สงคราม Spreadsheet การหักหลัง ฟ้องร้อง และจุดกำเนิดของ Excel ที่คุณไม่เคยรู้

เคยสงสัยกันไหมครับว่า ก่อนหน้าที่โลกใบนี้จะมีโลโก้สีเขียวรูปตัว X ที่เราคุ้นเคยกันบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ มนุษย์เราจัดการกับตารางตัวเลขมหาศาลกันอย่างไร

ย้อนกลับไปในยุคทศวรรษ 1970 โลกของการทำงานไม่ได้สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้

ห้องทำงานของนักบัญชีหรือนักวิเคราะห์การเงิน เต็มไปด้วยกระดาษตารางบัญชีขนาดใหญ่เท่าโต๊ะกินข้าว เครื่องคิดเลขที่ถูกกดจนปุ่มสึก และดินสอที่ต้องเหลาอยู่ตลอดเวลา

ลองจินตนาการว่าคุณเป็นพนักงานคนหนึ่งที่ต้องทำงบการเงินส่งเจ้านาย

คุณใช้เวลาทั้งวันคำนวณตัวเลขลงในช่องตารางร้อยกว่าช่องด้วยมือ

แต่แล้วเจ้านายเดินมาบอกว่า อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนจาก 5% เป็น 6% ช่วยแก้ให้หน่อย

คำสั่งสั้นๆ นี้อาจทำให้คุณแทบจะร้องไห้ เพราะมันไม่ได้หมายถึงการลบแก้แค่จุดเดียว

แต่มันหมายถึงการที่คุณต้องคำนวณตัวเลขที่เกี่ยวเนื่องกันใหม่ทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ต้นจนจบ

ความผิดพลาดเพียงจุดเดียว อาจหมายถึงการต้องเริ่มทำใหม่ทั้งกระดาษ และนั่นคือกิจวัตรที่แสนเจ็บปวดของคนทำงานในยุคนั้น

แต่ในความเจ็บปวด มักจะมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 1978 ที่ห้องเรียนของ Harvard Business School

ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ Dan Bricklin กำลังนั่งมองอาจารย์บรรยายหน้าชั้นเรียน

อาจารย์กำลังเขียนตารางจำลองทางการเงินบนกระดานดำ ลากเส้นตาราง แบ่งช่อง และใส่ตัวเลขสมมติลงไปเพื่อสอนนักศึกษา

แต่เมื่ออาจารย์ต้องการเปลี่ยนตัวเลขสมมติเพียงตัวเดียวเพื่อแสดงผลลัพธ์ใหม่

อาจารย์ต้องเสียเวลาลบค่าเก่าและคำนวณค่าใหม่บนกระดานอยู่นานสองนาน

Dan Bricklin ซึ่งมีพื้นฐานวิศวกรรมจาก MIT มองเห็นภาพนั้นแล้วเกิดความคิดแวบขึ้นมาในหัว

ทำไมเราถึงไม่มี กระดานดำวิเศษ ที่พอเราเปลี่ยนตัวเลขตัวหนึ่ง แล้วตัวเลขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็เปลี่ยนตามให้เองอัตโนมัติ

ความคิดที่ดูเหมือนฝันเฟื่องในวันนั้น คือจุดกำเนิดของนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกธุรกิจไปตลอดกาล

Dan Bricklin ไม่ปล่อยให้ไอเดียนี้หลุดลอยไป เขาชวนเพื่อนเก่าที่เป็นโปรแกรมเมอร์อัจฉริยะชื่อ Bob Frankston มาร่วมมือกัน

ทั้งสองคนเช่าห้องใต้หลังคาเล็กๆ และเริ่มเขียนโค้ดกันอย่างบ้าคลั่ง ในยุคที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่

พวกเขาตั้งชื่อโปรแกรมนี้ว่า VisiCalc

ความหมายของมันตรงตัวมาก คือ Visible Calculator หรือเครื่องคิดเลขที่มองเห็นได้

แต่ลำพังแค่โปรแกรมดีๆ อาจยังไม่พอ พวกเขาต้องการคนขายของเก่งๆ

Dan Bricklin จึงไปจับมือกับ Daniel Fylstra เพื่อนร่วมสถาบัน Harvard ผู้เปิดบริษัทชื่อ Personal Software ให้มาช่วยทำการตลาดและจัดจำหน่าย

โมเดลธุรกิจตอนนั้นแบ่งหน้าที่กันชัดเจน

Dan Bricklin และ Bob Frankston ตั้งบริษัท Software Arts เพื่อผลิตซอฟต์แวร์

ส่วน Daniel Fylstra ใช้บริษัท Personal Software เพื่อขาย โดยแบ่งรายได้ค่าลิขสิทธิ์กัน

ทันทีที่ VisiCalc ออกวางจำหน่ายบนเครื่อง Apple II ในปี 1979 โลกธุรกิจก็สั่นสะเทือน

จากงานที่เคยใช้เวลาทำ 20 ชั่วโมง VisiCalc ช่วยให้เสร็จได้ภายใน 15 นาที

นี่ไม่ใช่แค่เครื่องมือทุ่นแรง แต่มันคือเวทมนตร์สำหรับนักบัญชีและเจ้าของกิจการ

ความสำเร็จของ VisiCalc รุนแรงมากจนเกิดคำศัพท์ใหม่ในวงการไอทีว่า Killer App

มันหมายถึงซอฟต์แวร์ที่มีประโยชน์มากจนผู้คนยอมควักเงินซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ราคาแพง เพียงเพื่อจะใช้โปรแกรมนี้

ในตอนนั้น เครื่อง Apple II มีราคาสูงลิ่ว แต่ยอดขายกลับพุ่งกระฉูดเพราะนักธุรกิจต้องการซื้อมาเพื่อรัน VisiCalc

Steve Jobs เองก็ยังเคยยอมรับว่า VisiCalc คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ Apple II ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลในช่วงเริ่มต้น

ภายในเวลาไม่กี่ปี VisiCalc ขายไปได้กว่า 200,000 ชุด สร้างรายได้ค่าลิขสิทธิ์ให้ผู้สร้างถึง 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ดูเหมือนเส้นทางนี้จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ในโลกธุรกิจ เมื่อมีเงินก้อนโตวางอยู่ตรงหน้า ความขัดแย้งมักจะตามมาเสมอ

Daniel Fylstra ผู้จัดจำหน่าย เริ่มรู้สึกว่าชื่อบริษัทของเขา Personal Software มันดูเล็กเกินไปสำหรับความยิ่งใหญ่นี้

เขาจึงเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น VisiCorp เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของแบรนด์ Visi อย่างเต็มตัว

แต่เบื้องหลังความสำเร็จ รอยร้าวระหว่าง ผู้สร้าง และ ผู้ขาย เริ่มขยายใหญ่ขึ้น

VisiCorp ฟ้องร้อง Software Arts เรียกค่าเสียหายมหาศาล โดยอ้างว่าผู้สร้างส่งมอบงานอัปเดตล่าช้า

ส่วน Software Arts ก็ฟ้องกลับว่า VisiCorp ไม่ตั้งใจขายของอย่างเต็มที่

ระหว่างที่ยักษ์สองตัวกำลังกัดกันเอง พวกเขาหารู้ไม่ว่า ประตูแห่งหายนะกำลังเปิดต้อนรับคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด

คู่แข่งคนนี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นอดีตลูกจ้างที่ชื่อว่า Mitch Kapor

Mitch Kapor เป็นตัวละครที่น่าสนใจมากในประวัติศาสตร์นี้

เขาไม่ใช่โปรแกรมเมอร์จ๋าๆ แต่เป็นนักเรียนบริหารธุรกิจที่หลงใหลในคอมพิวเตอร์

เขาเคยเขียนโปรแกรมสร้างกราฟชื่อ VisiPlot ซึ่งเป็นโปรแกรมเสริมที่ช่วยเปลี่ยนตัวเลขใน VisiCalc ให้กลายเป็นแผนภูมิสวยงาม

VisiPlot ขายดีมาก สร้างรายได้ให้ Kapor เดือนละเป็นแสนดอลลาร์

แต่ปัญหาคือ การใช้งานมันยุ่งยากมาก

คุณต้องเปิด VisiCalc เพื่อทำข้อมูล เซฟใส่แผ่นดิสก์ ถอดแผ่นออก ใส่แผ่น VisiPlot โหลดข้อมูล ถึงจะสร้างกราฟได้

Mitch Kapor มองเห็นปัญหาและเสนอไอเดียกับผู้บริหารว่า ทำไมเราไม่รวมโปรแกรมคำนวณและโปรแกรมสร้างกราฟให้อยู่ในตัวเดียวกันเสียเลย

แต่เชื่อไหมว่า ทั้ง Software Arts และ VisiCorp กลับเมินเฉยต่อไอเดียนี้

พวกเขามั่นใจในตัวเองเกินไป และมองว่า Kapor ไม่มีพื้นฐานเทคนิคที่ลึกซึ้งพอที่จะเข้าใจระบบ

เมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง Mitch Kapor จึงตัดสินใจขายสิทธิ์ใน VisiPlot ให้กับ VisiCorp แลกกับเงินก้อนโต 1.2 ล้านดอลลาร์

พร้อมกับเซ็นสัญญาที่มีเงื่อนไขว่า ห้าม Kapor ทำโปรแกรมมาแข่งกับ VisiCorp

แต่… ในสัญญานั้นมีช่องโหว่อยู่จุดหนึ่ง

อาจจะเป็นเพราะความประมาท หรือความชะล่าใจของ VisiCorp ที่คิดว่าตัวเองครองตลาดเบ็ดเสร็จแล้ว

ในเอกสารแนบท้ายสัญญา มีข้อยกเว้นระบุว่า Kapor สามารถทำผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์นั้นถูกอธิบายไว้คร่าวๆ

แต่นั่นคือพิมพ์เขียวของ สเปรดชีตยุคใหม่ ที่จะกลับมาล้างบางเจ้านายเก่า

เมื่อหลุดพ้นจากพันธนาการ Mitch Kapor นำเงินที่ได้ไปก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Lotus Development Corporation

จังหวะเวลาของ Kapor นั้นสมบูรณ์แบบ

เพราะในปี 1981 ยักษ์ใหญ่สีฟ้าอย่าง IBM ได้กระโดดลงมาเล่นตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ IBM PC

IBM PC นั้นทรงพลังกว่า Apple II มาก มันเป็นคอมพิวเตอร์แบบ 16-bit และมีหน่วยความจำมากกว่าเดิมถึง 10 เท่า

ในขณะที่ VisiCalc มัวแต่วุ่นวายกับการฟ้องร้อง และทำแค่การแปลงโปรแกรมเดิมๆ มาลงเครื่องใหม่โดยไม่ได้ใช้ศักยภาพของเครื่อง IBM อย่างเต็มที่

Mitch Kapor และทีมงาน กลับเลือกที่จะสร้างโปรแกรมใหม่จากศูนย์

เป้าหมายของเขาคือการรีดประสิทธิภาพของ IBM PC ออกมาทุกหยด

เขาตั้งชื่อโปรแกรมนี้ว่า Lotus 1-2-3

ทำไมต้อง 1-2-3

เพราะมันรวม 3 ฟังก์ชันเด็ดไว้ในโปรแกรมเดียว คือ ตารางคำนวณ การสร้างกราฟ และฐานข้อมูลเบื้องต้น

เดือนมกราคม ปี 1983 ทันทีที่ Lotus 1-2-3 วางจำหน่าย มันเปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ทิ้งลงกลางตลาด

โปรแกรมทำงานเร็วกว่า สวยกว่า สร้างกราฟได้ในตัว และใช้งานง่ายกว่าคู่แข่งแบบเทียบไม่ติด

ยอดขายของ Lotus 1-2-3 พุ่งทะยานจนแซงหน้า VisiCalc ในพริบตา

ผลลัพธ์คือ VisiCorp บริษัทที่เคยเป็นเจ้าตลาด ต้องล่มสลายลงอย่างรวดเร็วจากยอดขายที่หดหาย

สุดท้าย Lotus ก็ได้เข้ามาซื้อกิจการที่เหลืออยู่ของ VisiCorp และสั่งยุติการขาย VisiCalc ทันที

นี่คือการปิดฉากผู้บุกเบิกรายแรกอย่างถาวร และสถาปนาให้ Lotus 1-2-3 กลายเป็นราชันย์องค์ใหม่แห่งโลก Spreadsheet ตลอดช่วงทศวรรษ 1980

ดูเหมือนว่า Lotus จะครองโลกได้ยาวนาน และไม่มีใครมาล้มล้างได้

แต่ประวัติศาสตร์ธุรกิจสอนเราเสมอว่า ผู้ชนะมักจะหลงระเริง และประมาทคลื่นลูกใหม่

ในช่วงปลายยุค 80 โลกคอมพิวเตอร์กำลังจะเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่อีกครั้ง

จากยุคของหน้าจอสีดำ ตัวหนังสือสีเขียว ที่ต้องพิมพ์คำสั่งทีละบรรทัด

เข้าสู่ยุคของ กราฟิกยูสเซอร์อินเทอร์เฟซ หรือ GUI ที่ใช้เมาส์คลิกไอคอน ซึ่งนำทัพโดย Apple Macintosh และตามมาด้วย Microsoft Windows

Lotus ในตอนนั้น มั่นใจในบัลลังก์ของตัวเองมาก

พวกเขายังคงมุ่งเน้นพัฒนาโปรแกรมบนระบบเดิมอย่าง MS-DOS และมองว่าระบบกราฟิกเป็นแค่ของเล่นที่กินทรัพยากรเครื่อง

แต่นั่นคือการเปิดช่องว่างให้กับชายหนุ่มที่ชื่อ Bill Gates

Microsoft ซุ่มพัฒนาโปรแกรม Spreadsheet ของตัวเองมานานแล้ว

เดิมทีพวกเขาเคยมีโปรแกรมชื่อ Multiplan แต่ก็สู้ความแข็งแกร่งของ Lotus ไม่ได้

Bill Gates จึงตัดสินใจเดิมพันครั้งใหม่ เขาเห็นว่าอนาคตคือระบบกราฟิกแน่นอน

แทนที่ Microsoft จะรีบเข็นโปรแกรมมาแข่งบน DOS ให้เจ็บตัวเปล่าๆ

พวกเขาเลือกยุทธศาสตร์ ป่าล้อมเมือง โดยการไปสร้าง Spreadsheet บนเครื่อง Macintosh ของ Steve Jobs ก่อน

เพื่อเรียนรู้และทดลองตลาดระบบกราฟิก โดยที่คู่แข่งอย่าง Lotus ยังไม่ทันระวังตัว

โปรแกรมนั้นมีชื่อว่า Excel เปิดตัวครั้งแรกบน Mac ในปี 1985

Excel บน Mac ได้รับคำชมอย่างมาก มันใช้งานง่าย มีกราฟิกสวยงาม และใช้เมาส์ลากคลุมเซลล์ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มากในตอนนั้น

และเมื่อ Microsoft มั่นใจแล้ว พวกเขาก็เปิดตัว Windows และนำ Excel มาลงในระบบปฏิบัติการของตัวเองในปี 1987

ในขณะที่ Excel กำลังวิ่งฉิวด้วยกราฟิกสวยงามที่ผู้คนเริ่มหลงรัก

Lotus กลับกำลังสะดุดขาตัวเองอย่างหนัก

ทีมพัฒนาของ Lotus พยายามจะเขียนโค้ดโปรแกรมใหม่ด้วยภาษา C เพื่อให้พอร์ตไปลงเครื่องอื่นได้ง่าย แต่กระบวนการนี้ล่าช้ากว่ากำหนดเป็นปี

แถมเมื่อออกมาแล้ว โปรแกรมยังใหญ่เทอะทะ กินสเปกเครื่อง จนต้องแตกผลิตภัณฑ์ออกเป็นหลายเวอร์ชัน สร้างความสับสนให้ลูกค้า

ซ้ำร้าย ผู้บริหาร Lotus ยังตัดสินใจผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่

พวกเขาไปเดิมพันกับระบบปฏิบัติการ OS/2 ของ IBM ซึ่งสุดท้ายแล้วพ่ายแพ้ให้กับ Windows อย่างราบคาบ

เมื่อโลกธุรกิจเปลี่ยนมาใช้ Windows กันหมด Lotus 1-2-3 ก็กลายเป็นเหมือนไดโนเสาร์ที่ปรับตัวไม่ทัน

ผู้ใช้งานพบว่า Excel บน Windows นั้นทำงานได้ลื่นไหลกว่า สวยกว่า และที่สำคัญ มันมาพร้อมกับชุดโปรแกรมอื่นๆ ใน Office

ส่วนแบ่งการตลาดของ Lotus ถูก Microsoft กัดกินไปเรื่อยๆ

จากเจ้าตลาดที่ผูกขาด กลายเป็นผู้ตาม และสุดท้ายก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ

จนกระทั่ง IBM ซึ่งเข้าซื้อ Lotus ในเวลาต่อมา ประกาศยุติการสนับสนุน Lotus 1-2-3 อย่างเป็นทางการในปี 2013

เป็นการปิดตำนานซอฟต์แวร์ที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตัวหนึ่งอย่างสมบูรณ์

เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นสัจธรรมของโลกธุรกิจได้เป็นอย่างดี

VisiCalc คือผู้บุกเบิกที่สร้างนวัตกรรม แต่พังทลายเพราะความขัดแย้งภายในและการบริหารที่ผิดพลาด

Lotus 1-2-3 คือผู้ท้าชิงที่สร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่า แต่ล่มสลายเพราะยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ และปรับตัวไม่ทันเทคโนโลยี

ส่วน Excel คือผู้ที่มาทีหลัง แต่มองเห็นอนาคต และอดทนรอจังหวะที่เหมาะสม

Bill Gates ไม่ได้รีบร้อนที่จะเอาชนะในสมรภูมิที่ตัวเองเสียเปรียบ แต่เขาเลือกไปสร้างฐานทัพใหม่ในดินแดนที่คู่แข่งมองข้าม

ปัจจุบัน Excel กลายเป็นซอฟต์แวร์สามัญประจำเครื่องที่มีผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคนทั่วโลก

มันเป็นเครื่องมือที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในแบบที่เราอาจคาดไม่ถึง

และถึงแม้ว่าวันนี้จะมีคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้ง Google Sheets หรือโปรแกรมคำนวณอื่นๆ

แต่ Excel ก็ยังคงยืนหยัดเป็นราชาแห่งตารางคำนวณมาได้อย่างยาวนานหลายทศวรรษ

บทเรียนจากสงครามตารางคำนวณครั้งนี้ บอกเราว่า…

การเป็น ผู้มาก่อน อาจทำให้คุณได้เปรียบในช่วงเริ่มต้น

การมี ผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่า อาจทำให้คุณครองตลาดได้ในช่วงเวลาหนึ่ง

แต่มีเพียงการ ปรับตัว และ มองเห็นอนาคต เท่านั้น ที่จะทำให้คุณเป็นผู้ชนะในระยะยาว

References : [bricklin, computerhistory, arstechnica, technologizer, ibm]

สงคราม Word Processor ศึกชิงแชมป์หมื่นล้าน ที่จบด้วยน้ำตาของ WordPerfect

ลองจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีปุ่ม Undo

โลกที่การพิมพ์ผิดเพียงตัวอักษรเดียว หมายถึงหายนะที่คุณต้องดึงกระดาษออกจากเครื่องพิมพ์ดีด ขยำทิ้ง แล้วเริ่มต้นพิมพ์ใหม่ตั้งแต่บรรทัดแรก

เสียงต๊อกแต๊กของแป้นพิมพ์ดีดอาจดูคลาสสิกในภาพยนตร์ แต่มันคือฝันร้ายของคนทำงานเอกสารในยุคนั้น

แต่แล้ว การมาถึงของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ PC ก็เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง

ทุกคนรู้ว่า PC จะมาปฏิวัติโลก แต่คำถามสำคัญคือ มันจะปฏิวัติด้วยวิธีไหน

ในช่วงแรก หลายคนเชื่อว่าตารางคำนวณอย่าง Spreadsheet คือคำตอบที่ทำให้ภาคธุรกิจยอมควักเงินจ่าย

แต่นั่นเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะสิ่งที่คนทำงานทุกคนต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่การคำนวณตัวเลข

พวกเขาต้องการเครื่องมือที่ช่วยให้การเขียนจดหมาย รายงาน และเอกสารต่างๆ ง่ายขึ้น

สิ่งนั้นเรียกว่า “Word Processor”

นี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล สงครามที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม ผู้ชนะที่กลายเป็นผู้แพ้ และผู้ที่มาช้าแต่กวาดเรียบทุกอย่าง

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1975 กับชายที่ชื่อ Michael Shrayer

เขาไม่ใช่โปรแกรมเมอร์โดยกำเนิด แต่เป็นคนทำหนังที่ย้ายจากนิวยอร์กมายังแคลิฟอร์เนีย

ด้วยความที่เป็นคนชอบประดิษฐ์ เขาซื้อคอมพิวเตอร์ MITS Altair 8800 มาประกอบเล่น

วันหนึ่งเขามองดูคอมพิวเตอร์ตรงหน้าแล้วเกิดคำถามว่า ทำไมเรายังต้องใช้เครื่องพิมพ์ดีดเขียนคู่มือการใช้งาน ในเมื่อเรามีคอมพิวเตอร์ที่ฉลาดล้ำเลิศอยู่แล้ว

เขาจึงลงมือเขียนโปรแกรมขึ้นมาตัวหนึ่ง

โปรแกรมนั้นมีชื่อว่า Electric Pencil

มันถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็น Word Processor สำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ตัวแรกของโลก

แม้ในยุคนั้นจะยังไม่มีอินเทอร์เน็ต แต่ Electric Pencil ก็ขายดีระเบิดเถิดเทิงผ่านการสั่งซื้อทางไปรษณีย์

แต่นี่เป็นเพียงปฐมบท เพราะเมื่อตลาดเริ่มหอมหวาน ฉลามตัวจริงก็เริ่มได้กลิ่นเลือด

ในปี 1978 บริษัท MicroPro International ได้เปิดตัวผู้ท้าชิงที่ชื่อว่า “WordStar”

WordStar ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อปฏิวัติวงการพิมพ์งาน

มันมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่คนยุคนั้นตื่นเต้น นั่นคือการจัดหน้าแบบที่เห็นบนจออย่างไร พิมพ์ออกมาก็ได้แบบนั้น

ที่สำคัญ มันออกแบบมาเพื่อเอาใจนักพิมพ์ดีดขั้นเทพ ด้วยปุ่มคีย์ลัดต่างๆ ที่ทำให้ไม่ต้องยกมือออกจากแป้นพิมพ์

ความนิยมของ WordStar พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่

ภายในปี 1983 MicroPro กลายเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยอดขายปีละ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐถือว่ามหาศาลมากในยุคนั้น

ดูเหมือนว่า WordStar จะครองโลกได้เบ็ดเสร็จ

แต่ในโลกธุรกิจ จุดสูงสุดมักเป็นจุดเริ่มของหายนะเสมอ…

ปัญหาของ MicroPro ไม่ได้มาจากคู่แข่ง แต่มาจากระเบิดเวลาภายในองค์กร

ความขัดแย้งระหว่างผู้ก่อตั้งกับทีมพัฒนา ทำให้ทีมงานหลักลาออกยกชุด

เมื่อทีมใหม่เข้ามารับช่วงต่อ พวกเขาทำในสิ่งที่ผิดพลาดที่สุด นั่นคือการรื้อระบบเดิมทิ้ง

MicroPro เปิดตัว “WordStar 2000”

แทนที่มันจะเป็นเวอร์ชันอัปเกรดที่ไฉไลกว่าเดิม มันกลับกลายเป็นฝันร้ายของผู้ใช้งาน

คำสั่งปุ่มกดที่เคยคุ้นมือถูกเปลี่ยนใหม่หมด ซอฟต์แวร์ทำงานอืดอาด และที่แย่ที่สุดคือ มันเปิดไฟล์งานเก่าไม่ได้

ลองนึกภาพว่าคุณเป็นลูกค้าที่ภักดีมาตลอด อยู่ดีๆ บริษัทบอกว่าต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด และงานเก่าๆ ที่เคยทำไว้เอามาใช้ต่อไม่ได้

ความสับสนนี้เปิดช่องว่างขนาดมหึมา

และคนที่รอเสียบอยู่คือม้ามืดจากรัฐยูทาห์ นามว่า “WordPerfect”

WordPerfect สร้างโดย Bruce Bastian และ Alan Ashton

สิ่งที่ทำให้พวกเขาชนะใจคนทำงานไม่ใช่แค่ความเร็ว แต่คือความใส่ใจ

ในขณะที่ WordStar กำลังเมาหมัด WordPerfect นำเสนอฟีเจอร์ที่นักกฎหมายและนักวิชาการโหยหา

นั่นคือระบบจัดการย่อหน้า และการทำเชิงอรรถที่สมบูรณ์แบบ

แต่ฟีเจอร์ไม้ตายจริงๆ ของ WordPerfect คือสิ่งที่เรียกว่า Reveal Codes

มันคือฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นเบื้องหลังการจัดหน้ากระดาษ ว่าตรงไหนเป็นตัวหนา ตรงไหนมีการเว้นวรรค ทำให้แก้ปัญหาการจัดหน้าได้แม่นยำ

ความแม่นยำนี้ ทำให้ WordPerfect ครองใจสำนักงานกฎหมายและหน่วยงานรัฐบาลทั่วสหรัฐอเมริกา

ภายในปี 1989 WordPerfect แซงหน้า WordStar ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลก ครองส่วนแบ่งตลาดกว่าครึ่ง

ตอนนั้นใครๆ ก็คิดว่า WordPerfect คือราชาที่ไม่มีวันตาย

พวกเขาอยู่บนจุดสูงสุดของยุค DOS ระบบปฏิบัติการหน้าจอดำที่มีตัวหนังสือสีเขียว

แต่ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย

ในขณะที่ WordPerfect กำลังฉลองชัยชนะ คลื่นยักษ์ลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นที่เส้นขอบฟ้า

คลื่นลูกนั้นมีชื่อว่า “Windows”

และคนที่ขี่คลื่นลูกนั้นมา คือชายสวมแว่นที่ชื่อว่า Bill Gates

จุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของฟีเจอร์การพิมพ์ แต่มันคือเรื่องของเวทีที่เปลี่ยนไป

โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบ DOS ที่ใช้คีย์บอร์ดเป็นหลัก ไปสู่ระบบกราฟิกที่ใช้เมาส์คลิกได้อย่าง Windows

Microsoft รู้เรื่องนี้ดีที่สุด เพราะเขาเป็นคนสร้าง Windows เองกับมือ

จริงๆ แล้ว Microsoft มีโปรแกรม Microsoft Word มาตั้งแต่ปี 1983

แต่ในตอนนั้นมันสู้ใครไม่ได้เลย ขายไม่ออก คนไม่ใช้ เพราะคนยังชินกับเจ้าตลาดเดิม

แต่ Bill Gates เป็นคนมองการณ์ไกล เขาเดิมพันหมดหน้าตักว่า อนาคตคือ กราฟิก และ เมาส์

ในขณะที่ WordPerfect มัวแต่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม และมองว่า Windows อาจเป็นแค่แฟชั่นชั่วคราว

Microsoft กลับใช้เวลาซุ่มพัฒนา Word for Windows อย่างเงียบเชียบ

เมื่อ Windows 3.0 ฮิตระเบิดในปี 1990 Microsoft Word ก็พร้อมรอรับอยู่แล้ว

มันสวยงาม ใช้งานง่ายด้วยเมาส์ และทำงานบน Windows ได้ลื่นไหลกว่าคู่แข่งคนไหนๆ

แต่ลำพังแค่โปรแกรมดีกว่า อาจจะยังโค่นแชมป์เก่าอย่าง WordPerfect ไม่ได้

Microsoft จึงงัดกลยุทธ์ทางธุรกิจที่โหดเหี้ยมที่สุดออกมา

นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “The Bundle”

แทนที่จะขายแค่ Word ตัวเดียว Microsoft จับเอา Word มัดรวมกับ Excel และ PowerPoint

ใส่กล่องขายพร้อมกันในชื่อ “Microsoft Office”

นี่คือก้าวที่อัจฉริยะมาก

ลองคิดดูว่าถ้าคุณเป็นฝ่ายจัดซื้อของบริษัท

ตัวเลือกแรก ซื้อ WordPerfect อย่างเดียว ราคาแพง

ตัวเลือกที่สอง ซื้อ Microsoft Office ได้ทั้งโปรแกรมพิมพ์งาน ตารางคำนวณ และนำเสนองาน ในราคาที่คุ้มค่ากว่า

กลยุทธ์นี้บีบให้คู่แข่งตายทั้งเป็น

WordPerfect พยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้าย โดยการขายกิจการให้กับบริษัท Novell ยักษ์ใหญ่ด้านเครือข่าย

ในปี 1994 Novell ทุ่มเงินมหาศาลถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อ WordPerfect

ความตั้งใจคือจะสร้างชุด Office ของตัวเองเพื่อมาสู้กับ Microsoft

แต่ทุกอย่างสายเกินไป…

WordPerfect เวอร์ชันบน Windows ออกมาช้ากว่าตลาดมาก แถมยังเต็มไปด้วยบั๊กและความไม่เสถียร

ผู้ใช้งานเริ่มหงุดหงิด โปรแกรมค้างบ่อย ไฟล์พัง ความเชื่อมั่นเริ่มถดถอย

ในขณะที่ Microsoft Word พัฒนาไปไกล ยิ่งใช้คู่กับ Windows ยิ่งเสถียร ยิ่งเก่ง

จากส่วนแบ่งตลาดที่ WordPerfect เคยครองไว้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์

ภายในเวลาแค่ 5 ปี มันร่วงกราวรูดลงมาเหลือต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ในขณะที่ Microsoft Word พุ่งทยานไปครองตลาดเกือบทั้งหมด

และจุดจบที่น่าเศร้าที่สุดก็มาถึง

เพียงแค่ 2 ปีหลังจากที่ Novell ซื้อ WordPerfect มาในราคาระดับพันล้าน

พวกเขาจำใจต้องขายซากปรักหักพังนี้ทิ้งให้กับบริษัท Corel

ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 100 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

ขาดทุนยับเยินกว่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาแค่สองปี

นี่ถือเป็นหนึ่งในการขาดทุนจากการซื้อกิจการที่เจ็บปวดที่สุดในประวัติศาสตร์ไอที…

เรื่องราวนี้บอกอะไรเราบ้าง?

ข้อแรก ฟังลูกค้า แต่อย่าลืมมองอนาคต

WordStar พังเพราะไม่แคร์ลูกค้าเก่า เปลี่ยนทุกอย่างจนคนหนี

แต่ WordPerfect พังเพราะยึดติดกับลูกค้าเก่ามากเกินไป จนปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีใหม่อย่าง Windows ไม่ทัน

ข้อสอง สินค้าที่ดีอาจแพ้ระบบนิเวศที่ดีกว่า

สินค้าที่ดีอย่าง WordPerfect อาจจะชนะใจคนได้ช่วงหนึ่ง

แต่ระบบนิเวศที่ครบวงจรอย่าง Microsoft Office คือสิ่งที่ผูกมัดผู้ใช้งานได้อย่างถาวร

ข้อสาม ความเร็วคือหัวใจ

ในโลกเทคโนโลยี การมาช้าเพียงก้าวเดียว อาจหมายถึงการตกขบวนไปตลอดกาล

Microsoft ไม่ได้ทำ Word ให้ดีที่สุดตั้งแต่แรก

แต่พวกเขาทำมันให้เข้ากับอนาคตได้เร็วที่สุด และอดทนรอวันที่ตลาดพร้อม

สงคราม Word Processor จบลงแล้วด้วยชัยชนะของ Microsoft

แต่สงครามเทคโนโลยีไม่เคยหยุดนิ่ง

วันนี้ Microsoft Word อาจจะเป็นแชมป์ แต่เราก็เห็นคู่แข่งหน้าใหม่อย่าง Google Docs เข้ามาท้าทาย

ไม่แน่ว่าในอนาคต เราอาจจะมองย้อนกลับมาแล้วสงสัยว่า ทำไมคนยุคเราถึงต้องลงโปรแกรมในเครื่องเพื่อพิมพ์งาน

เพราะในโลกธุรกิจ ไม่มีคำว่ายั่งยืนตลอดไป

มีแต่คำว่า ใครปรับตัวได้เร็วกว่า คนนั้นคือผู้รอดชีวิต

References : [arstechnica, nytimes, computerhistory, lowendmac, britannica]

เส้นทางสู่ชิป 1 nm ความจริงหลังแผ่นเวเฟอร์เทคโนโลยีที่เป็นไปได้จริงหรือแค่ฝัน?

ในวงการดนตรีร็อก เรามักได้ยินข่าวลือเรื่องการเสียชีวิตของซูเปอร์สตาร์อยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่พวกเขายังคงเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตกันอย่างบ้าคลั่ง

โลกของเทคโนโลยีก็เช่นกัน กฎเหล็กอย่าง “Moore’s Law” ถูกประกาศว่าจะตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ครั้งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์หลายคนต่างฟันธงว่า มันจบแล้ว เราไม่สามารถย่อส่วนชิปคอมพิวเตอร์ให้เล็กไปกว่านี้ได้อีก ขีดจำกัดทางฟิสิกส์กำลังขวางทางเราอยู่…

แต่วันนี้ที่ “Stanford” ใจกลางของ “Silicon Valley” จุดกำเนิดของนวัตกรรมเปลี่ยนโลก บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

เพราะที่นี่ “Moore’s Law” ไม่เพียงแต่ยังมีชีวิตอยู่ แต่มันกำลังกลายร่างเป็นสิ่งใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

เรากำลังพูดถึงการเดินทางจากระดับ “2 nm” ไปสู่โลกใหม่ที่เราไม่เคยจินตนาการถึง

ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟนหรือแล็ปท็อปที่พวกเราใช้ทำงาน หรือแม้แต่สมองกลอัจฉริยะอย่าง “Chat GPT”

ทุกสิ่งล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งประดิษฐ์ขนาดจิ๋วเพียงชิ้นเดียวที่เรียกว่า “Transistor”

สวิตช์ระดับนาโนเหล่านี้ทำหน้าที่เปิดและปิดหลายพันล้านครั้งต่อวินาที เปรียบเสมือนหัวใจเต้นระรัวที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายดิจิทัลของเรา

เคยสังเกตไหมว่า ทำไมยักษ์ใหญ่อย่าง “NVIDIA” “Google” หรือ “Apple” ถึงพยายามสร้างชิปคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง

คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพราะสมรภูมิที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ซอฟต์แวร์ แต่มันกำลังเกิดขึ้น “ภายใน” ตัวชิป

ลองดูสิ่งที่ “NVIDIA” กำลังทำ ชิป “Blackwell” รุ่นปัจจุบันของพวกเขาที่อัดแน่นไปด้วย “Transistor” หลายหมื่นล้านตัว

แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือแพลตฟอร์มในอนาคตที่ชื่อว่า “Rubin”

พวกเขากำลังพูดถึงตัวเลขระดับ “1.3 quadrillion transistors” ที่อัดแน่นอยู่ในเซิร์ฟเวอร์เดียว…

เพื่อให้เห็นภาพ 1 quadrillion คือเลข 1 ตามด้วยศูนย์ 15 ตัว

ตัวเลขนี้มันมหาศาลจนแทบจะจินตนาการไม่ออก และนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในขณะนี้

แต่มีความจริงข้อหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป

ในขณะที่ความสามารถของ AI เพิ่มขึ้นสองเท่าในทุกๆ 7 เดือน แต่ประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์พื้นฐานกลับโตตามไม่ทัน

ช่องว่างตรงนี้คือกุญแจสำคัญ หากเราแก้โจทย์นี้ไม่ได้ การปฏิวัติ AI ที่เราฝันถึงอาจจะต้องสะดุดลง

เพื่อให้เข้าใจว่าเราจะไปต่อได้อย่างไร เราต้องย้อนกลับไปมองรากฐานของมัน นั่นคือการออกแบบ “Transistor”

ในอดีตการออกแบบชิปนั้นเปรียบเสมือนการสร้างบ้านชั้นเดียวบนที่ดินกว้างๆ

เราเรียกเทคโนโลยีสมัยนั้นว่า “Planar Transistor” โครงสร้างมันเรียบง่าย เป็นแบบ 2 มิติแบนราบวางอยู่บนแผ่นซิลิคอน

หลักการทำงานก็เหมือนก๊อกน้ำ เรามีประตูที่เรียกว่า “Gate” คอยเปิดปิดยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน

หน้าที่ของวิศวกรในยุคนั้นคือการย่อส่วน ทำให้ก๊อกน้ำนี้เล็กลง วางเรียงกันให้ชิดขึ้น

แต่แล้ววันหนึ่ง เทคโนโลยีนี้ก็วิ่งไปชนกำแพง…

เมื่อเราย่อก๊อกน้ำให้เล็กลงจนถึงจุดหนึ่ง เราพบว่าวาล์วเริ่มปิดน้ำไม่สนิท กระแสไฟฟ้าเกิดการรั่วไหล

แม้เราจะสั่งปิดสวิตช์แล้ว แต่ไฟฟ้าก็ยังไหลผ่านไปได้ เปรียบเหมือนก๊อกน้ำที่หยดติ๋งๆ ตลอดเวลา

นั่นหมายถึงความร้อนจี๋และการกินพลังงานมหาศาล “Planar Transistor” มาถึงทางตัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

วิศวกรต้องคิดใหม่ทำใหม่ ในเมื่อวางราบกับพื้นแล้วมันคุมไม่อยู่ พวกเขาจึงจับช่องทางเดินกระแสไฟ “ตั้งขึ้น”

จินตนาการเหมือนครีบฉลามที่โผล่พ้นน้ำ หรือครีบปลาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนแผ่นซิลิคอน

เทคโนโลยีนี้จึงถูกเรียกว่า “FinFET”

การที่มีตัวคุม 3 ด้าน ทำให้เรากลับมาควบคุมการเปิดปิดไฟได้แม่นยำอีกครั้ง และนี่คือเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลกเรามาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

ชิปในมือถือที่พวกเราใช้อยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็ยังสร้างบนพื้นฐานของ “FinFET”

แต่กฎของฟิสิกส์นั้นโหดร้ายและไม่เคยปรานีใคร

เหมือนนักวิ่งมาราธอนที่วิ่งมาไกลจนหมดแรง “FinFET” เองก็เริ่มเข้าสู่ขีดจำกัดเมื่อเราพยายามย่อมันให้เล็กกว่า “3 nm”

ปัญหาเดิมเริ่มกลับมาหลอกหลอน การควบคุมกระแสไฟเริ่มทำได้ยากขึ้น และพื้นที่เริ่มไม่เพียงพอ

ถึงเวลาที่ต้องปฏิวัติรูปทรงกันอีกครั้ง และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

แทนที่จะเป็นครีบตั้ง เราจับมัน “นอนตะแคง” แล้วซ้อนกันเป็นชั้นๆ เหมือนแผ่นกระดาษ

เทคโนโลยีนี้คือ “Gate-all-around” หรือ “Nanosheet”

ความอัจฉริยะของมันคือ เมื่อเราจับแผ่นตัวนำนอนลง เราสามารถเอาตัว “Gate” เข้าไปหุ้มมันได้รอบทิศทางทั้ง 4 ด้าน

การสัมผัสที่มากขึ้นหมายถึงการควบคุมที่เด็ดขาดที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นี่คือไม้ตายที่ “TSMC” กำลังเร่งผลิตให้กับลูกค้ารายใหญ่อย่าง “Apple” และ “AMD”

แต่เมื่ออัด “Transistor” ลงไป 300 ล้านตัวในพื้นที่เพียง 1 ตารางมิลลิเมตร ความวุ่นวายไม่ได้อยู่ที่ตัวชิปเพียงอย่างเดียว

แต่อยู่ที่การเดินสายไฟ…

ลองนึกภาพตึกระฟ้าที่มีคนอยู่มหาศาล แต่ท่อน้ำและสายไฟทั้งหมดต้องเดินลอยอยู่บนฝ้าเพดานชั้นบนสุด

มันยุ่งเหยิงและกินพื้นที่มหาศาล จนแทบไม่มีที่ว่างให้สัญญาณข้อมูลวิ่ง

วิศวกรจึงเกิดไอเดียที่บ้าบิ่นที่สุด นั่นคือ “Backside Power Delivery”

จากเดิมที่สายไฟและสายสัญญาณแย่งที่กันอยู่ด้านบน พวกเขาย้ายสายจ่ายไฟทั้งหมดลงไปไว้ใต้ดิน หรือด้านหลังของชิป

แล้วปล่อยให้ด้านบนเป็นที่วิ่งของสัญญาณข้อมูลล้วนๆ

การแยกถนนกันเดินแบบนี้ ทำให้การจ่ายไฟเสถียรขึ้น และสัญญาณวิ่งได้เร็วขึ้น นี่คือเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลก AI ในปีหน้า

แน่นอนว่าการจะสร้างโครงสร้างที่ซับซ้อนขนาดนี้ เราต้องการเครื่องมือที่แม่นยำระดับพระเจ้า

นี่คือบทบาทของเครื่องจักรจาก “ASML” ที่เรียกว่า “High NA EUV”

มันเปรียบเสมือนการเปลี่ยนจากพู่กันหัวใหญ่ มาเป็นปากกาเข็มที่มีความละเอียดระดับอะตอม

ทำให้เราวาดเส้นสายที่เล็กระดับนาโนเมตรลงไปได้

ทว่า… แม้จะมีเครื่องมือที่แพงระยับและดีไซน์ใหม่ล่าสุด แต่ “Silicon” เพื่อนยากที่อยู่กับเรามา 50 ปี กำลังจะบอกเลิกเรา

เมื่อเราย่อสเกลลงไปจนถึงระดับ “1 nm” หรือ “10 Angstroms”

คุณสมบัติของ “Silicon” จะเริ่มพังทลาย มันบางเกินไปจนไม่สามารถกักเก็บอิเล็กตรอนได้

เราจึงต้องเดินทางเข้าสู่บทใหม่ของเรื่องนี้ นั่นคือโลกยุค “Post-Silicon”

ในอนาคตอันใกล้ ตามแผนที่นำทางของ “imec” เราจะได้เห็นสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “CFET”

จำ “Nanosheet” ที่เราเอาแผ่นมาวางซ้อนกันได้ไหมครับ…

“CFET” คือการเอากองแผ่นเหล่านั้น มาวางซ้อนบนกองแผ่นอีกชุดหนึ่ง

เหมือนเรากำลังสร้างคอนโดมิเนียมซ้อนบนคอนโดมิเนียม เรากำลังขยายเมืองในแนวตั้งอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อประหยัดที่ดิน

และความท้าทายที่สุดคือการเปลี่ยนวัสดุ

ในทศวรรษหน้า เราอาจต้องบอกลา “Silicon” ในบางเลเยอร์ แล้วหันไปใช้วัสดุ 2 มิติ หรือ “2D Materials”

เช่น “Molybdenum disulfide” หรือ “Tungsten disulfide”

ความพิเศษของวัสดุพวกนี้คือ มันมีความหนาเพียง “หนึ่งอะตอม” เท่านั้น

แต่กลับนำไฟฟ้าได้ดีเยี่ยมและควบคุมการรั่วไหลได้ดีกว่า “Silicon” มหาศาล

มันคือวัสดุในฝันสำหรับการสร้างชิปในระดับอะตอม

แต่การทำงานกับวัสดุที่บางเท่าอะตอม เปรียบเสมือนการสร้างปราสาทจากแผ่นกระดาษทิชชูที่เปียกน้ำ

มันเปราะบางและยากต่อการผลิตอย่างเหลือเชื่อ

วิศวกรต้องเรียงมันให้ตรงเป๊ะในระดับ “Angstrom” ห้ามพลาดแม้แต่นิดเดียว เพราะนั่นหมายถึงชิปทั้งตัวจะใช้การไม่ได้

นอกจากตัวประมวลผลแล้ว อีกหนึ่งคอขวดที่สำคัญคือหน่วยความจำ

ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์เราเร็วมาก แต่สมองส่วนความจำกลับตามไม่ทัน

เราเรียกภาวะนี้ว่า “Memory Wall” หรือกำแพงแห่งหน่วยความจำ

ต่อให้ “NVIDIA” สร้างชิปที่คำนวณเร็วแค่ไหน แต่ถ้าส่งข้อมูลไปให้มันไม่ทัน ความเร็วนั้นก็ไร้ความหมาย

แนวคิด “CMOS 2.0” จึงเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้

มันคือการเลิกยัดทุกอย่างลงบนแผ่นเดียวกัน แต่ใช้วิธีแยกชิ้นส่วนสร้าง แล้วนำมาประกอบกันแบบ 3 มิติ

เหมือนแซนด์วิช ชั้นหนึ่งเป็นสมองคำนวณ อีกชั้นเป็นความจำ อีกชั้นเป็นตัวจ่ายไฟ

การทำแบบนี้ทำให้เราสามารถใช้วัสดุที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละหน้าที่ได้ ไม่ต้องฝืนใช้ “Silicon” ทำทุกอย่างอีกต่อไป

แล้วทั้งหมดนี้… มันมีความหมายอย่างไรกับโลกการลงทุนและตัวเรา

ความซับซ้อนมหาศาลในการผลิตชิปจากระดับ “FinFET” สู่ “CFET” หมายความว่าต้นทุนในการผลิตชิปจะพุ่งสูงขึ้น

หมดยุคแล้วที่เทคโนโลยีจะถูกลงเรื่อยๆ ในอนาคต “Wafer” หนึ่งแผ่นจะมีราคาสูงลิ่ว

บริษัทที่จะอยู่รอดในเกมนี้ได้ ต้องเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีสายป่านยาวพอที่จะลงทุนในวิจัยและพัฒนา

เราจะเห็นการแบ่งขั้วที่ชัดเจนขึ้น ผู้เล่นอย่าง “TSMC” “Samsung” และ “Intel” จะต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือด

เพราะใครที่ก้าวพลาดในเทคโนโลยีระดับ “Angstrom” อาจหมายถึงการหลุดจากวงโคจรไปตลอดกาล

สำหรับนักลงทุน นี่คือสัญญาณที่บอกว่าอุตสาหกรรม “Semiconductor” ยังเป็นเครื่องจักรการเติบโตของโลก

แต่อาจจะกระจุกตัวอยู่แค่ผู้ชนะไม่กี่ราย

เครื่องมืออย่าง “ASML” หรือ “Applied Materials” จะกลายเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของห่วงโซ่อุปทานนี้

และสำหรับพวกเราในฐานะผู้ใช้งาน

การที่ “Moore’s Law” ยังไม่ตาย และกำลังกลายร่างไปสู่รูปแบบสามมิติที่ซับซ้อนขึ้น

หมายความว่าความฝันที่เราจะมี AI ที่ฉลาดล้ำเลิศ การแพทย์ที่แม่นยำ หรือโลกเสมือนจริงที่สมบูรณ์แบบ ยังคงมีความเป็นไปได้

เพียงแต่เส้นทางจากนี้ไป มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

แต่โรยด้วยอะตอมของวัสดุใหม่ๆ และความท้าทายทางวิศวกรรมที่ยากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

สิ่งที่เราเรียนรู้จาก “Stanford” ในวันนี้คือ มนุษย์ไม่เคยยอมจำนนต่อขีดจำกัด

เมื่อเราชนกำแพง เราไม่ได้หยุดเดิน แต่เราเลือกที่จะสร้างบันไดเพื่อปีนข้ามมันไป

และบันไดขั้นต่อไปที่ชื่อว่า “CFET” และชิปที่มี “Transistor” หลัก quadrillion ตัว ก็กำลังถูกสร้างขึ้นแล้ว

ในห้องแล็บที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้…

References : [imec-int, asml, nvidia, tsmc, ieee]

i-mode บิดาแห่ง Mobile Internet ที่โลกลืม (แต่ iPhone ไม่ลืม)

เคยสงสัยกันไหมครับว่าโลกใบนี้จะเป็นยังไงหากไม่มีการถือกำเนิดของ iPhone

หลายคนอาจจะจินตนาการถึงภาพของยุคที่เรายังต้องกดปุ่มทีละตัวเพื่อส่งข้อความ หรือต้องรีบวิ่งกลับบ้านไปเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเช็กอีเมล

แต่ความจริงแล้ว มีดินแดนแห่งหนึ่งที่ผู้คนใช้ชีวิตล้ำหน้าโลกใบนี้ไปไกลเกือบหนึ่งทศวรรษ

ในขณะที่คนทั้งโลกยังตื่นเต้นกับการส่ง SMS หากัน แต่ที่ญี่ปุ่น วัยรุ่นในย่าน Shibuya กำลังกดโทรศัพท์มือถือเพื่อจองตั๋วคอนเสิร์ต เช็กพยากรณ์อากาศ และโอนเงินผ่านธนาคาร

เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในปี 1999 ก่อนที่ Steve Jobs จะยืนบนเวทีเพื่อเปิดตัว iPhone ถึง 8 ปีเต็ม

และสิ่งมหัศจรรย์ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นไปตลอดกาลนั้นมีชื่อว่า “i-mode”

ย้อนกลับไปในเดือนมกราคม ปี 1999 ณ กรุง Tokyo

ในห้องแถลงข่าวเล็ก ๆ ที่มีผู้คนเข้าร่วมเพียงหยิบมือเดียว ทีมงานจากบริษัท DoCoMo ได้เปิดฉากฉายวิดีโอตัวอย่างเพื่อเปิดตัวบริการใหม่

ภาพบนจอเต็มไปด้วยสีสันฉูดฉาด กราฟิกสไตล์อิเล็กทรอนิกาไหลผ่านหน้าจอ พร้อมกับคำศัพท์ที่ดูเรียบง่ายอย่าง Travel หรือ Mail

ในตอนท้ายของวิดีโอ พวกเขาเปิดเผยชื่อของบริการนี้ว่า “i-mode”

ในญี่ปุ่นยุคนั้น ประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มสัมผัสโลกอินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์เหมือนกับพวกเรา แต่พวกเขาเริ่มรู้จักโลกออนไลน์ครั้งแรกผ่านโทรศัพท์มือถือ

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?…

ต้องเข้าใจก่อนว่าในช่วงปลายทศวรรษ 1980 การแพร่หลายของเว็บไซต์ในญี่ปุ่นเป็นไปอย่างล่าช้าและเต็มไปด้วยอุปสรรค

โครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมถูกผูกขาดโดยยักษ์ใหญ่อย่าง NTT และกฎระเบียบที่เข้มงวดของรัฐบาลก็ได้กีดกันการขยายตัวของเครือข่ายใหม่ๆ

แต่แน่นอนว่าในทุกวิกฤตย่อมมีผู้ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้

ผู้บุกเบิกอินเทอร์เน็ตชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงที่สุดคงหนีไม่พ้น Jun Murai ชายผู้ได้รับสมญานามว่าเป็นบิดาแห่งอินเทอร์เน็ตในญี่ปุ่น

เขาต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ผู้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าคนญี่ปุ่นพร้อมแล้วที่จะก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์

ความพยายามของเขาเริ่มส่งผลเมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนท่าทีในปี 1997 และหันมาสนับสนุนธุรกิจอินเทอร์เน็ตใหม่อย่างจริงจัง

ทางฝั่ง NTT เอง แม้จะเป็นองค์กรยักษ์ใหญ่ที่ดูเชื่องช้า แต่พวกเขาก็รู้ตัวว่าต้องขยับตัวทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้ตกขบวน

พวกเขาจึงรวบรวมกลุ่มผู้บริหารเพื่อเริ่มทำงานเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ๆ สำหรับอุปกรณ์พกพา ซึ่งในขณะนั้นยังถือเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่

กลุ่มนี้ถูกเรียกว่า DoCoMo

สิ่งที่น่าสนใจคือทีมงานที่ DoCoMo ถูกประกอบขึ้นจากกลุ่มคนที่แตกต่าง หรือที่เราเรียกกันว่า Outliers

พวกเขาคือคนที่ไม่เข้ากับกรอบเดิมๆ ขององค์กร แต่มีความเต็มใจที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดและทดลองสิ่งใหม่ๆ

ไม่ใช่ทุกคนในบริษัทที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้ เพราะมันดูเสี่ยงและไม่มีอนาคตที่ชัดเจน

แต่มีผู้บริหารคนหนึ่งที่มีความกระตือรือร้นอย่างมากที่จะเข้าร่วมโปรเจกต์นี้ เขาชื่อว่า Keiichi Enoki และเขามีไอเดียบางอย่างที่กำลังจะเปลี่ยนโลก

เป็นเรื่องตลกร้ายที่นโยบายการเติบโตของรัฐบาลส่งผลให้เครือข่ายโทรคมนาคมของ NTT เริ่มแออัดและติดขัดอย่างหนัก

บริษัทกำลังเผชิญกับปัญหาที่คนญี่ปุ่นโทรคุยกันเยอะมากจนช่องสัญญาณเสียงไม่พอรองรับ

DoCoMo จึงได้รับโจทย์หินว่า ต้องหาวิธีลดปริมาณการโทรของผู้ใช้งานลง แต่ต้องทำให้รายได้ไม่ลดลงด้วย…

Keiichi Enoki จึงปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า ถ้าเราไม่อยากให้คนใช้ช่องสัญญาณเสียงเพื่อโทรคุยกัน เราก็ต้องหาอะไรให้เขาทำบนมือถือแทนการโทร

คำตอบนั้นคือการนำโทรศัพท์มือถือมาเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต

แน่นอนว่าสิ่งนี้จำเป็นต้องใช้เครือข่ายที่เชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งเครือข่ายนั้นจะต้องเป็นสิ่งใหม่ที่สร้างขึ้นมาทั้งหมด

Keiichi Enoki ได้รวบรวมกลุ่มวิศวกรหัวกะทิ ระดมสมองหาทางแก้ปัญหา และภายในเวลาเพียง 2 ปี พวกเขาก็สร้าง i-mode ขึ้นมาได้สำเร็จ

i-mode คือการนำโทรศัพท์มือถือที่มีใช้อย่างแพร่หลายอยู่แล้ว มาผนวกเข้ากับบริการอินเทอร์เน็ตต่างๆ เช่น GPS ธุรกรรมการธนาคาร และที่สำคัญที่สุดคืออีเมล

ผู้ใช้สามารถสลับการใช้งานระหว่างฟีเจอร์การโทรและฟีเจอร์อินเทอร์เน็ตบนมือถือได้ด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว

ทันทีที่เปิดตัว i-mode ได้แพร่กระจายไปทั่วญี่ปุ่นในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

ภายในเดือนสิงหาคม ปี 1999 หรือเพียงแค่ 6 เดือนหลังการเปิดตัว i-mode มีผู้ลงทะเบียนใช้งานถึงหนึ่งล้านคน

อีกสามเดือนต่อมาตัวเลขนั้นพุ่งแตะสามล้านคน และภายในปี 2001 บริษัทมีผู้ใช้ใหม่ลงทะเบียนถึงหนึ่งล้านคนในทุกๆ สามสัปดาห์

ตัวโทรศัพท์เองเริ่มเป็นที่รู้จักในชื่อ “Keitai”

ผู้ผลิต Keitai ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าตลาดที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือคนรุ่นใหม่ จึงมุ่งเป้าสินค้าไปที่กลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะวัยรุ่น

วัยรุ่นเหล่านี้รับ Keitai ไปสานต่อในแบบของตัวเอง พวกเขาตกแต่งโทรศัพท์ด้วยสติกเกอร์ที่โฉบเฉี่ยว และเลือกซื้อเครื่องที่มีสีสันหลากหลาย

พวกเขาเพิ่มกราฟิก เสียงเรียกเข้า และเกมลงใน Keitai ของตน ผสมผสานจนกลายเป็นบุคลิกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สำหรับผู้บริโภคกลุ่มใหม่นี้ Keitai เป็นตัวแทนส่วนหนึ่งของตัวตนพวกเขา

ผู้ใช้จะแนบตัวละครโปรดลงในอีเมลและข้อความ ซึ่งเต็มไปด้วยภาษาถิ่นที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เต็มไปด้วยตัวย่อและการใช้คำสแลง

อุปกรณ์พกพาเหล่านี้ได้นำพาวัฒนธรรมรูปแบบใหม่มาสู่ญี่ปุ่น และนี่คือคนรุ่นใหม่ทั้งรุ่นที่กำลังถูกแนะนำให้รู้จักกับอินเทอร์เน็ต

สำหรับพวกเขาส่วนใหญ่ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็น World Wide Web

เว็บไซต์บนอุปกรณ์ Keitai นั้นเป็นเพียงส่วนย่อยของเว็บไซต์ทั้งหมด เปรียบเสมือนประตูทางผ่านที่คัดสรรมาแล้ว

เมื่อ i-mode เปิดตัวครั้งแรก มีพันธมิตรอย่างเป็นทางการ 70 ราย ผู้ใช้สามารถกดเข้าไปยังเว็บไซต์เหล่านี้ได้ทันทีจากหน้าจอหลัก

นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์อิสระอีกนับพันที่สามารถเข้าถึงได้ แต่จะต้องใช้วิธีพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ลงในแถบที่อยู่ทีละตัวอักษรโดยใช้แป้นกดโทรศัพท์

หน้าจอของ Keitai ในยุคนั้นค่อนข้างจำกัด จอภาพไม่ได้มีขนาดใหญ่และไม่มีสีสัน

เพื่อตอบสนองความต้องการของอุปกรณ์เหล่านี้ ผู้ผลิตโทรศัพท์ญี่ปุ่นจึงสร้างภาษาคอมพิวเตอร์แบบดัดแปลงที่เรียกว่า cHTML ขึ้นมา

cHTML เป็นส่วนย่อยของ HTML และมีคำสั่งบางอย่างที่เหมือนกัน แต่เพื่อปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับ Keitai คำสั่งจำนวนมากจึงถูกตัดออกไป

มันไม่รองรับรูปภาพขนาดใหญ่ ตาราง หรือเฟรมที่ซับซ้อน

เว็บไซต์ที่ปรับแต่งสำหรับ Keitai มักจะนำข้อมูลที่สำคัญที่สุดไว้ด้านบนสุดของหน้า และทิ้งข้อมูลส่วนเกินหรือเมนูนำทางไว้ด้านล่าง

แต่ข้อจำกัดของเครือข่ายโทรศัพท์ก็นำมาซึ่งข้อได้เปรียบทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง

นั่นคือระบบ “Micropayments”

ทุกครั้งที่ผู้ใช้ทำการซื้อสินค้าหรือบริการบนอุปกรณ์ Keitai ค่าใช้จ่ายจะถูกเพิ่มเข้าไปในบิลค่าโทรศัพท์โดยอัตโนมัติ

ระบบนี้ได้รับความนิยมอย่างเหลือเชื่อและทำให้การชำระเงินเป็นเรื่องง่ายมาก โดยเฉพาะสำหรับการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ เช่น สติกเกอร์ดิจิทัล หรือไอเทมในเกม

DoCoMo สร้างโมเดลธุรกิจที่ชาญฉลาด โดยหักส่วนแบ่งรายได้เพียงแค่ 9% และส่งมอบรายได้ถึง 91% ให้กับเจ้าของคอนเทนต์

ตัวเลขนี้ดึงดูดนักพัฒนาและบริษัทต่างๆ ให้กระโจนเข้ามาสร้างบริการใน i-mode กันอย่างล้นหลาม

ไม่กี่ปีหลังจาก i-mode เปิดตัว ยักษ์ใหญ่อย่าง Google ก็ได้กระโดดเข้ามาร่วมวง

Google สร้างเสิร์ชเอนจินเวอร์ชันพิเศษสำหรับเครือข่าย Keitai โดยเฉพาะ

เมื่อเข้าถึงผลการค้นหาบน Google เว็บไซต์จะถูกแปลงสภาพโดยอัตโนมัติให้เหมาะกับมือถือ เป็นเว็บไซต์แบบ cHTML และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป

เพียงแค่นั้น โลกเว็บทั้งใบก็ได้เปิดออกสู่สายตาผู้ใช้ชาวญี่ปุ่น…

ผลลัพธ์จากความบังเอิญ ข้อจำกัดของเครือข่าย และความคิดสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยม ทำให้โทรศัพท์กลายเป็นประตูสู่อินเทอร์เน็ตสำหรับคนญี่ปุ่น

เพียงไม่กี่ปีหลังการเปิดตัว ประชากรถึง 80% ก็มีอุปกรณ์ Keitai ไว้ในครอบครอง

แต่กลุ่มผู้บริโภคที่อายุน้อยที่สุดนี่เองที่เป็นผู้นำเทรนด์ พวกเขาได้ขยายขอบเขตของสิ่งที่โทรศัพท์เครื่องหนึ่งจะเป็นได้

และให้กำเนิดหนึ่งในวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ที่สุดเท่าที่โลกอินเทอร์เน็ตเคยมีมา นั่นคือวัฒนธรรม Keitai

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ในเมื่อญี่ปุ่นก้าวไปไกลขนาดนั้น ทำไมวันนี้เราถึงไม่ได้ใช้ i-mode กันทั่วโลก

ทำไมโทรศัพท์ในมือเราถึงเป็น iPhone หรือ Android แทนที่จะเป็น Keitai จากญี่ปุ่น

คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Galapagos Syndrome”

หมู่เกาะ Galapagos เป็นเกาะที่แยกตัวโดดเดี่ยวจากแผ่นดินใหญ่ ทำให้สัตว์ต่างๆ ที่นั่นมีวิวัฒนาการที่แปลกประหลาดและเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนที่ไหนในโลก

เทคโนโลยีของญี่ปุ่นก็เช่นกัน

ระบบ i-mode และโทรศัพท์ Keitai นั้นล้ำหน้าเกินไปและเฉพาะตัวเกินไป มันถูกออกแบบมาเพื่อคนญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่น และโครงสร้างพื้นฐานของญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

ในขณะที่โลกภายนอกกำลังพยายามสร้างมาตรฐานกลาง แต่ญี่ปุ่นกลับใช้มาตรฐานของตัวเองที่ดีกว่า เร็วกว่า แต่เข้ากันไม่ได้กับใครเลย

ผู้ผลิตมือถือญี่ปุ่นแข่งกันเองในประเทศ พัฒนาฟีเจอร์ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เช่น ดูทีวีบนมือถือ จ่ายตั๋วรถไฟ หรือสแกนบาร์โค้ด

แต่ความล้ำหน้านั้น ไม่ได้นำไปสู่การใช้งานจริงในระดับโลก

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2007 และ 2008 เมื่อ Apple เปิดตัว iPhone

ในตอนแรก ผู้บริหารและนักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นหลายคนมองข้าม iPhone

พวกเขามองว่ามันเป็นโทรศัพท์ที่ถอยหลังลงคลอง แบตเตอรี่ก็ถอดไม่ได้ ทีวีก็ดูไม่ได้ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ก็ไม่มี แถมยังพิมพ์ยากเพราะไม่มีปุ่มกดจริง

แต่สิ่งที่ Steve Jobs นำเสนอ ไม่ใช่ Mobile Internet แบบที่ i-mode เป็น

i-mode คือการย่อโลกอินเทอร์เน็ตให้เล็กลงเพื่อมาอยู่ในมือถือ เป็นสวนที่สวยงามแต่มีกำแพงล้อมรอบ

แต่ iPhone คือการยกอินเทอร์เน็ตทั้งใบจากคอมพิวเตอร์มาไว้ในมือของคุณ

เมื่อสมาร์ตโฟนเริ่มแพร่หลาย ผู้บริโภคเริ่มต้องการประสบการณ์ที่อิสระมากกว่าเดิม

พวกเขาต้องการแอปพลิเคชันที่หลากหลายจากทั่วโลก ไม่ใช่แค่จากพาร์ตเนอร์ของ DoCoMo

กำแพงของ i-mode ที่เคยแข็งแกร่ง จึงเริ่มพังทลายลง

ผู้ผลิตมือถือญี่ปุ่นที่ปรับตัวไม่ทันและมัวแต่ภูมิใจกับเทคโนโลยีเฉพาะตัวของตนเอง เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับผู้เล่นหน้าใหม่

จนในที่สุด คำว่า Keitai ก็เริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์ของเทคโนโลยีที่หลงยุค

ถึงแม้ว่าวันนี้ i-mode จะกลายเป็นเพียงตำนานและบริการอย่างเป็นทางการจะทยอยปิดตัวลงไปแล้ว

แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รากฐานที่ DoCoMo และวัฒนธรรม Keitai สร้างไว้ ยังคงแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา

การสแกน QR Code การใช้ Mobile Banking การซื้อของในเกม หรือแม้แต่ Emoji ที่คุณส่งให้เพื่อนเมื่อสักครู่นี้ ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากเกาะญี่ปุ่นแห่งนี้

เรื่องราวของ i-mode บอกเราอีกครั้งว่า การเป็นผู้มาก่อนกาลนั้น เป็นได้ทั้งความได้เปรียบและความเสี่ยง

มันคือความสำเร็จที่เกิดจากการกล้าที่จะแตกต่าง ของกลุ่มคนที่เป็น Outliers

แต่มันก็เป็นบทเรียนราคาแพงว่า ในโลกเทคโนโลยี การสร้างสิ่งที่ “ดีที่สุด” อาจไม่สำคัญเท่ากับการสร้างสิ่งที่ “เข้ากับคนทั้งโลกได้มากที่สุด”

บางที หากญี่ปุ่นเลือกที่จะเปิดกว้างมาตรฐานของตนเองเร็วกว่านี้

หรือหากโลกอินเทอร์เน็ตในตอนนั้นพร้อมรับนวัตกรรมจากเอเชียมากกว่านี้

โทรศัพท์ในมือของคุณตอนนี้ อาจจะมีโลโก้เป็นตัวอักษรญี่ปุ่น แทนที่จะเป็นรูปผลไม้แหว่ง ก็เป็นได้…

References : [wired, theverge, japantimes, medium, cnn]

Tesla หนีเสือปะจระเข้! ทิ้ง Model S/X ไปหา Optimus จะรอดหรือร่วง?

ลองจินตนาการว่าเรากำลังยืนอยู่บน “กระดานหมากรุก” ระดับโลก ที่ทุกตัวหมากที่ขยับหมายถึงเดิมพันมหาศาล

หากพูดถึงชื่อ Elon Musk หลายคนคงนึกถึงภาพของชายผู้พยายามจะเปลี่ยนโลกด้วยพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้าที่ดูล้ำสมัย

แต่เชื่อไหมครับว่าในวันนี้ ความสำเร็จที่เคยเป็นเหมือนเกราะคุ้มกันของ Tesla กำลังถูกเขย่าอย่างหนักจนน่าตกใจเป็นอย่างมาก

สถานการณ์ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าตอนนี้เปรียบเสมือนสมรภูมิ “Red Ocean” ที่เดือดระอุไปด้วยกลิ่นคาวเลือดของการหั่นราคาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Elon Musk ตัดสินใจเดินหมากที่หลายคนมองว่าบ้าบิ่นที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

เขาเลือกที่จะรื้อสายการผลิต Model S และ Model X ทิ้งไป เพื่อทุ่มทรัพยากรทั้งหมดไปที่หุ่นยนต์ที่ชื่อว่า Optimus

การทิ้งสิ่งที่สร้างรายได้มานานเพื่อไปหา “สิ่งใหม่” ที่ยังมองไม่เห็นกำไร เป็นเรื่องที่ชวนให้ตั้งคำถามเหลือเกิน

มันเป็นการหนีจากสงครามที่สู้ไม่ได้ หรือเป็นการเดินหน้าเข้าสู่ “กับดัก” ที่ใหญ่กว่าเดิมกันแน่

ในยุคหนึ่ง อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเคยเป็นเหมือน “Blue Ocean” ที่สดใส ใครเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ

Tesla เคยเป็นพระเอกที่ขี่ม้าขาวมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น

แต่แล้ววันหนึ่ง กำแพงเมืองที่เคยแข็งแกร่งก็เริ่มสั่นคลอน เมื่อกองทัพจากแดนมังกรเริ่มบุกจู่โจม

เราต้องยอมรับว่า “ประเทศจีน” ไม่ได้เป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิตรองเท้าหรือเสื้อผ้าเหมือนในสมัยก่อนอีกต่อไป

แต่วันนี้จีนคือ “โรงงานของโลก” ที่เชี่ยวชาญเรื่องห่วงโซ่อุปทานและการผลิตขั้นสูงแบบหาตัวจับยาก

สงครามราคาที่นำโดย BYD ได้สร้างบาดแผลลึกให้กับ Tesla จนทำให้ตัวเลขกำไรเริ่มดูไม่จืด

BYD ไม่ได้แค่ผลิตรถยนต์ แต่พวกเขา “ผลิตทุกอย่าง” ตั้งแต่แบตเตอรี่ไปจนถึงชิ้นส่วนชิ้นเล็กที่สุด

ความสามารถในการคุมต้นทุนแบบนี้แหละที่เป็นอาวุธร้ายแรงที่สุดของธุรกิจในยุคปัจจุบัน

เมื่อมองย้อนกลับไป เราจะเห็นภาพที่ซ้ำรอยเดิมเหมือนตอนที่แบรนด์สมาร์ตโฟนจีนเริ่มบุกตลาดโลก

ในตอนนั้น ยักษ์ใหญ่หลายรายเคยประมาทและคิดว่าสินค้าจีนมีดีแค่ราคาถูกและคุณภาพต่ำ

แต่สุดท้ายเราก็เห็นแล้วว่า Learning Curve ของบริษัทจีนนั้นรวดเร็วและน่ากลัวขนาดไหน

คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้าเราลองผ่าร่างหุ่นยนต์ Optimus ออกมาดู เราจะเจออะไรอยู่ข้างในบ้าง?

คำตอบคือมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซนเซอร์ และชิ้นส่วนมหาศาลที่เป็น “Hardware” เกือบทั้งหมด

และที่น่าตลกคือ เกินกว่าครึ่งของส่วนประกอบเหล่านี้ จีนคือผู้ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดในโลก

ภาพจำที่เคยเกิดขึ้นในวงการรถยนต์ไฟฟ้ากำลังจะฉายซ้ำแบบ “Deja vu” ในวงการหุ่นยนต์

ในขณะที่ Elon Musk กำลังป่าวประกาศถึงความล้ำสมัยของ Optimus บนเวทีที่สหรัฐอเมริกา

อีกด้านหนึ่งของโลก กองทัพหุ่นยนต์สัญชาติจีนกำลังเติบโตขึ้นอย่างเงียบๆและทรงพลัง…

บริษัทอย่าง Unitree Robotics กำลังสร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่น H1 ที่ทำสิ่งที่น่าทึ่งได้สารพัด

หรือแม้แต่ Xiaomi ที่เคยโด่งดังจากมือถือ ก็ส่ง CyberOne ออกมาโชว์ตัวตัดหน้าไปเรียบร้อยแล้ว

นี่ยังไม่นับรวมแรงสนับสนุนจากรัฐบาลจีนที่ตั้งเป้าจะเป็นผู้นำด้านหุ่นยนต์โลกภายในปี 2027

หาก Elon Musk บอกว่า Optimus จะขายในราคา 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงได้

ลองถามตัวเองดูว่า ถ้าบริษัทจีนทำหุ่นยนต์ที่เดินได้เหมือนกันแต่ขายแค่ครึ่งราคา เราจะเลือกอะไร?

กลยุทธ์ “ก๊อปปี้ พัฒนา และตัดราคา” คือท่าไม้ตายที่จีนใช้ถล่มคู่แข่งมานักต่อนักในทุกอุตสาหกรรม

ถ้า Tesla คิดว่าการทำหุ่นยนต์จะช่วยให้หนีพ้นมือของ BYD ได้ พวกเขาอาจจะต้องคิดใหม่ซ้ำอีกรอบ

เพราะในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็น “BYD แห่งวงการหุ่นยนต์” เกิดขึ้นมาไล่ล่า Tesla อย่างแน่นอน…

แล้วความหวังที่เหลืออยู่ของ Elon Musk คืออะไร ในเมื่อด้านการผลิตสู้จีนไม่ได้เลย?

คำตอบอาจจะไม่ได้อยู่ที่ “ร่างกาย” แต่มันอยู่ที่ “สมอง” ของหุ่นยนต์เหล่านั้นต่างหาก

ก็ต้องบอกว่าในโลกที่ Hardware สามารถถูกลอกเลียนแบบได้ง่าย สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างได้จริงคือ AI

Tesla ถือไพ่ตายที่สำคัญมากใบหนึ่ง นั่นคือข้อมูลการขับขี่จริงหลายล้านไมล์จากรถยนต์ทั่วโลก

ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือน “อาหาร” ชั้นเลิศที่ถูกนำไปฝึกฝน Neural Network ให้ฉลาดขึ้นทุกวินาที

สมองของ Optimus คือมรดกที่ส่งต่อมาจากระบบ FSD ที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างยาวนาน

หุ่นยนต์จีนอาจจะเดินเก่ง ตีลังกาโชว์ได้ แต่ถ้ามัน “คิด” เองไม่ได้ มันก็เป็นได้แค่เครื่องจักรไร้ชีวิต

Elon Musk เชื่อมั่นว่า AI ของเขาจะทิ้งห่างคู่แข่งจนลูกค้ามองข้ามเรื่องราคาที่แพงกว่าได้

นี่คือการเปลี่ยนสนามรบจากสิ่งที่จับต้องได้อย่าง Hardware ไปสู่สนามรบแห่งปัญญาอย่าง Software

เขาต้องการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “Blue Ocean” ขึ้นมาใหม่ในโลกของปัญญาประดิษฐ์ที่ซับซ้อน

แต่การพัฒนา AI ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะทำได้ในเวลาอันสั้น เพราะมันต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาล

Tesla จึงต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ทรงพลังที่สุดเพื่อมารองรับเป้าหมายนี้

ทว่าเราก็ต้องไม่ลืมว่า จีนเองก็มีฐานข้อมูลประชากรพันล้านคนที่พร้อมจะถูกนำมาสอน AI เช่นกัน

การแข่งขันในรอบนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวิศวกรรมเครื่องกล แต่เป็นการแข่งว่าใครจะ “ฉลาด” กว่ากัน…

เมื่อมองมาถึงจุดนี้ เราจะเริ่มเห็นเค้าลางของตอนจบที่ยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจะเป็นอย่างไร

แต่ความจริงที่เจ็บปวดในโลกธุรกิจคือ “ไม่มีน่านน้ำสีครามที่แท้จริง” หลงเหลืออยู่ได้นานนัก

ทันทีที่มีใครค้นพบทองคำและเริ่มขุดมันขึ้นมา ฉลามตัวอื่นๆ ก็พร้อมจะว่ายตามกลิ่นเงินมาเสมอ

แต่บทเรียนจากอดีตในหลากหลายอุตสาหกรรมมันบอกเราว่า นวัตกรรมมักจะพ่ายแพ้ให้กับ “ประสิทธิภาพในการผลิต” ในระยะยาว

หากวันหนึ่งหุ่นยนต์กลายเป็นสินค้าทั่วไปหรือ “AI Commodity” ที่ใครๆ ก็มีได้เหมือนมือถือ

เมื่อนั้นอำนาจการต่อรองก็จะกลับไปอยู่ในมือของผู้ที่ผลิตได้มากที่สุดและถูกที่สุดอีกครั้ง

ความทะเยอทะยานของ Elon Musk ในการสร้าง Optimus คือความกล้าหาญที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

เขาเลือกที่จะฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ เพื่อเอาตัวรอดจากยักษ์ใหญ่จีน

แต่สนามรบใหม่นี้กลับเต็มไปด้วยขวากหนามที่แหลมคมกว่าเดิมหลายเท่าตัว

รัฐบาลจีนได้ขีดเส้นตายไว้ชัดเจนแล้วว่าพวกเขาต้องการเป็นที่หนึ่งของโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เม็ดเงินมหาศาลและทรัพยากรทุกอย่างกำลังถูกระดมไปเพื่อสร้าง “กองทัพหุ่นยนต์” สัญชาติจีน

สถิติจากสภาหุ่นยนต์ของจีนระบุว่าตลาดนี้เติบโตกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ทุกปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าขนลุก

สุดท้ายแล้ว สงครามระหว่าง Tesla และจีนในภาคต่อนี้ อาจจะไม่ได้ตัดสินกันที่ใครเท่กว่ากัน

แต่อาจจะตัดสินกันที่ว่า ใครจะสามารถทำให้หุ่นยนต์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้จริง

การที่หุ่นยนต์จะฉลาดพอที่จะทำงานบ้าน หรือทำงานในโรงงานแทนมนุษย์ได้ คือเป้าหมายสูงสุด

และคนที่จะชนะในเกมนี้ คือคนที่มีทั้ง “สมอง” ที่ชาญฉลาดและ “ร่างกาย” ที่ผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม

เราคงต้องจับตากันต่อไปว่าหมากตาที่ Elon Musk เดินในวันนี้ จะเป็นการรุกฆาตคู่แข่ง

หรือจะเป็นเพียงการยื้อเวลา ก่อนที่จะถูกกระแสคลื่นสีแดงจากตะวันออกเข้าครอบงำอีกครั้ง

โลกธุรกิจไม่เคยปรานีใคร และผู้ที่หยุดนิ่งคือผู้ที่กำลังจะถูกกลืนกินไปตามกาลเวลา…

และบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่เราได้รับจากเรื่องนี้คือ ไม่ว่าเราจะเก่งแค่ไหน เราก็ห้ามประมาทคู่แข่งเป็นอันขาด

เพราะในวันที่เราคิดว่าเราหนีพ้นแล้ว คู่แข่งอาจจะกำลังรอเราอยู่ที่เส้นชัยเรียบร้อยแล้วก็ได้…

เรากำลังเดินเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่มนุษย์กับหุ่นยนต์ต้องอยู่ร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และผลลัพธ์ของสงครามครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าของมนุษยชาติไปตลอดกาลอย่างแน่นอน

ถ้ามีใครถามว่าอนาคตของโลกจะเป็นอย่างไร คำตอบอาจจะไม่ได้อยู่ที่ดวงดาวอันไกลโพ้น

แต่อาจจะอยู่ที่หุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่กำลังถูกสร้างขึ้นในโรงงานที่ไหนสักแห่งในตอนนี้

ไม่ว่าหุ่นยนต์ตัวนั้นจะมีโลโก้เป็นรูปตัวที หรือจะเป็นตราสัญลักษณ์จากแดนมังกรก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว โลกจะจดจำเฉพาะผู้ที่สามารถเปลี่ยน “จินตนาการ” ให้กลายเป็น “ความจริง” ได้เท่านั้น…

References : [tesla, reuters, bloomberg, unitree, techcrunch]