สงคราม Spreadsheet การหักหลัง ฟ้องร้อง และจุดกำเนิดของ Excel ที่คุณไม่เคยรู้

เคยสงสัยกันไหมครับว่า ก่อนหน้าที่โลกใบนี้จะมีโลโก้สีเขียวรูปตัว X ที่เราคุ้นเคยกันบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ มนุษย์เราจัดการกับตารางตัวเลขมหาศาลกันอย่างไร

ย้อนกลับไปในยุคทศวรรษ 1970 โลกของการทำงานไม่ได้สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้

ห้องทำงานของนักบัญชีหรือนักวิเคราะห์การเงิน เต็มไปด้วยกระดาษตารางบัญชีขนาดใหญ่เท่าโต๊ะกินข้าว เครื่องคิดเลขที่ถูกกดจนปุ่มสึก และดินสอที่ต้องเหลาอยู่ตลอดเวลา

ลองจินตนาการว่าคุณเป็นพนักงานคนหนึ่งที่ต้องทำงบการเงินส่งเจ้านาย

คุณใช้เวลาทั้งวันคำนวณตัวเลขลงในช่องตารางร้อยกว่าช่องด้วยมือ

แต่แล้วเจ้านายเดินมาบอกว่า อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนจาก 5% เป็น 6% ช่วยแก้ให้หน่อย

คำสั่งสั้นๆ นี้อาจทำให้คุณแทบจะร้องไห้ เพราะมันไม่ได้หมายถึงการลบแก้แค่จุดเดียว

แต่มันหมายถึงการที่คุณต้องคำนวณตัวเลขที่เกี่ยวเนื่องกันใหม่ทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ต้นจนจบ

ความผิดพลาดเพียงจุดเดียว อาจหมายถึงการต้องเริ่มทำใหม่ทั้งกระดาษ และนั่นคือกิจวัตรที่แสนเจ็บปวดของคนทำงานในยุคนั้น

แต่ในความเจ็บปวด มักจะมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 1978 ที่ห้องเรียนของ Harvard Business School

ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ Dan Bricklin กำลังนั่งมองอาจารย์บรรยายหน้าชั้นเรียน

อาจารย์กำลังเขียนตารางจำลองทางการเงินบนกระดานดำ ลากเส้นตาราง แบ่งช่อง และใส่ตัวเลขสมมติลงไปเพื่อสอนนักศึกษา

แต่เมื่ออาจารย์ต้องการเปลี่ยนตัวเลขสมมติเพียงตัวเดียวเพื่อแสดงผลลัพธ์ใหม่

อาจารย์ต้องเสียเวลาลบค่าเก่าและคำนวณค่าใหม่บนกระดานอยู่นานสองนาน

Dan Bricklin ซึ่งมีพื้นฐานวิศวกรรมจาก MIT มองเห็นภาพนั้นแล้วเกิดความคิดแวบขึ้นมาในหัว

ทำไมเราถึงไม่มี กระดานดำวิเศษ ที่พอเราเปลี่ยนตัวเลขตัวหนึ่ง แล้วตัวเลขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็เปลี่ยนตามให้เองอัตโนมัติ

ความคิดที่ดูเหมือนฝันเฟื่องในวันนั้น คือจุดกำเนิดของนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกธุรกิจไปตลอดกาล

Dan Bricklin ไม่ปล่อยให้ไอเดียนี้หลุดลอยไป เขาชวนเพื่อนเก่าที่เป็นโปรแกรมเมอร์อัจฉริยะชื่อ Bob Frankston มาร่วมมือกัน

ทั้งสองคนเช่าห้องใต้หลังคาเล็กๆ และเริ่มเขียนโค้ดกันอย่างบ้าคลั่ง ในยุคที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่

พวกเขาตั้งชื่อโปรแกรมนี้ว่า VisiCalc

ความหมายของมันตรงตัวมาก คือ Visible Calculator หรือเครื่องคิดเลขที่มองเห็นได้

แต่ลำพังแค่โปรแกรมดีๆ อาจยังไม่พอ พวกเขาต้องการคนขายของเก่งๆ

Dan Bricklin จึงไปจับมือกับ Daniel Fylstra เพื่อนร่วมสถาบัน Harvard ผู้เปิดบริษัทชื่อ Personal Software ให้มาช่วยทำการตลาดและจัดจำหน่าย

โมเดลธุรกิจตอนนั้นแบ่งหน้าที่กันชัดเจน

Dan Bricklin และ Bob Frankston ตั้งบริษัท Software Arts เพื่อผลิตซอฟต์แวร์

ส่วน Daniel Fylstra ใช้บริษัท Personal Software เพื่อขาย โดยแบ่งรายได้ค่าลิขสิทธิ์กัน

ทันทีที่ VisiCalc ออกวางจำหน่ายบนเครื่อง Apple II ในปี 1979 โลกธุรกิจก็สั่นสะเทือน

จากงานที่เคยใช้เวลาทำ 20 ชั่วโมง VisiCalc ช่วยให้เสร็จได้ภายใน 15 นาที

นี่ไม่ใช่แค่เครื่องมือทุ่นแรง แต่มันคือเวทมนตร์สำหรับนักบัญชีและเจ้าของกิจการ

ความสำเร็จของ VisiCalc รุนแรงมากจนเกิดคำศัพท์ใหม่ในวงการไอทีว่า Killer App

มันหมายถึงซอฟต์แวร์ที่มีประโยชน์มากจนผู้คนยอมควักเงินซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ราคาแพง เพียงเพื่อจะใช้โปรแกรมนี้

ในตอนนั้น เครื่อง Apple II มีราคาสูงลิ่ว แต่ยอดขายกลับพุ่งกระฉูดเพราะนักธุรกิจต้องการซื้อมาเพื่อรัน VisiCalc

Steve Jobs เองก็ยังเคยยอมรับว่า VisiCalc คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ Apple II ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลในช่วงเริ่มต้น

ภายในเวลาไม่กี่ปี VisiCalc ขายไปได้กว่า 200,000 ชุด สร้างรายได้ค่าลิขสิทธิ์ให้ผู้สร้างถึง 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ดูเหมือนเส้นทางนี้จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ในโลกธุรกิจ เมื่อมีเงินก้อนโตวางอยู่ตรงหน้า ความขัดแย้งมักจะตามมาเสมอ

Daniel Fylstra ผู้จัดจำหน่าย เริ่มรู้สึกว่าชื่อบริษัทของเขา Personal Software มันดูเล็กเกินไปสำหรับความยิ่งใหญ่นี้

เขาจึงเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น VisiCorp เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของแบรนด์ Visi อย่างเต็มตัว

แต่เบื้องหลังความสำเร็จ รอยร้าวระหว่าง ผู้สร้าง และ ผู้ขาย เริ่มขยายใหญ่ขึ้น

VisiCorp ฟ้องร้อง Software Arts เรียกค่าเสียหายมหาศาล โดยอ้างว่าผู้สร้างส่งมอบงานอัปเดตล่าช้า

ส่วน Software Arts ก็ฟ้องกลับว่า VisiCorp ไม่ตั้งใจขายของอย่างเต็มที่

ระหว่างที่ยักษ์สองตัวกำลังกัดกันเอง พวกเขาหารู้ไม่ว่า ประตูแห่งหายนะกำลังเปิดต้อนรับคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด

คู่แข่งคนนี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นอดีตลูกจ้างที่ชื่อว่า Mitch Kapor

Mitch Kapor เป็นตัวละครที่น่าสนใจมากในประวัติศาสตร์นี้

เขาไม่ใช่โปรแกรมเมอร์จ๋าๆ แต่เป็นนักเรียนบริหารธุรกิจที่หลงใหลในคอมพิวเตอร์

เขาเคยเขียนโปรแกรมสร้างกราฟชื่อ VisiPlot ซึ่งเป็นโปรแกรมเสริมที่ช่วยเปลี่ยนตัวเลขใน VisiCalc ให้กลายเป็นแผนภูมิสวยงาม

VisiPlot ขายดีมาก สร้างรายได้ให้ Kapor เดือนละเป็นแสนดอลลาร์

แต่ปัญหาคือ การใช้งานมันยุ่งยากมาก

คุณต้องเปิด VisiCalc เพื่อทำข้อมูล เซฟใส่แผ่นดิสก์ ถอดแผ่นออก ใส่แผ่น VisiPlot โหลดข้อมูล ถึงจะสร้างกราฟได้

Mitch Kapor มองเห็นปัญหาและเสนอไอเดียกับผู้บริหารว่า ทำไมเราไม่รวมโปรแกรมคำนวณและโปรแกรมสร้างกราฟให้อยู่ในตัวเดียวกันเสียเลย

แต่เชื่อไหมว่า ทั้ง Software Arts และ VisiCorp กลับเมินเฉยต่อไอเดียนี้

พวกเขามั่นใจในตัวเองเกินไป และมองว่า Kapor ไม่มีพื้นฐานเทคนิคที่ลึกซึ้งพอที่จะเข้าใจระบบ

เมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง Mitch Kapor จึงตัดสินใจขายสิทธิ์ใน VisiPlot ให้กับ VisiCorp แลกกับเงินก้อนโต 1.2 ล้านดอลลาร์

พร้อมกับเซ็นสัญญาที่มีเงื่อนไขว่า ห้าม Kapor ทำโปรแกรมมาแข่งกับ VisiCorp

แต่… ในสัญญานั้นมีช่องโหว่อยู่จุดหนึ่ง

อาจจะเป็นเพราะความประมาท หรือความชะล่าใจของ VisiCorp ที่คิดว่าตัวเองครองตลาดเบ็ดเสร็จแล้ว

ในเอกสารแนบท้ายสัญญา มีข้อยกเว้นระบุว่า Kapor สามารถทำผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์นั้นถูกอธิบายไว้คร่าวๆ

แต่นั่นคือพิมพ์เขียวของ สเปรดชีตยุคใหม่ ที่จะกลับมาล้างบางเจ้านายเก่า

เมื่อหลุดพ้นจากพันธนาการ Mitch Kapor นำเงินที่ได้ไปก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Lotus Development Corporation

จังหวะเวลาของ Kapor นั้นสมบูรณ์แบบ

เพราะในปี 1981 ยักษ์ใหญ่สีฟ้าอย่าง IBM ได้กระโดดลงมาเล่นตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ IBM PC

IBM PC นั้นทรงพลังกว่า Apple II มาก มันเป็นคอมพิวเตอร์แบบ 16-bit และมีหน่วยความจำมากกว่าเดิมถึง 10 เท่า

ในขณะที่ VisiCalc มัวแต่วุ่นวายกับการฟ้องร้อง และทำแค่การแปลงโปรแกรมเดิมๆ มาลงเครื่องใหม่โดยไม่ได้ใช้ศักยภาพของเครื่อง IBM อย่างเต็มที่

Mitch Kapor และทีมงาน กลับเลือกที่จะสร้างโปรแกรมใหม่จากศูนย์

เป้าหมายของเขาคือการรีดประสิทธิภาพของ IBM PC ออกมาทุกหยด

เขาตั้งชื่อโปรแกรมนี้ว่า Lotus 1-2-3

ทำไมต้อง 1-2-3

เพราะมันรวม 3 ฟังก์ชันเด็ดไว้ในโปรแกรมเดียว คือ ตารางคำนวณ การสร้างกราฟ และฐานข้อมูลเบื้องต้น

เดือนมกราคม ปี 1983 ทันทีที่ Lotus 1-2-3 วางจำหน่าย มันเปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ทิ้งลงกลางตลาด

โปรแกรมทำงานเร็วกว่า สวยกว่า สร้างกราฟได้ในตัว และใช้งานง่ายกว่าคู่แข่งแบบเทียบไม่ติด

ยอดขายของ Lotus 1-2-3 พุ่งทะยานจนแซงหน้า VisiCalc ในพริบตา

ผลลัพธ์คือ VisiCorp บริษัทที่เคยเป็นเจ้าตลาด ต้องล่มสลายลงอย่างรวดเร็วจากยอดขายที่หดหาย

สุดท้าย Lotus ก็ได้เข้ามาซื้อกิจการที่เหลืออยู่ของ VisiCorp และสั่งยุติการขาย VisiCalc ทันที

นี่คือการปิดฉากผู้บุกเบิกรายแรกอย่างถาวร และสถาปนาให้ Lotus 1-2-3 กลายเป็นราชันย์องค์ใหม่แห่งโลก Spreadsheet ตลอดช่วงทศวรรษ 1980

ดูเหมือนว่า Lotus จะครองโลกได้ยาวนาน และไม่มีใครมาล้มล้างได้

แต่ประวัติศาสตร์ธุรกิจสอนเราเสมอว่า ผู้ชนะมักจะหลงระเริง และประมาทคลื่นลูกใหม่

ในช่วงปลายยุค 80 โลกคอมพิวเตอร์กำลังจะเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่อีกครั้ง

จากยุคของหน้าจอสีดำ ตัวหนังสือสีเขียว ที่ต้องพิมพ์คำสั่งทีละบรรทัด

เข้าสู่ยุคของ กราฟิกยูสเซอร์อินเทอร์เฟซ หรือ GUI ที่ใช้เมาส์คลิกไอคอน ซึ่งนำทัพโดย Apple Macintosh และตามมาด้วย Microsoft Windows

Lotus ในตอนนั้น มั่นใจในบัลลังก์ของตัวเองมาก

พวกเขายังคงมุ่งเน้นพัฒนาโปรแกรมบนระบบเดิมอย่าง MS-DOS และมองว่าระบบกราฟิกเป็นแค่ของเล่นที่กินทรัพยากรเครื่อง

แต่นั่นคือการเปิดช่องว่างให้กับชายหนุ่มที่ชื่อ Bill Gates

Microsoft ซุ่มพัฒนาโปรแกรม Spreadsheet ของตัวเองมานานแล้ว

เดิมทีพวกเขาเคยมีโปรแกรมชื่อ Multiplan แต่ก็สู้ความแข็งแกร่งของ Lotus ไม่ได้

Bill Gates จึงตัดสินใจเดิมพันครั้งใหม่ เขาเห็นว่าอนาคตคือระบบกราฟิกแน่นอน

แทนที่ Microsoft จะรีบเข็นโปรแกรมมาแข่งบน DOS ให้เจ็บตัวเปล่าๆ

พวกเขาเลือกยุทธศาสตร์ ป่าล้อมเมือง โดยการไปสร้าง Spreadsheet บนเครื่อง Macintosh ของ Steve Jobs ก่อน

เพื่อเรียนรู้และทดลองตลาดระบบกราฟิก โดยที่คู่แข่งอย่าง Lotus ยังไม่ทันระวังตัว

โปรแกรมนั้นมีชื่อว่า Excel เปิดตัวครั้งแรกบน Mac ในปี 1985

Excel บน Mac ได้รับคำชมอย่างมาก มันใช้งานง่าย มีกราฟิกสวยงาม และใช้เมาส์ลากคลุมเซลล์ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มากในตอนนั้น

และเมื่อ Microsoft มั่นใจแล้ว พวกเขาก็เปิดตัว Windows และนำ Excel มาลงในระบบปฏิบัติการของตัวเองในปี 1987

ในขณะที่ Excel กำลังวิ่งฉิวด้วยกราฟิกสวยงามที่ผู้คนเริ่มหลงรัก

Lotus กลับกำลังสะดุดขาตัวเองอย่างหนัก

ทีมพัฒนาของ Lotus พยายามจะเขียนโค้ดโปรแกรมใหม่ด้วยภาษา C เพื่อให้พอร์ตไปลงเครื่องอื่นได้ง่าย แต่กระบวนการนี้ล่าช้ากว่ากำหนดเป็นปี

แถมเมื่อออกมาแล้ว โปรแกรมยังใหญ่เทอะทะ กินสเปกเครื่อง จนต้องแตกผลิตภัณฑ์ออกเป็นหลายเวอร์ชัน สร้างความสับสนให้ลูกค้า

ซ้ำร้าย ผู้บริหาร Lotus ยังตัดสินใจผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่

พวกเขาไปเดิมพันกับระบบปฏิบัติการ OS/2 ของ IBM ซึ่งสุดท้ายแล้วพ่ายแพ้ให้กับ Windows อย่างราบคาบ

เมื่อโลกธุรกิจเปลี่ยนมาใช้ Windows กันหมด Lotus 1-2-3 ก็กลายเป็นเหมือนไดโนเสาร์ที่ปรับตัวไม่ทัน

ผู้ใช้งานพบว่า Excel บน Windows นั้นทำงานได้ลื่นไหลกว่า สวยกว่า และที่สำคัญ มันมาพร้อมกับชุดโปรแกรมอื่นๆ ใน Office

ส่วนแบ่งการตลาดของ Lotus ถูก Microsoft กัดกินไปเรื่อยๆ

จากเจ้าตลาดที่ผูกขาด กลายเป็นผู้ตาม และสุดท้ายก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ

จนกระทั่ง IBM ซึ่งเข้าซื้อ Lotus ในเวลาต่อมา ประกาศยุติการสนับสนุน Lotus 1-2-3 อย่างเป็นทางการในปี 2013

เป็นการปิดตำนานซอฟต์แวร์ที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตัวหนึ่งอย่างสมบูรณ์

เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นสัจธรรมของโลกธุรกิจได้เป็นอย่างดี

VisiCalc คือผู้บุกเบิกที่สร้างนวัตกรรม แต่พังทลายเพราะความขัดแย้งภายในและการบริหารที่ผิดพลาด

Lotus 1-2-3 คือผู้ท้าชิงที่สร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่า แต่ล่มสลายเพราะยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ และปรับตัวไม่ทันเทคโนโลยี

ส่วน Excel คือผู้ที่มาทีหลัง แต่มองเห็นอนาคต และอดทนรอจังหวะที่เหมาะสม

Bill Gates ไม่ได้รีบร้อนที่จะเอาชนะในสมรภูมิที่ตัวเองเสียเปรียบ แต่เขาเลือกไปสร้างฐานทัพใหม่ในดินแดนที่คู่แข่งมองข้าม

ปัจจุบัน Excel กลายเป็นซอฟต์แวร์สามัญประจำเครื่องที่มีผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคนทั่วโลก

มันเป็นเครื่องมือที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในแบบที่เราอาจคาดไม่ถึง

และถึงแม้ว่าวันนี้จะมีคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้ง Google Sheets หรือโปรแกรมคำนวณอื่นๆ

แต่ Excel ก็ยังคงยืนหยัดเป็นราชาแห่งตารางคำนวณมาได้อย่างยาวนานหลายทศวรรษ

บทเรียนจากสงครามตารางคำนวณครั้งนี้ บอกเราว่า…

การเป็น ผู้มาก่อน อาจทำให้คุณได้เปรียบในช่วงเริ่มต้น

การมี ผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่า อาจทำให้คุณครองตลาดได้ในช่วงเวลาหนึ่ง

แต่มีเพียงการ ปรับตัว และ มองเห็นอนาคต เท่านั้น ที่จะทำให้คุณเป็นผู้ชนะในระยะยาว

References : [bricklin, computerhistory, arstechnica, technologizer, ibm]

Geek Talk EP195 : โลกติดหนี้ใคร 300 ล้านล้าน? กับความจริงที่โรงเรียนไม่ได้สอน

เคยสังเกตไหมครับว่าโลกเราทุกวันนี้มันหมุนเร็วเหลือเกิน ตึกระฟ้าผุดขึ้นมาใหม่แทบทุกเดือน เทคโนโลยีเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือในชั่วข้ามคืน ธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด จนเราแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่า พลังงานที่ขับเคลื่อนความก้าวหน้าอันบ้าคลั่งทั้งหมดนี้ มันมาจากไหนกันแน่

คำตอบอาจจะฟังดูเรียบง่ายแต่น่าตกใจครับ เพราะเชื้อเพลิงหลักของโลกยุคใหม่ ไม่ใช่น้ำมัน ไม่ใช่ไฟฟ้า และไม่ใช่แรงงาน แต่มันคือสิ่งที่เราเรียกว่า “Debt”

ใช่ครับ “หนี้” คือเครื่องยนต์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังทุกอย่าง และวันนี้เรากำลังยืนอยู่บนกองหนี้ที่สูงเสียดฟ้า ตัวเลขล่าสุดระบุว่า ทั่วโลกมีหนี้รวมกันกว่า 300 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขนี้มันมหาศาลขนาดไหน ลองจินตนาการดูครับว่า ถ้าเราเอาธนบัตร 100 ดอลลาร์มาวางเรียงต่อกัน มันสามารถวนรอบโลกได้หลายพันรอบ หรือถ้าเทียบกับ GDP (Gross Domestic Product – ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ของทั้งโลก หนี้ก้อนนี้มันใหญ่กว่ารายได้ที่คนทั้งโลกหาได้รวมกันถึง 3 เท่าตัว

คำถามที่น่าขนลุกก็คือ… ถ้าทั้งโลกเป็นหนี้มหาศาลขนาดนี้ แล้วเราเป็นหนี้ใครกันแน่ ในเมื่อทุกคนต่างก็ยืมเงินกันไปมา ประเทศ A กู้ประเทศ B ประเทศ B กู้ประเทศ C แล้วสุดท้าย ใครคือ “เจ้าหนี้” ตัวจริงที่นั่งอยู่บนยอดพีระมิดนี้

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/2r9meucx

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/hbv857w2

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/v4k828kv

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/dm-fgp7n7m0

Geek Story EP604 : ศึกชิงบัลลังก์ Presentation ทำไม PowerPoint ถึงฆ่า Harvard Graphics ได้ราบคาบ?

เคยสงสัยไหมครับว่า… ก่อนที่โลกใบนี้จะมีสิ่งที่เรียกว่า PowerPoint คนทำงานสมัยก่อนเขานำเสนองานกันยังไง?

ลองจินตนาการดูนะครับ… ย้อนกลับไปสัก 40 ปีที่แล้ว ถ้าคุณเป็นพนักงานบริษัทที่ต้องพรีเซนต์งานให้ลูกค้าดู สิ่งที่คุณต้องแบกเข้าไปในห้องประชุมไม่ใช่แล็ปท็อปเครื่องเดียวเหมือนทุกวันนี้ แต่มันคือปึกกระดาษ แผ่นใส และเครื่องฉายขนาดยักษ์ที่ร้อนจนแทบจะปิ้งขนมปังได้

ปี 1984… โลกกำลังตื่นเต้นกับคอมพิวเตอร์ Macintosh ของ Apple แต่ในมุมมืดของวงการธุรกิจ สงครามเงียบกำลังก่อตัวขึ้น สงครามที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงานของมนุษย์เงินเดือนไปตลอดกาล นี่คือเรื่องราวของ “Presentation Software Wars” การต่อสู้ที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจ การหักหลัง และจุดจบของผู้แพ้ที่ไม่มีใครจดจำ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/55mff5a2

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/cm8kz27n

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/3xr42ffp

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/zr-dGpYnAKk

สงคราม Word Processor ศึกชิงแชมป์หมื่นล้าน ที่จบด้วยน้ำตาของ WordPerfect

ลองจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีปุ่ม Undo

โลกที่การพิมพ์ผิดเพียงตัวอักษรเดียว หมายถึงหายนะที่คุณต้องดึงกระดาษออกจากเครื่องพิมพ์ดีด ขยำทิ้ง แล้วเริ่มต้นพิมพ์ใหม่ตั้งแต่บรรทัดแรก

เสียงต๊อกแต๊กของแป้นพิมพ์ดีดอาจดูคลาสสิกในภาพยนตร์ แต่มันคือฝันร้ายของคนทำงานเอกสารในยุคนั้น

แต่แล้ว การมาถึงของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ PC ก็เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง

ทุกคนรู้ว่า PC จะมาปฏิวัติโลก แต่คำถามสำคัญคือ มันจะปฏิวัติด้วยวิธีไหน

ในช่วงแรก หลายคนเชื่อว่าตารางคำนวณอย่าง Spreadsheet คือคำตอบที่ทำให้ภาคธุรกิจยอมควักเงินจ่าย

แต่นั่นเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะสิ่งที่คนทำงานทุกคนต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่การคำนวณตัวเลข

