งการใช้เครื่องพิมพ์เหล่านี้ จะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาในอนาคตดีขึ้นนั่นเองครับ

References : https://futurism.com/neoscope/handheld-device-prints-skin-directly-wounds

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Smart Ring กับการใช้ AI เพื่อตรวจจับ COVID-19 ก่อนที่อาการจะเริ่มต้น

หนึ่งในส่วนที่ยากที่สุดในการติดตามการระบาดของ COVID-19 คือ วิธีการจะตรวจจับในขณะที่ coronavirus ซ่อนอยู่ในร่างกายมนุษย์

ในบางกรณีอาจใช้เวลามากถึงห้าวัน สำหรับคนที่ติดเชื้อโดย coronavirus ที่จะเริ่มแสดงอาการ ในช่วงเวลาดังกล่าวพวกเขาสามารถแพร่กระจายโรคไปสู่ผู้คนใหม่ ๆ ได้ โดยแทบจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองนั้นป่วย

ทีมนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ กำลังพยายามตรวจหาโรคนี้ให้เร็วขึ้นกว่าเดิมโดยการตรวจสอบข้อมูลที่บันทึกไว้โดย อุปกรณ์ที่เรียกว่า Smart Ring ที่สวมใส่ได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถค้นพบผู้ป่วย COVID-19 ได้

“ อาสาสมัครสวม อุปกรณ์ Smart Ring เหล่านี้ และทำการลงแอปของเรา ซึ่งพวกเขาจะได้รับแบบสอบถามในตอนเช้า” Dr. Ali Rezai หนึ่งในนักวิจัยกล่าว  “ห้านาทีในตอนเช้าพวกเขาเล่นเกมบางเกม มันเป็นแอปเกม ซึ่งเรากำลังถามคำถามเฉพาะเนื้อหาสำหรับ COVID”

Rezai ซึ่งเป็นผู้นำโครงการใหม่เป็นศัลยแพทย์ระบบประสาทที่ West Virginia University Medicine และเป็นหัวหน้าของ WVU Rockefeller Neuroscience Institute เขาและทีมของเขาร่วมมือกับ บริษัท Oura Health ที่ผลิตอุปกรณ์สวมใหม่ได้ซึ่งได้ร่วมมือกัน ผลิตแหวนอัจฉริยะที่บันทึกอุณหภูมิ รูปแบบการนอนหลับ ระดับกิจกรรม และความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจอย่างต่อเนื่อง

ร่วมด้วยการฝึกอบรมอัลกอริทึมทางด้านปัญญาประดิษฐ์พร้อมกับข้อมูลทั้งหมด โดยมีการรวบรวมจากผู้ใช้นับหมื่นคนและเรียงลำดับว่า มีการแสดงให้เห็นว่าอาสาสมัครติดไวรัสโดยการตรวจสอบด้วยวิธีมาตรฐานด้วยการ swabs จมูกหรือไม่ Rezai กล่าวว่า เขาเห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของ COVID-19

Smart Ring ที่มาพร้อม App
Smart Ring ที่มาพร้อม App

ตอนนี้ทีมของเขากำลังทดลองใช้ ซึ่งมีแพทย์พยาบาลและคนงานในโรงพยาบาลอื่น ๆ ประมาณ 1,000 คนที่อยู่ในแนวหน้าทำการตรวจสอบทางกายภาพของพวกเขาอย่างต่อเนื่องโดยการสวมแหวน Smart Ring ของ Oura และบันทึกข้อมูลทั้งหมดลงในแอป

จนถึงตอนนี้ Rezai กล่าวว่าแบบจำลอง AI ของเขาสามารถทำนายได้ 24 ชั่วโมงล่วงหน้า ด้วยความแม่นยำถึง 90 เปอร์เซ็นต์

“ เป้าหมายคือการใช้เทคโนโลยี Smart Ring Oura และแอพของเราในการทำนายอาการและระบุผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพแนวหน้าก่อนที่พวกเขาจะมีอาการ” Rezai กล่าว“ และจะช่วยจำกัดการแพร่กระจายที่เกิดขึ้นได้”

ผู้ใช้ Oura Ring ได้โพสต์บน Facebook เกี่ยวกับวิธีที่แหวนของเขาเตือนเขาว่าเขาน่าจะป่วยเร็ว ๆ นี้ ตามความผันผวนของอุณหภูมิ และเขาได้รับการทดสอบด้วยวิธีการ Swaps ทางจมูกสำหรับการตรวจหาเชื้อ COVID-19 ซึ่งสุดท้ายก็ได้ผลเป็นบวกจริง ๆ และเขาสามารถกักกันตัวได้เร็วกว่าหากเขารอให้อาการอื่น ๆ ที่จะเริ่มขึ้นเช่น การเจ็บคอ ไอ หรือการเป็นไข้

จนกว่าเราจะมีวัคซีน Rezai กล่าวว่า , COVID-19 จะไม่หายไปไหน ในระหว่างนี้ เขารู้สึกว่าเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาเครื่องมือที่จะทำให้คนปลอดภัย และการใช้เทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากเครื่องสวมใส่เช่น แหวน หรือ การอัพเดตจากแอพจะกลายเป็นส่วนสำคัญของการลดการแพร่ระบาดแทบจะทั้งสิ้น

ต้องบอกว่า เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับ Smart Ring ในบทความนี้ เพราะช่วยให้ Detect ผู้ป่วยได้ก่อนที่จะมีอาการออกมาจริง ๆ อย่างที่เราได้เห็นในปัจจจุบันที่แพทย์มักให้สังเกตอาการที่เข้าข่าย และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น ถึงจะมีการตรวจหาเชื้อ COVID-19 ให้

ซึ่งแน่นอน การรอแบบนั้น ก็จะทำให้กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ สามารถไปเผยแพร่เชื้อให้กับคนอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งกว่าจะรู้ตัวเมื่อมีอาการ เชื้อก็ได้แพร่กระจายไปเป็นจำนวนมากแล้ว ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเพื่อ Detect ได้ก่อน และให้ความแม่นยำถึง 90% นั้นถือเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะกลุ่มแนวหน้าในการดูแลอย่าง แพทย์ พยาบาล หรือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง เพราะการสูญเสียกลุ่มบุคลากรเหล่านี้ไป โดยเฉพาะการที่เมื่อตรวจเจอหนึ่งคน คนที่เกี่ยวข้องอีกหลายคนก็ต้องถูกกักตัวไปด้วยทำให้ทรัพยากรทางการแพทย์ในแนวหน้าสูญเสียไปอย่างมากนั่นเองครับ

References : https://futurism.com/neoscope/smart-ring-ai-spot-covid19-before-symptoms-begin

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol