เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมประเทศที่เคยเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีถึงยอมเสียแชมป์ในอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดไปอย่างง่ายดาย
ย้อนกลับไปในช่วงปี 1980 บริษัทญี่ปุ่นผลิตชิปคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งโลก
แต่ในวันนี้ส่วนแบ่งเหล่านั้นกลับหดหายลงเหลืออยู่แค่ประมาณ 10% เท่านั้น เกิดอะไรขึ้นกับอดีตเจ้าโกลในวงการนี้…
เรื่องราวการต่อสู้ครั้งสำคัญของญี่ปุ่นไม่ใช่การทวงบัลลังก์ผู้ผลิตชิปคืนมาแบบตรงไปตรงมาเหมือนในอดีต
แต่เป็นการต่อสู้เพื่อยึดครองส่วนที่ลึกที่สุดในห่วงโซ่อุปทานที่แม้แต่ยักษ์ใหญ่ก็ต้องยอมสยบให้
นี่คือการกลับมาแบบเงียบๆ แต่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เทคโนโลยีสมัยใหม่…
เพื่อที่จะเข้าใจกลยุทธ์ของเกมใหม่นี้ เราต้องย้อนเวลากลับไปในยุคที่ญี่ปุ่นตั้งตนเป็นมหาอำนาจอย่างแท้จริง
ในยุคนั้นชื่ออย่าง NEC Toshiba และ Hitachi คือผู้นำโลกด้านการผลิตชิปหน่วยความจำที่มีคุณภาพสูงสุด
ภายในปี 1988 บริษัทญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งการตลาดชิปทั่วโลกทะลุเกิน 50% ทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น…
ชิ้นส่วนหน่วยความจำที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ IBM PC หรือแม้แต่เครื่องเกมยอดฮิตอย่าง Nintendo ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากโรงงานในประเทศญี่ปุ่น
ความสำเร็จระดับโลกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตจากการทุ่มเทงบประมาณมหาศาลไปกับการวิจัยพัฒนา
ผสมผสานกับการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดสุดขีด และการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากรัฐบาลที่คอยอุ้มชูอุตสาหกรรมนี้…
นวัตกรรมของญี่ปุ่นในยุคนั้นถือว่าสุดยอดมาก ตั้งแต่วิทยุพกพาไปจนถึงหน่วยความจำล้ำสมัย
สิ่งเหล่านี้ทำให้แบรนด์จากญี่ปุ่นกลายเป็นสัญลักษณ์สากลของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ล้ำยุคและเชื่อถือได้
แต่ความสำเร็จที่มากเกินไปก็มักจะสร้างศัตรูที่น่ากลัวตามมาเสมอ…
ความโดดเด่นของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นทำให้ประเทศมหาอำนาจฝั่งอเมริกาเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้
ผู้ผลิตอเมริกันหลายรายออกมากล่าวหาว่าบริษัทญี่ปุ่นกำลังทุ่มตลาดด้วยการขายชิปในราคาที่ต่ำกว่าทุนเพื่อฆ่าคู่แข่ง
รวมถึงการกีดกันบริษัทต่างชาติไม่ให้เข้าไปทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างเสรี…
เรื่องราวความขัดแย้งนี้ลุกลามจนกลายเป็นประเด็นใหญ่ระดับชาติและนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญทางการเงิน
นั่นคือข้อตกลง Plaza Accord ในปี 1985 ที่สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรบีบให้ญี่ปุ่นต้องยอมรับเงื่อนไข
ข้อตกลงนี้บังคับให้ญี่ปุ่นต้องปล่อยให้ค่าเงินของตนเองแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อลดความได้เปรียบทางการค้า…
ผลกระทบที่ตามมาคือสินค้าส่งออกของญี่ปุ่นรวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีราคาแพงขึ้นทันทีในสายตาชาวโลก
ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของพวกเขาจึงสูญเสียไปอย่างมหาศาลและรวดเร็ว
จนกระทั่งในปี 1986 ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง ญี่ปุ่นต้องยอมลงนามใน US-Japan Semiconductor Arrangement…
ข้อตกลงฉบับนี้เสมือนโซ่ตรวนที่บังคับให้ญี่ปุ่นต้องลดกำลังการผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญ
และยังบังคับให้ต้องเปิดตลาดภายในประเทศของตัวเองให้กว้างขึ้นเพื่อรับสินค้าจากอเมริกา
นี่คือจุดเปลี่ยนแรกที่ทำให้ฟันเฟืองอุตสาหกรรมชิปของญี่ปุ่นเริ่มสะดุดและเดินช้าลง…
ในจังหวะเดียวกันกับที่ญี่ปุ่นกำลังอ่อนแอ คู่แข่งหน้าใหม่ที่หิวโหยก็เริ่มถือกำเนิดขึ้น
เกาหลีใต้ส่ง Samsung เข้ามาตีตลาดชิปหน่วยความจำด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าและดุดันกว่า
ขณะที่ไต้หวันก็มีบริษัทหน้าใหม่อย่าง TSMC เปิดตัวขึ้นมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่แตกต่างออกไป…
พวกเขามาพร้อมกับโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ที่โลกไม่เคยรู้จักมาก่อนซึ่งเรียกว่า “Foundry Model”
โมเดลนี้คือการทำตัวเป็นโรงงานรับจ้างผลิตชิปเพียงอย่างเดียวโดยไม่แย่งลูกค้าออกแบบชิป
TSMC บอกกับบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกว่าคุณไม่ต้องทุ่มเงินสร้างโรงงานเองอีกต่อไป…
คุณมีหน้าที่แค่คิดและออกแบบนวัตกรรมใหม่ๆ ส่วนเรื่องการผลิตที่ซับซ้อนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเขา
โมเดลธุรกิจนี้เข้ามาปฏิวัติวงการอย่างสิ้นเชิงและเข้ากับยุคสมัยที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านพอดี
พอเข้าสู่ทศวรรษ 1990 กระแสโลกาภิวัตน์พัดมาแรง บริษัทตะวันตกเริ่มย้ายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศ…
แต่สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือพวกเขาไม่ได้เลือกจ้างโรงงานในญี่ปุ่นที่เคยเป็นที่หนึ่ง
พวกเขาหันไปหาศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ที่ต้นทุนถูกกว่าและยืดหยุ่นกว่าอย่างไต้หวันและจีน
อุตสาหกรรมชิปของญี่ปุ่นจึงเข้าสู่ยุคขาลงอันยาวนานและมืดมน…
พอถึงช่วงต้นยุคปี 2000 ผู้ผลิตชิปญี่ปุ่นหลายรายประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก
พวกเขาต้องควบรวมกิจการกันอย่างวุ่นวายเพื่อความอยู่รอด แต่สุดท้ายหลายแห่งก็ต้องยอมแพ้
บริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่งถูกคู่แข่งจากฝั่งอเมริกาเข้าซื้อกิจการไปอย่างน่าใจหาย…
เวลาผ่านไปญี่ปุ่นเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจซบเซาหรือที่เรียกกันว่าทศวรรษที่หายไป
พวกเขาพลาดขบวนรถไฟแห่งนวัตกรรมขบวนสำคัญไปแทบจะทั้งหมด
ทั้งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของชิปสำหรับสมาร์ทโฟนและการปฏิวัติระบบการผลิตแบบใหม่…
จนมาถึงปี 2020 ส่วนแบ่งการตลาดโลกของอุตสาหกรรมชิปญี่ปุ่นก็หดตัวเล็กลง
จากที่เคยครองโลกเกินครึ่งกลับเหลือพื้นที่ยืนอยู่แค่ประมาณ 10% อย่างที่พวกเราเห็นในปัจจุบัน
ฟังดูเหมือนเป็นบทสรุปที่น่าเศร้าของอดีตราชา แต่ความจริงแล้วมหากาพย์เรื่องนี้ยังไม่จบ…
แม้ว่าญี่ปุ่นจะสูญเสียสถานะความเป็นเจ้าแห่งการผลิตชิปขั้นสุดท้ายไปแล้ว
แต่เบื้องหลังนั้นพวกเขายังคงรักษาตลาดเฉพาะกลุ่มที่สำคัญอย่างยิ่งยวดเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ในส่วนของต้นน้ำ บริษัทญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้นำของโลกแบบไร้คู่แข่งในการจัดหาวัสดุพื้นฐาน…
ไม่ว่าจะเป็นซิลิคอนบริสุทธิ์ สารเคมีเฉพาะทาง และอุปกรณ์เครื่องจักรที่จำเป็นสำหรับโรงงานทั่วโลก
ความแข็งแกร่งที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ นี้เองที่กำลังจะกลายเป็นอาวุธชิ้นใหม่
และเป็นเวทีสำหรับการเอาคืนครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศที่เคยพ่ายแพ้…
จุดเปลี่ยนครั้งที่สองของวงการนี้มาถึงในช่วงต้นยุคปี 2020 ที่ผ่านมา
ตอนนั้นทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตชิปขาดแคลนอย่างหนักจากผลพวงของโรคระบาด COVID-19
บวกกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามเทคโนโลยีที่ดุเดือดระหว่างมหาอำนาจ…
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้นำทุกประเทศเริ่มตาสว่างและตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่ง
ชิปไม่ใช่แค่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ธรรมดา แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานและตั๋วชี้วัดความมั่นคงของชาติ
รัฐบาลญี่ปุ่นที่เคยปล่อยเสรีอุตสาหกรรมมานานก็ตัดสินใจลงมาร่วมเล่นในเกมนี้ทันที…
ในปี 2022 ญี่ปุ่นออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจระดับชาติ
กระทรวง METI วางแผนยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยการตั้งเป้าเพิ่มยอดขาย “Semiconductor” ในประเทศ
เป้าหมายคือการเพิ่มตัวเลขให้ได้ถึงสามเท่าตัวภายในสิ้นทศวรรษนี้…
ที่สำคัญที่สุดคือมุมมองของชนชั้นนำในญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาตระหนักชัดเจนว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องไปสร้างโรงงานผลิตเพื่อแข่งกับ TSMC แบบหน้าดำคร่ำเครียด
แต่พวกเขาควรใช้ประโยชน์จากอาวุธลับนั่นคือความแข็งแกร่งของต้นน้ำที่ตัวเองกุมบังเหียนอยู่แล้ว…
แนวคิดใหม่นี้คือการเข้าไปยึดครองส่วนผสมทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตชิป
ในเมื่อห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของโลกยุคปัจจุบัน
ความแข็งแกร่งในจุดนี้จึงสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจต่อรองระดับโลกได้ทันที…
รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินอุดหนุนมหาศาลเพื่อดึงดูดโรงงานต่างชาติให้มาตั้งฐานทัพในประเทศ
แต่ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองและเป็นหัวใจของกลยุทธ์นี้ลึกล้ำกว่านั้นมาก
นั่นคือการมอบอำนาจและเม็ดเงินให้กองทุนรัฐบาลอย่าง JIC ออกไปไล่ซื้อกิจการ…
เป้าหมายของการกวาดซื้อไม่ใช่โรงงานผลิตชิปหน้าตาหรูหราที่ใครๆ ก็รู้จัก
แต่เป็นบริษัทต้นน้ำที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านซึ่งคนทั่วไปแทบจะไม่เคยได้ยินชื่อ
ทว่าบริษัทเหล่านี้กลับเป็นหัวใจสำคัญที่กระบวนการผลิตทั้งโลกขาดไม่ได้…
สมรภูมิแรกคือเรื่องของวัสดุศาสตร์เฉพาะทาง กองทุน JIC ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อซื้อกิจการ JSR Corporation
เป้าหมายคือการนำบริษัทนี้ออกจากตลาดหุ้นเพื่อไม่ต้องคอยพะวงกับผลกำไรระยะสั้น
บริษัทนี้ไม่ใช่โรงงานเคมีทั่วไป แต่คือเบอร์หนึ่งของโลกด้าน “Photoresist” หรือสารเคลือบไวแสง…
สารเคมีตัวนี้มีความสำคัญในระดับคอขาดบาดตายโดยเฉพาะในกระบวนการผลิตชิปขั้นสูงที่เรียกว่า EUV
บริษัทญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งตลาดนี้เกือบจะเบ็ดเสร็จ ในขณะที่ชาติมหาอำนาจอื่นยังพัฒนาตามไม่ทัน
ผู้ผลิตชิปเบอร์ใหญ่สุดของโลกทุกรายล้วนต้องก้มหัวพึ่งพาสารเคลือบคุณภาพสูงจากญี่ปุ่น…
การที่รัฐบาลดึงบริษัทนี้เข้ามาไว้ในอ้อมกอดก็เพื่อปกป้องเทคโนโลยีไม่ให้หลุดรอด
พร้อมกับอัดฉีดเงินลงทุนด้านการวิจัยแบบไม่อั้นเพื่อสร้างสารเคลือบสำหรับเทคโนโลยีอนาคต
นี่คือการส่งสัญญาณเตือนว่าญี่ปุ่นจะไม่ยอมเสียความเป็นผู้นำในปัจจัยการผลิตที่สำคัญนี้ไปอีกแล้ว…
สมรภูมิที่สองคือเรื่องของแผ่นเวเฟอร์ ถ้าชิปคือสมอง ซิลิคอนเวเฟอร์ก็คือผืนผ้าใบเปล่าที่ใช้สร้างสมอง
มันคือแผ่นดิสก์บริสุทธิ์พิเศษที่เรียบเนียนดั่งกระจกและเป็นจุดเริ่มต้นของอิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้น
ในตลาดนี้บริษัทจากญี่ปุ่นอย่าง Shin-Etsu Chemical และ SUMCO ก็ครองโลกอยู่แบบเงียบๆ…
กลยุทธ์ในส่วนนี้รัฐบาลเลือกใช้วิธีการอัดฉีดเงินอุดหนุนจำนวนมหาศาลแทนการซื้อกิจการ
เป้าหมายเพื่อขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการที่จะพุ่งสูงขึ้นในอนาคต
และเป็นการมัดรวบให้โรงงานผลิตชิปต่างชาติทุกรายต้องพึ่งพาแผ่นเวเฟอร์จากญี่ปุ่นตลอดไป…
สมรภูมิที่สามคือเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ล้ำยุค ญี่ปุ่นเป็นราชาในอาณาจักรนี้มาอย่างยาวนาน
ชื่อบริษัทอย่าง Tokyo Electron หรือ Lasertec และ Advantest คือกระดูกสันหลังของโรงงานทั่วโลก
กลยุทธ์ของรัฐบาลคือการคอยส่งเสริมแชมป์เปี้ยนเหล่านี้ให้ยังคงทิ้งห่างคู่แข่งอยู่เสมอ…
อย่างกรณีของ Lasertec ที่ผูกขาดตลาดเครื่องตรวจสอบข้อบกพร่องของหน้ากากพิมพ์ลายวงจร EUV
ต่อให้คุณมีเครื่องพิมพ์ลายวงจรระดับเทพราคาหลายพันล้านอยู่เต็มโรงงาน
แต่ถ้าคุณไม่มีเครื่องตรวจสอบจากญี่ปุ่นกระบวนการผลิตสุดล้ำนั้นก็แทบจะไร้ความหมาย…
แนวคิดคือถ้าญี่ปุ่นไม่สามารถเป็นเจ้าของเครื่องพิมพ์ลายวงจรหลักได้อีกต่อไป
พวกเขาก็จะสร้างอิทธิพลด้วยการคุมเทคโนโลยีทุกอย่างที่อยู่รายล้อมเครื่องพิมพ์เหล่านั้นแทน
นี่คือการวางหมากที่เฉียบขาดและสร้างการพึ่งพาอาศัยที่ประเทศอื่นไม่สามารถสลัดหลุดได้…
สมรภูมิสุดท้ายและเป็นไพ่เด็ดในอนาคตคือเทคโนโลยี “Advanced Packaging”
เมื่อการย่อขนาดชิปแบบเดิมเริ่มถึงทางตัน การประกอบชิปจึงไม่ใช่แค่การใส่กล่องพลาสติกอีกต่อไป
แต่มันคือศิลปะในการนำชิปชิ้นเล็กๆ หลายตัวมาเรียงร้อยประกอบกันให้กลายเป็นชิปสุดยอดพลัง…
บริษัทญี่ปุ่นอย่าง Shinko Electric คือผู้กุมความลับและเป็นผู้นำโลกด้านแผ่นรองบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง
ซึ่งแผ่นรองเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในยุคนี้
กองทุน JIC จึงไม่รอช้าที่จะเข้าไปกวาดซื้อกิจการบริษัทนี้เพื่อนำออกจากตลาดหุ้นเช่นเดียวกัน…
เป้าหมายก็เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการประกอบชิปขั้นสูงให้อยู่ภายใต้ร่มเงาของรัฐบาล
เมื่อเรานำจิ๊กซอว์ทั้งหมดที่กระจัดกระจายอยู่มาประกอบเข้าด้วยกัน ภาพวาดของรัฐบาลก็ปรากฏชัด
กลยุทธ์ของญี่ปุ่นในวันนี้ไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนการพยายามสร้างโรงงานขนาดใหญ่เพื่อแข่งกับใคร…
แต่ความทะเยอทะยานที่แท้จริงคือการกว้านซื้อและรวบรวมทุกข้อต่อที่สำคัญในต้นน้ำเข้าไว้ด้วยกัน
ตั้งแต่วัสดุศาสตร์ขั้นสูง ผืนผ้าใบซิลิคอน เครื่องจักรตรวจจับความผิดพลาด ไปจนถึงการประกอบขั้นสุดท้าย
ทั้งหมดนี้คือการสร้างกำแพงความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา…
ญี่ปุ่นในยุคใหม่จะสามารถปกป้องตัวเองจากภาวะวิกฤตหรือเกมการเมืองบนเวทีโลกได้ดีขึ้น
เพราะเมื่อคุณสามารถควบคุมส่วนผสมลับที่ทุกคนบนโลกจำเป็นต้องใช้
คุณย่อมมีสิทธิขาดในการเจรจาต่อรองและกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมได้ตามต้องการ…
ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่จากชาติไหนที่อยากจะสร้างโรงงานเพื่อขยายกำลังการผลิต
สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องหันหน้ามาพึ่งพาสินค้าและเทคโนโลยีรากฐานจากแดนอาทิตย์อุทัยอยู่ดี
นี่คือรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตและเป็นการผูกขาดความเจริญเติบโตเอาไว้กับประเทศของตน…
การเดินหมากบนกระดานใหม่ของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้จากบาดแผลในอดีต
พวกเขาตระหนักแล้วว่าการเอาชนะในสงครามรูปแบบเดิมอาจเป็นเรื่องที่สายเกินแก้
พวกเขาจึงตัดสินใจเปิดสมรภูมิใหม่ในพื้นที่ที่ตัวเองมีความถนัดและได้เปรียบมากที่สุด…
วันนี้ญี่ปุ่นอาจจะไม่ได้กลับมาสวมมงกุฎในฐานะผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งที่โลกจดจำ
แต่พวกเขากำลังกลับมาในฐานะสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังและเป็นผู้กุมชะตาของอุตสาหกรรมชิปทั้งโลก
มันคือปรัชญาการทำธุรกิจที่บอกเราว่า ถ้าไม่สามารถเป็นที่หนึ่งในเกมนั้นได้…
เราก็แค่เปลี่ยนสถานะตัวเองให้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่ทุกเกมบนโลกจะขาดไปไม่ได้
และนั่นคือกลวิธีที่ญี่ปุ่นกำลังใช้ยึดอำนาจโลกเทคโนโลยีคืนมาแบบเงียบๆ แต่เด็ดขาดที่สุด…
References : [nikkei,bloomberg,ft,scmp,reuters]