เรื่องตลกที่ Xi ไม่ขำ เมื่อเป้าหมายต่อไปของรัฐบาลจีนคืออุตสาหกรรมด้านความบันเทิง

ในปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บัญชีทางการของบริษัท NetEase ของเกม “Diablo Immortal” บน Weibo บริการที่คล้าย Twitter ของจีน โพสต์คำถามที่มีการโต้เถียงกันในโลกออนไลน์อย่างร้อนแรงว่า “ทำไมหมียังไม่ก้าวลงมา”

ข้อความที่คลุมเครือนี้ถูกตีความอย่างกว้างขวางว่าเป็นการอ้างถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งมักถูกเปรียบเทียบทางออนไลน์กับตัวการ์ตูนหมีอย่างวินนี่เดอะพูห์ และไม่นานหลังจากนั้นบัญชี Weibo ดังกล่าวได้ถูกแบนออกจากสารบบทันที

NetEase ผู้พัฒนาเกมชาวจีนคุ้นเคยกับความหมายที่ต้องการสื่อในเกมเหล่านี้มากพอ ตัวอย่างเช่น วลี “Chong ta” ที่อธิบายการบุกโจมตีปราสาท ที่เป็นแก่นของ “Diablo Immortal” ซึ่งเป็นเกมเล่นตามบทบาท (Role Playing Game) ที่ได้รับความนิยมอย่างมหาศาลในยุค 90 

บริษัทมีกำหนดจะเปิดตัวเกมเวอร์ชั่นภาษาจีน ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Activision Blizzard บริษัทเกมยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาในวันที่ 23 มิถุนายน 

แต่ในวันที่ 19 มิถุนายน การเปิดตัวล่าช้าออกไป ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับเวอร์ชั่นใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลง 10% ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าการตีความครั้งที่สองของวลี Chong ta คือสาเหตุหลักที่มันยังไม่ผ่านการเซ็นเซอร์

ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เนื้อหาออนไลน์ที่มีความอ่อนไหวทำให้บริษัทเทคโนโลยีของจีนต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างสูง

ในปีที่แล้ว Wang Xing ผู้ก่อตั้ง Meituan แอปเดลิเวอรี่ ได้โพสต์บทกวี “The Book Burning Pit” ซึ่งเขียนโดยกวีชาวจีน Zhang Jie เมื่อ 1,100 ปีก่อนเพื่อเสียดสี Qin Shi Huang ผู้ซึ่งประกาศตัวเองว่าเป็น “จักรพรรดิ” คนแรกของจีนที่รวมเป็นหนึ่งเดียวใน 221 ปีก่อนคริสตกาล

Wang Xing ผู้ก่อตั้ง Meituan  โพสต์บทกวีจนกลายเป็นประเด็นร้อน (CR: daydaynews.cc)
Wang Xing ผู้ก่อตั้ง Meituan โพสต์บทกวีจนกลายเป็นประเด็นร้อน (CR: daydaynews.cc)

ซึ่งกลายเป็นที่ถกเถียงบนโลกออนไลน์ว่าเป็นการดูหมิ่น สี จิ้นผิง และแน่นนอนมันได้กลายเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดอีกครั้ง เมื่อราคาหุ้นของบริษัท Meituan ลดลง 14% ในช่วงเวลาแค่ 2 วัน มูลค่าตลาดหายไปประมาณ 26 พันล้านดอลลาร์

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ไลฟ์สตรีมของ Li Jiaqi ผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์ที่แฟน ๆ หลายล้านคนรู้จักเขาในฐานะ Lipstick King ถูกตัดการเชื่อมต่อทันทีหลังจากที่เขาได้รักเค้กชิ้นหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนรถถัง

Li แทบไม่ได้ปรากฎตัวอีกเลยนับตั้งแต่นั้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแพลตฟอร์มชื่อดังอย่าง Taobao ที่ Li ใช้ในการไลฟ์สตรีม

การหายตัวไปของ Li นั้น ชาวเน็ตคาดการณ์ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วันครบรอบการประท้วงที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งมีภาพรถถังเข้ามาปราบปรามประชานพร้อมกับการนองเลือด

Li Jiaqi ฉายา Lipstick King ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย (CR:indiatimes)
Li Jiaqi ฉายา Lipstick King ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย (CR:indiatimes)

ภาพลักษณ์ของยานพาหนะ ในรูปแบบคล้ายเหตุการณ์ดังกล่าวในช่วงวันครบรอบพอดิบพอดี ได้ถูกลบให้เลือนหายไปจากสารบบอินเทอร์เน็ตของจีน เพื่อไม่ให้เตือนใครถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1989

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทางการจีนได้สงสัญญาณว่าการจะมีการยกระดับการปราบปรามอุตสาหกรรมด้านความบันเทิง ทั้งเกม ภาพยนตร์ ดารา เซเลบริตี้ Influencers ต่าง ๆ รวมถึงสิ่งที่อยู่บนโลกออนไลน์ครั้งใหญ่

ก่อนหน้านี้ทางการจีนได้เข้ามาปราบปรามอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจนราบคาบ ทำให้มูลค่าของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนมูลค่าลดลงไปราว 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

แน่นอนว่า ไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดว่า หมูพูห์ ของ NetEase บทกวีของ Wang Xing หรือ เค้กรูปรถถังของ Li มันคือความตั้งใจท้าทายอำนาจสูงสุดของประเทศจีนหรือไม่

แต่แน่นอนว่าการปิดปากประชาชนในการแสดงความคิดเห็นในยุคของ สี จิ้นผิงนั้น มีความทะเยอทะยานมากกว่าสิ่งที่ผู้นำรุ่นก่อน ๆ เขาของพยายามทำเป็นอย่างมาก

