TikTok กับการสูญเสียอธิปไตยทาง Data ครั้งแรกของอเมริกา

กลายเป็นข่าวใหญ่เลยทีเดียวสำหรับข่าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เตรียมออกคำสั่งแบนการดำเนินการของ TikTok ในสหรัฐอเมริกา หลังจากบริการดังกล่าวกำลังฮิตติดลมบนอยู่ในสหรัฐอเมริกาในขณะนี้

โดยทางรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาอย่าง Mike Pompeo ก็ได้ออกมาสนับสนุนการแบนในครั้งนี้เช่นกัน โดย Mike ได้เปิดเผยว่าตอนนี้ทางรัฐนั้นกำลังมีการพิจารณาการแบนแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียจากประเทศจีน โดยอ้างว่าแอปเหล่านี้นั้นมีการแบ่งปันข้อมูลให้กับทางรัฐบาลจีน

ซึ่งถือเป็นการบุกเข้าไปในอเมริกาได้เป็นครั้งแรกสำหรับ app แนว social media ของจีนอย่าง TikTok ที่เราจะเห็นได้ว่าบริการของจีนส่วนใหญ่นั้นจะดังอยู่แค่ในประเทศจีนเท่านั้น น้อยนักที่จะบุกออกมายังต่างประเทศ โดยเฉพาะการบุกเข้าไปในประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาถือเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง

แน่นอนว่าปัญหาของ TikTok มันมาจากเรื่องของประเด็นข้อมูลส่วนตัว รวมถึงข้อมูลทางธุรกิจต่าง ๆ ที่ทางอเมริกาเกรงว่าจะมีการส่งกลับไปยังรัฐบาลจีน ซึ่งข้อมูลหลายตัวนั้นเป็นสิ่งที่ Sensitive มาก ๆ แต่ข้อมูลพวกนี้กลายเป็นขุมทองคำของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งจาก ซิลิกอน วัลเลย์ หรือแม้กระทั่ง TikTok จากจีนเองก็ตาม

บริการเหล่านี้ กำลังดูดข้อมูลของเราไป ผ่านบริการต่าง ๆ ที่อาจจะใช้ฟรีบ้างหรือไม่ฟรีบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ทุกอย่างมันมีต้นทุน บริการเหล่านี้ไม่เคยให้เราใช้ฟรี ๆ เราต้องจ่ายไม่ว่าจะผ่านเงินค่าโฆษณาหรือ แลกเปลี่ยนกับข้อมูลส่วนตัวของเราที่ต้องเสียไปให้บริการยักษ์ใหญ่เหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านพฤติกรรมผ่าน Social Network ต่าง ๆ อย่าง facebook , instagram หรือ TikTok จากจีนเองก็ตาม รวมถึงข้อมูลด้านธุรกิจอย่างการส่งข้อมูลผ่าน email ที่ให้บริการฟรีอย่าง google gmail , yahoo , microsoft hotmail,outlook

ซึ่งเช่นเดียวกับสิ่งที่รัฐบาลอเมริกาทำ ทางรัฐบาลจีนก็มี The Great Firewall ที่ทำให้บริการออนไลน์จากอเมริกาเหล่านี้นั้นไม่สามารถเจาะตลาดจีนได้เลย หากเป็นบริการที่จะเป็นการล้วงข้อมูลทางดิจิตอลของประชาชนชาวจีน โดยที่ประเทศจีนจะเกิดบริการแบบเดียวกันขึ้นมาเพื่อใช้กันในจีนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น weibo , youkou , alibaba หรืออื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นบริษัทอินเตอร์เน็ตของประเทศจีน

Great Firewall ที่เซ็นเซอร์เนื้อหาทุกอย่าง
Great Firewall ที่เซ็นเซอร์เนื้อหาทุกอย่าง (Credit : https://globalvoices.org)

ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะสินค้า และ บริการอื่นๆ  ที่ไม่ใช่บริการที่ใช้ข้อมูลดิจิตอลของคนจีน นั้น จีนได้เปิดเสรีเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น Brand สินค้าอุปโภคบริโภค หรือ เชน ร้านอาหาร fastfood ชื่อดังของสหรัฐไม่ว่าจะเป็น KFC , McDonald , Starbuck ฯลฯ 

เราจะเห็นได้ชัดว่าบริการเหล่านี้นั้น ไม่ได้ถูกปิดกั้นแต่อย่างใด เหมือนกับบริการที่เป็น ข้อมูลเชิงลึกของพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ใช้งานชาวจีนที่เป็นดิจิตอล

ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน เพราะจีนเป็นคอมมิวนิสต์ ส่วนอเมริกา นั้นเป็นประชาธิปไตย การปล่อยให้บริการต่าง ๆ ที่เป็นบริการออนไลน์เข้าไปสู่จีนได้นั้น น่าจะเป็นเรื่องไม่ปลอดภัยเท่าไหร่กับแนวคิดของเหล่านักการเมืองชาวจีน ส่วนฝั่งอเมริกา ก็เกรงกลัวข้อมูลที่จะหลุดรั่วไปยังรัฐบาลจีนเช่นเดียวกันผ่านบริการอย่าง TikTok

ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ TikTok นั้นต้องบอกว่าน่าสนใจมาก ๆ ที่ จีนสามารถสร้างบริการที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเกิดขึ้นของการระบาดของไวรัส COVID-19 นั้นทำให้ TikTok แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงในอเมริกาเองที่ต้องบอกว่า เป็นครั้งแรก ๆ ที่อเมริกาต้องสูญเสียอธิปไตยทางด้าน Data ให้กับแอปจากประเทศจีนผ่านบริการอย่าง TikTok นั่นเองครับ

References : https://www.cnet.com/news/trump-plans-to-ban-tiktok-in-the-us-report-says/

iPhone กับการทำลายล้างมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการเครือข่ายมือถือ

ถามว่าก่อนยุคที่ iPhone จะได้ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 2007 นั้นสิ่งใดเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนานวัตกรรมใหม่ให้กับวงการมือถือมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น เหล่า มาเฟีย แห่งเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั้งหลายที่มีกระจายอยู่ทั่วโลก ที่เป็นตัวคั่นกลางระหว่างเหล่าผู้ผลิตบริษัทมือถือกับผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าโดยตรง

ซึ่งแม้ว่าในช่วงก่อนปี 2007 เทคโนโลยีต่าง ๆ มันจะได้รับการพัฒนาไปไกลมากแล้วก็ตาม แต่เราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจมือถือยังเป็นอะไรที่ล้าหลังเป็นอย่างมากในหลาย ๆ เรื่องแม้กระทั่งการเล่นเว๊บไซต์ต่าง ๆ ก็เป็นอุปสรรคต่อการใช้งานของผู้ใช้งานทั่วโลก ที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทั่วโลกผ่านทางอุปกรณ์ที่พกติดตัวเราอยู่ตลอดเวลาอย่างมือถือนั่นเอง

ในขณะนั้น ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกต่างคุ้นเคยกับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ Broadband กันแล้ว แต่ค่าบริการข้อมูลแบบ 3G ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเหมือนได้ย้อนตัวเองกลับไปสู่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยุคโมเด็มผ่านสายโทรศัพท์

แน่นอนว่าเหล่ามาเฟียเครือข่ายเหล่านี้ คอยจ้องแต่จะคิดค่าบริการต่าง ๆ แทบทุกอย่าง มีการคิดค่าบริการการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นนาทีที่ใช้งาน แต่ผู้บริโภคกลับได้รับการบริการจากอินเทอร์เน็ตที่ห่วยแตกกว่าการใช้โทรศัพท์บ้านเสียอีก

เพราะเว๊บต่าง ๆ ที่โหลดมานั้นเป็นเว๊บที่ไร้คุณภาพเนื่องจากปริมาณข้อมูลที่มีจำนวนมากทำให้เหล่าผู้ให้บริการไม่อยากเสีย bandwidth ไปกับบริการเหล่านี้ และทำการชาร์จเงินกับผู้บริโภคให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

การเล่นเว๊บผ่านมือถือ ที่ไร้ซึ่งคุณภาพ
การเล่นเว๊บผ่านมือถือ ที่ไร้ซึ่งคุณภาพ

แต่ iPhone ของ Apple ได้มาเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง Apple ต้องการให้ iPhone นั้นใช้ปริมาณข้อมูลได้อย่างไม่จำกัด และทำการเจรจากับ Cingular ที่เป็นเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้นหลายครั้ง

สุดท้ายได้มีการประกาศรูปแบบการจ่ายค่าบริการมือถือแบบให้ปริมาณข้อมูลไม่จำกัด ซึ่งสูงกว่าแบบโทรศัพท์โทรเข้าออกเพียงอย่างเดียวราว ๆ 20 ดอลลาร์ต่อเดือน โดย Cingular (ตอนหลังกลายมาเป็น AT&T) จะได้รับเงินบางส่วนจากการดาวน์โหลดทาง iTunes ขณะที่ทาง Apple นั้นได้ส่วนแบ่งจากค่าบริการรายเดือนของ iPhone แต่ละเครื่องที่เชื่อมต่อกับ Cingular

