Series Review : Strangers From hell (Netflix)

ต้องบอกว่าปรกติ ไม่ค่อยเป็นคนที่อินกับ Series ของทางฝั่งเกาหลีเลย เพราะส่วนใหญ่จะเป็น Series รักโรแมนติก ที่ไม่ใช่แนวที่ผมชอบเท่าไหร่ แต่สำหรับเรื่อง Strangers From Hell นั้น มันเป็น Series ที่แตกต่าง

เรื่องนี้เคยโด่งดังมาก่อน ใน Webtoon ที่ทำเป็น Comic มาก่อน ที่เป็นการ์ตูนแนวสยองขวัญสั่นประสาท ที่โด่งดังมาก ๆ ในประเทศเกาหลี

ซีรีส์ว่าด้วยเรื่องราวของ ยุงจงอู ชายหนุ่มอายุ 27 ปี ที่ปลดประจำการจากทหารมาได้ไม่นาน ที่กำลังย้ายเข้ามาทำงานในโซล ในบริษัทของรุ่นพี่คนสนิทที่มหาลัย และกำลังหาที่พัก แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเงินทำให้เค้าต้องมาอยู่ หอพักราคาสุดหลอน ราคาถูกที่มีชื่อว่า เอเดน ซึ่งที่นี่เค้าได้เจอกับนรกบนดิน คนในหอพักเต็มไปด้วยความประสาท โรคจิต ไล่มาตั้งแต่ป้าเจ้าของหอยันคุณหมอฟันที่ดูเหมือนน่าจะเป็นคนปกติสุด และทุกคนนั้นพร้อมที่จะทำให้ ยงจุนอู กลายเป็นบ้าได้ในทุกเมื่อ

เรื่องราวใน Series ชุดนี้ เต็มไปด้วยความน่าสงสัย ที่ทำให้เราคอยติดตามตลอดทั้งเรื่องว่า ความเป็นมาของแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไร ผสมกับความดราม่า ในเรื่องความรัก ที่นำมาผสมผสานได้อย่างลงตัว

มันเป็นการถ่ายทอดชีวิต ของเหล่า First Jobber ชาวเกาหลีได้อย่างดี ด้วยค่าครองชีพที่แพงมหาศาล ในเมืองหลวงอย่าง กรุงโซล ทำให้ต้องหาที่พักราคาถูก ซึ่งแน่นอนว่า ที่พักราคาถูก ๆ นั้น แลกด้วยคุณภาพชีวิตที่ต่ำ พร้อมด้วยเพื่อนร่วมชายคาที่แปลกประหลาด

มันไม่ใช่ซีรี่ยส์ ที่เหมาะกับทุกคน เพราะหากดูเรื่องนี้ยาว ๆ ในรอบเดียวนั้น อาจจะทำให้คุณประสาทเสียได้ เพราะความสยองขวัญ สั่นประสาทของมัน ผมก็ต้องทยอยดู ครั้งละ 2-3 ตอน เพราะ มันหดหู่ และ ทำให้เราจิตหลอนได้เลยทีเดียวหากดูต่อเนื่องยาว ๆ

ความหลอน เพื่อนร่วมชายคาที่แต่ละคนนั้นพีคมาก ๆ มีความสุดโต่งแบบสุด ๆ ทำให้ซีรียส์เรื่องนี้ ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจมาก ๆ ตัวละครแต่ละตัวนั้น แสดงได้สุดยอดมาก ทั้ง คุณหมอฟัน คุณป้า รวมถึงฝาแฝด ที่สลับกันมาสร้างความหลอนให้กับพระเอกของเรื่องอย่าง ยุงจงอู

แน่นอนว่า คนที่รับบทหนักนั่นก็คือ พระเอกของเรานั่นเอง ต้องบอกว่าเป็นการคัดเลือกนักแสดงได้ดีเยี่ยม เพราะ ตัวเอกของเรื่องอย่าง ‘อิมชีวาน’ ที่รับบท ยุงจงอู นั้น แสดงได้พีคมาก ๆ เพราะเขาต้องถ่ายทอดประสบการณ์การถูกบีบคั้นจากเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งความรักกับแฟน ครอบครัวที่มีปัญหา เพื่อนร่วมงานที่แปลกประหลาด ผสมด้วยจุดพีคที่สุด คือ เพื่อนร่วมชายคาหอพักที่สุดหลอน เรียกได้ว่า เขาแทบจะไม่อยากกลับมาพักที่หอของเขาเลยทีเดียว