มาถึงตอนนี้มันสะท้อนให้เห็นแนวคิดใหม่ในเรื่องของการเซ็นเซอร์ในประเทศจีนได้อย่างชัดเจน มันส่งผลต่อธุรกิจอย่างมหาศาล ซึ่งหากใครต้องการที่จะทำธุรกิจในจีนแบบไม่สะดุดและไม่อยากสูญเสียเงินเฉกเช่นพวกเขาเหล่านี้ มันคือบทเรียนว่าจงโค้งคำนับให้กับ การเซ็นเซอร์ครั้งใหญ่ของ สี จิ้นผิง นั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/finance-and-economics/2022/04/16/xi-jinpings-bold-plan-for-chinas-next-phase-of-innovation
https://www.boredpanda.com/how-xi-jinping-is-turning-china-into-a-new-form-of-dictatorship
https://edition.cnn.com/2021/05/12/tech/meituan-wang-xing-poem-intl-hnk/index.html
https://www.economist.com/business/2022/06/23/chinas-crackdown-on-the-fun-industry-continues
https://www.economist.com/china/2022/06/02/xi-jinping-bans-grumbling-inside-the-communist-party

สูตรสำเร็จการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศในแบบฉบับสวิตเซอร์แลนด์

เหล่านักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการ สื่อและศิลปิน ได้มารวมตัวกันที่ดาวอสในวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ใน World Economic Forum ที่เพิ่งได้จัดขึ้นอีกครั้งในรอบกว่าสองปี เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19

มันเป็นเวลากว่าครึ่งทศวรรษแล้วที่ กลุ่มผู้นำ ผู้มีอิทธิพลระดับโลก ได้ใช้การประชุมประจำปี ณ เมืองเล็ก ๆ ในหุบเขาแห่งนี้ในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สุดของโลก

ดาวอส หมู่บ้านที่อยู่บนภูเขาเล็ก ๆ แห่งนี้ เติบโตขึ้นในฐานะเจ้าภาพการประชุมระดับโลก รวมคนมีชื่อเสียงทั่วโลกไว้มากมาย เป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของชาวสวิตเซอร์แลนด์

มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับว่าประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ มีดีอะไร ที่สามารถดึงดูดจนกลายเป็นฐานที่มั่นของธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ต้องแห่กันมาตั้งสำนักงานสำคัญ ๆ ณ ประเทศแห่งนี้

สวิตเซอร์แลนด์ที่แทบไม่มีทางออกสู่ทะเล เป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำในยุโรป 13 จาก 100 บริษัทตามมูลค่าในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึง อีก 12 จาก 500 บริษัทอันดับต้น ๆ จากทั่วโลก แล้วอะไรคือ เคล็ดลับของชาวสวิส?

มันต้องมีบางสิ่งที่น่าทึ่งบางอย่างสำหรับประเทศแห่งนี้ ที่ดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย ให้เข้ามาลงทุนในประเทศ สวิตเซอร์แลนด์มีบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 หนาแน่นที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับพื้นที่ขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยขุนเขา

World Economic Forum ที่รวมผู้นำทรงอิทธิพลของโลก ไว้ที่เมืองดาวอส (CR:Politico)
World Economic Forum ที่รวมผู้นำทรงอิทธิพลของโลก ไว้ที่เมืองดาวอส (CR:Politico)

บริษัทข้ามชาติมีส่วนสำคัญโดยสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศถึง 1 ใน 3 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีขนาดใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก

บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติถูกพลังดึงดูดไปตั้งถิ่นฐานในสวิตเซอร์แลนด์ Google ได้จัดตั้งศูนย์วิศวกรรมที่ใหญ่ที่สุดนอกอเมริกาในเมืองซูริก บริษัทยักษ์ใหญ่ของสวิสเองก็มีผลงานที่เหนือกว่าคู่แข่งในยุโรปเป็นอย่างมาก

ดัชนีตลาดหุ้นสวิสเติบโตขึ้น 29% ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เทียบกับเพียงแค่ 3% ของ Euro Stoxx 50 ซึ่งเป็นดัชนีที่ครอบงำโดยกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสและเยอรมัน

สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้มีจุดเด่นเพียงแค่ในธุรกิจด้านการธนาคาร ยังมี Roche และ Novartis ในธุรกิจยา , Nestle ในธุรกิจด้านอาหาร , Glencore และ Gunvor ในสินค้าโภคภัณฑ์ , Richemont และ Patek Philippe ในอุตสาหกรรมนาฬิกา , Lindt & Sprungli และ Barry Callebaut ที่เป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ต้องบอกว่ามีคำอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับความเป็นหนึ่งเดียวขององค์กรในสวิตเซอร์แลนด์ และหนึ่งในคุณลักษณะเด่นที่สำคัญคือ “สามัญสำนึก”

Paul Bulcke ประธานของ Nestle ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการเมืองที่ไม่เหมือนใครซึ่งผสมผสานระหว่างสหพันธ์กับประชาธิปไตยโดยตรง

ด้วยรัฐบาลกลางที่ไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากนัก มหาวิทยาลัยการวิจัยชั้นนำ และการแข่งขันในด้านการศึกษาและการเก็บภาษีระหว่างรัฐต่างๆ ที่หลอมรวมขึ้นเป็นสมาพันธ์สวิส

สำหรับประวัติศาสตร์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น พวกเขาเริ่มต้นประเทศด้วยความยากลำบาก ผืนแผ่นดินที่ไม่เหมาะกับการเพาะปลูก ซึ่งส่วนใหญ่จะปกคลุมไปด้วยหิมะเกือบตลอดทั้งปี ทำให้เป็นภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย

ดังนั้นเมื่อสวิตเซอร์แลนด์เริ่มพัฒนาเศรษฐกิจในเขตเมืองต่าง ๆ ในศตวรรษที่ 19 เมืองต่าง ๆ ก็เริ่มมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง St Gallen ที่มุ่งเน้นไปที่สิ่งทอ เบิร์นที่กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าชีส บาเซิลกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยาและเคมีที่กำลังเติบโต

ส่วนการผลิตนาฬิกาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตจูราตั้งแต่เจนีวาถึงบาเซิล อุตสาหกรรมการธนาคารและประกันภัยก็ได้เริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นในเจนีวาและซูริก

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากความพยายามที่จะเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ซึ่งสงครามครั้งใหญ่อย่างสงครามโลกครั้งที่สองนั้นได้ทำลายล้างพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปไปอย่างราบคาบ

ซึ่งในขณะเดียวกันก็ได้รับประโยชน์จากการหลั่งไหลของกลุ่มประชากรที่มีทักษะสูง ซึ่งหลบหนีภัยสงครามมายังสวิตเซอร์แลนด์

ต้องเรียกได้ว่าชาวต่างชาติเป็นศูนย์กลางของความสำเร็จทางธุรกิจของสวิตเซอร์แลนด์ Henri Nestle ผู้ก่อตั้ง Nestle มาจากแฟรงก์เฟิร์ต Antoni Norbert Patek ช่างซ่อมนาฬิกาผู้บุกเบิกและสร้างแบรนด์ชื่อก้องโลกอย่าง Patek Philippe เป็นนายทหารม้าจากโปแลนด์

Leo Sternbach ชาวยิวโปแลนด์ที่หนีจากพวกนาซี ได้คิดค้น Valium ซึ่งกลายมาเป็นยาระงับประสาทที่โด่งดัง Nicolas Hayek ผู้ร่วมก่อตั้ง Swatch ซึ่งเป็นช่างซ่อมนาฬิกาชื่อดัง มีเชื้อสายเลบานอน

ประมาณครึ่งหนึ่งของซีอีโอของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์เป็นชาวต่างชาติ Severin Schwan จาก Roche เป็นชาวเยอรมัน , Gary Nagle จาก Glencore เป็นชาวแอฟริกาใต้ และ Vasant Narasimhan จาก Novartis เป็นชาวอินเดียน-อเมริกัน

การต้อนรับบุคคลต่างชาติของสวิตเซอร์แลนด์นั้นตรงกันข้ามกับความสัมพันธ์ภายในโดยสิ้นเชิง ชาวสวิสเองไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษกับเพื่อนร่วมชาติในรัฐอื่น ๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านครรัฐต่าง ๆ ของประเทศคงอยากจะเป็นอิสระมากกว่า เพียงแต่พวกเขารวมตัวกันเป็นองค์กรเพียงหนึ่งเดียวเพื่อปกป้องตนเองจากเพื่อนบ้านที่โหดเหี้ยม

วิธีนี้ถือว่าน่าสนใจอย่างมาก สภาแห่งสหพันธรัฐ ซึ่งเป็นรัฐบาลกลางนั้น ดำเนินการโดยแทบไม่มีบุคคลสำคัญที่รู้จัก คณะรัฐมนตรีมีสมาชิก 7คน ที่มีอำนาจเท่าเทียมกัน และไม่แย่งชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่มีดราม่าทางด้านการเมือง

เหล่าคณะรัฐมนตรีจะหมุนเวียนกับเป็นประธานคนละ 1 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครจะจดจำชื่อพวกเขาได้นาน แม้สภาจะมีอำนาจน้อยมาก แต่เขตปกครอง 26 เขตของประเทศก็สามารถจัดการตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่นเดียวกับเทศบาลมากกว่า 2,000 แห่ง ที่ดำเนินการด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา การบังคับใช้กฎหมาย และนโยบายการคลัง ที่ทำให้พวกเขาแข่งขันกันเพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับธุรกิจที่ต้องการเข้ามาลงทุนได้

การแข่งขันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเก็บภาษีเพียงเท่านั้น แต่รัฐต่าง ๆ ช่วยเหลือกองทุนมหาวิทยาลัยชั้นนำอยู่เสมอ Eidgenössische Technische Hochschule (ETH) ในเมืองซูริก ซึ่งเป็นหนึ่งในสองสถาบันเทคโนโลยีของรัฐบาลกลาง ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในทวีปยุโรปอย่างสม่ำเสมอ

Eidgenössische Technische Hochschule มหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปในเมืองซูริก (CR:Wikipedia)
Eidgenössische Technische Hochschule มหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปในเมืองซูริก (CR:Wikipedia)

ทว่าความสำเร็จทั้งหมด สวิตเซอร์แลนด์กลับกลายเป็นศูนย์กลางของบริษัทข้ามชาติน้อยลงในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา

ในปี 1990 สองในสามของบริษัท 20 อันดับแรกของอเมริกา ซึ่งรวมถึง General Motors , Hewlett-Packard และ IBM มีสำนักงานใหญ่ในยุโรปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

แต่ในปี 1992 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวสวิสตัดสินใจไม่เข้าร่วมเขตเศรษฐกิจยุโรปหรือ EU ด้วยเหตุนี้บริษัทบางแห่ง เช่น Amazon , Alibaba และ Samsung จึงย้ายถิ่นฐานไปตั้งสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคที่ อัมสเตอร์ดัม ดับลิน และลอนดอนแทน

หรือแม้กระทั่งประเด็นร้อนล่าสุดอย่างสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างยูเครน-รัสเซีย ได้ทำให้ชาวสวิสไตร่ตรองถึงสถานะเป็นกลางของพวกเขา รัฐบาลกลางได้เข้าร่วมการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมากของท่าทีที่เปลี่ยนไปของสวิตเซอร์แลนด์

ยิ่งกว่านั้น ประเทศยังคงจัดการกับการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการจัดการความมั่งคั่ง ซึ่งถูกบังคับให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีที่เคยทำในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่อเมริกาประกาศสงครามกับธนาคารสวิสที่ช่วยพลเมืองของตนหลบเลี่ยงภาษีหลายพันล้านดอลลาร์ และความกดดันระดับนานาชาติที่เพิ่มขึ้นสำหรับความโปร่งใสทางการเงิน รวมถึงด้านเภสัชกรรมด้วยเช่นกัน

ทว่าชาวสวิสในอดีตได้แสดงให้โลกเห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถเอาชนะความท้าทายและอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยการทำงานหนักและความเฉลียวฉลาดของพวกเขาได้

ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมนาฬิกาของสวิสเกือบจะถึงจุดจบ จนกระทั่งได้ Swatch ที่เข้ามาฟื้นคืนชีพอุตสาหกรรมด้วยการทำนาฬิกาให้ถูกและมีความสนุกมากยิ่งขึ้น รวมถึงนาฬิกาแพง ๆ อย่าง Patek Philippe ก็เป็นที่ต้องการมากขึ้น

บทสรุป

ต้องบอกว่าสวิตเซอร์แลนด์มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรือง ทั้งปัจจัยทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และการเมืองล้วนมีส่วนทำให้เกิดความมั่งคั่งของสวิสอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ 

ปัจจัยเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากการตัดสินใจทางธุรกิจที่ชาญฉลาดและแนวคิดทางการเมืองที่แน่วแน่ นั่นทำให้ประเทศพวกเขาเกิดช่วงเวลาแห่งความมั่นคงและความสงบสุข ส่งผลให้ชาวสวิสสามารถทุ่มเทพลังงานและทรัพยากรทั้งหมดเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้นั่นเองครับผม 

References :
https://www.businesssetup.com/blog/11-reasons-to-set-up-your-business-in-switzerland
https://studyinginswitzerland.com/why-is-switzerland-so-rich/
https://www.economist.com/business/2022/05/23/the-recipe-for-the-outperformance-of-swiss-businesses
https://www.vox.com/2014/5/19/5731166/switzerlands-25-minimum-wage-wasnt-as-crazy-as-it-sounded

 

The Fall of Influencers เมื่อรัฐบาลจีนเริ่มกำจัด KOL รายใหญ่ที่สุดของจีนให้ตกจากบัลลังก์

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา Austin Li สตรีมเมอร์อายุ 30 ปีที่มีผู้ติดตามมากกว่า 60 ล้านคนบนแพลตฟอร์ม Taobao ของ Alibaba ถูกเซ็นเซอร์อย่างฉับพลัน

ในค่ำคืนดังกล่าว เขาได้ขายไอศครีม Viennetta ซึ่งเป็นขนมยอดฮิตของชาวออสเตรเลีย และในขณะที่ผู้คนต่างเข้ามารับชมเป็นจำนวนมาก

พนักงานของ Li ได้นำเสนอไอศครีมที่ประดับประดาไปด้วยคุกกี้ Oreo 5 ชิ้น ช็อกโกแลต Ferrero และช็อกโกแลตโรล

แต่สิ่งที่แปลกตาก็คือ เค้กดังกล่าว มีรูปร่างเหมือนรถถังหุ้มเกราะ

ในขณะที่ Li กำลังมองดูไปที่เค้กพร้อมรอยยิ้ม ที่เขามักทำเสมอกับในทุก ๆ ผลิตภัณฑ์ที่จ้างเขา แต่ทันใดนั้น ทุกอย่างก็ดับไป

เค้กปัญหาที่มีรูปร่างเหมือนรถถังหุ้มเกราะ (CR:abc.net.au)
เค้กปัญหาที่มีรูปร่างเหมือนรถถังหุ้มเกราะ (CR:abc.net.au)

ในขณะที่แฟน ๆ รอให้ Li กลับมาเชื่อมต่ออีกครั้ง เขาได้โพสต์ข้อความขอโทษบน Weibo ว่าเป็นเพราะปัญหาทางเทคนิค แต่คนส่วนใหญ่ต่างเข้าใจว่า รัฐบาลจีน กำลังเข้ามาจัดการขั้นเด็ดขาด

สิ่งที่ Li และ แฟน ๆ ไม่รู้ในขณะนั้นก็คือไอศครีมที่แสนน่าทานนั้น ได้กระตุ้นระบบการเซ็นเซอร์พิเศษของปักกิ่งที่ออกแบบมาสำหรับวันครบรอบเหตุการณ์ที่จตุรัสเทียนอันเหมินในวันที่ 4 มิถุนายนปี 1989

ไม่มีใครทราบชะตากรรมของ Li บัญชีของเขาก็ยังใช้งานได้อยู่ แต่เขาไม่ได้สตรีมหรือโพสต์ลงโซเชียลมีเดียตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ในประเทศจีน การไลฟ์สดเพื่อขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 180,000 ล้านดอลลาร์

กระแสที่เกิดขึ้นเหล่านี้ดึงดูดผู้ชมชาวจีน 388 ล้านคนในปี 2020 และผู้มีอิทธิพลอย่าง Li ได้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับความนิยมของดาราดังระดับเซเลบริตี้ในประเทศจีน

ด้วยสถานะยิ่งกว่าพระเจ้า สามารถเสกสรรค์ ยอดขายได้อย่างมหาศาลด้วยการไลฟ์สดไม่กี่นาที พวกเขามีอำนาจเหนือผู้ขายเสียด้วยซ้ำ ซึ่งรวมถึงบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ยังต้องโค้งคำนับต่ออิทธิพลที่มีอยู่ของพวกเขาเหล่านี้

ไม่ใช่เพียงแค่ Li เท่านั้น ยังมียอดนักสตรีมเมอร์อีกสองคน ที่กำลังประสบชะตากรรมเดียวกัน

Huang Wei (หรือที่รู้จักในชื่อ Viya online) และ Zhu Chenhui (หรือที่รู้จักในชื่อ Cherie) ถูกปรับเงินหลายล้านดอลลาร์จากการเลี่ยงภาษีท้องถิ่น

หลังจากนั้นบัญชี Taobao และโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ของพวกเขาก็อันตรธานหายไป พวกเขาไม่เคยออกมาสตรีมอีกเลยเหมือนกับ Li

การล่มสลายของผู้ทรงอิทธิพลเหล่านี้หมายถึงการสับเปลี่ยนอำนาจในอุตสาหกรรม ตอนนี้สามารถถ่ายโอนไปยังผู้เล่นรายย่อยได้

Taobao ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จัดกิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ ได้เริ่มแคมเปญในเดือนมกราคม 2022 เพื่อช่วยเหลือเหล่า Influencer ระดับกลางและเล็กเพิ่มมากขึ้น

รวมถึงเหตุการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนพลวัตรระหว่างกลุ่ม Influencers และ แบรนด์ แทนที่พวกเขาจะต้องพึ่งพาการเข้าถึงอย่างมหาศาลของ KOL เหล่านี้ ตอนนี้แบรนด์จำนวนมากกำลังเริ่มสร้างช่องทางการสตรีมสดของตนเอง

ต้องบอกว่าชะตากรรมของเหล่า KOL ระดับเบอร์ต้น ๆ ของจีน เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงสายตาของรัฐบาลได้

เนื่องจาก KOL ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเหล่านี้ ได้พัฒนาตนเองให้กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่ต่างจากที่รัฐบาลจีนจัดการกับบริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่มาก่อนหน้านี้

KOL ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเหล่านี้ ได้พัฒนาตนเองให้กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (CR:E-Commerce China)
KOL ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเหล่านี้ ได้พัฒนาตนเองให้กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (CR:E-Commerce China)

รัฐบาลได้ออกมาจัดการโดยออกกฎระเบียบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น นอกจากความรับผิดชอบเรื่องภาษีและการเซ็นเซอร์เนื้อหาแล้วนั้น เหล่า Influencer ยังต้องรับมือกับกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อสิ่งต่าง ๆ เช่น คุณภาพของผลิตภัณฑ์ รายงานทางด้านการขายที่เหมาะสม และเรื่องของการป้องกันเยาวชนไม่ให้เข้ามาเสพติดในสิ่งเหล่านี้มากจนเกินไป

ต้องบอกว่าการหายตัวไปของ Li เป็นผลมาจากการเซ็นเซอร์ เพราะไม่มีใครรู้ว่าอะไรคือเส้นแบ่งที่แท้จริงคืออะไร และไม่มี่ใครอยากเสี่ยงโดยเฉพาะเจ้าของแพลตฟอร์ม ที่เคยโดนรัฐบาลจีนเล่นงานไปก่อนหน้านี้

แม้ว่า Li จะสามารถกลับมาได้ แต่ความท้าทายก็ยังรอคอยเขาอยู่ในวันข้างหน้า ผลกำไรมหาศาลของเหล่า Influencers กำลังถูกจับตามองจากปักกิ่ง

ศาสตร์จารย์ Rose Lüqiu ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย Hong Kong Baptist และนักข่าวผู้มีประสบการณ์ที่รายงานเกี่ยวกับจีน ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ฉันคิดว่าคนในจีน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ต่างคุ้นเคยกับระบบเซ็นเซอร์นี้”

“ถ้ามีใครหายไป เหล่ากลุ่มคนหนุ่มสาวจะเข้าใจทันทีว่า คนเหล่านี้กำลังทำอะไรผิด”

“และในท้ายที่สุดพวกเขาจะหาคนอื่นมาแทนที่ จะมีคนใหม่ปรากฎตัวขึ้นมา และฉันคิดว่ากลุ่มคนหนุ่มสาวก็จะพบกับความสนใจใหม่ของพวกเขา โดยไม่ได้สนใจว่าปัญหาที่แท้จริงของมันคืออะไร”

References :
https://www.abc.net.au/news/2022-06-18/china-livestreamer-austin-li-censored-over-tiananmen-massacre/101160890
https://www.cbsnews.com/news/china-austin-li-jiaqi-influencer-tank-ice-cream-tiananmen-censorship/
https://wwd.com/beauty-industry-news/beauty-features/china-top-livestreamer-austin-li-still-missing-political-insensitivity-1235217224/
https://www.technologyreview.com/2022/06/10/1053598/austin-li-jiaqi-china-biggest-online-influencers-fell

จากโควิดสู่มะเร็ง กับความหวังครั้งใหม่ของมวลมนุษยชาติที่มีต่อเทคโนโลยี mRNA ของ BioNTech

Uğur Şahin (อูเกอร์ ชาฮิน) ยังคงปั่นจักรยานเข้ามาที่สำนักงานใหญ่ของ BioNTech เหมือนเคย แม้ตอนนี้เขาจะกลายเป็นมหาเศรษฐีคนใหม่ หลังจากช่วยพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ขายดีที่สุดในตอนนี้

แม้ว่าวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA นั้นจะมีการพัฒนาร่วมกับบริษัทยาสัญชาติอเมริกาอย่าง Pfizer แต่ก็เป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญมาก ๆ ของซาฮิน ที่ได้ช่วยชีวิตคนหลายล้านคนและนำเศรษฐกิจทั่วโลกกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนยุคก่อนโควิด-19 อีกครั้ง

นั่นเองที่ทำให้ BioNTech ของ ซาฮิน และภรรยา อุซเล็ม ทูเรซี่ (Ozlem Tureci) ได้รับเงินจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ซึ่งในขณะนี้บริษัทของเขามีทรัพย์สินประมาณ 19 พันล้านยูโร โดยคาดว่าจะมีรายรับเพิ่มขึ้นอีกเป็นพันล้านยูโร จากวัคซีนที่ยังมีการจำหน่ายแจกจ่ายไปทั่วทุกมุมโลก

ซาฮิน และ ทูเรซี่ เป็นมหาเศรษฐีที่ไม่เหมือนคนอื่น เงินก้อนใหม่ก้อนนี้เป็นทุนก้อนใหญ่ที่สำคัญมาก ๆ ต่อภารกิจของเขาในการเติมงบวิจัยให้กับแผนงานด้านมะเร็งวิทยา ความใฝ่ฝันของทั้้งคู่ ก็คือ การที่จะสามารถปรับแต่งยาให้เหมาะกับมะเร็งของผู้ป่วยแต่ละรายได้

ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้เองบริษัทกำลังดำเนินงานไปในทิศทางที่ถูกต้อง สร้างความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลก โดยการทดลองในระยะเริ่มต้น 2 ครั้งแสดงข้อมูลที่มีแนวโน้มที่ดีมาก ๆ โดยการทดลองหนึ่งเกี่ยวกับมะเร็งตับอ่อน และอีกการทดลองที่มุ่งเป้าไปที่เนื้องอกที่เป็นก้อน ซึ่งรวมถึงมะเร็งรังไข่และอัณฑะ

ซึ่งหากความใฝ่ฝันของ ซาฮิน และ ทูเรซี่ เป็นจริงได้นั้น มันจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมยาทั้งหมดไปตลอดกาล

ซาฮิน และ ทูเรซี่ กับความฝันในการสร้างวัคซีนเพื่อต่อสู้โรคมะเร็ง (CR:NU Online)
ซาฮิน และ ทูเรซี่ กับความฝันในการสร้างวัคซีนเพื่อต่อสู้โรคมะเร็ง (CR:NU Online)

หลังจากได้รับเงินจำนวนมหาศาลจากวัคซีนที่ผลิตร่วมกับบริษัทอย่าง Pfizer ทำให้ในปีนี้งบในการวิจัยและพัฒนาของ BioNTech เพิ่มสูงขึ้นสองเท่ากลายเป็น 1.5 พันล้านยูโร

ซาฮิน และ ทูเรซี่ ยังคงเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัย ที่ทำงานกับเครื่องสังเคราะห์แม่แบบ DNA ที่ใช้สร้าง messengerRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ BioNTech เป็นผู้บุกเบิก

mRNA ทำหน้าที่เป็นชุดคำสั่งสำหรับเซลล์ โดยบอกให้สร้างโปรตีนบางชนิด ซึ่งการตอบสนองต่อโรคระบาดใหญ่ได้รับการพิสูจน์เป็นครั้งแรกว่าเทคโนโลยีนี้สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงได้

mRNA ถูกนำมาใช้ในวัคซีนเพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันรับรู้และต่อสู้กับผู้บุกรุก เช่น Coronavirus Sars CoV-2 ซึ่งในอนาคต BioNTech ต้องการทำในสิ่งเดียวกันนี้เพื่อกระตุ้นการป้องกันของร่างกายเพื่อจัดการกับมะเร็ง

BioNTech ต้องการใช้ mRNA เพื่อจัดการกับโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นปัญหาด้านสุขภาพเรื่องใหญ่ของมวลมนุษยชาติในขณะนี้ โดยทำงานร่วมกับการรักษาอื่น ๆ โดย ซาฮิน เชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการผสมผสานการรักษาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน รวมถึงการบำบัดด้วยเซลล์ แอนติบอดี และวิธีอื่น ๆ ในการปรับระบบภูมิคุ้มกัน

ต้องบอกว่าก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัทอย่าง BioNTech แทบจะไม่ได้เป็นที่รู้จัก ในการทำ IPO เสนอขายหุ้นต่อสาธารณะชนครั้งแรกในปี 2019 BioNTech ระดมทุนได้เพียงแค่ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สองปีถัดมาได้กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่มีอนาคตสดใสมากที่สุดในยุโรป

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา BioNTech ได้เปิดเผยผลการศึกษาที่รวมเอา mRNA กับการบำบัดด้วย CAR-T-Cell เพื่อตั้งโปรแกรมระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยใหม่

CAR-T คือการรักษาที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับการรวมรวมและปรับเปลี่ยนเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง ซึ่งจนถึงตอนนี้มันได้ผลเฉพาะในมะเร็งเม็ดเลือดเท่านั้น

แต่นักวิทยาศาสตร์ของ BioNTech ได้สร้างตัวกระุต้น mRNA ซึ่งขยายจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกันและปรับปรุงความสามารถในการฆ่าเซลล์มะเร็งอื่นๆ ที่ทำให้มีประโยชน์ต่อการรักษามะเร็งส่วนอื่น ๆ ได้กว้างมาก

กลยุทธ์ของ BioNTech คือการลงทุนในเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายในคราวเดียวกัน ซาฮิน ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับสมาร์ทโฟน ซึ่งจะมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อเราค้นพบกับฟังก์ชันมากมายที่มันสามารททำได้มากกว่าเป็นแค่โทรศัพท์

“คุณเข้าใจดีว่ามันไม่ใช่แค่สมาร์ทโฟน แต่มันเป็นเครื่องคิดเลข มันช่วยให้คุณทำอะไรก็ได้” เขากล่าว “ซึ่งจากแพลตฟอร์มอันทรงพลังที่เรากำลังพัฒนา เราเชื่อว่าเราจะสามารถให้บริการโซลูชั่นที่แตกต่างกันมากมายสำหรับโรคต่าง ๆ ได้”

BioNTech มองว่าบริษัทของพวกเขาเปรียบดั่งวิศวกรของระบบภูมิคุ้มกัน นอกเหนือจากโรคมะเร็งและโรคติดเชื้อ ซึ่งบริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง

บริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ COVID-19 (CR:News-Medical)
บริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ COVID-19 (CR:News-Medical)

พวกเขายังวางแผนที่จะจัดการกับภาวะภูมิต้านทานตนเองและเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหายหรือเป็นโรค โดยรวมแล้ว บริษัทได้ดำเนินการทดสอบระยะเริ่มต้น 19 รายการและโปรแกรมพรีคลินิก 12 โปรแกรม

สำหรับโครงการด้านมะเร็งวิทยาทางคลินิกชั้นสูงสุดของ BioNTech สำหรับวัคซีนมะเร็ง โดยวัคซีนเหล่านี้ไม่ได้ป้องกันผู้รับจากการเป็นมะเร็ง ซึ่งต่างจากวัคซีนทั่วไป แต่ใช้เป็นการรักษาเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายเซลล์ที่กลายพันธุ์

แต่ก็ต้องบอกว่า BioNTech ไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่คิดการณ์ใหญ่ในเรื่องโรคมะเร็ง มีความพยายามในการสร้างวัคซีนหลายครั้งและประสบความล้มเหลวไปก่อนหน้านี้แล้ว

ปัญหาหนึ่งเกิดจากการที่การรักษาถูกนำมาใช้สายเกินไป การรักษาแบบใหม่จะถูกทดลองก่อนในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาตัวก่อน ๆ และมักจะเป็นมะเร็งระในยะท้าย ๆ ซึ่งมันมีโอกาสมากกว่าในการรักษาในมะเร็งระยะแรก ๆ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยแข็งแกร่งขึ้น

ซาฮิน มองว่าบริษัทของเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคสำคัญบางอย่างแล้ว และข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าวัคซีนมะเร็ง mRNA สามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยรายงานไว้สำหรับวัคซีนมะเร็งทั่วไปหลายร้อยเท่า

แต่เช่นเดียวกับความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ BioNTech จะเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นก็คือนวัตกรรมใหม่ของพวกเขากำลังเข้าไปขวางทางธุรกิจยาที่มีมูลค่าและผลประโยชน์จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็ง

และที่สำคัญมันไม่เหมือนกับเคสของวัคซีนโควิด-19 ที่เป็นวาระเร่งด่วนฉุกเฉินของโลกทำให้ลดระยะเวลาในการพัฒนาไปมาก ซึ่งปรกตินั้นจะต้องฝ่าด่านหน่วยงานกำกับดูแลที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งต้องมีการใช้เวลาทดลองหลายปี ถึงจะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติให้ขายหรือใช้งานจริง ซึ่งเมื่อนำมันออกสู่ตลาดจริง เทคโนโลยีนั้นก็จะล้าสมัยไปแล้วนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/12ef99d4-063a-4a45-ae4d-e8115a9c3bb1
https://www.forbes.com/sites/roberthart/2022/04/11/mrna-cancer-treatment-covid-vaccine-giant-biontech-touts-promising-early-data
https://www.fiercebiotech.com/clinical-data/biontech-touts-early-data-roche-partnered-cancer-combo-hinting-it-could-dent-prostate
https://www.theatlantic.com/ideas/archive/2021/10/mrna-vaccines-cure-cancer-biontech/620383/

Apple Pay Later กับเศรษฐกิจที่น่าเกลียดที่อยู่เบื้องหลังระบบซื้อก่อนจ่ายทีหลังใหม่ของ Apple

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก ๆ นะครับกับ Apple ยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยี ที่เป็นหนึ่งในบริษัทที่ปกป้องในเรื่องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานมาอย่างยาวนาน แต่กลับมาเปิดให้บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลังอย่าง Apple Pay Later

ต้องเรียกได้ว่า ธุรกิจ Buy Now Pay Later (BNPL) นั้นกำลังบูมขึ้นมาอย่างสุดขีด มีบริการหลากหลายให้เลือกใช้งาน แทบจะทุกแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะระบบ Ecommerece ก็มักจะมีส่วนของบริการเหล่านี้ให้ลูกค้าเลือกใช้งาน สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

แต่ด้วยรูปแบบ ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ทุกคนก็ต้องรู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่บริษัทเหล่านี้จะนำมาวิเคราะห์สินเชื่อนั้นมีสิ่งเดียวนั่นก็คือ ข้อมูล และมันก็คือข้อมูลผู้ใช้ทั้งหลายที่ทาง Apple หวงแหน ปกป้องมาโดยตลอดนั่นแหละ

บริการ BNPL นั้นได้รับความนิยมอย่างสูงโดยเฉพาะกับกลุ่ม Generation Z หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997 ถึง 2012 มีรายงานจาก SFGate ว่า ลูกค้า BNPL สูงถึง 73% เป็นกลุ่มคน Gen Z

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การสร้างพฤติกรรมผิดๆ ในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคใน Gen นี้ ซึ่งจากข้อมูลรายงานนั้นพบว่า มีประมาณ 43% ของลูกค้าที่ใช้บริการ BNPL ขาดการชำระเงินอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

บริการ BNPL นั้นได้รับความนิยมอย่างสูงโดยเฉพาะกับกลุ่ม Generation Z (CR:Security Tags)
บริการ BNPL นั้นได้รับความนิยมอย่างสูงโดยเฉพาะกับกลุ่ม Generation Z (CR:Security Tags)

และสิ่งที่สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปก็คือ กลุ่มคนที่มีปัญหาในการชำระเงินให้กับบริการ BNPL มันกระทบชิ่งไปยังค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าบ้าน ค่าสาธารณูปโภค หรือ แม้กระทั่งค่าเลี้ยงดูบุตร แต่กลับต้องหาเงินมาจ่ายบริการ BNPL ก่อน

ทาง SFGate ยังตั้งข้อสังเกตว่าบริการ BNPL สามารถนำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยเกินตัวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับจากร้านค้าที่ใช้บริการ BNPL ของ Affirm (หนึ่งในบริการ BNPL ของอเมริกา) โดยเฉลี่ยใช้เงิน 365 ดอลลาร์ในการช็อปปิ้ง ต่างจากในปี 2020 ที่บริการเหล่านี้ยังไม่ได้รับความนิยม ส่วนใหญ่จะใช้จ่ายเฉลี่ยแค่ไม่เกิน 100 ดอลลาร์เพียงเท่านั้น

แต่มันก็มีข้อมูลที่น่าสนใจกับบริการอย่าง BNPL หลาย ๆ รายที่กำลังประสบกับปัญหา ยกตัวอย่างเช่น Klarna และ Affirm ที่มีความเพ้อฝันว่าอัลกอริธึมอันแสนวิเศษของพวกเขาสามารถทำนายได้ว่าใครสามารถจ่ายหนี้ได้อย่างน่าเชื่อถือและจะจ่ายเมื่อใด

มันฟังดูวิเศษมาก แต่ความเป็นจริงกลับกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม บริษัทเหล่านี้มีปัญหากับการตามหนี้ บริษัทเหล่านี้กำลังเลิกจ้างพนักงานและมูลค่าบริษัทของพวกเขาก็ลดลง 3 เท่า เนื่องจากพบว่าเวทมนตร์ที่เขาคิดว่าเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ได้สร้างผลกำไรอะไรเลย

และที่สำคัญบริการ BNPL ทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้ กำลังได้รับความสนใจจากหน่วยงานเฝ้าระวังของรัฐบาลจากทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกา สำนักคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภคกำลังตรวจสอบบริษัท BNPL ซึ่งรวมถึง Klarna,Zip,Afterpay ,Affirm และ Paypal

หน่วยงานรัฐบาลกำลังกังวลเกี่ยวกับ การสะสมหนี้สิน การชาร์จค่าบริการต่าง ๆ ที่เกินจริงไม่ถูกต้องตามกฏระเบียบ และเรื่องที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ ข้อมูลผู้บริโภค ที่บริษัทเหล่านี้นำไปใช้ในการพิจารณาสินเชื่อ มันเป็นการลุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้หรือไม่

ถือว่าน่าสนใจนะครับ บริษัทอย่าง Apple ที่คุยโม้โอ้อวดว่าปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้มาโดยตลอดที่ผ่านมา กำลังสอดแทรกเข้ามาในธุรกิจนี้

เมื่ออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และผู้บริโภคต่างดิ้นรนเพื่อชำระค่าสินค้าในชีวิตประจำวัน มันเป็นข้อได้เปรียบมาก ๆ อยู่แล้วสำหรับ Apple เองที่มีลูกค้าที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ของพวกเขาสูงมาก ๆ ที่จะยินดีใช้บริการใหม่ ๆ ของพวกเขาโดยไม่ตะขิดตะขวงใด ๆ

ข้อได้เปรียบมาก ๆ อยู่แล้วสำหรับ Apple ที่มีลูกค้าที่มี Royalty สูง (CR:Crast.net)
ข้อได้เปรียบมาก ๆ อยู่แล้วสำหรับ Apple ที่มีลูกค้าที่มี Royalty สูง (CR:Crast.net)

แต่ก็ต้องบอกว่าการนำเอาบริการอย่าง BNPL เข้ามาพัวพันกับแบรนด์อย่าง Apple นั่นทำให้ขัดแย้งกับเป้าหมาของบริษัทในการนำเสนอเทคโนโลยีและบริการแก่ลูกค้าที่พวกเขาจะรู้สึกดี

และตามคำกล่าวอ้างจาก CEO ของ Apple อย่าง Tim Cook ที่ประกาศไว้อย่างชัดเจนในเรื่องจริยธรรมและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ Apple ไว้ว่า

“เราทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม”

แต่ดูเหมือนว่าธุรกิจอย่าง BNPL นั้นต้องบอกว่ามันขัดแย้งกับทุกอย่างที่ Apple เคยสั่งสมความดีงามมาโดยตลอดจวบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References :
https://www.marketwatch.com/story/robbing-peter-to-pay-paul-apple-is-the-latest-company-offering-buy-now-pay-later-4-reasons-you-should-think-twice-before-signing-up-11654624235
https://www.theverge.com/2022/6/8/23157184/ugly-economics-behind-apple-buy-now-pay-later-system-bnpl
https://www.cnbc.com/2022/06/08/apple-will-handle-lending-for-apple-pay-later.html
https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-06-08/apple-will-handle-the-lending-itself-with-new-pay-later-service