และนี่เองได้เป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญของเหล่ามาเฟียเครือข่ายมือถือทั้งหลายทั่วโลก โดย Apple ได้เปลี่ยนบทบาทของเหล่าเครือข่ายโทรศัพท์ ให้เป็นเพียงแค่ทางผ่านของโลกโทรศัพท์มือถือยุคใหม่หลังการเกิดขึ้นของ iPhone ให้พวกเขาเป็นเพียงแค่ท่อส่งข้อมูลระหว่างมือถือของลูกค้ากับโลกอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

ทำให้เหล่าเครือข่ายมือถือไม่สามารถที่จะไปชาร์จค่าบริการใด ๆ กับลูกค้าได้อีก เรียกได้ว่า เป็นครั้งแรกที่เหล่ามาเฟียมือถือต้องมาง้อ บริษัทมือถืออย่าง Apple ซึ่งไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนเลยในธุรกิจมือถือ

iPhone ที่มาพร้อมแผนที่ของ Google และ การท่องเว๊บที่แสนง่ายดาย ได้กลายเป็นหายนะของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ที่ตอนแรกได้วางแผนที่จะคิดค่าบริการการเข้าถึงข้อมูลแผนที่ผ่านเครือข่ายมือถือ

ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนธุรกิจของ Nokia ที่ตอนนั้นเพิ่งซื้อ Navteq บริษัทแผนที่ยักษ์ใหญ่มาในราคาสูงถึง 8.1 พันล้านดอลลาร์  โดยหวังจะได้รายรับกลับคืนมาด้วยการขายบริการแผนที่ให้บรรดาค่ายโทรศัพท์มือถือทั่วโลกนั่นเอง

Navteq ที่ Nokia หวังที่จะมาสร้างรายได้กับกับบริษํท
Navteq ที่ Nokia หวังที่จะมาสร้างรายได้กับกับบริษํท

Apple ได้พยายามอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนอุตสาหกรรมมือถือไปแนวทางที่ตัวเองต้องการ เป็นครั้งแรกที่เหล่ามาเฟีย เครือข่ายโทรศัพท์มือถือเริ่มหวาดกลัวกับการเข้ามาของ Apple ซึ่งพวกเขาประเมิน Apple ไว้ต่ำมาก ๆ ในตอนแรก

Apple กลายเป็นราชาแห่งวงการมือถือ ทุกเครือข่ายต้องเข้ามานำเสนอสิ่งที่เย้ายวนใจให้ Apple เพื่อร่วมธุรกิจกัน Apple ทำให้ทุกอย่างนั้นกลับตาลปัตรไปหมด เพราะตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2007 นั้น ไม่มีผู้ผลิตมือถือรายใดกล้ากำหนดเงื่อนไขกับบรรดาค่ายมือถือต่าง ๆ 

Nokia เป็นยักษ์ใหญ่มือถือเจ้าเดียวที่เคยลองทำแบบ Apple มาก่อน แล้วก็ได้บทเรียนครั้งสำคัญจากการนำโทรศัพท์ที่สามารถเล่นเพลงได้เข้าไปสู่ตลาดอเมริกา โดย Nokia ได้เคยพยายามรวมรวมข้อมูลลูกค้าที่เป็นเจ้าของโทรศัพท์เข้ามาในระบบของตัวเอง โดยไม่ผ่านค่ายโทรศัพท์มือถือ

แต่เหล่ามาเฟีย เครือข่ายมือถือ ยื่นคำขาดให้ Nokia หยุดการกระทำนั้นทันที โดย Nokia ต้องยอมทำตามแต่โดยดี เพราะไม่งั้นจะถูกแบนโดยเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของมาเฟียเครือข่ายมือถือเหล่านี้นั่นเอง

จะเห็นได้ว่า หลังการเกิดขึ้นของ iPhone นั้นไม่เพียงแค่ปฏิวัติแค่วงการผู้ผลิตมือถือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่ได้สร้างมือถือที่มีความแตกต่างออกมาเท่านั้น แต่ได้กำจัดเหล่ามาเฟียเครือข่ายมือถือ ที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนานวัตกรรมให้กับวงการมือถือโลกมาอย่างยาวนานได้อย่างราบคาบ

มันได้ทำให้เปลี่ยน ecosystem ใหม่ทั้งหมดของ Supply Chain ของธุรกิจมือถือ ให้ทุกส่วนนั้น ทำงานที่ควรจะทำ ไม่มายุ่งย่ามกับส่วนของธุรกิจอื่น ๆ อย่างที่เหล่าเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเคยทำมาในอดีต และที่สำคัญมันได้ทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์เราเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง หลังจากปลดแอกจากเหล่ามาเฟียเครือข่ายมือถือเหล่านี้ได้สำเร็จนั่นเองครับ

TikTok กับภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดของเจ้าพ่อ Social Network อย่าง Mark Zuckerberg

ในธุรกิจของแพล็ตฟอร์ม Social Network นั้น มีบริการใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย บางรายอยู่รอด บางรายก็ล้มหายตายจาก แต่พี่ใหญ่ที่ดูจะทรงพลัง และ ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก Social Network คงหนีจากใครไปไม่ได้นอกจาก Facebook ของ Mark Zuckerberg นั่นเอง

ต้องบอกว่า Mark Zuckerberg นั้นนำพา Facebook มาไกลเกินกว่าที่จะมีใครจะมาหยุดความร้อนแรงของพวกเขาได้ พวกเขาได้เจอศึกหนักมาหลายๆ ครั้งในการจัดการบริการน้องใหม่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อมาท้าทายโลกแห่ง Social Network ธุรกิจหลักของพวกเขา

บางรายต้องล้มหายตาย จาก แม้กระทั่งขาใหญ่ยุคเริ่มต้นอย่าง myspace ก็ล้มไม่เป็นท่า แทบจะไม่มีจุดยืนในธุรกิจอย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน

แน่นอนว่า มีหลากหลายกลยุทธ์ที่ Mark ใช้จัดการกับภัยคุกคามเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อกิจการไปเสียเลยอย่างเช่น Instragram ที่พวกเขาได้มาในราคาถูกมาก ๆ เพียงแค่ 1 พันล้านเหรียญเท่านั้น แต่ตอนนี้กลายเป็นบริการที่ยอดนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

หรือการเข้ามาของยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่ได้ส่งบริการ Google plus เข้ามาร่วมแจม ซึ่งในช่วงแรกมีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะล้ม Facebook ให้ได้ เพราะกำลังเข้ามากัดกินส่วนแบ่งเค้กเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์จำนวนมหาศาลที่ Google เคยถือครองอยู่เพียงผู้เดียว

ยักษ์ใหญ่อย่าง Google ก็ยังพ่ายแพ้หมดรูปในตลาด Social Network
ยักษ์ใหญ่อย่าง Google ก็ยังพ่ายแพ้หมดรูปในตลาด Social Network

แต่สุดท้าย Google Plus ก็พบจุดจบเดียวกับบริการอื่น ๆ ที่ไม่สามารถต่อกรกับ Facebook ได้ เพราะดูเหมือน Mark Zuckerberg เองจะเข้าใจความเป็น Social แพล็ตฟอร์มมากกว่าคนอื่นใดในโลกนี้

หรือการเข้ามาคุกคามจาก Snapchat เองก็ตาม ที่ดูเหมือนช่วงแรก ๆ จะถือเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว แต่ก็เจอกลยุทธ์เด็ด ในการ copy cat ทำบริการเลียนแบบไปเสียเลยในผลิตภัณฑ์อย่าง instragram ก็ทำให้สถานการณ์ของ Snapchat ดูโซซัดโซเซ อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

เรียกได้ว่า ใครหน้าไหนเข้ามารุกรานในธุรกิจหลักของ Mark Zuckerberg อย่างธุรกิจ Social Network นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปเสียมากกว่า แต่ตอนนี้ ศัตรูตัวฉกาจคนสำคัญกำลังเกิดขึ้น นั่นก็คือ TikTok

ต้องบอกว่ามันคือภัยคุกคามที่อันตรายที่สุด ตั้งแต่การเกิดขึ้นของแพล็ตฟอร์ม Facebook เลยก็ว่าได้ เพราะมันได้กระจายไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง และกลายเป็นประแสไปทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ที่หันมาใช้งาน TikTok กันอย่างบ้าคลั่ง

ยิ่งโดยเฉพาะช่วงเหตุการณ์ COVID-19 นั้นดูเหมือน จะทำให้ TikTok แพร่กระจายอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น กลายเป็นกระแส Mass ขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่วัยรุ่นอีกต่อไป มันได้กลายเป็นแพล็ตฟอร์มที่ คนทุกวัยนั้นหันมาสนใจเป็นอย่างมาก

TikTok จากจีน ที่กลายมาเป็นภัยคุกคามครั้งสำคัญของ Facebook
TikTok จากจีน ที่กลายมาเป็นภัยคุกคามครั้งสำคัญของ Facebook

ซึ่งมันคล้ายกับการเกิดขึ้นของ Facebook ที่เริ่มเดิมที ฮิตเฉพาะหมู่วัยรุ่นมหาลัย ก่อนที่จะโอบล้อมไปยังกลุ่มคนวัยอื่น ๆ จนกลายเป็นอันดับหนึ่งของโลกอย่างที่เราได้เห็นในที่สุด

และดูเหมือนกระสุนเม็ดแรกที่ Mark ยิงเข้าไปเพื่อทำลาย TikTok นั้นมันจะไม่ได้ผล เพราะบริการอย่าง Lasso ที่ตั้งใจทำมาเลียนแบบ TikTok โดยตรง ดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ได้ผล และเตรียมปิดบริการในเร็ว ๆ นี้

ส่วนกระสุนเม็ดที่สอง ที่ Mark กำลังใช้โดยย้อนรอยวิธีการเดิม ๆ ในการกำจัด Snapchat นั่นก็คือ ทำการฝัง Features ไว้ในแพล็ตฟอร์มหลักของตัวเองอย่าง Instragram Reels ซึ่งเราก็ต้องมารอดูกันต่อไปว่า กลยุทธ์นี้จะได้ผลอีกครั้งหรือไม่

แต่แน่นอนว่า ตอนนี้ ศึก Social Wars รอบใหม่ได้บังเกิดขึ้นแล้ว ดูเหมือนจะสนุกกว่าครั้งเก่า ๆ ที่ผ่านมา ที่ได้คู่ต่อสู้ที่น่ากลัวอย่าง TikTok ซึ่งไม่ใช่เป็นของอเมริกา แต่เป็นของประเทศจีน แผ่นดินใหญ่ ซึ่งต้องบอกว่า มันส่งผลต่อเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายทั้งการเมือง สังคม และเรื่องของ Data

ซึ่งหากเหล่าผู้คนไหลเทมาใช้งาน TikTok มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ พลังในการกุม Data ที่มีอิทธิพลของ Facebook ก็เริ่มจะอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ซึ่งเราก็ต้องมาติดตามกันต่อไปครับว่า ศึกครั้งนี้ใครจะเป็นฝ่ายชนะ ด้วยเดิมพันที่มหาศาล แน่นอนว่า ไม่มีใครที่อยากเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างแน่นอนครับ ในศึกครั้งนี้

Neuralink กับการช่วยให้คุณสามารถสตรีมเพลงไปยังสมองของคุณได้โดยตรง

Neuralink อีกหนึ่งบริษัท Startup ของ Elon Musk กำลังทำงานบนอินเทอร์เฟซคอมพิวเตอร์กับสมองที่จะช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถสตรีมเพลงไปยังสมองของพวกเขาได้โดยตรง

Musk ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของทั้ง SpaceX และ Tesla จะมีการเปิดเผยข้อมูลใหม่ครั้งใหญ่เกี่ยวกับ Neuralink ในเดือนหน้า แต่เขาก็ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดบางส่วนทาง Twitter ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

การตอบสนองต่อนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชื่อดังอย่าง Austin Howard ที่กล่าวว่า Musk ยืนยันว่าเทคโนโลยีของ Neuralink จะช่วยให้ผู้คน “ฟังเพลงโดยตรงจากชิปของเรา”

เขายังกล่าวอีกว่า Neuralink “สามารถช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนและใช้มันเพื่อประโยชน์ของมนุษย์เราในด้านอื่น ๆ เช่น เพิ่มความสามารถและการใช้ในการบรรเทาความวิตกกังวล ฯลฯ”

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 Neuralink จัดงานนำเสนอครั้งสำคัญ เพียงแค่ครั้งเดียวเกี่ยวกับการทำงานของเทคโนโลยีของบริษัทใหม่แห่งนี้

Musk กล่าวในงานปี 2019 ว่า บริษัท กำลังทำงานกับอุปกรณ์แบบใหม่ ที่จะทำให้สามารถเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างคอมพิวเตอร์และชิปที่แทรกอยู่ในสมองของเรา

เทคโนโลยีนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยคนที่ทุกข์ทรมานจากโรคสมอง เช่น พาร์กินสัน แต่เป้าหมายสูงสุดของ Neuralink คือการทำให้มนุษย์สามารถแข่งขันกับปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงได้ในอนาคตนั่นเอง เขากล่าว

กระบวนการของการติดตั้งชิปจะคล้ายกับการผ่าตัดด้วยเลเซอร์เลสิก

โดยส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีนี้จะเกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์ศัลยกรรมประสาท ซึ่งเหมาะกับความยืดหยุ่นในการฝังเข้าไปในสมองที่เชื่อมต่อกับชิปคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กมาก ๆ

ชิปใหม่ที่จะ Stream เพลงเข้าสู่สมองได้โดยตรง
ชิปใหม่ที่จะ Stream เพลงเข้าสู่สมองได้โดยตรง

รายงานการวิจัย ที่แสดงรายละเอียดอุปกรณ์ อ้างว่าสาย USB-C เพียงเส้นเดียวจะสามารถ“ สตรีมมิ่งข้อมูลแบบเต็มแบนด์วิดท์” ไปยังสมอง

Neuralink มีการประกาศรับสมัครงาน 11 รายการบนเว็บไซต์ของ บริษัท ซึ่งมีทั้งตำแหน่งวิศวกรเครื่องกล วิศวกรซอฟต์แวร์ วิศวกรด้านหุ่นยนต์ และ “ช่างทางด้านเทคนิค”

ในช่วงสุดสัปดาห์ Musk ได้ทวีตรับสมัครงาน โดยขอให้คนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในอุปกรณ์เหล่านี้เข้ามาร่วมงานกับเขา

“ หากคุณเคยแก้ไขใหญ่ ๆ เกี่ยวกับโทรศัพท์ / อุปกรณ์สวมใส่ (ส่วนของการประมวลผลสัญญาณ การชาร์จ การจัดการพลังงาน ฯลฯ ) โปรดพิจารณาการทำงานที่ [Neuralink]” เขาทวีต

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Musk พูดเป็นนัย ๆ ว่าชิป ของ Neuralink จะสามารถรักษาอาการซึมเศร้าและการติดยาเสพติดได้โดยการ train ส่วนของสมองที่รับผิดชอบต่อความทุกข์เหล่านี้

การทดลองได้ดำเนินการกับสัตว์แล้ว และการทดลองในมนุษย์มีกำหนดเริ่มต้นในปีนี้ แต่รายละเอียดยังไม่ได้เปิดเผยสู่สาธารณะ ซึ่งข้อมูลเพิ่มเติมจะถูกประกาศวันที่ 28 สิงหาคม ที่จะถึงนี้

ถือเป็นโครงการลับที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับ Neuralink ที่ Musk เข้ามาทุ่มเทให้อีกงาน โดยโปรเจคก่อนหน้าทั้ง SpaceX , Tesla หรือ SolarCity นั้น เป็นบริษัทที่ล้วนอยู่ในอุตสาหกรรมที่มี Impact ต่อโลกเราอย่างมหาศาล

ทุกสิ่งที่เขาทำนั้นมีหลายคนเคยปรามาสว่าเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน และไม่มีทางเป็นไปได้ แต่มัสก์ ก็ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าแม้จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ หรือ ยากเย็นเพียงใด เขาก็สามารถทำมันให้เห็นผลเป็นประจักษ์ได้สำเร็จ

เขาจับอุตสาหกรรมอย่างยานอวกาศ และ รถยนต์ ที่อเมริกาเหมือนจะถอดใจไปแล้ว และพลิกโฉมจนมันกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ได้สำเร็จ ซึ่งหัวใจหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้คือทักษะของมัสก์ในฐานะผู้สร้างซอฟต์แวร์และความสามารถในการประยุกต์มันเข้ากับเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และแน่นอนว่า Neuralink จะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เราจะตะลึงกับภาพความฝันนี้ที่ Musk จะทำให้มันกลายเป็นจริงอีกครั้งอย่างแน่นอนนั่นเองครับ

References : https://www.independent.co.uk/life-style/gadgets-and-tech/news/elon-musk-neuralink-brain-computer-chip-music-stream-a9627686.html
https://www.biorxiv.org/content/10.1101/703801v4
https://www.independent.co.uk/life-style/gadgets-and-tech/news/elon-musk-brain-chip-neuralink-depression-addiction-a9612931.html