Face Filters เมื่อฟิลเตอร์ความงามกำลังเปลี่ยนวิธีที่สาว ๆ มองเห็นตัวเอง

ทุกวันนี้ มีหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น ที่ติด ฟิลเตอร์ความงาม ที่ทำให้รูปลักษณ์ของพวกเขาสวยงามมากยิ่งขึ้น ทั้งการย่อขนาด เสริมแต่งส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงแม้กระทั่งการเปลี่ยนสีผิวในเฉดสีที่ตัวเองต้องการ

ต้องบอกว่าฟิลเตอร์เหล่านี้ กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วบนเครือข่ายโซเชียลมีเดีย และแน่นอนว่า เหล่าเด็กวัยรุ่นกำลังกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง พวกเขาได้กลายเป็นหนูทดลองที่จะแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราสร้างตัวตนของเราได้อย่างไร ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ มันกำลังกลายเป็นเรื่องปรกติจนแทบจะไม่มีการกำกับดูแลจากหน่วยงานใด ๆ มากนัก

วัฒนธรรมการเซลฟี่ที่บ้าคลั่ง

ต้องบอกว่าฟิลเตอร์ความงามต่าง ๆ เป็นเครื่องมือแก้ไขภาพลักษณ์แบบอัตโนมัติ โดยพื้นฐานแล้วม้นถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และ Computer Vision เพื่อตรวจจับลักษณะใบหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลง

เบื้องหลังการใช้ Computer Vision เพื่อตีความสิ่งที่กล้องมันมองเห็น และปรับแต่งตามกฏที่ผู้สร้างฟิลเตอร์เหล่านี้เป็นคนกำหนดขึ้นมา

โดยคอมพิวเตอร์ตรวจจับใบหน้าและทำการซ้อนเทมเพลตใบหน้าที่มองไม่เห็น ซึ่งประกอบด้วยจุดหลายสิบจุด ทำให้เกิดเป็นตาราง และใช้พลังของกราฟฟิก ในการแต่งแต้มสิ่งต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่การเปลี่ยนสีตา ไปจนถึงการสร้างสิ่งแปลก ๆ ขึ้นบนหัวของเรา

แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมาบนโลกของเรา เพราะฟิลเตอร์วีดีโอแบบเรียลไทม์เหล่านี้ มันเป็นการพัฒนามาจากปรากฏการณ์เซลฟี่ ที่มีมาหลายสิบปีแล้ว

มันมาจากรากฐานของวัฒนธรรม “คาวาอิ” ของญี่ปุ่น ที่หมกมุ่นอยู่กับความน่ารัก และเมื่อมีการพัฒนา purikura (บูธถ่ายภาพที่อนุญาตให้ลูกค้าตกแต่งภาพเหมือนของตนเองได้)

ซึ่งภาพถ่ายที่ได้รับการปรุงแต่งเหล่านี้ มันได้กลายเป็นวัตถุดิบหลักในวีดีโออาร์เคดของญี่ปุ่นในช่วงกลางทศวรรษ 1990

หลังจากนั้นในเดือนพฤษภาคมปี 1999 ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Kyocera ก็ได้ทำการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่มีกล้องหน้า และภาพเซลฟี่ก็ได้เริ่มแพร่หลายสู่กระแสหลัก

หลังจากนั้นการถือกำเนิดของเครือข่ายโซเชียลมีเดียอย่าง MySpace และ Facebook ก็ทำให้เซลฟี่ได้กลายเป็นวัฒนธรรมสากลในช่วงปี 2000 ซึ่งรวมถึงการเปิดตัว Snapchat ในปี 2011

Snapchat ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่เสนอความรวดเร็วผ่านรูปภาพและเซลฟี่ในอุดมคติสำหรับการสื่อสารด้วยสายตา ความรู้สึก และ อารมณ์

ในปี 2013 Oxford Dictionaries ได้เลือกคำว่า “เซลฟี่” เป็นคำศัพท์แห่งปี และภายในปี 2015 Snapchat ได้เข้าซื้อกิจการบริษัท Lookery ของยูเครน และเปิดตัวฟีเจอร์ “Lenses” ทำให้เกิดความคลั่งไคล้ในกลุ่มวัยรุ่นเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะบูมสุดขีดกับแอปวีดีโอยอดนิยมอย่าง TikTok

หนูทดลองของเทคโนโลยีการสร้างตัวตนแบบใหม่

การเติบโตของ Snapchat ได้กลายเป็นตัวเลขที่น่าทึ่ง มีผู้ใช้งานทุกวัน 200 ล้านคนเล่นหรือดู Lenses ทุกวันเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ของพวกเขา ซึ่ง 90% ของคนหนุ่มสาวใน อเมริกา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรใช้ผลิตภัณฑ์ AR ของบริษัท

หรือใน Facebook ฟิลเตอร์ส่วนใหญ่ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ Facebook นั้นสร้างขึ้นโดยบุคคลที่สาม มีผู้สร้างกว่า 400,000 รายปล่อยเอฟเฟกต์รวมกว่า 1.2 ล้านเอฟเฟกต์ ภายในเดือนกันยายน 2020

แม้ฟิลเตอร์ใบหน้าบนโซเชียลนั้น ดูเหมือนอาจจะไม่น่าประทับใจในเชิงเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับการใช้ AR ในด้านอื่น ๆ

Jeremy Bailenson ผู้อำนวยการ Virtual Human Interaction Lab ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์มกล่าวว่า ฟิลเตอร์ลูกสุนัขแบบเรียลไทม์นั้นค่อนข้างเป็นความสามารถทางด้านเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจ

“มันเป็นเรื่องยากในทางเทคนิค” เขากล่าว แต่ด้วยเทคโนโลยี Neural Network ทำให้ตอนนี้ AI สามารถช่วยให้บรรลุถึงประเภทของการประมวลผลข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแก้ไขวีดีโอแบบเรียลไทม์ และทำให้นักวิจัยอย่างเขาค่อนข้างประหลาดใจกับความสามารถของมันในตอนนี้

สิ่งสำคัญก็คือ เหล่าผู้คนบนเครือข่ายโซเชียลมีเดียเหล่านี้ เปรียบเสมือนหนูทดลองให้กับเหล่าผู้สร้างเทคโนโลยีฟิลเตอร์ได้เห็นว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีที่เราสร้างตัวตนของเราอย่างไร และเกี่ยวข้องกับผู้อื่นอย่างไร

ตอนนี้มันไม่เพียงแค่เป็นฟิลเตอร์ที่ใช้ในการกรองและปรับแต่งภาพจริงของกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น แต่มันยังกรองเรื่องราวในชีวิตของพวกเขาด้วยเช่นกัน

Claire Pescott นักวิจัยจาก University of South Wales ซึ่งศึกษาพฤติกรรมของเด็กก่อนวัยรุ่นในโซเชียลมีเดีย เธอสังเกตเห็นความแตกต่างทางเพศเมื่อพูดถึงฟิลเตอร์เหล่านี้

กลุ่มเด็กสาวมองว่าฟิลเตอร์ AR เป็นเครื่องมือในการเสริมความงามเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างผิวที่ไร้ที่ติ การเอารอยแผลเป็นและจุดต่าง ๆ บนใบหน้าที่ไม่ต้องการออกไป และเด็กเหล่านี้อายุ 10-11 ขวบเพียงเท่านั้น

มันเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า เด็ก ๆ เหล่านี้มีความเข้าใจว่าฟิลเตอร์ส่งผลต่อความรู้สึกของตนเองอย่างไร พวกเขากำลังมีปัญหาในการแยกความแตกต่างระหว่างรูปภาพที่กรองแล้วกับรูปภาพแบบธรรมดา

ภาพหน้าจอจากแกลเลอรี Instagram Effects นี่คือบางส่วนของฟิลเตอร์ชั้นนำในหมวดหมู่
ภาพหน้าจอจากแกลเลอรี Instagram Effects นี่คือบางส่วนของฟิลเตอร์ชั้นนำในหมวดหมู่ “เซลฟี่”

การวิจัยของ Pescott ยังเปิดเผยว่าในขณะที่เด็ก ๆ มักได้รับการสอนเกี่ยวกับพฤติกรรมออนไลน์ แต่พวกเขาได้รับการศึกษาเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องของฟิลเตอร์ 

เมื่อพิจารณาถึงพลังและความแพร่หลายของฟิลเตอร์แล้วนั้น มีการวิจัยเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับผลกระทบของฟิลเตอร์เหล่านี้ และยังมีเกราะป้องกันในการใช้งานเพียงเล็กน้อยอีกด้วย

กฏระเบียบและข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับการใช้ฟิลเตอร์ขึ้นอยู่กับบริษัทต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ฟิลเตอร์ของ Facebook หรือ Instagram จะต้องผ่านกระบวนการอนุมัติ โดยระบบจะผสมผสานระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อตรวจสอบผลกระทบในขณะที่มีการเผยแพร่ออกไป

พวกมันจะได้รับการตรวจสอบสำหรับปัญหาบางอย่าง เช่น การสร้างความเกลียดชัง หรือ ภาพเปลือย และผู้ใช้ยังสามารถรายงานฟิลเตอร์ที่มีปัญหาได้

ผลกระทบระยะยาวที่ยังไม่มีใครเข้าใจมันจริง ๆ

จากการศึกษาของ Wall Street Journal ที่ได้เข้ามาทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยโฟกัสที่ Instagram ซึ่งคำถามก็คือฟิลเตอร์ต่าง ๆ มันมีผลกระทบต่อเหล่าวัยรุ่นหรือฐานผู้ใช้งานอายุน้อย ๆ อย่างไรบ้าง

ซึ่งผลออกมาเรียกได้ว่าน่าตกใจมาก ๆ มีรายงานเกี่ยวกับความคิดการฆ่าตัวตายถึง 13% ของผู้ใช้งานชาวอังกฤษ และ 6% ของผู้ใช้ชาวอเมริกันก็ประสบพบเจอกับปัญหาเดียวกัน

“32% ของเด็กสาววัยรุ่นกล่าวว่า พวกเขารู้สึกแย่เกี่ยวกับร่างกายของพวกเขา Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่ลง”

มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า 14% ของเด็กชายในสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวว่า Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่กับตัวเองมากยิ่งขึ้น

Karina Newton หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Instagram ได้กล่าวถึงรายงานดังกล่าวว่า บริษัทกำลังค้นคว้าวิธีที่จะดึงผู้ใช้ออกจากการหมกมุ่นอยู่กับโพสต์ Instagram บางประเภทที่เกี่ยวข้องกับฟิลเตอร์

Lori Trahan หนึ่งในสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงข้อกังวลด้านสุขภาพจิตของเด็กที่เกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดีย และเรียกร้องให้ Facebook ละทิ้งแผนการสร้าง Instagram สำหรับเด็ก และมุ่งโฟกัสไปที่การปกป้องผู้ใช้งานที่อายุน้อยแทน

“เอกสารภายในของ Facebook แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของบริษัทในการปกป้องเด็กบน Instagram โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง มันเป็นการละเลยโดยสิ้นเชิง และมันก็เกิดขึ้นหลายปีแล้ว” Trahan กล่าว

References : https://www.technologyreview.com/2021/04/02/1021635/beauty-filters-young-girls-augmented-reality-social-media
https://www.cnbc.com/2021/09/14/facebook-documents-show-how-toxic-instagram-is-for-teens-wsj.html
https://orge.medium.com/instagram-beware-of-the-toxic-culture-behind-it-7ecff96108b4
https://about.instagram.com/blog/announcements/using-research-to-improve-your-experience
https://www.wsj.com/articles/facebook-knows-instagram-is-toxic-for-teen-girls-company-documents-show-11631620739

นักวิทยาศาสตร์กำลังสร้างห้องน้ำที่ระบุตัวคุณด้วยรูก้นของคุณ

นักวิจัยต้องการให้ห้องน้ำได้รับการปรับโฉมใหม่ให้มีความฉลาดขึ้น และไม่ใช่แค่เพียงเบาะนั่งที่มีความอุ่น หรือโถชำระล้าง The Wall Street Journal รายงานว่านักวิจัยกำลังพัฒนาเครื่องสแกนที่สามารถจดจำ “รอยพิมพ์รู้ก้น” ที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ใช้หรือ “ลักษณะเฉพาะของรูก้นพวกเขา”

พวกเขาติดตั้งกล้องในโถส้วม และใช้อัลกอริธึม Machine Learning เพื่อจับคู่ตัวอย่างอุจจาระกับผู้ใช้ที่เฉพาะเจาะจง ระบบยังสามารถคำนวณ“อัตราการไหลและปริมาณของปัสสาวะโดยใช้เทคโนโลยี Computer Vision”

ซึ่งแน่นอนว่าหากคุณมีข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าข้อมูลรูก้นทั้งหมด “จัดเก็บและวิเคราะห์ในเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ที่มีการเข้ารหัสเฉพาะ”

Sonia Grego ผู้ร่วมก่อตั้ง Coprata ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านการตรวจสอบทางสรีรวิทยาของ Duke University ต้องการปฏิวัติวิธีการดำเนินธุรกิจของเราโดยการสแกนตัวอย่างอุจจาระและปัสสาวะของคุณเพื่อหาตัวบ่งชี้ด้านสุขภาพ รวมถึงโรคเรื้อรังและแม้แต่มะเร็ง

“เรามุ่งเน้นที่เลเซอร์ในการวิเคราะห์อุจจาระ เราคิดว่ายังมีโอกาสดีๆ ที่ยังไม่ได้นำมาใช้สำหรับข้อมูลด้านสุขภาพ และข้อมูลนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพราะความกังวัลว่าจะมีใครมาทำอะไรกับอุจจาระของคุณ” Grego กล่าว

บริษัทอีกแห่งที่มีชื่อว่า Toi Labs ได้พัฒนาแนวคิดไปอีกขั้นด้วยที่นั่งส้วมอัจฉริยะ TrueLoo ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อมูลไบโอเมตริกซ์ที่มีการรวบรวมข้อมูลมาอย่างดี

“พวกมันมีน้ำหนักเท่าไหร่? พวกเขานั่งบนที่นั่งได้อย่างไร” Vik Kashyap ผู้ก่อตั้งบริษัทกล่าว

จากนั้นเบาะนั่งสามารถวิเคราะห์ตัวอย่างอุจจาระได้ “โดยใช้วิธีพิจารณาสิ่งต่างๆ เช่น ปริมาตร ความชัดเจน ความสม่ำเสมอ สี”

โดยผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงอายุ

“มันเป็นหลักในการทำความเข้าใจเมื่อมีรูปแบบของอุจจาระที่ผิดปกติ หลังจากนั้นก็นำมาวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยี และให้ผลการวิเคราะห์ที่สามารถนำมาใช้โดยแพทย์ที่จะช่วยในการรักษาให้กับความผิดปรกติที่เกิดขึ้นเหล่านี้ได้” Kashyap กล่าว

แต่เนื่องจากมันอุปกรณ์ Internet of Things เป็นส่วนใหญ่ คำถามสำคัญก็คือ: ข้อมูลไปไหน? แน่นอนว่าผู้ใช้หลายคนคงจะไม่สบายใจแน่ ๆ ที่มีกล้องชี้ขึ้นที่ก้นของพวกเขา” Phil Booth ผู้ประสานงานของ MedConfidential กล่าว

การเก็บรวบรวมข้อมูลตัวอย่างอุจจาระและปัสสาวะให้ข้อมูลส่วนตัวจำนวนมาก ไปจนถึงข้อมูลการใช้ยาเสพติดที่ผิดกฎหมายหรือตามใบสั่งแพทย์ — และรายละเอียดข้อมูลสุขภาพที่อาจเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของผู้ใช้

รวมถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งคือ บริษัทประกันภัยสามารถนำข้อมูลดังกล่าว และเริ่มเสนอการรักษาที่ต้องการให้กับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงได้ในอนาคต

บทสรุป

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจนะครับ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ ซึ่งน่าจะมีปัญหาในเรื่องสุขภาพมากกว่ากลุ่มคนวัยอื่น ๆ มันเป็นการใช้เทคโนโลยี Machine Learning ได้อย่างน่าสนใจอีกประเภทหนึ่ง

แม้มันจะรบกวนความเป็นส่วนตัวค่อนข้างเยอะ เพราะเป็นเรื่องของข้อมูลในห้องน้ำ ซึ่งหลายคนคงไม่อยากให้ใครมาจับภาพที่รูก้นของเราเป็นแน่แท้ แต่หากมองที่ประโยชน์ที่ได้รับ ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก และยังต่อยอดไปยังธุรกิจอื่น ๆ ได้อีกมากมาย เพียงแค่ข้อมูลในห้องน้ำ ที่หลายคนไม่คาดคิด แต่เหล่านักวิจัยดังที่กล่าวมาข้างต้นสามารถที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้ป่วยสูงอายุจำนวนมากได้ซึ่งมันอาจจะถึงเวลาของส้วมอัจฉริยะ และอาจเป็นตลาดขนาดใหญ่ ในโลกที่พัฒนาแล้วนั่นเองครับผม

References : https://www.wsj.com/articles/smartwatches-track-our-health-smart-toilets-arent-too-far-behind-11630771201
https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2021/sep/23/the-smart-toilet-era-is-here-are-you-ready-to-share-your-analprint-with-big-tech
https://futurism.com/neoscope/scientists-toilet-identifies-butthole

Darkside of Instagram กับอิทธิพลที่มีผลต่อสภาพจิตใจอันบอบบางของกลุ่มวัยรุ่นทั่วโลก

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่กำลังสร้างปัญหาไปทั่วโลกเลยนะครับสำหรับ Instagram แม้มันจะดูเป็นสังคมในอุดมคติ ที่ทุกต่างมาโชว์สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทั้ง ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต การท่องเที่ยว การแต่งตัว หรือ การอวดเรือนร่างต่าง ๆ นา ๆ

แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า แม้กระทั่งเจ้าของแพล็ตฟอร์มอย่าง Facebook เองนั้นก็รู้ดีว่า แพล็ตฟอร์ม Instagram ของพวกเขาอันตรายแค่ไหน โดยเฉพาะกับหมู่วัยรุ่น ที่ตอนนี้มันกำลังสร้างปัญหาต่อสภาพจิตใจของวัยรุ่นจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ

จากการศึกษาของ Wall Street Journal ที่ได้เข้ามาทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา Instagram มีผลกระทบต่อเหล่าวัยรุ่นหรือฐานผู้ใช้งานอายุน้อย ๆ อย่างไรบ้าง

ซึ่งผลออกมาเรียกได้ว่าน่าตกใจมาก ๆ มีรายงานเกี่ยวกับความคิดการฆ่าตัวตายถึง 13% ของผู้ใช้งานชาวอังกฤษ และ 6% ของผู้ใช้ชาวอเมริกันก็ประสบพบเจอกับปัญหาเดียวกัน

“32% ของเด็กสาววัยรุ่นกล่าวว่า พวกเขารู้สึกแย่เกี่ยวกับร่างการของพวกเขา Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่ลง”

มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า 14% ของเด็กชายในสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวว่า Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่กับตัวเองมากยิ่งขึ้น

ตามรายงานของ Wall Street Journal นั้น ผู้บริหารระดับสูงของ Facebook ได้ทบทวนงานวิจัยดังกล่าวที่เกิดขึ้นแล้ว มีการอ้างถึงการนำเสนอต่อ Mark Zuckerberg ซีอีโอของบริษัทเมื่อปีที่แล้ว

Mark Zuckerberg ที่รับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว (CR:Flickr)
Mark Zuckerberg ที่รับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว (CR:Flickr)

แต่อย่างไรก็ตาม Facebook ได้รายงานว่า ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ได้ง่ายนัก โดยมีรายงานว่า Facebook กำลังสร้าง Instagram เวอร์ชั่นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี

แต่ก็ต้องบอกว่า เหล่าฐานผู้ใช้รุ่นเยาว์ ไปจนถึงวัยรุ่นเหล่านี้ มันคือกุญแจความสำเร็จที่สำคัญของ Instagram ที่ Facebook ค่อนข้างหวงแหนมาก ๆ

หากมีแพล็ตฟอร์มใด ที่คิดจะมาแย่งฐานนี้ของ Facebook เราจะเห็นได้ว่า Facebook พร้อมลุยแบบเต็มที่เพื่อที่จะกำจัดหรือควบรวมบริษัทเลยทีเดียว อย่าง case ของ SnapChat ที่เคยพุ่งแรงขึ้นมา Facebook ก็ทำทุกวิถีทางทั้ง copy ฟีเจอร์ หรือ พยายามเจรจาขอซื้อ จนสุดท้าย SnapChat ก็ผ่อนแรงลงไป

ตอนนี้ น่าจะมี App เดียวที่กลายเป็นหนามยอกอกของ Facebook นั่นก็คือ TikTok ที่กำลังมาแย่งฐานผู้ใช้งานกลุ่มนี้ที่เปรียบเสมือนไข่ในหินของ Facebook ซึ่งจะเห็นได้ว่าตอนนี้ Facebook เองก็ทุ่มเท ทุกสรรพกำลังเพื่อต่อสู้ ตัวอย่างเช่นการเพิ่ม Reels เข้ามา Instagram นั่นเอง

Karina Newton หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Instagram ได้กล่าวถึงรายงานดังกล่าวว่า บริษัทกำลังค้นคว้าวิธีที่จะดึงผู้ใช้ออกจากการหมกมุ่นอยู่กับโพสต์ Instagram บางประเภท

Lori Trahan หนึ่งในสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงข้อกังวลด้านสุขภาพจิตของเด็กที่เกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดีย และเรียกร้องให้ Facebook ละทิ้งแผนการสร้าง Instagram สำหรับเด็ก และมุ่งโฟกัสไปที่การปกป้องผู้ใช้งานที่อายุน้อยแทน

“เอกสารภายในของ Facebook แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของบริษัทในการปกป้องเด็กบน Instagram โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง มันเป็นการละเลยโดยสิ้นเชิง และมันก็เกิดขึ้นหลายปีแล้ว” Trahan กล่าว

Lori Trahan สมาชิกสภาคองเกรส ที่มองเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับวัยรุ่น (CR:Wikipedia)
Lori Trahan สมาชิกสภาคองเกรส ที่มองเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับวัยรุ่น (CR:Wikipedia)

ไม่ตั้งใจแก้หรือไม่รู้จะแก้ยังไง

ต้องบอกว่า ในยุคปัจจุบันนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เรากระทำบนโลกออนไลน์ ล้วนถูกจับจ้อง ถูกตามรอย ถูกประเมิน ทุก ๆ การกระทำที่เราได้ทำไป ล้วนถูกจับตาดูด้วยความระมัดระวัง และบันทึกไว้

ไม่ว่าจะเป็นภาพใดบ้าง ที่เราหยุดมอง และมองมันนานแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้ทำให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รู้ถึงขนาดที่ว่า ตอนไหนที่ใครกำลังเหงา

พวกเขาสามารถรู้ได้ว่าตอนไหนที่ใครซึมเศร้า เป็นคนชอบเก็บตัว หรือ เข้าสังคม มีอาการทางประสาทชนิดใด ซึ่งพวกเขามีข้อมูลเกี่ยวกับเรามากยิ่งกว่า ที่ใครจะเคยคาดคิดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

และที่สำคัญข้อมูลเหล่านี้นั้น ได้ถูกนำไปวิเคราะห์อยู่แทบจะตลอดเวลา โดยจะถูกนำป้อนเข้าสู่ระบบ ซึ่งแทบจะไม่มีมนุษย์คอยควบคุมมันอยู่เลยด้วยซ้ำ

ซึ่งพลังของเทคโนโลยี AI Machine Learning ที่อยู่เบื้องหลังระบบเหล่านี้ ทำให้มันคาดการณ์ได้แม่นยำมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเราจะทำอะไร และ เราเป็นใคร

พวกเขาได้สร้างโมเดล ที่คาดเดาการกระทำของเรา ตัวอย่างเช่น เรามักจะเห็นว่า ระบบเหล่านี้สามารถที่จะทำนายได้ว่า วีดีโอแบบไหนที่จะทำให้เราต้องดูต่อไป และถูกผูกติดกับแพล็ตฟอร์มของพวกเขาไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งเรื่องของอารมณ์ ที่ระบบพวกนี้สามารถทำนายได้ว่า อารมณ์แบบไหนที่สามารถกระตุ้นเราได้

พวกเขามีทีมวิศวกรยอดอัจฉริยะ ที่มีหน้าที่ในการ Hack จิตวิทยาของมนุษย์ โดยใช้วิธีการที่จะเจาะลึกลงไปในก้านสมองของเรา และทำการปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย่างในตัวเราจากข้างใน

และสุดท้ายก็สามารถป้อนคำสั่งเราได้ ในระดับที่ลึกลงไป โดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ และนั่นคือการที่พวกเขากำลังใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของจิตใจมนุษย์นั่นเอง

แต่ที่น่าสนใจคือ สำหรับวัยเด็กหรือกลุ่มวัยรุ่นนั้น การกระทำเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ ดึงความสนใจของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ Social Media ได้เริ่มเจาะลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ในก้านสมองของพวกเขา และทำการเข้ายึดอัตลักษณ์ กับความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าของเด็ก ๆ

Social Media ได้เริ่มเจาะลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ในก้านสมองของพวกเขา และทำการเข้ายึดอัตลักษณ์ กับความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าของเด็ก ๆ (CR:Social Dilemma Netflix)
Social Media ได้เริ่มเจาะลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ในก้านสมองของพวกเขา และทำการเข้ายึดอัตลักษณ์ กับความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าของเด็ก ๆ (CR:Social Dilemma Netflix)

แม้ว่าโลกเราผ่านการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน สื่อต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ การเข้ามาถึงของอินเทอร์เน็ต รวมถึงโลกของ Social Media

ซึ่งก็มักจะมีคำพูดว่า มนุษย์เราจะสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับมันได้ในท้ายที่สุด และจะเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตกับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ในท้ายที่สุด เหมือนที่เราได้เคยเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับสิ่งอื่นๆ ที่เคยผ่านมาในแต่ละยุคสมัย

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เครือข่าย Social Media ยักษ์ใหญ่ในตอนนี้ แทบจะไม่มีมนุษย์คอยควบคุมมันอีกต่อไป เพราะมันได้ปล่อยให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี AI ที่มีความซับซ้อนสูงที่ขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งผมก็เคยเขียนเรื่องราวเหล่านี้ไปในหลายโพสต์ แม้กระทั่งผู้นำด้านการพัฒนา AI ของ Facebook เอง ก็ยังไม่รู้ว่าจะแก้ไขมันอย่างไร

เพราะมีน้อยคนนัก แม้กระทั่งวิศวกรระดับอัจฉริยะของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เองก็ตามที่จะเข้าใจได้ว่า คอมพิวเตอร์ หรือ AI เหล่านี้มันกำลังจะทำอะไรอยู่ ซึ่งเทคโนโลยีด้าน AI เหล่านี้ มีความคิดเป็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะมีมนุษย์เป็นผู้เขียน Code ให้กับมันก็ตามที

ดังนั้นมันคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ตอนนี้เราอาจจะอยู่ในโลกที่ มนุษย์เราเองนั้น ไม่สามารถที่จะไปควบคุมระบบเหล่านี้ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะเป็นฝ่าย AI ต่างหากที่ควบคุมข้อมูลของพวกเราอยู่นั่นเองครับผม

References :
https://www.cnbc.com/2021/09/14/facebook-documents-show-how-toxic-instagram-is-for-teens-wsj.html
https://orge.medium.com/instagram-beware-of-the-toxic-culture-behind-it-7ecff96108b4
https://about.instagram.com/blog/announcements/using-research-to-improve-your-experience
https://www.wsj.com/articles/facebook-knows-instagram-is-toxic-for-teen-girls-company-documents-show-11631620739
The Social Dilemma (Netflix)

Stitch Fix ค้าปลีกแฟชั่น กับการใช้งานที่น่าทึ่งของเทคโนโลยี AI

Stitch Fix ก่อตั้งขึ้นในปี 2011 ในซานฟรานซิสโก และได้ทำให้อุตสาหกรรมค้าปลีกแฟชั่นถึงจุดเปลี่ยน ด้วยข้อมูลจากลูกค้าและการทำงานร่วมกันระหว่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสไตลิสต์ที่เป็นมนุษย์ของบริษัท

Stitch Fix เป็นสไตลิสต์ส่วนตัวบริการที่จัดส่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่คัดมาทีละรายการโดยคิดค่าธรรมเนียมการจัดการเพียงครั้งเดียว 

ลูกค้าสามารถกรอกแบบสำรวจออนไลน์เกี่ยวกับสไตล์ที่ชอบ สไตลิสต์ของบริษัทจะทำการเลือกสินค้าห้าชิ้นเพื่อส่งให้ลูกค้า สไตลิสต์เลือกสินค้าตามคำตอบแบบสำรวจของลูกค้าและข้อมูลจากช่องทางโซเชียลมีเดียของพวกเขา

จากนั้นลูกค้ากำหนดวันรับสินค้า เมื่อได้รับการจัดส่งแล้วลูกค้ามีเวลาสามวันในการเลือกว่าจะเก็บสินค้าไว้หรือส่งคืนบางส่วนหรือทั้งหมด หากลูกค้าเก็บสินค้าไว้อย่างน้อยหนึ่งชิ้นค่าธรรมเนียมจะเริ่มต้นและจะถูกรวมเข้ากับราคาของสินค้า

นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมการจัดแต่งสไตล์แล้ว หากลูกค้าตัดสินใจที่จะเก็บสินค้าทั้งห้าชิ้นไว้ลูกค้าจะได้รับ 25% จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดของสินค้า ลูกค้าสามารถเลือกความถี่ในการจัดส่ง เช่น ทุกสองสัปดาห์เดือนละครั้งหรือทุกสองเดือน 

โดย บริษัท ยังสนับสนุนการทำงานร่วมกับบอร์ดชื่อดังอย่าง Pinterest ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเพิ่มรูปภาพแฟชั่นที่พวกเขาชอบได้ สไตลิสต์ Stitch Fix ก็จะเข้ามาดูบอร์ดเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งบริการสมัครสมาชิกสไตล์ลิสต์ออนไลน์ช่วยลดความจำเป็นที่ลูกค้าจะต้องออกไปข้างนอก และทำให้พวกเขาสามารถเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือแม้แต่ท่องเว็บออนไลน์ของ Stitch Fix ได้ เนื่องจากทาง Stitch Fix มีบริการให้คำแนะนำส่วนบุคคลได้โดยตรงนั่นเอง

โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวได้รับการป้อนข้อมูลลงในฐานเก็บข้อมูลของ บริษัท เพื่อทำให้อัลกอริทึม Machine Learning ของบริษัท ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ในการกำหนดรูปแบบที่ต้องการสำหรับลูกค้าแต่ละคน หรือแม้แต่ใช้ในการระบุแนวโน้มของ Trend สินค้าที่จะเกิดขึ้น 

ในปี 2018 บริษัท มีรายได้แตะ 1 พันล้านดอลลาร์ และมีลูกค้าที่ใช้งานอยู่ 3.4 ล้านราย แต่คู่แข่งอย่าง Amazon และ Trunk Club ต่างกำลังเลียนแบบสไตล์การค้าปลีกของพวกเขา 

ต่อไปนี้เป็นวิธีที่น่าสนใจที่สุดที่ Stitch Fix ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับสไตลิสต์ที่เป็นมนุษย์เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของพวกเขา

การปรับแต่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับในแบบของคุณ

Stitch Fix ได้รวมความเชี่ยวชาญของสไตลิสต์ส่วนตัวเข้ากับข้อมูลเชิงลึกและประสิทธิภาพของปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์ของแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็น คำติชมของลูกค้า และความพึงพอใจ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ร่วมกับสไตลิสต์ที่เป็นมนุษย์ ด้วยคำแนะนำที่เป็นไปได้ สิ่งนี้ช่วยให้ บริษัท สามารถให้คำแนะนำสไตล์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และงบประมาณแก่ลูกค้าแต่ละรายได้

ปรับปรุงอัตราความพึงพอใจของลูกค้า

ยิ่งสไตลิสต์ของ Stitch Fix ที่มีการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร ในการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาชื่นชอบให้กับลูกค้าก็จะยิ่งทำให้การดำเนินธุรกิจของพวกเขามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่พวกเขาลงทุนในสินค้า พวกเขาก็รู้ว่าลูกค้าจะชื่นชอบอะไร ยิ่งพวกเขาเสียพื้นที่ในคลังสินค้าน้อยลง ค่าใช้จ่ายในการคืนสินค้า และการบริจาคสิ่งของที่ไม่ได้ขายก็ลดลงไปด้วย

ขณะที่ Eric Colson หัวหน้าเจ้าหน้าที่อัลกอริทึมของ Stitch Fix กล่าวว่า “ธุรกิจของเรากำลังนำข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแฟชั่นมาสู่มือของลูกค้าได้อย่างตรงเป้าหมายมากที่สุด”

วงจรพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่

ย้อนกลับไปในปี 2012 Stitch Fix มีอัลกอริธึม Machine Learning เพียงอย่างเดียวแต่ในปัจจุบันมีหลายร้อยเทคโนโลยีที่บริษัทกำลังใช้อยู่ 

โดยบริษัทกำลังออกแบบรูปแบบของตัวเองที่เรียกว่า Hybrid Designs โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมมาอย่างยาวนาน พวกเขาคิดว่า แต่ละสไตล์เป็นชุดของคุณลักษณะต่าง ๆ เช่น สีความยาวแขน ขอบเสื้อ หรือ สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่น  

จากนั้นพวกเขาจะดูความคิดเห็นที่ได้รับจากลูกค้าสำหรับแต่ละคุณลักษณะเหล่านี้ ด้วยการรวมแอตทริบิวต์ใหม่ และแม้กระทั่งการปรับเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ เล็กน้อย เพื่อพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ออกมาให้ตรงตามความต้องการลูกค้า

Stitch Fix สามารถสร้างการออกแบบใหม่เพื่อแบ่งปันกับนักออกแบบที่เป็นมนุษย์เพื่อตรวจสอบรูปแบบสุดท้าย ก่อนที่จะเข้าสู่สินค้าคงคลังของตน จากนั้นอัลกอริธึม AI จะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ไปสู่มือของลูกค้า และเมื่อพวกเขาแบ่งปันความคิดเห็น วงจรของของการพัฒนาสินค้า ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

การทำความรู้จักลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

Stitch Fix ไม่เพียง แต่ขอให้ลูกค้ากรอกข้อมูลสไตล์เพื่อกำหนดสไตล์ ขนาด และความชอบของลูกค้าเพียงเท่านั้น แต่ยังบันทึกทุกจุดที่มีการ connect กับลูกค้า รวมถึงการพิจารณาถึงสถานะของลูกค้าแต่ละรายในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น ช่วงเพิ่งเริ่มงานใหม่ หรือ เหตุการณ์พิเศษที่ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น การหย่าร้าง

เนื่องจากอัลกอริทึมระบุการเปลี่ยนแปลงในสถานะเหล่านี้ได้ จึงสามารถช่วยให้ Stitch Fix ส่งมอบสินค้าที่เกี่ยวข้องมากที่สุด และในที่สุดก็ให้ข้อมูลเพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของพวกเขา

ปรับปรุงการดำเนินงาน

ปัญญาประดิษฐ์ทำงานผ่านทุกด้านของคลังสินค้าและระบบการจัดส่งของ Stitch Fix เมื่อมีการร้องขอให้มีการจัดส่งสินค้า อัลกอริทึมจะทำการกำหนดให้กับคลังสินค้าโดยพิจารณาจากตำแหน่งของลูกค้าและสินค้าคงคลังของคลังสินค้า และการจับคู่กับสไตล์ของลูกค้า

รวมถึงพิจารณาถึงสิ่งอื่น ๆ โดยเมื่อมีการเลือกสินค้าสำหรับการจัดส่ง อัลกอริทึมจะปรับเส้นทางการรับสินค้าให้เหมาะสมเพื่อเติมเต็มช่องว่างของการขนส่ง และสร้างสินค้าแนะนำที่เป็นไปได้ซึ่งจะทำให้ลูกค้าสามารถหยิบสินค้าได้ในเวลาเดียวกันนั่นเอง

การจัดการสินค้าคงคลัง

Stitch Fix เกี่ยวข้องกับการจัดการสินค้าคงคลังเช่นเดียวกับร้านค้า Physical แบบดั้งเดิม เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้า พวกเขาจำเป็นต้องเติมสต๊อกสินค้าคงคลังเพื่อให้สไตลิสต์มีสินค้าคงคลังมากพอที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า

พวกเขาต้องทำการค้นหาว่าลูกค้าจะซื้อกี่สไตล์เพื่อให้ตรงตามความต้องการของพวกเขา ซึ่งบริษัท ใช้อัลกอริทึม AI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านี้ และแก้ไขปัญหาการจัดการสินค้าคงคลังที่มีความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ

แม้ว่า Stitch Fix อาจไม่ได้ใช้อัลกอริทึมได้ง่ายในอนาคต แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่มีความชัดเจนสำหรับพวกเขา คือ บริษัท ได้แสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่าง AI และมนุษย์ โดยทั้งสองทำสิ่งที่พวกเขาทำได้ดีที่สุด  โดยแม้จะมี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มนุษย์ก็มีความสำคัญในกระบวนการนี้ แต่เมื่อพวกเขาทำงานร่วมกันผลลัพธ์ที่ได้จะมีผลผลิต และประสิทธิภาพที่ดีที่สุดนั่นเองครับ

References : https://www.stitchfix.com/
https://www.forbes.com/sites/laurengensler/2017/10/19/stitch-fix-files-for-an-ipo/?sh=31deafdc130b
https://www.idginsiderpro.com/article/3067264/at-stitch-fix-data-scientists-and-ai-become-personal-stylists.html
https://www.standard.co.uk/tech/thread-vs-stitch-fix-reviews-2019-ai-fashion-stylists-a4247041.html

AI กับ Forex เมื่อบริษัทผลิตสื่อรุกตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราด้วยปัญญาประดิษฐ์

NASDAQ ประมาณการว่ามีการซื้อขายมากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ทุกวันในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราโลก (Forex) และเป็นตลาดที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก

เหล่าผู้นำทางธุรกิจทั้งหลายอาจคาดหวังว่า AI จะเข้าสู่โลก forex ในด้านการเงินและการธนาคารในวงกว้าง ซึ่งในปัจจุบันนั้น บริษัท ส่วนใหญ่ในตอนนี้อ้างว่าจะช่วยเหลือผู้ค้าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยคาดการณ์ว่าเมื่อใดที่จะซื้อขายหรือถือสกุลเงินไว้ 

อย่างไรก็ตามตามที่ปรากฎในปัจจุบัน ผู้ที่ขาย AI ส่วนใหญ่ในตลาด forex นั้น เป็นมิจฉาชีพที่หลอกลวงเสียมากกว่า

ต้องบอกว่านอกเหนือจากบริษัทอย่าง Nikkei บริษัทอื่น ๆ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีหลักฐานที่ชัดเจนนัก เมื่อพูดถึง AI ที่พวกเขาอ้างว่าเป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์และโซลูชันของพวกเขา 

มีหลายบริษัทที่อ้างว่าเสนอโซลูชัน AI สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งอาจโกหกเกี่ยวกับการใช้ AI ของพวกเขา

โซลูชั่นฟอเร็กซ์ที่ใช้ AI อยู่ระหว่างการพัฒนาของ Nikkei

Nikkei เป็น บริษัท สื่อของญี่ปุ่นที่มีพนักงานมากกว่า 3,000 คน บริษัท อ้างว่าซอฟต์แวร์ AI สามารถช่วยทำนายความผันผวนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐและเงินเยนของญี่ปุ่นได้อย่างแม่นยำโดยใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing)

Nikkei อ้างว่าสถาบันการเงินหรือนักเก็งกำไรสกุลเงินสามารถใช้ AI เพื่อทำนายอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐและเงินเยนของญี่ปุ่น โดยเทคโนโลยี AI ของพวกเขานั้นได้รับการฝึกฝนจากฐานข้อมูลบทความของ Nikkei ที่เกี่ยวข้องกับ แนวโน้มเงิน ดอลลาร์ – เยนในระยะยาว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และตัวบ่งชี้ตลาดอื่น ๆ สิ่งนี้ช่วยให้ซอฟต์แวร์ของ บริษัท สามารถคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนในอนาคตที่เป็นไปได้ระหว่างสกุลเงินทั้งสอง

หากซอฟต์แวร์คาดการณ์ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลง บริษัท สามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงินเพื่อหลีกเลี่ยงการลดมูลค่าลง ในทางกลับกันหากซอฟต์แวร์คาดการณ์ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเพิ่มขึ้น บริษัท อาจยึดสกุลเงินของตนหรือได้รับมากขึ้น ยังไม่ทราบวิธีการที่แน่นอนที่ซอฟต์แวร์บ่งชี้การคาดการณ์ในขณะนี้

บริษัท รายงานว่าซอฟต์แวร์ forex ได้รับรางวัล Dollar-Yen Durby รายไตรมาสของ บริษัทซึ่งเป็นการแข่งขันรายปีสำหรับผู้อ่านและนักวิเคราะห์ภายใน

ซึ่งผู้เข้าร่วมพยายามคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนของดอลลาร์และเยนหนึ่งเดือนนับจากเริ่มต้น ของการแข่งขัน หนึ่งในนักวิเคราะห์อันดับต้น ๆ ของ บริษัท เข้ามาในลำดับที่สองของความแม่นยำ โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าลดลง 0.06 เยนจากมูลค่าสกุลเงินจริง ซอฟต์แวร์ของ Nikkei เอาชนะนักวิเคราะห์ด้วยมูลค่าที่คาดการณ์ไว้ซึ่งลดลง 0.05 เยนจากมูลค่าสกุลเงินจริง

เป็นเวลากว่าสามทศวรรษที่ The Nikkei ได้จัดงาน “Dollar-Yen Durby” ในทุกไตรมาส ผู้อ่านและนักวิเคราะห์ตลาดพยายามคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนประมาณหนึ่งเดือนต่อมา ครั้งล่าสุดมีคู่แข่งรายใหม่ AI ที่พัฒนาโดย Nikkei Group ในการแข่งขันเปิดตัว AI ทำหน้าที่คาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนสิ้นปีที่แม่นยำที่สุดโดยมีผู้อ่านประมาณ 400 คนและนักวิเคราะห์ 10 คน 

AI ของ Nikkei ใช้ Nikkei DeepOcean ซึ่งเป็นฐานข้อมูลของบทความจาก The Nikkei รวมถึงดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเงินอีกมากมาย โดย Hiroto Nakajima จาก Nikkei Innovation Lab กล่าวว่าจุดแข็งของ AI อยู่ที่ความสามารถในการผสมผสานข้อมูลจำนวนมหาศาลทั้งข้อความและตัวเลข

การคาดการณ์ Nakajima อธิบายไว้ในสองขั้นตอน ขั้นแรก AI จะตีความข้อมูลเพื่อคาดการณ์แนวโน้มดอลลาร์ – เยนในระยะยาว หากไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน ให้มองหาตัวบ่งชี้ตลาดที่มีแนวโน้มที่จะสัมพันธ์กับอัตราดอลลาร์ – เยน แทน 

ใน “Dollar-Yen Durby” ครั้งล่าสุด Nikkei AI ได้ทำการประมาณการถึงสิ้นปีโดยมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนและราคาน้ำมันดิบทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ โดยใช้สมมติฐานว่าเงินเยนจะยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น

สำหรับผู้อ่าน Nikkei อันดับต้น ๆ ใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป ฮิโรโนริ โคนิชิ ซึ่งทำงานในเมืองโกเบทางตะวันตก โดยเขาใช้พื้นฐานของรายงานที่ว่าการอ่อนค่าของเงินเยนจะเกิดจากการลดภาษีนิติบุคคลของสหรัฐ 

ซึ่งที่ Konishi คาดการณ์ไว้ ว่าจะลดลง 0.06 เยน โดยที่ AI ทำนายว่ามันจะลดลง 0.05 เยน  และ AI ก็เป็นฝ่ายชนะ “ผมไม่เคยคาดหวังว่า AI จะเอาชนะมนุษย์ได้” Konishi กล่าว

ฮิโรอากิ นากากุระ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงของ บริษัท หลักทรัพย์ Rakuten ซึ่งมีส่วนร่วมใน “Dollar-Yen Durby” กล่าวว่า วิธีการของ AI ในการคาดการณ์แนวโน้มจากข้อมูลและข่าวสารในอดีตอาจไม่ได้ผลเช่นกัน เมื่อตลาดมีความผันผวน

ซึ่งก่อนหน้านี้ : Nikkei AI ไม่สามารถเข้าใกล้ความแม่นยำของการคาดการณ์จากมนุษย์ ในเดือนกันยายนได้เมื่อเงินเยนอ่อนค่ามากกว่า 2 จุด เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วงหนึ่งเดือน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐพุ่งสูงขึ้น 

การคาดการณ์ของผู้อ่านอันดับหนึ่งอยู่ที่ 0.02 ของราคาปิด ณ สิ้นเดือนกันยายน AI สามารถทำนายได้ใน 1.75 เยนเพียงเท่านั้น 

สำหรับเดือนธันวาคมเมื่อ AI คาดเดาได้ดีที่สุดอัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนเพียง 0.14 จุด

นักพัฒนาต่างสะท้อนประเด็นที่ว่า AI มีแนวโน้มที่จะเหนือกว่ามนุษย์ เมื่อสภาวะตลาดอยู่ในช่วงสงบ และไม่ผันผวน

Ryuta Miyata ศาสตราจารย์จาก University of the Ryukyus ใน โอกินาวา ซึ่งวิจัยการคาดการณ์ AI ด้วยแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยน Gaitame.com กล่าวว่าคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำนายภัยพิบัติสงครามและเหตุการณ์ที่เคลื่อนไหวในตลาดอื่น ๆ ได้

ตัวแทนของ Jibun Bank ซึ่งเริ่มให้บริการคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนโดยใช้ AI แก่ลูกค้ากล่าวว่า ยิ่งรูปแบบการเคลื่อนไหวในคล้ายในอดีตมากเท่าไหร่ AI ก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น

แน่นอนว่าการพัฒนาที่ไม่คาดคิดก็สามารถส่งผลกระทบต่อมนุษย์ได้เช่นกัน

Miyata เน้นว่า AI ยังมีช่องว่างให้ปรับปรุง “การเรียนรู้ข้อมูลธุรกรรมของผู้ค้ารายวัน สามารถทำให้การคาดการณ์ AI แม่นยำยิ่งขึ้น” เขากล่าว

Nakajima ตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและรวบรวมข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจะช่วยได้เช่นกัน “การพัฒนาของเทคโนโลยี IoT จะช่วยเพิ่มข้อมูลที่มีอยู่อย่างมาก”

แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า บริษัท เลือกผู้ชนะการแข่งขัน ซอฟต์แวร์ ที่ได้รับรางวัลไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่จะพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของ AI ดังกล่าว 

Nikkei Group ไม่ได้จัดเตรียมกรณีศึกษาจริงที่รายงานความสำเร็จของซอฟต์แวร์ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและ ในปัจจุบันมีการใช้งานภายในองค์กรของพวกเขาเพียงเท่านั้น 

ผู้ขายโซลูชัน Forex ที่โกหกเกี่ยวกับการใช้ AI

หนึ่งใน บริษัท ดังกล่าว คือ Vantage Point AI ซึ่งในบรรดา บริษัท ทั้งหมดที่พบรายงานผลการค้นหาซอฟต์แวร์มากที่สุด โดยในเว๊บไซต์มีการรับรองและการอ้างสิทธิ์ว่ามีผู้ใช้มากกว่า 25,000 ราย

Vantage Point AI เป็นบริษัท ในสหรัฐอเมริกาที่มีพนักงาน 40 คน บริษัท นำเสนอซอฟต์แวร์ที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผู้ค้าแต่ละรายและธุรกิจการลงทุนสามารถคาดการณ์แนวโน้มตลาดระยะสั้นได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี Machine Learning

Vantage Point AI อ้างว่าผู้ใช้ต้องลงชื่อเข้าใช้บัญชีสมาชิกแบบชำระเงินเพื่อเข้าถึงซอฟต์แวร์ ตามที่ บริษัท ระบุ ซอฟต์แวร์ทำการทำนายโดยการเชื่อมโยง หุ้น พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินเมื่อเวลาผ่านพ้นไป

เพื่อดูว่าปัจจัยใดที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อคู่สกุลเงินบางคู่ แม้ว่าจะต้องใช้ความรู้ทางการเงินเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากการคาดการณ์ที่ VantagePoint AI สร้างขึ้น

ทั้งหมดที่กล่าวมา บริษัท ไม่ได้แสดงรายการกรณีศึกษาใด ๆ ที่รายงานเกี่ยวกับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จกับซอฟต์แวร์ของตน และไม่พบใครในทีมของ Vantage Point ai ที่มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งในเทคโนโลยีทางด้าน AI

นอกจากนี้บริษัทอื่น ๆ อย่าง Altredo, Lulubot, ROFX และ Scion Forex Autotrader เป็น บริษัท ที่อ้างว่าใช้ AI โดยไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านวิชาการหรือธุรกิจในทีมผู้พัฒนา

บริษัท AI ทั้งสี่แห่งอ้างว่า AI ช่วยในการคาดการณ์มูลค่าของสกุลเงินหรือคู่สกุลเงินสองคู่ในระยะสั้นโดยใช้แนวโน้มของตลาดในอดีต อย่างไรก็ตามไม่มี บริษัท ใดที่ให้คำอธิบายว่า AI ที่อยู่เบื้องหลังซอฟต์แวร์ทำงานอย่างไร 

แม้ว่า บริษัท ผู้จำหน่าย AI ที่ถูกต้องตามกฎหมายหลายแห่งจะไม่สามารถรายงานประสบการณ์การใช้งานซอฟต์แวร์ของตนได้ แต่ปัจจัยที่บอกได้มากที่สุดว่า บริษัท เหล่านี้ไม่มี AI เป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์ คือไม่มี บริษัทใดในกลุ่มดังกล่าว ที่มีความสามารถด้าน AI ในทีมผู้บริหาร

หลาย บริษัท อ้างว่าใช้ AI โดยไม่ได้ทำเช่นนั้นจริง พวกเขาทำสิ่งนี้เพื่อยึดติดกับโฆษณาเรื่อง AI ที่เติบโตขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและบ่อยครั้งที่พวกเขาประสบความสำเร็จในการขายให้กับผู้นำทางธุรกิจที่ไม่รู้ว่าจะตัดสินได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังพูดความจริงหรือไม่

บางครั้งผู้ขาย AI ก็ใช้เพียงแค่แรงงานมนุษย์ในการทำงานที่พวกเขาอ้างว่า AI กำลังทำอยู่บนเว็บไซต์ ในบางครั้งซอฟต์แวร์ที่เป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์ก็ประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจของลูกค้า แต่แท้จริงแล้วซอฟต์แวร์นั้นไม่ใช่ AI

นอกจากนี้ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยทั่วไปเป็นที่เข้าใจกันดี ต้องใช้นวัตกรรมเพียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการซื้อขายสกุลเงินหนึ่งสำหรับอีกสกุลเงินหนึ่ง 

ธนาคารขนาดใหญ่ดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจำนวนมากที่เกิดขึ้นในตลาดเนื่องจากสามารถเข้าถึงเงินทุนได้มากที่สุด แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีกลยุทธ์สูงจึงมีความลับอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจในการซื้อขายเหล่านี้ เป็นไปได้ว่าธนาคารขนาดใหญ่เหล่านี้ใช้ AI ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แต่แน่นอนว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ธนาคารก็จะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ บริษัท ที่ต้องการสร้างโมเดล Machine Learning สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจะต้องใช้ข้อมูลจากการซื้อขายที่หลากหลายที่เกิดขึ้นทั่วโลกเพื่อแจ้งให้ทราบอย่างดีที่สุดเกี่ยวกับวิธีดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระหว่างสกุลเงินต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องยาก หากธนาคารของโลกยังคงใช้การตัดสินใจเบื้องหลังการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

เพราะฉะนั้นเราไม่ควรคาดหวังให้ AI จัดการการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้เหล่าบริษัท ผู้จำหน่าย AI ที่อ้างว่าจะนำเสนอโซลูชั่น Forex  บริษัท เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะไม่ใช้ AI และเราอาจจะถูกหลอกโดยกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ขายได้รวมถึงในประเทศไทยเองก็ตามที

จาก บริษัท ทั้งหมด โซลูชันฟอเร็กซ์ของ Nikkei ดูเหมือนว่ามีศักยภาพที่จะถูกต้องที่สุดหากจะนำออกสู่ตลาด แต่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก Nikkei เป็น บริษัท สื่อ

หากจะมีซอฟต์แวร์ซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ใช้ AI สำหรับธุรกิจในอีกสองถึงห้าปีข้างหน้า พวกเขาน่าจะมาจากบริษัท Startup ที่ได้รับทุนจาก บริษัทร่วมทุนในซิลิคอนวัลเลย์หรือจากธนาคารที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งอาจจะเก็บโซลูชันดังกล่าวไว้ใช้เองอย่างแน่นอน และไม่มีทางที่พวกเขาจะเปิดเผยออกมาสู่โลกภายนอกนั่นเองครับ

References : https://asia.nikkei.com/Business/Markets/Currencies/AI-trounces-humans-in-forex-forecasting-debut
https://www.hxlpartners.com/wealth-management/chinas-ai-stocks-invest-2018/