และที่สำคัญ การใช้มุมมองที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้ location ที่ช่างสรรหามาได้อย่างดี สำหรับ หอพัก เอเดน ซึ่งเมื่อเราแค่ก้าวเท้าเข้าไปพร้อมกับตัวละคร เราก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกสยองขวัญ สั่นประสาทแล้วนั่นเอง

บทที่ทำออกมาได้ดีเป็นอย่างมากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ซีรียส์นี้ น่าติดตามตั้งแต่ตอนแรกไปจนถึงตอนจบ ซึ่ง ถือว่าทำได้ดีมาก ๆ มีความต่อเนื่อง และตรึงอารมณ์คนดูอได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณอยากจะดูต่อจนจบแม้จะพบกับความหลอนแค่ไหนก็ตามที

สุดท้ายกับบทสรุปของเรื่องที่ถือว่า ทำได้ดีพอสมควร ผลงานเรื่องนี้ต้องบอกว่า เป็นหนึ่งใน ซีรียส์เกาหลีที่น่าสนใจที่สุดเรื่องนึงสำหรับตัวผมเอง แม้จะไม่ค่อยเป็นแฟนซีรียส์เกาหลีเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้ และที่สำคัญเรื่องนี้มันแสดงให้เห็นถึงการยกระดับของผลงานด้านความบันเทิงของเกาหลี ที่ยกระดับมาตรฐาน ได้เทียบเท่า คุณภาพของ ซีรียส์ฝั่งอเมริกาเลยก็ว่าได้

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่ง ซีรียส์ที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง สำหรับแฟน ๆ แนวสยองขวัญ สั่นประสาท แต่ถ้าหวังซีรียส์ รักโรแมนติกแบบเรื่องอื่น ๆ นั้น แนะนำให้หลีกเลี่ยง เพราะดูเรื่องนี้ อาจจะทำให้คุณจิตตกได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากอยากเปลี่ยนรสชาติ ก็เป็นหนึ่งใน ซีรียส์ที่แนะนำเป็นอย่างยิ่งครับผม

Series Review : Chernobyl เชอร์โนบิล มหันตภัยนิวเคลียร์โลกไม่ลืม

ห่างหายจากการ Review หนังและซีรี่ย์ ไปนานเนื่องจากการเข้าสู่วิกฤติโควิด ทำให้โรงหนังปิดทำการมาอย่างยาวนาน ซึ่งช่วงหลังผมเองก็ได้หันมาดู ซีรี่ย์มากยิ่งขึ้น ทั้งฝั่งของ Netflix , HBO หรือของ Apple Plus ซึ่งมีหลายเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ

แต่เท่าที่ได้ดูหลายเรื่อง Chernobyl เชอร์โนบิล มหันตภัยนิวเคลียร์โลกไม่ลืมของทางฝั่ง HBO เป็น ซีรี่ย์ ที่ทำให้ผมประทับใจเป็นพิเศษ เพราะผมเป็นคนนึงที่สนใจโดยเฉพาะเรื่องประวัตศาสตร์ต่าง ๆ ทั้งเหตุการณ์สำคัญ ๆ รวมถึงบุคคลสำคัญ ๆ ของโลก ซึ่ง Documentary เหล่านี้ผมเก็บมาหมดเรียบแทบจะทุกเรื่อง

สำหรับ Chernobyl นั้น เป็น Mini Series ที่มีเพียงแค่ 5 ตอน ซึ่งสร้างโดย HBO เป็นการเล่าเรื่องราวของการเกิดเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Chernobyl ที่ได้เกิดระเบิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ใหญ่ของโลก ที่ทาง HBO ได้นำมาตีแผ่ถึงเรื่องราวที่แท้จริงที่เกิดขึ้นว่าในตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

แม้จะเป็น Mini Series แต่เรื่องนี้ใช้นักแสดงมากฝีมือ ไม่ว่าจะเป็น Jared Harris , Stellan Skarsgard แและ Emily Watson ที่มารับบทนำในเรื่อง ที่มาทอดเรื่องราวความเป็นไปของเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้จะมีการเติมแต่งเรื่องราวบางส่วนไปบ้าง แต่เรื่องราวส่วนใหญ่นั้นจะเป็นการอ้างอิงมาจากเหตุการณ์จริง ที่ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจมาก ๆ

