การใช้เทคโนโลยี VR ช่วยศัลแพทย์ผ่าตัดสมอง

เมื่อศัลยแพทย์วางแผนในการผ่าตัดสมองของผู้ป่วยนั้น การใช้ เทคโนโลยี VR หรือ Virtual Reality ผ่านการ Render 3D ทำให้การวางแผนผ่าตัดนั้นทำได้ง่ายขึ้น

ซึ่ง เทคโนโลยี VR นี้ถูกเรียกว่า SNAP (The Surgical navigation advance platform) ซึ่งถูกพัฒนาโดย บริษัท Surgical Theater
โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นการ รวบรวมภาพจาก 2D MRI และ CT Scan เพื่อทำการสร้าง 3D Model ของสมองคนไข้

โดยศัลยแพทย์สามารถที่จะ สำรวจส่วนต่าง ๆ ของสมองผ่าน แว่น VR ของคนไข้ได้จริง ๆ

ซึ่ง สำหรับคนไข้แล้วนั้น เทคโนโลยี VR เหล่านี้ จะช่วยให้ สามารถอธิบายสิ่งที่ซับซ้อนภายในสมองคนไข้ ให้คนไข้สามารถเข้าใจได้อย่างเห็นภาพ และเข้าใจถึงกระบวนการในการผ่าตัดของหมอได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

เทคโนโลยี VR ยังช่วยให้ ศัลยแพทย์ สามารถทดสอบ การผ่าตัดในแนวทางต่าง ๆ ได้ โดยการทดลองผ่าน VR และยังช่วยเลือกวิธีการที่ดีที่สุดในการผ่าตัดสมอง เพื่อลดความผิดพลาดให้มากที่สุด และเป็นประโยชน์ที่สุดกับคนไข้

จากการใช้งาน ผลิตภัณฑ์นี้ ของศัลย์แพทย์ชั้นนำพบว่า สามารถที่จะช่วยเหลือในการผ่าตัดให้เร็วขึ้น และ ง่ายขึ้น ลดความผิดพลาดกับคนไข้ได้จริง ๆ ผ่านการทดลองกับคนไข้จริง ๆ มาแล้ว

ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี รวมถึงเครื่องมือเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาช่วยเหลือแพทย์ในการทำงาน ทั้งทางด้านการวิเคราะห์โรค หรือ ช่วยเหลือในการผ่าตัดอย่างการใช้ VR ของ SNAP

โดยเทคโนโลยีเหล่านี้นั้นจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในอนาคตในการช่วยเหลือแพทย์ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญนั้นยังเป็นการลดการสูญเสียจากการผ่าตัดแบบเดิม ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะ VR นั้นสามารถทำให้แพทย์ได้ทดลองกับชิ้นส่วนร่างกายที่เหมือนของจริงมากที่สุด ก่อนที่จะลงมือทำการผ่าตัดจริง ซึ่งหากเป็นในอดีตนั้นคงไม่สามารถทำอย่างนี้ได้แน่นอน ซึ่งสุดท้าย การร่วมมือกันระหว่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีทีมีประสิทธิภาพนั้น ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็นอีกต่อไปนั่นเอง

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

โคโยตี้ เตรียมตกงาน Dancing Robots มาแล้ววว

มันเกิดขึ้นแล้ว สำหรับ Dancing Robots ที่จะมากระชากใจหนุ่ม ๆ ใน club กับลีลาการเต้นที่ไม่ต่างจาก Coyote เลยทีเดียว แม้รูปร่างจะไม่สวยเท่าสาว ๆ ตัวจริง แต่มันเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการหุ่นยนต์โลกเลยก็ว่าได้

ที่ Sapphire Gentleman Club ในเมือง ลาสเวกัส ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีการนำเจ้า หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างจาก Project ที่ชื่อว่า “Peepshow” ซึ่งมันถูกสร้างขึ้นโดย Giles Walker ชาวอังกฤษ ซึ่งได้มาแสดงในงาน CES ในเมืองลาสเวกัส งานแสดงสินค้าทาง Consumer Electronics ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

มันได้ถูกเนรมิตร ให้ขึ้นโชว์ ในเวทีกลางของ Club ในเมืองลาสเวกัส แต่ด้วย Design ที่ถูกออกแบบมาจากกล้อง CCTV นั้นดูจะไม่น่าอภิรมย์ต่อแขกผู้เข้ามาชมสักเท่าไหร่

ถึงอย่างไรก็ตามในการแสดงครั้งนี้ การแปลงเอา CCTV ให้กลายมาเป็นหุ่นยนต์ ก็ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเหล่านักเที่ยวได้เหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับหุ่นยนต์ที่ จะมาจับงานแสดงทางด้านการเต้นที่เป็น สาย ART เช่นนี้

ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้การพัฒนาและวิจัยด้านหุ่นยนต์ กำลังพัฒนาไปสู่ทุกแขนง แม้กระทั้งงานที่เป็นการแสดงอย่างการเต้น ที่ต้องใช้ทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์ ที่มนุษย์อาจจะคิดว่าไม่ถูกแย่งงาน แต่ตอนนี้ อนาคต เริ่มที่จะไม่แน่นอนซะแล้ว หุ่นยนต์อาจจะมาแย่งงานจากอาชีพที่คุณคาดไม่ถึงก็เป็นได้

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Car 3.0? A Robot with Wheels

ในปัจจุบัน เราได้เห็นเทคโนโลยี รถยนต์แบบไร้คนขับ พัฒนาอย่างรวดเร็ว ๆ บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Google  , Tesla หรือ แม้กระทั่ง apple เองก็กำลัง ซุ่มทำ รถยนต์แบบไร้คนขับอยู่

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ด้านรถยนต์ไร้คนขับอย่าง Padmasree Warrior ซึ่งเป็น CEO ของ Nio U.S บริษัทที่กำลังทำการทดลองรถแบบไร้คนขับในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐ อเมริกา 

Padmasree Warrior หญิงแกร่งแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์อนาคต
Padmasree Warrior หญิงแกร่งแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์อนาคต

และตอนนี้ กำลัง โฟกัส กับการผลิต รถพลังงานไฟฟ้า แบบไร้คนขับอยู่  และเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แบบ SUV ที่กำลังขยายตลาดไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นรถที่มีระบบ driver-assistance system หรือ ระบบขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ พร้อมไปด้วย

เมื่อรถยนต์ถูก Control ด้วย Software

ตอนนี้ เหล่าวิศวกรของ Nio นั้น ไม่ได้ทำเพียงแค่การสร้างรถยนต์ เหมือนในอดีตที่ผ่านมาอีกต่อไป ในยุคใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ มันเป็นการ สร้างหุ่นยนต์ ที่ดูเหมือนรถ ซะมากกว่า

เพราะตอนนี้ รถยนต์นั้น ประกอบไปด้วยเซ็นเซอร์ต่าง ๆ มากมาย รวมถึงกล้องความละเอียดสูง และส่วนประกอบเหล่านี้นั้น ต้องการ software เพื่อที่จะทำให้มันสามารถเคลื่อนที่ได้แบบอัติโนมัติ

รถยนต์ ยุคใหม่ ถูก control ด้วย software AI
รถยนต์ ยุคใหม่ ถูก control ด้วย software

ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้นั้นเป็นพื้นฐานหลัก ของการสร้างรถยนต์ ในยุคต่อไป ยุคที่ รถยนต์ ก็แทบไม่ต่างจากหุ่นยนต์ดี ๆ นี่เอง

ในยุคก่อนหน้า เราอาจจะโฟกัส ไปที่การพัฒนา ระบบ electronics และ electrical ของรถยนต์เป็นหลัก แต่ ในยุค “Car 3.0” ที่กำลังพัฒนากันอยู่ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมรถยนต์ กำลังมุ่งไปที่ ดิจิตอล และ Software ที่จะคอยคอนโทรลรถยนต์ เป็นหลัก

เมื่อรถยนต์ต้องมีสมอง

ด้วยการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ เทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน สำหรับหัวใจหลักของ AI ที่ใช้ในรถยนต์ ก็คือ ระบบไร้คนขับ ให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้เอง พาผู้โดยสารไปส่งยังจุดหมายได้อย่างปลอดภัย

ในอนาคตอันใกล้ บริการต่าง ๆ ที่เราได้เห็นในโลก online อย่างระบบ Assistant เช่น SIRI หรือ Google Assistant นั้น ก็จะถูกบรรจุไปใน software พื้นฐานของรถยนต์อย่างแน่นอน

และ AI นั้นยังช่วยเหลือในเรื่องการดูแลรักษารถได้ดียิ่งขึ้น การประสานงานระหว่าง อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น ระบบเบรค ระบบล้อ หรือ ระบบอื่น ๆ ที่เดิมเป็นแบบ analog นั้น

AI คอยคอนโทรลทุกอย่างในระบบรถยนต์
AI คอยคอนโทรลทุกอย่างในระบบรถยนต์

จะถูก control โดย AI เพื่อคอยช่วย Monitor สภาพของรถยนต์ ให้ผู้ขับขี่ได้รับการแจ้งเตือนได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ทำให้ในอนาคต อุบัติเหตุที่เกิดจากสภาพความไม่พร้อมของรถยนต์ นั้น จะลดลงไปมาก เนื่องจากความฉลาดของ AI เหล่านี้ ที่จะมาช่วยเหลือให้ปลดภัยมากยิ่งขึ้น

ลองจินตนาการถึง รถยนต์ในอนาคต

รถยนต์ ในอนาคต มันต้องกลายเป็นบริการที่ตอบโจทย์กับมนุษย์เรามากยิ่งขึ้น เมื่อรถมันสามารถขับเคลื่อนเองได้อัตโนมัติ

รถยนต์อาจจะบริการให้คุณได้ทุกอย่าง ไมว่าจะเป็นการไปตาม supermarket เพื่อคอยขนสินค้าที่คุณสั่งซื้อมาส่งให้คุณถึงบ้าน โดยที่คุณอาจจะแค่นั่งอยู่ที่บ้านเลยด้วยซ้ำ

ลองจินตนาการถึง ห้องนั่งเล่นที่มีล้อ มันไม่ใช่เรื่องที่ดูเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป ตัวอย่างของ รถยนต์ Nio’s Eve ซึ่งเป็น concept car ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็น lounge area มีหน้าจอขนาดยักษ์ไว้สำหรับ entertainment มีที่นอนไว้สำหรับพักผ่อน ในยามเดินทางไกล

NIO EVE กับความสะดวกสบายในรถยนต์ ที่ไม่ต้องทรมานในการนั่งอีกต่อไป
NIO EVE กับความสะดวกสบายในรถยนต์ ที่ไม่ต้องทรมานในการนั่งอีกต่อไป

ซึ่งเราจะได้ไม่ต้องอุดอู้ ทรมาน อยู่ในรถแคบ ๆ กับการเดินทางไกล หรือ ในภาวะจราจรติดขัด เหมือนในปัจจุบันอีกต่อไป

เราจะทำให้รถยนต์ในอนาคตมีความปลอดภัยยิ่งขึ้นได้อย่างไร

ในปัจจุบันนั้น อุบัติเหตุด้านจราจรนั้น ส่วนใหญ่เกิดมาจากความประมาท และ ความผิดพลาดของมนุษย์เราแทบจะทั้งสิ้น

มันอาจจะเกิดจากความเหนื่อยล้า สติ ไม่ว่าจะสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ หรือ การอดหลับอดนอน เพื่อขับรถยนต์ ซึ่งหลากหลายสาเหตุเหล่านี้ เป็นที่มาของอุบัติเหตุที่เกิดความสูญเสียแทบจะทั้งสิ้น

ซึ่งเหล่านี้ ล้วนแก้ไขด้วยระบบรถยนต์แบบขับเคลื่อนอัติโนมัติแบบไร้คนขับ ซึ่ง มีส่วนของประกอบของ เซ็นเซอร์ และ กล้องความละเอียดสูง รวมถึงประสิทธิภาพของ software ที่มาประกอบกัน ทำให้มีขีดความสามารถในการขับขี่เหนือกว่ามนุษย์ อย่างแน่นอน

ซึ่งเหมือนในหลาย ๆ อุตสาหกรรมที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการขับเคลื่อน ซึ่ง อุตสาหกรรมรถยนต์ ก็เริ่มเห็นอนาคต ที่ชัดเจนแล้วว่า รถยนต์ในยุคหน้า หรือยุค 3.0 นั้นจะเป็นอย่างไร

ก็เหลือเพียงแค่มนุษย์เราต้องยอมรับซักทีว่า AI Robot ที่เข้ามามีส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมรถยนต์ ไร้คนขับนั้น ตอนนี้ได้ก้าวข้าม ขีดจำกัดของความสามารถมนุษย์เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว แม้เราจะตกใจอยู่บ้าง หรือ ไม่มั่นใจ เมื่อเห็นรถยนต์มันขับได้เอง เราอาจจะเชื่อว่าเราขับได้ดีกว่า แต่หากในยุคหน้า เมื่อรถยนต์ ไร้คนขับเหล่านี้ได้รับการยอมรับให้วิ่งในถนนปรกติได้ในทุก ๆ ถนนบนโลก

ให้ AI ขับ ยังไงก็ปลอดภัยกว่ามนุษย์ขับอย่างแน่นอน
ให้ AI ขับ ยังไงก็ปลอดภัยกว่ามนุษย์ขับอย่างแน่นอน

เมื่อนั้น อุบัติเหตุรถยนต์ ที่ทำให้มนุษย์เราต้องสูญเสียไปมากมาย นั้น จะลดลงอย่างแน่นอน เพราะ หุ่นยนต์ ไม่มีเหนื่อยล้า ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และ ทุกอย่างถูกคำนวนผ่านอุปกรณ์คุณภาพสูงที่มีประสิทธิภาพมากกว่าร่างกายมนุษย์เราเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

References : www.gsb.stanford.edu

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Masayoshi Son นักลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับตำนาน

ถ้าพูดถึงนักลงทุน ในด้าน เทคโนโลยี ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุคนี้ก็ต้องพูดถึงชื่อ Masayoshi Son นักลงทุนชาวญีปุ่นจาก Softbank บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านโทรคมนาคมจาก ญี่ปุ่นผมก็เป็นคนนึงที่เป็นแฟนคลับตัวยงของ Masayoshi Son ผู้ซึ่งผ่านการลงทุนมาตั้งแต่ยุค internet บูม ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะกับโลกแห่งเทคโนโลยี  ชีวิตของเขา น่าสนใจมาก ๆ ที่อยากจะมาเล่าให้ฟัง

จากข่าว ที่คุณ Masayoshi ได้เงินลงทุนมูลค่ามหาศาลจากทางซาอุดิอารเบีย เป็นจำนวนกว่า 45 พันล้านเหรียญ หรือ กว่า 45,000 ล้านเหรียญ สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากพอดู ซึ่งเขาต้องการรวมเงินจำนวนให้ได้ 100,000 ล้านเหรียญ สหรัฐ เพื่อลงทุนในธุรกิจ ที่เป็นอนาคตของเทคโนโลยีอย่าง AI

เขาใช้เวลาในการคุยกับทาง รัชทายาทของ ซาอุดิอารเบีย เพียง 45 นาที เท่ากับว่า เขาสามารถหาเงินลงทุนได้ถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ต่อนาที  ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากโข ซึ่งคิดว่าจาก profile การลงทุนของเขา ก็น่าจะทำให้เป็นที่น่าสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับเขา ที่จะหาเงินทุนได้ขนาดนั้นในเวลาเพียงน้อยนิด

บิ๊ก deal กับ ทางซาอุดิอารเบีย

บิ๊ก deal กับ ทางซาอุดิอารเบีย

ประวัติเขาค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว ตอนสมัยเรียนที่อเมริกา ที่ uc berkeley นั้น เนื่องจากฐานะทางบ้านที่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร รวมถึงการที่ เขา มีเชื้อสายของเกาหลีอยู่ ทำให้ ใช้ชีวิตอยากในสังคม ที่เคร่งครัด และ ค่อนข้างชาตินิยม อย่าง ญี่ปุ่น  เขาจึงต้องการหาเงินให้เร็วที่สุด และใช้เวลาน้อยที่สุด

เขาได้บอกกับเพื่อนใน class สมัยเรียนวิทยาลัย ว่า ต้องทำอย่างไรถึงจะหาเงินได้ 1000 เหรียญต่อเดือน โดยใช้เวลาเพียง 5 นาทีต่อวัน ซึ่งเพื่อนร่วม class ก็หาว่าเขาบ้าอย่างแน่นอน แต่ด้วยตอนนั้นเทคโนโลยีทางด้าน computer กำลังเริ่มบูม ทำให้เขาสามารถหาเงินได้กว่า 3 ล้านเหรียญ ภายในเวลาไม่กี่ปีในช่วงมหาวิทยาลัย โดยได้มาจากการสร้าง dictionnary รวมถึงการสร้างเกมส์ และขายให้บริษัทยักษ์ใหญ่ ทำให้เขามีเงินเริ่มต้นในการมาลงทุนทำ softbank ที่ญี่ปุ่น หลังจากเรียนจบ

เขาเริ่มต้นธุรกิจที่ญี่ปุ่นด้วยการทำการรวมรวบ software และขายให้บริษัทจำหน่าย hardware ซึ่งตอนนั้น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล กำลังเริ่มบูม ทำให้เขาสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ จากการทำ ธุรกิจ software ซึ่งเป็นที่มาของ เครือบริษัทใหญ่อย่าง softbank ในปัจจุบัน

เริ่มจากธุรกิจ software จนกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม ของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

เริ่มจากธุรกิจ software จนกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม ของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

Masayoshi son นั้นผ่านการลงทุนมามายมายตั้งแต่ช่วง dot com boom เมื่อปี 2000  จนสามารถกลายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกแซงหน้า bill gate ได้ แต่ก็เพียงไม่นาน ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนผัน เนื่องจากภาวะ dot com crash ในปี 2000 ทำให้เงินของเขาหายไปกว่า 99% แต่ด้วยความเชื่อของเขาว่า สุดท้าย บริษัทเทคโนโลยีก็จะเข้าสู่จุดสมดุลอีกครั้ง

เนื่องจากการเติบโตของผู้ใช้ internet รวมถึง การพัฒนาการของเทคโนโลยีที่มีอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาสามารถกลับมายืนบนเส้นทางนักลงทุนทางด้านเทคโนโลยีได้อีกครั้ง

ที่น่าสนใจคือ เขาเป็นคนแรก ๆ ที่ให้ทุนแก่ jack ma ที่สร้างอาณาจักร alibaba ได้อย่างยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน ตอนนั้น บริษัทของ jack ma นั้นแทบจะไม่มีกำไร และมีพนักงานเพียงน้อยนิดเท่านั้น เรียกว่าเป็นการลงทุนที่เชื่อมั่นใน jack ma เป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้

เป็นผู้ให้เงินทุนคนแรก ๆ กับ jack ma

เป็นผู้ให้เงินทุนคนแรก ๆ กับ jack ma

ที่ให้ทุนกับ jack ma ไปสร้างอาณาจักร alibaba จนสามารถยิ่งใหญ่ได้ในปัจจุบัน และสามารถทำกำไรให้เขาได้อย่างมากมาย เนื่องจาก alibaba นั้นกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ แห่งหนึ่งของโลกในขณะนี้ก็ว่าได้

อีกการลงทุนที่เขาพูดถึงคือการลงทุนใน ARM  ซึ่งเขามองว่า ARM นั้นครองส่วนแบ่งได้ถึง 99% ในตลาด chip ของมือถือ ซึ่งกว่า 1000 ล้าน device ในปัจจุบัน นั้นใช้ chip ของ ARM แล้วทำไมเขาถึงจะไม่ลงทุนในบริษัทที่ส่วนแบ่งการตลาดขนาดนี้ รวมถึง ในอนาคตนั้น ไม่ใช่แค่มือถืออย่างเดียวที่ใช้ chip

ในยุค internet of thing ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราจะต้องใช้ chip หมด ซึ่งการที่ ARM สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดขนาดนี้นั้น เขามองว่า การลงทุนกับ ARM ถึงแม้จะเป็นการลงทุนเรื่อง chip ที่ไม่ใช่เทคโนโลยีของอนาคตซะทีเดียวนั้น ถือว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

อ่านเกมส์ขาดในการลงทุนใน ARM ผู้ผลิตชิพ มือถือ

อ่านเกมส์ขาดในการลงทุนใน ARM ผู้ผลิตชิพ มือถือ

สำหรับเรื่องของอนาคตการลงทุน ซึ่งเขามองเรื่อง Singularity รวมถึงเรื่อง AI ที่เป็นเทคโนโลยีในอนาคต ที่จะเป็น port การลงทุนที่สำคัญของเขาในอนาคตต่อจากนี้ไป ซึ่งส่วนนี้สำคัญมาก

อนาคตเลือกลงทุนใน AI และ Robot เพราะเป็นอนาคตใหม่ของโลกเรา

อนาคตเลือกลงทุนใน AI และ Robot เพราะเป็นอนาคตใหม่ของโลกเรา

เพราะคำว่า Believe ของเขา ที่มักพูดออกสื่ออยู่บ่อย ๆ นั้นแทบจะเป็นจริงในทุก ๆ ครั้ง ความเชื่อ และประสบการณ์ของเขา นั้นสามารถทำนายอนาคตของเราได้ว่า เทคโนโลยีทางด้าน AI นั้น จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากกำลังมีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอนาคตอันใกล้นี้

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

AI สามารถเอาชนะหมอได้ในการจำแนกมะเร็ง

ต้องบอกว่า AI กำลังเริ่มที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในวงการแพทย์หลังจากผลวิจัยล่าสุดที่ชี้ให้เห็นว่า AI มีความสามารถในการวิเคราะห์มะเร็งเต้านมได้ดีกว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญซะอีก ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจใด ๆ กับผลการวิจัยดังกล่าวเนื่องจาก AI ที่มีพื้นฐานจาก Machine Learning นั้น เป็นการเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์เรา

แต่ทำไมถึงมีประสิทธิภาพมากกว่าล่ะ?  ก็เพราะมนุษย์ยังมีขีดจำกัดหลาย ๆ อย่างที่ไม่สามารถต่อกรกับ AI ได้เช่น หน่วยความจำ  หรือ อารมณ์ ที่มีผลเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์เรา

ผมได้เคยเขียน blog ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้ง  Machine Learning กับการวิเคราะห์มะเร็งเต้านม ที่เป็นงานวิจัยเมื่อหลายปีมาแล้วยังให้ประสิทธิภาพที่น่าตกใจ หรือ blog AI ตัวช่วยหรือภัยคุกคามอาชีพรังสีแพทย์  ซึ่งจะเห็นภาพได้ถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้าน AI ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ กับวงการแพทย์ โดยเฉพาะงานที่สามารถเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ได้อย่าง การวิเคราะห์มะเร็ง จากภาพ Digital Mammogram Image

ซึ่งจาก งานวิจัย ล่าสุด ของ Babak Ehteshami Bejnordi ที่ Radbound University Medical Center ในประเทศ Netherlands นั้น ได้รายงานผลการแข่งขันในหัวข้อ การแพร่กระจายของมะเร็งในมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ( หรือที่เรียกว่า CAMELYON16) ซึ่งการแข่งขันใช้เวลา 12 เดือน จนถึงเดือนพฤศจิกายนปี 2016

ซึ่ง CAMELYON16 นั้นเป็นการวิจัยที่ต้องหาวิธีการตรวจหาเซลล์มะเร็งในการตรวจชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลืองจากผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมโดยวิธีอัติโนมัติ ซึ่งในระหว่างการผ่าตัดนั้นศัลยแพทย์ จะทำการฉีดสารรังสีและทำให้เนื้อเยื่อเต้านมที่ใกล้กับเนื้องอกกลายเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งบริเวณเหล่านี้นั้นจะได้รับการหล่อเลี้ยงโดยระบบต่อมน้ำเหลือง โดยจะอยู่บริเวณรักแร้ ของร่างกายเรา

โดยแพทย์สามารถตรวจหาต่อมน้ำเหลืองด้วยวิธีการนับ Geiger และใช้สายตาในการวิเคราะห์ เพื่อค้นหา node ที่เป็นสีน้ำเงิน ซึ่งใช้ชื่อเรียกว่า “Sentinel Node”  โดย และขั้นตอนสำคัญสุดท้ายคือการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจสอบโดยนักพยาธิวิทยาโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ในการตรวจหา

ซึ่งการตรวจที่ไม่พบเซลล์มะเร็งนั้นเป็นเรื่องที่ดีอย่างแน่นอน แต่หากพบเซลล์มะเร็งใน Sentinel Node นั้น ก็อาจจะบ่งบอกพฤติกรรมถึงการแพร่กระจาย ซึ่งต้องรักษาต่อด้วยการฉายรังสี หรือ ทำการผ่าตัดต่อ ซึ่งการผ่าตัดเพื่อกำจัดต่อมน้ำเหลืองใต้วงแขนนั้นอาจจะทำให้เกิด effect ให้ผู้ป่วยแขนบวม หรือ ทำให้แขนใช้การไม่ได้ ก็เป็นได้

และจากการศึกษาในปี 2012 พบว่า หลังจากการส่งตรวจสอบโดยละเอียดจากพยาธิแพทย์พบว่า  1 ใน 4 ของผลการตรวจนั้นถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นประเภทที่ร้ายแรงมากยิ่งขึ้น เพราะผ่านการตรวจละเอียดผ่านกล้องจุลทรรศน์ และเมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาล่าสุดที่อ้างอิงจากงานวิจัยในวารสาร The Journal of the American Medical Association (JAMA) การใช้เทคนิคของ Machine Learning Algorithm นั้น พบว่าในการตรวจจำนวน 129 ชิ้นเนื้อนั้น พบว่า 49 ชิ้นมีเซลล์ของมะเร็ง ส่วนอีก 80 ชิ้นนั้นไม่พบความผิดปรกติ

ซึ่งจากงานศึกษาดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบแล้วนั้น พยาธิแพทย์ ต้องใช้เวลาและประสบการณ์ทำงานมาหลายปี แต่ ต่างจาก AI ที่ได้รับการ trained เพียง 270 ตัวอย่าง โดย 110 ตัวอย่างที่นำมา train ผ่าน Machine Learning Algorithm นั้นจะเป็น cell มะเร็งโดยจะมีป้ายกำกับอยู่

และยิ่งเมื่อเทียบกับเวลาที่ใช้ตรวจสอบนั้น พยาธิแพทย์ ใช้เวลา 2 ชม.ในการตรวจสอบชิ้นเนื้อของคนไข้แต่ละรายใน workload การทำงานปรกติ แต่หากในกรณีพยาธิแพทย์ที่ไม่มีการ limit เวลาเพื่อให้ตรวจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้นพบว่าใช้เวลาถึง 30 ชม.ในการตรวจสอบ

นักพยาธิวิทยา ใช้เวลาเยอะกว่า AI มากในการวิเคราะห์ผล

นักพยาธิวิทยา ใช้เวลาเยอะกว่า AI มากในการวิเคราะห์ผล

ซึ่งหากเป็น workload ปรกตินั้น พยาธิแพทย์ สามารถตรวจสอบได้ความแม่นยำ 31 ชิ้น จาก 49 ชิ้นที่เป็นเซลล์มะเร็ง แต่หากปล่อยให้มีเวลามากขึ้นและให้ตรวจสอบอย่างละเอียดนั้นสามารถตรวจได้ความแม่นยำ 46 ชิ้น จาก 49 ชิ้นที่เป็นเซลล์มะเร็ง

จะเห็นได้ว่าเรื่องของเวลานั้นก็มีผลต่อความแม่นยำในการตรวจสอบเหมือนกัน ตามภาระ workload การทำงานของพยาธิแพทย์ จึงไม่ได้รีดเอาประสิทธิภาพทั้งหมดของพยาธิแพทย์จริง ๆ หากทำงานในภาวะปรกติที่มีเวลาจำกัด

ซึ่งเมื่อเทียบกับ AI นั้น อัลกอริทึม ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด นำเสนอโดย Harvard Medical School และสถาบัน MIT ซึ่งสามารถให้ความแม่นยำเทียบเท่าพยาธิแพทย์ ที่ใช้เวลา 30 ชม.ในการตรวจสอบในแต่ละชิ้นเนื้อ ซึ่งแต่ถ้าเทียบความเร็วนั้น AI สามารถทำได้ภายในไม่กี่วินาที

ต่างจากพยาธิแพทย์ที่ต้องใช้เวลาถึง 30 ชม.ต่อชิ้นเนื้อเพื่อให้ได้ความแม่นยำเท่า AI  ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติจริงที่พยาธิแพทย์มี workload การทำงานมหาศาล

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 มีอีกรายงานจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่ได้รายงานว่าอัลกอริธึมที่ได้วินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับแพทย์ผิวหนังที่ได้รับ Certified ทางด้าน Dermatologists

จากนั้นในเดือนเมษายน ปี 2017 งานวิจัยที่นำโดย Stephen Weng จาก University of Nottingham พบว่า AI นั้นมีความสามารถในการทำนายอาการหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยทั่วไป ซึ่ง ผลจากงานวิจัยดังกล่าวทำให้นำไปสู่แนวทางการหาทางป้องกันให้กับผู้ป่วยได้ดีขึ้น

ในเดือนกรกฎาคมปี 2017 การศึกษาของทีม Andrew Ng จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้รายงานว่า Deep Learning Algorithm นั้นสามารถที่จะตรวจพบภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ถูกบันทึกจากเครื่อง ECG มีความแม่นยำกว่าการตรวจของหมอ

และมีการศึกษาอื่น ๆ ของทีม Andrew Ng ที่เผยแพร่ในเดือน พฤศจิกายน ปี 2017 ที่ได้รายงาน Algorithm ที่สามารถตรวจสอบหาโรคปอดบวมได้ดีกว่ารังสีแพทย์ จากการตรวจ Chest X-rays

Andrew Ng ปรมาจารย์ด้าน AI ลำดับต้น ๆ ของโลก

Andrew Ng ปรมาจารย์ด้าน AI ลำดับต้น ๆ ของโลก

และในเดือนเดียวกันนี้ Tien Yin Wong จาก Singapore National Eye Center ได้ทำการศึกษาด้วยเทคนิค Deep Learning เพื่อตรวจสอบภาพจากม่านตาที่ใช้ข้อมูลในการทดสอบกว่า 500,000 ภาพนั้น พบว่าสามารถใช้ Deep Learning ในการหาผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวานได้จากม่านตา ได้ความแม่นยำ เทียบเท่า ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้

Jeffrey Golden จาก Harvard Medical School ได้กล่าวไว้ว่า “AI และการใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์อื่น ๆ นั้นต้องมีการรวมเข้ากับโปรแกรมการฝึกอบรมของเหล่านักศึกษาแพทย์ ซึ่งอนาคตของนักพยาธิวิทยานั้นต้องปรับตัวในการทำงานร่วมกับ AI ในการปฏิบัติงานประจำวันของพวกเขา เพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีกับผู้ป่วย”

งานเขียนในวารสาร New England Journal of Medicine ในเดือนกันยายนของปี 2017 นั้น Dr.Ziad Obermeyer และ Thomas Lee ได้กล่าวไว้ว่า “การเตรียมความพร้อมของนักศึกษาแพทย์ในช่วงปริญญาตรีในปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว ในภาวะที่เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์กำลังก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่การศึกษาด้านแพทย์นั้นไม่ค่อยมีการฝึกอบรมด้าน Data Science , ข้อมูลสถิติ หรือ ด้านวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำ computer algorithm ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติทางคลินิกได้” ซึ่งเรื่องเหล่านี้นั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่เหล่าผู้บริหารของ Medical School รวมถึง คณบดีคณะแพทย์ในทุกพื้นที่ทั่วโลก ที่รับผิดชอบในการออกแบบหลักสูตรทางการแพทย์ควรรับฟังเป็นอย่างยิ่ง

References : cosmosmagazine.com , camelyon16.grand-challenge.org

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol