Samsung จากร้านขายของชำ สู่ ยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีระดับโลก

Samsung ก่อตั้งขึ้นในปี 1938 โดย Lee Byung-Chull นักธุรกิจท้องถิ่นที่เปิดร้านขายของชำในเมือง Daegu ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นร้านค้าขายก๋วยเตี๋ยว ปลาแห้ง ผลไม้ และผัก รวมถึงผลผลิตอื่น ๆ ในท้องถิ่น และรอบ ๆ เมือง และมีการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน

หลังจากสงครามเกาหลีในช่วงต้นปี 1950 Byung-Chull ได้ขยายธุรกิจการค้าขาย จากธุรกิจของชำ เป็นธุรกิจสิ่งทอ ได้ทำการเปิดโรงงานผลิตขนสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี ในเวลานั้นเกาหลีถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก และ Byung-Chull มีส่วนช่วยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ 

และด้วยนโยบายรัฐบาลเกาหลีใต้ ที่มีการสนับสนุน บริษัทในประเทศขนาดใหญ่ มีการปฏิบัติที่รู้จักกันในชื่อ chaebol โดยรัฐบาลจะช่วยจัดหาเงินทุน และป้องกันพวกเขาจากการแข่งขัน Samsung ถือเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจาก chaebol มาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960 มีหลักประกันสินเชื่อและการสนับสนุนทางธุรกิจอื่น ๆ จากรัฐบาลช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว

จนกระทั่งปี 1969 ที่ Samsung เข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยเปิดแผนกอิเล็กทรอนิกส์ที่มุ่งเน้นขายภายในประเทศ หนึ่งในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นแรกคือโทรทัศน์ขาวดำ ซึ่งมันเป็นครั้งแรกของบริษัท และได้เริ่มมีการส่งออกไปยังปานามาในปี 1971 โดยในช่วงกลางปี 1970, Samsung ได้ทำเครื่องซักผ้าและตู้เย็น เพิ่มขึ้นมา

Samsung ไม่อยากตกขบวนในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอื่น ๆ ในทศวรรษ 1970 ได้ทำการ สร้าง บริษัทย่อยของ Samsung เช่น Samsung Shipbuilding, Samsung Heavy Industries และ Samsung Precision Company และ Samsung ก็เริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี

Samsung ไม่อยากตกขบวนอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอื่น ๆ
Samsung ไม่อยากตกขบวนอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอื่น ๆ

ในปี 1974 Samsung Electronics ได้เข้าซื้อกิจการ Hankook Semiconductor และทำให้ Samsung กลายเป็นผู้นำตลาดในชิปหน่วยความจำในช่วงต้นปี 1990 และยังคงตำแหน่งในฐานะผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของโลกจนถึงทุกวันนี้ แม้แต่ Apple iPhones คู่แข่งของโทรศัพท์ Galaxy ของ Samsung ก็ใช้ชิปหน่วยความจำของ Samsung เช่นเดียวกัน

ปี 1970 เป็นทศวรรษที่สำคัญสำหรับ Samsung โดยเริ่มส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้านออกไปต่างประเทศ และในปี 1978 สามารถผลิตทีวีขาวดำ 4 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นจำนวนการผลิตโทรทัศน์ที่มากที่สุดในโลกในเวลานั้น 

ในปีเดียวกันนั้น Samsung เปิดสำนักงานในต่างประเทศแห่งแรกในสหรัฐอเมริกาและส่งออก เครื่อง VCR ไปยังอเมริกาในปี 1984 และในช่วงเวลานั้น บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น Samsung Electronics Co Ltd และมียอดขายเกิน 1 ล้านล้านวอน ซึ่งเทียบเท่า 3.4 ล้านล้านวอน ณ ปัจจุบัน

ในปี 1987 Byung-Chull กลายเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเกาหลีใต้ และเขาก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอด Lee Kun-Hee ลูกชายของ Byung-Chull เข้ามารับตำแหน่งของพ่อเขา ในปีต่อ ๆ มา Kun-Hee เปลี่ยนโฉมซัมซุงให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างที่เราได้เห็นในทุกวันนี้

เขาเบื่อหน่ายกับชื่อเสีย ๆ ของบริษัทในการทำสินค้าคุณภาพต่ำในปี 1993 Kun-Hee บอกพนักงานของเขาว่า “จงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างยกเว้นภรรยาและลูก ๆ ของคุณ” ต่อมา บริษัท ได้รับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมีการเปลี่ยนโฉมและสร้างนวัตกรรมใหม่ในฐานะผู้เล่นหลักในการผลิตสินค้าทางเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ 

เช่นเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นก่อน ๆ โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกของ Samsung นั้นเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ช่วงเวลาที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของ บริษัท เกิดขึ้นเมื่อ Kun-Hee ไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตโทรศัพท์และสั่งให้พนักงานสร้างกำลังการผลิตโทรศัพท์ให้ได้ 100,000-150,000 เครื่อง

ไม่น่าแปลกใจที่เขากลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเปลี่ยนโฉมใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงซึ่ง Samsung แสดงให้โลกเห็นว่าพวกเขาทำให้โทรศัพท์มือถือดีขึ้นจริง ๆ ในปี 1999 ได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือ MP3 เครื่องแรกของโลก ในขณะที่ Nokia ครองตลาดโทรศัพท์มือถือในช่วงปี 1990 Samsung ยังคงคิดค้นนวัตกรรมสำหรับโทรศัพท์มือถือ ในปี 2002 มือถือรุ่น SGH T100 ของ Samsung เป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่ใช้หน้าจอ LCD และได้กลายเป็นหนึ่งในโทรศัพท์ที่ขายดีที่สุด โดยมียอดขาย 12 ล้านเครื่องทั่วโลก 

Kun-Hee ผู้พลิกโฉม Samsung เข้าสู่ยุค Digital
Kun-Hee ผู้พลิกโฉม Samsung เข้าสู่ยุค Digital

ในขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่ยุคปี 2000 Samsung พัฒนาเทคโนโลยีใหม่สำหรับอุตสาหกรรมโทรทัศน์โดยออกแบบมาเพื่อปรับปรุงประสบการณ์การรับชมของลูกค้า ในปี 2007 Samsung มียอดขายทั่วโลกเกินกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 78.3 พันล้านปอนด์) และในปลายปี 2008 Samsung กลายเป็นผู้ผลิตโทรทัศน์อันดับหนึ่งของโลก

แต่ในปีเดียวกันนั้น (2008) ก็ได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับ Kun-Hee หลังจากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีและการยักยอกเงิน ทำให้ Kun-Hee ต้องลาออกจาก Samsung 

อย่างไรก็ตามความโดดเด่นของ Samsung ในฐานะบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกยังคงดำเนินต่อไป ในปี 2009 ซัมซุงเปิดตัวอุปกรณ์ที่ใช้ระบบ Android เป็นครั้งแรก  สมาร์ทโฟนที่รู้จักกันในชื่อ Samsung Galaxy i7500

สมาร์ทโฟน Android เครื่องแรกของ Samsung ที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์อย่างยอดเยี่ยม ที่สำคัญคือ Galaxy S ซึ่งเปิดตัวเพียง 9 เดือนหลังจาก Galaxy รุ่นแรกออกวางจำหน่าย โดยขายได้มากกว่า 25 ล้านเครื่อง 

Samsung Galaxy กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในวงการมือถือโลกของ Samsung
Samsung Galaxy กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในวงการมือถือโลกของ Samsung

Kun-Hee ได้รับการอภัยโทษจากเรื่องประธานาธิบดี Lee Myung-bak ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ หลังจากได้รับการนิรโทษกรรมเป็นพิเศษ อดีตประธานของ Samsung ก็กลับไปช่วย บริษัท หลังจากต้องรับโทษนาน 2 ปี เขากลับมาหลังจากที่ Samsung สามารถทำยอดขายได้สูงสุดในปี 2009 

Samsung ยังคงทำสิ่งที่ดีที่สุดมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยมีความกระตือรือร้นที่จะแข่งขันกับ iPad ใหม่ของ Apple ในปี 2010 Samsung เปิดตัว Galaxy Tab  “สมาร์ทโฟนขนาดใหญ่” โดยใช้ระบบปฏิบัติการ Android 2.2 โดยไม่มีการเพิ่มคุณสมบัติของแท็บเล็ตเข้าไป ทำให้ Galaxy Tab ออกสตาร์ทได้ไม่ดีเท่าที่ควร 

