ประวัติ Google ตอนที่ 12 : The China Syndrome

ในปี 2005 จีนเป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดในโลก และมันได้ทำให้เหล่าคนชนชั้นกลางของจีนจำนวนกว่าร้อยล้านคน ได้ใช้งานเทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านคอมพิวเตอร์ และ อินเทอร์เน็ต

และแน่นอนว่าตลาดอันหอมหวนเช่นนี้ มันดึงดูดใจบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกทุก ๆ แห่งให้มาลองชิมลางกับตลาดใหญ่อย่างประเทศจีน Microsoft ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ทำการลงทุนในประเทศจีนโดยมีการจ้างงานกว่าหนึ่งพันตำแหน่ง

Google ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการเข้าสู่ตลาดที่มีขนาดมหาศาลนี้เช่นกัน บริน และ เพจต้องการที่จะสร้าง ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นในประเทศจีนโดยเฉพาะ จีนจึงประเทศที่มีความหมายกับ Google มาก

ซึ่งแน่นอนว่าศึกในอเมริกานั้น Google ดูเหมือนว่าจะเป็นฝ่ายชนะในทุก ๆ ครั้งที่ Microsoft พยายามออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาเพื่อสกัดกั้นการเติบโตของ Google แม้ความน่าเกรงขามของ Microsoft ยังคงไม่เสื่อมคลายลงแต่อย่างใด ด้วยขนาดบริษัทที่ใหญ่กว่า 3 เท่าของ Google ในขณะนั้น รวมถึงการที่ Microsoft ยังคงมีรายได้อย่างมั่นคงในตลาดที่เขาครองแบบเบ็ดเสร็จทั้งระบบปฏิบัติการ Windows และ โปรแกรมชุดสำนักงานอย่าง Microsoft Office 

และด้วยความที่ทั้งสองบริษัทนั้นเติบโตมาในยุคที่แตกต่างกัน Google ที่เติบโตมาทีหลัง ถูกมองว่าเป็นขวัญใจของชาวอินเทอร์เน็ตมากกว่า ด้วยภาพลักษณ์ของความ Cool วัฒนธรรมองค์กรรูปแบบใหม่ที่ Google สร้างขึ้น มันทำให้ดึงดูดเหล่าวิศวกรอัจฉริยะยุคใหม่ ๆ ไปได้มากโข

ซึ่งมันส่งผลโดยตรงต่อ Microsoft ทำให้บิลล์ เกตส์ ต้องตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งใน Microsoft โดยมีหน้าที่เดียวคือ หาทางกำจัด Google โดยเฉพาะไม่ว่าโดยวิธีการใดก็ตาม เพราะช่วงหลังวิศวกรจาก Microsoft เริ่มที่จะถูกพลังดูดจากบริษัทอินเทอร์เน็ตหน้าใหม่ออกไปเรื่อย ๆ 

บิลล์ เกตส์ ต้องการบี้ Google ให้ตายเหมือนคู่แข่งรายอื่น ๆ ที่เขาเคยทำมา
บิลล์ เกตส์ ต้องการบี้ Google ให้ตายเหมือนคู่แข่งรายอื่น ๆ ที่เขาเคยทำมา

Microsoft ต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะรั้งวิศวกรเหล่านี้ไว้ ซึ่งต้องใช้ทั้งแรงกาย และ เงินทุนมากกว่า ต้องเสนอเงินและโบนัสพิเศษให้มากกว่า ซึ่งอาการสมองไหลแบบนี้ Microsoft แทบจะไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนไม่ว่าจะแข่งกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งเพียงใดก่อนหน้านี้ 

และคนที่ Microsoft โกรธแค้นที่สุด จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ดร. ไค ฟู ลี ดีกรี ด็อกเตอร์จาก คาร์เนกี เมลอน ผู้ที่เริ่มทำงานกับ Microsoft ประเทศจีนในปี 1998 ซึ่งเป็นปีที่ Google ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นมานั่นเอง

ไค ฟู ลี ถือเป็นบุคคลสำคัญในตลาดจีนของ Microsoft ดูและการดำเนินงานและยุทธศาสตร์หลักทั้งหมดในจีนของ Microsoft เขายังมี connection ที่สำคัญกับทางฝั่งรัฐบาลจีน เป็นคนริเริ่มก่อตั้งศูนย์วิจัย Microsoft ขึ้นในเมืองหลวงของประเทศจีนอย่างเมืองปักกิ่ง

ไค ฟู ลี พนักงานคนสำคัญในตลาดจีนของ Microsoft
ไค ฟู ลี พนักงานคนสำคัญในตลาดจีนของ Microsoft

แต่แล้วในปี 2005 เมื่อ Google ต้องการรุกเข้าสู่ตลาดจีน และนี่เป็นสิ่งที่ ไค ฟู ลี นั้นใฝ่หาความท้าทายที่จะได้ทำงานกับ Google มานานแล้ว แม้ตอนนั้นเขาจะเป็นลูกจ้างของ Microsoft อยู่ก็ตามที ซึ่ง Google นั้นก็ต้องการได้มือดีอย่างเขาเพื่อมาเป็นหัวหน้าศูนย์วิจัยในประเทศจีนเช่นเดียวกัน

มันเป็นการแย่งชิงตัวบุคลากรระดับสูงสุดรายแรกที่ Google สามารถช่วงชิงมาจาก Microsoft ได้ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ Microsoft โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเลยทีเดียว และพร้อมจะโจมตีกลับด้วยการดำเนินการทางกฏหมายกับ Google 

แต่คำขู่จาก Microsoft ดูเหมือนจะไม่ได้ผล เพราะ ในเดือน กรกฏาคม ปี 2005 ไค ฟู ลี ก็เดินตามคนอื่นๆ  ที่ทิ้ง Microsoft เข้าหา Google ซึ่งทำให้ Google ยิ่งแข่งแกร่งมากขึ้นไปอีกขั้น เพราะได้รับพนักงานระดับสูงที่มีความรู้และ Connection ที่ดีกับรัฐบาลจีน รวมถึงชุมชนนักพัฒนาในประเทศจีนอีกด้วย

Google ต้องการให้ ไค ฟู ลี มาดูแลตลาดจีนเช่นเดียวกัน
Google ต้องการให้ ไค ฟู ลี มาดูแลตลาดจีนเช่นเดียวกัน

เมื่อถูก Google หยามถึงเพียงนี้ Microsoft จึงต้องเล่นไม้แรง ด้วยการฟ้องร้องทางกฏหมายต่อ Google และ ไค ฟู ลี ทันที ซึ่ง Microsoft ได้กล่าวหาว่า Google นั้นได้ยั่วยุให้ ลี ไค ฟู ฉีกสัญญาจ้างที่ได้เซ็นไว้กับ Microsoft ทั้งที่รู้ว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ซึ่ง ไค ฟู ลี นั้นเป็นผู้บริหารระดับสูงที่ เอื้อต่อการเข้าสู่จีนหรือการพัฒนาเทคโนโลยีค้นหาของ Google ในประเทศจีน

ซึ่งสุดท้าย Microsoft ได้ชัยชนะครั้งนี้ชั่วคราว จากคำสั่งศาลที่ห้าม ไค ฟู ลี ร่วมงานที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาข้อมูล แต่ผู้พิพากษายังยอมให้ ไค ฟู ลี สามารถทำงานในจีนต่อได้ และช่วยส่งสารไปยังเหล่าพนักงานอาวุโสของ Microsoft ไม่ให้ย้ายไปอยู่กับ Google 

ขณะที่คดีของ ไค ลี ฟู ยังอยู่ในกระบวนการคลี่คลาย ตลาดอินเทอร์เน็ตในจีนก็ได้เกิดความร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ Yahoo ได้ประกาศลงทุนหนึ่งพันล้านเหรียญใน อาลีบาบา บริษัท อินเทอร์เน็ตชั้นนำของจีน 

ส่วน Google นั้นหลังจากคดีของ ไค ฟู ลี จึงต้องหาแผนสำรองด้วยการซื้อหุ้น Search Engine ชื่อดังของจีนอย่าง Baidu.com ที่มี Design และ Concept เรียบง่ายแบบเดียวกับ ที่ Google ทำ

