AI ของ Google รู้ได้ว่าคุณจะตายเมื่อไหร่?

AI รู้ว่าคุณจะตายเมื่อไหร่ แต่มันจะแตกต่างจากในภาพยนตร์ไซไฟอย่างแน่นอน เพราะข้อมูลเหล่านี้นั้นอาจช่วยชีวิตคนได้ก่อนที่เขาจะตาย!!!

โดยงานวิจัยใหม่จาก Google นั้นแสดงให้เห็นว่าการป้อนข้อมูลสุขภาพที่เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยการใช้เทคโนโลยี Deep Learning สามารถปรับปรุงความแม่นยำของผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้ได้เป็นอย่างมาก 

ซึ่งในการทดลองใช้ข้อมูลจากโรงพยาบาลสองแห่งในสหรัฐอเมริกานักวิจัยสามารถแสดงให้เห็นว่าอัลกอริธึมเหล่านี้สามารถทำนายระยะเวลาการพักฟื้นและยังสามารถทำนายช่วงเวลาแห่งความตายของพวกเขาได้เช่นเดียวกัน

เทคโนโลยี Neural Network ที่อธิบายในการศึกษาวิจัยดังกล่าว โดยข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น คำวินิจฉัยทางการแพทย์ และประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย เพื่อคาดการณ์ ซึ่งอัลกอริธึมใหม่เรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนหน้าของบันทึกของผู้ป่วยแต่ละรายให้เป็นไทม์ไลน์

หลังจากนั้นจะให้โมเดล Deep Learning สามารถทำนายผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตรวมถึงช่วงเวลาแห่งความตาย โดย Neural Network ยังมีข้อมูลบันทึกย่อ ที่มีการเขียนด้วยลายมือรวมถึงความคิดเห็นต่าง ๆ จากแพทย์ด้วย

สมาคมการแพทย์อเมริกันยอมรับในคำแถลงว่า การทำงานร่วมกันระหว่าง AI กับแพทย์ที่เป็นมนุษย์นั้นสามารถก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย แต่เครื่องมือ AI นั้นต้อง“ มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามเกณฑ์สำคัญหลายประการรวมถึงต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้และปราศจากอคติ” 

หากไม่มีกรอบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพที่ส่งเสริมความโปร่งใสในสหรัฐอเมริกา มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำให้บริษัทเหล่านี้รับผิดชอบหากเกิดปัญหาขึ้นมากับผู้ป่วย ซึ่งขึ้นอยู่กับบริษัทเอกชนว่าเทคโนโลยี AI จะส่งผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะบริษัทเองเท่านั้น

References : 
https://futurism.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Astro Robodog กับหุ่นยนต์ที่มีดวงตาที่น่ากลัวเหมือนมนุษย์

นักวิจัยจาก Florida Atlantic University (FAU) ได้สร้าง robodog ที่รวมส่วนที่ดีที่สุดทั้งหมดของเทคโนโลยีอย่าง Siri , การพิมพ์ 3 มิติและหุ่นยนต์ยุคใหม่ที่มีความว่องไวเช่น Boston Dynamics ‘SpotMini ขณะที่วิศวกรของ Astro ได้เพิ่มส่วนประกอบพิเศษลงในหุ่นยนต์ตัวนี้ นั่นคือ ดวงตาที่ดูน่ากลัวและเหมือนมนุษย์

โดเบอร์แมนพินเชอร์เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Deep Learning เพื่อ“ เรียนรู้จากประสบการณ์ในการทำงานเหมือนมนุษย์หรือในกรณีของมันก็คือเหล่างานที่เหมือนสุนัขนั่นเอง” 

ดวงตาที่่คล้ายมนุษย์
ดวงตาที่่คล้ายมนุษย์

Astro และหุ่นยนต์อื่น ๆ จำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ” แต่ในปัจจุบันสามารถตอบสนองต่อคำสั่งเช่น“ นั่ง”“ ยืน” และ“ นอนลง” นักวิจัยบอกว่า Astro จะเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ เช่นตอบสนองต่อสัญญาณมือในการตรวจจับสี และประสานงานกับโดรนได้

ผู้สร้าง Astro มีความทะเยอทะยานสูงในหุ่นยนต์ตัวใหม่นี้ “ การตรวจจับปืน วัตถุระเบิด และคราบเขม่าดินปืน เพื่อช่วยเหลือตำรวจทหารและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย” พวกเขากล่าวว่ามันสามารถใช้เป็นสุนัขบริการสำหรับผู้พิการทางสายตาได้ด้วย และเป็นตัวช่วยแรก ๆ สำหรับภารกิจการค้นหาและช่วยเหลือ

แต่นักวิจัยอาจตั้งเป้าที่จะทำให้ Astro คล้ายมนุษย์มากขึ้น ในการแถลงข่าว Ata Sarajedini, Ph.D. , คณบดีวิทยาลัยชาร์ลส์อีชมิดท์ของ FAU อธิบายว่า “ Astro ได้รับแรงบันดาลใจจากสมองมนุษย์และมันได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านเทคโนโลยี Machine Learning และปัญญาประดิษฐ์ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า มันจะกลายเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่ามาก ๆ  ในการช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดในโลก”

References : 
https://techxplore.com/news/2019-08-astro-robot-dog.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

มาดูงานประติมากรรมที่ถูกสรรค์สร้างโดย AI กันเถอะ

งานศิลปะกับเทคโนโลยี AI กำลังอยู่ในระยะของการถกเถียงทางความคิดด้านศิลปะและมีการถกเถียงกันในเรื่องเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ แต่แน่นอนว่านี่คือสิ่งใหม่ : ประติมากรรมที่สร้างโดย AI ที่ทำจากซากคอมพิวเตอร์ในการออกแบบมันขึ้นมา

ผลงานชิ้นใหม่นี้ คือผลงานของ Ben Snell ศิลปินชาวนิวยอร์กและปัจจุบันมีวางจำหน่ายที่ Phillips ซึ่งเป็นสถานที่ประมูลชื่อดังของเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ และมันเป็นการประมูลครั้งที่สามของศิลปะที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นจาก AI ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา 

โดยงานของของ Snell ที่มีชื่อว่า Dio ได้สร้างขึ้นมาตามวิธีการพื้นฐานของงานก่อนหน้านี้ อัลกอริธึม Machine Learning ใช้ในการสแกนและแยกแยะฐานข้อมูลงานศิลปะจากงานในอดีต จากนั้นพยายามทำซ้ำข้อมูลงานใหม่ออกมาด้วยอัลกอริธึมทางคอมพิวเตอร์

ในกรณีของ Dio ข้อมูลในการ Training มาจากประติมากรรมโบราณมากกว่า 1,000 ชิ้น (รวมถึงชิ้นงานที่เป็นที่ยอมรับเช่น Discobolus และ Michelangelo’s David ) 

ซึ่งในขณะที่มนุษย์และเครื่องจักรมีความคล้ายคลึงกันบางอย่างของวิธีในการมองโลก  ศิลปินบางคนที่ทำงานในสาขานี้ กล่าวว่าพวก AI นั้นเป็นเพียงแค่การสร้างสรรค์ทางคอมพิวเตอร์และอัลกอริธึมเท่านั้น แต่ก็มีศิลปินคนอื่น ๆ ประท้วงและบอกว่าระบบเหล่านี้ก็เป็นเครื่องมือทางศิลปะเช่นเดียวกับที่มนุษย์สร้างขึ้นเหมือนกัน

แต่มันเป็นผลลัพธ์ของการสร้างสรรค์จาก Snell และ เทคโนโลยี Machine Learning ของเขา เขากล่าวว่า Dio จะเป็นงาน “ชิ้นแรกและชิ้นสุดท้าย” จากอัลกอริทึมของเขา

หลังจาก Snell สร้างแบบจำลอง 3 มิติเสร็จแล้ว เขาก็ได้ทำการถอดชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่เขาทำไว้และบดให้เป็นฝุ่นโดยใช้กล่องปิดผนึกที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งรวมถึงกล่องหุ้มของคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดไดรฟ์ RAM และหน่วยประมวลผลทางด้านกราฟิก จากนั้นเขาก็พิมพ์แบบสามมิติของ Dio และหล่อประติมากรรมลงในแม่พิมพ์นี้โดยใช้เรซิ่นและซากของคอมพิวเตอร์เหล่านั้นนั่นเอง

คอมพิวเตอร์ที่ใช้ออกแบบถูกบดขยี้ เพื่อให้มันทำซ้ำไม่ได้อีก
คอมพิวเตอร์ที่ใช้ออกแบบถูกบดขยี้ เพื่อให้มันทำซ้ำไม่ได้อีก

ซึ่งการทำเช่นนี้เขาบอกว่าเป็นความพยายามที่จะ จำกัด การควบคุมจากอัลกอริทึมที่มีต่อเขา ด้วยรูปแบบข้อมูลและการฝึกอบรมที่ใช้ในการสร้างรูปแบบของ Dio ในตอนนี้ได้กลายเป็นฝุ่นละอองที่ถูกผสมอยู่ในประติมากรรมชิ้นนี้ ซึ่งทำให้มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีเอกลักษณ์และไม่สามารถทำซ้ำได้นั่นเอง 

References : 
https://www.theverge.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Startup จีนสร้าง AI ตามหาสุนัขที่หายไปด้วยภาพของจมูก

Megvii เป็น Startup ด้าน AI ของจีนที่สร้างซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าสำหรับโปรแกรมการเฝ้าระวังของรัฐบาลจีน กำลังขยายเทคโนโลยีให้มากกว่าที่จะใช้ในมนุษย์เพียงเดียว โดยมีการสร้างระบบเพื่อจดจำใบหน้าสัตว์เลี้ยงที่แตกต่างกัน 

ตามรายงานของ Abacus News โปรแกรมใหม่ของ Megvii ได้รับการฝึกฝนให้รู้จักสุนัขด้วยการรูปแบบของจมูก ซึ่งเป็นการเลียนแบบการระบุตัวตน เหมือนกับที่มนุษย์ใช้ลายนิ้วมือในการระบุตัวตนแต่ละบุคคลได้นั่นเอง

การใช้แอพ Megvii นั้น ทางบริษัท บอกว่าสามารถลงทะเบียนสุนัขของคุณได้ง่ายๆเพียงสแกนจมูกด้วยกล้องในโทรศัพท์ของคุณ เช่นเดียว กับที่โทรศัพท์ลงได้สร้างระบบจดจำลายนิ้วมือของคุณเพื่อปลดล็อคนั่นเอง ซึ่งแอพจะขอให้คุณถ่ายรูปจมูกสุนัขของคุณจากหลายมุม

โดยทาง Megvii กล่าวว่ามันมีอัตราความแม่นยำในการระบุตัวสุนัขได้สูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์และตอนนี้ได้รวมตัวฐานข้อมูลสัตว์เลี้ยงจำนวนกว่า 15,000 ตัว ผ่านแอพดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การจดจำใบหน้าสำหรับสัตว์เลี้ยงเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดที่ได้รับการใช้งานโดยนักวิจัยเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า ในสหรัฐอเมริกา แอปที่ชื่อว่า Finding Rover ก็ได้ใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าเพื่อค้นหาแมวและสุนัขที่ถูกรายงานว่าหายไปเช่นเดียวกัน

แต่ในประเทศจีน Megvii กล่าวว่าแอปนี้จะใช้งานได้มากกว่าแค่ใช้ในการค้นหาสัตว์เลี้ยงที่หายไป ด้วยความสัมพันธ์ที่มีอยู่กับรัฐบาล ทางบริษัทได้กล่าวว่าแอพนี้สามารถใช้ในการตรวจสอบ “การดูแลสุนัขที่ไม่ดี” สำหรับเหล่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ ไม่มีจิตสำนึกในสาธารณะ ซึ่งอาจจะเป็นการปล่อยให้สัตว์เลี้ยงไปถ่ายเรี่ยราดตามที่สาธารณะได้นั่นเอง

References : 
https://www.theverge.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

DeepMind AI กับการทำนายการสูญเสียเฉียบพลันของไต

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโรงพยาบาลต้องเผชิญคือการคาดการณ์เมื่อผู้ป่วยที่อ่อนแอและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของข้อมูลสุขภาพ และเป็นข้อมูลที่กว้างเกินไปสำหรับมนุษย์ที่จะตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในบทความที่ตีพิมพ์ในวันพุธในวารสาร Nature นักวิจัยที่ DeepMind อธิบายวิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้: ระบบ Machine Learning ที่สามารถบีบอัดข้อมูลนับแสนในบันทึกของข้อมูลสุขภาพในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยเตือนแพทย์ถึงวิกฤตที่ใกล้จะเกิดขึ้นก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริงกับผู้ป่วย

เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบนักวิจัยที่  DeepMind ในเมืองลอนดอน ใช้เพื่อคาดการณ์การโจมตีของการบาดเจ็บของไตเฉียบพลัน   ปัจจุบันจากข้อมูลพบว่าการทำงานของไตลดลงอย่างฉับพลันในผู้ป่วยหลายแสนคนในโรงพยาบาลทหารผ่านศึกทั่วสหรัฐอเมริกา และ พบว่า AI สามารถคาดการณ์ 90% ของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเหล่านี้ ที่จำเป็นต้องใช้การล้างไตโดยด่วนด้วยระยะเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย

แต่แม้ระบบนั้นจะยังห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบอยู่:  มีการแจ้งเตือนที่ถูกต้องทุกครั้ง เมื่อใช้กับผู้ป่วยที่การบาดเจ็บรุนแรงน้อย โดยระบบจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับแบบจำลองที่ใช้ในการประเมินความเป็นไปได้ของการบาดเจ็บของไตในโรงพยาบาลแบบทั่วไป ซึ่งการใช้เทคโนโลยีมาช่วยดังกล่าวนี้ จะเน้นความสามารถในการให้คำเตือนที่แม่นยำยิ่งขึ้นเพื่อให้แพทย์สามารถป้องกันอันตรายได้ทันท่วงที

“ ลักษณะการทำนายของสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นน่าประทับใจมาก” ดร. โจ บองเนอร์หัวหน้าแผนกเวชศาสตร์ไตที่บริกแฮมและโรงพยาบาลสตรีในบอสตัน  เขากล่าวว่า การแจ้งเตือนการบาดเจ็บของไตเฉียบพลันในระยะเวลา 48 ชั่วโมง  เมื่อการทำงานของไตลดลง และเหล่าของเสียที่สะสมอยู่ในเลือดนั้น อาจทำให้แพทย์สามารถตอบสนองโดยการควบคุมความดันโลหิตและลดการใช้ยาพิษที่อาจทำให้อวัยวะสูญเสียการทำงานได้ 

เขายังกล่าวอีกว่า“ เทคโนโลยีเหล่านี้จะนำไปใช้กับผู้ป่วยอื่น ๆ ในสถานที่อื่นนอกโรงพยาบาลทหารผ่านศึกหรือไม่”

นักวิจัย DeepMind ย้ำว่าระบบของพวกเขายังคงต้องได้รับการตรวจสอบในการดูแลทางคลินิกเพื่อให้แพทย์สามารถประเมินผลกระทบที่มีต่อผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่ แต่พวกเขากล่าวว่าความสำเร็จในระยะแรกของวิธีการของพวกเขาชี้ไปสู่อนาคตซึ่งอัลกอริธึมสามารถคาดการณ์ได้จากข้อมูลบันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยทำนายวิกฤตการณ์ที่จะเกิดขึ้นในผู้ป่วยในโรงพยาบาล เช่น การเกิดโรคปอดบวม หัวใจวาย หรือภาวะติดเชื้อ ซึ่งเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อการเสี่ยงชีวิตได้สูงมาก 

Deepmind ที่นำ AI มาใช้กับเทคโนโลยีทางการแพทย์
Deepmind ที่นำ AI มาใช้กับเทคโนโลยีทางการแพทย์

ในการศึกษาระบบ AI ได้รับการ Training จากข้อมูลจากผู้ป่วยมากกว่า 700,000 case ที่รักษาในโรงพยาบาลและคลินิกผู้ป่วยนอก มันทำนายความเป็นไปได้ของการบาดเจ็บของไตโดยมองหารูปแบบของจุดข้อมูลนับแสนที่อยู่ในบันทึกสุขภาพที่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

แน่นอนว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงในผู้ป่วยเมื่อเวลาผ่านไป ช่วยให้แพทย์คาดการณ์เพื่อปรับปรุงการรักษาอย่างต่อเนื่อง จากความน่าจะเป็นที่ผู้ป่วยจะได้รับบาดเจ็บจากภาวะไตเฉียบพลันภายใน 48 ชั่วโมง  ระบบยังสามารถระบุปัจจัยที่วิเคราะห์ข้อมูลมาจากข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยหาบทสรุปได้

นักวิจัย DeepMind กล่าวว่าขั้นตอนต่อไปคือการตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบในผู้ป่วยที่กว้างขึ้นและในสถานพยาบาลที่แตกต่างกัน อาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน ก่อนที่ AI จะสามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริง ๆ 

References : 
https://www.statnews.com/2019/07/31/deepmind-artificial-intelligence-predicts-acute-kidney-injury/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol