ผลข้างเคียงที่น่ากลัว กับการทดลองทางสมองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ผ่าน Apple Vision Pro

ได้กลายเป็นอุปกรณ์ที่มีกระแสร้อนแรงไปทั่วโลกสำหรับ Vision Pro ผลิตภัณฑ์ที่หวังจะเป็นอาวุธพิฆาตและผลิตภัณฑ์เรือธงใหม่ของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Apple

แต่อุปกรณ์รูปแบบดังกล่าวก็ต้องบอกว่ามันยังไม่เคยมีการทดลองใช้งานจริง ๆ จัง ในระยะยาวกับมนุษย์ หากสวมใส่กันยาว ๆ และกลับไปใช้ชีวิตเหมือนปรกติทั่วไป

มันน่าสนใจมากว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะส่งต่อสมองของมนุษย์อย่างไร เราจะวิวัฒนาการไปสู่จุดใด หากโลกในอนาคตอุปกรณ์เหล่านี้สามารถเข้าถึงได้ในราคาถูกกว่านี้และเข้าถึงคนหมู่มากได้สำเร็จ

Jeremy Bailenson ผู้อำนวยการ Virtual Human Interaction Lab ที่ Stanford ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “สมองของมนุษย์เราจะได้รับการทดลองครั้งใหญ่ ซึ่งสามารถกำหนดทิศทางความรู้สึกของโลกรอบตัวเราใหม่ได้ และทำให้ยากขึ้นในการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง”

วัตถุต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงแม้จะสามารถทำให้เรา enjoy ไปกับมันได้ แต่มันคือสิ่งที่บิดเบี้ยวจากความเป็นจริง ทั้งขนาด รูปร่าง หรือสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราขยับศรีษะการเรนเดอร์วีดีโอไม่สามารถแข่งกับความเร็วในการประมวลผลและความเที่ยงตรงของดวงตาและสมองของเราได้

Bailenson และทีมงานได้ทดลองสวม Vision Pro และ Meta Quests รอบ ๆ วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยเป็นเวลาสองสัปดาห์โดยพยายามทำทุกสิ่งที่จะทำได้ผ่านโลกเสมือนจริง

Jeremy Bailenson ผู้อำนวยการ Virtual Human Interaction Lab ที่ Stanford (CR:IEEE Spectrum)
Jeremy Bailenson ผู้อำนวยการ Virtual Human Interaction Lab ที่ Stanford (CR:IEEE Spectrum)

สิ่งที่พวกเขาค้นพบน่าสนใจมาก เพราะพวกเขาพบกับอาการป่วย ทั้งคลื่นไส้ ปวดหัว เวียนศรีษะ มันทำให้พวกเขา (กลุ่มที่ทำการทดลอง) รู้สึกถึงระยะห่างระหว่างวัตถุต่าง ๆ เพี้ยนไปหมด เช่น การคิดว่าปุ่มลิฟต์อยู่ห่างจากนิ้วของพวกเขามากขึ้น หรือประสบปัญหาในการนำอาหารเข้าปาก

แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็สามารถปรับตัวได้ สมองและกล้ามเนื้อของพวกเขาเรียนรู้ที่จะชดเชยสิ่งต่าง ๆ กับมุมมองใหม่ต่อโลกที่แท้จริง

ซึ่งดูเหมือนเวลาในการปรับตัวมันจะช่วยแก้ปัญหา แต่เปล่าเลยเพราะเมื่อผู้คนปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นเวลานานพอ โลกแห่งความเป็นจริงก็เริ่มที่จะผิดเพี้ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม

หากมีการสวมอุปกรณ์เหล่านี้นานเท่าไหร่ ผลที่ตามมาของการรับรู้ที่แปลกประหลาดไปจะยิ่งนานขึ้นเท่านั้น ดังนั้นผู้คนที่ใช้เวลาทั้งวันกับ Vision Pro อาจกลับบ้านตอนกลางคืนพร้อมกับความรู้สึกเหมือนกำลังเมาค้าง

ซึ่งก็ต้องบอกว่าอุปกรณ์อย่าง Vision Pro นั้นไม่ได้ให้ประสบการณ์ VR เต็มรูปแบบ เพราะใช้เทคโนโลยี AR ที่ผสานโลกเสมือนจริงและโลกแห่งความเป็นจริงเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวมนั้นน่ากลัวกว่ามาก

เนื่องจากการที่สามารถมองทะลุผ่านไปยังโลกแห่งความเป็นจริงผ่านการเรนเดอร์นั้น จะส่งผลที่น่าตกใจเมื่อเวลาผ่านพ้นไป

เมื่อทีมงานของ Bailenson พยายามออกจากโลกของ Vision Pro เพื่อเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง และพยายามที่จะพูดคุยกับผู้คนในโลกจริง ๆ

บางครั้งสภาพแวดล้อมได้ถูกบิดเบี้ยวโดยเฉพาะเรื่องขนาดและทำให้ดูน่าสับสน เกิดความล่าช้าในการตอบโต้กับมนุษย์จริง ๆ และคนที่คุยด้วยเริ่มดูเหมือนไม่จริง เมื่องมองใกล้ๆ คนเหล่านี้ดูคล้ายอวตาร ซึ่งเมื่อระยะในการมองห่างออกไปก็กลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพื้นหลัง

Bailenson ได้กล่าวเตือน การใช้อุปกรณ์แบบ Vision Pro ในระยะยาวอาจทำให้เราหลอนและคิดว่าตัวละคร อวตารในโลก VR/AR นั้นกลายเป็นมนุษย์จริงได้ง่ายขึ้น

ทุกคนมีเกณฑ์ในการรับรู้ทางประสาทสัมผัสที่แตกต่างกันเล็กน้อย เราเห็นสีต่างกันเล็กน้อย มีความไวต่อกลิ่นต่างกันไม่มากก็น้อย และเราประมวลผลทั้งหมดด้วยสมองที่ได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษอย่างแรกคือโดยยีนของเราและจากนั้นด้วยการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทรวมถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต

แต่โดยทั่วไปแล้วมนุษย์เราเห็นพ้องต้องกันในเรื่องพื้นฐานหลาย ๆ อย่าง เช่น แม้เราอาจจะมองสีน้ำเงินแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ก็สามารถเข้าใจร่วมกันได้ว่าท้องฟ้าเป็นสีอะไร หรือความอดทนต่อรสเผ็ดของพริกอาจจะแตกต่างกัน แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าเราจะกินพริกเมื่อใด

แต่อุปกรณ์เหล่านี้ทำให้ประสาทสัมผัสที่เรามีต่อสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป จะนำสิ่งต่าง ๆ เข้าสู่โลกแห่งการมองเห็นของเราที่มีความแตกต่างจากคนอื่น ๆ และสุดท้ายเราอาจจะไม่สามารถมองความเป็นจริงทางกายภาพได้อีกต่อไป

“อุปกรณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่สามารถเพิ่มสิ่งต่าง ๆ ให้กับโลกแห่งความเป็นจริงเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถลบมันออกไปได้อีกด้วย” Bailenson กล่าว

“สิ่งที่เรากำลังจะได้สัมผัสคือการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในที่สาธารณะ ผู้คนจะอยู่ในสถานที่เดียวกัน สัมผัสโลกที่แตกต่างและมองเห็นมันได้พร้อมกัน และสุดท้ายเราจะสูญเสียจุดยืนกับสิ่งที่เราเคยยึดถือร่วมกันมาในท้ายที่สุด” Bailenson กล่าวปิดท้าย

แต่ก็ต้องบอกว่าโลกเราผ่านวิวัฒนาการด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ มานับต่อนับ ทั้งอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย มือถือสมาร์ทโฟน มนุษย์เราก็สามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับมันได้ในทุก ๆ ครั้ง

ซึ่งสุดท้ายเมื่อเวลาผ่านพ้นไป เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็จะปรับปรุงขึ้น หน้าจอที่มีความละเอียดดีขึ้นและแสดงผลเร็วขึ้น อัลกอริธึมใหม่จะลดการบิดเบือนของโลกเสมือนจริงให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เราควรกังวลแต่อยู่ที่ว่าเราจะใช้เวลาอยู่กับมากแค่ไหน และจะทำให้มันสร้างประโยชน์ให้กับเราได้มากเท่าใดนั่นเองครับผม

References :
https://www.businessinsider.com/apple-vision-pro-experiment-brain-virtual-reality-side-effec
https://www.washingtonpost.com/technology/2024/02/06/apple-vision-pro-dos-donts/
https://timesofindia.indiatimes.com/gadgets-news/the-impact-of-apple-vision-pro-and-meta-quest-like-devices-on-the-brain/articleshow/107627523.cms

10 ปีผ่านไป ฉันยังสงสัยว่าฉันคิดผิดหรือเปล่าที่ให้สมาร์ทโฟนกับลูกสาว

เมื่อเวลาเป็นสิ่งที่ย้อนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ ก็ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีกับการเติบโตของเด็ก ๆ ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเหล่าผู้ปกครองว่าควรที่จะมอบสมาร์ทโฟนแก่ลูก ๆ ดีหรือไม่

มันมีข้ออ้างมากมายว่าเด็ก ๆ ควรจะได้รับสมาร์ทโฟน เพราะพวกเขาจะกลายเป็นคนนอกสังคมที่ไม่มีโทรศัพท์ใช้ เพราะคนอื่น ๆ ต่างมีโทรศัพท์

ผู้ปกครองหลายคนก็คิดว่าโทรศัพท์เป็นอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย ทำให้เด็กที่เกิดปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าสามารถที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้ปกครองได้

กลุ่มที่มีชื่อว่า Sapien Labs ซึ่งมีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตของเด็ก ได้สำรวจความคิดเห็นจากผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-24 ปี เกือบ 28,000 คน

Sapien ซึ่งได้ทำการวิจัยกับกลุ่มคน Gen Z อธิบายว่าคนกลุ่มนี้เป็น “กลุ่มคนรุ่นแรกที่ผ่านวัยรุ่นด้วยเทคโนโลยีนี้”

ไม่แปลกใจเลยที่การวิจัยของกลุ่มดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสภาพจิตใจของคน Gen Z นั้นแย่กว่าคนรุ่นก่อน ๆ

สุขภาพจิตของวัยรุ่นแย่ลงอย่างมากในทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นกระแสหลัก และปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ปัญหาดังกล่าวรุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ Sapien ติดตามช่วงอายุผู้ที่ตอบแบบสอบถามในการมีโทรศัพท์มือถือเป็นครั้้งแรกและเปรียบเทียบสิ่งนี้กับผลสุขภาพจิตที่รายงานออกมา

มันแสดงให้เห็นรูปแบบที่ชัดเจน เด็กที่รับโทรศัพท์ตั้งแต่อายุยังน้อยมีสุขภาพจิตที่แย่ลง โดยสัดส่วนของเด็กผู้หญิงที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพจิตมีตั้งแต่ 74% สำหรับผู้ที่ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกเมื่ออายุ 6 ขวบ จนถึง 46% ของผู้ที่ได้รับสมาร์ทโฟนเมื่ออายุ 18 ปี ส่วนของเด็กผู้ชายนั้นตัวเลขอยู่ที่ 42% และ 36% ตามลำดับ

รูปแบบดังกล่าวมีความสำคัญอย่างหนึ่งในประเภทของสุขภาพจิตที่เรียกว่า “social self” ซึ่งจะติดตามว่าเรามองตนเองอย่างไรและเกี่ยวข้องกับผู้อื่นอย่างไร

Sapien ระบุว่ารูปแบบดังกล่าวนี้ไม่เพียงแต่มีแนวโน้มในการเสพติดการใช้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ลดลงด้วย

จากสถิติการใช้เวลา 5-8 ชั่วโมงต่อวันทางออนไลน์ในช่วงวัยเด็ก มีการคาดการณ์ว่าสิ่งนี้หากนับเป็นจำนวนชั่วโมงจะมากถึง 1,000 – 2,000 ชั่วโมงต่อปี แทนที่จะใช้เวลาไปปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบเห็นหน้าเห็นตากับผู้อื่นในสังคม

ก่อนที่เราจะพิจารณาผลกระทบอื่น ๆ ของเทคโนโลยี ตั้งแต่เรื่องของเนื้อหาที่เด็กสามารถดูได้ทางออนไลน์ ไปจนถึงการกลั่นแกล้งบนอินเทอร์เน็ต และความกดดันที่ต้องโต้ตอบกับโลกของโซเชียลมีเดียตลอดเวลา

Jonathan Haidt ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า “โทรศัพท์โดยตัวมันเองนั้นไม่ได้เป็นอันตราย แต่สมาร์ทโฟนที่เต็มไปด้วยแอปเปรียบดั่งคำสาปของซาตาน”

Jonathan Haidt ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (CR:The Chronicle of Higher Education)
Jonathan Haidt ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (CR:The Chronicle of Higher Education)

เมื่อเด็กมีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเองและใช้งานได้ตามต้องการ พวกเขาจะประสบปัญหาร้ายแรงเกี่ยวกับการอดนอนและการเสพติดไปกับมัน

ทางออกคืออะไร?

ในปัจจุบันมีความคืบหน้าเกี่ยวกับเนื้อหาจากบริษัทด้านเทคโนโลยีที่เผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการควบคุมเนื้อหาบางอย่าง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ Youtube ได้ร่วมมือกับสมาคมโรคการกินผิดปรกติแห่งชาติของอเมริกาเพื่อจำกัดเนื้อหาที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้มีอิทธิพลทางโซเชียลมีเดียรุ่นใหม่ เช่น Linda Sun และ Natacha Oceane ส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อร่างกายและรณรงค์ต่อต้านในเรื่องการทรมานตัวเองด้วยการอดอาหาร

Linda Sun Youtuber คนดังต้องช่วยให้ข้อมูลที่ถูกต้อง (CR:Youtube)
Linda Sun Youtuber คนดังต้องช่วยให้ข้อมูลที่ถูกต้อง (CR:Youtube)

แต่ก็ยังมีการถกเถียงเกี่ยวกับคำถามที่ว่า เราควรห้ามเด็กเล็กไม่ให้ใช้สมาร์ทโฟนหรือไม่? หรืออย่างน้อยก็ระงับอุปกรณ์ที่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

ซึ่งก็ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องยากมาก ๆ สำหรับเหล่าผู้ปกครองหรือโรงเรียนในยุคปัจจุบันที่จะควบคุมหรือจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือ

ในขณะที่มีความเห็นว่าโรงเรียนควรขอให้เด็ก ๆ ทิ้งโทรศัพท์ไว้ในล็อกเกอร์ขณะอยู่ในชั้นเรียน แต่ผู้ปกครองอาจคัดค้านเนื่องจากพวกเขาต่างกังวลว่าจะติดต่อลูก ๆ ไม่ได้หากเกิดอะไรขึ้น เช่น เหตุกราดยิงในโรงเรียน

มีสัญญาณแห่งความหวังเล็ก ๆ ได้เกิดขึ้นในรัฐเท็กซัส มีการเคลื่อนไหวให้กำหนดว่าเด็ก ๆ ควรจะรอจนกว่าจะถึงเกรด 8 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2) ถึงจะใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้ โดยมีครอบครัวมากกว่า 45,000 คนที่ลงทะเบียนสนับสนุน

แน่นอนว่าหากใครมีลูกเล็ก ๆ ก็ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการต่อสู้ในเรื่องนี้ในอนาคตข้างหน้า เพราะอย่าไปหวังพึ่งเหล่าผู้ประกอบการที่หิวโหยเงินตรา ที่จะหวังว่าพวกเขาจะสร้างโทรศัพท์มือถือโง่ๆ ที่ปราศจากสิ่งล่อตาล่อใจจากอินเทอร์เน็ต เพราะท้ายที่สุดแล้วเด็กคือกลุ่มเป้าหมายหลักเป้าหมายแรกที่พวกเขาต้องการที่จะล่อลวงมาเสพติดเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้นั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/da7bd5c6-1d29-4c40-8578-05966b84346b
https://www.todaysparent.com/family/parenting/yes-your-smartphone-habit-is-affecting-your-kid-heres-how/
https://www.nytimes.com/2016/07/21/technology/personaltech/whats-the-right-age-to-give-a-child-a-smartphone.html
https://www.theatlantic.com/family/archive/2019/09/i-wont-buy-my-teenagers-smartphones/597805/

มะเร็งที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุในหมู่คนรุ่นมิลเลนเนียล

เป็นอีกหนึ่งบทความที่น่าสนใจจาก Financial Time ที่อยากจะมาเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับโรคมะเร็งที่สถานการณ์ในตอนนี้เรียกได้ว่ามีอัตราการเกิดที่สูงขึ้นอย่างน่าประหลาดใจในหมู่คนรุ่นมิลเลนเนียล

มีการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Institute for Health Metrics and Evaluation ของ Unversity of Washington School of Medicine ซึ่งแสดงให้เห็นว่าช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการเกิดมะเร็งในประเทศกลุ่ม G20 ซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำนั้นมีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นในหมู่คนที่มีอายุ 25-29 ปี ในขณะที่ตรงกันข้ามในกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 75 ปี พบว่าอัตราการเกิดมะเร็งได้ลดลงจากจุดสูงสุดเมื่อปี 2005

ความน่ากังวลก็คือเหล่านักวิจัยไม่มีคำอธิบายแน่ชัดว่าเหตุใดคนในยุคมิลเลนเนียลจึงมีความเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่าคนรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจนมาก ๆ

ซึ่งจากงานวิจัยมีข้อมูลพบว่า ในบรรดาผู้ที่มีอายุระหว่าง 15-39 ปี โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีอัตราเพิ่มขึ้น 70% ในกลุ่มประเทศ G20 ระหว่างปี 1990 ถึง 2019 เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้น 24% ของมะเร็งทั้งหมด

Michelle Mitchell ผู้บริหารระดับสูงของ Cancer Research UK หรือ CRUK กล่าวว่า “การเพิ่มขึ้นของอัตราการเกิดมะเร็งในคนอายุน้อยเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เราต้องทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงนั้นโดยด่วน” ซึ่งแน่นอนว่าการเพิ่มขึ้นในเคสของคนที่มีอายุน้อย ๆ นั้นกลายเป็นเป็นประเด็นที่น่ากังวล”

Shahnawaz Rasheed ศัลยแพทย์ที่ Royal Marsden โรงพยาบาลรักษาด้านมะเร็งที่มีชื่อเสียงของลอนดอน ได้เล่าถึงประสบการณ์น่าตกใจของเขาในช่วงสองสัปดาห์ เมื่อเขาได้ผ่าตัดผู้หญิง 4 คนที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี คนไข้รายล่าสุดอีกรายเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง เป็นนักกีฬาหญิงวัย 30 ปี

การวินิจฉัยโรคในกลุ่มคนหนุ่มสาวนั้นส่งผลกระทบต่อ Rasheed อย่างหนัก มันทำให้เขามีความมุ่งมั่นเป็นอย่างมากในการหาคำตอบเหล่านี้
“คนเหล่านี้คือคนที่ควรจะดำเนินชีวิตต่อไป… สร้างอาชีพ และเลี้ยงดูลูก” เขากล่าว “มันทำให้หัวใจฉันแตกสลาย”

บทบาทของ Microbiome

เหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ค้นหาข้อมูลเชิงลึกมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงด้านโภชนาการและวิถีชีวิตที่เริ่มต้นในช่วงกลางศตวรรษที่แล้วเป็นกุญแจไขปริศนาอย่างน้อยส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้น

Dr Frank Sinicrope ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอกวิทยาและแพทย์ระบบทางเดินอาหารที่ Mayo Clinic ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่เริ่มมีอาการระยะแรก กล่าวว่า อุบัติการณ์ของโรคนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในผู้ที่เกิดหลังปี 1960 การเพิ่มขึ้นของคนหนุ่มสาวที่มาหาเขาเพื่อรับการักษาในช่วงไม่กี่ปีทีผ่านมานั้น “ค่อนข้างน่าตกใจ” เขากล่าว

Dr Frank Sinicrope ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอกวิทยาและแพทย์ระบบทางเดินอาหารที่ Mayo Clinic (CR:Youtube)
Dr Frank Sinicrope ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอกวิทยาและแพทย์ระบบทางเดินอาหารที่ Mayo Clinic (CR:Youtube)

การรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตในวัยเด็กมีแนวโน้มที่จะเป็นปัจจัยในการเพิ่มขึ้นเหล่านี้ เขากล่าว โดยชี้ไปที่โรคอ้วนในเด็กซึ่งแพร่หลายมากขึ้นและเป็นปัญหามากขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

ในขณะที่มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงกับเรื่องอาหาร นักวิจัยกำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงของ Microbiome ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในตัวเรา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในลำไส้ ที่กำลังเพิ่มความเสี่ยงที่มากขึ้นต่อการเกิดมะเร็ง

มีความเชื่อกันว่า Microbiome มีบทบาทสำคัญในสุขภาพโดยรวม รวมถึงการย่อยอาหารและการควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน เช่นเดียวกับการป้องกันแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคและช่วยในการผลิตวิตามินที่สำคัญ

การบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและน้ำตาลสูงจะทำให้องค์ประกอบของ Microbiome เปลี่ยนแปลงไปในทางที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของแต่ละคน

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคนทุกวัย นักวิจัยเชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่กรณีของมะเร็งที่เริ่มแสดงอาการในระยะเริ่มต้นเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ประมาณปี 1990

คนที่เกิดในทศวรรษที่ 1960 เป็นกลุ่มคนรุ่นแรกที่สัมผัสได้ตั้งแต่ทารกไปจนถึงการรับประทานอาหารที่ทันสมัย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเริ่มกลายเป็นบรรทัดฐานของโลกคนรวยในปี 1950

“มะเร็งมักจะพัฒนาในช่วงหลายทศวรรษ ผู้คนสามารถสะสมเนื้องอกที่เติบโตช้าไว้ได้นานหลายปี ดังนั้นสำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยในช่วงอายุ 20,30,40 ปี การสัมผัสปัจจัยเสี่ยงบางอย่างอาจเกิดขึ้นเมื่อยังเป็นทารกหรือแม้แต่ในครรภ์” Prof Shuji Ogino ศาสตราจารย์ผู้เชียวชาญด้านการระบาดวิทยาแห่ง Harvard TH Chan School of Public Health ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มการวิจัย CRUK/NCI กล่าว

ความจริงที่ว่ามะเร็งที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในวัยหนุ่มสาวนั้นอยู่ในระบบทางเดินอาหารหลายชนิด เช่น ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เช่นเดียวกับในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ท่อน้ำดี ตับ และถุงน้ำดี

มะเร็งชนิดอื่น ๆ บางชนิดพบมากขึ้นในคนอายุน้อย เช่น มะเร็งเต้านม ไต และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก รวมทั้งมะเร็งเม็ดเลือดบางชนิด ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบจากทั้งโรคอ้วนและสภาวะของ Microbiome

นอกจากนี้ การใช้ยาปฏิชีวนะและยาโดยทั่วไปอาจส่งผลต่อ Microbiome ของแต่ละคน ซึ่งบางครั้งเรียกว่า “bacterial fingerprint”

Ogino ชี้ให้เห็นว่าในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ประเภทของยาที่ใช้รักษาภาวะต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น เหล่ายาลดความอ้วนรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งผลที่ตามมายังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าพวกมันทำอะไรบ้างในระยะยาวกับร่างกายของมนุษย์

Valerie McCormack นักระบาดวิทยาผู้ศึกษารูปแบบการเกิดโรคมะเร็งในประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง ซึ่งโรคติดเชื้อเป็นภาระด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดมาอย่างยาวนาน ชี้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่อาจเพิ่มอัตราการเกิดโรคไม่ติดต่อ รวมทั้งมะเร็งในกลุ่มประเทศเหล่านี้

สาเหตุการตาย 10 อันดับแรกของผู้ที่มีอายุ 15 ถึง 39 ปี (CR:FT.com)
สาเหตุการตาย 10 อันดับแรกของผู้ที่มีอายุ 15 ถึง 39 ปี (CR:FT.com)

ผู้หญิงในประเทศเหล่านี้มีลูกน้อยลงโดยรวม และเมื่ออายุมากขึ้น หมายความว่าพวกเขาใช้เวลาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่น้อยลงเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อน เพราะในยุคก่อนนั้นการมีครอบครัวที่ใหญ่ มักจะนำไปสู่การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นเวลานาน และการคลอดลูกเป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุน้อยเป็นปัจจัยที่ทราบกันดีว่าสามารถป้องกันมะเร็งเต้านมได้

สำหรับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตส่วนอื่นๆ เช่น การใช้ชีวิตแบบนั่งนิ่ง ๆ มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนอนหลับ และการเปิดรับแสงจ้าซ้ำ ๆ ในตอนกลางคืน หรือพฤติกรรมอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ก็มีผลกระทบเช่นเดียวกัน

บทสรุป

ต้องบอกว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากว่าปัจจัยใดที่เป็นผู้ร้ายที่ชัดเจน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการดำรงชีวิตของมนุษย์เราตั้งแต่ช่วงปี 1960 เป็นต้นมามีปัจจัยหลายอย่างที่ทำงานร่วมกันและส่งผลกระทบให้อัตราการเกิดของโรคมะเร็งนั้นสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง

และแน่นอนว่ามันคงไม่หยุดที่แค่มะเร็ง ปัจจัยเสี่ยงเดียวกันนี้อาจทำให้เกิดโรคอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวานและโรคลำไส้อักเสบ หรือโรคในกลุ่ม NCDs ซึ่งมีแนวโน้มที่โรคเรื้อรังเหล่านี้จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน

มันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างชัดเจน เพราะหากแนวโน้มมะเร็งเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุน้อยลง ประเทศก็จะสูญเสียประชากรวัยทำงานที่สามารถมีส่วนร่วมในการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ หรือ แม้กระทั่งผู้ที่รอดจากการรักษา ก็ไม่สามารถที่จะฟื้นฟูร่างกายได้ 100% เหมือนเดิม ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ที่พบกับปัญหาเหล่านี้ได้ในระยะยาวนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/90d5f2e3-d539-4149-a503-2114ac3ef355
https://pixabay.com/photos/doctor-surgeon-ct-scan-mri-7000103/

ตัวเร่งวิกฤตสุขภาพจิตเด็ก เมื่อโรงเรียนรัฐในอเมริกาเตรียมล่ารายชื่อฟ้อง Meta,Google และ TikTok

มันได้กลายเป็นปัญหาไปทั่วโลกเสียแล้วนะครับ สำหรับวิกฤตสุขภาพจิตของเด็กวัยรุ่น ที่กำลังหลงอยู่ในโลกเครือข่ายโซเชียลมีเดีย โดยมีรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมากมายที่พบว่าสิ่งเหล่านี้กำลังสร้างหายนะให้เกิดขึ้นกับเด็ก

ในขณะนี้เหล่าโรงเรียนในระบบรัฐของสหรัฐอเมริกา ที่นำโดยเขตการศึกษาของรัฐแมรี่แลนด์ กำลังเตรียมฟ้องร้อง Meta ,Google , Snap และ TikTok เนื่องจากมีส่วนทำให้เกิด “วิกฤตสุขภาพจิต” ในหมู่นักเรียน

โดยคดีที่ฟ้องร้องโดย Howard County Public School System อ้างว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ดำเนินการโดยบริษัทเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ “เสพติดและอันตราย” ซึ่งได้ “ให้รางวัล” กับวิธีที่เด็ก ๆ “คิด รู้สึก และประพฤติ”

คดีดังกล่าวได้อ้างถึงปัญหาใน Instagram , Facebook , Youtube, Snapchat และ TikTok ที่กำลังทำร้ายเด็กซึ่งเป็นอนาคตของชาติ และยังถูกกล่าวหาว่า ในแต่ละแอปมีการกระตุ้นโดพามีน โดยเสนอรางวัลเป็นเหยื่อล่อ

ตัวอย่างเช่น หน้า For You ของ TikTok ซึ่งใช้ประโยชน์จากข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมของผู้ใช้เพื่อนำเสนอเนื้อหาแนะนำที่ไม่มีที่สิ้นสุด นอกจากนี้ยังกล่าวถึงอัลกอริธึม recommendation ของ Facebook และ Instagram เป็นคุณสมบัติที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างรูปแบบที่อันตรายของการใช้ผลิตภัณฑ์ซ้ำ ๆ และมากเกินไป

แพลตฟอร์ม Social Media ส่วนใหญ่ที่ออกแบบมาหลอกล่อกลุ่มเด็ก ๆ (CR:Theinvestor)
แพลตฟอร์ม Social Media ส่วนใหญ่ที่ออกแบบมาหลอกล่อกลุ่มเด็ก ๆ (CR:Theinvestor)

นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่าแต่ละแพลตฟอร์มส่งเสริม การเปรียบเทียบทางสังคมที่ไม่ดีต่อสุขภาพจิตของเด็กเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของร่างกายและความผิดปรกติทางร่างกายและจิตใจที่เกี่ยวข้องกับเด็ก

รวมถึงส่วนอื่น ๆ ที่คดีได้กล่าวถึงส่วนของการควบคุมโดยผู้ปกครองที่มีความบกพร่องของแต่ละแอป รวมถึงปัญหาเรื่องความปลอดภัยที่อ้างว่าส่งเสริมการแสวงหาประโยชน์ในเรื่องทางเพศกับเด็ก

“ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จำเลยได้ดำเนินกลยุทธ์การเติบโตโดยไม่ลดละค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยไม่สนใจผลกระทบของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อสุขภาพจิตและร่างกายของเด็ก” คำฟ้องระบุ “ในการแข่งขันเพื่อแย่งชิงตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล แต่ไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ กับผู้ใช้ที่เป็นวัยรุ่น จำเลยแต่ละคนได้ออกแบบคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการใช้งานซ้ำ ๆ และควบคุมไม่ได้โดยเด็ก”

การตอบโต้จากจำเลย

“เราได้ลงทุนในเทคโนโลยีค้นหาและลบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย การทำร้ายตัวเอง หรือผิดปรกติของการกิน ก่อนที่จะมีการรายงานจากผู้ใช้เสียด้วยซ้ำ” Antigone Davis หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของ Meta กล่าวในแถลงการณ์

“สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ซับซ้อน แต่เราจะทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานกำกับดูแลต่อไป เช่น อัยการสูงสุดของรัฐ เพื่อพัฒนาเครื่องมือ ฟีเจอร์ และนโยบายการใช้งานใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของวัยรุ่นและครอบครัวของพวกเขา”

Google ได้ออกมาปฏิเสธข้อหาดังกล่าวที่ระบุไว้ในคดี โดย Jose Castaneda โฆษกของบริษัทที่ได้ออกมาแถลงการณ์ว่า “ด้วยความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เราได้สร้างประสบการณ์ที่เหมาะสมกับวัยสำหรับเด็กและครอบครัวบน Youtube และให้เครื่องมือในการควบคุมที่มีประสิทธิภาพแก่ผู้ปกครอง”

ในขณะเดียวกับ Peter Boogaard โฆษกของ Snap กล่าวว่า “บริษัทได้ตรวจสอบเนื้อหาทั้งหมดก่อนที่จะเข้าถึงผู้ชมจำนวนมาก ซึ่งช่วยป้องกันการโปรโมตและการค้นพบเนื้อหาที่อาจเป็นอันตราย”

ในขณะที่ ByteDance เจ้าของ TikTok ยังไม่ตอบสนองต่อเรื่องการฟ้องร้องดังกล่าว

ทางออกคือกฎหมาย

เหล่านักวิจารณ์ให้ความสนใจกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสื่อสังคมออนไลน์ต่อเด็กและวัยรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ Frances Haugen อดีตผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ Facebook ได้ออกมาแฉผ่านสื่อ

ซึ่งทาง Haugen ระบุว่า Facebook รู้อยู่เต็มออกว่าแพลตฟอร์มสร้างปัญหาในสังคม ทั้งข้อความแสดงความเกลียดชัง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตในเด็ก แต่ Facebook ไม่ยอมจัดการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะเกรงว่ายอด Engagement จะลดลง หรือเลือกผลประโยชน์มากกว่าความปลอดภัยในการใช้งาน

ซึ่ง Haugen บอกว่าต้นตอของปัญหาเริ่มในปี 2018 ที่ Facebook เริ่มใช้อัลกอริธึมแบบใหม่ เริ่มที่จะควบคุมการมองเห็เนื้อหาในแพลตฟอร์ม เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมหรือ Engagement ซึ่งบริษัทพบว่าการมีส่วนร่วมที่ดีที่สุดคือการปลูกฝังความกลัวและความเกลียดชังในหมู่ผู้ใช้งาน

Frances Haugen อดีตผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ Facebook ได้ออกมาแฉผ่านสื่อ (CR:Rolling Stone)
Frances Haugen อดีตผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ Facebook ได้ออกมาแฉผ่านสื่อ (CR:Rolling Stone)

 Dr. Vivek Murthy ศัลยแพทย์ทั่วไปของสหรัฐฯ ได้ออกคำแนะนำว่า “สื่อสังคมออนไลน์มีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กและวัยรุ่น”

บางรัฐของอเมริกาได้ตอบสนองต่อปัญหาด้านความปลอดภัยที่เกิดจากสื่อสังคมออนไลน์โดยการออกกฎหมายที่ปกป้องไม่ให้เด็ก ๆ ลงชื่อเพื่อสมัครใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ รัฐยูทาห์จะห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีใช้โซเชียลมีเดียโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง

ในปีหน้ารัฐอาร์คันซอได้ออกกฎหมายที่คล้ายคลึงกันเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะลงชื่อสมัครใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ในขณะเดียวกันกฎหมายความปลอดภัยทางออนไลน์ระดับประเทศบางฉบับอาจใช้ระบบตรวจสอบที่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของเด็ก แม้จะมีคำเตือนจากกลุ่มผู้ปกป้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นส่วนตัวก็ตาม

บทสรุป

เรียกได้ว่าแทบจะเป็นครั้งแรกที่สถาบันการศึกษาเริ่มออกมาหาวิธีปกป้องเยาวชนจากปัญหาเรื่องสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ทั้งหลาย ซึ่งแสดงว่าพวกเขาได้มองเห็นผลกระทบของปัญหานี้จริง ๆ ภายในสถานศึกษาที่เกิดขึ้นบ่อยจนต้องออกมาฟ้อง

เมื่ออินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายสังคมออนไลน์เหล่านี้ ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่ ทำให้นโยบายของรัฐ กฎหมาย และกลไกที่ใช้กำกับดูแลของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนั้นยังไม่ปกป้องเด็กมากเพียงพอ หรืออาจะถูกมองข้ามไป

แพลตฟอร์มที่เป็น Global แทบจะทั้งหมดที่ถูกกล่าวหานั้น แน่นอนว่าพวกเขาต้องรีดศักยภาพทุกอย่างเพื่อสร้างรายได้สูงสุดให้กับพวกเขา และเน้นไปที่การเติบโตเพื่อให้เหล่านักลงทุนพอใจ

แต่การเติบโตนั้นสวนทางกับปัญหาสังคม ที่เต็มไปด้วยสิ่ง Toxic โดยเฉพาะกับเด็ก มันมีทางเลือกไม่มากสำหรับรัฐบาลทั่วโลก หรือแม้กระทั่งรัฐบาลในประเทศไทยเอง ที่ต้องมีความจริงจังในการออกกฎหมายเพื่อมาจัดการสิ่งเหล่านี้ เพราะเด็กคือผู้ใหญ่ในวันหน้า และเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในยุคหน้า ซึ่งหากไม่แก้อย่างจริงจัง จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวได้อย่างแน่นอนครับผม

References :
https://www.theverge.com/2023/6/2/23746904/maryland-school-meta-google-tiktok-snap-lawsuit
https://www.theverge.com/22740969/facebook-files-papers-frances-haugen-whistleblower-civic-integrity
https://www.blognone.com/node/125084
https://blogs.lse.ac.uk/medialse/2017/06/28/digital-media-challenge-childrens-rights-around-the-world-the-case-for-a-general-comment-on-the-un-convention-on-the-rights-of-the-child/
https://vator.tv/news/2022-11-09-the-impact-of-social-media-on-children-who-is-responsible-for-making-sure-theyre-safe

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า AI ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์?

เอาจริง ๆ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับว่า ในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีโดยเฉพาะทางด้าน AI ที่ก้าวล้ำไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เราได้เห็น model ทางการแพทย์ใหม่ ๆ ที่นำเอาอัลกอริธึมทางด้าน AI ไปประยุกต์ใช้ และประสบความสำเร็จอย่างสูง

ซึ่งในเบื้องต้น ยังต้องมีมนุษย์คอยช่วยพัฒนาวิธีการเหล่านี้อยู่ แต่ถ้าในอนาคตเราสามารถตัดมนุษย์ออกจากกระบวนการดังกล่าวได้ทั้งหมด แล้วปล่อยให้ AI มันทำงานแล้วสามารถค้นพบงานวิจัยระดับ breakthrough ของวงการได้ล่ะ AI ควรจะได้รับรางวัลโนเบลไหม?

เป็นบทความจาก the economist ที่ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว เมื่อมีการทำนายอนาคตว่าในปี 2036 นั้น รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์จะถูกมอบให้กับปัญญาประดิษฐ์

ต่อไปนี้คือเรื่องราวที่ถูกสมมิตขึ้น

ลองจินตนาการว่า มันจะวุ่นวายขนาดไหนหากมันเกิดขึ้นจริง AI ที่มีชื่อว่า YULYA ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Machine Learning ที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการว่า System for Automated Lymphoma Diagnosis

มันสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพในการต่อต้านแบคทีเรีย มันเกิดขึ้นเนื่องจากอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวของยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

YULYA ได้ช่วยชีวิตผู้คนได้ประมาณ 4 ล้านคน ทั้งที่ผ่านการรักษาโรคติดเชื้อโดยตรง รวมถึงในกระบวนการการผ่าตัดทั้งผ่าคลอด ซึ่งถือว่าอันตรายเกินไปหากไม่มียาปฏิชีวนะ

เดิมที YULYA ถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาที่แตกต่างกัน : ค้นหาวิธีในการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบนี้เป็นหนึ่งในปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ที่รวมเอาที่รวมเอาเทคโนโลยี Neural Network และ Deep Learning ขั้นสูง

มันทำงานโดยการตรวจสอบบันทึกจากฐานข้อมูลผู้ป่วย ร่วมกับคลังเอกสารจากวารสารทางการแพทย์และข้อมูลในอดีตจากบริษัทยา นอกจากนี้ยังได้รับการตั้งโปรแกรมให้ประเมินประสิทธิภาพของการรักษาต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการรักษาแบบผสมผสาน เพื่อแนะนำสูตรการรักษาใหม่ที่สามารถทดสอบในผู้ป่วยได้

อย่างไรก็ตามมันได้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในปี 2034 โดยไม่ตั้งใจ ซึ่ง YULYA ได้เข้าถึงเอกสารล่าสุดทั้งหมดในวารสารทางการแพทย์แทนที่จะเป็นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง

YULYA เริ่มเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยาปฏิชีวนะ และได้เข้าไปเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถแนะนำแนวทางใหม่ในการรักษาได้สำเร็จ

YULYA ซึ่งถูกสร้างโดย Dr. Anisha Rai แต่มันบังเอิญไปเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างนอกเหนือจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่เคยได้รับอนุญาต แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันกลับน่าทึ่ง Dr.Rai จึงเลือกที่จะเสนองานวิจัยดังกล่าวออกสู่สาธารณะ

มันได้กลายเป็นข้อถกเถียงกันอย่างดุเดือดว่า YULYA หรือ ผู้สร้างมัน ควรได้รับเครดิตสำหรับงานวิจัยนี้ แต่ Dr. Rai ยืนยันว่า YULYA สมควรได้รับเครดิตแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งท้ายที่สุดงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัลโนเบล

บทสรุป

โดยทั่วไปแล้ว AI จะใช้ทำนายการเริ่มมีอาการของโรค เช่น อัลไซเมอร์ ให้คำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล และเพิ่มความสามารถในการวินิจฉัยของแพทย์ เช่น การอ่านผล X-RAY หรือ ช่วยในการค้นคว้ายาใหม่ ๆ

แต่ก็มีอีกหลากหลายเทคโนโลยีที่ตอนนี้เรียกได้ว่าก้าวล้ำไปมาก ๆ แล้ว แม้จะเป็นเรื่องที่สมมติขึ้น แต่อยู่บนพื้นฐานของการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง

และท้ายที่สุด YULYA จะไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์สุดท้ายที่ได้รับรางวัลโนเบล เพราะในแขนงอื่น ๆ ทั้งเคมี ฟิสิกส์ ระบบ AI กำลังถูกใช้เพื้อค้นหาวัสดุและสารประกอบเคมีใหม่ ๆ ที่เหมาะสำหรับใช้ในแบตเตอรี่ แผงโซลาเซลล์ และอื่นๆ อีกมากมาย

และสุดท้ายมนุษย์ก็แทบไม่จำเป็นในกระบวนการวิจัยเหล่านี้อีกต่อไปเหมือนสิ่งที่ YULYA ทำ อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับความจริงหรือไม่ว่าเราได้พ่ายแพ้ให้กับพวกมันแล้ว และต้องมอบรางวัลทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่อย่างรางวัลโนเบลให้กับพวกมันนั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/what-if/2021/07/03/what-if-an-ai-wins-the-nobel-prize-for-medicine
https://www.worldquant.com/ideas/the-next-imitation-game-ai-wins-the-nobel/