ลองจินตนาการถึงเวลาที่เราเดินเข้าไปในร้านขายอุปกรณ์ไอที เพื่อจะเลือกซื้อสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่สักเครื่อง ไม่ว่าเราจะมีงบประมาณเท่าไร หรือชอบแบรนด์ไหน
สุดท้ายแล้วเราก็มักจะหนีไม่พ้นการต้องเลือกใช้ระบบปฏิบัติการเพียงแค่สองทางเลือกเท่านั้น
ไม่เป็น iOS ของ Apple ก็ต้องเป็น Android ของ Google
ท่ามกลางสมาร์ตโฟนหลายพันรุ่นที่วางขายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ กลับตกอยู่ในมือของบริษัทเทคโนโลยีเพียงแค่สองแห่งนี้เท่านั้น
ซึ่งถือเป็นการผูกขาดตลาดที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ธุรกิจโลก…
เรื่องนี้ชวนให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า ตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้ ทำไมถึงไม่มีพื้นที่ว่างเหลือให้กับผู้เล่นรายที่สาม
หรือระบบปฏิบัติการที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มันเดินทางมาถึงจุดสูงสุดจนไม่มีใครสามารถโค่นล้มได้อีกต่อไปแล้ว
ย้อนกลับไปในยุค 90 จนถึงช่วงต้นยุค 2000 โลกของโทรศัพท์มือถือไม่ได้มีหน้าตาเหมือนในปัจจุบัน
ซอฟต์แวร์ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของโทรศัพท์แต่ละเครื่องมีความหลากหลายและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
โทรศัพท์ในยุคนั้นเริ่มต้นด้วยหน้าจอแสดงผลแบบขาวดำและกราฟิกที่แสนจะเรียบง่าย
อุปกรณ์แต่ละเครื่องมักจะมีโปรแกรมพื้นฐานติดตั้งมาให้จากโรงงานเพียงไม่กี่ตัว ซึ่งทั้งหมดถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เองแทบทั้งสิ้น
เราอาจจะได้ใช้งานสมุดโทรศัพท์ โปรแกรมจดบันทึก หรือถ้าเป็นโทรศัพท์รุ่นเรือธงที่มีราคาแพงหน่อย ก็อาจจะมีปฏิทินและเกมงูแถมมาให้เล่นแก้เบื่อ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างบนเครื่องจะถูกจำกัดไว้แค่นั้น…
ในยุคนั้น โลกใบนี้ยังไม่รู้จักกับแนวคิดของการมีหน้าร้านค้าแอปพลิเคชันส่วนกลาง
โปรแกรมทุกอย่างถูกฝังมากับตัวเครื่องตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต และผู้ใช้งานก็แทบจะไม่มีทางเลือกในการดาวน์โหลดอะไรมาติดตั้งเพิ่มเติมได้เลย
หากมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์สักคนที่อยากจะสร้างโปรแกรมขึ้นมาใหม่
พวกเขาจะต้องเขียนโค้ดขึ้นมาเป็นร้อยแบบ เพื่อให้โปรแกรมนั้นสามารถทำงานร่วมกับโทรศัพท์มือถือที่มีสเปกและขนาดหน้าจอที่แตกต่างกันนับร้อยรุ่นในตลาด
เมื่อเข้าสู่ช่วงยุค 2000 หน้าจอโทรศัพท์เริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ความละเอียดคมชัดมากขึ้น และเปลี่ยนจากจอขาวดำเข้าสู่ยุคของจอสี ระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์จึงเริ่มมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นตามไปด้วย
ช่วงเวลานี้เองที่ประตูแห่งโอกาสได้เปิดออกให้กับซอฟต์แวร์จากนักพัฒนาภายนอก
บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft เริ่มมองเห็นช่องว่างในตลาด จึงได้สร้างระบบปฏิบัติการสำหรับโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อขายสิทธิ์การใช้งานให้กับแบรนด์ต่างๆ
ระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเวลานั้นคือ Windows CE ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเริ่มเห็นหน้าตาการใช้งานที่คล้ายคลึงกันข้ามแบรนด์ โทรศัพท์จากต่างบริษัทเริ่มหันมาใช้ระบบปฏิบัติการตัวเดียวกันมากขึ้น…
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทชั้นนำอีกหลายแห่งที่สร้างระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมาเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด
ไม่ว่าจะเป็น Symbian จากแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Nokia หรือ BlackBerry OS ที่ครองใจกลุ่มนักธุรกิจ ไปจนถึง Palm OS ที่โดดเด่นเรื่องระบบสัมผัส
ตลาดโทรศัพท์มือถือในยุคนั้นเต็มไปด้วยสีสันและความหลากหลาย
อุปกรณ์ถูกออกแบบมาให้มีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์แต่ละค่ายก็ถูกดึงมาใช้เพื่อชูจุดเด่นของฮาร์ดแวร์เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แบรนด์อย่าง BlackBerry ถูกปรับแต่งมาเพื่อให้คนทำงานสามารถพิมพ์อีเมลผ่านคีย์บอร์ดปุ่มกดได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ Palm ถูกสร้างมาเพื่อใช้งานคู่กับปากกาสไตลัส ส่วน Windows ก็ทำหน้าที่คล้ายกับคอมพิวเตอร์พกพาขนาดย่อม
ทุกแบรนด์ต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงความเป็นที่หนึ่ง ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตลาดที่พวกเขาครองอยู่จะถูกทำลายล้างจนไม่เหลือซาก โดยบริษัทที่ทำธุรกิจคอมพิวเตอร์และบริษัทที่ทำเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล…
จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในปี 2007 เมื่อ Apple ได้เผยโฉม iPhone รุ่นแรกสู่สายตาชาวโลก
พวกเขาไม่ได้แค่เปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ แต่พวกเขาได้ปฏิวัติวิธีการที่มนุษย์ใช้โต้ตอบกับอุปกรณ์พกพาไปตลอดกาล
หน้าจอสัมผัสแบบตอบสนองต่อนิ้วมืออย่างลื่นไหลทำงานประสานกับระบบปฏิบัติการตัวใหม่อย่าง iOS ได้อย่างลงตัว
ปุ่มกดจำนวนมากที่เคยกินพื้นที่บนตัวเครื่องถูกตัดทิ้งไป เหลือเพียงหน้าจอกระจกที่ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมด
แต่สิ่งที่ถือเป็นกลยุทธ์ไม้ตายอย่างแท้จริงเกิดขึ้นในอีกปีกว่าให้หลัง
เมื่อ Apple ประกาศเปิดตัว App Store ซึ่งเปิดโอกาสให้นักพัฒนาอิสระจากทั่วโลกสามารถสร้างแอปพลิเคชันและนำมาวางขายให้กับผู้ใช้งานได้โดยตรง
นี่คือการสร้างวงจรการเติบโตแบบก้าวกระโดด ยิ่งมีผู้ใช้งาน iPhone มากเท่าไร นักพัฒนาก็ยิ่งหลั่งไหลเข้ามาสร้างแอปพลิเคชันมากขึ้น
และเมื่อแพลตฟอร์มมีแอปพลิเคชันที่ดี ผู้คนก็ยิ่งอยากซื้อ iPhone มากขึ้นไปอีก
เมื่อเห็นความสำเร็จที่เกิดขึ้น คู่แข่งอีกรายก็ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดมือ
ในปี 2008 Google ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android ออกมาเขย่าตลาด โดยเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างจากคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง…
ในขณะที่ iOS ถูกสงวนสิทธิ์เอาไว้ใช้เฉพาะกับอุปกรณ์ของ Apple แต่ Android ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นระบบเปิด
บริษัทผู้ผลิตสมาร์ตโฟนทุกแห่งบนโลกสามารถนำระบบนี้ไปใช้งานและดัดแปลงให้เข้ากับอุปกรณ์ของตนเองได้แบบฟรีๆ
ด้วยกลยุทธ์แบบเปิดกว้างนี้ แบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนจำนวนมากจึงแห่กันนำ Android ไปใช้งาน
เราจึงได้เห็นอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้ครอบคลุมในทุกระดับราคา ตั้งแต่รุ่นประหยัดไปจนถึงรุ่นเรือธงระดับพรีเมียม
กองทัพสมาร์ตโฟนจากหลากหลายแบรนด์ส่งผลให้ Android มีจำนวนผู้ใช้งานแซงหน้า iOS ได้สำเร็จภายในเวลาเพียงสี่ปี
และครองอันดับหนึ่งในฐานะระบบปฏิบัติการที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกมาจนถึงปัจจุบัน
ในขณะเดียวกัน อดีตเจ้าตลาดอย่าง Symbian หรือระบบดั้งเดิมของแบรนด์อื่นๆ ก็เริ่มปรับตัวไม่ทันกับกระแสหน้าจอสัมผัสที่ถาโถมเข้ามา
พวกเขาล้าสมัย สูญเสียผู้ใช้งาน และค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ในที่สุด…
หลังจากนั้นก็มีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งที่พยายามจะสร้างระบบปฏิบัติการที่สามขึ้นมาท้าทายอำนาจ
แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้และสูญเสียเงินลงทุนไปอย่างมหาศาล ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เรียกว่า “Walled Garden” หรือระบบนิเวศแบบปิดล้อม
ซึ่งเป็นปราการที่แข็งแกร่งที่สุดที่ Apple และ Google ร่วมกันสร้างขึ้นมาเพื่อสกัดกั้นคู่แข่ง
บริการและผลิตภัณฑ์ของพวกเขาถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่จะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากทันทีหากผู้ใช้งานพยายามนำไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของบริษัทอื่น
นี่คือการสร้างต้นทุนในการย้ายค่ายที่สูงมากสำหรับผู้บริโภค
Apple มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้อย่างหาตัวจับยาก พวกเขาควบคุมสายพานการผลิตทั้งหมดตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ไปจนถึงซอฟต์แวร์
หากเราเปลี่ยนไปใช้โทรศัพท์แบรนด์อื่น นาฬิกาหรือคอมพิวเตอร์ของ Apple ที่เรามีอยู่ก็จะสูญเสียความสามารถไปทันที
ส่วนทางด้าน Google แม้ระบบปฏิบัติการ Android จะดูเหมือนเป็นระบบเปิด
แต่แอปพลิเคชันที่ขาดไม่ได้อย่างอีเมล แผนที่ หรือแพลตฟอร์มวิดีโอชื่อดัง ล้วนถูกควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงอย่างเข้มงวด…
หากแบรนด์ใดต้องการติดตั้งบริการเหล่านี้ลงในเครื่อง พวกเขาจะต้องเซ็นสัญญากับ Open Handset Alliance และยอมปฏิบัติตามกฎของ Google
หากใครคิดจะสร้างระบบปฏิบัติการใหม่ขึ้นมาแข่ง ก็จะหมดสิทธิ์เข้าถึงแอปพลิเคชันยอดฮิตเหล่านี้ทันที
ผู้ท้าชิงรายแรกที่ต้องสังเวยให้กับกำแพงนี้คือ BlackBerry พวกเขามีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและฐานลูกค้าองค์กร
แต่กว่าพวกเขาจะยอมทิ้งระบบเดิมแล้วหันมาสร้างระบบปฏิบัติการแบบหน้าจอสัมผัส ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว
ฐานผู้ใช้งานเดิมไม่ชอบทิศทางใหม่ นักพัฒนาก็ย้ายค่ายไปหมด ท้ายที่สุดอดีตแบรนด์ระดับตำนานก็ต้องยอมแพ้ หันมาผลิตเครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ก่อนที่จะหายตัวไปจากวงการอย่างเงียบๆ
รายต่อมาคือยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon พวกเขาทุ่มเงินสร้าง Firephone ที่มีลูกเล่นกล้องสามมิติ
แต่เมื่อระบบปฏิบัติการไม่มีแอปพลิเคชันของ Google ผู้ใช้งานก็เมินหน้าหนี โครงการนี้จึงพังทลายลงในเวลาอันรวดเร็ว…
แต่ความล้มเหลวที่เจ็บปวดและเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือกรณีของ Microsoft
พวกเขามีทั้งเงินทุนและเทคโนโลยี ถึงขั้นยอมควักเงินซื้อกิจการผลิตโทรศัพท์ของ Nokia เพื่อมาทำฮาร์ดแวร์ด้วยตัวเอง
ระบบปฏิบัติการ Windows Phone ของพวกเขามีหน้าตาที่สวยงามและลื่นไหล
แต่สิ่งเดียวที่ขาดหายไปคือแอปพลิเคชัน Google ปฏิเสธที่จะทำซอฟต์แวร์ลงบนแพลตฟอร์มนี้ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “App Gap” หรือช่องว่างของแอปพลิเคชัน
เมื่อไม่มีโปรแกรมที่คนต้องการใช้งาน ลูกค้าก็ไม่ซื้อเครื่อง เมื่อไม่มีคนซื้อเครื่อง นักพัฒนารายอื่นก็ไม่อยากลงทุนเขียนโปรแกรมให้
ในที่สุดระบบนิเวศก็ล่มสลาย Microsoft ต้องยอมถอนตัวพร้อมกับตัวเลขขาดทุนมหาศาล
ส่วนผู้ท้าชิงรายล่าสุดอย่าง Huawei ที่ถูกแบนไม่ให้ทำธุรกิจกับบริษัทอเมริกัน ก็ต้องดิ้นรนสร้างระบบปฏิบัติการ Harmony OS ขึ้นมาทดแทน
แม้จะเติบโตได้ดีในประเทศจีน แต่การเจาะตลาดโลกที่คนคุ้นชินกับระบบนิเวศเดิมก็ยังเป็นเรื่องยากลำบาก…
จากบทเรียนในอดีตทั้งหมด คงทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนแล้วว่า การจะสร้างตัวเลือกที่สามขึ้นมาในตลาดสมาร์ตโฟนนั้น เป็นภารกิจที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เว้นเสียแต่ว่าจะมีบริษัทที่ยอมทุบหม้อข้าวตัวเอง
สมมติว่า Microsoft ต้องการสู้ศึกนี้อีกครั้ง พวกเขาอาจจะต้องถอดโปรแกรมการทำงานทั้งหมดออกจาก iOS และ Android เพื่อบังคับให้คนย้ายมาใช้ระบบของตนเอง
แต่นั่นก็คือการฆ่าตัวตายทางธุรกิจที่ไม่มีใครกล้าทำ
แล้วเราจำเป็นต้องมีตัวเลือกที่สามหรือไม่ ความจริงก็คือรูปแบบการผูกขาดโดยผู้เล่นสองรายนี้ สามารถยืนหยัดมาได้อย่างยาวนาน
เพราะพวกเขาสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว
ทุกวันนี้ Android เข้าถึงผู้คนทุกระดับด้วยความยืดหยุ่นและการปรับแต่งที่ไร้ขีดจำกัด
ในขณะที่ iOS ก็มอบประสบการณ์การใช้งานที่พรีเมียมและเสถียรภาพขั้นสุดให้กับกลุ่มผู้ใช้งานที่มีกำลังซื้อสูง
ฮาร์ดแวร์อาจจะมีการปรับปรุงรูปลักษณ์หรือเพิ่มประสิทธิภาพกล้องถ่ายรูปในทุกปี
แต่ในฝั่งของซอฟต์แวร์นั้น ระบบปฏิบัติการทั้งสองค่ายได้ถูกพัฒนาและขัดเกลามาจนถึงจุดที่สมบูรณ์แบบเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลแล้ว
ความเป็นไปได้มากที่สุดในอนาคต อาจไม่ใช่การมีระบบปฏิบัติการมือถือตัวใหม่เกิดขึ้นมาโค่นล้มผู้ชนะในปัจจุบัน
แต่เป็นการที่โลกของเรากำลังจะก้าวข้ามผ่านยุคสมัยของสมาร์ตโฟนไปสู่นวัตกรรมใหม่ที่ล้ำหน้ายิ่งกว่า…
วันหนึ่งข้างหน้า โทรศัพท์มือถือที่เราพกติดตัวอยู่นี้อาจจะถูกใช้งานน้อยลงเรื่อยๆ
เราเริ่มเห็นสัญญาณของเทคโนโลยีสวมใส่อัจฉริยะอย่างแว่นตาเสมือนจริง หรืออุปกรณ์ AI ที่ทำงานร่วมกับเสียงและการมองเห็น
สิ่งประดิษฐ์สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ดึงดูดสายตาและสมาธิของเราไปจากโลกแห่งความเป็นจริงในทุกวันนี้ จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่สอดแทรกเข้ามาในวิถีชีวิตของเราได้อย่างแนบเนียนและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
ถึงเวลานั้น สงครามระบบปฏิบัติการที่ขับเคี่ยวกันมาอย่างยาวนานนับทศวรรษ
อาจจะไม่ได้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เวทีการแข่งขันแห่งนี้จะค่อยๆ ปิดฉากลงไปตามกาลเวลา
เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า ในโลกของการทำธุรกิจและเทคโนโลยี ไม่มีอะไรที่คงอยู่ค้ำฟ้า
และแม้แต่ระบบการผูกขาดที่ดูเหมือนจะไร้เทียมทาน ก็อาจเสื่อมความนิยมลงได้ เมื่อพฤติกรรมของมนุษยชาติเปลี่ยนแปลงไป…
References : [theverge, statista, techcrunch, wired, arstechnica]