เหตุใด Visa และ Mastercard จึงยังไม่ประสบชะตากรรมเดียวกันกับ Kodak

อีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจมาก ๆ ว่าเหตุใดพวกเขายังครองความยิ่งใหญ่ ในยุคที่ธุรกิจด้านฟินเทคเกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ซึ่งมาถึงตอนนี้ ในโลกของเรามีบริษัทยูนิคอร์นฟินเทคถึง 332 แห่ง

สิ่งที่โดดเด่นพอๆ กันคือการครอบงำของอาณาจักรเทคโนโลยีทางการเงินของบริษัทมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่จัดการกับการชำระเงินไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดย 8 ใน 10 อันดับแรก ได้แก่ PayPal, Ant, Stripe, Shopify, Adyen, Block (เดิมคือ Square), Checkout.com และ Afterpay

แรงขับเคลื่อนสำคัญของความเฟื่องฟูที่เกิดขึ้นกับแวดวงฟินเทคทั่วโลกคือการลดลงอย่างต่อเนื่องของการใช้เงินสดในประเทศเศรษฐกิจหลักทั้งหมดของโลก และการเร่งความเร็วของการชำระเงินแบบดิจิทัลไปพร้อม ๆ กัน

จากข้อมูลของ Merchant Machine ประเทศที่มีเศรษฐกิจดิจิทัลมากที่สุด ได้แก่ สวีเดน สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก ซึ่งพวกเขาดำเนินการชำระเงินด้วยเงินสดในสัดส่วนเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

ซึ่งก็ไม่ใช่เพียงแค่บริษัทด้านฟินเทคเท่านั้น เหล่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และธนาคารดั้งเดิมต่างก็มีระบบการชำระเงินด้วยรูปแบบบริการใหม่ ๆ

แต่มีเรื่องแปลกที่เห็นได้ชัดอย่างนึงในธุรกิจนี้ที่ดูเหมือนว่ายักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดมานานอย่าง Visa และ Mastercard ดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านกับนวัตกรรมด้านฟินเทคใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด

ไม่เหมือนกับที่ Kodak โดนกำจัดอย่างราบคาบโดยผู้ผลิตกล้องดิจิทัลหรือการล่มสลายของ Blockbuster เมื่อการสตรีมภาพยนตร์เข้ามาแทนที่การเช่าวิดีโอ เพราะตอนนี้สถานการณ์ทางด้านธุรกิจของทั้ง Visa และ Mastercard กำลังเฟื่องฟู

เมื่อเดือนที่แล้ว Visa รายงาน รายได้สุทธิต่อปีที่ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบเป็นรายปี ทั้ง Visa และ Mastercard มีราคาหุ้นที่ใกล้ถึงจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์

โดยพวกเขามีมูลค่าตลาดรวมกันที่ 765 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงในปีที่ผ่านมา แม้ว่าตลาดในวงกว้างจะลดลงอย่างรวดเร็วก็ตาม ซึ่งทำให้เหล่าผู้ท้าชิงทั้งเล็กและใหญ่รู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ มากยิ่งขึ้น

เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะแม้แต่ฟินเทคที่ฉลาดที่สุดก็ไม่ได้รบกวนตลาด ซึ่งโดยพื้นฐานพวกเขาเพียงเข้ามาสู่สถาปัตยกรรมการชำระเงินที่มีอยู่แล้วเพียงเท่านั้น

ถึงแม้ว่าเหล่าฟินเทคยอดอัจฉริยะอาจทำให้ชีวิตผู้บริโภคหรือผู้ค้าง่ายขึ้นด้วยการประมวลผลที่เร็วขึ้นหรืออินเทอร์เฟซ ณ จุดขายที่ไหลลื่น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้กระทบกับธุรกิจของ Visa และ Mastercard เลยแม้แต่น้อย

ทั้ง Visa และ Mastercard เพียงแค่อำนวยความสะดวกให้กับเหล่าบริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคทั้งหลาย เนื่องจากพวกเขาเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านผู้ค้า (เฉลี่ย 2 เปอร์เซ็นต์ในสหรัฐอเมริกา) ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเงินกินนิ่มสำหรับพวกเขาอยู่แล้ว

แล้วคำถามใหญ่ก็คือ ท่ามกลางความคลั่งไคล้ของนวัตกรรมฟินเทค มันมีโอกาสที่จะมา disrupt ธุรกิจของ Visa หรือ Mastercard ได้หรือไม่? ซึ่งมีห้าเหตุผลที่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้

ประการแรก Twitter ตอนนี้อาจดูเหมือนกับว่า Elon Musk กำลังทำลายธุรกิจที่เขาเพิ่งซื้อมาด้วยมูลค่า 44 พันล้านเหรียญ แต่หากไล่มาตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงจรวด Musk คือจอมยุทธ์ผู้ทำลายล้างธุรกิจดั้งเดิมตัวจริง ในฐานะหนึ่งในผู้ก่อตั้ง PayPal เขาพยายามที่จะเขย่าโลกของการชำระเงินมาเป็นเวลานานแล้ว และเมื่อเร็ว ๆ นี้มีแผนที่จะเปลี่ยน Twitter ให้เป็นเครื่องมือการชำระเงิน

ประการที่สอง cryptocurrencies แนวคิดของการใช้เหรียญ crypto เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระเงินกระแสหลักอาจฟังดูไร้สาระ เนื่องจากความโกลาหลในภาคส่วนนี้เกิดขึ้นเป็นโดมิโนหลังจากการล่มสลายของ FTX

แต่บริการหลักบางอย่างใช้ crypto อยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น Ripple ซึ่งใช้เหรียญและโครงสร้างบล็อกเชนในการประมวลผลการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีความรวดเร็ว ราคาถูก สำหรับลูกค้าธนาคารพวกเขาเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในอนาคต

ประการที่สาม Alipay จีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ Visa และ Mastercard เอาชนะไม่ได้ และ UnionPay เครือข่ายบัตรเครดิตของรัฐเองก็พัฒนาน้อยมาก

นั่นทำให้ภาคเอกชน fintech ไม่ว่าจะเป็น Alipay รวมถึงคู่แข่งอย่าง WeChat มีโอกาสพัฒนาช่องทางการชำระเงินดิจิทัลของตัวเอง แต่ด้วยความตึงเครียดในระดับสูงของจีนในระดับสากล ความทะเยอทะยานของ Alipay ที่จะขยายไปยังต่างประเทศนั้นก็ยังไม่มีความชัดเจนนัก

ประการที่สี่ Apple ในบรรดาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั้งหมด Apple ดูเหมือนจะทะเยอทะยานที่สุดในด้านการชำระเงิน นอกจาก Apple Pay แล้ว ยังมีบัตรเครดิตร่วมกับ Goldman Sachs และบริการ Buy Now Pay Later แม้ทาง Apple จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการในอนาคต แต่บางคนเชื่อว่าพวกเขาอาจต้องการบริการที่เลียนแบบ Alipay เช่นเดียวกัน

ล่าสุด JPMorgan ธนาคารขนาดใหญ่ที่ไม่เคยดูเหมือนจะเป็นผู้ที่จะมา disrupt ยักษ์ใหญ่ทางด้านบัตรเครดิต พวกเขาทำเงินหลายพันล้านดอลลาร์ทุกปีจากค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยน

แต่ JPMorgan ได้จุดประกายไอเดียบางอย่างด้วยการดำเนินการตามแผนเพื่อพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกแบบชำระเงินผ่านธนาคารของคู่แข่งซึ่งช่วยให้สามารถโอนเงินผ่านธนาคารได้ง่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะอำนวยความสะดวกในการชำระเงินในโลกของ metaverse ได้ในอนาคต

แม้ตอนนี้ดูเหมือนทั้ง Visa และ Mastercard จะยังดูแข็งแกร่งมาก ๆ ยากที่ใครจะมาล้มพวกเขาได้เหมือนอย่างที่ Kodak เคยล่มสลาย แต่ในอนาคตมันก็ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน หากมีการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของโลกของการชำระเงินอีกครั้งนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/562559e2-1f17-47f7-92e6-57766c9900b0
https://merchantmachine.co.uk/the-countries-most-reliant-on-cash-in-2022/
https://www.ft.com/content/f6d8d454-2413-4f2b-945d-825d0a68730b
https://fintechlabs.com/115-fintech-unicorns-of-the-21st-century-changes-to-the-list-october-2020/

War For Talent กับบทเรียนของการปลดพนักงานด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ทั่วโลก

ในยุคอดีตบรรดาเด็กจบใหม่ยอดอัจฉริยะต่างคิดว่าพวกเขามีทางเลือกอาชีพมากมายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นงานสุด hot ในวาณิชธนกิจชื่อดังหรือสำนักงานกฎหมายระดับแนวหน้า 

แต่หลังจากนั้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ก็เข้ามากลืนกินดึงเอาเหล่าพนักงาน talent สูงๆ ไปแทบจะหมด 

เพราะมันได้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นนั่นก็คือเหล่าพนักงานยอดอัจฉริยะในแวดวงเทคโนโลยี สามารถที่จะสนุกสนานและร่ำรวยในเวลาเดียวกันได้ ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของโลกแห่งการทำงานรูปแบบใหม่ที่มีลำดับชั้นน้อยลง

วัฒนธรรมรูปแบบใหม่ซึ่งทุกคนสวมกางเกงยีนส์และเสื้อยืด และสิ่งที่สำคัญที่สุด เงินเดือนที่โครตสูงแถมยังมีตัวเลือกหุ้นมากมาย และหากโชคดี นายจ้างก็จะดูแลส่วนที่น่าเบื่อของชีวิตด้วย เช่น ช่วยดูแลเรื่องการซักผ้าหรืออาหารการกินให้

ในปีนี้บริษัทเทคโนโลยีติดอันดับ 5 ใน 10 อันดับแรก สถานที่ที่น่าทำงานมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาตามรีวิวของพนักงานในเว็บไซต์ Glassdoor

แต่มันก็มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเหล่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แห่กันเลิกจ้างพนักงานแบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน 

Meta ได้เลิกจ้างพนักงาน 11,000 คนหรือ 13 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานทั้งหมด Elon Musk เจ้าของใหม่ของ Twitter ได้ลดจำนวนพนักงานลงครึ่งหนึ่ง Amazon มีแผนปลดพนักงานประมาณ 10,000 ตำแหน่ง ขณะที่ Stripe ซึ่งเป็นบริษัทชำระเงินเอกชน ได้ลดพนักงานลง 14 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่โหดร้ายสำหรับพนักงานส่วนใหญ่  

บริษัทเทคโนโลยีเดิมพันกับความต่อเนื่องของสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคที่ผิดเพี้ยนจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดลง 

ผู้บริโภคไม่ได้ถูกจำกัดให้อยู่แต่ในบ้านอีกต่อไป มีเพียงแค่ธุรกิจอย่างอีคอมเมิร์ซเท่านั้นที่คนยังพร้อมที่จะใช้จ่ายเงิน อัตราดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ที่จุดต่ำสุดอีกต่อไป ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้ 

Meta ยังคงมีพนักงานมากกว่าปีที่แล้ว แต่การปลดพนักงานจำนวนมากมีบทเรียนสองสามข้ออย่างแรกคือ ไม่ว่าทุกคนจะใส่ยีนส์หรือไม่ก็ตาม บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งก็มีระบอบที่มีความเป็นเผด็จการสูง 

เป็นเรื่องที่น่าทึ่งที่ได้เห็นผู้บริหารระดับสูงรู้สึกรับผิดชอบต่อการปลดพนักงาน แต่มันก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าพวกเขามีพลังมากแค่ไหนตัวอย่างเช่น ที่ Meta นักลงทุนรู้สึกผิดหวัง มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ Mark Zuckerberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจมอยู่ในโลกของ “metaverse” 

แต่ด้วยโครงสร้างการถือหุ้นของ Meta ช่วยให้เขาซึ่งถือหุ้นร้อยละ 13 สามารถควบคุมคะแนนเสียงได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง มันแทบจะเป็นระบอบเผด็จการในโลกทุนนิยมดี ๆ นี่เอง

Zuckerberg เขียนไว้ในบันทึกที่ถูกส่งให้กับเหล่าพนักงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “ผมผิดเอง ผมจะรับผิดชอบเอง”

และต้องบอกว่าความเร็วของการเลิกจ้างโดยบริษัทระดับโลกเหล่านี้ยังขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายการจ้างงานในสหราชอาณาจักรและยุโรป

“ในหลายประเทศทั่วยุโรป คุณต้องเตือนหน่วยงานภาครัฐ สภาแรงงาน หรือสหภาพแรงงาน แม้ว่าบริษัทจะไม่ได้เป็นสหภาพ คุณต้องมีแผนที่จะลดผลกระทบทางสังคมจากการตัดสินใจทางด้านธุรกิจของคุณ” Valerio De Stefano ศาสตราจารย์แห่งโรงเรียนกฎหมาย Osgoode Hall ในโตรอนโต กล่าว  

แนวคิดของกฎหมายเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทต่างๆ ทำการปลดพนักงาน แต่เพื่อให้แน่ใจว่าเกิดขึ้นอย่างยุติธรรมและมีการตักเตือนอย่างเหมาะสม 

“ตอนนี้มันเกิดขึ้นโดยไม่มีการควบคุมหรือการปรึกษาหารือ มีเพียงใครบางคนที่พูดว่า: ‘ขอโทษ มันเป็นความผิดของผม ผมจะปลดคุณออก’”

สำหรับพนักงานประสบการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำข้อเท็จจริงที่ว่าระบอบเผด็จการที่ Meta ได้แสดงให้เห็นพลังบางอย่างแล้ว ซึ่งสถานการณ์ในตอนนี้แม้แต่คนที่ยังคงทำงานอยู่ก็พบว่าสวัสดิการบางอย่างของพวกเขาก็ได้เปลี่ยนไป 

ที่ Twitter Musk ได้ประกาศให้ทุกคน ทำงานอย่างน้อย 40 ชั่วโมงในสำนักงาน และสร้างความผิดหวังให้กับคนที่วางแผนจะทำงานจากระยะไกล เพราะ Musk ต้องการให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิสเหมือนเดิม

สหภาพแรงงานหวังว่าการปลดพนักงานครั้งใหญ่นี้จะช่วยให้พวกเขาโต้แย้งว่าสหภาพแรงงานไม่ได้เป็นเพียงการพยายามปรับปรุงสภาพการทำงานที่ไม่ดีเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการมีปากมีเสียงที่แท้จริงอีกด้วย 

Mike Clancy เลขาธิการทั่วไปของ UK union Prospect กล่าวว่าสหภาพมีสมาชิกบางส่วนที่ Twitter และหวังว่าจะมีการรับสมัครเพิ่มเติมในภาคส่วนของบริษัทด้านเทคโนโลยี 

อีกบทเรียนหนึ่งจากการปลดพนักงานครั้งใหญ่ในธุรกิจเทคโนโลยีครั้งนี้ก็คืออย่าหลงไปกับคำพูดที่ว่า “สงครามแย่งชิงผู้มีความสามารถ” ซึ่งแพร่หลายในภาคเทคโนโลยีจนกระทั่งเกิดการเลิกจ้างครั้งใหญ่ในครั้งนี้ 

ซึ่งก็ต้องบอกว่าคนเก่งนั้นมีอยู่ทุกวงการ สิ่งสำคัญในการจ่ายเงินคืออุปสงค์และอุปทานของอุตสาหกรรมนั้น ๆ

คนงานที่ได้รับค่าจ้างต่ำ ๆ ในสหรัฐฯ ก็ได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นในปีนี้เช่นเดียวกันแต่ไม่มีใครเรียกสิ่งนั้นว่า “สงครามแย่งชิงความสามารถ”; พวกเขากลับเรียกมันว่า “การขาดแคลนแรงงาน”

ซึ่งในตอนนี้แม้บริษัทด้านเทคโนโลยีอาจเสนอสิทธิพิเศษที่น่าทึ่ง แต่ก็ต้องบอกว่าผู้คนไม่ต้องการงานในฝันมากเท่ากับที่พวกเขาต้องการงานที่ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเหมาะสมมากกว่านั้นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/b6fdff1c-94a1-41d6-ae52-5dcbffa5dcea
https://themarketherald.com.au/tech-lay-offs-teach-us-a-lesson-about-the-war-for-talent-2022-11-16/

Shoptrue แอปช้อปปิ้งขับเคลื่อนด้วย AI ที่ต้องการเป็น Netflix ของวงการแฟชั่น

ต้องบอกว่าธุรกิจ ecommerce ทั่วโลกเริ่มที่จะไม่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ อะไรออกมามากนัก มีการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งตะวันตกที่นำโดย Amazon และฝั่งตะวันออกที่นำโดยแพลตฟอร์มชอปปิ้งของจีน

มันเป็นเรื่องไม่ง่ายนักในการควานหาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นจากรายการสินค้านับล้านๆ รายการที่วางขายอยู่บนแแพลตฟอร์มต่าง ๆ

แต่ Shopture พวกเขาต้องการปฏิวัติวงการด้วยการทำให้การชอปปิ้งออนไลนน์เป็นเรื่องง่ายและสนุกยิ่งขึ้น

ซึ่งต้องบอกว่าตอนนี้อัลกอริธึมในรูปแบบการ discover หรือค้นพบใหม่ ๆ นั้นกำลังกลายเป็นกระแสความนิยม ทั้งในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเอง อย่าง netflix ก็มีจุดเด่นในเรื่องดังกล่าว หรือแม้แต่ TikTok เองที่นำพาคุณไปสู่โลกใหม่ผ่าน For You ที่จะได้ค้นพบวีดีโอใหม่ ๆ ที่เราอาจจะชอบและเสพติดมันได้

Shoptrue นั้นก่อตั้งโดย Romney Evans ผู้คร่ำหวอดด้าน ecommerce ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง True Fit ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพที่ใช้ข้อมูลเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาเสื้อผ้าที่พอดีตัวยิ่งขึ้น

Evans ได้รวบรวมทีมระดับแนวหน้าเพื่อเปิดตัว Shoptrue เขาได้ว่าจ้าง John Lashlee อดีต Data Scientist ของ Netflix และ LinkedIn ให้เป็นรองประธานฝ่าย Data Science รวมถึงได้มือดีอย่าง Brandon Holley อดีตบรรณาธิการบริหารของ Lucky , Jane และ ElleGirl เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายแฟชั่น

ผู้ก่อตั้ง Shoptrue Romney Evans (ซ้าย), Chief Fashion Officer Brandon Holley (กลาง), รองประธานฝ่าย Data Science John Lashlee (ขวา) CR:Techcrunch
ผู้ก่อตั้ง Shoptrue Romney Evans (ซ้าย), Chief Fashion Officer Brandon Holley (กลาง), รองประธานฝ่าย Data Science John Lashlee (ขวา) CR:Techcrunch

Shoptrue ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างร้านค้าส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าแต่ละราย อัลกอริธึมจะช่วยคัดสรรผลิตภัณฑ์ตามรสนิยม งบประมาณ และความพอดี

โดยแพลตฟอร์มจะมีการเลือกจาก 2,000 แบรนด์ และผลิตภัณฑ์หลายล้านรายการ ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวจะใช้งานได้ทั้งในแอปและเว็บไซต์ และเพิ่งเปิดตัวสู่สาธารณะเมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา

โดยเมื่อผู้ใช้เข้าสู่แพลตฟอร์มในครั้งแรก พวกเขาจะได้รับคำถามสั้น ๆ เพื่อระบุแบรนด์และลักษณะที่พวกเขาชอบ จากนั้นพวกเขาจะสามารถเข้าถึงร้านค้าส่วนตัวของพวกเขาได้

ในขณะที่เว็บไซต์ ecommerce ส่วนใหญ่นั้นยังคงพึ่งพาผู้คนในการค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่ Shoptrue คิดต่าง

เนื่องด้วยการเติบโตมาในรูปแบบของสตาร์ทอัพ พวกเขาได้คิดค้นบริการที่ช่วยให้ผู้บริโภคค้นพบผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาอาจสนใจ ในหลายๆ ด้าน

ซึ่งก็ต้องบอกว่า ตอนนี้ชีวิตมนุษย์เราก็ถูกผูกติดอยู่กับอัลกอริธึมแทบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นข่าวไปจนถึงเพลง หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์ ดังนั้น Shoptrue จึงคิดว่าน่าจะผลักดันมันให้ใช้กับเรื่องแฟชั่นได้

ความน่าสนใจของ Shoptrue ก็คือ พวกเขาทำให้การซื้อเสื้อผ้าเป็นเหมือนการเลื่อนดูฟีดผ่านโซเชียลมีเดียและค้นหาเพชรเม็ดงามที่คุณไม่เคยพบเจอด้วยตัวเอง

Shoptrue ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างร้านค้าส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าแต่ละราย (CR: Shoptrue)
Shoptrue ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างร้านค้าส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าแต่ละราย (CR: Shoptrue)

แต่แม้ว่าวิธีการของ Shoptrue จะมีศักยภาพในการปฏิวัติการชอปปิ้งออนไลน์ แต่ก็มีความท้าทายเช่นเดียวกัน

สิ่งแรกก็คือเหล่าผู้บริโภคออนไลน์มักจะไม่มีความแน่นอน ดังนั้นจึงอาจเป็นเรื่องยากที่จะให้ผู้บริโภคกลุ่มสำคัญมาลองตลาดใหม่ และให้ลองในระยะเวลาที่นานพอที่เทคโนโลยีจะเรียนรู้ความชอบของพวกเขา

และที่สำคัญการใช้อัลกอริธึมเพื่อระบุสไตล์ของผู้บริโภคอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากรสนิยมการแต่งตัวของโดยเฉพาะเหล่าวัยรุ่นนั้นมักจะเปลี่ยนแปลงบ่อยตามวัฎจักรของแฟชั่น

หลายคนก็ใช้เครื่องแต่งกายเพื่อแสดงตัวตนของพวกเขา มันจะคุ้มค่ากับการที่อัลกอริธึมเข้ามาแทนที่กระบวนการเลือกสไตล์ส่วนตัวของเราหรือไม่ เป็นคำถามที่สำคัญ

แต่ในท้ายที่สุด ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่าง Shoptrue ก็คือการที่จะสามารถเอาชนะใจผู้บริโภคได้หรือไม่ในโลก ecommerce ที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด

ซึ่งแน่นอนว่า มีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นทุกวัน ทุกหนทุกแห่งในโลกใบนี้ควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มขนาดยักษ์อย่าง Amazon จากโลกตะวันตก หรือ Alibaba จากประเทศจีน

ซึ่ง Shoptrue อาจจะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ว่าแนวคิดใหม่ที่ ทำให้แฟชั่นเป็นเรื่องของอัลกอริธึมนั้นจะสามารถประสบความสำเร็จได้หรือไม่นั่นเองครับผม

References :
https://www.modernretail.co/technology/true-fit-co-founder-launches-new-fashion-marketplace-shoptrue/
https://www.fastcompany.com/90809071/this-new-shopping-app-wants-to-be-the-netflix-of-fashion
https://techcrunch.com/2022/11/15/ai-driven-fashion-platform-shoptrue/

Tech Jobs Redistribution การเลิกจ้างครั้งใหญ่สู่การกระจายตัวของพนักงานหัวกะทิจาก Silicon Valley

