โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ชายผู้เยือกเย็นไร้ความปราณี กับเส้นทางสู่การเถลิงบัลลังก์อำนาจราชวงศ์อัล ซาอุด

เป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ผมค่อนข้างที่จะสนใจเส้นทางเรื่องราวชีวิตของตัวเขาเป็นพิเศษ สำหรับ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ที่มีข่าวใหญ่เพิ่งได้ทำการเข้าซื้อกิจการสโมสรชื่อดังในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษอย่าง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ด้วยมูลค่า 300 ล้านปอนด์

ก่อนหน้านี้ได้เขียนเรื่องราวของเขาแบบฉบับเต็ม ๆ (สามารถอ่านได้ตรงลิงค์ท้ายบทความ) ก็ต้องบอกว่าเรื่องราวเส้นทางเดินของชายคนนี้ก่อนเข้ามากุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จในราชวงศ์ของประเทศซาอุดิอาระเบียนั้นน่าสนใจเป็นอย่างมาก

จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย

ในเดือนธันวาคมปี 2014 อับดุลลาห์ บิน อับดุลลาซิซ อัล ซาอุด สมาชิกคนที่หกของราชวงศ์อัล ซาอุด ที่สาม ที่กำลังปกครองซาอุดิอาระเบีย กำลังนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลกลางทะเลทรายนอกกรุง ริยาด เมืองหลวงของประเทศ

ประเทศซาอุดิอาระเบีย มีอายุเพียงแค่ 83 ปี ซึ่งมีอายุน้อยกว่ากษัตริย์อับดุลลาห์ที่มีอายุ 90 ปี ตลอดชีวิตในวัยเด็กของอับดุลลาห์ อาณาจักรแห่งนี้มีประชากรอาศัยอยู่เบาบาง และมีการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเข้ามาแสวงบุญที่เมืองศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลามที่เมกกะ

เมื่ออับดุลลาห์ อายุได้ยี่สิบปีเศษ ๆ การเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้นกับซาอุดิอาระเบีย มีการค้นพบมหาสมุทรน้ำมันใต้ทะเลทราย ช่วยให้สามารถเปลี่ยนเมืองที่มีแต่กำแพงโคลนให้กลายเป็นมหานครที่ทันสมัยที่มีตึกระฟ้าและห้างสรรพสินค้าเกิดขึ้นมากมาย

ในเดือนพฤศจิกายนปี 2014 มีความเห็นจากทางการแพทย์ที่อเมริกาว่า กษัตริย์อับดุลลาห์เป็นมะเร็งปอดในระยะที่สี่ ซึ่งหมอได้บอกว่าเขาอาจจะใช้ชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น

ไม่ถึงแปดสัปดาห์ต่อมา อับดุลลาห์ ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลชั่วคราวกลางทะเลทราย ที่บนพื้นทรายนั้นได้ติดจอมอนิเตอร์ และ สายน้ำเกลือเข้าสู่เส้นเลือดของเขา

ในขณะที่ข้าราชบริพารและลูกชายอีกกว่าสิบคน ซึ่งส่วนมากก็เป็นชายวัยกลางคนที่มีนิสัยใจคอแตกต่างกันไป และพวกเขาเหล่านี้กำลังมองถึงอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังการจากไปของกษัตริย์อับดุลลาห์

คนเหล่านี้รู้ดีว่าการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ซาอุดิอาระเบียถือเป็นการเปลี่ยนผ่านความมั่งคั่งและอำนาจ การเปลี่ยนผ่านแต่ละครั้งในประวัติศาสตร์ของประเทศได้นำไปสู่การสั่นคลอนของเหล่าสายเลือดที่ต้องมาแข่งขันชิงอำนาจกัน

กษัตริย์อับดุลลาห์รวมถึงบุตรชายของเขา รู้ดีว่า ซัลมาน (ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด) เป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดและยังคงมีชีวิตอยู่ เป็นผู้ควบคุมวัง และมีความต้องการอย่างสูงที่จะผลักดันลูกชายของเขาโมฮัมเหม็ด (โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เจ้าของทีมนิวคาสเซิลคนใหม่) เพื่อสืบทอดบัลลังก์ต่อไปในรุ่นหน้า

แผนผังราชวงศ์อัลซาอุด (CR:AlJAZEERA)
แผนผังราชวงศ์อัลซาอุด (CR:AlJAZEERA)

และแน่นอนว่าโมฮัมเหม็ดจะกลายเป็นหายนะสำหรับตระกูลอับดุลลาห์ มันเป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่โมฮัมเหม็ดเข้ามาปะทะกับพี่น้องและเจ้าหน้าที่ระดับสูง ตัวโมฮัมเหม็ดเองเคยแม้กระทั่งถ่มน้ำลายต่อเจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่มีอำนาจสูงสุดคนหนึ่งของซาอุดิอาระเบีย

ซึ่งนั่นเองที่ทำให้บุตรชายของอับดุลลาห์ต้องพึ่งพาชายที่มีชื่อว่า คาลิด อัล ทูไวจรี ที่ตอนนั้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าราชสำนักของอับดุลลาห์

บทบาทที่สำคัญมาก ๆ ของ ทูไวจรี คือ การควบคุมการเข้าถึงกษัตริย์อับดุลลาห์ แม้แต่เอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกาก็ต้องบินมาจากวอชิงตัน ดี.ซี. ไปยังริยาดเพื่อสนทนาเพียงแค่สองชั่วโมง เนื่องจากอับดุลลาห์ไม่ชอบการคุยโทรศัพท์เป็นอย่างยิ่ง

และไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจระดับโลก หรือ รัฐมนตรีของรัฐบาลจากประเทศที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตามบนโลกใบนี้ ก็จำเป็นต้องติดต่อผ่านทูไวจรี มีคนถึงกับตั้งฉายาให้เขาว่า “King Khalid”

ต้องบอกว่านี่เป็นอำนาจที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนสำหรับบุคคลภายนอกราชวงศ์ และทำให้ทั้งซัลมานและโมฮัมเหม็ดรู้สึกโกรธแค้น ทูไวจรี เป็นอย่างยิ่ง

และตัวโมฮัมเหม็ดเองก็มีประสบการณ์ที่เลวร้ายโดยตรงกับ ทูไวจรี ซึ่งโมฮัมเหม็ดมองว่าทูไวจรีนั้นเป็นคนสองหน้า เพราะด้านหนึ่งนั้นทำเหมือนจะสนับสนุนเขา แต่ลับหลัง ทูไวจรี ทำทุกอย่างเพื่อป้องกันการก้าวขึ้นมามีอำนาจของโมฮัมเหม็ดในทุกวิถีทาง

ทูไวจรี ทำถึงขนาดที่ว่า พยายามขับไล่โมฮัมเหม็ดออกจากรัฐบาล หรือ ไม่ก็ติดสินบนจนเขาพอใจ และไม่กี่ปีก่อนหน้าก็ได้ลงโทษทางวินัยโมฮัมเหม็ดตามคำสั่งของกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง

ต้องบอกว่าซัลมาน (บิดาของโมฮัมเหม็ด) เป็นคนที่แตกต่างจากเหล่าราชวงศ์คนอื่น ๆ ที่มักจ่ายเงินกันอย่างบ้าคลั่ง และสะสมเงินทองไว้มากมาย แต่ ซัลมานเป็นคนที่ไม่สนใจในความมั่งคั่งเหล่านี้ เขาใช้เงินส่วนพระองค์ใช้จ่ายสำหรับภรรยาและลูก ๆ ของเขา

ในฐานะผู้ว่าราชการเมืองริยาดเป็นเวลาถึงสี่สิบแปดปี ซัลมานได้ควบคุมพื้นที่หลายล้านเอเคอร์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเมืองริยาด ได้เปลี่ยนจากหมู่บ้านในช่วงเริ่มต้นของการปกครองของเขากลายเป็นเมืองที่ทันสมัยที่มีประชากรมากกว่า 5 ล้านคน

ซัลมานยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนักบวชวาฮาบิสต์ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญของราชวงศ์ และมักจะเข้าไปพบกับเหล่านักบวชด้วยตัวเอง ซึ่งทำให้ช่วยให้ราชวงศ์สามารถรักษาอำนาจไว้นับตั้งแต่การก่อตั้งอาณาจักร

แต่ความสัมพันธ์ของซัลมานกับลูกชายกับภรรยาคนแรกของเขาค่อนข้างห่างเหิน เพราะตอนที่เขาให้กำเนิดอายุคนแรกนั้นเขามีอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น และเขาต้องการให้บุตรชายของเขาเรียนรู้ว่าโลกนี้มีอะไรที่มากกว่าความมั่งคั่ง น้ำมัน เขาต้องการให้บุตรชายของเขาได้รับความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาในฐานะรัฐบุรุษในภายหลัง

ลูกชายจากภรรยาคนแรกของเขา ฟาห์ด และ อาเหม็ดกลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เลี้ยงม้าแข่งระดับโลก และเป็นหุ่นส่วนที่สำคัญกับ UPS ส่วนอับดุลอาซิซเป็นผู้เชี่ยวชาญน้ำมันที่คอยจัดการเรื่องความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนของรัฐบาลกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น ๆ

ไฟซาล เป็นนักวิชาการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านการศึกษาทางการเมืองจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดด้วยวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในอ่าวและอิหร่าน

โมฮัมเหม็ดกับการถูกเลี้ยงดูที่แตกต่าง

ซัลมานได้มาแต่งงานอีกครั้งกับภรรยาสาวฟาดาห์ บินต์ ฟาลาห์ อัล ฮิธเลน ซึ่งเป็นลูกสาวของหัวหน้าเผ่าอัจมาน ซึ่งมีประวัติยาวนานในฐานะนักรบที่ต่อสู้เคียงข้างกับราชวงศ์ในอดีต

และสองปีถัดจากนั้น ฟาดาห์ ก็ให้กำเนิดบุตรชายอย่างโมฮัมเหม็ด ลูกชายคนแรกหัวแก้วหัวแหวนของเธอ และให้กำเนิดเพิ่มอีก 5 คนหลังจากนั้น

ต้องบอกว่าเด็กทั้ง 6 คนที่เป็นลูก ๆ ของฟาดาห์ภรรยาคนที่สองของซัลมาน ได้รับการเลี้ยงดูที่แตกต่างจากกลุ่มพี่ชายของภรรยาคนแรกเป็นอย่างมาก

โมฮัมเหม็ดและน้อง ๆ ของเขา ไม่ได้ดูดซับความหลงใหลในด้านวิชาการและการใช้ชีวิตในต่างประเทศที่ปลูกฝังเหมือนกลุ่มพี่ ๆ ของภรรยาคนแรก ในขณะที่เหล่าพี่ชายกำลังสร้างอาชีพตามความฝัน

โมฮัมเหม็ดเป็นวัยรุ่นที่ดูเหมือนจะไร้จุดมุ่งหมาย เขามีนิสัยชอบฝันกลางวันระหว่างงาน หลายคนเข้าใจผิดว่าเขาเป็นคนเหม่อลอย ในวันหยุดพักผ่อนเขาและคาลิดน้องชายจะออกไปสำรวจหรือดำน้ำ เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเล่นวีดีโอเกม รวมถึงซีรียส์อย่าง Age of Empires

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเจ้าชายวัยรุ่นอย่างโมฮัมเหม็ด ก็เริ่มสำนึกว่าควรจะเริ่มเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องของเงินตรา และ อำนาจ เขาได้เริ่มซึมซับหลาย ๆ อย่างจากพระบิดาของเขา เพราะด้วยวัยที่ห่างกันมาก และ อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ ทำให้ทั้งสองเริ่มมีความผูกพันกันมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่พี่น้องของเขาส่วนใหญ่ได้รับการขัดเกลาจากครูที่พ่อของเขานำเข้ามาหรือออกไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ แต่โมฮัมเหม็ดกำลังเฝ้าดูซัลมานอย่างใกล้ชิดและเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของอำนาจและวิธีการที่จะใช้มัน

และเมื่อกษัตริย์อับดุลลาห์ใกล้สิ้นพระชนม์ โมฮัมเหม็ดก็อายุได้เกือบสามสิบปี และได้กลายเป็นศัตรูที่น่าเกรงขามสำหรับ บุตรชายและข้าราชบริพารของอับดุลลาห์ เพราะเป็นคนที่คิดต่างมีความกระตือรือร้น ความคิดสร้างสรรค์ ความทะเยอทะยาน และมีความเชือดเฉือนมากกว่าที่ใคร ๆ คาดคิด

โมฮัมเหม็ดรู้ดีว่าประเทศต้องการอะไร เขามองว่าซาอุดิอาระเบียต้องไม่ใช่แค่เพื่ออยู่รอดไปวัน ๆ จากน้ำมันเท่านั้น แต่ต้องทำทุกอย่างเพื่อความเจริญรุ่งเรือง และด้วยการอยู่ใกล้ชิดกับพ่อของเขาตลอดในช่วงวัยยี่สิบ แทนที่จะออกจากซาอุดิอาระเบียเพื่อไปเรียนหนังสือเหมือนพี่ ๆ ของเขา มันทำให้โมฮัมเหม็ดได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความอ่อนแอของคู่แข่งในราชวงศ์

การก้าวขึ้นสู่อำนาจของกษัตริย์ซัลมาน

ภายในปี 2010 ห้าปีหลังการครองราชย์ของกษัตริย์อับดุลลาห์ ซัลมานมีอายุมากกว่าเจ็ดสิบปี และมีพี่ชายที่ประสบความสำเร็จใกล้เคียงกันสองคน คั่นกลางอยู่ระหว่างเขากับบัลลังก์ ซึ่งตลอดเวลาที่อับดุลลาห์ขึ้นครองราชย์ ไม่มีเหตุผลใดที่ทูไวจรี หัวหน้าราชสำนักจะมองว่าซัลมานหรือลูก ๆ ของเขาจะเป็นภัยคุกคาม

แต่การเสียชีวิตของพี่ชายทั้งสองที่คั่นกลางการขึ้นมาสืบทอดบัลลังก์ของซัลมานในปี 2011 และ 2012 มันก็ทำให้อนาคตของบัลลังก์นั้นตกมาอยู่ในมือของซัลมานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นั่นทำให้ ทูไวจรี เริ่มคิดแผนการชั่วร้าย โดยเริ่มมีการเผยแพร่ความคิดที่ว่า ซัลมาน กำลังทุกข์ทรมนจากภาวะสมองเสื่อม เขาได้พยายามแสวงหาเชื้อพระวงศ์ที่มีอิทธิพลคนอื่น ๆ เพื่อดำเนินการปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายในการส่งต่อมงกุฏไปยังคนรุ่นต่อไป

ซึ่งแผนการของทูไวจรีคือการผลักดันบุตรชายของกษัตริย์อับดุลลาห์ ซึ่งอาจเป็นมิเทบ หรือ ทูร์กี หรือ อาจจะเป็น โมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงในประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับ CIA และกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

บิน นาเยฟ ควบคุมกระทรวงมหาดไทยของซาอุดิอาระเบียที่มีอำนาจไม่แพ้ใคร ในขณะที่บุตรชายทั้งสองของอับดุลลาห์ควบคุมกองกำลังพิทักษ์ชาติของซาอุดิอาระเบียที่คอยปกป้องราชวงศ์

สำหรับแผนการของ ทูไวจรี ต้องจัดการทุกอย่างก่อนที่ซัลมานจะเข้ามาแทรกแซงได้ วิธีที่ดีที่สุดคือทำให้กษัตริย์อับดุลลาห์เสียชีวิตในทะเลทรายโดยไม่มีคนในครอบครัวอยู่รอบๆ ตัว นั่นจะทำให้ทูไวจรีมีเวลาอย่างน้อยหลายชั่วโมงในการปฏิบัติการยึดอำนาจ

ทูไวจรี ต้องการทำทุกอย่างเพื่อคงอำนาจไว้ (CR:alchetron.com)
ทูไวจรี ต้องการทำทุกอย่างเพื่อคงอำนาจไว้ (CR:alchetron.com)

ซึ่งลูกชายของอับดุลลาห์ก็สนับสนุนแนวคิดนี้ พวกเขาเชื่อว่า พวกเขาเองก็เหมาะสมที่จะปกครองประเทศต่อไป ซึ่งก่อนที่จะถึงวาระสุดท้ายของกษัตริย์อับดุลลาห์ มิเทบ ลูกชายบอกกับ โจ เวสต์ฟาล ทูตสหรัฐฯ ว่าเขากำลังช่วงชิงมงกุฏ

แต่สิ่งที่ทูไวจรีไม่ทันคิดไปก็คือ การที่ข่าวดังกล่าวได้รั่วไหลไปถึงหูของโมฮัมเหม็ด ซึ่งได้มีกลุ่มทีมงานที่ซื่อสัตย์ ที่คอยรวบรวมข้อมูลภายในราชสำนักมาให้เขาได้ และก็ได้แจ้งเตือนโมฮัมเหม็ดทันทีเกี่ยวกับอาการของกษัตริย์อับดุลลาห์

และตัวทูไวจรีเองก็ถูกกดดันจากครอบครัวในราชวงศ์ให้เคลื่อนย้ายอับดุลลาห์จากที่หลบภัยในทะเลทรายไปยังโรงพยาบาลในริยาด ซึ่งสุดท้ายได้ดำเนินการโดยกองกำลังพิทักษ์ชาติ ซึ่งทูไวจรีก็พยายามเก็บเป็นความลับมากที่สุด

สถานการณ์ในตอนนั้น ทูไวจรี และ ตระกูลอับดุลลาห์ ต่างเริ่มยอมแพ้ที่จะรักษาอำนาจของพวกเขาไว้แล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาหวังได้ก็เพียงแค่ ซัลมาน จะไม่เกลียดชังพวกเขา และย้อนมาเล่นงานพวกเขาในภายหลังเพียงเท่านั้น

หลังจากย้ายกษัตริย์อับดุลลาห์มายังเมืองริยาด ราชสำนักได้กางเต๊นท์นอกโรงพยาบาล เพื่อให้ เพื่อน ๆ และญาติ ๆ มาเยี่ยมกษัตริย์ที่กำลังใกล้จะสิ้นพระชนม์ ชาวซาอุฯ หลายพันคนรวมตัวกันรอบ ๆ โรงพยาบาลและทำการอธิษฐานตลอดคืน

หลายวันที่อับดุลลาห์นอนอยู่ในโรงพยาบาล โมฮัมเหม็ดพยายามโทรไปหา ทูไวจรี เพื่อสอบถามสถานการณ์แต่สิ่งที่ได้รับกลับมานั้นเป็นเพียงคำโกหกหลอกลวงว่ากษัตริย์อับดุลลาห์ยังคงมีชีวิตอยู่

เพราะข่าวที่เขาได้รับมาจากลูกสาวคนหนึ่งของอับดุลลาห์ ที่มาพบบิดาของเธอ กลับไม่มีร่องรอยของลมหายใจหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว กษัตริย์อับดุลลาห์ได้สิ้นพระชนม์ลงแล้ว แต่ทูไวจรี กำลังพยายามทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อยืดเวลาออกไปให้นานที่สุดก่อนที่จะมีการสถาปนากษัตริย์องค์ใหม่

และไม่นานหลังจากนั้นโมฮัมเหม็ดก็ได้รับโทรศัพท์อย่างเป็นทางการว่ากษัตริย์อับดุลลาห์เสียชีวิตแล้ว เขารีบพาพ่อของเขาขึ้นขบวนรถและมุ่งตรงไปที่โรงพยาบาลทันที

พวกเขาพบทูไวจรีรออยู่ที่โถทางเดิน ซัลมานเหลือทนกับคนอย่างทูไวจรี เขาตบหน้าทูไวจรีอย่างรุนแรงและดังไปทั่วทางเดินของโรงพยาบาล ถึงจุดนี้ มันได้ถึงจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของราชวงส์แล้ว ทูไวจรี รู้ตัวดีแล้วว่า อำนาจอันล้นฟ้าของเขากำลังจะสูญสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อกับศึกการแย่งชิงบัลลังก์ในครั้งนี้

สามารถติดเรื่องราวฉบับเต็ม ๆ ผ่าน Blog Series ชุด -> Blood Oil – The Rise to Power of Mohammed Bin Salman

Darkside of Instagram กับอิทธิพลที่มีผลต่อสภาพจิตใจอันบอบบางของกลุ่มวัยรุ่นทั่วโลก

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่กำลังสร้างปัญหาไปทั่วโลกเลยนะครับสำหรับ Instagram แม้มันจะดูเป็นสังคมในอุดมคติ ที่ทุกต่างมาโชว์สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทั้ง ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต การท่องเที่ยว การแต่งตัว หรือ การอวดเรือนร่างต่าง ๆ นา ๆ

แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า แม้กระทั่งเจ้าของแพล็ตฟอร์มอย่าง Facebook เองนั้นก็รู้ดีว่า แพล็ตฟอร์ม Instagram ของพวกเขาอันตรายแค่ไหน โดยเฉพาะกับหมู่วัยรุ่น ที่ตอนนี้มันกำลังสร้างปัญหาต่อสภาพจิตใจของวัยรุ่นจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ

จากการศึกษาของ Wall Street Journal ที่ได้เข้ามาทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา Instagram มีผลกระทบต่อเหล่าวัยรุ่นหรือฐานผู้ใช้งานอายุน้อย ๆ อย่างไรบ้าง

ซึ่งผลออกมาเรียกได้ว่าน่าตกใจมาก ๆ มีรายงานเกี่ยวกับความคิดการฆ่าตัวตายถึง 13% ของผู้ใช้งานชาวอังกฤษ และ 6% ของผู้ใช้ชาวอเมริกันก็ประสบพบเจอกับปัญหาเดียวกัน

“32% ของเด็กสาววัยรุ่นกล่าวว่า พวกเขารู้สึกแย่เกี่ยวกับร่างการของพวกเขา Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่ลง”

มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า 14% ของเด็กชายในสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวว่า Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่กับตัวเองมากยิ่งขึ้น

ตามรายงานของ Wall Street Journal นั้น ผู้บริหารระดับสูงของ Facebook ได้ทบทวนงานวิจัยดังกล่าวที่เกิดขึ้นแล้ว มีการอ้างถึงการนำเสนอต่อ Mark Zuckerberg ซีอีโอของบริษัทเมื่อปีที่แล้ว

Mark Zuckerberg ที่รับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว (CR:Flickr)
Mark Zuckerberg ที่รับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว (CR:Flickr)

แต่อย่างไรก็ตาม Facebook ได้รายงานว่า ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ได้ง่ายนัก โดยมีรายงานว่า Facebook กำลังสร้าง Instagram เวอร์ชั่นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี

แต่ก็ต้องบอกว่า เหล่าฐานผู้ใช้รุ่นเยาว์ ไปจนถึงวัยรุ่นเหล่านี้ มันคือกุญแจความสำเร็จที่สำคัญของ Instagram ที่ Facebook ค่อนข้างหวงแหนมาก ๆ

หากมีแพล็ตฟอร์มใด ที่คิดจะมาแย่งฐานนี้ของ Facebook เราจะเห็นได้ว่า Facebook พร้อมลุยแบบเต็มที่เพื่อที่จะกำจัดหรือควบรวมบริษัทเลยทีเดียว อย่าง case ของ SnapChat ที่เคยพุ่งแรงขึ้นมา Facebook ก็ทำทุกวิถีทางทั้ง copy ฟีเจอร์ หรือ พยายามเจรจาขอซื้อ จนสุดท้าย SnapChat ก็ผ่อนแรงลงไป

ตอนนี้ น่าจะมี App เดียวที่กลายเป็นหนามยอกอกของ Facebook นั่นก็คือ TikTok ที่กำลังมาแย่งฐานผู้ใช้งานกลุ่มนี้ที่เปรียบเสมือนไข่ในหินของ Facebook ซึ่งจะเห็นได้ว่าตอนนี้ Facebook เองก็ทุ่มเท ทุกสรรพกำลังเพื่อต่อสู้ ตัวอย่างเช่นการเพิ่ม Reels เข้ามา Instagram นั่นเอง

Karina Newton หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Instagram ได้กล่าวถึงรายงานดังกล่าวว่า บริษัทกำลังค้นคว้าวิธีที่จะดึงผู้ใช้ออกจากการหมกมุ่นอยู่กับโพสต์ Instagram บางประเภท

Lori Trahan หนึ่งในสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงข้อกังวลด้านสุขภาพจิตของเด็กที่เกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดีย และเรียกร้องให้ Facebook ละทิ้งแผนการสร้าง Instagram สำหรับเด็ก และมุ่งโฟกัสไปที่การปกป้องผู้ใช้งานที่อายุน้อยแทน

“เอกสารภายในของ Facebook แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของบริษัทในการปกป้องเด็กบน Instagram โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง มันเป็นการละเลยโดยสิ้นเชิง และมันก็เกิดขึ้นหลายปีแล้ว” Trahan กล่าว

Lori Trahan สมาชิกสภาคองเกรส ที่มองเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับวัยรุ่น (CR:Wikipedia)
Lori Trahan สมาชิกสภาคองเกรส ที่มองเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับวัยรุ่น (CR:Wikipedia)

ไม่ตั้งใจแก้หรือไม่รู้จะแก้ยังไง

ต้องบอกว่า ในยุคปัจจุบันนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เรากระทำบนโลกออนไลน์ ล้วนถูกจับจ้อง ถูกตามรอย ถูกประเมิน ทุก ๆ การกระทำที่เราได้ทำไป ล้วนถูกจับตาดูด้วยความระมัดระวัง และบันทึกไว้

ไม่ว่าจะเป็นภาพใดบ้าง ที่เราหยุดมอง และมองมันนานแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้ทำให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รู้ถึงขนาดที่ว่า ตอนไหนที่ใครกำลังเหงา

พวกเขาสามารถรู้ได้ว่าตอนไหนที่ใครซึมเศร้า เป็นคนชอบเก็บตัว หรือ เข้าสังคม มีอาการทางประสาทชนิดใด ซึ่งพวกเขามีข้อมูลเกี่ยวกับเรามากยิ่งกว่า ที่ใครจะเคยคาดคิดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

และที่สำคัญข้อมูลเหล่านี้นั้น ได้ถูกนำไปวิเคราะห์อยู่แทบจะตลอดเวลา โดยจะถูกนำป้อนเข้าสู่ระบบ ซึ่งแทบจะไม่มีมนุษย์คอยควบคุมมันอยู่เลยด้วยซ้ำ

ซึ่งพลังของเทคโนโลยี AI Machine Learning ที่อยู่เบื้องหลังระบบเหล่านี้ ทำให้มันคาดการณ์ได้แม่นยำมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเราจะทำอะไร และ เราเป็นใคร

พวกเขาได้สร้างโมเดล ที่คาดเดาการกระทำของเรา ตัวอย่างเช่น เรามักจะเห็นว่า ระบบเหล่านี้สามารถที่จะทำนายได้ว่า วีดีโอแบบไหนที่จะทำให้เราต้องดูต่อไป และถูกผูกติดกับแพล็ตฟอร์มของพวกเขาไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งเรื่องของอารมณ์ ที่ระบบพวกนี้สามารถทำนายได้ว่า อารมณ์แบบไหนที่สามารถกระตุ้นเราได้

พวกเขามีทีมวิศวกรยอดอัจฉริยะ ที่มีหน้าที่ในการ Hack จิตวิทยาของมนุษย์ โดยใช้วิธีการที่จะเจาะลึกลงไปในก้านสมองของเรา และทำการปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย่างในตัวเราจากข้างใน

และสุดท้ายก็สามารถป้อนคำสั่งเราได้ ในระดับที่ลึกลงไป โดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ และนั่นคือการที่พวกเขากำลังใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของจิตใจมนุษย์นั่นเอง

แต่ที่น่าสนใจคือ สำหรับวัยเด็กหรือกลุ่มวัยรุ่นนั้น การกระทำเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ ดึงความสนใจของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ Social Media ได้เริ่มเจาะลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ในก้านสมองของพวกเขา และทำการเข้ายึดอัตลักษณ์ กับความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าของเด็ก ๆ

Social Media ได้เริ่มเจาะลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ในก้านสมองของพวกเขา และทำการเข้ายึดอัตลักษณ์ กับความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าของเด็ก ๆ (CR:Social Dilemma Netflix)
Social Media ได้เริ่มเจาะลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ในก้านสมองของพวกเขา และทำการเข้ายึดอัตลักษณ์ กับความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าของเด็ก ๆ (CR:Social Dilemma Netflix)

แม้ว่าโลกเราผ่านการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน สื่อต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ การเข้ามาถึงของอินเทอร์เน็ต รวมถึงโลกของ Social Media

ซึ่งก็มักจะมีคำพูดว่า มนุษย์เราจะสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับมันได้ในท้ายที่สุด และจะเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตกับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ในท้ายที่สุด เหมือนที่เราได้เคยเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับสิ่งอื่นๆ ที่เคยผ่านมาในแต่ละยุคสมัย

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เครือข่าย Social Media ยักษ์ใหญ่ในตอนนี้ แทบจะไม่มีมนุษย์คอยควบคุมมันอีกต่อไป เพราะมันได้ปล่อยให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี AI ที่มีความซับซ้อนสูงที่ขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งผมก็เคยเขียนเรื่องราวเหล่านี้ไปในหลายโพสต์ แม้กระทั่งผู้นำด้านการพัฒนา AI ของ Facebook เอง ก็ยังไม่รู้ว่าจะแก้ไขมันอย่างไร

เพราะมีน้อยคนนัก แม้กระทั่งวิศวกรระดับอัจฉริยะของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เองก็ตามที่จะเข้าใจได้ว่า คอมพิวเตอร์ หรือ AI เหล่านี้มันกำลังจะทำอะไรอยู่ ซึ่งเทคโนโลยีด้าน AI เหล่านี้ มีความคิดเป็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะมีมนุษย์เป็นผู้เขียน Code ให้กับมันก็ตามที

ดังนั้นมันคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ตอนนี้เราอาจจะอยู่ในโลกที่ มนุษย์เราเองนั้น ไม่สามารถที่จะไปควบคุมระบบเหล่านี้ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะเป็นฝ่าย AI ต่างหากที่ควบคุมข้อมูลของพวกเราอยู่นั่นเองครับผม

References :
https://www.cnbc.com/2021/09/14/facebook-documents-show-how-toxic-instagram-is-for-teens-wsj.html
https://orge.medium.com/instagram-beware-of-the-toxic-culture-behind-it-7ecff96108b4
https://about.instagram.com/blog/announcements/using-research-to-improve-your-experience
https://www.wsj.com/articles/facebook-knows-instagram-is-toxic-for-teen-girls-company-documents-show-11631620739
The Social Dilemma (Netflix)

LifeSG จะมีหลายแอปไปทำไม กับแอปเดียวที่มุ่งสู่ยุทธศาสตร์ Smart Nation ของสิงคโปร์

สำหรับหัวข้อในวันนี้เกิดจากความสงสัยของตัวผมเอง หลังจากมีข่าวการประกาศสร้างแอปใหม่อีกครั้งที่มีการประกาศมาจากรัฐบาล ซึ่งต้องบอกว่า ตอนนี้แอปที่เกี่ยวข้องกับบริการรัฐของชาวไทยนั้นเรียกได้ว่าเต็มเครื่องไปหมดแล้ว

แม้จะมีการแยกหมวดหมู่บริการอย่างชัดเจนให้เข้าใจได้ แต่ส่วนตัวเองเนื่องจากอยู่ในวงการเทคโนโลยี ก็ไม่ได้เห็นความจำเป็นใด ๆ เลยที่ต้องมาลงแอปที่หลากหลายเหมือนที่รัฐบาลไทยกำลังทำอยู่

ก็เลยลองหาข้อมูลดู พบว่ามีแอปนึงของประเทศสิงคโปร์ที่น่าสนใจนั่นก็คือแอปที่มีชื่อว่า LifeSG (เดิมชื่อ Moments of Life) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการระดับชาติเชิงกลยุทธ์ภายใต้โครงการ Smart Nation ของสิงคโปร์

ซึ่งต้องบอกว่าตัวอย่างของ LifeSG ผมคิดว่าเป็นตัวอย่างที่ดีมากเพราะเจอปัญหาเดียวกับไทยมาก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้สิงคโปร์ก็มีแอปของรัฐบาลกว่า 170 แอป

แม้จะให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่แน่นอนว่าแต่ละแอปมี UI/UX ที่แตกต่างกัน ทำให้มีความยุ่งยากในการใช้งาน และที่สำคัญคือค่าบำรุงรักษาแอปเหล่านี้ที่ยิ่งมีจำนวนเยอะก็ต้องยิ่งจ่ายค่าบำรุงรักษามาก และนั่นทำให้สิงคโปร์เริ่มคิดใหม่

สร้าง LifeSG เพื่อทำให้ชีวิตของประชาชนง่ายขึ้น

แนวคิดเบื้องหลัง LifeSG นั้นเรียบง่าย ยิ่งพลเมืองใช้เวลาทำธุรกรรมกับรัฐบาลน้อยลงเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งมีเวลาให้ความสำคัญกับสิ่งที่พวกเขารักมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจและสังคม

ในการทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง ต้องมีการสร้างแอปที่มีอินเทอร์เฟซผู้ใช้งานแบบเดียว ประสบการณ์ของผู้ใช้งานเพียงหนึ่งเดียวในบริการต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้การใช้แอปจะเป็นเรื่องง่าย และการใช้งานจริงจะยิ่งง่ายขึ้นไปอีก

แอปที่มีอินเทอร์เฟซผู้ใช้งานแบบเดียว ประสบการณ์ของผู้ใช้งานเพียงหนึ่งเดียวในบริการต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งหมด
แอปที่มีอินเทอร์เฟซผู้ใช้งานแบบเดียว ประสบการณ์ของผู้ใช้งานเพียงหนึ่งเดียวในบริการต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งหมด

โดยมีการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2018 และหลังจากนั้นแอปได้เพิ่มคุณสมบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บริการประชาชนในด้านอื่น ๆ ตลอดเส้นทางชีวิตของประชาชนชาวสิงคโปร์

ตัวอย่างเช่นโมดูล Active Aging สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (เปิดตัวในเดือนกันยายนปี 2019) คู่มือสนับสนุนการจ้างงานสำหรับผู้หางาน (เปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2020)

แต่แน่นอนว่าการใช้งานง่าย มันไม่ใช่แค่เหตุผลเดียว แต่ยังมีสองสิ่งที่น่าสนใจที่ประเทศเราควรที่จะเรียนรู้จาก LifeSG

1. ปรับแต่งตามความต้องการของแต่ละบุคคล

แน่นอนว่าประชาชนชาวสิงคโปร์เป็นคนยุ่งและมีความสนใจที่หลากหลาย และที่สำคัญมีความหลากหลายทั้งเชื้อชาติและวัฒนธรรม และแต่ละคนมีความต้องการที่มีความแตกต่างกัน

นั่นเองที่ LifeSG ได้ออกแบบมาโดยคำนึงถึงความต้องการส่วนบุคคล เพื่อให้พวกเขาพบว่ามีความเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์กับพวกเขา

โดยเป็นการทำงานเลียนแบบเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ที่สร้างเครื่องมือแนะนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามโปรไฟล์และความสนใจที่เลือกผ่านแอป

ตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่วัยทำงานจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการสนับสนุนการจ้างงานเพื่อค้นหาว่าพวกเขาจะเปลี่ยนอาชีพหรือเปลี่ยนงานได้อย่างไรบ้าง หรือแม้แต่การเตรียมการเพื่อพบกับเหล่าโค้ชหรือผู้เชี่ยวชาญในการแนะนำเรื่องอาชีพ

หรือในกรณีที่เป็นผู้ปกครองที่มีเด็กเล็ก พวกเขาก็จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับแบบฝึกหัดการลงทะเบียนสำหรับการศึกษาประจำปี

2. แอปเดียว บริการกว่า 40 รายการ

แน่นอนว่าปัญหาเดิมของสิงคโปร์ (ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย) นั่นก็คือ การมีแอปอยู่มากมายที่ทำให้ประชาชนสับสนมาก ๆ ซึ่งทาง LifeSG ได้รวมบริการของรัฐบาลดิจิทัลมากกว่า 40 รายการไว้ในแอปเดียว และยังมีการเพิ่มบริการเข้าไปเรื่อย ๆ

บริการมากกว่า 40 รายการในแอปเดียว
บริการมากกว่า 40 รายการในแอปเดียว

การรวมบริการความต้องการของประชาชนไว้ด้วยไอคอนที่มีขนาดใหญ่ที่เข้าใจง่าย ซึ่งทำให้ประชาชนเลือกใช้บริการต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย

และในอนาคต LifeSG จะมีบริการเพิ่มอีกมากมายไว้ในแอปเพียงตัวเดียว ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับประชาชนในช่วงชีวิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน เด็กจบใหม่ หรือบริการสำหรับประชากรที่กำลังจะเกษียณอายุ

Case Study ที่ประเทศเราควรนำไปปรับใช้

จะเห็นได้ว่าก่อนหน้านี้ แม้กระทั่งประเทศสิงคโปร์ก็ประสบพบเจอกับปัญหาเดียวกันกับประเทศเรามาก่อน ซึ่ง LifeSG ก็ได้ออกแบบยกเครื่องใหม่ทั้งหมดเพื่อมาตอบโจทย์กับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

ผมคิดว่ามันไม่ใช่ปัญหาเรื่องเทคนิคแต่อย่างใด อาจจะมีบ้างในการรวมศูนย์ข้อมูล แต่ตอนนี้ประเทศเราก็ปรับปรุงเรื่องราวเหล่านี้มาเยอะมากแล้ว จะเห็นได้จากแอปต่าง ๆ ของรัฐที่เริ่มเชื่อมต่อข้อมูลเข้าหากัน

ซึ่งยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 คงไม่ไกลเกินฝัน หากเราเริ่มที่จะปรับตัวให้เข้าสู่ Smart Nation อย่างที่สิงค์โปร์กำลังทำ ซึ่งเรื่องการปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัลของประเทศเราก็ถือว่าไม่เป็นสองรองใคร อยู่แล้ว

เราได้เห็น case study ต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งการใช้แพล็ตฟอร์ม ecommerce , live commerce หรือ Social Media ที่เรียกได้ว่าประชากรในประเทศเราไม่เป็นสองรองใครในโลกนี้อย่างแน่นอน

มันเป็นเพียงอีกไม่กี่ก้าว ซึ่งผมคิดว่าแก้กันตอนนี้ยังทัน สำหรับการรวมบริการต่าง ๆ ไว้ให้เหลือเพียงแอปเดียว ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก ๆ ต่อทั้้งเศรษฐกิจ และสังคม เพราะทุกธุรกรรมต่าง ๆ ของรัฐทำได้รวดเร็ว ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก ไม่เสียเวลาชีวิต แล้วให้ประชาชนเอาเวลาชีวิตของพวกเขาไปทำประโยชน์อย่างอื่นเหมือนที่สิงคโปร์ทำได้สำเร็จนั่นเองครับผม

References : https://www.tech.gov.sg/media/technews/moments-of-life-is-now-lifesg-story-so-far
https://opengovasia.com/moments-of-life-is-now-lifesg-the-story-so-far/
https://www.tech.gov.sg/products-and-services/lifesg/

ศึกษากลยุทธ์ของ Zomato บริษัทจัดส่งอาหารที่ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนนิสัยการกินของประชากร 1.36 พันล้านคนในอินเดีย

Zomato บริษัทจัดส่งอาหารตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนนิสัยการกินของประชากร 1.36 พันล้านคนในอินเดีย ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้ประกาศทำ IPO และได้ทำให้บริษัทมีมูลค่าถึง 12 พันล้านดอลลาร์ 

ความน่าสนใจของ Zomato ก็คือแม้จะดำเนินธุรกิจอาหารแบบดั้งเดิม แต่ Zomato เป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นเดียวกับ DoorDash และ SkipTheDishes และการเสนอขายหุ้น IPO ที่ประสบความสำเร็จสามารถสอนเราว่าบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่คืออะไร และอะไรที่ไม่ใช่ 

โดยแอปตัวนี้ดำเนินธุรกิจส่งอาหารพร้อมรับประทานไปยังบ้านโดยที่ตัวของพวกเขาเองแทบไม่ต้องมีหน้าร้าน โกดัง รถบรรทุก หรือรถส่งของแต่อย่างใด 

ซึ่งโมเดลธุรกิจของบริษัทคล้ายกับบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Uber, Amazon และ Airbnb แต่แตกต่างไปจาก Facebook และ LinkedIn และนี่คือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่น่าสนใจของ Zomato

การเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

Zomato ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนนิสัยการกินของประชากร 1.36 พันล้านคนในอินเดีย โดยที่ 90% ของประชากรอินเดียไม่รับประทานอาหารที่ร้านอาหาร เปรียบเทียบกับประเทศจีนที่ 58% ของผู้คนรับประทานอาหารที่ร้านอาหารเป็นประจำ 

ก่อนหน้านี้ มีอุปสรรคสองประการในการรับประทานอาหารนอกบ้านในอินเดีย ประการแรกคือการขนส่ง มีเพียง 2% ของครัวเรือนชาวอินเดียที่มีรถยนต์ (เทียบกับเกือบ 98% ของครัวเรือนในสหรัฐฯ) 

ประการที่สองคือข้อห้ามทางวัฒนธรรม: บางคนแทบไม่เคยกินอาหารที่ปรุงในครัวของคนอื่นเลยทั้งชีวิต

Zomato แก้ไขอุปสรรคทั้งสองนี้ ช่วยให้กลุ่มใหม่ของประชากรเข้าถึงอาหารในร้านอาหารได้ด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว นอกจากนี้ยังช่วยลดอุปสรรคทางวัฒนธรรมด้วยการสนับสนุนให้ผู้ใช้แสดงความคิดเห็น

ผู้คนจะไม่ค่อยเต็มใจลองทานอาหารในร้านอาหาร พวกเขาจะเปิดใจเมื่อเห็นสมาชิกในครอบครัวของตนเองหรือคนจากกลุ่มวรรณะและกลุ่มเพื่อนฝูงของพวกเขาแชร์ข้อมูล และให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารและร้านอาหารมากกว่า

แม้ว่าหลายคนอาจรู้สึกคุ้นเคยกับแอปส่งอาหาร แต่ Zomato อาจเปลี่ยนนิสัยการกินของผู้คนจำนวนมากในประเทศอินเดีย

พวกเขามีความทะเยอทะยานไม่น้อยกว่าที่ Uber หรือ Airbnb ตั้งใจจะทำมัน 

Uber ทำให้คนนับล้านเรียกรถจากคนแปลกหน้า และตอนนี้มีการใช้บริการเรียกรถผ่าน Uber มากกว่าบริษัทแท็กซี่ใดๆ ในโลก 

หรือบริษัทอย่าง Airbnb อำนวยความสะดวกให้เข้าพักบ้านคนแปลกหน้าและเสนอห้องพักมากกว่าเครือโรงแรมใดๆ ในโลก 

Uber และ Airbnb ที่ประสบความสำเร็จในโมเดลแบบนี้มาก่อน (CR:Digital Branding Institute)
Uber และ Airbnb ที่ประสบความสำเร็จในโมเดลแบบนี้มาก่อน (CR:Digital Branding Institute)

ต้องขอบคุณบริษัทเหล่านี้ ที่ทำให้ผู้คนไม่จำเป็นต้องมีห้องครัว รถ และบ้านเป็นของตัวเองอีกต่อไป และสามารถใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายได้ โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่ด้อยค่าเหล่านี้

ต้นทุนที่ต่ำและเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น

Google Search, Airbnb, Yelp, Uber, LinkedIn และ Facebook มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่คล้ายคลึงกัน: พวกเขามีโมเดลเสมือนจริงที่ปรับขนาดได้ซึ่งสามารถขยายได้แบบทวีคูณด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากบริษัทเช่น Ford หรือ Target ที่ต้องการที่ดิน โรงงาน ศูนย์กระจายสินค้า หรือคลังสินค้าเพื่อขยายกิจการ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง บริษัทด้านเทคโนโลยีสามารถขยายรายได้และงบกำไรขาดทุน โดยไม่ต้องเพิ่มในงบดุล Zomato บริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญ โดยไม่ได้เป็นเจ้าของร้านอาหารใด ๆ เลยด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม Zomato แตกต่างจากยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ในแง่สำคัญประการหนึ่ง: บริษัทต่างๆ เช่น Google และ Facebook สามารถให้บริการในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องไปเปิด office ในสถานที่นั้น ๆ

ในทางตรงกันข้าม Zomato จะเข้าสู่เมืองใหม่หลังจากสร้างความสัมพันธ์กับร้านอาหารท้องถิ่น ประเมินข้อเสนอ และทำงานร่วมกับพวกเขาเพื่อปรับปรุงเมนูและราคา ให้เหมาะสมก่อน

นอกจากนี้ยังมีการประเมิน และแต่งตั้งตัวแทนจัดส่งในพื้นที่ ดังนั้น Zomato จึงลงทุนจำนวนมากในความสัมพันธ์ในท้องถิ่นและความรู้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่คู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ง่ายๆ

ความใกล้ชิดกับลูกค้า

บริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่รวบรวม จัดเก็บ จัดระเบียบ และวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้เป็นเวลาหลายปี ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือนทองคำ

เนื่องจากช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถใช้โฆษณาที่ตรงเป้าหมายและปรับแต่งประสบการณ์ของลูกค้าได้ตามแต่ละบุคคล 

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างลูกค้าที่เดินเข้าไปในซูเปอร์เซ็นเตอร์ของ Walmart กับร้านค้าออนไลน์ของ Amazon คือ Amazon จะจัดระเบียบร้านค้าใหม่ทั้งหมดทันที (เลย์เอาต์ จอแสดงผล การนำเสนอผลิตภัณฑ์ ฯลฯ) ในลักษณะที่ปรับแต่งให้เหมาะกับลูกค้ารายนั้นได้แบบทันที

ในทำนองเดียวกัน Zomato หรือ Uber Eats สามารถติดตามรสนิยมของลูกค้า ความต้องการส่วนลด และความชอบในแง่ของอาหาร เวลาจัดส่ง และราคา และรวมข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นเข้ากับเทรนด์อาหารท้องถิ่น ฤดูกาล วันหยุดและเทศกาลต่างๆ ได้

ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเสนอเมนูที่กำหนดเองได้ในทันที ความใกล้ชิดกับลูกค้าในระดับนี้จะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนลูกค้า ทำให้เกิดอุปสรรคสำคัญในการเข้ามาของผู้เล่นใหม่

สำหรับบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ส่วนใหญ่ ยิ่งเครือข่ายใหญ่ บริษัทก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นผ่าน เอฟเฟกต์เครือข่าย (Network Effect) ซึ่งมีสามประเภท: เอฟเฟกต์เครือข่ายโดยตรง, เอฟเฟกต์เครือข่ายโดยอ้อม และเอฟเฟกต์เครือข่ายข้อมูล 

Network Effect พลังที่สำคัญของการเติบโตของ Startup ยุคศตวรรษที่ 21 (CR:Startup Hacks)
Network Effect พลังที่สำคัญของการเติบโตของ Startup ยุคศตวรรษที่ 21 (CR:Startup Hacks)

บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Facebook และ LinkedIn ได้รับประโยชน์จากผลกระทบจากเครือข่ายโดยตรง ลูกค้าใหม่แต่ละรายที่เข้าร่วม Facebook หรือ LinkedIn สร้างมูลค่าให้กับลูกค้าที่มีอยู่

เนื่องจากตอนนี้ลูกค้าทั้งสองสามารถสร้างลิงก์โดยตรงถึงกันได้ แม้ว่าจะอยู่ในสถานที่ต่างกัน ลูกค้าคนที่พันที่เข้าร่วมเครือข่ายสร้างมูลค่ามากกว่าลูกค้าคนที่สิบ ห้าสิบ หรือคนที่ร้อย เนื่องจากลูกค้าคนที่พันสามารถสร้างลิงก์ใหม่ได้ถึง 999 ลิงก์ ในขณะที่ลูกค้าที่สิบสามารถสร้างลิงก์ได้เพียงเก้าลิงก์เท่านั้น

บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Netflix, Amazon, Uber และ Zomato ไม่มีผลกระทบต่อเครือข่ายโดยตรง หากลูกค้าใหม่เข้าร่วม Zomato พวกเขาจะไม่สร้างเครือข่ายใหม่โดยตรงกับลูกค้า

ปัจจุบัน ร้านอาหารใหม่ที่เข้าร่วม Zomato ไม่ได้สร้างมูลค่าให้กับร้านอาหารปัจจุบันโดยใช้ Zomato อย่างไรก็ตาม ในแพลตฟอร์มอย่าง Zomato มีผลเครือข่ายโดยทางอ้อม ยิ่งจำนวนลูกค้ามากเท่าไร มูลค่าของร้านอาหารก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

และในทางกลับกัน ตอนนี้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ร้านอาหารก็มีตลาดที่ใหญ่ขึ้น และสามารถใช้เครือข่ายการจัดส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่สำคัญกว่านั้น Zomato ได้รับประโยชน์จากผลกระทบของเครือข่ายข้อมูล ลูกค้าใหม่และร้านอาหารทุกรายให้ข้อมูลอันมีค่าที่ Zomato สามารถใช้เพื่อปรับปรุงการนำเสนอคุณค่าสำหรับผู้ใช้ที่มีอยู่ทั้งหมดโดยการปรับปรุงคุณภาพและความคิดเห็นเชิงลึก ทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ การแก้ไขปัญหา และเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลรสนิยมและความชอบในท้องถิ่น 

เทคโนโลยี Machine Learning สามารถปรับปรุงข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ Zomato สามารถให้คำแนะนำที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นสำหรับลูกค้าแต่ละราย และเชื่อมต่อร้านอาหารกับลูกค้าเป้าหมายได้ดีขึ้นโดยอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันในฐานลูกค้า

การปรับปรุงนี้เมื่อประกอบกับการเพิ่มจำนวนตัวแทนจัดส่งและร้านอาหารที่ดึงดูด รวมถึงตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยเพิ่มทางเลือกของผลิตภัณฑ์และบริการในขณะที่สามารถลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบนิเวศที่กระตุ้นการขยายตัวด้วยต้นทุนที่ต่ำ

บริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถใช้ความสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ บริษัทที่พึ่งพาระบบนิเวศเหล่านี้สามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย 

พิจารณาการใช้ iPhone ของ Apple และการใช้อุปกรณ์ Echo ของ Amazon เพื่อขายแอป เพลง เกม และวิดีโอที่ผลิตโดยบุคคลที่สาม

และทำเช่นนั้นโดยใช้บริการชำระเงินของตนเอง จากนั้น Apple และ Amazon จะตัดเงินแต่ละดอลลาร์ที่ไหลผ่านระบบของพวกเขา

อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Uber ขยายบริการแชร์รถไปยัง Uber Eats ด้วยการลงทุนเพียงเล็กน้อย 

ในทำนองเดียวกัน Zomato สามารถขยายการนำเสนออาหารในร้านอาหารเพื่อรวมส่วนผสมที่พร้อมปรุงล่วงหน้า ซึ่งอันที่จริงแล้ว มันใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์กับร้านอาหารเพื่อจัดหาวัตถุดิบสำหรับพวกเขา

Google Search, Microsoft, Twitter และ Facebook สามารถเพิ่มรายได้ด้วยต้นทุนผันแปรที่น้อยที่สุด การทำ Copy ระบบปฏิบัติการ Windows 10 หรือให้บริการลูกค้าของ Google หรือ Facebook รายอื่นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างน้อย นั่นทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของ ธุรกิจอย่าง Facebook สูงถึง 80–85%

อย่างไรก็ตาม แนวคิดเดียวกันนี้ใช้ไม่ได้กับ Uber, Airbnb, Amazon และ Zomato  รายได้ส่วนใหญ่ของพวกเขาจะถูกส่งต่อไปยังซัพพลายเออร์ เช่น ร้านอาหาร (Zomato) คนขับรถ (Uber) และเจ้าของบ้าน (Airbnb) นอกจากนี้ Amazon และ Zomato ยังต้องจ่ายเงินให้กับตัวแทนจัดส่งอีกด้วย

แต่การปรับขนาด ความรู้เกี่ยวกับซัพพลายเออร์ และการเพิ่มอำนาจต่อรองช่วยลดต้นทุนผันแปรเหล่านั้นได้ เทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น โดรน หุ่นยนต์ และยานยนต์ไร้คนขับสามารถลดต้นทุนการจัดส่งได้อีก 

ซึ่งทำให้ผลกำไรที่ได้รับจากแต่ละธุรกรรม โดยการปรับปรุงรายได้และลดค่าใช้จ่ายต่อหน่วย การเติบโตอย่างรวดเร็วจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ของบริษัท

เป็นที่น่าสังเกตว่า บริษัท “เทคโนโลยี” ที่เน้นกลยุทธ์ในรูปแบบเดียวกันนี้ได้รับการประเมินมูลค่ามหาศาลมาก ๆ ในยุคศตวรรษที่ 21 

ณ เดือนกรกฎาคม ปี 2021 มูลค่าตลาดรวมของบริษัท FAANG (Facebook, Apple, Amazon, Netflix และ Google) บวกกับ Microsoft อยู่ที่เกือบ 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่า GDP ของทุกประเทศในโลก ยกเว้นเพีงแค่สองประเทศ 

ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันต้องเปรียบเทียบกับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมแห่งศตวรรษที่ 20: Ford Motors, General Electric, Dow Chemicals, Standard Oil, Union Pacific เป็นต้น

บริษัทเหล่านั้นเปลี่ยนอุตสาหกรรมและสังคมด้วย พวกเขาต้องการเงินลงทุนจำนวนมากซึ่งใช้เวลาในการสร้างธุรกิจหลายสิบปีขึ้นไป 

ดังนั้นการประเมินมูลค่าที่สูงของ Zomato จึงไม่น่าแปลกใจเลย เพราะท้ายที่สุด มันคือบริษัทเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยการกินของประเทศที่มีประชากรนับพันล้านคนอย่างอินเดียได้สำเร็จนั่นเองครับผม

References : https://hbr.org/2021/08/what-zomatos-12-billion-ipo-says-about-tech-companies-today
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-07-13/ant-backed-food-app-ipo-3-571-oversubscribed-by-anchor-funds
https://www.sebi.gov.in/filings/public-issues/apr-2021/zomato-limited-drhp_49956.html
https://auto.economictimes.indiatimes.com/news/passenger-vehicle/cars/india-has-22-cars-per-1000-individuals-amitabh-kant/67059021

BarcaGate คืออะไร? กับเรื่องอื้อฉาวที่ทำลายภาพลักษณ์ของสโมสร Barcelona ไปตลอดกาล

ต้องเรียกได้ว่าเป็นวิกฤติที่ถาโถมเข้าสู่สโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่อย่าง Barcelona แบบเต็ม ๆ กับคดีที่เกิดขึ้นของ BarcaGate ที่กลายเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของสโมสรที่มีความยิ่งใหญ่แห่งนี้ไปตลอดกาลเลยก็ว่าได้

การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ได้ทำให้วงการฟุตบอลเกิดวิกฤติ โดยเฉพาะรายได้ที่หายไปจำนวนมหาศาลจากแฟนบอลที่จะเข้ามาดูในสนาม ซึ่งถือเป็นรายได้หลักหล่อเลี้ยงสโมสรที่สำคัญของทุก ๆ แห่ง โดยเฉพาะ สโมสร Barcelona

มันได้ส่งผลกระทบให้เกิดการตัดค่าจ้างทั้งผู้เล่น และทีมงานของสโมสร เพื่อให้สโมสรสามารถเดินหน้าฝ่าวิกฤติไปให้ได้

BarcaGate เป็นการตั้งชื่อพาดพิงตามกระแสที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องอื้อฉาวในสหรัฐอเมริกาอย่าง คดี WaterGate

โดยมันเป็นเรื่องที่ไปพัวพันอย่างชัดเจนกับ Josep Maria Bartomeu โดยรวมถึง Oscar Grau ที่เป็น CEO ของ Barcelona และ Roman Gomez Ponti หัวหน้าฝ่ายกฏหมายของสโมสร รวมถึง Jaume Masferrer ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของ Bartomeu

โดยทั้งหมดได้ถูกควบคุมตัวโดย Mossos de Esquadra (กองกำลังตำรวจของคาตาลัน)

BarcaGate คืออะไร?

ต้องบอกว่าการสอบสวนของ BarcaGate เริ่มต้นขึ้นหลังจากการร้องเรียนโดยกลุ่มสมาชิกที่ชื่อ Dignitat Blaugrana

พวกเขาได้ร้องเรียนหลังจากเรื่องราวของ I3 Ventures ถูกเปิดเผย ซึ่งกล่าวหาว่าสโมสร Barcelona จ่ายเงินให้กับบริษัทดังกล่าวในการดำเนินกลยุทธ์ในโลกโซเชียลมีเดีย

โดยเป็นการดำเนินการในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของ Bartomeu และ ที่แย่ที่สุดก็คือ การสร้างความเสียหายให้กับผู้เล่นและอดีตกรรมการบริหารของสโมสร Barcelo้na บางคน

โดย I3 Ventures นั้นได้รับการว่าจ้างจาก Barcelona ในการจัดการบัญชีโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Twitter และ Facebook ที่จะมีการโพสต์เรื่องราวเชิงลบเกี่ยวกับ Messi , ภรรยาของเขา Antonela , Pique , Guardiola , Xavi , Carles Puyol และอดีตประธานสโมสรอย่าง Joan Laporta

ตัวอย่างเรื่องราวของ Messi ก็เช่น การที่เขามีความล่าช้าในการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ ซึ่ง มีการโจมตีในเรื่องดังกล่าว และการเป็นปัญหาที่สร้างความแตกแยกภายในสโมสรเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

มีการอ้างว่า Barcelona ใช้บริการของ I3 Ventures มาตั้งแต่ปี 2017 โดยมีการเรียกเก็บรวมเกือบ 1 ล้านยูโร

I3 Ventures นั้นมีเจ้าของคือ Carlos Ibanez และมีการใช้บัญชี Facebook อย่างน้อย 6 บัญชีในการดูหมิ่นบุคคลในสโมสร Barcelona ที่ไม่เห็นด้วยกับ Bartomeu

I3 Ventures นั้นมีเจ้าของคือ Carlos Ibanez (CR:Today in 24 English)
I3 Ventures นั้นมีเจ้าของคือ Carlos Ibanez (CR:Today in 24 English)

โดยการชำระเงิน ถูกทำผ่านใบแจ้งหนี้ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ส่งผ่านแผนกต่าง ๆ ในสโมสร และมีมูลค่าครั้งละไม่เกิน 200,000 ยูโร ซึ่งหมายความว่ามันไม่มีความจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการนั่นเอง

ต่อมาได้มีการเปิดเผยบริษัทต่าง ๆ ที่ได้รับเงินดังกล่าว ซึ่งได้แก่ NSG Social Science Ventures SL , Tantra Soft SA, Digital Side SA , Big Data Solutions SA และ Futuric SA ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับตัวของ Carlos Ibanez แทบจะทั้งสิ้น

ซึ่งหลังจากเรื่องอื้อฉาวดังกล่าว Barcelona และ I3 Ventures ปฏิเสธข้อหาดังกล่าว และ มีการตรวจสอบโดย PricewaterhouseCoopers (PwC) พบว่า ไม่มีการเปิดตัวแคมเปญหมิ่นประมาทต่อบุคคลใด ๆ

รายการวิทยุของสเปนที่ชื่อว่า Que t’hi jugues รายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 ว่า ได้รับว่าจ้างให้ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของ Bartomeu ในขณะที่เขากำลังถูกไล่จากแฟนๆ ฟุตบอล Barcelona

รายงานจากหน่วยสืบสวนอาชญากรรมของกองกำลังตำรวจคาตาลันถูกส่งไปยังผู้พิพากษา Alejandra Gil Lima และเชื่อว่าได้มองเห็นถึงสัญญาณของการทุจริตโดยพิจารณาว่าสโมสรอาจจ่ายราคาค่าโปรโมตดังกล่าว “สูงกว่าอัตราตลาดถึงหกเท่า”

ก่อนหน้านี้ Pique ได้พูดถึงประสบการณ์ของเขาที่ถูกทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงผ่านโซเชียลมีเดีย โดย I3 Ventures ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีดังกล่าว

“ผมไม่อยากมีเรื่องแย่ๆ กับใคร แต่มีหลายครั้ง เช่น ปัญหาของโซเชียลเน็ตเวิร์ก ในฐานะผู้เล่นของ Barca ผมเห็นว่าสโมสรของผมใช้เงิน เงินที่ไปวิพากษ์วิจารณ์ไม่เพียงแต่คนที่มีความสัมพันธ์ในอดีตกับสโมสรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้เล่นในยุคปัจจุบันอีกด้วย และนั่นเป็นเรื่องป่าเถื่อน” Pique กล่าวกับ La Vanguardia ในเดือนตุลาคม

Pique ที่ออกมาวิจารณ์เรื่องดังกล่าวอย่างรุนแรง (CR: AS English)
Pique ที่ออกมาวิจารณ์เรื่องดังกล่าวอย่างรุนแรง (CR: AS English)

“ผมถาม [Bartomeu] เพื่อขอคำอธิบายและสิ่งที่เขาบอกผมคือ: ‘Pique ผมไม่รู้’ และผมก็เชื่อ ต่อมาเราพบว่าผู้รับผิดชอบการว่าจ้างบริการเหล่านั้นยังคงทำงานอยู่ที่สโมสร”

การตอบสนองอย่างเป็นทางการของ Barcelona

Barcelona ออกแถลงการณ์บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของพวกเขาซึ่งกล่าวว่า: “เรื่องที่เกี่ยวกับการเข้าตรวจค้นโดยกองกำลังตำรวจคาตาลันตามคำสั่งของศาล สโมสร Barcelona ได้เสนอความร่วมมืออย่างเต็มที่กับหน่วยงานด้านกฎหมายและตำรวจเพื่อช่วยให้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนซึ่งอยู่ภายใต้การสอบสวนปรากฏออกมา”

“สโมสร Barcelona แสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อกระบวนการยุติธรรมในสถานที่และต่อหลักการสันนิษฐานว่าเจ้าหน้าที่สโมสรคนใดที่ได้รับผลกระทบจากการพิจารณาคดีนี้”

ปฏิบัติการ IO สู่โลกของฟุตบอล

ต้องบอกว่าในตอนนี้ การต่อสู้กันบนเครือข่ายโซเชียลมีเดียวนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งในสงครามที่สำคัญมาก ๆ ในหลากเลยวงการเลยทีเดียว

แน่นอนว่าแนวทางการสู้รบบนโลกออนไลน์อย่างที่เราได้เห็นในข่าวนี้ มันมีมาซักระยะหนึ่งแล้ว แม้กระทั่งอเมริกาเองก็ยังมีหน่วยงานในการปฏิบัติการด้าน IO ดำเนินการสนับสนุนโดยตรงและโดยอ้อมสำหรับกองทัพสหรัฐกันเลยทีเดียว หรือแม้กระทั่งข่าวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็ตามที

ในวงการฟุตบอลก็เช่นกัน การต่อสู้กัน บนเครือข่ายโซเชียลมีเดียเหล่านี้ ก็ส่งผลโดยตรงต่อฐานอำนาจ ตัวอย่างในเคสนี้ก็คือ Josep Maria Bartomeu ที่ใช้กลยุทธ์นี้ในการต่อสู้เพื่อรักษาฐานอำนาจของเขาไว้

แต่ดูเหมือนจะใช้ผิดทางไปหน่อย และที่สำคัญเป็นการยักยอกทรัพย์ของสโมสร เพื่อไปจัดการปัญหาส่วนตัว ที่กำลังถูกรุมต่อต้านจากเหล่าแฟนบอลโดยเฉพาะในเครือข่ายโซเชียลมีเดีย

ซึ่งถือเป็น case study ที่น่าสนใจนะครับ ที่ปฏิบัติการเหล่านี้ หากนำมาใช้ผิดที่ผิดทาง และ โดยการฉ้อฉลนั้น ก็อาจจะมีจุดจบแบบที่ Josep Maria Bartomeu พบเจอก็เป็นได้นั่นเองครับผม

References : https://www.republicworld.com/sports-news/football-news/what-is-barcagate-social-media-scandal-why-was-bartomeu-arrested.html
https://www.insider.com/fc-barcelona-barcagate-scandal-ex-president-arrested-stadium-raided-2021-3
https://www.goal.com/en/news/what-is-barcagate-barcelona-scandal-explained/fhhqmglmzbd1v0u7c1ywm57f
https://www.marca.com/en/football/barcelona/2021/03/01/603cdba422601da3538b45e5.html
https://laodong.vn/the-thao/toan-canh-vu-barcagate-khien-bartomeu-va-bo-sau-vuong-vong-lao-ly-884783.ldo