Xiaomi Youpin กับแนวคิดการมอบประสบการณ์ช็อปปิ้งออนไลน์ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นของ Xiaomi

Xiaomi Youpin ได้เริ่มเปิดตัวออนไลน์ในเดือนเมษายน 2017 หลังจากแยกจากแอป Xiaomi Mijia มันคือประตูทางเข้าสู่ e-commerce ยุคใหม่ของ Xiaomi โดย ส่วนใหญ่จะขายฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หลักรวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคยุคใหม่

Xiaomi แยกส่วนนี้และทำให้มันเป็นแอปอิสระเพื่อ “มอบประสบการณ์การช็อปปิ้ง e-commerce ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและสร้างผลิตภัณฑ์ในบ้านที่มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น” Xiaomi Youpin คุยโวไว้อย่างยิ่งใหญ่เมื่อตอนเปิดตัว

ซึ่งความเป็นจริงแล้ว Xiaomi ได้พิจารณาแยก Xiaomi Youpin เมื่อปลายปี 2016 เมื่อถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2017 Lei Jun ผู้ก่อตั้ง Xiaomi ได้ออกจดหมายภายในบริษัทเพื่อประกาศว่าทีม Xiaomi Youpin จะถูกแยกออกจาก MIOT และกลายเป็นแผนกอีคอมเมิร์ซของ Youpin อย่างเป็นทางการ

ก่อนที่จะก่อตั้ง Xiaomi Youpin Gao Ziguang รับผิดชอบธุรกิจ Internet of Things ภายใน Xiaomi ซึ่งในช่วงที่ข้อมูลจำนวนมากทำให้ Xiaomi ตระหนักว่าความต้องการจำนวนมากของผู้ใช้ยังไม่ได้รับความพึงพอใจนัก เนื่องจาก Xiaomi เคยขายฮาร์ดแวร์เป็นหลัก บริษัท จึงคิดหาวิธีเพิ่มความถี่ในการโต้ตอบกับผู้ใช้งาน

Gao Ziguang ที่มาเป็นหัวเรือใหญ่ของ Xiaomi Youpin
Gao Ziguang ที่มาเป็นหัวเรือใหญ่ของ Xiaomi Youpin

นอกจากนี้ผู้ใช้งานของ Xiaomi ส่วนใหญ่เป็นเพศชายดังนั้น Xiaomi Youpin จึงรับผิดชอบในการปรับโครงสร้างผู้ใช้ของ Xiaomi ให้ดีที่สุด “เนื่องจากเราไม่มีผลิตภัณฑ์ยอดนิยมอย่าง WeChat หรือ iQiYi เราจึงต้องหาเส้นทางใหม่และเราคิดว่าผู้ใช้ของเราต้องการอะไรอีกบ้าง นอกจากนี้บริการของเราสำหรับผู้ใช้เพศหญิงยังน้อยเกินไปซึ่งเป็นเหตุผลอธิบายว่าทำไมเราจึงต้องมีส่วนร่วมในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้นกว่าเดิม”

Xiaomi ได้ทำการสำรวจพบว่ารุ่นของ Xiaomi ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วกับธุรกิจโทรศัพท์มือถือนั้นสามารถทำซ้ำกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้หรือไม่ ซึ่ง Xiaomi ตีความผลิตภัณฑ์ของพวกเขาว่าเป็น“ผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสได้และราคาไม่แพงโดยใช้การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต”

ตั้งแต่ห้าปีที่ผ่านมา Xiaomi ได้เริ่มสร้าง Powerbank สายรัดข้อมือ เครื่องฟอกอากาศและเครื่องดูดฝุ่นอัตโนมัติ เพื่อสร้างเครือข่ายทาง ecosystem ของ Xiaomi ผ่านการลงทุนใน บริษัท ฮาร์ดแวร์อัจฉริยะบางแห่ง

เมื่อได้รับประโยชน์จากฮาร์ดแวร์อัจฉริยะแล้ว Xiaomi ก็มีแนวคิดที่จะขยายไปสู่สินค้าอุปโภคบริโภค หลังจากนั้นไม่นาน Xiaomi Youpin ก็ปรากฏตัวขึ้น

ซึ่งแตกต่างจาก บริษัท อีคอมเมิร์ซอื่น ๆ ที่ใช้โมเดล OEM นั้น Xiaomi Youpin ใช้วิธีการสร้างของผลิตภัณฑ์ของตัวเอง + ผลิตภัณฑ์จากบริษัทในเครือข่ายของ Xiaomi + ผลิตภัณฑ์ของบุคคลที่สาม

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา Xiaomi ได้ลงทุนใน บริษัทเครือข่ายทางด้านฮาร์ดแวร์มากกว่า 200 บริษัท แผนการลงทุนเป็นผลมาจากความสมดุลของ Xiaomi ที่มีพร้อมของสายผลิตภัณฑ์ และคิดว่ามันสามารถทำซ้ำได้กับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

จากมุมมองของ Gao ถ้า Xiaomi ทำผลิตภัณฑ์ทั้งหมดด้วยตัวเอง บริษัท จะเห็นการขยายตัวเกินจริงและแทบจะไม่สามารถมั่นใจได้ว่าการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของทุกกลุ่มธุรกิจในเวลาเดียวกัน

“ ธุรกิจอื่น ๆ นอกเหนือจากธุรกิจหลักจะถูกทำให้อยู่ในระดับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ส่งผลให้ขาดการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้การควบคุมคุณภาพและการทำซ้ำอย่างต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์มีความสำคัญมาก หากทีมของเราต้องจัดการผลิตภัณฑ์ 10,000 รายการของแบรนด์เราเอง Xiaomi จะกลายเป็น บริษัท ที่มีพนักงาน 200,000 คนในไม่ช้า “Gao กล่าว

จากการพิจารณาข้างต้น Xiaomi เริ่มเพิ่มสายผลิตภัณฑ์ของตนผ่านการลงทุนใน บริษัท ใน ecosystem ที่เกี่ยวข้องเมื่อห้าปีที่แล้ว แต่ยังคงมีผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์หลักหลายอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ และทีวี ที่ยังผลิตด้วยตัวพวกเขาเอง

กลยุทธ์การลงทุนของ Xiaomi นั้นแตกต่างจากการลงทุนแบบเข้า take over กิจการ ซึ่งแตกต่างจาก บริษัท อื่น ๆ หลายประการ โดยกลยุทธ์การลงทุนของ Xiaomi คือการเป็นผู้ถือหุ้น ส่วนน้อยเท่านั้นแทนที่จะเป็นผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมทั้งหมด

Gao กล่าวว่าจุดประสงค์ของ Xiaomi ในการลงทุนใน บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ ecosystem ของพวกเขา คือการสร้างการสื่อสารอย่างต่อเนื่องกับ บริษัท ผ่านความสัมพันธ์ด้านการลงทุนดังนั้นจึงส่งมอบแนวคิดและค่านิยมของ Xiaomi ได้อย่างต่อเนื่องและยังคงรักษาการก้าวเดินที่มั่นคงของ บริษัทในเครือข่ายได้ด้วยเช่นเดียวกัน

“ เราควบคุมผลิตภัณฑ์ไม่ใช่เพียงแค่สร้างกฎ มันเป็นวิธีปฏิบัติในการตรวจสอบก่อนที่จะมีการผลิตออกมา และทำการสุ่มตรวจสอบคุณภาพหลังจากนั้น ซึ่งอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมด แต่แน่นอนว่าเรามีกฎเกณฑ์ แต่มันก็เหมือนกับการสร้างกระบวนการสื่อสารที่เป็นรูปธรรมผ่านการลงทุนเพื่อให้แน่ใจว่า บริษัท จำนวนมากจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับเรา” Gao กล่าว

“ คุณค่า” เป็นคำที่ Xiaomi มักกล่าวถึงในที่สาธารณะ Gao กล่าวว่า คำง่าย ๆ คำนี้ คือกุญแจสู่ความสำเร็จของ Xiaomi

“ หลายคนสงสัยว่าทำไมสินค้าคุณภาพสูงของเราจึงขายในราคาที่ถูก  ผลิตภัณฑ์หนึ่งสามารถขายได้ที่ 10 หยวนหรือ 20 หยวน แม้ส่วนต่างราคาอาจจะทำให้เราพลาดรายได้หลายร้อยล้านหยวนในหนึ่งปี ซึ่งแน่นอนว่ามันก็เป็นเรื่องยากที่จะต้านทานต่อสิ่งล่อตาล่อใจเหล่านี้”

ในการเป็นสมาชิกในระบบเครือข่ายของ Xiaomi บริษัท ต้องระบุด้วย Xiaomi Model และคุณค่าของ Xiaomi ก่อน นอกจากนี้ยังต้องการความสามารถของทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์และทีมปฏิบัติการ ซึ่งรวมถึงกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การผลิตจนถึงการทำซ้ำและบริการหลังการขาย

สำหรับความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาและซัพพลายเชน Xiaomi คิดว่ากำลังการผลิต R&D ของ บริษัท เพิ่มขึ้นรวมถึงการออกแบบนั้นพวกเขาสามารถช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ จากข้อมูลของ Gao สำหรับบางบริษัท ที่ขาดความสามารถในการจัดหาซัพพลายเชน Xiaomi จะช่วยให้พวกเขาติดต่อพันธมิตรความร่วมมือที่มีอยู่ผ่าน Connection ของ Xiaomi

นอกจากนี้ทีมออกแบบของ Xiaomi ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกับ บริษัท ในเครือเหล่านี้ “ ผลิตภัณฑ์ของเราจำนวนมากได้รับการพัฒนาร่วมกับ บริษัท ในเครือแทนการซื้อโดยตรงจากโรงงาน พวกเขามีเอกลักษณ์บางอย่าง ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเรามีความแตกต่าง”

ที่สำนักงานใหญ่ของ Xiaomi Youpin มีอุปกรณ์ล้างมืออัตโนมัติซึ่งสามารถจ่ายโฟมโดยอัตโนมัติเมื่อเซ็นเซอร์ตรวจจับที่มือ ผลิตภัณฑ์นี้สร้างขึ้นจากการพูดคุยซ้ำ ๆ ของ Xiaomi กับ บริษัท เคมี แห่งหนึ่ง

อุปกรณ์ล้างมืออัตโนมัติของ Xiaomi
อุปกรณ์ล้างมืออัตโนมัติของ Xiaomi

“ นี่เป็นกระบวนการทั่วไปเพราะ บริษัท รู้จักอุตสาหกรรมเคมีเป็นอย่างดีและเราคุ้นเคยกับอินเทอร์เน็ตและฮาร์ดแวร์อัจฉริยะ เราหารือถึงวิธีแก้ปัญหาความเจ็บปวดในชีวิตประจำวันของเรา จากนั้นจึงกำหนดผลิตภัณฑ์ร่วมกันก่อนที่ บริษัท จะเริ่ม R & D การสร้างแบบจำลองการผลิตและการทดสอบ” Gao กล่าว

นี่คือเหตุผลที่คู่แข่ง ๆ หลาย ๆ บริษัท มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 10,000 SKUs ต่อปีในขณะที่ Xiaomi Youpin มีเพียง 3,000 SKU เท่านั้น วงจรที่ยาวนานจากการกำหนดผลิตภัณฑ์จนถึงการแนะนำผลิตภัณฑ์ทำให้ Xiaomi Youpin มีจำนวน SKUs ที่เติบโตอย่างช้าๆ

จากข้อมูลของ Gao การซื้อสินค้าจำนวนมากจากโรงงานสามารถผลักดันการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ SKU แต่ผลิตภัณฑ์มักขาดความเป็นเอกลักษณ์ ยิ่งไปกว่านั้นการควบคุมคุณภาพเป็นเรื่องยากสำหรับ บริษัท ที่ดำเนินงานด้วยตนเองเป็น 10,000 SKU

โซลูชันของ Xiaomi Youpin คือการให้หมวดหมู่ผลิตภัณฑ์หนึ่งรายการสอดคล้องกับ บริษัท โดยมีการร่วมมือกันในหนึ่งหรือสองแห่งในเครือข่ายของ Xiaomi ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การวิจัยและพัฒนาและการอัพเกรดรุ่นของหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ 

ในขณะเดียวกันเนื่องจากแบรนด์ของ บริษัท ยังคงอยู่ แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การผลิตแบบ OEM ความรู้สึกเป็นเจ้าของของ บริษัท ทำให้พวกเขามีความคิดริเริ่มที่แข็งแกร่งซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อ Xiaomi และสิ่งที่ต้องทำคือการจัดการทั่วไป เพียงเท่านั้น

หนังสือชี้ชวนของ Xiaomi แสดงให้เห็นว่าภายในวันที่ 31 มีนาคม 2018 จำนวน บริษัท Xiaomi ที่ลงทุนและบ่มเพาะมากถึง 210 แห่ง โดยที่มากกว่า 90 แห่งมีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมาร์ทฮาร์ดแวร์และการอุปกรณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำนวัน

Gao เปิดเผยว่า Xiaomi คาดว่าจะสามารถครอบคลุม 80% ถึง 90% ของผลิตภัณฑ์ทุก ๆ อย่าง ใน การอุปโภคบริโภค และการอยู่อาศัย ในหนึ่งหรือสองปี ผ่านการร่วมมือกับบริษัทใน ecosystem ของเขา รูปแบบการเลือก SKU จะถูกนำมาใช้สำหรับแต่ละประเภทเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคด้วยผลิตภัณฑ์บางอย่าง

“ การแข่งขันระหว่าง บริษัท อีคอมเมิร์ซหรือค้าปลีกนั้นรุนแรงมากและไม่มีทางที่จะแข่งขันกับ JD.com และ Tmall.com สำหรับการสร้างแพลตฟอร์มได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าจะสร้างแพลตฟอร์มหรือสร้างผลิตภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันแนวคิดของเราคือการมุ่งเน้นการเป็น บริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในราคาย่อมเยาว์” Gao กล่าว

ในช่วงแรกของยุคอินเทอร์เน็ตรูปแบบธุรกิจหลักคือการทำเงินกับทราฟฟิกจากจำนวนผู้ใช้งานที่เกิดขึ้น การเติบโตของ Xiaomi ทำให้หลายคนตระหนักว่า มีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมการผลิตและการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราส่วนราคาต่อประสิทธิภาพสูง  บริษัท อินเทอร์เน็ตจึงมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้นเรื่อย ๆ

เป็นผลให้อาลีบาบาซึ่งยืนยันว่าจะไม่ทำร้านค้าที่ดำเนินการด้วยตนเองได้เปิดตัว Taobao Xinxuan ตามด้วยยักษ์ค้าปลีกเช่น JD และ Suning ซึ่งได้เปิดตัวร้านค้าออนไลน์และออฟไลน์ที่ดำเนินการด้วยตนเองเช่นเดียวกัน

Taobao Xinxuan จากพี่ใหญ่อย่าง อาลีบาบา
Taobao Xinxuan จากพี่ใหญ่อย่าง อาลีบาบา

ด้วยความเคารพต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว Gao เชื่อว่าการมีส่วนร่วมของ บริษัท อินเทอร์เน็ตในอุตสาหกรรมการผลิต มาจากสภาพแวดล้อมการค้าปลีกที่เปลี่ยนแปลง การดำเนินการออนไลน์และออฟไลน์ที่แยกจากก่อนหน้านี้กำลังถูกรวมเข้าด้วยกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในเรื่องการค้าปลีกทั้งหมด

วิวัฒนาการดังกล่าวแสดงให้เห็นสองทิศทาง: หนึ่งคือวิวัฒนาการของจำนวนผู้ใช้งานที่เกิดขึ้นในระบบอินเทอร์เน็ต อีกทิศทางคือ หมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ Social Commerce ที่นำโดย Pinduoduo และ Yunji ได้เปลี่ยนพื้นที่ของวิถี e-commerce แบบเก่า ๆ

โดยการเปลี่ยนแปลงของประเภทผลิตภัณฑ์นั้นเกิดขึ้นจากแนวโน้มการยกระดับการบริโภค แทนที่จะแข่งขันกันด้วยจำนวนผู้ใช้งาน บริษัท ต่างๆ หันมาดึงดูดลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความละเอียดอ่อนและไม่เหมือนใคร

ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมการผลิตก็ประสบกับการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน หลายโรงงานกำลังเผชิญกับการส่งออกที่หดตัวลง ในขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังคงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามยอดขายในประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำสำหรับโรงงานที่ไม่มีประสบการณ์การขายสินค้าในประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาโอกาสให้กับยักษ์ค้าปลีกหลายรายให้พวกเขาเข้าร่วมในอุตสาหกรรมการผลิต

มีสองความคิดเกี่ยวกับพัฒนาการของผู้บริโภค หนึ่งเชื่อว่าผู้บริโภคยินดีจ่ายราคาที่สูงขึ้นเพื่อเพลิดเพลินกับผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีขึ้น ไม่ได้หมายถึงราคาที่สูงขึ้น แต่เป็นการช่วยให้ผู้บริโภคจ่ายน้อยลงหรือราคาเดียวกันเพื่อรับผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพสูงขึ้น

เห็นได้ชัดว่าข้อมูลของ Gao พบว่าการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ของผู้บริโภคนั้นง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเมื่อก่อน แบรนด์ส่วนใหญ่แทบจะไม่สามารถทำเงินผ่านแบรนด์ระดับพรีเมียมได้ยกเว้นสินค้าหรูหราบางประเภทเท่านั้น

“ ระดับการศึกษาและการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคกระแสหลักหลังยุค 90 นั้นแตกต่างจากเมื่อก่อน พวกเขาสามารถค้นหาราคาของ CPU คอมพิวเตอร์หน่วยความจำและต้นทุนฮาร์ดแวร์สะท้อนให้เห็นถึงการลดลงของความไม่สมดุลของข้อมูลในยุคที่ข้อมูลต่าง ๆ นั้นหาได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้ว

Gao กล่าวว่าการเข้าถึข้อมูลที่ง่ายขึ้นของผู้บริโภค จะช่วยลดค่าพรีเมี่ยมของแบรนด์ที่สูงเกินไปในขณะที่ยังคงรักษาระดับพรีเมี่ยมของแบรนด์ที่เหมาะสม สินค้ารุ่นยอดนิยมเป็นแกนหลักที่ทำให้ Xiaomi พัฒนาคุณภาพโดยไม่ต้องเพิ่มราคาซึ่งเป็นการลดความต้องการเฉพาะที่ไม่จำเป็นและสนองความต้องการของผู้คนส่วนใหญ่ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง

เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์อย่างประทับใจยิ่งขึ้น Xiaomi Youpin กำลังสร้างร้านค้าออฟไลน์ Gao กล่าวว่า Xiaomi Youpin เปิดร้านค้าออฟไลน์เพื่อให้ผู้ใช้สัมผัสกับการผสมผสานของเทคโนโลยีและชีวิตในแบบที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น 

“ Xiaomi เป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นความรู้สึกของเทคโนโลยี และตอนนี้เราต้องการรวมรายการวัสดุสิ้นเปลืองเข้ากับเทคโนโลยีเพื่อแสดงให้เห็นว่า ทั้งเทคโนโลยีและศิลปะสามารถที่จะบรรจบอยู่ในผลิตภัณฑ์ได้”

อย่างไรก็ตาม Xiaomi มีความระมัดระวังเป็นอย่างมากเมื่อเปิดร้านออฟไลน์เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง มีรายงานว่า Xiaomi เปิดร้านค้าทางออฟไลน์แห่งแรกในหนานจิง Gao กล่าวว่าร้านมีไว้สำหรับทดสอบเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่นการชำระเงินด้วยตนเอง Xiaomi จะเปิดอีกหลายสาขาเพื่อทดสอบการรับรู้ของผู้บริโภค

Gao กล่าวว่าร้านค้าออฟไลน์สามารถเป็นร้านค้าขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กก็ได้ จุดประสงค์ของการเปิดร้านออฟไลน์ขนาดเล็กคือการเป็นสถานที่ไว้แสดงแบรนด์มากกว่าการขายสินค้าในขณะที่การดำเนินการของร้านค้าขนาดใหญ่นั้นขึ้นอยู่กับว่ากำไรขั้นต้นของร้านเดียวสามารถครอบคลุมต้นทุนได้หรือไม่ 

ในปัจจุบัน Xiaomi Youpin สามารถตัดสินใจระหว่างทางเลือกทั้งสองได้ยาก แต่ในที่สุดจะได้รับคำตอบหลังจากการทดสอบในร้านค้าหลาย ๆ แห่ง ในช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังจากนี้นั่นเองครับ

References : https://www.gearbest.com/blog/how-to/what-is-xiaomi-ecological-chain-or-xiaomi-youpin-6602
https://equalocean.com/news/201904141780
https://medium.com/@TMTPOST/interview-with-gm-of-xiaomi-youpin-the-way-xiaomi-does-business-of-household-items-62dc50fb333a
https://us.valueq.com/articles/what-is-xiaomi-youpin-or-ecological-chain-system-brands-in-333977

Quora บริการถาม-ตอบหมื่นล้าน ที่แสวงหาคำตอบจากคนที่รู้จริง

Quora ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 โดย Adam D’Angelo อดีต CTO ของ Facebook และ Charlie Cheever อดีตพนักงาน Facebook  แม้ว่า Quora จะเปิดตัวในปี 2009 เว็บไซต์นี้ได้เผยแพร่สู่สาธารณะในเดือนมิถุนายน 2010 Quora เป็นแพลตฟอร์มตอบคำถามที่ให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการถามคำถาม และแสวงหาคำตอบจากคนที่รู้จริง

ยิ่งไปกว่านั้นแพลตฟอร์มตอบคำถามช่วยให้ผู้ใช้สามารถตั้งคำถามสาธารณะหรือผ่านทางตัวตนแบบนิรนาม ซึ่งผู้ใช้ยังสามารถทำงานร่วมกันใน Quora ได้โดยแก้ไขคำถามแนะนำการแก้ไขคำตอบบนแพลตฟอร์มที่โพสต์โดยผู้ใช้รายอื่น

Adam D’Angelo ผู้ก่อตั้ง Quora และ CEO ของ Facebook, Mark Zuckerberg นั้นเป็นเพื่อนในโรงเรียนเดียวกัน โดยทั้งคู่เคยเรียนด้วยกันที่ Phillips Exeter Academy ใน New Hampshire 

ต่อมาเขาได้รับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่ทั้ง Mark และ Adam ได้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่อย่าง Facebook และในปี 2004 Zuckerberg ได้แต่งตั้งให้ Adam ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายวิศวกรรมของ Facebook ในช่วงเริ่มต้น 

ต่อมาในปี 2008 Adam ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ที่ Facebook เขาทำงานเป็น CTO ของ Facebook เป็นเวลาเกือบสองปีซึ่งเขาเป็นผู้นำการพัฒนาทีม Data และขยายแพลตฟอร์ม Facebook เขายังดูแลการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่รวมถึงสถาปัตยกรรมของเว็บไซต์ Facebook ในยุคแรก ๆ

เมื่อพูดถึง Charlie  ในปี 2006 เขาได้รับอีเมลจาก Facebook ที่เสนองานตำแหน่งผู้จัดการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เริ่มแรกเขาไม่สนใจอีเมลดังกล่าว และไม่ได้คิดถึงโอกาสมากนัก แต่ต่อมาเขาเปลี่ยนใจและยอมรับข้อเสนอที่ยื่นให้เขา โดยก่อนที่จะเข้าร่วม Facebook Charlie ทำงานให้กับ Amazon มาแล้วในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

Adam ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้าง Quora เพราะเขามีความเห็นว่าคำถามและคำตอบเป็นหนึ่งในพื้นที่บนอินเทอร์เน็ตที่ยังไม่ดีมากพอ เขาคิดว่ามีหลายเว็บไซต์ที่มีคำถาม & คำตอบ แต่ไม่มีใครคิดริเริ่มที่จะมาพร้อมกับสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเหล่าผู้ที่ต้องการหาคำตอบที่แท้จริง

ดังนั้นมันเป็นความคิดของเขาที่เขาแบ่งปันกับ Charlie ขณะทำงานที่ Facebook และเชื่อมโยงกับความคิดในภายหลังทันที ทั้ง Adam และ Charlie ยังคงทำงานที่ Facebook และพวกเขาแลกเปลี่ยนความคิดและแผนการจัดตั้ง บริษัท ที่จะทำให้ผู้คนแบ่งปันความคิดความรู้และความคิดเห็นของพวกเขาได้ง่ายขึ้น

ต่อมาในปี 2008 ทั้งคู่ตัดสินใจออกจาก Facebook เพื่อดำเนินการตามความคิดและสร้าง Startup ตามความฝันของพวกเขาทั้งสอง โดยพวกเขามาพร้อมกับชื่อ ‘Quora’ ซึ่งมาจากคำว่า Quorum ซึ่งความหมายคือ การให้กับกลุ่มคนที่มารวมตัวกันเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน 

Adam D'Angelo ลาออกจาก Facebook เพื่อทำตามความฝันของตัวเอง
Adam D’Angelo ลาออกจาก Facebook เพื่อทำตามความฝันของตัวเอง

โดย Quora ได้เปิดตัวในปี 2009 และใช้เวลาเกือบหนึ่งปีสำหรับผู้ก่อตั้งในการพัฒนา บริการ และในที่สุดบริการ คำถาม & คำตอบอย่าง Quora ก็ได้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะในปี 2010

ในช่วงวันแรก ๆ Quora ถูกเปรียบเทียบกับเครื่องมือการค้นหาของ Google อย่างไรก็ตามในขณะที่ผู้คนใช้แพลตฟอร์มพวกเขาค้นพบความแตกต่างระหว่างทั้งสองแพลตฟอร์ม Google เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นอัลกอริธึม ในขณะที่ Quora ได้รับเนื้อหาจากความรู้ที่แบ่งปันโดยผู้คนบนแพลตฟอร์มจากผู้ที่รู้จริง

หลังจาก Quora ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะในเวลาไม่นานเว็บไซต์ก็สร้างความฮือฮาใน Silicon Valley เหล่าเพื่อน ๆ ของผู้ก่อตั้งรวมถึงกลุ่มคนใน Silicon Valley เริ่มที่จะมีการเชิญกันให้มาใช้ Quora ซึ่งทำให้ฐานผู้ใช้ของ Quora เติบโตขึ้น เนื่องจากเนื้อหาบนแพลตฟอร์มดูเหมือนว่ามีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ 

ความนิยมของแพลตฟอร์มคำถามและคำตอบเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในช่วงเวลาสั้น ๆ ของการก่อตั้งและมีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้ว 500,000 ราย ภายในเดือนมกราคม 2011

ในปีต่อมา Charlie ก็ก้าวออกจากบริษัท อย่างไรก็ตามเขาตัดสินใจที่จะดำรงตำแหน่งต่อในฐานะที่ปรึกษา หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจคือ Adam มีความมั่นใจมากเกี่ยวกับความคิดของเขาว่าเขาลงทุนเงินของตัวเองในบริษัท ในช่วงระดมทุนรอบ Series B หลังจากการลงทุนเขาได้g-เข้ามาควบคุมเสียงส่วนใหญ่ในกรรมการบริษัท เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ จะทำงานตามแนวทางของเขา

หลังจากความสำเร็จ Quora ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มบล็อกในปี 2013 เพื่อให้ผู้ใช้โพสต์เนื้อหาที่ไม่ใช่การถามตอบ เช่น รูปภาพ และอื่น ๆ จากโปรไฟล์ของพวกเขา ในเดือนเมษายน 2014 Quora สามารถระดมทุนได้ 80 ล้านดอลลาร์จาก Tiger Global Management นอกจากนี้ยังได้เข้าซื้อ Parlio เว็บไซต์ถามตอบออนไลน์ที่สร้างโดย Wael Ghonim ในเดือนมีนาคม 2016

เมื่อเวลาผ่านไป Quora ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละปีที่ผ่านมา Quora ได้รับเงินทุนจากอีกหลายแหล่ง เพื่อขยายการดำเนินงานและเร่งการเติบโต Quora ได้รับเงินทุน 85 ล้านดอลลาร์ใน Series D ทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงขึ้นถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์ ด้วยเงินทุนที่ได้รับจาก Collaborative Fund และ Y Combinator

จากการระดมทุนในซีรี่ส์ D จาก 85 ล้านดอลลาร์ Quora ทำให้ Quora อยู่ในอันดับต้น ๆ ของ Unicorn Startup ด้วยการประเมินมูลค่าของบริษัทสูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์  ซึ่งการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Quora ทำให้พวกเขาสามารถเสนอขายหุ้น IPO ได้ในอนาคต อย่างไรก็ Quora จำเป็นต้องสร้างรายได้เพียงพอเพื่อรักษาการดำเนินงานและรักษาอัตราการเติบโต

Quora เป็นเพียงพอร์ทัลคำถามและคำตอบที่เนื้อหาได้รับการดูแลโดยผู้ใช้บนแพลตฟอร์มและเนื้อหาได้รับการจัดการโดยบริษัท จุดเด่นของ Quora นั้นมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาฐานความรู้คุณภาพสูงที่ยังคงมีประโยชน์อย่างมากในระยะยาว

เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหาใน Quora ยังคงมีประโยชน์ บริษัทได้เพิ่มคุณสมบัติใหม่ ๆ เช่นคำถามที่ถูกการอ้างอิงแบบ wikidata เป็นต้น คุณสมบัติ เช่น wikidata ได้ถูกนำเสนอบนแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ และเพิ่มอัตราการเข้าชมเว็บไซต์ให้มากขึ้น นอกจากนี้ Quora ก็ไม่ได้ขอให้ผู้ใช้ลงทะเบียนกับแพลตฟอร์มของตนซึ่งจะทำให้การใช้เว็บไซต์ง่ายขึ้น

Quora เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้งาน
Quora เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้งาน

อย่างไรก็ตามรูปแบบรายได้ที่ Quora คิดนั้น พื้นฐาน คือ การสร้างรายได้จากโฆษณาที่วางบนแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ Quora สามารถรวมโฆษณาไว้ในรูปแบบที่สามารถสร้างรายได้ที่ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับโฆษณาอื่น ๆ

เนื่องจากให้โฆษณาที่เกี่ยวข้องที่สำคัญจากผู้โฆษณาที่เกี่ยวข้อง โฆษณาจะถูกรวมอยู่ในรูปแบบ ที่มีลักษณะที่สวยงามที่ โฆษณามักจะปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มแบบเนียนตามากกว่าโฆษณาแบบอื่น ๆ บนโลกออนไลน์

นอกจากนี้ Quora มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในอัตราการเติบโต 3 หลักและการประเมินมูลค่าของ บริษัท อยู่ที่ 1.8 พันล้านเหรียญ วัตถุประสงค์ของ Quora ยังคงเหมือนเดิมจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็คือการสร้างฐานข้อมูลที่มีคุณภาพสูงของคำตอบสำหรับคำถามที่ถูกถามโดยเหล่าผู้คนหลายล้านคนจากทั่วโลกบนแพลตฟอร์ม Quora

Quora ได้เปิดให้บริการในภาษาเยอรมันและอิตาลีซึ่งให้ความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายในสิ้นเดือนเมษายน 2018 Quora เปิดตัวสิ่งอำนวยความสะดวกในการตอบวิดีโอซึ่งทำให้แพลตฟอร์มนี้เข้าถึงได้สำหรับผู้ที่ก่อนหน้านี้พบว่าเป็นการยากที่จะพิมพ์คำตอบเนื่องจากความพิการบางประเภทหรืออื่น ๆ

เดือนมกราคม 2019 Quora ได้เพิ่มการขยายให้สนับสนุนภาษาอื่น ๆ เช่น ดัทช์ เดนมาร์กฟินแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน มาราธี เบงกาลี และทมิฬ สิ่งนี้ทำให้แพลตฟอร์มสามารถเข้าถึงได้ในส่วนต่างๆของโลกจึงก่อให้เกิดความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

วิวัฒนาการของ Quora แสดงให้เห็นว่าความคิดที่อยากรู้อยากเห็นสามารถกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์และเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้อย่างไร วันนี้มันเป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์มากที่สุดบนอินเทอร์เน็ตซึ่งไม่เพียง แต่สร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าที่สำคัญให้กับชีวิตประจำวันของมนุษย์เราได้อีกด้วย

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Quora
https://www.quora.com/What-is-the-story-of-Quora
https://www.startupstories.in/stories/inspirational-stories/what-is-quora
https://www.vox.com/recode/2019/5/16/18627157/quora-value-billion-question-answer
https://dailyhive.com/vancouver/quora-vancouver-office

การปรับตัวที่ช้าไป กับความยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นอดีตของ MSN Messenger

เริ่มแรกที่เรารู้จัก MSN Messenger นั้นต้องนับย้อนไปตั้งแต่การก่อตั้งขึ้นในปี 1999 และ ในภายหลังได้ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็น Windows Live Messenger ซึ่งอดีตยักษ์ใหญ่แห่งบริการส่งข้อความถูกปิดฉากบริการไปในวันที่ 31 ตุลาคม 2014 และ คุณอาจสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

MSN Messenger ได้แข่งขันกับยักษ์ใหญ่ด้านการส่งข้อความอื่น ๆ ในยุคบุกเบิก ซึ่งได้แก่ ICQ, AOL AIM และ Yahoo!  ซึ่งในช่วงปี 1990 เป็นบริการแรกที่ให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในบ้านอเมริกันเริ่มปรากฏขึ้นมา

ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 และในช่วงกลางของการเปิดตัว Windows 95 ไมโครซอฟท์เผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ครั้งแรกนั่นคือกระแสความนิยมของอินเทอร์เน็ตในบ้าน 

ยักษ์ใหญ่แห่ง Redmond กำลังจะปล่อยระบบปฏิบัติการใหม่อย่าง Windows 95 และในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น Bill Gates ได้ส่งบันทึกให้ทีมผู้บริหารของเขาซึ่งกลายเป็นเอกสารที่มีความหมายมากสำหรับสถานการณ์ของ Microsoft ในขณะนั้น

เอกสารดังกล่าวมีชื่อว่า“ The Tidal Wave” ที่กล่าวถึง ความสำคัญของการพัฒนาอินเทอร์เน็ตสำหรับบริษัทในยุคต่อไป

ใจความสำคัญของเอกสารก็คือ Bill Gates ให้ความสำคัญสูงสุดกับอินเทอร์เน็ต ในบันทึกนี้ Gates ต้องการทำให้ชัดเจนว่าการให้ความสำคัญกับอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจของ Microsoft ในทุก ๆ ส่วน อินเทอร์เน็ตเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ IBM เปิดตัวพีซีเครื่องแรกในปี 1981 มันสำคัญยิ่งกว่าการมาถึงของส่วนต่อประสานกราฟิกผู้ใช้ (GUI)

Gates ตกใจกับภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตที่มีต่อธุรกิจของเขา เขาพิจารณาว่า Microsoft ยังไม่พร้อมสำหรับการมาถึงของอินเทอร์เน็ต และซอฟต์แวร์หลักของ Microsoft ในยุคนั้น ซึ่งก็คือ Internet Explorer และ MSN ยังไม่พร้อมให้บริการ แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็สามารถดันมันออกมาได้พร้อมกับ Windows 95 ในวันเปิดตัวได้แบบฉิวเฉียด

ในเวลานั้นอินเทอร์เน็ตถูกลดขนาดให้เหมาะกับสิ่งที่ บริษัท อย่าง AOL หรือ Microsoft ที่มี MSN เสนอบนพอร์ทัลของพวกเขา การรวม MSN ใน Windows 95 เป็นการกระทำที่นำปัญหาทางกฎหมายมาสู่ Microsoft เนื่องจากคู่แข่งกล่าวหาว่าเขากำลังผูกขาดตลาดในทางที่ผิด

AOL (America OnLine) เป็นรายแรกที่เปิดตัวบริการ AIM (AOL Instant Messenger) ในปี 1997 ซึ่งทันทีที่ผู้ใช้เริ่มเข้ามาใช้บริการนี้ มันเป็นวิธีที่จะหลบหนีจากการถูกเฝ้าดู โดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของพวกเขา 

เนื่องจากความนิยมของคู่แข่ง Microsoft จึงเปิดตัว Client การส่งข้อความของตัวเองในปี 1999 MSN Messenger ถือกำเนิดขึ้นเป็นบริการรายแรกที่มีรายชื่อผู้ติดต่อ และบริการส่งข้อความผ่านออนไลน์

ตั้งแต่ต้น MSN Messenger ต้องการเสนอความเป็นไปได้ในการแชทกับผู้ใช้บริการส่งข้อความอื่น ๆ เช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีการเปิดตัว พวกเขาก็ได้ทำให้มันสามารถเข้ากันได้กับเครือข่ายของ AIM ซึ่งทำให้ AOL ไม่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นที่มาของการเริ่มเปิดสงครามระหว่างบริการทั้งสอง

เมื่อใดก็ตามที่ Microsoft เปิดใช้งานการสื่อสารนี้ AIM จะแก้ไขรหัสเพื่อยืนยันว่าลูกค้าสื่อสารกับลูกค้า AIM เท่านั้น และ block บริการจากทางฝั่งของ MSN Messenger  ซึ่งในที่สุด Microsoft ได้ละทิ้งในความพยายามที่จะเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ของ AIM

ทุกคนที่เป็นวัยรุ่นในช่วงยุคทองของ MSN Messenger จะจดจำความสำคัญของโปรแกรมนี้ ทันทีที่คุณกลับถึงบ้านคุณจะนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แล้วเปิดโปรแกรมแชทกับเพื่อนที่โรงเรียนด้วย “ Messenger” แทนที่การโทรไปยังโทรศัพท์พื้นฐานซึ่ง MSN Messenger นั้นจะให้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า

MSN Messenger ที่เป็นที่นิยมสำหรับวัยรุ่นมาก ๆ ในยุคนั้น
MSN Messenger ที่เป็นที่นิยมสำหรับวัยรุ่นมาก ๆ ในยุคนั้น

MSN Messenger เริ่มที่จะรวมฟังก์ชั่นการใช้งานซึ่งเป็นพื้นฐานของเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ใช้แต่ละคนมีแถบสถานะที่เขาสามารถแสดงข้อความส่วนตัวได้ มันเป็นต้นแบบสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ Facebook ประสบความสำเร็จในทุกวันนี้

นอกจากนี้ปุ่มสถานะยังได้รับความนิยมอย่างมากซึ่งคุณสามารถบอกผู้ติดต่อของคุณได้อย่างรวดเร็วว่า คุณว่าง ไม่ว่าง หรือออฟไลน์อยู่ หรือการตั้งค่าให้มองไม่เห็น ดังนั้นไม่มีใครจะรบกวนคุณได้ผ่าน MSN Messenger 

ฟังก์ชั่นนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจนมีการสร้างเว็บไซต์ที่อนุญาตให้รู้สถานะของผู้ใช้แต่ละรายหากมีอีเมลของเขา หรือแม้กระทั่งรู้ว่าเพื่อนมีการบล็อกคุณหรือไม่

เมื่อถึงสิ้นปี 2005 MSN Messenger ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Windows Live Messenger การเติบโตอย่างรวดเร็วของบริการรับส่งข้อความโดยเฉพาะตลาดนอกสหรัฐฯที่ AIM ยังคงเป็นผู้นำ และจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการขยายบริการนี้อย่างรวดเร็วมาก ๆ จนทำให้บริษัท Tencent ตัดสินใจที่จะสร้างบริการส่งข้อความ QQ ของตัวเองออกมา

บริการส่งข้อความมีการแข่งขันกันอย่างหนักหน่วง : เพื่อรักษาการพัฒนาของบริการให้ดียิ่งขึ้น จึงมีค่าใช้จ่ายสูงในการบำรุงรักษา แต่ในตอนนั้นมันยังไม่สามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง และนั่นคือในยุคที่บริการส่งข้อความเป็นเพียงแค่ตัวช่วย ให้สมาชิกของบริการอินเทอร์เน็ตภายในพอร์ทัลของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น พวกเขาไม่ได้มองถึง Business Model แบบอื่น ๆ เหมือนอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

Business Model ที่เพียงแค่เพิ่มฐานสมาชิกในเว๊บพอร์ทัลหลักเท่านั้น
Business Model ที่เพียงแค่เพิ่มฐานสมาชิกในเว๊บพอร์ทัลหลักเท่านั้น

เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนมิถุนายน 2009 MSN Messenger ก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุด มีผู้ใช้งานถึง 330 ล้านคนต่อเดือน แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อเรากำลังเข้าสู่ยุคสมาร์ทโฟน

แนวคิดเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นกำลังเข้ามากลืนกิน เครือข่ายการส่งข้อความ เช่น Windows Live Messenger ซึ่งจากเครือข่ายผู้ติดต่อกับความสามารถในการส่งภาพถ่ายและข้อความ แน่นอนว่า Facebook ไม่ใช่เครือข่ายโซเชียลแรกที่เปิดตัว แต่เป็นบริการแรกที่ทำได้ดี และเข้าใจถึงเรื่องเครือข่ายสังคมอย่างแท้จริง

เมื่อเครือข่ายโซเชียลของ Mark Zuckerberg คลายข้อจำกัดลง จากเดิมที่ Focus แค่กลุ่มผู้ใช้งานมหาลัย หลังจากเปิดให้ใช้งานกับกลุ่มผู้ใช้อื่น ๆ แบบอิสระมากขึ้น ก็ทำให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่เริ่มที่จะหนีออกจาก MSN Messenger มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่แท้จริงอย่าง Facebook 

แต่สิ่งที่ทำให้ Windows Live Messenger ต้องจบชะตากรรมไป คือ การเกิดขึ้นของสมาร์ทโฟน แม้ว่า Microsoft จะไม่พลาดในคลื่นลูกใหม่นี้ และพยายามผลักดัน Windows Live Messenger ไปในทุก ๆ แพล็ตฟอร์มในยุคนั้นไม่ว่าจะเป็น BlackBerry OS, Xbox 360, iOS, Java ME, S60 และแม้แต่ Zune HD ของ Microsoft เอง แต่ดูเหมือนมันไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

คู่แข่งอย่าง BlackBerry Messenger กลายเป็นผู้บุกเบิกในการส่งข้อความมือถือ แต่มันเป็นเช่นนั้นได้เพียงไม่นาน จนกระทั่งการปรากฏตัวขึ้นของ iPhone ในเดือนมกราคม 2007 การเปิดตัว App Store ในปี 2008 และความนิยมของ Android จากปี 2010 ทำให้ Windows Live Messenger ได้รับผลกระทบอย่างหนักมาก ๆ

Blackberry Messenger ที่กลายเป็นบริการยอดฮิตแรกในยุคของสมา์ทโฟน
Blackberry Messenger ที่กลายเป็นบริการยอดฮิตแรกในยุคของสมา์ทโฟน

การล่มสลายของ Messenger สามารถตีความได้ว่าเป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลังในตลาดพีซี 

เมื่อสถานการณ์ตลาดพีซีในขณะนั้นยอดขายกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นการล่มสลายของ Windows Live Messenger เป็นเหมือนสัญญาณเตือน ที่กำลังบ่งชี้ว่าสมาร์ทโฟนกำลังจะกลายเป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบเพื่อแทนที่การส่งข้อความแบบเดิม ๆ ผ่านพีซี นั่นเอง

สมาร์ทโฟนถือเป็นการปฏิวัติชนิดหนึ่ง มีบริษัทใหม่ ๆ ที่เริ่มสร้างบริการส่งข้อความบนแพล็ตฟอร์ม สมาร์ทโฟน ไม่วาจะเป็น  WhatsApp, Telegram, Facebook Messenger, Line, WeChat และดูเหมือนว่าพวกเขาก็เข้าใจ Ecosystem ใน สมาร์ทโฟน ได้ดีกว่าที่ Microsoft สามารถเข้าใจได้ในยุคนั้น

Messenger ไม่สามารถกู้คืนสถานการณ์ที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องของยุค Post-PC และในท้ายที่สุด ในช่วงปลายปี 2012 ไมโครซอฟท์ประกาศการรวมบริการ Windows Live Messenger กับ Skype ในช่วงสิ้นปี 2013 ถือเป็นเป็นการสิ้นสุดอดีตที่ยิ่งใหญ่ของ Windows Live Messenger ไปในท้ายที่สุด

ต้องบอกว่าถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สนใจของการไม่สามารถปรับตัวได้ เมื่อธุรกิจถูก Disrupt ซึ่งในยุคนั้น ก็คือการเปลี่ยนผ่านจากยุค PC ไปยังยุคของ Smartphone ที่ดูเหมือน Microsoft นั้นจะปรับตัวช้าเกินไป ทั้งที่บริการอย่าง Windows Live Messenger มีผู้ใช้งานสูงสุดถึงกว่า 300 ล้านคนในยุคนั้น

ซึ่งตัวอย่างดังกล่าว มันแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้จะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แค่ไหน มีเงินมากมายขนาดไหน แต่ในยุค Disruption นั้น การเคลื่อนตัวที่ช้า อาจจะส่งผลให้ธุรกิจถึงคราวล่มสลายได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเลยทีเดียว เหมือนอย่างที่เราได้เห็นบทเรียนจาก MSN Messenger ในบทความนี้นั่นเองครับผม

References : https://pandorafms.com/blog/what-happened-with-msn-messenger/
https://www.msnmessenger-download.com/rise-and-fall-msn-messenger
https://www.theverge.com/2014/8/29/6082199/msn-messenger-shutting-down-15-years-history
https://community.plus.net/t5/Plusnet-Blogs/The-Rise-and-Demise-of-MSN-Messenger/ba-p/1322022

Tadao Kashio หนึ่งในสุดยอดนักประดิษฐ์ของญี่ปุ่นผู้ก่อตั้ง Casio Computer

ในยุคปี 1970 และ 80 แบรนด์ที่อยู่ในไฮไลท์ สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คือ Casio ไม่ว่าจะเป็น เครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์ เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ นาฬิกาดิจิตอล ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ผลิตโดยบริษัทแห่งนี้เป็นหลักแทบจะทั้งสิ้น

แม้กระทั่งทุกวันนี้ Casio ก็เป็นชื่อที่พบบ่อยที่สุดใน บริษัท เครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องบอกว่าเกือบ 90% ของนักศึกษาวิศวกรรมใช้เครื่องคิดเลขของ Casio และนั่นคือวิธีที่พวกเราส่วนใหญ่รู้จักชื่อนี้ 

Casio Computer ก่อตั้งขึ้นโดย Tadao Kashio ในปี 1946 เป็นบริษัทญี่ปุ่นที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์เชิงพาณิชย์ ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ชิบุยะ ใจกลางกรุงโตเกียว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น 

ผลิตภัณฑ์ของ Casio นั้นรวมถึงเครื่องคิดเลข โทรศัพท์มือถือ นาฬิกาดิจิตอล เครื่องดนตรี ในปี 1957 บริษัทได้ทำการเปิดตัวเครื่องคิดเลขไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดเครื่องแรกของโลก

สำหรับ Tadao Kashio นั้นเกิดในครอบครัวธรรมดา ๆ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 1917 Tadao มีวัยเด็กที่ลำบาก ยากเข็ญมาก ๆ  เขาได้เห็นวันที่เลวร้ายที่สุดในช่วงปีแรก ๆ ของชีวิตของเขา

แต่สภาพความเป็นอยู่ของเขานั้น ไม่ได้ขัดขวางเขาจากความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ Tadao เป็นนักเรียนที่ดีที่สุดในชั้นเรียนของเขา เขาเข้าร่วม บริษัทผลิตกระป๋องน้ำมันรีไซเคิล หลังจากสำเร็จการศึกษาในชั้นมัธยม 

ต่อมาเขาเข้าร่วม บริษัท ที่ทำโรงงานผลิตเหรียญกล้าหาญให้กับเหล่าทหาร ที่ไปออกรบในสงครามโลกครั้งที่ 2  เขาทำงานเป็น ช่างกลึง และไม่เคยล้มเหลวในการสร้างความประทับใจให้ผู้จัดการของเขาด้วยทักษะของเขา 

ทำให้ในท้ายที่สุด ผู้จัดการโรงงานก็สนับสนุนให้เขาได้ไปศึกษาต่อและขอให้เขาเข้าเรียนในโรงเรียนของคนงานของวาเซดะ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยวาเซดะ) เขามีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ระดับมืออาชีพของเขาที่นั่น และที่นี่เองที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของเขาด้วยความรู้ที่เขาได้รับจากวิทยาลัยวาเซดะ

หลังจากนั้นเขาก็กลับมาช่วยงานที่โรงงาน และแสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศของเขาอีกครั้ง และยังคงสร้างความประทับใจให้กับผู้จัดการของเขา หลังจากได้รับประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ เขาได้เริ่มประดิษฐ์ หม้อโคมไฟ เครื่องปั่นจักรยาน และกระทะ เขาเริ่มได้รับความนิยมอย่างมากในท้องถิ่นของเขา เนื่องจากเขาเริ่มได้รับสัญญาในการสร้างผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในปี 1946 ญี่ปุ่นกำลังประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดจากสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากสำเร็จการศึกษา Kashio ก็ได้เริ่มตั้ง บริษัทของตัวเขาเองเพื่อผลิตรีเลย์ไฟฟ้าอย่างง่าย 

บริษัท ที่ในตอนนั้นถูกเรียกว่า  Kashio Seisakujo มันดันกลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นบริษัท Casio ในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ เขาเริ่มธุรกิจนี้กับ Shigeru พ่อของเขา และพี่น้องสามคน – Kazuo, Toshio และ Yuki 

ผลิตภัณฑ์แรกของบริษัท คือ ท่อ Yubiwa ซึ่งมีไว้สำหรับเสียบบุหรี่ไว้กับนิ้ว ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับความนิยมจากผู้ใช้เพราะให้ความสะดวกสบายแก่พวกเขา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมีความตึงเครียดและความเครียดมากมายในญี่ปุ่นและนั่นเป็นสาเหตุที่การใช้บุหรี่เพิ่มขึ้นและผลิตภัณฑ์ตัวแรกของบริษัทก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ท่อ Yobiwa กับผลิตภัณฑ์ตัวแรกของบริษัท
ท่อ Yobiwa กับผลิตภัณฑ์ตัวแรกของบริษัท

ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าครบวงจรตัวแรกของ บริษัท เปิดตัวในปี 1957 ซึ่งเป็นเครื่องคิดเลขไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด พ่อของเขาเป็นประธานบริษัทจนถึงปี 1960 และต่อมา Tadao กลายได้มาเป็นประธานต่อจากพ่อเขา 

ด้วยความเป็นผู้นำของ Tadao ทำให้ Casio กลายเป็นที่รู้จักทั่วโลกในด้านผลิตภัณฑ์ เช่นนาฬิกาดิจิตอล เครื่องบันทึกเงินสด โทรทัศน์ และอุปกรณ์อื่น ๆ สำหรับธุรกิจและการใช้งานส่วนตัว ซึ่งทำให้บริษัทเติบโตจนกลายเป็นกิจการระดับโลกมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์โดยมีพนักงานหลายพันคนทั่วโลก

ในปี 1980 เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่ราคาไม่แพงของ Casio และเครื่องดนตรีอย่างคีย์บอร์ดในบ้านที่มีราคาย่อมเยา ของ Casio ก็เริ่มมีชื่อเสียง หลังจากนั้น Casio ก็ได้ผลิตนาฬิกาข้อมือ และได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เพราะเป็นหนึ่งในนาฬิกาดิจิตอลและอนาล็อกที่ดีที่สุด Casio เป็นบริษัทแรกที่ผลิตนาฬิกาที่แสดงเขตเวลาและอุณหภูมิ รวมถึง Casio ยังมีส่วนร่วมในการผลิตกล้องดิจิตอลในยุคบุกเบิกอีกด้วย

Tadao กับการพาบริษัทขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์
Tadao กับการพาบริษัทขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์

Tadao ใช้เวลาตลอดชีวิตในฐานะประธานบริษัท Casio ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเขาเป็นหนึ่งในนักอุตสาหกรรมที่โด่งดังที่สุด เพราะเขาก่อตั้งบริษัทไฟฟ้าเมื่อญี่ปุ่นอยู่ในจุดต่ำสุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

และบริษัทของเขานี่เองที่เป็นหนึ่งในผู้กอบกู้เศรษฐกิจญี่ปุ่นให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้สำเร็จ หลังการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง และทำให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจโดยเฉพาะทางด้านอุตสาหกรรมอย่างที่เราได้เห็นในทุกวันนี้

Casio เป็นผลมาจากความพยายามอันยิ่งใหญ่ของ Tadao แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตและประเทศของเขา ปัจจุบัน Casio ได้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ที่ขายเครื่องคิดเลข นาฬิกา และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่น ๆ 

ซึ่งเรื่องราวของ Tadao และ Casio นั้น สอนให้เราได้รู้ว่า ไม่ใช่สถานการณ์ที่กำหนดความสำเร็จของคุณ แต่เป็นความมุ่งมั่นและพลังของคุณต่างหากที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้แบบที่ Tadao ทำให้เราเห็นแล้วนั่นเองครับ

References : https://astrumpeople.com/tadao-kashio-biography/
https://www.independent.co.uk/news/people/obituary-tadao-kashio-1496820.html
https://www.nytimes.com/1993/03/06/world/tadao-kashio-75-co-founded-and-led-casio-computer-co.html
https://astrumpeople.com/tadao-kashio-biography/


Fair Harbor กับการเริ่มต้นด้วยทุน 20,000 เหรียญสู่ธุรกิจชุดว่ายน้ำทำจากขวดพลาสติกรีไซเคิล

Jake Danehy อายุ 26 ปีและน้องสาวของเขา Caroline วัย 23 ปี ที่เติบโตขึ้นมาในเมืองพักผ่อนเมืองเล็ก ๆ แห่ง Fair Harbor ใน นิวยอร์ก Jake กล่าวว่าในวัยเด็กว่าเขาและน้องสาวของเขาไม่เคยคิดเลยว่าขยะพลาสติกจำนวนมากมายมหาศาลจะถูกพัดพาขึ้นมาบนฝั่ง

ซึ่งกว่าเขาจะรู้ความจริงก็เมื่อตอนที่ Jake จบการศึกษาด้านภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอลเกต และเรียนรู้เกี่ยวกับกระแสน้ำในมหาสมุทรและอุตุนิยมวิทยาโลกซึ่งเขาเริ่มที่จะพิจารณาเวลาที่เขาใช้ใน Fair Harbor

“ผมใช้เวลาตลอดทั้งปีมองถึงปัญหาใหม่ ๆ ของขยะพลาสติก และผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมของเรา” เขากล่าว “ผมหันไปหา Caroline ซึ่งผมเป็นรุ่นพี่ของเธอในโรงเรียนมัธยมในเวลานั้น และก็คิดว่าพวกเราต้องทำอะไรซักอย่าง” 

ดังนั้นในปี 2014 สองพี่น้องจึงได้ร่วมกันก่อตั้ง Fair Harbor: บริษัท ที่ได้รับการตั้งชื่อตามเมืองตากอากาศสุดโปรดของพวกเขาที่ทำการผลิตชุดว่ายน้ำจากขวดพลาสติกรีไซเคิลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความคิดริเริ่มเพื่อลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว 

ตั้งชื่อตามเมืองตากอากาศสุดโปรดของพวกเขา
ตั้งชื่อตามเมืองตากอากาศสุดโปรดของพวกเขา

โดย Caroline ผู้ซึ่งมีความสนใจด้านแฟชั่นอยู่ก่อนแล้วนั้น ก็ได้เริ่มศึกษาภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอลเกตด้วยเช่นกัน สองพี่น้องได้เข้าร่วมการแข่งขันจำลอง “Shark Tank” ของมหาวิทยาลัยที่มีคนดังอย่าง Jessica Alba, Jennifer Hyman, MC Hammer, Dave Fiago และ Neil Blumenthal จาก Warby Parker มาร่วมกันตัดสินโครงการของนักเรียนเกือบ 2,000 คน

ซึ่ง Jake และ Caroline นำ Fair Harbour เอาชนะการแข่งขัน และรับรางวัลใหญ่: 20,000 เหรียญสหรัฐ  จากนั้นองค์กรแฟชั่นใหม่ที่ไม่เหมือนใครก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

เป้าหมายของ Fair Harbor  คือการช่วยลดปัญหาขยะมูลค่า 2.5 พันล้านปอนด์ 

หลังจาก Jake และ Caroline ได้รับเงินทุนพวกเขารีบลุยกับ บริษัทใหม่ของพวกเขาอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่มีการระดมทุนรอบแรกโดยส่วนตัวผ่านเพื่อน ๆ และครอบครัวและเริ่มทำ Prototype โดยหวังว่าจะได้รับคำตอบเกี่ยวกับแบรนด์ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้นของพวกเขา 

พวกเขาพยายามพูดคุยกับลูกค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และภารกิจของ Fair Harbor สิ่งนี้ Caroline อธิบายว่าเป็นวิธีที่พวกเขาทำการวิจัยตลาดและท้ายที่สุดพวกเขาก็สร้างผลิตภัณฑ์ตามความคิดเห็นของลูกค้าออกมา

อุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังเผชิญกับปัญหาความยั่งยืนและพยายามหาวิธีที่จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

ตามที่รายงานก่อนหน้านี้ของ Business Insider อุตสาหกรรมแฟชั่นทั้งหมด มีการผลิตเสื้อผ้าใหม่มากกว่า 150 ล้านชิ้นในแต่ละปี และเกือบ 2.5 พันล้านปอนด์เป็นมูลค่าของเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว และในที่สุด 87% ของผลิตภัณฑ์สิ่งทอทั้งหมดจะสิ้นสุดลงที่หลุมฝังกลบในทุก ๆ ปี

มูลนิธิ Ellen MacArthur ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 ได้กล่าวว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นปล่อยมลพิษ Co2 เกือบเท่าอุตสาหกรรมยานยนต์ 1.2 พันล้านเมตริกตัน (1.3 พันล้านตัน)  

แฟชั่นยังเป็นผู้ก่อมลพิษทางน้ำที่ใหญ่เป็นอันดับสอง รวมถึงน้ำเสีย 20% ของโลกมาจากการย้อมผ้า มูลนิธิ Ellen MacArthur พบว่าอุตสาหกรรมทิ้งเกือบครึ่งล้านตันของพลาสติก microfibers ลงไปในมหาสมุทรในแต่ละปี ซึ่งเทียบเท่าจำนวนขวดพลาสติก 50,000,000,000 ขวด 

“ เรารีไซเคิลขวดพลาสติกกว่า 2.5 ล้านขวดและปีหน้าเราจะทำมากกว่า 3 ล้านขวด Caroline บอกกับ Business Insider โดยพวกเขานั้นได้รับขวดพลาสติกจากโรงงานรีไซเคิลทั่วโลก “เรากำลังนำพลาสติกเหล่านี้กลับมาผลิตกางเกงขาสั้นของเราเพื่อให้พวกมันกลับมีชีวิตอีกครั้งผ่านการรีไซเคิล”

สองพี่น้องรับขวดรีไซเคิลจากโรงงานทั่วโลกมาผลิตสินค้า
สองพี่น้องรับขวดรีไซเคิลจากโรงงานทั่วโลกมาผลิตสินค้า

Fair Harbour กับอุตสาหกรรมแฟชั่นแห่งความยั่งยืน 

เมื่อปีที่แล้วทั้งคู่เปิดตัว Round Trip Initiative ที่พวกเขาใช้ชุดว่ายน้ำเก่าจากลูกค้าของพวกเขา และให้รหัสส่วนลดสำหรับการซื้อ Fair Harbor ในครั้งถัดไป 

โดยความคิดริเริ่มนี้คล้ายกับโครงการรีไซเคิลผ้าเดนิมของ Madewell มีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ลูกค้าทิ้งเสื้อผ้าเก่า ๆ ลงในถังขยะซึ่งสุดท้ายมันไปจะสิ้นสุดในหลุมฝังกลบขยะและเพิ่มมลพิษให้กับโลกของเรา

สองพี่น้องยังเป็นเจ้าภาพในการทำความสะอาดชายหาดโดยมีเป้าหมายเพื่อนำชุมชนมารวมกันเพื่อให้พวกเขาสามารถสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความสำคัญของการลดขยะในมหาสมุทร

“เราเชื่อในความคืบหน้าไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ” Caroline กล่าว “การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ สามารถส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออุตสาหกรรมทั้งหมด และเป็นวิธีการที่ บริษัท ต่างๆ จะเข้าหาความยั่งยืน”

Fair Harbour ใช้เวลาห้าปีที่ผ่านมา ทั้งสองพี่น้องได้ช่วยกันขยายธุรกิจและเปิดร้านค้าป๊อปอัพสโตร์ ทั่วประเทศโดยมีรายงานการเติบโตด้านยอดขายปีละกว่า 1,000%

ทั้งคู่ขยายธุรกิจโดยเปิดสโตร์ไปยังทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว
ทั้งคู่ขยายธุรกิจโดยเปิดสโตร์ไปยังทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว

“มันต้องใช้ความพยายามอย่างมาก” Caroline กล่าว “ เราโชคดีที่ได้อยู่ด้วยกันเราพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอย่างแน่นอนการเป็นพี่น้องมันเป็นหุ้นส่วนที่เหลือเชื่อ” 

ความหวังของ Fair Harbour คือ คู่แข่งอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมแฟชั่นจะรับรู้ถึงรูปแบบธุรกิจของพวกเขาในการเปลี่ยนความยั่งยืนให้กลายเป็นความสำคัญอย่างแท้จริงและไม่เพียงแต่เสนอความคิดริเริ่มแบบครั้งเดียวจบ หรือ ทำไปเพียงแค่เป็นการ CSR ให้กับบริษัทเท่านั้น แต่ทั้งสองพี่น้องพิสูจน์แล้วว่ามันสามารถกลายเป็นธุรกิจได้จริง ๆ นั่นเอง

References : https://www.barrons.com/articles/good-company-fair-harbor-aims-to-protect-the-worlds-oceans-by-making-swimsuits-out-of-plastic-bottles-01584037946
https://www.businessinsider.com/fair-harbor-sustainable-swimsuit-line-recycled-plastic-bottles-2020-06
https://www.cbsnews.com/news/fair-harbor-clothing-turns-plastic-bottles-into-swimwear/