Smartphone War ตอนที่ 11 : The Rise of Android

หลังจากการเกิดขึ้นของ iPhone และได้ทำลายเหล่ามาเฟียเครือข่ายให้ลดอำนาจลงไปอย่างมาก ทำให้วิวัฒนาการของธุรกิจมือถือนั้น ก็ได้พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งก่อนปี 2007 นั้น ตลาด smartphone เป็นตลาดที่เล็กมาก ๆ คนส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้งานมือถือเพื่อ โทรเข้า-ออก และ ส่ง SMS เพียงเท่านั้น พวกเขาไม่ได้จินตนาการถึงโลกของ smartphone อยู่ในหัวเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งหลังจากการเกิดขึ้นของ iPhone บรรดาผู้จัดจำหน่ายทั่วโลกก็ได้พยายามหาอะไรบางอย่างเพื่อมาแข่งกับ iPhone เพื่อไม่ให้ Apple ผูกขาดทุกอย่างมากเกินไป และ Android ก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้จะต้องหักลำกลับมาพัฒนามือถือแบบจอสัมผัส ซึ่งแต่เดิมนั้นวาง Position ของตัวเองเป็นมือถือแบบมี คีย์บอร์ QWERTY ซึ่งก็ต้องเสียเวลาอยู่พอสมควรในการปรับกระบวนทัพใหม่

Android นั้นสร้าง Model ขึ้นมาคล้าย ๆ กับ Symbian ของ Nokia ที่เป็น Open Source เหมือนกัน แต่ผู้ผลิตมือถือต้องขอสิทธิ์บางอย่างในการลงบริการของตัวเองเช่น Google Service ของ Google หรือ Nokia Map ผ่านทาง Symbain

แต่ Android นั้นเริ่มต้นใหม่ด้วยแนวคิดแบบจอสัมผัส ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ Apple ประสบความสำเร็จกับ iPhone ซึ่งได้เปิดตัวรุ่นแรกคือ HTC G1 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2008 

มันแทบจะไม่มีอะไรพิเศษในแง่ของ Hardware แุถมยังมีแป้นพิมพ์แบบเลื่อนได้คล้าย ๆ มือถือของ Nokia ด้วยซ้ำ และความสามารถในการใช้จอแบบสัมผัสก็ดูต่างจาก iPhone ราวฟ้ากับเหว มันเหมือนรุ่น เบต้า ของ iPhone เสียมากกว่าที่จะมาเป็นคู่แข่งกับ iPhone

HTC G1 มือถือรุ่นแรกของ Android ที่แทบจะสู้อะไร iPhone ไม่ได้เลย
HTC G1 มือถือรุ่นแรกของ Android ที่แทบจะสู้อะไร iPhone ไม่ได้เลย

แต่สิ่งสำคัญที่ Android มีคือ การผูกติดกับบริการของ Google อย่างแน่นหนา ไม่ว่าจะเป็น แผนที่ email Calendar ซึ่งพอจะช่วงชิงพื้นที่ของส่วนแบ่งการตลาดได้บ้าง

แม้จ๊อบส์ จะโมโหมากที่ Google มาทำ Android ออกมาเพื่อแข่งกับ iPhone เพราะตอนแรกทั้งสองเหมือนจะเป็น พาร์ทเนอร์กันมากกว่า แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองได้ขาดสะบั้นลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Google ก็ต้องการที่ยืนในตลาด smartphone เช่นเดียวกัน ดีกว่าการไปผูกชะตาชีวิตไว้กับ iPhone ของ Apple ที่จะนำบริการของพวกเขาออกไปเมื่อไหร่ก็ได้

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Android บนวงการมือถือโลก น่าจะมาจาก Samsung ที่ได้ลองเปลี่ยนจาก Symbian มาใช้ Android โดยรุ่นแรกที่ได้ใช้ชื่อตระกูล Samsung Galaxy คือรุ่น “Samsung I7500 Galaxy” ที่ได้ถูกเปิดตัวครั้งแรกในปี 2009

โดยกลายเป็น smartphone รุ่นแรกของค่ายที่รันบนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่น 1.5 (Cupcake) ซึ่งต่อมาทาง Samsung ยังคงพัฒนา smartphone ของตัวเองอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนในตระกูล Galaxy รุ่นใหม่อย่าง Samsung Galaxy S

ซึ่งในขณะนั้นทาง Samsung ได้วางการตลาดให้ smartphone ในตระกูลนี้เป็นรุ่นเรือธงของค่าย และเป็นการรุกตลาดสมาร์ทโฟนอย่างเต็มตัวของทาง Samsung และช่วยให้ผู้คนเริ่มหันมามอง Android เพราะเริ่มมี Features ที่ดูคล้าย iPhone เข้าไปทุกที ในราคาที่ต่ำกว่า และ Galaxy S เป็นมือถือที่ทำให้เห็นศักยภาพของ Android ที่แท้จริง ซึ่งทำให้ยอดขายเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นมือถือเรือธงของ Samsung มาจวบจนถึงปัจจุบัน

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ Android แจ้งเกิดได้น่าจะมาจาก Samsung Galaxy S
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ Android แจ้งเกิดได้น่าจะมาจาก Samsung Galaxy S

และความชัดเจนมันได้เริ่มเกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2009 Android เริ่มเติบโตขึ้นทั่วโลก มีการขายโทรศัพท์ Android ไปได้กว่า 4 ล้านเครื่อง ซึ่งในขณะนั้นได้ขึ้นมาทาบรัศมีของ Windows Mobile ที่ยอดขายใกล้เคียงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่น่ากลัวมาก ๆ ของ Android ในช่วงขณะนั้น

และที่สำคัญ Android ได้กลายเป็นสินค้ายอดฮิตของประเทศจีน เพราะราคาถูกกว่า iPhone มาก และชนชั้นกลางที่เติบโตเพิ่มมากขึ้นของประเทศจีน ทำให้ผู้คนต่างอยากจะเปลี่ยนมาใช้ smartphone กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ตลาดของ Android ยิ่งเติบโตขึ้นไปอีก

แม้ทาง Apple นั้นจะเน้นไปที่ตลาด Hi-End ที่เป็นส่วนของกำไรส่วนใหญ่ของตลาดมือถือ smartphone แต่ Android ได้เริ่มกินส่วนแบ่งการตลาดมาจากด้านล่าง ซึ่งถ้านับเป็นจำนวนนั้น เป็นตลาดที่ใหญ่มหาศาลเป็นอย่างมาก

ซึ่งหลังจากเห็นการประสบความสำเร็จของ Samsung จาก Galaxy S บรรดาผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ต่างเปลี่ยนแผนกันอย่างฉับพลันเพื่อย้ายไปสู่ Android ที่ดูมีอนาคตกว่า Symbian อย่างเห็นได้ชัด ทั้ง LG , Motorola , HTC เริ่มขายโทรศัพท์ Android หรือแม้กระทั่ง Sony เองก็ตาม ก็ยังต้องตามกระแสของ Android ไปด้วย

ซึ่งแน่นอนว่า ตอนนี้ตลาดของมือถือโลกได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ตลาดบนนั้น iPhone คว้าไปครองแทบจะเบ็ดเสร็จ ส่วนตลาดจากล่างขึ้นมานั้น Android ก็ค่อย ๆ กัดกินตลาดเรื่อยมา สถานการณ์ของ Nokia ที่มี Symbian รวมถึง Microsoft ที่ยังยึดติดกับความสำเร็จของ Windows Mobile นั้น พวกเขาจะทำอย่างไรต่อไปกับตลาดมือถือ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 12 : The Fall of Windows (Mobile)

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 Phone & Microsoft *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

สงครามการค้า เกาหลี vs ญี่ปุ่น แต่ผู้ชนะคือจีน

“ สงครามการค้า” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่าง ประเทศญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ อาจเป็นข่าวดีสำหรับจีนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและประเด็นทางด้านการทูต 

