Series Review : Charité at War ชาริเต้ รักกลางสนามรบ

ต้องบอกว่าส่วนตัวเป็นคนที่ชอบเรื่องราวที่เกี่ยวกับสงครามโลก ครั้งที่ 2 มาก ๆ ทั้งสารคดี หรือ ภาพยนตร์จอยักษ์ หรือ ซีรีส์หลาย ๆ เรื่อง ผมจะเก็บเรียบทั้งหมด จึงได้เห็นหลากหลายแง่มุม จากสงครามครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้

แต่ต้องบอกว่า Charité at War ชาริเต้ รักกลางสนามรบ ถือเป็นอีกหนึ่ง ซีรีส์ คุณภาพที่มาลงใน Netflix ที่ถ่ายทอดอีกมุมหนึ่งของสงครามครั้งนี้ได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ

เรื่องราวที่ว่าด้วย ในปี 1943 เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลชาริเต้แห่งเบอร์ลินต้องรับมือกับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สองและการปกครองของพวกนาซี รวมทั้งแผนปฏิบัติการพัฒนาพันธุกรรมสุดอันตราย ที่โลกยากจะลืมเลือน

ต้องบอกว่า Charité at War เป็นซีรีส์ สัญชาติเยอรมันที่บอกเล่าเรื่องราวของบุคลากรทางการแพทย์ภายใต้การปกครองของนาซี โดยมีประเด็นหลักเป็นการตั้งคำถาม “คำปฎิญาณแห่งฮิปโปเครตีสจะไปด้วยกันกับคำสาบานตนต่อท่านผู้นำได้อย่างไร?”

มันเป็นสิ่งที่ conflict กันมาก ๆ กับความเป็นมืออาชีพทางด้านการแพทย์ของบุคลากรทางการแพทย์ในสงครามครั้งนี้ กับความจงรักภักดีต่อ ท่านผู้นำอย่างฮิตเลอร์

เป็นซีรีส์ กึ่งสารคดี ที่ว่ากันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ต้องบอกว่าเมื่อย้อนกลับไปในยุคนั้น จักรวรรดินาซีมีประชากรราว 4 แสนคนถูกบังคับให้ทำหมันเพราะมีประวัติพันธุกรรมบกพร่อง, ไม่สามารถพิสูจน์ตนว่าเป็นชนชาติอารยัน หรือเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ารักร่วมเพศ ผู้ป่วยทางจิตและผู้มีร่างกายไม่สมบูรณ์ 2 แสนคนถูกสังหาร โดยใช้คำว่าการุณยฆาตเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อรัฐและครอบครัว

มันเป็นความโหดร้าย โหดเหี้ยม ที่น่าสนใจมาก ๆ กับการกระทำดังกล่าว แต่ ก็มีตัวเอกในเรื่องอย่าง คุณหมอ เฟอร์ดินันด์ เซาเออร์บรูค ที่เป็นอาจารย์หมอและศัลยแพทย์ชื่อดังในยุคนั้น

หมอ เซาเออร์บรูค ที่มีความพยายามส่งข้อความสุดท้ายถึงทำเนียบรัฐบาลของจักรวรรดิไรซ์ที่ใกล้ล่มลาย ในชั่วโมงสุดท้ายก่อนเบอร์ลินจะถูกยึดครอง และในสภาพที่อาคารกว่า 90% ถูกทำลาย ชาริเต้ ยังคงเป็นโรงพยาบาลที่รองรับคนไข้ได้ถึง 800 คน ช่วยเหลือชาวเยอรมันที่กำลังถูกรุกไล่เข้าสู่เมืองเหลืองจนถึงนาทีสุดท้าย

ซีรีส์ สั้น ๆ ที่มีความยาวเพียงแค่ 6 ตอน แต่ต้องบอกว่ามันผสานเรื่องราวหลาย ๆ อย่างได้อย่างลงตัว ทั้งความรัก ทั้งชายหญิง ครอบครัว หรือแม้กระทั่งรักร่วมเพศ สงคราม ความโหดร้ายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งไม่ใช่มีเพียงแค่ชาวยิว ที่ตกเป็นเหยื่อเพียงเท่านั้น

เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับคนที่สนใจภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสงคราม ที่เราจะไม่เคยเห็นมุมมองในด้านมาก่อนเลย จึงแนะนำเลยครับสำหรับคนที่สนใจมุมมองใหม่จากสงครามครั้งประวัติครั้งนี้กับ Charité at War ชาริเต้ รักกลางสนามรบ

Series Review : To The Lake ลี้ภัยเมืองทมิฬ กับซีรีย์การเอาตัวรอดแบบฉบับรัสเซีย

เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ แนวโรคระบาดที่กำลังเข้ากับสถานการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ได้ดีเลยทีเดียวสำหรับ ซีรีส์ใหม่จาก รัสเซียอย่าง To The Lake ลี้ภัยทมิฬ ที่ต้องบอกว่า คุณภาพนั้นไม่แพ้ ซีรีย์จาก Hollywood เลยทีเดียว

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่ออยู่ดี ๆ ก็มีการระบาดของโรคปริศนาครั้งใหญ่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศรัสเซีย ผู้ป่วยที่อยู่ดี ๆ ก็มีอาการเป็นไข้ ไอ และ สีของตาที่เปลี่ยนไป และคนที่เหลืออยู่ต้องเอาตัวรอดในประเทศที่เรียกได้ว่ามีสภาพภูมิอากาศที่โหดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

โดยซีรีส์จะเจาะไปที่ภารกิจของเซอร์เก (คิริลล์ คาโร) ที่ต้องพาครอบครัวของเขาหนีทั้งโรคระบาดและเหล่าทหารที่กลายร่างเป็นโจรเถื่อนไปยังริมทะเลสาบที่พ่อของเขาดัดแปลงเรือเป็นที่พักอาศัยไว้

แต่ต้องบอกว่าหนทางกว่าที่จะไปถึงจุดหมายนั้น ก็ไม่ง่ายเพราะนอกจากโรคร้ายและโจรพกอาวุธครบมือแล้วสันดานที่แท้จริงของเพื่อนร่วมทางก็ค่อย ๆ เผยออกมาทีละเล็กละน้อย เรียกได้ว่าเป็นการเล่นกับจิตใจคน

เราได้เห็นจากหลากหลายซีรีส์ ที่มักจะดำเนินเรื่องเกี่ยวกับ zombies โรคระบาด สัตว์ประหลด หรือ อะไรก็แล้วแต่ที่ดูน่ากลัว แต่สุดท้ายแล้ว กลายเป็นจิตใจของมนุษย์นี่เองที่น่ากลัวที่สุด เมื่อต้องพบกับสถานการณ์ที่วิกฤติ

ความสัมพันธ์ของตัวละครเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ ซีรีส์ชุดนี้ โดยเฉพาะตัวละครเอก ที่ต้องนำพาทั้งภรรยาคนปัจจุบัน (+ลูกที่เป็นออธิสติก) และ อดีตภรรยา (+ลูกยังเล็ก) ที่พระเอกในเรื่องอย่างเซอร์เก ต้องนำพาให้รอดทั้งหมด

เนื้อเรื่องจะเป็นการตัดภาพ flashback กับ ไปผสานกับการดำเนินเนื้อเรื่องหลัก ว่า ต้นตอที่มาของปัญหาความสัมพันธ์ของพระเอก และ ภรรยาทั้งสองนั้นเป็นอย่างไร

แต่เนื้อเรื่องก็ขาดในจุดที่น่าสนใจไปว่า การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวนั้น แพร่กระจายไปไกลขนาดไหน เพราะการดำเนินเรื่องนั้น จะเป็นการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเป็นหลัก มีการเจาะไปที่กลุ่มคนกลุ่มเดียว

ต้องถือเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ แนวเอาตัวรอดจากโรคระบาดที่น่าสนใจ ที่มาจากประเทศรัสเซีย เพราะเราแทบจะไม่ค่อยเห็นงานจากประเทศนี้ซักเท่าไหร่ แต่ต้องบอกว่าดูแล้วสนุกมาก ๆ งาน production แทบไม่ต่างจาก ซีรีย์ ชื่อดังจากทางฝั่ง hollywood เลย สำหรับคนที่เบื่อ ๆ ซีรีย์จากอเมริกา แนะนำเลยครับ ลองมาดูเรื่องนี้แล้วคุณจะไม่วางรีโมทไปถึงตอนจบอย่างแน่อนครับผม

Series Review : Mouse กับมนุษย์สายพันธุ์ไซโคพาธ ที่เกิดมาต้องฆ่า

ห่างหายไปจากการรีวิว ซีรีส์นานมาก ๆ เพราะดูเหมือนยังไม่มีซีรีส์ใด ที่ถูกจริต จนต้องดูลุ้นไปทุกตอนเหมือนอย่าง ซีรีส์เรื่องใหม่นี้ ที่นำแสดงโดย อีซึงกิ ตัวผมเองถึงกับต้องยอมสมัครสมาชิกของ Viu Premium เพื่อมาดูเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวจริง ๆ

‘หากรู้ว่าทารกในครรภ์จะเติบโตขึ้นมาเป็นฆาตกรโรคจิต คุณจะยังให้กำเนิดเด็กคนนั้นอยู่หรือเปล่า’ คำถามสำคัญจากซีรีส์ Mouse ต้องบอกว่าเป็นพล็อตเรื่องที่แหวกแนว ที่แทบจะไม่เคยเจอมาก่อน และเรื่องราวการดำเนินเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ

และที่สำคัญมันมีเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะมาก เรื่องของงานวิจัยที่ต้องการฆ่าตัดตอนเด็กไม่ให้เติบโตมากลายเป็นคนชั่วร้าย

เด็กที่มีพันธุกรรมปีศาจจะเติบโตขึ้นมาเป็นฆาตกรไซโคพาธ ซึ่งคนเหล่านี้จะไม่มีความรัก มีแต่ความต้องการแพร่พันธุ์ แถมลูกของเขาก็จะเกิดมามีพันธุกรรมปีศาจนี่ด้วย เรียกได้ว่าแค่เปิดเรื่องมา ก็ทำให้ต้องลุ้นตามต่อแทบจะทันที รวมถึงการผูกโยงกับเรื่องของศาสนาได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย

มันเป็นการดำเนินเรื่องที่เรียกได้ว่า ลุ้นแทบจะทุกตอนเลยก็ว่าได้ มีความซับซ้อนของตัวละคร ผูกปมต่อเนื่องกัน จนแทบจะไปถึงตอนจบของซีรีส์ ซึ่งหากไม่ได้ฟัง spoil มาก่อน คิดว่าทุกคนต้องอึ้งกับการเฉลยเรื่องราวทั้งหมดของตัวละครในซีรีส์ชุดนี้

ก่อนที่จะมาดู ก็ไม่ได้ตั้งความหวังกับเรื่องนี้ไว้เท่าไหร่ ได้เห็นกระแสมาพักใหญ่แล้วกับ ซีรีส์ เรื่องนี้ จนมาเจอ พี่หนุ่ม กรรชัย แนะนำให้ดู จึงต้องรีบดูทันที เพราะขนาดคนที่งานยุ่งมาก อย่างพี่หนุ่มยังการันตีมาขนาดนี้ จึงไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ปัญหาใหญ่ของซีรีส์เรื่องนี้ สำหรับคนที่จะดูก็คือ ตัวละคร มีเยอะมาก ๆ และเป็นภาษาเกาหลี บางครั้งก็ต้องมาย้อนดูว่า เค้าพูดถึงใครกัน ต้องตั้งสติให้ดีในการดู เพราะทุกตัวละครในเรื่องนั้นมีปมผูกเรื่องกันแทบจะทั้งหมดไปจนถึงตอนจบของซีรีส์ ใน ep20

ต้องบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งงานในระดับ master pieces จากเกาหลีเลยก็ว่าได้ ทั้งคุณภาพนักแสดง บทของเรื่องที่เล่าได้อย่างสนุกมาก ๆ มีให้ลุ้นกันทุกตอน มีพลอตที่พลิกไปพลิกมา หลายตลบมาก ๆ จนคุณจะเดาไม่ออกแน่ ๆ ว่าตอนจบของเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร เรียกได้ว่าแกงคนดูกันแทบจะทุกตอนเลย

