Ryan Toy Review กับการสร้างรายได้ 22 ล้านเหรียญในวัย 8 ขวบ

ไรอันก็เหมือนเด็กคนอื่น ๆ ในช่วงอายุ 8 ขวบ เขาชอบขี่จักรยาน และเล่นกับรถไฟของเล่นและรถยนต์ของเล่น ซึ่งบางครั้งคลิปที่แม่ของเขาถ่ายและทำการอัพโหลดขึ้นไปบน Youtube กับการแสดงตลก ๆ ของเขานั้น กำลังนำไปสู่ความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ ซึ่งในปี 2018 นั้นไรอันสามารถทำรายได้ 22 ล้านเหรียญได้สำเร็จ ต้องบอกว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากกับเด็กที่มีอายุเพียงแค่ 8 ขวบ

ไรอัน ทำวิดีโอ ‘unboxing’ ในการแกะกล่องของเล่นใหม่ ๆ และสิ่งอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นสำหรับเด็ก โดยในวิดีโอไรอันจะอธิบายสิ่งที่เขาชอบเกี่ยวกับของเล่น ในขณะที่วิ่งไปรอบ ๆ และเพลิดเพลินกับของเล่นที่เขาแกะออกจากกล่อง

โดยเมื่อเขาเล่นเสร็จแล้วของเล่นที่เขานำมาแกะกล่องส่วนใหญ่นั้นจะทำการบริจาคให้กับองค์การกุศลในท้องถิ่น

ไรอันเริ่มต้นอย่างไร?

แม่ของเขากล่าวว่า “ เมื่อก่อนนั้นไรอันดูช่องที่เกี่ยวกับของเล่นมากมาย ซึ่งรายการโปรดของเขาเช่น EvanTubeHD และ Hulyan Maya เพราะพวกเขาเคยทำวิดีโอเกี่ยวกับ Thomas The Tank Engine ในหลาย ๆ วีดีโอ ซึ่ง ไรอัน นั้นเป็นสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ของ Thomas นั่นเอง”

เธอพูดต่อว่า“ วันหนึ่งเขาถามฉันว่า ‘ทำไมฉันถึงไม่ลองให้เขาทำบ้างใน YouTube ในเมื่อเด็กคนอื่น ๆ ก็กำลังทำสิ่งเดียวกัน?  ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะลอง ซึ่งแน่นอนว่าเราสามารถทำแบบนั้นได้ จากนั้นเราพาเขาไปที่ร้านเพื่อซื้อของเล่นชิ้นแรกของเขา ฉันคิดว่ามันเป็นชุดรถไฟเลโก้ – และทุกอย่างมันก็เริ่มต้นจากตรงนั้น”

แม้วีดีโอของ ไรอัน จะออกมาช้ากว่าใคร ๆ ในช่วงแรก ๆ  ในวิดีโอแรก เขาได้ไปที่ร้านหยิบชุดของเล่นรถไฟนำกลับบ้าน นำมันมาแกะกล่อง และเล่นกับมัน และนี่คือวีดีโอแรกของเขา:

และในวิดีโอถัด ๆ ไป ที่เขากำลังเล่นกับของเล่นสองชิ้น มันได้ถูกแพร่กระจายอย่างรวดเร็วโดย วิดีโอยอดนิยมที่สุดของเขาที่อัปโหลดในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2015 ที่ไรอันเล่นกับของเล่นกว่า 100 ชิ้นในคลิปเดียวนั้นมีคนเข้ามารับชมมากถึง 952 ล้านวิว

ทำไมวิดีโอการแกะกล่องของเล่นของเด็ก ๆ จึงได้รับความนิยม?

เด็ก ๆ หลายคนในวันนี้สามารถเข้าถึง Youtube แต่พวกเขาไม่มีเงินที่มากพอในการซื้อของเล่นใหม่ ๆ ได้ มากมาย หรือพวกเขาอาจไม่มีพื้นที่ในบ้านมากพอที่จะมาเก็บของเล่นใหม่ๆ และแน่นอนพวกเขาไม่มีความสามารถในการขับรถไปที่ร้านและซื้อของเล่นด้วยตัวเอง

ดังนั้นเด็กจะถูกจำกัดอย่างมากในการเลือกซื้อของเล่นใหม่ ๆ ซึ่งแน่นอนว่า หากไม่ได้ถูกจำกัดจากเรื่องเหล่านี้พวกเขาจะเลือกซื้อพวกมันมาทั้งหมดอย่างแน่นอน

ดังนั้นผู้ชมที่เป็นเด็ก ๆ ก็จะชอบการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านไรอัน ในวีดีโอของเขา

สำหรับผู้ชมเด็กจะได้สัมผัสถึงความสุขจากการได้รับและเปิดกล่องของเล่นใหม่โดยแทบไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของมัน และเด็ก ๆ จะยิ่งชอบมากขึ้นสำหรับสิ่งของที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่น ของเล่นที่มีราคาแพง หรือ ของเล่นที่มีจำนวนจำกัด ที่หาซื้อทั่วไปได้ยากนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อเหล่าเด็ก ๆ ได้ดูวิดีโอ พวกเขาจะรู้สึกราวกับว่าพวกเขาเป็นเจ้าของมัน โดยได้ประสบการณ์ที่เหมือนจริง ในขณะที่กำลังมองดู ไรอัน เล่นของเล่นเหล่านั้น

ไรอันสร้างรายได้อย่างไร?

