จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า AI ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์?

เอาจริง ๆ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับว่า ในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีโดยเฉพาะทางด้าน AI ที่ก้าวล้ำไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เราได้เห็น model ทางการแพทย์ใหม่ ๆ ที่นำเอาอัลกอริธึมทางด้าน AI ไปประยุกต์ใช้ และประสบความสำเร็จอย่างสูง

ซึ่งในเบื้องต้น ยังต้องมีมนุษย์คอยช่วยพัฒนาวิธีการเหล่านี้อยู่ แต่ถ้าในอนาคตเราสามารถตัดมนุษย์ออกจากกระบวนการดังกล่าวได้ทั้งหมด แล้วปล่อยให้ AI มันทำงานแล้วสามารถค้นพบงานวิจัยระดับ breakthrough ของวงการได้ล่ะ AI ควรจะได้รับรางวัลโนเบลไหม?

เป็นบทความจาก the economist ที่ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว เมื่อมีการทำนายอนาคตว่าในปี 2036 นั้น รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์จะถูกมอบให้กับปัญญาประดิษฐ์

ต่อไปนี้คือเรื่องราวที่ถูกสมมิตขึ้น

ลองจินตนาการว่า มันจะวุ่นวายขนาดไหนหากมันเกิดขึ้นจริง AI ที่มีชื่อว่า YULYA ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Machine Learning ที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการว่า System for Automated Lymphoma Diagnosis

มันสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพในการต่อต้านแบคทีเรีย มันเกิดขึ้นเนื่องจากอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวของยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

YULYA ได้ช่วยชีวิตผู้คนได้ประมาณ 4 ล้านคน ทั้งที่ผ่านการรักษาโรคติดเชื้อโดยตรง รวมถึงในกระบวนการการผ่าตัดทั้งผ่าคลอด ซึ่งถือว่าอันตรายเกินไปหากไม่มียาปฏิชีวนะ

เดิมที YULYA ถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาที่แตกต่างกัน : ค้นหาวิธีในการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบนี้เป็นหนึ่งในปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ที่รวมเอาที่รวมเอาเทคโนโลยี Neural Network และ Deep Learning ขั้นสูง

มันทำงานโดยการตรวจสอบบันทึกจากฐานข้อมูลผู้ป่วย ร่วมกับคลังเอกสารจากวารสารทางการแพทย์และข้อมูลในอดีตจากบริษัทยา นอกจากนี้ยังได้รับการตั้งโปรแกรมให้ประเมินประสิทธิภาพของการรักษาต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการรักษาแบบผสมผสาน เพื่อแนะนำสูตรการรักษาใหม่ที่สามารถทดสอบในผู้ป่วยได้

อย่างไรก็ตามมันได้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในปี 2034 โดยไม่ตั้งใจ ซึ่ง YULYA ได้เข้าถึงเอกสารล่าสุดทั้งหมดในวารสารทางการแพทย์แทนที่จะเป็นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง

YULYA เริ่มเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยาปฏิชีวนะ และได้เข้าไปเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถแนะนำแนวทางใหม่ในการรักษาได้สำเร็จ

YULYA ซึ่งถูกสร้างโดย Dr. Anisha Rai แต่มันบังเอิญไปเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างนอกเหนือจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่เคยได้รับอนุญาต แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันกลับน่าทึ่ง Dr.Rai จึงเลือกที่จะเสนองานวิจัยดังกล่าวออกสู่สาธารณะ

มันได้กลายเป็นข้อถกเถียงกันอย่างดุเดือดว่า YULYA หรือ ผู้สร้างมัน ควรได้รับเครดิตสำหรับงานวิจัยนี้ แต่ Dr. Rai ยืนยันว่า YULYA สมควรได้รับเครดิตแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งท้ายที่สุดงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัลโนเบล

บทสรุป

โดยทั่วไปแล้ว AI จะใช้ทำนายการเริ่มมีอาการของโรค เช่น อัลไซเมอร์ ให้คำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล และเพิ่มความสามารถในการวินิจฉัยของแพทย์ เช่น การอ่านผล X-RAY หรือ ช่วยในการค้นคว้ายาใหม่ ๆ

แต่ก็มีอีกหลากหลายเทคโนโลยีที่ตอนนี้เรียกได้ว่าก้าวล้ำไปมาก ๆ แล้ว แม้จะเป็นเรื่องที่สมมติขึ้น แต่อยู่บนพื้นฐานของการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง

และท้ายที่สุด YULYA จะไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์สุดท้ายที่ได้รับรางวัลโนเบล เพราะในแขนงอื่น ๆ ทั้งเคมี ฟิสิกส์ ระบบ AI กำลังถูกใช้เพื้อค้นหาวัสดุและสารประกอบเคมีใหม่ ๆ ที่เหมาะสำหรับใช้ในแบตเตอรี่ แผงโซลาเซลล์ และอื่นๆ อีกมากมาย

และสุดท้ายมนุษย์ก็แทบไม่จำเป็นในกระบวนการวิจัยเหล่านี้อีกต่อไปเหมือนสิ่งที่ YULYA ทำ อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับความจริงหรือไม่ว่าเราได้พ่ายแพ้ให้กับพวกมันแล้ว และต้องมอบรางวัลทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่อย่างรางวัลโนเบลให้กับพวกมันนั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/what-if/2021/07/03/what-if-an-ai-wins-the-nobel-prize-for-medicine
https://www.worldquant.com/ideas/the-next-imitation-game-ai-wins-the-nobel/

เมื่อ TikTok กลายเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพที่มาแรงอันดับต้น ๆ ของคนอเมริกัน

ในยุคนี้ เราอาจจะได้เห็นญาติผู้ใหญ่ ทั้ง พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ที่มักแชร์อะไรมาแปลก ๆ โดยเฉพาะข้อมูลด้านสุขภาพ และที่น่าตกใจข้อมูลเหล่านั้นมักมาจาก TikTok

เรียกได้ว่าเป็นข้อมูลที่ซีเรียสมาก ๆ เลยทีเดียวนะครับ มันไม่ใช่แค่เกิดในประเทศไทยเท่านั้น แม้ในประเทศอย่างอเมริกาเองสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

จากการสำรวจครั้งใหญ่ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 2,000 คนโดยบริษัทบัตรส่วนลดตามใบสั่งแพทย์ CharityRx ชาวอเมริกันเกือบ 1 ใน 5 เลือกที่หาข้อมูลใน TikTok เพื่อหาคำแนะนำด้านสุขภาพ

มันกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของเรื่อง Information ในอินเทอร์เน็ตไปเสียแล้ว เมื่อ Google ถูกท้ายทายในด้านการหาข้อมูล โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ

แต่ก็ต้องบอกว่ามันเป็นปัญหาที่ซีเรียสมาก ๆ เพราะถ้าเทียบกับ Google แล้วนั้น TikTok ดูจะห่างชั้นกว่ามากในเรื่องการกลั่นกรองข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลที่ ซีเรียสมาก ๆ อย่างข้อมูลด้านสุขภาพ

การเติบโตของแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้น ทำให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่หลายคนเลือกจะเชื่อในข้อมูลเกี่ยวกับ COVID ซึ่งแทบไม่ได้รับการกลั่นกรองข้อมูลใด ๆ

ถ้าใครเล่น TikTok จะรู้ว่าข้อมูล sensitive ต่าง ๆ นั้น น้อยมาก ๆ ที่จะถูกกลั่นกรองจากแพลตฟอร์มเหล่านี้ ซึ่งไม่แปลกที่ TikTok จะขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในการกระจายข้อมูลผิด ๆ ไปทั่วโลก และด้วยเหตุผลที่ไม่กลั่นกรองนี่แหละที่ทำให้คลิปกลายเป็นไวรัลง่ายมาก ๆ และทำให้เติบโตได้เร็วมากเช่นเดียวกัน

ซึ่งการสำรวจของ CharityRx ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจหลายประการดังต่อไปนี้

  • ชาวอเมริกันจะปรึกษาอินเทอร์เน็ตก่อนปรึกษาแพทย์ โดย 65% เลือก Google , 33% เลือก Youtube และอีก 20% นั้นพึ่งพา TikTok และจำนวนทั้งหมดนี้มีถึง 33% ที่หันไปหาเหล่า influencers บนโลกออนไลน์ เพราะเข้าถึงได้ง่ายกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพตัวจริงเสียงจริง
  • ชาวอเมริกันมองหาความเกี่ยวข้องกับหัวข้อที่จะปรึกษาในตัว Influencers ในขณะที่ 55% ของชาวอเมริกันกล่าวว่าพวกเขามอง Influencers ที่มีใบรับรองทางการแพทย์ และ อีก 26% พวกเขามองแค่ความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการปรึกษา ส่วนหัวข้อยอดนิยมสามอันดับแรก ได้แก่ ความวิตกกังวล การลดน้ำหนัก และภาวะซึมเศร้า
  • แต่ก็มีข้อมูลในแง่ดีที่ว่า ชาวเมริกันส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อ Influencers โดย 89% เชื่อว่า Influencers มีส่วนทำให้เกิดข้อมูลที่ผิด และ 76% มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าพวกเขากำลังพูดอะไรอยู่ แต่ก็มีอีก 17% ของชาวอเมริกันที่เชื่อเหล่า Influencers มากกว่าแพทย์ และ 51% มีความเห็นว่าการได้รับการรับรองจากคนดังช่วยให้พวกเขาตัดสินใจซื้อยาหรืออาหารเสริมได้ง่ายขึ้น

บทสรุป

แม้ข้อมูลจากการค้นหาออนไลน์จะไม่ได้ถูกต้อง 100% นัก แต่ก็มีบางแพลตฟอร์มที่พัฒนา algorithm ของพวกเขาได้ล้ำหน้ากว่าใคร

ตัวอย่างเช่น Google หรือ Youtube ที่ถือว่ามี algorithm ในการจัดการข้อมูล sensitive เหล่านี้ได้ดีกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ

ถ้าใครเป็นสาย SEO (Search Engine Optimization) น่าจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า EAT (Expertise , Authoritativeness, Trustworthiness) ของ Google เป็นอย่างดีที่เข้ามากวาดล้างข้อมูลผิด ๆ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพไม่ให้แสดงผลในลำดับต้น ๆ ของ Google

แต่มันต่างจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ ทั้ง TikTok , Facebook หรือ Twitter ที่มีระบบการจัดการข้อมูลผิด ๆ พวกนี้น้อยมาก ๆ โดยเฉพาะข้อมูลที่มีความ Sensitive สูงอย่างข้อมูลสุขภาพ

มันก็เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงกับเทรนด์ที่เกิดขึ้น ที่คนรุ่นใหม่เริ่มใช้ TikTok หาข้อมูลแทน Google กันมากยิ่งขึ้น ซึ่งตัวแพลตฟอร์มเองมันไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับใช้ในการค้นหาข้อมูล เหมือนอย่างที่ Google ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการสร้าง Algorithm ในด้านนี้มากกว่านั่นเองครับผม

References :
https://www.semrush.com/blog/eat-and-ymyl-new-google-search-guidelines-acronyms-of-quality-content/
https://mb.com.ph/2022/04/04/google-health-2022-the-vision-of-billions-of-healthier-people/
https://www.fastcompany.com/90793427/tiktok-health-information-doctors-google

OrganEx กับความหวังใหม่ในการฟื้นชีวิตมนุษย์จากความตายโดย Yale University

เป็นอีกหนึ่งงานวิจัยที่ถูกเผยแพร่ออกมาทางวารสาร Nature ที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับ สำหรับแนวความคิดใหม่ในการหยุดการเสื่อมสภาพของเซลล์ ที่ได้ทำการทดลองกับหมูหลังจากการตายของมันภายใน 1 ชั่วโมง

เรียกได้ว่า ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมาก ๆ ในปัจจุบัน ความหวังที่ชีวิตของมนุษย์เราจะมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

เทคโนโลยีใหม่นี้จาก Yale University ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูการไหลเวียนโลหิตและซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายในหมูที่เสียชีวิตไปแล้วกว่า 1 ชั่วโมง

มันเปรียบเหมือนการต่อชีวิตให้กับมนุษย์ที่ใกล้สิ้นลม จากโรคร้ายต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ประสบความสำเร็จในการทดลองในสัตว์อย่างหมู

แน่นอนว่ามันเป็นงานวิจัยที่จะปูทางไปสู่การทำให้อวัยวะมนุษย์มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น และอยู่ในสภาพที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังสามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์และแพทย์พัฒนาวิธีการรักษาโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวายในมนุษย์ได้ด้วย ซึ่งความน่าสนใจของงานวิจัยดังกล่าวนี้คือ เป็นการให้ข้อมูลเชิงลึกว่าเซลล์มีปฏิกิริยาอย่างไรหลังจากที่ขาดออกซิเจน

ทีมงานจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Yale ใช้เครื่องควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า OrganEx เพื่อจำลองการทำงานของหัวใจและปอด โดยจะสูบฉีดสิ่งที่เรียกว่า perfusate ซึ่งเป็นของเหลวผสมของเฮโมโกลบินสังเคราะห์ ยาปฏิชีวนะ และโมเลกุล เพื่อปกป้องเซลล์และป้องกันลิ่มเลือด

ภาพประกอบของการแพร่กระจายของอวัยวะและการฟื้นฟูเซลล์ด้วยเทคโนโลยี OrganEx เลือดที่ช่วยเซลล์จะถูกส่งไปยังอวัยวะสำคัญในหนึ่งชั่วโมงหลังความตาย (CR:news.yale.edu)
ภาพประกอบของการแพร่กระจายของอวัยวะและการฟื้นฟูเซลล์ด้วยเทคโนโลยี OrganEx เลือดที่ช่วยเซลล์จะถูกส่งไปยังอวัยวะสำคัญในหนึ่งชั่วโมงหลังความตาย (CR:news.yale.edu)

กระบวนการทั้งหมดนี้ จะถูกสูบฉีดผ่านร่างกายของหมูภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่พวกมันตาย ซึ่งเซ็นเซอร์ตรวจสอบการไหลเวียนและวัดความดันภายในหลอดเลือดแดงของหมูแบบ Realtime

จากนั้นได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของ OrganEx โดยเปรียบเทียบกับหมูที่ใช้เครื่องมือแบบเดิม ๆ ที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ใช้เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจและปอดอย่างรุนแรงโดยการฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือด ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า Extracorporeal Membrane Oxygenation (ECMO)

ผลการทดลองถือว่าน่าสนใจมาก ๆ เมื่อ อวัยวะที่ได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยี OrganEx พบว่ามีอาการตกเลือด เซลล์ถูกทำลาย หรือเนื้อเยื่อบวมน้อกว่าอวัยวะที่รักษาด้วย ECMO

นักวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่าระบบสามารถซ่อมแซมการทำงานบางอย่างในเซลล์ทั่วอวัยวะสำคัญหลายส่วนที่อาจเสียชีวิตได้

ตัวอย่างเช่น เซลล์หัวใจที่ผ่านเครื่อง OrganEx มีการหดตัวอย่างไร แต่พวกเขาไม่เห็นการหดตัวแบบเดียวกันในกลุ่มที่ผ่านกระบวนการของ ECMO

“เซลล์เหล่านี้ทำงานหลายชั่วโมงทั้งที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้ และสิ่งนี้บอกเราว่าการตายของเซลล์สามารถหยุดได้ และการทำงานของเซลล์เหล่านี้สามารถฟื้นฟูได้ในอวัยวะสำคัญ ๆ หลายส่วน แม้ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงหลังการตาย” Nenad Sestan ศาสตราจารย์แห่ง Neurobiology ที่ Yale School of Medicine กล่าว

เมื่อการไหลเวียนของเลือดของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมถูกจำกัด เช่น หลังจากโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจวาย เซลล์จะตายจากการขาดออกซิเจนและสารอาหารที่มีเลือดอยู่

การทดลองเฟสแรกในหมู แต่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญมาก ๆ (CR:Wonderful Engineering)
การทดลองเฟสแรกในหมู แต่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญมาก ๆ (CR:Wonderful Engineering)

ส่งผลให้เนื้อเยื่อและอวัยวะตายไปในที่สุด หลังจากที่หัวใจหยุดเต้น อวัยวะต่าง ๆ จะเริ่มบวม หลอดเลือดจะยุบตัวและทำให้ระบบไหลเวียนต่าง ๆ พังทลาย ซึ่ง perfusate ของเหลวที่ใช้ในเทคโนโลยี OrganEx จะสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ไม่ให้จับตัวเป็นก้อนได้

Zvonimir Vrselja นักวิจัยด้านประสาทวิทยาที่ Yale School of Medicine ซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ ได้เปรียบเทียบ OrganEx กับ ECMO

เขากล่าวว่า การค้นพบดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าเซลล์ไม่ตายเร็วเท่าที่เราคาดไว้ ซึ่งเปิดโอกาสสำหรับการใช้กระบวนการบางอย่างเช่น OrganEx เพื่อบอกพวกมันว่า “อย่าเพิ่งตาย!!!”

Sam Parnia รองศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์การดูแลผู้ป่วยวิกฤติที่ New York University Grossman School of Medicine เรียกการค้นพบนี้ว่า “สิ่งที่โครตน่าทึ่ง!!”

“OrganEx สามารถรักษาอวัยวะในผู้ที่เสียชีวิตได้ หรือช่วยฟื้นคืนชีวิตจากการจมน้ำ หรือหัวใจวายได้” เขากล่าว

บทสรุป

แม้การศึกษาจะอยู่ในช่วงทดลอง แต่ก็ต้องบอกว่า มันได้เปลี่ยนความคิดของสังคมเราเกี่ยวกับความตายในเรื่องจุดจบของชีวิตอาจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าความตายเป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่สามารถรักษาได้และสามารถย้อนกลับไปได้เป็นเวลาหลายชั่วโมงหลังจากที่มันเกิดขึ้น

แม้จะดูห่างไกลจากทดลองจริงในมนุษย์แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยให้มนุษย์เรานั้นมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น

ซึ่งตอนนี้หลายๆ เทคโนโลยีก็ได้นำมาผสานกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ 3D Printing เทคโนโลยีหุ่นยนต์ หรือ การเชื่อมสมองของคอมพิวเตอร์

ในอนาคตการสูญเสียคนรักแบบฉับพลันแบบไม่ทันตั้งตัวแบบที่หลายๆ คนต้องประสบพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นจากหัวใจวาย หรือ เส้นเลือดสมองตีบ ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้น ๆ ของมนุษย์เรานั้น อาจจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ได้นั่นเองครับผม

References :
https://www.technologyreview.com/2022/08/03/1056664/repair-cells-damaged-pig-organs-death-ethics-heart-brain/
https://www.technologyreview.com/2018/04/25/240742/researchers-are-keeping-pig-brains-alive-outside-the-body/
https://www.nature.com/articles/s41586-022-05016-1
https://news.yale.edu/2022/08/03/yale-developed-technology-restores-cell-organ-function-pigs-after-death

จากโควิดสู่มะเร็ง กับความหวังครั้งใหม่ของมวลมนุษยชาติที่มีต่อเทคโนโลยี mRNA ของ BioNTech

Uğur Şahin (อูเกอร์ ชาฮิน) ยังคงปั่นจักรยานเข้ามาที่สำนักงานใหญ่ของ BioNTech เหมือนเคย แม้ตอนนี้เขาจะกลายเป็นมหาเศรษฐีคนใหม่ หลังจากช่วยพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ขายดีที่สุดในตอนนี้

แม้ว่าวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA นั้นจะมีการพัฒนาร่วมกับบริษัทยาสัญชาติอเมริกาอย่าง Pfizer แต่ก็เป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญมาก ๆ ของซาฮิน ที่ได้ช่วยชีวิตคนหลายล้านคนและนำเศรษฐกิจทั่วโลกกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนยุคก่อนโควิด-19 อีกครั้ง

นั่นเองที่ทำให้ BioNTech ของ ซาฮิน และภรรยา อุซเล็ม ทูเรซี่ (Ozlem Tureci) ได้รับเงินจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ซึ่งในขณะนี้บริษัทของเขามีทรัพย์สินประมาณ 19 พันล้านยูโร โดยคาดว่าจะมีรายรับเพิ่มขึ้นอีกเป็นพันล้านยูโร จากวัคซีนที่ยังมีการจำหน่ายแจกจ่ายไปทั่วทุกมุมโลก

ซาฮิน และ ทูเรซี่ เป็นมหาเศรษฐีที่ไม่เหมือนคนอื่น เงินก้อนใหม่ก้อนนี้เป็นทุนก้อนใหญ่ที่สำคัญมาก ๆ ต่อภารกิจของเขาในการเติมงบวิจัยให้กับแผนงานด้านมะเร็งวิทยา ความใฝ่ฝันของทั้้งคู่ ก็คือ การที่จะสามารถปรับแต่งยาให้เหมาะกับมะเร็งของผู้ป่วยแต่ละรายได้

ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้เองบริษัทกำลังดำเนินงานไปในทิศทางที่ถูกต้อง สร้างความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลก โดยการทดลองในระยะเริ่มต้น 2 ครั้งแสดงข้อมูลที่มีแนวโน้มที่ดีมาก ๆ โดยการทดลองหนึ่งเกี่ยวกับมะเร็งตับอ่อน และอีกการทดลองที่มุ่งเป้าไปที่เนื้องอกที่เป็นก้อน ซึ่งรวมถึงมะเร็งรังไข่และอัณฑะ

ซึ่งหากความใฝ่ฝันของ ซาฮิน และ ทูเรซี่ เป็นจริงได้นั้น มันจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมยาทั้งหมดไปตลอดกาล

ซาฮิน และ ทูเรซี่ กับความฝันในการสร้างวัคซีนเพื่อต่อสู้โรคมะเร็ง (CR:NU Online)
ซาฮิน และ ทูเรซี่ กับความฝันในการสร้างวัคซีนเพื่อต่อสู้โรคมะเร็ง (CR:NU Online)

หลังจากได้รับเงินจำนวนมหาศาลจากวัคซีนที่ผลิตร่วมกับบริษัทอย่าง Pfizer ทำให้ในปีนี้งบในการวิจัยและพัฒนาของ BioNTech เพิ่มสูงขึ้นสองเท่ากลายเป็น 1.5 พันล้านยูโร

ซาฮิน และ ทูเรซี่ ยังคงเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัย ที่ทำงานกับเครื่องสังเคราะห์แม่แบบ DNA ที่ใช้สร้าง messengerRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ BioNTech เป็นผู้บุกเบิก

mRNA ทำหน้าที่เป็นชุดคำสั่งสำหรับเซลล์ โดยบอกให้สร้างโปรตีนบางชนิด ซึ่งการตอบสนองต่อโรคระบาดใหญ่ได้รับการพิสูจน์เป็นครั้งแรกว่าเทคโนโลยีนี้สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงได้

mRNA ถูกนำมาใช้ในวัคซีนเพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันรับรู้และต่อสู้กับผู้บุกรุก เช่น Coronavirus Sars CoV-2 ซึ่งในอนาคต BioNTech ต้องการทำในสิ่งเดียวกันนี้เพื่อกระตุ้นการป้องกันของร่างกายเพื่อจัดการกับมะเร็ง

BioNTech ต้องการใช้ mRNA เพื่อจัดการกับโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นปัญหาด้านสุขภาพเรื่องใหญ่ของมวลมนุษยชาติในขณะนี้ โดยทำงานร่วมกับการรักษาอื่น ๆ โดย ซาฮิน เชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการผสมผสานการรักษาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน รวมถึงการบำบัดด้วยเซลล์ แอนติบอดี และวิธีอื่น ๆ ในการปรับระบบภูมิคุ้มกัน

ต้องบอกว่าก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัทอย่าง BioNTech แทบจะไม่ได้เป็นที่รู้จัก ในการทำ IPO เสนอขายหุ้นต่อสาธารณะชนครั้งแรกในปี 2019 BioNTech ระดมทุนได้เพียงแค่ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สองปีถัดมาได้กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่มีอนาคตสดใสมากที่สุดในยุโรป

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา BioNTech ได้เปิดเผยผลการศึกษาที่รวมเอา mRNA กับการบำบัดด้วย CAR-T-Cell เพื่อตั้งโปรแกรมระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยใหม่

CAR-T คือการรักษาที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับการรวมรวมและปรับเปลี่ยนเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง ซึ่งจนถึงตอนนี้มันได้ผลเฉพาะในมะเร็งเม็ดเลือดเท่านั้น

แต่นักวิทยาศาสตร์ของ BioNTech ได้สร้างตัวกระุต้น mRNA ซึ่งขยายจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกันและปรับปรุงความสามารถในการฆ่าเซลล์มะเร็งอื่นๆ ที่ทำให้มีประโยชน์ต่อการรักษามะเร็งส่วนอื่น ๆ ได้กว้างมาก

กลยุทธ์ของ BioNTech คือการลงทุนในเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายในคราวเดียวกัน ซาฮิน ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับสมาร์ทโฟน ซึ่งจะมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อเราค้นพบกับฟังก์ชันมากมายที่มันสามารททำได้มากกว่าเป็นแค่โทรศัพท์

“คุณเข้าใจดีว่ามันไม่ใช่แค่สมาร์ทโฟน แต่มันเป็นเครื่องคิดเลข มันช่วยให้คุณทำอะไรก็ได้” เขากล่าว “ซึ่งจากแพลตฟอร์มอันทรงพลังที่เรากำลังพัฒนา เราเชื่อว่าเราจะสามารถให้บริการโซลูชั่นที่แตกต่างกันมากมายสำหรับโรคต่าง ๆ ได้”

BioNTech มองว่าบริษัทของพวกเขาเปรียบดั่งวิศวกรของระบบภูมิคุ้มกัน นอกเหนือจากโรคมะเร็งและโรคติดเชื้อ ซึ่งบริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง

บริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ COVID-19 (CR:News-Medical)
บริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ COVID-19 (CR:News-Medical)

พวกเขายังวางแผนที่จะจัดการกับภาวะภูมิต้านทานตนเองและเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหายหรือเป็นโรค โดยรวมแล้ว บริษัทได้ดำเนินการทดสอบระยะเริ่มต้น 19 รายการและโปรแกรมพรีคลินิก 12 โปรแกรม

สำหรับโครงการด้านมะเร็งวิทยาทางคลินิกชั้นสูงสุดของ BioNTech สำหรับวัคซีนมะเร็ง โดยวัคซีนเหล่านี้ไม่ได้ป้องกันผู้รับจากการเป็นมะเร็ง ซึ่งต่างจากวัคซีนทั่วไป แต่ใช้เป็นการรักษาเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายเซลล์ที่กลายพันธุ์

แต่ก็ต้องบอกว่า BioNTech ไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่คิดการณ์ใหญ่ในเรื่องโรคมะเร็ง มีความพยายามในการสร้างวัคซีนหลายครั้งและประสบความล้มเหลวไปก่อนหน้านี้แล้ว

ปัญหาหนึ่งเกิดจากการที่การรักษาถูกนำมาใช้สายเกินไป การรักษาแบบใหม่จะถูกทดลองก่อนในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาตัวก่อน ๆ และมักจะเป็นมะเร็งระในยะท้าย ๆ ซึ่งมันมีโอกาสมากกว่าในการรักษาในมะเร็งระยะแรก ๆ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยแข็งแกร่งขึ้น

ซาฮิน มองว่าบริษัทของเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคสำคัญบางอย่างแล้ว และข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าวัคซีนมะเร็ง mRNA สามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยรายงานไว้สำหรับวัคซีนมะเร็งทั่วไปหลายร้อยเท่า

แต่เช่นเดียวกับความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ BioNTech จะเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นก็คือนวัตกรรมใหม่ของพวกเขากำลังเข้าไปขวางทางธุรกิจยาที่มีมูลค่าและผลประโยชน์จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็ง

และที่สำคัญมันไม่เหมือนกับเคสของวัคซีนโควิด-19 ที่เป็นวาระเร่งด่วนฉุกเฉินของโลกทำให้ลดระยะเวลาในการพัฒนาไปมาก ซึ่งปรกตินั้นจะต้องฝ่าด่านหน่วยงานกำกับดูแลที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งต้องมีการใช้เวลาทดลองหลายปี ถึงจะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติให้ขายหรือใช้งานจริง ซึ่งเมื่อนำมันออกสู่ตลาดจริง เทคโนโลยีนั้นก็จะล้าสมัยไปแล้วนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/12ef99d4-063a-4a45-ae4d-e8115a9c3bb1
https://www.forbes.com/sites/roberthart/2022/04/11/mrna-cancer-treatment-covid-vaccine-giant-biontech-touts-promising-early-data
https://www.fiercebiotech.com/clinical-data/biontech-touts-early-data-roche-partnered-cancer-combo-hinting-it-could-dent-prostate
https://www.theatlantic.com/ideas/archive/2021/10/mrna-vaccines-cure-cancer-biontech/620383/

ข้อมูลจาก Wearable Devices กำลังเปลี่ยนแปลงการเฝ้าระวังโรคและการวิจัยทางการแพทย์ครั้งสำคัญ

เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างมีความน่าสนใจเลยทีเดียวนะครับ สำหรับการศึกษาใหม่จากโครงการ Corona Data Donation ที่จัดขึ้นโดยสถาบัน Robert Koch ในประเทศเยอรมนี ในเรื่องการแบ่งปันข้อมูลจากเครื่องติดตามการออกกำลังกายที่กำลังกลายเป็นประแสฮิตไปทั่วโลกในขณะนี้

ข้อมูลเหล่านี้ ถือว่ามีค่าต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมาก โดยโครงการนี้ ได้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500,000 คน รวมถึงอีกกว่า 30,000 รายที่ลงทะเบียนในโครงการที่มีชื่อว่า Detect ซึ่งเป็นการศึกษาโดยสถาบันวิจัย Scripps ในแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งหากเรามองถึงการเฝ้าระวังโรคจริง ๆ ตัวบ่งชี้ที่สำคัญก็คือเรื่องของอาการไข้ ซึ่งมันเป็นสัญญาณบ่งชี้การติดเชื้อโดยตรง แต่อุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ นั้น ไม่ได้วัดอุณหภูมิ เนื่องจากการอ่านค่าที่แม่นยำทำได้ยาก

ดังนั้นจึงได้มีการวัดส่วนอื่น ๆ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การนอน กิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งโดยปรกติ อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก จะอยู่ระหว่าง 50 ถึง 100 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อร่างการมีการต่อสู้กับการติดเชื้อ อัตราการเต้นจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จากอุปกรณ์สวมใส่ที่สามารถวัดได้ อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มสูงขึ้น สี่วันก่อนที่ผู้คนจะรู้สึกถึงอาการใด ๆ จะมีหนึ่งรายสามารถตรวจพบผู้ป่วย COVID ได้ จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพัก

เมื่อคนเยอรมันนอนหลับน้อยลง

เมื่อได้ Data ขนาดมหึมา จากโครงการ ทางทีมงานก็ได้ค้นพบสิ่งลึกลับเกี่ยวกับชาวเยอรมันแทบจะทั่วพื้นที่ทั้งประเทศมีการนอนหลับน้อยลงในปี 2022 เมื่อเทียบกับปี 2020 และอัตราการเต้นหัวใจขณะพักของคนในประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่เป็นภาพสะท้อนที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือ ช่วงล็อคดาวน์นั้น ทำให้น้ำหนักของผู้คนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ แต่คำตอบนั้นก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือ ข้อมูลจาอุปกรณ์สวมใหส่เหล่านี้ เป็นตัวสร้างคำถาม ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพของผู้คน

นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของข้อมูล แต่หากมีข้อมูลมากกว่านี้ เราอาจจะได้เห็นอะไรที่เซอร์ไพรซ์มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของประชากรในประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือ ข้อมูลจากทั่วทั้งทวีป หรือ ทั่วโลกเลยก็เป็นได้

ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือนักวิจัยด้านสุขภาพ

ที่สำคัญที่สุด อุปกรณ์เฝ้าติดตามผู้ป่วย ช่วยให้นักวิจัยทางการแพทย์ได้เห็นว่าผู้ป่วยประสบกับโรคอย่างไร ตัวอย่างเช่น การทดสอบระบบหัวใจและหลอดเลือดและสมรรถภาพทางร่างกายที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ “การเดินทดสอบ 6 นาที”

การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)
การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)

ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ง่ายขึ้นด้วย fitness tracking ต่าง ๆ ซึ่งบางตัวก็ได้รวมเอาการทดสอบเหล่านี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างเช่น Apple Watch จะทำการประมาณโดยใช้ตัววัดหลายตัวจากเซ็นเซอร์ที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมปกติของผู้ใช้เป็นระยะเวลานาน เพื่อความแม่นยำของอัลกอริธึม

Andy Coravos จาก HumanFirst ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยให้บริษัทยาปรับใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเหล่านี้ในการตรวจสอบผู้เข้าร่วมการทดลองที่บ้าน

ตัวอย่างของโรคกล้ามเนื้อเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่ทำลายกล้ามเนื้อ ผลลัพธ์หลักโดยทั่วไปสำหรับยาที่พัฒนาขึ้นสำหรับโรคนี้คือการทดสอบเดิน 6 นาที และการทดสอบการปีนสี่ขั้น แต่ผู้ป่วย 60% ต้องนั่งรถเข็น ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบเหล่านีได้ แต่การใช้ปลอกแขนที่ติดตามการเคลื่อนไหวของร่างการส่วนบนทำให้พวกเขาสามารถทดลองผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ยาได้

บทสรุป

ตอนนี้ได้กลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้น ที่เหล่า App ต่าง ๆ ที่ใช้กับอุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้เล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน ในแนว Gamification เพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้กับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

ซึ่งปัจจุบัน เครื่องติดตามสุขภาพและฟิตเนสที่สวมใส่ได้เหล่านี้ สามารถเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนพยายามรักษาสุขภาพและบรรเทาความเจ็บป่วย วิธีที่แพทย์ดูแลพวกเขา และวิธีการช่วยเหลือด้านสุขภาพ

การดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลเหล่านี้จะทำให้การรักษาในอนาคตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการมีเครื่องมือแบบอัตโนมัติเหล่านี้ และนวัตกรรมที่สามารถตรวจสิ่งต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ช่วยผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังจากโรคต่าง ๆ สามารถปรับปรุงการรักษาและให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นได้

ประมาณหนึ่งในสามของการเสียชีวิตทั่วโลกนั้นมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ และมากกว่าสามในสี่ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

แต่ในอนาคต ด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีราคาลดลงไปมาก ก็จะสามารถทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของโลกเข้าถึงมันได้ และท้ายที่สุดนวัตกรรมเหล่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการยืดอายุชีวิตของมนุษย์เราให้ยืนยาวขึ้นได้นั่นเองครับผม

References :
https://econ.st/3M8vlw8
https://www.medicaldevice-network.com/comment/wearable-technology-in-healthcare-what-are-the-leading-tech-themes-driving-change/
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Advanced_Six_Minute_Walk_Test_(6MWT).jpg