ผมเองก็ไม่เคยเจอประสบการณ์การดูซีรีส์แบบนี้มาก่อน จากเรื่องที่ว่าต้องอึ้งแล้วในบางตอน พอตัดไปตอนต่อไป ยังมีให้อึ้งกันต่อเนื่อง ต้องชมคนเขียนบทมาก ๆ แม้จะยาวถึง 20 ตอน แต่ก็ดูต่อเนื่องได้ลุ้นไปจนจบ จนแทบไม่อยากลุกไปไหนเลย

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ ที่คุณผู้อ่านไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง ส่วนตัวดูรอบแรกแล้วรายละเอียดต่าง ๆ เหมือนจะยังไม่เข้าใจในบางจุด มีโอกาสที่ต้องมาดูรอบสองอีกครั้ง เพื่อทำความเข้าใจของเรื่องทั้งหมด ผมแนะนำเลยครับถ้าคุณผู้อ่านมีเวลา เรื่องนี้ ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับผม

Series Review : Start-Up (Netflix)

วันหยุดพักผ่อนเบา ๆ ขอหลีกหนีเรื่องการเมืองมา รีวิว Series ชุดใหม่ของ Netflix อย่าง Start-Up ที่ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสาววงการ Startup ที่มุ่งสร้างฝัน ของตัวเองให้สำเร็จ เป็น Series สไตล์ ดราม่า เกาหลี ที่มาผสมผสานเรื่อง Startup ได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว

ต้องบอกว่า แม้ชื่อ เรื่องจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Startup ก็ตามที แต่ แน่นอนต้องยกความสามารถเรื่องการผสมผสานเรื่องราว ดราม่า ความรัก ไปกับเรื่องธุรกิจยุคใหม่อย่าง Startup ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับซีรีย์ ชุดนี้

เรื่องราวที่ว่าได้ว “ฮันจีพยอง” (รับบทโดย Kim Sun-Ho ) หนุ่มน้อยจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ถูกส่งออกมาเผชิญโลกภายนอกในช่วงวัยเด็ก ได้มาพบกับยายของ “ซอดัลมี” และได้รับความช่วยเหลือโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน

ทั้งคู่ร่วมกันสร้างตัวละครสมมุติ “นัมโดซาน” (Nam Joo-Hyuk ) ที่หยิบยืมมาจากชื่อเด็กในข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เพิ่งได้รับรางวัลเหรียญทองโอลิมปิคคณิตศาสตร์ เพื่อมาเป็นเพื่อนปลอบใจเธอกับความปวดร้าวในวัยเด็ก กลายเป็นว่าเธอโตขึ้นมาโดยหลงรักยึดมั่นในตัวนัมโดซานที่เธอไม่เคยเจอกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากจดหมายที่เขียนหากันเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น และกำลังออกตามหานัมโดซานในชีวิตจริงเพื่อขอให้มาช่วยเหลือเธออีกครั้ง

โดยเฉพาะนางเอกขวัญใจหลาย ๆ คนอย่าง ซอดัลมี ที่รับบทโดย แบซูจี จาก ซีรีย์ ชุดยอดฮิตก่อนหน้านี้อย่าง Vagabond นั้น ที่ทำให้หลาย ๆ คนคงจะหลงรักเธอ และไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงกับซีรีย์ ใหม่อย่าง Start-Up

ต้องบอกว่า เป็นการปูเรื่องมาแบบดราม่า เข้มข้น สไตล์ เกาหลี ตั้งแต่ตอนต้นเรื่องทีเดียว ความสัมพันธ์ เรื่องครอบครัว ทั้งพี่น้อง พ่อแม่ เรียกได้ว่า ดราม่าแบบจัดหนักสไตล์เกาหลีมาเลยทีเดียว ซึ่งมันดูน่าสนใจมากเมื่อมาผสานกับการเล่าเรื่องราวในวงการ Startup

ความสัมพันธ์ของตัวละคร ในซีรี่ส์บอกเล่าเรื่องราวมาให้เราเข้าใจได้ดี ใครมีที่มาจากไหน รู้จัก และ มาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ที่สำคัญคือเรื่องภาพสวยนี่ ต้องบอกว่าคุณภาพการถ่ายทำระดับสูงมาก ได้ภาพที่สวยงามมาก บรรยากาศ ฤดูกาลต่าง ๆ ของเกาหลีใต้นั้น เรียกได้ว่า จัดมาแบบเต็ม ๆ

แม้จะออกมาได้เพียงแค่สองตอนเท่านั้น แต่ต้องบอกว่า เป็นการเปิดเนื้อเรื่องได้อย่างน่าสนุก รอให้ติดตามมาก ๆ และที่สำคัญ มันเป็นซีรีย์ สร้างแรงบันดาลใจให้กับเหล่า Startup หน้าใหม่ ที่พร้อมที่จะเปลี่ยนโลก ด้วยธุรกิจแนวคิดใหม่ของพวกเขา และทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจโลกของ Startup มากยิ่งขึ้น

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ ได้ดูซีรีย์ เรื่องราวโดยเฉพาะเกี่ยวกับ Startup มาหลายเรื่อง จากของฝรั่ง ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นการขายให้กับคนประเภท Geek หรือ เนิร์ด สาย Tech เท่านั้น และไม่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ ด้วยเนื้อหาที่เข้าใจยาก แต่ต่างจาก ซีรีย์ เรื่องนี้ที่มาแบบครบรสชาติจริง ๆ

แต่เรื่องนี้ จะเป็นการนำเรื่องราวของวงการ Startup ให้ไปเจาะคนกลุ่มที่ใหญ่มากขึ้น ด้วยฝีมือการสร้างของเกาหลีใต้ ที่ต้องบอกว่าจากเรื่องราวที่ออกมาแค่ 2 ตอนแรก นั้น เรียกได้ว่า คุณจะไม่พลาดที่จะรอติดตามต่อให้ EP ถัดไปอย่างแน่นอนครับ

Series Review : Strangers From hell (Netflix)

ต้องบอกว่าปรกติ ไม่ค่อยเป็นคนที่อินกับ Series ของทางฝั่งเกาหลีเลย เพราะส่วนใหญ่จะเป็น Series รักโรแมนติก ที่ไม่ใช่แนวที่ผมชอบเท่าไหร่ แต่สำหรับเรื่อง Strangers From Hell นั้น มันเป็น Series ที่แตกต่าง

เรื่องนี้เคยโด่งดังมาก่อน ใน Webtoon ที่ทำเป็น Comic มาก่อน ที่เป็นการ์ตูนแนวสยองขวัญสั่นประสาท ที่โด่งดังมาก ๆ ในประเทศเกาหลี

ซีรีส์ว่าด้วยเรื่องราวของ ยุงจงอู ชายหนุ่มอายุ 27 ปี ที่ปลดประจำการจากทหารมาได้ไม่นาน ที่กำลังย้ายเข้ามาทำงานในโซล ในบริษัทของรุ่นพี่คนสนิทที่มหาลัย และกำลังหาที่พัก แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเงินทำให้เค้าต้องมาอยู่ หอพักราคาสุดหลอน ราคาถูกที่มีชื่อว่า เอเดน ซึ่งที่นี่เค้าได้เจอกับนรกบนดิน คนในหอพักเต็มไปด้วยความประสาท โรคจิต ไล่มาตั้งแต่ป้าเจ้าของหอยันคุณหมอฟันที่ดูเหมือนน่าจะเป็นคนปกติสุด และทุกคนนั้นพร้อมที่จะทำให้ ยงจุนอู กลายเป็นบ้าได้ในทุกเมื่อ

เรื่องราวใน Series ชุดนี้ เต็มไปด้วยความน่าสงสัย ที่ทำให้เราคอยติดตามตลอดทั้งเรื่องว่า ความเป็นมาของแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไร ผสมกับความดราม่า ในเรื่องความรัก ที่นำมาผสมผสานได้อย่างลงตัว

มันเป็นการถ่ายทอดชีวิต ของเหล่า First Jobber ชาวเกาหลีได้อย่างดี ด้วยค่าครองชีพที่แพงมหาศาล ในเมืองหลวงอย่าง กรุงโซล ทำให้ต้องหาที่พักราคาถูก ซึ่งแน่นอนว่า ที่พักราคาถูก ๆ นั้น แลกด้วยคุณภาพชีวิตที่ต่ำ พร้อมด้วยเพื่อนร่วมชายคาที่แปลกประหลาด

มันไม่ใช่ซีรี่ยส์ ที่เหมาะกับทุกคน เพราะหากดูเรื่องนี้ยาว ๆ ในรอบเดียวนั้น อาจจะทำให้คุณประสาทเสียได้ เพราะความสยองขวัญ สั่นประสาทของมัน ผมก็ต้องทยอยดู ครั้งละ 2-3 ตอน เพราะ มันหดหู่ และ ทำให้เราจิตหลอนได้เลยทีเดียวหากดูต่อเนื่องยาว ๆ

ความหลอน เพื่อนร่วมชายคาที่แต่ละคนนั้นพีคมาก ๆ มีความสุดโต่งแบบสุด ๆ ทำให้ซีรียส์เรื่องนี้ ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจมาก ๆ ตัวละครแต่ละตัวนั้น แสดงได้สุดยอดมาก ทั้ง คุณหมอฟัน คุณป้า รวมถึงฝาแฝด ที่สลับกันมาสร้างความหลอนให้กับพระเอกของเรื่องอย่าง ยุงจงอู

แน่นอนว่า คนที่รับบทหนักนั่นก็คือ พระเอกของเรานั่นเอง ต้องบอกว่าเป็นการคัดเลือกนักแสดงได้ดีเยี่ยม เพราะ ตัวเอกของเรื่องอย่าง ‘อิมชีวาน’ ที่รับบท ยุงจงอู นั้น แสดงได้พีคมาก ๆ เพราะเขาต้องถ่ายทอดประสบการณ์การถูกบีบคั้นจากเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งความรักกับแฟน ครอบครัวที่มีปัญหา เพื่อนร่วมงานที่แปลกประหลาด ผสมด้วยจุดพีคที่สุด คือ เพื่อนร่วมชายคาหอพักที่สุดหลอน เรียกได้ว่า เขาแทบจะไม่อยากกลับมาพักที่หอของเขาเลยทีเดียว

และที่สำคัญ การใช้มุมมองที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้ location ที่ช่างสรรหามาได้อย่างดี สำหรับ หอพัก เอเดน ซึ่งเมื่อเราแค่ก้าวเท้าเข้าไปพร้อมกับตัวละคร เราก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกสยองขวัญ สั่นประสาทแล้วนั่นเอง

บทที่ทำออกมาได้ดีเป็นอย่างมากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ซีรียส์นี้ น่าติดตามตั้งแต่ตอนแรกไปจนถึงตอนจบ ซึ่ง ถือว่าทำได้ดีมาก ๆ มีความต่อเนื่อง และตรึงอารมณ์คนดูอได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณอยากจะดูต่อจนจบแม้จะพบกับความหลอนแค่ไหนก็ตามที

สุดท้ายกับบทสรุปของเรื่องที่ถือว่า ทำได้ดีพอสมควร ผลงานเรื่องนี้ต้องบอกว่า เป็นหนึ่งใน ซีรียส์เกาหลีที่น่าสนใจที่สุดเรื่องนึงสำหรับตัวผมเอง แม้จะไม่ค่อยเป็นแฟนซีรียส์เกาหลีเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้ และที่สำคัญเรื่องนี้มันแสดงให้เห็นถึงการยกระดับของผลงานด้านความบันเทิงของเกาหลี ที่ยกระดับมาตรฐาน ได้เทียบเท่า คุณภาพของ ซีรียส์ฝั่งอเมริกาเลยก็ว่าได้

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่ง ซีรียส์ที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง สำหรับแฟน ๆ แนวสยองขวัญ สั่นประสาท แต่ถ้าหวังซีรียส์ รักโรแมนติกแบบเรื่องอื่น ๆ นั้น แนะนำให้หลีกเลี่ยง เพราะดูเรื่องนี้ อาจจะทำให้คุณจิตตกได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากอยากเปลี่ยนรสชาติ ก็เป็นหนึ่งใน ซีรียส์ที่แนะนำเป็นอย่างยิ่งครับผม