ในฤดูใบไม้ผลิ 2011 Apple เริ่มฟ้องร้อง Samsung ในคดีละเมิดสิทธิบัตรเกี่ยวกับ การออกแบบสมาร์ทโฟนของ Samsung ภายในเดือนตุลาคมปีนั้น ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทั้งสองต้องฟ้องร้องคดีกันกว่า 19 คดีต่อเนื่องใน 10 ประเทศ

ข้อพิพาททางกฎหมายที่ยืดเยื้อระหว่าง Samsung และ Apple ในที่สุดก็สิ้นสุดลงเสียที ในปี 2012 ศาลสหรัฐตัดสินว่า Samsung ละเมิดลิขสิทธิ์การออกแบบ iPhone ของ Apple และ Apple ได้รับเงิน 548.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (426 ล้านปอนด์) ในอีกสามปีต่อมา 

แม้จะมีการตัดสินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ที่น่าอับอาย แต่ในปี 2013 Samsung ได้รับการขนานนามว่าเป็น บริษัท เทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดของโลกโดยมีรายชื่อติดอันดับ Fortune 500 ซึ่งเป็นการจัดอันดับ บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยวัดจากรายได้ 

ความพ่ายแพ้อีกครั้งของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเกาหลีใต้เกิดขึ้นในปี 2016 บริษัท ได้หยุดการผลิตสมาร์ทโฟน Galaxy Note 7 มือถือระดับไฮเอนด์อย่างถาวร หลังจากมีรายงานว่าโทรศัพท์ติดไฟเนื่องจากความผิดพลาดของแบตเตอรี่ การเรียกคืนครั้งใหญ่นี้ คาดการณ์ว่า Samsung ต้องสูญเสียเงินสูงถึง 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (4 พันล้านปอนด์) และพิสูจน์แล้วว่าสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อชื่อเสียงของบริษัท

Note 7 กับความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ Samsung
Note 7 กับความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ Samsung

ความยากลำบากของ Samsung ยังคงดำเนินต่อไปในปี 2017 เมื่อรองประธานและทายาทของอาณาจักร Samsung ลีแจงยอง ถูกตัดสินว่ามีความผิดในเรื่องการติดสินบน เขาถูกตัดสินจำคุกห้าปีในเดือนสิงหาคมของปีนั้นแม้จะปฏิเสธข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตามหกเดือนต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 โทษของแจยองก็ลดลงครึ่งหนึ่ง และส่วนที่เหลือของคำสั่งจำคุก ได้ถูกศาลยกเลิกไป

หลังจากล้มเหลวจาก Galaxy Note 7, Samsung พยายามที่จะก้าวไปข้างหน้าและเปิดตัวต้นแบบของสมาร์ทโฟนที่สามารถพับเก็บได้เป็นครั้งแรกของโลกในปลายปี 2018 อย่างไรก็ตามเพียงไม่กี่วันก่อนวันที่จะเปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้ บริษัทได้ทำการขอเลื่อนการเปิดตัว เนื่องจากยังมีปัญหากับตัวเครื่องที่ยังไม่สมบูรณ์

แต่แม้จะเต็มไปด้วยข้อพิพาท เรื่องอื้อฉาว และความพ่ายแพ้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Samsung ก็เป็น บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 15 ของโลก โดยมียอดขายถึง 225,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีกำไร 41,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สินทรัพย์และมูลค่าตลาดของ Samsung กว่า 326,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2018

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย สำหรับบริษัท Samsung ที่เดิมนั้นขายปลาตากแห้ง หรือสินค้าของชำ เพียงเท่านั้น ที่ในปัจจุบันสามารถเติบโตกลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีของโลกอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ถือเป็น case study ทางธุรกิจที่น่าสนใจที่สุด case หนึ่งในวงการธุรกิจโลกเลยก็ว่าได้ ในการที่ Samsung ก้าวมาได้ถึง ณ จุดนี้ครับผม

References : https://www.lovemoney.com/Topics/household-money https://www.britannica.com/topic/Samsung-Electronics https://www.lovemoney.com/gallerylist/80663/samsungs-incredible-success-story-from-grocery-store-to-tech-titans

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

 

Geek Monday EP27 : วิธีที่น่าอัศจรรย์ที่ Samsung ใช้กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาสร้างกลยุทธ์ในธุรกิจ

Samsung ได้ถูกกล่าวขานว่าเป็นคู่แข่งด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระดับโลก โดยจากกิจกรรมต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมไปจนถึงการตั้งเป้าหมายกับ AI ในระดับแนวหน้าไปจนถึงการอัปเดตผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ปัญญาประดิษฐ์

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ดูเหมือนว่า Samsung จะเต็มไปด้วยพร้อม ในการเตรียมการสำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่กำลังใกล้เข้ามา

ด้วยชื่อเสียงและความสำเร็จกับ Android และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และบทเรียนก่อนหน้านี้กับ AI และกลยุทธ์ที่แน่วแน่ที่มีต่อการเติบโตและความเป็นเลิศของ AI ในอนาคตของ Samsung จะช่วยปิดช่องโหว่ของตัวเองและสร้างความได้เปรียบคู่แข่งในการแข่งขันของธรุกิจของพวกเขาได้ในอนาคต นั่นเองครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : http://bit.ly/2K4DXGs

ฟังผ่าน Apple Podcast :   https://apple.co/2Q4ARpq

ฟังผ่าน Google Podcast : http://bit.ly/2qC3csE

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/34LBkB5

ฟังผ่าน Youtube :   https://youtu.be/6ql5rAjbD8E

References : http://www.businesskorea.co.kr/news/articleView.html?idxno=20610 https://www.lifewire.com/history-of-samsung-818809 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B5_%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%A5

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Smartphone War ตอนที่ 11 : The Rise of Android

หลังจากการเกิดขึ้นของ iPhone และได้ทำลายเหล่ามาเฟียเครือข่ายให้ลดอำนาจลงไปอย่างมาก ทำให้วิวัฒนาการของธุรกิจมือถือนั้น ก็ได้พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งก่อนปี 2007 นั้น ตลาด smartphone เป็นตลาดที่เล็กมาก ๆ คนส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้งานมือถือเพื่อ โทรเข้า-ออก และ ส่ง SMS เพียงเท่านั้น พวกเขาไม่ได้จินตนาการถึงโลกของ smartphone อยู่ในหัวเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งหลังจากการเกิดขึ้นของ iPhone บรรดาผู้จัดจำหน่ายทั่วโลกก็ได้พยายามหาอะไรบางอย่างเพื่อมาแข่งกับ iPhone เพื่อไม่ให้ Apple ผูกขาดทุกอย่างมากเกินไป และ Android ก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้จะต้องหักลำกลับมาพัฒนามือถือแบบจอสัมผัส ซึ่งแต่เดิมนั้นวาง Position ของตัวเองเป็นมือถือแบบมี คีย์บอร์ QWERTY ซึ่งก็ต้องเสียเวลาอยู่พอสมควรในการปรับกระบวนทัพใหม่

Android นั้นสร้าง Model ขึ้นมาคล้าย ๆ กับ Symbian ของ Nokia ที่เป็น Open Source เหมือนกัน แต่ผู้ผลิตมือถือต้องขอสิทธิ์บางอย่างในการลงบริการของตัวเองเช่น Google Service ของ Google หรือ Nokia Map ผ่านทาง Symbain

แต่ Android นั้นเริ่มต้นใหม่ด้วยแนวคิดแบบจอสัมผัส ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ Apple ประสบความสำเร็จกับ iPhone ซึ่งได้เปิดตัวรุ่นแรกคือ HTC G1 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2008 

มันแทบจะไม่มีอะไรพิเศษในแง่ของ Hardware แุถมยังมีแป้นพิมพ์แบบเลื่อนได้คล้าย ๆ มือถือของ Nokia ด้วยซ้ำ และความสามารถในการใช้จอแบบสัมผัสก็ดูต่างจาก iPhone ราวฟ้ากับเหว มันเหมือนรุ่น เบต้า ของ iPhone เสียมากกว่าที่จะมาเป็นคู่แข่งกับ iPhone

HTC G1 มือถือรุ่นแรกของ Android ที่แทบจะสู้อะไร iPhone ไม่ได้เลย
HTC G1 มือถือรุ่นแรกของ Android ที่แทบจะสู้อะไร iPhone ไม่ได้เลย

แต่สิ่งสำคัญที่ Android มีคือ การผูกติดกับบริการของ Google อย่างแน่นหนา ไม่ว่าจะเป็น แผนที่ email Calendar ซึ่งพอจะช่วงชิงพื้นที่ของส่วนแบ่งการตลาดได้บ้าง

แม้จ๊อบส์ จะโมโหมากที่ Google มาทำ Android ออกมาเพื่อแข่งกับ iPhone เพราะตอนแรกทั้งสองเหมือนจะเป็น พาร์ทเนอร์กันมากกว่า แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองได้ขาดสะบั้นลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Google ก็ต้องการที่ยืนในตลาด smartphone เช่นเดียวกัน ดีกว่าการไปผูกชะตาชีวิตไว้กับ iPhone ของ Apple ที่จะนำบริการของพวกเขาออกไปเมื่อไหร่ก็ได้

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Android บนวงการมือถือโลก น่าจะมาจาก Samsung ที่ได้ลองเปลี่ยนจาก Symbian มาใช้ Android โดยรุ่นแรกที่ได้ใช้ชื่อตระกูล Samsung Galaxy คือรุ่น “Samsung I7500 Galaxy” ที่ได้ถูกเปิดตัวครั้งแรกในปี 2009

โดยกลายเป็น smartphone รุ่นแรกของค่ายที่รันบนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่น 1.5 (Cupcake) ซึ่งต่อมาทาง Samsung ยังคงพัฒนา smartphone ของตัวเองอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนในตระกูล Galaxy รุ่นใหม่อย่าง Samsung Galaxy S

ซึ่งในขณะนั้นทาง Samsung ได้วางการตลาดให้ smartphone ในตระกูลนี้เป็นรุ่นเรือธงของค่าย และเป็นการรุกตลาดสมาร์ทโฟนอย่างเต็มตัวของทาง Samsung และช่วยให้ผู้คนเริ่มหันมามอง Android เพราะเริ่มมี Features ที่ดูคล้าย iPhone เข้าไปทุกที ในราคาที่ต่ำกว่า และ Galaxy S เป็นมือถือที่ทำให้เห็นศักยภาพของ Android ที่แท้จริง ซึ่งทำให้ยอดขายเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นมือถือเรือธงของ Samsung มาจวบจนถึงปัจจุบัน

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ Android แจ้งเกิดได้น่าจะมาจาก Samsung Galaxy S
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ Android แจ้งเกิดได้น่าจะมาจาก Samsung Galaxy S

และความชัดเจนมันได้เริ่มเกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2009 Android เริ่มเติบโตขึ้นทั่วโลก มีการขายโทรศัพท์ Android ไปได้กว่า 4 ล้านเครื่อง ซึ่งในขณะนั้นได้ขึ้นมาทาบรัศมีของ Windows Mobile ที่ยอดขายใกล้เคียงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่น่ากลัวมาก ๆ ของ Android ในช่วงขณะนั้น

และที่สำคัญ Android ได้กลายเป็นสินค้ายอดฮิตของประเทศจีน เพราะราคาถูกกว่า iPhone มาก และชนชั้นกลางที่เติบโตเพิ่มมากขึ้นของประเทศจีน ทำให้ผู้คนต่างอยากจะเปลี่ยนมาใช้ smartphone กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ตลาดของ Android ยิ่งเติบโตขึ้นไปอีก

แม้ทาง Apple นั้นจะเน้นไปที่ตลาด Hi-End ที่เป็นส่วนของกำไรส่วนใหญ่ของตลาดมือถือ smartphone แต่ Android ได้เริ่มกินส่วนแบ่งการตลาดมาจากด้านล่าง ซึ่งถ้านับเป็นจำนวนนั้น เป็นตลาดที่ใหญ่มหาศาลเป็นอย่างมาก

ซึ่งหลังจากเห็นการประสบความสำเร็จของ Samsung จาก Galaxy S บรรดาผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ต่างเปลี่ยนแผนกันอย่างฉับพลันเพื่อย้ายไปสู่ Android ที่ดูมีอนาคตกว่า Symbian อย่างเห็นได้ชัด ทั้ง LG , Motorola , HTC เริ่มขายโทรศัพท์ Android หรือแม้กระทั่ง Sony เองก็ตาม ก็ยังต้องตามกระแสของ Android ไปด้วย

ซึ่งแน่นอนว่า ตอนนี้ตลาดของมือถือโลกได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ตลาดบนนั้น iPhone คว้าไปครองแทบจะเบ็ดเสร็จ ส่วนตลาดจากล่างขึ้นมานั้น Android ก็ค่อย ๆ กัดกินตลาดเรื่อยมา สถานการณ์ของ Nokia ที่มี Symbian รวมถึง Microsoft ที่ยังยึดติดกับความสำเร็จของ Windows Mobile นั้น พวกเขาจะทำอย่างไรต่อไปกับตลาดมือถือ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 12 : The Fall of Windows (Mobile)

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 Phone & Microsoft *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

สงครามการค้า เกาหลี vs ญี่ปุ่น แต่ผู้ชนะคือจีน

“ สงครามการค้า” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่าง ประเทศญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ อาจเป็นข่าวดีสำหรับจีนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและประเด็นทางด้านการทูต 

จากข้อจำกัดในเรื่องการส่งออกของญี่ปุ่นที่มีปัญหากับบริษัทยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ โดยมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงในเรื่องสงครามการค้าขึ้น ซึ่งความบาดหมางครั้งนี้น่าจะส่งผลให้ผู้ผลิตจีนจะได้เปรียบในการแข่งขันตามข้อมูลของนักวิเคราะห์ที่กล่าวถึงเรื่องนี้

 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะจำกัดการส่งออกในส่วนที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกาหลีใต้ 

ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงสำหรับบริษัทเทคโนโลยีของเกาหลีใต้เช่น Samsung และ LG Display ซึ่งทั้งคู่พึ่งพาผู้ผลิตจากญี่ปุ่นอย่างมาก แต่สำหรับทางฝั่งของ บริษัทญี่ปุ่นซึ่งจะต้องหาลูกค้ารายใหม่ ๆ และอาจทำให้ซัพพลายเชนของพวกเขาหยุดชะงัก ถ้าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยังคงอยู่แบบนี้ ไม่มีการแก้ไข

นักวิเคราะห์เชื่อว่าการโต้กลับของเกาหลีน่าจะเป็นส่วนของชิ้นส่วน บล็อกหน้าจอ OLED ที่เกาหลีได้ส่งออกไปญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบความสามารถของบริษัทญี่ปุ่นในการผลิตทีวีคุณภาพสูงเช่นเดียวกัน

ด้วยมาตรการดังกล่าว ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าผู้ผลิตจีน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ของประเทศจีน  จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดในการเติมช่องว่างดังกล่าว

เกิดอะไรขึ้นระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีจาก Asia

ซึ่งสาเหตุหลักจากสงครามการค้าครั้งนี้ เกิดจากข้อพิพาทระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่น เกี่ยวกับมรดกของการปกครองอาณานิคมของญี่ปุ่นในคาบสมุทรเกาหลีก่อนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นซึ่งจะต้องชำระค่าชดเชยทั้งหมดภายใต้สนธิสัญญาที่ลงนามเมื่อปี 1965 ซึ่งได้รับการแจ้งเตือนจากคำสั่งของศาลเกาหลีใต้เมื่อเร็ว ๆ นี้  ซึ่งทำให้เหล่าบริษัทญี่ปุ่นต้องช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายดังกล่าวในช่วงสงครามให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการบังคับใช้แรงงาน.

ในการตอบโต้จากญี่ปุ่น ได้กล่าวว่าจะจำกัด การส่งออกสำหรับวัสดุที่ใช้ในอุปกรณ์เทคโนโลยี 3 ชนิด: โพลีอะมายด์ฟลูออไรด์ที่ใช้ในสมาร์ทโฟน photoresists ที่ใช้ในเซมิคอนดักเตอร์ และไฮโดรเจนฟลูออไรด์ที่ใช้ในเซมิคอนดักเตอร์เช่นเดียวกัน โดยบริษัท เกาหลีใต้พึ่งพาญี่ปุ่นเป็นอย่างมากสำหรับวัสดุทั้งสามรายการนี้ 

สงครามความตึงเครียดทางการค้า

อย่างไรก็ตามการลดความเชื่อมั่นดังกล่าว ไม่ใช่เพียงวิธีเดียว สำหรับสงครามการค้ารอบนี้ระหว่างประเทศทั้งสอง Ryo Hinata-Yamaguchi อาจารย์ประจำวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติปูซานในเกาหลีใต้กล่าวว่า

“ ญี่ปุ่นเป็นแหล่งของสารเคมีและเทคโนโลยีการผลิตที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ในขณะที่ญี่ปุ่นเกาหลีใต้เองนั้นก็เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญเช่นกัน ” Hinata Yamaguchi กล่าว

อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ กับปัญหาสงครามการค้าระหว่างสองประเทศ
อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ กับปัญหาสงครามการค้าระหว่างสองประเทศ

ประเด็นดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดย จูน พาร์ค อาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยจอร์จเมสันในเกาหลีใต้ ซึ่งกล่าวว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศ  ตัวอย่างเช่น การที่บริษัทเกาหลีใต้ซื้อวัสดุจากญี่ปุ่นเพื่อผลิตเซมิคอนดักเตอร์เพื่อส่งกลับไปญี่ปุ่นอีกครั้ง“ แต่การยกเลิกการส่งวัสดุดังกล่าว ไม่ใช่สถานการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาถึงระดับความตึงเครียดในตอนนี้”  ปาร์คกล่าว “ ความตึงเครียดเหล่านี้หากยังคงอยู่ จะสามารถสร้างผลกระทบอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของการผลิตชิปไปทั่วโลกในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลกเช่น Apple และหัวเว่ย ด้วยเช่นเดียวกัน.”

ทำไมต้องเป็นจีน

นักวิเคราะห์กล่าวว่าการต่อสู้ทางการค้าที่รุนแรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตจีนในที่สุดเป็นผลมาจาก สงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจีนได้พยายามก้าวไปข้างหน้าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมไมโครชิพของตัวเอง โดยลดการพึ่งพาจากอุตสาหกรรมในต่างประเทศ

ซึ่งหัวใจของแผนดังกล่าวคือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้แผน Made in China 2025 จีนมีเป้าหมายที่จะผลิตเซมิคอนดักเตอร์ประมาณ 40% ให้ได้ภายในปี 2020 และ เพิ่มให้สูงขึ้นถึง 70% ในปี 2025 

จีนกำลังได้ประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่างเกาหลี และ ญี่ปุ่น
จีนกำลังได้ประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่างเกาหลี และ ญี่ปุ่น

หากจีนสามารถใช้ประโยชน์จากความตึงเครียดในปัจจุบันได้ ก็จะเป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งสามในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ซึ่งในปี 1990 และ 2000 ญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีอำนาจเหนือกว่า แต่ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ดูเหมือนเกาหลีใต้จะกลายเป็นผู้กำชัยชนะ

“ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีความซับซ้อนมากและความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงไปตลอด ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา” ปาร์คกล่าว

นักวิเคราะห์บางคนสงสัยว่าขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จีนต้องเป็นผู้นำ

References : 
https://www.scmp.com/week-asia/geopolitics/article/3017918/how-china-can-win-trade-war-between-japan-and-south-korea

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ราคาตกฮวบ! Huawei P30 Pro ราคาเหลือ 4,xxx เซ่นพิษสงครามการค้า

ด้วยการออกแบบที่ยอดเยี่ยมและตัวเลือกสีของเครื่องที่สวยงาม อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานและอีกมากมายที่ทำให้ P30 Pro ไม่ได้เป็นเพียงโทรศัพท์ถ่ายภาพ แต่เป็นโทรศัพท์เรือธงที่ดีที่สุดที่เราจะเห็นในปี 2019″ ซึ่งราคาก็อยู่ที่ประมาณ 900 ปอนด์ (37,000 บาท) ในสหราชอาณาจักรราคาเดียวกับ Samsung S10+ ในพื้นที่เก็บข้อมูลเท่ากัน

ตลาดสมาร์ทโฟนมีตลาดขายต่อที่คึกคักผลักดันให้มีการอัพเกรดอยู่ตลอดเวลาและตกรุ่นเร็ว ในโลกอุดมคติ Samsung, Apple และ Huawei ต้องการให้ผู้บริโภคอัพเกรดเป็นประจำทุกปี และขายต่ออุปกรณ์ของปีที่แล้ว ดังนั้นตลาดสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จึงยังคงอยู่ในตลาดขายต่อที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ ซึ่งมันก็เหมือนกันกับรถยนต์ – ถ้าตลาดมือสองมียอดขายลดลงก็จะกระทบยอดขายรถยนต์ใหม่เช่นเดียวกัน

ในเว็บไซต์แลกเปลี่ยนสมาร์ทโฟน ยอดนิยมแห่งหนึ่งของสหราชอาณาจักร Samsung S10 + อยู่ในสภาพดีสามารถทำการซื้อขายได้ในราคา 510 ปอนด์ (20,xxx บาท ) นั่นคือการลดลงอย่างมากจากราคาขายปลีกคิดเป็นผลขาดทุน 45% แต่ถ้าเทียบในเว็บไซต์เดียวกัน Huawei P30 Pro ยังอยู่ในสภาพที่ดี

ตอนนี้จะขายกันเพียง  100 ปอนด์ (4,xxx บาท) เท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ามูลค่าของมันหายไปเกือบ 90% เลยทีเดียว Bloomberg ยังรายงานด้วยว่า “ราคาอุปกรณ์ของ Huawei ลดลงถึง 46%”

ตอนนี้ในแง่ของการคว่ำบาตรทางธุรกิจของ Huawei กับ Google และ ARM และอื่น ๆ ซึ่งเป็นข่าวขึ้นมากมายในสัปดาห์นี้ที่เกี่ยวกับการอัพเกรดซอฟต์แวร์และความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ที่มีอยู่

Huawei ถูกกดดันจากรอบทิศ เนื่องจากปัญหาสงครามการค้าของสหรัฐ
Huawei ถูกกดดันจากรอบทิศ เนื่องจากปัญหาสงครามการค้าของสหรัฐ

รวมถึงทางเลือกในอนาคตของระบบปฏิบัติการ Huawei รวมถึงการออกแบบชิป ARM และใบอนุญาตสำหรับการทำ SD-card และการเชื่อมต่อ WiFi ที่มีปัญหาถูกแบน นักวิเคราะห์บางคนแนะนำว่านี่เป็นการให้เวลาของ Huawei ในการวางแผนและคิดใหม่ทั้งหมดในตลาดมือถือ 

สมาร์ทโฟน P20 รุ่นก่อนของ Huawei ราคายิ่งแย่ลงไปอีก ” เพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา”  หนังสือพิมพ์  Express ของสหราชอาณาจักร  รายงานว่า “คุณสามารถซื้อขายใน P20 Pro ของคุณและได้รับประมาณ 280 ปอนด์ (11,xxx บาท) ราคามือสองของ P20 Pro ร่วงไปอยู่ในระดับต่ำเพียงแค่ 50 ปอนด์ (2,xxx บาท ” “ต่างจากมือถือเรือธงปี 2018 ของ Samsung ยังคงมีมูลค่าประมาณ 235 ปอนด์ (9,xxx บาท) ซึ่งมากกว่าโทรศัพท์รุ่นใหม่จาก Huawei”

ตามรายงานของผู้ค้าปลีกแห่งหนึ่ง”มีการสอบถามข้อมูลจากผู้ขายสี่หรือห้ารายจะเสนอราคาเพียง 100 ดอลลาร์ (3,xxx บาท) สำหรับ Huawei P30 Pro มือสอง ราคาขายปลีกที่แนะนำสำหรับ Huawei P30 Pro คือ 1,398 ดอลลาร์ หรือประมาณ 44 ,xxx บาท “

โฆษกของหัวเว่ยกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บริษัท “จะยังคงให้บริการอัปเดตความปลอดภัยและบริการหลังการขายให้กับผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของ Huawei และ Honor ที่มีอยู่ทั้งหมด

และสร้างระบบ Ecosystem ที่ยั่งยืนเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้ทุกคนทั่วโลก “มีการกล่าวเพิ่มเติมในภายหลังว่า” เรามั่นใจว่าสถานการณ์นี้น่าเศร้าแต่สามารถที่จะแก้ไขได้และลำดับความสำคัญของเรายังคงดำเนินต่อไปเพื่อส่งมอบเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ระดับโลกแก่ลูกค้าของเราทั่วโลก.”

References : 
https://www.forbes.com/sites/zakdoffman/2019/05/26/huawei-price-shock-value-of-flagship-1150-p30-pro-comes-crashing-down-to-130/#3bc6bd4c15a9

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol