Book Review : Xiaomi กลยุทธ์ปั้นแบรนด์หมื่นล้านแบบเสียวหมี่

 

ต้องยอมรับตามตรงหลังจากได้ยินชื่อแบรนด์ Xiaomi ในช่วงแรก ๆ ก็เป็นแบรนด์ดาวรุ่งแบรนด์หนึ่งของจีน ที่ช่วงแรก ๆ นั้นยังไม่ได้รับการจับตามองจากผู้คนทั่วไปเท่าที่ควร รวมถึงตัวผมเองด้วยเมื่อได้ยินชื่อครั้งแรกออกแนวตลกกับชื่อแบรนด์นี้ด้วยซ้ำ และเมื่อมองจากข้อมูลที่ได้รับเหมือนจะเป็นแนวของการ copy “Apple” อย่างน่าเกลียดไปด้วยซ้ำในช่วงแรก ๆ  ของการเปิดตัวมือถือ MI รุ่นแรก ๆ มีการแต่งตัว การตกแต่งเวที รวมถึง สไตล์การ presentation นั้นแทบจะ Clonning การนำเสนอของ apple มาล้วน ๆ

หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบความคิดของผมก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แบรนด์ Xiaomi นั้นเป็นต้นแบบของการปฏิวัติการสร้างแบรนด์ในยุคปัจจุบันได้อย่างชัดเจน โดยใช้เวลาหลังจากก่อตั้งเพียง 2-3 ปีก็กลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงถึงหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เรียกได้ว่าเป็นการฉีกกรอบการสร้าง Brand ของตำราในรูปแบบเดิม ๆ ออกไปโดยสิ้นเชิง

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นการบอกเล่าโดย “หลี่ว่านเฉียง” หนึ่งผู้ร่วมก่อตั้ง Xiaomi  ที่เริ่มเรื่องราวตั้งแต่การเริ่มก่อตั้ง การสร้าง MIUI ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ให้กับ Xiaomi มาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า แบรนด์ Xiaomi นั้นใส่ใจกับผู้บริโภคเป็นอย่างมากมีการรับ Feedback จากผู้ใช้งานเพื่อไปปรับปรุงและออกผลิตภัณฑ์ version ใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นน้อย brand ที่จะทำได้ขนาดนี้

การที่ Xiaomi นั้นก้าวขึ้นมาเป็น brand ผู้ผลิตมือถือ อันดับสามในปัจจุบัน เป็นรองเพียงแค่ Apple กับ Samsung นั้น ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการใช้เวลาแค่ 5 ปีเท่านั้นในการก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ ซึ่งคิดว่าเป้าหมายคงไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้แน่  ในหนังสือจะเล่าถึงที่มาที่ไปและแนวคิดรูปแบบใหม่ในการบริหารงานองค์กร และการสร้างทีมงานของ Xiaomi ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการฉีกกฏเกณฑ์เก่า ๆ ที่นักการตลาดทั่วไปได้ร่ำเรียนมา กลยุทธ์ด้านการตลาดที่สามารถล้มคู่แข่งยักษ์ใหญ่ได้จนกลายเป็น Brand ที่ทั้งโลกตัองหันมาจับตามองอย่างจริงจัง

เก็บตกจากหนังสือ

  • เราจะเห็นถึงกระบวนการในการบริหาร และ การจัดการภายในของ Xiaomi ที่ฉีกกฏเกณฑ์ทั่วไปจำนวนมาก
  • Xiaomi นั้นแจ้งเกิดจาก MIUI ซึ่งเป็นการสร้าง Software จนผู้ใช้ติด และหันมาทำ Hardware เองในภายหลัง

Steve Jobs: The Man in the Machine

Featured Video Play Icon

ถ้านับสารคดี ที่เกี่ยวข้องกับ steve jobs หรือ บริษัท apple ที่เคยทำมาทั้งหมด ก็ต้องถือว่า สารคดี Steve Jobs : The Man in the Machine ถือว่าเป็นหนึ่งในสารคดีที่ดีที่สุดชุดหนึ่งที่กล่าวถึง steve jobs และ บริษัท apple

ซึ่งเรื่องนี้ผลิตโดย Alex Gibney โดยผลงานของ CNN Films ซึ่งผ่านการผลิตสารคดีชั้นยอดมาแล้วหลายเรื่องเช่น Enron: The Smartest Guys in the Room หรือเรื่องเกี่ยวกับ wikileaks อย่าง We Steal Secrets: The Story of WikiLeaks ซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานคุณภาพโดยทั้งสิ้น

สำหรับเรื่องของ steve jobs : the man in the machine นั้นก็กล่าวตั้งแต่เนื้อหาในช่วงแรก ๆ ของการทำงานของ steve jobs กับ apple ตั้งแต่ยุคแรกของการก่อตั้งบริษัท การเริ่มต้นทำงานกับสิ่งประดิษฐ์แรก ๆ อย่าง เครื่อง bluebox ที่ใช้โทรศัพท์หาใครก็ได้ในโลกในขณะนั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในภายหลังของ steve jobs และด้วยความหลงใหลในด้านเทคโนโลยี รวมถึงการออกแบบ ทำให้เกิดเครื่อง apple รุ่นแรกขึ้นมา ซึ่งแทบจะนับได้เป็น Personal Computer เครื่องแรก ๆ ของโลกเลยก็ว่าได้

สารคดี พูดถึงเหตุการณ์สำคัญ ๆ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับ steve jobs ทั้งเรื่องของการทำ ads superbowl ในปี 1984 ที่เป็นการลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจของยักษ์ใหญ่สีฟ้า ณ ขณะนั้นซึ่งก็คือ IBM นั่นเอง รวมถึงแนวคิดในเรื่องการออกแบบตามวิถี zen ของ steve ซึ่งมีความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์ของ jobs ในยุคหลัง ๆ

ซึ่งสารคดี เรื่องนี้ก็ไม่ได้กล่าวเฉพาะในด้านดีไปซะทีเดียว เมื่อ apple เรืองอำนาจ ในยุคหลัง ๆ ก็เริ่มใช้อิทธิพลทำในหลาย ๆ อย่างเช่นการคุกคามนักข่าวของ Gizmodo เนื่องจากสามารถเก็บ iphone รุ่นต้นแบบและนำไปเผยแพร่ โดยใช้การกระทำที่เกินกว่าเหตุให้เจ้าหน้าที่บุกไปค้นบ้านของนักข่าวดังกล่าว ทำให้เป็นคดีที่ดังมากในยุคนั้น รวมถึงการบีบบังคับพนักงานไม่ให้ออกไปทำงานกับบริษัทอื่นที่เป็นคู่แข่ง ซึ่งหากมีการย้ายข้ามไปยังบริษัทคู่แข่งก็จะใช้อำนาจรวมถึงอิทธิพลต่าง ๆ เข้าทำลายพนักงานคนนั้น ๆ ให้เสียชื่อเสียง รวมถึง คดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการแจกหุ้นให้พนักงานที่มีส่วนที่ผิดกฏหมาย รวมถึงการหลีกเลี่ยงภาษีของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง apple

สุดท้าย ก็ถือว่าสารคดีชุดนี้ ทำออกมาได้ครอบคุลมเนื้อหาในชีวิตของ jobs ครบถ้วนทั้งในด้านดี และ ด้านมืด ในบางเรื่องที่พวกเราบางคนยังไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าว แต่ jobs ก็ถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งของวงการเทคโนโลยีของโลกในปัจจุบัน ที่ทำให้การใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ก็น่าคิดเหมือนกันว่า หากโลกนี้ไม่มีชายชื่อ steve jobs โลกในปัจจุบันของเราจะเป็นอย่างไร

Movie Review : No Escape


Review

 

ถือว่าเป็นผลงานที่น่า Surprise ผมอยู่เหมือนกันสำหรับหนังเรื่อง No Escape ที่เห็นผ่านตามานาน และเพิ่งได้มีโอกาสได้ดูเนื่องจากเห็นแว๊บ ๆ ว่าฉาก location ที่ใช้ถ่ายทำน่าจะเป็นที่ ประเทศไทย ที่จังหวัดเชียงใหม่

โดยส่วนตัวก็ชื่นชอบผลงานส่วนใหญ่ของ Owen Wilson อยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทาง Comedy ซะมากกว่าสำหรับการแสดงของ Owen Wilson ไม่ค่อยได้เห็นเขาใน บทบาที่ Serious เหมือนในหนังเรื่องนี้ สำหรับ No Escape นั้นเป็นผลงานการกำกับของ John Erick Dowdle ซึ่งก็ไม่เคยได้ติดตามผลงานของแกมาก่อนหน้านี้เลย และได้ดารานำอย่าง Pierce Brosnan ที่ห่างหายหน้าจอไปนาน มารับบทสายลับที่เข้ามาประจำการที่ประเทศ ( ในหนังไม่ได้กล่าวงถึงว่าเป็นประเทศอะไรเลย)  และมีการเปลี่ยนภาษาตามป้ายต่างๆ ในท้องถนนให้เป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้ แต่ในบทพูดนั้นเราจะเห็นอยู่ว่าตัวละครพูดภาษาไทยอย่างชัดเจน

ทำไมเรื่องนี้ถึงน่าสนใน ก็เนื่องจากการนำเรื่องของเหตุการณ์ทางการเมืองของบ้านเรามาใส่ในหนังเรื่องนี้อย่างชัดเจน ถึงแม้จะไม่เอ่ยถึงชื่อประเทศ ก็สามารถเดาได้อย่างชัดเจนว่าหนังเรื่องนี้กล่าวถึงประเทศไทย รวมถึงสัญลักษณ์ต่างๆ  ในหนัง เช่น การก่อม๊อบ รวมถึงการปิดผ้าโพกหัวสีแดง นั้นก็ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองในบ้านเรา ที่เคยประสบมาในอดีตแล้วทั้งสิ้น

ก็น่าคิดเหมือนกันว่าคนไทยเราอาจจะเคยชินกับภาพเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว แต่สำหรับต่างชาตินั้น เค้าก็มองในด้านลบสำหรับเหตุการณ์ในบ้านเรา ถึงขึ้นนำมาทำเป็นหนังได้ ก็แสดงถึงความคิดของทางฝั่งเค้าว่ามองกับการเมืองของเราอย่างไร รวมถึงบางอย่างที่แสดงออกในหนัง อย่างตลาดที่มีของสดออกมาขายเต็มไปหมดหรือ การเชือดปลาในตลาดสด ๆ นั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่มองเราในเชิงดูถูกก็ว่าได้ ซึ่งเราจะเห็นได้จากหนัง hollywood หลายๆ เรื่องที่เอ่ยถึงบ้านเราก็มักจะมีแต่เรื่องเดิม ๆ ถ่ายในสถานที่เดิม ๆ เช่นใน ถนนข้าวสาร หรือ ที่ ๆ ไม่มีความเจริญ ดูตึกรามบ้านช่องไม่ทันสมัย รวมถึงอาชีพของผู้หญิงกลางคืนของบ้านเรา ที่แทบจะอยู่ในบทของหนัง hollywood แทบทุกเรื่องที่เอ่ยถึงบ้านเรา

เมื่อพูดถึงการแสดง ถือว่า Own Wilson นั้นแสดงได้ดีมาก ๆ ในเรื่องนี้ลืมภาพเก่า ๆ ของเค้าไปได้เลย กับ บท comedy แนวสนุกสนาน แต่เรื่องนี้เนื้อเรื่องค่อนข้างที่จะ serious สมกับชื่อเรื่อง No Escape ที่ตัวเอกต้องหนีจากสถานการณ์วุ่นวายของประเทศ ที่ไล่ฆ่าฟัน กันอย่างบ้าเลือด รวมถึง การจัดการกับนักท่องเที่ยวต่่างชาติทุกคน เนื่องจากการที่จะเข้ามายึดเอาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศนี้ ( ตัวเอกทำงานให้กับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานการประปา)  สำหรับคนไทย ก็จะอินกับเรื่องได้ง่าย เนื่องจากเคยประสบเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงเหตุการณ์ ตามเนื้อเรื่องมาแล้ว ก็ถือว่าทางผู้กำกับได้นำเสนอมุมของประเทศเราได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับหนังเรื่องนี้ ถึงแม้จะไม่มีการเอ่ยกันตรง ๆ ว่าเป็นประเทศไทย

เก็บตกจากหนัง

  • เป็นหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวโยงกับปัญหาทางด้านการเมืองของประเทศเราในอดีตที่ผ่านมา
  • หนังค่อนข้างตีความประเทศในเรื่องหลายอย่างในแง่ลบเกินไป
  • เราอาจจะลืมบทบาทเก่าๆ  ของ Owen Wilson ไปเลยเมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้

คะแนน

9/10


สรุป
“เป็นการนำสถานการณ์การเมืองในประเทศสมมติที่มีนำมาเสนอในมุมของหนังได้อย่างน่าสนใจเลทีเดียว”

Final Fantasy กับภารกิจกอบกู้ Square Enix

ถือเป็นเกมส์ที่เป็นตำนานของวงการเกมส์เลยก็ว่าได้สำหรับ Series Final Fantasy เชื่อว่ามีผู้ที่เป็นสาวกเกมส์นี้นับล้านคนทั่วโลก รวมถึงตัวผมเองที่มีโอกาสได้เริ่มเล่นจริง ๆ จังใน ภาคที่ 7 ซึ่งถือว่าเป็นภาคหนึ่งที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของ final fantasy เลยก็ว่าได้สำหรับ Series Final Fantasy นั้นถูกสร้างขึ้นโดยบริษัท Square Enix ( เดิมคือ Square Soft )  โดยในช่วงนั้นก็ต้องย้อนกลับไปในยุคของช่วงปลาย ทศวรรษที่ 80 โดยช่วงนั้น Square Soft ก็ได้ทำเกมส์ออกมามากมายเช่น Rad Racer , World Runner แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้บริษัทแจ้งเกิดได้ และค่อนข้างมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางด้านการเงินในยุคแรก ๆ จึงคิดจะทำเกมส์ในระดับ Mega Hits ออกมา ประกอบกับในช่วงนั้น มีเกมส์ RPG ที่โด่งดังจาก Dragon Quest ซึ่ง เกมส์ Final Fantasy ในเริ่มแรกนั้น ได้รับแรงบรรดาลใจส่วนใหญ่มาจากเกมส์ Dragon Quest ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีลักษณะการเล่นคล้าย ๆ กันมาก โดยได้ Producer อย่าง Hironobu Sakaguchi มาเป็นผู้นำในการผลิต

ซึ่งการที่สร้าง RPG โดยยึดต้นแบบจาก Dragon Quest นั้น ก็ต้องสร้างความแตกต่างโดย Sakaguchi นั้นได้มือดีทางด้าน Music Compaser อย่าง Nobuo Uematsu มาร่วมประพันธ์ในส่วนของเสียงเพลงประกอบเกมส์ ซึ่งทำให้ผู้เล่นสามารถซึมซับอารมณ์จากเกมส์ Final Fantasy ได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เป็นจุดต่างที่สำคัญจากเกมส์ RPG อื่นๆ  ในขณะนั้น โดยเริ่มวางขาย Final Fantasy ภาคแรกในปี 1987

Hironobu Sakaguchi บิดาแห่งเกม Final Fantasy

Hironobu Sakaguchi บิดาแห่งเกม Final Fantasy

และ Sakaguchi ก็ไม่ทำให้บริษัทผิดหวังสำหรับ Final Fantasy ภาคแรกทำยอดขายได้ในระดับ Mega Hits ในขณะนั้น และเนื่องจากยอดขายของเครื่อง console อย่าง Famicom ในขณะนั้น ขายได้อย่างถล่มทลายทำให้เกมส์ก็ส่งต่อไปให้นักเล่นเกมส์ได้เป็นจำนวนมาก เป็นการเกื้อกูลกันระหว่าง Nintendo กับ Square Soft เลยก็ว่าได้

หลังจากผลงาน Master Pieces ในภาคแรกนั้น ทางบริษัทก็ได้เดินหน้าสร้างภาค 2 ทันที และได้วางจำหน่ายในปี 1988 หนึ่งปีหลังจากวางจำหน่ายในภาคแรก และก็เช่นเคย ผลงานก็ขายได้ในระดับ Mega Hits กลายเป็น Series ที่มีคนติดตามมากที่สุดเกมส์หนึ่งในขณะนั้น ก่อนที่จะมีการปรับปรุงด้าน Graphics ครั้งแรกเพื่อวางจำหน่าย Final Fantasy ในภาคที่ 3 ในปี 1990 และผลงานก็ขายได้ถล่มทลายอีกเช่นเคย

หลังจากผลงานยอดขายถล่มทลายใน 3 ภาคแรก Nintendo ก็ได้ออกเครื่องเกมส์ตัวใหม่ คือเครื่อง Super Famicom ซึ่งเป็นการพัฒนาเครื่องจากเดิมเป็นอย่างมากทั้งเรื่องของ Performance ของเครื่อง รวมถึงการแสดงผลทางด้าน Graphics ทาง Square ก็ได้ผลิตผลงาน ภาคที่ 4 ออกมาในปี 1991 โดยมีปรับปรุงเรื่อง Graphics เพื่อแสดงผลได้ดียิ่งขึ้นในเครื่อง Super Famicom เครื่องเกมส์รุ่นใหม่ของ Nintendo

ก่อนที่จะมาสร้างภาคที่ 5 ออกมาในปี 1994 และภาคที่ทำให้หลายคนจดจำ ที่มีการยกเครื่องทางด้าน Graphics และเนื้อเริื่องแบบใหม่หมด คือในภาคที่ 6 ที่จะออกเป็นภาคสุดท้ายในเครื่อง Super Famicom โดยปรับเรื่อง Music ใหม่ เพื่อให้ได้อรรถรสในการรับฟังมากยิ่งขึ้น และมีอารมณ์ร่วมกับเกมส์มากยิ่งขึ้น ซึ่งภาคที่ 6 ได้ออกมาในปี 1994 ซึ่งถือว่าเป็นภาคที่ Hits ที่สุดภาคหนึ่งของตระกูล Final Fantasy นับตั้งแต่ได้เริ่มผลิตมา

Final Fantasy VI กับการยกเครื่อง Graphic ส่งท้ายให้เครื่อง SFC

Final Fantasy VI กับการยกเครื่อง Graphic ส่งท้ายให้เครื่อง SFC

หลังจากภาค 6 ก็หมดยุคของเครื่องเกมส์อย่าง Super Famicom และเป็นจุดสิ้นสุดของความสัมพันธ์ระหว่าง Nintendo และ Square Soft ที่เกื้อกูลกันตลอดมาตั้งแต่กำเนิด Final Fantasy ในภาคแรก โดยในตอนแรกนั้น Square Soft ก็ตั้งใจที่จะผลิตให้เครื่องเกมส์ console ตัวใหม่อย่าง Nintendo64 ของ Nintendo

แต่ช่วงนั้นได้เกิดเทคโนโลยีอย่าแผ่น CD-ROM ที่สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่า และการที่ Square Soft ตั้งใจจะปรับเรื่อง Graphics ใหม่หมดให้กลายเป็นระบบ 3D ทั้งหมด รวมถึงการสร้าง CG ในส่วนของเนื้อเรื่องทำให้ต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บจำนวนมากทาง Square Soft จึงได้ตัดสินใจเลือก Sony Playstation ซึ่งถือว่าเป็น Console เจ้าใหม่ในขณะนั้น และก็ถือเป็นการเข้าสู่ยุคตกต่ำของ Nintendo สำหรับเครื่อง console ในขณะนั้น

โดย Final Fantasy ภาคที่ 7 นั้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการเกมส์ในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ โดยได้มือออกแบบ Character อย่าง Tetsuya Nomura มาสร้างความสมจริงให้ตัวละครในเกมส์รวมถึงการดำเนินเรื่องที่ถือว่าน่าติดตามมากที่สุดเรื่องนึงใน Series Final Fantasy โดยได้ออกวางจำหน่ายในปี 1997 ซึ่งถือว่าเป็นเกมส์ที่ดันยอดขายเครื่อง Playstation ได้อย่างถล่มทลาย เนื่องจากคนต้องการที่จะเล่นเกมส์ Final Fantasy และถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความยิิ่งใหญ่ของ Sony มาจนถึงปัจจุบันนี้

Final Fantasy VII กับการพา Sony Playstation ครองความยิ่งใหญ่ในวงการเกมได้สำเร็จ

Final Fantasy VII กับการพา Sony Playstation ครองความยิ่งใหญ่ในวงการเกมได้สำเร็จ

หลังจากนั้น 2 ปีก็ได้ออก Final Fantasy 8 มาโดยเริ่มสร้าง Graphics ที่สมจริงขึ้น โดยตัวละครก็เริ่มสมจริงยิ่งขึ้น ถือว่าเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของ Final Fantasy ในยุคนั้น ก่อนที่จะกลับมาเน้นในเรื่อง Fantasy อีกครั้งในภาคที่ 9 โดยยอดขายทั้ง 2 ภาคก็สามารถทำยอดขายได้อย่างสูงจนถือว่าเป็นวัฒนธรรมใหม่ของชาว Final Fantasy ไปแล้วสำหรับการต่อแถวเพื่อรอซื้อเกมส์ดังกล่าว โดยเป็นเพียงไม่กี่เกมส์ที่คนต้องมาต่อคิวยาวเหยียดเพื่อรอซื้อในวันเปิดขายในวันแรก ๆ

ด้วยผลงานที่พุ่งทะยานขึ้นเรื่อง ๆ ของ Square soft นั้นทำให้เกิดความมั่นใจจนได้แตกแขนงออกมาทำงานด้านหนัง โดยสร้าง Final Fantasy Spirit Within โดยใช้ทุนหลายล้านเหรียญ โดยมีความคาดหวังสูงว่าหนังน่าจะทำรายได้อย่างถล่มทลาย แต่แล้ว ก็ถือเป็นผลงานที่น่าผิดหวังครั้งแรกของ Square นับต้งแต่สร้าง Series Final Fantasy ขึ้นมา แฟนเกมส์ต่างสับสนในเนื้อเรื่องของหนัง ทำให้ไม่ถูกใจแฟนเกมส์ซักเท่าไหร่ และทำยอดขายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

Final Fantasy version ภาพยนต์ที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า

Final Fantasy version ภาพยนต์ที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า

ก่อนที่จะก้าวสู่ยุคใหม่ของเครื่อง Console อย่าง Playstation 2 ก็สามารถกลับมาสร้างความมั่นใจอีกครั้่งจากผลงาน Final Fantasy 10 ที่ถูก Exclusive ใน Playstation 2  ก่อนที่จะมาปรับเป็นรูปแบบของ online ในภาค 11 โดยเน้นไปในโลกของ online ซึ่งถือว่ากำลัง hits มากในขณะนั้น

หลังจากนั้น ก็กลับมาจูบปากกับ Nintendo โดยออกภาค Final Fantasy Crystal Chronicles มาในเครื่อง Game Cube ซึ่งก็ถือว่าทำยอดขายไปได้พอสมควร หลังจากภาคนี้ ก็ออกภาคหลักกลับ console อย่าง Playstation มาโดยตลอดทั้งใน ภาค 12 -13 และผลงานก็ถือว่ายอดขายเป็นไปได้ด้วยดีมาตลอด มีแฟนเกมส์มากมายอยูทั่วโลก

จะเห็นได้ว่าประวัติของ Final Fantasy นั้นไม่ธรรมดาเป็นเกมส์หนึ่งที่มีผลต่อยอดขายของเครื่อง Console โดยตรง และเป็นเกมส์ที่สร้าง console อย่าง playstation ให้มาแพร่หลายอย่างในปัจจุบัน และเป็นเกมส์ที่ทำให้ Nintendo ไม่สามารถที่จะกลับมาแข่งขันในเครื่อง console ได้ในช่วงหลังหลังจากเครื่อง Super Famicom เราจะเห็น ได้ว่าถ้าเป็น Brand ก็ถือว่า Final Fantasy เป็น Brand ที่มีอิทธิพลมหาศาลต่อแฟนเกมส์ทั่วโลกจนนับได้ว่าเป็นวัฒนธรรมอย่างนึงจวบจนถึงปัจจุบัน

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

JT 8704 ตอนที่ 10 : ประสบการณ์ MRI ครั้งแรก

เนื่องด้วยปัญหาสุขภาพส่วนตัวที่มีปัญหากับอาการวูบ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลมมาตลอดในระยะเวลา 6 เดือน และได้ทำการรักษาทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนมาหลายที่ก็ไม่เจอสาเหตุของอาการ สุดท้ายได้รับคำแนะนำให้มาที่สถาบันประสาทวิทยา ตรงบริเวณ รพ.รามาธิบดี ที่มีหมอเชี่ยวชาญด้านสมองอยู่มาก และ ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์หมอที่มีความเชี่ยวชาญด้านสมองโดยตรง จึงขอคุณหมอให้ request MRI สมองเลยเนื่องจากมีอาการมาค่อนข้างนานแล้วและหาสาเหตุไม่เจอซักที

ตอนแรกก็ไม่ได้ศึกษาข้อมูลการทำ MRI มาเลย โดยมาในวันนัดโดยไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาทั้งสิ้น เพราะเหมือนเราได้ดูจากละครหรือหนังมา ก็ไม่น่าจะมีอะไรมาก แต่ดันลืมบอกอาการกลัวที่แคบที่เป็นโรคส่วนตัวที่มาพร้อมกับอาการหน้ามืด และอาการวูบในระยะ 6 เดือนหลัง เจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจก็ไม่ได้ซักประวัติอะไรมาก คงเห็นว่าเรายังหนุ่มแน่น และอาการเบื้องต้นก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ต่างจากคนไข้คนอื่น ๆ ที่อาการค่อนข้างหนักพอสมควรที่จะมาทำ MRI เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด

หลังจากเปลี่ยนเสือผ้าเรียบร้อยก็รอคิวเพื่อเข้าห้องสแกน รอคนก่อนหน้า ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนานมาก ๆ ประมาณ 40 นาที เห็นเค้าเดินออกมาก็ไม่ได้มีอาการอะไร หรือ วิตกกังวลใด  ๆ ก็คงไม่มีอะไร หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เข้ามาบอกรายละเอียดว่า จะมีเสียงดังจากเครื่องมือ แต่ไม่ได้น่ากลัวอะไร เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เข้าห้องแล้วเจ้าหน้าที่ให้สำลีมาอุดหู 1 อัน แต่ตอนนอนลงที่เครื่อง เหมือนมันจะหลุดออกไป หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ให้สัญญาณ เครื่องเริ่มทำงาน

วินาทีที่เข้าไปในอุโมงค์ ตอนแรก ฉิบหายแล้ว อากาศเหมือนจะไม่ค่อยมี เหมือนจะหายใจไม่ค่อยออก ( หลังจากป่วยก็มีปัญหากับที่แคบ หรือ ใน ลิฟท์ หรือในรถยนต์แคบ ๆ จะมีปัญหาชอบหายใจไม่ออก)  แต่พอเริ่มตั้งสติได้ ก็พอเริ่มหายใจได้บ้าง รู้สึกค่อนข้างโอเค แต่แล้ว เมื่อเครื่องเริ่มทำงาน เสียงนรกก็เริ่มทำงานทันที มันเป็นเสียงที่โดยส่วนตัวถือว่าหลอนมาก ไม่แน่ใจว่าเนื่องจากเป็นเพราะอาการกลัวที่แคบหรือป่าว หลังจากเสียงแรกมาจนเราเริ่มโอเคปรับตัวได้ นั่นไงมันเปลี่ยนเสียง หลอนใหม่อีกรอบ และทำอย่างงี้ไปเรื่อย ๆ ในช่วงทำตลอด 30-40 นาทีโดยที่ขยับตัวไม่ได้

ใจนึงก็อยากจะตะโกนหาเจ้าหน้าที่บอกว่าผมไม่ไหวแล้วหลายครั้ง พอเริ่มไม่ไหวเสียงก็หยุดพักพอดี แล้วเปลี่ยนเป็นเสียงใหม่ สลับอยู่อย่างงี้ไปเรื่อย ๆ ซึ่งถือว่าทรมานมาก ๆ ในช่วงเวลา 30-40 นาทีดังกล่าว ซึ่งผมคิดว่า เป็นเฉพาะกับคนที่กลัวที่แคบเท่านั้น คนที่ปรกติ ก็คงไม่มีปัญหาอะไรกับเสียงดังกล่าวและเนื่องจากเราห้ามขยับตัวใด ๆ โดยเฉพาะส่วนหัวด้วยทำให้ยิ่งวิตกกังวลไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทำนั้นก็พยายามทำหลาย ๆ อย่างเพื่อให้ out focus จากเสียงดังกล่าว ทั้งสวดมนต์ พยายามคิดถึงเรื่องงาน ( ที่ไม่น่าคิดเท่าไหร่ในตอนนั้น) แต่ก็พยายามทำทุกอย่างให้ out focus จากเสียงนี้ให้ได้ จนตอนหลังไม่ไหวมาก ๆ ก็ใช้เล็บกดตามนิ้วต่าง ๆ เพื่อให้เจ็บ จะได้ out focus จากเสียง

เสียงสวรรค์จากเจ้าหน้าที่ก็เข้ามา พร้อมเปิดห้องเข้ามาและบอกว่าเรียบร้อยแล้วครับน้อง OMG กว่าจะผ่านนรกนี้ไปได้เราก็เกือบจะจิตหลุดไปหลายรอบเหมือนกัน เกือบที่จะตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่ให้หยุดแล้ว คิดว่าถ้านานกว่านี้อีกซัก 10-15 นาทีเราคงไม่สามารถทำให้เสร็จสิ้นได้อย่างแน่นอน ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กับเจ้าเครื่อง MRI ตัวนี้

Blog Series : JT8704 Flight เปลี่ยนชีวิต

Img Ref :  radio.md.chula.ac.th