Movie Review : แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว


Review

ถือว่าเป็นหนังที่มากับกระแสจริง  ๆ อีกเรื่องนึงเลยจริง ๆ สำหรับ แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียวผลงานของผู้กำกับคู่บุญของค่าย อย่าง โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล ซึ่งฝากผลงานไว้มากมายที่ส่วนใหญ่จะเป็นหนังฮิตติดตลาดเกือบทุกเรื่อง เช่น กวน มึน โฮ หรือผลงานระดับพันล้านอย่าง พี่มาก พระโขนง

เรื่องนี้ พี่โต้งตั้งใจเปลี่ยนแนวจาก romantic comedy อย่าง กวน มึน โฮ ให้มีความ Romantic มากยิ่งขึ้น โดยเน้นไปทางหนัง Romantic แบบเต็ม ๆ  ต่างจากเรื่องอื่น ที่ถือว่าจะมี comedy นำมาก่อนเสมอ

สำหรับ แฟนเดย์นั้น นำแสดงโดย เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี พระเอกคู่บุญของพี่โต้งเลยก็ว่าได้ และยังร่วมเขียนบทด้วยอีกเช่นเคย สำหรับนางเอกนั้นเป็นนางเอกที่ผ่านสายตาแฟนละครมาอย่างดีอย่าง มิว นิษฐา จิรยั่งยืน ที่หันมารับแสดงหนังใหญ่เป็นเรื่องแรก

เอาจริง ๆ plot หนังแนวนี้คือ ดอกฟ้ากับหมาวัด นั้น ก็มีมาหลาย ๆ เรื่องในละครไทยในยุคหลัง ๆ แต่ยังไม่ค่อยเห็นมาทำเป็นหนังใหญ่เลย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายใหม่ของพี่โต้ง ผู้กำกับเลยก็ว่าได้ เนื่องจากต้องปรับเปลี่ยนแนวที่ตัวเองถนัดอย่าง comedy ที่จะเป็นส่วนหลักของแทบทุกเรื่องมาเป็นหนังรัก Romantic แบบ Romantic จ๋าเลยก็ว่าได้ ซึ่งจากผลงานในเรื่องนี้นั้น ถือว่า พี่โต้งแก สามารถลบภาพลักษณ์เดิม ๆ ของพี่แก ไปได้อย่างหมดสิ้น

หนังเรื่องนี้ทำให้คนเชื่อในความรักที่เป็นเรื่องจริงของทุก ๆ คน ที่คิดว่าน่าจะเคยประสบพบเจอกัน เป็นเรื่อง basic แต่โดนใจผู้ชมกลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะผู้ชาย ซึ่งผมคิดว่าน่าจะอินกับเรื่องนี้มากกว่าผู้หญิง ส่วนเรื่องพระเอกที่แสดงนำเป็นพนักงานฝ่าย IT นั้น ก็คิดว่าหลายคนคงเข้าใจถึงภาพลักษณ์ของพนักงานฝ่าย IT ว่าเป็นอย่างไร และส่วนใหญ่จะคุยกับคนทั่วไปไม่ค่อยรู้เรื่องจริง ๆ ซึ่งเต๋อ ถือว่ารับบทบาทนี้ได้อย่างเข้าถึงส่วนผสมของ Geek และ เนิร์ด ได้เป็นอย่างดี ถือว่าทำได้ลงตัวเลยทีเดียว แต่อาจจะมีจุดบกพร่องบ้างในบางจุด ซึ่งคน IT อย่างเราพอจะดูออกว่าเป็นการตั้งใจทำให้เหมือนมากเกินไป ทำให้บางส่วนไม่ค่อยเป็นธรรมชาติซักเท่าไหร่ ซึ่งถือว่าพอให้อภัยได้ เมื่อมาประกับกับนางเอกอย่าง มิว นิษฐา

สำหรับนางเอกของเรานั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องความสามารถในการแสดงของเธออยู่แล้วจากผลงานละครมากมายที่ผ่านมา เราผ่านตาบทต่าง ๆ ของเธอมาพอสมควร แต่สำหรับหนังเรื่องแรกของเธอนั้นถือว่าสอบผ่านได้อย่างสมบูรณ์ ยอมรับเลยว่าหลังจากออกจากโรงนั้น ภาพของน้อง มิว นั้นยังติดตาอยู่เป็นวัน ๆ เรื่องนี้ คิดว่าทำให้ผู้ชายทุกคนต้องตกหลุมรัก และกลายเป็นแฟนคลับเธอไปเลยเช่นเดียวกับตัวผมเอง

สำหรับการแสดงของน้องมิว นั้น ถือว่าแทบจะฝังลึกเข้าไปในบทบาทของ marketing สาวสุดสวยประจำ office ได้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะ รอยยิ้ม และแววตา ของเทอนี่ทำให้ผู้ชายแทบทุกคนต้องละลายได้เลย ซึ่งความ peak ของหนังก็น่าจะเป็นส่วนของ drama เรียกน้ำตา ที่ทั้งสองคนนั้นทำได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งหลายคนที่ได้ดูคงน้ำตาตกในกันเป็นทิวแถวอย่างแน่นอน

