Matt Nelson กับการเปลี่ยนความรักสุนัขให้กลายเป็นธุรกิจเงินล้านด้วย We Rate Dogs

Paulina Tomlinson เป็นหนี้ค่ารักษาพยาบาลเกือบ 20,000 ดอลลาร์หลังจากที่ Chico สุนัข Pitbull วัย 2 ขวบของเธอถูกรถชน  Chico แทบจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดพิเศษเพื่อรักษากระดูกสันหลังที่ร้าวของมัน

Tomlinson ได้สร้างแคมเปญ GoFundMe และเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเพื่อระดมทุนในการช่วยจ่ายค่าผ่าตัดของ Chico และค่ารักษาพยาบาลอื่น ๆ พวกเขาสามารถระดมทุนได้หลายพันดอลลาร์ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ

จากนั้นพวกเขาก็ติดต่อ Matt Nelson ผู้ก่อตั้ง We Rate Dogs หลังจากโพสต์ใน Social Media เพียงแค่โพสต์เดียว 30 นาทีต่อมาแคมเปญ Chico ระดมทุนได้เงินไปกว่า 18,840 ดอลลาร์

บัญชีโซเชียลมีเดียยอดนิยมของ Nelson อย่าง We Rate Dogs เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของภาพสุนัขที่น่ารัก คำบรรยายที่น่าสนใจ We Rate Dogs ได้ช่วยเหลือในการระดมทุนให้กับสุนัข 170 ตัวที่ต้องการ จากผู้ติดตามเกือบ 12 ล้านคนบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

ตอนแรก Nelson เริ่มต้นสร้างบัญชีบน Twitter เพื่อให้ผู้คนหัวเราะ แต่เขาได้ผู้ติดตามหลายพันคนในชั่วข้ามคืน และอีกกว่า 9 ล้านคนในอีกหลายปีต่อมา และเขาสามารถเปลี่ยนเรื่องราวสนุก ๆ ของเขาให้กลายเป็นธุรกิจขายสินค้า และโพสต์เนื้อหาที่มีตราสินค้าซึ่งสามารถสร้างรายให้กับเขาถึงหกหลักต่อปี

ตอนนี้นอกเหนือจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องในโซเชียลมีเดียนับล้านของเขา Nelson ยังให้ความสำคัญกับการหาเงินให้กับสุนัขที่ต้องการ เช่น การโพสต์ลิงก์ไปยังแคมเปญ GoFundMe ในทุกวันศุกร์

ความสามารถพิเศษของการโพสต์ใน Twitter

Nelson อายุ 24 ปีเริ่มต้นบัญชี Twitter ส่วนตัวในปี 2014 การโพสต์ของเขาส่วนใหญ่เป็นเรื่องตลกและเขาสามารถดึงดูดผู้ติดตามหลายพันคนได้ด้วยการรีทวีตจากบัญชียอดนิยม

″ผมเสพติดการพยายามทำให้ผู้คนหัวเราะ” เขากล่าว 

ขณะที่ Nelson ทวีตเขาสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่โพสต์รูปสุนัขหรือเนื้อหาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุนัขมันจะทำยอด engagement ได้ดีกว่าเนื้อหาอื่น ๆ มาก

ดังนั้น Nelson จึงเปิดตัว We Rate Dogs บน Twitter ในเดือนพฤศจิกายน 2015 เมื่อเขายังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแคมป์เบลล์ในนอร์ทแคโรไลนา เขาโพสต์ครั้งแรกของบัญชีจาก Applebee’s โดยมีสุนัขของเพื่อนที่เขาทานอาหารเย็นด้วย

จุดเปลี่ยนสำคัญกับ We Rate Dogs
จุดเปลี่ยนสำคัญกับ We Rate Dogs

ในคืนนั้น Nelson ได้รับข้อความหลายร้อยข้อความ จากเจ้าของสุนัขที่อยู่โปรโมตสุนัขของพวกเขาเช่นกัน  Nelson โปรโมต We Rate Dogs จากบัญชี Twitter ส่วนตัวของเขาซึ่งมีผู้ติดตามประมาณ 10,000 คนในเวลานั้น

การออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อ We Rate Dogs

ในปี 2015 บัญชี Twitter ของ We Rate Dogs ยังมีผู้ติดตามไม่ถึง 100,000 คนและ Nelson ก็ประสบความสำเร็จในขายสินค้าเพียงไม่กี่ครั้ง แต่เขาก็เริ่มได้รับข้อเสนอจากผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าบางคนในราคาหลายหมื่นดอลลาร์

มันทำให้เขาเห็นโอกาสทางด้านธุรกิจบ้างอย่าง เขาตัดสินใจลาออกจากวิทยาลัยและย้ายไปอยู่กับพ่อแม่ในเวสต์เวอร์จิเนียเพื่อมุ่งเน้นไปที่ We Rate Dogs แบบเต็มตัว

โชคดีสำหรับ Nelson พ่อแม่และเพื่อนสนิทของเขาให้การสนับสนุนการตัดสินใจนี้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าเขาจะสามารถเติบโตกับ We Rate Dogs ได้ต่อไป

พ่อของ Nelson ซึ่งเป็นกรรมการบริหารของสำนักงานกฎหมายในชาร์ลสตันยังช่วย Nelson จัดการการเติบโตของธุรกิจ เมื่อเขาเริ่มสร้างรายได้จำนวนมากขึ้น

จากข้อมูลของ Nelson ขณะนี้ We Rate Dogs สามารถสร้างรายได้ต่อปี 6 หลัก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะแบ่งรายได้ 50-50 กับ กับเนื้อหาที่มีแบรนด์มาสนับสนุน

เมื่อบัญชีเติบโตขึ้น Nelson ได้ว่าจ้างนักสร้างแอนิเมชั่น นักออกแบบ ช่างภาพ และมือตัดต่อวิดีโอพาร์ทไทม์จำนวนหนึ่งซึ่งทำงานบนเว็บไซต์สินค้า We Rate Dogs ที่เข้าเพิ่มขึ้นมา

นอกจากนี้เขายังนำพนักงานประจำสองสามคน รวมถึงผู้จัดการธุรกิจมาช่วยดูแลการส่งภาพถ่ายสุนัขนับร้อยในแต่ละวัน จัดการการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ของเขา และทำงานร่วมกับ Nelson เพื่อรักษาความเป็นหุ้นส่วนของแบรนด์ที่ช่วยให้ธุรกิจของเขาคงสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

We Rate Dogs มีข้อเสนอสำหรับเนื้อหาที่มีตราสินค้ากับ บริษัท ที่มีชื่อเสียงเช่น Disney ซึ่งทำงานร่วมกับ Nelson เพื่อสร้างโพสต์ธีม “Lady and the Tramp”ในบัญชีโซเชียลมีเดียของ We Rate Dogs รวมถึง Netflix และ Budweiser

Lady and the Tramp แคมเปญร่วมกับ Disney
Lady and the Tramp แคมเปญร่วมกับ Disney (CR:Twitter)

ซึ่ง Rate ราคาจากโพสต์หรือดีลของแบรนด์แต่ละรายการจะแตกต่างกันไปตามแคมเปญต่างๆ ซึ่งมักขึ้นอยู่กับข้อกำหนด เช่น กี่ครั้งที่เราโพสต์ แพลตฟอร์มที่เราโพสต์ … และอื่น ๆ  

ในที่สุด Nelson ได้ขยายการเข้าถึงไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ รวมถึงบัญชี We Rate Dogs บน Instagram ที่มีผู้ติดตามเกือบ 2 ล้านคนและบัญชี Facebook ที่มีผู้ติดตามมากกว่าครึ่งล้านและบัญชี TikTok ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 130,000 คน 

นอกจากนี้เขายังเริ่มต้นบัญชี Twitter ที่สองชื่อ Thoughts of Dog โดยที่ Nelson ล้อเลียนความรู้สึกของสุนัข 

Nelson ขายสินค้าแบรนด์ Thoughts of Dog ซึ่งมีผู้ติดตาม 3.5 ล้านคนและเขาเขียนหนังสือชื่อ “Thoughts of Dog” ซึ่งตีพิมพ์ในเดือนตุลาคมปี 2020

ใช้เงินเลี้ยงดูสุนัขมากกว่า 1.3 ล้านเหรีญสำหรับสุนัขกว่า 170 ตัว

นอกเหนือจากการสนับสนุนให้ผู้ติดตามโซเชียลมีเดียนับล้านของเขามีส่วนช่วยเหลือสุนัขที่ต้องการความช่วยเหลือแล้ว Nelson ยังบริจาคให้กับแคมเปญต่าง ๆ เป็นประจำอีกด้วย

การโพสต์แคมเปญ GoFundMe สำหรับสุนัขที่ต้องการความช่วยเหลือได้กลายเป็นประเพณีในทุกวันศุกร์ซึ่งเริ่มต้นในปี 2016 หลังจากที่เขารู้ว่าสุนัขตัวหนึ่งที่เขาให้ความสำคัญนั้นต้องการรถเข็นเพราะความพิการของมัน

ซึ่งเจ้าของสุนัขต้องการเงินประมาณ 500 ดอลลาร์ แต่หลังจากมีการแชร์ผ่านบัญชีเครือข่ายของ We Rate Dogs ก็ได้รับเงินเพียงพอสำหรับรถเข็น ในเวลาเพียงแค่ 45 นาที

Nelson หวังที่จะแบ่งปันแคมเปญเหล่านี้กับแฟน ๆ ของเขาต่อไปและหาเงินจำนวนมากขึ้นเขากล่าวในขณะที่เขาพบว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมาเพื่อให้ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากพวกเขาส่วนใหญ่ไม่มีประกันสัตว์เลี้ยง

“สาเหตุส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากก็เพราะว่าแฟน ๆ ของเราไว้วางใจเราในการดูแลจัดการเรื่องราวเหล่านี้ และตอนนี้แฟน ๆ ของเราก็เชื่อใจใน We Rate Dogs” เขากล่าว “ดังนั้นความสม่ำเสมอของการโพสต์ทุกวันศุกร์ และการทำให้แฟน ๆ คุ้นเคยกับมันช่วยให้มันกลายเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้”

Tomlinson เจ้าของ Chico กล่าวว่า “ฉันไม่สามารถขอบคุณน้ำใจของทุก ๆ คนได้มากพอ”  “ฉันใช้บัตรเครดิตแทบจะเต็มวงเงิน และถ้าเราไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก We Rate Dogs ฉันก็ไม่รู้ว่าเราจะสามารถผ่าตัด Chico ได้หรือไม่”

ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Model ที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ We Rate Dogs ด้วยการสร้าง Brand ที่มีตัวตนชัดเจน มีกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือระดมทุนให้กับสุนัขผ่าน GoFundMe

ทำให้ Nelson สามารถที่จะต่อยอดจากความสนุก ๆและใจรักสุนัขของเขา ให้กลายมาเป็นธุรกิจเงินล้านได้

แน่นอนว่า โลกยุคใหม่ เรื่องของ Influencers นั้นเป็นสิ่งสำคัญ และ Nelson ก็ได้สร้างตัวตนเพื่อมาตอบโจทย์ธุรกิจในส่วนนี้ เขายังมีการขยายไปทางช่องทาง Ecommerce ที่ขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุนัข

ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ดีในการเริ่มต้นสร้างธุรกิจ ตั้งแต่อายุน้อย ๆ ด้วยความรัก และจริงใจ ผสมอารมณ์ขันของเขา ให้กลายเป็น We Rate Dogs ที่สำเร็จอย่างในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

ผู้สนับสนุน..

╔═════════════════════════╗
🔥ติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับธุรกิจของคุณ วันนี้พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม🔥
DNA Power CO.,LTD. รับติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้าน, โรงงาน, อาคารพาณิชย์ และสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท. รับประกันแผงโซล่าร์ 20 ปี / อินเวอร์เตอร์ 5 ปี / ประกันการติดตั้ง 2 ปี คืนทุนภายใน 4 ปีครึ่ง
╚═════════════════════════╝

⚡ ฟรี!ค่าสำรวจหน้างาน
⚡ ฟรี!ค่าประเมินราคา
⚡ ฟรีค่าขออนุญาตติดตั้ง
📲 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 086-600-3022
🌐 รายละเอียดเพิ่มเติม : http://bit.ly/37zNHnI
🌐 ตัวอย่างผลงานการติดตั้ง : http://bit.ly/2NrCr5Z

References : https://www.cnbc.com/2021/01/21/how-we-rate-dogs-raises-money-to-help-dogs-in-need.html
https://www.themuse.com/advice/how-creator-of-weratedogs-twitter-account-started-career
https://www.themuse.com/advice/how-creator-of-weratedogs-twitter-account-started-career

Rachel Lim ลาออกจากมหาลัย ยืมเงินก้อนสุดท้ายของแม่ เพื่อสร้างอาณาจักรแฟชั่นร้อยล้าน

การเริ่มต้นธุรกิจเป็นเรื่องที่เสี่ยงสำหรับทุกคนเสมอ แต่เมื่อ Rachel Lim ออกเดินทางเพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมค้าปลีก การเดิมพันชีวิตของเธอก็มากเป็นพิเศษ เพราะเงินออมทั้งชีวิตของแม่ของเธอกำลังถูกนำมาเดิมพันกับธุรกิจ

เด็กหญิงอายุ 21 ปีต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ในการลาออกจากวิทยาลัยก่อนเวลา เพื่อไล่ตามความฝันของเธอ และไม่มีเงินเป็นของตัวเองเธอจึงหันไปหาคน ๆ เดียวที่เธอทำได้

“ฉันมีทุนการศึกษาที่ผูกมัดกับรัฐบาล ดังนั้นฉันจึงต้องจ่ายค่าปรับเพื่อหยุดเรียนแล้วหันมาเริ่มต้นธุรกิจ” ผู้ประกอบการชาวสิงคโปร์กล่าว  “เห็นได้ชัดว่าฉันไม่มีเงินดังนั้นฉันจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไปหาแม่และขอเงินกู้”

แม่ของ Lim ทำงานสองงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวหลังจากวิกฤตการเงินในเอเชียปี 1997 ทำให้ธุรกิจการเดินเรือของพ่อของเธอต้องล้มละลาย อย่างไรก็ตาม Lim กล่าวว่าเป็นแรงกดดันที่เธอต้องการเพื่อให้ธุรกิจของเธอประสบความสำเร็จ

“นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ฉันรู้ว่าฉันล้มเหลวไม่ได้ ฉันไม่สามารถทำให้แม่ของฉันผิดหวังได้” เธอกล่าว

ความเร่งรีบในโรงเรียนมัธยม

Lim เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Love, Bonito ซึ่งเป็นแบรนด์แฟชั่นหญิงที่ออกแบบมาเพื่อนักช้อปชาวเอเชียโดยเฉพาะ

แบรนด์ของเธออย่าง Love,Bonito ในปัจจุบันประดับประดาให้กับตู้เสื้อผ้าของผู้หญิงทั้งจากฮ่องกงและออสเตรเลียไปจนถึงสหรัฐอเมริกา

แต่เมื่อเธอเริ่มต้นกับพี่สาวและน้องสาว Viola และ Velda Tan การเริ่มต้นโดยการสร้างบล็อกเสื้อผ้ามือสองของพวกเขาในสิงคโปร์เมื่อ 15 ปีก่อน ซึ่งต้องบอกว่าวิสัยทัศน์ดังกล่าวดูห่างไกลมากนัก

Rachel Lim และ Viola Tan ผู้ร่วมก่อตั้ง Love, Bonito
Rachel Lim และ Viola Tan ผู้ร่วมก่อตั้ง Love, Bonito

“ฉันและเพื่อน ๆ เรายังเรียนอยู่ในโรงเรียนและเรากำลังคิดหาวิธีหาเงินพิเศษ” Lim เล่า

“เราคิดว่า เอาล่ะทำไมเราไม่ขายเสื้อผ้าทางออนไลน์ล่ะ’ เสื้อผ้าที่เราจะใส่ครั้งเดียวหรือสองครั้งหรือจะไม่ใส่อีกต่อไป” เธอกล่าว

ในปี 2005 การค้าปลีกออนไลน์เพิ่งเริ่มต้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว

“คนที่มาจาก มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ฮ่องกงจะได้ยินเกี่ยวกับเรา เพราะพวกเขาค้นหาตามบล็อกหรือเว็บไซต์ นั่นคือตอนที่เราตระหนักว่า สามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลกได้ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว” Lim กล่าว

การสร้างรันเวย์ใหม่ของธุรกิจแฟชั่น

นั่นทำให้จากบล็อก BonitoChico บล็อกเสื้อผ้าที่ชื่นชอบ ได้กลายมาเป็น Love,Bonito เว็บไซต์แฟชั่นแบบเต็มตัว

“ตอนที่เราจะนำเข้าเสื้อผ้ามาขายมักจะมีบางอย่างที่เป็น pain point” เธอกล่าว

“แบรนด์ต่างประเทศจำนวนมากให้ความสำคัญกับผู้หญิงยุโรป อเมริกาที่มีสัดส่วนของร่างกาย สีผิว ความชอบและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันมาก”

สิ่งดังกล่าวได้จุดประกายให้กับผู้ก่อตั้งรุ่นเยาว์: เพื่อสร้างเว๊บไซต์สายแฟชั่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อผู้หญิงเอเชียโดยเฉพาะโดยมีขนาดที่เล็กลงและการตัดเย็บที่อ่อนโยนมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นพวกเขาจึงทำให้ธุรกิจมีรูปลักษณ์ใหม่โดยเปลี่ยนชื่อเป็น Love, Bonito ที่สื่อถึงจดหมายรักถึงลูกค้า – และสร้างทีมออกแบบขึ้นมาเองภายในองค์กร เพื่อให้เหมาะกับสัดส่วนชาวเอเชียมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างแท้จริง Lim รู้ว่าพวกเขาต้องทำอะไรบางอย่าง

ดังนั้นในปี 2009 ซึ่งเหลือเพียงแค่แปดเดือนของการศึกษาระดับปริญญาตรี Lim ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยลาออกจากมหาวิทยาลัย และให้ความสำคัญกับธุรกิจแบบเต็มตัว

“ฉันก็รู้ว่าฉันต้องมุ่งเน้นไปที่สิ่งเดียว” Lim กล่าว แม้ว่านั่นจะหมายถึงการต้องพึ่งพาแม่ของเธอเพื่อขอการสนับสนุนเรื่องเงินทุน

Lim ใช้เงินออมของแม่ทั้งชีวิตเพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจที่เธอจะพลาดไม่ได้
Lim ใช้เงินออมของแม่ทั้งชีวิตเพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจที่เธอจะพลาดไม่ได้

“เธอกังวลมากเพราะการขายของออนไลน์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น” Lim กล่าวถึงแม่ของเธอ “ เธอกังวลมากว่านี่อาจจะเป็นสิ่งไม่ถูกกฎหมายหรือรัฐบาลจะมาตามหาเรา”

“แต่ในตอนท้ายเธอตัดสินใจที่จะทำตามความฝันของเธอในที่สุด” เธอกล่าว

แฟชั่นแห่งอนาคต

ในช่วงหลายปีต่อมา Lim และผู้ร่วมก่อตั้งของเธอได้สร้างสินค้าเสื้อผ้าสายแฟชั่นที่ราคาไม่แพงและเข้าถึงได้สำหรับตลาดเอเชีย

ซึ่งรวมถึงการสรรหาทีมนักออกแบบเพื่อดำเนินกระบวนการสร้างสรรค์เต็มรูปแบบตั้งแต่การวิจัยและการเลือกผ้าไปจนถึงการพัฒนาและการผลิตในขั้นสุดท้าย

ในปี 2014 Velda ได้ตัดสินใจออกจากจาก Love, Bonito แต่วันนี้ Viola ยังคงดำรงตำแหน่งในฐานะสมาชิกของคณะกรรมการ

ในขณะเดียวกัน Lim ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะตัวแทนของแบรนด์และเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการหญิงที่เติบโตขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในปี 2016 เมื่อเธออายุ 28 ปี เธอได้รับการเสนอชื่อเป็นหนึ่งในลิสต์รายชื่อของ Forbes Under 30  ในเอเชีย และในเดือนมกราคมปี 2020 เธอได้พบกับนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงของสิงคโปร์เพื่อหารือเกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศบ้านเกิดของเธอ

Gail Wong นักลงทุนและโค้ชสำหรับผู้ประกอบการ กล่าวว่า Lim มีพลังในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการสตรีรายอื่น ๆ

″Lim เริ่มต้นตั้งแต่ยังเด็กจริงๆ เธอไม่ได้มีการศึกษาในระดับ Ivy League แบบที่คนบางประเภทมองหา และเธอมีภาระหน้าที่นี้ที่จะต้องทำให้มันสำเร็จ” Wong กล่าว

“มันเป็นลักษณะที่น่าสนใจจริงๆ ที่ฉันเคยเห็นในผู้ก่อตั้งผู้หญิงบางคน มีบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าความทะเยอทะยานของพวกเขาเอง” เธอกล่าวเสริม

แม้ว่ากระแสเงินสดจะเป็นบวกตั้งแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากการหมุนเวียนของธุรกิจค้าปลีกเป็นประจำ แต่โปรไฟล์ที่เติบโตขึ้นก็ช่วยให้ Love Bonito ได้รับเงินทุนจากภายนอก

จนถึงปัจจุบันธุรกิจได้ระดมทุนกว่า 10 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนรวมถึง Kakaku.com ผู้ค้าปลีกออนไลน์ของญี่ปุ่นเพื่อช่วยในการขยายธุรกิจไปยังร้านค้าแบบออฟไลน์จริง ๆ

แต่ Lim กล่าวว่าชัยชนะที่แท้จริงได้พิสูจน์ให้แม่ของเธอเห็นแล้วว่าการเสี่ยงทำตามความฝันของเธอนั้นได้ผล

“ฉันจ่ายเงินคืนให้เธอมากขึ้นเมื่อใดก็ตามที่ฉันมีเงิน” Lim กล่าว “สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับฉันคือ แม่ไม่จำเป็นต้องทำงานสามอย่างหรือทำงานหนักและยาวนานเป็นชั่วโมง และหลายวันอีกต่อไป”

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ ของ Rachel Lim ที่เห็นโอกาสทางธุรกิจด้านแฟชั่น ที่มี pain point ในเรื่องของการนำเข้าเสื้อผ้าจากเมืองนอกนั้น มักจะให้ความสำคัญกับผู้หญิงยุโรป อเมริกาที่มีสัดส่วนของร่างกาย สีผิว ความชอบและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกับชาวเอเชียเป็นอย่างมาก

เรื่องที่น่าสนใจอีกหนึ่งเรื่องของ การแจ้งเกิดของเธอนั้น มาจากการสร้าง Blog ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเสื้อผ้าแฟชั่น และการใช้ภาษาอังกฤษนั้น ถือเป็นการทลายกำแพงเรื่องภาษา ที่สามารถทำให้คนเข้าถึงได้ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน case study ที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับสำหรับคนที่จะริเริ่มสร้างแบรนด์แฟชั่น ที่ต้องการให้กลายเป็นบริษัท Global แบบที่ Lim ทำ

References : https://www.businesstimes.com.sg/lifestyle/weekend-interview/rachel-lim-co-founder-love-bonito
https://www.cnbc.com/2020/03/03/love-bonito-ceo-rachel-lim-built-a-multimillion-dollar-fashion-empire.html
https://vulcanpost.com/716282/love-bonito-rachel-lim-singapore/
https://www.straitstimes.com/lifestyle/clothed-in-confidence

Ben Francis อดีตเด็กส่งพิซซ่า นั่งเย็บผ้าในโรงรถ สู่เจ้าของธุรกิจ หมื่นล้าน ในวัยเพียง 28 ปี

Gymshark ได้กลายมาเป็นบริษัท ‘ยูนิคอร์น’ แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นบริษัท startup ที่มีมูลค่ามากกว่าพันล้านดอลลาร์ ที่ในสหราชอาณาจักรมีน้อยกว่า 25 แห่ง ที่ประสบความสำเร็จ

และต้องบอกว่ามีเพียง 8 แห่งตั้งแต่ปี 2001 แต่ Ben ได้เปลี่ยนจากการตัดเย็บ และเย็บเสื้อผ้าพละในโรงรถของพ่อแม่ไปสู่การเป็น บริษัท ที่มีมูลค่า 1 พันล้านปอนด์หรือ 1.45 พันล้านดอลลาร์ได้อย่างไร

Gymshark เริ่มต้นในโรงรถ

ชายวัย 28 ปีกล่าวว่าเขา ‘ไม่เคยเรียนเก่งเลย’ แต่มีบางอย่างที่ ‘คลิก’ สำหรับเขา โดยในวัย 17 เมื่อเขาเข้าชั้นเรียนไอที มันเป็นหลักสูตรภาคปฏิบัติ

เขาเข้าร่วมโรงยิมซึ่งเขาพบว่า เขาได้เรียนรู้จาก YouTube เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ เขาใช้วิธีการดังกล่าวเพื่อพลิกชีวิตการศึกษาของเขา  และนั่นทำให้เขาได้ปริญญาในหลักสูตรบริหารธุรกิจและการจัดการของ Aston University

มหาวิทยาลัยใกล้กับทีมฟุตบอลที่เขาชื่นชอบอย่าง แอสตันวิลล่า !

ความรักในการใช้คอมพิวเตอร์และการออกกำลังกายของเขารวมเข้าด้วยกันและเขาได้สร้างแอปฟิตเนสสำหรับ iPhone 2 แอปคือ Fat Loss Abs Guide และ iPhysique ทั้งคู่เป็น แอปแบบพื้นฐาน แต่ก็เป็นที่นิยมในระดับหนึ่ง

จากนั้น Ben ก็ต้องการเว็บไซต์เพื่อขายสิ่งต่างๆ และหลังจากตกหลุมรักวงการฟิตเนส เขาก็เริ่มขายอาหารเสริม โดยเขาได้เริ่มลิสต์รายการอาหารเสริมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเว็บไซต์ของเขา และ ทำการจัดส่งมัน

เมื่อมีการสั่งซื้อกับเขา เว็บไซต์ของเขาจะสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์และส่งให้ลูกค้า Ben ใช้เวลาหกสัปดาห์ในการขายครั้งแรก และแล้วแบรนด์ Gymshark ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

ซึ่งนั่นคือปี 2012 ตอนนั้น Ben อยู่ที่ Aston University ในตอนกลางวัน และทำงานเป็นคนขับรถส่งของของ Pizza Hut ในตอนกลางคืนตั้งแต่ 17.00 น. ถึง 22.00 น. จากนั้นเมื่อกลับถึงบ้านเขาก็ทำงานในโครงการตามความฝันของเขาต่อไป

เขาใช้เงินสดจากการขายอาหารเสริมเพื่อซื้อเครื่องพิมพ์สกรีนและจักรเย็บผ้าและนั่นคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Gymshark

ช่วงที่แบรนด์เสื้อผ้าของ Gymshark เริ่มขึ้น เป็นเพราะ Ben ไม่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ เขาต้องการชุดออกกำลังกายที่ยาวขึ้น ยืดขึ้น และพอดีตัวมากขึ้น เนื่องจากเขาหาไม่ได้เลยจากซัพพลายเออร์ทั่วไป จึงตัดสินใจสร้างมันขึ้นมา 

เขากล่าวว่า: “ในที่สุดความยากลำบากในการเข้ายิมครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนทุกคนจ้องมองมาที่คุณ โดยไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร”

“ผมรู้สึกเหมือนว่าเสื้อผ้าไม่เหมาะกับผมเลย และท้ายที่สุดนั่นคือจุดที่เราต้องออกไปทำเสื้อผ้าของเราเองนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Gymshark”

Ben กล่าวว่า “เมื่อแปดปีที่แล้ว ผมทำงานเย็บผ้าด้วยมือ และผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยมือ และการพิมพ์ด้วยมือและบรรจุภัณฑ์ด้วยมือ ทุกอย่างทำด้วยสองมือของผม”

จุดเริ่มต้นของ Gymshark ด้วยสองมือของ Ben
จุดเริ่มต้นของ Gymshark ด้วยสองมือของ Ben

“หลังจากนั้นแบกมันไปที่ที่ทำการไปรษณีย์และยืนอยู่ที่นั่น ในขณะที่สินค้าแต่ละชิ้นถูกประทับตราและส่งออกไปทั่วโลก”

“ตอนนี้ผมรู้ตัวแล้วว่าเรามาไกลแค่ไหน แท้จริงแล้วเรามาจากการเย็บผลิตภัณฑ์ด้วยมือไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับพันล้านดอลลาร์”

การเติบโตของ Gymshark

เมื่อ Ben มีอายุครบ 21 ปี ก็ได้หันมาทำธุรกิจชุดกีฬาให้ใหญ่ขึ้นมาก หลังจากผ่านไป 2 ปีรายรับต่อปีพุ่งสูงถึง 250,000 ปอนด์อย่างไม่น่าเชื่อ Ben จึงเลิกทำร้านอาหารและส่งพิซซ่าเพื่อมุ่งเน้นไปที่ บริษัท ของเขา

เขาไปงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับการสร้างร่างกายและจัดแสดงอุปกรณ์ของเขา เขาเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้ผู้มีอิทธิพลในโซเชียลมีเดีย โดยทำการส่งเสื้อผ้าให้กับนักเพาะกายยอดนิยม และเริ่มสร้างแบรนด์แอมบาสเดอร์

เป็นช่วงที่ Gymshark เปิดตัวเสื้อวอร์ม Luxe ซึ่งทำให้เว็บไซต์ของบริษัทนั้นเต็มไปด้วยคำสั่งซื้อที่เข้ามาอย่างมหาศาล

Lewis Morgan อดีตนักเรียนมัธยมปลายของบรอมส์โกรฟ ผู้ที่ได้เข้ามาเริ่มต้นธุรกิจกับ Ben กล่าวว่า “เราตระหนักได้เร็วมากว่าเรากำลังทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมและเมื่อมาถึงจุดนี้เองที่ Gymshark เริ่มกลายเป็นธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น”

“เราเริ่มจ้างพนักงานและเริ่มสร้างกระบวนการทางธุรกิจที่เป็นทางการมากขึ้น”

เขานำนักธุรกิจมากประสบการณ์สองคน Steve Hewitt ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการค้าที่ Reebok Europe และ Paul Richardson ซึ่งเป็นเจ้าของร้านค้าปลีกแฟชั่น AllSaints และยังเป็น MD ของ Knowaste ซึ่งเป็นธุรกิจจัดการขยะ

Ben กล่าวว่า: “ผมคิดว่าผมเก่งในบางเรื่องเท่านั้น และเมื่อมาถึงจุดนี้เราได้นำ Paul เข้ามาช่วยในฐานะประธานบริหาร และ Steve ในฐานะหัวหน้าผู้บริหาร ซึ่งได้เป็นการปฏิวัติธุรกิจอย่างสมบูรณ์”

เขาเผชิญกับการต่อต้านจากคนใน บริษัท แต่เขาก็ทำในสิ่งที่เขารู้สึกว่าถูกต้อง

เขากล่าวว่า: “ในที่สุดสัญชาตญาณของผมก็บอกผมว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะทำ”

Lewis จากไปเมื่อห้าปีก่อน แต่ยังคงถือหุ้นร้อยละ 20

แต่ Gymshark เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากโรงรถไปยังนิคมอุตสาหกรรม Moons Moat ในเมือง Redditch ในปี 2016 และจากนั้นไปยังสำนักงานใหญ่ในปัจจุบันที่ Blythe Valley Park ใน Solihull ในปี 2018

ขยายกิจการสู่  Blythe Valley Park ใน Solihull
ขยายกิจการสู่ Blythe Valley Park ใน Solihull

เขากล่าวว่า: “ผมคิดว่าตอนที่ Lewis จากไปเรามีรายได้ 10 ถึง 12 ล้านปอนด์

“ตอนนี้รายได้เรามีรายได้อยู่ในระดับ 300 ล้านดอลลาร์ 250 ปอนด์ 260 ล้านปอนด์ในปีที่แล้ว [2019/20]

“เป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด”

และ Ben มีความปรารถนาที่จะขยายธุรกิจของเขาต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ เขาต้องการที่จะทำให้แบรนด์ของเขาเปรียบเหมือน Nike, Adidas, Puma และทำให้ Gymshark เป็น ‘แบรนด์ระดับโลกอย่างแท้จริง’

ธุรกิจ 1.45 พันล้านดอลลาร์

และนั่นคือเหตุผลที่เขาขอความช่วยเหลือจาก General Atlantic

เขากล่าวว่า: “ผมพูดเสมอว่าผมต้องการเติบโตแบบก้าวกระโดดทุกครั้งที่เป็นไปได้เพื่อก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในโลก

“ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่จะไม่นำคนที่เหมาะสมเข้ามาช่วยยกระดับเราไปสู่ระดับต่อไป

“Gymshark กำลังนำนักลงทุนเข้ามา”

“ มีคนพูดว่า Ben ขายกิจการหมดแล้วเหรอ? สิ่งนี้จะเปลี่ยนธุรกิจหรือไม่ ไม่อย่างแน่นอน. สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้คือการปรับโครงสร้างส่วนแบ่งของธุรกิจอย่างเป็นทางการ

“มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ หากมีสิ่งใดที่คุณจะเห็นว่า Gymshark มีความคล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิม ผมจะมีข้อมูลและควบคุมอนาคตของธุรกิจได้มากขึ้น

“และท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างก็เกี่ยวกับการทำให้แน่ใจว่า Gymshark ยังคงดำเนินต่อไปในเส้นทางการเติบโตอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราเชื่อว่าอนาคตของแบรนด์ และชุมชนฟิตเนสจะมีลักษณะเป็นอย่างไรและจะกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างแท้จริง”

Lewis ขายหุ้น 20% ใน Gymshark ในราคา 100 ล้านปอนด์ และ General Atlantic ได้เข้าซื้อหุ้นร้อยละ 21 ของบริษัท

Ben เพิ่มส่วนแบ่งจาก 67 เป็น 70 เปอร์เซ็นต์พี่ชายของ Ben มีหนึ่งเปอร์เซ็นต์โดยที่ Lewis มีหุ้นที่เหลืออยู่ 4 เปอร์เซ็นต์

เขาใช้วิธีการขายที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง  โดยการจำหน่ายโดยตรง – ไม่ผ่านร้านค้า – ซึ่งถือว่ายอดขายลดลงก่อนการระบาดของไวรัสโคโรนาและได้รับผลกระทบอย่างหนักตั้งแต่นั้นมา

เขากล่าวว่า: “หนังสือเล่มเก่าสำหรับความสำเร็จในแบรนด์คือคุณสร้างผลิตภัณฑ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยส่งไปยังร้านค้าต่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเอาใจผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“นั่นเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งนั้นก็นำไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ช้าและไม่มีความคล่องตัว ซึ่งไม่เข้าใจผู้บริโภคจริงๆ และไม่สามารถควบคุมประสบการณ์ของผู้บริโภคหรือข้อมูลของพวกเขาได้

กลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยการทำการตลาดผ่าน Influencers
กลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยการทำการตลาดผ่าน Influencers

ตอนนี้ Gymshark กลายเป็น Influencers ที่มีผู้ติดตามใน Instagram 4.7 ล้านคนและ 1.7 ล้านคนบน Facebook

ก้าวต่อไปสำหรับ Gymshark?

ตอนนี้เขาได้ลงนามในข้อตกลงกับ General Atlantic เขาตั้งเป้าที่จะนำแบรนด์ Gymshark ไปยังอเมริกาเหนือและเข้าสู่ตลาดเอเชียแปซิฟิก

General Atlantic จะจ่ายเงินเกือบ 300 ล้านดอลลาร์สำหรับการถือหุ้น 21 เปอร์เซ็นต์ และในอีก 12 เดือนข้างหน้า Gymshark คาดว่าจะมียอดขายระหว่าง 300 ถึง 400 ล้านดอลลาร์

Ben กล่าวว่า “นี่คือแบรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว คนไม่เคยอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน หนังสือธุรกิจแบบเก่า ๆ ถูกโยนทิ้งไปนอกหน้าต่าง เรากำลังก้าวไปสู่เส้นทางแห่งการเติบโตนี้ในรูปแบบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่ใคร ๆ เคยทำมาก่อน ใครจะรู้ว่ามันจะพาเราไปที่ไหน”

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ กับ Ben Francis ที่ได้สร้างแบรนด์อย่าง Gymshark ขึ้นมา เราจะเห็นถึงบทเรียนที่น่าสนใจหลายอย่างจาก Ben

สิ่งแรกที่น่าสนใจก็คือ การที่โยนเรื่องที่ไม่ถนัดให้มืออาชีพ ทำ ซึ่งผู้ประกอบการหลายคนน่าจะเคยเจอภาวะนี้ ในช่วงการเติบโตของแบรนด์ ที่ไม่สามารถทำทุกอย่างเองได้ การจ้างผู้บริหารมืออาชีพถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

อีกจุดหนึ่งคือการสร้างธุรกิจในยุคปัจจุบัน ที่ เทคนิควิธีจากหลักสูตรโรงเรียนธุรกิจแบบเดิม ๆ นั้น อาจจะไม่เหมาะในโลกยุคปัจจุบันเสียแล้ว เพราะมันจะทำให้กลายเป็นองค์กรใหญ่ ที่เชื่องช้า และถูก disrupt ได้ง่าย ซึ่ง Ben เข้าใจในจุดนี้ และสร้างแนวทางที่แตกต่างออกไป

เราก็ต้องมาดูกันต่อไปนะครับว่า Gymshark จะก้าวไปได้ไกลขนาดไหน แต่ถือว่า เรื่องราวของเขานั้น สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ ได้มากเลยทีเดียวครับผม

References : https://medium.com/@spotrich22/gymshark-owner-ben-francis-tells-his-story-bd2017bd5105
https://www.bbc.com/news/business-45246999
https://www.birminghammail.co.uk/news/local-news/gymsharks-ben-francis-billion-dollar-18802810

Diana Trujillo จาก แม่บ้านทำความสะอาด สู่ผู้อำนวยการ NASA กับภารกิจค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก

“ทุกสิ่งที่ฉันทำ เป็นตัวแทนของประเทศ วัฒนธรรม มรดกของฉัน ผู้คนของฉัน และฉันต้องทำให้ดีที่สุดในทุก ๆ ครั้ง”

“ฉันจำได้ว่าแค่นอนลงบนพื้นหญ้าและมองไปบนท้องฟ้าแล้วคิดว่าต้องมีอะไรที่ดีกว่านี้อีก”

Diana Trujillo ผู้ซึ่งเดินทางไปสหรัฐอเมริกาโดยที่แทบจะไม่รู้ภาษาอังกฤษและมีเงินเพียง 300 เหรียญในกระเป๋าของเธอ 

“ฉันเห็นทุกอย่างเป็นโอกาส ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตอนนี้ฉันกำลังทำความสะอาดห้องน้ำอยู่ ”  “ฉันดีใจที่มีงานทำและสามารถซื้ออาหารและมีบ้านให้นอนได้ ดังนั้นฉันคิดว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้ฉันและแม้กระทั่งวันนี้ช่วยให้ฉันมองเห็นชีวิตที่แตกต่างออกไป”

เมื่อ Perseverance Rover ของ NASA ลงจอดบนดาวอังคาร ผู้อพยพชาวละตินอยู่ที่หางเสือของยาน

“ฉันเกิดและเติบโตในโคลอมเบีย” Diana Trujillo กล่าว “มีความรุนแรงเกิดขึ้นมากมายในประเทศของฉัน ดังนั้นสำหรับฉันการมองขึ้นไปบนฟ้าและมองดวงดาวคือที่ที่ปลอดภัยของฉัน” ผู้อำนวยการเที่ยวบินของ NASA ซึ่งเป็นหนึ่งในชาวละตินไม่กี่คนที่อยู่ในองค์กรยักษ์ใหญ่แห่งนี้

ต้องบอกว่า Perseverance Rover ใช้เวลาเจ็ดเดือนจึงจะไปถึงดาวอังคาร แต่การเดินทางของ Diana ใช้เวลา 30 ปี กว่าเธอมาจะมาถึงจุดนี้

Diana เติบโตมาในครอบครัวที่เหมือนกับคนอื่น ๆ ในลาตินอเมริกาที่เชื่อว่าผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในบ้านดูแลสามีของเธอ แม่ของ Diana ลาออกจากโรงเรียนแพทย์เมื่อเธอได้พบกับพ่อของ Diana เมื่อพวกเขาหย่าร้าง Diana และแม่ของเธอก็แทบไม่เหลืออะไร

“เราไม่มีอาหารด้วยซ้ำ เราต้มไข่ แล้วหั่นครึ่งหนึ่งและนั่นก็คือมื้อเที่ยงของเราในวันนั้น ฉันจำได้ว่าแค่นอนลงบนพื้นหญ้าแล้วมองไปบนท้องฟ้าและคิดว่า ต้องออกไปที่นั่น ที่ที่ดีกว่านี้ ‘”

ดังนั้นเมื่อ Diana อายุ 17 ปีเธอจึงเริ่มออกตามหาความฝัน

Diana เดินทางมาถึง Miami ด้วยเงินในกระเป๋าเพียง 300 ดอลลาร์ เธอพูดภาษาอังกฤษแทบจะไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

แต่เธอมีบางสิ่งที่ต้องพิสูจน์

“ตอนเป็นเด็ก ฉันเห็นผู้หญิงในครอบครัวต่าง ๆ ยอมแพ้ มันทำให้ฉันมีความดื้อรั้นที่ฉันต้องไม่ยอมแพ้กับความฝันของฉัน ฉันอยากจะออกไปข้างนอกที่นั่น แล้วมองย้อนกลับไป แสดงให้ครอบครัวของฉันเห็นว่าผู้หญิงมีค่า ผู้หญิงมีความสำคัญ “

เธอทำงานทุกอย่างที่หาได้ ทำงานกลางคืน แม่บ้านทำความสะอาดห้องน้ำ เพื่อให้ตัวเองเรียนในวิทยาลัยชุมชน 

“ฉันเห็นทุกอย่างเป็นโอกาส ‘ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันทำงานนี้ตอนกลางคืน’ หรือ ‘ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันกำลังทำความสะอาด แต่ฉันทำได้’ ไม่เชื่อว่าตอนนี้ฉันกำลังทำความสะอาดห้องน้ำอยู่’  ‘ฉันดีใจที่มีงานทำและสามารถซื้ออาหารและมีบ้านให้นอนได้’ ดังนั้นฉันคิดว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้ฉัน และแม้กระทั่งวันนี้ช่วยให้ฉันมองเห็นชีวิตที่แตกต่างออกไป”

ในที่สุด Diana ก็ย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยฟลอริดาซึ่งเธอเรียนวิชาเอกวิศวกรรมการบินและอวกาศ

เธอจำได้ว่าตอนยืนต่อแถวยาวเพื่อฟังประกาศ เธอสังเกตเห็นว่าเธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงละตินเพียงไม่กี่คน และแม้แต่ผู้หญิงทั้งหมดก็ตาม และเธอคิดกับตัวเองว่า “ฉันไม่ควรอยู่ที่นี่ … ทำไมฉันถึงมาที่นี่”

และเธอก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีเพียง 8% ของชาวละติน ที่ทำงานในสาขา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์) 

แต่เมื่อ Diana เดินเข้าไปในห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory ของ NASA ซึ่งเธอเป็นผู้อำนวยการด้านการบินของ NASA’s Perseverance Mars Rover เธอรู้ดีว่าเธอไม่ได้เดินอยู่ที่นั่นเพียงคนเดียวอีกต่อไป

“ฉันกำลังเดินเข้าไปที่นั่น และทุก ๆ สิ่งที่ฉันทำ ฉันเป็นตัวแทนของประเทศ วัฒนธรรม มรดกของฉัน ผู้คนของฉัน และฉันต้องทำให้ดีที่สุดในทุกๆ ครั้ง” 

และเธอก็ยินดีที่จะรับผิดชอบภาระอันหนักอึ้งดังกล่าว ด้วยความยินดี โดยเชื่อว่าวิธีที่จะเพิ่มการเป็นตัวแทนของ ชาวละติน ในสาขา STEM ก็คือ การมีต้นแบบที่ดีอย่างเธอให้กับคนรุ่นหลัง

“ยิ่งมีคนแบบเธอมากเท่าไหร่ วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นชาวละตินก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้น ที่เด็ก ๆ เหล่านั้นจะมีโอกาสเหมือน Diana”

ด้วยเหตุนี้ Diana จึงเป็นเจ้าภาพในการออกอากาศเป็นภาษาสเปนเป็นครั้งแรกของ NASA สำหรับการลงจอดของ Perseverance Rover ที่มีการเข้าชมมากกว่า 2.5 ล้านครั้ง

“พวกเขาต้องได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ที่นั่นด้วย เพื่อที่พวกเขาจะได้หันไปหากลุ่มคนรุ่นใหม่ ๆ และบอกว่าเธอทำได้ คุณก็สามารถทำได้” เธอกล่าว

แล้วอะไรคือเป้าหมายต่อไปสำหรับ Diana? 

“ต้องมีบางอย่างที่ดีกว่านี้ สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่ปฏิบัติตัวดีกว่าหรือให้คุณค่ากับผู้คนที่ดีกว่า”

Diana ช่วยออกแบบแขนหุ่นยนต์ของรถแลนด์โรเวอร์ซึ่งจะเก็บตัวอย่างหินเพื่อนำไปวิเคราะห์ตัวอย่างซึ่งอาจช่วยระบุได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงอื่นหรือไม่

“การทำความเข้าใจว่าพวกเราเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวในจักรวาลหรือเปล่าคือคำถามที่ดีที่สุด” เธอกล่าว

“ฉันหวังว่าภายในหนึ่งปีของการปฏิบัติการบนพื้นผิวบนอังคาร เราจะสามารถตอบคำถามนั้นได้”

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ของ Diana Trujillo สาวชาวละติน ที่เข้ามาแสวงหาโอกาสในประเทศอเมริกา โดยที่เธอแทบจะไม่รู้ภาษาอังกฤษเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งแน่นอนว่า โอกาสแบบนี้เกิดขึ้นกับคนอีกมากมายในประเทศที่เป็นดินแดนเสรีภาพแห่งนี้ ที่ American Dream นั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ ทุกวัย

Diana ถือเป็นแบบอย่างที่สำคัญ และ ทำให้คนรุ่นใหม่ในอนาคต โดยเฉพาะชาวละติน สามารถทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าชาวละตินจะก้าวขึ้นมามีตำแหน่งในระดับสูงขององค์กรระดับโลกอย่าง NASA และมีภารกิจที่ถือว่า คนทั่วโลกกำลังค้นหาคำตอบอยู่ ซึ่งถือว่าเธอเป็นคนที่สร้าง Impact กับโลกเราเป็นอย่างมากครับผม

References : https://www.wearelatinlive.com//article/13700/from-cleaning-lady-to-director-for-nasa-this-latina-immigrant-just-put-a-rover-on-mars
https://en.wikipedia.org/wiki/Diana_Trujillo
https://www.cbsnews.com/news/diana-trujillo-nasa-mars-rover-perseverance/

Becky Li กับอิทธิพลของ KOL ที่ขายรถ Mini ออนไลน์ได้ 100 คันในเวลา 4 นาที

ด้วยผู้ติดตาม 20 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย Becky Li ถือเป็นผู้นำด้านความคิดที่สำคัญอันดับต้น ๆ หรือ KOL รายได้ของเธอขึ้นอยู่กับยอดขายที่เธอสามารถสร้างได้และทุกวันนี้อิทธิพลของเธอในจีนสามารถวัดผลได้โดยตรงอีกด้วย 

ขณะนี้แบรนด์หรูที่ดำเนินงานในประเทศจีนให้ลิงก์ที่แตกต่างกันสำหรับ KOL เพื่อแนบไปกับโพสต์หรือบล็อกเพื่อคำนวณอิทธิพลของพวกเขา Li อธิบายในรายงานของ Bernstein Research ที่เผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 

“แบรนด์จะให้ลิงก์แก่ฉันเมื่อฉันเขียนบทความและลิงก์นี้จะนำคุณไปยังเว็บไซต์ของแบรนด์ แต่ละ KOL จะได้รับลิงค์ที่แตกต่างกัน จากนั้นแบรนด์ก็สามารถดูได้ว่า KOL แต่ละคนทำยอดขายอะไรได้บ้างและพวกเขาก็เริ่มแข่งขันกันในกลุ่ม KOL” เธอกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Luca Solca นักวิเคราะห์อาวุโสของ Bernstein

“พวกเขาโหดร้าย แต่นี่คือความจริง”

Li ทำงานอย่างหนักในการให้คำปรึกษาผู้หญิงจีนเกี่ยวกับแฟชั่นเครื่องสำอางและเครื่องประดับในบทความที่มีความยาว ตลอดจนรูปภาพและวิดีโอบน WeChat และโพสต์สั้น ๆ บน Weibo, Twitter ของจีน เธอแนะนำให้ซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ต้องการมากมายรวมถึง Chanel และ Dior

“ฉันรู้จักแฟน ๆ ของฉัน ฉันรู้ว่าพวกเขาชอบอะไรต้องการอะไร และฉันจะช่วยให้พวกเขาพบสินค้าที่ต้องการ” เธอกล่าว 

ด้วยแนวโน้มของโพสต์สั้น ๆ และไมโครบล็อกบทความของ Li สามารถมีความยาวได้ถึง 5,000 ตัวอักษรจีน เธอกล่าวเสริมว่า ผู้ติดตามของเธอหลายแสนคนชอบเนื้อหาเชิงลึกของโพสต์ พวกเขาอ่านจนจบและแสดงความคิดเห็น 

“หากแบรนด์ต้องการสื่อสารเชิงลึกกับผู้บริโภคและได้รับความไว้วางใจในระยะยาวแบรนด์จะเข้าหาฉันเพราะแบรนด์ต่าง ๆ สามารถหาลูกค้าที่ภักดีได้จากบทความของฉัน” เธอกล่าว

ผู้ติดตามที่ภักดีของเธออาจบุกไปถล่มร้านค้าในเมือง – Secoo ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกสุดหรูสาขาปักกิ่งจัดแคมเปญสองสัปดาห์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Li ซึ่งเรียกว่า Becky’s Choice “พวกเขาตกแต่งทั้งร้านเหมือนตู้เสื้อผ้าของฉันที่บ้าน” เธอกล่าว “ในครึ่งเดือนพวกเขาสร้างยอดขายได้ 20 ล้านหยวน [3.1 ล้านเหรียญสหรัฐ]”

ขณะนี้แบรนด์หรูที่ดำเนินธุรกิจในจีนให้ลิงก์ที่แตกต่างกันสำหรับ KOL เพื่อแนบไปยังโพสต์หรือบล็อกเพื่อคำนวณอิทธิพลของตน
ขณะนี้แบรนด์หรูที่ดำเนินธุรกิจในจีนให้ลิงก์ที่แตกต่างกันสำหรับ KOL เพื่อแนบไปยังโพสต์หรือบล็อกเพื่อคำนวณอิทธิพลของตน (CR:SCMP)

Li ไม่รู้สึกเหมือนถูกบังคับให้แบ่งปันรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเธอกับผู้ติดตามซึ่งแตกต่างจากเหล่า Influencer ชาวตะวันตก

“ฉันไม่อยากเปิดเผยเกี่ยวกับครอบครัวของฉันทางออนไลน์” เธอกล่าว “อย่างไรก็ตามฉันจะแบ่งปันคำอวยพรปีใหม่ และวิธีที่ฉันบรรลุเป้าหมาย จากนั้นผู้คนจะได้เห็นวิถีชีวิตของฉัน วิธีที่ฉันคิด และความคิดของฉัน”

หญิงสาวชาวจีนมีจุดมุ่งหมาย 3 ประการ Li เชื่อว่าคือ การหาเงิน การพัฒนาเรื่องความสวยงามและการรักตัวเอง การใช้แบรนด์ Becky’s Fantasy และ การปรากฏตัวบนโซเชียลมีเดียของเธอทำให้เธอมีอิทธิพลต่อการซื้อของหญิงสาวที่ต้องการเหล่านี้และเธอมีพลังมหาศาลในตลาดจีน 

ตามบทความที่ตีพิมพ์โดยนิตยสารแฟชั่นออนไลน์ Jing Daily ในปี 2020 Li มีพนักงานมากกว่า 100 คนเพื่อดูแลบัญชี WeChat 5 บัญชี แบรนด์เสื้อผ้า 2 แบรนด์ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและเวิร์กช็อปการพัฒนาตนเอง 

Li เดิมทีเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ Southern Metropolitan Daily ในปี 2014 เธอรู้สึกได้ถึงสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเปลี่ยนผ่านห้องข่าวในรูปแบบดั้งเดิม และเริ่มย้ายเข้าสู่การตลาดออนไลน์ด้วยบัญชี WeMedia ของเธอเอง 

เดิมทีการตลาดออนไลน์คิดว่าดีที่สุดสำหรับสินค้าราคาถูก อย่างไรก็ตามในปี 2017 Li ได้ขายรถมินิคูเปอร์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นจำนวน 100 คันทางออนไลน์ภายในเวลา 4 นาที ซึ่งเป็นความสำเร็จที่เธอบอกว่าเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับโลกแห่งการซื้อทางออนไลน์ที่มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ และผู้นำทางความคิดหรือเหล่า Influencer ก็ส่งผลกระทบต่อยอดขายได้โดยตรง

“หลังจากปี 2017 และการทำงานร่วมกันกับ Mini เราก็เริ่มเปลี่ยนไป” เธอกล่าว “แบรนด์ต่างๆขอให้ KOL ขายสินค้าในนามของพวกเขาซึ่งหมายความว่าพวกเขาร่วมมือกับเราเพื่อสร้างแบรนด์ร่วมหรือแบรนด์ที่มีชื่อร่วมหรือขอให้เราถ่ายทำแคมเปญ จากนั้นจึงมีข้อกำหนดในแง่ของการทำให้เกิดการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่เธอแนะนำแบรนด์หรูจากตะวันตกมานาน แต่ Li คาดว่าจีนจะพัฒนาแบรนด์หรูของตัวเองในอนาคตอันใกล้นี้ “ในอดีตเมื่อใดก็ตามที่ฉันพูดถึงแบรนด์จีนมันเกี่ยวกับของลอกเลียนแบบ” เธอกล่าว “มันเกี่ยวกับคุณภาพที่ไม่ดี แต่ตอนนี้ผู้คนเชื่อมั่นในดีไซน์และคุณภาพของแบรนด์จีนมากขึ้น”

ต้องบอกว่าเรื่องราวของ Li นั้นน่าสนใจมาก ๆ เพราะเหล่า Influencer ตอนนี้กำลังพัฒนาไปในระดับที่สามารถวัดผลทางยอดขายได้ทันที และเป็นการทุ่มเทงบประมาณทางด้านตลาดที่ตรงจุดที่สุดสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ

ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศจีน ก็กำลังดำเนินรอยตามขึ้นในประเทศไทยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแพล็ตฟอร์ม Ecommerce ต่าง ๆ ที่ล้วนแล้วแต่มาจากเมืองจีนแทบจะทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น lazada , shopee หรือ Jd

ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง อาชีพที่น่าสนใจในอนาคต ที่ไม่ใช่แค่เพียง Influencer ที่สร้าง Awareness ให้กับ Product สินค้าต่าง ๆ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะต่อไปทุกอย่างต้องวัดผลได้ ลงทุนทำการตลาดกับ KOL และได้ยอดขายกลับมาเท่าไหร่ มันจะสามารถที่จะวัดผลได้แบบ Real Time เหมือนที่ Li ทำสำเร็จในประเทศจีนนั่นเองครับผม

References : https://jingdaily.com/chinas-top-blogger-becky-li-is-expanding-in-unexpected-ways/
https://www.scmp.com/lifestyle/fashion-beauty/article/3122361/becky-li-chinese-kol-who-sold-100-cars-online-four-minutes