Ecommerce x Culture กับความแตกต่างทางวัฒนธรรมการชอปปิ้งออนไลน์ระหว่างตะวันตกกับเอเชีย

เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับ ที่เราได้เห็นการถอยทัพของยักษ์ใหญ่ ecommerce จากบ้านเราอย่าง shopee ที่ไปบุกยุโรป หรือ เคสของ TikTok Shop ที่เปิดบริการในยุโรปได้ไม่นาน ก็แทบจะต้องยกเลิกบริการนี้ไป

หรือเคสคลาสสิก อย่างการที่ ebay ที่ได้บุกมาประเทศจีน แล้วถูก taobao ของ jack ma ถล่มซะราบคาบเลยทีเดียว ซึ่งต้องบอกว่าวัฒนธรรมการชอปปิ้งนั้นถือเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญมาก ๆ ที่แพลตฟอร์มทั้งสองฝั่งยากที่จะเจาะตลาดอีกฝั่งหนึ่งได้ง่าย ๆ

การบุกเข้าไปของ ebay ในครั้งนั้นเรียกได้ว่า copy ทุกอย่างที่พวกเขาประสบความสำเร็จในตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา แล้วนำไปใช้ในเมืองจีน ซึ่งไม่มีการปรับแพลตฟอร์มให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่อย่างใด

กลับกัน ฝั่ง jack ma ที่เพิ่งสร้าง taobao มาแท้ ๆ กลับเข้าใจพฤติกรรมคนท้องถิ่นมากกว่า ฟีเจอร์ทีเด็ดเพียงไม่กี่อย่าง เช่น การเรียงหมวดหมู่สินค้า การปล่อยให้ผู้ซื้อและผู้ขายคุยกันได้อย่างอิสระ แม้จะมีทุนน้อยกว่าแต่สุดท้ายพวกเขาก็เอาชนะ ebay ไปได้

การปล่อยให้ผู้ซื้อและผู้ขายคุยกันได้อย่างอิสระ โดนใจนักช็อปชาวจีนเป็นอย่างมาก (CR:taobao)
การปล่อยให้ผู้ซื้อและผู้ขายคุยกันได้อย่างอิสระ โดนใจนักช็อปชาวจีนเป็นอย่างมาก (CR:taobao)

แม้จะมีในบางประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่นเองที่ Amazon เข้าไปตั้งฐานที่มั่นได้ แต่ก็ต้องบอกว่าสไตล์ของคนญี่ปุ่นนั้นก็คงมีความคล้ายคลึงกับพฤติกรรมการชอปปิ้งของทางฝั่งตะวันตกที่เน้นความเรียบง่าย เราจะเห็นได้จากแพลตฟอร์มที่เป็นเจ้าตลาดทั้ง Amazon และ Rakuten ก็เน้น concept การชอปปิ้งแบบเรียบง่าย

แต่หากเราลองมองดูพฤติกรรมตลาดที่ใกล้ๆ กับประเทศจีน อย่างในประเทศไทยเราเอง หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะมีพฤติกรรมการชอปปิ้งออนไลน์ที่คล้ายคลึงกันมาก

หากเปิดแอปชอปปิ้งออนไลน์ ทั้ง Lazada และ Shopee เราจะเห็นความคล้ายคลึงกันมาก ๆ ที่ต่างมีลูกเล่นมากมาย มีการนำรูปแบบของ Gamification เข้ามาใช้ในแพลตฟอร์มเพื่อให้การชอปปิ้งมีความสนุกมากยิ่งขึ้น

หรือแม้กระทั่งเรื่อง flash sale ต่างๆ ที่ลดสินค้ากระหน่ำ เรียกได้ว่าถูกจริตกับคนแถบนี้เป็นอย่างมาก แต่มันแทบใช้ไม่ได้กับพฤติกรรมการชอปปิ้งของคนตะวันตก

ซึ่งส่วนใหญ่ที่เราเห็นสินค้าราคาถูก ๆ บางชิ้น 9 บาท ขายกันไปได้ยังไง มันไม่มีทางทำกำไรได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าแพลตฟอร์มเป็นคนรับภาระในส่วนนี้เพื่อสร้างพฤติกรรมการชอปปิ้งให้กับผู้บริโภค ซึ่งคงไม่แปลกใจทำไมตัวเลขการขาดทุนของแพลตฟอร์ม ecommerce อย่าง shopee ถึงสูงมาก

ส่วน lazada แม้จะกลับมาทำกำไรได้แล้วก็ตาม แต่กำไรของพวกเขาก็ไม่ได้มาจาก ecommerce แต่เป็นกำไรจาก ecosystem ของแพลตฟอร์มอย่างการจัดส่งสินค้าแทน

แต่รูปแบบโมเดลเดียวกันนี้ ไปใช้ในตะวันตก แล้วนำสินค้าราคาถูกจากจีนไปขายนั้น เรียกได้ว่าเป็นการดูถูกชาวตะวันตกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้า copy ที่ชาวตะวันตกรับไม่ได้ ซึ่ง TikTok Shop ก็เคยโดนเล่นงานจากประเด็นนี้จนต้องยอมแพ้ในตลาดยุโรปไปในท้ายที่สุด

TikTok Shop ที่โดนเล่นงานจากประเด็นสินค้า copy จนต้องถอยจากตลาดยุโรป (CR: FT)
TikTok Shop ที่โดนเล่นงานจากประเด็นสินค้า copy จนต้องถอยจากตลาดยุโรป (CR: FT)

ซึ่งหากมองแพลตฟอร์มทั้งสองที่เป็นเจ้าตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้ง lazada ที่สนับสนุนโดย alibaba และ shopee ที่ได้ backup พี่ใหญ่อย่าง tencent

แม้ผู้ประกอบการชาวไทย หรือ ผู้ประกอบการท้องถิ่นจะได้ประโยชน์จากการเข้ามาใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ (โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ) แต่ในระยะยาวกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดคงเป็นผู้ประกอบการจากประเทศจีนที่กำลังรุกหนักเข้ามากลืนกินพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อยู่ในตอนนี้นั่นเองครับผม

Credit Image : Tech in Asia

Dan McCrum กับการต่อสู้เพื่อเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับบริษัทเทคโนโลยีลวงโลกอย่าง Wirecard

ในยุคของ crypto ผู้คนกำลังมองหาวิธีง่ายๆ ในการทำเงินบนโลกออนไลน์ โดยแทบไม่รู้ว่าหลายคนก็ได้ใช้วิธีการที่สกปรกเพื่อหาประโยนชน์จากสิ่งเหล่านี้เช่นเดียวกัน

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องอื้อฉาวฉาวโฉ่ที่ล้อมรอบบริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคของเยอรมัน Wirecard บริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของโลกการเงินและเทคโนโลยี

แต่ในในปี 2020 ถูกตีแผ่เรื่องราวจากการดำเนินธุรกิจที่ทุจริตและการรายงานทางการเงินที่ฉ้อฉล และบริษัทต้องถึงกับล้มละลายเมื่อข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

คนที่เปิดเผยการฉ้อโกงนี้เป็นครั้งแรกคือ Dan McCrum จาก Financial Times และเขาได้เขียนหนังสือ Money Men: A Hot Startup, A Billion Dollar Fraud, A Fight for the Truth จนถูกสร้างเป็นสารคดีของ Netflix เรื่อง Skandal!  Wirecard 

Wirecard คืออะไร?

Wirecard เริ่มดำเนินการในปี 1999 ที่มิวนิค และในปี 2002 Marcus Braun อดีตที่ปรึกษาของ KPMG ได้รับการแต่งตั้งเป็น CEO ณ จุดนี้ บริษัทมุ่งเน้นไปที่การให้บริการชำระเงินออนไลน์สำหรับบริษัทที่สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมอื่น ๆ อาจปฏิเสธ เช่น เว็บไซต์ลามกหรือเว็บไซต์การพนัน

Wirecard นั้นได้สร้างความหวือหวาให้กับวงการด้วยเรื่องราวของบุคคลที่มีสีสันของชายสองคนที่ดูแล Wirecard ได้แก่ Markus Braun ผู้บริหารระดับสูงที่มองโลกในแง่ดีและสวมเสื้อคอเต่า (เลียนแบบ Steve Jobs) และ Jan Marsalek ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการแสนเจ้าเล่ห์และหลงตัวเอง  

สองผุ้นำของ Wirecard Markus Braun และ Jan Marsalek (CR:OE24)
สองผุ้นำของ Wirecard Markus Braun และ Jan Marsalek (CR:OE24)

ภายในปี 2005 Wirecard ได้ควบรวมกิจการกับ Electronic Business Systems แล้วทำการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต หนึ่งปีต่อมา บริษัทเข้าสู่ธุรกิจธนาคารโดยการซื้อ e-bank XCOM ซึ่งอนุญาตให้ทั้ง Visa และ Mastercard สามารถจัดการเงินสำหรับร้านค้าได้ 

ณ จุดนี้ บริการค่อนข้างมีความซับซ้อน ทำให้งบดุลในบัญชีตรวจสอบได้ยากขึ้น งบการเงินของบริษัทก็ค่อนข้างซับซ้อนเป็นอย่างมาก ทำให้แทบไม่มีใครรู้ว่าที่แท้จริงแล้วธุรกิจของ Wirecard คืออะไรกันแน่

เมื่อความผิดปรกติเกิดขึ้น

ในปี 2008 เมื่อหัวหน้าสมาคมผู้ถือหุ้นของเยอรมนีสังเกตเห็นความผิดปกติทางการเงินในงบดุล และ EY (Ernst & Young) ถูกให้เข้ามาเพื่อตรวจสอบบัญชีของบริษัท

อย่างไรก็ตาม Wirecard ยังคงดำเนินการอยู่และกำลังขยายไปทั่วโลก หลังจากระดมทุน 500 ล้านยูโรจากนักลงทุน พวกเขาได้เข้าซื้อบริษัทชำระเงินในเอเชียและตั้งฐานที่มั่นในสิงคโปร์ 

Financial Times เริ่มรายงานเกี่ยวกับบริษัทในปี 2015 และเผยแพร่เรื่องราวภายใต้ซีรี่ส์ ‘House Of Wirecard’ แต่เมื่อ Wirecard ตรวจสอบข้อกล่าวหาและปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นความจริง ทนายความของ Wirecard ได้ตอบโต้กลับและสั่งฟ้อง Financial Times 

J Capital Research ยังรายงานด้วยว่าการดำเนินงานในเอเชียของพวกเขานั้นไม่เหมือนอย่างที่พวกเขาคุยโม้ไว้ ซึ่ง Wirecard ปฏิเสธ และพวกเขาได้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในอเมริกาด้วยการซื้อธุรกิจบัตรเติมเงินจาก Citibank เพื่อให้สามารถเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาได้

ภายในปี 2018 ที่ประเทศสิงคโปร์ มีผู้แจ้งเบาะแสซึ่งเป็นอดีตทนายความของ Wirecard ซึ่งเปิดโปง เรื่องราวของเงินที่บริษัทได้ส่งเงินไปยังอินเดียผ่านบุคคลที่สามอย่างฉ้อฉล 

แต่การสอบสวนถูกกวาดไปอยู่ใต้พรม และในปีนั้น บริษัทมีมูลค่า 24 พันล้านยูโร โดย Braun มีสัดส่วนถือหุ้นอยู่ที่ 1.6 พันล้านยูโร บริษัทมองหาแนวทางที่จะกลายเป็นยูนิคอร์นในเยอรมนี โดยสามารถแข่งขันกับบริษัทอเมริกันที่ใหญ่ที่สุดในซิลิคอนแวลลีย์ 

ในปี 2019 BaFin หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินแห่งสหพันธรัฐเยอรมันเริ่มสอบสวน Wirecard และสั่งห้ามขายชอร์ตหุ้นเป็นเวลา 2 เดือน เนื่องจากเกรงว่าบริษัทจะมีการบิดเบือนตลาดหุ้น

แม้ว่า FT จะ เปิดเผยว่าธุรกิจของ Wirecard ครึ่งหนึ่งเป็นธุรกิจภายนอกที่แทบไม่มีอยู่จริง แต่ก็มีเรื่องที่น่าแปลกที่ Wirecard ยังสามารถเจรจาการลงทุนมูลค่า 900 ล้านยูโรจาก Softbank ของญี่ปุ่นได้

Softbank เข้าลงทุนกว่าพันล้านดอลลาร์ใน Wirecard (CR:Barron's)
Softbank เข้าลงทุนกว่าพันล้านดอลลาร์ใน Wirecard (CR:Barron’s)

มูลค่าหุ้นของ Wirecard เริ่มร่วงลงในปีเดียวกันนั้น Wirecard อ้างว่า “มีการสมรู้ร่วมคิดโดยผู้ขายชอร์ตหุ้น” และแต่งตั้งนักสืบเอกชนเพื่อติดตามผู้ที่รายงานหรือสืบสวนคดีนี้

Dan McCrum และทีมงานถูกสั่งพักงานเพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนสมรู้ร่วมคิดดังกล่าวหรือไม่ ทีมนักสืบเอกชนของ Wirecard ปลอมเป็นท่านชีคจากคูเวตหลอกว่าจะไปร่วมลงทุนกับหนึ่งในนักชอร์ตหุ้นที่ได้รับข้อมูลการสืบสวนมาจาก Financial Times

หลังจากนั้นบริษัทบัญชียักษ์ใหญ่อย่าง KPMG ถูกเชิญให้ไปทำการตรวจสอบควบคู่ไปกับ EY และ EY ได้รับเอกสารจากฟิลิปปินส์โดยอ้างว่ามีเงินทุน 1.9 พันล้านยูโรอยู่ในธนาคารสองแห่งในประเทศ 

เมื่อรายงานของ KPMG ถูกเปิดเผยในเดือนเมษายน ระบุว่า “ไม่สามารถยืนยันได้” ว่าเงินทุน 1.9 พันล้านยูโรนั้นมีอยู่จริง

ในเดือนมิถุนายน 2002 BaFin ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนทางอาญาเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้เข้าใจผิดต่อนักลงทุน Wirecard ก่อนการเผยแพร่รายงานของ KPMG 

สำนักงานของ Wirecard ถูกบุกค้น และอัยการมิวนิกเริ่มการสอบสวนคดีอาญากับ Braun เพียงไม่กี่วันต่อมา KPMG ได้เปิดเผยรายงานการตรวจสอบว่าเงิน 1.9 พันล้านยูโรหายไปจริง ๆ และหุ้นของพวกเขาก็ล้มพังทลายลงมาแทบจะทันที

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน Braun ลาออกและอีกสามวันต่อมา Wirecard เปิดเผยว่าเงินจำนวน 1.9 พันล้านยูโรไม่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นการเปิดเผยข้อมูลจริง ๆ เป็นครั้งแรกของบริษัทในรอบหลายปี

Braun ถูกจับในข้อหาทำบัญชีเท็จและยักยอกตลาด และบริษัทประกาศล้มละลายในอีกสองวันต่อมา

ตอนนี้ Braun อยู่ที่ไหน

ในเดือนมีนาคม 2022 อัยการเมืองมิวนิกตั้งข้อหากับ braun ในข้อหาฉ้อโกง และยักยอกบัญชี และขณะนี้เขากำลังรอการพิจารณาคดี Braun ปฏิเสธในข้อกล่าวหาเหล่านี้และอ้างว่าเขาเองก็ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงเช่นกัน

จากการสืบสวนพบว่า Jan Marsalek มีการเชื่อมต่อกับหน่วยข่าวกรองในรัสเซียและลิเบียอย่างลับๆ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการกิจกรรมฉ้อโกงส่วนใหญ่ ซึ่งแม้กระทั่งตอนที่ทุกอย่างกำลังจะถูกเปิดเผยออกมา แต่เขาไม่เคยหยุดคิดการใหญ่

ในนาทีสุดท้าย Marsalek พยายามที่จะเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องราวอันฉาวโฉ่ของ Wirecard โดยการเข้ายึด Deutsche Bank ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมัน แต่มันก็ไม่สำเร็จ 

Marsalek หายตัวไปไม่นานหลังจากที่เขาถูกไล่ออกจากบริษัท และปัจจุบันเป็นที่ต้องการตัวของตำรวจเยอรมัน เขาอยู่ในรายชื่อผู้ลี้ภัยที่ต้องการตัวมากที่สุดของยุโรปของ Europol

Jan Marsalek ที่กลายเป็นผู้ร้ายที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของ Europol (CR:DW)
Jan Marsalek ที่กลายเป็นผู้ร้ายที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของ Europol (CR:DW)

บทสรุป

เรื่องราวของ Wirecard ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีลวงโลกที่น่าสนใจมาก ๆ ที่สำคัญมันยังเกิดในประเทศอย่างเยอรมัน ซึ่งพวกเขาสามารถหลอกลวงหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐได้เป็นเวลานานมาก ๆ โดยที่ไม่มีใครระแคะระคาย

สิ่งที่เหลือเชื่อก็คือ ในขณะที่ชื่อของพวกเขากำลังเป็นข่าว แต่ Softbank ก็ยังกล้าเข้ามาลงทุนเป็นพันล้านดอลลาร์ นั่นช่วยให้ข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับ Wirecard ลดน้อยลงไป

เหล่านักการเมืองของเยอรมันปฏิเสธที่จะมาตรวจสอบอย่างจริงจังในช่วงแรก ๆ พวกเขามองแค่ว่าประเทศอื่นๆ ต่างอิจฉาที่มีฟินเทคชื่อดังเกิดขึ้นในเยอรมัน และ Wirecard ได้กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สำคัญและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ

นั่นเป็นยุคก่อนหน้าที่เทคโนโลยียังไม่ซับซ้อนเท่าในทุกวันนี้ เราได้เห็นกลลวงหลอกโดยอ้างเทคโนโลยีมากมาย ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน รวมถึงเส้นทางการฟอกเงินที่มีความซับซ้อนมากกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายกลลวงหรือแชร์ลูกโซ่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันก็คือมุกเดิม ๆ ที่แค่เปลี่ยนเทคโนโลยีที่เป็นฉากบังหน้าเพียงเท่านั้นนั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/culture/2022/06/16/how-one-journalist-exposed-the-wirecard-scandal
https://www.reuters.com/article/us-germany-wirecard-inquiry-timeline-idUSKBN2B811J
https://www.esquire.com/uk/culture/a41040983/wirecard-scandal-true-story/
https://kunai-co.medium.com/how-wirecard-became-germanys-enron-7bf9f3c20039

Piestro Robotic Pizza กับวิธีการที่หุ่นยนต์สามารถเปลี่ยนร้านพิซซ่าให้ทำกำไรได้มากกว่าเดิมถึง 2 เท่า

เมื่อหุ่นยนต์เริ่มเข้ามามีบทบาทในหลากหลายอุตสาหกรรม แม้กระทั่งธุรกิจพิซซ่า ชาวอเมริกันทานพิซซ่า 3 พันล้านครั้งในทุก ๆ ปีซึ่งสร้างตลาดขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 53 พันล้านดอลลาร์

ปัญหาเดียวคือร้านพิชซ่าแบบดั้งเดิมถูกบีบด้วยอัตรากำไรที่น้อยมาก ๆ แต่มันมีเรื่องราวที่น่าสนใจของ Piestro ร้านพิชซ่าแบบหุ่นยนต์ที่สามารถช่วยให้เจ้าของธุรกิจเพิ่มผลกำไรเป็นสองเท่า!!

Piestro ก่อนตั้งโดย Massimo Noja De Marco ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมบริการมานาน

De Marco มากจากครอบครัวเชฟอิตาลีที่ผ่านการเป็นเชพมากว่า 7 ชั่วอายุคน เขายังเคยร่วมงานกับภัตตาคารชื่อดังอย่าง Wolfgang Puck

ซึ่งจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ De Marco เห็นโอกาสบางอย่างที่อุตสาหกรรมร้านอาหารแบบดั้งเดิมต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก

ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนค่าแรง ค่าเช่าและราคาสินค้าที่ถีบตัวสูงขึ้นทำให้อัตรากำไรลดลงเหลือเพียงแค่ 5-10% เท่านั้น แต่ร้านอาหารก็มีความท้าทายในการที่จะรักษาฐานลูกค้าของตน

Piestro จึงได้เป็นแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการวิเคราะห์มาอย่างดีของธุรกิจนี้โดยเฉพาะตลาดพิซซ่าที่มีขนาดใหญ่มหาศาล

De Marco ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบแยกอุณหภูมิที่ซับซ้อนซึ่งรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับท็อปปิ้งและแป้ง ซึ่งสามารถสร้างสูตรของตนเองได้ และยังสามารถอัปโหลดสูตรใหม่เข้าไปได้อีกด้วย

ความน่าสนใจของ Piestro คือพวกเขาเกิดมาจากการระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้งผ่านแพลตฟอร์ม StartEngine ช่วงแรก ๆ เขาต้องการเงินทุนราว ๆ 2 ล้านดอลลาร์ เปิดให้เหล่าผู้สนใจเข้ามาลงทุนขั้นต่ำเพียงแค่ 249.39 ดอลลาร์เพียงเท่านั้น

Piestro ระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้งผ่านแพลตฟอร์ม StartEngine (CR:StartEngine)
Piestro ระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้งผ่านแพลตฟอร์ม StartEngine (CR:StartEngine)

ซึ่งการเปิดระดมทุนของเขาได้รับความสนใจอย่างมาก ทำให้สามารถระดมทุนได้ถึง 6.02 ล้านดอลลาร์ จากนักลงทุนกล่มแรก ๆ ราว 180 ราย

Piestro ได้รับการพัฒนาโดยตอบสนองความต้องการพิซซ่าที่เพิ่มขึ้นของอเมริกา เทคโนโลยีหุ่นยนต์ของพวกเขาสามารถเสิร์ฟพิซซ่าได้ในเวลาเพียงแค่สามนาที 

ซึ่งตู้ขายอัตโนมัติของ Piestro สามารถไปได้ทุกที่ที่ และพร้อมที่จะอบพิซซ่าที่ทำสดใหม่ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันไม่เว้นวันหยุด

และที่สำคัญ Piestro ยังมีการประกาศจับมือเป็นพันธมิตรกับ Serve Robotics ซึ่งผลิตหุ่นยนต์ส่งของ เพื่อให้บริการส่งพิซซ่าแบบหุ่นยนต์แบบ end-to-end แบบไม่ต้องสัมผัสแก่ลูกค้า หุ่นยนต์ของ Serve สามารถส่งไปยังหน้าประตูของลูกค้าเพื่อทำธุรกรรมแบบ end-to-end โดยที่ไม่ต้องสัมผัส ลูกค้าเพียงแค่ป้อนรหัสผ่านเพื่อรับพิซซ่าจากหุ่นยนต์ส่งของ

เครื่องทำพิซซ่าอัตโนมัติของ Piestro ได้เป็นพันธมิตรกับหุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติของ Serve Robotics
เครื่องทำพิซซ่าอัตโนมัติของ Piestro ได้เป็นพันธมิตรกับหุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติของ Serve Robotics

นั่นหมายความว่าธุรกิจต่างๆ สามารถนำพิซซ่าสดใหม่ไปยังที่ที่ผู้คนต้องการได้มากที่สุดโดยเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยในการเปิดร้านพิชซ่าเมื่อเทียบกับวิธีการแบบดั้งเดิม และธุรกิจต่างๆ ก็เข้าแถวใช้เทคโนโลยีของ Piestro

800 Degrees Pizza แบรนด์พิซซ่านานาชาติโดยเชฟชื่อดัง Anthony Carron และ Carbone Restaurant Group กำลังวางแผนที่จะใช้ Piestro เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของธุรกิจ

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ Piestro ช่วยให้ร้านอาหารทำเงินได้มากกว่าที่เคย

แม้ว่าพิซซ่าแสนอร่อยจะเอาชนะใจลูกค้าได้ แต่ข้อดีที่แท้จริงสำหรับเจ้าของก็คือต้นทุนที่ลดลงอย่างมาก 

การเปิดร้านอาหารมักมาพร้อมกับสัญญาเช่าที่มีราคาแพงและค่าจ้างของพ่อครัว แม่ครัว พนักงานขับรถส่งของ และอื่นๆ อีกมากมาย 

ระบบอัตโนมัติของ Piestro ทำให้การเปิดสาขาใหม่ ๆ นั้นเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิมมาก

ร้านอาหารโดยเฉลี่ยใช้เวลา 9 ถึง 12 เดือนกว่าจะคืนทุน และใช้เงินทุนเริ่มต้นประมาณ 375,000 เหรียญสหรัฐ แต่หุ่นยนต์ของ Piestro สามารถเปิดดำเนินการได้ภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์ด้วยต้นทุนเพียงแค่ประมาณ 75,000 เหรียญเท่านั้น

Piestro ช่วยให้ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จขยายตัวได้เร็วยิ่งขึ้น เครื่องติดฉลากสีขาวของ Piestro สามารถปรับแต่งให้เข้ากับแบรนด์พิซซ่าของร้านอาหารใดๆ ก็ได้

นั่นทำให้เจ้าของสามารถขยายสาขาได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการเปิดร้านที่สองหรือสาม นั่นจะทำให้เงินเข้ากระเป๋าของเจ้าของมากขึ้นนั่นเอง

และเป็นเหตุผลที่ 800 Degrees Pizza ได้ทำการสั่งจองตู้อัตโนมัติล่วงหน้าถึง 3,600 ชิ้น ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 530 ล้านดอลลาร์แทบจะทันที

ลองนึกภาพถึงศักยภาพเมื่อแบรนด์ต่างๆ ใช้ Piestro เพื่อขยายแฟรนไชส์ไปทั่วโลก ให้จำชื่อ Piestro นี้ไว้ให้ดีนะครับอาจจะบุกมาถึงบ้านเราในเร็ววันนี้ก็เป็นได้

References :
https://www.nasdaq.com/articles/crowd-funded-piestro-may-change-chain-pizza-as-we-know-it-2020-06-19
https://www.entrepreneur.com/leadership/how-robots-are-creating-a-2x-more-profitable-pizzeria
https://waxinvest.com/projects/piestro/
https://www.zdnet.com/article/two-robots-just-cut-a-deal-to-bake-and-deliver-your-pizzas/

Missfresh Crash กับเรื่องราวตามล่าหาเงินสดของนักลงทุนก่อนการล่มสลายของสตาร์ทอัพสุดฉาวโฉ่ของจีน

ผู้บริหารบริษัทสตาร์ทอัพด้านการจัดส่งของชำในจีน Missfresh ได้คุยโม้โอ้อวดต่อนักลงทุนเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่พวกเขาพยายามหาเงินทุนและเตรียมพร้อมก่อนการทำ IPO ในตลาด Nasdaq ของอเมริกา

Missfresh ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Tencent ก่อตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม 2014 นำเสนอผลิตภัณฑ์สดใหม่และสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน มีระยะเวลาจัดส่งเฉลี่ย 39 นาทีสำหรับการสั่งซื้อแต่ละครั้ง และมีผู้ใช้งานอยู่ที่ 7.9 ล้านคนต่อปี

สตาร์ทอัพซึ่งบุกเบิกการจัดส่งของชำอย่างรวดเร็วในจีน ระดมทุนได้ 1.8 พันล้านดอลลาร์จากนักลงทุน ซึ่งรวมถึงกองทุนที่เน้นด้านเทคโนโลยีซึ่งดำเนินการโดย Tiger Global และ Goldman Sachs นั่นทำให้ Missfresh มีมูลค่าประเมิน 3 พันล้านดอลลาร์ในการเสนอขายหุ้น IPO เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว

Missfresh มีมูลค่าประเมิน 3 พันล้านดอลลาร์ในการเสนอขายหุ้น IPO เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว (CR:Produce Report)
Missfresh มีมูลค่าประเมิน 3 พันล้านดอลลาร์ในการเสนอขายหุ้น IPO เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว (CR:Produce Report)

ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงในฤดูร้อนที่ผ่าน ด้วยรูปแบบธุรกิจที่มีปัญหาและไม่ได้ผลกำไรสูงตามที่ได้โม้ไว้ ทำให้ก่อนหน้านี้เหล่าผู้บริหารสามารถระดมทุนได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงข้อตกลงที่เกิดขึ้นก่อนการเสนอขายหุ้น IPO ซึ่งตอนนี้กลายเป็นจุดสนใจของการฟ้องร้องของนักลงทุน 

Missfresh ระดมทุนได้ 365 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้วจากรัฐบาลท้องถิ่นของ Qingdao เมืองชายฝั่งที่ได้รับสัญญาว่าจะมีการสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่และมีการจัดจ้างซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องภายในเมือง และกองทุนเพื่อการลงทุนที่ตั้งขึ้นโดย Carl Chang เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนียซึ่งอ้างว่าเขาถูกหลอกโดย Missfresh เช่นเดียวกัน

Xu Zheng CEO ของ Missfresh สามารถหาผู้สนับสนุนนักลงทุนรายใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา แต่เมื่อยุคของเงินที่ได้มาง่าย ๆ นั้นสิ้นสุดลง Xu ยอมรับว่ามีการรายงานรายได้เกินจริงและเงินสดของบริษัทเริ่มที่จะใกล้หมด

ขณะนี้พนักงานส่วนใหญ่ของ Missfresh ถูกไล่ออกแล้ว โดยที่หลายคนยังค้างค่าจ้างอยู่สองเดือน เจ้าหนี้ที่ไม่ได้รับค่าจ้างได้แห่กันไปที่สำนักงานของ บริษัท ทั่วประเทศเพื่อประท้วงและกลุ่มคนส่งของได้เริ่มบรรจุสินค้าของคู่แข่งลงในกล่องจัดส่ง Missfresh สีชมพูที่ติดอยู่ด้านหลังสกูตเตอร์ของพวกเขา

“ตอนนี้ฉันขับรถไปหา Meituan และ Ele.me” Rider วัย 35 ปีคนหนึ่งพูดขณะใส่อาหารกลางวันร้อนๆ สองมื้อส่งในกล่อง Missfresh สีชมพูของเขา “พวกเขาเป็นหนี้ทุกคนเป็นจำนวนมาก”

Chen Yanqing โฆษกของ Missfresh กล่าวว่าบริษัทกำลังดำเนินการตามแผนปรับโครงสร้างหนี้สำหรับธุรกิจจัดส่งของชำหลักของบริษัท

Missfresh มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประมาณ 90 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส “Missfresh แทบจะสิ้นหวัง” นักลงทุนรายหนึ่งในปักกิ่งซึ่งได้รับการทาบทามเพื่อระดมทุนกล่าว

ในช่วงแปดปีของการระดมทุน Xu ได้ถูกปฏิเสธโดยกองทุนเพื่อการลงทุนด้านเทคโนโลยีแบบดั้งเดิมของจีนส่วนใหญ่ นักลงทุนร่วมทุนในเมืองหลวงของจีนกล่าวว่า “ธุรกิจของ Missfresh มันดูไม่สมเหตุสมผล”

ดังนั้นในช่วงก่อนการเสนอขายหุ้น IPO ทีมของ Missfresh จึงหันไปหารัฐบาลท้องถิ่นของ Qingdao และ Chang ที่ก่อตั้งบริษัทร่วมทุน Orange CountyKairos Investment Management

บริษัท ของ Chang ได้ทำข้อตกลงโดยได้สร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับ Missfresh ซึ่งกองทุนของ Chang จะได้รับข้อเสนอพิเศษ สำหรับหนึ่งใน IPO ของจีนที่คาดว่าจะมีมูลค่ามากที่สุดในปี 2021 ซึ่งตลาดเป้าหมายของ Missfresh มีมูลค่าสูงถึง 2.8 ล้านล้านหยวน (407.5 พันล้านดอลลาร์)

ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของ Wall Street ประเมินมูลค่า Missfresh เพียงแค่ 3 พันล้านดอลลาร์ หมายความว่ากองทุนของ Chang ติดลบก่อนที่การซื้อขายหุ้น IPO จะเริ่มขึ้นด้วยซ้ำ 

หุ้นของ Missfresh ทรุดตัวลง 26% ในวันแรกของการซื้อขาย ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2021 กองทุนของ Chang มูลค่าลดลง 75% และเขาได้ส่งอีเมลถึงนักลงทุนของเขาเพื่อแก้ปัญหาที่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะถูกหลอกจาก Missfresh

กองทุนของ Chang ได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Xu โดยอนุญาตให้กองทุนขายหุ้นคืนได้ภายในเวลาประมาณ 2 ปีเพื่อรับกำไร 20% ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคดีฟ้องร้องโดยกองทุนเพื่อการลงทุน Solaia Capital ซึ่งกล่าวหาว่า Chang หลอกลวงบริษัทให้ลงทุน 500,000 ดอลลาร์โดยการฉ้อโกง

Xu Zheng CEO ของ Missfresh (CR:Pandaily)
Xu Zheng CEO ของ Missfresh (CR:Pandaily)

หลังจากนั้นไม่กี่เดือนต่อมา บริษัทเริ่มงดการจ่ายเงินให้กับซัพพลายเออร์ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน Missfresh เป็นหนี้ซัพพลายเออร์ 2 พันล้านหยวน (300 ล้านเหรียญสหรัฐ) และมีเงินสดในมือเพียง 200 ล้านหยวน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกศาลจีนสั่งห้ามไม่ให้มีการเรียกเก็บเงินตามรายงานของอดีตพนักงานที่สามารถเข้าถึงหนังสือของบริษัทได้ 

บริษัทปิดธุรกิจจัดส่งของชำอย่างรวดเร็วเมื่อปลายเดือนที่แล้ว การล่มสลายที่ใกล้จะเกิดขึ้นของบริษัททำให้เมือง Qingdao สูญเสียเงินลงทุนเกือบ 290 ล้านดอลลาร์ และโครงการพัฒนาใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐขาดรายได้แทบจะทันที

การลงทุนดังกล่าวยังทำให้ Qingdao มีส่วนรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของ Missfresh ในสายตาของซัพพลายเออร์ที่ไม่ได้รับค่าจ้าง เช่น Zhang Le ซึ่งบริษัทยังคงเป็นหนี้ 1.8 ล้านหยวนสำหรับการจัดหาเนื้อและขนมขบเคี้ยวสาหร่ายแห้งให้กับแพลตฟอร์ม “พวกเขา (รัฐบาลท้องถิ่นของ Qingdao) เป็นผู้ถือหุ้น ดังนั้นพวกเขาควรมีความรับผิดชอบบ้าง” Zhang กล่าว 

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ เธอเข้าร่วมกลุ่มเจ้าหนี้มากกว่า 40 ราย ซึ่งเป็นหนี้รวมหลายสิบล้านดอลลาร์ เพื่อประท้วงการจ่ายเงินที่สำนักงานของ Missfresh ทั่วประเทศจีน และพวกเขากำลังจะรวมพลกันไปเพื่อประท้วงที่หน้าศาลากลางของเมือง Qingdao

ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวปัญหาของสตาร์ทอัพที่น่าสนใจจากประเทศจีน ที่หลังจากรัฐบาลจีนได้ทำการกวาดล้างครั้งใหญ่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ทำให้หลาย ๆ บริษัททางด้านเทคโนโลยีได้รับผลกระทบ และโมเดลธุรกิจที่คล้ายกับ Delivery Service ที่กำลังมีปัญหาไปทั่วโลกในขณะนี้ ทำให้เหล่านักลงทุนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับโมเดลธุรกิจดังกล่าวว่าสุดท้ายธุรกิจเหล่านี้จะกลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้จริง ๆ หรือไม่ ซึ่ง Missfresh ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความล้มเหลวในโมเดลธุรกิจที่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ในเชิงธุรกิจนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/1e2ed2e4-d954-4f33-9656-143ea940e44c
https://www.protocol.com/china/missfresh-dingdong-everything-to-know
https://www.grocerydive.com/news/aisles-abroad-how-a-chinese-e-grocer-is-delivering-fresh-foods-fast-in-the/622824/

Charles Ponzi ชายที่ชื่อถูกจารึกเป็นตำนาน Ponzi’s Scheme แชร์ลูกโซ่เบอร์แรกของโลก

มาถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 100 ปีแล้วนะครับสำหรับเรื่องราวของแชร์ลูกโซ่หรือ Ponzi Schemes ที่ตำนานได้เริ่มต้นขึ้นกับชายที่มีชื่อว่า Charles Ponzi ที่อยู่ดี ๆ ชื่อของเขาก็ถูกจารึกเป็นตำนานมาจวบจนถึงทุกวันนี้

Charles Ponzi เกิดที่เมือง Lugo ประเทศอิตาลีในปี 1882 เมื่ออายุได้ 21 ปี เขาทำงานเป็นพนักงานไปรษณีย์ จากนั้น Ponzi จึงได้ตัดสินใจออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกาเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเขามาถึงชายฝั่งอเมริกาด้วยเงินเพียงแค่ 2.5 เหรียญสหรัฐเพียงเท่านั้น เรียกได้ว่า มาด้วยเสื่อผืนหมอนใบตัวจริง

เมื่อมาถึงสหรัฐอเมริกา Ponzi ก็ได้ย้ายไปที่ประเทศแคนาดา ซึ่งเขาได้ไปเป็นผู้ช่วยพนักงานธนาคาร Banco Zarossi ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นในเมืองมอนทรีออล

ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอะไรบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้ว่ามันมีสิ่งนี้ในโลก นั่นก็คือแชร์ลูกโซ่ แต่ตอนนั้นโลกยังไม่รู้จักสิ่ง ๆ นี้มากนัก

ธนาคาร Banco Zarossi ประสบกับปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงจากการให้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์จำนวนหนึ่งที่ประสบปัญหา ด้วยเหตุนี้ผู้ก่อตั้งธนาคาร Luigi Zarossi จึงพยายามคงสถานะธนาคารไว้โดยให้ดอกเบี้ยเงินฝากของลูกค้าจากบัญชีที่เพิ่งเปิดใหม่

อย่างไรก็ตามฉากสุดท้าย มันก็เหมือนฉากที่เราคุ้นเคย เมื่อ Luigi หอบเงินหนีไปที่เม็กซิโกด้วยเงินส่วนใหญ่ของธนาคาร ทำให้เหล่าลูกค้าถูกลอยแพแทบจะทั้งหมด

นั่นทำให้ Ponzi ต้องตกระกำลำบากแทบจะทันที ซึ่งหลังจากโดนชิ่งหนีจาก Luigi ได้ไม่นาน Ponzi ก็พยายามที่จะปลอมเช็คที่เขาจ่ายให้กับตัวเองและถูกจับและจำคุกในแคนาดาเกือบสามปี

เมื่อเขาได้รับการปล่อยตัวในปี 1911 เขากลับมายังสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาได้ไปพัวพันกับแผนการลักลอบขนผู้อพยพชาวอิตาลีที่ผิดกฎหมายข้ามพรมแดน ซึ่งนั่นทำให้เขาถูกจับอีกครั้งและจำคุกสองปี

ในปี 1919 Ponzi ได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองบอสตัน ซึ่งเขาเริ่มคิดแผนการเพื่อทำเงิน ที่นี่นี่เองที่เป็นครั้งแรกที่เขาค้นพบคูปองตอบกลับระหว่างประเทศ (IRC) ที่สร้างโดย United States Postal Service (USPS)

คูปอง IRC ที่สร้างโดย United States Postal Service (USPS)  (CR:postalmuseum.si.edu)
คูปอง IRC ที่สร้างโดย United States Postal Service (USPS) (CR:postalmuseum.si.edu)

ซึ่งเขาได้พบกับ IRC ในจดหมายที่เขาได้รับจากนักข่าวธุรกิจในสเปนที่ซื้อคูปองมูลค่า 30 เซ็นตาโว ในสหรัฐอเมริกา แต่ IRC เดียวกันสามารถแลกเปลี่ยนได้ 5 เซนต์ ซึ่งมากกว่ามูลค่าในสเปนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเงินเปเซตาของสเปนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในขณะนั้น

ด้วยเหตุนี้เอง Ponzi จึงปิ๊งไอเดียในการซื้อคูปองจำนวนมากจากเศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแอและขายคูปองเหล่านี้ในราคาที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ ที่จะทำให้เขาได้รับเงินมหาศาล

โครงการดังกล่าวเรียกได้ว่าสามารถสร้างผลกำไรสุทธิได้ถึง 400% ซึ่งการที่สินทรัพย์ถูกซื้อในตลาดหนึ่งและขายในอีกตลาดหนึ่งด้วยราคาที่สูงกว่า มันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย 100%

อย่างไรก็ตามด้วยความโลภ เขาได้เปลี่ยนธุรกิจของเขาให้กลายเป็นกลโกง โดยตั้งบริษัทหลักทรัพย์ขึ้นในช่วงปี 1920 และชักชวนให้ผู้คนลงทุนในธุรกิจนี้เพื่อแลกกับดอกเบี้ย 50% ภายใน 90 วัน

มันเป็นผลตอบแทนที่หอมหวลเป็นอย่างมาก ความสนใจของนักลงทุนพุ่งกระฉูด Ponzi หลอกนักลงทุนโดยบอกพวกเขาว่า เขามีเครือข่ายตัวแทนที่ซับซ้อนทั่วยุโรปซึ่งสามารถซื้อคูปองจำนวนมากให้กับเขาได้ และเขาสามารถเปลี่ยนคูปองเหล่านี้ให้กลายเป็นเครื่องจักรผลิตเงินในสหรัฐอเมริกาได้อย่างง่ายดาย

ด้วยการนักลงทุนเพิ่มเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาไม่สามารถซื้อ IRC ได้ทัน แต่เขากลับเลือกที่จะเก็บเงินบางส่วนของนักลงทุนหน้าใหม่ไว้กับตัวเอง และจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนก่อนหน้า

ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่เขาถูกขอให้เปิดเผยการดำเนินการภายในของเขา เขาเพียงบอกว่าจำเป็นต้องปกปิดข้อมูลดังกล่าวจากสาธารณะเพื่อป้องกันไม่ให้คู่แข่งเลียนแบบ

แม้ Ponzi จะมีความสุขกับความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีผู้คนต่างสงสัยในธุรกิจของเขา ในไม่ใช้มีการตีแผ่จากสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งที่สงสัยในโมเดลธุรกิจของ Ponzi

แต่ Ponzi เลือกที่จะฟ้องนักเขียนเหล่านี้ ซึ่งเขาก็ชนะคดีเสียด้วย เพราะผู้เขียนบทความโจมตีไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาของเขาได้

แต่เมื่อเริ่มเป็นที่สนใจของสื่อ ทำให้สำนักพิมพ์รายใหญ่อย่าง The Boston Post เริ่มเข้ามาสนใจ ซึ่งนักข่าวที่มีชื่อว่า Clarence Barron ได้ค้นพบว่าตัว Ponzi เองไม่ได้ลงทุนในแผนการที่เขาอ้าง

แต่กลายเป็นว่า Ponzi ได้ไปบอกกับนักข่าวในบางสื่อว่า เขาลงทุนเงินของตัวเองในอสังหาริมทรัพย์ หุ้น และพันธบัตร ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมเขาถึงชอบสินทรัพย์แบบดั้งเดิมเหล่านี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดแค่ 5% ในขณะที่โครงการของเขาให้ผลตอบแทนถึง 50% ทำไมเขาไม่นำเงินไปลงทุนในธุรกิจของตัวเองที่สร้างกำไรได้อย่างมหาศาล

Barron ยังได้คำนวณด้วยว่าปริมาณการลงทุนที่ผ่านโครงการของ Ponzi นั้นจะต้องมีการแลกเปลี่ยนคูปองประมาณ 160 ล้านใบ แต่พบว่ามีคูปองเพียง 27,000 ใบเท่านั้นที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ

การค้นพบของ Barron ส่วนใหญ่รวมอยู่ในบทความหน้าแรกที่จัดทำโดย The Boston Post ในเดือน กรกฎาคม 1920 แต่แม้บทความจะเผยแพร่ออกไปแล้วนักลงทุนจำนวนมากก็ยังเชื่อใจใน Ponzi

Clarence Barron ที่มาตีแผ่เรื่องราวการฉ้อโกงของ Ponzi (CR:internationalbanker.com)
Clarence Barron ที่มาตีแผ่เรื่องราวการฉ้อโกงของ Ponzi (CR:internationalbanker.com)

แต่ Ponzi เริ่มตระหนักว่าแผนการลับลวงพรางของเขานั้น เริ่มที่จะถูแพร่งพรายออกมา เขาได้จ้างนักประชาสัมพันธ์ William McMasters เพื่อสร้างภาพลักษณ์สาธารณะของเขา แต่เมื่อ McMasters รู้ความจริงเขาจึงเลือกที่จะประณาม Ponzi ในสื่อแทน

เดือนต่อมา สำนักงานของ Ponzi ถูกหน่วยงานกำกับดูแลบุกค้น การตรวจสอบธุรกิจของเขาได้เปิดเผยความจริงที่ว่าเขาครอบครองคูปองไปรษณีย์ มูลค่ารวม 61 ดอลลาร์เพียงเท่านั้น

ในที่สุด Ponzi ก็ยอมจำนนต่อเจ้าหน้าที่และถูกต้องข้อหาฉ้อโกงทางไปรษณีย์โดยรัฐบาลกลาง เขาได้รับโทษจำคุกรวม 9 ปีครึ่ง หลังจากได้รับโทษจำคุกทั้งหมด เขาถูกส่งตัวกลับไปอิตาลี และใช้ชีวิตอย่างอนาถา โดยเขาเสียชีวิตในเมืองริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิลในปี 1949

บทสรุป

แม้ว่า Ponzi จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขาในท้ายที่สุด แต่มันไม่ได้ทำให้ Pozi Scheme หรือ แชร์ลูกโซ่ หายไปจากสังคมโลกเราเลย

มีโครงการมากมายที่เกิดขึ้น ตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นเคสของ Bernard Madoff ซึ่งในปี 2008 Madoff ถูกตัดสินใว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงและถูกตัดสินใจคุก 150 ปี

และข่าวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยเราเอง มีแชร์ลูกโซ่มากมายเกิดขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น forex เหมืองขุดบิตคอยน์ ฟาร์มเห็ด ทองคำ กุ้ง หรือแม้กระทั่ง voucher การท่องเที่ยว

กฏหมายในไทยหรือในหลาย ๆ ประเทศยังคงล้าหลังมาก ๆ ในการเอาผิดเครือข่ายเหล่านี้ ทำให้คนที่สร้างแชร์ลูกโซ่ไม่ได้สนใจในโทษที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาในอนาคตเลยด้วยซ้ำ

แม้จะมีคำสั่งศาลให้ติดคุก เป็นพัน เป็นหมื่นปีก็ตาม แต่กฎหมายก็กำหนดโทษสูงสุดไว้เพียงแค่ 20 ปีเพียงเท่านั้น ซึ่งติดจริง ๆ โดยเฉลี่ยจากเคสที่ผ่านมาแค่ 6-7 ปี บางเคสการฟ้องร้องคืนเงินยังไม่เสร็จ แต่นักโทษออกมาจากคุก มาใช้เงินสุขสบายกันแล้ว เพราะยุคนี้ นวัตกรรมการฟอกเงินมันซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทำให้ track ได้ยากมากกว่ายุคก่อน

จะเห็นได้ว่าในอนาคตรูปแบบการปั้นแชร์ลูกโซ่จะง่ายขึ้นและหลอกคนได้แนบเนียนขึ้นโดยอาศัย buzzword โดยเฉพาะคำด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้มากนัก

ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหายคราวนี้จะ track เรื่องเส้นทางการเงินต่าง ๆ เพื่อยึดทรัพย์มาคืนได้ยากยิ่งขึ้นกว่าเดิมมาก ทำให้การฟอกเงินนั้นล้ำขึ้นไปอีก ซึ่งคงใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าที่หน่วยงานรัฐของเราจะตามเทคโนโลยีการฟอกเงินเหล่านี้ได้ทันนั่นเองครับผม

References :
https://www.smithsonianmag.com/history/in-ponzi-we-trust-64016168/
https://internationalbanker.com/history-of-financial-crises/charles-ponzi-1920/
https://time.com/5877434/first-ponzi-scheme/