BrewDog กับการระดมทุนแบบ Crowdfunding สู่ธุรกิจคราฟท์เบียร์ 2 พันล้านเหรียญ

BrewDog ซึ่ง James Watt และ Martin Dickie ได้เริ่มต้นธุรกิจเบียร์ตามความฝันเล็ก ๆ ของพวกเขาในประเทศสก็อตแลนด์ ในปี 2007 แต่ตอนนี้พวกเขาสร้างมันให้กลายเป็นธุรกิจเบียร์ยักษ์ใหญ่ มีโรงเบียร์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง และกว่า 100 บาร์ในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลกต่างเป็นลูกค้าของเขา

Watt และ Dickie เติบโตมาในหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสกอตแลนด์ ที่มีชื่อว่า Fraserburgh Watt เรียนกฏหมายที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ด้วยความขบท เขาทำงานเป็นนักกฏหมายเพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น ก่อนที่จะออกไปตามความฝันของตัวเอง

เขาได้ใช้เวลา 6 ปีต่อมาในการจับปลา และ กุ้งมังกร บนเรือประมงทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก และ กลับมาปรุงเบียร์สุดรักเมื่อยามที่เขาขึ้นฝั่ง

ส่วน Dickie นั้น เป็นคอเบียร์มาตั้งแต่ 12 ขวบ เขาพบชุดต้มเบียร์ที่ใต้ห้องหลังคาของพ่อแม่ และเริ่มทำการทดลองกับฮ็อพสดแบบต่าง ๆ ร่วมกับพ่อเขา และได้ไปเจอกับ Watt ที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ โดยเขาได้ไปศึกษาวิธีการกลั่นจากที่นั่น

หลังจบการศึกษาในปี 2004 เขาได้ไปทำงานเป็นผู้ผลิตเบียร์ที่ Thornbridge Brewery ในประเทศอังกฤษ และเมื่อ Watt เดินทางไปเยี่ยม ทั้งสองก็จะสนุกอยู่กับการปรุงเบียร์ IPA สไตล์อเมริกันซึ่งมีแอลกอฮอล์ที่ค่อนข้างสูง

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตทั้งคู่เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาได้ไปพบเจอกับ Michael Jackson นักเขียนเรื่องเบียร์ชื่อดังของยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาเบียร์ในปี 1980 หลังจากที่ Jackson ได้มาพบสองหนุ่มเป็นประจำเพื่อชิมเบียร์ที่พวกเขาปรุงขึ้นมา Jackson ก็บอกให้พวกเขาลาออกจากงานประจำ และ มาลุยกับธุรกิจเบียร์แบบ Full Time ได้เสียที

ทั้งคู่ได้รวบรวมเงินออมได้ประมาณ 39,000 เหรียญ และกู้เงินจากธนาคารเพิ่มอีก 26,000 เหรียญ เช่าโรงเก็บศพที่ถูกทิ้งร้าง และชิ้นส่วนการประกอบเบียร์ที่ถูกทิ้งร้างของสภาท้องถิ่นในเมือง

ทั้งคู่ไม่มีแม้แต่ทุนรอนสำหรับถังต้มเบียร์สแตนเลส ที่นักปรุงเบียร์มืออาชีพใช้กัน พวกเขาสามารถใช้ได้เพียงแค่ถังน้ำพลาสติกที่เหลือ ๆ จากท้องถิ่นที่พวกเขาอยู่

แต่พวกเขาก็อดทนต่อไป และในเดือนเมษายนปี 2007 BrewDog ก็ได้ผลิตเบียร์ชุดแรกสำเร็จ แต่โชคไม่เข้าข้างพวกเขานัก เพราะตอนนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติการเงินปี 2008 พอดิบพอดี ไม่มีใครอยากจะมาเสียเงินซื้อเบียร์รสขม ที่แทบจะไม่มีคนรู้จัก

ด้วยการเริ่มต้นธุรกิจที่แสนอาภัพ พวกเขาต้องย้ายกลับไปพักอาศัยอยู่พ่อและแม่ เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าสำหรับที่พัก แต่ทั้งสองก็ยังคงมองเป็นแค่เรื่องสนุก เพราะพวกเขาเพิ่งจะอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น ซึ่ง Watt เองก็ยังไม่ได้ทิ้งอาชีพการทำประมงไปแต่อย่างใด

จุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งก็คือ ในปี 2008 BrewDog ได้ชนะการแข่งขันเบียร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Tesco และนี่เองที่ทำให้เบียร์ของ BrewDog จะมีโอกาสได้ไปวางขายในร้านค้ากว่า 400 แห่งของ Tesco ทั่วสหราชอาณาจักร ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2,000 ขวดต่อสัปดาห์

ด้วยเงินกู้จากธนาคารที่มากขึ้นหลังจากได้เห็นยอด Order ที่สั่งเข้ามาจาก Tesco รวมถึงรายได้บางส่วนจากการตกปลาของ Watt ในที่สุด BrewDog ก็เริ่มเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง จนถึงปี 2011 ธุรกิจก็มีความมั่นคงพอที่จะทำให้ Watt ลาออกจากงานประมง

และเพียงไม่นาน ความต้องการเบียร์ของพวกเขาก็พุ่งสูงขึ้น และมีปริมาณมากเกินกว่ากำลังการผลิตที่พวกเขาจะรับไหว พวกเขาต้องการเงินทุน เพื่อมาขยายกิจการโดยด่วน

พวกเขาจึงได้สร้างแนวคิดใหม่ด้วยการระดมทุนจากประชาชนทั่วไปที่รัก BrewDog โดยชักชวนให้มาเป็นหุ้นส่วนของพวกเขาซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า Equity for Punks

ในปี 2009 หลังจากผ่านขั้นตอนด้านกฏหมายต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว BrewDog ก็พร้อมที่จะกลายเป็นบริษัทมหาชน โดยผู้ถือหุ้น จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ และจะได้รับสิทธิพิเศษส่วนลดตลอดชีพ 10% ที่บาร์ของ BrewDog และสิทธิ์ในการเป็นสมาชิกคลับเบียร์รายเดือนของ BrewDog

รูปแบบการลงทุน Equity for Punks
รูปแบบการลงทุน Equity for Punks (CR:BrewDog)

ซึ่งในรอบ Equity for Punks ครั้งแรกนั้น BrewDog ระดมทุนได้ 975,000 ดอลลาร์จากนักลงทุนประมาณ 1,330 ราย มาถึงปัจจุบันเข้าสู่รอบที่ 6 ของการระดมทุนแล้ว โดยประสบความสำเร็จสูงสุดเมื่อระดมทุนได้ 34 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุน 70,000 คนในปี 2018

นักลงทุนในยุคแรกอย่าง Daniel Fetter พยาบาลในแนชวิลล์รัฐเทนเนสซี เริ่มลงทุน 10,000 ดอลลาร์ ใน Equity for Punks รอบแรกของปี 2010 มาถึงตอนนี้ผลตอบแทนที่เขาได้รับกว่า 100,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นอัตราผลตอบแทนสูงถึง 900% ( เทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้น S&P500 ที่ให้ผลตอบแทนเพียงแค่ 185%)

ในเดือนเมษายนปี 2017 BrewDog ได้รับการระดมทุนจาก TSG Consumer Partners ซึ่งตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโก 265 ล้านดอลลาร์ โดยเข้ามาถือสัดส่วนหุ้น 22.7%

และมันทำให้สามารถทำให้การเติบโตของ BrewDog ในประเทศสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด เติบโตขึ้น 3 เท่าจากปี 2017 ที่มีกำลังการผลิต 10,000 บาร์เรล และเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าในปี 2019 ทำให้ติดอันดับ top 50 ของผู้ผลิตเบียร์ในสหรัฐได้ในท้ายที่สุด

ด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าตลาดกว่า แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ทั้ง Watt และ Dickie ต่างงัดกลยุทธ์ สุดพิศดารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพตัวเองแบบเปลือยกายที่รัฐสภาในลอนดอนมีเพียงกล่องเบียร์ปกปิดของสงวนไว้เท่านั้น

ในปี 2018 เพื่อดึงดูดความสนใจต่อนักลงทุนกับ US Equity for Punks ครั้งที่สองในปีนั้น พวกเขาได้เช่าเฮลิคอปเตอร์เพื่อบินไปยัง Wall Street และได้ทิ้งแมวที่มีร่มชูชีพปล่อยลงมาที่พื้นด้านล่าง เพื่อล้อเลียน นายธนาคารแมวอ้วนแห่ง Wall Street

กลยุทธ์เรียกกระแสฮือฮาด้วยการปล่อยแมวลงมาจากฟากฟ้า
กลยุทธ์เรียกกระแสฮือฮาด้วยการปล่อยแมวลงมาจากฟากฟ้า (CR:americancraftbeer)

รวงถึงพวกเขาได้สร้างโมเดลสุดแหวกแนวในการต้มเบียร์ในสถานที่แปลก ๆ เช่น บนเที่ยวบินสายการบินบริติชแอร์เวย์ที่ความสูง 40,000 ฟุต หรือ ในรถกระบะฟอร์ด ที่วิ่งด้วยความเร็ว 92 ไมล์ต่อชั่วโมงบนสนามแข่งรถ Dover International Speedway และ ในเรือใบที่ท่าเรือบอสตันกับ แซม อดัมส์ หนึ่งในมหาเศรษฐีของอเมริกา

และเพื่อความมั่นคงยิ่งขึ้นในอนาคต พวกเขาก็มองถึงธุรกิจทางเลือกไว้เผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมโอไฮโอเบียร์ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเช่น ตู้เย็นเบียร์ ห้องอาบน้ำที่มีฝักบัวในห้องพัก ซึ่งมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 82% (เทียบกับ 68% สำหรับโรงแรมทั่วไปในโคลัมบัส)

หรือแม้กระทั่งการกระโจนเข้าสู่ธุรกิจ Streaming Service ที่พวกเขากำหนดราคาไว้ประมาณ 3 เหรียญต่อเดือน ซึ่งหลังจากถูกลูกค้าบ่นว่าบริการเริ่มช้า พวกเขาได้เปิดให้บริการฟรีในเดือนธันวาคม และมีผู้เข้าใช้งานกว่า 5 ล้านคน

ต้องบอกว่า ทั้ง Watt และ Dickie เด็กหนุ่มสองคนที่เดินทางมาจากตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ พวกเขาเริ่มต้นธุรกิจด้วยหัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่ง พวกเขายืนหยัดในสิ่งที่เขาเชื่อ และสิ่งที่พวกเขารัก และทำมันด้วยใจจนสร้างสิ่งที่เหลือเชื่อได้สำเร็จ และทำให้ธุรกิจของพวกเขากลายเป็นธุรกิจกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐได้ในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References : https://www.forbes.com/sites/kristinstoller/2020/01/14/the-new-beer-barons-how-two-scottish-kids-turned-wild-flavors-crowdfunding-and-plenty-of-attitude-into-a-2-billion-business/?sh=5375e40229c4
https://www.headspacegroup.co.uk/entrepreneurs-how-brewdog-started-from-nothing
https://en.wikipedia.org/wiki/BrewDog
https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2016/mar/24/the-aggressive-outrageous-infuriating-and-ingenious-rise-of-brewdog

David Daneshgar กับการเริ่มธุรกิจ Startup ด้วยทุนจากเกมไพ่ Poker

หลากหลาย Startup ต่างเริ่มต้นด้วยเงินทุนในรูปแบบที่แตกต่างกัน บางรายใช้เงินจากครอบครัว หรือ หลาย ๆ ราย ก็ได้นักลงทุนใจดีอย่าง Angel Investor มาช่วยเหลือด้านเงินทุนในช่วงเริ่มต้นของการก่อร่างสร้างบริษัท

แต่ใครจะไปคิดว่ามีชายคนหนึ่งที่ชื่อ David Daneshgar เขาได้เริ่มธุรกิจ Startup ตลาดกลางสำหรับนักจัดดอกไม้ด้วยเงินทุนที่เขาได้จากการเล่นไพ่ Poker

ต้องบอกว่า Daneshgar นั้นเป็นผู้เล่น Poker ระดับมืออาชีพ เขาได้รับรางวัลระดับท็อปกับรางวัล Work Series of Poker ในปี 2008 และได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในผู้เล่น Poker ที่ดีที่สุดในโลก

ตอนอายุ 26 ปี เขาสามารถทำเงินได้หลายล้านดอลลาร์จาก Poker เกมที่มีการเดิมพันสูง ที่จะเป็นทุนสำคัญที่ใช้ในการพลิกชีวิตเขาภายในอีกไม่กี่ปีถัดมา

ในปี 2011 Gregg Weisstein และ Farbod Shoraka นั้นกำลังมองหานักลงทุนในช่วงเริ่มต้นกับธุรกิจใหม่ของเขาอย่าง BloomNation ซึ่งเขามองเห็นตลาดขนาดใหญ่ที่เป็น ตลาดกลางสำหรับนักจัดดอกไม้ที่ขายดอกไม้ให้กับผู้บริโภคโดยตรง

นั่นเองที่ทำให้ทั้งสองไปพบกับ Daneshgar ซึ่งได้ถามทั้งสองว่าต้องการเงินเท่าไหร่สำหรับการเริ่มต้นแพล็ตฟอร์มของ BloomNation

BloomNation ต้องการเงิน 30,000 เหรียญ เพื่อทำการเริ่มต้นในการจ้างพนักงานและเช่า server เพื่อพัฒนาตัวเว๊บไซต์เวอร์ชั่นแรกให้สำเร็จ

Daneshgar จึงได้เดินทางไปยังลอสแองเจลิสเพื่อแข่งขัน Poker เป็นเวลาสองวัน เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่า 30,000 เหรียญ โดยมี ทั้งสองคู่หู Weisstein และ Shoraka นั่งอยู่ที่โต๊ะ Poker ข้าง ๆ เขา ซึ่งบนแล็ปท็อปของพวกเขาทั้งสองกำลังออกแบบเว๊บไซต์ของ BloomNation อยู่ด้วย

การแข่งขันดำเนินไปอย่างเข้มข้น เมื่อถึงเกมตัดสินรอบชิงชนะเลิศ ที่มีเงินเดิมพัน 30,000 เหรียญ ทั้ง Weisstein และ Shoraka ก็ต้องหยุดทำงาน และหันมามองเกมรอบชิงชนะเลิศ ที่โครตตึงเครียด และเต็มไปด้วยความกดดัน

Daneshgar เดิมพันเงินตั้งต้นธุรกิจด้วยเกมไพ่ Poker
Daneshgar เดิมพันเงินตั้งต้นธุรกิจด้วยเกมไพ่ Poker

เพราะ BloomNation ต้องการเงิน 30,000 เหรียญ ซึ่งถ้าหาก Daneshgar เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในเกมดังกล่าวจะได้รับเงินรางวัลเพียงแค่ 15,000 เหรียญเท่านั้น ซึ่งมันไม่พอสำหรับในการเป็นทุนเริ่มต้นธุรกิจของพวกเขา

สุดท้ายด้วยความเทพของ Daneshgar เขาก็ชนะในรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จและคว้าเงินรางวัล 30,000 เหรียญ ซึ่งเป็นเงินก้อนแรกของผู้ร่วมก่อตั้งของ BloomNation ที่จะระดมทุนให้กับเว๊บไซต์ของพวกเขา

หลังจบทัวร์นาเม้นท์ ทีมก็ออกไปเลี้ยงฉลองกันทันที ต้องบอกว่าเกม Poker ได้ทำสิ่งยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครนึกถึง ซึ่งนอกจากให้เงินกับทีมผู้ก่อตั้งแล้วนั้น มันได้เปลี่ยนกระบวนการคิดทั้งหมดในการทำธุรกิจเพื่อรับความเสี่ยงที่ Daneshgar ได้ฝึกวิชามาจากเกมไพ่ Poker นั่นเอง

สุดท้าย BloomNation ก็ไม่ได้อาศัย Poker เพื่อระดมทุนอีกต่อไป เพราะเมื่อธุรกิจของพวกเขาเริ่มเข้าไปเตะตานักลงทุนรายใหญ่ ๆ หลังจากผลิตภัณฑ์ใน Version แรก นั้นทำออกมาได้ดี

พวกเขาก็ได้รับเงินทุนในรอบถัดไปจากบริษัทการลงทุนยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Spark Capital , Andreessen Horowitz , Chicago Ventures , Mucker Capital และ CrunchFund กว่า 1.65 ล้านเหรียญ และทีมก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากพนักงานเพียงแค่ 14 คน เป็น 40 คนภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึงปี

ในเดือนตุลาคม 2014 BloomNation ได้ระดมทุนซีรีส์ A เพิ่มอีก 5.55 ล้านเหรียญจาก Ronny Conway, Andreessen Horowitz, Spark Capital, Chicago Ventures และ Crunchfund ซึ่งช่วยให้บริษัทขยายเครือข่ายร้านดอกไม้ และได้เพิ่มบริการจัดงานแต่งงาน / งานอีเวนต์ และเปิดตัวแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ จนกลายเป็นบริการที่ได้รับการยอมรับ และประสบความสำเร็จ ด้วยเงินทุนตั้งต้นจากเกม Poker ของ Daneshgar นั่นเองครับผม

References : https://www.bloomnation.com/
https://www.businessinsider.com/bloomnation-founders-story-2014-8
https://en.wikipedia.org/wiki/BloomNation
https://alchetron.com/David-Daneshgar

เหตุผลใดที่ Elon Musk สามารถกลายเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลกได้

ราคาหุ้นของ Tesla เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 880 ดอลลาร์ในเดือนมกราคมทำให้ Elon Musk เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกด้วยมูลค่าสุทธิ 195 พันล้านดอลลาร์โดยเอาชนะ Jeff Bezos ได้ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์

แต่จากคำกล่าวของมหาเศรษฐี VC Chamath Palihapitiya Musk กำลังจะร่ำรวยขึ้นมาก ในความเป็นจริงเขาจะเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลกได้หากหุ้นของ Tesla เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าของราคาปัจจุบัน Palihapitiya เชื่อว่าอาจเกิดขึ้นได้ เหตุผลที่เขาคิดว่านี่อาจเป็นบทเรียนสำหรับผู้ประกอบการทุกคน

Palihapitiya มีประวัติอันน่าประทับใจ ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้บริหาร Facebook เขาออกไปพบกับ บริษัท ร่วมทุน Social Capital เขาเป็นนักลงทุนรายแรก ๆ ใน Slack and Box และช่วยทำให้ Virgin Galactic เป็น บริษัท มหาชน

แล้วทำไมตอนนี้เขาถึงคิดว่า Musk จะยิ่งร่ำรวยมากขึ้นในอนาคต?  ไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่คุณคาดหวัง ไม่ใช่เพราะ Musk เป็นบุคคลที่มีผู้ติดตามบน Twitter มากกว่า 42 ล้านคนหรือเพราะเขาเป็นอัจฉริยะที่สามารถสอนตัวเองได้เกือบทุกอย่าง

ไม่ใช่ว่าเขาทำงานหนักหรือเพราะเขามีแรงผลักดันอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นคุณสมบัติที่ VC ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับผู้ก่อตั้งก็ตาม

มันง่ายกว่านั้นมาก เป็นเพราะ Tesla กำลังต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Palihapitiya อธิบายในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC “บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกควรเป็นคนที่แก้ไขหรือต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เขากล่าว เขาคิดว่า Tesla เป็นทางออกที่ดีมาหลายปีแล้วเขากล่าว “ต้องใช้เวลาห้าหรือหกปีกว่าที่ทุกคนจะตระหนักถึงสิ่งเดียวกัน”

เขากล่าวว่า Tesla เป็น บริษัท พลังงานแบบกระจายซึ่งนอกจากรถยนต์แล้วยังผลิตแบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์ และ Powerwall ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่ออกแบบมาเพื่อเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ใช้ในภายหลัง “พวกเขากำลังคิดหาวิธีเก็บเกี่ยวพลังงาน วิธีการจัดเก็บและวิธีการใช้เพื่อให้มนุษย์มีประสิทธิภาพสูงสุด” เขากล่าว

อัตราส่วน P / E ของ Tesla สูงกว่า 1,600

อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P / E Ratio) ของ Tesla ที่มีมากกว่า 1,600 แม้ว่าราคาหุ้นของ บริษัท จะลดลงเล็กน้อยเมื่อหน่วยงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติขอให้ บริษัทเรียกคืนรถยนต์รุ่นเก่า 158,000 คันเนื่องจากปัญหาหน้าจอสัมผัสที่ อาจส่งผลต่อความปลอดภัย  

สำหรับนักลงทุนจำนวนมากนั่นจะเป็นการชี้ให้เห็นว่าหุ้นของ Tesla มีมูลค่าสูงเกินไปแล้ว แต่ Palihapitiya ยังคงเชื่อว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอีกมากและเรื่องของพลังงานคือเหตุผลว่าทำไม

“การหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นคือระบบไฟฟ้า” เขาอธิบาย “มีพันธบัตรมูลค่าหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นเงินทุน [ค่าใช้จ่ายในการลงทุน] ซึ่งมีมูลค่าอยู่ภายในโครงสร้างพื้นฐานการผลิตพลังงานของโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไป” เมื่อเป็นเช่นนั้นเขากล่าวว่า “Tesla จะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 2-3 เท่าอีกครั้ง” 

Palihapitiya ได้ทำนายไว้ก่อนหน้านี้ว่ามหาเศรษฐีคนแรกของโลกจะเป็นคนที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” แต่ถ้าไม่ใช่เขา ก็จะเป็นใครคนนึงที่มีความคิดเหมือน Elon Musk เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดทำให้โลกมีความยั่งยืน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่บุคคลเหล่านี้จะได้รับรางวัลเป็นผลตอบแทน”

การช่วยลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญ

และ Palihapitiya มองว่ามีแนวโน้มที่ถูกต้องที่ธุรกิจที่ตอบสนองความท้าทายนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเห็นคุณค่าของพวกเขาในการเติบโตได้ในระยะยาว

สำหรับส่วนตัวเองมองว่าว่า Musk มองปัญหาใหญ่ ๆ ของโลกเราเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงานทดแทน หรือ การเดินทางในอวกาศ ซึ่งล้วนแล้วต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการสร้างฝันของเขาให้สำเร็จขึ้นมาได้

ทั้ง SpaceX , Tesla หรือ SolarCity นั้น เป็นบริษัทที่ล้วนอยู่ในอุตสาหกรรมที่มี Impact ต่อโลกเราอย่างมหาศาล และแน่นอนว่าเมื่อเขามองถึงอนาคต ที่ยังไม่มีใครมองเห็น มันก็จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มหาศาลที่ไม่เคยมีใครมองมันมาก่อนด้วยนั่นเอง

ซึ่งทุกสิ่งที่เขาทำนั้นมีหลายคนเคยปรามาสว่าเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน และไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ Musk ก็ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าแม้จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ หรือ ยากเย็นเพียงใด เขาก็สามารถทำมันให้เห็นผลเป็นประจักษ์ได้สำเร็จ

ผมก็มั่นใจว่า เขาจะกลายเป็นบุคคลสำคัญที่สุด ที่โลกของเราต้องจารึกไว้ ในฐานะนักนวัตกรรม ไม่ต่างจากที่เราเคยเทิดทูน โทมัส เอดิสัน , นิโคลา เทสลา หรือ เฮนรี่ ฟอร์ด และที่สำคัญ Musk ถือเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าผู้คน หันมาสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ๆ และช่วยกันแก้ปัญหาของโลกเราใน Scale ที่ใหญ่ขึ้นเหมือนสิ่งที่ Musk กำลังทำอยู่นั่นเองครับ

แล้วคุณล่ะมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? อย่าลืมคอมเม้นต์กันเข้ามาได้เลยนะครับผม

References : https://www.inc.com/minda-zetlin/elon-musk-trillionaire-tesla-shares-chamath-palihapitiya.html
https://www.youtube.com/watch?v=CyNtwHoXC9w
https://www.cnbc.com/2021/01/13/nhtsa-asks-tesla-to-recall-158716-model-x-s-over-touchscreen-glitch.html

กฎ 3 คำถามของ Jeff Bezos ในการจ้างพนักงานใหม่ของ Amazon

ตามที่ Nicholas Lovejoy ซึ่งได้เข้าร่วมบริษัทในฐานะพนักงานคนที่ห้าในปี 1995 ของ Amazon ในตอนนั้น Jeff Bezos จะสัมภาษณ์ผู้สมัครทุกคนด้วยตัวเอง “หนึ่งในคติของเขาคือการที่ทุกครั้งที่เราได้รับการว่าจ้างคนที่ควรจะยกระดับมาตรฐานขององค์กรให้เพิ่มขึ้น” Lovejoy กล่าวในการให้สัมภาษณ์ในปี 1999

การทดสอบการจ้างงานกับกฏ 3 คำถามของ Jeff Bezos

ในทุกวันนี้เนื่องจากตารางงานที่ยุ่งและการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Amazon จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่ Bezos จะมีเวลาพบปะกับผู้สมัครทุกคน

แต่เพื่อให้มั่นใจว่า บริษัท จะยังคงรักษามาตรฐานระดับสูงของ Bezos ระบุไว้สามคำถามที่สำคัญสำหรับการเป็นผู้นำที่จะต้องพิจารณาก่อนที่จะจ้างพนักงานใหม่ของเขาในจดหมายปี 1998 ให้กับผู้ถือหุ้น

แม้ว่าจะเขียนเมื่อ 22 ปีที่แล้ว แต่คำถามเหล่านี้เป็นคำถามอมตะที่ทั้งผู้จัดการฝ่ายการว่าจ้างและผู้สมัครควรนึกถึงก่อนสัมภาษณ์งาน:

1. “คุณจะชื่นชมคนนี้ไหม”

“ถ้าคุณคิดถึงคนที่คุณเคยชื่นชมในชีวิตของคุณ พวกเขาน่าจะเป็นคนที่คุณสามารถเรียนรู้หรือเอาอย่างได้หรือไม่” Bezos เขียนในจดหมายพร้อมเสริมว่าเขาพยายามทำงานเฉพาะกับผู้คนที่เขาชื่นชม

2. “บุคคลนี้จะเพิ่มระดับประสิทธิผลโดยเฉลี่ยของกลุ่มพนักงานที่เข้ามาใหม่หรือไม่”

“มาตรฐานต้องเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ” Bezos เขียนในจดหมายของเขา

ปัญหาคืออาจเป็นเรื่องยากสำหรับการจ้างผู้จัดการที่จะบอกได้ว่าผู้สมัครเมื่อได้รับการว่าจ้างจะยังคงมีส่วนร่วมและกระตือรือร้นที่จะเติบโตปพร้อมกับบริษัทในอีกหลายปีข้างหน้าหรือไม่

“การคิดระยะยาวเป็นหลักยึดในประวัติศาสตร์ของ Amazon ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งของเรา” จากโพสต์ใน Amazon’s Day One Blog (และมันเป็นเรื่องจริง: ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ Amazon เช่น Amazon Prime และ Amazon Web Services ซึ่งเปิดตัวเมื่อหลายปีก่อน)

3. “บุคคลนี้อาจเป็น super star ในมิติใด

นอกเหนือจากทักษะและประสบการณ์ของพวกเขาแล้ว Bezos กล่าวว่าสิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาความสามารถเฉพาะตัวของผู้สมัคร

“บุคคลหนึ่งที่เรารับเข้ามาทำงาน คือแชมป์ Spelling Bee ระดับประเทศ (การแข่งขันสะกดคำภาษาอังกฤษ)” เขาเขียน “หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันไม่ได้ช่วยเธอในการทำงานประจำวันของเธอ แต่มันจะทำให้การทำงานที่นี่สนุกขึ้น ถ้าคุณสามารถขัดขวางเธอในห้องโถงเป็นครั้งคราวด้วยความท้าทายสั้น ๆ ด้วยคำเลียนเสียงคำพูด”

พนักงานระดับซูเปอร์สตาร์อาจเป็นคนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด หรือมีความหัวรุนแรงและดื้อรั้นเล็กน้อยเช่นกัน และแม้ว่าคนประเภทเหล่านี้อาจจะน่ารำคาญซักเล็กน้อยและไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะเข้ากับพวกเขาได้เสมอไป” Bezos กล่าวในการสัมภาษณ์ปี 2018 “แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุณก็ต้องการให้พวกเขาอยู่ในองค์กรของคุณ” เพราะพวกเขาช่วยส่งเสริมให้เกิดการคิดเชิงสร้างสรรค์

References : https://www.themuse.com/advice/3-questions-amazons-ceo-asks-before-hiring-anyone
https://www.genfluencer.com/the-jeff-bezos-3-question-rule-for-hiring-new-employees/

Elon Musk : รัฐบาลคือสุดยอดองค์กรผูกขาดที่ไม่สามารถล้มละลาย

มหาเศรษฐี Elon Musk บอกว่าเขาจะไม่ได้กลายเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ ถ้าเขาไม่ได้อพยพไปยังสหรัฐจากแอฟริกาใต้ในปี 1992 แต่สิ่งที่เขาพูดเป็นการส่งสารไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ : ให้หลีกทางและปล่อยให้ บริษัท ต่างๆ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง

“ผมคิดว่ามันเป็นการแบ่งขั้วที่ผิดพลาดในการมองรัฐบาลและอุตสาหกรรมแบบแยกส่วน … รัฐบาลคือ … สุดยอดบริษัท” Musk ได้กล่าวไว้ที่การ  ประชุมสุดยอดซีอีโอ WSJ โดยเรียกรัฐบาลว่า “การผูกขาดที่ไม่สามารถล้มละลายได้”

ในขณะที่อเมริกายังคงยอดเยี่ยมในด้านนวัตกรรมและการส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการ กฎระเบียบของรัฐบาลกำลังเป็นอุปสรรคกับความพยายามสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในอนาคต

“ผมคิดว่าเราต้องระมัดระวังเกี่ยวกับกฎระเบียบและระบบราชการที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา” Musk กล่าว หากรัฐบาลยังคงกำหนดกฎเกณฑ์มากขึ้น Musk กล่าวว่า “ในที่สุดเราจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย”

แต่ Musk เชื่อว่ารัฐบาลควรทำหน้าที่เป็นเพียง “ผู้ตัดสิน” เพื่อกำหนดกฎของเกม และตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการบังคับใช้กฎที่ถูกต้องอย่างเหมาะสม “นั่นเป็นกฎสำคัญสำหรับรัฐบาลในการตรวจสอบให้แน่ใจว่ากฎนั้นถูกต้องและสิ่งจูงใจคือสิ่งที่เราต้องการให้มันเป็นจริง” Musk กล่าวในการ  ประชุมสุดยอด WSJ CEO

Musk กล่าวว่า “เมื่อพวกเขาไม่ต้องการเป็นแค่ผู้ตัดสินในสนามพวกเขาต้องการเป็นผู้เล่นในสนาม” มันเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์

ลองคิดดูว่าหากรัฐบาลจะเป็นผู้เล่นแทนที่จะเป็นผู้ตัดสิน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลมีแนวโน้มว่าจะช่วยเหลือทางการเงินจำนวนมากให้กับผู้ผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ที่มีการพัฒนามาอย่างดี เช่น Ford หรือ GM เพื่อพัฒนา EV

แต่มันไม่ได้อยู่ในส่วนนวัตกรรมที่พวกเขาต้องสร้างสรรค์ขึ้นมา ควรปล่อยให้ผู้เล่นตัดสินใจเกมด้วยตัวเอง ดังที่ได้เห็นว่าสุดท้าย Tesla กลายเป็นผู้นำด้าน EV ในขณะที่ GM และ Ford แทบจะตามไม่ทัน

คงไม่เป็นคำพูดที่เกินเลยที่จะบอกว่าถ้าไม่มี Tesla EV จะไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผู้ผลิตรถยนต์รุ่นเก่า น่าจะเลิกใช้รถรุ่น low-range หนึ่งหรือสองรุ่นเนื่องจากจุดสนใจหลักของพวกเขายังคงอยู่ที่รถยนต์ที่ใช้ก๊าซไม่ใช่พลังงานไฟฟ้า

Musk กล่าวเสริมว่า เขาคิดว่าสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจให้เกิดผลลัพธ์ไม่ใช่สร้างเส้นทางเดินให้กับเหล่าผู้ประกอบการล้าหลังเหล่านี้”

Musk อายุ 49 ปีเดินทางมาถึงอเมริกาเหนือเมื่ออายุ 17 ปี “ด้วยเงินเพียง 2,000 เหรียญกระเป๋าเป้และกระเป๋าเดินทางที่เต็มไปด้วยหนังสือ” ปัจจุบัน Musk เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับหนึ่งของโลกด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยประมาณ 1.95 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 5.87 ล้านล้านบาท

References : https://twitter.com/elonmusk/status/1005593651219582977
https://www.teslarati.com/elon-musk-government-innovation/
https://www.extremetech.com/extreme/318959-elon-musk-richest-man-mars-colony