พลังของ Air Jordan กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของแบรนด์ Nike

ก่อนปี 1984 โลกของรองเท้าบาสเกตบอลไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจเหมือนทุกวันนี้ รองเท้าวิ่งมาตรฐานหรือรองเท้ากีฬาส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวโดยมีความสวยงามเล็กน้อยเพิ่มเติม เช่นโลโก้ดอกยางแบบพิเศษ 

แต่ทั้งหมดนี้เปลี่ยนไปด้วยผู้เล่นใหม่และยุคใหม่ของการตลาดด้านกีฬา บริษัท Nike ที่เดิมชื่อว่า Blue Ribbon Sports ซึ่งก่อตั้งโดย Phil Knight และ Bill Bowerman ในปี 1964 ที่ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Nike เทพธิดาแห่งชัยชนะของกรีกในภายหลัง

รองเท้าดั้งเดิมของพวกเขามุ่งเน้นไปที่การวิ่งและกรีฑา แต่ในไม่ช้าบาสเก็ตบอลก็เริ่มกลายเป็นกีฬาที่มีความน่าสนใจมากขึ้น สัญลักษณ์ Nike swoosh ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกในปี 1971

ในปี 1972 โลกได้เห็นการเปิดตัวเสื้อ Nike Blazer ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทีม Portland Trail Blazers และสร้างชื่อเสียงโดย George ‘The Iceman’ Gervin รองเท้านี้เป็นความก้าวหน้าทั้งในด้านเทคโนโลยีและการสร้างแบรนด์ครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของ Nike

Nike ลงทุนอย่างหนักในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และทำสิ่งที่มันจะยังคงอยู่ในระดับแนวหน้าของรุ่นต่อไป แต่สิ่งที่เหนือกว่าฟังก์ชั่นคือรูปแบบ: Nike Blazer เป็นรองเท้าที่มีตราสินค้ามากจนเกินไปโดยมี swoosh ที่ยึดไว้ทั้งด้านข้างของรองเท้า

ทุกเกมที่เล่นของ ‘The Iceman’ กล้องจะเน้นที่เขาและรองเท้าของเขา ทุกเกมกลายเป็นโฆษณาของ Nike Blazers ในไม่ช้าความหลงใหลใหม่กับรองเท้าผ้าใบก็ปรากฏขึ้น

ยุคใหม่ก่อกำเนิด

ในปี 1984 ผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ NBAด้วยอนาคตที่สดใส จากฤดูกาลแรกของเขา Michael Jordan เป็นผู้เล่นที่มีพรสวรรค์อย่างเห็นได้ชัด Nike ได้เดิมพันต่อนักกีฬาหนุ่มและลงนามข้อตกลงพิเศษกับ Jordan เพื่อผลิตรองเท้าของเขาเอง แม้ก่อนหน้านี้ Jordan มักสวมใส่ Adidas อยู่เสมอก็ตามที แต่กลับกลายเป็นรับข้อตกลงกับ Nike หลังจากได้พบกับผู้บริหารของพวกเขา

Nike วางเดิมพันกับ Jordan ไว้สูงมาก
Nike วางเดิมพันกับ Jordan ไว้สูงมาก

รองเท้า Air Jordan I ดั้งเดิมผลิตขึ้นเฉพาะสำหรับ Jordan ในต้นปี 1984 และเปิดตัวต่อสาธารณชนในปลายปี 1984 ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นของสีแดงและสีดำรองเท้าเดิมถูกห้ามโดย NBA เพราะมีสีสันมากเกินไปในเวลาที่รองเท้าทั้งหมดถูกบังคับให้เป็นสีขาว

วิธีการที่โด่งดังของ Nike ในเวลานั้นคือการจ่ายค่าปรับ 5,000 ดอลลาร์ ที่ Jordan ได้รับทุกครั้งที่เขาสวมรองเท้าใหม่  สิ่งนี้ได้จุดประกายหัวข้อข่าวและถูกรวมเข้าไปในโฆษณาทางโทรทัศน์ที่เล่นในลักษณะที่เป็นรองเท้าของกบฏ ที่แหกกฏของ NBA แต่ดูเหมือนจะกลายเป็นการโฆษณาแบบฟรี ๆ ให้กับ Nike นั่นเอง

“ เมื่อวันที่ 15 กันยายน Nike ได้สร้างรองเท้าบาสเก็ตบอลแนวใหม่ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม NBA พยายามตัดพวกเขาออกจากเกม โชคดีที่ NBA ไม่สามารถห้ามไม่ให้คุณสวมใส่ Air Jordan จาก Nike ได้” และ 50,000 คู่แรกของ Air Jordan ขายหมดในทันที กลยุทธ์การตลาดนี้ และปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการห้ามของ NBA พิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในแผนการตลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลซึ่งผลักดันยอดขายมากกว่า 150 ล้านดอลลาร์

โลโก้ที่ไม่เหมือนใคร

โลโก้ Air Jordan ดั้งเดิมนั้นแตกต่างจากที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นที่รู้จักในนาม ‘โลโก้ OG’ หรือ ‘โลโก้ Wings’ โดยให้ความสำคัญกับบาสเก็ตบอลที่มีปีกยื่นออกมาจากทั้งสองด้าน

โลโก้ ‘Jumpman’ จะปรากฏครั้งแรกในรุ่นที่สามของ Air Jordan ในปี 1987 อย่างไรก็ตามต้นกำเนิดของมันมาจากการถ่ายภาพนิตยสาร Life ที่ทำในปี 1984 สำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ภาพถ่ายต้นฉบับ เป็นภาพของ Jordan กำลังแสดงบัลเล่ต์กลางอากาศเรียกว่าแกรนด์เจท ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้ใช้การกระโดดในสไตล์ที่แท้จริงของเขา

Jordan อธิบายในการสัมภาษณ์ในปี 1997: “ ผมเพิ่งยืนบนพื้นกระโดดขึ้น และกางขาของผมออก แล้วพวกเขาก็ถ่ายรูป ผมไม่ได้วิ่ง ทุกคนคิดว่าผมทำอย่างนั้นด้วยการวิ่งและกระโดด จริง ๆ แล้ว มันเป็นการเต้นบัลเลต์ที่ ผมกระโดดขึ้นและกางขา และผมถือลูกบอลในมือซ้ายของผม ก็แค่นั้นเอง”

โลโก้ Air Jordan ที่ไม่ได้มาจากท่ากระโดดจริง ๆ ของ Jordan
โลโก้ Air Jordan ที่ไม่ได้มาจากท่ากระโดดจริง ๆ ของ Jordan

ภาพต้นฉบับกระตุ้นให้ Nike ทำการปรับแก้ใหม่สำหรับการเปิดตัว Sneakers ในปี 1985 มันถูกรวมเป็นภาพในการสร้างตราสินค้าและรวมเข้ากับการออกแบบรองเท้าด้วยตัวเองของ Nike และ Jordan

เมื่อผู้เล่นกลายเป็นผลิตภัณฑ์

Michael Jordan อาจจะเป็นผู้เล่นคนแรกใน NBA ที่มีความเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาเข้าร่วม ความสามารถที่เหมือนเขาบินได้ เป็นการเพิ่มความปรารถนาของสาธารณชนในการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ของ Jordan

ทุกๆสองสามปีการออกแบบที่ได้รับการปรับปรุงพร้อมคุณสมบัติเพิ่มเติมใหม่ได้มาถึง Air Jordan III ได้เปิดตัวในปี 1988 และ Jordan ได้นำรุ่นดังกล่าวมาใส่ในระหว่างการประกวด Slam Dunk ในปี 1988 ซึ่งได้รับการรายงานว่าเป็นที่ชื่นชอบของ Jordan มากที่สุด ในการออกแบบทั้งหมดตลอดหลายปีที่ผ่านมา

สิ่งที่เริ่มเป็นพันธมิตรที่ลึกซึ้งระหว่างผู้เล่นและแบรนด์ได้พัฒนาเป็นไอคอนและปฏิวัติอุตสาหกรรม

วันนี้แบรนด์ Air Jordan ครอบคลุมรองเท้ามากกว่า 32 รุ่นหลายรุ่นได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่หลายครั้ง รองเท้ามักจะขายหมดทันทีที่มีจำหน่ายและขายต่อออนไลน์ให้กับนักสะสมรองเท้า

ช่วงเวลาที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Air Jordan

Air Jordan หลายคู่ที่ Jordan สวมในระหว่างการแข่งขันถูกขายทอดตลาดหรือบริจาคให้กับองค์กรการกุศลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

คู่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Air Jordans คือคู่ของ Air Jordan 12 ‘Flu Game’ ที่สวมใส่โดย Jordan ในระหว่างการแข่งขัน NBA 1997 รอบชิงชนะเลิศที่เขารู้สึกไม่ดีเนื่องจากอาหารเป็นพิษแต่ยังคงสามารถเอาชนะเกมนี้ได้ คู่นี้ขายในราคา 104,000 บาท และการออกแบบในรุ่นนี้นั้นขายหมดในทันทีที่ออกใหม่ทุกครั้ง

Jordan ยังสวม Air Jordan ดั้งเดิมสำหรับเกมสุดท้ายของเขาที่เมดิสันสแควร์การ์เด้นในปี 1998 ในการให้สัมภาษณ์ก่อนเกม Jordan อธิบายว่าเขาต้องการที่จะ ‘เคารพและจดจำวันเก่า ๆ ‘ ด้วยการสวมใส่ ‘Chicago’ Air Jordan รุ่นแรก จากปี 1985

อย่างไรก็ตาม Air Jordan รุ่นดั้งเดิมนั้นไม่ได้ให้ความสะดวกสบายและการสนับสนุนในระดับเดียวกันกับการทำซ้ำในรุ่นที่ใหม่กว่า:

“ เป็นเวลานานแล้วที่ผมสวมใส่มันและมันก็ตลกดีที่ได้กลับมาเล่นอีกครั้งและจดจำวันเก่า ๆ บางเกมที่ผมมีที่นี่ และรองเท้าก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น แต่เท้าของผมกำลังฆ่าผม”

Chicago Bulls ชนะการแข่งขันชิงแชมป์ครั้งที่ 6 ในปี 1998 และได้เป็นการคว้าแชมป์ 3 สมัยติดต่อกันเป็นครั้งที่สองของพวกเขา ในเวลานั้น Michael Jordan ไม่เพียง แต่เป็นนักบาสเก็ตบอลที่โด่งดังที่สุด แต่เป็นหนึ่งในนักกีฬาที่โด่งดังที่สุดในโลก

หลังจากฤดูกาลที่โดดเด่นมีการเก็งกำไรมากมายเกี่ยวกับว่าทีมจะกลับมาสำหรับความพยายามในการแข่งขันชิงแชมป์สมัยที่ 7  อย่างไรก็ตามมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ปีต่อมา Phil Jackson, Pippen, และ Michael Jordan ออกจาก Chicago Bulls ในปี 1999 และ Jordan ก็ได้เข้าสู่ช่วงเกษียณครั้งที่สองจากบาสเก็ตบอล

เพื่อนร่วมทีมคนสำคัญอย่าง Pippen ก็ออกจากทีมไปในฤดูกาล 1999
เพื่อนร่วมทีมคนสำคัญอย่าง Pippen ก็ออกจากทีมไปในฤดูกาล 1999

มรดกของ Michael Jordan

ตั้งแต่ยุคของ Jordan มีผู้เล่น NBA หลายคนที่มีรองเท้าที่ออกแบบเอง ที่มีชื่อเสียงที่สุด ได้แก่ Lebron James, Kevin Durant, Kobe Bryant, และ Steph Curry

อย่างไรก็ตามไม่มีใครสามารถจัดการมรดกที่ประสบความสำเร็จหรือยอดขายเทียบเท่าตำนาน Air Jordan ได้ รองเท้าเหล่านี้แตกแขนงออกไปนอก Jordan ในปัจจุบันเพื่อรวมนักกีฬา ‘Team Jordan’ ที่ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์และสวมใส่รองเท้า เหล่านี้รวมถึงผู้เล่น NBA 21 คนรวมถึงนักกีฬาในเบสบอล, อเมริกันฟุตบอล, นาสคาร์และฟุตบอล

Nike ยังมีความร่วมมือที่ไม่ซ้ำกับนักดนตรีและนักออกแบบแฟชั่นที่จะร่วมมือในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ

แม้จะเป็นผู้เล่นที่เกษียณไปแล้วก็ตาม แต่ Jordan มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในการคัดเลือกเช่นเดียวกับการออกแบบสำหรับรองเท้าของ Nike

Jordan ก็ยังมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการออกแบบรองเท้ารุ่นใหม่ ๆ ของเขา
Jordan ก็ยังมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการออกแบบรองเท้ารุ่นใหม่ ๆ ของเขา

ด้วยมูลค่าสุทธิกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ Michael Jordan ยังคงมีรายรับ 130 ล้านดอลลาร์ต่อปีจากการขายรองเท้าของ Jordan ส่วนแบ่งแบรนด์ Nike Air Jordan ยังคงเพิ่มขึ้น 17% ต่อปี แบรนด์ Nike Jordan มีรายได้ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

การผสมผสานระหว่างกีฬาและวัฒนธรรม

Nike เป็นผู้นำในการสร้างแบรนด์เสมอและเรื่องราวของ Air Jordan เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

มีวิธีจำนวนมากในการทำการตลาด ที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีดึงดูดความสนใจของตลาดและมีความโดดเด่นจากฝูงชน ด้วยผู้เล่นอย่าง Michael Jordan แบรนด์ของเขาทำให้เขาแตกต่างจากการเอกลัษณ์ที่ไม่เหมือนใครของ Jordan นั่นเอง

ต้องบอกว่าทั้ง Jordan และวิธีที่ Nike จับตลาดด้วยการเป็นหุ้นส่วนกัน ซึ่งเป็นเวลากว่า 30 ปีมาแล้ว ที่ Nike แสดงให้เห็นว่าการคิดล่วงหน้าและการเคลื่อนไหวที่กล้าหาญของพวกเขาในครั้งนั้นสามารถสร้างความสำเร็จครั้งใหญ่อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับ

References : https://www.espn.com/blog/playbook/dollars/post/_/id/2918/how-nike-landed-michael-jordan
https://www.essentiallysports.com/nba-news-chicago-bulls-nike-was-never-the-first-choice-of-michael-jordan-for-sneaker-deal-but-others-refused-to-give-an-offer/
https://ftw.usatoday.com/2020/05/adidas-nike-michael-jordan-the-last-dance-reaction
https://www.cbssports.com/nba/news/the-last-dance-story-behind-michael-jordan-nearly-choosing-adidas-over-nike-explained-in-doc/
https://www.sneakerfreaker.com/features/what-if-jordan-chose-adidas?page=0

=========================
ฟัง PodCast เรื่องเกี่ยวเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ที่ Geek Forever’s Podcast
——————————————–
ฟังผ่าน Podbean :
🎧 http://bit.ly/2m7CpC8
——————————————–
ฟังผ่าน Apple Podcast :
🎧 https://apple.co/2lEqPPg
——————————————–
ฟังผ่าน Google Podcast :
🎧 http://bit.ly/2kxHtQ3
——————————————–
ฟังผ่าน Spotify :
🎧 https://spoti.fi/2m0PTzR
——————————————–
ฟังผ่าน Youtube :
🎧 http://bit.ly/2mvEVTf
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website : www.tharadhol.com
Blockdit : www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage : facebook.com/tharadhol.blog
Twitter : twitter.com/tharadhol
Instragram : instragram.com/tharadhol
=========================

สงครามการเมือง กับเบื้องหลังความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของ Google Plus ที่มีต่อ Facebook

Google+ ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกปิดตัวลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  หลังจากที่ บริษัท ใช้เงินไปหลายร้อยล้านดอลลาร์กับโปรเจ็คดังกล่าว Google Plus ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะต่อสู้กับ Facebook ได้เลย 

มันเป็นความล้มเหลวครั้งสำคัญของ Google ในโลกออนไลน์ที่พวกเขาถนัด ซึ่งหลังจากอดีตนักออกแบบของ Google Plus ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่ทำงานกับผลิตภัณฑ์ กล่าวว่าสาเหตุหลัก ๆ คือ เรื่องของการเมืองภายในองค์กร และการขาดวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่

หนึ่งวันหลังจากที่ Google ประกาศเกี่ยวกับบริการที่ไม่มีใครสนใจ Google ยอมรับว่า 90% ของผู้ใช้ นั้นอยู่ในบริการของ Google+ น้อยกว่าห้าวินาที อดีตพนักงานของ Google ชื่อ Morgan Knutson ได้กล่าวย้อนอดีตถึง ผลงานภายในของ Google Plus

Knutson ทำงานเป็นนักออกแบบกับ Google+ ระหว่าง 2011 และ 2012 เขาได้ทวีตมากกว่า 200 ครั้ง เพื่ออธิบายรายละเอียดการดำรงตำแหน่งระยะสั้นของเขาที่ Google+ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อมีเป้าหมายในการเอาชนะ Facebook

สิ่งที่ Knutson กล่าวในทวีต อธิบาย เรื่องราวของความหลงใหล การทรยศ การจัดการที่ผิดและ การเมืองในสำนักงานของ Google เอง จากนั้นเขาก็อธิบายว่าทำไมเขาถึงได้เข้ามาทำงานในโครงการใหม่ของ Google ที่ชื่อว่า Google+

หนึ่งในปัญหามากมายของ Google+ ตามที่พนักงาน Google เคยอธิบายไว้ คือ การขาดวิสัยทัศน์ Knutson กล่าวว่า การมองผลิตภัณฑ์ของ Google ใน Google+ นั้น เป็นการขึ้นอยู่กับความกลัวที่จะสูญเสียการแข่งขันที่มีต่อ Facebook แทนที่จะสร้างสิ่งที่แปลกใหม่อย่างแท้จริงตามวิถีทางแบบเก่า ๆ ของ Google

“วิสัยทัศน์ผลิตภัณฑ์ของ Vic เต็มไปด้วยความกลัว” Knutson เขียนอ้างถึง “Vic” Gundotra ผู้บริหาร Google ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการ Google+ ก่อนที่เขาจะออกจาก บริษัท ในปี 2014 ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ 

Vic Gundotra อดีตหัวเรือใหญ่ของ Google+
Vic Gundotra อดีตหัวเรือใหญ่ของ Google+

“Google ได้สร้างกราฟขององค์ความรู้และ Facebook ได้สร้างกราฟของเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งหากเราไม่ได้เป็นเจ้าของกราฟเครือข่ายสังคมออนไลน์ เราก็ไม่สามารถอ้างสิทธิ์ที่จะจัดทำดัชนีข้อมูลในโลกนี้ได้ทั้งหมด” เขาเขียนไว้ในทวีตหนึ่งไว้อย่างน่าสนใจ

อย่างไรก็ตามการมองผลิตภัณฑ์ ไม่ได้เป็นปัญหาเดียวกับโครงการที่ทะเยอทะยานของ Google 

Knutson กล่าวในรายละเอียด และอธิบายว่า ทีมต่าง ๆ ที่ทำงานในโครงการไม่ได้ทำงานพร้อมเพรียงกัน ทีมทั้งหมดทำงานในโมดูลแยกต่างหาก โดยไม่มีความรู้ในสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “วิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่” “ทุกสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นล้วนไม่มีความต่อเนื่อง มันเป็นการสร้างและคัดลอก มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเอาชนะ Facebook”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิสัยทัศน์เหล่านี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะแพลตฟอร์มของ Google+ เท่านั้น แต่รวมถึงระบบนิเวศของ Google โดยรวมทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าเมื่อ Knutson ออกแบบอินเทอร์เฟซผู้ใช้ทั้งหมดของ Google+ ใหม่ ซึ่งยังอยู่ในช่วงการพัฒนาในเวลานั้นเพื่อรวมแอพอื่น ๆ ของ Google เข้ากับการนำทางในแถบด้านข้าง

แต่เขากลับถูกล้มแนวคิดดังกล่าว โดยผู้บริหารอาวุโส เนื่องจากถูกมองว่ามันไปคล้ายกับส่วนขยายของ Chrome ซึ่ง Google วางแผนที่จะเปิดตัวที่ Google I / O

อีกปัญหาหนึ่งของ Google+ คือข้อเท็จจริงที่ว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมันไม่ได้ถูกพิจารณาโดยระบบนิเวศทั้งหมดของ Google

Knutson อธิบายสิ่งนี้ว่าเป็นความไม่มีความเสมอภาคในการออกแบบในเรื่องประสบการณ์ของลูกค้า “ไม่มีสิ่งใด ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยคำนึงถึงผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในระบบนิเวศของ Google นักออกแบบ UX นั้นไม่ได้สนใจประสบการณ์ของลูกค้าอย่างแท้จริง” เขาเขียน

Google Plus ที่ออกแบบมาโดยไม่คำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้
Google Plus ที่ออกแบบมาโดยไม่คำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Google ได้ปรับปรุงระบบนิเวศทั้งหมดในภายหลัง ซึ่งประกอบไปด้วย Gmail, Google Drive และ G-Suite ในหกปีต่อมา โดยนำความสอดคล้องการออกแบบและเพิ่มคุณสมบัติใหม่ ๆ ให้กับพวกมัน และประสบความสำเร็จอย่างสูง

นอกเหนือจากความไม่เสมอภาคในการออกแบบและวิสัยทัศน์ สิ่งที่ฆ่า Google+ คือการเมืองภายในบริษัท เมื่อคนทำงานเป็นทีม และมีความพยายามในการเล่นการเมืองระหว่างแต่ละทีม ซึ่งมักจะส่งผลเสียต่อโปรเจ็ค ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับ Google+ เช่นกัน

Knutson พบกับการเมืองในสำนักงานระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งใน Google ในที่สุดเมื่อเขาได้รับการอนุมัติให้นำทีมสำหรับการออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้ เขาต้องเผชิญกับการต่อต้านจากนักออกแบบคนอื่น

“Jim” ผู้ซึ่งอยู่ในทีม Google+ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง เมื่อ Knutson พยายามแก้ไขปัญหากับ Jim โดยการสนทนาแบบตัวต่อตัว แต่เขาก็ไม่เคยมาปรากฏตัว เมื่อเขาไปหาหัวหน้าของ Jim คือ Greg แต่ดูเหมือนปัญหามันก็ถูกซ่อนไว้ใต้พรมตามเดิมที่ไม่ได้รับการแก้ไข

แต่ Greg กลับให้ท้าย Jim โดยบอกกับ Knutson ว่าจะให้ Jim เป็นผู้จัดการของเขาหลังจากที่ Project เปิดตัว ” เขายังจำบทสนทนาดังกล่าวได้อย่างดี

สองสามเดือนต่อมา Knutson ก็ได้ออกจาก Google เพื่อเข้าร่วมงานกับ Dropbox

Google อาจจะตัดสินใจยุติโครงการ Google+ ไปแล้ว แต่ชัดเจนว่าข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยเป็นเพียงข้ออ้างที่ Google พยายามแถลงต่อสาธารณะเพื่อไม่ให้พวกเขาเสียหน้าเท่านั้น

Google+ ไม่สามารถบรรลุสิ่งที่ บริษัทคาดหวัง ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ Facebook และตัวเลขผู้ใช้งาน Google+ ที่ลดน้อยลงต่างหาก ที่เป็นสิ่งบังคับให้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีตัดสินใจยุติโครงการดังกล่าวในท้ายที่สุด

จะเห็นได้ว่า แม้ Google+ ตอนเปิดตัวนั้น จะมีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมด้วย Features ต่าง ๆ มากมาย แต่เราจะได้เห็นถึงความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญครั้งแรกของ Google ไม่ว่าจะมาจากปัญหาการเมืองภายในองค์กร รวมถึงวิสัยทัศน์ที่คิดเพียงแค่จะล้ม Facebook ให้ได้เพียงเท่านั้น

ซึ่งมันเป็นการผิดวิสัยของบริษัทอย่าง Google ที่มักจะสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ ออกมาให้เป็นที่ยอมรับ ก็ต้องให้เครดิตกับ Mark Zuckerberg ที่สามารถทำให้ Facebook เอาชนะในศึกครั้งนั้นมาได้ ซึ่งดูเหมือนว่า ในเรื่องของเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้น คงไม่มีใครจะเข้าใจมันได้ดีไปกว่า Mark Zuckerberg ที่ทำให้ตอนนี้แพลตฟอร์มของเขาครองใจผู้ใช้งานส่วนใหญ่ทั่วโลกมาจวบจนถึงปัจจุบันได้นั่นเองครับ

References : https://www.the-vital-edge.com/fall-of-google-plus/
https://mashable.com/2015/08/02/google-plus-history/
https://www.indiatoday.in/technology/features/story/former-google-designer-explains-why-google-s-social-media-play-failed-1370662-2018-10-18
http://dansator.blogspot.com/2019/02/rip-google-plus.html

=========================
ฟัง PodCast เรื่องเกี่ยวเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ที่ Geek Forever’s Podcast
——————————————–
ฟังผ่าน Podbean :
🎧 http://bit.ly/2m7CpC8
——————————————–
ฟังผ่าน Apple Podcast :
🎧 https://apple.co/2lEqPPg
——————————————–
ฟังผ่าน Google Podcast :
🎧 http://bit.ly/2kxHtQ3
——————————————–
ฟังผ่าน Spotify :
🎧 https://spoti.fi/2m0PTzR
——————————————–
ฟังผ่าน Youtube :
🎧 http://bit.ly/2mvEVTf
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website : www.tharadhol.com
Blockdit : www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage : facebook.com/tharadhol.blog
Twitter : twitter.com/tharadhol
Instragram : instragram.com/tharadhol
=========================

Pomelo กับการใช้พลังของ Big Data ในการขับเคลื่อนธุรกิจด้าน Fashion

แนวโน้มแฟชั่นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยข้อมูลจำนวนมากบนโซเชียลมีเดียแบรนด์แฟชั่นรวมถึง Pomelo Fashion ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยกำลังใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อวิเคราะห์รสนิยมความต้องการความสนใจและความชอบของผู้บริโภค

“ เราใช้ Big Data จำนวนมากเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มของสื่อโซเชียลและเพื่อดูว่าเราสามารถปรับปรุงความเร็วและต้นทุนการผลิตของเราได้อย่างไร ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเชนหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือกลยุทธ์การทำตลาดของเรา ทุก ๆ ส่วนของพื้นที่เหล่านั้นสามารถพัฒนาได้อย่างมหาศาลผ่านการใช้ Big Datra” David Jou ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของแบรนด์แฟชั่น Pomelo Fashion กล่าว

เขาบอกว่า Pomelo ยังใช้แพลตฟอร์มอัตโนมัติทางด้านการจัดการ Supply Chain ที่สร้างขึ้นมาเอง เพื่อช่วยในการตัดสินใจในการจัดเก็บและการขายสินค้าออนไลน์

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับแนวโน้มใหญ่ที่เขาเห็นในภาคการค้าปลีกของเอเชีย Jou กล่าวว่า จะไม่มีความแตกต่างระหว่างยอดขายออนไลน์และออฟไลน์อีกต่อไป “ผมคิดว่าทุกแบรนด์ผู้ค้าปลีกทุกรายต้องหาวิธีที่พวกเขาสามารถรวมสองช่องทางเข้าด้วยกันอย่างราบรื่นเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าเพียงแค่ออนไลน์หรือออฟไลน์แยกกัน” เขากล่าว

ใช้กลยุทธ์ omnichannel ที่แข็งแกร่งเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ของลูกค้า 

เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง Pomelo จึงให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของลูกค้าอย่างจริงจัง “ ผมคิดว่าคำนิยามของการเป็นแบรนด์แนวตั้งแบบดั้งเดิม [Pomelo] หมายความว่า คุณกำลังทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าของคุณเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ แบรนด์ รวมถึงประสบการณ์ของลูกค้า” Jou กล่าว .

เขาได้ยินเสียงตอบรับจากลูกค้าของ Pomelo ที่มีเสียงดังและชัดเจนมาก ๆ เมื่อผู้ตอบแบบสอบถามหลายคนกล่าวในการสำรวจประจำปีโดยบริษัท ว่าพวกเขาต้องการเห็นร้านค้าที่เป็น Physical ลูกค้าของ Jou กล่าวว่า “ในขณะที่ Ecommerce นั้นยอดเยี่ยม เราไม่ชอบที่จะจัดการกับเสื้อผ้าที่ส่งคืนและเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสม และสนุกกับการช้อปปิ้งออนไลน์ แต่คุณรู้ว่าสิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับออนไลน์คือคุณมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกไม่จำกัด และมีจำนวนมากให้เลือกและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น”

เพิ่มประสบการณ์ให้กับลูกค้าด้วยร้านค้าแบบ Physical
เพิ่มประสบการณ์ให้กับลูกค้าด้วยร้านค้าแบบ Physical

นั่นคือเหตุผลที่ Pomelo มีสถานที่สามประเภทให้ลูกค้าลองสวมใส่ ที่แรกก็คือร้านค้ามาตรฐานของ Pomelo ซึ่งตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ประเภทที่สองคือที่ตั้งของ บริษัท ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าร้านในห้างสรรพสินค้าโดยจัดให้มีส่วนของห้องฟิตติ้งเท่านั้น ส่วนที่สามคือสถานที่ตั้งของพันธมิตรของ Pomelo ซึ่งรวมถึงร้านกาแฟ โรงยิม และCo-Working Space โดยทั้งสามประเภทสามารถพบได้ในประเทศไทย ในสิงคโปร์

“คุณเพียงแค่สั่งซื้อ และเข้าไปลองสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ที่ร้านค้าของเราในสิงคโปร์ หรือจากที่รับสินค้ากว่า 60 แห่งในประเทศไทย ให้แน่ใจว่าคุณรักผลิตภัณฑ์อย่างแน่นอนจากนั้นค่อยจ่ายเงินเฉพาะสิ่งที่คุณต้องการมันจริง ๆ  มันจะช่วยลดความเสี่ยงทั้งหมดของการช็อปปิ้งออนไลน์” เขากล่าวเสริม

Jou กล่าวว่ากลยุทธ์ omnichannel ของ Pomelo นั้นไม่เหมือนใคร ลูกค้ามุ่งมั่นที่จะชำระเงินหลังจากที่พวกเขาลองเสื้อผ้าของพวกเขาและมั่นใจว่าพวกเขาต้องการที่จะซื้อผลิตภัณฑ์นั้น ๆ  เป็นวิธีการทำสิ่งที่แตกต่างจากการดำเนินการคลิกใส่ตะกร้าแล้วจ่ายเงินออนไลน์แบบเดิม ๆ  Jou คาดว่าแบรนด์อื่น ๆ จะทำเช่นเดียวกันในอนาคต

บริษัท เปิดร้านค้าปลีกแห่งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อประมาณปี 2018 และตอนนี้มีร้านค้าทั้งหมด 8 แห่งในประเทศไทย ในเดือนมิถุนายน 2019 Pomelo ได้เปิดตัวร้านค้าแห่งแรกนอกประเทศไทยที่ 313 @ Somerset ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางแหล่งช็อปปิ้งของสิงคโปร์ Orchard Road มันเป็นร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดที่บริษัทมีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เราคิดว่ามันเป็นเรื่องของเวลาก่อนที่ผู้คนจะรู้สึกสะดวกสบายในการซื้อออนไลน์ แต่ปรากฎว่าพวกเขาต้องการสิ่งที่แตกต่าง เหตุผลหลักคือความกลัวของเสื้อผ้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับตัวลูกค้าเอง ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องจัดการยุ่งยากในการทำเรื่องเพื่อคืนเงินหรือคืนสินค้า และทั้งหมดนี้ มันไม่ใช่ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับลูกค้า” Jou กล่าว

เมื่อถามว่าทำไม Pomelo เลือกสิงคโปร์เป็นที่ตั้งแห่งแรกในต่างประเทศนอกประเทศไทย Jou กล่าวว่า “ผมคิดว่าสิงคโปร์เป็น Flagship ที่สำคัญ สำหรับส่วนที่เหลือของภูมิภาคนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี หรือค้าปลีก หรือแม้แต่การท่องเที่ยว ผมคิดว่าสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากคุณพบว่าแบรนด์ของคุณกำลังสร้างฐานที่มั่นในสิงคโปร์ได้ คุณก็สามารถแปลมันให้ประสบความสำเร็จในระดับภูมิภาคได้”

การสร้างความยั่งยืนด้านแฟชั่น 

Jou ตระหนักดีถึงความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับผลกระทบของแฟชั่นที่รวดเร็วต่อสิ่งแวดล้อม นี่คือเหตุผลที่ Pomelo เปิดตัวคอลเลกชัน (PURPOSE) เพื่อความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

“อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมในการที่คุณสามารถแสดงออกได้ มันเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ แต่ผมคิดว่าข้อเสียคือเมื่อแนวโน้มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมีของเสียที่ถูกสร้างขึ้นจำนวนมาก ทั้งในกระบวนการผลิตและหลังจากที่ใช้เสื้อผ้าไปแล้ว “Jou กล่าว

Pomelo กำลังใช้เทคนิคการผลิตที่ทันสมัยซึ่งมีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยใช้วัสดุอินทรีย์และวัสดุยั่งยืนเช่นพลาสติกรีไซเคิล “เราใช้ขวด PET รีไซเคิล มากกว่า 21,000 ขวดเพื่อสร้างคอลเล็กชั่นกว่า 40% ; ส่วนที่เหลืออีก 60% ทำมาจากวัสดุอินทรีย์เช่นผ้าลินินและผ้าฝ้าย” Jou กล่าว เขากล่าวเสริมว่าการนำพลาสติกไปใช้บนเนื้อผ้าหมายถึงต้นทุนจะสูงขึ้น 30-40%

Purpose กับ คอลเล็กชั่นเพื่อความยั่งยืน
Purpose กับ คอลเล็กชั่นเพื่อความยั่งยืน

อย่างไรก็ตามเขามองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับความคิดริเริ่มบนพื้นฐานของการตอบรับเชิงบวกจากผู้มีอิทธิพลด้านแฟชั่นและลูกค้าที่เพิ่งเข้าร่วมการเปิดตัวคอลเลชั่นใหม่ที่เน้นความยั่งยืน และรักสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในกรุงเทพฯ

ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มีส่วนช่วยให้ยอดขายโดยรวมของ Pomelo “มีปริมาณที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาก”  Jou กล่าวว่าแต่ละคอลเลกชันได้เพิ่มยอดขายเป็นสองเท่าจากก่อนหน้านี้ “ดังนั้นแม้ว่าจะมีจำนวนน้อย แต่ก็เติบโตอย่างรวดเร็วและเราพยายามอย่างมากที่จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้และบอกผู้คนว่าทำไมเราถึงคิดว่ามันสำคัญ” เขากล่าว

ระดมทุนเพื่อขยายสายผลิตภัณฑ์

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2019 Pomelo กล่าวว่า ได้ระดมทุน 52 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบ Series C ทำให้กองทุนรวมของบริษัท มีมูลค่าเพิ่มเป็น 83 ล้านเหรียญสหรัฐ

Jou กล่าวว่า Pomelo จะใช้เงินสดเพื่อขยายสายผลิตภัณฑ์และมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาแนวคิดเพื่อความยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะเพิ่มแบรนด์ของ 3rd Party บนแพลตฟอร์ม “แบรนด์ท้องถิ่นจะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น  ซึ่งขึ้นอยู่กับแนวโน้มและสิ่งที่เราคิดว่าจะเจ๋งสำหรับลูกค้าของเรา” เขากล่าว

ต้องบอกว่า ถือเป็นอีกหนึ่ง Brand ที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับ Pomelo ซึ่งน่าจะคุ้นตากันดีสำหรับขาช็อปปิ้ง ชาวไทย ซึ่งมีการรวมประสบการณ์ ระหว่าง Online และ การช็อปปิ้ง Offline แบบเดิม ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างมาก ทำให้สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าได้

และที่สำคัญ เราจะเห็นได้ว่า David Jou นั้นมองเห็นถึงภาพใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกระแส Trend Fashion รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค นั้น ก็ล้วนแล้วแต่มาจากพื้นฐานจาก Big Data ที่เขาได้รับมา และนำมาวิเคราะห์ และประยุกต์ ธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

References : https://asia.nikkei.com/Spotlight/Startups-in-Asia/Fast-fashion-newcomer-Pomelo-picks-up-speed-in-Southeast-Asia
https://www.asianentrepreneur.org/david-jou-ceo-founder-of-pomelo-fashion/
https://rocketreach.co/david-jou-email_2418466
https://onstage.ai/talks/d5oxu0VK
https://vulcanpost.com/610494/pomelo-fashion-singapore-eccomerce/
https://www.pomelofashion.com/th/th/clothes/purpose

=========================
ฟัง PodCast เรื่องเกี่ยวเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ที่ Geek Forever’s Podcast
——————————————–
ฟังผ่าน Podbean :
🎧 http://bit.ly/2m7CpC8
——————————————–
ฟังผ่าน Apple Podcast :
🎧 https://apple.co/2lEqPPg
——————————————–
ฟังผ่าน Google Podcast :
🎧 http://bit.ly/2kxHtQ3
——————————————–
ฟังผ่าน Spotify :
🎧 https://spoti.fi/2m0PTzR
——————————————–
ฟังผ่าน Youtube :
🎧 http://bit.ly/2mvEVTf
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website : www.tharadhol.com
Blockdit : www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage : facebook.com/tharadhol.blog
Twitter : twitter.com/tharadhol
Instragram : instragram.com/tharadhol
=========================

StockX กับการเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นธุรกิจพันล้านภายใน 3 ปี

เมื่อ Josh Luber หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง StockX เรียนอยู่ในเกรดหก เขาได้เริ่มต้นธุรกิจแรกของเขา: ขายหมากฝรั่งให้กับเพื่อนร่วมชั้นของเขา เป็นธุรกิจแรกที่ต้องทำแบบแอบ ๆ เพราะพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เคี้ยวหมากฝรั่งภายในโรงเรียน

“ มันเป็นธุรกิจที่ยอดเยี่ยม” เขากล่าว “ผมเคยกระโดดรั้วหลังบ้าน เพื่อไปที่ร้านขายของชำของ Acme และซื้อหมากฝรั่งสี่แพ็คในราคา 1 ดอลลาร์ ซึ่งแต่ละแพ็คมีห้าชิ้น และผมสามารถนำมาแบ่งขายได้กำไรอย่างงาม”

เช่นเดียวกับเด็กจำนวนมากในยุค 80 และยุค 90 Luber นั้นยกย่องสุดยอดนักกีฬาในยุคนั้นอย่าง Michael Jordan Luber มีอายุ 6 ขวบ เมื่อทาง Nike เปิดตัวแอร์จอร์แดนครั้งแรก

ในสมัยทำงาน part-time ช่วงเรียนมหาวิทลัย เมื่อเขาได้รับเงินค่าจ้างจากงานในร้านขายเฟอร์นิเจอร์ เขามุ่งตรงไปที่ Foot Locker และ ได้เป็นเจ้าของ Air Jordan 11 Concords: ท็อปส์ผ้าสีขาว พื้นรองเท้า taupe แบบลูกคลื่น ในราคา 125 ดอลลาร์

รองเท้าผ้าใบเป็นมากกว่าแค่เรื่องของแฟชั่น สำหรับ Luber การซื้อรองเท้าของเขานั้น เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อแสวงหาความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากตลาดมูลค่ากว่า หนึ่งแสนสามหมื่นล้านดอลลาร์ ของตลาดรองเท้าผ้าใบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น Limited Edition ที่มีการวางจำหน่ายในปริมาณที่จำกัด

รองเท้าผ้าใบที่เริ่มเป็นมากกว่าแค่แฟชั่น
รองเท้าผ้าใบที่เริ่มเป็นมากกว่าแค่แฟชั่น

เกือบสองทศวรรษต่อมา Luber ที่สำนักงานใหญ่ในเมืองดีทรอยต์ของ StockX ซึ่งเป็นตลาดประมูลรองเท้าผ้าใบ ที่เขาร่วมก่อตั้งในปี 2015 ซึ่งเติบโตจากแนวคิดที่แปลกประหลาดเกี่ยวกับการสร้าง “ตลาดหุ้นของสิ่งของ” โดยปัจจุบันมีพนักงานเกือบ 1,000 คน และตอนนี้กิจการของเขามีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ต้องขอบคุณอินเทอร์เน็ต รวมถึงวัฒนธรรมการผลิตรองเท้าผ้าใบที่ได้เติบโตขึ้นจากเครือข่ายท้องถิ่นของมือสมัครเล่นไปสู่ธุรกิจระดับโลกที่เฟื่องฟู ที่มีการขับเคลื่อนโดยนักสะสมที่มองหารองเท้าผ้าใบหายากมาไว้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือหาหนทางทำเงินอย่างรวดเร็ว

Luber วัย 41 ปีดูเหมือนนักเล่นสเก็ตบอร์ด เขาสวมหมวกเบสบอลพร้อมด้วยเสื้อยืดและหมวก ห้องทำงานของเขาตกแต่งในกลิ่นอายของยุค 90 : พื้นผิวของโต๊ะทำงานของเขาฝังอยู่กับการ์ดเบสบอลของเคนกริฟฟีย์จูเนียร์และแต่งแต้มด้วยกระเบื้อง  มีชั้นวางโลหะเคลือบสีดำสองชั้นแสดงคอลเล็กชั่นรองเท้าผ้าใบ แกลเลอรี่ที่หมุนได้ บรรจุเต็มไปด้วยรองเท้าที่คัดมาจากคอลเล็กชั่น Luber มากกว่า 400 คู่

เขาชี้ไปที่ตาข่ายสีแดงเข้ม Yeezy Red Octobers การออกแบบครั้งสุดท้ายของ Kanye West ที่ผลิตให้กับ Nike ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับ Adidas “นั่นอาจจะเป็นรองเท้าที่แพงที่สุดที่นี่ ราคาประมาณ 5,000 ดอลลาร์ แต่ผมแทบไม่ได้สวมมัน” เขากล่าว 

นี่เป็นกฎของ StockX แต่ Luber ไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง CEO อีกต่อไปแล้ว หลังจากดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้บริหารระดับสูงมานานกว่าสามปี เขาได้ลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในเดือนมิถุนายน เมื่อ Scott Cutler ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ช่วยนำพา eBay, StubHub เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้เข้ามาแทนที่

ครั้งหนึ่งทุกคนใน บริษัท ต้องรายงานต่อ Luber และมันเป็นวิสัยทัศน์ของเขาส่วนใหญ่ที่ขับเคลื่อนบริษัทไปสู่จุดที่ที่มันเป็นในทุกวันนี้  แม้ว่าในตอนนี้เขากำลังจะพัฒนาสายธุรกิจใหม่ และเขายังคงเป็นหน้าตาของ StockX เขายังคงเดินทางไปทั่วโลกพูดถึงมัน ในทางใดทางหนึ่งมันเป็นงานในฝัน: หลังจากออกจากงานบริหาร และไม่มีระเบียบวาระการประชุมที่เข้มงวด เขาสามารถแอบมองรองเท้าใหม่และการ์ดเบสบอลได้มากขึ้นกว่าเดิม เขาสามารถมาสายได้ 

ตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้ง StockX งานส่วนใหญ่ของ Luber คือการอธิบายว่า StockX คืออะไร  เขาได้ให้คำนิยามของ StockX ว่าเป็นแคตตาล็อกออนไลน์ของรองเท้าผ้าใบ กระเป๋านาฬิกา และเป็นที่ เช่นเดียวกันกับที่ตลาดหุ้น ที่อนุญาตให้ผู้ซื้อและผู้ขายกำหนดราคาของทุกผลิตภัณฑ์ 

บริษัท ใช้กลยุทธ์การประมูลสองครั้งซึ่งช่วยให้ผู้ซื้อสามารถเสนอราคา – สูงสุดที่พวกเขาเต็มใจที่จะจ่าย และผู้ขายที่จะบอกราคาขั้นต่ำที่พวกเขายินดีที่จะขาย หากการเสนอราคาสูงกว่า ธุรกรรมก็จะถูกดำเนินการ StockX ซึ่งจะได้รับค่าคอมมิชชั่นจาก 9.5 ถึง 14.5 เปอร์เซ็นต์จากการขายแต่ละครั้งและในปี 2019 บริษัท ได้ทำธุรกรรมมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ความสอดคล้องเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งแตกต่างจาก eBay ที่ Air Jordans หนึ่งคู่อาจปรากฏพร้อมรูปถ่ายของรองเท้าในกล่องและอีกคู่อาจปรากฏขึ้นพร้อมกับรองเท้าที่วางข้าง ๆ ถาดอาหารแมว

StockX เก็บหน้ารายชื่อ เพียงหนึ่งเดียวสำหรับรองเท้าทุกรุ่นที่ขาย มันคือความแตกต่างระหว่างการมองหาเตียงนอนบน Craigslist และมองหาพวกมันใน Crate & Barrel การรับรองความถูกต้องว่าเป็นของแท้ 100% คือสเน่ห์ที่สำคัญของ StockX

การคัดเลือกผลิตภัณฑ์ในหลายสิบวิธีรวมถึงการทดสอบกลิ่นเพื่อรับรองความถูกต้อง การปลอมแปลงจำนวนมากในโลกรองเท้าผ้าใบและแท็กของแท้ของ StockX นั้นได้รับการยอมรับอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าโรงงานที่ผลิตของปลอมในตอนนี้ได้สร้างแท็กปลอมที่ “รับรองโดยแท็ก StockX” เช่นเดียวกัน

StockX มักจะมองเฉพาะกับรองเท้าผ้าใบที่ไม่ได้สวม หรือ ของเหล่านักสะสมเป็นหลัก ซึ่งหมายความว่ารองเท้า Nike ที่ซื้อผ่าน StockX ควรมาในกล่องดั้งเดิมของพวกมันซึ่งมีความคลาสสิกเหมือนที่เคยซื้อมาจาก Foot Locker ยกเว้นว่าความนิยมในรองเท้ารุ่น Limited Edition เพิ่มขึ้นจนถึงจุดที่ไม่สามารถหาซื้อได้จาก Foot Locker หรือร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม 

สำหรับ StockX นั้น ความขาดแคลนนั้นเป็นความตั้งใจ ดังที่ Luber ได้กล่าวไว้ว่า “พวกเขาเข้าใจว่าถ้าแบรนด์ผลิตเพิ่มขึ้นมาอีกคู่ พวกเขาอาจขายได้ราคาน้อยลง”  สิ่งที่ Luber รับรู้คือเมื่ออุปทานมีราคาต่ำเกินจริงราคาขายปลีกจะไม่มีความแน่นอนเนื่องจากไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริงนั่นเอง”

ในอีกด้านหนึ่งแนวคิดของ Luber จะจำกัดเฉพาะในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ที่เลือกเท่านั้น “สินค้ามูลค่าสูงและไม่ใช่สินค้าที่หาซื้อได้ทั่วไป” ในคำพูดของศาสตราจารย์ Steve Tadelis นักเศรษฐศาสตร์ ที่ University of California, Berkeley  

โดยแนวคิดนี้มันได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2012 เมื่อ Luber เริ่มต้นด้วยแนวคิดที่จะสร้าง StockX หลังจากได้รับปริญญาด้านกฎหมายและธุรกิจที่ Emory University เขาได้เริ่มต้นสร้างบริการที่คล้ายกับ Geek Squad ที่บริการการจัดการพนักงานออนไลน์ แต่ครั้งแรกในการเริ่มต้นธุรกิจของเขาล้มเหลว

หลังจากนั้นก็เขาก็ได้เข้าทำงานกับ IBM ในนิวยอร์ก ซึ่งในขณะที่ทำงานที่ IBM นั้น เขาได้เริ่มทำงานในอีกโครงการหนึ่ง ที่ชื่อว่า Campless ซึ่งเป็นระบบออนไลน์สำหรับรองเท้าผ้าใบที่ทำการติดตามราคาขายต่อบน eBay 

มันเป็นฐานข้อมูลแรกของสินค้าประเภทนี้และในขณะที่เขาสร้างมันขึ้นมา อีเมลและทวีตจากผู้ที่ชื่นชอบข้อมูลได้หลั่งไหลเข้ามาเพื่อให้ความช่วยเหลือ ภายในปี 2015 Luber ได้รวบรวมกองทัพอาสาของผู้ให้ข้อมูลบนเว็บไซต์ เขาจะอยู่จนถึงตีสี่ทำงานในโครงการ Campless และปฏิบัติหน้าที่ที่ IBM ในห้าชั่วโมงต่อมา

เขายังไม่มี idea ว่ามันจะกลายเป็นธุรกิจได้อย่างไรในเวลานั้น เขามองมันเป็นแค่งานอดิเรกเพียงเท่านั้น แต่ Dan Gilbert ผู้ร่วมก่อตั้ง Quicken Loans และเจ้าของ Cleveland Cavaliers ที่อยู่ในเมืองดีทรอยต์สังเกตว่าลูกชายวัยรุ่นของเขาใช้เวลาส่วนใหญ่บน eBay กับการประมูลรองเท้าผ้าใบ 

เขานำเรื่องดังกล่าวมาคุยกับ Greg Schwartz ผู้ก่อตั้งแอพปฏิทินที่ Gilbert ลงทุน “เขาเริ่มพูดถึงกลไกของตลาดหุ้น ทำไมสินค้าพวกนี้ถึงมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิภาพมากกว่าการประมูลแบบปรกติใน eBay หรือสินค้าฝากขายอื่น ๆ ” Schwartz กล่าว 

Luber ได้พูดคุยกับ บริษัท หลายแห่งที่ต้องการใช้ข้อมูลของ Campless ในเดือนมีนาคมปี 2015 Gilbert และ Schwartz ได้เรียก Luber ให้บินมาคุยกับพวกเขาที่คลิฟแลนด์ เพื่อดูเกมแข่งขันบาสเก็ตบอลของ Cleveland Cavaliers

Dan Gilbert มหาเศรษฐีเจ้าของทีม Cleveland Cavaliers สนใจที่จะลงทุน
Dan Gilbert มหาเศรษฐีเจ้าของทีม Cleveland Cavaliers สนใจที่จะลงทุน

ในตอนนั้น ภรรยาของ Luber ตั้งครรภ์ได้ 39 สัปดาห์ แผนการของเขาคือบินไปคลีฟแลนด์ในตอนเช้าไปที่เกมบ่ายสามโมง และบินกลับไปที่ฟิลาเดลเฟียซึ่งเขาและภรรยาอาศัยอยู่ในคืนนั้น 

เขาได้นำกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ของเขาสำหรับ Campless ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับที่เขาได้นำไปสู่การประชุมกับนักลงทุนครั้งก่อน ๆ  โดยในเนื้อหาได้อธิบายว่า Campless คือคู่มือราคารองเท้า ที่สามารถกระตุ้นให้ผู้ใช้สร้างพอร์ตการลงทุนรองเท้า คล้าย ๆ กับ พอร์ตการลงทุนในหุ้น

และในกระดาษแผ่นดังกล่าวได้แสดงถึงความเป็นไปได้ของการสร้างตลาดหุ้นสำหรับรองเท้าผ้าใบ เขาแสดงมันให้ Schwartz และ Gilbert หลังเกม พวกเขาจ้องกลับมาที่เขาด้วยความตกตะลึง “เราต้องพาคุณไปที่ดีทรอยต์” Schwartz กล่าว

Luber ส่งข้อความถึงเจ้านายของเขาที่ IBM “ผมจะไม่ไปทำงานในวันพรุ่งนี้ ผมขอโทษ” เขาสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกันเป็นเวลาสามวัน เขากลับถึงบ้านเวลา 1:00 น. ในคืนวันอังคารภรรยาของเขารอเขาอยู่ “ที่รัก ผมคิดว่าเราควรจะย้ายไปที่ดีทรอยต์โดยด่วน” เขากล่าว

Gilbert และ Schwartz ได้ทำการเข้าซื้อ Campless ภายในสองเดือน และ StockX ได้ถูกเปิดตัวในเดือน กุมภาพันธ์ 2016 โดยมีชายทั้งสามคนเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

เมื่อคุณเริ่มต้นบริษัท และคุณมีผู้ร่วมก่อตั้งเป็นมหาเศรษฐีมันทำให้สิ่งต่าง ๆ มันเปลี่ยนไปเยอะมาก” Luber กล่าว “เราสามารถมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจจริง” Luber และ Schwartz รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรบางอย่าง ในเดือนกันยายนเมื่อ Nike ได้ทำการเปิดตัว Air Jordan 1 ซึ่งเป็นคู่ที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก และมันส่งผลให้ปริมาณสินค้าที่ขายผ่าน StockX เพิ่มขึ้นจาก 50 คู่ ต่อวันเป็น 300 คู่

กลุ่มผู้ก่อตั้งตัดสินใจที่จะมองการลงทุนภายนอกในปี 2017 หนึ่งในคนที่พวกเขาเข้าหา คือ Scott Cutler ซึ่งตอนนั้นเป็นซีอีโอของ StubHub และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการของ StockX 

Scott Cutler ที่ปรึกษาของ Luber ก่อนที่จะกลายมาเป็น CEO ในภายหลัง
Scott Cutler ที่ปรึกษาของ Luber ก่อนที่จะกลายมาเป็น CEO ในภายหลัง

ย้อนกลับไปในปี 2016 วันที่ StockX ออกแถลงข่าวครั้งแรก Cutler ได้ส่งข้อความ LinkedIn ไปยัง Luber เพื่อบอกรายละเอียดประสบการณ์ผู้บริหารของเขาที่ StubHub, eBay และ NYSE “ผมคิดว่านี่เป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่จริงๆและผมอยากที่จะช่วย” เขาเขียน

Luber เห็นข้อความและเดินตรงไปที่ Schwartz เขาเป็นห่วงเพราะ StubHub เป็นเจ้าของโดย eBay และพวกเขามองว่า eBay เป็นคู่แข่งหลักของพวกเขา “เขาเป็นสายลับเหรอ?” Luber ถาม 

แต่ Schwartz ให้เหตุผลว่าการสนทนากับผู้เชี่ยวชาญไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ดังนั้น Luber จึงเริ่มสนทนาทาง Video Conferences กับ Cutler และดูเหมือนทั่งคู่จะเข้ากันได้ดีพอที่จะนัดพบกันในสัปดาห์ต่อไปที่โตรอนโต “มันไม่เป็นทางการเราแค่ทำความรู้จักกัน” Luber กล่าว “ผมได้พบกับภรรยาของเขา พร้อมกับลูกคนหนึ่งของเขา”

จากนั้นทั้งคู่ก็ได้เริ่มคุยโทรศัพท์ทุก ๆ เดือน “ทุกบทสนทนา เป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง” Cutler กล่าวถึงรายละเอียด “วิธีทำงานของอนุพันธ์, กลุ่มของสภาพคล่อง, สภาพแวดล้อมของธุรกิจ” Luber จะจัดการความคิดโดยมี Cutler คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

เมื่อเข้าสู่เดือน มีนาคม ปี 2019 Cutler พบว่าตัวเองกำลังต้องการความท้าทายใหม่ ๆ  สถานการณ์ในตอนนั้น StockX กำลังสร้างธุรกรรมของรองเท้าหลายพันคู่ต่อวัน การพูดคุยของเขากับ StockX เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันเขาปฏิเสธบทบาทซีอีโอที่ บริษัท มหาชนอีกแห่งที่ยื่นข้อเสนอมา เขากล่าวว่าเขาต้องการเริ่มต้นใหม่

StockX ประกาศการประเมินมูลค่าของบริษัทที่พุ่งขึ้นไปที่หนึ่งพันล้านดอลลาร์ (จากการลงทุน Series C 110 ล้านดอลลาร์) และได้ประกาศแต่งตั้ง Cutler ให้มาดำรงตำแหน่งซีอีโอในเวลาเดียวกัน 

มันเป็นช่วงเวลาที่ StockX นั้นโตขึ้นเกินกว่าขีดความสามารถของ Luber ในฐานะผู้นำองค์กรแล้ว องค์กรเริ่มใหญ่ขึ้น และมีความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ต้องการมืออาชีพมาบริหาร และ Cutler คือคำตอบสุดท้ายของ StockX 

โดย Cutler และ Luber ได้วางแผนที่จะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ด้วยการแบ่งงานง่าย ๆ Luber จะจัดการกับพันธมิตร การทำ IPO และหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ และการพูดในที่สาธารณะ Cutler จะทำหน้าที่ CEO ตัวจริง คอยจัดการเรื่องทุกอย่างอื่น ๆ

นั่นทำให้ Luber นั้นสามารถที่จะใช้เวลามากขึ้น ในตอนนี้ที่เขาไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับรายละเอียดการปฏิบัติงานหลายอย่างที่ Cutler ดูแล: ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายตลาดของ StockX ไปในยุโรปและเอเชีย จ้างผู้บริหารระดับ C-Level การจัดการด้านโลจิสติกส์ การขนส่งที่ซับซ้อนให้กับลูกค้าในกว่า 200 ประเทศ  

มันทำให้ Luber สามารถใช้เวลากับสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เขาตื่นเต้นอย่างแท้จริง เช่น การ์ดเบสบอล ซึ่งในภายหลัง StockX ได้เปิดตัว การซื้อขายการ์ดเป็นหมวดหมู่ใหม่ 

ต้องบอกว่า StockX นั้นเดินมาไกลมาก ๆ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปี ก็สามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัท Unicorn ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ มันคือผลสำเร็จของความหลงใหลในสิ่งที่ Luber หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งรัก ซึ่งนั่นก็คือ การสะสมรองเท้าผ้าใบ ซึ่งใครจะคิดว่า งานอดิเรกเล็ก ๆ ในอดีตของเขา และความทุ่มเทแบบสุดตัวของเขา ที่จะทำตามความฝันนั้น จะนำพา StockX มาได้ไกลถึงเพียงนี้ได้นั่นเองครับ

References : https://www.vox.com/2019/4/19/18486120/stockx-billion-valuation-funding-dst-ggv-sneakerhead
https://en.wikipedia.org/wiki/StockX
https://www.inc.com/magazine/202002/sheila-marikar/stockx-josh-luber-sneaker-resale-marketplace-scott-cutler-detroit-founder-ceo.html
https://www.cnbc.com/2019/06/26/stockx-a-stock-exchange-for-sneakers-is-now-worth-1-billion.html

=========================
ฟัง PodCast เรื่องเกี่ยวเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ที่ Geek Forever’s Podcast
——————————————–
ฟังผ่าน Podbean :
🎧 http://bit.ly/2m7CpC8
——————————————–
ฟังผ่าน Apple Podcast :
🎧 https://apple.co/2lEqPPg
——————————————–
ฟังผ่าน Google Podcast :
🎧 http://bit.ly/2kxHtQ3
——————————————–
ฟังผ่าน Spotify :
🎧 https://spoti.fi/2m0PTzR
——————————————–
ฟังผ่าน Youtube :
🎧 http://bit.ly/2mvEVTf
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website : www.tharadhol.com
Blockdit : www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage : facebook.com/tharadhol.blog
Twitter : twitter.com/tharadhol
Instragram : instragram.com/tharadhol
=========================

The Science Behind Social Networking กับเบื้องหลังชัยชนะครั้งสำคัญของ facebook ที่มีต่อ myspace

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้ตลอดเวลา  บริษัทที่สร้างเครือข่ายทางสังคมในออนไลน์ได้สร้างแพล็ตฟอร์มเหล่านี้ขึ้นมาก็เพื่อเป็นวิธีการทำงาน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความต้องการ ความคิดและนวัตกรรม แนวคิดของเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่นอกเหนือจากชีวิตแบบปรกติของมนุษย์เราที่มีมาอย่างยาวนาน

เป็นเวลาหลายศตวรรษแล้วที่เราได้เห็นว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้น มีความเชื่อมโยงกับผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาทางวัฒนธรรมในมนุษย์ ซึ่งนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ การทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายสังคมเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว เราก็จะต้องเข้าใจว่าทำไม Facebook ซึ่งกลายมาเป็นผู้นำของเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่ถูกปลุกปั้นขึ้นมาจากหอพักที่มหาวิทยาลัย Harvard และสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลก และยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ที่มั่นคงให้กับเราทุกคนได้อย่างไร

Facebook และเว๊บไซต์ Social Media อื่น ๆ จะช่วยเชื่อมต่อคุณกับเพื่อนของคุณ ซึ่ง Facebook ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 2005 โดย Mark Zuckerberg เริ่มแรก Zuckerberg และเพื่อนของเขา ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า “Facemash”

โดยเป็นการ hack ข้อมูลเพื่อดูดรูปภาพของทุกคนที่อาศัยอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย Harvard เข้ามา และได้ทำการสร้าง เว๊บไซต์ เปรียบเทียบหน้าของผู้หญิง แล้วให้โหวต ว่าใคร hot สุด โดยจะทำการสุ่ม หน้าของสาว ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วทำการคำนวนผ่าน algorithm ที่เค้าคิดขึ้น

ด้วยการขยายแนวคิดนี้ Zuckerberg ได้สร้างเว็บไซต์เพื่อทำหน้าที่เสมือน หนังสือรุ่น หรือ “thefacebook” ของมหาวิทยาลัยขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก

แต่ในเว๊บไซต์ของ Facebook นั้นการเชื่อมโยงกันระหว่างเพื่อนนั้นทำง่าย ๆ เพียงแค่ขอเป็นเพื่อนกับใครบางคน ผู้รับต้องยอมรับคำเชิญนั้น แนวคิดนี้ใหม่มากเพราะมีเพียงไม่กี่ เว๊บไซต์ ในยุคนั้น ที่ช่วยในการสื่อสารประเภทนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ MySpace 

Adam Hartung ผู้ที่ให้ข้อมูลกับ Forbs กล่าวว่า “ MySpace ถูกกำหนดเป้าหมายไปที่ผู้ใช้งานที่เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน และยังมีการทำการตลาดมาก่อน Facebook ซึ่งสถานการณ์ในตอนนั้น MySapce ได้สร้างความสนใจอย่างมหาศาล และสามารถสร้างมูลค่ามหาศาลได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเริ่มมีนักลงทุนสนใจเพิ่มมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ เครือข่ายสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง News Corp

MySpace ที่เกิดก่อน และทุนหนากว่า แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับน้องใหม่อย่าง Facebook
MySpace ที่เกิดก่อน และทุนหนากว่า แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับน้องใหม่อย่าง Facebook

แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่เป็นต่อทุกอย่าง เว๊บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาก่อน และมีทุนที่หนากว่าหลายเท่านัก ซึ่งการเข้ามาครอบครอง MySpace ของ News Corp นั้นได้พยายามปรับปรุง MySpace เพื่อเพิ่มกลุ่มผู้ใช้งานใน “ระดับมืออาชีพ” มากขึ้น เพื่อให้เป็นอนาคตของธุรกิจ ซึ่งนั่น เป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงเมื่อต้องมาแข่งขันกับ Facebook ที่ปล่อยให้ตลาดเป็นตัวตัดสินใจว่าธุรกิจควรจะไปในทิศทางใด

และอีกเหตุผลสำคัญที่ Facebook สามารถเอาชนะ MySpace ได้ ก็เป็นเพราะแนวคิดของ Facebook ที่อนุญาตให้ผู้คนในเว็บไซต์สามารถที่จะเชื่อมต่อความสัมพันธ์กันได้แบบอิสระ และตระหนักว่าเหล่าผู้ใช้งานอาจต้องการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาในเว็บไซต์ และสามารถเชื่อมต่อกับครอบครัวและเพื่อน ๆ ของพวกเขาได้

โลกของ ​Facebook จึงพยายามรักษาความสัมพันธ์และทำงานภายใต้ทฤษฏีของ Triadic Closures ซึ่งเป็นทฤษฏีที่ถูกตั้งขึ้นมาในยุคของ Social Network โดยความหมายก็คือ การที่คนสองคนจะมีความรู้สึกสนิทสนมกันมากขึ้น ถ้าหากว่าพวกเขามีเพื่อนคนเดียวกัน ซึ่งมีการทดลองจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียพบว่าผู้คนที่ใช้งาน Facebook มีโอกาสที่จะรับใครสักคนเป็นเพื่อนมากขึ้นถึง 80% ถ้าหากมีเพื่อนคนเดียวกันประมาณ 11 คน ทำให้อัตราการเติบโตของเว๊บไซต์ของ Facebook นั้นเร็วกว่า MySpace เป็นอย่างมาก

ซึ่งทฤษฏีนี้อาจกล่าวได้ว่า หากเรายิ่งมีเพื่อนร่วมกันมากก็ยิ่งพร้อมเปิดใจ ซึ่งถ้าหากคุณอยากชนะใจใครสักคน ให้ลองตีสนิทกับเพื่อนเขาดูก่อน แล้วให้เพื่อนช่วยเป็นคนกลางคอยแนะนำให้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม MySpace ใช้แนวคิดตรงกันข้าม โดยไม่ปล่อยให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องในระบบของพวกเขานั้นเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาได้ เพราะ ​myspace มองว่าเราแทบจะไม่เคยรู้จักกันจริง ๆ คนที่มีเพียงความสนใจร่วมกัน แต่ไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ โดยตรงกับเรา มีโอกาสน้อยที่จะปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันได้ ซึ่งส่วนนี้นี่เองที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ myspace นั้นเติบโตช้ากว่า facebook

Zuckerberg รู้ว่าสิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่มีพลังอย่างมหาศาล ดังนั้นจึงมีการอัพเดท Features ตลอดเวลา โดย Focus ส่วนที่ใช้ในการเชื่อมโยงผู้คน แม้แต่การแพร่กระจายของ Facebook จากฮาร์วาร์ดไปทั่วโลกก็เป็นเพราะการแพร่กระจายแบบปากต่อปาก ซึ่งเป็นประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ facebook ที่แทบจะไม่ต้องใช้เงินทำการตลาดใด ๆ เลยด้วยซ้ำ

ด้วยแนวคิดของ Facebook ทำให้สามารถเอาชนะ MySpace ไปได้ในท้ายที่สุด
ด้วยแนวคิดของ Facebook ทำให้สามารถเอาชนะ MySpace ไปได้ในท้ายที่สุด

Facebook ทำงานบนแนวคิดที่ว่าเมื่อคุณแนะนำตัวเองและโต้ตอบกับเพื่อน คุณจะสามารถ ‘คัดกรอง’ บุคคลนั้นได้หลังจาก ทำการค้นหาความสนใจและแนวความคิดของบุคคลนั้น ๆ ในโปรไฟล์ของบุคคลนั้น ซึ่งหากข้อมูลที่นำเสนอในโปรไฟล์แสดงความไม่ลงรอยกันกับบุคคลที่อ่านข้อมูล ผู้อ่านก็จะไม่สนใจและไม่ติดต่อกับบุคคลนั้น ๆ ในที่สุดนั่นเอง

และดูเหมือนบทเรียนในครั้งนี้ของ MySapce นั้น แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจธรรมชาติของเครือข่ายสังคมออนไลน์ของ Mark Zuckerberg ที่ทำให้เขาสามารถเลือกใช้วิธีบริหารจัดการบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของเขาได้ก่อนนั่นเอง

และเนื่องจากการที่ Facebook นั้น ไม่มีกฎ ไม่มีแผนใด ๆ ไม่มีตลาด ไม่มีการพยากรณ์ล่วงหน้า ไม่พยายามฉลาดกว่าผู้ใช้เพื่อพิจารณาว่าพวกเขาไม่ควรทำอะไร ไม่มีอคติ ทางความคิดให้ซึ่งทำให้กลายเป็นข้อจำกัดได้ และมุ่งเน้นธุรกิจไปข้างหน้าได้ มันก็ทำให้เราได้เห็นภาพของ Facebook ที่มีผู้ใช้งานหลายพันล้านคนทั่วโลกอย่างในทุกวันนี้ได้นั่นเองครับผม

References : https://blogs.cornell.edu/info2040/2017/09/15/the-science-behind-social-networking-and-why-myspace-lost-to-facebook/
https://www.forbes.com/sites/adamhartung/2011/01/14/why-facebook-beat-myspace/#645304b0147e
http://dujs.dartmouth.edu/2011/02/the-science-behind-social-networking/#.WbvxW2VeBo4

=========================
ฟัง PodCast เรื่องเกี่ยวเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ที่ Geek Forever’s Podcast
——————————————–
ฟังผ่าน Podbean :
🎧 http://bit.ly/2m7CpC8
——————————————–
ฟังผ่าน Apple Podcast :
🎧 https://apple.co/2lEqPPg
——————————————–
ฟังผ่าน Google Podcast :
🎧 http://bit.ly/2kxHtQ3
——————————————–
ฟังผ่าน Spotify :
🎧 https://spoti.fi/2m0PTzR
——————————————–
ฟังผ่าน Youtube :
🎧 http://bit.ly/2mvEVTf
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website : www.tharadhol.com
Blockdit : www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage : facebook.com/tharadhol.blog
Twitter : twitter.com/tharadhol
Instragram : instragram.com/tharadhol
=========================