จากข้อจำกัดในเรื่องการส่งออกของญี่ปุ่นที่มีปัญหากับบริษัทยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ โดยมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงในเรื่องสงครามการค้าขึ้น ซึ่งความบาดหมางครั้งนี้น่าจะส่งผลให้ผู้ผลิตจีนจะได้เปรียบในการแข่งขันตามข้อมูลของนักวิเคราะห์ที่กล่าวถึงเรื่องนี้

 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะจำกัดการส่งออกในส่วนที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกาหลีใต้ 

ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงสำหรับบริษัทเทคโนโลยีของเกาหลีใต้เช่น Samsung และ LG Display ซึ่งทั้งคู่พึ่งพาผู้ผลิตจากญี่ปุ่นอย่างมาก แต่สำหรับทางฝั่งของ บริษัทญี่ปุ่นซึ่งจะต้องหาลูกค้ารายใหม่ ๆ และอาจทำให้ซัพพลายเชนของพวกเขาหยุดชะงัก ถ้าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยังคงอยู่แบบนี้ ไม่มีการแก้ไข

นักวิเคราะห์เชื่อว่าการโต้กลับของเกาหลีน่าจะเป็นส่วนของชิ้นส่วน บล็อกหน้าจอ OLED ที่เกาหลีได้ส่งออกไปญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบความสามารถของบริษัทญี่ปุ่นในการผลิตทีวีคุณภาพสูงเช่นเดียวกัน

ด้วยมาตรการดังกล่าว ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าผู้ผลิตจีน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ของประเทศจีน  จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดในการเติมช่องว่างดังกล่าว

เกิดอะไรขึ้นระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีจาก Asia

ซึ่งสาเหตุหลักจากสงครามการค้าครั้งนี้ เกิดจากข้อพิพาทระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่น เกี่ยวกับมรดกของการปกครองอาณานิคมของญี่ปุ่นในคาบสมุทรเกาหลีก่อนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นซึ่งจะต้องชำระค่าชดเชยทั้งหมดภายใต้สนธิสัญญาที่ลงนามเมื่อปี 1965 ซึ่งได้รับการแจ้งเตือนจากคำสั่งของศาลเกาหลีใต้เมื่อเร็ว ๆ นี้  ซึ่งทำให้เหล่าบริษัทญี่ปุ่นต้องช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายดังกล่าวในช่วงสงครามให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการบังคับใช้แรงงาน.

ในการตอบโต้จากญี่ปุ่น ได้กล่าวว่าจะจำกัด การส่งออกสำหรับวัสดุที่ใช้ในอุปกรณ์เทคโนโลยี 3 ชนิด: โพลีอะมายด์ฟลูออไรด์ที่ใช้ในสมาร์ทโฟน photoresists ที่ใช้ในเซมิคอนดักเตอร์ และไฮโดรเจนฟลูออไรด์ที่ใช้ในเซมิคอนดักเตอร์เช่นเดียวกัน โดยบริษัท เกาหลีใต้พึ่งพาญี่ปุ่นเป็นอย่างมากสำหรับวัสดุทั้งสามรายการนี้ 

สงครามความตึงเครียดทางการค้า

อย่างไรก็ตามการลดความเชื่อมั่นดังกล่าว ไม่ใช่เพียงวิธีเดียว สำหรับสงครามการค้ารอบนี้ระหว่างประเทศทั้งสอง Ryo Hinata-Yamaguchi อาจารย์ประจำวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติปูซานในเกาหลีใต้กล่าวว่า

“ ญี่ปุ่นเป็นแหล่งของสารเคมีและเทคโนโลยีการผลิตที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ในขณะที่ญี่ปุ่นเกาหลีใต้เองนั้นก็เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญเช่นกัน ” Hinata Yamaguchi กล่าว

อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ กับปัญหาสงครามการค้าระหว่างสองประเทศ
อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ กับปัญหาสงครามการค้าระหว่างสองประเทศ