และเมื่อ Baidu ทำ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ มันได้เพิ่มมูลค่าตลาดนับพันล้านเหรียญให้แก่ Google และทำให้มูลค่าของ Google ในขณะนั้นมีมูลค่ามากกว่า amazon และ ebay รวมกันเสียอีกด้วยซ้ำ ตอนนี้ Google เติบโตจนเหลือเพียงแค่ Microsoft เท่านั้นที่พวกเขายังล้มไม่ได้

Google เลือกถือหุ้นใน  Baidu เป็นแผนสำรองแทน
Google เลือกถือหุ้นใน Baidu เป็นแผนสำรองแทน

ในขณะที่ Google คิดว่าตัวเองเป็นบริษัททางด้านเทคโนโลยี แต่ความจริงแล้วนั้น Google ทำเงินด้วยการโฆษณา ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับสื่อแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่ ปีแรกที่เข้าตลาดนั้น Google มีมูลค่าในตลาดมากกว่าบริษัทสื่อที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Time Warner เสียด้วยซ้ำ

การที่ Google ทำให้ข้อมูลทั่วโลกเข้าถึงได้ผ่านทางออนไลน์  และการที่ Google สามารถที่จะดึงดูดเอาวิศวกรที่ฉลาดที่สุดจากทั่วโลกได้พร้อมกันนั้น มันส่งผลอย่างชัดเจนต่อการเติบโตขึ้นและพัฒนามาจนถึงขั้นนี้ได้ ตอนนี้ Microsoft เริ่มที่จะหนาว ๆ ร้อน ๆ แล้วกับการเติบโตอย่างรวดเร็ว และ ดึงเอาคนเก่ง ๆ ฉลาด ๆ จากแทบทั่วทั้งโลกของ Google แล้ว Microsoft จะแก้หมากเกมส์นี้อย่างไร ก่อนที่จะยักษ์ใหญ่ที่ทำลายคู่แข่งให้ย่อยยับมามากมายจะถูก Google แซงหน้าไปได้สำเร็จ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 13 : Broadcast Yourself

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :When Larry Met Sergey *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ฟุตบอลโลกที่ไม่มี Italy

ความทรงจำของผมกับ italy ครั้งแรกสุดคงเป็นฟุตบอลโลกปี 1994 ที่อเมริกา ซึ่งจำได้ตอนนั้นยังเป็นเด็กอยู่มาก ๆ แต่ก็ได้มีโอกาสดูฟุตบอลรอบชิงชนะเลิศ ระหว่างบราซิล กับ อิตาลี ที่ต้องสู้กันถึงดวลจุดโทษ

จังหวะที่ โรแบร์โต้ บาจโจ้ยิงจุดโทษพลาด ทำให้บราซิล ได้แชมป์ไปนั้น ยังคงตราตรึงใจผมจนถึงทุกวันนี้ เป็นภาพที่ไม่เคยลืมมาตั้งแต่ยังวัยเยาว์

ซึ่งหลังจากนั้น เราก็ได้มีโอกาสเห็น อิตาลีในฟุตบอลรายการใหญ่ๆ อยู่แทบตลอด แทบจะไม่เคยหลุดไปจากฟุตบอลรายการใหญ่ ๆ เลย ซึ่งอิตาลี สามารถก้าวสู้จุดสูงสุดได้ในปี 2006 ที่สามารถกลับมาคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ ด้วยเกมรับที่แข็งแกร่งมาก ๆ ในชุดนั้น สามารถเอาชนะฝรั่งเศษ ที่ช่วงนั้นถือว่าเป็นทีมที่พีค ที่สุดเลยก็ว่าได้ในการดวลจุดโทษ

หลังจากนั้นฟอร์ม อิตาลี ก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ตกรอบแรกบ้าง เข้ารอบลึกบ้าง ฟอร์มไม่สม่ำเสมอซักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นสไตล์อิตาลี ขนาดแท้ ที่มักจะ เล่นดีก็เล่นดีไปเลย รายการไหนฟอร์มรูด ก็ตกตั้งแต่รอบแรก แต่ยังไงอิตาลีก็สร้างสีสันให้กับบอลโลกในทุก ๆ ครั้งเสมอ

แต่กับคราวนี้ สำหรับฟุตบอลโลกปี 2018 ที่รัสเซีย งานของอิตาลียากตั้งแต่รอบคัดเลือก ที่มาอยู่กลุ่มเดียวกับทีมแข็งแกร่งอย่าสเปน ซึ่งว่ากันตามตรงว่าตอนนี้ อิตาลี กลายเป็นทีมระดับรองของยุโรปไปแล้ว ไม่ค่อยมีสตาร์หน้าใหม่เกิดขึ้นเท่าที่ควร อันเนื่องมาจากลีคอิตาลี ที่เริ่มเสื่อมความนิยมลงไปเรื่อย ๆ ด้วยน่าจะเป็นเหตุผลนึงที่ทำให้ทีมชาติตกลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่สุดท้ายอิตาลีก็เอาตัวรอดสามารถเข้ามาเล่นรอบ play off ได้สำเร็จ โดยมาเจอทีมแกร่งอย่าง สวีเดน ซึ่งตามหน้าเสื่อแล้วนั้น อิตาลีน่าจะผ่านได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่เนื่องจากเกมส์นัดแรกที่เล่นในบ้านของ สวีเดนนั้นแพ้มาอย่างหวุดหวิด 1-0 ทำให้เกมในบ้านต้องเล่นด้วยความกดดัน เพราะไม่สามารถเสมอได้ ต้องเอาชนะอย่างเดียวและต้องยิงมากกว่า 1 ประตูเท่านั้น ซึ่งอิตาลีก็เร่งเกมบุกตั้งแต่นาทีแรก ๆ ซึ่ง สวีเดน ก็รู้อยู่แล้วมาแบบแผนตั้งรับแบบสุด ๆ แทบจะเอารถบัสมาวางหน้าประตู อิตาลี เจาะยังไงก็ไม่สามารถทำประตูได้ สุดท้ายเสมอกันไป 0-0 ทำให้ตกรอบคัดเลือกไปอย่างน่าช้ำใจในที่สุด

Image Ref : skysports.com

สมราคาเต็งหนึ่ง

ต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีที่มาแรงจริง ๆ สำหรับทีมของเป๊บ อย่าง แมน ซิตี้ หลังจากความผิดหวังในฤดูกาลที่แล้ว ที่ไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใด ๆ ได้เลย ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ๆ ของเป๊บเลยก็ว่าได้ที่ไม่สามารถทำทีมได้แชมป์อะไรติดมือเลย หลังจากเริ่มคุม บาร์เซโลน่ามา

ลีคอังกฤษนั้นคงไม่ง่ายแน่ ๆ สำหรับเป๊บ ที่ประสบความสำเร็จมามากมายทั้งกับ บาเซโลน่า และ บาเยิน มิวนิค ที่เก็บถ้วยแชมป์มาเป็นว่าเล่น แต่จากฤดูกาลแรกที่คุมแมนซิตี้ นั้น ก็คงต้องยอมรับจริง ๆ ว่าไม่ได้เป็นงานที่ง่ายเลยสำหร้บเป๊บ กับ ลีคอังกฤษ แม้จะได้เงินเสริมทัพมากมาย แต่ก็สร้างผลงานได้อย่างน่าผิดหวังในฤดูกาลที่แล้ว

แต่ปีนี้ เหมือนอะไรหลาย ๆ อย่าง จะเริ่มลงตัว เป๊บ เริ่มปรับตัวกับลีคอังกฤษได้ ก็เริ่มผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เริ่มเห็นสไตล์การเล่นแบบดุดัน ในการคุมทีมจากเป๊บ แบบชัดเจนในปีนี้  จากผลงานล่าสุดในการเจอกับเชลซีนั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทีมของเป๊บ นั้นเล่นได้ดีกว่ามาก แม้จะเป็นทีมเยือนก็ตาม สามารถกดดันทีมแชมป์เก่า อย่างเชลซี จนไปไม่เป็น จนสุดท้ายก็ได้ประตูชัย และชนะไปได้อย่างสวยงาม ทั้งรูปเกมส์ที่เป็นต่อ และ สกอร์ที่สมควรชนะได้

บ่อนการพนันของอังกฤษก็ยกให้แมน ซิตี้ เป็นเต็ง 1 มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งก็ตามฟอร์มในตอนนี้ เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ทีมที่เล่นได้ดีที่สุดใน 7 นัดแรกของฤดูกาล นั้น ต้องยกให้กับทีม แมน ซิตี้ จริง ๆ ทั้งความโหดในแนวรุก รวมถึง การเริ่มมีเกมรับที่ลงตัว หลังจากลงทุนกับแผงหลังไปเป็นจำนวนมากในฤดูกาลนี้ รวมถึง เหล่ากำลังสำรองนั้น ถือว่าเป็นนักเตะเกรด A ล้วน  ๆ สามารถทดแทนกันได้อย่างลงตัว ซึ่งถ้าเทียบกับ แมนยู นั้น ถือว่าทีมของเป๊บ ยังเป็นต่ออยู่พอสมควร จากฟอร์มการเล่นที่ผ่านมา และ เนื่องจากแมนยู นั้น มีโปรแกรมที่ค่อนข้างเบาในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้สามารถเก็บแต้มได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ก็ต้องมาลุ้นกันต่อไปว่า หากเจอทีมระดับท๊อป แมนยู จะสามารถคงฟอร์มต่อเนื่องได้หรือไม่ ซึ่งแมนยู น่าจะเป็นตัวแปรที่สำคัญในการลุ้นแชมป์กับ แมน ซิตี้ ในฤดูกาลนี้ และ คิดว่าคงจะลุ้นกันไปได้แบบยาว ๆ จนถึงปลายฤดูกาลอย่างแน่นอน

Image Ref : https://www.standard.co.uk

เกมส์ที่ว่ากันด้วย tactics

ผ่านไปอีกเกมส์สำหรับ Arsenal ในฤดูกาลนี้ หลังจากผลงานก่อนหน้านี้โดยรวมไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ กับการมีแค่ 6 แต้มจาก 4 นัดแรกของฤดูกาล แต่ก็ยังพอที่จะลุ้นแชมป์ได้อยู่บ้าง หลังจากการสะดุดของทีมหัวแถวตารางในสัปดาห์ที่แล้ว

เกมส์นี้ถือเป็น Big Match อีก หนึ่งเกมส์ที่ถือว่าหนักหนาพอสมควร ซึ่งต้องไปเยือนทีม เชลซี แชมป์เก่า ถึงถิ่น สแตมฟอร์ดบริดจ์ ซึ่งเชลซีก็ค่อยๆ  ฟอร์มดีขึ้นมาหลังจากที่พ่ายแพ้ในนัดเปิดสนาม โดยผลงานสามนัดหลังชนะรวด จึงเป็นการเจอกันที่เร็วพอสมควร แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้เจอทีมใหญ่ซะให้หมด ๆ โดยเฉพาะการเป็นทีมเยือนก่อน ซึ่งจะทำให้ครึ่งฤดูกาลหลัง จะได้เป็นฝ่ายเจ้าบ้าน

ต้องยอมรับก่อนเลยว่าผลงานของอาเซน เวนเกอร์ในการเชลซีของ คอนเต้ นั้นค่อนข้างดี เจอกัน 4 ครั้งชนะไปถึง 3 และแพ้เพียงแค่นัดเดียว ถือว่าเป็นกุนซือที่แพ้ทาง เวนเกอร์พอสมควร และแผนการเล่นหลัง 3 ของอาเซน่อลในฤดูกาลนี้นั้น ก็เป็นผลจากความสำเร็จของเชลซีในฤดูกาลที่แล้ว จึงคิดที่จะเลียนแบบบ้างในปีนี้

เกมส์นี้ต้องถือว่าการวางแท็กทิคของเวนเกอร์นั้น แก้ทางมาดี สำหรับครึ่งแรก เห็นได้ชัดเจนว่าเล่นได้เหนือกว่าเชลซี มีโอกาสจบสกอร์มากกว่า เชลซีแบบชัดเจน และทำให้เกมส์ของเชลซีในครึ่งแรกนั้น ไปกันไม่ถูกเลยทีเดียว กับการขึ้นเพรสซิ่งสูง ตั้งแต่ แดนหน้า ซึ่งถือว่าทำได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว แต่ก็เสียดายที่ไม่ได้ประตูออกนำ ทั้งที่มีโอกาสหลายครั้งที่จะเป็นประตู

หลังจากจบครึ่งแรก คอนเต้ ทำการแก้เกมส์ด้วยการเพิ่ม midfeld แดนกลางเพิ่มขึ้นมา ถือว่าเป็นการแก้ tactics ที่เห็นผลอย่างชัดเจน เกมส์กลับมาเป็นของเชลซีอีกครั้ง แดนกลางที่น้อยกว่า ทำให้ อาเซน่อลไม่สามารถทำเกมส์ได้เลยในช่วงครึ่งหลัง โอกาสของเชลซี ก็เริ่มมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถเจาะประตูกันได้

จนเห็นว่าแดนกลางเริ่มสู้ไม่ได้ เวนเกอร์เลยต้องปรับ tactics ใหม่ด้วยการ เพิ่มกองกลางเข้าไปสู้ ทำให้เกมส์ดูอึดอัดมาก เพราะแดนกลางเริ่มแน่นกันไปหมด ต่างฝ่าย ต่างทำอะไรกันไม่ได้มากนัก ถือว่าเกมส์นี้ค่อนข้างเครียดเลยทีเดียวกับ กุนซือทั้งสอง และเกมส์ก็มาถึงช่วงใกล้หมดเวลา เชลซีมาเสีย ดาวิด ลุยซ์ ซึ่งโดนไล่ออกไปช่วงท้ายของเกมส์ หลังจากนั้น อาเซน่อลก็เริ่มบุกเพื่อหวังประตูชนะ แต่เนื่องจากเวลาค่อนข้างเหลือน้อย จึงไม่สามารถทำอะไรกันได้ เสมอกันไป 0-0 ซึ่งเป็นผลที่ถือว่าแฟร์กับทั้งสองทีม ที่เล่นกันได้พอ ๆ กัน โดยแลกหมัดกันด้วย tactics ของกุนซือล้วน ๆ ในเกมส์นี้

จากเกมส์นี้เราจะได้เห็นถึงความสำคัญของ tactics ที่มีต่อเกมส์ได้อย่างชัดเจนเลย ว่า การปรับเปลี่ยนผู้เล่น ปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้เกมส์สามารถเปลี่ยนโมเมนตัมได้อย่างชัดเจน ก็ถือว่าเป็นผลงานที่ไม่ขี้เหร่ เท่าไหร่กับเกมส์นี้ของอาเซน เวนเกอร์ แต่ทีมนำเริ่มจะทิ้งห่างออกไปอีกครั้งในสัปดาห์นี้ ก็ต้องขอเอาใจช่วยทีมให้รีบเก็บแต้มไล่ตามผู้นำ เพื่อไม่ให้หมดลุ้นแชมป์รวดเร็วเกินไป

เขาเรียกผมว่า “มหาเทพ”

เป็นอีกครั้งที่ เวนเกอร์มักจะรอดจากการถูกกดดันให้ออก เมื่อทีมกลับมามีผลงานดีขึ้นในการแข่งขันนัดล่าสุด ซึ่งกระแสกดดันรอบนี้ ถือว่าหนักสุดในรอบหลาย ๆ ปี หลังจากแพ้ลิเวอร์พูลอย่างเละเทะ ก่อนเกมส์การแข่งขันบอลโลก

ซึ่งครึ้งนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งในอีกหลาย ๆ ครั้งที่ เวนเกอร์ มักจะลบกระแสกดดันให้จางลงไปได้ หลังจากโชว์พาทีมโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมอีกครั้งในเกมส์กับ บอร์นสมัธ ซึ่งดวงเวนเกอร์ นี่ ถือว่าโชคเข้าข้างเสมอ ตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่อดไปเล่นแชมเปี้ยนลีค แต่ดันไปคว้าแชมป์ F.A Cup กูหน้ามาซะได้ซะอย่างงั้น

นัดนี้ถือว่าเป็นการจัดตัวผู้เล่นได้ถูกใจแฟนบอลอีกครั้ง จึงทำให้ทีมกลับมาฟอร์มยอดเยี่ยม ถล่ม บอร์นสมัธ ไปได้ 3-0 แบบรูปเกมส์สวยงาม และสกอร์ก็เด็ดขาด แทบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยเลยด้วยซ้ำ ประกอบกับ ทีมนำอย่าง แมนยู ก็มาสะดุดเสมออีก จะทำให้สถานการณ์ ก็สามารถกลับมาลุ้นแชมป์ได้อย่างไม่น่าเกลียดอีกครั้ง

สำหรับแมตช์นี้ คนที่ต้องพูดถึงหน่อย ก็คือ แดนนี่ เวลเบ็ค ซึ่งสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ยิงได้ถึงสองประตู + 1 assist เสียดายที่ไม่สามารถทำ แฮทริก ได้ โดยถูกเปลี่ยนตัวออกก่อน ผมก็ได้ติดตามดูฟอร์มของเวลเบ็ค มาหลายปี ตั้งแต่อยู่แมนยู คือต้องยอมรับว่า เวลเบ็ค นั้น มีแววอัจฉริยะ ในการเล่นฟุตบอลอยู่พอสมควร เหมือนจะขาดอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ จึงทำให้ไม่สามารถขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ซักที ปีที่แล้ว ก็เจ็บไปครึ่งค่อนปี กว่าจะกลับมาร่างกายสมบูรณ์ ก็ปลายฤดูกาล จึงไม่ได้โชว์ฟอร์มอะไรมากมาย

แต่สำหรับปีนี้ ผมคิดว่า ร่างกายของ เวลเบ็ค ค่อนข้างสมบูรณ์เต็มที่แล้ว และฟอร์มการเล่นทั้งในทีมชาติ และสโมสร ก็ไม่ธรรมดา ยิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง ความจริง คนที่คล้ายอองรี มากที่สุดหลังจากหมดยุคอองรี ก็คงเป็นเวลเบ็ค นี่แหละ แต่เสียอย่างเดียวจังหวะเด็ดขาดนั้นยังไม่คมเท่าอองรี ซึ่งคิดว่าเวนเกอร์น่าจะเห็นจุดนี้เหมือนกัน เลยพยายามรีดศักยภาพของเวลเบ็คออกมาเต็มที่ ซึ่งผมหวังว่าปีนี้จะเป็นปีแจ้งเกิดของเวลเบ็คได้ซักที หลังจากอยู่กับทีมมาหลายฤดูกาล หากไม่มีอาการบาดเจ็บผมคิดว่า มหาเทพเวลเบ็คของเราจะพาทีมไปลุ้นแชมป์ได้อย่างแน่นอน

สำหรับเวลเบ็คนั้น ถ้าสังเกตการเล่นจริง ๆ จะพบว่า การยิงประตูง่าย ๆ มักไม่ค่อยทำ ชอบทำประตูที่ยาก ๆ เสมอ อย่างในทีมชาตินัดเจอมอลตา ก็ลงไปยิงอย่างสวยงาม รวมถึงเกมส์ที่เจอกับ บอร์นสมัธ เสียดายลูกล็อกหลบกองหลัง 4 คน เข้าไปชิพ ข้ามประตูไปนิดเดียว ถ้าลูกนั้นเข้าและเป็นแฮตทริก ของเค้า คนคงจะพูดถึงไปอีกนาน

ไม่แปลกใจเลยทำให้เวนเกอร์ถึงเลือกใช้เค้าเป็นลำดับแรกเสมอ ในปีนี้ เพราะความสมบูรณ์ของร่างกายเค้ามาถึงจุดพีคแล้วในปีนี้ และคิดว่า ฉายา มหาเทพ นั้น จะทำให้เวลเบ็คกลายเป็นเทพตัวจริงในฤดูกาลนี้ หากพาทีมคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้ซักครั้ง โดยยิงประตูเป็นกอบเป็นกำเหมือนกับที่อองรีเคยทำได้กับอาเซน่อลในอดีต

Image Ref : www.espnfc.com