ส่วนตัวผมคิดว่าบางครั้ง เราอาจจะได้เห็นบริการเจ๋ง ๆ หรือนวัตกรรมเจ๋ง ๆ ออกมาอีกมากมายจากบริษัทเล็กๆ ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงโลกเราไม่ต่างจากที่ Facebook , Google หรือ Microsoft กำลังทำอยู่ในตอนนี้

แต่ปัญหาก็คือ มันคล้าย ๆ การผูกขาดกลาย ๆ เพราะเหล่าพนักงานหัวกะทิ โดยเฉพาะงานด้านเทคโนโลยี กลับไปกองกันอยู่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับ Big เท่านั้น

และการไปกองกันอยู่มากมาย ทำให้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รีดศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เป็นการเสียโอกาสครั้งใหญ่ แต่ด้วยแรงดึงดูดของอำนาจเงิน มันก็ไม่มีทางเลือกมากนักของคนสาย tech ที่ต้องไปกระจุกตัวกันอยู่ในบริษัทเหล่านี้

ด้วยความเฟื่องฟูของบริษัทเทคโนโลยีที่ลดลง ราคาหุ้นที่ร่วงกระหน่ำ และความกลัวต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ได้จุดประกายให้เกิดการลดการจ้างงานทั่วทั้งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัทระดับ Big

Meta ได้เลิกจ้างพนักงานมากกว่า 11,000 คนหรือ 13% ของพนักงานทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็นการเลิกจ้างครั้งใหญ่ที่สร้างความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก

แต่ทว่ายังมีอีกหลายธุรกิจดาวรุ่งใน Silicon Valley ที่ยังคงดิ้นรนที่จะจ้างงานโดยเฉพาะเหล่าพนักงาน top talent ซึ่งทำให้พนักงานที่หลั่งไหลจากยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีถูกดึงตัวอย่างรวดเร็วจากที่อื่น

การหมุนเวียนพนักงานครั้งใหญ่ในครั้งนี้นั่นหมายถึงการแจกจ่ายพรสวรรค์ระดับ top ของพนักงานบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ครั้งใหญ่ในรอบหลายปีเลยทีเดียว

กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีประกาศลดการจ้างงาน 106,000 ตำแหน่งจนถึงตอนนี้ ตามข้อมูลของ Layoffs.fyi ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวมรวมผู้คนจำนวนมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ได้กล่าวว่า Lyft , Stripe , Snap และ Twitter เป็นบรรดาบริษัทที่เลิกจ้างครั้งใหญ่ แม้กระทั่งบริษัทที่ค่อนข้างยืดหยุ่นอย่าง Apple และ Alphabet ก็มีการชะลอการจ้างงานชั่วคราว

แน่นอนว่าไล่มาตั้งแต่ธุรกิจธนาคารไปจนถึงค้าปลีก ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ต่างก็ลงทุนในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ตัวอย่างเช่น JPMorgan ที่ยังไม่มีแผนที่จะลดงบประมาณการใช้จ่ายด้านไอทีของบริษัทที่มีมูลค่า 14 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้

โดยรวมแล้ว จำนวนพนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 194,000 คนจนถึงปีนี้ และมีการประกาศรับสมัครงานสำหรับพนักงานเทคโนโลยีเกือบ 317,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000 ตำแหน่งจากเดือนกันยายน

และบางภาคส่วนก็มีการต้องการพนักงานอย่างหนัก บริษัทที่มีการลงประกาศงานด้านเทคโนโลยีมากที่สุดได้แก่ บริษัทที่ทำเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการทหารอย่าง Boeing และ Lockheed Martin และยักษ์ใหญ่ด้านการดูแลสุขภาพอย่าง UnitedHealth และ Humana

รวมถึงบริษัทเอาท์ซอร์สด้านไอทีรายใหญ่ของอินเดียอย่าง Infosys เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ต้องการพนักงานด้านเทคโนโลยีที่ค่อนข้างสูงที่อยู่นอกกลุ่ม FAANG ซึ่งรายรับของ Infosys เพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งในสี่ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ขณะที่กำไรก่อนหักภาษีเพิ่มขึ้นร้อยละ 12

ต้องถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการเทคโนโลยีโลก การจ่ายเงินเดือนที่โครตสูงจากบริษัท Big Tech ตอนนี้พวกเขาเริ่มชะลอการจ้างงานแล้ว ทำให้เกิดโอกาสสำหรับบริษัทเล็ก ๆ ที่จะลุกขึ้นมาต่อกรผ่านการหมุนเวียนครั้งใหญ่ของพนักงาน top talent ในครั้งนี้นั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/5e839489-1c94-45f8-af61-1140dc4471d0
https://layoffs.fyi/
https://headtopics.com/us/facebook-s-parent-company-meta-to-lay-off-more-than-11-000-employees-31493385
https://www.comptia.org/content/tech-jobs-report

3 อุปสรรคของธุรกิจสตาร์ทอัพ สู่การพังทลายลงอย่างช้า ๆ ของบริษัทอย่าง Netflix และ Uber

แนวความคิดด้านโมเดลธุรกิจของเหล่าสตาร์ทอัพที่กลายเป็น playbook ให้หลาย ๆ บริษัทประสบความสำเร็จนั้น มาถึงตอนนี้ต้องบอกว่ากำลังอยู่ในสภาวะสั่นคลอน

โมเดลธุรกิจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจาก dot com crash ในช่วงปี 2000 ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง สตรีมมิ่ง การขายโฆษณาออนไลน์ กำลังสูญเสียความน่าสนใจจากเหล่านักลงทุน

ซึ่งธุรกิจชื่อดังที่ใช้โมเดลดังกล่าวนี้ไม่ว่าจะเป็น Uber , Netflix หรือ Snap นั้นตอนนี้มูลค่าบริษัทของพวกเขากำลังลดดิ่งลงเหว

แม้จะเป็นผู้นำระดับโลกในด้านบริการเรียกรถแต่ Uber ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสร้างกำไรได้ ในช่วงเวลา 13 ปี Uber ได้ผลาญเงินนักลงทุนไปกว่า 25 พันล้านดอลลาร์แล้ว DoorDash ผู้นำด้านการจัดส่งอาหารก็ยังขาดทุนอยู่หรือแม้แต่ Spotify ก็เช่นกัน ทั้งที่รายได้พวกเขาเหล่านี้เติบโตพอสมควรก็ตามที

Netflix บริษัทที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ยุค 1990 เปลี่ยนธุรกิจของตัวเองให้กลายบริการสตรีมมิ่งในปี 2007 แม้จะทำกำไรได้ แต่การเติบโตของรายได้ลดลงเหลือ 6% ในไตรมาสที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่มีตัวเลขไม่ต่ำกว่า 20%

แม้ดูคร่าว ๆ แต่ละธุรกิจจะประสบปัญหาที่แตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดแทบจะเจออุปสรรคหลักเดียวกันสามอย่าง นั่นก็คือ ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ Network Effect , Barriers to entry ที่ต่ำมาก ๆ และการพึ่งพาแพลตฟอร์มอื่น ๆ มากเกินไป

เริ่มต้นด้วย Network Effect ที่กลายเป็นคำโก้สวยหรูที่เรามักจะเห็นในแวดวงสตาร์ทอัพ กับแนวคิดที่ว่าคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อผู้ใช้นั้นเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ใช้งาน มันอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าเหตุใดสตาร์ทอัพส่วนใหญ่จึงแสวงหาการเติบโตด้วยการผลาญเงินนักลงทุนแแทบจะทั้งหมด โดยใช้เงินหลายล้านในการหาลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้เกิดพลังของ Network Effect

แม้พลังของ Network Effect นั้นจะมีอยู่จริง แต่มันก็มีขีดจำกัดเช่นเดียวกัน Uber เชื่อว่าเมื่อมีผู้โดยสารและคนขับจำนวนมากขึ้นจะหมายถึงที่ว่างที่น้อยลงสำหรับทั้งสองฝ่าย และจะดึงดูดผู้ใช้งานเข้ามามากขึ้น

แต่กลายเป็นว่าเมื่อพวกเขาทำให้การเวลาการรอโดยเฉลี่ยลดลงจากสองนาทีเหลือหนึ่งนาที กลับต้องใช้คนขับเพิ่มมากขึ้นถึงสองเท่า แม้ว่าผู้ขับขี่ส่วนใหญ่จะแทบไม่สังเกตเห็นความแตกต่างก็ตาม

Spotify และ Netflix เองยังพยายามใช้ประโยชน์จากพลังของ Network Effect เนื่องจากข้อมูลจำนวนมหาศาลเกี่ยวกับพฤติกรรมการฟังและการรับชมของผู้ใช้ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งพวกเขามองว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาไม่มีใครสามารถเข้ามาแข่งได้

ความเชื่อที่ว่าข้อมูลผู้ใช้จำนวนมหาศาลของ Netflix จะทำให้เกิดความได้เปรียบในการสร้างเนื้อหาได้ถูกทำลายลงตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์ original ของ Netflix อย่าง True Memoirs of an International Assassin โดนดูถูกจากเว็บไซต์วิจารณ์ชื่อดังอย่าง Rotten Tomatoes โดยให้ Rating ในระดับ 0%

ปัญหาที่สองในเรื่องของ Barriers to entry หรือ อุปสรรคในการเข้ามาของคู่แข่ง ในตอนนี้เรียกได้ว่าแทบไม่มีอุปสรรคใด ๆ ในการสร้างบริการเลียนแบบต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น แทบจะไม่มีนวัตกรรมใหม่ใด ๆ เกิดขึ้น นั่นหมายความว่าบริการใดที่คิดว่าเทพแค่ไหน เหล่าคนลอกเลียนแบบก็จะปรากฎตัวขึ้นในไม่ช้า

ตัวอย่าง Uber แม้จะเจอคู่แข่งเรียกรถเพียงรายเดียวคือ Lyft ในตลาดบ้านเกิด แต่การขยายไปทั่วโลกพวกเขาเจอคู่ต่อสู้ในท้องถิ่นในทุกที่ เช่น Didi ในจีน หรือ Grab และ Gojek ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หรือในธุรกิจสตรีมมิ่ง แม้จะมีอุปสรรคในการเข้ามามากกว่า Netflix และ Spotify ใช้เงินมหาศาลในการสร้างเนื้อหาและเรื่องลิขสิทธิ์ แต่พวกเขาไม่สามารถเอาชนะโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยเฉพาะเมื่อยักษ์ใหญ่โดดเข้ามาเล่นในตลาดเดียวกัน

เมื่อ Disney ลงมาแข่งด้วยส่งผลอย่างชัดเจนต่อ Netflix เพราะ Disney มีคอนเทนต์มากมายมหาศาลและมีทุนในการต่อสู้กับ Netflix ได้แบบสบายๆ

Disney ใช้เงินไปกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญต่อปีในเรื่องคอนเทนต์ Netflix สามารถทุ่มได้เพียงแค่ 17 พันล้านเหรียญต่อปี ต้นทุนด้านเนื้อหาได้กัดกินไปที่ผลกำไรของบริการสตรีมมิ่ง แต่ Disneyไม่ได้สนใจพวกเขาเป็นบริษัทยักษ์มีทุนหนา ซึ่งมันส่งผลโดยตรงต่อ Netflix ที่ทำให้มูลค่าบริษัทของพวกเขาลดลงไปแทบจะทันที

และสิ่งสุดท้ายที่กำลังสั่นคลอนธุรกิจสตาร์ทอัพโดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่คือการพึ่งพาแพลตฟอร์มในการจัดจำหน่ายที่ไม่ใช่ของตนเอง

Uber และ DoorDash ยอมจ่ายค่าโฆษณาบนแอพสโตร์ของ Apple และ Android ของ Alphabet บริการอย่าง Spotify โดนหักค่าคอมมิชชั่นมากกว่า 15% สำหรับการสมัครสมาชิกบน iPhone แม้พวกเขาจะพยายามบังคับให้ผู้ใช้จ่ายเงินผ่านเว็บเบราว์เซอร์ แต่การผูกตัวเองกับแพลตฟอร์มอื่นแบบนี้ในระยะยาว ไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน

ผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดในการพึ่งพิงอาศัยบนแพลตฟอร์มของผู้อื่นนั้น ต้องบอกว่าภัยคุกคามนั้นมีอยู่จริงเมื่อเจ้าของแพลตฟอร์มเกิดเปลี่ยนนโยบาย หรือ อยากจะรีดไถเงินเพิ่ม

ตัวอย่างชัดเจนที่สุดที่เกิดขึ้นกับ Facebook การปรับเปลี่ยนนโยบายความเป็นส่วนตัวใหม่เพียงแค่เรื่องเดียว ทำให้ Meta สูญเสียรายได้ประมาณ 10 พันล้านดอลลาร์

Parler ซึ่งเป็นแอปเครือข่ายโซเชียลมีเดียที่สนับสนุนทรัมป์ ถูกระงับชั่วคราวโดยทั้ง Apple และ Android และหากผู้มีอำนาจในสภาของอเมริกากังวลเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของโดยจีนของแอปอย่าง TikTok และบังคับให้ Apple และ Alphabet นำมันออกจาไปจากแอพสโตร์ ดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการโซเชียลมีเดียวก็อาจถึงคราวต้องดับสูญได้เช่นกัน

แม้โมเดลธุรกิจต่าง ๆ อาจจะเผชิญความท้าทายที่แตกต่างกันไป จะเห็นได้ว่าหากปัญหาเกิดขึ้นกับเสาเหลักเพียงเสาเดียว อย่างเรื่อง Network Effect , Barriers to entry หรือ การพึ่งพาแพลตฟอร์มอื่น ๆ มากเกินไป นั้นก็สามารถสั่นคลอนธุรกิจที่เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงไม่มีใครคาดคิดว่าจะล้มได้ แต่หากทั้งสามเสาหลักสร้างปัญหาพร้อมกันเมื่อไหร่ล่ะก็ ความหายนะมันก็จะเกิดขึ้นกับธุรกิจนั้นแทบจะทันทีนั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/business/2022/10/31/what-went-wrong-with-snap-netflix-and-uber
https://www.channelnews.com.au/netflix-wobbles-shares-crash-18/
https://www.cnbc.com/2022/04/20/netflix-plunges-trading-subscriber-loss.html
https://www.forbes.com/sites/greatspeculations/2022/06/07/is-uber-stock-too-cheap-to-ignore