สงครามไร้เงา! เมื่ออิสราเอลปฏิบัติการเด็ดหัวผู้นำอิหร่านด้วย Data และ Algorithm

โลกของเราก้าวเข้าสู่ยุคที่อาวุธที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ระเบิดปรมาณูอีกต่อไป แต่มันคือสิ่งที่เราทุกคนสร้างขึ้นมาทุกวัน สิ่งนั้นคือ “ข้อมูล”

ลองจินตนาการถึงสงครามที่ไม่มีเสียงปืน ไม่มีกองทัพเดินขบวน มีเพียงแค่ชุดคำสั่งทางคอมพิวเตอร์ที่แฝงตัวเงียบเชียบอยู่ในระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป้าหมาย…

หากย้อนกลับไปในปี 2010 โลกได้รู้จักกับมัลแวร์ชื่อ Stuxnet มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโจมตีและทำลายเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของอิหร่านโดยเฉพาะ

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกตระหนักว่าสงครามไซเบอร์มีอยู่จริง

แต่วันนี้ รูปแบบของการทำสงครามได้ยกระดับไปอีกขั้น มันไม่ใช่แค่การทำลายเครื่องจักร แต่มันคือการใช้ข้อมูลเพื่อปลิดชีพบุคคลระดับผู้นำสูงสุดของประเทศ…

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางอำนาจของอิหร่าน ในกรุง Tehran บริเวณถนนที่ชื่อว่า Pasteur Street ซึ่งเป็นที่ตั้งของทำเนียบผู้นำระดับสูง

แน่นอนว่าสถานที่แห่งนี้ต้องมีการคุ้มกันที่แน่นหนาที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้

คำถามคือ แล้วเราจะเข้าถึงตัวบุคคลที่ได้รับการคุ้มกันแน่นหนาขนาดนั้นได้อย่างไร ในเมื่อการใช้กำลังทหารบุกเข้าไปตรงๆ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย…

คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในสิ่งที่ดูธรรมดาที่สุด นั่นคือกล้องวงจรปิดตามท้องถนน

มีรายงานจากสื่อต่างประเทศเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า กล้องจราจรแทบทุกตัวในกรุง Tehran ถูกแฮ็กและถูกควบคุมมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว

ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงขับรถผ่าน หรือแม้แต่ตอนที่พวกเขาเดินขบวนไปทำงาน

สายตาของหน่วยข่าวกรองอิสราเอล จับจ้องพวกเขาอยู่ตลอดเวลาผ่านเลนส์กล้องเหล่านั้น…

มีกล้องตัวหนึ่งที่บันทึกภาพมุมกว้างของทำเนียบผู้นำ ภาพที่ได้อาจจะดูน่าเบื่อหน่ายเพราะมันคือภาพชีวิตประจำวันเดิมๆ แต่สำหรับนักวิเคราะห์ข่าวกรอง นี่คือขุมทรัพย์มหาศาล

พวกเขาไม่ได้ใช้คนนั่งดูจอภาพตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่พวกเขาใช้ความสามารถของอัลกอริทึมที่ซับซ้อนเข้ามาช่วยประมวลผลข้อมูลเหล่านั้น

ระบบคอมพิวเตอร์จะค่อยๆ เติมเต็มข้อมูลลงในแฟ้มประวัติของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแต่ละคน มันรู้ว่าใครบ้านอยู่ที่ไหน เข้ากะกี่โมง ใช้เส้นทางไหนในการเดินทาง…

และที่สำคัญที่สุด ระบบนี้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า เจ้าหน้าที่คนไหนมักจะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่คุ้มกันใครเป็นพิเศษ

การเฝ้าดูพฤติกรรมซ้ำๆ ทุกวัน ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Pattern of life” หรือรูปแบบการใช้ชีวิต ซึ่งเมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบกัน มันจะกลายเป็นภาพใหญ่ที่ชัดเจน…

การเก็บข้อมูลอย่างอดทนนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ถูกวางรากฐานมานานหลายปี เพื่อเป้าหมายสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการลอบสังหาร Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่านในวัย 86 ปี

ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือผลงานของหน่วยข่าวกรองทางสัญญาณขั้นสูงของอิสราเอล ที่ชื่อว่า Unit 8200 ซึ่งเปรียบเสมือนมันสมองด้านไซเบอร์ของประเทศ…

ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันเป็นความบาดหมางที่ฝังรากลึกมานานหลายทศวรรษ ต่างฝ่ายต่างงัดกลยุทธ์ทุกรูปแบบมาใช้เพื่อบั่นทอนกำลังของอีกฝ่าย

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวกระโดด สมรภูมิรบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในทะเลทราย หรือบนน่านฟ้าอีกต่อไป แต่มันได้ขยายอาณาเขตเข้าไปสู่โลกที่ไร้พรมแดนอย่างโลกไซเบอร์…

การลอบสังหารบุคคลระดับผู้นำประเทศ ถือเป็นความเสี่ยงขั้นสูงสุดทางการเมือง หากปฏิบัติการล้มเหลว มันอาจหมายถึงจุดชนวนสงครามใหญ่ได้ทันที

ดังนั้น ทุกขั้นตอนจึงต้องถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำ ไร้ซึ่งความผิดพลาด และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมข้อมูลข่าวกรองจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องทั้งหมดนี้…

ลองนึกภาพศูนย์บัญชาการใจกลางกรุง Tehran มันคือป้อมปราการที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับการโจมตีทุกรูปแบบ มีทหารคุ้มกันแน่นหนา มีระบบตรวจจับผู้บุกรุกที่ทันสมัย

กำแพงที่สูงตระหง่านและเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธครบมือ อาจป้องกันภัยคุกคามทางกายภาพได้

แต่มันกลับไร้ความหมายเมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีที่มาในรูปแบบของสัญญาณดิจิทัล…

หน่วยข่าวกรองของอิสราเอล มองเห็นจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ในความแข็งแกร่งนี้ พวกเขาไม่ได้พยายามปีนข้ามกำแพง แต่พวกเขาเลือกที่จะมองผ่านหน้าต่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

หน้าต่างบานนั้นก็คือกล้องวงจรปิดตามท้องถนน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่รัฐบาลอิหร่านติดตั้งไว้เพื่อรักษาความปลอดภัยเสียเอง มันกลายเป็นตลกร้ายที่อาวุธของศัตรูคือเครื่องมือของพวกเขา…

การแฮ็กระบบไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้เชี่ยวชาญ แต่การรักษาสถานะการแฮ็กให้คงอยู่ยาวนานนับปีโดยที่เจ้าของระบบไม่รู้ตัว ถือเป็นศิลปะขั้นสูงสุดของการทำสงครามไซเบอร์

ข้อมูลภาพวิดีโอถูกส่งออกไปอย่างเงียบเชียบ ทุกวัน ทุกคืน เป็นกระแสน้ำของข้อมูลที่ไหลไปสู่เซิร์ฟเวอร์ลับของหน่วยข่าวกรอง…

แต่ข้อมูลดิบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำอะไรได้ มันเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์นับล้านชิ้นที่ถูกเทกองรวมกัน การจะมองเห็นภาพรวมได้ ต้องอาศัยการจัดเรียงอย่างเป็นระบบ

นี่คือจุดที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และอัลกอริทึมเข้ามามีบทบาทสำคัญ

พวกมันทำงานตลอดเวลาเพื่อแยกแยะใบหน้า ป้ายทะเบียนรถ และรูปแบบการเคลื่อนไหว…

นักวิเคราะห์ข่าวกรองจะคอยเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น เช่น วันนี้มีรถคุ้มกันเพิ่มขึ้นหนึ่งคัน หรือมีเจ้าหน้าที่เปลี่ยนเส้นทางเดิน

รายละเอียดที่ดูไร้สาระสำหรับคนทั่วไป กลับกลายเป็นเบาะแสสำคัญที่บ่งบอกถึงระดับความสำคัญของการประชุม หรือแม้แต่คาดเดาได้ว่าใครกำลังจะเดินทางมา…

เมื่อข้อมูลทางเทคโนโลยีจาก Unit 8200 มารวมกับการทำงานของ Mossad ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองที่เชี่ยวชาญการใช้สายลับที่เป็นมนุษย์ ภาพจิ๊กซอว์ทั้งหมดก็เริ่มสมบูรณ์

อิสราเอลนำข้อมูลมหาศาลเหล่านี้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ทำให้พวกเขาสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

พวกเขาใช้วิธีการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของบุคคลในรัฐบาลอิหร่าน รู้ว่าใครสนิทกับใคร ใครมีอำนาจสั่งการใคร…

ศักยภาพนี้เคยถูกพิสูจน์มาแล้วในสงครามเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่านหลายคนถูกลอบสังหารพร้อมกันภายในเวลาไม่กี่นาที

ยุทธวิธีของพวกเขาคือการทำลายระบบการรับรู้ของศัตรูก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะเปิดฉากโจมตีด้วยอาวุธจริง…

มีเกร็ดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของผู้นำในภูมิภาคนี้ หากเรามองไปที่ Hassan Nasrallah ผู้นำกลุ่ม Hezbollah เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตหลบซ่อนตัวอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินมานานหลายปี

Hassan Nasrallah รู้ดีว่าเขาตกเป็นเป้าหมาย เขาจึงระมัดระวังตัวขั้นสูงสุด จนกระทั่งในเดือนกันยายน ปี 2024 เครื่องบินรบของอิสราเอลต้องใช้ระเบิดทะลวงบังเกอร์ถึง 80 ลูกเพื่อสังหารเขา…

แต่สำหรับ Ayatollah Ali Khamenei เขาเลือกวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป ภาพของเขาปรากฏอยู่ตามป้ายโฆษณาและร้านค้าทั่วเมืองหลวง

เขาไม่ได้หลบซ่อนตัวอย่างมิดชิด และเคยพูดในทำนองว่าชีวิตส่วนตัวของเขานั้นไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าชะตากรรมของสาธารณรัฐอิสลาม

ความเชื่อมั่นในอำนาจและระบบการป้องกันของตนเองนี้เอง ที่กลับกลายเป็นช่องโหว่ให้ศัตรูเข้าถึงตัวได้ง่ายขึ้น…

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านั้น บรรยากาศการเมืองโลกเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย มีการเจรจาสันติภาพสลับกับการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังทหาร

เบื้องหน้าคือเวทีการทูตที่ประเทศต่างๆ พยายามหาทางออก แต่เบื้องหลังคือห้องปฏิบัติการลับที่กำลังนับถอยหลังสู่การโจมตี…

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ CIA และอิสราเอลได้รับข้อมูลที่ตรงกันว่า ผู้นำสูงสุดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านกำลังจะจัดการประชุมขึ้นในเช้าวันเสาร์

สถานที่นัดหมายคือสำนักงานที่ตั้งอยู่ใกล้กับถนน Pasteur Street ที่พวกเขาเฝ้าจับตามองมาตลอด โอกาสทองที่รอคอยมานานนับปีได้มาถึงแล้ว…

การยืนยันข้อมูลขั้นสุดท้ายจากสายลับที่เป็นมนุษย์ ถือเป็นฟันเฟืองชิ้นสุดท้ายที่ทำให้เครื่องจักรสังหารนี้เริ่มทำงาน

มันแสดงให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีจะล้ำหน้าไปไกลแค่ไหน แต่สัญชาตญาณและการยืนยันด้วยสายตาของมนุษย์ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในภารกิจระดับนี้…

พวกเขาต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เพราะหากปล่อยให้สงครามเต็มรูปแบบเปิดฉากขึ้นก่อน การตามล่าตัวผู้นำเหล่านี้จะยากขึ้นหลายเท่าตัว เนื่องจากเป้าหมายทั้งหมดจะถูกอพยพลงใต้ดิน

ในขณะนั้น สถานการณ์โลกกำลังตึงเครียด Donald Trump ได้ออกมาข่มขู่ว่าจะโจมตีอิหร่าน พร้อมกับส่งกองเรือรบไปกดดันบริเวณชายฝั่ง…

แต่อีกด้านหนึ่ง การเจรจาทางการทูตระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านก็กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีประเทศ Oman เป็นคนกลางที่พยายามไกล่เกลี่ยเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม

แม้ฉากหน้าจะดูเหมือนมีความหวังในการเจรจา แต่เบื้องหลังนั้น แผนการลอบสังหารถูกกำหนดเวลาไว้หมดแล้ว…

ข้อมูลจากการเจาะระบบกล้องวงจรปิดและการแทรกซึมเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ยืนยันว่าการประชุมกำลังจะเกิดขึ้นตามกำหนดการ

เพื่อปิดประตูแพ้ อิสราเอลได้ทำการรบกวนสัญญาณเสาโทรศัพท์มือถือในบริเวณนั้น ทำให้โทรศัพท์ของทีมรักษาความปลอดภัยไม่สามารถใช้งานได้

เมื่อมีสายโทรเข้า โทรศัพท์จะแสดงสถานะว่าสายไม่ว่าง เป็นการสกัดกั้นสุญญากาศทางการสื่อสาร ไม่ให้ทีมอารักขาได้รับคำเตือนใดๆ ก่อนที่ความตายจะเดินทางมาถึง…

การโจมตีเริ่มต้นขึ้นอย่างสายฟ้าแลบ หลังเที่ยงคืนใน Washington เพียงไม่นาน กองทัพของสหรัฐฯได้ทำการโจมตีทางไซเบอร์เพื่อทำให้ระบบป้องกันของอิหร่านมืดบอด

จากนั้น เครื่องบินรบของอิสราเอล กว่า 200 ลำ ก็มุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมาย เป็นการบินปฏิบัติการรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา…

นักบินของอิสราเอล ได้ใช้ขีปนาวุธรุ่นพิเศษที่ชื่อว่า Sparrow ซึ่งมีความแม่นยำสูงมากจนสามารถโจมตีเป้าหมายขนาดเล็กเท่าโต๊ะกินข้าวได้

ที่น่ากลัวคือ ขีปนาวุธนี้สามารถยิงได้จากระยะห่างกว่า 1,000 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ไกลเกินกว่าที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านจะสามารถตรวจจับได้ทัน…

Donald Trump ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า ผู้นำอิหร่านกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้ากันอยู่ ในวินาทีที่การโจมตีมาถึง

เขาเน้นย้ำว่า ไม่ว่าเป้าหมายจะมีอำนาจแค่ไหน ก็ไม่สามารถหลบหนีจากระบบข่าวกรองและระบบติดตามตัวอันล้ำสมัยที่พวกเขามีได้…

ในเช้าวันอาทิตย์ สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านได้ออกอากาศภาพของ Ayatollah Ali Khamenei พร้อมกับคาดแถบสีดำ เป็นการยืนยันข่าวที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

ผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในตะวันออกกลางถูกสังหารในบ้านของตนเอง ท่ามกลางการคุ้มกันของกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค…

เหตุการณ์นี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลอิหร่านอย่างรุนแรง มันพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีสถานที่ใดปลอดภัยอีกต่อไป หากระบบข้อมูลข่าวกรองล้มเหลว

ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องหันกลับมาทบทวนระบบรักษาความปลอดภัยของตนเองครั้งใหญ่ เพราะภัยคุกคามในปัจจุบันไม่ได้มาจากนอกพรมแดนเสมอไป…

ในยุคที่ข้อมูลมีค่ามากกว่าทองคำ ใครที่สามารถควบคุมและวิเคราะห์ข้อมูลได้เหนือกว่า ย่อมเป็นผู้ชนะ

อาวุธที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งที่สร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่มันคือสิ่งที่เรามองไม่เห็น สิ่งที่แฝงตัวอยู่ในกล้องจราจรหน้าบ้าน หรือแม้แต่ในอุปกรณ์ใกล้ตัวเรา

การลอบสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จะถูกบันทึกไว้ในฐานะกรณีศึกษาที่สำคัญของการทำสงครามยุคใหม่ สงครามที่ข้อมูลเพียงเล็กน้อยสามารถตัดสินชะตากรรมของประเทศได้…

References : [ft, reuters, foxnews, bbc, cnn]

Geek Daily EP375 : สรุปมหากาพย์โกงคริปโต อาชญากรรมคอปกขาว เมื่อผู้ร้ายคือคนโปรไฟล์ดีที่สุด

เรื่องราวที่สั่นสะเทือนวงการการลงทุนและโลกของคริปโตเคอร์เรนซีในบ้านเรากันครับ เคยสงสัยไหมครับว่า ในโลกที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไปไกล มีบล็อกเชนที่ตรวจสอบได้ทุกความเคลื่อนไหว ทำไมการหลอกลวงหรือการฉ้อโกงระดับพันล้านถึงยังเกิดขึ้นได้ แถมคนที่ทำยังไม่ใช่แฮกเกอร์ลึกลับที่ไหน แต่กลับเป็นผู้บริหารระดับสูงที่แต่งตัวดูดี มีโปรไฟล์ที่สมบูรณ์แบบ และทำงานอยู่ในองค์กรระดับประเทศที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

เรื่องราวในวันนี้ เหมือนหลุดออกมาจากบทภาพยนตร์ฮอลลีวูดเลยครับ มันคือเรื่องราวของดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการ Venture Capital หรือกองทุนร่วมลงทุน ที่บริหารกองทุนระดับ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กลับใช้ความน่าเชื่อถือตรงนั้น มาสร้าง “ดีลทิพย์” หลอกเงินนักลงทุนไปมหาศาล เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร กลโกงที่แยบยลนี้ทำงานแบบไหน และอะไรคือบทเรียนราคาแพงที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากเหตุการณ์นี้ เรามาค่อยๆ แกะรอยเรื่องนี้ไปด้วยกันครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/rZHmjM

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/uHaNyq

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/rdfmra

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/YzoA0XWXKGs

Geek Talk EP204 : ม้ามืดหรือเด็กเส้น BYD สร้างฝันด้วยตัวเอง หรือ รัฐบาลจีนเนรมิตให้?

ถ้าพูดถึงแบรนด์รถยนต์ที่ร้อนแรงที่สุดในยุคนี้ คงไม่มีใครไม่นึกถึง BYD ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการโค่นบัลลังก์แชมป์เก่าอย่าง Tesla และทำยอดขายทิ้งห่างไปถึง 400,000 คัน

แต่ความสำเร็จที่ดูเหมือนจะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งได้ในชั่วข้ามคืนนี้ กลับมาพร้อมกับคำถามตัวโตที่คนทั้งโลกกำลังถกเถียงกันอย่างหนักครับว่า แท้จริงแล้ว BYD ที่ย่อมาจากคำว่า Build Your Dreams หรือ “สร้างฝันของคุณ” พวกเขาสร้างความฝันนี้ขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตัวเอง หรือว่าความฝันทั้งหมดนี้ถูกเนรมิตขึ้นมาโดยเงินอุดหนุนมหาศาลจากรัฐบาลปักกิ่งกันแน่

ทำไมจากบริษัทผลิตแบตเตอรี่มือถือเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากเงินยืมญาติ ถึงกลายมาเป็นมหาอำนาจยานยนต์โลกที่ทำให้ค่ายรถยนต์เก่าแก่ต้องนั่งไม่ติดเก้าอี้ แล้วเพราะเหตุใดในตอนนี้ ทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาถึงต้องงัดไม้แข็ง ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสูงลิ่วเพื่อสกัดกั้นรถยนต์จากจีนแบบเอาเป็นเอาตาย

วันนี้เราจะมาเจาะลึกเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้กันครับ มาดูกันว่าพวกเขาใช้กลยุทธ์อะไรในการกดต้นทุนให้ต่ำกว่าคู่แข่ง แบตเตอรี่ที่เป็นอาวุธลับของพวกเขาล้ำหน้าแค่ไหน และท้ายที่สุดแล้ว BYD คือม้ามืดที่เก่งกาจด้วยตัวเอง หรือเป็นเพียงเด็กเส้นของรัฐบาล

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/HyQIug

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/GneSxG

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/dBBl31

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/VuSsbGPEh_M

Geek Story EP643 : เกิดอะไรขึ้นกับ Vevo? ทำไมค่ายเพลงระดับโลกถึงต้องยอมสยบให้ YouTube

ดูเหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้เองครับ ที่เราเปิดดูมิวสิกวิดีโอบนแพลตฟอร์ม YouTube แล้วต้องสะดุดตากับคำว่า Vevo ที่โผล่อยู่ในชื่อช่องของศิลปินแทบทุกคน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโลโก้ Vevo ประทับอยู่ที่มุมจอของวิดีโอเสมอ จนถึงขั้นที่ครีเอเตอร์หลายคนเอาโลโก้นี้ไปแปะในวิดีโอของตัวเองเพื่อให้ดูเป็นทางการและมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

แต่สิ่งนี้ได้ทิ้งคำถามที่น่าสนใจไว้หลายอย่างครับ สรุปแล้ว Vevo คือบริษัทอะไร ทำไมชื่อนี้ถึงไปปรากฏอยู่บนแทบทุกมิวสิกวิดีโอในยุคหนึ่ง และในปัจจุบันนี้ บริษัทนี้หายไปไหน ทำไมเราถึงไม่ค่อยเห็นชื่อนี้เด่นชัดเหมือนเมื่อก่อน วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องราวนี้กันครับ ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่น่าสนใจมาก

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/XWBkdI

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/MXsMJx

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/JClGQt

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/0d7nnXuZipw

เรื่องจริงของ Lockheed Martin จากช่างซ่อมรถถังแตก สู่บริษัทค้าอาวุธ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์

ถ้าถามว่าบริษัทใดคือเบื้องหลังความแข็งแกร่งของกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา หลายคนอาจจะนึกถึงหน่วยงานลับของรัฐบาล

แต่ความจริงแล้วอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านั้นถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทเอกชนที่มีชื่อว่า Lockheed Martin

เพื่อให้เห็นภาพว่าบริษัทแห่งนี้มีความสำคัญและทรงอิทธิพลมากขนาดไหน เราอาจจะต้องลองดูตัวเลขของโครงการเครื่องบินรบ F-35 ที่โด่งดังไปทั่วโลก

มีการคาดการณ์กันว่าตลอดอายุการใช้งานของเครื่องบินรุ่นนี้ จะมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดสูงถึง 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่า GDP ของหลายประเทศมารวมกันเสียอีก

ที่น่าสนใจคือในทุกๆ ปี รายได้กว่า 75% ของบริษัทมาจากสัญญาจ้างของรัฐบาลสหรัฐเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

จนเรียกได้ว่าบริษัทเอกชนแห่งนี้แทบจะกลายเป็นอวัยวะชิ้นสำคัญของกระทรวงกลาโหมไปแล้ว…

แต่ใครจะเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของอาณาจักรอาวุธมูลค่ามหาศาลนี้ จะมาจากช่างซ่อมรถยนต์สองคนที่แทบจะไม่มีเงินติดตัว กับนักธุรกิจอีกคนที่มุ่งมั่นอยากจะขายเครื่องบินให้กองทัพ

เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 1912 ซึ่งในเวลานั้นโลกของการบินยังคงเป็นเรื่องใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย และมีตัวละครหลักสองกลุ่มที่กำลังไล่ตามความฝันด้วยวิธีการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

กลุ่มแรกคือสองพี่น้อง Allan และ Malcolm Loughead พวกเขาเป็นเพียงช่างซ่อมรถยนต์ในซานฟรานซิสโกที่ใช้ชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ แต่ในใจมีความหลงใหลในการบินอย่างเต็มเปี่ยม

ทั้งสองคนใช้เงินเก็บอันน้อยนิดและเวลาว่างทั้งหมดขลุกอยู่ในโรงรถ เพื่อสร้างเครื่องบินน้ำลำแรกของพวกเขาที่ชื่อว่า Model G ด้วยความฝันง่ายๆ ว่าอยากจะบินขึ้นไปบนท้องฟ้าให้ได้…

เมื่อสร้างสำเร็จพวกเขาไปเจอนักธุรกิจท้องถิ่นชื่อ Max Mamlock และโน้มน้าวให้มาร่วมลงทุนตั้งบริษัท Alco Hydro-Aeroplane Company ได้สำเร็จ โดยตั้งเป้าว่าจะขายตั๋วพานักท่องเที่ยวขึ้นบินชมวิว

ในปี 1913 พวกเขาทำการบินข้ามอ่าวซานฟรานซิสโกได้สำเร็จ มันดูเหมือนจะเป็นการเริ่มต้นที่สวยงาม แต่ในโลกของความเป็นจริง ธุรกิจนี้กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ค่าตั๋วเครื่องบินในสมัยนั้นคือ 10 ดอลลาร์ ซึ่งถ้าเทียบกับอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันจะสูงเกือบ 300 ดอลลาร์

มันเป็นราคาที่แพงเกินไปสำหรับคนทั่วไป แถมมหาเศรษฐีที่มีเงินจ่ายก็ยังไม่กล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเทคโนโลยีใหม่นี้

ถึงขนาดที่ Henry Ford ผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ชื่อดังยังเคยลั่นวาจาไว้ว่า ต่อให้เอาเงินทั้งรัฐแคลิฟอร์เนียมากองตรงหน้า เขาก็ไม่มีวันยอมขึ้นเครื่องบินอย่างเด็ดขาด

เมื่อตลาดไม่ตอบรับ นายทุนก็ถอดใจและยุติการสนับสนุน สองพี่น้องจึงกลับมาอยู่ในสภาพถังแตกอีกครั้ง จนถึงขั้นต้องหนีไปร่อนทองหาเลี้ยงชีพอยู่ถึงสองปีเต็ม

แต่ไฟแห่งความฝันยังไม่ดับลง ในปี 1915 พวกเขาหาทุนใหม่และกลับมาเปิดบริษัทอีกครั้ง

คราวนี้พวกเขาฉลาดขึ้นโดยไปเปิดบูธในงานแสดงสินค้านานาชาติ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวที่พร้อมจ่ายเงินเพื่อประสบการณ์แปลกใหม่

พวกเขาทำเงินได้มหาศาลจากการพาคนขึ้นบิน แต่ลึกๆ แล้วการเป็นแค่นักบินพาทัวร์ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด

ความฝันที่แท้จริงของพวกเขาคือการสร้างเครื่องบินที่ล้ำสมัยที่สุดต่างหาก…

ในขณะเดียวกันที่อีกฟากฝั่งของประเทศ มีชายอีกคนชื่อ Glenn L. Martin กำลังก่อตั้งบริษัทเครื่องบินของตัวเองในปี 1912 เช่นกัน แต่เขามีมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

เขาไม่ได้เริ่มต้นจากแพสชันแบบเด็กๆ แต่เริ่มจากแผนธุรกิจที่รัดกุม เขามองขาดตั้งแต่แรกว่าลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่จะทำให้ธุรกิจนี้รอด ไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่คือหน่วยงานทางทหาร

เขาจึงมุ่งเป้าไปที่การสร้างเครื่องบินรบตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้ธุรกิจเติบโตไปได้เร็วกว่ามาก

เขาเคยร่วมงานกับพี่น้องตระกูล Wright ก่อนจะแยกตัวมาสร้างผลงานชิ้นโบแดงอย่างเครื่องบินทิ้งระเบิด MB-1

มันเป็นเครื่องบินที่ลำใหญ่มากจนมีเรื่องเล่าว่า ตอนที่เขาบินไปเสนอขายให้กองทัพ ทหารยามถึงกับวิ่งเข้ามาจับกุมเพราะคิดว่าเป็นเครื่องบินของศัตรูที่บุกข้ามทวีปมา

แม้รุ่นแรกจะขายได้ไม่เยอะ แต่ชื่อของเขาก็กลายเป็นที่รู้จักในระดับสูงของกองทัพ และตามมาด้วยออเดอร์มหาศาลจากการเปิดตัวเครื่องบินรุ่น MB-2 ในเวลาต่อมา

เราจะเห็นว่าจุดเริ่มต้นของสองบริษัทนี้มาจากขั้วตรงข้าม ฝั่งหนึ่งคือคนช่างฝันที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชัน ส่วนอีกฝั่งคือนักธุรกิจที่มองเห็นเม็ดเงินจากกองทัพ แต่สุดท้ายไฟสงครามก็ลากพวกเขามารวมกัน…

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น ความต้องการอาวุธก็พุ่งทะยาน นี่คือครั้งแรกที่ฝั่งของบริษัท Lockheed ได้ทำงานกับกองทัพอย่างจริงจัง และกลายเป็นดาวรุ่งในอุตสาหกรรมนี้ทันที

พวกเขาผลิตเครื่องบินรบสองหางสุดเท่อย่าง P-38 Lightning และเครื่องบินเจ็ตลำแรกของอเมริกาอย่าง P-80 Shooting Star ออกมาวาดลวดลายบนน่านฟ้า

และในช่วงเวลานี้เองที่ตำนานบทสำคัญที่สุดได้ถือกำเนิดขึ้น มันคือหน่วยงานลับระดับสุดยอดที่มีชื่อเรียกว่า “Skunk Works”

ที่นี่ไม่ใช่โรงงานธรรมดา แต่มันคือศูนย์รวมวิศวกรและนักออกแบบระดับหัวกะทิ ที่ถูกจับแยกออกมาทำงานในโครงการที่ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด

กฎเหล็กของหน่วยงานลับนี้มีเพียงไม่กี่ข้อ คือต้องทำงานให้เร็วที่สุด เก็บความลับให้เงียบที่สุด และห้ามมีพิธีรีตองหรือเอกสารที่วุ่นวายมาขัดขวางจินตนาการในการสร้างสรรค์เด็ดขาด…

ผลผลิตจากทีมนี้คือเครื่องบินที่ล้ำยุคที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างเครื่องบินสอดแนม U-2 ที่บินได้สูงถึง 70,000 ฟุต ซึ่งสูงเกินกว่าที่ขีปนาวุธในยุคนั้นจะยิงถึง

หรือจะเป็นเครื่องบิน SR-71 Blackbird ที่โครงสร้างทำจากไทเทเนียม สามารถทำความเร็วได้ทะลุมัค 3 เร็วจนเรดาร์และขีปนาวุธของศัตรูไม่สามารถไล่ตามได้ทัน

และที่สร้างความตื่นตะลึงให้โลกที่สุดคือ F-117 Nighthawk เครื่องบินรบเทคโนโลยีสเตลท์ลำแรกของโลก ที่มีรูปทรงเรขาคณิตแปลกตาเพื่อหักเหคลื่นเรดาร์ ทำให้ศัตรูไม่สามารถตรวจจับได้

ผลงานระดับเปลี่ยนโลกเหล่านี้ ทำให้บริษัทกลายเป็นสัญลักษณ์ของนวัตกรรมทางการทหารที่ไม่มีใครเทียบติด แต่ในขณะเดียวกันฝั่งคู่แข่งอย่างมาร์ตินกลับกำลังเดินไปอีกทาง

มาร์ตินพยายามจะบุกตลาดเครื่องบินพาณิชย์แต่กลับไม่รุ่งอย่างที่คิด พวกเขาจึงตัดสินใจพลิกเกมครั้งใหญ่ด้วยการถอยห่างจากธุรกิจเครื่องบิน แล้วหันไปเอาดีด้านอวกาศและขีปนาวุธแทน…

ซึ่งมันคือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด เพราะในยุคสงครามเย็นที่โลกกำลังแข่งกันสำรวจอวกาศ มาร์ตินได้รับโอกาสสร้างจรวด Titan และจรวดสำรวจดาวอังคาร Viking ให้กับหน่วยงาน NASA

แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับฝั่งของล็อกฮีด ในช่วงทศวรรษที่ 1960 ถึง 1970 แม้จะมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าแค่ไหน แต่บริษัทกลับเดินเข้าสู่ปากเหวและเกือบจะต้องล้มละลาย

โครงการเครื่องบินโดยสารรุ่น L-1011 TriStar ประสบปัญหาต้นทุนบานปลายอย่างหนัก

สาเหตุมาจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์เกิดล้มละลายกลางคัน ทำให้บริษัทขาดทุนย่อยยับ

สถานการณ์เลวร้ายจนถึงขั้นที่รัฐบาลสหรัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วยการค้ำประกันเงินกู้ เพื่อพยุงไม่ให้บริษัทผลิตอาวุธชิ้นสำคัญของชาติต้องปิดตัวลง

แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อเสียงต้องป่นปี้ที่สุด คือการถูกเปิดโปงเรื่องอื้อฉาวในปี 1975 ว่าบริษัทได้นำเงินไปจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองระดับสูงในหลายประเทศ…

ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น หรือแม้แต่เชื้อพระวงศ์ในยุโรป เพื่อแลกกับการล็อกสเปกให้รัฐบาลประเทศเหล่านั้นสั่งซื้อเครื่องบินรบของตน

เรื่องนี้กลายเป็นข่าวฉาวไปทั่วโลก บริษัทถูกสังคมประณามและถูกรัฐบาลสหรัฐเพ่งเล็งอย่างหนัก มันเหมือนคนที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดแล้วถูกถีบตกลงมากระแทกพื้น

ในจังหวะที่ย่ำแย่นี้ พวกเขามองเห็นความสำเร็จของมาร์ตินที่หนีไปรุ่งเรืองในอุตสาหกรรมอวกาศ จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเป็น Lockheed Corporation เพื่อส่งสัญญาณว่าพวกเขาจะขยายธุรกิจไปทำอย่างอื่นด้วย

เวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 1991 สหภาพโซเวียตล่มสลายและสงครามเย็นสิ้นสุดลง สำหรับประชาชนทั่วไปนี่คือข่าวดี แต่สำหรับบริษัทค้าอาวุธนี่คือสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุด

เมื่อโลกไม่มีศัตรูตัวฉกาจ รัฐบาลก็ประกาศหั่นงบประมาณกลาโหมลงอย่างมหาศาล

บรรดาบริษัทผู้ผลิตอาวุธที่เคยเสวยสุขต่างพากันกอดคอเผชิญกับวิกฤตความอยู่รอด…

จนกระทั่งในปี 1993 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ เรียกผู้บริหารบริษัทอาวุธชั้นนำทั้งหมดมารวมตัวกันในงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่ถูกเรียกขานว่า “The Last Supper”

ใจความสำคัญในคืนนั้นถูกสื่อสารออกมาอย่างเย็นชาว่า โลกเปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลไม่มีเงินมากพอจะเลี้ยงดูพวกคุณทุกคนได้อีกต่อไป ทางรอดเดียวคือพวกคุณต้องไปควบรวมกิจการกันเอง

ใครที่ดื้อดึงไม่ยอมปรับตัว ก็เตรียมตัวเก็บข้าวของล้มหายตายจากไปได้เลย นี่คือคำขาดที่ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องกลืนน้ำลายตัวเองและเริ่มหาทางรอด

ในสถานการณ์ที่หลังชนฝา สองคู่แข่งที่เดินคนละเส้นทางมาตลอดศตวรรษจึงหันมามองหน้ากัน CEO ของทั้งสองบริษัทตัดสินใจต่อสายตรงหากันเพื่อเจรจาดีลประวัติศาสตร์…

ในวันที่ 15 มีนาคม ปี 1995 การควบรวมกิจการที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศก็เกิดขึ้น ก่อกำเนิดเป็นมหาอำนาจแห่งใหม่ที่ใช้ชื่อว่า Lockheed Martin

การรวมตัวครั้งนี้เป็นการอุดช่องโหว่ของกันและกัน ฝั่งหนึ่งนำสุดยอดเทคโนโลยีอากาศยานและทีมวิศวกรลับเข้ามา ในขณะที่อีกฝั่งนำความเชี่ยวชาญด้านขีปนาวุธและระบบดาวเทียมมาเสริมทัพ

มันคือการสร้างสุดยอดองค์กรที่สามารถเนรมิตได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เครื่องบินรบล่องหนไปจนถึงยานอวกาศสำรวจจักรวาล

และเหมือนโชคชะตาเล่นตลก เพราะไม่กี่ปีหลังจากการควบรวมกิจการ โลกก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11

สงครามครั้งใหม่ปะทุขึ้นพร้อมกับงบประมาณกลาโหมที่พุ่งทะยานอีกครั้ง

บริษัทที่เพิ่งรวมร่างกันใหม่ยืนอยู่ในจุดที่สมบูรณ์แบบที่สุด พวกเขามีพร้อมทุกอย่าง แข็งแกร่งกว่าใคร และไร้คู่แข่งที่จะมากระทบไหล่…

ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดคือการคว้าโปรเจกต์เครื่องบินรบ F-35 ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องบินสเตลท์อัจฉริยะโครงสร้างเดียว แต่ดัดแปลงใช้งานได้กับทุกเหล่าทัพ

มันคือโครงการที่ทะเยอทะยานและซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์การบิน แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องความล่าช้าและราคาที่แพงหูฉี่ แต่มันก็กลายเป็นอาวุธชิ้นหลักของโลกเสรีไปแล้ว

จากเรื่องราวทั้งหมดเราจะเห็นได้ว่า เส้นทางของบริษัทแห่งนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มันเต็มไปด้วยรอยแผลจากการลองผิดลองถูก ความล้มเหลว และคดีอื้อฉาว

จากความฝันอันบริสุทธิ์ของช่างซ่อมรถถังแตก สู่การกลืนน้ำลายและยอมลดอีโก้เพื่อจับมือกับศัตรูในยามวิกฤต จนกลายมาเป็นผู้กุมชะตากรรมของกองทัพสหรัฐ

มันสอนให้เรารู้ว่าในโลกของธุรกิจที่สลับซับซ้อน บางครั้งเทคโนโลยีที่ดีที่สุดก็ไม่อาจการันตีความอยู่รอด

แต่ความสามารถในการปรับตัวและฉกฉวยโอกาสในยามวิกฤตต่างหาก คือกุญแจสำคัญที่จะพาเราไปสู่จุดสูงสุดได้อย่างแท้จริง

References : [lockheedmartin,wikipedia,time,airandspaceforces,popularmechanics]