หลาย ๆ องค์ประกอบของหนังเรื่องนี้ถือว่าลงตัวเลยทีเดียว ทั้ง location ที่ถ่ายทำกันถึง ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องความโรแมนติกเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงส่วนสำคัญคือ เพลงประกอบที่ขึ้นมาในหนังอย่างเพลง ฝันลำเอียง ซึ่งขึ้นมาตอนหนังกำลัง peak สุดของเรื่องได้อย่างลงตัว คิดว่า หลายคนน่าจะร้องไห้ได้เมื่อเพลงนี้ขึ้น มันเป็นอะไรที่ลงตัวมาก  ๆ กับเพลงนี้

สรุปก็ไม่ควรพลาดผลงานของพี่โต้งอีกเช่นเคย คิดว่าคนที่ได้ดูก็คงจะรู้สึกแบบเดียวกันคืออิ่มเอมไปกับความรัก Romantic ของหนังเรื่องนี้ แต่บทสรุปของหนังก็เป็นอีกส่วนนึงที่พี่โต้งมักจะเก็บให้เราไปคิดต่อครั้งเช่นเดียวกับ กวน มึน โฮ ส่วนตัวถือเป็นหนังน้อยเรื่องที่ผ่านมาที่อยากดูมากกว่า 1 รอบขึ้นไป ดูจบแล้วยังอยากดูอีก ซึ่งถือว่าหลายคนน่าจะคิดแบบเดียวกัน

เก็บตกจากหนัง

  • บทบาทของเต๋อนัั้นบางส่วนเป็นการพยายามทำให้เหมือนมากเกินไปและดูไม่เป็นธรรมชาติ
  • เรื่องนี้ทุกคนจะหลงรักและเป็นแฟนคลับของ มิว นิษฐา
  • ถือว่าเป้นผลงาน Romantic ที่สอบผ่านได้อย่างดีจากผลงาน romantic เรื่องแรกของพี่โต้ง บรรจง
  • รายได้ไม่น่าจะได้มากมายเหมือนเรื่องพี่มากฯ อย่างแน่นอนเนื่องจากหนังจะเริ่มเจาะเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้นไม่ mass ไปเลยทีเดียว แบบเดียวกับพี่มาก ฯ ถือเป็นความท้าทายของ GDH ไม่ใช่น้อย ในการสร้างรายได้และผลงานที่จะตอบโจทย์ผู้ชมหนัง

คะแนน

9.5/10


สรุป
“นานแล้วที่ไม่ได้เป็นหนังไทยที่เป็นแนว Romantic ขนาดนี้”

Movie Review : Train to busan


Review

ถือว่าเป็นหนังที่มากับกระแสจริง  ๆ สำหรับเรื่อง Train to busan มีแต่คนต่างบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีมาก ๆ แนะนำให้ดูต่าง ๆ นา ๆ ถึงกับมีคนบอกเป็นหนัง zombie  ที่ดีที่สุดอีกต่างหาก

ทนกับกระแสไม่ไหวจึงขอไปดูด้วยตาตัวเอง และก็เป็นไปอย่างที่ทุก ๆ คนได้กล่าวไว้ก่อนหน้า ไม่ผิดหวังจริง ๆ สำหรับหนังเรื่องนี้

สำหรับ Train to busan นั้นกำกับโดย  Sang-ho Yeon ซึ่งพ่วงตำแหน่งเขียนบทเข้ามาด้วย ก่อนหน้านี้เข้าได้ทำหนัง animation เรื่อง Seoul Station ซึ่งเป็นที่มาของภาคต่อคือ Train to busan และนำแสดงโดย Yoo Gong จาก Coffee Prince ละคร Series ที่โด่งดังในช่วงปี 2007 นั่นเอง

ถือว่าเรื่องนี้ Yoo Gong สลัดภาพเดิม ๆ จากภาพเดิม ๆ ที่เราได้พบใน Coffee Prince ไปอย่างมาก ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตทางด้านการแสดง ที่ได้รับบทนำในเรื่อง Train to busan สลัดภาพเดิม ๆ ที่เคยแสดงมา พร้อมกับการเติบโตด้านคุณภาพการแสดง และ อายุอานามก็เริ่มสูงขึ้น ซึ่งเค้าแบกการแสดงของหนังเรื่องนี้ได้อย่างดีเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นบทที่เด่นที่สุดในเรื่องเลยก็ว่าได้

ถือว่า Train to busan เป็นหนัง zombie ที่ไม่ธรรมดา มีส่วนผสมของ drama ได้อย่างลงตัวกว่าหนัง zombie ที่เคยได้ผ่านตามาทั้งหมด โดยเฉพาะจาก ฝั่ง hollywood เนื่องจากความเป็นเกาหลี ที่ขึ้นชื่ออยู่แล้วในการเรียกน้ำตาจากบทดราม่า โดยเฉพาะใน Series ชื่อดังต่างๆ  ที่ขึ้นชื่อเรีื่องการเรียกน้ำตาจากแฟนละครได้อย่างดี แต่เรื่องนี้สามารถนำมาเขียนบทในส่วนของ drama ให้เข้ากับหนัง zombie ได้อย่างลงตัวที่สุด ซึ่งเราจะไม่เคยเห็นในหนังหรือ series ที่เกี่ยวกับ zombie เรื่องใดมาก่อนอย่างแน่นอน

อีกบทบาทที่สำคัญสำหรับหนังเรื่องนี้คือ Soo-an Kim นักแสดงนำเด็กน้อยที่รับบทลูกของ Yoo Gong สองคนนี้แสดงได้อย่างดีเยี่ยมทำให้เราคิดว่า เค้าเป็นพ่อลูกกันจริง ๆ สาวน้อย Soo-an นั้นถือว่ารับบทหนักไม่ใช่น้อยในการแบกหนังเรื่องนี้ แต่ก็สามารถได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะในส่วนของบท drama ที่ผ่านการแสดงมาก่อนหน้านี้และทำงานได้ดีมาโดยตลอด

โดยสรุปหนังเรื่องนี้ ผมมองว่าเรื่อง zombie เป็นแค่ส่วนประกอบของหนังเท่านั้น แต่ตัวเนื้อแท้เป็นเรื่องราวของหนัง drama ล้วน ๆ ซึ่งสื่อในหลายประเด็นของสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบันของมนุษย์ ทั้ง รัก โลภ เกลีด หลง หรือ การเห็นแก่ตัวของผู้คนในสังคมซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมโลกมนุษย์เราที่แทบทุกคนต้องพบเจอ ซึ่งมาประกอบกับบทที่ลงตัวของหนังเรื่องนี้ทำให้มีคนพูดถึงกันอย่างมากนั่นเอง และไม่ควรพลาดที่จะชมเป็นอย่างยิ่ง

 

เก็บตกจากหนัง

  • เป็นหนัง zombie ที่มีบทบาทของเรื่อง Drama เป็นหลัก และทำได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว
  • ส่วนตัวชอบการแสดงของพระเอก  Yoo Gang ในหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมากสามารถแบกหนังเกือบทั้งเรื่องไว้ได้ และมีจุดจบของหนังที่สะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

คะแนน

9.5/10


สรุป
“หนัง zombie ที่ดีที่สุดเท่าที่ได้เคยดูมา”

บทเรียนที่สาสม : มีเงินแต่ไม่ใช้

รูดม่านเปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับฟุตบอล พรีเมียร์ลีคฤดูกาล 2016-2017 หลายทีมทำผลงานได้ตามเป้าหมาย และอีกหลายทีมก็ผลงานน่าผิดหวังสำหรับนัดเปิดสนาม

โดยเฉพาะทีมรักอย่าง อาเซน่อล นั้นถือว่าได้เปิดตัวได้ย่ำแย่เลยทีเดียว แต่ก็ไม่น่าเซอร์ไพรซ์ เท่าไหร่ ถ้าดูจากสภาพทีมในนัดเปิดสนาม ที่ผู้เล่นตัวหลักหลายคนก็ยังไม่ฟิตพอที่จะลงสนามรวมถึง กองหลังตัวหลักที่นัดบาดเจ็บกันหมดทั้งทีม ต้องส่งดาวรุ่งอย่าง Chambers และ Rob Holding นักเตะดาวรุ่งตัวใหม่ดันลงสนามกันตั้งแต่นัดแรก  แต่ลิเวอร์พูลก็ไม่ได้ฟูลทีมนักในนัดแรก แต่ผู้เล่นตัวรุกหลักของเค้าก็มากันครบครัน ซึ่งเมื่อเจอกองหลังอ่อนประสบการณ์ของอาเซน่อลในนัดเปิดสนามก็เป็นไปอย่างที่เห็น สามารถเจาะเข้าทำประตูได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่รัวกันมา 3 เม็ดรวดเดียว ทำเอาเกือบถูกถล่มตั้งแต่นัดเปิดสนาม ดีที่ตีตี้นกลับมาได้อย่างรวดเร็วแต่ท้ายสุดก็ไม่สามารถตามตีเสมอได้อยู่ดี ซึ่งก็เป็นผลงานน่าผิดหวังอีกเช่นเคยในนัดเปิดสนามของอาเซน่อลในช่วงปลายปีหลัง

แฟน ๆ ต่างเรียกร้องให้ใช้เงินซื้อนักเตะระดับท๊อปเข้ามาบ้าง ซึ่งทีมอาเซน่อลนั้นก็เป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ทีมหนึ่งในยุโรป และมีแฟนบอลติดตามมากมายอยู่ทั่วโลก ซึ่งต่างเห็นพ้องต้องกันว่าควรใช้เงินบ้างได้แล้ว เพราะฐานะทางการเงินในขณะนี้ก็ถือว่าดีมาก ๆ แล้วหลังจากสนามเสร็จ รวมถึงค่าตั๋วเข้าสนามก็แพงอันดับต้น ๆ ของโลก จึงถึงเวลาแล้วที่เวนเกอร์ต้องตอบแทนแฟนบอลคืนบ้างในปีนี้

Ref Img : football365.com