เมื่อสถิติบอกว่า แนวโน้ม มลพิษทางอากาศของกรุงเทพกำลังลดลง

ขึ้นหัวข้อมาคิดว่าหลาย ๆ คนอาจจะงงกับหัวข้อที่ผมจะเขียนในวันนี้ เมื่อพิจารณาจากปัญหามลพิษทางอากาศ PM 2.5 ที่กำลังโจมตีกรุงเทพของเราอย่างหนัก และมีรายงานข่าวมาอย่างต่อเนื่องถึงวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ซึ่งเรียกได้ว่ามีการโหมกระแสกันอย่างต่อเนื่องสำหรับปัญหา PM 2.5 ในประเทศไทย ที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับการแก้ไขเสียทางจากทุกภาคส่วน และดูปัญหามันจะทวีความรุนแรงยิ่ง ๆ ขึ้น

แต่วันนี้ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจอย่างนึงที่ถือเป็นข้อมูลในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่น่าสนใจมาก ๆ ซึ่งนั่นก็คือ ค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM2.5 ของเมืองหลวงของประเทศไทย ในปี 2017 – 2018 นั้นบอกอะไรเราได้บ้าง?

คราวนี้เราลองมาไล่ดูกันว่า ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงมันมาจากไหนกันแน่ ซึ่งเมื่อลองมองดูเมืองที่มีมลพิษเฉลี่ยมากที่สุด เรียกได้ว่า อากาศแย่สุด ๆ ของเมืองไทยนั้น คือ เมืองสมุทรสาคร (ข้อมูล chart จาก references ด้านล่าง)

และเมื่อเทียบกับอันดับต้น ๆ จาก chart จะพบว่า ล้วนเป็นเมืองที่เป็นฐานการผลิตของอุตสากรรมแทบจะทั้งสิ้น ซึ่งคล้าย ๆ กับ สมุทรสาคร ที่ติดอันดับที่ 223 ด้วยความที่มีโรงงานจำนวนมากและปล่อยมลพิษออกมาเป็นจำนวนมากซึ่งมันไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเป็นเมืองที่อากาศแย่ที่สุดในไทยโดยเฉลี่ย

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงความสัมพันธ์ของเขตอุตสาหกรรมกับปัญหา PM 2.5 นั้น ก็คือเมืองในแถบยุโรปตะวันออกที่เป็นฐานการผลิตแหล่งใหญ่ของยุโรป ตัวอย่างเช่น เมือง dolni lutyne ของสาธารณรัฐ เชก ที่เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ติดอันดับมลพิษสูงในระดับต้น ๆ ของยุโรป เช่นเดียวกับหลาย ๆ เมืองในประเทศจีน อินเดีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เห็นความสัมพันธ์ว่าเมืองใดที่มีปัญหามลพิษทางอากาศสูงนั้นจะเป็นเมืองที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมแทบจะทั้งสิ้น

ส่วนไทยนั้น ก็จะเห็นได้ชัดว่าเมืองที่ติดอันดับต้น ๆ นั้น เป็นเมืองอุตสาหกรรมทั้งนั้น ไมว่าจะเป็น สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี หรือ นครราชสีมาที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทย

กรุงเทพที่มาอันดับ 498 ใกล้เคียงกับ Modena ของ Italy
กรุงเทพที่มาอันดับ 498 ใกล้เคียงกับ Modena ของ Italy

ส่วนกรุงเทพ เมื่อมามองตัวเลขโดยเฉลี่ย กลายเป็นเมืองที่อากาศดีเลยด้วยซ้ำ หากคิดโดยเฉลี่ยในเมื่อเทียบกับเมืองต่าง ๆ ทั่วเอเชีย มลพิษของกรุงเทพยังใกล้เคียง เมืองในประเทศยุโรปอย่าง Modena ของประเทศ อิตาลี เ หากมาคิดค่าเฉลี่ยจริง ๆ เพราะติดอันดับที่ 498 โน่นเลย สำหรับกรุงเทพ

เราไม่ควรมองจีนเป็น Role Model ในการแก้ปัญหาเรื่อง PM2.5

จะเห็นได้ชัดเจนว่าจาก chart ในตัวอย่างท้ายบทความนั้น พบว่า จีนติดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกใน 400 อันดับแรก เรียกได้ว่า จีน ครองอันดับไปกว่าครึ่ง รวมถึงอินเดียเองด้วย

และปัญหานี้ มันไม่ได้เพิ่งเกิด มันเกิดมานานแล้ว และตอนนี้ จีน ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ และดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นตามการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศจีน

เราจะเห็นข่าวการจะแก้ไขปัญหานี้ของจีน ตั้งแต่การจัด olympic ปี 2008 แล้ว ที่จีนคิดจะแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ก็แก้ไม่ได้สามารถซึ่งเมื่อเราพิจารณษข้อมูล AQI แบบ Realtime ในปัจจุบัน ในประเทศจีน ระดับของมลพิษนั้นสูงกว่าไทยเยอะมาก และอยู่ในระดับร้ายแรงเลยด้วยซ้ำในบางเมือง ซึ่งถือเป็นระดับที่อันตรายมาก ๆ

จีนที่ปัญหามลพิษเลวร้ายขั้นสุด ที่ยังไม่มีวี่แววแก้ปัญหานี้ได้เลย
จีนที่ปัญหามลพิษเลวร้ายขั้นสุด ที่ยังไม่มีวี่แววแก้ปัญหานี้ได้เลย

ซึ่งสาเหตุหลักก็แน่นอนว่า จีนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ทำให้ตอนนี้แทบจะกลายเป็นโรงงานของโลก ซึ่งแน่นอนว่าจีนต้องแลกกับมลพิษทางอากาศอย่างที่เราได้เห็น ซึ่งหากจีนยังต้องการเติบโตในระดับนี้ต่อไป ปัญหามลพิษของจีนก็ดูเหมือนไม่มีวี่แววที่จะแก้ไขได้ในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน ยกเว้นข่าว PR ที่เราเห็นออกมาจากหน้าสื่อที่เหมือนว่าเขาแก้ปัญหานี้ได้

การแก้ปัญหาที่ถูกจุดที่สุด

แน่นอนว่าแทนที่จะเดินรอยตามประเทศจีน เหมือนที่หลาย ๆ สื่อหลายช่องทางพยายามนำเสนอ ประเทศเราควรที่จะเดินตามรอยประเทศที่แก้ปัญหานี้สำเร็จไปแล้ว ดูจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผลกว่า นั่นก็คือ ประเทศอเมริกา , ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น

ถ้าดูจากสีจะพบว่าประเทศที่ไม่มีปัญหานี้จริง ๆ คือ อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรีย มากกว่าจะเป็นจีน
ถ้าดูจากแผนที่โลกจะพบว่าประเทศที่แทบจะไม่มีปัญหานี้จริง ๆ คือ อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น มากกว่าจะเป็นจีน

แน่นอนว่าผมเป็นอีกหนึ่งคนที่เห็นด้วยว่ารัฐบาลควรจะมีนโยบายจัดการเรื่องนี้ออกมาเพราะปัญหามันดูไม่มีทีท่าว่าจะแก้ได้ในเร็ววัน แต่ผมมองว่ามันคงเป็นการแก้ไขปัญหาได้แค่ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงเท่านั้น

ซึ่งตัวเลขค่ามลพิษที่สูงมากในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง อย่างที่เราเจอในตอนนี้นั้น ก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และ มันก็เกิดจากหลายปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟป่า เรื่องของมลพิษของรถยนต์ หรือ เรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย และที่สำคัญมันอาจจะไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราสร้างมาเอง 100% เช่น การเผาไฟในกัมพูชา อาจจะส่งผลกระทบต่อมลพิษในไทยได้เช่นกัน หรือ การเผาป่าในอินโดนีเซีย ที่ทำให้ภาคใต้ของเรารับมลพิษเข้าไปเต็ม ๆ อย่างที่เราเห็นกันในทุกปีนั่นเอง เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคล เฉพาะประเทศ แต่มันเป็นปัญหาร่วมกันของคนทั้งโลกต่างหาก

ซึ่งตัวเลขค่าเฉลี่ยตลอดปีจากข้อมูลที่ผมได้เสนอในบทความนี้นั้น แม้มันจะเป็นช่วงปี 2017-2018 ก็ตาม แต่มันก็เป็นข้อมูลอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมันได้บอกถึง ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงว่า มลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นบนโลกนั้น มันเกิดจากอะไรกันแน่ ซึ่งจากตัวเลขเฉลี่ย อย่างที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ก็พอจะเป็นหลักฐานเพียงพอที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งอุตสาหกรรม กับ ปัญหามลพิษทางอากาศ

แน่นอนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ มันต้องแลกกับ มลพิษที่เพิ่มขึ้นอย่างที่จีนทำ ทางแก้ของอเมริกา , ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ก็คือ ย้ายฐานการผลิตมาต่างประเทศให้หมด โดยเฉพาะประเทศที่อ้าแขนรับมากที่สุดนั่นก็คือประเทศจีนนั่นเอง สุดท้ายมันเลยมาสร้างมลพิษที่จีนแทน เป็นการจบปัญหาจากประเทศต้นทางได้สำเร็จ

ซึ่งหากไทยคิดจะแก้ปัญหานี้จริง ๆ จัง ๆ ก็คงต้องนำอุตสาหกรรมของไทย ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือ ไปให้ไกล ๆ จากประเทศไทยน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกจุดที่สุดในการแก้ปัญหาเรื่อง PM2.5 ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่แน่นอนว่า มันคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรายังอาศัยอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นเครื่องจักรที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศอยู่ แต่สุดท้าย วิธีการนี้ มันก็เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดที่สุด และเด็ดขาดที่สุด เหมือนที่ อเมริกา , ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ทำได้สำเร็จนั่นเองครับ

References : https://www.airvisual.com/world-most-polluted-cities?page=1&perPage=50&cities=&fbclid=IwAR2XjgxabjHcTw51r0tsZP9denj0xMhelQgtekklbg3ocVqOUvCIeJrYLno

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

DNANudge กับ wristband แนะนำการกินเพื่อสุขภาพตาม DNA ของคุณ

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน คุณสามารถใช้ประโยชน์จากรหัสทางพันธุกรรม หรือ DNA เพื่อช่วยให้เข้าใจว่าคุณได้รับผลกระทบจากสิ่งที่คุณกินไปและการเลือกรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณเพื่อปรับปรุงสุขภาพของคุณได้ 

และนั่นคือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง DnaNudge บริษัท ที่มีวิธีการที่น่าสนใจและใช้เทคโนโลยีระดับสูง แต่ทำให้มันใช้งานง่ายอย่างน่าประหลาดใจ ที่จะทำให้แน่ใจว่าสิ่งที่คุณรับประทานเข้าไปในร่างกายของคุณนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพคุณ

วิธีการทำงานและขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดก็คือ : ให้ DnaNudge เก็บตัวอย่าง DNA ของคุณ ซึ่งทำได้สองวิธี: หนึ่งไปที่ร้านเรือธงของ บริษัท ใน Covent Garden ในลอนดอน หรือขอชุดทดสอบที่บ้านแล้วทางบริษัทจะส่งไปทางไปรษณีย์ 

หากคุณไปที่ร้านค้าเรือธงของ DnaNudge การทดสอบจะดำเนินการโดยใช้เครื่องที่ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบ DNA ของคุณที่จะเน้นเฉพาะส่วนที่ได้รับผลกระทบจากโภชนาการเท่านั้น  และทำการส่ง DNA ของคุณไปยังเครื่องตรวจสอบ ใช้เวลาราว ๆ 40 นาที รหัสพันธุกรรมของคุณจะถูกสกัดและวิเคราะห์ ซึ่งหลังจากนั้นก็พร้อมที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณ

เครื่องวิเคราะห์ DNA ของ DNANudge
เครื่องวิเคราะห์ DNA ของ DNANudge

จากนั้นรหัสจะถูกโหลดลงใน wristband ขนาดเล็กที่สามารถสวมใส่บนข้อมือของคุณและเตรียมไว้สำหรับการใช้งานในแอปมือถือของบริษัท  DnaNudge จะใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมจาก DNA ของคุณเพื่อตรวจสอบว่าคุณมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นแอปจะบอกคุณว่าคุณต้องระวังอะไรที่คุณจะรับประทานเข้าไป

ซึ่งแน่นอนว่ารูปแบบดังกล่าวมันทำให้ง่ายต่อการเข้าใจ และใช้งานได้อย่างง่ายดาย หากอาหารที่มีโซเดียมมาก ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือสูงจะปรากฏเป็นสีแดง แต่หากร่างกายของคุณสามารถรับมือกับปริมาณโซเดียมได้มากขึ้นมันจะแสดงเป็นสีเขียว ส่วนหากแสดงสีอำพันแสดงว่าจำเป็นต้องมีการดูแลอย่างระมัดระวัง 

โดย App จะมีการวิเคราะห์ทุกอย่างตั้งแต่เกลือ , คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ไปจนถึงปริมาณคาเฟอีน และเนื่องจากเป็นข้อมูลส่วนตัวแทบจะทั้งหมด คุณจะได้รับคำแนะนำส่วนตัวโดยไม่ต้องลองผิดลองถูกอีกต่อไป โดยตัว wristband จะใช้เป็น Fitness Tracker ได้ ดังนั้นแอปสามารถประเมินว่าคุณมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างไรในระหว่างวัน และข้อมูลเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งที่แอปพลิเคชั่นจะแนะนำให้กับคุณ

ผู้ร่วมก่อตั้ง DnaNudge Dr. Maria Karvela ซึ่งได้กล่าวในงาน CES 2020 ว่า DNA ได้รับการศึกษามานาน 70 ปี  มันเป็นเรื่องยากกว่าที่จะพัฒนาส่วนที่น่าสนใจที่สุดของคุณสมบัติของ DnaNudge นั่นก็คือ ฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์อาหารกว่าครึ่งล้าน ที่คุณสามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายของชำ หรือ ซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป

นี่เป็นสิ่งสำคัญในการทำให้ DnaNudge มีประโยชน์ เมื่อคุณไปช็อปปิ้งคุณสามารถ สแกนบาร์โค้ดบนผลิตภัณฑ์ที่คุณต้องการซื้อโดยใช้สแกนเนอร์ในแอปมือถือหรือในสายรัดข้อมือ (wristband) และจากนั้นแอปก็จะแสดงรูปแบบง่าย ๆ คือ icon ที่แสดงการยกนิ้วให้ การยกนิ้วสีเขียวหมายความว่ามันเข้ากันได้กับร่างกายของคุณ และการยกนิ้วลงสีแดงบ่งบอกว่ามันไม่เหมาะกับร่างกายของคุณ ทำให้การเลือกรับประทานอาหารอย่างชาญฉลาดกลายเป็นเรื่องง่ายนั่นเอง

สแกนบาร์โค้ด และรับคำแนะนำผ่านแอป
สแกนบาร์โค้ด และรับคำแนะนำผ่านแอป

ขั้นตอนการสแกนและการจดจำผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีในการสาธิตของบริษัท และคำแนะนำนั้นถูกแสดงไว้อย่างชัดเจนบนหน้าจอแอป ซึ่งหากคุณสแกนโดยใช้สายรัดข้อมือไฟ LED จะแสดงเป็นสีแดงหรือสีเขียวเพื่อให้คำแนะนำคุณโดยไม่ต้องดูโทรศัพท์ของคุณก็ได้ 

และเมื่อคุณดูที่แอปคุณจะได้รับรายละเอียดทางโภชนาการรวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางเลือกหากผลิตภัณฑ์ที่เลือกได้รับการยกนิ้ว 

ต้องบอกว่า DnaNudge นั้นมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงหรือแม้กระทั่งการช่วยชีวิตคุณได้ แม้มันไม่ได้เป็นวิธีแก้ไขที่รวดเร็ว แต่มันทำงานได้ทุกอย่างโดยใช้ DNA ผ่านกิจกรรมของคุณ และการเลือกอาหารของคุณ 

มันเป็นการให้ความรู้และแนะนำและที่สำคัญคือเป็นการมุ่งเน้นไปที่การป้องกัน  ร่วมกับทางเลือกการดำเนินชีวิตแบบอื่น ๆ เพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดของคุณ มันสามารถช่วยให้บรรลุการลดน้ำหนักหรือเป้าหมายสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มุ่งเน้นไปที่การแนะนำ การดูแลสุขภาพ โดยใช้พื้่นฐานจาก DNA
มุ่งเน้นไปที่การแนะนำ การดูแลสุขภาพ โดยใช้พื้่นฐานจาก DNA

แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนและ DnaNudge จำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่องหากต้องการที่จะเห็นผลอย่างชัดเจน  โดยคำแนะนำของแอปนั้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น กิจกรรมที่คุณทำในระหว่างวัน 

และเนื่องจาก DnaNudge นั้นถือเป็นนวัตกรรมที่เป็นเรื่องใหม่ จึงยังไม่มีตัวอย่างที่เผยแพร่ออกมาว่ามีส่วนช่วยเหลือผู้คนได้อย่างไร รวมถึงการทดลองทางคลินิก ที่มีการดำเนินการในสหราชอาณาจักร ซึ่งในท้ายที่สุด DnaNudge ตั้งใจที่จะเผยแพร่ผลเมื่อการทดลองเหล่านี้เสร็จสมบูรณ์

ปัจจุบัน DnaNudge มีให้บริการในสหราชอาณาจักรและกำลังจะเข้าถึงสหรัฐอเมริกาในเร็ว ๆ นี้ การทดสอบ DNA และสายรัดข้อมือมีราคา 120 ปอนด์ หรือประมาณ 160 เหรียญ และที่สำคัญจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องอีก 

ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่สำคัญส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักรได้รับการบรรจุลงไปยังฐานของมูลของแอปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงผลิตภัณฑ์ในสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน และทางบริษัทก็มีการปรับปรุงฐานข้อมูลอยู่เสมอ เพื่ออัพเดทข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กับลูกค้ามากที่สุดในอนาคตนั่นเอง

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ถือเป็นข่าวดังในประเทศไทยเลยทีเดียวสำหรับ DnaNudge ที่ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย อย่าง คุณทักษิณ ชินวัตร นั้นเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนหลักของบริษัทดังกล่าว

ต้องบอกว่าตลาดของ Fitness Tracker แบบเดิม ๆ ที่เราเห็น กำลังเข้าสู่ภาวะตลาด Red Ocean คือมีการแข่งขันกันดุเดือด และ ทำให้ราคาถูกกดลงมาเหลือต่ำมาก ๆ โดยเหล่าผู้ผลิตชาวจีน ที่เราเห็นในเว๊บไซต์ออนไลน์ทั่วไป

การเข้าสู่ตลาดใหม่ที่ยังมีช่องว่างทางการตลาดที่มหาศาล อย่างที่ DnaNudge กำลังทำนั้นถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะ เป็นการแนะนำข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะบุคคล เพราะมีการอ้างอิงจากข้อมูลของ DNA ของผู้ใช้งานเข้ามาเกี่ยวข้อง

ถือเป็นการฉีกตลาดที่น่าสนใจ กับการแสวงหาตลาดใหม่ ๆ ของ trend รักสุขภาพที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งหาก DnaNudge สามารถที่จะเข้ามาแย่งชิงตลาดใหม่นี้ได้ก่อนใคร ก็จะถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ และสามารถโกยเงินได้ก่อน อย่างที่ Fitbit เคยทำสำเร็จมาแล้วกับตลาด Fitness Tracker เดิมนั่นเองครับ

References : https://www.digitaltrends.com/wearables/dnanudge-dna-shopping-ces2020/ https://thespoon.tech/dnanudge-guides-your-grocery-shopping-based-off-of-your-dna/ https://www.msn.com/en-us/news/technology/dnanudge-wristband-tells-you-what-you-should-and-shouldnt-eat/ar-BBYG0iu

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

No สน No care เมื่อจีนยืนยันการแจ้งเกิดของเด็กทารกที่มีการตัดต่อยีนคนที่สาม

ในวันจันทร์สำนักข่าวซินหัว ของรัฐจีน  รายงานว่า He Jiankui นักวิจัยที่รับผิดชอบในการสร้างทารกที่ถูกแก้ไขยีนตัวคนแรกของโลกถูกตัดสินให้ติดคุกเป็นเวลาสามปีในข้อหาการตัดต่อยีนที่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย

เนื่องจากจีนถูกประณามว่า He Jiankui ทำการวิจัยในทารกคนที่สามเกือบจะในทันทีหลังจากที่เขาประกาศการเกิดของทารกฝาแฝดคู่แรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันน่าแปลกใจที่ว่าเขาได้ถูกลงโทษจากการทดลองที่ขัดแย้งกันของเขานั่นเอง

แต่ในรายงานล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว ได้กลายเป็นข่าวใหม่ขึ้นมาว่า : ทารกที่มีการตัดต่อยีนคนที่สามได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศจีน

ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายน 2018 เมื่อ He Jiankui ได้ทำการทดลองสร้างฝาแฝดที่มีการตัดต่อยีนครั้งแรก He Jiankui ยังปล่อยให้ผู้หญิงอีกคนที่กำลังตั้งครรภ์พร้อมกับตัวอ่อนที่มีการแก้ไขยีนเพิ่มเติมอีกด้วย

ในเดือนมกราคม วิลเลียม เฮอร์ลบุต นักจริยธรรมทางชีวภาพของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดบอกสำนักข่าว Agence France-Presse ว่าเขาได้พูดคุยกับ He Jiankui เกี่ยวกับทารกที่มีการตัดต่อยีนคนที่สาม โดย He Jiankui กล่าวว่า ผู้หญิงคนดังกล่าวที่ตั้งครรภ์ได้ราว ๆ 12 ถึง 14 สัปดาห์ในเวลานั้น ทำให้เธอมีกำหนดคลอดประมาณเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม ในปี 2019

แต่เมื่อถึงเดือน กรกฎาคม กลับไม่มีข่าวเกี่ยวกับทารกที่มีการแก้ไขยีนครั้งที่สามแต่อย่างใด – แต่ตอนนี้จีนได้ยืนยันการถือกำหนดของทารกที่ถูกแก้ไขยีนครั้งที่สามอย่างเงียบ ๆ โดย สำนักข่าว ซินหัว 

โดยในรายงานดังกล่าวไม่รวมถึงข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับเด็ก เราไม่ทราบเพศ สถานะทางด้านสุขภาพของเด็ก หรือมีการเกิดภาวะแทรกซ้อนใด ๆ ขึ้นบ้าง หรือแม้กระทั่งทารกคนดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?

แต่เรารู้ว่าเด็กคนนี้เกิดมาซึ่งหมายความว่าในตอนนี้โลกเราไม่ได้มีมนุษย์ที่เกิดจากกาตัดต่อยีนเพียงแค่สองคน แต่ตอนนี้มีมนุษย์สามคนที่ถุกดัดแปลงพันธุกรรม ได้เกิดขึ้นมาในโลกของเราแล้วนั่นเอง

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ต้องบอกว่าเทคโนโลยีทางด้านการตัดต่อยีนนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก แม้งานวิจัยเรื่อง CRISPR นั้นจะออกมาหลายปีแล้ว แต่ ตอนนี้ยังติดปัญหาในเรื่องข้อกฏหมาย หรือ แม้กระทั่งเรื่องทางด้านจริยธรรมที่ไม่สามารถนำมาใช้จริงกับมนุษย์ได้

แต่จากข่าวนี้เราจะได้เห็นถึงการที่นักวิจัยจากจีน ได้ทำการทดลองสร้างมนุษย์ที่มีการตัดต่อยีนออกมาสู่โลกเราได้สำเร็จแล้วถึง 3 รายนั้น แม้นักวิจัยคนดังกล่าวจะถูกตัดสินลงโทษไปแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ในการนำงานวิจัยดักล่าวมาสร้างมนุษย์ที่เปรียบเสมือนมนุษย์กลายพันธุ์ได้สำเร็จจริง ๆ

ซึ่งหากจินตนาการแบบเลวร้ายที่สุดว่า หากเทคโนโลยีดังกล่าวนั้น ตกไปอยู่กับกลุ่มผู้ก่อการร้าย หรือ ผู้ไม่หวังดีต่อโลกเราขึ้นมาจริง ๆ หากในอนาคตเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถพัฒนามนุษย์นักรบที่กลายพันธุ์ และมีความแข่งแกร่งเหนือมนุษย์ขึ้นมาได้จริง ๆ ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา

และสงครามครั้งใหม่หากเกิดขึ้นจริง มันก็ยากจะมองถึงเรื่องจริยธรรมหรือกฏหมายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เหมือนที่เราเคยเห็นในสงครามโลกครั้งที่สองมีการนำเอาแก๊สพิษมาใช้ในสงคราม ซึ่งแน่นอนว่า เทคโนโลยีอย่าง CRISPR เอง ก็มีโอกาสนำมาใช้ได้เช่นกัน หากอยู่ในภาวะสงครามจริง ๆ ซึ่งตอนนั้นเรื่องจริยธรรม หรือ กฏหมายคงเป็นเรื่องรอง เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการเอาชนะนั่นเองครับ

References : https://futurism.com/neoscope/china-confirms-birth-third-gene-edited-baby

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

งานวิจัยใหม่ของ MIT ที่ทำให้สามารถมองเห็นอวัยวะภายในของคุณได้จากระยะไกล

นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาระบบเลเซอร์แบบใหม่ที่สามารถตรวจสอบภายในร่างกายมนุษย์ได้เช่นเดียวกับเครื่องมือทางการแพทย์อย่างอัลตร้าซาวด์ แต่มันสามารถทำได้จากระยะไกล

ระบบสามารถสร้างภาพขึ้นมาได้อย่างถูกต้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของคน โดยสามารถฉายภาพในระดับความลึกประมาณหกเซนติเมตรตามที่แถลงข่าวจาก MIT แม้ว่าอาจจะดูเหมือนไม่มากนัก แต่ก็ถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาที่พบในการสแกนอัลตร้าซาวด์เนื่องจากบางครั้งนั้น การใช้อัลตร้าซาวด์แบบเดิม ๆ นั้นอาจจะทำให้เกิดความแปรปรวนในการอ่านผลของแพทย์ได้

ซึ่งระบบที่ได้อธิบายในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Light: Science & Applications เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาโดยจะมีการใช้เลเซอร์สองเครื่อง: อันแรกคือการสร้างคลื่นเสียงที่กระทบไปมาภายในร่างกายของผู้ป่วย

แม้ในเรื่องของความถูกต้องของข้อมูลที่ได้นั้นถือว่ายังไม่ใกล้เคียงกับเครื่องอัลตราซาวนด์ของจริง ตามรายงานของ Gizmodo แต่ต้องบอกว่า ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่ว่าระบบเลเซอร์ดังกล่าวสามารถมองเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วยได้จากระยะไกลโดยไม่ต้องทำการฉายเลเซอร์เข้าไปที่ผิวหนังหรือดวงตาของพวกเขา ซึ่งเป็นขั้นตอนทางการแพทย์ที่สำคัญในอนาคตที่จะไม่กระทบต่อผู้ป่วยได้นั่นเอง

“ เราอยู่ที่จุดเริ่มต้นของสิ่งที่เราสามารถทำได้ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์แบบเลเซอร์” วิศวกรของ MIT Anthony Brian กล่าวในการแถลงข่าว “ ลองจินตนาการว่าเราไปถึงจุดที่เราสามารถทำทุกอย่างด้วยอัลตร้าซาวด์ได้แล้ว แต่สำหรับการมองข้อมูลเหล่านี้จากระยะไกล นี่ถือเป็นวิธีใหม่ในการมองอวัยวะภายในร่างกายและกำหนดคุณสมบัติของเนื้อเยื่อภายในได้โดยแทบจะไม่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วยนั่นเอง”

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ถือเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจมาก ๆ กับความก้าวหน้าครั้งใหม่ของการ สแกนร่างกายของผู้ป่วย แม้จะดูเหมือนจะอยู่ในเฟสการวิจัยอยู่ แต่เป็นการคิดค้นรูปแบบใหม่ได้น่าสนใจกับการ ทำให้สามารถที่จะทำงานได้จากระยะไกลจากงานวิจัยนี้

แน่นอนว่าหากสำเร็จได้จริงนั้น ก็จะทำให้ไม่ต้องไปรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะเป็นประเด็นที่สำคัญกับอวัยวะบางส่วนของผู้ป่วยนั่นเอง และตอนนี้ Trend ของตลาดด้านนี้กำลังมาแรงมาก ๆ ตัวอย่างเช่นการเกิดขึ้นของ Mobile Ultrasound ที่สามารถ scan ผ่าน Device ขนาดเล็กและเชื่อมต่อกับ smartphone เป็นต้น ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และน่าสนใจมาก ๆ หากงานวิจัยนี้สามารถทำได้เสร็จสิ้นพร้อมใช้งานจริง ๆ ในอนาค

References : https://futurism.com/neoscope/mit-scientists-look-insides-distance-ultrasound

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Frankenstein ใกล้เป็นจริงเมื่อเทคโนโลยีอาจจะทำให้เราสามารถผ่าตัดเปลี่ยนหัวได้ในอีก 10 ปี

ความคิดในการย้ายหัวมนุษย์เข้าสู่ร่างกายของบุคคลอื่น อาจจะฟังดูคล้ายกับนิยายวิทยาศาสตร์  แต่ บรูซ แมตธิวนักประสาทวิทยาจากอังกฤษ บอกว่าในไม่ช้าเรื่องดังกล่าวที่สุดเหลือเชื่อจะกลายเป็นกระบวนการในชีวิตจริง

บรูซ แม็ตธิว – ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยฮัลล์ ในประเทศอังกฤษ อธิบายว่าหัวของมนุษย์นั้นสามารถปลูกถ่ายเข้าไปสู่ร่างกายของบุคคลอื่นได้หากมีการปลูกถ่ายไขสันหลังทั้งหมดพร้อมกัน

“ ตอนแรกความตั้งใจของเราคือการระดมสมองความคิดและมันดูค่อนข้างงี่เง่า แต่หลังจากนั้นก็รู้ว่ามันไม่น่าจะเป็นความจริง โดยหากคุณปลูกถ่ายสมองและเก็บสมองและไขสันหลังไว้ด้วยกันนั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้จริง ๆ” เขากล่าว

“ไขสันหลังเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ คุณต้องให้สมองเชื่อมต่อกับไขสันหลัง ความคิดที่คุณจะตัดไขสันหลังนั้นไร้สาระอย่างสิ้นเชิง “

เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำและในขณะที่ความก้าวหน้าล่าสุดได้เปิดความเป็นไปได้ของการแนบเส้นประสาทที่ถูกตัดแยกแต่ละส่วน ทำให้โอกาสของการเชื่อมต่อกระดูกสันหลังทั้งหมดนั้นก็ยังคงอยู่ไกลเกินเอื้อม

แต่ด้วยเทคโนโลยีการผ่าตัดที่พัฒนาขึ้นในอัตราที่รวดเร็ว แม็ตธิว กล่าวว่า “มันก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า”

“ ในขณะนี้คุณสามารถเชื่อมต่อได้หนึ่งหรือสองเส้นประสาทเพียงเท่านั้นด้วยศัลยแพทย์ที่เป็นมนุษย์ แต่ด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าเราจะสามารถเชื่อมต่อเส้นประสาทได้ ในระดับ 200 เส้น” เขาอธิบาย

แน่นอนว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนมากมายในกระบวนการนี้เนื่องจากร่างกายของผู้รับอาจจะปฏิเสธอวัยวะจากผู้บริจาค ในขณะที่แมทธิวเอง ก็ไม่ได้หาคำตอบทั้งหมดในรายละเอียด โดยเขาบอกว่าการถ่ายโอนแบคทีเรียในลำไส้พร้อมกับหัวและไขสันหลัง และการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด อาจช่วยให้มั่นใจว่าการปลูกถ่ายเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

เซอร์จิโอ คานาเวโร่ ศัลยแพทย์ชาวอิตาลีได้ใช้เวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาในการพยายามปลูกถ่ายศีรษะมนุษย์

ในปี 2017 เขาประกาศว่าเขาได้ประสบความสำเร็จในการทำการปลูกถ่ายหัวของศพมนุษย์คนหนึ่งไปยังอีกคน และก่อนหน้านี้อ้างว่าได้ทำในรูปแบบเดียวกันให้กับลิง 

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เห็นได้ชัดว่า ณ ปัจจุบัน มีผู้บริจาคมนุษย์ที่เต็มใจจะทดลองกับเทคโนโลยีดังกล่าว และแน่นอนก็มีคนหลายพันคนทั่วโลกที่ถูกแช่แข็งไว้ในสารชนิดพิเศษ และรอคอยความหวังว่าเทคโนโลยีแห่งอนาคตจะสามารถฟื้นชีวิตพวกเขาได้ ซึ่งบางทีมันอาจจะเกิดขึ้นในวันหนึ่งในอนาคตนั่นเอง

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

แม้ข่าวดังกล่าวนั้น จะดูเป็นเหมือนเพียงแค่ข้อสันนิษฐานจาก บรูซ แม็ตธิว นักประสาทวิทยา ชาวอังกฤษเพียงเท่านั้น ที่เขาได้วิเคราะห์จากเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

ซึ่งแน่นอนว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์นั้น เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ทั้งด้าน ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ เซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่มีความละเอียดสูง ที่สามารถชอนไช เข้าไปในร่างกายเราได้แบบละเอียดกว่า การใช้แพทย์ที่เป็นมนุษย์

ซึ่งถ้าถามว่า อีก 10 ปีนั้น เรื่องดังกล่าวเป็นไปได้มั๊ย ก็ต้องบอกว่า มีโอกาสที่จะเป็นไปได้สูง เพราะมองในเรื่อง Device ต่าง ๆ ที่มีการพัฒนา ร่วมกับหุ่นยนต์ หรือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ซึ่ง ในอีก 10 ปี หากเรื่องนี้ทำสำเร็จนั้น อาจจะไม่ใช่เกิดจากฝีมือของมนุษย์อีกต่อไปก็ได้ เพราะหุ่นยนต์สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้เอง และวิเคราะห์ผ่านข้อมูลต่าง ๆ ด้วยเทคโนโลยีทางด้าน AI ที่่ล้ำหน้าในยุคนั้น

เพราะอย่าลืมว่าเมื่อก่อนเราก็ไม่เคยคิดว่า เราจะไปดวงจันทร์ได้ จะใช้มือถือโทรคุยกันได้ หรือ อะไรต่าง ๆ อีกมากมายที่คนยุคก่อนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่มันก็ล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น และที่สำคัญ ด้วยอัตราเร่งของการพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงข้อมูลข่าวสาร ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้มันอาจจะเกิดขึ้นเร็วจนเราไม่ทันตั้งตัวก็เป็นได้ครับ

References : https://www.iflscience.com/health-and-medicine/this-is-how-human-head-transplants-could-be-achieved-according-to-a-neurosurgeon/ https://www.dailyrecord.co.uk/news/science-technology/human-head-transplants-could-just-21148910 https://www.thesun.co.uk/news/10607168/frankenstein-like-head-transplants-happen-by-2030/ https://www.express.co.uk/news/world/677519/human-head-transplant-real-frankenstein-world-first-surgery

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol