ประวัติ Michael Dell ตอนที่ 1 : Life’s Choices

เรื่องราวการกำเนิดขึ้นของ Dell Computer นั้นก็ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงวัยเด็กของ Michael Dell (Michael) ผู้ซึ่งแทบจะไม่เฉียดเข้าใกล้ความเป็นนักธุรกิจแม้แต่น้อยนิด เพราะครอบครัวของเขานั้นไม่ได้สนใจที่จะผลักดันให้ Michael มาฝักใฝ่ด้านการทำธุรกิจ

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของ Michael นั้นน่าจะเป็นเรื่องของสะสมง่าย ๆที่เด็ก ๆ มักมีในยุคนั้นอย่าง สแตมป์นั่นเอง ด้วยความที่พ่อของ Michael รวมถึงเพื่อนสนิทของเขานั้น ชอบสะสมสแตมป์ และ ทำให้ตัว Michael เองก็นิยมชมชอบในการสะสมแสตป์ไปด้วย

ต้องบอกว่าในช่วงปี 1973 ช่วงที่ Michael ยังเป็นเด็กนั้น ภาวะเศรษฐกิจในเมืองฮูสตัน เมืองที่เขาเกิด กำลังพุ่งถึงขีดสุด และแน่นอนว่าด้วยเศรษฐกิจที่คึกคักของเมืองก็พลอยให้งานอดิเรกอย่างการสะสมสแตมป์นั้น เป็นตลาดที่คึกคักตามไปด้วย และมูลค่าของมันก็สูงขึ้นทุก ๆ วัน

และ Michael เองก็ได้เริ่มเรียนรู้เรื่องธุรกิจจากการสะสมสแตมป์นี่เอง ด้วยวิธีการเปิดประมูล โดยตัวเขาได้รวมรวมบรรดาเพื่อนบ้านที่สะสมสแตมป์ และทำการลงโฆษณาในวารสารเกี่ยวกับการซื้อขายสแตมป์ ซึ่งสามารถทำเงินให้กับเขาได้สูงถึง 2,000 เหรียญเลยทีเดียว

หลังจากทดลองธุรกิจแรกและประสบความสำเร็จได้ด้วยดี เมื่ออายุได้ 16 ปี เขาก็ได้หาเงินเสริมในช่วงปิดเทอม โดยสมัครเป็นคนส่งหนังสือพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในเมืองฮูสตัน ซึ่งแน่นอนว่า เขาก็พยายามหารายได้ให้มากที่สุดจากงานเสริมนี้

เขาสำรวจพบว่าคนที่จะสมัครรับหนังสือพิมพ์ใหม่นั้น มักจะเป็นคนที่เพิ่งแต่งงานหรือคนที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ เขาจึงได้ไปหาข้อมูลเหล่านี้ที่อำเภอ (ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลเปิดในขณะนั้น) เขาสามารถทำรายได้จากการส่งหนังสือพิมพ์ในช่วงปิดเทอมได้สูงถึง 16,000 เหรียญเลยทีเดียว

Michael นั้นเริ่มสนใจในคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่เด็กเลยก็ว่าได้ เพราะ Michael นั้นถนัดในวิชาคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก และชอบในการคำนวณจึงสงสัยว่าเครื่องคิดเลขที่ใช้คำนวณมันทำอย่างได้อย่างไร

เขาได้เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ครั้งแรกเมื่ออายุได้ 15 ปี และเริ่มรื้อเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่พ่อเขาซื้อให้ทันที เพราะเขาสงสัยมานานแล้วว่าเจ้าคอมพิวเตอร์มันทำงานได้อย่างไร

และเหมือนกับสแตมป์ ที่เขามองว่าคอมพิวเตอร์นั้นสามารถที่จะสร้างเป็นธุรกิจทำเงินให้กับเขาได้เช่นเดียวกัน ในยุคนั้น IBM เพิ่งเปิดตัวคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) และทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย มีโปรแกรมต่าง ๆ มากกว่า เครื่อง apple ที่พ่อเขาซื้อให้เสียอีก

IBM เปิดตัว IBM PC ปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
IBM เปิดตัว IBM PC ปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

ทำให้ Michael พยายามซื้อทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ PC ไม่ว่าจะเป็น RAM DISK Monitor หรือ Modem ที่เพิ่งมีการเริ่มใช้งานในขณะนั้น เพื่อมาศึกษาว่า PC มันทำงานยังไง เรียกได้ว่าเป็นการ Reverse Engineer นั่นเอง

และแล้วเหมือนโชคชะตาจะเข้าข้าง Michael เพราะในปี 1982 นั้น งาน National Computer Conference ซึ่งเป็นงานประชุมคอมพิวเตอร์ระดับประเทศนั้นมาจัดขึ้นที่เมือง ฮูสตัน ที่เป็นบ้านเกิดของเขานั่นเอง

และเขาได้ไปในงานดังกล่าว เพื่อดูคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ที่กำลังจะวางตลาดที่มาโชว์ในงาน Conference ดังกล่าว และนี่เองที่ทำให้เขาได้เริ่มเห็นช่องว่างทางการตลาดครั้งใหญ่ ที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

ปรกตินั้น เครื่องคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปอย่าง IBM PC จะขายอยู่ที่ราคา 3,000 เหรียญ แต่ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ Michael นั้นรู้เป็นอย่างดี เพราะได้แกะเครื่องมาศึกษาชิ้นส่วนแทบจะทั้งหมด ทำให้รู้ว่าต้นทุนที่แท้จริง มันเพียงแค่ 600-700 เหรียญเพียงเท่านั้น

และตลาดค้าปลีกคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น ก็รับสินค้ามาเป็นเครื่องประกอบเสร็จแล้วอาจจะที่ราคา 2,000 เหรียญ ซึ่งแม้จะสามารถทำกำไรได้ถึง 1,000 เหรียญก็ตามที แต่แทบจะไม่มีบริการหลังการขายอะไรเลยด้วยซ้ำ

และร้านค้าปลีกเหล่านี้ก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วอเมริกา เพราะยุคนั้นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกำลังบูมมาก ซึ่งแน่นอนว่า ด้วยความรู้เรื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำให้เขาสามารถที่จะทำคอมพิวเตอร์ได้ในราคาที่ถูกกว่า และสามารถสู้ร้านค้าปลีกเหล่านี้ได้แบบสบาย ๆ

และเมื่อเขาได้เข้าเรียนในปี 1 ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน ตอนนั้นในหัวเขามีแต่คิดเรื่องดังกล่าววนเวียนอยู่ในหัวว่าจะทำอย่างไรถึงจะออกไปสร้างธุรกิจคอมพิวเตอร์ได้ เพราะตอนนั้น พ่อและแม่ของ Michael มองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน และ อยากให้เขาเรียนให้จบมหาวิทยาลัยก่อนเป็นอันดับแรก

แต่ในหัวของเขาเองนั้น รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าโอกาสที่เขาค้นพบนั้นมันยิ่งใหญ่ขนาดไหน ตอนนั้น Michael อายุได้ 18 ปี และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกำลังกลายเป็นที่นิยมแบบสุด ๆ และเขามั่นใจมาก ๆ ว่า สามารถที่จะสร้างคอมพิวเตอร์ที่ดีกว่าของ IBM ได้อย่างแน่นอน และสามารถให้บริการที่ดีกว่า และสามารถเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจด้านนี้ได้

ซึ่งเขาก็ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ ในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนสอบปลายภาค เขาได้จดทะเบียนบริษัทใหม่ชื่อ Dell Computer เพื่อดำเนินธุรกิจ ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 1,000 เหรียญ และย้ายจากคอนโดมิเนียมไปอยู่ในสำนักงานขนาด 1,000 ตร.ฟุต Michael ได้จ้างพนักงาน 2-3 คนในช่วงแรกของการก่อตั้ง เพื่อรับคำสั่งซื้อผ่านระบบโทรศัพท์ และอีก 2-3 คนที่ช่วยในการประกอบชิ้นส่วนทางคอมพิวเตอร์

Michael ที่ตัดสินใจครั้งสำคัญเมื่อเห็นโอกาสทางธุรกิจ
Michael ที่ตัดสินใจครั้งสำคัญเมื่อเห็นโอกาสทางธุรกิจ

แน่นอนว่าเขายังไม่ได้ออกจากการเรียนที่มหาวิทยาลัย แต่ใจของเขาตอนนี้อยู่ที่ Dell Computer เพียงอย่างเดียวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่การลาออกจากการเรียนเป็นสิ่งที่พ่อและแม่เขาคงรับไม่ได้เลย

แต่ในท้ายที่สุด เมื่อเขาเรียนจบชั้นปีที่ 1 Michael ก็ได้ตัดสินใจลาออกจากการเรียนทันที และมาเริ่มลุยธุรกิจที่ Dell Computer แบบเต็มตัว แต่ตอนนั้นก็ถือว่ายังโชคดีที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส นั้นยอมให้เขาพักการเรียนชั่วคราวโดยไม่ต้องถูกไล่ออก

ซึ่งทำให้เขาไม่ได้เสียอะไร นอกจากเวลา เพราะถ้า Dell Computer ไปไม่รอดจริง ๆ เขาก็สามารถที่จะกลับไปเรียนได้อีกครั้งนั่นเอง และสามารถทำตามความฝันของพ่อแม่เขาได้อีกครั้งหากพลาดพลั้งในธุรกิจในฝันของเขา

ต้องบอกว่าเรื่องราวของ Michael Dell ในการสร้างธุรกิจคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ ตอนนี้เขาก็พร้อมที่จะมาลุยกับ Dell Computer แบบเต็มตัวแล้ว เพื่อตามความฝันด้านธุรกิจของเขาให้สำเร็จ ด้วยความเชื่อมั่นแบบเต็มร้อย จะเกิดอะไรขึ้นต่อกับ Michael หลังจากตัดสินใจครั้งสำคัญในการเลือกลาออกจากการเรียนมหาลัย เพื่อมาทำธุรกิจในครั้งนี้ โปรดติตตามตอนต่อไปครับผม

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Life’s Choices *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

–> อ่านตอนที่ 2 : Going Public

References : https://www.inc.com/eric-markowitz/michael-dell-isnt-going-anywhere.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เมื่อโค้ช AI กำลังเข้ามาสู่วงการ Trainer

จากความสามารถของอุปกรณ์สวมใส่ไปจนถึงแอพที่มีประสิทธิภาพ และอุตสาหกรรมการออกกำลังกายกำลังกลายเป็นแหล่งทำเงินที่สำคัญสำหรับ Internet of Things (IoT) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่องจักร (ML)

โดยผ่านการติดตามความก้าวหน้าการเขียนโปรแกรมเซ็นเซอร์และ ML, AI ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากขึ้นสำหรับโค้ชและนักกีฬา การเขียนโปรแกรม AI สามารถติดตามเปลี่ยนแปลงและรวมถึงปัจจัยในการบาดเจ็บหรือปัญหาด้านประสิทธิภาพในการออกกำลังกายได้ดีกว่าเดิมเป็นอย่างมาก

แอพอย่าง Juggernaut AI Coaching เป็นตัวอย่างของผลิตภัณฑ์และบริการที่รุกล้ำเข้ามาในสาขาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้

แอพ Juggernaut AI Coaching

Juggernaut AI Coching กับผู้ร่วมก่อตั้ง
Juggernaut AI Coching กับผู้ร่วมก่อตั้ง

ระบบ Juggernaut AI Coaching ได้รับการพัฒนาโดย แชด เวสลีย์ สมิธ เจ้าของและผู้ก่อตั้งของระบบการฝึกขนาดใหญ่และยอดโค้ชรวมถึงนักกีฬา และ Garett Blevins เป็น ผู้เชี่ยวชาญจาก Point Loma Nazarene University ในซานดิเอโก

ทั้ง Smith และ Blevins เป็นนักกีฬาที่แข่งขันและเข้าใจความซับซ้อนของโปรแกรมการฝึกความแข็งแกร่งที่ซับซ้อนและวิธีการทำงานกับนักกีฬา

รุ่นเบต้าของระบบการฝึก AI ที่สร้างโดย Blevins ผ่านการเข้ารหัส Excel รวบรวมข้อมูลลูกค้าและสร้างโปรแกรมที่ปรับแต่งให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

โดย Blevins กล่าวว่าเขาได้เรียนรู้สิ่งที่เป็นไปได้ผ่าน Visual Basic วิธีที่แมโครสามารถทำงานในพื้นหลังและวิธีการจัดเก็บข้อมูลสร้างแผ่นงานและวิธีที่ Outlook สามารถรวมเข้ากับ Excel เขาตระหนักว่ามีความสามารถในการสร้างและป้อนข้อมูลอย่างเป็นระบบการรวบรวมข้อมูลจากลูกค้าในโปรแกรมที่สามารถส่งมาเก็บเป็นฐานข้อมูลได้

อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่การเรียนรู้ของเครื่องด้วยเทคโนโลยี Deep Learning แต่เป็นระบบผู้เชี่ยวชาญที่เลียนแบบสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นทำ

“ พวกเขาบอกว่าต้องการเทรนกี่วันต่อสัปดาห์” สมิธ กล่าว “ แต่ภายในนั้นมันเป็นการตัดสินใจในปริมาณที่เหมาะสมหรือปริมาณที่ดีที่สุดของการออกกำลังกายท่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น นั่งยอง และการยกเวท ดังนั้นพวกเขาจะทำแบบนั้นได้สัปดาห์ละกี่ครั้ง สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่คุณรู้ว่าพวกเขาต่อสู้กับมันได้อย่างไร ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด “

ระบบจะกำหนดจุดอ่อนจากการยกหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งและปรับเปลี่ยนโปรแกรมตามนั้น

“ มันมากกว่าแค่ติดตามน้ำหนักของพวกเขา” สมิธ กล่าว ไกลเกินกว่าที่ฉันจะให้อะไรมากกว่า 10 หรือ 15 คนมันทำเพื่อคน 2,500 คนดังนั้นเราจึงภูมิใจในสิ่งที่มันทำ “

รุ่นเบต้าของระบบการฝึก AI จาก Juggernaut ราคา 27 ดอลลาร์ ต่อเดือน ซึ่งการสนับสนุนเพิ่มเติมผ่านชุมชน Juggernaut มีให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และรองรับการ Support ตลอดเวลา

แอปสำหรับ iOS และ Android จะพร้อมใช้งานในไม่ช้าและยังอีกหลายส่วนที่ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา

โค้ชหรือ AI

แม้ว่า AI จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับโค้ชและผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล แต่ระบบเหล่านี้พึ่งพาผู้ใช้ในการป้อนข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ทำให้สามารถจัดการข้อมูลได้อย่างรู้เท่าทันได้อย่างทันที ซึ่ง AI และ ML ต้องการข้อมูลจำนวนมากเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด 

ประโยชน์หลักของระบบการฝึกอบรม AI คือต้นทุน มันถูกกว่าและเร็วกว่ามากสำหรับอัลกอริทึมในการพัฒนาตรวจสอบและปรับแต่งโปรแกรมการฝึกสอนมากกว่ามนุษย์จริง ตัวอย่างเช่นการสอนแบบตัวต่อตัวจากโค้ช Juggernaut จะเสียค่าใช้จ่าย  197 ดอลลาร์ ต่อเดือนในขณะที่ระบบ AI เพียง  27 ดอลลาร์ ต่อเดือนเพียงเท่านั้น

นอกจากนี้ผู้ฝึกสอนสามารถติดตามความคืบหน้าของนักกีฬาในแบบเรียลไทม์ ซึ่งโปรแกรม AI ประเภทนี้ช่วยให้นักกีฬามีโอกาสตรวจสอบประสิทธิภาพและโปรแกรมของตนเองได้เป็นหลัก

อย่างไรก็ตามการฝึกสอนเป็นมากกว่าการเขียนโปรแกรมและการวิเคราะห์ข้อมูล แม้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะไม่สามารถทำซ้ำทุกสิ่งที่โค้ชสามารถให้ได้ เช่นการตรวจสอบประสิทธิภาพร่างกายและจิตใจแบบเรียลไทม์ แต่พวกเขาก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับนักกีฬาที่มีผู้ฝึกสอนส่วนตัวหรือโค้ชได้นั่นเอง

References : 
https://www.techrepublic.com/article/will-ai-replace-the-strength-coach

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ขอพื้นที่ฉันบ้าง! Nike เริ่มใช้หุ่น Size 3XL ในร้าน

ร้านเรือธง ในลอนดอนของ Nike นั้นใช้หุ่นขนาดตามขนาด size จริง ในการแสดงเสื้อผ้าชุดกีฬา ซึ่งเป็นที่ได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมาก  

แบรนด์ชุดกีฬาครั้งแรกเปิดตัว size ขนาดพิเศษ ขึ้นในปี 2017 ซึ่งให้บริการลูกค้าได้ถึงขนาด 3XL ซึ่งหลังจากทำการปรับปรุงร้านที่ Oxford Street ได้ทำการเปิดตัวพื้นของผู้หญิงใหม่ ที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับนักกีฬาหญิงซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพและไลฟ์สไตล์ของแบรนด์และให้บริการส่วนบุคคลตามความต้องการของลูกค้า

Sarah Hannah, GM / VP สำหรับสตรีใน EMEA ของ Nike กล่าวว่า“ ด้วยแรงผลักดันอย่างไม่น่าเชื่อในกีฬาของผู้หญิง ในตอนนี้พื้นที่ที่ออกแบบใหม่นั้นเป็นเพียงการแสดงให้เห็นอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของ Nike ในการสร้างแรงบันดาลใจและการบริการสำหรับนักกีฬาผู้หญิง

“ นี่จะเป็นมากกว่าประสบการณ์การช็อปปิ้ง มันได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางในการช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับฤดูร้อนที่น่าเหลือเชื่อของฟุตบอล เน็ตบอล กรีฑา และกีฬาอื่น ๆ ”

ในสื่อโซเชียลการตัดสินใจของแบรนด์ Nike ในการใช้หุ่นที่มีรูปร่างแตกต่างกันนั้นได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมาก

“ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่มีหุ่นทุก ๆ แบบสามารถมีสุขภาพที่ดีได้ “ เราถูกล้างสมองให้คิดว่าต้องผอม = ฟิตและโค้ง = แลดูไม่แข็งแรง แต่นี่มันเจ๋งมาก.”

อีกคนพูดว่า:“ นี่ทำให้ฉันมีความสุขมากฉันคงอยากเห็นนางแบบที่มีหุ่น แบบนี้แม้ตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก”

Nike ไม่ใช่แบรนด์แรกที่ใช้หุ่นที่เหมือนจริงมากขึ้นในปี 2018 แบรนด์เสื้อผ้า Missguided ได้เปิดเผยหุ่น ที่มีความหลากหลายของเชื้อชาติรวมถึงหุ่นที่มีรอยแตกลายเพื่อแสดงความเปิดกว้างในเรื่องกีฬามากยิ่งขึ้น

References : 
https://www.independent.co.uk/life-style/nike-plus-size-mannequin-london-store-niketown-a8946196.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Google ตอนที่ 12 : The China Syndrome

ในปี 2005 จีนเป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดในโลก และมันได้ทำให้เหล่าคนชนชั้นกลางของจีนจำนวนกว่าร้อยล้านคน ได้ใช้งานเทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านคอมพิวเตอร์ และ อินเทอร์เน็ต

และแน่นอนว่าตลาดอันหอมหวนเช่นนี้ มันดึงดูดใจบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกทุก ๆ แห่งให้มาลองชิมลางกับตลาดใหญ่อย่างประเทศจีน Microsoft ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ทำการลงทุนในประเทศจีนโดยมีการจ้างงานกว่าหนึ่งพันตำแหน่ง

Google ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการเข้าสู่ตลาดที่มีขนาดมหาศาลนี้เช่นกัน บริน และ เพจต้องการที่จะสร้าง ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นในประเทศจีนโดยเฉพาะ จีนจึงประเทศที่มีความหมายกับ Google มาก

ซึ่งแน่นอนว่าศึกในอเมริกานั้น Google ดูเหมือนว่าจะเป็นฝ่ายชนะในทุก ๆ ครั้งที่ Microsoft พยายามออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาเพื่อสกัดกั้นการเติบโตของ Google แม้ความน่าเกรงขามของ Microsoft ยังคงไม่เสื่อมคลายลงแต่อย่างใด ด้วยขนาดบริษัทที่ใหญ่กว่า 3 เท่าของ Google ในขณะนั้น รวมถึงการที่ Microsoft ยังคงมีรายได้อย่างมั่นคงในตลาดที่เขาครองแบบเบ็ดเสร็จทั้งระบบปฏิบัติการ Windows และ โปรแกรมชุดสำนักงานอย่าง Microsoft Office 

และด้วยความที่ทั้งสองบริษัทนั้นเติบโตมาในยุคที่แตกต่างกัน Google ที่เติบโตมาทีหลัง ถูกมองว่าเป็นขวัญใจของชาวอินเทอร์เน็ตมากกว่า ด้วยภาพลักษณ์ของความ Cool วัฒนธรรมองค์กรรูปแบบใหม่ที่ Google สร้างขึ้น มันทำให้ดึงดูดเหล่าวิศวกรอัจฉริยะยุคใหม่ ๆ ไปได้มากโข

ซึ่งมันส่งผลโดยตรงต่อ Microsoft ทำให้บิลล์ เกตส์ ต้องตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งใน Microsoft โดยมีหน้าที่เดียวคือ หาทางกำจัด Google โดยเฉพาะไม่ว่าโดยวิธีการใดก็ตาม เพราะช่วงหลังวิศวกรจาก Microsoft เริ่มที่จะถูกพลังดูดจากบริษัทอินเทอร์เน็ตหน้าใหม่ออกไปเรื่อย ๆ 

บิลล์ เกตส์ ต้องการบี้ Google ให้ตายเหมือนคู่แข่งรายอื่น ๆ ที่เขาเคยทำมา
บิลล์ เกตส์ ต้องการบี้ Google ให้ตายเหมือนคู่แข่งรายอื่น ๆ ที่เขาเคยทำมา

Microsoft ต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะรั้งวิศวกรเหล่านี้ไว้ ซึ่งต้องใช้ทั้งแรงกาย และ เงินทุนมากกว่า ต้องเสนอเงินและโบนัสพิเศษให้มากกว่า ซึ่งอาการสมองไหลแบบนี้ Microsoft แทบจะไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนไม่ว่าจะแข่งกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งเพียงใดก่อนหน้านี้ 

และคนที่ Microsoft โกรธแค้นที่สุด จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ดร. ไค ฟู ลี ดีกรี ด็อกเตอร์จาก คาร์เนกี เมลอน ผู้ที่เริ่มทำงานกับ Microsoft ประเทศจีนในปี 1998 ซึ่งเป็นปีที่ Google ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นมานั่นเอง

ไค ฟู ลี ถือเป็นบุคคลสำคัญในตลาดจีนของ Microsoft ดูและการดำเนินงานและยุทธศาสตร์หลักทั้งหมดในจีนของ Microsoft เขายังมี connection ที่สำคัญกับทางฝั่งรัฐบาลจีน เป็นคนริเริ่มก่อตั้งศูนย์วิจัย Microsoft ขึ้นในเมืองหลวงของประเทศจีนอย่างเมืองปักกิ่ง

ไค ฟู ลี พนักงานคนสำคัญในตลาดจีนของ Microsoft
ไค ฟู ลี พนักงานคนสำคัญในตลาดจีนของ Microsoft

แต่แล้วในปี 2005 เมื่อ Google ต้องการรุกเข้าสู่ตลาดจีน และนี่เป็นสิ่งที่ ไค ฟู ลี นั้นใฝ่หาความท้าทายที่จะได้ทำงานกับ Google มานานแล้ว แม้ตอนนั้นเขาจะเป็นลูกจ้างของ Microsoft อยู่ก็ตามที ซึ่ง Google นั้นก็ต้องการได้มือดีอย่างเขาเพื่อมาเป็นหัวหน้าศูนย์วิจัยในประเทศจีนเช่นเดียวกัน

มันเป็นการแย่งชิงตัวบุคลากรระดับสูงสุดรายแรกที่ Google สามารถช่วงชิงมาจาก Microsoft ได้ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ Microsoft โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเลยทีเดียว และพร้อมจะโจมตีกลับด้วยการดำเนินการทางกฏหมายกับ Google 

แต่คำขู่จาก Microsoft ดูเหมือนจะไม่ได้ผล เพราะ ในเดือน กรกฏาคม ปี 2005 ไค ฟู ลี ก็เดินตามคนอื่นๆ  ที่ทิ้ง Microsoft เข้าหา Google ซึ่งทำให้ Google ยิ่งแข่งแกร่งมากขึ้นไปอีกขั้น เพราะได้รับพนักงานระดับสูงที่มีความรู้และ Connection ที่ดีกับรัฐบาลจีน รวมถึงชุมชนนักพัฒนาในประเทศจีนอีกด้วย

Google ต้องการให้ ไค ฟู ลี มาดูแลตลาดจีนเช่นเดียวกัน
Google ต้องการให้ ไค ฟู ลี มาดูแลตลาดจีนเช่นเดียวกัน

เมื่อถูก Google หยามถึงเพียงนี้ Microsoft จึงต้องเล่นไม้แรง ด้วยการฟ้องร้องทางกฏหมายต่อ Google และ ไค ฟู ลี ทันที ซึ่ง Microsoft ได้กล่าวหาว่า Google นั้นได้ยั่วยุให้ ลี ไค ฟู ฉีกสัญญาจ้างที่ได้เซ็นไว้กับ Microsoft ทั้งที่รู้ว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ซึ่ง ไค ฟู ลี นั้นเป็นผู้บริหารระดับสูงที่ เอื้อต่อการเข้าสู่จีนหรือการพัฒนาเทคโนโลยีค้นหาของ Google ในประเทศจีน

ซึ่งสุดท้าย Microsoft ได้ชัยชนะครั้งนี้ชั่วคราว จากคำสั่งศาลที่ห้าม ไค ฟู ลี ร่วมงานที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาข้อมูล แต่ผู้พิพากษายังยอมให้ ไค ฟู ลี สามารถทำงานในจีนต่อได้ และช่วยส่งสารไปยังเหล่าพนักงานอาวุโสของ Microsoft ไม่ให้ย้ายไปอยู่กับ Google 

ขณะที่คดีของ ไค ลี ฟู ยังอยู่ในกระบวนการคลี่คลาย ตลาดอินเทอร์เน็ตในจีนก็ได้เกิดความร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ Yahoo ได้ประกาศลงทุนหนึ่งพันล้านเหรียญใน อาลีบาบา บริษัท อินเทอร์เน็ตชั้นนำของจีน 

ส่วน Google นั้นหลังจากคดีของ ไค ฟู ลี จึงต้องหาแผนสำรองด้วยการซื้อหุ้น Search Engine ชื่อดังของจีนอย่าง Baidu.com ที่มี Design และ Concept เรียบง่ายแบบเดียวกับ ที่ Google ทำ

และเมื่อ Baidu ทำ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ มันได้เพิ่มมูลค่าตลาดนับพันล้านเหรียญให้แก่ Google และทำให้มูลค่าของ Google ในขณะนั้นมีมูลค่ามากกว่า amazon และ ebay รวมกันเสียอีกด้วยซ้ำ ตอนนี้ Google เติบโตจนเหลือเพียงแค่ Microsoft เท่านั้นที่พวกเขายังล้มไม่ได้

Google เลือกถือหุ้นใน  Baidu เป็นแผนสำรองแทน
Google เลือกถือหุ้นใน Baidu เป็นแผนสำรองแทน

ในขณะที่ Google คิดว่าตัวเองเป็นบริษัททางด้านเทคโนโลยี แต่ความจริงแล้วนั้น Google ทำเงินด้วยการโฆษณา ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับสื่อแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่ ปีแรกที่เข้าตลาดนั้น Google มีมูลค่าในตลาดมากกว่าบริษัทสื่อที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Time Warner เสียด้วยซ้ำ

การที่ Google ทำให้ข้อมูลทั่วโลกเข้าถึงได้ผ่านทางออนไลน์  และการที่ Google สามารถที่จะดึงดูดเอาวิศวกรที่ฉลาดที่สุดจากทั่วโลกได้พร้อมกันนั้น มันส่งผลอย่างชัดเจนต่อการเติบโตขึ้นและพัฒนามาจนถึงขั้นนี้ได้ ตอนนี้ Microsoft เริ่มที่จะหนาว ๆ ร้อน ๆ แล้วกับการเติบโตอย่างรวดเร็ว และ ดึงเอาคนเก่ง ๆ ฉลาด ๆ จากแทบทั่วทั้งโลกของ Google แล้ว Microsoft จะแก้หมากเกมส์นี้อย่างไร ก่อนที่จะยักษ์ใหญ่ที่ทำลายคู่แข่งให้ย่อยยับมามากมายจะถูก Google แซงหน้าไปได้สำเร็จ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 13 : Broadcast Yourself

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :When Larry Met Sergey *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ฟุตบอลโลกที่ไม่มี Italy

ความทรงจำของผมกับ italy ครั้งแรกสุดคงเป็นฟุตบอลโลกปี 1994 ที่อเมริกา ซึ่งจำได้ตอนนั้นยังเป็นเด็กอยู่มาก ๆ แต่ก็ได้มีโอกาสดูฟุตบอลรอบชิงชนะเลิศ ระหว่างบราซิล กับ อิตาลี ที่ต้องสู้กันถึงดวลจุดโทษ

จังหวะที่ โรแบร์โต้ บาจโจ้ยิงจุดโทษพลาด ทำให้บราซิล ได้แชมป์ไปนั้น ยังคงตราตรึงใจผมจนถึงทุกวันนี้ เป็นภาพที่ไม่เคยลืมมาตั้งแต่ยังวัยเยาว์

ซึ่งหลังจากนั้น เราก็ได้มีโอกาสเห็น อิตาลีในฟุตบอลรายการใหญ่ๆ อยู่แทบตลอด แทบจะไม่เคยหลุดไปจากฟุตบอลรายการใหญ่ ๆ เลย ซึ่งอิตาลี สามารถก้าวสู้จุดสูงสุดได้ในปี 2006 ที่สามารถกลับมาคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ ด้วยเกมรับที่แข็งแกร่งมาก ๆ ในชุดนั้น สามารถเอาชนะฝรั่งเศษ ที่ช่วงนั้นถือว่าเป็นทีมที่พีค ที่สุดเลยก็ว่าได้ในการดวลจุดโทษ

หลังจากนั้นฟอร์ม อิตาลี ก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ตกรอบแรกบ้าง เข้ารอบลึกบ้าง ฟอร์มไม่สม่ำเสมอซักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นสไตล์อิตาลี ขนาดแท้ ที่มักจะ เล่นดีก็เล่นดีไปเลย รายการไหนฟอร์มรูด ก็ตกตั้งแต่รอบแรก แต่ยังไงอิตาลีก็สร้างสีสันให้กับบอลโลกในทุก ๆ ครั้งเสมอ

แต่กับคราวนี้ สำหรับฟุตบอลโลกปี 2018 ที่รัสเซีย งานของอิตาลียากตั้งแต่รอบคัดเลือก ที่มาอยู่กลุ่มเดียวกับทีมแข็งแกร่งอย่าสเปน ซึ่งว่ากันตามตรงว่าตอนนี้ อิตาลี กลายเป็นทีมระดับรองของยุโรปไปแล้ว ไม่ค่อยมีสตาร์หน้าใหม่เกิดขึ้นเท่าที่ควร อันเนื่องมาจากลีคอิตาลี ที่เริ่มเสื่อมความนิยมลงไปเรื่อย ๆ ด้วยน่าจะเป็นเหตุผลนึงที่ทำให้ทีมชาติตกลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่สุดท้ายอิตาลีก็เอาตัวรอดสามารถเข้ามาเล่นรอบ play off ได้สำเร็จ โดยมาเจอทีมแกร่งอย่าง สวีเดน ซึ่งตามหน้าเสื่อแล้วนั้น อิตาลีน่าจะผ่านได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่เนื่องจากเกมส์นัดแรกที่เล่นในบ้านของ สวีเดนนั้นแพ้มาอย่างหวุดหวิด 1-0 ทำให้เกมในบ้านต้องเล่นด้วยความกดดัน เพราะไม่สามารถเสมอได้ ต้องเอาชนะอย่างเดียวและต้องยิงมากกว่า 1 ประตูเท่านั้น ซึ่งอิตาลีก็เร่งเกมบุกตั้งแต่นาทีแรก ๆ ซึ่ง สวีเดน ก็รู้อยู่แล้วมาแบบแผนตั้งรับแบบสุด ๆ แทบจะเอารถบัสมาวางหน้าประตู อิตาลี เจาะยังไงก็ไม่สามารถทำประตูได้ สุดท้ายเสมอกันไป 0-0 ทำให้ตกรอบคัดเลือกไปอย่างน่าช้ำใจในที่สุด

Image Ref : skysports.com