ปราสาทไพ่แสนล้าน! โดมิโน่ฟองสบู่ AI ตัวแรกที่ชื่อ “Oracle”?

ลองจินตนาการถึงพื้นที่ทะเลทรายเวิ้งว้างใน New Mexico ที่มีขนาดกว้างใหญ่ถึง 1,400 เอเคอร์ มองไปทางไหนก็มีแต่ความว่างเปล่า

แต่ใครจะเชื่อว่าพื้นที่รกร้างแห่งนี้กำลังจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของยุคปฏิวัติ AI ที่คนทั้งโลกกำลังจับตามอง

ที่ดินผืนนี้ถูกกำหนดให้เป็นที่ตั้งของ Data Center ขนาดยักษ์จำนวน 4 หลัง ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จ มันจะสูบพลังงานไฟฟ้ามหาศาลถึง 2.5 GW…

ถ้าตัวเลขนี้ฟังดูจินตนาการยาก ลองเทียบง่ายๆ ว่ามันคือพลังงานที่สามารถเปิดไฟให้บ้านเรือนได้ถึง 1.8 ล้านหลังพร้อมกัน

โปรเจกต์อลังการนี้มีชื่อว่า Project Jupiter ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจและเป็นโครงการเรือธงของอภิมหาโปรเจกต์ระดับโลกที่ชื่อว่า Stargate

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2025 โปรเจกต์นี้ถูกประกาศเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่ทำเนียบขาว โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกมาจับมือกัน

ภาพที่ออกมาคือความร่วมมือระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็น Sam Altman จาก OpenAI และ Masayoshi Son จาก SoftBank

แถมยังมี Larry Ellison จาก Oracle มาร่วมแจมด้วย มูลค่าการลงทุนที่วาดฝันไว้นั้นสูงทะลุเพดานถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ในระยะเวลาหนึ่งทศวรรษ

ทุกอย่างดูเหมือนจะพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดของความรุ่งโรจน์ หุ้นเทคโนโลยีพุ่งทะยานไม่หยุด

ผู้คนต่างเชื่อมั่นว่า AI คืออนาคตที่จะมาเปลี่ยนโลก และเม็ดเงินมหาศาลก็ไหลมารวมกันที่นี่

แต่ก็นั่นแหละครับ โลกของธุรกิจมักจะมีอะไรให้เราได้เซอร์ไพรส์กันเสมอ

ท่ามกลางความหอมหวานของกระแส AI กลับมีเรื่องสะดุดแรงแบบไม่มีใครคาดคิด

บริษัท Oracle ที่เซ็นสัญญาเป็นผู้เช่าหลักในโปรเจกต์นี้ กลับร่อนจดหมายฉบับหนึ่งที่ทำเอาสะเทือนไปทั้งวงการ

มันคือจดหมายที่เรียกว่า “Force Majeure” หรือคำบอกกล่าวเหตุสุดวิสัย แจ้งไปยังผู้พัฒนาโครงการ เพื่อขอสงวนสิทธิ์ในการเลื่อนจ่ายเงิน…

หลายคนอาจจะสงสัยว่า โครงการระดับโลกที่ทุกคนฝากความหวังไว้ เกิดรอยร้าวขึ้นได้ยังไงกันแน่

เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ ต้องเจาะลึกลงไปในโมเดลธุรกิจของโปรเจกต์ Stargate ก่อน ในระบบนิเวศนี้มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนสุดๆ

OpenAI รับบทเป็นลูกค้า หรือคนที่จะมาใช้งานพลังงานการประมวลผลทั้งหมด SoftBank คือเจ้าบุญทุ่มที่คอยสนับสนุนเงินทุน

และ Oracle คือผู้รับเหมาที่ต้องเนรมิตทะเลทรายให้กลายเป็นศูนย์ประมวลผลที่เชื่อถือได้

พื้นที่ใน New Mexico ตอบโจทย์การสร้างเมกะโปรเจกต์นี้ถึงสามข้อหลักๆ คือมีที่ดินว่างเปล่าขนาดมโหฬาร มีแพ็กเกจยกเว้นภาษีทรัพย์สินให้นานถึง 30 ปี

และที่สำคัญที่สุดคือ มีอิสระในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตัวเอง ห่างไกลจากความแออัดของระบบไฟฟ้าในเมือง

Oracle ไม่ได้เป็นเจ้าของตึกพวกนี้ แต่ใช้วิธีทำตัวเป็นผู้เช่าหลัก โดยไปเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่ระยะยาวจากบริษัทผู้พัฒนาอย่าง Stack Infrastructure

จากนั้นก็เอาคอมพิวเตอร์และชิปประมวลผลสุดล้ำเข้าไปติดตั้ง แล้วปล่อยเช่าพื้นที่พร้อมพลังประมวลผลนี้ต่อให้กับ OpenAI อีกทอดหนึ่ง