พวกเขาต้องการเครื่องมือที่ช่วยให้การเขียนจดหมาย รายงาน และเอกสารต่างๆ ง่ายขึ้น

สิ่งนั้นเรียกว่า “Word Processor”

นี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล สงครามที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม ผู้ชนะที่กลายเป็นผู้แพ้ และผู้ที่มาช้าแต่กวาดเรียบทุกอย่าง

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1975 กับชายที่ชื่อ Michael Shrayer

เขาไม่ใช่โปรแกรมเมอร์โดยกำเนิด แต่เป็นคนทำหนังที่ย้ายจากนิวยอร์กมายังแคลิฟอร์เนีย

ด้วยความที่เป็นคนชอบประดิษฐ์ เขาซื้อคอมพิวเตอร์ MITS Altair 8800 มาประกอบเล่น

วันหนึ่งเขามองดูคอมพิวเตอร์ตรงหน้าแล้วเกิดคำถามว่า ทำไมเรายังต้องใช้เครื่องพิมพ์ดีดเขียนคู่มือการใช้งาน ในเมื่อเรามีคอมพิวเตอร์ที่ฉลาดล้ำเลิศอยู่แล้ว

เขาจึงลงมือเขียนโปรแกรมขึ้นมาตัวหนึ่ง

โปรแกรมนั้นมีชื่อว่า Electric Pencil

มันถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็น Word Processor สำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ตัวแรกของโลก

แม้ในยุคนั้นจะยังไม่มีอินเทอร์เน็ต แต่ Electric Pencil ก็ขายดีระเบิดเถิดเทิงผ่านการสั่งซื้อทางไปรษณีย์

แต่นี่เป็นเพียงปฐมบท เพราะเมื่อตลาดเริ่มหอมหวาน ฉลามตัวจริงก็เริ่มได้กลิ่นเลือด

ในปี 1978 บริษัท MicroPro International ได้เปิดตัวผู้ท้าชิงที่ชื่อว่า “WordStar”

WordStar ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อปฏิวัติวงการพิมพ์งาน

มันมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่คนยุคนั้นตื่นเต้น นั่นคือการจัดหน้าแบบที่เห็นบนจออย่างไร พิมพ์ออกมาก็ได้แบบนั้น

ที่สำคัญ มันออกแบบมาเพื่อเอาใจนักพิมพ์ดีดขั้นเทพ ด้วยปุ่มคีย์ลัดต่างๆ ที่ทำให้ไม่ต้องยกมือออกจากแป้นพิมพ์

ความนิยมของ WordStar พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่

ภายในปี 1983 MicroPro กลายเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยอดขายปีละ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐถือว่ามหาศาลมากในยุคนั้น

ดูเหมือนว่า WordStar จะครองโลกได้เบ็ดเสร็จ

แต่ในโลกธุรกิจ จุดสูงสุดมักเป็นจุดเริ่มของหายนะเสมอ…

ปัญหาของ MicroPro ไม่ได้มาจากคู่แข่ง แต่มาจากระเบิดเวลาภายในองค์กร

ความขัดแย้งระหว่างผู้ก่อตั้งกับทีมพัฒนา ทำให้ทีมงานหลักลาออกยกชุด

เมื่อทีมใหม่เข้ามารับช่วงต่อ พวกเขาทำในสิ่งที่ผิดพลาดที่สุด นั่นคือการรื้อระบบเดิมทิ้ง

MicroPro เปิดตัว “WordStar 2000”

แทนที่มันจะเป็นเวอร์ชันอัปเกรดที่ไฉไลกว่าเดิม มันกลับกลายเป็นฝันร้ายของผู้ใช้งาน

คำสั่งปุ่มกดที่เคยคุ้นมือถูกเปลี่ยนใหม่หมด ซอฟต์แวร์ทำงานอืดอาด และที่แย่ที่สุดคือ มันเปิดไฟล์งานเก่าไม่ได้

ลองนึกภาพว่าคุณเป็นลูกค้าที่ภักดีมาตลอด อยู่ดีๆ บริษัทบอกว่าต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด และงานเก่าๆ ที่เคยทำไว้เอามาใช้ต่อไม่ได้

ความสับสนนี้เปิดช่องว่างขนาดมหึมา

และคนที่รอเสียบอยู่คือม้ามืดจากรัฐยูทาห์ นามว่า “WordPerfect”

WordPerfect สร้างโดย Bruce Bastian และ Alan Ashton

สิ่งที่ทำให้พวกเขาชนะใจคนทำงานไม่ใช่แค่ความเร็ว แต่คือความใส่ใจ

ในขณะที่ WordStar กำลังเมาหมัด WordPerfect นำเสนอฟีเจอร์ที่นักกฎหมายและนักวิชาการโหยหา

นั่นคือระบบจัดการย่อหน้า และการทำเชิงอรรถที่สมบูรณ์แบบ

แต่ฟีเจอร์ไม้ตายจริงๆ ของ WordPerfect คือสิ่งที่เรียกว่า Reveal Codes

มันคือฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นเบื้องหลังการจัดหน้ากระดาษ ว่าตรงไหนเป็นตัวหนา ตรงไหนมีการเว้นวรรค ทำให้แก้ปัญหาการจัดหน้าได้แม่นยำ

ความแม่นยำนี้ ทำให้ WordPerfect ครองใจสำนักงานกฎหมายและหน่วยงานรัฐบาลทั่วสหรัฐอเมริกา

ภายในปี 1989 WordPerfect แซงหน้า WordStar ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลก ครองส่วนแบ่งตลาดกว่าครึ่ง

ตอนนั้นใครๆ ก็คิดว่า WordPerfect คือราชาที่ไม่มีวันตาย

พวกเขาอยู่บนจุดสูงสุดของยุค DOS ระบบปฏิบัติการหน้าจอดำที่มีตัวหนังสือสีเขียว

แต่ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย

ในขณะที่ WordPerfect กำลังฉลองชัยชนะ คลื่นยักษ์ลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นที่เส้นขอบฟ้า

คลื่นลูกนั้นมีชื่อว่า “Windows”

และคนที่ขี่คลื่นลูกนั้นมา คือชายสวมแว่นที่ชื่อว่า Bill Gates

จุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของฟีเจอร์การพิมพ์ แต่มันคือเรื่องของเวทีที่เปลี่ยนไป

โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบ DOS ที่ใช้คีย์บอร์ดเป็นหลัก ไปสู่ระบบกราฟิกที่ใช้เมาส์คลิกได้อย่าง Windows

Microsoft รู้เรื่องนี้ดีที่สุด เพราะเขาเป็นคนสร้าง Windows เองกับมือ

จริงๆ แล้ว Microsoft มีโปรแกรม Microsoft Word มาตั้งแต่ปี 1983

แต่ในตอนนั้นมันสู้ใครไม่ได้เลย ขายไม่ออก คนไม่ใช้ เพราะคนยังชินกับเจ้าตลาดเดิม

แต่ Bill Gates เป็นคนมองการณ์ไกล เขาเดิมพันหมดหน้าตักว่า อนาคตคือ กราฟิก และ เมาส์

ในขณะที่ WordPerfect มัวแต่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม และมองว่า Windows อาจเป็นแค่แฟชั่นชั่วคราว

Microsoft กลับใช้เวลาซุ่มพัฒนา Word for Windows อย่างเงียบเชียบ

เมื่อ Windows 3.0 ฮิตระเบิดในปี 1990 Microsoft Word ก็พร้อมรอรับอยู่แล้ว

มันสวยงาม ใช้งานง่ายด้วยเมาส์ และทำงานบน Windows ได้ลื่นไหลกว่าคู่แข่งคนไหนๆ

แต่ลำพังแค่โปรแกรมดีกว่า อาจจะยังโค่นแชมป์เก่าอย่าง WordPerfect ไม่ได้

Microsoft จึงงัดกลยุทธ์ทางธุรกิจที่โหดเหี้ยมที่สุดออกมา

นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “The Bundle”

แทนที่จะขายแค่ Word ตัวเดียว Microsoft จับเอา Word มัดรวมกับ Excel และ PowerPoint

ใส่กล่องขายพร้อมกันในชื่อ “Microsoft Office”

นี่คือก้าวที่อัจฉริยะมาก

ลองคิดดูว่าถ้าคุณเป็นฝ่ายจัดซื้อของบริษัท

ตัวเลือกแรก ซื้อ WordPerfect อย่างเดียว ราคาแพง

ตัวเลือกที่สอง ซื้อ Microsoft Office ได้ทั้งโปรแกรมพิมพ์งาน ตารางคำนวณ และนำเสนองาน ในราคาที่คุ้มค่ากว่า

กลยุทธ์นี้บีบให้คู่แข่งตายทั้งเป็น

WordPerfect พยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้าย โดยการขายกิจการให้กับบริษัท Novell ยักษ์ใหญ่ด้านเครือข่าย

ในปี 1994 Novell ทุ่มเงินมหาศาลถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อ WordPerfect

ความตั้งใจคือจะสร้างชุด Office ของตัวเองเพื่อมาสู้กับ Microsoft

แต่ทุกอย่างสายเกินไป…

WordPerfect เวอร์ชันบน Windows ออกมาช้ากว่าตลาดมาก แถมยังเต็มไปด้วยบั๊กและความไม่เสถียร

ผู้ใช้งานเริ่มหงุดหงิด โปรแกรมค้างบ่อย ไฟล์พัง ความเชื่อมั่นเริ่มถดถอย

ในขณะที่ Microsoft Word พัฒนาไปไกล ยิ่งใช้คู่กับ Windows ยิ่งเสถียร ยิ่งเก่ง

จากส่วนแบ่งตลาดที่ WordPerfect เคยครองไว้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์

ภายในเวลาแค่ 5 ปี มันร่วงกราวรูดลงมาเหลือต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ในขณะที่ Microsoft Word พุ่งทยานไปครองตลาดเกือบทั้งหมด

และจุดจบที่น่าเศร้าที่สุดก็มาถึง

เพียงแค่ 2 ปีหลังจากที่ Novell ซื้อ WordPerfect มาในราคาระดับพันล้าน

พวกเขาจำใจต้องขายซากปรักหักพังนี้ทิ้งให้กับบริษัท Corel

ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 100 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

ขาดทุนยับเยินกว่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาแค่สองปี

นี่ถือเป็นหนึ่งในการขาดทุนจากการซื้อกิจการที่เจ็บปวดที่สุดในประวัติศาสตร์ไอที…

เรื่องราวนี้บอกอะไรเราบ้าง?

ข้อแรก ฟังลูกค้า แต่อย่าลืมมองอนาคต

WordStar พังเพราะไม่แคร์ลูกค้าเก่า เปลี่ยนทุกอย่างจนคนหนี

แต่ WordPerfect พังเพราะยึดติดกับลูกค้าเก่ามากเกินไป จนปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีใหม่อย่าง Windows ไม่ทัน

ข้อสอง สินค้าที่ดีอาจแพ้ระบบนิเวศที่ดีกว่า

สินค้าที่ดีอย่าง WordPerfect อาจจะชนะใจคนได้ช่วงหนึ่ง

แต่ระบบนิเวศที่ครบวงจรอย่าง Microsoft Office คือสิ่งที่ผูกมัดผู้ใช้งานได้อย่างถาวร

ข้อสาม ความเร็วคือหัวใจ

ในโลกเทคโนโลยี การมาช้าเพียงก้าวเดียว อาจหมายถึงการตกขบวนไปตลอดกาล

Microsoft ไม่ได้ทำ Word ให้ดีที่สุดตั้งแต่แรก

แต่พวกเขาทำมันให้เข้ากับอนาคตได้เร็วที่สุด และอดทนรอวันที่ตลาดพร้อม

สงคราม Word Processor จบลงแล้วด้วยชัยชนะของ Microsoft

แต่สงครามเทคโนโลยีไม่เคยหยุดนิ่ง

วันนี้ Microsoft Word อาจจะเป็นแชมป์ แต่เราก็เห็นคู่แข่งหน้าใหม่อย่าง Google Docs เข้ามาท้าทาย

ไม่แน่ว่าในอนาคต เราอาจจะมองย้อนกลับมาแล้วสงสัยว่า ทำไมคนยุคเราถึงต้องลงโปรแกรมในเครื่องเพื่อพิมพ์งาน

เพราะในโลกธุรกิจ ไม่มีคำว่ายั่งยืนตลอดไป

มีแต่คำว่า ใครปรับตัวได้เร็วกว่า คนนั้นคือผู้รอดชีวิต

References : [arstechnica, nytimes, computerhistory, lowendmac, britannica]

Geek Story EP603 : สงคราม Spreadsheet การหักหลัง ฟ้องร้อง และจุดกำเนิดของ Excel

เคยสงสัยไหมว่า ก่อนที่โลกธุรกิจของเราจะมีสิ่งที่เรียกว่า Excel มนุษย์เราจัดการกับตัวเลขกันอย่างไร

ลองจินตนาการถึงห้องทำงานในยุค 70 ที่เต็มไปด้วยกระดาษตารางบัญชีขนาดใหญ่ สมุดบันทึกเล่มหนา และเครื่องคิดเลขที่วางเกลื่อนโต๊ะ หากคุณเป็นนักวิเคราะห์การเงินในยุคนั้น แล้วเจ้านายเดินมาบอกว่า “ช่วยเปลี่ยนตัวเลขอัตราดอกเบี้ยตรงนี้หน่อย แล้วคำนวณกำไรสุทธิใหม่ทั้งหมดทีนะ”

คำสั่งสั้นๆ นี้อาจหมายถึงหายนะ เพราะมันไม่ใช่แค่การแก้ตัวเลขจุดเดียว แต่มันหมายถึงการที่คุณต้องนั่งกดเครื่องคิดเลข ไล่ลบ และเขียนตัวเลขใหม่ลงในตารางกระดาษนั้นใหม่ “ทั้งหมด” ซึ่งอาจกินเวลาเป็นวัน

ความเจ็บปวดจากการทำงานซ้ำซากนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของสงครามเทคโนโลยีที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มันคือสงครามของการแย่งชิงบัลลังก์ “ตารางคำนวณ” หรือ Spreadsheet

เรื่องราวนี้มีทั้งมิตรภาพ การหักหลัง การฟ้องร้องมูลค่ามหาศาล และการล่มสลายของยักษ์ใหญ่ เพื่อเปิดทางให้กับราชาองค์ใหม่ที่เราคุ้นเคยกันดี

วันนี้ ผมจะพาไปย้อนดูมหากาพย์สงคราม Spreadsheet ที่เปลี่ยนโลกธุรกิจไปตลอดกาล

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/3j5j7cbm

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/mt2b7sdj

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/2craemts

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/O_wKiC8Uu5Q