YouTube แสดงโฆษณาบนวิดีโอและใน Channel ของ ไรอัน เมื่อโฆษณาเหล่านี้แสดง / หรือมีการคลิกแล้ว ผู้โฆษณาจะจ่ายเงินให้ YouTube ตามจำนวนที่ตกลงไว้ล่วงหน้า

และ YouTube มอบส่วนแบ่งรายได้นี้ให้กับสมาชิกของ partner program หากพวกเขามีผู้ชมมากเพียงพอ โดย ไรอัน มีจำนวนการรับชมกว่า 27.6 พันล้านวิว ในช่องของเขาจนถึงปัจจุบัน

References : https://www.washingtonpost.com/news/morning-mix/wp/2017/12/11/6-year-old-made-11-million-in-one-year-reviewing-toys-on-you-tube/ https://www.forbes.com/sites/michaelmaven/2019/02/21/exposed-22-million-made-by-a-7-year-old-with-1-shocking-big-idea/#417bd69c2ed6 https://www.inc.com/bill-murphy-jr/this-6-year-old-makes-11-million-a-year-on-youtube-heres-what-his-parents-figured-out.html https://www.forbes.com/sites/maddieberg/2018/12/03/how-this-seven-year-old-made-22-million-playing-with-toys-2/#101c81de4459

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Samsung จากร้านขายของชำ สู่ ยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีระดับโลก

Samsung ก่อตั้งขึ้นในปี 1938 โดย Lee Byung-Chull นักธุรกิจท้องถิ่นที่เปิดร้านขายของชำในเมือง Daegu ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นร้านค้าขายก๋วยเตี๋ยว ปลาแห้ง ผลไม้ และผัก รวมถึงผลผลิตอื่น ๆ ในท้องถิ่น และรอบ ๆ เมือง และมีการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน

หลังจากสงครามเกาหลีในช่วงต้นปี 1950 Byung-Chull ได้ขยายธุรกิจการค้าขาย จากธุรกิจของชำ เป็นธุรกิจสิ่งทอ ได้ทำการเปิดโรงงานผลิตขนสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี ในเวลานั้นเกาหลีถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก และ Byung-Chull มีส่วนช่วยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ 

และด้วยนโยบายรัฐบาลเกาหลีใต้ ที่มีการสนับสนุน บริษัทในประเทศขนาดใหญ่ มีการปฏิบัติที่รู้จักกันในชื่อ chaebol โดยรัฐบาลจะช่วยจัดหาเงินทุน และป้องกันพวกเขาจากการแข่งขัน Samsung ถือเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจาก chaebol มาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960 มีหลักประกันสินเชื่อและการสนับสนุนทางธุรกิจอื่น ๆ จากรัฐบาลช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว

จนกระทั่งปี 1969 ที่ Samsung เข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยเปิดแผนกอิเล็กทรอนิกส์ที่มุ่งเน้นขายภายในประเทศ หนึ่งในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นแรกคือโทรทัศน์ขาวดำ ซึ่งมันเป็นครั้งแรกของบริษัท และได้เริ่มมีการส่งออกไปยังปานามาในปี 1971 โดยในช่วงกลางปี 1970, Samsung ได้ทำเครื่องซักผ้าและตู้เย็น เพิ่มขึ้นมา

Samsung ไม่อยากตกขบวนในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอื่น ๆ ในทศวรรษ 1970 ได้ทำการ สร้าง บริษัทย่อยของ Samsung เช่น Samsung Shipbuilding, Samsung Heavy Industries และ Samsung Precision Company และ Samsung ก็เริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี

Samsung ไม่อยากตกขบวนอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอื่น ๆ
Samsung ไม่อยากตกขบวนอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอื่น ๆ

ในปี 1974 Samsung Electronics ได้เข้าซื้อกิจการ Hankook Semiconductor และทำให้ Samsung กลายเป็นผู้นำตลาดในชิปหน่วยความจำในช่วงต้นปี 1990 และยังคงตำแหน่งในฐานะผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของโลกจนถึงทุกวันนี้ แม้แต่ Apple iPhones คู่แข่งของโทรศัพท์ Galaxy ของ Samsung ก็ใช้ชิปหน่วยความจำของ Samsung เช่นเดียวกัน

ปี 1970 เป็นทศวรรษที่สำคัญสำหรับ Samsung โดยเริ่มส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้านออกไปต่างประเทศ และในปี 1978 สามารถผลิตทีวีขาวดำ 4 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นจำนวนการผลิตโทรทัศน์ที่มากที่สุดในโลกในเวลานั้น 

ในปีเดียวกันนั้น Samsung เปิดสำนักงานในต่างประเทศแห่งแรกในสหรัฐอเมริกาและส่งออก เครื่อง VCR ไปยังอเมริกาในปี 1984 และในช่วงเวลานั้น บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น Samsung Electronics Co Ltd และมียอดขายเกิน 1 ล้านล้านวอน ซึ่งเทียบเท่า 3.4 ล้านล้านวอน ณ ปัจจุบัน

ในปี 1987 Byung-Chull กลายเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเกาหลีใต้ และเขาก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอด Lee Kun-Hee ลูกชายของ Byung-Chull เข้ามารับตำแหน่งของพ่อเขา ในปีต่อ ๆ มา Kun-Hee เปลี่ยนโฉมซัมซุงให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างที่เราได้เห็นในทุกวันนี้

เขาเบื่อหน่ายกับชื่อเสีย ๆ ของบริษัทในการทำสินค้าคุณภาพต่ำในปี 1993 Kun-Hee บอกพนักงานของเขาว่า “จงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างยกเว้นภรรยาและลูก ๆ ของคุณ” ต่อมา บริษัท ได้รับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมีการเปลี่ยนโฉมและสร้างนวัตกรรมใหม่ในฐานะผู้เล่นหลักในการผลิตสินค้าทางเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ 

เช่นเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นก่อน ๆ โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกของ Samsung นั้นเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ช่วงเวลาที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของ บริษัท เกิดขึ้นเมื่อ Kun-Hee ไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตโทรศัพท์และสั่งให้พนักงานสร้างกำลังการผลิตโทรศัพท์ให้ได้ 100,000-150,000 เครื่อง

ไม่น่าแปลกใจที่เขากลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเปลี่ยนโฉมใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงซึ่ง Samsung แสดงให้โลกเห็นว่าพวกเขาทำให้โทรศัพท์มือถือดีขึ้นจริง ๆ ในปี 1999 ได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือ MP3 เครื่องแรกของโลก ในขณะที่ Nokia ครองตลาดโทรศัพท์มือถือในช่วงปี 1990 Samsung ยังคงคิดค้นนวัตกรรมสำหรับโทรศัพท์มือถือ ในปี 2002 มือถือรุ่น SGH T100 ของ Samsung เป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่ใช้หน้าจอ LCD และได้กลายเป็นหนึ่งในโทรศัพท์ที่ขายดีที่สุด โดยมียอดขาย 12 ล้านเครื่องทั่วโลก 

Kun-Hee ผู้พลิกโฉม Samsung เข้าสู่ยุค Digital
Kun-Hee ผู้พลิกโฉม Samsung เข้าสู่ยุค Digital

ในขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่ยุคปี 2000 Samsung พัฒนาเทคโนโลยีใหม่สำหรับอุตสาหกรรมโทรทัศน์โดยออกแบบมาเพื่อปรับปรุงประสบการณ์การรับชมของลูกค้า ในปี 2007 Samsung มียอดขายทั่วโลกเกินกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 78.3 พันล้านปอนด์) และในปลายปี 2008 Samsung กลายเป็นผู้ผลิตโทรทัศน์อันดับหนึ่งของโลก

แต่ในปีเดียวกันนั้น (2008) ก็ได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับ Kun-Hee หลังจากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีและการยักยอกเงิน ทำให้ Kun-Hee ต้องลาออกจาก Samsung 

อย่างไรก็ตามความโดดเด่นของ Samsung ในฐานะบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกยังคงดำเนินต่อไป ในปี 2009 ซัมซุงเปิดตัวอุปกรณ์ที่ใช้ระบบ Android เป็นครั้งแรก  สมาร์ทโฟนที่รู้จักกันในชื่อ Samsung Galaxy i7500

สมาร์ทโฟน Android เครื่องแรกของ Samsung ที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์อย่างยอดเยี่ยม ที่สำคัญคือ Galaxy S ซึ่งเปิดตัวเพียง 9 เดือนหลังจาก Galaxy รุ่นแรกออกวางจำหน่าย โดยขายได้มากกว่า 25 ล้านเครื่อง 

Samsung Galaxy กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในวงการมือถือโลกของ Samsung
Samsung Galaxy กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในวงการมือถือโลกของ Samsung

Kun-Hee ได้รับการอภัยโทษจากเรื่องประธานาธิบดี Lee Myung-bak ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ หลังจากได้รับการนิรโทษกรรมเป็นพิเศษ อดีตประธานของ Samsung ก็กลับไปช่วย บริษัท หลังจากต้องรับโทษนาน 2 ปี เขากลับมาหลังจากที่ Samsung สามารถทำยอดขายได้สูงสุดในปี 2009 

Samsung ยังคงทำสิ่งที่ดีที่สุดมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยมีความกระตือรือร้นที่จะแข่งขันกับ iPad ใหม่ของ Apple ในปี 2010 Samsung เปิดตัว Galaxy Tab  “สมาร์ทโฟนขนาดใหญ่” โดยใช้ระบบปฏิบัติการ Android 2.2 โดยไม่มีการเพิ่มคุณสมบัติของแท็บเล็ตเข้าไป ทำให้ Galaxy Tab ออกสตาร์ทได้ไม่ดีเท่าที่ควร 

ในฤดูใบไม้ผลิ 2011 Apple เริ่มฟ้องร้อง Samsung ในคดีละเมิดสิทธิบัตรเกี่ยวกับ การออกแบบสมาร์ทโฟนของ Samsung ภายในเดือนตุลาคมปีนั้น ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทั้งสองต้องฟ้องร้องคดีกันกว่า 19 คดีต่อเนื่องใน 10 ประเทศ

ข้อพิพาททางกฎหมายที่ยืดเยื้อระหว่าง Samsung และ Apple ในที่สุดก็สิ้นสุดลงเสียที ในปี 2012 ศาลสหรัฐตัดสินว่า Samsung ละเมิดลิขสิทธิ์การออกแบบ iPhone ของ Apple และ Apple ได้รับเงิน 548.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (426 ล้านปอนด์) ในอีกสามปีต่อมา 

แม้จะมีการตัดสินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ที่น่าอับอาย แต่ในปี 2013 Samsung ได้รับการขนานนามว่าเป็น บริษัท เทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดของโลกโดยมีรายชื่อติดอันดับ Fortune 500 ซึ่งเป็นการจัดอันดับ บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยวัดจากรายได้ 

ความพ่ายแพ้อีกครั้งของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเกาหลีใต้เกิดขึ้นในปี 2016 บริษัท ได้หยุดการผลิตสมาร์ทโฟน Galaxy Note 7 มือถือระดับไฮเอนด์อย่างถาวร หลังจากมีรายงานว่าโทรศัพท์ติดไฟเนื่องจากความผิดพลาดของแบตเตอรี่ การเรียกคืนครั้งใหญ่นี้ คาดการณ์ว่า Samsung ต้องสูญเสียเงินสูงถึง 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (4 พันล้านปอนด์) และพิสูจน์แล้วว่าสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อชื่อเสียงของบริษัท

Note 7 กับความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ Samsung
Note 7 กับความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ Samsung

ความยากลำบากของ Samsung ยังคงดำเนินต่อไปในปี 2017 เมื่อรองประธานและทายาทของอาณาจักร Samsung ลีแจงยอง ถูกตัดสินว่ามีความผิดในเรื่องการติดสินบน เขาถูกตัดสินจำคุกห้าปีในเดือนสิงหาคมของปีนั้นแม้จะปฏิเสธข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตามหกเดือนต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 โทษของแจยองก็ลดลงครึ่งหนึ่ง และส่วนที่เหลือของคำสั่งจำคุก ได้ถูกศาลยกเลิกไป

หลังจากล้มเหลวจาก Galaxy Note 7, Samsung พยายามที่จะก้าวไปข้างหน้าและเปิดตัวต้นแบบของสมาร์ทโฟนที่สามารถพับเก็บได้เป็นครั้งแรกของโลกในปลายปี 2018 อย่างไรก็ตามเพียงไม่กี่วันก่อนวันที่จะเปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้ บริษัทได้ทำการขอเลื่อนการเปิดตัว เนื่องจากยังมีปัญหากับตัวเครื่องที่ยังไม่สมบูรณ์

แต่แม้จะเต็มไปด้วยข้อพิพาท เรื่องอื้อฉาว และความพ่ายแพ้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Samsung ก็เป็น บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 15 ของโลก โดยมียอดขายถึง 225,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีกำไร 41,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สินทรัพย์และมูลค่าตลาดของ Samsung กว่า 326,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2018

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย สำหรับบริษัท Samsung ที่เดิมนั้นขายปลาตากแห้ง หรือสินค้าของชำ เพียงเท่านั้น ที่ในปัจจุบันสามารถเติบโตกลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีของโลกอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ถือเป็น case study ทางธุรกิจที่น่าสนใจที่สุด case หนึ่งในวงการธุรกิจโลกเลยก็ว่าได้ ในการที่ Samsung ก้าวมาได้ถึง ณ จุดนี้ครับผม

References : https://www.lovemoney.com/Topics/household-money https://www.britannica.com/topic/Samsung-Electronics https://www.lovemoney.com/gallerylist/80663/samsungs-incredible-success-story-from-grocery-store-to-tech-titans

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

 

โฟมจากสาหร่ายกับ Yeezy รุ่นใหม่ของ Kanye West

บนเวทีที่ Fast Company Innovation Festival เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา Kanye West ได้เปิดเผยข้อมูลต้นแบบรองเท้าใหม่จากสายแฟชั่น Yeezy ของเขาและซึ่งมีส่วนประกอบจากสาหร่ายที่จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“ ความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมอของเรากำลังจะแสดงให้โลกเห็นกับสิ่งที่เรากำลังจะทำ” สตีเวน สมิธ หัวหน้านักออกแบบของ Yeezy กล่าวในเวทีดังกล่าว “ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของอนาคตที่ Kanye จินตนาการให้เราเริ่มทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม”

ต้นแบบรองเท้าผ้าใบรุ่นใหม่ที่ผลิตในแอตแลนต้าเป็นการผสมระหว่างเอทิลีนไวนิลอะซิเตทและโฟมที่ผลิตจากสาหร่าย West บอกผู้ชมว่าสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ Yeezy ใน Cody รัฐไวโอมิง จะมีฟาร์มไฮโดรโพนิกซึ่ง บริษัท สามารถเพาะเลี้ยงสาหร่ายได้เอง

ตามทวีตในวันพฤหัสบดีจากบัญชีอย่างเป็นทางการของ Yeezy ใน Twitter แสดงให้เห็นรองเท้ารุ่นใหม่ดังกล่าวคือ Yeezy Foam Runners ซึ่งเป็นรองเท้าสไตล์แรกที่จะเปิดตัวในปี 2020

ยังไม่ชัดเจนว่านักวิ่งที่หลงรักแบรนด์ Yeezy ทุกคนจะต้องใช้รองเท้าจากโฟมที่ทำจากสาหร่ายรุ่นใหม่นี้ โดยรองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะวางจำหน่ายในต้นปี 2020 ในราคา 75 ดอลลาร์ ตามรายละเอียดใน Twitter

ซึ่งรองเท้าต้นแบบที่ West แสดงในวันพฤหัสบดี มีสีกากี แต่เขาบอกว่า บริษัท กำลังมองหาสีย้อมรูปแบบใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แม้ว่าจะคำนึงถึงสี แต่สไตล์ของรองเท้าผ้าใบสไตล์ Croc-esque อาจจะไม่ดึงดูดความสนใจของทุกคน ถึงแม้เขาจะเน้นการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในแฟชั่นรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวก็ตาม

ต้องบอกว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นปล่อยคาร์บอนนับล้านตันสู่ชั้นบรรยากาศในทุก ๆ ปี ในขณะที่สารเคมีและสีย้อมจำนวนมากที่ใช้ในระหว่างการผลิตทำให้เกิดมลพิษทางน้ำไปทั่วโลก

ด้วยการเปลี่ยนไปใช้วัสดุและกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมแฟชั่น สามารถหยุดยั้งอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังทำร้ายโลกเราอย่างรุนแรงในปัจจุบัน

References : https://www.fastcompany.com/90428095/kanye-just-unveiled-a-new-foam-sneaker-made-from-algae

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Zippo แบรนด์ไฟแช็คที่เป็นมากกว่าแค่ไฟแช็ค

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับแบรนด์ Zippo บริษัท ที่สร้างขึ้นในสหรัฐอเมริกาที่เป็นแบรนด์ที่มีคนรู้จักมากที่สุดแบรนด์หนึ่ง ซึ่งจากสถิติพบว่า 98 จาก 100 คนของชาวอเมริกา จะรู้จักแบรนด์ Zippo โดยอัตโนมัติ ซึ่งในแง่ของการรับรู้แบรนด์นั้น ถือเป็นสถิติที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตามความสำเร็จในระดับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ข้ามคืน เป็นเวลา 85 ปีแล้วที่ผู้ก่อตั้ง George G. Blaisdell เริ่มก่อตั้ง บริษัท และต้องขอบคุณความมุ่งมั่นในระดับคุณภาพของเขา และการทำงานอย่างหนัก ที่ทำให้ Zippo สามารถมีชื่อเสียงทั่วโลกได้ ด้วย ไฟแช็ค windproof (กันลม) ที่ออกแบบและสร้างขึ้นในสหรัฐอเมริกา

ทุกอย่างเริ่มต้นที่แบรดฟอร์ดคันทรีคลับ ในเมืองแบรดฟอร์ด รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตและพิพิธภัณฑ์ Zippo เมื่อ Blaisdell กำลังเฝ้าดูเพื่อนคนหนึ่งของเขากำลังจุดบุหรี่ด้วยไฟแช็ค และในขณะที่การจุดไฟแช็คแบบเดิม ๆ นั้น มันต้องใช้สองมือคอยป้องไว้เพื่อไม่ให้ลมพัดเข้ามาทำให้ไฟดับ

เมื่อ Blaisdell เห็นปัญหาดังกล่าว จึงคิดไอเดียเพื่อเตรียมการออกแบบที่จะแก้ปัญหาที่ยุ่งยากนี้ ให้เป็นสิ่งที่ใช้งานง่ายขึ้น ต้นแบบของเขาจึงยังทำการออกแบบปล่องไฟ เพื่อปกป้องเปลวไฟในสภาพที่ไม่เหมาะ เช่นในสถานที่ที่ลมแรง ทำให้ไฟแช็กสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งสิ่งนี้นี่เองที่นำไปสู่ไฟแช็ค Zippo ตัวแรกที่ผลิตในปี 1933

 George G. Blaisdell ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Zippo
George G. Blaisdell ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Zippo

ซึ่งจากจุดเริ่มต้น Blaisdell ก็กล้าที่จะรับประกันการใช้งานแบบไม่มีเงื่อนไขสำหรับ Zippo ทุกรุ่น ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวแรกนั้นเข้าสู่ตลาดในราคาขายปลีกที่ 1.95 ดอลลาร์ เท่านั้น และในช่วง 85 ปีที่ผ่านมาไม่มีลูกค้ารายใดที่ต้องใช้เงินเพื่อซ่อมแซมสินค้าของ Zippo เลยแม้แต่ครั้งเดียว

เช่นเดียวกับชาวอเมริกันส่วนใหญ่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งต้องบอกว่าสงครามโลกครั้งที่สองมีผลต่อ Zippo เป็นอย่างมาก ในฐานะผู้รักชาติตัวยง Blaisdell ได้ทุ่มเทการผลิตทั้งหมดให้กับกองทัพสหรัฐฯ การผลิตที่ทำให้ไฟแช็คมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะต้องยอมรับว่าบุหรี่ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างนึงในภาวะสงคราม เนื่องด้วยความเครียดของเหล่าทหารที่ต้องใช้บุหรี่และไฟแช็คเป็นที่พึ่งอยู่เสมอ

และเมื่ออเมริกาเข้าสู่สงคราม ความคิดริเริ่มนี้ที่ต่อมาได้สร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่าบางอย่างสำหรับ Zippo กล่าวคือ การสร้างไฟแช็คแบบกล่องเหล็กสำหรับเหล่าทหารที่อยู่ในแนวหน้า ชาวอเมริกันหลายล้านคนถือไฟแช็คเหล่านี้เข้าสู่การต่อสู้ในช่วงหลายปีของสงครามโลก ทำให้ Zippo กลายเป็นแบรนด์ที่รู้จักในระดับโลกในที่สุด

ผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ zippo กลายเป็นแบรนด์ที่รู้จักในระดับโลก
ผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ zippo กลายเป็นแบรนด์ที่รู้จักในระดับโลก

หลังสงครามถึงเวลาแล้วที่ Blaisdell จะขยายกิจการของเขาในช่วงหลังสงครามอันสงบสุขและเศรษฐกิจของอเมริกาที่ดีขึ้นในช่วงเวลานั้น ในปี 1947 เขาได้เริ่มสร้างโรงงานผลิตที่แยกต่างหากที่ก่อตั้งขึ้นที่ Niagara Falls รัฐออนแทรีโอ นอกจากนี้เขาได้ทำการสลักที่ก้นของไฟแช็ค Zippo ทุกชิ้น โดยทุก ๆ ชิ้นจะได้รับรหัสวันที่ประทับซึ่งบ่งบอกถึงเดือนและปีที่ผลิตไฟแช็กแต่ละชิ้นซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับนักสะสมที่ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงทุกวันนี้

ต่อมาในปี 1956 Zippo ได้เปิดตัวไฟแช็ก windproof แบบใหม่ ที่มุ่งไปที่ตลาดผู้หญิงและเพื่อที่ผลักดันให้แบรนด์ของพวกเขาออกมาจากภาพลักษณ์ของสงครามที่โหดร้าย ที่อยู่ในหัวใจของพลเมืองอเมริกันทั้งหมด มาอย่างยาวนาน

Zippo ได้เริ่มสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ดูเข้ากับแบรนด์ ไล่ตั้งแต่ เครื่องมือวัดเทปในกระเป๋าเหล็กที่พับเก็บได้ในปี 1962 ต่อมาก็ได้เพิ่มพวงกุญแจมีดพกและไฟฉายพกพา ZipLight ที่กลายเป็นสินค้ายอดฮิตติดลมบนของชาวอเมริกา

ซึ่งการเติบโตและความสำเร็จของพวกเขายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคของ Blaisdell ในปี 1978 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลูกสาวสองคนของเขา Harriett B. Wick และ Sarah B. Dorn ต้องสืบทอดธุรกิจต่อใน ยุค 70 และ 80 กิจการของ Zippo ก็ยังขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง

วัฒนธรรมใหม่ ๆ ยังช่วยเพิ่มชื่อเสียงของแบรนด์ผ่านสื่อใหญ่ ๆ อย่างภาพยนต์ ทีวี และสื่อรูปแบบอื่น ๆ อีกมากมาย ไฟแช็ค Zippo นั้นได้ถูกนำเสนอในภาพยนตร์กว่า 2,000 เรื่อง รวมถึงรายการทีวีอีกมากมาย  เหล่านี้รวมถึงซีรียส์ หรือ หนังยอดฮิตอย่าง I Love Lucy และ The X-Men  ที่ทำให้ Zippo กลายเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อสะท้อนบุคลิกของตัวละครได้อย่างดีเยี่ยม

วันนี้ฐานแฟนคลับของไฟแช็ค Zippo มีอยู่อย่างกว้างขวาง ปัจจุบันมีการคาดการณ์ว่ามีนักสะสม Zippo ประมาณ 4 ล้านคนทั่วโลก มีวิดีโอที่เกี่ยวกับ Zippo 34,000 รายการบน YouTube ผู้ติดตามโซเชียลมีเดียมากกว่าสองล้านคน และผู้ใช้แอปพลิเคชัน Zippo บน iPhone มากกว่า 18 ล้านคน 

ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ / ร้านค้า บนพื้นที่กว่า 15,000 ตารางฟุต ตั้งอยู่บนถนนไม่ห่างจากโรงงานผลิตดั้งเดิมของ Zippo ซึ่งมีผู้เยี่ยมชมหลายพันคนจากทั่วโลกในทุก ๆ ปี และ ในปี 2012 แบรนด์ได้เฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ด้วยการผลิตไฟแช็คครบ 500 ล้านชิ้น ของพวกเขาอย่างยิ่งใหญ่

พิพิธภัณฑ์ของ Zippo ที่เมืองแบรดฟอร์ด
พิพิธภัณฑ์ของ Zippo ที่เมืองแบรดฟอร์ด

ต้องบอกว่า Zippo เป็นแบรนด์อเมริกันที่เป็นอันหนึ่งในใจของทุกคนจริง ๆ ซึ่งมาจากคุณภาพการผลิตที่มีมาตรฐาน โดยไฟแช็คใน ๆ ทุกชิ้นก็ยังคงได้รับการตรวจสอบคุณภาพก่อนออกจากโรงงานผลิต ด้วยมาตรฐานสูง มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของบริษัท

และสิ่งสำคัญอีกอย่างนึงของเหล่าพนักงานของ Zippo ก็คือ พวกเขานั้นอยู่กันแบบบรรยากาศในครอบครัว เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่มีพนักงานหลายช่วงอายุ ซึ่งเหล่าพนักงานที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นพนักงานที่มีความสามารถในการผลิตทดสอบและซ่อมไฟแช็คในอันดับต้น ๆ ของอเมริกา 

ณ ปัจจุบัน Zippo ยังไม่แสดงสัญญาณของการชะลอตัวลงของการเติบโตของพวกเขาเลย มีการผลิตสินค้ามากกว่า 12 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งจากเรื่องราวทั้งหมดนี้ ก็ยืนยันได้ว่ารูปแบบและการวางรากฐานดั้งเดิมของ Blaisdell ผู้ก่อตั้ง ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนนั้น ยังคงมีความมั่นคง และคงคุณภาพแบบแนวคิดตั้งต้นของ Blaisdell ที่ได้สร้างไฟแช็คที่มาตรฐานสูง ไม่เปลี่ยนแปลง มาจวบจนถึงปัจจุบันอย่างที่เราได้เห็นนั่นเองครับ

References : https://www.z-republic.com/history-great-brand-zippo-lighter/ https://hiconsumption.com/the-complete-history-of-the-zippo-lighter/ https://en.wikipedia.org/wiki/Zippo https://www.zippo.com/pages/then-now

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Youtube Premium กับก้าวสำคัญของ Google ในตลาด Streaming

ต้องบอกว่าเป็นการก้าวเข้าสู่ตลาด Streaming ที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่ได้ทำการเปิดตัว Youtube Premium ที่เป็นบริการแบบ Subscription ที่จะไม่มีโฆษณามากวนใจผู้ใช้งานอีกต่อไป

ซึ่งแน่นอนว่าผู้ใช้งานหลายคนทั่วโลก ก็กำลังรอคอย Features นี้กันอยู่ และเป็นการก้าวเข้าสู่ตลาด Streaming แบบ Subscription อย่างเต็มตัวของ Google หลังจากที่ปล่อยให้ยักษ์ใหญ่หลาย ๆ ราย เข้าไปกอบโกยมาก่อนหน้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Apple , Spotify หรือแม้กระทั่ง Netflix เองก็ตาม

แต่ด้วยฐาน Content ที่มหาศาลของ Youtube เอง ซึ่งมีทั้ง VDO และ Music เป็นฐานเดิมที่มีอยู่มหาศาลอยู่แล้วนั้น ต้องบอกว่าการเข้ามาของ Google ครั้งนี้ จะทำให้ตลาดกลับมาเดือดอีกครั้ง

การเปิดตัวราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง ด้วยค่าบริการรายเดือนเพียงแค่ 179 บาท/เดือน หรือ 239 บาท/เดือน สำหรับ Family Package นั้นต้องบอกว่า เป็นการทำราคามาอย่างดีมาก ๆ ซึ่ง เมื่อดูจาก Family Package ที่สามารถใช้งานได้ถึง 6 คน ตกเฉลี่ยคนละ 39.8 บาทเพียงเท่านั้น ถือเป็นตัวเลขค่าบริการที่น่าสนใจและน่าดึงดูดใจมาก ๆ สำหรับสมาชิกชาวไทย

ซึ่งเท่าที่ผมได้ทดลองใช้งาน นั้นถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อได้ทั้งบริการ Vdo Streaming จาก Youtube เอง ที่สามารถเล่น VDO ใน youtbe โดยไม่ต้องมีโฆษณาคั่น ซึ่งผมก็ค่อนข้างรำคาญมานานแล้วหลังจากถูกรุกหนักจากโฆษณาที่เข้ามาแบบไม่หยุดหย่อนในช่วงหลัง

และที่สำคัญ Youtube Premium เองยังเพิ่มในส่วนของ Original Content ที่เป็นแบบ VDO ทั้ง Series , สารคดี หนัง การ์ตูน เข้ามาอีกมากมายให้ได้เลือกชมกันนั้น ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก ๆ กับเงินที่เสียไปเพียงเท่านี้ แถมยังสามารถที่จะให้ run แบบ background เหมือนโปรแกรม Music Streaming อื่น ๆ ได้เสียที ไม่ต้องเปิดหน้าจอค้างไว้อีกต่อไป

เพิ่ม Original Content เข้าไป เพื่อดึงดูด ให้มาใช้งาน
เพิ่ม Original Content เข้าไป เพื่อดึงดูด ให้มาใช้งาน

และส่วนของ Youtube Music ที่เป็น App แยกออกมานั้น เรียกได้ว่า สู้กับ Music Streaming เจ้าอื่น ๆ ได้อย่างสบาย ไม่ว่าจะเป็น Apple Music หรือ Spotify เองก็ตาม เพราะสิ่งสำคัญคือฐาน Content เดิมที่ Youtube มีอยู่จำนวนมหาศาลอยู่แล้วนั่นเอง

ถ้าถามว่าศึกครั้งนี้ใครเหนื่อยสุด ก็ต้องมองไปที่ Spotify ได้เลย เพราะมีแค่บริการ Music Streaming ที่มีจุดเด่นด้าน Playlist ที่ใช้ AI มาช่วยเหลือสร้าง Playlist ที่น่าสนใจได้มากมาย

แต่ ๆ ๆ ๆ ถามว่าความเทพของวิศวกร ของ Spotify กับ Google นั้นต้องบอกว่า Google มีขุมกำลังระดับอัจฉริยะ ที่มีจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะด้าน AI ซึ่งไม่ต้องห่วงเลยว่า Google จะทำอย่างที่ Spotify ทำไม่ได้

เพราะเท่าที่ลองได้ทดสอบนั้น ระบบ AI ในการจัดการ Playlist ของ Youtube Music แทบจะไม่ได้ต่างจากที่ Spotify ทำได้เลย แถมยังจะเทพกว่าด้วยซ้ำ หากใช้ไปนาน ๆ และ Google มีข้อมูลมากพอที่จะมา Analyze ซึ่งความสามารถของทีมงาน Google ผมมองว่ากินขาด ถ้าเทียบกับ Spotify

Youtube Music ที่ออกมาชน Spotify โดยเฉพาะ
Youtube Music ที่ออกมาชน Spotify โดยเฉพาะ

ส่วน Apple Music นั้นก็คงจะไม่ได้ effect อะไรมากมาย เพราะเหมือนเป็นบริการที่แถมให้กับผู้ใช้งานอุปกรณ์ของ Apple เสียมากกว่า Apple ก็คงจะไม่ได้หวังอะไรกับ บริการ Streaming ของพวกเขามากนัก เพราะกำไรหลักของพวกเค้าอยู่ที่ hardware มากกว่า

ซึ่งแน่นอน เราอาจจะเห็นความเป็นไปได้ว่า Spotify นั้น น่าจะได้รับผลกระทบหนักจากการเปิดตัวของ youtube premium ครั้งนี้ แถม Spotify ยังสร้างเรื่องจุกจิก อย่างใน Family Plan ที่ต้องมาเช็ค location ว่าต้องอยู่ที่เดียวกันให้วุ่นวายเสียอีก ซึ่งแน่นอนว่า ฐานผู้ใช้งานส่วนนี้ก็มีโอกาสที่จะย้ายไป Youtube Premium ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งที่ลองทดสอบดูแล้วว่า ทั้งสองบริการนั้นไม่ได้ต่างกันเลยในด้าน Music Streaming แต่ Youtube แถมส่วนของบริการ VDO ให้อีก ถือว่าคุ้มค่ากว่า Spotify มาก

ต้องมาดูกันต่อไปว่า Spotify จะปรับเกมมาสู้อย่างไร ในศึก Streaming ครั้งนี้ แต่ที่แน่ ๆ สังเวียนการแข่งขันในศึก Streaming จะกลับมาเดือดอีกอย่างแน่นอนหลังจากการเข้ามาของ Google ผ่าน Youtube Premium ในครั้งนี้นั่นเองครับ

*** ตอนนี้มีบริการใช้ Free 1 เดือน ไปทดสอบกันได้ครับผมที่ https://www.youtube.com/premium ***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol