Life Coach เตรียมตกงาน เมื่อ AI กำลังบุกเข้าสู่วงการ Life Coach

บริการด้านสุขภาพจิตและการพัฒนาตนเองกำลังที่จะเข้าถึงได้มากขึ้นผ่านแอปมือถือ โดยแอปเหล่านี้ได้รวมความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ที่คล้ายคลึงกับ Siri ของ Apple มากขึ้น ระบบอัจฉริยะเหล่านี้จะทำให้อุปกรณ์ของเรามีชีวิตขึ้นโดยมีฟังก์ชั่นใหม่ในฐานะ ‘นักจิตวิทยา’ หรือ Life Coach เสมือนจริงของเรา

แม้ว่าอุตสาหกรรมการพัฒนาตนเองจะไม่มีตัวเลขที่แท้จริง ว่ามีมูลค่าสูงแค่ไหน แต่มีหลายหลักฐานที่บ่งชี้ว่าธุรกิจเหล่านี้กำลังเฟื่องฟู จากการจัดอันดับของบริษัทที่ปรึกษา คาดว่ามูลค่าตลาดของ Life Coach จะเติบโตสูงถึง 36% ในปี 2020

ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการฝึกจิตบำบัดและการพัฒนาตนเองได้กระตุ้นให้เกิดคลื่นของบริการดิจิตอลใหม่ที่มีเป้าหมายที่ตลาดนี้ ตัวอย่างแอปมือถือ Mindbloom เป็นแพลตฟอร์มเกมโซเชียลที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกระตุ้นซึ่งกันและกันในการปรับปรุงพฤติกรรมบรรลุเป้าหมายชีวิตของพวกเขาและโดยทั่วไปจะส่งผลให้ประสบความสำเร็จมากขึ้นในชีวิตจริง 

ผู้ใช้สามารถส่งข้อความสร้างแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน ติดตามและเปรียบเทียบความคืบหน้าของพวกเขาและแสดงความยินดีซึ่งกันและกันเพื่อความสำเร็จของพวกเขา เช่น การเพิ่มค่าจ้าง ความสำเร็จการออกกำลังกาย หรือความสัมพันธ์ในเรื่องความรัก

“วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการพัฒนาชีวิตให้ประสบความสำเร็จ คือ ผ่านการสนับสนุนทางสังคม” Chris Hewett ผู้ก่อตั้ง Mindbloom กล่าว “เพื่อให้การโต้ตอบทางสังคมเหล่านี้สนุกยิ่งขึ้นเราได้ออกแบบ Mindbloom ให้รู้สึกเหมือนเป็นเกมโซเชียล” 

Mindbloom กับ Life Improvement apps
Mindbloom กับ Life Improvement apps

นักวิจัยยังได้พัฒนาโปรแกรม ‘บำบัด’ สำหรับโทรศัพท์มือถือเพื่อช่วยให้ผู้ใช้จัดการกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ตามที่ New York Times รายงานเมื่อเร็ว ๆ นี้แอป อย่าง Sosh  ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเด็กและผู้ใหญ่พัฒนาทักษะทางสังคมของพวกเขา โดยแอปจะมีแบบฝึกหัดที่ช่วยให้ผู้ใช้จัดการพฤติกรรม เพื่อเข้าใจความรู้สึกและเชื่อมต่อกับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Medical Internet Research ฉบับปัจจุบันผู้ใช้โค้ชเสมือนยังคงใช้ระบบการออกกำลังกายตลอดระยะเวลา 12 สัปดาห์ ในขณะที่ผู้ที่ไม่ใช้นั้น มีการออกกำลังกายลดลง 14.3 เปอร์เซ็นต์ โดย 87.1% ของผู้เข้าร่วมที่ใช้โค้ชเสมือนรายงานว่ารู้สึกผิดถ้าพวกผิดนัดกับโค้ชเสมือนจริงเหล่านี้ 

“โค้ชเสมือนจริง มีบทบาทสำคัญในด้านสุขภาพ” Timothy Bickmore ผู้ร่วมเขียนกล่าว “ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โค้ชเสมือนสามารถช่วยลดช่องว่างเพื่อช่วยเตือนและกระตุ้นให้ผู้คนยึดติดกับแผนการดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น”

ทุกวันนี้ระบบเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปอีกอาจเป็นไปได้ที่จะ ‘สนทนา’ กับปัญญาประดิษฐ์นอกเหนือจากคำสั่งเสียงที่เรียบง่าย ระบบ AI ยังสามารถมีความสามารถในการ ‘การตรวจจับอารมณ์ความรู้สึก’ เพื่อให้พวกเขาสามารถตรวจจับอารมณ์และความตั้งใจของผู้ใช้โดยใช้น้ำเสียงและรูปแบบการพูดทำให้การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

ในทางทฤษฎีความสามารถดังกล่าว มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบ AI ที่เลียนแบบปฏิสัมพันธ์ของ นักจิตวิทยา หรือ Life Coach “ วันหนึ่งแผนการของแอปเรา จะพัฒนาสู่ความฉลาดทางอารมณ์เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เราพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุก ๆ คน” Chris Hewett กล่าว “AI เหล่านี้จะกลายเป็นสหายที่อยู่กับเราตลอดชีวิตที่วุ่นวายของเราทำให้แน่ใจว่าเราจะไม่ลืมสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา: เป้าหมายของเรา และความปรารถนาของเรา

การทดลองแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ระบบ AI ที่เรียบง่ายมากก็สามารถจำลองสถานการณ์ ‘จิตบำบัด’ ที่ผู้ใช้เห็นว่าเป็นจริงได้ การทดลองที่ครั้งแรกสุดนั้นเกิดขึ้นที่ MIT ในทศวรรษ 1960 กับ chatbot ELIZA 

แม้ว่าระบบ chatbot ELIZA จะไม่มีความเข้าใจในสิ่งที่ ‘ผู้ป่วย’ พูดและมองหารูปแบบของคำและตอบกลับด้วยผลลัพธ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ผู้ใช้ก็เอาจริงเอาจังและใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อเผยปัญหาส่วนตัวให้กับโปรแกรม เมื่อเธอได้รับแจ้งว่านักวิจัยที่ทำการทดลองนั้นสามารถเข้าถึงบันทึกการสนทนาทั้งหมดได้ เธอตอบโต้ด้วยความโกรธเคืองเนื่องจากกังวัลในเรื่องความเป็นส่วนตัวของเธอ

Eliza ตัวอย่าง Chatbot ยุคแรก ๆ จาก MIT
Eliza ตัวอย่าง Chatbot ยุคแรก ๆ จาก MIT

ระบบเหล่านี้สามารถรวบรวมข้อมูลมากมายเกี่ยวกับพฤติกรรมของเราโดยการติดตามการเคลื่อนไหวของเราผ่านทาง GPS และโดยการตรวจสอบพฤติกรรมและการโต้ตอบทางสังคมออนไลน์ของเรา 

ระบบ AI บนมือถือสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้โดยตรงบนร่างกาย คล้าย ๆ กับ Fuel Band ของ Nike หรือ Apple Watch จาก Apple ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้สามารถวัดระดับกิจกรรมของเราและข้อมูลด้านสุขภาพอื่น ๆ  

โดยจากข้อมูลของเราระบบเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกับเราเพื่อแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีให้คำแนะนำในการพัฒนาส่วนบุคคลและโดยทั่วไปจะช่วยให้เราปรับปรุงชีวิตของเรา “ เทคโนโลยีดังกล่าวมีความสามารถพิเศษในการเสริมประสบการณ์มนุษย์ที่มีอยู่ในวิธีที่ทรงพลังมาก” Chris Hewett กล่าว “การรู้ตำแหน่งปัจจุบันของเรา ปฏิทินส่วนตัว รายการงานของเราความสัมพันธ์ทางสังคม ความสนใจของเรา และความรู้ที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับเรา คือสิ่งที่ทำให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นส่วนผสมที่ปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง”

ในอนาคตมันอาจกลายเป็นเรื่องปกติที่มี Life Coach เสมือนในโทรศัพท์มือถือของเรา “ เรากำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของยุคใหม่ของอินเทอร์เฟซอัจฉริยะ” Vlad Sejnoha, CTO ของ Nuance กล่าว บริษัทที่พัฒนา Speech Recognition ที่ให้สิทธิ์โปรแกรมเสียงแก่ Apple “พวกมันมีการเชื่อมต่อทางอารมณ์ที่แท้จริงกับส่วนต่อประสานของอุปกรณ์สนทนาที่เหมือนมนุษย์ เราเชื่อว่าอุปกรณ์มือถือจำนวนมากในอนาคตจะถูกเปิดใช้งานด้วยเสียงกลายเป็นเรื่องปรกติ”

ในอนาคต Voice Assistant จะกลายเป็นสิ่งปรกติของทุกคน
ในอนาคต Voice Assistant จะกลายเป็นสิ่งปรกติของทุกคน

เมื่อระบบใช้งาน ‘การบำบัด’ และฟังก์ชั่นการฝึกสอนใหม่ และจะทำการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น แน่นอนว่ามันทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้นสำหรับการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน

มันขึ้นอยู่กับว่าระบบ AI เหล่านี้ก้าวหน้าเพียงใดพวกมันจะไม่เพียง แต่รวบรวมข้อมูล เช่นการออกกำลังกาย หรือรูปแบบการกินของเรา แต่ยังรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจิตใจและปัญหา ความปรารถนา ความฝัน รวมถึงความกลัวของเรา 

เป็นที่ชัดเจนว่าองค์กรต่างๆจะกระตือรือร้นที่จะได้รับข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคในเชิงลึกเพื่อปรับแต่งความพยายามทางการตลาดของพวกเขาให้มากขึ้น เมื่อบริการดิจิตอลได้รับการรับรองในขอบเขตของการดูแลสุขภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นในการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนเกี่ยวกับข้อมูลที่บุคคลที่สามได้รับอนุญาตให้เข้าถึงได้ เพราะอาจเป็นอันตรายจากการโจรกรรมข้อมูล

หากแพทย์เริ่มใช้แอปบำบัดเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาพยาบาล ก็จะตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับการรับรองของพวกเขา อาจจำเป็นต้องสร้างการรับรองอย่างเป็นทางการใหม่สำหรับบริการการบำบัดเสมือนเหล่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าตรงตามข้อกำหนดด้านคุณภาพหรือไม่ 

แม้คาดว่าจะมีการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในอนาคตอันใกล้นี้ ระบบ AI จะส่งผลกระทบต่อตลาดการจ้างงานด้วยเช่นกัน: หากระบบการบำบัดเสมือนมีความก้าวหน้าอย่างมากในอนาคตในบางแง่มุมของจิตบำบัด และการฝึกสอนอาจใช้เทคโนโลยีจากภายนอกได้ เช่นเดียวกับที่นักกฎหมายในปัจจุบันได้รับการเอาต์ซอร์ซไปยังอุปกรณ์การสแกนข้อความในระดับหนึ่งเพื่อช่วยเหลือในการตรวจสอบด้านกฏหมาย

แม้ว่าระบบ AI จะไม่ทดแทนการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จริง แต่ก็มีศักยภาพที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ความก้าวหน้าและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องกำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการประสบความสำเร็จในชีวิตดั่งที่เราได้เห็น ว่า Life Coach กำลังกลายเป็นธุรกิจใหม่ที่มูลค่ามหาศาล และ หลาย ๆ คน กำลังเข้าสู่วงการนี้เพื่อไปกอบโกยเงินในอุตสาหกรรมใหม่นี้ ที่มีมูลค่าอย่างมหาศาลนั่นเองครับ