ฟังดูเป็นเสือนอนกินที่ได้กำไรส่วนต่างแบบสบายๆ ตราบใดที่ตึกนี้สร้างเสร็จและเปิดใช้งานได้จริง

แต่ปัญหาโลกแตกของ Data Center ขนาดยักษ์คือมันหิวโหยพลังงานอย่างบ้าคลั่ง

การจะไปเสียบปลั๊กขอใช้ไฟจากระบบของรัฐนั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

พวกเขาก็เลยต้องสร้างโรงไฟฟ้าของตัวเองขึ้นมาในพื้นที่ ตอนแรกแพลนว่าจะใช้กังหันก๊าซ

แต่ต่อมาก็เปลี่ยนไปใช้ระบบเซลล์เชื้อเพลิงจาก Bloom Energy ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า และใช้น้ำน้อยกว่ามาก

ซึ่งก็ถือว่าตอบโจทย์พื้นที่แห้งแล้งอย่างทะเลทรายได้ดีทีเดียว…

แม้เซลล์เชื้อเพลิงจะล้ำสมัยแค่ไหน มันก็ยังต้องกินอาหาร ซึ่งอาหารของมันคือก๊าซธรรมชาติ

ก๊าซเหล่านี้ต้องถูกส่งผ่านท่อส่งก๊าซความยาว 17 ไมล์ที่รับผิดชอบโดยบริษัท Energy Transfer

และตรงนี้เองที่ความบันเทิงเริ่มก่อตัว ท่อส่งก๊าซเจ้ากรรมดันต้องตัดผ่านที่ดินของรัฐ

ซึ่งหมายความว่าต้องได้รับอนุมัติจากสำนักงานที่ดินของรัฐ New Mexico เสียก่อน

หน่วยงานรัฐปฏิเสธการออกใบอนุญาตถึงสองครั้งในเดือนมีนาคมและกรกฎาคม จากท่อส่งก๊าซที่ควรจะสร้างเสร็จในเดือนสิงหาคม

ตอนนี้ถูกเลื่อนยาวไปเป็นกุมภาพันธ์ปีหน้าเป็นอย่างน้อย หนำซ้ำใบอนุญาตด้านคุณภาพอากาศก็ยังค้างเติ่งอยู่ที่กรมคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ในขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ก็เริ่มออกมารวมตัวประท้วงเรื่องการใช้น้ำและมลพิษ

โครงการ AI ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา กำลังถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย เพียงเพราะท่อส่งก๊าซเส้นเดียว

พอสถานการณ์เป็นแบบนี้ Oracle ก็เลยต้องงัดไม้ตายทางกฎหมายอย่าง “Force Majeure” ออกมาใช้

ในโลกธุรกิจ นี่ไม่ใช่จดหมายทักทายทั่วไป แต่มันคือการประกาศว่ามีเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมเกิดขึ้น

และ Oracle ต้องการสิทธิ์ในการยืดเวลาชำระค่าเช่าออกไปสูงสุด 3 ปี หากแคมปัสนี้เปิดไม่ทันเป้าหมายในปี 2028

ไม่มีบริษัทไหนส่งจดหมายแบบนี้เพื่อความเท่ การส่งจดหมายแปลว่าพวกเขามองเห็นแล้วว่าความล่าช้ากำลังจะเกิดขึ้นจริง

และเมื่อ Oracle เริ่มขยับตัวเพื่อป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง มันก็สร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงอีกฝั่งของสัญญา นั่นคือ OpenAI…

ลองคิดดูว่าตอนนี้ยอดสั่งซื้อล่วงหน้าหรือ Backlog ของ Oracle กว่าครึ่งหนึ่งมาจากลูกค้าเพียงรายเดียวคือ OpenAI

การที่ Oracle จะเนรมิต Data Center ขึ้นมาได้ ต้องใช้เงินมหาศาลไปกว้านซื้อชิปและสร้างโครงสร้างพื้นฐานล่วงหน้าหลายปี

แน่นอนว่า Oracle ไม่ได้ใช้เงินสดของตัวเองทั้งหมด แต่ใช้วิธีการกู้หนี้ยืมสินมาลงทุน จนตอนนี้หนี้สินรวมพุ่งไปแตะ 156,000 ล้านดอลลาร์

ฝั่ง OpenAI เองก็ไม่ได้มีเงินสดเหลือเฟือ บิลค่าเช่าที่ต้องจ่ายให้ Oracle นั้นสูงกว่ารายได้ทั้งปีของบริษัทหลายเท่าตัว

การจะหาเงินมาจ่ายได้ OpenAI ต้องพึ่งพากระแสเงินลงทุนก้อนใหม่ๆ จากนักลงทุนเวนเจอร์แคปปิตอล หรือหวังพึ่งการเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต

คุ้นๆ กันมั๊ยครับว่าแพทเทิร์นแบบนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ย้อนกลับไปช่วงฟองสบู่ Dot-com ในปี 2000

ตอนนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมกู้เงินมหาศาลมาวางโครงข่ายสายไฟเบอร์ออปติกทั่วโลก เพราะเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะโตระเบิด

แต่สุดท้ายความต้องการใช้งานจริงกลับโตไม่ทันโครงสร้างที่สร้างไว้ ทำให้บริษัทหลายแห่งต้องล้มละลายหรือขาดทุนย่อยยับ

โครงสร้างของอุตสาหกรรม AI ในปัจจุบันที่มีการกู้ยืมเงินมาสร้างล่วงหน้าโดยอิงกับรายได้ที่ยังไม่เกิดจริง ก็มีกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกัน…

ความตึงเครียดยังลามไปถึงเบื้องบนสุดของห่วงโซ่อาหาร Larry Ellison ผู้ถือหุ้นประมาณ 40% ของ Oracle

เขาได้นำหุ้นกว่าหนึ่งในสามของตัวเองไปค้ำประกันสินเชื่อส่วนบุคคล คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 9,200 ล้านดอลลาร์

ความน่ากลัวของการเอาหุ้นไปค้ำประกันคือกลไกที่เรียกว่า “Margin Call”

ถ้าหุ้น Oracle ราคาตกลงมาจนถึงเกณฑ์ที่กำหนด เจ้าหนี้จะสั่งให้หาเงินสดหรือสินทรัพย์มาวางเพิ่มทันที

ถ้าหาไม่ได้ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิ์เทขายหุ้นเหล่านั้นในตลาดเพื่อเอาเงินคืน

ลองนึกภาพการเทขายหุ้นระดับหลายร้อยล้านหุ้นพร้อมกัน มันจะสร้างแรงกระเพื่อมให้ราคาหุ้นดิ่งเหวลงไปอีก กลายเป็นโดมิโนแห่งความหายนะ

และสัญญาณอันตรายก็กระพริบเตือนเมื่อช่วงกลางปี Larry Ellison แอบตั้งแผนเตรียมเทขายหุ้น Oracle ของตัวเองมูลค่ากว่า 7,500 ล้านดอลลาร์

แม้ว่าพอเรื่องแดงออกมาในรายงานประจำไตรมาส เขาจะรีบประกาศยกเลิกแผนนั้นทันที แต่มันก็ทำให้ทุกคนแอบหวั่นใจไปเรียบร้อยแล้ว

ราคาหุ้น Oracle ร่วงลง 18% ในเวลาอันรวดเร็ว ภาพลักษณ์ที่ออกมาคือ บริษัทกำลังขอให้นักลงทุนเชื่อมั่นในโปรเจกต์ AI

แต่ตัวผู้ก่อตั้งกลับเตรียมเผ่นด้วยการเทขายหุ้นล็อตใหญ่ ซึ่งมันดูย้อนแย้งกันอย่างแปลกๆ …

ความซับซ้อนของการระดมทุนในโปรเจกต์นี้ยังซ่อนอยู่ในเงามืดของสิ่งที่เรียกว่า SPV หรือบริษัทเฉพาะกิจ

อธิบายง่ายๆ มันคือการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเฉพาะกิจเพื่อดูแลโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่งโดยเฉพาะ

เพื่อที่เวลาไปกู้เงิน หนี้ก้อนนั้นจะได้ไม่ไปโชว์หราอยู่บนงบดุลของบริษัทแม่

Project Jupiter ก็ใช้ท่านี้ กลุ่มธนาคาร 20 แห่งรวมพลังกันปล่อยกู้เงินก่อสร้างมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์

สิ่งที่ธนาคารใช้เป็นหลักประกันในการปล่อยกู้ ไม่ใช่มูลค่าของอิฐหรือปูน แต่เป็นสัญญาเช่าของ Oracle

ความน่าเชื่อถือของสัญญาเช่าฉบับนี้คือเดอะแบกที่อุ้มระบบการเงินทั้งหมดไว้

ภายใต้กฎหมายบัญชี สัญญาเช่า Data Center ที่ยังสร้างไม่เสร็จ จะไม่ถูกนำมาคิดเป็นหนี้สินบนงบดุล แต่จะถูกหมกไว้ในส่วนของหมายเหตุประกอบงบการเงิน

ตัวเลขภาระผูกพันตรงนี้ของ Oracle พุ่งทะยานไปถึง 288,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าหนี้สินที่รายงานอย่างเป็นทางการเกือบสองเท่า

ตลาดตราสารหนี้เริ่มได้กลิ่นแปลกๆ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง S&P หั่นเรตติ้งของ Oracle ลงมาเหลือแค่ระดับ BBB-

ซึ่งอยู่เหนือระดับขยะเพียงแค่ก้าวเดียว ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุด สะท้อนถึงความเสี่ยงที่นักลงทุนประเมินไว้

หนำซ้ำเงินกู้ 18,000 ล้านดอลลาร์ของโปรเจกต์นี้ ก็เริ่มถูกซื้อขายกันในราคาลดกระหน่ำ เหลือแค่ 90 เซ็นต์ต่อ 1 ดอลลาร์

แปลภาษาชาวบ้านคือ เจ้าหนี้เริ่มทำใจแล้วว่าอาจจะได้เงินคืนไม่ครบ…

ลองถอยออกมามองภาพกว้างของโครงสร้างอันพิลึกพิลั่นนี้ ธนาคารและผู้ปล่อยกู้ จะได้เงินคืนก็ต่อเมื่อผู้พัฒนาเก็บค่าเช่าได้

ผู้พัฒนา จะเก็บค่าเช่าได้ก็ต่อเมื่อ Oracle จ่ายเงินตามสัญญา

Oracle จะมีเงินมาจ่าย ก็ต่อเมื่อ OpenAI จ่ายค่าเช่าระบบประมวลผล

และ OpenAI จะมีเงินมาจ่าย ก็ต่อเมื่อบรรดานักลงทุนกระเป๋าหนักยังคงเชื่อมั่นและเซ็นเช็คให้เรื่อยๆ

ทุกอย่างถูกวางซ้อนทับกันเป็นปราสาทไพ่แห่งความหวัง ทุกเลเยอร์ต้องพึ่งพาเลเยอร์ที่อยู่สูงกว่าให้จ่ายเงินลงมา

และเงินจะไหลเวียนได้เต็มระบบก็ต่อเมื่อ Data Center กลางทะเลทรายแห่งนี้เปิดสวิตช์ทำงานได้จริง

นี่ไม่ใช่ปิรามิดของสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง แต่มันคือกองภูเขาแห่งคำสัญญาที่ผูกโยงกันไว้

และสิ่งที่น่าตลกร้ายที่สุดคือ โครงสร้างล้ำยุคที่รวบรวมเทคโนโลยีและมันสมองที่เก่งที่สุดในโลก กลับต้องมาสะดุดหัวทิ่มเพราะท่อก๊าซเส้นเดียวที่รอการเซ็นอนุมัติจากข้าราชการท้องถิ่น

บริษัทเทคโนโลยีขายฝันที่สวยงามว่า AI จะเข้ามาพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก

แต่ฝันนั้นตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์และเป็นไปตามไทม์ไลน์เป๊ะๆ

สิ่งที่ Oracle เพิ่งทำลงไป คือการกระชากหน้ากากให้เห็นว่า โครงเรื่องที่สวยหรูนี้ สามารถพังทลายลงได้รวดเร็วแค่ไหนเมื่อต้องเจอกับความจริง

มาถึงตรงนี้ สิ่งที่ทุกคนต้องกลับมาคิดทบทวนคือ ท่ามกลางห่วงโซ่การเงินที่พันกันยุ่งเหยิง

ถ้ารอยร้าวนี้ขยายวงกว้างจนปราสาทไพ่พังครืนลงมา ใครจะเป็นคนที่เจ็บหนักที่สุด ซักคนต้องรับจบเรื่องนี้

Oracle ที่แบกหนี้มหาศาล OpenAI ที่เผาเงินลงทุนไปเรื่อยๆ หรือบรรดาสถาบันการเงินที่เอาเงินมาละลายในโปรเจกต์นี้

สงคราม AI ครั้งนี้ อาจจะไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมีโมเดลที่ฉลาดกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครจะสามารถบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและสายป่านทางการเงินได้อึดกว่ากัน

References : [bloomberg, cnbc, reuters, theinformation, ft]

Geek Story EP903 : “ยังมีวิธีโจมตีอีกนับไม่ถ้วน” ประโยคสุดท้ายก่อนศาสดาบิตคอยน์สาบสูญ

ลองจินตนาการถึงเงินที่เริ่มต้นจากศูนย์ เป็นแค่ของแจกฟรีบนอินเทอร์เน็ตที่ไม่มีใครอยากได้ แต่กลับกลายมาเป็นสินทรัพย์ที่สั่นสะเทือนอำนาจรัฐบาลมหาอำนาจและเปลี่ยนระบบการเงินโลกไปตลอดกาล

ย้อนกลับไปตอนที่โลกกำลังบอบช้ำจากวิกฤตเศรษฐกิจ เทคโนโลยีลึกลับชิ้นหนึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อทวงคืนอิสรภาพให้คนธรรมดา แต่มันกลับดึงดูดแพลตฟอร์มสีเทา ความโลภอันไร้ขีดจำกัด และการปราบปรามขั้นเด็ดขาดจนโปรเจกต์เกือบพังทลาย

ทำไมผู้สร้างที่กุมความลับทั้งหมดถึงต้องตัดสินใจลบตัวตนและหายสาบสูญไปในเงามืด วิดีโอนี้จะพาย้อนรอยจุดกำเนิดสุดดิบของ Bitcoin จากบรรทัดโค้ดไร้ค่า สู่สงครามไซเบอร์ที่เดิมพันด้วยอิสรภาพของมนุษยชาติ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://shorturl.at/G2NGj

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://shorturl.at/zNSbl

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://shorturl.at/Uxpti

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/3-hgRMglX0U

Geek Story EP902 : AI ของสหรัฐฯ ถูกสร้างขึ้นโดยจีน! แบนฮาร์ดแวร์จีน แต่ดันลืมแบน “สมอง”

เคยสังเกตไหมว่า เบื้องหลังบริษัท AI ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอเมริกาอย่าง OpenAI กลับเต็มไปด้วยทีมงานหัวกะทิชาวเอเชีย

สหรัฐอเมริกาพยายามทำสงครามเทคโนโลยี สกัดกั้นการส่งออกชิปขั้นสูงเพื่อตัดกำลังจีน แต่มันมีความย้อนแย้งที่ตลกร้ายซ่อนอยู่ เพราะอุตสาหกรรม AI ของอเมริกา กลับต้องพึ่งพามันสมองของ “คนจีน” อย่างลึกซึ้ง

คำถามคือ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อรัฐบาลวอชิงตันมุ่งแบนแค่ฮาร์ดแวร์ แต่ลืมไปว่าพวกเขาไม่สามารถแบน “สมอง” ของคนได้

และเมื่อวันนี้หัวกะทิชาวจีนตัดสินใจไม่บินไปซิลิคอนแวลลีย์ แต่เลือกปักหลักสร้างโมเดล AI เขย่าโลกอยู่ที่บ้านเกิด หมากกระดานนี้อเมริกาอาจเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ คลิปนี้เราจะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังสงคราม AI ที่อาจเปลี่ยนขั้วอำนาจโลกไปตลอดกาล

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://shorturl.at/TsHI8

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://shorturl.at/kqHqm

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://shorturl.at/S15cL

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/ebFzZ4Om97I

หน้าคุณขายได้! ธุรกิจ “เช่าหน้าคน” ดาราพันธุ์ใหม่ในยุค AI ครองเมือง

เคยสงสัยมั๊ยว่าอุตสาหกรรมที่กำลังโตแบบพุ่งทะยาน ทรงดีมาตลอด มันจะพังครืนลงมาได้เร็วแค่ไหนกัน

ลองนึกภาพเมืองเหิงเตี้ยน ในประเทศจีนปี 2025 กันดูนะครับ ตอนนั้นคือยุคตื่นทองของวงการซีรีส์สั้นเลยก็ว่าได้ เม็ดเงินสะพัดสุดๆ

สตูดิโอแน่นเอี้ยดไปด้วยกองถ่าย คนเดินชนกันแทบตาย นักแสดงตัวตึงวิ่งรอกรับงานกันสนุกสนาน วันนึงฟาดเงินไป 800 ถึง 1,500 หยวนเหนาะๆ

ตอนนั้นตลาดซีรีส์สั้นฟันรายได้ทะลุ 50,000 ล้านหยวนไปแล้ว ใหญ่กว่าบ็อกซ์ออฟฟิศหนังโรงของจีนซะอีก ใครๆ ก็คิดว่างานนี้รวยเละเทะแน่นอน

แต่พอข้ามปีมาต้นปี 2026 ภาพฝันหวานก็พังทลายลง เมืองที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงาลงอย่างน่าตกใจ ตารางคิวสตูดิโอโล่งโจ้งผิดปกติ

นักแสดงที่เคยฮอตกลับไม่มีงาน กองถ่ายที่เคยใช้คนเป็นสิบๆ ชีวิต หดตัวลงเหลือแค่ไม่กี่คน เกิดอะไรขึ้นกับวงการนี้กันแน่…

สิ่งที่พีกคือตลาดไม่ได้ซบเซาแต่อย่างใด คนยังดูซีรีส์สั้นกันบ้าคลั่งเหมือนเดิม แค่ไตรมาสแรกปี 2026 มีซีรีส์ใหม่ออกมาถึง 128,000 เรื่อง

แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือ ผลงานกว่า 95% ในนั้นไม่ได้ใช้คนแสดงแล้ว แต่มันถูกสร้างขึ้นด้วย AI ทั้งหมดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

ใช้เวลาแค่ 90 วันเท่านั้น อุตสาหกรรมนี้ก็เปลี่ยนโฉมหน้าไปตลอดกาล จากยุคทองของมนุษย์ กลายเป็นห้องทดลองระบบอัตโนมัติซะงั้น

ถ้าย้อนกลับไปสมัยก่อน ตอนเราเด็กๆ กว่าจะได้ดูละครซักเรื่อง ต้องมานั่งรอหน้าจอทีวีเป็นชั่วโมงๆ สัปดาห์นึงมาแค่สองวัน

เหมือนยุคที่เราต้องไปร้านเช่าวิดีโอเพื่อหาหนังดูซักเรื่อง แต่วันนี้สมาร์ทโฟนเปลี่ยนพฤติกรรมคนไปหมด สมาธิเราสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด

มีเวลาว่างแค่นาทีสองนาทีตอนรอรถไฟฟ้า ก็หยิบมือถือขึ้นมาไถดูคลิปแล้ว ซีรีส์สั้นมันก็เลยเกิดมาเพื่ออุดช่องว่างตรงนี้

ตอนนึงยาวแค่นาทีเดียว เล่าเรื่องแบบสปีดติดจรวด ปูเรื่องปุ๊บตบเข้าดราม่าปั๊บ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่สุดๆ

กองถ่ายสมัยก่อนใช้เวลาทำซีรีส์สั้นแค่ 7 ถึง 10 วันก็ปิดกล้องได้แล้ว ถือว่าเร็วมาก เร็วจนเหมือนโรงงานนรกเลยทีเดียว

เบื้องหลังความเร็วนี้คือระบบนิเวศที่แข็งแกร่งมาก จีนมีนิยายออนไลน์กว่า 33 ล้านเรื่อง เรื่องไหนปังก็หยิบมาทำบท ส่งเข้าสายพานการผลิตทันที

เมืองใหญ่อย่างเจิ้งโจว หรือ เหิงเตี้ยน มีทุกอย่างพร้อม สตูดิโอบางแห่งรับกองถ่าย 13 กองในวันเดียว บริหารคิวกันแบบโรงงานอุตสาหกรรมเป๊ะๆ

บริษัทอย่าง Dian Zhong ที่ทำแพลตฟอร์ม Drama Box และ Hema Theater คือตัวพ่อของวงการนี้ รวบทุกอย่างตั้งแต่ลิขสิทธิ์ยันช่องทางฉาย

แต่การทำเร็วอย่างเดียวมันไม่พอ โจทย์หลักคือทำไงให้คนดูเป็นร้อยล้านคนไม่ยอมกดปิดหน้าจอหนีไปไหนต่างหาก

เคล็ดลับคือการเล่าเรื่องแบบ “Cliffhangers” หรือการตัดจบแบบทิ้งปมค้างคาใจ ความลับเพิ่งแตกปุ๊บ ตัดจบปั๊บ คนดูก็ดิ้นพล่านต้องกดดูตอนต่อไป

แรกๆ ก็ทำมาหลอกเก็บตังค์ค่าดูตอนต่อไป แต่หลังๆ กลายเป็นโมเดลดูฟรีแต่ยัดโฆษณาแทน ซึ่งมันเวิร์กมาก

แค่เดือนเดียว แพลตฟอร์ม Hongwu ของ ByteDance จ่ายส่วนแบ่งรายได้ไปกว่า 500 ล้านหยวน ยิ่งคนดูนาน แพลตฟอร์มยิ่งเก็บข้อมูลได้เยอะ

พอรู้ว่าคนชอบดูอะไร จังหวะไหนคนเท จังหวะไหนคนติด ก็เอามาปรับสูตรจนกลายเป็นสมการทำเงินที่สมบูรณ์แบบ…

เมื่อทุกอย่างนิ่งปุ๊บ นายทุนก็เริ่มตั้งคำถามสุดคลาสสิก ทำไงให้ผลิตได้เร็วกว่าเดิม และที่สำคัญคือต้องใช้ต้นทุนให้ถูกลงกว่านี้อีก

แล้ว AI ก็เดินหล่อๆ เข้ามาเสียบตรงช่องโหว่นี้พอดิบพอดี เหมือนรู้จังหวะช้อนโอกาสทองในตลาดเลย

เอาจริงๆ ช่วงแรกวิดีโอจาก AI มันก็มีจุดบอดเยอะ หน้าตัวละครเบี้ยวบ้าง ขยับตัวแข็งเป็นหุ่นยนต์บ้าง ขัดใจคนดูสุดๆ

ถ้าเอาไปทำหนังยาวสองชั่วโมง คนดูคงด่ายับ แต่พอเป็นซีรีส์สั้นที่กินเวลาแค่นาทีเดียว แถมตัดสลับฉากไวเว่อร์ จุดอ่อนพวกนี้ก็เลยถูกมองข้าม

AI ไม่ต้องประมวลผลโลกจำลองทั้งใบให้เพอร์เฟกต์ แค่ทำให้ภาพนิ่งพอจนกว่าจะตัดไปฉากใหม่ก็รอดแล้ว

แถมวิดีโอโมเดลอย่าง Kling 3.0 หรือ SeeDance 2.5 ก็พัฒนาไวเหมือนติดปีก คุมหน้าตาตัวละครได้เนียนขึ้นเยอะ

AI ไม่ต้องสร้างงานระดับรางวัลออสการ์ แค่ทำภาพให้ออกมาดูรู้เรื่องบนจอมือถือก็พอแล้ว ที่เหลือคือการปั๊มผลงานออกมาแบบรัวๆ

พอเข้าปี 2026 AI ก็ไม่ได้เป็นแค่ของเล่นอีกต่อไป ข้อมูลจาก Douyin บอกว่ามีซีรีส์สั้นจาก AI ทะลักเข้ามาเป็นแสนๆ เรื่อง

การเพิ่มกำลังผลิตยุคนี้ไม่ต้องจ้างคนเพิ่ม ไม่ต้องเช่าที่เพิ่ม แค่โยนภาระไปให้ซอฟต์แวร์กับคอมพิวเตอร์จัดการก็จบ

กระบวนการผลิตเปลี่ยนไปเยอะ จากบทหนัง ทีมงานแค่เซตคาแรกเตอร์แล้วสั่งให้โมเดลประมวลผลภาพกับเสียงออกมา

ทีมตัดต่อที่เคยใช้กันห้าหกคน ตอนนี้อาจจะเหลือแค่มนุษย์คนเดียวที่คอยนั่งคุมทิศทางโมเดลหน้าคอมพิวเตอร์

เกมนี้วัดกันที่ว่าบริษัทไหนมีระบบที่นิ่งพอ สร้างตัวละครหน้าไม่เบี้ยว และเล่าเรื่องได้สนุกพอจะดึงคนดูไว้ได้

จุดที่ทำเอามนุษย์เจ็บปวดที่สุด คือตอนที่เม็ดเงินเริ่มเปลี่ยนกระเป๋า แพลตฟอร์ม Hongwu เคยอัดฉีดเงินให้กองถ่ายคนแสดงจริงมหาศาล

แต่ต้นปี 2026 แพลตฟอร์มเริ่มฉีกสัญญาพวกนั้นทิ้ง เพราะต้นทุนมันต่างกันราวฟ้ากับเหว ใครจะไปทนแบกรับไหว…

คิดดูนะครับ ซีรีส์สั้นคนแสดงจริงเรื่องนึงใช้คนเกือบ 40 คน ทุนสร้างสามถึงสี่แสนหยวน แต่ AI ใช้คนไม่ถึง 10 คน ทุนไม่ถึงแสนหยวน

บางเรื่องกดต้นทุนลงไปเหลือแค่สองหมื่นหยวนด้วยซ้ำ สำหรับธุรกิจที่กำไรบางเฉียบ AI คือเครื่องจักรผลิตเงินที่ต้องรีบคว้าไว้

สื่ออย่าง Caixin รายงานว่าโปรดิวเซอร์หลายคนยอมทิ้งมัดจำกองถ่าย ปลดคนงานทิ้งครึ่งนึง แล้วหันไปซบ AI แบบเต็มตัว

นักแสดงต้องยอมหั่นค่าตัวลงเพื่อแย่งงานที่เหลืออยู่น้อยนิด ความกังวลเริ่มลามไปทั่วสังคมคนรุ่นใหม่ในจีน

ผลสำรวจบอกเลยว่าคนวัยทำงานกลัวตกงานและโดนลดเงินเดือนเพราะเทคโนโลยีพวกนี้กันหนักมาก มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

AI ไม่ต้องมาไล่แทนที่คนแบบตัวต่อตัวหรอก แค่ทำให้โปรเจกต์นึงใช้คนน้อยลง ตลาดแรงงานทั้งระบบก็สั่นสะเทือนแล้ว

เรื่องที่ทำเอาขนลุกสุดๆ คือใบหน้ามนุษย์ถูกลดทอนกลายเป็นแค่วัตถุดิบในสายพานการผลิต ตลาดเช่าใบหน้าดิจิทัลเริ่มก่อตัวขึ้น

บริษัท act ID ในเซินเจิ้นมีคนยอมให้เอาโครงหน้าตัวเองไปให้ AI ใช้แสดงซีรีส์ แลกกับเงินแค่ไม่กี่ร้อยหยวนต่อตอน

นี่คือนักแสดงสายพันธุ์ใหม่ ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นตีสี่ไปกองถ่าย ไม่ต้องท่องบท แต่หน้าตัวเองไปโผล่ในซีรีส์พร้อมกันเป็นสิบเรื่องได้

แล้วปัญหาก็ตามมาติดๆ ซีรีส์เรื่อง The Peach Blossom hairpin โดนด่าเละเพราะหน้าตัวละคร AI ไปเหมือนนางแบบตัวจริงเป๊ะ

ศาล The Beijing Internet Court ต้องออกโรงเตือนว่า การก๊อปหน้าคนอื่นไปใช้โดยไม่ขอ ถือว่าละเมิดสิทธิ Portrait rights ผิดกฎหมายเต็มประตู

คำถามคือ ทุกวันนี้นักแสดงกำลังขายอะไรกันแน่ ขายฝีมือการแสดงระดับเทพ หรือแค่ขายหน้าตาให้คอมพิวเตอร์เอาไปสวมรอย

แน่นอนว่าตอนนี้ AI ยังกวาดล้างคนจากวงการไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันยังเก่งแค่งานเดิมๆ ที่เน้นปริมาณและความไว

แต่ถ้าพูดถึงอินเนอร์ เสน่ห์แพรวพราว หรือเคมีที่เข้ากันสุดๆ มนุษย์ยังกินขาด ซีรีส์ AI หลายเรื่องดูแล้วโคตรน่าเบื่อ ซ้ำซากจำเจ

AI อาจจะยังไม่ได้เตะนักแสดงทุกคนออกจากวงการ แต่มันกำลังทำตัวเป็นตะแกรงร่อน คัดกรองว่าคนแบบไหนยังมีค่าพอให้จ้างต่อ

งานระดับล่างๆ ที่ใช้หน้าตาอย่างเดียวท่องบทแข็งทื่อ โดนกวาดทิ้งก่อนเพื่อน แต่นักแสดงสายฝีมือจริงๆ จะกลายเป็นของหายาก

การปฏิวัติเทคโนโลยีทุกยุคทุกสมัย มันมักจะทำลายงานเก่าและสร้างงานใหม่เสมอ แต่อัตราเร่งรอบนี้มันบ้าคลั่งมากๆ

จำยุคเปลี่ยนผ่านจากกล้องฟิล์มมาเป็นกล้องดิจิทัลกันได้มั๊ยครับ ตอนนั้นยังใช้เวลาหลายปีกว่าคนจะเลิกใช้ฟิล์มกันหมด

แต่รอบนี้แค่ไม่กี่เดือน AI ก้าวจากการทำภาพขยับได้นิดหน่อย กลายเป็นสร้างหนังได้ทั้งเรื่องแบบรวดเร็วทันใจ

ถ้าขีดจำกัดยังถูกทำลายเร็วขนาดนี้ อนาคตจะเป็นยังไง เรื่องของซีรีส์สั้นจีนมันแค่หนังตัวอย่างของโลกอนาคตเท่านั้น

โลกที่อุตสาหกรรมบันเทิงอาจจะไม่ต้องง้อมนุษย์ในทุกขั้นตอนอีกต่อไป เมื่อต้นทุนถูกทุบจนแหลกละเอียดด้วยเทคโนโลยี…

กฎเกณฑ์ธุรกิจแบบเดิมๆ ก็ถูกฉีกทิ้งเขียนใหม่หมด วันนี้มันอาจจะเพิ่งลามมาถึงซีรีส์ความยาวสองนาทีบนจอมือถือ

แต่ถ้าเทคโนโลยีฉลาดขึ้นและถูกลงเรื่อยๆ มันคงไม่หยุดแค่นี้แน่ๆ อุตสาหกรรมอื่นก็เตรียมตัวรับแรงกระแทกได้เลย

คำถามที่ต้องกลับมานั่งคิดกันคือ เทคโนโลยีพวกนี้เกิดมาเพื่อช่วยเราจริงๆ หรือสุดท้ายมันจะผลักเราให้กลายเป็นแค่คนดูที่ไร้ความหมายกันแน่

References : [caixin, bytedance, douyin, scmp, technode]

Geek Story EP901 : จุดกำเนิด Logitech สตาร์ทอัพที่พลิกเกมด้วยเมาส์ 99 ดอลลาร์

รู้ไหมว่าสตาร์ทอัพที่ผลิต “เมาส์” ให้เราใช้กันครึ่งค่อนโลก เคยเกลียดอุปกรณ์ชิ้นนี้เข้าไส้

ย้อนกลับไป 40 ปีก่อน ผู้ก่อตั้ง Logitech หลงใหลในการทำซอฟต์แวร์ และมีความฝันอันยิ่งใหญ่ว่าอยากจะเป็นให้ได้อย่าง Microsoft พวกเขามองว่าเมาส์พลาสติกก้อนเล็กๆ เป็นของที่ต่ำต้อยกว่าสติปัญญาของตัวเองด้วยซ้ำ

แต่โชคชะตากลับตลกร้าย เมื่อพวกเขาต้องจำใจผลิตเมาส์ขายเพื่อเอาชีวิตรอด และต้องเข้าไปงัดกับบอสใหญ่อย่าง Microsoft ที่ลงมาเล่นตลาดนี้เหมือนกัน

40 ปีผ่านไป Logitech กลายเป็นอาณาจักรฮาร์ดแวร์มูลค่ามหาศาล ในขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft เพิ่งประกาศยกธงขาว ถอนตัวและเลิกผลิตเมาส์ของตัวเองไปตลอดกาล

จากบริษัทมวยรองที่เกลียดการทำฮาร์ดแวร์ พลิกเกมมาโค่นยักษ์ใหญ่ในสมรภูมิที่ตัวเองไม่อยากเล่นตั้งแต่แรกได้ยังไง

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://shorturl.at/c3rEB

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://shorturl.at/4mZq9

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://shorturl.at/Ok65k

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/f5fa30_PXG8