OrganEx กับความหวังใหม่ในการฟื้นชีวิตมนุษย์จากความตายโดย Yale University

เป็นอีกหนึ่งงานวิจัยที่ถูกเผยแพร่ออกมาทางวารสาร Nature ที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับ สำหรับแนวความคิดใหม่ในการหยุดการเสื่อมสภาพของเซลล์ ที่ได้ทำการทดลองกับหมูหลังจากการตายของมันภายใน 1 ชั่วโมง

เรียกได้ว่า ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมาก ๆ ในปัจจุบัน ความหวังที่ชีวิตของมนุษย์เราจะมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

เทคโนโลยีใหม่นี้จาก Yale University ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูการไหลเวียนโลหิตและซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายในหมูที่เสียชีวิตไปแล้วกว่า 1 ชั่วโมง

มันเปรียบเหมือนการต่อชีวิตให้กับมนุษย์ที่ใกล้สิ้นลม จากโรคร้ายต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ประสบความสำเร็จในการทดลองในสัตว์อย่างหมู

แน่นอนว่ามันเป็นงานวิจัยที่จะปูทางไปสู่การทำให้อวัยวะมนุษย์มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น และอยู่ในสภาพที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังสามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์และแพทย์พัฒนาวิธีการรักษาโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวายในมนุษย์ได้ด้วย ซึ่งความน่าสนใจของงานวิจัยดังกล่าวนี้คือ เป็นการให้ข้อมูลเชิงลึกว่าเซลล์มีปฏิกิริยาอย่างไรหลังจากที่ขาดออกซิเจน

ทีมงานจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Yale ใช้เครื่องควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า OrganEx เพื่อจำลองการทำงานของหัวใจและปอด โดยจะสูบฉีดสิ่งที่เรียกว่า perfusate ซึ่งเป็นของเหลวผสมของเฮโมโกลบินสังเคราะห์ ยาปฏิชีวนะ และโมเลกุล เพื่อปกป้องเซลล์และป้องกันลิ่มเลือด

ภาพประกอบของการแพร่กระจายของอวัยวะและการฟื้นฟูเซลล์ด้วยเทคโนโลยี OrganEx เลือดที่ช่วยเซลล์จะถูกส่งไปยังอวัยวะสำคัญในหนึ่งชั่วโมงหลังความตาย (CR:news.yale.edu)
ภาพประกอบของการแพร่กระจายของอวัยวะและการฟื้นฟูเซลล์ด้วยเทคโนโลยี OrganEx เลือดที่ช่วยเซลล์จะถูกส่งไปยังอวัยวะสำคัญในหนึ่งชั่วโมงหลังความตาย (CR:news.yale.edu)

กระบวนการทั้งหมดนี้ จะถูกสูบฉีดผ่านร่างกายของหมูภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่พวกมันตาย ซึ่งเซ็นเซอร์ตรวจสอบการไหลเวียนและวัดความดันภายในหลอดเลือดแดงของหมูแบบ Realtime

จากนั้นได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของ OrganEx โดยเปรียบเทียบกับหมูที่ใช้เครื่องมือแบบเดิม ๆ ที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ใช้เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจและปอดอย่างรุนแรงโดยการฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือด ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า Extracorporeal Membrane Oxygenation (ECMO)

ผลการทดลองถือว่าน่าสนใจมาก ๆ เมื่อ อวัยวะที่ได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยี OrganEx พบว่ามีอาการตกเลือด เซลล์ถูกทำลาย หรือเนื้อเยื่อบวมน้อกว่าอวัยวะที่รักษาด้วย ECMO

นักวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่าระบบสามารถซ่อมแซมการทำงานบางอย่างในเซลล์ทั่วอวัยวะสำคัญหลายส่วนที่อาจเสียชีวิตได้

ตัวอย่างเช่น เซลล์หัวใจที่ผ่านเครื่อง OrganEx มีการหดตัวอย่างไร แต่พวกเขาไม่เห็นการหดตัวแบบเดียวกันในกลุ่มที่ผ่านกระบวนการของ ECMO

“เซลล์เหล่านี้ทำงานหลายชั่วโมงทั้งที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้ และสิ่งนี้บอกเราว่าการตายของเซลล์สามารถหยุดได้ และการทำงานของเซลล์เหล่านี้สามารถฟื้นฟูได้ในอวัยวะสำคัญ ๆ หลายส่วน แม้ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงหลังการตาย” Nenad Sestan ศาสตราจารย์แห่ง Neurobiology ที่ Yale School of Medicine กล่าว

เมื่อการไหลเวียนของเลือดของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมถูกจำกัด เช่น หลังจากโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจวาย เซลล์จะตายจากการขาดออกซิเจนและสารอาหารที่มีเลือดอยู่

การทดลองเฟสแรกในหมู แต่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญมาก ๆ (CR:Wonderful Engineering)
การทดลองเฟสแรกในหมู แต่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญมาก ๆ (CR:Wonderful Engineering)

ส่งผลให้เนื้อเยื่อและอวัยวะตายไปในที่สุด หลังจากที่หัวใจหยุดเต้น อวัยวะต่าง ๆ จะเริ่มบวม หลอดเลือดจะยุบตัวและทำให้ระบบไหลเวียนต่าง ๆ พังทลาย ซึ่ง perfusate ของเหลวที่ใช้ในเทคโนโลยี OrganEx จะสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ไม่ให้จับตัวเป็นก้อนได้

Zvonimir Vrselja นักวิจัยด้านประสาทวิทยาที่ Yale School of Medicine ซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ ได้เปรียบเทียบ OrganEx กับ ECMO

เขากล่าวว่า การค้นพบดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าเซลล์ไม่ตายเร็วเท่าที่เราคาดไว้ ซึ่งเปิดโอกาสสำหรับการใช้กระบวนการบางอย่างเช่น OrganEx เพื่อบอกพวกมันว่า “อย่าเพิ่งตาย!!!”

Sam Parnia รองศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์การดูแลผู้ป่วยวิกฤติที่ New York University Grossman School of Medicine เรียกการค้นพบนี้ว่า “สิ่งที่โครตน่าทึ่ง!!”

“OrganEx สามารถรักษาอวัยวะในผู้ที่เสียชีวิตได้ หรือช่วยฟื้นคืนชีวิตจากการจมน้ำ หรือหัวใจวายได้” เขากล่าว

บทสรุป

แม้การศึกษาจะอยู่ในช่วงทดลอง แต่ก็ต้องบอกว่า มันได้เปลี่ยนความคิดของสังคมเราเกี่ยวกับความตายในเรื่องจุดจบของชีวิตอาจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าความตายเป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่สามารถรักษาได้และสามารถย้อนกลับไปได้เป็นเวลาหลายชั่วโมงหลังจากที่มันเกิดขึ้น

แม้จะดูห่างไกลจากทดลองจริงในมนุษย์แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยให้มนุษย์เรานั้นมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น

ซึ่งตอนนี้หลายๆ เทคโนโลยีก็ได้นำมาผสานกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ 3D Printing เทคโนโลยีหุ่นยนต์ หรือ การเชื่อมสมองของคอมพิวเตอร์

ในอนาคตการสูญเสียคนรักแบบฉับพลันแบบไม่ทันตั้งตัวแบบที่หลายๆ คนต้องประสบพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นจากหัวใจวาย หรือ เส้นเลือดสมองตีบ ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้น ๆ ของมนุษย์เรานั้น อาจจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ได้นั่นเองครับผม

References :
https://www.technologyreview.com/2022/08/03/1056664/repair-cells-damaged-pig-organs-death-ethics-heart-brain/
https://www.technologyreview.com/2018/04/25/240742/researchers-are-keeping-pig-brains-alive-outside-the-body/
https://www.nature.com/articles/s41586-022-05016-1
https://news.yale.edu/2022/08/03/yale-developed-technology-restores-cell-organ-function-pigs-after-death

จากโควิดสู่มะเร็ง กับความหวังครั้งใหม่ของมวลมนุษยชาติที่มีต่อเทคโนโลยี mRNA ของ BioNTech

Uğur Şahin (อูเกอร์ ชาฮิน) ยังคงปั่นจักรยานเข้ามาที่สำนักงานใหญ่ของ BioNTech เหมือนเคย แม้ตอนนี้เขาจะกลายเป็นมหาเศรษฐีคนใหม่ หลังจากช่วยพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ขายดีที่สุดในตอนนี้

แม้ว่าวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA นั้นจะมีการพัฒนาร่วมกับบริษัทยาสัญชาติอเมริกาอย่าง Pfizer แต่ก็เป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญมาก ๆ ของซาฮิน ที่ได้ช่วยชีวิตคนหลายล้านคนและนำเศรษฐกิจทั่วโลกกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนยุคก่อนโควิด-19 อีกครั้ง

นั่นเองที่ทำให้ BioNTech ของ ซาฮิน และภรรยา อุซเล็ม ทูเรซี่ (Ozlem Tureci) ได้รับเงินจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ซึ่งในขณะนี้บริษัทของเขามีทรัพย์สินประมาณ 19 พันล้านยูโร โดยคาดว่าจะมีรายรับเพิ่มขึ้นอีกเป็นพันล้านยูโร จากวัคซีนที่ยังมีการจำหน่ายแจกจ่ายไปทั่วทุกมุมโลก

ซาฮิน และ ทูเรซี่ เป็นมหาเศรษฐีที่ไม่เหมือนคนอื่น เงินก้อนใหม่ก้อนนี้เป็นทุนก้อนใหญ่ที่สำคัญมาก ๆ ต่อภารกิจของเขาในการเติมงบวิจัยให้กับแผนงานด้านมะเร็งวิทยา ความใฝ่ฝันของทั้้งคู่ ก็คือ การที่จะสามารถปรับแต่งยาให้เหมาะกับมะเร็งของผู้ป่วยแต่ละรายได้

ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้เองบริษัทกำลังดำเนินงานไปในทิศทางที่ถูกต้อง สร้างความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลก โดยการทดลองในระยะเริ่มต้น 2 ครั้งแสดงข้อมูลที่มีแนวโน้มที่ดีมาก ๆ โดยการทดลองหนึ่งเกี่ยวกับมะเร็งตับอ่อน และอีกการทดลองที่มุ่งเป้าไปที่เนื้องอกที่เป็นก้อน ซึ่งรวมถึงมะเร็งรังไข่และอัณฑะ

ซึ่งหากความใฝ่ฝันของ ซาฮิน และ ทูเรซี่ เป็นจริงได้นั้น มันจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมยาทั้งหมดไปตลอดกาล

ซาฮิน และ ทูเรซี่ กับความฝันในการสร้างวัคซีนเพื่อต่อสู้โรคมะเร็ง (CR:NU Online)
ซาฮิน และ ทูเรซี่ กับความฝันในการสร้างวัคซีนเพื่อต่อสู้โรคมะเร็ง (CR:NU Online)

หลังจากได้รับเงินจำนวนมหาศาลจากวัคซีนที่ผลิตร่วมกับบริษัทอย่าง Pfizer ทำให้ในปีนี้งบในการวิจัยและพัฒนาของ BioNTech เพิ่มสูงขึ้นสองเท่ากลายเป็น 1.5 พันล้านยูโร

ซาฮิน และ ทูเรซี่ ยังคงเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัย ที่ทำงานกับเครื่องสังเคราะห์แม่แบบ DNA ที่ใช้สร้าง messengerRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ BioNTech เป็นผู้บุกเบิก

mRNA ทำหน้าที่เป็นชุดคำสั่งสำหรับเซลล์ โดยบอกให้สร้างโปรตีนบางชนิด ซึ่งการตอบสนองต่อโรคระบาดใหญ่ได้รับการพิสูจน์เป็นครั้งแรกว่าเทคโนโลยีนี้สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงได้

mRNA ถูกนำมาใช้ในวัคซีนเพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันรับรู้และต่อสู้กับผู้บุกรุก เช่น Coronavirus Sars CoV-2 ซึ่งในอนาคต BioNTech ต้องการทำในสิ่งเดียวกันนี้เพื่อกระตุ้นการป้องกันของร่างกายเพื่อจัดการกับมะเร็ง

BioNTech ต้องการใช้ mRNA เพื่อจัดการกับโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นปัญหาด้านสุขภาพเรื่องใหญ่ของมวลมนุษยชาติในขณะนี้ โดยทำงานร่วมกับการรักษาอื่น ๆ โดย ซาฮิน เชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการผสมผสานการรักษาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน รวมถึงการบำบัดด้วยเซลล์ แอนติบอดี และวิธีอื่น ๆ ในการปรับระบบภูมิคุ้มกัน

ต้องบอกว่าก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัทอย่าง BioNTech แทบจะไม่ได้เป็นที่รู้จัก ในการทำ IPO เสนอขายหุ้นต่อสาธารณะชนครั้งแรกในปี 2019 BioNTech ระดมทุนได้เพียงแค่ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สองปีถัดมาได้กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่มีอนาคตสดใสมากที่สุดในยุโรป

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา BioNTech ได้เปิดเผยผลการศึกษาที่รวมเอา mRNA กับการบำบัดด้วย CAR-T-Cell เพื่อตั้งโปรแกรมระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยใหม่

CAR-T คือการรักษาที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับการรวมรวมและปรับเปลี่ยนเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง ซึ่งจนถึงตอนนี้มันได้ผลเฉพาะในมะเร็งเม็ดเลือดเท่านั้น

แต่นักวิทยาศาสตร์ของ BioNTech ได้สร้างตัวกระุต้น mRNA ซึ่งขยายจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกันและปรับปรุงความสามารถในการฆ่าเซลล์มะเร็งอื่นๆ ที่ทำให้มีประโยชน์ต่อการรักษามะเร็งส่วนอื่น ๆ ได้กว้างมาก

กลยุทธ์ของ BioNTech คือการลงทุนในเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายในคราวเดียวกัน ซาฮิน ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับสมาร์ทโฟน ซึ่งจะมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อเราค้นพบกับฟังก์ชันมากมายที่มันสามารททำได้มากกว่าเป็นแค่โทรศัพท์

“คุณเข้าใจดีว่ามันไม่ใช่แค่สมาร์ทโฟน แต่มันเป็นเครื่องคิดเลข มันช่วยให้คุณทำอะไรก็ได้” เขากล่าว “ซึ่งจากแพลตฟอร์มอันทรงพลังที่เรากำลังพัฒนา เราเชื่อว่าเราจะสามารถให้บริการโซลูชั่นที่แตกต่างกันมากมายสำหรับโรคต่าง ๆ ได้”

BioNTech มองว่าบริษัทของพวกเขาเปรียบดั่งวิศวกรของระบบภูมิคุ้มกัน นอกเหนือจากโรคมะเร็งและโรคติดเชื้อ ซึ่งบริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง

บริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ COVID-19 (CR:News-Medical)
บริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ COVID-19 (CR:News-Medical)

พวกเขายังวางแผนที่จะจัดการกับภาวะภูมิต้านทานตนเองและเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหายหรือเป็นโรค โดยรวมแล้ว บริษัทได้ดำเนินการทดสอบระยะเริ่มต้น 19 รายการและโปรแกรมพรีคลินิก 12 โปรแกรม

สำหรับโครงการด้านมะเร็งวิทยาทางคลินิกชั้นสูงสุดของ BioNTech สำหรับวัคซีนมะเร็ง โดยวัคซีนเหล่านี้ไม่ได้ป้องกันผู้รับจากการเป็นมะเร็ง ซึ่งต่างจากวัคซีนทั่วไป แต่ใช้เป็นการรักษาเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายเซลล์ที่กลายพันธุ์

แต่ก็ต้องบอกว่า BioNTech ไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่คิดการณ์ใหญ่ในเรื่องโรคมะเร็ง มีความพยายามในการสร้างวัคซีนหลายครั้งและประสบความล้มเหลวไปก่อนหน้านี้แล้ว

ปัญหาหนึ่งเกิดจากการที่การรักษาถูกนำมาใช้สายเกินไป การรักษาแบบใหม่จะถูกทดลองก่อนในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาตัวก่อน ๆ และมักจะเป็นมะเร็งระในยะท้าย ๆ ซึ่งมันมีโอกาสมากกว่าในการรักษาในมะเร็งระยะแรก ๆ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยแข็งแกร่งขึ้น

ซาฮิน มองว่าบริษัทของเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคสำคัญบางอย่างแล้ว และข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าวัคซีนมะเร็ง mRNA สามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยรายงานไว้สำหรับวัคซีนมะเร็งทั่วไปหลายร้อยเท่า

แต่เช่นเดียวกับความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ BioNTech จะเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นก็คือนวัตกรรมใหม่ของพวกเขากำลังเข้าไปขวางทางธุรกิจยาที่มีมูลค่าและผลประโยชน์จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็ง

และที่สำคัญมันไม่เหมือนกับเคสของวัคซีนโควิด-19 ที่เป็นวาระเร่งด่วนฉุกเฉินของโลกทำให้ลดระยะเวลาในการพัฒนาไปมาก ซึ่งปรกตินั้นจะต้องฝ่าด่านหน่วยงานกำกับดูแลที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งต้องมีการใช้เวลาทดลองหลายปี ถึงจะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติให้ขายหรือใช้งานจริง ซึ่งเมื่อนำมันออกสู่ตลาดจริง เทคโนโลยีนั้นก็จะล้าสมัยไปแล้วนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/12ef99d4-063a-4a45-ae4d-e8115a9c3bb1
https://www.forbes.com/sites/roberthart/2022/04/11/mrna-cancer-treatment-covid-vaccine-giant-biontech-touts-promising-early-data
https://www.fiercebiotech.com/clinical-data/biontech-touts-early-data-roche-partnered-cancer-combo-hinting-it-could-dent-prostate
https://www.theatlantic.com/ideas/archive/2021/10/mrna-vaccines-cure-cancer-biontech/620383/

ข้อมูลจาก Wearable Devices กำลังเปลี่ยนแปลงการเฝ้าระวังโรคและการวิจัยทางการแพทย์ครั้งสำคัญ

เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างมีความน่าสนใจเลยทีเดียวนะครับ สำหรับการศึกษาใหม่จากโครงการ Corona Data Donation ที่จัดขึ้นโดยสถาบัน Robert Koch ในประเทศเยอรมนี ในเรื่องการแบ่งปันข้อมูลจากเครื่องติดตามการออกกำลังกายที่กำลังกลายเป็นประแสฮิตไปทั่วโลกในขณะนี้

ข้อมูลเหล่านี้ ถือว่ามีค่าต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมาก โดยโครงการนี้ ได้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500,000 คน รวมถึงอีกกว่า 30,000 รายที่ลงทะเบียนในโครงการที่มีชื่อว่า Detect ซึ่งเป็นการศึกษาโดยสถาบันวิจัย Scripps ในแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งหากเรามองถึงการเฝ้าระวังโรคจริง ๆ ตัวบ่งชี้ที่สำคัญก็คือเรื่องของอาการไข้ ซึ่งมันเป็นสัญญาณบ่งชี้การติดเชื้อโดยตรง แต่อุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ นั้น ไม่ได้วัดอุณหภูมิ เนื่องจากการอ่านค่าที่แม่นยำทำได้ยาก

ดังนั้นจึงได้มีการวัดส่วนอื่น ๆ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การนอน กิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งโดยปรกติ อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก จะอยู่ระหว่าง 50 ถึง 100 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อร่างการมีการต่อสู้กับการติดเชื้อ อัตราการเต้นจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จากอุปกรณ์สวมใส่ที่สามารถวัดได้ อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มสูงขึ้น สี่วันก่อนที่ผู้คนจะรู้สึกถึงอาการใด ๆ จะมีหนึ่งรายสามารถตรวจพบผู้ป่วย COVID ได้ จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพัก

เมื่อคนเยอรมันนอนหลับน้อยลง

เมื่อได้ Data ขนาดมหึมา จากโครงการ ทางทีมงานก็ได้ค้นพบสิ่งลึกลับเกี่ยวกับชาวเยอรมันแทบจะทั่วพื้นที่ทั้งประเทศมีการนอนหลับน้อยลงในปี 2022 เมื่อเทียบกับปี 2020 และอัตราการเต้นหัวใจขณะพักของคนในประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่เป็นภาพสะท้อนที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือ ช่วงล็อคดาวน์นั้น ทำให้น้ำหนักของผู้คนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ แต่คำตอบนั้นก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือ ข้อมูลจาอุปกรณ์สวมใหส่เหล่านี้ เป็นตัวสร้างคำถาม ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพของผู้คน

นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของข้อมูล แต่หากมีข้อมูลมากกว่านี้ เราอาจจะได้เห็นอะไรที่เซอร์ไพรซ์มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของประชากรในประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือ ข้อมูลจากทั่วทั้งทวีป หรือ ทั่วโลกเลยก็เป็นได้

ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือนักวิจัยด้านสุขภาพ

ที่สำคัญที่สุด อุปกรณ์เฝ้าติดตามผู้ป่วย ช่วยให้นักวิจัยทางการแพทย์ได้เห็นว่าผู้ป่วยประสบกับโรคอย่างไร ตัวอย่างเช่น การทดสอบระบบหัวใจและหลอดเลือดและสมรรถภาพทางร่างกายที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ “การเดินทดสอบ 6 นาที”

การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)
การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)

ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ง่ายขึ้นด้วย fitness tracking ต่าง ๆ ซึ่งบางตัวก็ได้รวมเอาการทดสอบเหล่านี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างเช่น Apple Watch จะทำการประมาณโดยใช้ตัววัดหลายตัวจากเซ็นเซอร์ที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมปกติของผู้ใช้เป็นระยะเวลานาน เพื่อความแม่นยำของอัลกอริธึม

Andy Coravos จาก HumanFirst ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยให้บริษัทยาปรับใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเหล่านี้ในการตรวจสอบผู้เข้าร่วมการทดลองที่บ้าน

ตัวอย่างของโรคกล้ามเนื้อเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่ทำลายกล้ามเนื้อ ผลลัพธ์หลักโดยทั่วไปสำหรับยาที่พัฒนาขึ้นสำหรับโรคนี้คือการทดสอบเดิน 6 นาที และการทดสอบการปีนสี่ขั้น แต่ผู้ป่วย 60% ต้องนั่งรถเข็น ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบเหล่านีได้ แต่การใช้ปลอกแขนที่ติดตามการเคลื่อนไหวของร่างการส่วนบนทำให้พวกเขาสามารถทดลองผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ยาได้

บทสรุป

ตอนนี้ได้กลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้น ที่เหล่า App ต่าง ๆ ที่ใช้กับอุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้เล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน ในแนว Gamification เพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้กับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

ซึ่งปัจจุบัน เครื่องติดตามสุขภาพและฟิตเนสที่สวมใส่ได้เหล่านี้ สามารถเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนพยายามรักษาสุขภาพและบรรเทาความเจ็บป่วย วิธีที่แพทย์ดูแลพวกเขา และวิธีการช่วยเหลือด้านสุขภาพ

การดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลเหล่านี้จะทำให้การรักษาในอนาคตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการมีเครื่องมือแบบอัตโนมัติเหล่านี้ และนวัตกรรมที่สามารถตรวจสิ่งต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ช่วยผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังจากโรคต่าง ๆ สามารถปรับปรุงการรักษาและให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นได้

ประมาณหนึ่งในสามของการเสียชีวิตทั่วโลกนั้นมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ และมากกว่าสามในสี่ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

แต่ในอนาคต ด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีราคาลดลงไปมาก ก็จะสามารถทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของโลกเข้าถึงมันได้ และท้ายที่สุดนวัตกรรมเหล่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการยืดอายุชีวิตของมนุษย์เราให้ยืนยาวขึ้นได้นั่นเองครับผม

References :
https://econ.st/3M8vlw8
https://www.medicaldevice-network.com/comment/wearable-technology-in-healthcare-what-are-the-leading-tech-themes-driving-change/
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Advanced_Six_Minute_Walk_Test_(6MWT).jpg

ประสบการณ์ติดโควิด กักตัว Home Isolation ผ่านเทคโนโลยีของ Good Doctor

ต้องบอกว่าโควิดสายพันธ์โอไมครอน ติดง่ายอย่างเหลือเชื่อนะครับ ส่วนตัวผมเองก็เป็นคนระแวดระวังมาโดยตลอด แทบไม่ได้ออกไปไหน Work From Home มาตลอด 2 ปี ตั้งแต่โควิดระบาดในวันแรก แต่สุดท้ายก็ติดโควิดจนได้

ส่วนตัวก็เลยอยากจะมาบันทึกประสบการณ์ในการติดโควิดครั้งนี้ และแง่มุมที่น่าสนใจโดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี ที่ตอนนี้มีการจัดการระบบค่อนข้างดีเลยจากทางการ ที่ทำให้สามมารถจัดการผู้ติดเชื้อโควิดจำนวนมาก ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ติดโควิดได้อย่างไร?

ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถหาสาเหตุได้อย่างชัดเจนว่าไปติดมากจากไหน เพราะส่วนตัวออกข้างนอกก็สวมแมสก์ตลอดเวลา มีเพียงแค่ตอนรับประทานอาหารและดื่มกาแฟเท่านั้น ที่มีการถอดแมสก์ออก

ซึ่งจากข่าวที่ออกมาสายพันธ์ุโอไมครอน ติดง่ายมาก ส่วนอาการเริ่มต้นที่เริ่มเอะใจว่าน่าจะติดโควิด ก็คือ มีอาการเดียวกับหลังฉีดวัคซีน AZ คือ มีไข้ ไอ เจ็บคอ ซึ่งอาการมาอย่างรวดเร็วมากภายใน 1-2 วัน ที่รู้ตัวเพราะมันเป็นอาการป่วยที่ไม่เคยเจอมาก่อนคล้ายกับหลังฉีดวัคซีน

ส่วนตัวเองก็ไม่เคยตรวจ ATK เลยซักครั้งตั้งแต่โควิดระบาด แต่หลังจากอาการดังกล่าว 2 วัน จึงได้ลองตรวจดูทั้งแบบน้ำลายและแบบสอดจมูก ซึ่งให้ผลเหมือนกันคือ ติดโควิด

เริ่มกระบวนการ Home Isolation

หลังจากรู้ว่าติดเชื้อ ก็ได้ดำเนินการตามกระบวนการปรกติ โทรไป 1330 ของสปสช. ซึ่งสถานการณ์การระบาดยังไม่พีค ทำให้สายค่อนข้างว่างอยู่เยอะ มีการโทรสอบถามอาการอัพเดทอยู่ตลอดในช่วงแรก ว่าเราได้รับความช่วยเหลือแล้วหรือยัง

ถัดไปอีกวันก็มีเจ้าหน้าที่จาก จีดีทีคลินิกเวชกรรมโทรเข้ามา เพื่อไล่สอบถามและประเมินอาการว่าเราสามารถที่จะทำ Home Isolation ได้หรือไม่ หรือ ควรไปที่ hospitel ที่รัฐจัดไว้ให้

เนื่องจากผ่านอาการช่วงหนักมาแล้ว (1-2 วันแรก) มีอาการที่เหลือคือ ไอและเจ็บคอ ทำให้สามารถที่จะเข้า Home Isolation ได้ จากนั้น จีดีทีคลินิก ก็ให้ร่วมโครงการ โดยลงทะเบียนผ่าน Line และ App ของ Good Doctor ซึ่งสามารถโหลดได้ใน App Store และ Play Store

เริ่มกระบวนการรักษาผ่าน Good Doctor

ส่วนนี้อยากมาเล่าประสบการณ์ที่น่าสนใจ เพราะ มันเป็นการใช้เทคโนโลยี Telemedicine ที่น่าสนใจมากในภาวะวิกฤติโรคระบาดอย่างนี้ ซึ่งมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่ต้องใช้เทคโนโลยีมาจัดการกับคนหมู่มาก

ผมว่าส่วนนึงที่การกระจายของโอไมครอนต่ำกว่าที่คาดการณ์ก็น่าจะมาจากระบบเบื้องหลังที่มีการปรับมาระดับนึงแล้ว แตกต่างจากช่วงปีที่แล้วที่โควิดเดลต้าระบาดหนัก และภาวะเตียงล้น หาเตียงไม่ได้ ซึ่งผมคิดว่าทางรัฐก็คงหาวิธีจัดการจนมาสู่กระบวนการที่ใช้เทคโนโลยีอย่าง Good Doctor ที่เห็นในตอนนี้

สำหรับข่าวล่าสุดที่ออกมาว่า ทารัฐจะกลับไปให้สิทธิ์ตามของแต่ละคน ก็น่าเสียดายนะครับ แต่ก็พอเข้าใจเหตุผลเพราะต้องใช้เงินที่สูงมากกับผู้ป่วยแต่ละคน ยิ่งตอนนี้โอไมครอน กำลังขึ้นสู่จุดพีค จำนวนผู้ป่วยน่าจะแตะหลักหลายหมื่นได้เลย

สำหรับกระบวนการรักษาผ่านแอปอย่าง Good Doctor เราก็สามารถปรึกษาแพทย์ผ่านแอปได้เลย ตั้งแต่วันแรก ๆ ซึ่งหลังจากคุยปรึกษากัน (ผ่าน chat) แจ้งอาการที่ยังคงมีอยู่ไป กระบวนการต่าง ๆ ก็เริ่มต้นขึ้นทันที

น่าสนใจคือ Good Doctor มีการร่วมมือกับบริการ Delivery อย่าง Grab เมื่อคุณหมอทำการสั่งยาเสร็จ ก็จะทำการส่งผ่าน Grab มาให้ภายในระยะเวลาเพียงแค่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าสุดยอดมาก

ปรึกษาผ่านแอป จ่ายยาผ่าน Grab ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง
ปรึกษาผ่านแอป จ่ายยาผ่าน Grab ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง

สำหรับส่วนตัวผม ที่ยังพอมีอาการอยู่บ้างแต่ไม่หนัก ก็ได้ทั้งที่ตรวจไข้ ที่วัดระดับออกซิเจนในเลือด รวมถึงยาอีกชุดใหญ่ ตามอาการรวมถึงยาฟาวิพิราเวียร์ตัวหลักที่มีการจ่ายให้ทันทีตั้งแต่วันแรก

โดยจะมีการกักตัวเป็นเวลา 10 วัน ไม่ออกไปไหน ส่วนอาหารก็จะมีคูปองของ Food Panda และ Grab มาให้จำนวนเงินวันละ 300 บาท โดยต้องมีการสั่งแบบครั้งเดียวใช้คูปองได้ครั้งเดียวในแต่ละวัน ก็จะทำการสั่งแบบเผื่อมาเลยทั้ง มื้อกลางวันและมื้อเย็น

ส่วนการอัพเดทอาการนั้น ก็จะมีระบบบันทึก ในส่วนของอุณภูมิร่างกาย รวมถึงระดับออกซิเจนในเลือก ในช่วง 10 โมงเช้า และ 4 โมงเย็นของทุก ๆ วันเพื่อแจ้งให้ระบบทราบ ซึ่งก็คงเป็นรูปแบบเดียวกับการกักตัวที่ hospitel

การบันทึกข้อมูลประจำวันเพื่อแจ้งผ่านระบบ
การบันทึกข้อมูลประจำวันเพื่อแจ้งผ่านระบบ

ซึ่งในแต่ละวัน เราก็สามารถเข้าไปปรึกษาแพทย์ได้ ว่าอาการเป็นอย่างไร รวมถึงหากเกิดเหตุฉุกเฉินอาการรุนแรงก็จะมีช่องทางในการติดต่อแบบเร่งด่วนได้

ส่วนตัวผมเอง อาการก็เริ่มหายไปตั้งแต่วันที่ 4-5 เริ่มดีขึ้น เหลือแค่ไอเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็มีการจ่ายยาเพิ่มในส่วนของอาการที่ยังไม่หายจากคุณหมอ ซึ่งถือว่าดูแลได้ดีมาก ๆ จนหายสนิท ใช้เวลาราว ๆ 1 อาทิตย์

บทสรุป

ผมมองว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ Telemedicine ที่ อาจจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเทคโนโลยีนี้ หลังการแพร่ระบาดของ COVID ซึ่งอาจจะกลายเป็น New Normal ใหม่ในการรักษาผู้ป่วยได้ในอนาคต

เอาจริง ๆ หลังจากได้ลองใช้แล้วติดใจ ผมก็คิดว่า คงจะใช้บริการของ Good Doctor ต่อไปในอนาคต ซึ่งผมว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีศักยภาพมาช่วยผู้ป่วยได้ ไม่ต้องไปแออัดรอคิวอยู่ที่ โรงพยาบาล หากเป็นอาการป่วยทั่วไป เราก็ปรึกษาหมอแบบออนไลน์ได้เลย และใช้งานได้จริง

ผมมองว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งความพร้อมเรื่องเทคโนโลยี 4G , 5G ที่ครอบคลุมทั้งประเทศเราในปัจจุบัน รวมถึงการปรับพฤติกรรมครั้งสำคัญ ทำให้ Delivery แพลตฟอร์มกระจายไปทั่วประเทศ อยู่ส่วนไหนของประเทศก็มีอาหารมาส่งถึงที่บ้านเราได้ ซึ่งยาและเวชภัณฑ์ก็คงสามารถทำได้เช่นเดียวกัน

สิ่งที่ผมเสียดายอย่างเดียวของเทคโนโลยีนี้ ก็คือ หลังจากไปลองค้นหาข้อมูลมามันไม่ใช่ของคนไทยแต่อย่างใด เป็นเทคโนโลยีที่เกิดจากบริษัทยักษ์ใหญ่ 3 ราย ได้แก่ Ping An Good Doctor จากประเทศจีน , Grab จากสิงคโปร์ และ ได้ทุนใหญ่จากบริษัทลงทุนชื่อดังอย่าง Softbank ซึ่งตอนนี้กำลังลุยตลาดเต็มตัวในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ซึ่งเท่าที่หาข้อมูล มันก็มีบริการของไทยอยู่นะครับ แต่คงไม่สามารถ scale ขึ้นเทียบเท่าระดับที่ Ping An Good Doctor ทำได้ และหากแจ้งเกิดได้สำเร็จโดยเฉพาะหลังจากการระบาดของโควิด แถมยังได้ข้อมูลที่สำคัญจากการเรียนรู้ผ่านฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากการแพร่ระบาดของโควิด ผมว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่ใหญ่มหาศาล และ พฤติกรรมคนก็อาจจะเปลี่ยนในเรื่อง Telemedicine คล้ายกับพฤติกรรมการสั่งอาหารที่ตอนนี้ มันได้กลายเป็นเรื่องปรกติ New Normal ไปแล้วนั่นเองครับผม

Credit Image : https://www.bangkokpost.com/life/social-and-lifestyle/2168287/virtual-consultations-available-on-the-good-doctor-app

อัจฉริยะ x โรคระบาด เมื่อตลอดประวัติศาสตร์ของโรคระบาดทำให้โลกเราเจริญรุ่งเรืองขึ้น

ต้องบอกว่าผ่านพ้นเข้าสู่ปีที่สามที่โลกของเราเต็มไปด้วยการระบาดใหญ่ของ COVID-19  และแน่นอนว่ามันได้สร้างความหงุดหงิดเพิ่มมากขึ้น ความสูญเสียและความเจ็บปวดมากมายได้เกิดขึ้นและยังคงเกิดขึ้นอยู่จนถึงทุกวันนี้ และเราก็ยังไม่รู้ว่ามันจะจบสิ้นเมื่อใด

ตอนนี้เรามีวัคซีนอยู่แล้ว และรู้ดีว่ามาส์กสามารถปกป้องคนรอบข้างจากการแพร่ระบาดของโรคได้ แต่โลกเรานั้นมีความซับซ้อน และการผสมผสานของความไร้อำนาจ ความโกรธ การแบ่งขั้วทางการเมือง และการปล่อยข้อมูล fake news ทำให้วิกฤตินั้นยังแสนสาหัสอยู่

ด้วยความหนักหน่วงของทุกสิ่ง บางทีมันอาจจะเป็นการดีที่เราจะมองดูโรคระบาดอื่นๆ จากในอดีต เพื่อสำรวจสิ่งที่พวกมันให้มา ความเจ็บปวด การสูญเสีย และความโดดเดี่ยวที่ถูกบีบบังคับซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการระบาดใหญ่ได้หล่อเลี้ยงผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางส่วนของโลกตะวันตก ทั้งด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์

มรณะสีดำแห่งศตวรรษที่ 14

Francesco Petrarch กวีและนักวิชาการชาวอิตาลี ใช้ชีวิตผ่านโรคระบาดที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ นั่นคือกาฬโรค ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 200 ล้านคนทั่วยุโรป เอเชีย และแอฟริกาเหนือระหว่างปี 1346 ถึง 1353

หลังจากนั้นได้กลับมาระบาดเป็นระยะในหลายทศวรรษ ซึ่งเป็นตอนที่ Giovanni Boccaccio เพื่อนของ Petrarch เขียน Decameron ของเขาที่ร้อยเรื่องราวเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับชาวเมือง Florentines ที่สิ้นหวัง ซึ่งหนีไปยังชนบทเพื่อปกป้องตัวเอง

ในไม่ช้า ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาก็ปะทุขึ้นในอิตาลี และค้นพบสิ่งแรกผ่านความทุกข์ทรมานของโรคระบาดที่เกี่ยวข้องกับ Petrarch “ปี 1348 ของเราที่เหลืออยู่คนเดียวและทำอะไรแทบจะไม่ถูก” เขาเขียนไว้ในหนังสือของเขา 

“เราลืมไปว่าการใช้อุปกรณ์ของเราเพื่อสื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนฝูงในระยะทางไกลนั้นง่ายเพียงใด” 

ซึ่งสำหรับ Petrarch และ Boccaccio ทั้งหมดต้องทำด้วยตนเองหรือทำเป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการขนส่งที่ไม่มีความแน่นอนจากการแพร่ระบาดของโรค บังคับให้พวกเขาทั้งสองรู้สึกถึงความสันโดษ

จดหมายที่ไม่ตอบกลับในยุคนั้นอาจหมายถึงการเสียชีวิตของผู้รับ ถึงกระนั้น Petrarch ก็รู้สึกสบายใจในการเขียนจดหมายถึงเพื่อนฝูงและนำพานักคิดผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณของกรีกและโรมันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอมตะผ่านกวีนิพนธ์และร้อยแก้วของเขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจและหล่อเลี้ยงผู้อ่านของเขาผ่านการเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบากของการใช้ชีวิตและการตายในยุคนั้นมาได้นั่นเอง

กาลิเลโอกับการปฏิวัติโคเปอร์นิกัน ในศตวรรษที่ 17

ในตอนท้ายของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็นเวลาเกือบ 300 ปีหลังจากยุคของ Petrarch โรคระบาดกลับมาอีกครั้งในอิตาลีโดยได้รับผลกระทบมาจากสงครามสามสิบปีที่ทำลายล้างยุโรปตอนกลาง 

นี่คือเวลาของการเผชิญหน้าของกาลิเลโอกับ Roman ในขณะที่เขายืนกรานที่จะผลักดันโลกทัศน์ของเขาในการปฏิวัติโคเปอร์นิกันที่มองว่าดวงอาทิตย์ ไม่ใช่โลกที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ 

หนังสือของเขา Dialogue Concerning the Two Chief World Systems ได้เสนอการอภิปรายที่มีอคติอย่างมากเกี่ยวกับการจัดเรียงของดาวเคราะห์ เห็นได้ชัดว่าเป็นการสนับสนุนจักรวาลที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง

ในปี ค.ศ. 1630 นักบวชชาวโดมินิกันที่สนับสนุนมุมมองของกาลิเลโอได้อนุมัติหนังสือต้นฉบับดังกล่าว ภายหลังการแก้ไขบางส่วน ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดโรคระบาดในอิตาลีอีกครั้ง ทำให้ผู้คนต้องจำกัดการเดินทางและแยกตัวออกจากที่อยู่อาศัย

กาลิเลโอมองเห็นโอกาส เขาจัดการส่งต้นฉบับจากโรมไปที่บ้านของเขาในฟลอเรนซ์ เมื่อผ่านการอนุมัติจากการถูกเซ็นเซอร์ในกรุงโรม หนังสือเล่มนี้ก็ได้ถูกจัดตีพิมพ์

เมื่อพระสันตะปาปาเห็นหนังสือเล่มดังกล่าวก็โกรธจัด กาลิเลโอได้ทำแก้ไขเพิ่มจากการร้องขอจากศาสนจักรโดยให้ยอมรับว่าพระเจ้าทรงทำให้ดวงอาทิตย์เคลื่อนจากตะวันออกไปตะวันตกทุกวันผ่านปาฏิหาริย์ (ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ดวงอาทิตย์ที่เคลื่อน แต่โลกที่กำลังหมุนต่างหาก)

แต่เขากลับทำในลักษณะเยาะเย้ย โดยพระสันตะปาปาไม่พร้อมที่จะปรับตัวในช่วงเวลาของการเผชิญหน้าระหว่างคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ หนังสือเล่มนี้ถูกเซ็นเซอร์และกาลิเลโอถูกบังคับให้ละทิ้งมุมมองของจักรวาลแบบ heliocentric ของเขา ถึงกระนั้น หนังสือเล่มนี้ก็ยังรั่วไหลออกจากอิตาลี และการปฏิวัติของโคเปอร์นิกันก็เริ่มต้นขึ้น

ขอบคุณโรคระบาดที่ทำให้เรามีแคลคูลัสและฟิสิกส์

จากนั้นในปี ค.ศ. 1665 ที่ประเทศอังกฤษ โรคระบาดทำให้ Isaac Newton ที่ยังอายุน้อยต้องหนีจากการศึกษาของเขาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ไปยังฟาร์มของมารดาในวูลสธอร์ป ซึ่งเขาอาศัยอยู่เป็นเวลาสองปี และแน่นอนว่า มีต้นแอปเปิลอยู่ในฟาร์มแห่งนี้ 

ในช่วงสองปีนั้น ความอัจฉริยะของ Newton ระเบิดพลังออกมา มันเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ เขาใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์อย่างเต็มที่ซึ่งไม่มีใครเทียบได้ในยุโรปในขณะนั้น เพื่อสร้างผลงานที่สร้างสรรค์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ ซึ่งนักชีวประวัติในยุคแรกเรียกว่า anni mirabilis (“ปีอันมหัศจรรย์”) 

ในต้นปี ค.ศ. 1665 Newton ได้ค้นพบสิ่งที่เราเรียกว่าดิฟเฟอเรนเชียลแคลคูลัส ในวันนี้ และปีถัดมาในเดือนมกราคมก็มีทฤษฎีของสี และในเดือนพฤษภาคมต่อมาก็ได้สร้างแนวคิดของแคลคูลัสเชิงปริพันธ์ (Integral Calculus)] 

และในปีเดียวกันนั้นเอง เขาก็ได้ค้นพบเรื่องของแรงโน้มถ่วงที่ขยายไปถึงลูกทรงกลมของดวงจันทร์ และจากกฎของเคปเลอร์เกี่ยวกับช่วงเวลาของดาวเคราะห์ที่อยู่ในสัดส่วนที่แยกจากกันของระยะห่างจากจุดศูนย์กลางของลูกทรงกลม 

ทำให้มนุษย์เราได้เรียนรู้ว่าแรงที่ยึดดาวเคราะห์ไว้ในลูกกลมของพวกมันจะต้องเป็นกำลังสองของระยะห่างจากจุดศูนย์กลางที่พวกมันโคจรอยู่ 

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงโรคระบาดในปี ค.ศ. 1665-1666 เพราะในสมัยนั้น Newton อยู่ในวัยที่พร้อมสำหรับการประดิษฐ์คิดค้น ทั้งทางด้านคณิตศาสตร์และปรัชญาที่มีใจจดจ่อมากกว่าครั้งไหนๆ

โดยสรุป ในช่วงสองปีที่เกิดโรคระบาดนี้ Newton ได้วางรากฐานของแคลคูลัสเชิงอนุพันธ์และปริพันธ์ ทฤษฎีแสงและสี กฎการเคลื่อนที่ และทฤษฎีแรงโน้มถ่วง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องอัจฉริยะมาก ๆ สำหรับนักเรียนอายุ 23 ปี

จาก Petrarch ถึง Newton เราได้เรียนรู้ที่ถึงช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดผ่านการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ ผู้คนต่างมุ่งสู่สถานที่ปลีกวิเวก เพื่อการสร้างสรรค์อย่างปลอดภัยเหนือการต่อสู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดระหว่างชีวิตและความตายจากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่นั่นเองครับผม

References : https://bigthink.com/health/omicron-covid/
https://publicdomainreview.org/essay/petrarchs-plague
https://www.jstor.org/stable/230315?seq=1#metadata_info_tab_contents
https://bigthink.com/13-8/plague-genius/