LinkedIn ยังถอดใจ กับท่าทีที่เปลี่ยนไปของรัฐบาลจีน

มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับการประกาศถอนตัวจากตลาดประเทศจีนของบริการจากอเมริกาที่เหลือรอดอยู่เพียงหนึ่งเดียวอย่าง LinkedIn ที่ต้องเผชิญกับปัญหามากมายในข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฏระเบียบที่มากขึ้นในประเทศจีน

ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียน blog ที่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า ทำไม LinkedIn ถึงสามารถบุกตลาดจีนได้สำเร็จ แต่ตอนนี้ดูเหมือนความพยายามทุกอย่างของ LinkedIn กว่า 7 ปีที่ผ่านมา สุดท้ายก็มีจุดจบไม่ต่างจากสิ่งที่ Facebook , Google , Youtube หรือ แม้กระทั่ง Reddit เจอ

ยุทธศาสตร์ที่ Conflict

ในปี 2014 เมื่อ LinkedIn ได้ทำการเปิดตัวเว็บไซต์ในประเทศจีนเป็นครั้งแรก ทาง CEO อย่าง Jeff Weiner ได้กล่าวว่า “LinkedIn จะมีความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีการดำเนินธุรกิจในประเทศจีน

หลังจากนั้นก็เป็น Weiner เองที่ประกาศออกมาว่า “LinkedIn สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกอย่างยิ่ง และไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลจีน”

แต่บริษัทก็ได้ออกมาระบุในภายหลังว่า จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐบาลจีนเพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศพวกเขาได้

 Jeff Weiner ต้องยอมรับความจริงที่ว่าพวกเขาพ่ายแพ้ในตลาดจีน (CR:Vulcan Post)
Jeff Weiner ต้องยอมรับความจริงที่ว่าพวกเขาได้พ่ายแพ้ในตลาดจีน (CR:Vulcan Post)

ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ Conflict กันเอง มีการสนับสนุนเสรีภาพ ไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์จากรัฐบาลจีน แต่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดขอบรัฐบาลจีน มันเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน และทำให้ LinkedIn ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ยาก ซึ่งสุดท้ายก็โดนรัฐบาลจีน สั่งบล็อก โดยเฉพาะโปรไฟล์ของนักข่าวชาวอเมริกันหลายคน ซึ่งถือเป็นการเซ็นเซอร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของรัฐบาลจีน จนเกิดคำถามขึ้นของเหล่าผู้ใช้งานมากมายในแพลตฟอร์ม

เมื่อรัฐจีนควบคุมบริษัทเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น

เราจะเห็นได้จากข่าวที่ทยอยปล่อยออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แค่ไหนในธุรกิจเทคโนโลยีของจีน ก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือของรัฐบาล และถูกเล่นงานตามกันไปหมด

ซึ่งนั่นเป็นเคสของบริษัทเทคโนโลยีในประเทศยังโดนหนักขนาดนั้น ไม่ต้องนึกถึงสภาพของ LinkedIn ที่เป็นบริการจากอเมริกาว่าจะโดนหนักขนาดไหน โดยเฉพาะเรื่องการเข้ามาเซ็นเซอร์ข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น

แม้ LinkedIn เองจะช่วยให้สมาชิกผู้ใช้งานชาวจีนหางานและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากมาย แต่เรื่องของสังคมและการแบ่งปันข้อมูลนั้น เรียกได้ว่า LinkedIn ล้มเหลวเป็นอย่างมาก

พวกเขาต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ท้าทายยิ่งขึ้นมาก และข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฏระเบียบที่มากยิ่งขึ้นในประเทศจีน หลังรัฐบาลจีนต้องการมาจัดการบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

บทสรุป

ก่อนหน้านี้ LinkedIn แทบจะเป็นปราการด่านสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ของบริการออนไลน์จากอเมริกา ที่มาบุกตลาดจีน แต่สุดท้ายแม้จะพยายามปรับตัวและลงทุนไปมากแค่ไหน จุดจบก็ไม่ต่างจากบริการอื่น ๆ จากเพื่อนร่วมชาติไม่ว่าจะเป็น Twitter , Facebook หรือ Google ที่ชิงหนีออกไปก่อนนานแล้ว

เพราะฉะนั้น บริการออนไลน์ต่างๆ จากต่างประเทศ ที่คิดจะบุกไปตลาดขนาดใหญ่อย่างประเทศจีน คงเป็นเพียงแค่ฝัน เพราะ LinkedIn ที่แม้พยายามปรับตัวทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมจีน การตั้งผู้บริหารที่เป็นคนจีนเองมาดูแล ก็ยังไม่สามารถฝ่าฟันให้เอาชนะอุปสรรคอันยิ่งใหญ่จากรัฐบาลจีนได้

ซึ่งตอนนี้ ธุรกิจเทคโนโลยีของจีน อยู่ในภาวะที่ไม่มีความแน่นอนเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่งบริการในประเทศเอง ก็ยังไม่ทราบชะตากรรมอนาคตของตัวเองที่ชัดเจนนัก

ซึ่งแม้จะเหลือพื้นที่ให้ธุรกิจเทคโนโลยีที่ไม่ใช่บริการออนไลน์ อย่างในกรณีของ Apple ที่เน้นขาย Hardware ที่ดูเหมือนจะไปได้ดีในตลาดจีน

แต่ในอนาคตมันก็ไม่มีความแน่นอนอีกต่อไป การอยู่ในอำนาจเป็นเวลานานของประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง จนสามารถควบคุมทุกอย่างได้แบบเบ็ดเสร็จแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้สิ่งที่คิดว่ามีความแน่นอน ในอนาคตมันก็อาจจะไม่มีความแน่นอนอีกต่อไปนั่นเองครับผม

References :
https://www.forbes.com/sites/dereksaul/2021/10/14/linkedin-leaves-china-following-charges-of-censorship
https://www.axios.com/linkedin-unanswered-questions-china-censorship-56b75495-230c-4dc2-9a29-6a35e2f8cec0.html
https://www.wsj.com/articles/microsoft-abandons-linkedin-in-china-citing-challenging-operating-environment-11634220026
https://www.ft.com/content/d5cc7987-9d41-44c3-a6bf-7947c03b9cf9

BeIn Sport vs BoutQ กับมหาศึกสงครามการเมืองในอ่าวเปอร์เซีย สู่การละเมิดลิขสิทธิ์ครั้งร้ายแรงในวงการกีฬาโลก

ต้องบอกว่าด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวไกลในปัจจุบัน มันก็ได้เกิดผลกระทบต่อวงการกีฬาอย่างชัดเจนมาก ๆ โดยเฉพาะในเรื่องการถ่ายทอดสด ที่เรียกได้ว่าตอนนี้มีการละเมิดลิขสิทธิ์กันอย่างรุนแรงมาก ๆ

ตัวอย่างในบ้านเราเอง กีฬายอดฮิตอย่างฟุตบอล มีเว็บไซต์ หรือ เพจมากมายใน facebook เองที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์กัน และทำกันแบบง่ายมาก ๆ เนื่องจากการพัฒนาของระบบ live สดในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทำให้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อวงการกีฬา

นั่นเองที่ทำให้ในอนาคต หากมีบริษัทใดซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดกีฬาเหล่านี้มา อาจจะต้องพินิจพิเคราะห์แบบละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้ัน เนื่องจากการละเมิดที่ทำได้ง่ายขึ้นในยุคปัจจุบัน

เราจะเห็นเทรนด์ที่ราคาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดกีฬาชื่อดังราคาประมูลลดลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ที่ยังไม่มีเทคโนโลยีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ง่าย ๆ เหมือนในยุคปัจจุบัน

และนั่นเองที่ทำให้เกิดประเด็นใหญ่ขึ้นในวงการกีฬา กับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ beIn Sport ของทางประเทศซาอุดิอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีการสร้างบริการ beoutQ มาขโมยสัญญาณและออกอากาศเป็นของตนเอง

มหาศึกสงครามการเมืองในอ่าวเปอร์เซีย

เช้าตรู่ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2017 ได้มีคำแถลงที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ จากประธานาธิบดีกาตาร์ ผ่านสำนักข่าวกาตาร์ (QNA)

สื่อระดับภูมิภาคในอาหรับ และที่อื่น ๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการรับข่าวดังกล่าว และได้ทำการเผยแพร่ให้ขยายวงกว้าง เพื่อให้ผู้คนนับล้านได้เห็นแถลงการณ์ครั้งนี้

“อิหร่านเป็นตัวแทนของอำนาจในภูมิภาค และอิสลามไม่สามารถละเลยได้ และไม่ฉลาดที่จะเผชิญหน้ากับพวกเขา” ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัลธานี ผู้ปกครองกาตาร์กล่าวในพิธีสำเร็จการศึกษาทางทหารเป็นภาษาอาหรับ

ราชวงศ์กาตาร์ รู้ตัวทันทีว่าระบบรัฐบาลของพวกเขากำลังถูกรุกราน และพวกเขามั่นใจว่ามันเป็นแผนการของ ซาอุดิอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ทำเรื่องชั่ว ๆ ดังกล่าวนี้

ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่แสดงว่าระบบของพวกเขาถูก hack โดยกลุ่มนับรบไซเบอร์ของรัสเซียที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานดังกล่าว

พวกเขาไม่เคยเห็นการลอบโจมตีในลักษณะดังกล่าวนี้เกิดขึ้นมาก่อน สถานการณ์ที่มีความตึงเครียดมานานหลายปี กำลังจะถึงจุดแตกหัก

ภายในสิบสามวัน ซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของพวกเขารวมถึงอียิปต์และหมู่เกาะโคโมโรเล็ก ๆ ได้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในการปิดกั้น เพื่อคว่ำบาตรกาตาร์แบบเต็มรูปแบบ

พวกเขาขับไล่ชาวกาตาร์ออกจากประเทศตัวเอง ตัดความสัมพันธ์ทางการเงิน และปฏิเสธที่จะให้เครื่องบินของกาตาร์ใช้น่านฟ้าของพวกเขา เหล่าร้านค้าในกาตาร์ต่างขาดแคลนอาหาร เนื่องจากประเทศนี้พึ่งพาการค้าทางบกกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก

ปัญหาใหญ่น่าจะเกิดจากกาตาร์ได้ทำการผูกมิตรกับศัตรูของซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เช่น กลุ่มภราดรภาพมุสลิม

ซึ่ง ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน ต่างนำทูตของพวกเขาออกจากกาตาร์ในปี 2014 เนื่องจากกาตาร์ได้ไปสนับสนุนการประท้วงอาหรับสปริง

การประกาศคว่ำบาตรสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวกาตาร์จำนวนมาก ครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศบางครอบครัวเริ่มสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนตัวไว้ในบ้านพักตากอากาศและพระราชวังเพื่อเตรียมพร้อมหากมีการรุกรานขึ้นมาจริง ๆ

องบอกว่าสงครามเย็นกับกาตาร์นั้นมีเวลานานมาหลายปีแล้ว แต่กาตาร์เริ่มตีตัวออกห่างจากเพื่อนบ้านอย่างรวดเร็วเมื่อ ฮาหมัด บิน คาลิฟา โค่นล้มบิดาของตัวเองในการรัฐประหารที่ไร้การนองเลือดในปี 1995

ด้วยความที่ฮาหมัดเติบโตมาในโลกที่มีความสากล และด้วยความมั่งคั่งของประเทศในยุคนั้น ความผูกพันทางประวัติศาสตร์กับสหราชอาณาจักร เขาจึงเข้าเรียนที่ Royal Military Academy , Sandhurst ก่อนที่จะกลับไปโดฮาเพื่อเป็นนายทหารและในที่สุดก็ได้กลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เขาได้เข้ามายึดอำนาจโดยความเห็นชอบของสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว ฮาหมัดได้เข้ามาเปลี่ยนนโยบายกาตาร์ใหม่ แม้กระทั่งการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิสราเอล

เขาได้พัฒนาแหล่งก๊าซของประเทศซึ่งเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติยังไม่ได้เป็นวัตถุดิบที่ทำกำไรได้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ซึ่งการเดิมพันครั้งนี้ทำให้กาตาร์ร่ำรวยมหาศาล ด้วยความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น ฮาหมัด ได้กำหนดนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเน้นไปที่บทบาทของกาตาร์ในส่วนที่เหลือของโลก ไม่ใช่แค่เหล่าประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเท่านั้น

หนึ่งในปัจจัยใหญ่ที่สุดคือการสร้าง Al Jazeera ช่องข่าวที่ใช้เวลาอย่างฟุ่มเฟือยในการสรรหานักข่าวต่างประเทศ และนำเสนอให้ครอบคลุมตะวันออกกลางมากที่สุด

โดยเป็นการแสดงให้เห็นว่ากาตาร์เป็นกลาง แต่ภายในช่อง Al Jazeera เองก็แทบจะไม่มีการรายงานประเด็นทางสังคมหรือการโต้เถียงภายในกาตาร์เองแต่อย่างใด

การถือกำเนิดของ Al Jazeera คืออีกหนึ่งชนวนสำคัญ (CR:Inside Arabia)
การถือกำเนิดของ Al Jazeera คืออีกหนึ่งชนวนสำคัญ (CR:Inside Arabia)

เพื่อนบ้านของกาตาร์มองว่า Al Jazeera ไม่เป็นกลาง และเมื่อเกิดเหตุการณ์อาหรับสปริง เมื่อเยาวชนชาวอียิปต์ประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัคที่ซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเตส์หนุนหลัง

แต่หลังจากมูบารัคลงจากอำนาจ กาตาร์ก็ได้แต่งตั้งโมฮาเหม็ด มอร์ซี จากกลุ่มมุสลิมภราดรภาพให้กลายเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของอียิปต์ และนั่นเองที่ทำให้ซาอุดิอาระเบียและยูเออีโมโห และสนับสนุนนายพลในการโค่น มอร์ซี และปราบปรามกลุ่มมุสลิมภราดรภาพ

กาตาร์มีความเชี่ยวชาญมากกว่าซาอุฯ หรือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในการล็อบบี้และสื่อสารกับโลกภายนอก พวกเขาเปรียบเสมือนสวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกกลางที่รักษาการติดต่อกับทุกกลุ่มเพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจาและนำสันติภาพมาสู่ภูมิภาค

อีกปัจจัยหนึ่งที่ได้สร้างความขุ่นเคืองมายาวนานหลายปี คือ กาตาร์มีนิสัยขี้อิจฉาเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า ด้วยความมั่งคั่งมหาศาล กองทุนความมั่งคั่งของกาตาร์ ได้เข้าซื้อหุ้นบริษัทในโลกตะวันตกที่มีชื่อเสียงมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากเยอรมันอย่าง Volkswagen Group หรือ Royal Dutch Shell รวมถึงการกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก โครงการพัฒนาสนามบิน Heathrow ย่านธุรกิจ Canary Wharf และสร้าง Shard ซึ่งเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในสหราชอาณาจักร

แถมกาตาร์ยังได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก (FIFA World Cup) ในปี 2022 ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดรองจากโอลิมปิก

และสำหรับเหล่าเศรษฐีผู้ร่ำรวยของกาตาร์ การซื้อห้างสรรพสินค้า Harrods ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดังบนถนน Old Brompton Road ในลอนดอนมูลค่า 1,500 ล้านปอนด์ในปี 2010 ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ภาษาอาหรับได้กลายเป็นภาษาที่สองของห้างดังเหล่านี้ เนื่องจากบรรดาลูกค้าผู้ร่ำรวยจากดูไบ ริยาด หรือ คูเวตซิตี้ จะมาช็อปปิ้งในช่วงวันหยุด

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็รู้สึกว่า การกระทำต่าง ๆ ของกาตาร์เกิดจากความหยิ่งผยองของพวกเขา กาตาร์มีฐานทัพ Al Udeid การสื่อสารกับชาติตะวันตกก็ดูราบรื่น แถมยังมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าประเทศอื่น ๆ

นั่นเป็นเหตุให้เหล่าชีคที่เขี้ยวลากดินของเอมิเรตส์พร้อมกับเหล่าพันธมิตร มองหาข้ออ้างที่จะตัดกาตาร์ออกไป และถือเป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้

แต่ดูเหมือนกาตาร์จะไม่แคร์ เพราะด้วยความมั่งคั่งของพวกเขา ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดที่รองรับประชากรในประเทศจึงได้รับการออกแบบใหม่ โดยไม่แคร์เพื่อนบ้านชาวอาหรับอีกต่อไปนั่นเอง

การถือกำเนิดขึ้นของ beoutQ

ต้องบอกว่า beoutQ เป็นมากกว่าแค่การละเมิดลิขสิทธิ์แบบธรรมดา ๆ ทั่วไปที่เราได้เห็นกันทั่วโลก ที่มีการลักลอบนำสัญญาณไปใช้อย่างผิดกฏหมาย แต่ส่วนใหญ่ เป็นการกระทำแบบลับ ๆ ไม่ประเจิดประเจ้อเหมือนกับสิ่งที่ beoutQ ทำ

beoutQ เป็นองค์กรละเมิดลิขสิทธิ์ โดยมี 10 ช่องสัญญาณที่เริ่มออกอากาศทางผู้ให้บริการดาวเทียม Arabsat หลังจากข้อพิพาททางการทูตกระตุ้นให้ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ( UAE ) บาห์เรน และ  อียิปต์

ไม่นานหลังจากที่กาตาร์ถูกปิดล้อม ช่อง beIn ซึ่งเป็นช่องกีฬาชื่อดังได้กลายเป็นสิ่งต้องห้ามในประเทศคู่ขัดแย้งกับกาตาร์

การสอบสวนของ Al Jazeera ในปีที่แล้วเปิดเผยว่า  ผู้ให้บริการซาอุดีอาระเบีย 2 ราย คือ Selevision และ Shammas มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานที่ดำเนินการโดย beoutQ 

การสอบสวนพบว่า beoutQ ตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทสื่อแห่งหนึ่งในเขตอัล-กิราวัน กรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดิอาระเบีย แต่ทางซาอุดีอาระเบียได้ปฏิเสธการอ้างว่า beoutQ อยู่ในราชอาณาจักร

beoutQ กับการละเมิดลิขสิทธิ์แบบอื้อฉาวที่สุดครั้งนึงในวงการกีฬาโลก (CR:soupskotom.com)
beoutQ กับการละเมิดลิขสิทธิ์แบบอื้อฉาวที่สุดครั้งนึงในวงการกีฬาโลก (CR:soupskotom.com)

โดยสำนักข่าว Al Jazeera ได้รับเอกสารที่พิสูจน์ว่ามีการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างบริษัทซาอุดิอาระเบียและฝ่ายบริหารของ Arabsat

การสอบสวนยังแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ใช่การกระทำของแฮ็กเกอร์ทั่วไป เหมือนในประเทศอื่น ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบูรณาการที่มีการปกปิดอย่างเป็นทางการและได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากซาอุดิอาระเบีย

ในการให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera อัยการของกาตาร์กล่าวว่าจำเลยหนึ่งในสามคนที่ถูกกล่าวหาว่าสื่อสารกับซาอุดิอาระเบียและอียิปต์เกี่ยวกับปัญหานี้ได้เดินทางไปยังซาอุดิอาระเบียหลังจากการปิดล้อมดังกล่าว

จำเลยได้พบกับเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของซาอุดิอาระเบีย Maher Mutreb และแชร์ข้อมูลลับและละเอียดอ่อนกับหน่วยข่าวกรองอียิปต์

Mutreb เป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของซาอุดิอาระเบียที่ทำงานให้กับที่ปรึกษาอาวุโสของมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุดิอาระเบีย (ผู้ที่เข้าซื้อสโมสรนิวคาสเซิล แห่งพรีเมียร์ลีก)

ตามรายงานจาก   ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับการวิสามัญฆาตกรรม Mutreb มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในการสังหาร Jamal Khashoggi นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบีย   ในสถานกงสุลของประเทศในอิสตันบูลเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2018

บทสรุป

แม้ตอนนี้สถานการณ์จะคลี่คลาย เนื่องจากซาอุดิอาระเบียต้องการเข้ามาลงทุนในสโมสรฟุตบอลชื่อดังอย่าง นิวคาสเซิล ซึ่งมีการล็อบบี้จนสามารถปิดดีลดังกล่าวได้ในท้ายที่สุด

แต่จะเห็นได้ว่า การเกิดขึ้นของ beoutQ ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่แคร์สายตาชาวโลก ซึ่งทำให้ประเทศซาอุดิอาระเบียถูกจัดให้อยู่ใน Priority Watch List โดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เป็นเวลาถึงสองปี

นั่นเองที่ทำให้ซาอุดิอาระเบียกลายเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศที่ล้มเหลวในการปกป้องและบังคับใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ทั่วโลก

ซึ่งทางการสหรัฐได้มีการบีบบังคับให้ ซาอุดิอาระเบียเพิ่มการบังคับใช้กฏหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นกับ beoutQ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในเวทีการค้าโลกนั่นเองครับผม

แล้วคุณล่ะมีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไร อย่าลืมมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับผม

References :
https://www.qatar-tribune.com/news-details/id/124128
https://www.broadbandtvnews.com/2021/10/07/saudi-arabia-to-lift-ban-on-bein-sports/
https://theathletic.com/news/saudi-arabia-reverses-bein-sport-ban/
https://www.aljazeera.com/economy/2020/6/16/explainer-the-piracy-case-against-saudis-beoutq-channel

Shopee Food กับอีกหนึ่งกลยุทธ์สู่เป้าหมาย Super App แห่งอาเซียนของ Shopee

ต้องบอกว่าเหล่า App ชื่อดังในแถบอาเซียน ล้วนมีเป้าหมายที่คล้าย ๆ กันเลยทีเดียว นั่นก็คือการก้าวขึ้นเป็น Super App อันดับหนึ่งในอาเซียนให้สำเร็จ และตอนนี้ Shopee กำลังรุกคืบเข้าสู่ตลาดใหม่ นั่นก็คือ บริการส่งอาหารที่ได้เริ่มปล่อยบริการใหม่อย่าง Shopee Food ออกมา

และที่สำคัญ ใครพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวในตลาดดังกล่าว อาจจะโดนคู่แข่งฉกชิงฐานลูกค้าไปได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน เราจะเห็นได้จากปัญหาของ Foodpanda ที่โดนโจมตีจากโลกออนไลน์ หลังจากที่ บริษัท Delivery Hero ซึ่งเป็นเจ้าของ Foodpanda มีการประกาศไล่ผู้ขับขี่ที่มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวในการชุมนุม

มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่อ่อนไหวทางด้านการเมืองดังกล่าวนั้น the-ken.com ได้มีการรายงานว่า Foodpanda ได้สูญเสียผู้ใช้งานไปกว่า 2 ล้านบัญชี และ ร้านค้าในแพลตฟอร์มอีก 90,000 ราย แม้บริษัทแม่อย่าง Delivery Hero จะออกมาปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว แต่ก็ถือว่าสร้างความเสียหายให้กับพวกเขาไม่น้อย

และที่สำคัญ Foodpanda ด้วยความที่เข้ามาทำตลาดก่อนใคร ก็ทำให้พวกเขาเป็นแพลตฟอร์มส่งอาหารเพียงแห่งเดียวที่มีบริการครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย

ตลาดแดงเดือดใน Delivery Service

เรียกได้ว่าแข่งกันดุเดือดยิ่งกว่าสมรภูมิ ecommerce เสียอีกสำหรับบริการส่งอาหาร ที่มีบริการอยู่ในตลาดโดยเฉพาะประเทศไทยนั้น มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Robinhood (SCB) , LineMan , Grab , Foodpanda หรือ Airasia เองที่เพิ่งเข้ามาร่วมลุยในสมรภูมิดังกล่าวด้วย

เราจะเห็นโปรโมชั่น แข่งขันกันอย่างดุเดือด ไม่มีใครยอมใคร ตัวอย่างเช่น Robinhood ที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานโดยมีโปรโมชั่นช่วงแรก ๆ คือการส่งฟรี ก็ทำให้สามารถแย่งชิงตลาดไปได้อย่างมากมาย จนกระทั่ง server ถึงกับรองรับกันไม่ไหวเลยทีเดียว

โปรโมชั่นส่งฟรีทำให้ Robinhood สามารถแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็ว (CR: droidsans)
โปรโมชั่นส่งฟรีทำให้ Robinhood สามารถแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็ว (CR: droidsans)

การเข้ามาของ Shopee Food ต้องสั่นสะเทือนวงการอย่างแน่นอน เราจะเห็นได้จากการที่พวกเขาเริ่มประสบความสำเร็จในตลาด Ecommerce ที่สามารถเข้ามาต่อกรกับ Lazada ได้อย่างสูสี มีนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ เพื่อเอาชนะคู่แข่ง

ซึ่งแน่นอนว่าในตลาดแพลตฟอร์มส่งอาหาร Shopee Food คงไม่ได้มาเล่น ๆ เช่นเดียวกันอย่างแน่นอน

การมุ่งสู่ธุรกิจการเงิน

สิ่งที่น่าสนใจอย่างนึงของทุก ๆ แพลตฟอร์มเหล่านี้ ซึ่งผมว่าสุดท้ายก็มีเป้าหมายเดียวกันคือการกินรวบกลายเป็น Super App และมุ่งสู่ธุรกิจทางด้านการเงินสมบูรณ์แบบ

ตอนนี้เราจะได้เห็นบริการปล่อยกู้ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่นใน Ecommerce ก็ทำกันจนกลายเป็นเรื่องปรกติ ที่ปล่อยกู้ให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้า หรือ ลูกค้าเองก็ตาม ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ หรือ การจับจ่ายใช้สอยในการซื้อสินค้า ซึ่งแทบไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้เดิม ๆ อย่างบัตรเครดิตอีกต่อไปแล้ว และดอกเบี้ยก็ต่ำกว่ามาก ๆ

และด้วยความที่ทุกอย่างเป็น ดิจิทัล ทั้งหมดทำให้ต้นทุนถูกกว่ารูปแบบของสถาบันการเงินแบบเดิม ๆ เป็นอย่างมาก แทบจะไม่ต้องมีพนักงาน ใช้ AI ปล่อยกู้ และ รับชำระเงินผ่านแพลตฟอร์ม โดยที่แทบจะไม่ต้องมีมนุษย์มาเกี่ยวข้องเลยด้วยซ้ำ

นั่นเองที่คงไม่แปลกใจว่าทำไมธนาคารใหญ่ ๆ ของไทยต่าง เร่งปรับตัวกันขนานใหญ่ ตัวอย่างที่ทั้ง SCB ทั้ง Kbank ที่ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เปิดธุรกิจใหม่ ๆ ชิง disrupt ตัวเองก่อนที่จะโดน disrupt เพื่อไม่ให้ธุรกิจแพลตฟอร์มเหล่านี้มารุกล้ำ แหล่งรายได้หลักที่เปรียบเสมือนไข่ในหินอย่าง การปล่อยสินเชื่อนั่นเอง

บทสรุป

การเข้ามาของ Shopee ในตลาดนี้ถือว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก พวกเขามีนวัตกรรมสุดล้ำมากมายที่ทำได้สำเร็จในธุรกิจ Ecommerce และมีเงินทุนใหญ่จาก Tencent คอย bakup อยู่ซึ่งพวกเขาคงไม่กลัวใครหน้าไหนอยู่แล้วในธุรกิจนี้

ตลาดจะแดงเดือดเพิ่มมากขึ้น ตัวเลขขาดทุนสะสม คงไม่ต่างจากธุรกิจ Ecommerce ที่อีกหลายปี กว่าจะกลับมาทำกำไรกันได้ และ แน่นอนว่า มันไม่มีทางที่ทุกแพลตฟอร์มจะอยู่ได้หากตลาดเข้าสู่แดงเดือด เช่นนี้ ต้องมีผู้แพ้ที่ต้องลาจากไป ซึ่งใครจะเป็นผู้แพ้ในเกมเดิมพันธุรกิจครั้งใหม่ของ Shopee ในครั้งนี้ เราก็ต้องมาติดตามกันต่อไปนะครับผม

References : https://www.techinasia.com/shopeefood-thailand-push-foodpanda-social-media-slip
https://the-ken.com/sea/straitup/foodpandas-unappetising-week/

Jeff Bezos & Ula แล้วอะไรเป็นสิ่งดลใจให้ Bezos เข้าลงทุนครั้งแรกในอาเซียน

เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ทำให้ Jeff Bezos ถึงได้เข้ามาลงทุนครั้งแรกในแถบโซนบ้านเราอย่างอาเซียน ซึ่งดูเหมือน Bezos ก็ไม่ได้สนใจในตลาดแถวนี้ซักเท่าไหร่นัก จะเห็นได้จากการที่ปล่อยให้ Shopee กับ Lazada แย่งขับเคี่ยวความเป็นผู้นำในย่านนี้มาอย่างยาวนาน

เอาจริง ๆ ผมก็พยายามลองหาข้อมูลดูว่า มันมีอะไรน่าสนใจใน Ula สตาร์ทอัพของประเทศอินโดนีเซีย ที่ไปเข้าตา Jeff Bezos ได้บ้าง แต่ก็ดูเหมือนข้อมูลจะน้อยมาก ๆ

Ula เองก็เพิ่งตั้งมาแค่ 1 ปีเท่านั้น ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรมากมายในตลาดนี้ แต่ก็อย่างว่า ตอนนี้การทำสตาร์ทอัพในประเทศอินโดนีเซีย มันง่ายกว่าประเทศอื่น ๆ ในแถบนี้ เพราะขนาดของตลาดที่มีขนาดใหญ่มหาศาล มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน ก็ถือว่าพวกเขาได้เปรียบในเรื่อง economy of scale ทำให้ดึงดูดเงินลงทุนไปได้จำนวนมาก

ข้อมูลที่ว่า Ula นำเสนอเทคโนโลยีเพื่อมาตอบโจทย์ค้าปลีกขนาดเล็ก พวก sme ต่าง ๆ ให้สามารถขายไปออนไลน์ ไปยังเมืองอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ฟังดูมันก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ บริการแบบนี้มีอยู่เยอะแยะไปหมดแม้กระทั่งในประเทศไทยเราเอง อยู่ที่จะเรียกมันว่าอะไรเท่านั้น

การรุกคืบสู่ยุโรปของ Shopee

ต้องบอกว่าเป็นการขยายกิจการที่น่ากลัวเลยทีเดียวสำหรับ Shopee ในการบุกสุ่ยุโรปครั้งแรก โดยเริ่มต้นในประเทศโปแลนด์ ตามข่าวที่ออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่นอนว่า ที่ยุโรปนั้น Ecommerce แพลตฟอร์มอันดับหนึ่งที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดก็คือ Amazon นั่นเอง

Amazon ทิ้งห่างคู่แข่งในตลาด Ecommerce ยุโรป (CR:ecommercenews.eu)
Amazon ทิ้งห่างคู่แข่งในตลาด Ecommerce ยุโรป (CR:ecommercenews.eu)

ผมมองว่าสาเหตุนึงที่ Bezos ต้องหันกลับมามองอาเซียนบ้าง น่าจะมาจากการบุกยุโรปของ Shopee น่าจะเป็นปัจจัยนึ่งที่ถือเป็นการท้าทายอำนาจของ Amazon ในแถบยุโรป

แม้ Amazon เองจะมีบริการอยู่ในสิงคโปร์ แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถขยายออกไปประเทศอื่น ๆ ได้เลยในแถบอาเซียน ซึ่งก็น่าจะมาจากพฤติกรรมการซื้อขายออนไลน์ ที่ดูจะมีวัฒนธรรมเฉพาะของแถบอาเซียนเรา ซึ่งจะคล้าย ๆ กับในประเทศจีน

Shopee เองก็ได้รับการ backup จากทุนใหญ่อย่าง Tencent จากประเทศจีน ก็ถือเป็นตัวตายตัวแทนของ Ecommerce ของโซนบ้านเราที่จะไปลองขยายกิจการในทวีปยุโรป ซึ่งก็น่าสนใจมากนะครับ ว่าพวกเขาจะสามารถต่อกรกับคู่แข่งมากหน้าหลายตาในยุโรปได้หรือไม่

แต่ถ้าถามว่า การสร้างนวัตกรรมด้าน Ecommerce นั้น ส่วนตัวผมมองว่าแถบบ้านเรา หรือ ในจีนเอง ก็มีนวัตกรรมที่ล้ำหน้าไม่เป็นสองรองใครในโลก เพราะมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง เราจะเห็นสิ่งต่างๆ นวัตกรรมต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของ Gamification หรือ Live Commerce ที่เรียกได้ว่าถูกใจขาช็อปยิ่งนัก

เอาจริง ๆ มันก็เป็นเรื่องประมาทไม่ได้เหมือนกันนะครับสำหรับ Amazon ที่แม้จะนำโด่งไร้คู่แข่งทั้งในอเมริกาเหนือ หรือ ในยุโรปเอง แต่ดูเหมือนพวกเขาก็ยังไม่ได้เจอศัตรูที่น่าเกรงขาม และแข่งกันรุนแรงเหมือนในแถบโซนบ้านเรา

ซึ่งหากพวกเขาได้เจอนวัตกรรมการช็อปปิ้งสุดล้ำของ Shopee ที่ก็คาดว่าจะนำไปใช้ในยุโรปเหมือนกัน เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด บัลลังก์ของ Amazon ที่ยึดครองตลาดมาเนิ่นนานอาจถึงคราสั่นสะเทือนได้เหมือนกันนั่นเองครับผม

References :
https://www.forbes.com/sites/ardianwibisono/2021/10/05/bezos-bets-on-indonesias-mom-and-pop-shops-with-investment-in-ula
https://www.ceotodaymagazine.com/2021/10/jeff-bezos-makes-first-investment-in-southeast-asias-e-commerce/
https://www.straitstimes.com/business/companies-markets/shopee-to-debut-in-europe-with-poland-launch-sources
https://technews.helplr.xyz/bezos-invests-in-indonesian-e-commerce-company-ula/#more-444

สมองไหล & COVID-19 ปัญหาน่าปวดหัวของ HR เมื่อกำแพงขวางกั้นพนักงานถูกทลายลง

ต้องบอกว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเหล่าพนักงานประจำ ที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นทำให้พฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การประชุมออนไลน์ การ Work from home ที่กลายเป็นเรื่องปรกติในยุคนี้

แน่นอนว่า ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งที่กำลังส่งผลต่อองค์กรต่าง ๆ ในปัจจุบัน ที่แผนก HR ต้องรับมืออย่างหนักนั่นก็คือ ปัญหาเรื่องสมองไหล พนักงานลาออก ย้ายงานกันเป็นว่าเล่น

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดปัญหาสมองไหลอย่างไร?

ก็ต้องบอกว่าปัญหาสมองไหลมันได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะ COVID ทำให้โลกการทำงานของมนุษย์เรานั้นเปลี่ยนไปมาก ๆ

ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับพฤติกรรมใหม่ ในการไม่ต้องเดินทางไปทำงาน การ Work From Home กลายเป็นเรื่องปรกติ ทุกคนสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ซึ่งในงานหลาย ๆ อย่างก็คงดำเนินแบบนี้ต่อไปแม้การแพร่ระบาดจะหยุดไปแล้วก็ตาม

แต่มันก็ได้เกิดปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันเริ่มแบ่งเวลางาน และเวลาส่วนตัวไม่ได้ บางองค์กร นั้นใช้งานกันจนแยกเวลาไม่ออกระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว เพราะมันได้หลอมรวมกันเป็นเวลาเดียวกันไปแล้ว

นั่นเองก็กลายเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้มีพนักงานลาออกเพิ่มมากยิ่งขึ้น

กำแพงขวางกั้นพนักงานที่ถูกทลายลง

ผมวิเคราะห์อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนอาจะคิดไม่ถึง นั่นก็คือ กำแพงสำคัญที่ขวางกั้นการย้ายงานของพนักงาน ก็คือ การหาช่วงเวลาในการไปสัมภาษณ์งานที่อื่นนั่นเอง

การเปลี่ยนมาทำงานแบบ Work From Home มันมีข้อยืดหยุ่นก็จริง แต่มันก็ทำให้เหล่าพนักงาน สามารถร่อน Resume เพื่อสัมภาษณ์งานได้อย่างอิสระ และหาเวลาไปสัมภาษณ์ตอนไหนก็ได้ อย่างเสรี เพราะตอนนี้ การสัมภาษณ์งานก็เน้นไปที่การสัมภาษณ์แบบ Remote ไปหมดแล้วใช่กัน

ซึ่งส่วนนี้มันสำคัญมาก เพราะหลาย ๆ อาชีพ มีการแย่งตัวพนักงานเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะสายไอที น่าจะโดนหนักสุด การมีตัวเลือกเยอะ ๆ ผ่านการสัมภาษณ์หลาย ๆ แห่ง ทำให้พนักงานมีโอกาสได้เลือก และเปรียบเทียบสูงมากกว่าในยุคก่อน ที่คงยากที่จะสัมภาษณ์งานหลายๆ แห่งในขณะที่ตัวเองทำงานประจำอยู่

การตัดสินใจรับพนักงานในยุคปัจจุบัน อาจจะแทบไม่ต้องมาคุยกันต่อหน้าต่อตา เพื่อตัดสินใจรับเข้าทำงานอีกต่อไป องค์กรต่าง ๆ สามารถเลือกช็อปปิ้งพนักงานมากมาย ที่พร้อมจะมาสัมภาษณ์งานกับบริษัทเพื่อย้ายงาน

กำแพงในอดีต หากต้องเข้างานแบบ full time ทำให้มันเป็นเรื่องยากที่จะปลีกตัวไปสัมภาษณ์งานที่อื่นได้แบบมาราธอน เหมือนในยุคปัจจุบัน ซึ่งอาจจะต้องลางานเพื่อไปสัมภาษณ์ แต่ตอนนี้มันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว

ซึ่งผมว่าตอนนี้ การเปลี่ยนงานจะเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ เพราะมีตัวเลือกให้เลือกเยอะ สามารถตัดสินใจที่ให้ผลประโยชน์ที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้ง่ายมากขึ้ัน เมื่อกำแพงเรื่องเวลา และ การต้องปลีกตัว หรือ ลางานไปสัมภาษณ์งานที่อื่น มันไม่มีอีกต่อไป

นั่นเอง ที่ทำให้อัตรา turn over ของพนักงานในยุคการแพร่ระบาดสูงมาก ๆ ตาม ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาก็สอดคล้องกับแนวโน้มนี้เช่นเดียวกัน และผมคิดว่าองค์กรในไทยก็เจอปัญหาเดียวกันอย่างแน่นอน

บทสรุป

สถานการณ์ตอนนี้ได้พลิกผัน จากเดิมที่องค์กรนั้นเป็นฝ่ายเลือกพนักงาน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นพนักงานต่างหากที่กลายเป็นฝ่ายเลือกองค์กรที่จะเข้าทำงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเทรนด์นี้จะเป็นแบบนี้ต่อไปแม้การแพร่ระบาดของ COVID-19 จะหมดไปก็ตาม

เพราะเมื่อคนสามารถทำงานได้จากทุกที่ และสามารถที่สัมภาษณ์งานที่ไหนก็ได้ตลอดเวลา พวกเขาก็จะมองหาองค์กรที่ให้ผลประโยชน์กับพวกเขาสูงสุด มีความสมดุลสูงที่สุด (Work-Life Balance) ระหว่างชีวิตส่วนตัวกับชีวิตในการทำงานนั่นเองครับผม