ซึ่งเล่าเรื่องผ่านตัวละครเอกอย่าง ศาสตราจารย์ วาเลรี เลกาซอฟ (Jared Harris) ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการสถานบันคูร์ชาทอฟ ซึ่งเป็นสถานบันที่วิจัยและค้นคว้าเทคโนโลยีทางด้านนิวเคลียร์ชื่อดังของสหภาพโซเวียตในขณะนั้น

ต้องบอกว่ายุคนั้นถือเป็นยุคปลาย ๆ ของสหภาพโซเวียต ที่กำลังแข่งขันกับโลกเสรีอย่างอเมริกา และนิวเคลียร์ถือเป็นเทคโนโลยีหนึ่ง ที่พวกเขาล้ำหน้ากว่าใคร และไม่เป็นรองใครในโลก แต่การเกิดระเบิดขึ้นที่เชอร์โนบิลนั้น ถือเป็นการตอกหน้าความผิดพลาดครั้งสำคัญของสหภาพโซเวียตเลยทีเดียว

มันเป็นเรื่องของความดราม่า ทั้งเรื่องการเมือง รูปแบบการปกครอง และ วิถีชีวิตของชาวสหภาพโซเวียตในยุคนั้น ที่ต้องบอกว่ามีดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลเป็นอย่างมาก และซีรีย์เรื่องนี้ ก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ทั้ง location ของการถ่ายทำ และโทนของซีรีย์ ที่ทำออกมาได้ย้อนยุค สมจริง ให้เราได้เรียนรู้ไปกับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ๆ

ซึ่งรายละเอียดทุกอย่างที่โลกมองมายังสหภาพโซเวียตในยุคนั้น ก็ต้องบอกว่า ซีรีย์เรื่องนี้ทำได้ดีในทุก ๆ รายละเอียด ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ , เสื้อผ้า , ทรงผม , ฉากต่าง ๆ ตึกรามบ้านช่องทั้งหมด ทุก ๆ รายละเอียดยิบย่อยทั้งหมดเรียกได้ว่า HBO ลงทุนมหาศาลเลยทีเดียวกับ ซีรีย์ชุดนี้

มีการตัดฉากเพื่อให้หนังเฉลยด้วยตัวมันเอง และเราต้องคอยรอลุ้นจนถึงตอนจบว่า คืนที่เกิดเหตุการณ์นั้น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะความผิดพลาดส่วนบุคคล ความผิดพลาดระดับนโยบาย หรือ ความประมาทกันแน่

แน่นอนว่า ทุกอย่างจะค่อย ๆ เฉลยผ่านตัวละครนำทั้งหมดที่ผมได้กล่าวไป และพวกเขาถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยม ตัวประกอบทั้งหมดที่นำมาเล่น เหมือนหนังฟอร์มยักษ์ดี ๆ นี่เอง เพราะลงทุนสูงมากสำหรับซีรีย์ แต่ HBO นั้นก็ทำได้ดีในจุดนี้มาตั้งแต่ต้น ตัวอย่างเช่น ซีรีย์สงครามโลกครั้งที่สองอย่าง Band of Brothers ที่หลาย ๆ คนน่าจะจำความประทับใจกันได้ดี

ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในซีรีย์ ที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องนึงเลยทีเดียว หลังจากได้ดูจบ เพราะมันมีทุกอรรถรส ที่ผสมผสานได้อย่างลงตัว แม้จะมีสิ่งที่ขัดใจอยู่บ้าง เพราะดารานำนั้นเป็นอังกฤษจ๋า และ ส่วนใหญ่จะเป็นสำเนียงแบบอังกฤษ ซึ่งมันก็ทำให้ดูแปลกพอสมควรที่นำมาถ่ายทอดเรื่องราวของสหภาพโซเวียต แต่ ถือว่าได้นักแสดงระดับท็อปทำให้งานนั้นออกมาดีเยี่ยมในเรื่องการแสดงของเหล่านักแสดงนำทั้งหมด

การถ่ายทอดเรื่องราวของ ความเสียสละของทหาร และ หน่วยต่าง ๆ ของสหภาพโซเวียต ที่ต้องการกู้วิกฤตครั้งนี้ ที่เราแทบจะยังไม่เคยทราบมาก่อน แต่พวกเขาก็ทำให้สามารถผ่านวิกฤติไปได้อย่างงดงาม แม้จะมีผลกระทบต่างๆ ต่อโลกเรามากมาย หลังจากการเกิดเหตุที่ Chernobyl แต่ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โลกเราได้เรียนรู้ จากเรื่องราวจริง ๆ ถึงความน่ากลัวของภัยอันตรายจากนิวเคลียร์ และจะไม่ทำให้มันเกิดขึ้นได้อีกในอนาคตนั่นเองครับผม

Movie Review : Mirage ภาพลวงตา (Netflix)

หากใครได้ดูผลงานก่อนของผู้กำกับ ชาวสเปน Oriol Paulo เรื่อง The Invisible Guest ใน Netflix มาแล้วชอบ ขอบอกเลยว่าไม่ควรพลาดเรื่องนี้ Mirage ภาพลวงตา ที่เป็นหนึ่งในอีกหนังคุณภาพของผู้กำกับคนนี้

สำหรับ Mirage ภาพลวงตา เป็นหนังดราม่าทริลเลอร์ปี 2018 เกี่ยวกับ เบร่า คุณแม่ที่เผอิญช่วยชีวิตเด็กหนุ่มชื่อ นิโก้ ผู้เสียชีวิตเมื่อ 25 ปีก่อนในค่ำคืนที่เกิดพายุไฟฟ้า แต่แล้ววันต่อมา เธอกลับพบว่าตัวเองอยู่ในโลกที่ลูกสาวของเธอไม่มีตัวตนอีกต่อไป

ดูเหมือนเป็นพล็อตหนังที่ คล้าย ๆ กับหนังหรือ Series หลาย ๆ เรื่องของ Netflix ที่มักจะเล่นกับเรื่องเวลา ย้อนอดีต หรือ ก้าวผ่านไปยังอนาคต ซึ่งหลาย ๆ เรื่องทั้งหนังและ Series ของ Netflix นั้นทำได้น่าสนใจมาก ๆ ที่ผมติดอีกเรื่องหนึ่งก็คือ Dark Series จากเยอรมัน ที่เป็นหนังแนว ๆ นี้

แน่นอน หนังแนว ๆ นี้ มันทำให้เราต้องคิดลึก คิดตาม ว่าการเปลี่ยนแปลงของอดีต จะส่งผลต่ออนาคตได้อย่างไร แต่สำหรับ Mirage มันทำได้มากกว่านั้น มีการผูกโยงปมของตัวละครต่าง ๆ จากในอดีต และ อนาคต ที่น่าสนใจเลยทีเดียว

แน่นอนว่า ความสนุกของหนังอยู่ที่ เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนแปลง หนังทำให้คนดูติดตามไปกับอดีตที่ชวนสงสัยว่าเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง รวมถึงโลกปัจจุบันที่เป็นผลของการเปลี่ยนแปลง ตัวของเบร่า นางเอก จะทำอย่างไรให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมได้

ต้องบอกว่า ​เนื้อเรื่องที่มีการผูกปมที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งหากไม่ติดตามเนื้อเรื่องให้ดีนั้นอาจจะงงได้​ ซึ่งในระะหว่างการดำเนินเรื่อง มีการบิดเบือนเหตุการณ์รอบ ๆ ข้าง ให้แปรเปลี่ยนไปแบบชวนสงสัย คือทุก ๆ scence สำคัญแทบจะทั้งหมด

คุณจะไม่สามารถละสายตาไปจากหนังได้เลย เพราะทั้งประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นหรือแม้กระทั่งบทสนทนาต่างๆระหว่างตัวละครคุยกัน นั้นส่งผลกระทบต่อปลายทางของหนังแทบจะทั้งสิ้น

และที่สำคัญยังคงมีเนื้อเรื่องที่มีความพีคอย่างต่อเนื่องให้ลุ้นคอยติดตาม ช่วงแรกอาจจะรำคาญนางเอกนิดหน่อยนางฟูมฟายเยอะเกิน​ ที่ต้องตามดูว่าจะได้ลูกสาวคืน​และสามีกลับมาได้มั้ย แต่สุดท้ายหนังได้เฉลยปม ที่หักมุมได้อย่างเหลือเชื่อ อยากให้ลองไปติดตามกัน

สรุป เป็นหนังที่ เยี่ยม ๆ มาก ๆ อีกเรื่องหนึ่งของ ผู้กำกับ ชาวสเปน Oriol Paulo ที่ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดี หนังออกมาตั้งแต่ช่วงปี 2018 แล้ว ถือเป็นหนังที่ นักแสดงก็ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีกันทุกคน  และทำให้เราลุ้นระทึกไปทั้งเรื่อง ตั้งแต่ต้นจนจบ จนคุณไม่อยากลุกไปไหนเลยทีเดียวครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Series Review : เคว้ง The Stranded (Netflix)

ถือเป็น Series ไทย Original by Netflix เรื่องแรกเลยทีเดียวสำหรับ เคว้ง The Stranded ที่ได้ ผู้กำกับ มือดีอย่าง จิม-โสภณ ศักดาพิศิษฏ์  ผู้กำกับลัดดาแลนด์และเขียนบทหนังผีในตำนานอย่างชัตเตอร์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้กำกับชั้นแนวหน้าของเมืองไทยที่มารับงานใหญ่ เพื่อสร้างชื่อให้กับ Series จากไทย ให้กับ Netflix เป็นครั้งแรก

ซึ่งเคว้ง The Stranded เริ่มต้นเรื่องราวด้วยเหตุการณ์ ก่อนจบการศึกษาของกลุ่มนักเรียนเอกชนไฮโซที่กำลังปาร์ตี้ฉลองเรียนจบกันอยู่บนเกาะ แล้วก็มีฉากสึนามิถล่มเกาะตามมาทันที หลังจากนั้นก็ได้มีการตัดฉากข้ามเรื่องไป 25 วันต่อมาบนเกาะเลย และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวพิศวงทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้น

เรื่องราวของ Series เรื่องนี้เกิดขึ้นจาก คราม (บีม-ปภังกร ฤกษ์เฉลิมพจน์) เด็กหนุ่มวัย 18 ปี ชาวเกาะโดยกำเนิดเพียงคนเดียวที่เกาะปินตูในท้องเรื่องนี้ ซึ่งเนื่องจากเขาเป็นคนท้องที่ ทำให้มีความสามารถในการหาอาหารเพื่อช่วยเหล่าเพื่อน ๆ ที่ประสบชะตากรรมเดียวกับเขาให้เอาชีวิตรอดจากเกาะที่โดดเดี่ยวแห่งนี้ได้

โดยมี “อนันต์”  (จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล) ผู้นำของกลุ่มนักเรียนที่มักขัดแย้งกับครามในหลายเรื่อง โดยมี “เมย์” (ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช) แฟนสาวของอนันต์ พยาบาลประจำกลุ่มที่ครามแอบหลงรักมาเกี่ยวข้องกลายเป็นปม Drama หนึ่งของ Series ชุดนี้

แม้ Series ชุดนี้จะมีตัวละครมากมาย ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่ แต่เนื้อเรื่องหลัก ๆ ของ Series จะโฟกัสไปที่สามตัวละครหลักซะเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการตัดภาพย้อนกลับไปในอดีตเพื่อถ่ายทอดที่มาที่ไปของตัวละครแต่ละตัว ให้เราได้เข้าใจตัวละครมากขึ้นทีละน้อย

ต้องบอกว่า มีหลายตัวละครที่มีความน่าสนใจ มีความลึกลับ น่าค้นหา ซึ่งส่วนนี้ต้องบอกว่า Series เรื่องนี้ทำได้ดีมาก ๆ ในการเรียบเรียงบท รวมถึงเรื่องราวต่าง ๆ ให้เราคิดไปตลอดแทบจะทั้งเรื่อง ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

แม้หลายคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเรื่องนี้ มันแทบจะถอดแบบมาจาก LOST Series ทริลเลอร์ขึ้นหิ้งของ เจ เจ เอบรามส์ ที่ว่าด้วยเรื่องราวของผู้โดยสารเครื่องบินตกที่ต้องติดเกาะและมีเผชิญสิ่งลี้ลับเหมือนกัน

แต่เรื่องนี้ต้องบอกว่ามีส่วนผสมหลายอย่างที่เราได้กลิ่นอายของ Series ดังของ Netflix มาก ๆ ทั้งซาวด์ประกอบที่แทบจะถอดแบบมาจาก Series ขึ้นหิ้งอย่าง The Stranger Things หรือ ความลึกลับที่น่าสนใจมาก ๆ ในสไตล์ Dark ซีรี่ยส์ที่ผมชอบที่สุดเรื่องหนึ่งจากประเทศเยอรมัน

ความเห็นส่วนตัวสำหรับ Series เรื่องนี้ ต้องบอกว่าทำได้ดีเกินคาด แม้กระแสในโลกออนไลน์จะแบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน แต่ถ้ามองลงไปในรายละเอียดนั้น จะพบว่า Series เรื่องนี้ สร้างเรื่องราวมาได้ดีมาก ๆ สำหรับผลงานแรกของไทย ถือว่าไม่ขี้เหร่เลยทีเดียวเมื่อเทียบกับ อีกหลายๆ Series ใน Netflix

แม้หลาย ๆ อย่างจะถูกวิจารณ์ว่าไม่สมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายละเอียดเล็ก ๆน้อย ๆ ของคนติดเกาะ รวมถึง CG ที่อาจจะไม่อลังการงานสร้างเท่าไหร่นัก แต่หากมองไปในส่วนของเนื้อเรื่องหลักนั้น ถือว่าเป็น Series ที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

จุดด้อยของ Series ชุดนี้น่าจะเป็นเรื่องการแสดงของเหล่าเด็ก ๆ ทั้งหลายมากกว่า เพราะช่วงแรก ๆ นั้นเล่นค่อนข้างแข็งไปหน่อย และมันได้รับกลิ่นอายของ Series อย่าง ฮอร์โมนมากไปนิด เพราะตัวละครหลายๆ คนก็น่าจะมาจาก GDH เป็นหลักนั่นเอง

สรุป ผมค่อนข้างประทับใจนะกับผลงาน Series Original โดยคนไทยเรื่องแรกอย่าง เคว้ง ที่กำกับโดย คุณ จิม-โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ โดยส่วนตัวก็ค่อนข้างอินกับเรื่องราวที่ถูกผูกปมไว้ และค่อย ๆ คลายออกมาจนถึงตอนจบของ Season แรก ซึ่งก็ทิ้งปริศนาไว้อีกเช่นเคย ไม่ต่างจาก Series จากฝรั่ง ซึ่งก็หวังว่ารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผิดพลาดใน Season แรกนั้น น่าจะถูกแก้ไปไขไปได้บ้าง และน่าจะมีความสนุก และน่าติดตามขึ้นใน Season ที่สองที่ผมก็เป็นหนึ่งที่รอคอยอยู่เช่นกันครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Prank Encounters กับการอำสุดโหด แต่โครตฮา จาก Netflix

นาน ๆ ทีจะได้ฉีกแนวไปดูอย่างอื่นบ้าง สำหรับ content ใน netflix ที่มีอยู่มากมายมหาศาล จนเวลา 24 Hrs ของพวกเรา เริ่มจะน้อยไปแล้ว หลังจากการเข้ามาของวัฒนธรรม Netflix

สำหรับ Prank Encounters นั้น เป็นอีก Series ที่น่าสนใจ ที่มี เกเทน มาทาราซโซ ดารานำจาก Series ชุดดังของ Netflix อย่าง Stranger Things โดยเป็นรายการแกล้งคนแบบซ่อนกล้องที่ต้องบอกว่า สนุกที่สุด เท่าที่ผมเคยดูรายการทำนองนี้มาเลยก็ว่าได้

โดยมีเกเทน มาทาราซโซ จะ เป็นผู้ดำเนินรายการ เป็นรายการหลอกคนสุดฮาแต่ละตอนจะพาคนแปลกหน้า 2 คนมาเจอเรื่องราวสุดเซอร์ไพรส์แบบไม่มีวันลืม ทุกอย่างดูเหมือนจะไปด้วยดีจนกระทั่งมาเจอกันและต้องทำตามโจทย์ที่ได้รับ เรื่องราวความหลอนสุดฮาแบบเซอร์ไพรส์ จึงเกิดขึ้นผ่านการซ่อนกล้องของรายการ ที่ใน Season แรกมี 8 ตอนออกมา

ตอนแรก ไม่ได้ตั้งใจดูเลย แต่พอดู ep แรกจบ ถึงกับต้องยิงยาว จนจบ Season แรกแบบรวดเดียวจบเลยทีเดียว เรียกได้ว่าอำกันโหดมาก ๆ และเอาเรื่องราวลึกลับอย่าง เรื่องผี เรื่องสัตว์ประหลาด เรื่องเอเลี่ยน ฯลฯ มาปรับแต่งเป็นเนื้อเรื่องหลัก

บอกได้คำเดียวว่าคุณไม่ควรพลาดเลยกับ Prank Encounters ชุดนี้ เป็นการแกล้งที่โหดมาก ๆ แต่ฮาโครต ๆ เล่นกันจริงจังมาก แต่ละตอนไม่ยาวมาก แต่ดูสนุกมาก ๆ ไม่ต้องคิดอะไรเลย หากตอนนี้กำลังลังเลอยู่ว่าจะดูอะไรดี แนะนำ Prank Encounters นี่เลยครับ ไม่เสียใจแน่นอน รับรองความมันส์