ข้อมูลจาก Wearable Devices กำลังเปลี่ยนแปลงการเฝ้าระวังโรคและการวิจัยทางการแพทย์ครั้งสำคัญ

เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างมีความน่าสนใจเลยทีเดียวนะครับ สำหรับการศึกษาใหม่จากโครงการ Corona Data Donation ที่จัดขึ้นโดยสถาบัน Robert Koch ในประเทศเยอรมนี ในเรื่องการแบ่งปันข้อมูลจากเครื่องติดตามการออกกำลังกายที่กำลังกลายเป็นประแสฮิตไปทั่วโลกในขณะนี้

ข้อมูลเหล่านี้ ถือว่ามีค่าต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมาก โดยโครงการนี้ ได้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500,000 คน รวมถึงอีกกว่า 30,000 รายที่ลงทะเบียนในโครงการที่มีชื่อว่า Detect ซึ่งเป็นการศึกษาโดยสถาบันวิจัย Scripps ในแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งหากเรามองถึงการเฝ้าระวังโรคจริง ๆ ตัวบ่งชี้ที่สำคัญก็คือเรื่องของอาการไข้ ซึ่งมันเป็นสัญญาณบ่งชี้การติดเชื้อโดยตรง แต่อุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ นั้น ไม่ได้วัดอุณหภูมิ เนื่องจากการอ่านค่าที่แม่นยำทำได้ยาก

ดังนั้นจึงได้มีการวัดส่วนอื่น ๆ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การนอน กิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งโดยปรกติ อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก จะอยู่ระหว่าง 50 ถึง 100 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อร่างการมีการต่อสู้กับการติดเชื้อ อัตราการเต้นจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จากอุปกรณ์สวมใส่ที่สามารถวัดได้ อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มสูงขึ้น สี่วันก่อนที่ผู้คนจะรู้สึกถึงอาการใด ๆ จะมีหนึ่งรายสามารถตรวจพบผู้ป่วย COVID ได้ จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพัก

เมื่อคนเยอรมันนอนหลับน้อยลง

เมื่อได้ Data ขนาดมหึมา จากโครงการ ทางทีมงานก็ได้ค้นพบสิ่งลึกลับเกี่ยวกับชาวเยอรมันแทบจะทั่วพื้นที่ทั้งประเทศมีการนอนหลับน้อยลงในปี 2022 เมื่อเทียบกับปี 2020 และอัตราการเต้นหัวใจขณะพักของคนในประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่เป็นภาพสะท้อนที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือ ช่วงล็อคดาวน์นั้น ทำให้น้ำหนักของผู้คนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ แต่คำตอบนั้นก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือ ข้อมูลจาอุปกรณ์สวมใหส่เหล่านี้ เป็นตัวสร้างคำถาม ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพของผู้คน

นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของข้อมูล แต่หากมีข้อมูลมากกว่านี้ เราอาจจะได้เห็นอะไรที่เซอร์ไพรซ์มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของประชากรในประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือ ข้อมูลจากทั่วทั้งทวีป หรือ ทั่วโลกเลยก็เป็นได้

ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือนักวิจัยด้านสุขภาพ

ที่สำคัญที่สุด อุปกรณ์เฝ้าติดตามผู้ป่วย ช่วยให้นักวิจัยทางการแพทย์ได้เห็นว่าผู้ป่วยประสบกับโรคอย่างไร ตัวอย่างเช่น การทดสอบระบบหัวใจและหลอดเลือดและสมรรถภาพทางร่างกายที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ “การเดินทดสอบ 6 นาที”

การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)
การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)

ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ง่ายขึ้นด้วย fitness tracking ต่าง ๆ ซึ่งบางตัวก็ได้รวมเอาการทดสอบเหล่านี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างเช่น Apple Watch จะทำการประมาณโดยใช้ตัววัดหลายตัวจากเซ็นเซอร์ที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมปกติของผู้ใช้เป็นระยะเวลานาน เพื่อความแม่นยำของอัลกอริธึม

Andy Coravos จาก HumanFirst ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยให้บริษัทยาปรับใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเหล่านี้ในการตรวจสอบผู้เข้าร่วมการทดลองที่บ้าน

ตัวอย่างของโรคกล้ามเนื้อเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่ทำลายกล้ามเนื้อ ผลลัพธ์หลักโดยทั่วไปสำหรับยาที่พัฒนาขึ้นสำหรับโรคนี้คือการทดสอบเดิน 6 นาที และการทดสอบการปีนสี่ขั้น แต่ผู้ป่วย 60% ต้องนั่งรถเข็น ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบเหล่านีได้ แต่การใช้ปลอกแขนที่ติดตามการเคลื่อนไหวของร่างการส่วนบนทำให้พวกเขาสามารถทดลองผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ยาได้

บทสรุป

ตอนนี้ได้กลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้น ที่เหล่า App ต่าง ๆ ที่ใช้กับอุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้เล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน ในแนว Gamification เพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้กับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

ซึ่งปัจจุบัน เครื่องติดตามสุขภาพและฟิตเนสที่สวมใส่ได้เหล่านี้ สามารถเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนพยายามรักษาสุขภาพและบรรเทาความเจ็บป่วย วิธีที่แพทย์ดูแลพวกเขา และวิธีการช่วยเหลือด้านสุขภาพ

การดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลเหล่านี้จะทำให้การรักษาในอนาคตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการมีเครื่องมือแบบอัตโนมัติเหล่านี้ และนวัตกรรมที่สามารถตรวจสิ่งต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ช่วยผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังจากโรคต่าง ๆ สามารถปรับปรุงการรักษาและให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นได้

ประมาณหนึ่งในสามของการเสียชีวิตทั่วโลกนั้นมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ และมากกว่าสามในสี่ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

แต่ในอนาคต ด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีราคาลดลงไปมาก ก็จะสามารถทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของโลกเข้าถึงมันได้ และท้ายที่สุดนวัตกรรมเหล่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการยืดอายุชีวิตของมนุษย์เราให้ยืนยาวขึ้นได้นั่นเองครับผม

References :
https://econ.st/3M8vlw8
https://www.medicaldevice-network.com/comment/wearable-technology-in-healthcare-what-are-the-leading-tech-themes-driving-change/
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Advanced_Six_Minute_Walk_Test_(6MWT).jpg

ประสบการณ์ติดโควิด กักตัว Home Isolation ผ่านเทคโนโลยีของ Good Doctor

ต้องบอกว่าโควิดสายพันธ์โอไมครอน ติดง่ายอย่างเหลือเชื่อนะครับ ส่วนตัวผมเองก็เป็นคนระแวดระวังมาโดยตลอด แทบไม่ได้ออกไปไหน Work From Home มาตลอด 2 ปี ตั้งแต่โควิดระบาดในวันแรก แต่สุดท้ายก็ติดโควิดจนได้

ส่วนตัวก็เลยอยากจะมาบันทึกประสบการณ์ในการติดโควิดครั้งนี้ และแง่มุมที่น่าสนใจโดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี ที่ตอนนี้มีการจัดการระบบค่อนข้างดีเลยจากทางการ ที่ทำให้สามมารถจัดการผู้ติดเชื้อโควิดจำนวนมาก ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ติดโควิดได้อย่างไร?

ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถหาสาเหตุได้อย่างชัดเจนว่าไปติดมากจากไหน เพราะส่วนตัวออกข้างนอกก็สวมแมสก์ตลอดเวลา มีเพียงแค่ตอนรับประทานอาหารและดื่มกาแฟเท่านั้น ที่มีการถอดแมสก์ออก

ซึ่งจากข่าวที่ออกมาสายพันธ์ุโอไมครอน ติดง่ายมาก ส่วนอาการเริ่มต้นที่เริ่มเอะใจว่าน่าจะติดโควิด ก็คือ มีอาการเดียวกับหลังฉีดวัคซีน AZ คือ มีไข้ ไอ เจ็บคอ ซึ่งอาการมาอย่างรวดเร็วมากภายใน 1-2 วัน ที่รู้ตัวเพราะมันเป็นอาการป่วยที่ไม่เคยเจอมาก่อนคล้ายกับหลังฉีดวัคซีน

ส่วนตัวเองก็ไม่เคยตรวจ ATK เลยซักครั้งตั้งแต่โควิดระบาด แต่หลังจากอาการดังกล่าว 2 วัน จึงได้ลองตรวจดูทั้งแบบน้ำลายและแบบสอดจมูก ซึ่งให้ผลเหมือนกันคือ ติดโควิด

เริ่มกระบวนการ Home Isolation

หลังจากรู้ว่าติดเชื้อ ก็ได้ดำเนินการตามกระบวนการปรกติ โทรไป 1330 ของสปสช. ซึ่งสถานการณ์การระบาดยังไม่พีค ทำให้สายค่อนข้างว่างอยู่เยอะ มีการโทรสอบถามอาการอัพเดทอยู่ตลอดในช่วงแรก ว่าเราได้รับความช่วยเหลือแล้วหรือยัง

ถัดไปอีกวันก็มีเจ้าหน้าที่จาก จีดีทีคลินิกเวชกรรมโทรเข้ามา เพื่อไล่สอบถามและประเมินอาการว่าเราสามารถที่จะทำ Home Isolation ได้หรือไม่ หรือ ควรไปที่ hospitel ที่รัฐจัดไว้ให้

เนื่องจากผ่านอาการช่วงหนักมาแล้ว (1-2 วันแรก) มีอาการที่เหลือคือ ไอและเจ็บคอ ทำให้สามารถที่จะเข้า Home Isolation ได้ จากนั้น จีดีทีคลินิก ก็ให้ร่วมโครงการ โดยลงทะเบียนผ่าน Line และ App ของ Good Doctor ซึ่งสามารถโหลดได้ใน App Store และ Play Store

เริ่มกระบวนการรักษาผ่าน Good Doctor

ส่วนนี้อยากมาเล่าประสบการณ์ที่น่าสนใจ เพราะ มันเป็นการใช้เทคโนโลยี Telemedicine ที่น่าสนใจมากในภาวะวิกฤติโรคระบาดอย่างนี้ ซึ่งมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่ต้องใช้เทคโนโลยีมาจัดการกับคนหมู่มาก

ผมว่าส่วนนึงที่การกระจายของโอไมครอนต่ำกว่าที่คาดการณ์ก็น่าจะมาจากระบบเบื้องหลังที่มีการปรับมาระดับนึงแล้ว แตกต่างจากช่วงปีที่แล้วที่โควิดเดลต้าระบาดหนัก และภาวะเตียงล้น หาเตียงไม่ได้ ซึ่งผมคิดว่าทางรัฐก็คงหาวิธีจัดการจนมาสู่กระบวนการที่ใช้เทคโนโลยีอย่าง Good Doctor ที่เห็นในตอนนี้

สำหรับข่าวล่าสุดที่ออกมาว่า ทารัฐจะกลับไปให้สิทธิ์ตามของแต่ละคน ก็น่าเสียดายนะครับ แต่ก็พอเข้าใจเหตุผลเพราะต้องใช้เงินที่สูงมากกับผู้ป่วยแต่ละคน ยิ่งตอนนี้โอไมครอน กำลังขึ้นสู่จุดพีค จำนวนผู้ป่วยน่าจะแตะหลักหลายหมื่นได้เลย

สำหรับกระบวนการรักษาผ่านแอปอย่าง Good Doctor เราก็สามารถปรึกษาแพทย์ผ่านแอปได้เลย ตั้งแต่วันแรก ๆ ซึ่งหลังจากคุยปรึกษากัน (ผ่าน chat) แจ้งอาการที่ยังคงมีอยู่ไป กระบวนการต่าง ๆ ก็เริ่มต้นขึ้นทันที

น่าสนใจคือ Good Doctor มีการร่วมมือกับบริการ Delivery อย่าง Grab เมื่อคุณหมอทำการสั่งยาเสร็จ ก็จะทำการส่งผ่าน Grab มาให้ภายในระยะเวลาเพียงแค่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าสุดยอดมาก

ปรึกษาผ่านแอป จ่ายยาผ่าน Grab ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง
ปรึกษาผ่านแอป จ่ายยาผ่าน Grab ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง

สำหรับส่วนตัวผม ที่ยังพอมีอาการอยู่บ้างแต่ไม่หนัก ก็ได้ทั้งที่ตรวจไข้ ที่วัดระดับออกซิเจนในเลือด รวมถึงยาอีกชุดใหญ่ ตามอาการรวมถึงยาฟาวิพิราเวียร์ตัวหลักที่มีการจ่ายให้ทันทีตั้งแต่วันแรก

โดยจะมีการกักตัวเป็นเวลา 10 วัน ไม่ออกไปไหน ส่วนอาหารก็จะมีคูปองของ Food Panda และ Grab มาให้จำนวนเงินวันละ 300 บาท โดยต้องมีการสั่งแบบครั้งเดียวใช้คูปองได้ครั้งเดียวในแต่ละวัน ก็จะทำการสั่งแบบเผื่อมาเลยทั้ง มื้อกลางวันและมื้อเย็น

ส่วนการอัพเดทอาการนั้น ก็จะมีระบบบันทึก ในส่วนของอุณภูมิร่างกาย รวมถึงระดับออกซิเจนในเลือก ในช่วง 10 โมงเช้า และ 4 โมงเย็นของทุก ๆ วันเพื่อแจ้งให้ระบบทราบ ซึ่งก็คงเป็นรูปแบบเดียวกับการกักตัวที่ hospitel

การบันทึกข้อมูลประจำวันเพื่อแจ้งผ่านระบบ
การบันทึกข้อมูลประจำวันเพื่อแจ้งผ่านระบบ

ซึ่งในแต่ละวัน เราก็สามารถเข้าไปปรึกษาแพทย์ได้ ว่าอาการเป็นอย่างไร รวมถึงหากเกิดเหตุฉุกเฉินอาการรุนแรงก็จะมีช่องทางในการติดต่อแบบเร่งด่วนได้

ส่วนตัวผมเอง อาการก็เริ่มหายไปตั้งแต่วันที่ 4-5 เริ่มดีขึ้น เหลือแค่ไอเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็มีการจ่ายยาเพิ่มในส่วนของอาการที่ยังไม่หายจากคุณหมอ ซึ่งถือว่าดูแลได้ดีมาก ๆ จนหายสนิท ใช้เวลาราว ๆ 1 อาทิตย์

บทสรุป

ผมมองว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ Telemedicine ที่ อาจจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเทคโนโลยีนี้ หลังการแพร่ระบาดของ COVID ซึ่งอาจจะกลายเป็น New Normal ใหม่ในการรักษาผู้ป่วยได้ในอนาคต

เอาจริง ๆ หลังจากได้ลองใช้แล้วติดใจ ผมก็คิดว่า คงจะใช้บริการของ Good Doctor ต่อไปในอนาคต ซึ่งผมว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีศักยภาพมาช่วยผู้ป่วยได้ ไม่ต้องไปแออัดรอคิวอยู่ที่ โรงพยาบาล หากเป็นอาการป่วยทั่วไป เราก็ปรึกษาหมอแบบออนไลน์ได้เลย และใช้งานได้จริง

ผมมองว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งความพร้อมเรื่องเทคโนโลยี 4G , 5G ที่ครอบคลุมทั้งประเทศเราในปัจจุบัน รวมถึงการปรับพฤติกรรมครั้งสำคัญ ทำให้ Delivery แพลตฟอร์มกระจายไปทั่วประเทศ อยู่ส่วนไหนของประเทศก็มีอาหารมาส่งถึงที่บ้านเราได้ ซึ่งยาและเวชภัณฑ์ก็คงสามารถทำได้เช่นเดียวกัน

สิ่งที่ผมเสียดายอย่างเดียวของเทคโนโลยีนี้ ก็คือ หลังจากไปลองค้นหาข้อมูลมามันไม่ใช่ของคนไทยแต่อย่างใด เป็นเทคโนโลยีที่เกิดจากบริษัทยักษ์ใหญ่ 3 ราย ได้แก่ Ping An Good Doctor จากประเทศจีน , Grab จากสิงคโปร์ และ ได้ทุนใหญ่จากบริษัทลงทุนชื่อดังอย่าง Softbank ซึ่งตอนนี้กำลังลุยตลาดเต็มตัวในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ซึ่งเท่าที่หาข้อมูล มันก็มีบริการของไทยอยู่นะครับ แต่คงไม่สามารถ scale ขึ้นเทียบเท่าระดับที่ Ping An Good Doctor ทำได้ และหากแจ้งเกิดได้สำเร็จโดยเฉพาะหลังจากการระบาดของโควิด แถมยังได้ข้อมูลที่สำคัญจากการเรียนรู้ผ่านฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากการแพร่ระบาดของโควิด ผมว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่ใหญ่มหาศาล และ พฤติกรรมคนก็อาจจะเปลี่ยนในเรื่อง Telemedicine คล้ายกับพฤติกรรมการสั่งอาหารที่ตอนนี้ มันได้กลายเป็นเรื่องปรกติ New Normal ไปแล้วนั่นเองครับผม

Credit Image : https://www.bangkokpost.com/life/social-and-lifestyle/2168287/virtual-consultations-available-on-the-good-doctor-app

อัจฉริยะ x โรคระบาด เมื่อตลอดประวัติศาสตร์ของโรคระบาดทำให้โลกเราเจริญรุ่งเรืองขึ้น

ต้องบอกว่าผ่านพ้นเข้าสู่ปีที่สามที่โลกของเราเต็มไปด้วยการระบาดใหญ่ของ COVID-19  และแน่นอนว่ามันได้สร้างความหงุดหงิดเพิ่มมากขึ้น ความสูญเสียและความเจ็บปวดมากมายได้เกิดขึ้นและยังคงเกิดขึ้นอยู่จนถึงทุกวันนี้ และเราก็ยังไม่รู้ว่ามันจะจบสิ้นเมื่อใด

ตอนนี้เรามีวัคซีนอยู่แล้ว และรู้ดีว่ามาส์กสามารถปกป้องคนรอบข้างจากการแพร่ระบาดของโรคได้ แต่โลกเรานั้นมีความซับซ้อน และการผสมผสานของความไร้อำนาจ ความโกรธ การแบ่งขั้วทางการเมือง และการปล่อยข้อมูล fake news ทำให้วิกฤตินั้นยังแสนสาหัสอยู่

ด้วยความหนักหน่วงของทุกสิ่ง บางทีมันอาจจะเป็นการดีที่เราจะมองดูโรคระบาดอื่นๆ จากในอดีต เพื่อสำรวจสิ่งที่พวกมันให้มา ความเจ็บปวด การสูญเสีย และความโดดเดี่ยวที่ถูกบีบบังคับซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการระบาดใหญ่ได้หล่อเลี้ยงผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางส่วนของโลกตะวันตก ทั้งด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์

มรณะสีดำแห่งศตวรรษที่ 14

Francesco Petrarch กวีและนักวิชาการชาวอิตาลี ใช้ชีวิตผ่านโรคระบาดที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ นั่นคือกาฬโรค ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 200 ล้านคนทั่วยุโรป เอเชีย และแอฟริกาเหนือระหว่างปี 1346 ถึง 1353

หลังจากนั้นได้กลับมาระบาดเป็นระยะในหลายทศวรรษ ซึ่งเป็นตอนที่ Giovanni Boccaccio เพื่อนของ Petrarch เขียน Decameron ของเขาที่ร้อยเรื่องราวเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับชาวเมือง Florentines ที่สิ้นหวัง ซึ่งหนีไปยังชนบทเพื่อปกป้องตัวเอง

ในไม่ช้า ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาก็ปะทุขึ้นในอิตาลี และค้นพบสิ่งแรกผ่านความทุกข์ทรมานของโรคระบาดที่เกี่ยวข้องกับ Petrarch “ปี 1348 ของเราที่เหลืออยู่คนเดียวและทำอะไรแทบจะไม่ถูก” เขาเขียนไว้ในหนังสือของเขา 

“เราลืมไปว่าการใช้อุปกรณ์ของเราเพื่อสื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนฝูงในระยะทางไกลนั้นง่ายเพียงใด” 

ซึ่งสำหรับ Petrarch และ Boccaccio ทั้งหมดต้องทำด้วยตนเองหรือทำเป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการขนส่งที่ไม่มีความแน่นอนจากการแพร่ระบาดของโรค บังคับให้พวกเขาทั้งสองรู้สึกถึงความสันโดษ

จดหมายที่ไม่ตอบกลับในยุคนั้นอาจหมายถึงการเสียชีวิตของผู้รับ ถึงกระนั้น Petrarch ก็รู้สึกสบายใจในการเขียนจดหมายถึงเพื่อนฝูงและนำพานักคิดผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณของกรีกและโรมันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอมตะผ่านกวีนิพนธ์และร้อยแก้วของเขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจและหล่อเลี้ยงผู้อ่านของเขาผ่านการเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบากของการใช้ชีวิตและการตายในยุคนั้นมาได้นั่นเอง

กาลิเลโอกับการปฏิวัติโคเปอร์นิกัน ในศตวรรษที่ 17

ในตอนท้ายของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็นเวลาเกือบ 300 ปีหลังจากยุคของ Petrarch โรคระบาดกลับมาอีกครั้งในอิตาลีโดยได้รับผลกระทบมาจากสงครามสามสิบปีที่ทำลายล้างยุโรปตอนกลาง 

นี่คือเวลาของการเผชิญหน้าของกาลิเลโอกับ Roman ในขณะที่เขายืนกรานที่จะผลักดันโลกทัศน์ของเขาในการปฏิวัติโคเปอร์นิกันที่มองว่าดวงอาทิตย์ ไม่ใช่โลกที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ 

หนังสือของเขา Dialogue Concerning the Two Chief World Systems ได้เสนอการอภิปรายที่มีอคติอย่างมากเกี่ยวกับการจัดเรียงของดาวเคราะห์ เห็นได้ชัดว่าเป็นการสนับสนุนจักรวาลที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง

ในปี ค.ศ. 1630 นักบวชชาวโดมินิกันที่สนับสนุนมุมมองของกาลิเลโอได้อนุมัติหนังสือต้นฉบับดังกล่าว ภายหลังการแก้ไขบางส่วน ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดโรคระบาดในอิตาลีอีกครั้ง ทำให้ผู้คนต้องจำกัดการเดินทางและแยกตัวออกจากที่อยู่อาศัย

กาลิเลโอมองเห็นโอกาส เขาจัดการส่งต้นฉบับจากโรมไปที่บ้านของเขาในฟลอเรนซ์ เมื่อผ่านการอนุมัติจากการถูกเซ็นเซอร์ในกรุงโรม หนังสือเล่มนี้ก็ได้ถูกจัดตีพิมพ์

เมื่อพระสันตะปาปาเห็นหนังสือเล่มดังกล่าวก็โกรธจัด กาลิเลโอได้ทำแก้ไขเพิ่มจากการร้องขอจากศาสนจักรโดยให้ยอมรับว่าพระเจ้าทรงทำให้ดวงอาทิตย์เคลื่อนจากตะวันออกไปตะวันตกทุกวันผ่านปาฏิหาริย์ (ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ดวงอาทิตย์ที่เคลื่อน แต่โลกที่กำลังหมุนต่างหาก)

แต่เขากลับทำในลักษณะเยาะเย้ย โดยพระสันตะปาปาไม่พร้อมที่จะปรับตัวในช่วงเวลาของการเผชิญหน้าระหว่างคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ หนังสือเล่มนี้ถูกเซ็นเซอร์และกาลิเลโอถูกบังคับให้ละทิ้งมุมมองของจักรวาลแบบ heliocentric ของเขา ถึงกระนั้น หนังสือเล่มนี้ก็ยังรั่วไหลออกจากอิตาลี และการปฏิวัติของโคเปอร์นิกันก็เริ่มต้นขึ้น

ขอบคุณโรคระบาดที่ทำให้เรามีแคลคูลัสและฟิสิกส์

จากนั้นในปี ค.ศ. 1665 ที่ประเทศอังกฤษ โรคระบาดทำให้ Isaac Newton ที่ยังอายุน้อยต้องหนีจากการศึกษาของเขาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ไปยังฟาร์มของมารดาในวูลสธอร์ป ซึ่งเขาอาศัยอยู่เป็นเวลาสองปี และแน่นอนว่า มีต้นแอปเปิลอยู่ในฟาร์มแห่งนี้ 

ในช่วงสองปีนั้น ความอัจฉริยะของ Newton ระเบิดพลังออกมา มันเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ เขาใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์อย่างเต็มที่ซึ่งไม่มีใครเทียบได้ในยุโรปในขณะนั้น เพื่อสร้างผลงานที่สร้างสรรค์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ ซึ่งนักชีวประวัติในยุคแรกเรียกว่า anni mirabilis (“ปีอันมหัศจรรย์”) 

ในต้นปี ค.ศ. 1665 Newton ได้ค้นพบสิ่งที่เราเรียกว่าดิฟเฟอเรนเชียลแคลคูลัส ในวันนี้ และปีถัดมาในเดือนมกราคมก็มีทฤษฎีของสี และในเดือนพฤษภาคมต่อมาก็ได้สร้างแนวคิดของแคลคูลัสเชิงปริพันธ์ (Integral Calculus)] 

และในปีเดียวกันนั้นเอง เขาก็ได้ค้นพบเรื่องของแรงโน้มถ่วงที่ขยายไปถึงลูกทรงกลมของดวงจันทร์ และจากกฎของเคปเลอร์เกี่ยวกับช่วงเวลาของดาวเคราะห์ที่อยู่ในสัดส่วนที่แยกจากกันของระยะห่างจากจุดศูนย์กลางของลูกทรงกลม 

ทำให้มนุษย์เราได้เรียนรู้ว่าแรงที่ยึดดาวเคราะห์ไว้ในลูกกลมของพวกมันจะต้องเป็นกำลังสองของระยะห่างจากจุดศูนย์กลางที่พวกมันโคจรอยู่ 

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงโรคระบาดในปี ค.ศ. 1665-1666 เพราะในสมัยนั้น Newton อยู่ในวัยที่พร้อมสำหรับการประดิษฐ์คิดค้น ทั้งทางด้านคณิตศาสตร์และปรัชญาที่มีใจจดจ่อมากกว่าครั้งไหนๆ

โดยสรุป ในช่วงสองปีที่เกิดโรคระบาดนี้ Newton ได้วางรากฐานของแคลคูลัสเชิงอนุพันธ์และปริพันธ์ ทฤษฎีแสงและสี กฎการเคลื่อนที่ และทฤษฎีแรงโน้มถ่วง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องอัจฉริยะมาก ๆ สำหรับนักเรียนอายุ 23 ปี

จาก Petrarch ถึง Newton เราได้เรียนรู้ที่ถึงช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดผ่านการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ ผู้คนต่างมุ่งสู่สถานที่ปลีกวิเวก เพื่อการสร้างสรรค์อย่างปลอดภัยเหนือการต่อสู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดระหว่างชีวิตและความตายจากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่นั่นเองครับผม

References : https://bigthink.com/health/omicron-covid/
https://publicdomainreview.org/essay/petrarchs-plague
https://www.jstor.org/stable/230315?seq=1#metadata_info_tab_contents
https://bigthink.com/13-8/plague-genius/

สรุปการแบน Marjorie Greene อย่างถาวรของ Twitter ฐานให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับ Covid-19

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับการแบน Marjorie Taylor Greene ของ Twitter ที่เป็นการแบนแบบถาวร เนื่องจากมีการละเมิดนโยบายในการให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับ COVID-19 ภายในแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องของเธอ

ต้องบอกว่า ส.ส. Greene (@mtgreenee) เป็นคนหนึ่งที่ออกมาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเรื่องของ COVID-19 มีการพูดเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ และเรื่องหลอกลวงของเธอเกี่ยวกับการระบาดใหญ่ รวมถึงประเด็นสำคัญในเรื่องวัคซีน

แน่นอนว่าปัญหาเหล่านี้มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับ Greene เพราะตอนนี้ข้อมูลในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มอย่าง Twitter ที่เน้นข่าวเร็ว ข่าวด่วนเป็นหลัก นั้นเกิดประเด็นปัญหาในเรื่อง Fake News เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของ COVID-19 เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แต่การกระทำซ้ำ ๆ ของเธอ นี่เองที่ทำให้ Twitter ได้ทำการลงโทษสถานหนัก โดยเป็นการแบนแบบถาวร โดยเธอโดนเตือนถึง 5 ครั้งก่อนหน้านี้ หลังจากมีการละเมิดนโยบาย ซึ่งเธอได้ยื่นอุทรณ์ทุกครั้ง และในครั้งที่ 5 ของเธอ ทำให้เธอถูกระงับบัญชีแบบถาวร

ซึ่ง Greene นั้นได้ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง สำหรับโพสต์ที่อ้างว่าวัคซีนป้องกัน COVID-19 นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง รวมถึงเรื่องที่เธอกล่าวว่า COVID-19 เป็นอันตรายต่อคนอ้วนและผู้สูงอายุ

เธอยังอ้างว่าเธอถูกระงับเนื่องจากทวีตข้อมูลจาก Vaccine Adverse Event Reporting System (VAERS) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นกับวัคซีน รวมถึงวัคซีน COVID-19

Vaccine Adverse Event Reporting System (VAERS) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นกับวัคซีน (CR:The Communication Initiative Network)
Vaccine Adverse Event Reporting System (VAERS) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นกับวัคซีน (CR:The Communication Initiative Network)

โดย Greene ได้ทวีตข้อความเกี่ยวกับมาตรการด้านสาธารณสุขที่บังคับใช้ระหว่างการระบาดใหญ่ โดยวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามหลายอย่างที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่ามีความสำคัญในการป้องกันการเสียชีวิตจากไวรัสและทำให้การแพร่กระจายของ COVID-19 ในสหรัฐฯ ช้าลง

ซึ่งในปีที่แล้ว Greene ถูกระงับจาก Twitter หลายครั้งเนื่องจากละเมิดนโยบายของแพลตฟอร์ม ซึ่งก่อนหน้านี้บัญชีของเธอก็ถูกแบนชั่วคราวเนื่องจากละเมิดนโยบายของ Twitter และต่อมาถูกระงับสองครั้งหลังจากทวีตข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับ COVID-19

เธอได้ออกมาโต้แย้งผ่านแพลตฟอร์มการส่งข้อความ Telegram โดย Greene ได้ประณามสิ่งที่ Twitter ทำว่าเป็นการกระทำแบบสองมาตรฐานที่มาประเมินเนื้อหาของเธอ ตลอดจนของนักการเมืองอื่น ๆ และบุคคลอื่น ๆ บน Twitter และได้กล่าวว่า Twitter เป็นศัตรูต่ออเมริกาและไม่สามารถจัดการกับความจริงได้

เธอได้กล่าวปิดท้ายอีกว่า “ไม่เป็นไร ฉันจะแสดงให้อเมริกาเห็นว่าเราไม่ต้องการพวกเขา (Twitter) และมันถึงเวลาในการกำจัดศัตรูของเราแล้ว”

บทสรุป

ตลอดช่วงเวลาของการระบาดของ COVID-19 ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นมากมายก็คือเรื่องของข้อมูลเท็จ ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในสื่อโซเชียลมีเดียวส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Twitter หรือ Facebook

แต่ดูเหมือน Twitter จะเป็นสื่อที่มีปัญหานี้ร้ายแรงที่สุด เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่แทบจะไม่ต้องมีการยืนยันตัวตนใด ๆ เราได้เห็น account หลุม หรือ avatar มากมายในโลก Twitter ที่แทบจะไม่มีการตรวจสอบข้อมูลใด ๆ แล้วทำการปล่อยข่าวเท็จออกมามากมาย

รวมถึงเรื่องความเร็วในการแพร่กระจายที่ Twitter เป็นช่องทางที่แพร่กระจายข่าวได้รวดเร็วที่สุดอีกด้วย หากย้อนกลับไปที่จุดตั้งต้นของการกำเนิดขึ้นของ Twitter นั้นมันต่างจาก Facebook เพราะ Twitter ให้สิทธิเสรีภาพแบบเต็มที่ และเน้นในเรื่อง Free Speech มากกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ

ซึ่งจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเราได้เห็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การประท้วงรัฐบาลเผด็จการ หรือ เหตุการณ์อาหรับสปริงที่ใช้เครื่องมือ Twitter ในการดำเนินการ เพราะมีเสรีภาพแบบเต็มเปี่ยม ซึ่งนั่นเป็นจุดเด่นของพวกเขามาตั้งแต่แรกตั้งแต่ก่อตั้งแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมา

แต่กลับกัน มันก็ได้สร้างปัญหามากมายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง Fake News ที่เกิดขึ้น แม้เจ้าของแพลตฟอร์มต่าง ๆ เหล่านี้จะรับรู้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้น และพยายามหาทางแก้ไข อย่างในตัวอย่างข่าวนี้ก็คือการลงโทษขั้นสูงสุดด้วยการแบนถาวร เหมือนในกรณีของ Donald Trump ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว

Donald Trump ที่โดน Twitter แบนมาก่อนหน้านี้แล้ว (CR:CNN)
Donald Trump ที่โดน Twitter แบนมาก่อนหน้านี้แล้ว (CR:CNN)

แต่หากใช้มาตรฐานเดียวกัน มันก็มี account อีกมากมายในแพลตฟอร์ม ที่มีการเผยแพร่ fake news เหล่านี้เฉกเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ควรที่จะจัดการทั้งหมดด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่อย่างงั้นมันก็จะกลายเป็นเรื่องสองมาตรฐานอย่างที่ ส.ส. Greene ได้ทำการกล่าวหา Twitter ไว้นั่นเองครับผม

References : https://www.forbes.com/sites/roberthart/2022/01/02/twitter-permanently-bans-marjorie-taylor-greene-for-repeated-covid-19-misinformation
https://www.theverge.com/2022/1/2/22863583/twitter-marjorie-taylor-greene-banned-covid-19-misinformation
https://www.npr.org/2022/01/02/1069753102/twitter-bans-marjorie-taylor-greenes-personal-account-over-covid-misinformation
https://vaers.hhs.gov/about.html
https://sanfrancisco.cbslocal.com/2022/01/02/sf-based-twitter-bans-marjorie-taylor-greenes-personal-account/

Dr. Anthony Fauci จากเด็กชายย่าน Brooklyn สู่ผู้นำทัพในการต่อสู้กับ COVID-19 ของอเมริกา

Dr. Anthony Fauci หัวหน้าสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติ ได้รับการแต่งตั้งในเดือนมกราคมปี 2020 ให้กับคณะทำงานเฉพาะกิจ Coronavirus ทำเนียบขาวของประธานาธิบดี Trump ด้วยการปรากฏตัวเกือบทุกวันในงานแถลงข่าวทั่วประเทศ เขาจึงกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

Dr. Fauci เป็นผู้บุกเบิกวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของมนุษย์ เขารับใช้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคนตั้งแต่ Ronald Reagan 

ในปี 2003 การสำรวจพบว่า Dr. Fauci เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องมากเป็นอันดับที่ 13 ของโลกในช่วง 20 ปีระหว่างปี 1983 และ 2002

ในปี 2008 Dr. Fauci ได้รับรางวัล Presidential Medal of Freedom จากประธานาธิบดี George W. Bush ร่วมกับเหรียญทองของรัฐสภาเป็นรางวัลสูงสุดที่มอบให้กับพลเรือนของสหรัฐอเมริกา 

เขาได้รับรางวัลอื่นๆ มากมายในช่วงอาชีพที่โดดเด่นของเขา รวมถึงรางวัล John Dirks Canada Gairdner Global Health Award ในปี 2016 ซึ่งมอบให้กับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกในด้านการวิจัยด้านสุขภาพระดับโลก เขาอยู่ในแนวหน้าของการต่อสู้กับ HIV, 9/11, Ebola และตอนนี้คือวิกฤตการณ์ Covid-19

Dr. Fauci เป็นคนที่มีพื้นเพมาจากย่าน Brooklyn เขาเกิดที่นั่นในวันก่อนคริสต์มาสปี 1940 พ่อแม่ของเขา Stephen Antonio Fauci และ Eugenia Lillian Fauci เป็นเจ้าของ Fauci Pharmacy ใน Dyker Heights, Brooklyn ที่ 83rd Street และ 13th Avenue

ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในเมือง Bensonhurst ซึ่งตอนนั้นส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาวอิตาลี-อเมริกัน พ่อของเขา จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยม New Utrecht High School ของ Brooklyn ในปี 1928

จากนั้นได้รับปริญญาด้านเภสัชกรรมจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในปี 1932 ร้านขายยา Fauci เป็นกิจการของครอบครัว: พ่อของเขากรอกใบสั่งยา แม่และน้องสาวของเขาทำงานที่เครื่องเก็บเงิน และ Anthony Fauci จะช่วยส่งมอบยา 

ร้านขายยา Fauci เป็นกิจการของครอบครัว
ร้านขายยา Fauci เป็นกิจการของครอบครัว

Anthony Fauci ชอบเล่นกีฬาตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่ออายุได้ 10 ขวบ เขาเล่นบาสเก็ตบอลในสมาคมกีฬาแห่งศาลเซนต์เบอร์นาเด็ตต์ อีกหนึ่งปีต่อมาเขาได้รับถ้วยรางวัลจากการเล่นให้กับทีมที่เซนต์เบอร์นาเด็ตต์ 

ในปี 1954 เขาเริ่มเข้าเรียนที่ Regis ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมเอกชนเยซูอิต ที่โรงเรียนมัธยม Regis ค่อนข้างมีความเข้มงวด มีขนาดไม่ใหญ่นัก และไม่มีค่าเล่าเรียน

Regis ถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนชายล้วนที่ดีที่สุดในประเทศ Fauci เติบโตที่นั่น และกลายเป็นกัปตันทีมบาสเกตบอลที่โรงเรียนมัธยม Regis ได้ในท้ายที่สุด

จาก Regis Fauci ไปที่สถาบันเยซูอิตอีกแห่งคือ Holy Cross ในเมือง Worcester รัฐแมสซาชูเซตส์ คณาจารย์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของเขาทำให้เขาไม่มีทางเลือกในเรื่องนี้มากนัก “พวกเขาจะไม่เขียนคำแนะนำให้คุณถ้าคุณต้องการสมัครเข้าเรียนที่ Harvard หรือ Cornell หรือ Columbia” เขากล่าว

Eugenia Lillian Fauci แม่ของ Dr. Fauci แนะนำให้เขาเป็นหมอ ดังที่ Dr. Fauci กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ NIH: “ผมคิดว่าความคิดในการเป็นมาจากแม่ของผม เธออยากให้ผมเป็นหมอตั้งแต่แรกเกิด เธอไม่เคยกดดันผม แต่อย่างไรก็ตาม แต่ผมคิดว่าผมเข้าใจถึงความคาดหวังที่เธอต้องการให้ผมเป็นหมอ”

Dr. Fauci ได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตจากวิทยาลัยการแพทย์มหาวิทยาลัย Cornell ที่ยอร์ก อเวนิว ในแมนฮัตตัน ในปี 1966

จากนั้นเขาก็เข้าร่วมงานที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติของรัฐบาลกลาง : “ผมจบโรงเรียนแพทย์และฝึกงาน และใช้เวลาสองปีอยู่อาศัยในแผนกอายุรศาสตร์ที่ New York Hospital Cornell Medical Center จากนั้นผมก็มาที่ NIH” 

Dr. Fauci ทำงานในห้องทดลองของ Sheldon Wolff ศึกษาลักษณะโมเลกุลของไข้ ในตอนนั้นเหล่านักวิทยาศาสตร์กำลังเรียนรู้วิธีจัดการกับส่วนประกอบที่เล็กที่สุดของเซลล์แต่ละเซลล์อย่างรวดเร็ว ซึ่งเปิดทางสู่การค้นพบวิธีการใหม่ ๆ ในการรักษาผู้ป่วย

ในปี 1990 Fauci เป็นนักวิจัยชั้นนำของรัฐบาลที่เน้นเรื่องการแพร่ระบาดของโรคเอดส์
ในปี 1990 Fauci เป็นนักวิจัยชั้นนำของรัฐบาลที่เน้นเรื่องการแพร่ระบาดของโรคเอดส์

เมื่ออายุ 40 ปี Dr. Fauci ได้กลายเป็นผู้อำนวยการที่อายุน้อยที่สุดของสถาบัน NIH ในรอบศตวรรษ และเส้นทางอาชีพของเขาก็มาประจักษ์ให้โลกได้เห็นความสามารถของเขา จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ครั้งนี้นั่นเอง

หลังจากใช้เวลาหลายปีในย่าน Brooklyn และได้รับการฝึกฝนจากคณะเยสุอิต เขาได้อุทิศอาชีพอันยาวนานและมีเกียรติเพื่อใช้ความเชี่ยวชาญที่ยอดเยี่ยมของเขาในการช่วยเหลือผู้อื่นมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเองครับผม

มีคำพูดต่อไปนี้ของ Dr. Fauci ที่เป็นหลักยึดสำคัญในการทำงานของเขาจนประสบความสำเร็จอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ :

“มีหลายวิธีในการบรรลุเป้าหมายที่คุณต้องการ แต่เมื่อคุณประนีประนอมกับหลักการของคุณเอง คุณก็จะหลงทาง แล้วสุดท้ายคุณจะสูญเสียเป้าหมายหลักของคุณไปจริงๆ” Dr. Anthony Fauci 

References : https://www.newyorker.com/magazine/2020/04/20/how-anthony-fauci-became-americas-doctor
https://www.green-wood.com/2020/dr-anthony-fauci-deep-roots-in-brooklyn-and-green-wood/
https://www.powells.com/book/dr-fauci-9781665902434
https://www.theguardian.com/world/2020/jul/19/five-fauci-quotes-to-get-you-through-the-week
https://www.nbcnews.com/politics/politics-news/man-charged-sending-threatening-emails-dr-anthony-fauci-nih-chief-n1275238