Spray-on solar cells กับเทคโนโลยีใหม่ของโซลาเซลล์แบบพ่นด้วยพลัง AI

ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Central Florida กล่าวว่างานวิจัยใหม่ของ AI เกี่ยวกับของเหลวพิเศษที่เรียกว่า “perovskite” ซึ่งในสักวันหนึ่งอาจจะนำมาใช้เพื่อสร้างโซลาเซลล์แบบพ่นได้

งานวิจัยใหม่ที่เรียกว่า “เซลล์แสงอาทิตย์ perovskite” (PSCs) สามารถเปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานได้เหมือนกับแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้ซิลิคอนในเทคโนโลยีแบบเดิม นักวิทยาศาสตร์เกิดความคิดนี้ขึ้นเมื่อทศวรรษที่แล้ว จนถึงตอนนี้พวกเขาได้พยายามคิดค้นสูตรที่ประหยัดต้นทุนและประหยัดพลังงานให้มากที่สุด

ด้วยการป้อนข้อมูลหลายร้อยจุดจากอัลกอรึทึมที่ได้รับการตรวจสอบเกี่ยวกับ perovskite ระบบจะสามารถทำนายได้ว่าสูตรใดจะทำงานได้ดีที่สุด

โดยทีมหวังว่าเทคโนโลยี Machine Learning ของพวกเขาจะช่วยให้วัสดุแห่งอนาคตมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพตามที่ต้องการโดยไม่ต้องใช้เงินทุนมากนักเหมือนในปัจจุบัน งานวิจัยของพวกเขานั้นมีรายละเอียดในเอกสารที่ตีพิมพ์ในวารสาร Advanced Energy Materials เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

“ผลการทดสอบของเราแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี Machine Learning สามารถใช้สำหรับงานวัสดุ perovskite และใช้พื้นฐานทางด้านฟิสิกส์ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา PSCs ที่มีประสิทธิภาพสูงได้นั่นเอง” Jayan Thomas หัวหน้านักวิจัยกล่าวในแถลงการณ์

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

แน่นอนว่าเทคโนโลยีทางด้านโซลาเซลล์ในปัจจุบันนั้น กำลังก้าวหน้าไปอย่างมาก และนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีในด้านนี้

ซึ่งในอนาคตหากสามารถที่จะนำมาใช้จริง ก็สามารถที่จะลดต้นทุนในการติดตั้งแผงโซลาเซลล์ เพื่อใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ เนื่องจากในปัจจุบันนั้นจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวนั้น ต้องใช้การลงทุนค่อนข้างสูง และใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะคืนทุนได้สำเร็จ

และแน่นอนหากพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้ราคาถูกได้ ก็จะทำให้คนทั่วไปนั้นหันมาสนใจในการใช้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์มากขึ้น ซึ่งสุดได้ก็จะเป็นผลดีกับโลกเราในอนาคตนั่นเองครับ

References : https://phys.org/news/2019-12-artificial-intelligence-scientists-spray-on-solar.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

AI ของ Google รู้ได้ว่าคุณจะตายเมื่อไหร่?

AI รู้ว่าคุณจะตายเมื่อไหร่ แต่มันจะแตกต่างจากในภาพยนตร์ไซไฟอย่างแน่นอน เพราะข้อมูลเหล่านี้นั้นอาจช่วยชีวิตคนได้ก่อนที่เขาจะตาย!!!

โดยงานวิจัยใหม่จาก Google นั้นแสดงให้เห็นว่าการป้อนข้อมูลสุขภาพที่เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยการใช้เทคโนโลยี Deep Learning สามารถปรับปรุงความแม่นยำของผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้ได้เป็นอย่างมาก 

ซึ่งในการทดลองใช้ข้อมูลจากโรงพยาบาลสองแห่งในสหรัฐอเมริกานักวิจัยสามารถแสดงให้เห็นว่าอัลกอริธึมเหล่านี้สามารถทำนายระยะเวลาการพักฟื้นและยังสามารถทำนายช่วงเวลาแห่งความตายของพวกเขาได้เช่นเดียวกัน

เทคโนโลยี Neural Network ที่อธิบายในการศึกษาวิจัยดังกล่าว โดยข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น คำวินิจฉัยทางการแพทย์ และประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย เพื่อคาดการณ์ ซึ่งอัลกอริธึมใหม่เรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนหน้าของบันทึกของผู้ป่วยแต่ละรายให้เป็นไทม์ไลน์

หลังจากนั้นจะให้โมเดล Deep Learning สามารถทำนายผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตรวมถึงช่วงเวลาแห่งความตาย โดย Neural Network ยังมีข้อมูลบันทึกย่อ ที่มีการเขียนด้วยลายมือรวมถึงความคิดเห็นต่าง ๆ จากแพทย์ด้วย

สมาคมการแพทย์อเมริกันยอมรับในคำแถลงว่า การทำงานร่วมกันระหว่าง AI กับแพทย์ที่เป็นมนุษย์นั้นสามารถก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย แต่เครื่องมือ AI นั้นต้อง“ มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามเกณฑ์สำคัญหลายประการรวมถึงต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้และปราศจากอคติ” 

หากไม่มีกรอบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพที่ส่งเสริมความโปร่งใสในสหรัฐอเมริกา มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำให้บริษัทเหล่านี้รับผิดชอบหากเกิดปัญหาขึ้นมากับผู้ป่วย ซึ่งขึ้นอยู่กับบริษัทเอกชนว่าเทคโนโลยี AI จะส่งผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะบริษัทเองเท่านั้น

References : 
https://futurism.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Astro Robodog กับหุ่นยนต์ที่มีดวงตาที่น่ากลัวเหมือนมนุษย์

นักวิจัยจาก Florida Atlantic University (FAU) ได้สร้าง robodog ที่รวมส่วนที่ดีที่สุดทั้งหมดของเทคโนโลยีอย่าง Siri , การพิมพ์ 3 มิติและหุ่นยนต์ยุคใหม่ที่มีความว่องไวเช่น Boston Dynamics ‘SpotMini ขณะที่วิศวกรของ Astro ได้เพิ่มส่วนประกอบพิเศษลงในหุ่นยนต์ตัวนี้ นั่นคือ ดวงตาที่ดูน่ากลัวและเหมือนมนุษย์

โดเบอร์แมนพินเชอร์เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Deep Learning เพื่อ“ เรียนรู้จากประสบการณ์ในการทำงานเหมือนมนุษย์หรือในกรณีของมันก็คือเหล่างานที่เหมือนสุนัขนั่นเอง” 

ดวงตาที่่คล้ายมนุษย์
ดวงตาที่่คล้ายมนุษย์

Astro และหุ่นยนต์อื่น ๆ จำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ” แต่ในปัจจุบันสามารถตอบสนองต่อคำสั่งเช่น“ นั่ง”“ ยืน” และ“ นอนลง” นักวิจัยบอกว่า Astro จะเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ เช่นตอบสนองต่อสัญญาณมือในการตรวจจับสี และประสานงานกับโดรนได้

ผู้สร้าง Astro มีความทะเยอทะยานสูงในหุ่นยนต์ตัวใหม่นี้ “ การตรวจจับปืน วัตถุระเบิด และคราบเขม่าดินปืน เพื่อช่วยเหลือตำรวจทหารและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย” พวกเขากล่าวว่ามันสามารถใช้เป็นสุนัขบริการสำหรับผู้พิการทางสายตาได้ด้วย และเป็นตัวช่วยแรก ๆ สำหรับภารกิจการค้นหาและช่วยเหลือ

แต่นักวิจัยอาจตั้งเป้าที่จะทำให้ Astro คล้ายมนุษย์มากขึ้น ในการแถลงข่าว Ata Sarajedini, Ph.D. , คณบดีวิทยาลัยชาร์ลส์อีชมิดท์ของ FAU อธิบายว่า “ Astro ได้รับแรงบันดาลใจจากสมองมนุษย์และมันได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านเทคโนโลยี Machine Learning และปัญญาประดิษฐ์ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า มันจะกลายเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่ามาก ๆ  ในการช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดในโลก”

References : 
https://techxplore.com/news/2019-08-astro-robot-dog.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

มาดูงานประติมากรรมที่ถูกสรรค์สร้างโดย AI กันเถอะ

งานศิลปะกับเทคโนโลยี AI กำลังอยู่ในระยะของการถกเถียงทางความคิดด้านศิลปะและมีการถกเถียงกันในเรื่องเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ แต่แน่นอนว่านี่คือสิ่งใหม่ : ประติมากรรมที่สร้างโดย AI ที่ทำจากซากคอมพิวเตอร์ในการออกแบบมันขึ้นมา

ผลงานชิ้นใหม่นี้ คือผลงานของ Ben Snell ศิลปินชาวนิวยอร์กและปัจจุบันมีวางจำหน่ายที่ Phillips ซึ่งเป็นสถานที่ประมูลชื่อดังของเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ และมันเป็นการประมูลครั้งที่สามของศิลปะที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นจาก AI ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา 

โดยงานของของ Snell ที่มีชื่อว่า Dio ได้สร้างขึ้นมาตามวิธีการพื้นฐานของงานก่อนหน้านี้ อัลกอริธึม Machine Learning ใช้ในการสแกนและแยกแยะฐานข้อมูลงานศิลปะจากงานในอดีต จากนั้นพยายามทำซ้ำข้อมูลงานใหม่ออกมาด้วยอัลกอริธึมทางคอมพิวเตอร์

ในกรณีของ Dio ข้อมูลในการ Training มาจากประติมากรรมโบราณมากกว่า 1,000 ชิ้น (รวมถึงชิ้นงานที่เป็นที่ยอมรับเช่น Discobolus และ Michelangelo’s David ) 

ซึ่งในขณะที่มนุษย์และเครื่องจักรมีความคล้ายคลึงกันบางอย่างของวิธีในการมองโลก  ศิลปินบางคนที่ทำงานในสาขานี้ กล่าวว่าพวก AI นั้นเป็นเพียงแค่การสร้างสรรค์ทางคอมพิวเตอร์และอัลกอริธึมเท่านั้น แต่ก็มีศิลปินคนอื่น ๆ ประท้วงและบอกว่าระบบเหล่านี้ก็เป็นเครื่องมือทางศิลปะเช่นเดียวกับที่มนุษย์สร้างขึ้นเหมือนกัน

แต่มันเป็นผลลัพธ์ของการสร้างสรรค์จาก Snell และ เทคโนโลยี Machine Learning ของเขา เขากล่าวว่า Dio จะเป็นงาน “ชิ้นแรกและชิ้นสุดท้าย” จากอัลกอริทึมของเขา

หลังจาก Snell สร้างแบบจำลอง 3 มิติเสร็จแล้ว เขาก็ได้ทำการถอดชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่เขาทำไว้และบดให้เป็นฝุ่นโดยใช้กล่องปิดผนึกที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งรวมถึงกล่องหุ้มของคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดไดรฟ์ RAM และหน่วยประมวลผลทางด้านกราฟิก จากนั้นเขาก็พิมพ์แบบสามมิติของ Dio และหล่อประติมากรรมลงในแม่พิมพ์นี้โดยใช้เรซิ่นและซากของคอมพิวเตอร์เหล่านั้นนั่นเอง

คอมพิวเตอร์ที่ใช้ออกแบบถูกบดขยี้ เพื่อให้มันทำซ้ำไม่ได้อีก
คอมพิวเตอร์ที่ใช้ออกแบบถูกบดขยี้ เพื่อให้มันทำซ้ำไม่ได้อีก

ซึ่งการทำเช่นนี้เขาบอกว่าเป็นความพยายามที่จะ จำกัด การควบคุมจากอัลกอริทึมที่มีต่อเขา ด้วยรูปแบบข้อมูลและการฝึกอบรมที่ใช้ในการสร้างรูปแบบของ Dio ในตอนนี้ได้กลายเป็นฝุ่นละอองที่ถูกผสมอยู่ในประติมากรรมชิ้นนี้ ซึ่งทำให้มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีเอกลักษณ์และไม่สามารถทำซ้ำได้นั่นเอง 

References : 
https://www.theverge.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Startup จีนสร้าง AI ตามหาสุนัขที่หายไปด้วยภาพของจมูก

Megvii เป็น Startup ด้าน AI ของจีนที่สร้างซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าสำหรับโปรแกรมการเฝ้าระวังของรัฐบาลจีน กำลังขยายเทคโนโลยีให้มากกว่าที่จะใช้ในมนุษย์เพียงเดียว โดยมีการสร้างระบบเพื่อจดจำใบหน้าสัตว์เลี้ยงที่แตกต่างกัน 

ตามรายงานของ Abacus News โปรแกรมใหม่ของ Megvii ได้รับการฝึกฝนให้รู้จักสุนัขด้วยการรูปแบบของจมูก ซึ่งเป็นการเลียนแบบการระบุตัวตน เหมือนกับที่มนุษย์ใช้ลายนิ้วมือในการระบุตัวตนแต่ละบุคคลได้นั่นเอง

การใช้แอพ Megvii นั้น ทางบริษัท บอกว่าสามารถลงทะเบียนสุนัขของคุณได้ง่ายๆเพียงสแกนจมูกด้วยกล้องในโทรศัพท์ของคุณ เช่นเดียว กับที่โทรศัพท์ลงได้สร้างระบบจดจำลายนิ้วมือของคุณเพื่อปลดล็อคนั่นเอง ซึ่งแอพจะขอให้คุณถ่ายรูปจมูกสุนัขของคุณจากหลายมุม

โดยทาง Megvii กล่าวว่ามันมีอัตราความแม่นยำในการระบุตัวสุนัขได้สูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์และตอนนี้ได้รวมตัวฐานข้อมูลสัตว์เลี้ยงจำนวนกว่า 15,000 ตัว ผ่านแอพดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การจดจำใบหน้าสำหรับสัตว์เลี้ยงเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดที่ได้รับการใช้งานโดยนักวิจัยเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า ในสหรัฐอเมริกา แอปที่ชื่อว่า Finding Rover ก็ได้ใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าเพื่อค้นหาแมวและสุนัขที่ถูกรายงานว่าหายไปเช่นเดียวกัน

แต่ในประเทศจีน Megvii กล่าวว่าแอปนี้จะใช้งานได้มากกว่าแค่ใช้ในการค้นหาสัตว์เลี้ยงที่หายไป ด้วยความสัมพันธ์ที่มีอยู่กับรัฐบาล ทางบริษัทได้กล่าวว่าแอพนี้สามารถใช้ในการตรวจสอบ “การดูแลสุนัขที่ไม่ดี” สำหรับเหล่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ ไม่มีจิตสำนึกในสาธารณะ ซึ่งอาจจะเป็นการปล่อยให้สัตว์เลี้ยงไปถ่ายเรี่ยราดตามที่สาธารณะได้นั่นเอง

References : 
https://www.theverge.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol