Apple ที่เปลี่ยนไปกับเบื้องหลังการจากลาที่แสนเจ็บปวดของ Jony Ive’s

ในระหว่างปี 2001 ถึง 2010 Apple ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์พลิกโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น iPod, iPhone , iPad หรือ Macbook รุ่นต่าง ๆ ซึ่งในจำนวนนี้ต้องบอกว่า iPhone เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Apple จนขึ้นมาครองตำแหน่งเบอร์หนึ่งของโลก

มันเป็นการฉีกหนีคู่แข่งที่แทบจะไม่มีใครตามทัน ไม่ว่าจะเป็น iPod ที่พลิกอุตสาหกรรมเพลงแบบดิจิตอล iPhone ที่ปฏิวัติวงการมือถือ ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดในรอบศตวรรษเลยก็ว่าได้

มันทำให้ยักษ์ใหญ่ในอดีตในวงการมือถือล่มสลาย ไม่ว่าจะเป็น Nokia , Blackberry หรือแม้กระทั่ง Windows Phone ของ Microsoft ที่เป็นเจ้าตลาด smartphone ในยุคก่อนหน้า ก็แทบกระอักเลือด

แต่ Steve Jobs ผู้ร่วมก่อตั้ง และถือเป็นจิตวิญญาณของ Apple ได้เสียชีวิตไปในปี 2011 โดยปล่อยให้บริษัทอยู่ในมือของ Jony Ive และ Tim Cook ที่เป็นทั้งมือขวาและมือซ้ายของ Steve Jobs ในยุครุ่งเรืองมาก่อนหน้านี้

ทั้งสองเรียกได้ว่ามีบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กันในการสร้างอาณาจักร Apple ในยุค Steve Jobs ให้ยิ่งใหญ่มาจวบจนถึงวันนี้ ฝั่งหนึ่งเป็นศิลปินชั้นยอด งานออกแบบที่เหนือกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมในยุคนั้น สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ Apple อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน

อีกฝั่งเรียกได้ว่าเป็นมือ Operation ชั้นยอด บริหารซัพพลายเชน ลดต้นทุนสินค้า สร้างกระบวนการผลิตที่่สามารถรองรับการขยายกิจการของ Apple ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนเป็นที่ไว้วางใจอันดับหนึ่งของ Steve Jobs

และในวันหนึ่งหลังการจากไปของ Steve Jobs ทั้งคู่ต้องมาทำงานด้วยกัน โดยไม่มีคนกลางอย่าง Steve Jobs คอย balance ในเรื่องศาสตร์ และ ศิลป์ อีกต่อไป

ต้องบอกว่าความสมบูรณ์แบบไม่เพียงพอที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมได้ หลังการเสียชีวิตของ Jobs สถานการณ์ของ Apple ยังไม่มีความแน่นอนว่า Next Big Thing จะเป็นอย่างไร จะเป็นระบบอัตโนมัติในบ้าน อุปกรณ์ดูแลสุขภาพ รถยนต์ไร้คนขับ มีผลิตภัณฑ์มากมากได้ถูกสำรวจเพื่อเป็นฐานให้กับ Apple ในยุคต่อไป

Apple Watch กับจุดเริ่มต้นความแตกร้าว

Jony Ive ไม่ได้ต้องการให้ Apple Watch เป็นผลิตภัณฑ์เหมือนที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ เขาต้องการให้ Apple Watch เป็นผลิตภัณฑ์ premium ความสมบูรณ์แบบ หนังสำหรับสายรัดข้อมือที่มาจากโรงงานฟอกหนังมาตรฐานสูงในยุโรป

การออกแบบรวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ ต้องเป็นแบบ Premium ซึ่ง Ive เองร้องขอและอยากได้โลหะผสม 18 กะรัตใหม่ที่ทนทานเป็นสองเท่าของทองธรรมดา โดยเขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า Apple Watch จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่วิเศษสุด ๆ และราคาแพงเป็นพิเศษ

แต่เนื่องจาก Ive ถูกควบคุมในเรื่องต้นทุนต่าง ๆ มากว่าในยุคที่เขาร่วมพัฒนา iPhone กับ Steve Jobs นั่นทำให้ Apple Watch ได้กลายเป็นสินค้า Mass กลายเป็นสินค้าแฟชั่นเสียมากกว่าความตั้งใจของสิ่ง Ive อยากให้มันเป็น

Jony Ive ที่ต้องการให้ Apple Watch เป็นผลิตภัณฑ์แบบ Premium (CR: AppleInsider)
Jony Ive ที่ต้องการให้ Apple Watch เป็นผลิตภัณฑ์แบบ Premium (CR: AppleInsider)

แต่ก็ต้องบอกว่า ในขณะที่ Ive กำลังสนุกกับการสร้างสรรค์งานศิลปะชั้นยอดให้กับผลิตภัณฑ์ Apple แต่ Tim Cook ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย เขาถูกเรียกไปสอบสวนในรัฐสภาในเรื่องภาษี เขาต้องขอโทษสำหรับความห่วยแตกของ Apple Map ในเวอร์ชั่นแรก ๆ

แต่สิ่งที่ทำให้พลิกสถานการณ์สำหรับตัว Cook น่าจะเป็นการที่เขาสามารถปิดดีลกับ China Mobile เพื่อขาย iPhone เข้าไปในตลาดที่ใหญ่มหาศาลอย่างประเทศจีนได้สำเร็จในปี 2014

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการพุ่งทะยานของ Apple หลังยุค Steve Jobs ในปี 2018 Cook ได้กลายเป็นผู้นำคนแรกของบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าถึงล้านล้านดอลลาร์ ก่อนจะพุ่งไปสูงถึง สองล้านล้าน และ สามล้านล้าน

การเปลี่ยนผ่านยุคสมัยสู่ Apple ยุค Tim Cook แบบเต็มตัว

Apple ในยุคทศวรรษที่ 2000 คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Ive นั้นมีอิทธิพลเหนือ Cook แต่ในยุคหลังปี 2010 มันได้กลับมาตกอยู่ในเงื้อมมือของ Cook แบบเต็มตัว สามารถจัดการทุกอย่างได้แบบเบ็ดเสร็จ แม้บริษัทจะลดทอนในเรื่องนวัตกรรม หรือคุณภาพผลิตภัณฑ์ลงไปบ้าง แต่โดยรวม บริษัทกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้าแบบฉุดไม่อยู่

บทบาทของ Ive ก็เริ่มลดลงทันที เริ่มมีการบีบรัดในเรื่องต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งมันขัดกับเรื่องงานศิลปะที่ Ive ต้องการ ทั้งเรื่องเวลาการปล่อยผลิตภัณฑ์ การบีบในเรื่องของต้นทุนของสินค้า เรียกว่าเป็นเส้นขนาดของความถนัดเรื่องศิลปะที่ Ive ต้องการให้ Apple เป็น

แต่ก็เป็นเรื่องน่าขำอย่างนึง ก็คือความจริงที่ว่าหลังจาก Steve Jobs เสียชีวิต Apple ไม่ได้ผลิตอุปกรณ์อื่นที่สำคัญเท่ากับ iPhone ออกมาอีกเลย

แต่ก็เป็นความจริงเช่นเดียวกันว่า Cook ไม่ได้สวมบทบาทเป็น CEO อย่างที่ Jobs ทำ ซึ่งก่อนที่จะขึ้นมารับตำแหน่ง CEO ของ Apple ก็มีแต่คนค่อนขอดว่าเขาไม่มีทางพา Apple ไปรอดได้ ซึ่ง Jobs เองก็เป็นคนตัดสินใจให้ Cook ขึ้นมารับตำแหน่งแทนเขา และคอยแนะนำ Cook เพียงแค่ว่า “แค่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

Jobs ที่คอยแนะนำ Cook เพียงแค่ว่า
Jobs ที่คอยแนะนำ Cook เพียงแค่ว่า “แค่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง” (CR:Executive Chronicles)

และด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เปลี่ยนไป นั่นก็ทำให้ Ive เองรู้สึกเหนื่อย และอยากที่จะถอยออกจาก Apple แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะ Ive มีภาพลักษณ์ติดอยู่กับ Apple มานาน และอาจจะส่งผลต่อราคาหุ้นของ Apple ได้ หากเขาออกไป

Ive จึงเริ่มต้นด้วยการเฟสตัวเองออกไป ลดความรับผิดชอบในเรื่องงานรายวัน และจะทำงานกับผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นหลัก โดยจะทำงานแบบกึ่ง ๆ พาร์ตไทม์แทน

แต่มันก็เป็นเรื่องยากที่ Ive จะทำเช่นนั้นเนื่องจากความผูกพันธ์ที่มีมานานแสนนาน สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถที่จะตัดสินใจอะไรที่ดูเหมือนเขาเป็นคนไร้บทบาทได้อีกต่อไป

และในที่สุด วันสุดท้ายของ Ive กับ Apple ก็มาถึง ในปลายเดือนมิถุนายน 2019 เขาได้เรียกทีมงานเข้ามาประชุมในโรงละครแห่งหนึ่งในเมืองซานฟรานซิสโก และฉายภาพยนตร์เรื่อง “Yesterday” ให้ทุกคนได้รับชม

ภาพยนตร์เรื่องนี้จินตนาการถึงโลกที่นักร้องนักแต่งเพลง ฟื้นจากอุตบัติเหตุและค้นพบว่าเขาเป็นคนเดียวในโลกที่จำวง The Beatles ได้ มันคือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งชั่วนิรันดร์ระหว่างเรื่องของศิลปะกับการหวังผลกำไรในโลกของธุรกิจอย่างที่ Apple กำลังเป็น

เมื่อฉายภาพยนตร์จบ Ive ก็ก้าวเข้ามาพูดต่อหน้าทีมงานออกแบบของเขาที่เข้ามารับชมภาพยนตร์ และเขาได้กล่าวว่า

“ศิลปะต้องการพื้นที่ที่เหมาะสม และการสนับสนุนเพื่อเติบโต และเมื่อคุณกลายเป็นคนที่สำคัญจริง ๆ สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง”

Ive มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะให้ทีมงานที่เหลืออยู่ของเขาพยายามรักษาอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของ Apple ไว้ให้ได้มากที่สุด เขาจะทำงานต่อในฐานะที่ปรึกษาโดยได้ไปเปิดบริษัทออกแบบอิสระส่วนตัวที่ชื่อว่า LoveFrom

ในวันต่อมา สุดท้ายในวันที่ 27 มิถุนายน 2019 Ive ก็ได้แยกทางกับ Apple อย่างเป็นทางการ นั่นทำให้พนักงานของ Apple ต่างช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ท้ายที่สุดองค์กรก็ต้องเดินหน้าต่อไป

บทสรุป

ต้องบอกว่าบริษัทต่าง ๆ สร้างประวัติศาสตร์ในแบบฉบับของตัวเองแม้จะเปลี่ยนผู้นำไปกี่คน องค์กรต้องเดินไปข้างหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจาก Steve Jobs จากไป มาถึงตอนนี้มันก็พิสูจน์ได้ว่า Cook คืออนาคตของ Apple ส่วน Ive นั้นคืออดีต

เมื่อทิศทางของบริษัทเปลี่ยนไป Apple กำลังมุ่งหน้าสู่ธุรกิจบริการ เช่น iCloud , Apple Music , App Store ที่สร้างขึ้นจาก Last Big Thing ที่ Cook สามารถปรับตัวได้อย่างยอดเยี่ยม

Cook ทำตามคำแนะนำของ Jobs และทำในสิ่งที่ถูกต้องสำหรับ Apple แต่อาจจะมองข้ามบุคคลสำคัญในอดีตอย่าง Ive ไปบ้าง แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญมาก ๆ ของโลกธุรกิจ มันไม่ใช่โลกที่สวยงามในอุดมคติ เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้บริษัทก้าวไปข้างหน้ากลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ และทำให้พนักงานที่มีความสามารถมากที่สุดอย่าง Ive ประสบความสำเร็จในเวลาเดียวกันได้นั่นเองครับผม

References : หนังสือ After Steve: How Apple Became a Trillion-Dollar Company and Lost Its Soul โดย Tripp Mickle

Goodbye iPod กับรากฐานผลิตภัณฑ์สำคัญที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับอาณาจักร Apple มาถึงทุกวันนี้

หลาย ๆ ท่านอาจจะคิดว่า iPhone เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของบริษัท apple ให้กลายมาเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ของโลกได้จวบจนถึงทุกวันนี้ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนนึงเท่านั้น แนวคิดของ Apple รูปแบบใหม่ ที่หันมาสร้างนวัตกรรม และ เปลี่ยนจากบริษัทคอมพิวเตอร์ ให้กลายมาเป็นบริษัทที่จำหน่าย สินค้า consumer product มันเริ่มมาจาก iPod 

มันเป็นนวัตกรรม ชิ้นเอกของ Apple ในศตวรรษที่ 21 เลยก็ว่าได้ แม้เวลาจะร่วงเลยมาทำให้ตัว iPod เองได้สูญหายไปตามกาลเวลา แต่เรื่องราวสตอรี่ ของการสร้างมันขึ้นมานั้น ถือว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

เพราะมันเต็มไปด้วยอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย กับการที่จะสร้างเครื่องเล่น Mp3 ขึ้นมา แล้วสามารถบรรจุเพลงได้ถึง 1,000 เพลง ถือว่าในตอนนั้นมันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก ๆ ที่ Apple สามารถสร้างมันขึ้นมาและกลายเป็นสินค้า hot hit ติดตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว

ทุก ๆ ที่ ผู้คนทั่วโลกต่างพกเจ้า iPod ตัวนี้ พร้อมด้วยหูฟังสีขาว ที่เป็นเอกลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของยุคใหม่ของบริษัท Apple

บริษัท ที่ก่อนจะสร้างผลิตภัณฑ์อย่าง iPod ขึ้นมานั้น แทบจะกลายเป็นบริษัทที่ใกล้จะล้มละลายเต็มที สถานะการเงินก็ย่ำแย่ สินค้าตัวชูโรงอย่าง macintosh ก็แทบจะทำตลาดไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

iPod เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่เรียบง่าย คือการสร้างผลิตภัณฑ์เพลงที่ทำให้ผู้คนต้องการซื้อคอมพิวเตอร์ macintosh มากขึ้น

แต่ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี iPod ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่ทำให้ Apple กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก

มันได้ถูกเปิดตัวครั้งแรกในเดือนตุลาคมปี 2001 เครื่องเล่นเพลงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพกพาที่มีสีขาว โครงเหล็กขัดมัน มาพร้อมเอียร์บัดสีขาว และบรรจุเพลงได้ 1,000 เพลง

iPod มันกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ ยิ่งพวกที่คลั่งเรื่องดีไซน์ และ เหล่าสาวกของ Apple ต่างหลงรัก iPod กันทั้งนั้น และ มันเริ่มแพร่ขยายลัทธิ ของ iPod กระจายไปทั่วโลก

มันทำให้ iPod เป็น ไอคอน แห่งการฉีกกฏเกณฑ์ ต่าง ๆ ที่มีมาทั้งในเรื่องวิศวกรรม รวมถึง ศิลปะด้านการดีไซน์ และเพียงไม่นานก็กระโดดเข้าไปกินเรียบส่วนแบ่งการตลาดถึง 70% ของเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาทั่วโลก

iPod ที่เปิดตัวในปี 2001 และกลายเป็นสินค้ายอดฮิตอย่างรวดเร็ว (CR:The Newyork Times)
iPod ที่เปิดตัวในปี 2001 และกลายเป็นสินค้ายอดฮิตอย่างรวดเร็ว (CR:The Newyork Times)

iPod เป็นอุปกรณ์ที่ใช้การบูรณาการ แนวตั้งระหว่าง ซอฟต์แวร์ (iTunes) เข้ากับ ตัว iPod (ฮาร์ดแวร์) ที่เป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขความสำเร็จให้กับ Apple มันเป็นตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยมยอดที่ประสบความสำเร็จในการเอาชนะคู่แข่งได้แบบเบ็ดเสร็จ

มีคนเปรียบเทียบ iPod ว่าเป็น walkman แห่งศตวรรษที่ 21 เป็น walkman แห่งยุคดิจิตอล เป็น walkman ที่ Sony นั้นลืมนึกถึง และเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนกล่าวขวัญถึงอย่าแพร่หลายทั่วโลก

และเจ้า iPod นี่แหละครับที่เป็นตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ชั้นยอดที่ว่านั้น ผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนบริษัท Apple จากบริษัทคอมพิวเตอร์ ไปสู่บริษัท consumer product และกลับมายิ่งใหญ่ได้สำเร็จอีกครั้งหนึ่ง

แต่หลังจากการกำเนิดของ iPhone ในปี 2007 นั้น ก็ทำให้ ยอดขายของ iPod เริ่มลดลงไปเรื่อย ๆ เพราะตัว iPhone นั้นมีคุณสมบัติ เป็นเครื่องฟังเพลง MP3 แบบพกพาได้ในตัวเหมือน iPod อยู่แล้ว 

เพราะฉะนั้น คนที่มี iPhone อยู่แล้วนั้น ก็มักจะไม่ได้ซื้อ iPod อีกต่อไป มันทำให้ตลาดของ iPod ค่อย ๆ หดตัวลงไปเรื่อย ๆ และถูกแทนที่ด้วย iPhone

ในวันที 27 กรกฏาคม 2017 นั้น Apple ก็ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะทำการเลิกผลิต iPod Nano และ iPod Shuffle  โดยจะเหลือไว้เพียง iPod Touch เท่านั้น

และในที่สุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Apple ได้บอกลา iPod อย่างเป็นทางการ บริษัทประกาศว่าได้ยุติการผลิต iPod Touch ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของสายผลิตภัณฑ์ที่ดำเนินมายาวนานถึง 2 ทศวรรษ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์ iPhone และช่วยเปลี่ยน Silicon Valley ให้เป็นศูนย์กลางของระบบทุนนิยมระดับโลก ถือเป็นการสิ้นสุดยุคของ iPod อย่างเป็นทางการ

บทสรุป

ถึงวันนี้ตัวผมเองก็ยังใช้ iPod อยู่เป็น iPod Video ที่ยังคงมีความคลาสสิกอยู่เสมอ มันให้อารมณ์ที่แตกต่างจากที่เราฟังจากบริการสตรีมมิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ที่มีเพลงให้เลือกหลากหลาย จนบางทีมันก็มากจนเกินไป

ทุกวันนี้ส่วนตัวผมเองก็ยังฟัง iPod อยู่เสมอ
ทุกวันนี้ส่วนตัวผมเองก็ยังฟัง iPod อยู่เสมอ

iPod ทำให้ผมสร้าง playlist อย่างเจาะจง ตามสไตล์การฟังเพลง หรือเพลงยุคเก่า ที่เราชอบได้จริง ๆ เอาจริง ๆ คนเราก็ฟังเพลงตามยุคตามสมัยที่เราชอบวนอยู่เพียงแค่นั้น บางครั้งการมีเพลงมากเกินไปก็ไม่ได้ตอบโจทย์อะไร

iPod มันจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่วิเศษที่สุด มันเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมดนตรีได้เลยด้วยซ้ำ และมันเป็นการพลิกโฉมของ Apple เข้าสู่ยุคใหม่อย่างที่เห็นในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

และเพราะ ipod นี่เอง ที่ทำให้ จ๊อบส์ กล้าที่จะสร้าง iPhone หรือ iPad ตามมาได้ เพราะเขาสามารถทำเรื่องที่เหลือเชื่อ ด้วยทีมงานคุณภาพที่เริ่มต้นจากการสร้าง iPod มันทำให้จ๊อบส์ กล้าที่จะทำอะไรแหกกฏ ที่เคยมีมา ลองจินตนาการกลับไปทั้งยุคของเครื่องเล่น MP3 ก่อน ที่ iPod จะออก หรือ มือถือ ก่อนที่ iPhone จะออกมา

จ๊อบส์ ทำในสิ่งที่ ไม่มีใครคิดว่าจะทำได้ทั้งนั้น เพราะมันแตกต่าง มันไม่เหมือนใคร และมันเป็น DNA ของการ Think Different ที่เป็น DNA หลักของ Apple เลยก็ว่าได้ เมื่อจ๊อบส์ พร้อมจะลุย ลูกทีมของเขาก็พร้อมจะสู้กับจ๊อบส์ ไม่ว่าอุปสรรค จะยาก หรือ ท้าทายมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยกลัว

ดูสิ่งที่จ๊อบส์ ทำกับ iPod เป็นตัวอย่าง ว่าการโฟกัสในสิ่งที่ทำ และเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำ แม้จะดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เกินความสามารถ แต่หากสุดท้าย มีความตั้งใจ และมีทีมงานที่พร้อมจะร่วมสู้ มันก็สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่เหมือนที่จ๊อบส์และทีมงานสร้าง iPod ขึ้นมาได้นั่นเองครับผม

อ่าน Blog Series : How iPod Builds an Apple Empire

Terra (Luna) vs Theranos เมื่อ Do Kwon กำลังจะกลายเป็น Elizabeth Holmes แห่งวงการ Crypto

เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับว่าหากคุณได้สัญญาอะไรบางอย่างไว้กับนักลงทุนในบางสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Terra (Luna) ที่ราคากำลังดิ่งลงเหวนั้นมันถือได้ว่าเป็นอาชญากรรมที่ต้องมีการสอบสวนเหมือนที่ Elizabeth Holmes แห่ง Theranos โดนมาแล้วหรือไม่

ต้องบอกว่าจากสถานการณ์ในปัจจุบัน Terra/Luna ใกล้จะถึงจุดจบเต็มทีแล้ว โอกาสที่ระบบจะฟื้นคืนชีพกลับมานั้นแทบจะเป็นศูนย์ เนื่องจากโครงสร้างทั้งหมดหมดในตอนนี้มันขึ้นกับปัจจัยภายนอกที่ Do Kwon หนุ่มน้อยยอดอัจฉริยะ ไม่สามารถควบคุมมันได้อีกต่อไป เขาคงไม่ได้รับเงินช่วยเหลือใด ๆ อีกแล้ว

การหลอกตัวเองเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด

ครั้งหนึ่ง Elizabeth Holmes กลายเป็นนักธุรกิจสาวที่ได้รับการจับตามอง ได้รับการเยินยอ ยกย่องไปทั่ว ขึ้นปกนิตยสารชื่อดังมากมาย แต่ในทุกวันนี้ Holmes กลายเป็นจอมลวงโลกในวัย 38 ปี สูญสิ้นทุกสิ่งที่เธอสร้างมา เธอไม่ต่างอะไรจาก Jeffrey Skilling และ Kenneth Lay แห่ง Enron เลยด้วยซ้ำ

ความน่าสนใจอย่างนึงก็คือ Skilling , Holmes และ Kwon ดาวรุ่งดวงใหม่ล่าสุด ด้วยความมั่นใจที่เกินจริง ว่าพวกเขาคิดจะเปลี่ยนโลกด้วยเงื้อมมือของพวกเขา ใครหน้าไหนที่เข้ามาวิจารณ์สิ่งที่พวกเขาทำ จะถูกพวกเขาเหล่านี้มองว่าโง่ หรือบ้า

เรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะการสูญเสียที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเคสล่าสุดของ Luna นั้นสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างอย่างมหาศาล สุดท้ายอาจจะมีการดำเนินคดีทางอาญาเกี่ยวกับเรื่องราวการล่มสลายนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่ง Kwon ก็จะทำแบบเดียวกับที่ Holmes ทำ นั่นก็คือการเชื่อในภารกิจอันยิ่งใหญ่ของตัวเขาเอง ความล้มเหลวไม่ใช่ความผิดของพวกเขา ไม่ใช่การหลอกลวง เรื่องเหล่านี้มันมีความซับซ้อน

มันคือข้อโต้แย้งแบบเดียวกันกับที่ Holmes ทำในชั้นศาล ที่สิ้นสุดในไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา Holmes ก่อตั้งบริษัทของเธอเมื่ออายุ 19 ด้วยแนวคิดที่ว่าการตรวจเลือดสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยเลือดเพียงไม่กี่หยด ที่จะมาปฏิวัติวงการสุขภาพทั่วโลก

แน่นอนว่า เมื่อถึงขั้นตอนในการสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาจริง ๆ เธอแทบจะไม่มีข้อมูลเชิงลึกว่าจะบรรลุสิ่งที่เป็นเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเธอได้อย่างไร มันเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นคือความล้มเหลว หลอกลวงต่อเนื่องนานหลายปี มีนักธุรกิจ นักการเมือง นักลงทุนชื่อดัง ที่เธอไปหลอกไว้มากมายจนน่าเหลือเชื่อ สุดท้ายคณะลูกขุนก็ตัดสินว่าเธอมีความผิดฐานฉ้อโกง

Do Kwon แทบจะเดินตามรอยเท้าของ Holmes เป็นเด็กหนุ่มที่มีภาพลักษณ์แสนชาญฉลาด ในวัยยี่สิบปลาย ๆ เขาได้ให้สัญญากับนักลงทุนว่ากำลังสร้างบางสิ่งที่โครตเจ๋ง และจะมีประโยชน์ต่อโลกการเงินเป็นอย่างยิ่ง เหรียญ stablecoin แบบกระจายศูนย์ และมีผู้สังเกตการณ์ที่ใกล้ชิดซึ่งพยายามเตือนเขาเป็นเวลาหลายเดือนแล้วว่ามันจะล้มเหลว

Kwon ดื้อด้าน และมองความล้มเหลวเล็กน้อยเป็นเพียงแค่ข้อผิดพลาด และไม่มาโฟกัสกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง Holmes ก็ใช้เหตุผลที่มีแรงจูงใจคล้าย ๆ กัน ก็คือแกล้งทำเป็นทดสอบก่อนในเวอร์ชั่นแรก ๆ โดยอ้างว่าเธอมั่นใจว่าเทคโนโลยีของเธอจะทำงานได้ในท้ายที่สุด

Kown ยังคงปกป้องนวัตกรรมที่เขาฝันหวานไว้ ด้วยความหลงใหล และ เชื่อในสิ่งที่เขาคิด ซึ่งทำให้เหล่านักลงทุนเทเงินหลายหมื่นล้านดอลาร์แก่เขา เสกเหรียญ LUNA ให้มีมูลค่ากว่า 40 พันล้านดอลลาร์ และมูลค่าตามราคาตลาดของ TerraUSD (UST) มากกว่า 18 พันล้านดอลลาร์

จิตใต้สำนึกที่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง

ทฤษฎีจิตวิทยาของ Sigmund Freud มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจของการผสมผสานระหว่างความเชื่อมั่นและความเปราะบาง ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของพื้นฐานของฟรอยด์คือ เราไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของเราได้อย่างเต็มที่ จิตใต้สำนึกของเรามักจะเป็นเพียงพฤติกรรมที่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ซึ่งแท้จริงแล้วมักถูกชี้นำโดยความไร้สติของตัวเราเอง

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้ง Kwon และ Holmes พวกเขาอาจจะรู้ในระดับหนึ่งว่าพวกเขากำลังจะล้มเหลวหรือทำผิดพลาด แต่คนเหล่านี้มักจะตอบสนองออกมาในทางตรงกันข้ามอยู่เสมอ

ตัวอย่างเช่น Holmes นำทีมงานของเธอทั้งหมดให้ร้องเพลงด่า “F**k you, Carreyrou!” หลังจากที่ John Carreyrou นักข่าวของ Wall street Journal ได้ทำการเปิดเผยครั้งแรกเกี่ยวกับการฉ้อโกงของ Theranos ซึ่ง Holmes ไม่ได้เพียงแค่แสดงออกต่อสาธารณะ เธอกำลังขจัดความสงสัยว่าตัวเองเป็นคนหลอกลวง

Kwon แสดงให้เห็นปฏิกิริยาแบบเดียวกัน หลังจาก UST หลุด peg ในปีที่แล้วช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2021 เขาเรียกนักวิจารณ์ว่า “แมลงสาบ” ถัดมาในเดือนพฤศจิกายน เข้าอ้างถึงคำอธิบายเชิงสมมิตฐานเกี่ยวกับการโจมตีที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “เป็นกระทู้ที่ปัญญาอ่อนที่สุดที่ฉันเคยอ่านมาในทศวรรษนี้” เมื่อมีนักวิจารณ์พยายามอธิบายถึงความเปราะบางของ LUNA แถม Kwon ยังเรียกนักวิจารณ์เหล่านี้เป็นการส่วนตัวว่า “โง่ โง่” และ “โง่”

บทสรุป

มันได้เกิดหลาย case study แล้วนะครับ ในวงการเทคโนโลยี ที่เกิดเรื่องราวเหล่านี้ขึ้น และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างอย่างมหาศาล บางคนต้องสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต บางคนถึงขั้นคิดจะฆ่าตัวตาย กับความมั่นใจ แบบไร้สติ ของเหล่า Founder ที่คิดว่าตัวเองฉลาดที่สุดในโลก ไม่เชื่อฟังใคร

ตัวอย่าง Holmes เอง หรือ แม้กระทั่งเคสล่าสุดอย่าง Adam Neumann แห่ง WeWork มันคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นคล้าย ๆ กัน ความมั่นใจเกินเหตุ หลอกตัวเอง ไม่ยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

และที่สำคัญสิ่งที่พวกเขาเหล่านี้มักแสดงออกมาโดยเฉพาะความโกรธ ในที่สุดมันบิดเบือนความเป็นเหตุเป็นผลได้ และสร้างอคติเพิ่มขึ้นให้กับตัวพวกเขาเอง แถมยังไปเพิ่มความมั่นใจในตัวเองในทางที่ผิด

เมื่อคุณโกรธ รวมถึงเมื่อมีคนทำให้คุณโกรธ คุณมักจะคิดว่าตัวเองถูก และทำให้เกิดความไร้สติ

อาณาจักร Terra/Luna เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของอาณาจักรที่สร้างขึ้นจากความเชื่อมั่น แต่พวกเขากำลังถูกหลอกหลอนโดยตาที่บอดมืด ไม่รับฟังความคิดเห็น ไม่รับฟังคำวิจารณ์ ไม่รับฟังคำเตือนใด ๆ ด้วยความมั่นใจที่เอ่อล้นของตัวเอง และอย่างที่เราได้เห็นในสัปดาห์นี้ ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้จุดจบคือความสูญสิ้นที่ยากจะรื้อฟื้นกลับมาให้เหมือนเดิมได้อีกครั้งนั่นเองครับผม

References :
แปล และ เรียบเรียงจาก บทความจากเว็บไซต์ CoinDesk – Do Kwon Is the Elizabeth Holmes of Crypto

ข้อมูลจาก Wearable Devices กำลังเปลี่ยนแปลงการเฝ้าระวังโรคและการวิจัยทางการแพทย์ครั้งสำคัญ

เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างมีความน่าสนใจเลยทีเดียวนะครับ สำหรับการศึกษาใหม่จากโครงการ Corona Data Donation ที่จัดขึ้นโดยสถาบัน Robert Koch ในประเทศเยอรมนี ในเรื่องการแบ่งปันข้อมูลจากเครื่องติดตามการออกกำลังกายที่กำลังกลายเป็นประแสฮิตไปทั่วโลกในขณะนี้

ข้อมูลเหล่านี้ ถือว่ามีค่าต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมาก โดยโครงการนี้ ได้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500,000 คน รวมถึงอีกกว่า 30,000 รายที่ลงทะเบียนในโครงการที่มีชื่อว่า Detect ซึ่งเป็นการศึกษาโดยสถาบันวิจัย Scripps ในแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งหากเรามองถึงการเฝ้าระวังโรคจริง ๆ ตัวบ่งชี้ที่สำคัญก็คือเรื่องของอาการไข้ ซึ่งมันเป็นสัญญาณบ่งชี้การติดเชื้อโดยตรง แต่อุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ นั้น ไม่ได้วัดอุณหภูมิ เนื่องจากการอ่านค่าที่แม่นยำทำได้ยาก

ดังนั้นจึงได้มีการวัดส่วนอื่น ๆ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การนอน กิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งโดยปรกติ อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก จะอยู่ระหว่าง 50 ถึง 100 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อร่างการมีการต่อสู้กับการติดเชื้อ อัตราการเต้นจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จากอุปกรณ์สวมใส่ที่สามารถวัดได้ อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มสูงขึ้น สี่วันก่อนที่ผู้คนจะรู้สึกถึงอาการใด ๆ จะมีหนึ่งรายสามารถตรวจพบผู้ป่วย COVID ได้ จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพัก

เมื่อคนเยอรมันนอนหลับน้อยลง

เมื่อได้ Data ขนาดมหึมา จากโครงการ ทางทีมงานก็ได้ค้นพบสิ่งลึกลับเกี่ยวกับชาวเยอรมันแทบจะทั่วพื้นที่ทั้งประเทศมีการนอนหลับน้อยลงในปี 2022 เมื่อเทียบกับปี 2020 และอัตราการเต้นหัวใจขณะพักของคนในประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่เป็นภาพสะท้อนที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือ ช่วงล็อคดาวน์นั้น ทำให้น้ำหนักของผู้คนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ แต่คำตอบนั้นก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือ ข้อมูลจาอุปกรณ์สวมใหส่เหล่านี้ เป็นตัวสร้างคำถาม ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพของผู้คน

นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของข้อมูล แต่หากมีข้อมูลมากกว่านี้ เราอาจจะได้เห็นอะไรที่เซอร์ไพรซ์มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของประชากรในประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือ ข้อมูลจากทั่วทั้งทวีป หรือ ทั่วโลกเลยก็เป็นได้

ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือนักวิจัยด้านสุขภาพ

ที่สำคัญที่สุด อุปกรณ์เฝ้าติดตามผู้ป่วย ช่วยให้นักวิจัยทางการแพทย์ได้เห็นว่าผู้ป่วยประสบกับโรคอย่างไร ตัวอย่างเช่น การทดสอบระบบหัวใจและหลอดเลือดและสมรรถภาพทางร่างกายที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ “การเดินทดสอบ 6 นาที”

การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)
การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)

ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ง่ายขึ้นด้วย fitness tracking ต่าง ๆ ซึ่งบางตัวก็ได้รวมเอาการทดสอบเหล่านี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างเช่น Apple Watch จะทำการประมาณโดยใช้ตัววัดหลายตัวจากเซ็นเซอร์ที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมปกติของผู้ใช้เป็นระยะเวลานาน เพื่อความแม่นยำของอัลกอริธึม

Andy Coravos จาก HumanFirst ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยให้บริษัทยาปรับใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเหล่านี้ในการตรวจสอบผู้เข้าร่วมการทดลองที่บ้าน

ตัวอย่างของโรคกล้ามเนื้อเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่ทำลายกล้ามเนื้อ ผลลัพธ์หลักโดยทั่วไปสำหรับยาที่พัฒนาขึ้นสำหรับโรคนี้คือการทดสอบเดิน 6 นาที และการทดสอบการปีนสี่ขั้น แต่ผู้ป่วย 60% ต้องนั่งรถเข็น ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบเหล่านีได้ แต่การใช้ปลอกแขนที่ติดตามการเคลื่อนไหวของร่างการส่วนบนทำให้พวกเขาสามารถทดลองผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ยาได้

บทสรุป

ตอนนี้ได้กลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้น ที่เหล่า App ต่าง ๆ ที่ใช้กับอุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้เล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน ในแนว Gamification เพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้กับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

ซึ่งปัจจุบัน เครื่องติดตามสุขภาพและฟิตเนสที่สวมใส่ได้เหล่านี้ สามารถเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนพยายามรักษาสุขภาพและบรรเทาความเจ็บป่วย วิธีที่แพทย์ดูแลพวกเขา และวิธีการช่วยเหลือด้านสุขภาพ

การดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลเหล่านี้จะทำให้การรักษาในอนาคตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการมีเครื่องมือแบบอัตโนมัติเหล่านี้ และนวัตกรรมที่สามารถตรวจสิ่งต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ช่วยผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังจากโรคต่าง ๆ สามารถปรับปรุงการรักษาและให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นได้

ประมาณหนึ่งในสามของการเสียชีวิตทั่วโลกนั้นมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ และมากกว่าสามในสี่ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

แต่ในอนาคต ด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีราคาลดลงไปมาก ก็จะสามารถทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของโลกเข้าถึงมันได้ และท้ายที่สุดนวัตกรรมเหล่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการยืดอายุชีวิตของมนุษย์เราให้ยืนยาวขึ้นได้นั่นเองครับผม

References :
https://econ.st/3M8vlw8
https://www.medicaldevice-network.com/comment/wearable-technology-in-healthcare-what-are-the-leading-tech-themes-driving-change/
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Advanced_Six_Minute_Walk_Test_(6MWT).jpg

เมื่อ Music NFT จะกลายเป็น Next Breakthrough แอปพลิเคชั่นลำดับถัดไปในโลกของ crypto

James Gardin เป็นนักดนตรีมากว่า 15 ปี คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป อย่างแรก เขามีเพลงที่ดังใน แพล็ตฟอร์มสตรีมมิ่งชื่อดังอย่าง Spotify ซึ่งพุ่งขึ้นมาในช่วงต้นปี 2010 แล้วก็ยังมีเพลงใน Apple Music อีกด้วย ทุกวันนี้ เขายุ่งอยู่กับการสร้างเพลงของตัวเองในตลาดเพลง NFT ที่เห็นได้ชัดว่ามอบความยุติธรรมให้กับนักดนตรีมากกว่าเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มแบบเดิมๆ

นักดนตรีในสหรัฐฯ ชนะการต่อสู้ด้วยเพลงแบบโหวตสดเพื่อแปลงเพลงล่าสุดของเขา “Parade” เป็น NFT โดยถูกขายผ่าน แพลตฟอร์มบล็อกเชนเพลง Catalog ในอีกสี่วันต่อมาในราคา 0.5 อีเธอร์ (1,635 ดอลลาร์สหรัฐ)

ในที่สุดนักดนตรีก็ได้รับ 0.3 อีเธอร์กลับบ้าน หรือประมาณ 900 ดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากจ่ายค่าแก๊สประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ และจ่ายส่วนแบ่ง 15% ให้กับ Phlote ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่กระจายอำนาจซึ่งดำเนินการแสดงเพลงโหวตสดทุกสัปดาห์ 

เขายังจะได้รับเงินจากกรณีมีการขายต่ออีก 20% แม้ว่าราคาอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ระหว่าง 0% ถึง 100% ในครั้งต่อไปที่ NFT ถูกขายต่อ Gardin เป็นหนึ่งในศิลปินเพลงจำนวนมากที่หันมาใช้แพลตฟอร์มบล็อคเชนเพื่อสำรวจแหล่งรายได้ใหม่ๆ

ในยุคของการสตรีม Spotify เป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในภาคธุรกิจที่กำลังเติบโตนี้ โดยสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่แล้วโดยเป็นผู้เล่ารายใหญ่ในอุตสาหกรรมเพลง และจ่ายเงินให้กับศิลปินสูงที่สุดซึ่งอยู่ที่ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

James Gardin ที่เปิดช่องทางหารายได้รูปแบบใหม่ ๆ ผ่าน Music NFT (CR:marmosetmusic)
James Gardin ที่เปิดช่องทางหารายได้รูปแบบใหม่ ๆ ผ่าน Music NFT (CR:marmosetmusic)

ทว่าศิลปินรวมถึงแร็ปเปอร์ซุปเปอร์สตาร์ Kanye West กล่าวว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งไม่ได้ชดเชยอย่างยุติธรรมสำหรับต้นทุนและความพยายามในการสร้างเพลง ศิลปินที่สตรีมบน Spotify ต้องมีผู้ฟัง 250 คนเพื่อสร้างรายได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ อิงจากรายได้เฉลี่ย 0.004 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเพลงหลังจากแชร์ค่าลิขสิทธิ์กับค่ายเพลง ผู้จัดจำหน่าย และบุคคลที่สามอื่นๆ

แพลตฟอร์มบล็อกเชนเพลง เช่น Catalog และ Sound.xyz วางตำแหน่งตัวเองให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับศิลปินอิสระในการแชร์เพลง สร้างชุมชน สร้างโทเค็นให้กับเพลงของพวกเขา และรับเงินเป็นสกุลเงินดิจิทัลทันที รายได้ของศิลปินนั้นอาจน้อยกว่าค่าแก๊สและค่าคอมมิชชั่นขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม Spotify เองก็กำลังทดลองกับโทเค็นดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับศิลปิน

บางแพลตฟอร์ม เช่น Opulous ก้าวไปอีกขั้น บริษัทกล่าวว่าเป็นแพลตฟอร์มเพลงเพียงแพลตฟอร์มเดียวที่เสนอการแบ่งปันรายได้ใน NFT ที่มีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา โดยขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างศิลปินและ Opulous

โดยจะมีค่าลิขสิทธิ์เพลง ค่าลิขสิทธิ์การเผยแพร่เนื้อหา หรือทั้งสองอย่าง นี่เป็นช่องทางสำหรับแฟนเพลงที่กระตือรือร้นในการสนับสนุนศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบ ในขณะที่เป็นการสร้างรายได้แบบ Passive ให้กับศิลปิน หากโทเค็นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

Opulous กำลังทำงานเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้ศิลปินสามารถกู้ยืมเงินจากบริษัทได้ โดยอิงจากรายได้ที่คาดการณ์ไว้จาก NFT ของพวกเขา เมื่อเปิดตัว ศิลปินจะสามารถยืมเงินกู้ในสกุลเงินที่มีเสถียรภาพ เช่น USDC และแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดผ่านการแลกเปลี่ยน crypto ที่ต้องการได้ โทเค็นของ Opulous คือ OPUL จดทะเบียนในตลาดแลกเปลี่ยน 11 แห่ง และซื้อขายที่ 0.70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในตอนนี้

“เราต้องการเปิดช่องทางให้ศิลปินเข้าถึงเงินสดล่วงหน้าโดยใช้รายได้จากค่าลิขสิทธิ์เพลงในอนาคตเป็นหลักประกันในการให้เงินกู้ยืมแก่นักดนตรี” Opulous COO Miles Carroll กล่าว

เขาเสริมว่า: “ยิ่งศิลปินมีรายได้มากขึ้น [ผ่านการจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์เพลง] จำนวนเงินกู้ที่พวกเขามีสิทธิ์ได้รับก็จะสูงขึ้น”

การเผยแพร่เพลงก็ไม่ต่างจากการเล่นเกมเพื่อหารายได้

ศิลปินพยายามอย่างหนักที่จะเจรจากับแพล็ตฟอร์มและค่ายเพลงที่จำหน่ายเพลงของพวกเขา แต่ศิลปินอินดี้ประสบปัญหาที่หนักอึ้งตั้งแต่เริ่มแรก เพราะมันเป็นการท้าทายที่จะเผยแพร่เพลงของพวกเขา และเมื่อทำเช่นนั้น พวกเขามักจะไม่โดดเด่นเท่าศิลปินกระแสหลัก ที่ได้รับการโปรโมตในงบประมาณที่ค่อนข้างสูง

Cadenverse บริษัทที่แยกตัวออกจาก Amanotes บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเพลงในเวียดนามกำลังทดลองใช้แนวทางใหม่ในแพลตฟอร์ม NFT ด้านดนตรีกับเกม play-to-earn (P2E)

ที่รู้จักกันดีที่สุดสำหรับ Magic Tiles 3 เกมเพลงง่ายๆ ที่เล่นคล้ายกับ Guitar Hero ซึ่ง Amanotes กล่าวว่ามียอดดาวน์โหลดมากกว่าสองพันล้านครั้งและมีผู้ใช้งานมากกว่า 120 ล้านคนต่อเดือน

Magic Tiles 3 เกมเพลงง่ายๆ ที่เล่นคล้ายกับ Guitar Hero (CR:Khmerbuddha)
Magic Tiles 3 เกมเพลงง่ายๆ ที่เล่นคล้ายกับ Guitar Hero (CR:Khmerbuddha)

ความเชี่ยวชาญของ Amanotes ในเกมเพลงบนมือถืออาจทำให้ Cadenverse แตกต่างไปจากเพลง NFT ซึ่งคาดว่าจะเป็นแอปพลิเคชั่นฝ่า BreakThrough ใหม่สำหรับเทคโนโลยีบล็อคเชน

Vincent Hoang ซีอีโอ ของ Cadenverse กล่าวว่า “เป็นเรื่องยากสำหรับศิลปินอินดี้ที่จะสร้างรายได้ ใน Spotify หรือ Apple Music ก่อนหน้าที่จะมาทำงานกับ Cadenverse Hoang เป็นหัวหน้าฝ่ายเกมที่ Amanotes เขากล่าวว่าประโยชน์ที่สำคัญของการทำสัญญาค่าลิขสิทธิ์บนบล็อคเชนคือไม่ต้องมีคนกลาง เช่น ทนายความและผู้ดูแลระบบค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการออกใบอนุญาต

“ด้วยบล็อกเชน เราจะเชื่อมต่อศิลปินกับผู้บริโภคเพลงโดยตรง” Hoang กล่าวเสริม ศิลปินใน Cadenverse สามารถสร้างโทเค็นให้กับเพลงของตนให้กลายเป็น “เกมเพลง NFT” ซึ่งควบคุมการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ทุกครั้งที่ใช้เพลงในเกมใดเกมหนึ่ง หรือเป็น “เพลงในรูปแบบ Collection NFT” ซึ่งสามารถซื้อและขายได้ในตลาดกลางของ NFT

โทเค็นทั้งสองประเภทจะมีการส่งเสริมกัน เกมเพลง NFT ให้ประโยชน์สำหรับแทร็กเพลงและการเปิดรับเพิ่มเติมสำหรับศิลปินอินดี้ที่อาจพบว่าผู้ฟังค้นพบได้ยาก 

ดังนั้นศิลปินจึงมีอิสระในการขายเพลงเดียวกันบนแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน เนื่องจาก Cadenverse สร้างขึ้นบน Polygon ซึ่งเป็น Ethereum Layer 2 ค่าธรรมเนียมแก๊สจึงต่ำกว่า

Cadenverse ระดมทุนได้ 1 ล้านเหรียญสหรัฐจนถึงปัจจุบัน มีกลุ่มที่เข้ามาลงทุนทั้ง Kyber Network และ Tomochain เป็นผู้สนับสนุน ขณะนี้กำลังระดมทุนผ่านการขายส่วนตัวและในรูปแบบ governance token

โทเค็น Cadenverse หรือ CDV ซึ่งกำหนดให้จดทะเบียนในแพล็ตฟอร์มการแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจในเดือนพฤษภาคม เกม P2E เกมแรกของบริษัทคือ Looper Band อยู่ในช่วงเบต้าและสามารถดาวน์โหลดได้ 

ในขณะเดียวกัน ตลาดสำหรับ Collection เพลง NFT มีกำหนดจะเผยแพร่ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า ในขณะที่แพลตฟอร์มสำหรับเพลงเกม NFT จะเปิดตัวในไตรมาสที่ 2 ของปี 2023

ข้อดีของ play-to-earn (P2E)

นักดนตรีอย่าง Gardin กำลังกระโดดเข้าสู่แพลตฟอร์ม Web3 เพื่อทำความคุ้นเคยกับ NFT แต่ความท้าทายที่ใหญ่กว่าคือการทำให้ฐานแฟนๆ ที่มีอยู่ของพวกเขาหันมาใช้คริปโต

เนื่องจากผลประโยชน์ที่มาพร้อมกับมัน เช่นการเข้าถึงที่นั่งในคอนเสิร์ตแถวหน้าปกอัลบั้มพิเศษ และสินค้าของที่ระลึกต่าง ๆ แต่ในตอนนี้ผู้ฟังส่วนใหญ่ยังคงใช้บริการสตรีมมิ่ง เช่น Spotify เนื่องจากมีคลังเพลงขนาดใหญ่จากศิลปินยอดนิยม ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังต้องการทำธุรกรรมโดยใช้เงินสดสำหรับคอนเสิร์ตหรือสินค้า

แนวทางของ Cadenverse ในการใช้เกม P2E สามารถเชื่อมช่องว่างนั้นได้โดยเข้าถึงฐานผู้ใช้ทั่วโลก ทำให้ศิลปินอินดี้ได้สัมผัสกับฐานแฟนคลับที่พวกเขาอาจไม่สามารถเข้าถึงได้จากอย่างอื่น

 Cadenverse ในการใช้เกม P2E สามารถเชื่อมช่องว่างนั้นได้โดยเข้าถึงฐานผู้ใช้ทั่วโลก (CR: Twitter)
Cadenverse ในการใช้เกม P2E สามารถเชื่อมช่องว่างนั้นได้โดยเข้าถึงฐานผู้ใช้ทั่วโลก (CR: Twitter)

ณ เดือนธันวาคม 2021 มีผู้คนประมาณ 2.5 ล้านคนเล่นเกม P2E ยอดนิยม Axie Infinity  Hoang กล่าวว่า Cadenverse จะกำหนดเป้าหมายผู้ใช้งาน 120 ล้านคนต่อเดือนของ Amanotes ผ่านการโปรโมตข้ามแพลตฟอร์ม 

ผู้ใช้จะกลับมาสนับสนุนศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบอย่างต่อเนื่องโดยการซื้อ NFT เขากล่าวเสริม ในขณะที่ Opulous กำลังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินแบบกระจายศูนย์ ซึ่งรวมถึง Launchpad และแพล็ตฟอร์มการแลกเปลี่ยน NFT และอาจให้สินเชื่อคริปโตแก่ศิลปิน แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นในการรวมคุณสมบัติการเล่นเกมเข้ากับแพลตฟอร์ม 

“เห็นได้ชัดว่าการเล่นเกมเป็นกลุ่มตลาดขนาดใหญ่ในบล็อคเชน และเราพร้อมที่จะสำรวจความเป็นไปได้ของ Opulous ในอนาคต” Carroll กล่าว

บทสรุป

เนื่องจากแพลตฟอร์มเพลง NFT ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น  ในแต่ละเดือน มีศิลปินเพียงไม่กี่คน ที่ได้รับเชิญมาใช้งานแพล็ตฟอร์มเหล่านี้เท่านั้น

ตัวอย่าง แคมเปญ “Mona Lisa” ของแร็ปเปอร์ชาวอเมริกัน Lil Pump ปิดราคาที่ 500,000 เหรียญสหรัฐในสองชั่วโมง ในขณะที่แร็ปเปอร์ชาวอังกฤษ Ard Adz ระดมทุน 50,000 เหรียญสหรัฐจากการขาย NFT ที่ควบคุมลิขสิทธิ์ให้กับซิงเกิลที่ยังไม่วางจำหน่ายของเขา “Patek Myself,” ภายใน 45 นาที

สำหรับศิลปินหลายๆ คน การเข้าถึงชุมชนผู้ฟังที่ “ถูกต้อง” ถือเป็นสิ่งสำคัญ “ไม่ว่าชุมชนจะใหญ่แค่ไหนหรือว่าเพลงของคุณ ‘ดี’ แค่ไหน หากผิดกลุ่ม ก็ไม่มีโอกาสในการพัฒนา” Binh Le นักดนตรีจากเวียดนามกล่าว

Le ซึ่งใช้ชื่อในวงการว่า Dozen Districts กำลังพิจารณาที่จะอัปโหลดเพลงของเขาไปยัง Cadenverse เมื่อตลาดเพลง NFTซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่เขาเผยแพร่เพลงบนแพลตฟอร์ม Web3

ต้องบอกว่าศิลปินหลายคนไม่ได้มีความจู้จี้จุกจิกเกี่ยวกับแพลตฟอร์มที่พวกเขาเผยแพร่ “ฉันคิดว่าจุดประสงค์ของ Web3 คือการกระจายอำนาจ ดังนั้นแพลตฟอร์มจึงเป็นเพียงเครื่องมือ ฉันไม่จำเป็นต้องจงรักภักดีหรือผูกขาดกับพวกเขาไปตลอด” Gardin กล่าว

แม้จะประสบความสำเร็จในการหาประโยชน์จากแพลตฟอร์มบล็อกเชนเพลง NFT แต่ Gardin ก็ไม่ได้วางแผนที่จะละทิ้งแพลตฟอร์มหลักโดยสิ้นเชิง “ฉันชอบแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงเพลงได้มากมาย ฉันชอบที่จะได้รับเงินสำหรับการสตรีม แต่ฉันมองว่าการสตรีมเป็นเครื่องมือสำหรับการค้นพบเพลงใหม่ๆ ได้”

เขาอธิบายถึงแพล็ตฟอร์มหลักตั้งแต่บริการสตรีมมิ่งไปจนถึงค่ายเพลงรายใหญ่ต่างมองหาการรวมความสามารถของ Web3 เข้ากับแพลตฟอร์มของพวกเขาที่มีอยู่แล้ว 

มีรายงานว่า Spotify กำลังวางแผนที่จะเพิ่มเทคโนโลยีบล็อคเชนและ NFT ให้กับบริการสตรีมมิ่งเพื่อป้องกันการแข่งขันจาก สตาร์ทอัพด้านคริปโต 

โฆษกของ Spotify ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนสำหรับ NFT และบล็อคเชน เมื่อต้นปีนี้ Warner Music Group ร่วมมือกับ Splinterlands ผู้พัฒนาบล็อกเชนเพื่อให้ศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกมีโอกาสสร้างเกมบล็อกเชน P2E สไตล์อาร์เคด

“หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับนักดนตรีอิสระคือการเข้าถึงเงินทุนเพื่อใช้ในอาชีพของพวกเขา” Shirlyn Tan นักร้องนำของวง Shirlyn + The UnXpected ในสิงคโปร์และผู้จัดการสำนักงานที่ Opulous กล่าว 

“ศิลปินอินดี้อาจไม่มีทางเข้าถึงเครือข่ายแฟน ๆ ที่กว้างขวาง และแน่นอนว่ามันสามารถทำได้ แต่ก็ใช้เวลานานมาก”สิ่งที่แพลตฟอร์ม NFT เช่น Opulous ทำคือ “ให้พวกเขาเข้าถึงฐานแฟนเพลงที่จัดตั้งขึ้นโดยตรงผ่านชุมชนนักลงทุนและแฟนเพลงของเราเอง” Tan กล่าวปิดท้าย

References :
https://www.techinasia.com/music-nfts-breakthrough-application-crypto
https://thesolesupplier.co.uk/news/heres-why-music-nfts-are-the-next-big-thing/
https://cryptoslate.com/nfts-will-empower-musicians-to-take-back-control/
https://www.forbes.com/sites/bobbyowsinski/2021/03/07/will-nfts-finally-fulfill-the-blockchain-promise-to-music