References : http://www.mindbloom.com/
https://www.nytimes.com/2012/02/14/health/feeling-anxious-soon-there-will-be-an-app-for-that.html
http://www.healthcareitnews.com/news/virtual-coaches-keep-overweight-people-track
https://www.securenvoy.com/2012/02/16/66-of-the-population-suffer-from-nomophobia-the-fear-of-being-without-their-phone/

นักวิจัยได้สร้างแบบจำลองของผู้ติดเกมเมื่อกาลเวลาผ่านไป 20 ปี

นักวิจัยได้สร้างแบบจำลองผู้ที่ติดเกมเมื่อผ่านกาลเวลาไป 20 ปี และแน่นอนว่า มันไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่กับสภาพของคุณเมื่อติดเกมนาน ๆ ขนาดนี้

แบบจำลองซึ่งมีชื่อว่า Michael ถูกสร้างขึ้นโดย OnlineCasino.ca และแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของนักเล่นเกมตัวยง ในอีกสองทศวรรษข้างหน้าหากพวกเขาไม่เปลี่ยนนิสัย

Michael ผู้น่าสงสารกลับมาพร้อมท่าที่ไม่ดี และรอยคล้ำใต้ตาแดงก่ำของเขาจากการอดนอนและอยู่กับหน้าจอนานเกินไป

เขามีผิวสีซีดและขาด vita min D และ B12 ในขณะที่การขาดการออกกำลังกายทำให้เขาอ้วนและมีร่องรอยในนิ้วหัวแม่มือ และแผลที่มือของเขาจากการควมคุมเกมผ่านทั้ง Keyboard , mouse และ Joy Controller เป็นเวลานาน

Credit: OnlineCasino.ca
Credit: OnlineCasino.ca

Michael มีเส้นเลือดขอดจากการไหลเวียนของเลือดไม่ดี ซึ่งเกิดจากการนั่งเป็นเวลานานและมีข้อเท้าบวม การขาดแสงแดดทำให้ศีรษะล้าน ในขณะที่หูของเขามีขนเนื่องจากการไหลเวียนของอากาศที่ไม่ดี

ไหล่ของเขากลม และเขาจะมีรอยบุ๋มที่ศรีษะของเขาจาก ‘แรงดันที่สม่ำเสมอ’ จากการสวมหูฟัง แถมยังมีกลากที่เกิดจากความเครียดและการบาดเจ็บบนนิ้ว ของเขา

การวิจัยได้ดำเนินการกับผู้เล่นเกมทั่วโลก ซึ่งรายงานเกี่ยวกับผลกระทบทางกายภาพของการเสพติดการเล่นเกม

Credit: OnlineCasino.ca
Credit: OnlineCasino.ca

การเสพติดการเล่นเกม ในขณะนี้ได้รับการยอมรับโดย องค์การอนามัยโลก ว่าเป็นความผิดปกติทางด้านจิตใจอย่างเป็นทางการ รวมถึงผลกระทบด้านสุขภาพจากการควบคุมการเล่นเกม, การเพิ่มความสำคัญให้กับการเล่นเกมมากกว่ากิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งการเล่นเกมจะเหนือกว่าเรื่องอื่นใดในชีวิต และความต่อเนื่องหรือการเพิ่มขึ้นของการเล่นเกมล้วนแล้วแต่จะมีผลกระทบเชิงลบเกิดขึ้นแทบจะทั้งสิ้น’

นักวิจัยได้แบ่งปันเคล็ดลับ 5 ข้อเพื่อช่วยให้นักเล่นเกมตัวยงมีสุขภาพที่ดีขึ้น

1) การออกกำลังกาย – การออกกำลังกายสม่ำเสมอและยืดตัวบ่อย ๆ จะช่วยให้ข้อต่อต่างๆ ไม่มีปัญหา และแก้ไขปัญหาโรคอ้วน

2) ป้องกันอาการปวดตา – ให้ปรับห้องที่คุณเล่นเกมให้มีแสงสว่างเพียงพอและพยายามทำให้ตาของคุณ หยุดพักบ้างระหว่างการเล่นเกม

3) อาหารเพื่อสุขภาพ – ทำให้แน่ใจว่าคุณรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สมดุล ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี คุณยังจะเห็นพัฒนาการของการเล่นเกมหากร่างกายของคุณได้รับพลังงานอย่างเต็มที่

4) ท่านั่งที่ดี – เตือนตัวเองให้นั่งอย่างเหมาะสมและ ใช้เก้าอี้ที่รองรับหลังของคุณอย่างดี ควรลงทุนในเก้าอี้ที่ดี และตรวจสอบให้แน่ใจว่าจอภาพอยู่ในระดับสายตาและหมั่นพักเพื่อยืดหลังของคุณ

5) การดื่มน้ำ – ให้แน่ใจว่าได้ดื่มน้ำปริมาณมากและหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่เป็นฟองมากเกินไป

แม้ตอนนี้กีฬา e-sport นั้นถูกผลักดันให้กลายมาเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้เลี้ยงชีพจริง ๆ ให้กับนักกีฬาที่เล่นเกมเป็นอาชีพ แต่ก็ต้องบอกว่า พวกเขาเหล่านี้มีความเป็นมืออาชีพ มีการดูแลตัวเอง ทั้งการออกกำลังกาย การซ้อม การรับประทานอาหาร หรือแม้กระทั่งสิ่งสำคัญอย่างเก้าอี้ ก็ใช้เก้าอี้ที่มีคุณภาพสูง

บทความนี้เป็นการเตือนเหล่าเกมเมอร์ ที่เสพติดเกมแบบจริงจังเสียมากกว่า เพราะ บางครั้งอาจจะละเลยการดูแลตัวเองไปเพราะมัวแต่โฟกัสอยู่กับเกมมากเกินไป ซึ่งสุดท้ายอาจจะกลายเป็นแบบ คุณ Michael อย่างที่ในบทความนี้กล่าวมาก็เป็นได้นะครับ หากไม่ Balance ชีวิตให้ดี และขาดดูแลสุขภาพที่ไม่เพียงพอครับผม

References : https://www.ladbible.com/technology/gaming-terrifying-model-shows-what-avid-gamers-could-look-like-in-20-years-20200407

Apple Pippin กับความล้ำเหลวในธุรกิจเกมคอนโซลของ Apple

ข่าวใหญ่ของ Apple ในงาน WWD ที่ผ่านมาในเรื่องของเกม คือ การเปิดบริการ Apple Arcade ซึ่งแน่นอนว่า Apple นั้นสนใจกับวงการเกมมานานแล้ว และ Apple ยังเคยร่วมพัฒนาเครื่องเกม Console ออกมาด้วย ซึ่งนั่นก็คือ Apple Pippin วันนี้ผมจะพาย้อนไปทำความรู้จักกับเจ้าเครื่องเกมคอนโซลตัวนี้ของ Apple กันครับ

ในปี 1993 Bandai ต้องการ Macintosh เวอร์ชั่นที่ย่อขนาดเพื่อมาพัฒนาในการเล่นเกมแบบแผ่นซีดีรอม โดยนายมาโกโตะ ยามาชินะ ประธานและซีอีโอของ Bandai เลือกแพลตฟอร์ม Macintosh เหนือแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่มีอยู่ในเวลานั้น ในการพัฒนาเป็นพื้นฐานของเครื่องเล่นเกมตัวใหม่ที่จะเกิดขึ้น 

ในต้นปี 1994 Bandai ได้เข้าหา Apple ด้วยแนวคิดของเกมคอนโซลรูปแบบใหม่ การออกแบบจะอยู่บนพื้นฐานของแมคอินทอช รุ่น คลาสสิก  ใช้ชิป โมโตโรล่า 68030 เป็นแกนหลัก โดยทำงานซอฟต์แวร์ในระบบ Macintosh 

โดยทาง Apple จะทำหน้าที่ในการกำหนดการออกแบบบอร์ดเบื้องต้น และ Bandai จะจัดหาเคสและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งนี่ถือเป็นโซลูชัน ในการสร้างเครื่องคอนโซลที่รวดเร็วที่สุดในตลาด โดยมีการตกลงให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับทั้ง Apple และ Bandai

Apple ทำหน้าที่หลักในเรื่องการออกแบบบอร์ดวงจร และ พื้นฐานทางซอฟต์แวร์
Apple ทำหน้าที่หลักในเรื่องการออกแบบบอร์ดวงจร และ พื้นฐานทางซอฟต์แวร์

ซึ่งในที่สุด Apple Pippin ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1995 โดยมีการรันด้วยระบบปฏิบัติการ McIntosh พร้อมด้วยดีไซน์ที่มีรูปร่างขนาดเล็กกระทัดรัดใช้สีขาวเป็นพื้นหลักมีช่องเสียบจอยคอนโทรลเลอร์และช่องใส่ตลับเกมพร้อมกับ Apple Jack จอยคอนโทรลเลอร์ที่มีรูปร่างโค้งมนเหมือนบูมเมอแรงมีปุ่มกดตามมาตรฐานแถมตัวเครื่องยังสามารถรองรับคีย์บอร์ดกับเม้าส์ได้ด้วย ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ใหม่มากสำหรับเครื่องเล่นเกมในสมัยนั้น

ซึ่งโดยรวมแล้วก็ถือว่ามีการออกแบบที่สวยงามมากเลยทีเดียว และด้วยเครื่องเล่น Apple Pippin จะมีดีที่มากกว่าแค่การเล่นเกม แต่จะมีฟีเจอร์ในเรื่องของการศึกษาและมีโมเด็มไว้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย

โดย Apple และ Bandai มีการกำหนดราคาเปิดตัว Apple Pippin ในญี่ปุ่นไว้ประมาณ $620 หรือประมาณ 22,000 บาทและในราคา $599 หรือประมาณ 21,000 บาทในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก

แต่เมื่อถึงเวลาที่ระบบ Apple Pippin วางจำหน่าย ตลาดเกมคอนโซลในขณะนั้นก็ถูกครอบงำโดยSega Saturn , Sony PlayStationแ และ พีซีที่ใช้ Windows เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

นอกจากนี้แม้ว่า Apple จะพยายามลงนามกับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์หลาย ๆ เจ้า แต่ก็มีซอฟต์แวร์เกมที่พร้อมใช้งานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับ Pippin ซึ่งมีผู้จัดสร้างเกมรายใหญ่เพียงรายเดียวคือ Bandai 

ส่วนบริษัทพัฒนาเกมอื่น ๆ นั้น ประกอบด้วยบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดเล็กเท่านั้น ทำให้ เกมที่รองรับกับเครื่อง Apple Pippin ก็มีน้อยนิดเพียง 25 กว่าเกมเท่านั้นในช่วงเริ่มต้น และยังถูกวิจารณ์อย่างเสีย ๆ หาย ๆ จากสื่อด้านวงการเกมทั่วโลก ทำให้ยอดขายตกต่ำมาก ๆ ผิดกับที่ทั้ง Apple และ Bandai นั้นประเมินไว้แต่แรก

Apple Pippin กับเกมที่มีอยู่น้อยนิด และมาจากบริษัทเล็ก ๆ
Apple Pippin กับเกมที่มีอยู่น้อยนิด และมาจากบริษัทเล็ก ๆ

จนกระทั่งในปี 1997 ก็ถึงเวลาที่จะสิ้นสุดของ Apple Pippin เสียทีเมื่อ Steve Jobs ได้กลับมาบริหาร Apple ในรอบที่สอง เขาจึงสั่งยุติการผลิตพร้อมกับส่งไม้ต่อให้บริษัท Bandai ไปสานต่อในประเทศญี่ปุ่นด้วยชื่อใหม่ว่า Atmark เป็นการจบเส้นทาของตลาดเกมคอนโซลของ Apple ไปในท้ายที่สุดนับแต่บัดนั้น

References : https://en.wikipedia.org

Ring Fit Adventure กับนวัตกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่งของ Nintendo

ถ้าถามว่าบริษัทเกมที่มีการสร้างนวัตกรรมในการเล่นเกมในรอบหลายปีที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่า Nintendo นั้นเป็นบริษัทแนวหน้าในวงการเกม ที่พยายามสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ให้กับวงการเกมได้ เซอร์ไพรซ์อยู่สม่ำเสมอ

เราจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แม้คู่แข่งในอุตสาหกรรมเกมจะพยายามใช้เทคโนโลยีมานำ พยายามทำอะไรล้ำ ๆ กราฟฟิก ระดับสูง สเปคของเครื่องที่สูงขึ้นเรือย ๆ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Xbox หรือ Sony Playstation

แต่สิ่งเหล่านี้บางครั้งมันก็ไม่ได้ทำให้การเล่นเกมสนุกขึ้นแต่อย่างใด เราจะเห็นได้จากบางเกมที่ทุ่มทุนสร้างมหาศาล ด้วยกราฟฟิก อลังการงานสร้าง ใช้ทีมงานมากมายหลายร้อยชีวิต แต่เกมของพวกเขาไม่สามารถครองใจนักเล่นเกมได้ เพราะเกม ก็ คือการเล่นเพื่อความสนุกบันเทิง แต่การอัดสิ่งต่าง ๆ เข้าไปมากเกินบางครั้งมันก็ทำให้อรรถรสในการเล่มเกมนั้นตกไป

แต่มีบริษัทเดียวในวงการเกมที่มองว่าเกมคือสิ่งบันเทิง คือความสนุกสนาน และสรรค์สร้างนวัตกรรมให้เล่นเกมสนุกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มาตลอด ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทนั้นคือ Nintendo

พวกเขาเข้าใจจริง ๆ ว่านักเล่นเกมต้องการอะไร อะไรที่ทำให้นักเล่นเกมสนุกกับมัน รวมถึงการเปิดให้คนกลุ่มอื่น ๆ เข้ามาจอยกับเกม มาสนุกสนาน มาคลายเครียด ด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ Nintendo ได้สรรค์สร้างขึ้นมา

ซึ่งก่อนหน้านี้ เราก็เคยได้เห็นปรากฏการณ์อย่าง เครื่อง WII ที่มียอดขายถล่มทลายทั่วโลก โดยที่ Xbox และ Playstation ได้แต่มองตาปริบ ๆ มาแล้ว

และ หลังจากการออกเครื่องเกมส์ใหม่อย่าง Nintendo Switch ก็ได้ทยอยออกเกมที่ ทำให้ผู้เล่นได้สนุกกับเกมได้เหมือนในอดีต เราจะเห็นได้ว่า กราฟฟิกของ Switch นั้นแทบจะย้อนเวลากลับไปในเครื่องคอนโซลยุคก่อนหน้าด้วยซ้ำ

แต่ความสนุกของเกม รวมถึง ไอเดียในการนำเครื่องเกมมาประยุกต์ใช้กับสิ่งต่าง ๆ มากมาย ด้วยเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่ Nintendo นั้นคิดมาอย่างดีแล้ว ว่าจะสามารถนำเครื่อง Switch มาต่อยอดให้เล่นสนุกขึ้นได้อย่างไร ตัวอย่าง Nintendo Labo ที่เราเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ก็แสดงให้เห็นความคิดสร้างสรรค์ของ Nintendo ในการออกแบบสิ่งที่เรียกว่าเกม

และล่าสุด Ring Fit Adventure มันได้ทลายกรอบเดิม ๆ ของการเล่นเกม เพราะมันคือการผสมผสานการออกกำลังกายไปกับการเล่นเกม ได้อย่างลงตัวมาก ๆ การ Design Ring Fit มาก็เพื่อเจาะตลาดคนรักสุขภาพที่ต้องการออกกำลังกายและอาจจะไม่มีเวลามากนัก

การสร้างเป็นเกมจึงถือเป็นจุดดึงดูดที่น่าสนใจให้ตลาดกลุ่มนี้ หันมาจับเครื่อง Switch ของ Nintendo และ enjoy ไปกับความสนุกรวมถึงการได้ดูแลสุขภาพผ่านเจ้าอุปกรณ์ตัวใหม่ที่ Nintendo คิดค้นขึ้นมานี้

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับบริษัทอย่าง Nintendo ที่ได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า พวกเขาสนใจแค่ความสนุก และไอเดียใหม่ ๆ ของการเล่นเกมเท่านั้น พวกเขาไม่ได้สนใจสิ่งที่ Xbox หรือ Playstation กำลังเดินไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ เลย เพราะพวกเขาแค่ต้องการให้ผู้เล่นเกมของ Nintendo นั้นได้สนุกกับการเล่นเกมก็เพียงพอแล้วนั่นเอง

References : http://images.nintendolife.com/202562d9d044c/switch-ringfitadventure-lifestylephoto-01-copy.900x.jpg

อย่ามโน! การเล่นเกมส์ไม่ได้ทำให้คุณอ้วน

ตัวอย่างความคิดที่ว่าคนที่นั่งเป็นเวลาหลายชั่วโมงแตะบนแป้นพิมพ์ของพวกเขาหรือกระหน่ำไปที่คอนโซลเกมของพวกเขาจะทำให้อ้วน

อย่างไรก็ดี ตามที่กลุ่มนักวิจัยชาวเยอรมันและชาวออสเตรียคิดว่าพวกเขากำลังพิจารณาดูนักเล่นเกมเป็นพิเศษ และดูว่ามีการเชื่อมโยงระหว่างการเล่นเกมหนักกับการมีน้ำหนักที่มากขึ้นหรือไม่

การศึกษาของพวกเขาในหัวข้อ : การวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างวิดีโอเกมและมวลร่างกาย

ซึ่งสิ่งที่พวกเขาค้นพบคือ “ความสัมพันธ์เชิงบวกเล็กน้อยระหว่างการเล่นวิดีโอเกมที่ไม่ได้ใช้พลังงานและมวลของร่างกายที่เพิ่มขึ้น”

ข้อสรุปของพวกเขาจึงค่อนข้างเห็นผลอย่างชัดเจน : “ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นไม่ยืนยันข้อสันนิษฐานของการเชื่อมโยงที่มีน้ำหนักพอระหว่างวิดีโอเกมและมวลกายและทำการสังเกตเป็นหลักในหมู่ผู้ใหญ่ที่เป็นกลุ่มหลัก”

แต่ความคิดที่ว่าผู้ที่เล่นเกมนั้นมีขนาดตัวใหญ่กว่าผู้ที่ไม่เล่นเกมส์นั้น อย่างน้อยก็ตามการศึกษาครั้งนี้  ก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่พูดเกินจริง

ซึ่งแน่นอนว่า บริษัท ด้านเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่างน้อย 2 บริษัท กำลังเข้าสู่วงการเกมส์อย่างมีเต็มที่เช่นเดียวกัน

Google ได้ประกาศให้บริการสตรีมเกม Stadia ซึ่งมีผู้เล่นเกมจำนวนไม่น้อยที่ตื่นเต้น

สำหรับส่วนนี้ Apple จะเปิดตัว Arcade ซึ่งเป็นกลุ่มเกมที่เป็นแบบสมัครรับสมาชิก 

มันอาจเป็นการผ่อนหนักเป็นเบา สำหรับพวกเขาเหล่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้ ที่จะรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ส่งเสริมวิถีชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพต่อลูกค้าของเขานั่นเอง 

References : 
https://www.zdnet.com/article/gaming-doesnt-make-you-fat-says-new-study/