ประเด็นดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดย จูน พาร์ค อาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยจอร์จเมสันในเกาหลีใต้ ซึ่งกล่าวว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศ  ตัวอย่างเช่น การที่บริษัทเกาหลีใต้ซื้อวัสดุจากญี่ปุ่นเพื่อผลิตเซมิคอนดักเตอร์เพื่อส่งกลับไปญี่ปุ่นอีกครั้ง“ แต่การยกเลิกการส่งวัสดุดังกล่าว ไม่ใช่สถานการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาถึงระดับความตึงเครียดในตอนนี้”  ปาร์คกล่าว “ ความตึงเครียดเหล่านี้หากยังคงอยู่ จะสามารถสร้างผลกระทบอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของการผลิตชิปไปทั่วโลกในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลกเช่น Apple และหัวเว่ย ด้วยเช่นเดียวกัน.”

ทำไมต้องเป็นจีน

นักวิเคราะห์กล่าวว่าการต่อสู้ทางการค้าที่รุนแรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตจีนในที่สุดเป็นผลมาจาก สงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจีนได้พยายามก้าวไปข้างหน้าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมไมโครชิพของตัวเอง โดยลดการพึ่งพาจากอุตสาหกรรมในต่างประเทศ

ซึ่งหัวใจของแผนดังกล่าวคือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้แผน Made in China 2025 จีนมีเป้าหมายที่จะผลิตเซมิคอนดักเตอร์ประมาณ 40% ให้ได้ภายในปี 2020 และ เพิ่มให้สูงขึ้นถึง 70% ในปี 2025 

จีนกำลังได้ประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่างเกาหลี และ ญี่ปุ่น
จีนกำลังได้ประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่างเกาหลี และ ญี่ปุ่น

หากจีนสามารถใช้ประโยชน์จากความตึงเครียดในปัจจุบันได้ ก็จะเป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งสามในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ซึ่งในปี 1990 และ 2000 ญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีอำนาจเหนือกว่า แต่ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ดูเหมือนเกาหลีใต้จะกลายเป็นผู้กำชัยชนะ

“ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีความซับซ้อนมากและความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงไปตลอด ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา” ปาร์คกล่าว

นักวิเคราะห์บางคนสงสัยว่าขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จีนต้องเป็นผู้นำ

References : 
https://www.scmp.com/week-asia/geopolitics/article/3017918/how-china-can-win-trade-war-between-japan-and-south-korea

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ราคาตกฮวบ! Huawei P30 Pro ราคาเหลือ 4,xxx เซ่นพิษสงครามการค้า

ด้วยการออกแบบที่ยอดเยี่ยมและตัวเลือกสีของเครื่องที่สวยงาม อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานและอีกมากมายที่ทำให้ P30 Pro ไม่ได้เป็นเพียงโทรศัพท์ถ่ายภาพ แต่เป็นโทรศัพท์เรือธงที่ดีที่สุดที่เราจะเห็นในปี 2019″ ซึ่งราคาก็อยู่ที่ประมาณ 900 ปอนด์ (37,000 บาท) ในสหราชอาณาจักรราคาเดียวกับ Samsung S10+ ในพื้นที่เก็บข้อมูลเท่ากัน

ตลาดสมาร์ทโฟนมีตลาดขายต่อที่คึกคักผลักดันให้มีการอัพเกรดอยู่ตลอดเวลาและตกรุ่นเร็ว ในโลกอุดมคติ Samsung, Apple และ Huawei ต้องการให้ผู้บริโภคอัพเกรดเป็นประจำทุกปี และขายต่ออุปกรณ์ของปีที่แล้ว ดังนั้นตลาดสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จึงยังคงอยู่ในตลาดขายต่อที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ ซึ่งมันก็เหมือนกันกับรถยนต์ – ถ้าตลาดมือสองมียอดขายลดลงก็จะกระทบยอดขายรถยนต์ใหม่เช่นเดียวกัน

ในเว็บไซต์แลกเปลี่ยนสมาร์ทโฟน ยอดนิยมแห่งหนึ่งของสหราชอาณาจักร Samsung S10 + อยู่ในสภาพดีสามารถทำการซื้อขายได้ในราคา 510 ปอนด์ (20,xxx บาท ) นั่นคือการลดลงอย่างมากจากราคาขายปลีกคิดเป็นผลขาดทุน 45% แต่ถ้าเทียบในเว็บไซต์เดียวกัน Huawei P30 Pro ยังอยู่ในสภาพที่ดี

ตอนนี้จะขายกันเพียง  100 ปอนด์ (4,xxx บาท) เท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ามูลค่าของมันหายไปเกือบ 90% เลยทีเดียว Bloomberg ยังรายงานด้วยว่า “ราคาอุปกรณ์ของ Huawei ลดลงถึง 46%”

ตอนนี้ในแง่ของการคว่ำบาตรทางธุรกิจของ Huawei กับ Google และ ARM และอื่น ๆ ซึ่งเป็นข่าวขึ้นมากมายในสัปดาห์นี้ที่เกี่ยวกับการอัพเกรดซอฟต์แวร์และความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ที่มีอยู่

Huawei ถูกกดดันจากรอบทิศ เนื่องจากปัญหาสงครามการค้าของสหรัฐ
Huawei ถูกกดดันจากรอบทิศ เนื่องจากปัญหาสงครามการค้าของสหรัฐ

รวมถึงทางเลือกในอนาคตของระบบปฏิบัติการ Huawei รวมถึงการออกแบบชิป ARM และใบอนุญาตสำหรับการทำ SD-card และการเชื่อมต่อ WiFi ที่มีปัญหาถูกแบน นักวิเคราะห์บางคนแนะนำว่านี่เป็นการให้เวลาของ Huawei ในการวางแผนและคิดใหม่ทั้งหมดในตลาดมือถือ 

สมาร์ทโฟน P20 รุ่นก่อนของ Huawei ราคายิ่งแย่ลงไปอีก ” เพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา”  หนังสือพิมพ์  Express ของสหราชอาณาจักร  รายงานว่า “คุณสามารถซื้อขายใน P20 Pro ของคุณและได้รับประมาณ 280 ปอนด์ (11,xxx บาท) ราคามือสองของ P20 Pro ร่วงไปอยู่ในระดับต่ำเพียงแค่ 50 ปอนด์ (2,xxx บาท ” “ต่างจากมือถือเรือธงปี 2018 ของ Samsung ยังคงมีมูลค่าประมาณ 235 ปอนด์ (9,xxx บาท) ซึ่งมากกว่าโทรศัพท์รุ่นใหม่จาก Huawei”

ตามรายงานของผู้ค้าปลีกแห่งหนึ่ง”มีการสอบถามข้อมูลจากผู้ขายสี่หรือห้ารายจะเสนอราคาเพียง 100 ดอลลาร์ (3,xxx บาท) สำหรับ Huawei P30 Pro มือสอง ราคาขายปลีกที่แนะนำสำหรับ Huawei P30 Pro คือ 1,398 ดอลลาร์ หรือประมาณ 44 ,xxx บาท “

โฆษกของหัวเว่ยกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บริษัท “จะยังคงให้บริการอัปเดตความปลอดภัยและบริการหลังการขายให้กับผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของ Huawei และ Honor ที่มีอยู่ทั้งหมด

และสร้างระบบ Ecosystem ที่ยั่งยืนเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้ทุกคนทั่วโลก “มีการกล่าวเพิ่มเติมในภายหลังว่า” เรามั่นใจว่าสถานการณ์นี้น่าเศร้าแต่สามารถที่จะแก้ไขได้และลำดับความสำคัญของเรายังคงดำเนินต่อไปเพื่อส่งมอบเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ระดับโลกแก่ลูกค้าของเราทั่วโลก.”

References : 
https://www.forbes.com/sites/zakdoffman/2019/05/26/huawei-price-shock-value-of-flagship-1150-p30-pro-comes-crashing-down-to-130/#3bc6bd4c15a9

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

จอพับไม่รุ่ง Bestbuy ยกเลิกสั่งซื้อ Galaxy Fold

Samsung ใช้เวลาอย่างยาวนานในการนำ Galaxy Fold มือถือจอพับออกสู่ตลาด และหวังจะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า แต่เมื่อย้อนกลับไปการผิดพลาดครั้งใหญ่ในเรื่องแบตเตอรี่ ของ Samsung Galaxy Note 7 เมื่อสองสามปีก่อนเป็นบทเรียนสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณเร่งผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดเกินไป สิ่งนั้นส่งผลให้มีการเรียกคืนถึงสองครั้ง และส่งผลให้ภาพลักษณ์ของบริษัทเสียหายเป็นอย่างมาก 

ด้วยวันวางจำหน่ายจริงนั้นเป็นช่วงเวลาที่บีบคั้นเป็นอย่างมาก Best Buy ได้ส่งโน้ตไปยังผู้ที่สั่งซื้อ Samsung Galaxy Fold ล่วงหน้า แต่เนื่องด้วยกระแสในโลกออนไลน์หลังจากได้รับเครื่องทดสอบไปรีวิวนั้น เป็นไปในทางลบเสียเป็นส่วนใหญ่ มือถือจอพับของ Samsung ยังมีปัญหาอีกมากมายต้องแก้ไขก่อนออกวางจำหน่ายจริง

Bestbuy จึงรู้สึกกังวลกับสถานการณ์ของมือถือจอพับรุ่นใหม่ของ Samsung อย่าง Galaxy Fold เพราะ Bestbuy นั้นแคร์ลูกค้าเป็นอันดับแรกและต้องการให้แน่ใจว่าพวกเขาได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

Best Buy จึงได้ตัดสินใจยกเลิกคำสั่งซื้อล่วงหน้าทั้งหมดสำหรับ Samsung Galaxy Fold ทันที

Bestbuy รู้สึกกังวลกับสถานการณ์ของมือถือจอพับ จึงยกเลิกคำสั่งซื้อทั้งหมด
Bestbuy รู้สึกกังวลกับสถานการณ์ของมือถือจอพับ จึงยกเลิกคำสั่งซื้อทั้งหมด

จดหมายของ Bestbuy นั้นยืนยันอย่างชัดเจนว่า “เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับซัมซุง” เพื่อช่วยส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า อย่างไรก็ตามในขณะนี้การคาดการณ์เกี่ยวกับระยะเวลาที่จะทำให้ตัว Galaxy Fold นั้นสมบูรณ์ยังอยู่ในการคาดการณ์อยู่ซึ่ง Bestbuy ต้องเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับลูกค้าในภายหลัง

รายงานล่าสุดได้แนะนำว่า บริษัทได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องการออกแบบที่มีกระแสออกมาในอินเตอร์เน็ตในเรื่องการลอกออกของหน้าจอ และมีเศษติดอยู่ในส่วนของกลไกการพับของ Galaxy Fold  และบริษัทยังคาดว่าจะแก้ไขพร้อมวางจำหน่ายในช่วงวันที่ 13 มิถุนายน แต่ดูเหมือนว่าในตอนนี้มันจะถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

References : 
https://techcrunch.com/2019/05/24/best-buy-cancels-samsung-galaxy-fold-preorders/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

South Korea ตอนที่ 7 : The Glory of Korea

ประเทศเกาหลีใต้ ได้ถือกำเนิดมาในสภาพรัฐที่สิ้นหวัง ทั้งยากจน บอบช้ำจาก การถูกล่าอาณานิคม แถมยังถูกสงครามทำลายอย่างย่อยยับ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีเพียงน้อยนิด ประเทศที่ถูกแบ่งเหลือเพียงครึ่งเดียว แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเป็นแรงผลักดันให้ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ สามารถที่จะประสบความสำเร็จ ได้อย่างเหลือเชื่อ ในเวลาเพียงแค่ชั่วอายุคนเพียงเท่านั้น ความสามัคคี และรักชาติ นำพาเกาหลีใต้พลิกฟื้นประเทศ จนกลายเป็นประเทศที่ล้ำหน้าที่สุดในโลกประเทศนึงในปัจจุบัน

มันไม่เหมือนประเทศอย่างจีน หรือ สิงคโปร์ ความสำเร็จของเกาหลีใต้นั้น มันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึง ทั้งเรื่องการเมือง และ สังคม รวมถึงความเป็นประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งของเกาหลีด้วย

ผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม ก็ไม่น้อยหน้าประเทศไหนในโลก  สังคมของเกาหลีใต้ กำลังได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น และยังคอยพัฒนาอย่างต่อเนื่องแบบไม่หยุดยั้ง เรายังไม่ได้เห็นจุดสูงสุดของประเทศเกาหลีใต้ในเวลาอันใกล้นี้อย่างแน่นอน เพราะพวกเขากำลังพัฒนาด้วยอัตราเร่ง แบบไม่ได้ชะลอความรวดเร็วลงไปเลย

ด้วยบุคลิก และ ลักษณะทางสังคมที่มีความยืดหยุ่นนั้น ทำให้คนในสังคมเกาหลีใต้อยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความขัดแย้งและแตกต่าง มันก็เหมือนกับทุกประเทศที่ผู้คนต่างมีอุดมการณ์ไม่ว่างทางการเมือง ศาสนา หรือ จารีต ประเพณีต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน

แต่เกาหลีใช้จุดนี้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าจะถ่วงความเจริญก้าวหน้า นิสัยหลาย ๆ อย่างของชาวเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นความแน่วแน่ และทุ่มเทอย่างไม่ลดละเพื่อเป้าหมาย ก็สามารถช่วยให้คนเกาหลีสร้างความเจริญก้าวหน้าในหลาย ๆ ด้านได้อย่างรวดเร็ว จนเป็นที่อิจฉาของทุก ๆ ชาติ

แต่มันก็ต้องแลกด้วยอะไรหลายอย่าง คนเกาหลีใต้ ต้องทำงานหนักกว่าใครเพื่อน เรียนหนักกว่าใครเพื่อน จิตวิญญาณที่รักการแข่งขัน ที่อยู่กับพวกเขาตลอดชีวิต ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยเกษียณ มันแลกด้วย ความสุขที่ลดลงไปของชาวเกาหลี

แม้ตอนนี้พวกเขาจะประสบความสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว กลายเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วเทียบเท่า อเมริกา ญี่ปุ่น หรือ ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปได้สำเร็จแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนพวกเขายังไม่หยุดที่จะก้าวต่อไป

คนเกาหลียังคงมีชั่วโมงการทำงานที่มากที่สุดเหมือนเคย การลงทุนกับเรื่องการศึกษาที่บ้าคลั่ง ดูเหมือนจะเกิดพอดีไปเสียด้วยซ้ำ การแย่งชิงตำแหน่งงานในบริษัทที่มีชื่อเสียงที่สุด นิสัยชอบการแข่งขัน เหล่านี้นั้น กระตุ้นเร้าให้เกิดการพัฒนาแบบต่อเนื่องอย่างไม่ทีท่าว่าจะลดน้อยลงไปเลย

เกาหลีใต้กับความเจริญที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย
เกาหลีใต้กับความเจริญที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย

ซึ่งการแข่งขันกันอย่าบ้าคลั่ง มันส่งผลต่อเกาหลีใต้อย่างใหญ่หลวง ตั้งแต่แต่ทศวรรษ 1960-1980 แม้จะทำให้เกิดความเครียดที่สูงกับชาวเกาหลีบ้างก็ตาม แต่มันไม่ได้มีการต่อต้านจากสังคมแต่อย่างใด มันเหมือนทุกคนในประเทศพร้อมยอมรับในจุดนี้

การแข่งขัน มาตั้งแต่เด็ก ค่าเรียนต่าง ๆ ที่สูงขึ้นทุกปี เงินที่จ่ายไปกับเครื่องสำอางค์ แบรนด์หรู ๆ รวมถึงเรื่องการศัลยกรรมพลาสติก สิ่งเหล่านี้ล้วนช่วยยกระดับสถานะทางสัมคมของคนเกาหลีแทบจะทั้งสิ้น ทุกคนต่างทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนำเสนอตัวตนที่เยี่ยมที่สุดสู่สังคมภายนอก 

แม้คนเกาหลีนั้นจะก้าวผ่านสงครามกลางเมือง และความอดอยาก ยากจน มาแล้ว ก่อนที่จะเปลี่ยนจากดินแดน ผู้ถูกล่า และเป็นเบี้ยล่างมาตลอด ให้กลายมาเป็น ประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตย ที่มีการเมืองที่เสถียรภาพแห่งหนึ่งของโลก และความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี ที่ไปไกลกว่าใครเพื่อน มันถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ประเทศแห่งนี้ ควรจะหยุดพักผ่อน แล้วหันมาจิบแชมเปญสักแก้ว แต่อย่างไรก็ตาม สุดท้ายประเทศสุดแสนมหัศจรรย์อย่างเกาหลีใต้นั้น ก็ยังมีอีกสิ่งนึงที่ต้องพิชิตให้ได้ ซึ่งก็คือ การบาลานซ์ ความสมดุล ระหว่างความสุขและความพึงพอใจของประชาชนชาวเกาหลี กับการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วดังที่เราได้เห็นจาก Blog Series ชุดนี้ 

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวประเทศเกาหลีใต้ จาก Blog Series ชุดนี้

ห้าสิบปีที่แล้ว เกาหลีคือประเทศยากจนที่บอบช้ำจากสงคราม  แทบจะไม่คงเหลือประเทศในฐานะรัฐ ๆ หนึ่ง และเกาหลีใต้ได้ผ่านพ้นวิกฤติมาได้อย่างมั่นคงจนได้กลายเป็นแม่แบบให้กับประเทศกลังพัฒนาทั่วโลก รวมถึงไทยเองด้วยก็ตามที

แม้ตอนนี้พวกเขายังคงไม่พอใจกับการเป็นประเทศพัฒนาแล้ว อย่างที่ได้ตั้งความหวังไว้ ยังมีแรงกดดันอยู่ต่อเนื่อง ในการก้าวขึ้นสู่ขั้นต่อไป เทียบกับมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของโลก พวกเขาได้สร้างมาตรฐาน ที่ดูเหมือนชาติอื่นจะอิจฉา ทั้ง ด้านการศึกษา ด้านเทคโนโลยี ไม้เว้นแม้แต่เชื่อเสียง และ รูปร่างหน้าตา พวกเขาในตอนนี้ ก้าวขึ้นไปอยู่แถวหน้าของโลกได้สำเร็จ

วัฒนธรรมอย่าง K-Pop ที่ฉีกกฏเกณฑ์ ทุกอย่าง ทำให้โลกตะวันตก สามารถยอมรับนับถือวัฒนธรรมของโลกตะวันออกได้ แบบที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน มันเป็นกำแพงที่สูงชัน แต่เกาหลีสามารถที่จะก้าวผ่านกำแพงนั้นไปได้สำเร็จ ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลย สำหรับคนเกาหลีใต้

ข้อคิดสำคัญสำหรับเรื่องของประเทศเกาหลีใต้ ก็คือ ไม่ว่าบ้านเมืองจะเละเทะ ถูกย่ำยีเพียงใด เหมือนประเทศไทย ที่อยู่กับทศวรรษ แห่งความหยุดนิ่ง ความแตกแยกที่รุนแรงภายในประเทศ แต่ประเทศเรายังเจออะไรเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาชาวเกาหลีใต้ได้เคยเจอมา

เพราะฉะนั้น ประเทศเราก็ยังมีโอกาสที่จะก้าวไปข้างหน้าได้ ไม่ต่างจากประเทศอย่างเกาหลี หากทุกคนในชาติ นั้นลืมเรื่องความขัดแย้ง และสร้างมันเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า ด้วยความสามัคคีของคนในชาติ มันก็สามารถให้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของชาติให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วแบบที่เกาหลีเคยทำมาแล้วได้อย่างแน่นอน 

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Foundation *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol