Vision EQS กับอนาคตรถยนต์ EV ของ Mercedes

EV แบรนด์ย่อยของ Mercedes อย่าง EQ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมีการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 2-3 เดือน นั่นเป็นข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ของยานพาหนะหรูหราอย่าง Mercedes ที่ต้องการความรู้สึกผ่อนคลายเมื่อยามขับรถ แต่สำหรับ Concept Car ตัวใหม่ ดูเหมือนมันจะดูแตกต่างออกไป

Vision EQS คือ รถยนต์ที่มองอนาคตใหม่ของรถยนต์ซีดาน แม้ว่ามีคนบางกลุ่มที่ดูเหมือนจะไม่พอใจกับการออกแบบของ EQS เนื่องจากตัว Concept Car เปิดตัวในงานแฟรงค์เฟิร์ตออโต้โชว์มันดูเหมือนจะสูญเสียสไตล์ทั้งหมดของ Mercedes ไป

EQS แบบขับเคลื่อนสี่ล้อนั้นมีการออกแบบสีเงินและสีฟ้าตามแบบฉบับที่เราเคยเห็นในรถ Vision EQ รุ่นอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยขอบโค้งมนที่เหล่าแฟน ๆ นั้นคาดหวังจากสตูดิโอออกแบบของ Mercedes 

ในขณะที่รูปแบบที่ดูคล้ายกับเมล็ดถั่ว แต่ก็ยังคงภาพรวมของยานพาหนะแบบ Mercedes โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดในการออกแบบซึ่งมองไปถึงอนาคตของวงการ EV  และนอกจากความเท่ห์แล้ว ยังมีสเปคของเครื่องยนต์ที่ดูน่าประทับใจอีกด้วย

Vision EQS จะให้กำลัง 469 แรงม้าและแรงบิด 560 ปอนด์ โดยสามารถทำความเร็ว 0-100 KM/h ได้ในภายใต้ 4.5 วินาที

โดย Mercedes ได้ใช้ชุดแบตเตอรี่ที่มีระยะวิ่งประมาณ 700 กิโลเมตร (435 ไมล์) และรองรับการชาร์จได้สูงสุด 350kw จึงสามารถชาร์จจาก 0 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ในเวลาน้อยกว่า 20 นาที ซึ่งถือเป็นเวลาที่น่าเซอร์ไพรซ์มาก ๆ

เมอร์เซเดส – เบนซ์ กล่าวว่าภายในสิ้นปีจะมีรถยนต์ไฟฟ้า 20 คันวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์หลัก และ แบรนด์ย่อยของ Mercedes

แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีกำหนดการอย่างแน่นอนว่า Vision EQS คันนี้จะพร้อมจำหน่ายในโชว์รูมเมื่อไหร่ แต่ถ้ามันดูดีพอ ๆ กับรถ Concept ที่ได้แสดงในงาน เหล่าแฟน ๆ Mercedes คงจะมีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว

References : https://www.engadget.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เมื่อเหล่าโจรใช้เทคโนโลยี AI Deepfakes ช่วยในการโจรกรรม

ดูเหมือนว่าในทุกวันนี้จะมีตัวอย่างของซอฟต์แวร์ฟรีที่ใช้งานง่าย ๆ ที่สามารถสร้างวิดีโอหรือเสียงที่น่าเชื่อถือซึ่งออกแบบมาเพื่อหลอกคนให้เชื่อได้  แต่จากรายงานของ The Wall Street Journal ณ ปัจจุบัน เราอาจจะได้เห็นการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ทางด้านการเงินและทางกฎหมายอย่างจริงจังด้วยเทคโนโลยีอย่าง Deepfake

รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท พลังงานของสหราชอาณาจักรถูกหลอกให้โอนเงิน 200,000 ยูโร (หรือประมาณ 220,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ไปยังซัพพลายเออร์ชาวฮังการีเพราะเขาโดนหลอกให้เชื่อว่าเจ้านายของเขากำลังสั่งให้เขาทำเช่นนั้น 

แต่ บริษัท ประกันภัยของบริษัทพลังงานอย่าง Euler Hermes Group SA บอกกับ WSJ ว่า โจรร้ายได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์ AI และใช้ซอฟต์แวร์ Deepfake เพื่อเลียนแบบเสียงของผู้บริหารและทำการหลอกให้จ่ายเงินให้เขา

“ซอฟแวร์สามารถที่จะเลียนแบบเสียงและไม่เพียงแต่เสียงเท่านั้น: โทนในการพูดแบบสำเนียงเยอรมันอีกด้วย,” โฆษกของ ออยเลอร์ Hermes บอกกับวอชิงตันโพสต์ โดยโทรศัพท์ถูกจับคู่กับอีเมลเพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นตัวจริง และตอนนี้เงินที่โอนได้หายไปหลังจากถูกย้ายบัญชีไปในฮังการีและเม็กซิโกและกระจายไปทั่วโลก จากรายงานของ วอชิงตันโพสต์

นี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์นี้ ตามที่ วอชิงตันโพสต์ รายงาน , บริษัท ไซเบอร์ไซแมนเทคกล่าวว่าได้เจออย่างน้อยสามกรณี ที่เกี่ยวกับการปลอมแปลงเสียงโดยใช้เทคโนโลยี deepfake ในการหลอกลวงให้บริษัทส่งเงินไปยังบัญชีที่หลอกลวง ไซแมนเทคบอกกับ วอชิงตันโพสต์ ว่ามีอย่างน้อยหนึ่งกรณีที่ดูจะคล้ายกับกรณีดังกล่าวและส่งผลให้เกิดการสูญเสียเงินหลายล้านดอลลาร์

ซึ่งการโจรกรรมดังกล่าวเน้นให้เห็นถึงภัยอันตรายจากงานวิจัยของ AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการประดิษฐ์วิดีโอและเสียง ที่กำลังพัฒนาไปอย่างมากในปัจจุบัน

บริการดูเพล็กซ์ของ Googleใช้ AI เพื่อเลียนแบบเสียงของมนุษย์จริงเพื่อให้สามารถโทรออกแทนผู้ใช้จริงได้ มีบริษัทสตาร์ทอัพขนาดเล็กจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศจีนเสนอบริการที่คล้ายกันฟรีบนสมาร์ทโฟน ซึ่งบางครั้งก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขความเป็นส่วนตัว

ขณะเดียวกันนักวิจัยในบริษัทที่มีเทคโนโลยีและในสถาบันการศึกษากำลังมีความพยายามที่จะพัฒนา deepfake ตรวจจับซอฟต์แวร์ที่เป็นของปลอม ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งว่านักวิจัยต้องการเครื่องมือที่ดีกว่าเพื่อคัดแยกของจริงออกจากของปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นเอง

References : https://www.theverge.com
https://www.conservativedailynews.com/wp-content/uploads/2019/06/Hacker-3-1280×720.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Ring Fit Adventure กับนวัตกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่งของ Nintendo

ถ้าถามว่าบริษัทเกมที่มีการสร้างนวัตกรรมในการเล่นเกมในรอบหลายปีที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่า Nintendo นั้นเป็นบริษัทแนวหน้าในวงการเกม ที่พยายามสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ให้กับวงการเกมได้ เซอร์ไพรซ์อยู่สม่ำเสมอ

เราจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แม้คู่แข่งในอุตสาหกรรมเกมจะพยายามใช้เทคโนโลยีมานำ พยายามทำอะไรล้ำ ๆ กราฟฟิก ระดับสูง สเปคของเครื่องที่สูงขึ้นเรือย ๆ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Xbox หรือ Sony Playstation

แต่สิ่งเหล่านี้บางครั้งมันก็ไม่ได้ทำให้การเล่นเกมสนุกขึ้นแต่อย่างใด เราจะเห็นได้จากบางเกมที่ทุ่มทุนสร้างมหาศาล ด้วยกราฟฟิก อลังการงานสร้าง ใช้ทีมงานมากมายหลายร้อยชีวิต แต่เกมของพวกเขาไม่สามารถครองใจนักเล่นเกมได้ เพราะเกม ก็ คือการเล่นเพื่อความสนุกบันเทิง แต่การอัดสิ่งต่าง ๆ เข้าไปมากเกินบางครั้งมันก็ทำให้อรรถรสในการเล่มเกมนั้นตกไป

แต่มีบริษัทเดียวในวงการเกมที่มองว่าเกมคือสิ่งบันเทิง คือความสนุกสนาน และสรรค์สร้างนวัตกรรมให้เล่นเกมสนุกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มาตลอด ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทนั้นคือ Nintendo

พวกเขาเข้าใจจริง ๆ ว่านักเล่นเกมต้องการอะไร อะไรที่ทำให้นักเล่นเกมสนุกกับมัน รวมถึงการเปิดให้คนกลุ่มอื่น ๆ เข้ามาจอยกับเกม มาสนุกสนาน มาคลายเครียด ด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ Nintendo ได้สรรค์สร้างขึ้นมา

ซึ่งก่อนหน้านี้ เราก็เคยได้เห็นปรากฏการณ์อย่าง เครื่อง WII ที่มียอดขายถล่มทลายทั่วโลก โดยที่ Xbox และ Playstation ได้แต่มองตาปริบ ๆ มาแล้ว

และ หลังจากการออกเครื่องเกมส์ใหม่อย่าง Nintendo Switch ก็ได้ทยอยออกเกมที่ ทำให้ผู้เล่นได้สนุกกับเกมได้เหมือนในอดีต เราจะเห็นได้ว่า กราฟฟิกของ Switch นั้นแทบจะย้อนเวลากลับไปในเครื่องคอนโซลยุคก่อนหน้าด้วยซ้ำ

แต่ความสนุกของเกม รวมถึง ไอเดียในการนำเครื่องเกมมาประยุกต์ใช้กับสิ่งต่าง ๆ มากมาย ด้วยเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่ Nintendo นั้นคิดมาอย่างดีแล้ว ว่าจะสามารถนำเครื่อง Switch มาต่อยอดให้เล่นสนุกขึ้นได้อย่างไร ตัวอย่าง Nintendo Labo ที่เราเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ก็แสดงให้เห็นความคิดสร้างสรรค์ของ Nintendo ในการออกแบบสิ่งที่เรียกว่าเกม

และล่าสุด Ring Fit Adventure มันได้ทลายกรอบเดิม ๆ ของการเล่นเกม เพราะมันคือการผสมผสานการออกกำลังกายไปกับการเล่นเกม ได้อย่างลงตัวมาก ๆ การ Design Ring Fit มาก็เพื่อเจาะตลาดคนรักสุขภาพที่ต้องการออกกำลังกายและอาจจะไม่มีเวลามากนัก

การสร้างเป็นเกมจึงถือเป็นจุดดึงดูดที่น่าสนใจให้ตลาดกลุ่มนี้ หันมาจับเครื่อง Switch ของ Nintendo และ enjoy ไปกับความสนุกรวมถึงการได้ดูแลสุขภาพผ่านเจ้าอุปกรณ์ตัวใหม่ที่ Nintendo คิดค้นขึ้นมานี้

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับบริษัทอย่าง Nintendo ที่ได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า พวกเขาสนใจแค่ความสนุก และไอเดียใหม่ ๆ ของการเล่นเกมเท่านั้น พวกเขาไม่ได้สนใจสิ่งที่ Xbox หรือ Playstation กำลังเดินไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ เลย เพราะพวกเขาแค่ต้องการให้ผู้เล่นเกมของ Nintendo นั้นได้สนุกกับการเล่นเกมก็เพียงพอแล้วนั่นเอง

References : http://images.nintendolife.com/202562d9d044c/switch-ringfitadventure-lifestylephoto-01-copy.900x.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Bill Gates ตอนที่ 6 : NetScape Killer

Internet นั้นมีต้นกำเนิดมาจากเครือข่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เรียกว่า ARPANET ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 1969 โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เพื่อให้บริษัทคู่สัญญาและเหล่านักวิจัยของกระทรวงสามารถสื่อสารกันได้แม้เมื่อมีการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อ Internet ถูกเปลี่ยนมาให้บริการทางการค้า ลูกค้ารุ่นแรก ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นองค์กรวิจัย , บริษัทคอมพิวเตอร์ , นักวิทยาศาสตร์ในมหาลัย ซึ่งคนเหล่านี้ต้องการแลกเปลี่ยน email ระหว่างกัน เพื่อให้ในการติดต่อสื่อสารผ่านข้อมูลต่าง ๆ

ซึ่งโปรแกรมที่ได้รับความนิยมบนระบบ Internet นั่นก็คือ Web Browser ไปสู่เครือข่าย World Wide Web ซึ่งเป็นเครือข่าวของเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมต่อไปยัง Internet เพื่อนำเสนอหน้าต่าง ๆ ของข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ

และ Internet กำลังกลายมาเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ถือเป็นการปฏิวัติวงการเทคโนโลยี นับแต่ IBM PC ออกวางจำหน่าย ใน ปี 1981 เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกต่างมุ่งเข้าหาเทคโนโลยี Internet และ Gates กับ Microsoft ก็ไม่ขอตกขบวนดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน

สำหรับ Browser ตัวแรกของโลกนั้นต้องยกให้กับ Mosaic ที่พัฒนาโดย Lab ของ University of Illinois of Urbana Chanpaign ที่ผู้ที่ได้ว่าเป็นผู้ถือกำเนิดมันก็คือ Marc Andreessen ซึ่งต้องถือเป็นเจ้าพ่อ internet ในยุคแรก ๆ เลยก็ว่าได้ ที่ทำให้ internet เป็น Graphic ที่สวยงามให้คนทั่วไปใช้งานได้อย่างง่ายดาย

Marc Andreessen บิดาแห่ง Web Browser
Marc Andreessen บิดาแห่ง Web Browser

ซึ่งในช่วงแรก ๆ นั้นการใช้งาน Internet ยังคงเป็นรูปแบบของ text mode อยู่ คล้าย ๆ กับยุคของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ตอนแรกนั้นระบบปฏิบัติการอย่าง MS-DOS ก็เป็นการใช้งานแบบ Text mode เช่นเดียวกัน

ซึ่งหลังจากปล่อยให้ตัง Mosaic นั้น Download Free และเป็นที่นิยมอย่างมากแล้วนั้น Marc Andreessen ก็ถูกนายทุน ที่นำโดย Jim Clark ทำการชักชวน Marc ให้มาเปิดบริษัทเพื่อพัฒนา Web Browser เพื่อขายเชิงพานิชย์ เพราะตอนนั้น Internet กำลังเริ่มแพร่หลายอย่างรวดเร็ว

โดยทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้ง Netscape ขึ้นมา ซึ่งในช่วงปลาย 1990 นั้น Marc ถือว่าเป็นบุคคลที่โด่งดังมาก เนื่องจากหลังจากสร้าง NetScape และปล่อยออกสู่ตลาดนั้น ก็สามารถที่จะนำบริษัทเข้าทำ IPO เพื่อเข้าตลาดหุ้นโดยแทบจะทันที ซึ่งถือเป็นต้นแบบของความสำเร็จให้บริษัทเทคโนโลีหลาย ๆ แห่งต้องการดำเนินรอยตามสิ่งที่ NetScape ทำ

ซึ่งมูลค่าหุ้นของ NetScape นั้นขึ้นไปสูงถึงระดับ 171 ดอลลาร์  ในช่วงเปิดตัววันแรก ๆ  ทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงขึ้นถึง  2 พันล้านเหรียญทันที ซึ่งในยุคนั้น ถือว่าเป็นบริษัททางเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงมาก ๆ   และทำให้เค้ากลายเป็นเศรษฐีหนุ่มทันทีจากมูลค่าหุ้น และเหล่านักลงทุนก็รวยกันไปตาม ๆ กันจากมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงเวลาดังกล่าว

แต่การเกิดขึ้นของ NetScape นั้นเหมือนเป็นการปลุกยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ให้ตื่น ซึ่งหลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงกับระบบปฏิบัติการ Windows ทำให้ Microsoft กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าแทบจะสูงที่สุดในโลกของบริษัททางด้านเทคโนโลยี ซึ่ง Gates เองก็ไม่รอช้า และในช่วงนั้นก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ Microsoft ต้องออก OS ใหม่พอดีซึ่งก็คือ Microsoft Windows 95  

Windows 95 เปิดตัวในเดือน สิงหาคม ปี 1995 เป็น Windows รุ่นต่อจาก 3.1 เป็น Windows รุ่นแรกที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใช้ทั่วไป ด้วยความสามารถต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดสำหรับผู้ใช้ทั่วไป Windows 95 ประสบความสำเร็จอย่างสูง ยอดการใช้ Windows 95 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของ Windows เลยก็ว่าได้หลังจาก Microsoft ได้สร้างระบบปฏิบัติการ Windows ขึ้นมา

ซึ่ง Gates นั้นใช้แผนการที่ถือเป็น Case Study ครั้งสำคัญของวงการธุรกิจทางด้านเทคโนโลยีโลก นั่นก็คือการนำเอา Internet Explorer ที่ถูกสร้างโดย Microsoft ออกสู่ตลาดโดยแถมมากับระบบปฏิบัติการ Windows 95 ไปเลยทันที ผู้ใช้งานไม่ต้องไปซื้อโปรแกรม Browser เสริมให้ยุ่งยาก

Gates กับการใช้กลยุทธ์ซื้อ Windows แถม Browser ในตำนาน
Gates กับการใช้กลยุทธ์ซื้อ Windows แถม Browser ในตำนาน

ซึ่ง Microsoft นั้นก็ได้พัฒนาตัว Internet Explorer โดยใช้พื้นฐานมาจาก Mosaic ที่ Marc Andreessen เป็นคนพัฒนาขึ้นในตอนอยู่ที่  University of illinois of Urbana Chanpaign นั่นเอง

ซึ่ง Microsoft นั้นเป็นบริษัทที่ทุนหนาอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาเรื่องการเงินแต่อย่างใดในขณะนั้น ในการแถม Browser ไปกับระบบปฏิบัติการ และเป็นยิ่งส่งเสริมให้คนหันมาใช้ ระบบปฏิบัติการ Windows 95 มากยิ่งขึ้น

ซึ่งถือเป็นความโหดมากของ Gates และ Microsoft ในการที่แทบจะ ฆ่า Netscape ออกไปจากตลาดแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลยก็ว่าได้ และ ทำให้เพิ่มยอดขายของ Windows 95 จนสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา ซึ่งเหมือนเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยทีเดียวเลยก็ว่าได้สำหรับกลยุทธ์นี้ของ Gates และ Microsoft ในการจัดการกับ NetScape

แม้สุดท้ายจะมีการฟ้องร้องกันโดยมีการกล่าวหาว่า Microsoft ผูกขาดการตลาดของระบบปฏิบัติการ แต่ทางฝั่ง Microsoft นั้นก็ไม่แยแสกับเรื่องที่เกิดขึ้น ยังเดินหน้าแถม Browser ต่อไปจนครองส่วนแบ่งแทบจะทั้งหมดของ Browser ในขณะนั้นในที่สุด

และ ทำให้ Netscape ต้องถูกขายให้กับ AOL ในภายหลังก่อนจะพัฒนากลายมาเป็น Moziila Firefox อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ส่วนคดีความฟ้องร้องนั้น ถึงแม้สุดท้าย ศาลจะพิพากษาให้ Microsoft เป็นฝ่ายผิด แต่ Microsoft ก็ยินยอมจ่ายค่าปรับเพียงร้อยกว่าล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งเปรียบเหมือนในสงครามนี้ Microsoft ยอมแพ้ในศาลแต่ ในเชิงธุรกิจนั้น Netscape ได้สูญพันธุ์จากตลาดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

References : https://news.images.itv.com/image/file/619409/stream_img.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

McDonald กับการวางแผนใช้ AI Voice ในช่อง Drive-thru

เมื่อเทคโนโลยี AI จะช่วยให้เราได้อาหารจานด่วนที่รวดเร็วขึ้น เมื่อแมคโดนัลด์ ยักษ์ใหญ่ Fastfood จากอเมริกา ประกาศว่าได้ทำการเข้าซื้อกิจการของ Apprente ซึ่งเป็น Startup ด้านเทคโนโลยี AI Voice เพื่อให้สามารถตอบโต้กับมนุษย์ได้แบบอัตโนมัติ 

Apprente ซึ่งมีที่ตั้งบน Mountain View ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของประเทศอเมริกา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสร้างตัวแทนที่ใช้เสียง ซึ่งสามารถรับคำสั่งได้ในหลายภาษา  ซึ่งยักษ์ใหญ่อาหารจานด่วนอย่าง McDonald ได้ทำการทดสอบเทคโนโลยีของ Apprente ในหลาย ๆ ที่ และคาดว่าจะทำให้ “สั่งซื้อได้เร็วขึ้นง่ายขึ้นและถูกต้องมากขึ้น” ผ่านช่องทาง Drive-Thrus

Apprente จะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของ McD Tech Labs ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยีร้านอาหารแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ใน Silicon Valley ทีม Apprente จะกลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของกลุ่มและ Itamar Arel ผู้ร่วมก่อตั้งจะทำหน้าที่ในฐานะรองประธาน “ความมุ่งมั่นของ McDonald ในการสร้างนวัตกรรมเป็นแรงบันดาลใจให้กับทีมของเรามานานแล้วมันค่อนข้างชัดเจนจากภารกิจที่หลากหลายของเราที่ McDonald เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้วยการขับเคลื่อนของเทคโนโลยี”

Itamar Arel, Ph.D. , ผู้ร่วมก่อตั้ง Apprente และรองประธานของ McD Tech Labs กล่าวว่า “Apprente เกิดขึ้นจากโอกาสที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาที่ท้าทายในโลกแห่งความจริงและเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะนำสิ่งนี้ไปใช้ในการสร้างประสบการณ์ส่วนตัวให้กับลูกค้าและทีมงานของ McDonald” โดยบริษัทกำลังวางแผนที่จะว่าจ้างวิศวกรเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทางฝั่งของ McDonald ได้ออกมากล่าวว่า พวกเขามีศักยภาพในการขยายเทคโนโลยีของ Apprente ไปยังพื้นที่อื่น ๆ เช่นการสั่งซื้อผ่านมือถือและตู้คีออสก์ แต่ในขณะที่เทคโนโลยีใหม่อาจจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับลูกค้า ซึ่งจะมาทดแทนแรงงานของมนุษย์

ซึ่งซุ้มบริการตนเองของร้านแมคโดนัลด์จะถูกนำไปใช้กับร้านอาหารทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาภายในปี 2020 ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการจ้างพนักงานเก็บเงินที่เป็นแรงงานมนุษย์ได้เป็นจำนวนมาก

การเข้าซื้อกิจการของ Apprente เป็นข้อตกลงด้านเทคโนโลยีที่สามในปีนี้ ในเดือนเมษายน McDonal ได้ลงทุนใน Dynamic Yield ซึ่งเป็น Startup ที่ทำเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปรับแต่งเมนูไปตามสภาพอากาศ ช่วงเวลาของวัน และรายการเมนูที่ได้รับความนิยม นอกจากนี้ยังซื้อหุ้นจำนวนหนึ่งใน Plexure ซึ่งเป็น บริษัท เทคโนโลยีแอพมือถือในนิวซีแลนด์อีกด้วย

References : https://www.engadget.com
https://media.wired.com/photos/5d77d193361279000868a8ae/master/w_2560%2Cc_limit/Business_McDonalds-drivethrough-1128021489-2.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol