หนึ่งวันในชีวิตของ Vladimir Putin ประธานธิบดีจอมอึด สุดโลดโผน ที่ทั่วโลกต่างต้องยำเกรง

fea2_vladimir_putin

วลาดิมีร์ ปูตินเป็นบุคคลทางการเมืองที่ถือได้ว่าทรงอิทธิพลอย่างมากในปัจจุบัน การดำรงตำแหน่งของเขาเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่น่าสงสัย ตั้งแต่ความตึงเครียดในซีเรีย ไปจนถึงการต้องสงสัยวางยาพิษของเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง ไปจนถึงการบุกยูเครน

ในฐานะอดีตสายลับ KGB ที่โด่งดังจากความโลดโผนของผู้ชายที่สร้างความมั่นใจในตัวเอง ปูตินเป็นคนที่น่าเกรงขามและเป็นผู้นำที่ได้รับการเคารพนับถือในกลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้)

ชาวรัสเซียหลายคนหนุนหลังปูตินเนื่องจากการบูรณะประเทศทางเศรษฐกิจและล่าสุดด้านการทหาร ภายหลังจากการจัดการทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของ Dmitry Medvedev

อย่างไรก็ตาม นักข่าวหลายคนเชื่อว่าความโชคดีทางเศรษฐกิจนี้มาจากต้นทุนของนโยบายทางสังคมแบบเผด็จการที่บังคับใช้กับชาวรัสเซีย โดยไม่คำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับวลาดิมีร์ ปูติน เขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลในด้านภูมิรัฐศาสตร์ แล้ววันหนึ่งในชีวิตของผู้นำรัสเซียมีเป็นอย่างไร?

ตอนเช้า

ปูตินเริ่มต้นวันใหม่ด้วยอาหารเช้า ซึ่งเขามักจะเพลิดเพลินกับอาหารมื้อใหญ่

เขาจะเริ่มต้นด้วยโจ๊กหรือไข่เจียวและเขาชอบไข่นกกระทา ส่วนผสมสำหรับอาหารเช้าของเขามาจากพื้นที่เพาะปลูกของสังฆราชคิริลล์ ผู้นำทางศาสนาของรัสเซีย

เขาจะเพลิดเพลินกับคอทเทจชีสกับอาหารเช้าที่มีไขมันและโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมกับน้ำผลไม้หนึ่งแก้ว ทุกอย่างสดใหม่ และเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ เครมลินจะมีการตรวจเช็คอาหารทุกมื้อของเขาก่อนรับประทานอาหาร

หลังจากทานอาหารเสร็จ ท่านประธานาธิบดีก็เพลิดเพลินกับกาแฟหนึ่งถ้วย

หลังจากนั้นปูตินกำลังสนุกกับการอยู่ในสระว่ายน้ำ โดยเขาใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงทุกวัน ตามที่ผู้ช่วยของเขากล่าว เวลาอันเงียบสงบนี้เป็นที่ที่ผู้นำใช้ความคิดของเขาเป็นส่วนใหญ่

หลังจากว่ายน้ำเสร็จแล้ว ประธานาธิบดีก็ย้ายไปที่โรงยิม ซึ่งเขามักจะมาพร้อมกับนายกรัฐมนตรีเมดเวเดฟ และสวมชุดยิมมูลค่า 3,200 ดอลลาร์

หลังจากว่ายน้ำเสร็จแล้ว ประธานาธิบดีก็ย้ายไปที่โรงยิม (CR:Business Insider)
หลังจากว่ายน้ำเสร็จแล้ว ประธานาธิบดีก็ย้ายไปที่โรงยิม (CR:Business Insider)

เขาอ้างว่าชอบยกน้ำหนักมากกว่าคาร์ดิโอ ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีปูตินต้องการให้ผู้นำระดับโลกรู้ว่าเขาเป็นคนที่แข็งแกร่ง

หลังจากออกกำลังกาย “ตอนเช้า” ปูตินก็ไปที่ห้องพักเพื่อแต่งตัวสำหรับการประชุมในแต่ละวัน และตามรายงานของสำนักข่าวท้องถิ่นของรัสเซีย ปูตินชอบสวมชุดสั่งตัดจาก Kiton และ Brioni

ช่วงบ่าย

โดยปรกติแล้ว ปูตินจะไม่ไปทำงานจนถึงเวลาประมาณ 17.00 น. โดยเขาเริ่มอ่านบันทึกย่อในช่วงบ่ายโดยทีมงานของเขา

กิจวัตรของเขามักจะถูกแบ่งออกเป็นหน่วยๆ ละ 15 นาทีเป็นพันๆ หน่วย และวางแผนไว้เป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปีข้างหน้า

โดยทั่วไปจะมีรายงานจะมีข้อมูลเกี่ยวกับการต่างประเทศและข่าวกรอง และเขาจะอ่านผ่านหนังสือพิมพ์และคลิปจากสื่อรัสเซียและสื่อต่างประเทศ

เขาจะอ่านผ่านหนังสือพิมพ์และคลิปจากสื่อรัสเซียและสื่อต่างประเทศ (CR:Business Insider)
เขาจะอ่านผ่านหนังสือพิมพ์และคลิปจากสื่อรัสเซียและสื่อต่างประเทศ (CR:Business Insider)

จากนั้นเขาก็จะโฟกัสไปที่สื่อคุณภาพของรัสเซีย ทั้งเรื่องซุบซิบ คอลัมนิสต์ บทวิเคราะห์ เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษกับคอลัมน์ประจำเกี่ยวกับวลาดิมีร์ ปูตินที่เขียนโดย Andrey Kolesnikov ใน Kommersant ข้าราชบริพารของเขากล่าวว่าเขาสนุกกับมันอย่างมากและมักอ่านจนจบเสมอ

เขาเป็นคนมีชื่อเสียง บางทีก็อาจหวาดระแวง เขามักหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีในที่ทำงาน เขางดเว้นจากการใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน และเขาใช้โทรศัพท์บ้านแทนการสื่อสารผ่านอีเมล

ถ้าเขาเดินทางไปต่างประเทศ FSB และ SVR ร่วมมือกันในเรื่องละเอียดอ่อนต่างๆ ไมว่าจะเป็นห้องพักนั้นปลอดภัยแค่ไหน? ห้องน้ำนี้มีการปนเปื้อนทางชีวภาพมากแค่ไหน? พนักงานของเขาจะเปลี่ยนทุกอย่างในห้องของโรงแรมก่อนที่เขาจะมาถึง ตั้งแต่สบู่ไปจนถึงกระดาษชำระ  โดยตารางงานของปูตินจะรัดกุมยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนในต่างประเทศ

หลังจากเสร็จสิ้นภาระหน้าที่ของวัน ปูตินจะกลับบ้านหากเขาไม่ได้มีนัดหมายในตอนเย็นกับบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ

เขาสนุกกับการใช้เวลากับสุนัขของเขา คอนนิ และ บัฟฟี่ ทุกวันนี้ปูตินทำงานที่บ้าน เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ชอบการเดินทาง 25 นาทีไปยังเครมลิน และชอบที่จะใช้เวลาของเขาที่อาคารนิคม Novo-Ogaryovo บนชายฝั่งทะเลดำ

ตอนเย็น

ปูตินเปรียบดั่งนกฮูกกลางคืน และเขาเป็นคนที่เฉียบแหลมที่สุดในตอนกลางคืน เขามักจะทำงานหรืออ่านหนังสือจนดึก และมีการเตรียมอาหารเย็นโดยเชฟส่วนตัวของเขา

อาหารโปรดของปูตินคือไอศกรีมพิสตาชิโอ และเขายังเคยมอบมันเป็นของขวัญให้กับ Xi Jinping ประธานาธิบดีของจีนในการประชุมสุดยอด G20

ปูตินหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่เขาอาจดื่มไวน์สักแก้วที่งานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ หลังจากเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำหรืองานทางการเมือง เขาแสดงจุดยืนเชิงสัญลักษณ์ท่ามกลางการระบาดของโรคพิษสุราเรื้อรังในรัสเซีย และเปรียบเทียบตัวเองกับ Boris Yeltsin อดีตผู้นำของเขา

ปูตินหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่เขาอาจดื่มไวน์สักแก้วที่งานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ (CR:Business Insider)
ปูตินหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่เขาอาจดื่มไวน์สักแก้วที่งานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ (CR:Business Insider)

ปูตินจะกลับบ้านในตอนเย็นประมาณเที่ยงคืน เขาจะใช้เวลาสองสามชั่วโมงทำงานและอ่านหนังสือ ในที่สุดก็จะเข้านอนตอนประมาณตี 3

กิจวัตรอื่น ๆ

ตารางงานของเขามีแนวโน้มที่จะยืดหยุ่นมากขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อรองรับการเรียนภาษาอังกฤษของปูติน ในวันอาทิตย์บางครั้งเขาเข้าโบสถ์และทำพิธีสารภาพบาป

ทุก ๆ สองสามสัปดาห์ ตารางงานของปูตินจะชัดเจนเพื่อให้มีที่ว่างสำหรับงานอดิเรกที่เขาโปรดปราน นั่นคือ ฮ็อกกี้น้ำแข็ง ซึ่งเขามักจะเล่นกับทีมบอดี้การ์ด ซึ่งว่ากันว่าผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามยอมให้ปูตินทำคะแนนเมื่อเขาต้องการทำคะแนนอยู่เสมอ และบางครั้ง ปูติน ก็หาเวลาไปล่าสัตว์โดยไม่สวมเสื้อเช่นกัน

References :
https://www.businessinsider.com/vladimir-putin-daily-routine-2017-6
https://finty.com/us/daily-routines/vladimir-putin/
https://www.independent.co.uk/news/world/europe/a-day-in-the-life-of-vladimir-putin-the-dictator-in-his-labyrinth-9629796.html

“น้ำดื่มสิงห์” เปิดเกมรุกปี 65 ส่งแคมเปญ“เลือกความสดชื่นที่ใช่…เลือกน้ำดื่มสิงห์”สื่อสารจุดแข็งแบรนด์ผ่านพรีเซ็นเตอร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ”ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด

“น้ำดื่มสิงห์” เปิดตัวแคมเปญ “เลือกความสดชื่นที่ใช่…เลือกน้ำดื่มสิงห์” ตอกย้ำภาพผู้นำตลาดที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั้งในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับระดับโลก รวมทั้งการพัฒนารอบด้านตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค
โดยยังคงมีพรีเซ็นเตอร์คนดังอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ”ที่จะมาร่วมสื่อสารผ่านการตลาดแบบ 360 องศา

นายธิติพร ธรรมาภิมุขกุล Chief Marketing Officer – Brand บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดทั้งปี 2565 บริษัทฯ
ได้วางกลยุทธ์การทำตลาดน้ำดื่มสิงห์ โดยยังคงให้ความสำคัญและใส่ใจในด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่มีความสะอาดและปลอดภัยสูงสุดตลอดกระบวนการผลิตด้วยระบบปิด และ Smart Micro Filter เทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของน้ำดื่มสิงห์

รวมถึงเน้นการ ตอบโจทย์ความต้องของผู้บริโภคที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม
ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

ซึ่งการทำตลาดน้ำดื่มสิงห์ในปีนี้แบรนด์ยังคงใช้นักแสดงชายแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” เป็นพรีเซ็นเตอร์ต่อเนื่อง
ทำหน้าที่ช่วยสื่อสารสร้างการรับรู้แบรนด์ ทั้งในเรื่องของคุณภาพและเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะ Smart Micro Filter

ตลอดจนกิจกรรมทางการตลาดที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและกิจกรรมด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมที่จะจัดขึ้นตลอดทั้งปี กระจายไปในทุกภูมิภาค

ที่ผ่านมา น้ำดื่มสิงห์ตอกย้ำและรักษาการเป็นผู้นำตลาดไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งการดึงคาแร็กเตอร์ การ์ตูนระดับโลกที่เป็นขวัญใจทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งโดราเอมอน รวมถึงการผนึกดิสนีย์ นำคาแร็กเตอร์ การ์ตูนดัง อาทิ มิคกี้ เมาส์ , โฟรเซ่น ฯลฯ มาอยู่บนฉลาก
และการพัฒนาระบบการบริหารจัดการความ สัมพันธ์ลูกค้า (CRM:Customer Relationship Management) ผ่าน ‘Singha Rewards’
เพื่อมอบสิทธิประโยชน์คืนกำไรให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จาก Infosearch สถาบันวิจัยตลาดชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ทำการสำรวจน้ำดื่มบรรจุขวดแบรนด์แรกที่ผู้บริโภคนึกถึงหรือ Top-of-mind Brand ในช่วงปี 2555-2564 หรือตลอดระยะเวลา 10 ปี ภาพรวม “น้ำดื่มสิงห์” สามารถครองความเป็นหนึ่งในใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างแข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ด้านความจงรักภักดีต่อแบรนด์(Brand Loyalty) น้ำดื่มสิงห์ยังคงเป็นที่ 1 อย่างยาวนานนับสิบปีเช่นกัน
รวมถึงการเป็นแบรนด์น้ำดื่มที่ผู้บริโภคชื่นชอบมากสุด(Brand Preference) โดยทั้งหมดได้รับการันตีจากเวทีต่างๆ เช่น No.1 Brand
in Thailand และ Thailand’s Most Admired Brand เป็นต้น โดยปัจจุบันน้ำดื่มสิงห์ยังครองการเป็น “ผู้นำ” ตลาดน้ำดื่มด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1

Geek Talk EP21 : Cyber ​​Hell กับการเปิดเผยความสยองขวัญที่ยืนยันว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโลก

ในปี 2020 ข่าวอาชญากรรมที่ร้ายแรงได้เขย่าเกาหลีใต้ อาชญากรรมกับเหยื่อหลายร้อยราย ผู้กระทำผิดที่หลบอยู่ในมุมมืด และผลกระทบที่เลวร้าย นี่เป็นกรณีที่ไม่ปกติอย่างยิ่ง: เกิดขึ้นเฉพาะทางออนไลน์เท่านั้น กำกับโดย Choi Jin-seong ภาพยนตร์สารคดีอาชญากรรมเรื่องล่าสุดจาก Netflix เรื่อง Cyber ​​Hell: Exposing an Internet Horror เล่าเรื่องเหตุการณ์จริงเหล่านี้และการสืบสวนที่น่าสยดสยองที่ตามมา

ความสยองขวัญทางอินเทอร์เน็ตเริ่มต้นขึ้นใน “ห้อง N” ซึ่งเป็นพื้นที่แชทส่วนตัวบนแอปส่งข้อความ Telegram บุคคลลึกลับที่เรียกว่า “Baksa” ใช้ Nth Room เพื่อฟิชชิ่งข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นส่วนใหญ่ หลอกล่อพวกเขาแล้วแบล็กเมล์ให้แบ่งปันเนื้อหาทางเพศที่โจ่งแจ้ง ซึ่งสมาชิกนิรนามคนอื่นๆ จะซื้อโดยใช้สกุลเงินดิจิทัล

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3sMI7c2

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/3yQ686b

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/3wv0m8q

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3PrZgSl

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/9Gw0w2UauFQ

Apple ที่เปลี่ยนไปกับเบื้องหลังการจากลาที่แสนเจ็บปวดของ Jony Ive’s

ในระหว่างปี 2001 ถึง 2010 Apple ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์พลิกโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น iPod, iPhone , iPad หรือ Macbook รุ่นต่าง ๆ ซึ่งในจำนวนนี้ต้องบอกว่า iPhone เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Apple จนขึ้นมาครองตำแหน่งเบอร์หนึ่งของโลก

มันเป็นการฉีกหนีคู่แข่งที่แทบจะไม่มีใครตามทัน ไม่ว่าจะเป็น iPod ที่พลิกอุตสาหกรรมเพลงแบบดิจิตอล iPhone ที่ปฏิวัติวงการมือถือ ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดในรอบศตวรรษเลยก็ว่าได้

มันทำให้ยักษ์ใหญ่ในอดีตในวงการมือถือล่มสลาย ไม่ว่าจะเป็น Nokia , Blackberry หรือแม้กระทั่ง Windows Phone ของ Microsoft ที่เป็นเจ้าตลาด smartphone ในยุคก่อนหน้า ก็แทบกระอักเลือด

แต่ Steve Jobs ผู้ร่วมก่อตั้ง และถือเป็นจิตวิญญาณของ Apple ได้เสียชีวิตไปในปี 2011 โดยปล่อยให้บริษัทอยู่ในมือของ Jony Ive และ Tim Cook ที่เป็นทั้งมือขวาและมือซ้ายของ Steve Jobs ในยุครุ่งเรืองมาก่อนหน้านี้

ทั้งสองเรียกได้ว่ามีบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กันในการสร้างอาณาจักร Apple ในยุค Steve Jobs ให้ยิ่งใหญ่มาจวบจนถึงวันนี้ ฝั่งหนึ่งเป็นศิลปินชั้นยอด งานออกแบบที่เหนือกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมในยุคนั้น สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ Apple อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน

อีกฝั่งเรียกได้ว่าเป็นมือ Operation ชั้นยอด บริหารซัพพลายเชน ลดต้นทุนสินค้า สร้างกระบวนการผลิตที่่สามารถรองรับการขยายกิจการของ Apple ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนเป็นที่ไว้วางใจอันดับหนึ่งของ Steve Jobs

และในวันหนึ่งหลังการจากไปของ Steve Jobs ทั้งคู่ต้องมาทำงานด้วยกัน โดยไม่มีคนกลางอย่าง Steve Jobs คอย balance ในเรื่องศาสตร์ และ ศิลป์ อีกต่อไป

ต้องบอกว่าความสมบูรณ์แบบไม่เพียงพอที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมได้ หลังการเสียชีวิตของ Jobs สถานการณ์ของ Apple ยังไม่มีความแน่นอนว่า Next Big Thing จะเป็นอย่างไร จะเป็นระบบอัตโนมัติในบ้าน อุปกรณ์ดูแลสุขภาพ รถยนต์ไร้คนขับ มีผลิตภัณฑ์มากมากได้ถูกสำรวจเพื่อเป็นฐานให้กับ Apple ในยุคต่อไป

Apple Watch กับจุดเริ่มต้นความแตกร้าว

Jony Ive ไม่ได้ต้องการให้ Apple Watch เป็นผลิตภัณฑ์เหมือนที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ เขาต้องการให้ Apple Watch เป็นผลิตภัณฑ์ premium ความสมบูรณ์แบบ หนังสำหรับสายรัดข้อมือที่มาจากโรงงานฟอกหนังมาตรฐานสูงในยุโรป

การออกแบบรวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ ต้องเป็นแบบ Premium ซึ่ง Ive เองร้องขอและอยากได้โลหะผสม 18 กะรัตใหม่ที่ทนทานเป็นสองเท่าของทองธรรมดา โดยเขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า Apple Watch จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่วิเศษสุด ๆ และราคาแพงเป็นพิเศษ

แต่เนื่องจาก Ive ถูกควบคุมในเรื่องต้นทุนต่าง ๆ มากว่าในยุคที่เขาร่วมพัฒนา iPhone กับ Steve Jobs นั่นทำให้ Apple Watch ได้กลายเป็นสินค้า Mass กลายเป็นสินค้าแฟชั่นเสียมากกว่าความตั้งใจของสิ่ง Ive อยากให้มันเป็น

Jony Ive ที่ต้องการให้ Apple Watch เป็นผลิตภัณฑ์แบบ Premium (CR: AppleInsider)
Jony Ive ที่ต้องการให้ Apple Watch เป็นผลิตภัณฑ์แบบ Premium (CR: AppleInsider)

แต่ก็ต้องบอกว่า ในขณะที่ Ive กำลังสนุกกับการสร้างสรรค์งานศิลปะชั้นยอดให้กับผลิตภัณฑ์ Apple แต่ Tim Cook ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย เขาถูกเรียกไปสอบสวนในรัฐสภาในเรื่องภาษี เขาต้องขอโทษสำหรับความห่วยแตกของ Apple Map ในเวอร์ชั่นแรก ๆ

แต่สิ่งที่ทำให้พลิกสถานการณ์สำหรับตัว Cook น่าจะเป็นการที่เขาสามารถปิดดีลกับ China Mobile เพื่อขาย iPhone เข้าไปในตลาดที่ใหญ่มหาศาลอย่างประเทศจีนได้สำเร็จในปี 2014

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการพุ่งทะยานของ Apple หลังยุค Steve Jobs ในปี 2018 Cook ได้กลายเป็นผู้นำคนแรกของบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าถึงล้านล้านดอลลาร์ ก่อนจะพุ่งไปสูงถึง สองล้านล้าน และ สามล้านล้าน

การเปลี่ยนผ่านยุคสมัยสู่ Apple ยุค Tim Cook แบบเต็มตัว

Apple ในยุคทศวรรษที่ 2000 คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Ive นั้นมีอิทธิพลเหนือ Cook แต่ในยุคหลังปี 2010 มันได้กลับมาตกอยู่ในเงื้อมมือของ Cook แบบเต็มตัว สามารถจัดการทุกอย่างได้แบบเบ็ดเสร็จ แม้บริษัทจะลดทอนในเรื่องนวัตกรรม หรือคุณภาพผลิตภัณฑ์ลงไปบ้าง แต่โดยรวม บริษัทกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้าแบบฉุดไม่อยู่

บทบาทของ Ive ก็เริ่มลดลงทันที เริ่มมีการบีบรัดในเรื่องต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งมันขัดกับเรื่องงานศิลปะที่ Ive ต้องการ ทั้งเรื่องเวลาการปล่อยผลิตภัณฑ์ การบีบในเรื่องของต้นทุนของสินค้า เรียกว่าเป็นเส้นขนาดของความถนัดเรื่องศิลปะที่ Ive ต้องการให้ Apple เป็น

แต่ก็เป็นเรื่องน่าขำอย่างนึง ก็คือความจริงที่ว่าหลังจาก Steve Jobs เสียชีวิต Apple ไม่ได้ผลิตอุปกรณ์อื่นที่สำคัญเท่ากับ iPhone ออกมาอีกเลย

แต่ก็เป็นความจริงเช่นเดียวกันว่า Cook ไม่ได้สวมบทบาทเป็น CEO อย่างที่ Jobs ทำ ซึ่งก่อนที่จะขึ้นมารับตำแหน่ง CEO ของ Apple ก็มีแต่คนค่อนขอดว่าเขาไม่มีทางพา Apple ไปรอดได้ ซึ่ง Jobs เองก็เป็นคนตัดสินใจให้ Cook ขึ้นมารับตำแหน่งแทนเขา และคอยแนะนำ Cook เพียงแค่ว่า “แค่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

Jobs ที่คอยแนะนำ Cook เพียงแค่ว่า
Jobs ที่คอยแนะนำ Cook เพียงแค่ว่า “แค่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง” (CR:Executive Chronicles)

และด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เปลี่ยนไป นั่นก็ทำให้ Ive เองรู้สึกเหนื่อย และอยากที่จะถอยออกจาก Apple แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะ Ive มีภาพลักษณ์ติดอยู่กับ Apple มานาน และอาจจะส่งผลต่อราคาหุ้นของ Apple ได้ หากเขาออกไป

Ive จึงเริ่มต้นด้วยการเฟสตัวเองออกไป ลดความรับผิดชอบในเรื่องงานรายวัน และจะทำงานกับผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นหลัก โดยจะทำงานแบบกึ่ง ๆ พาร์ตไทม์แทน

แต่มันก็เป็นเรื่องยากที่ Ive จะทำเช่นนั้นเนื่องจากความผูกพันธ์ที่มีมานานแสนนาน สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถที่จะตัดสินใจอะไรที่ดูเหมือนเขาเป็นคนไร้บทบาทได้อีกต่อไป

และในที่สุด วันสุดท้ายของ Ive กับ Apple ก็มาถึง ในปลายเดือนมิถุนายน 2019 เขาได้เรียกทีมงานเข้ามาประชุมในโรงละครแห่งหนึ่งในเมืองซานฟรานซิสโก และฉายภาพยนตร์เรื่อง “Yesterday” ให้ทุกคนได้รับชม

ภาพยนตร์เรื่องนี้จินตนาการถึงโลกที่นักร้องนักแต่งเพลง ฟื้นจากอุตบัติเหตุและค้นพบว่าเขาเป็นคนเดียวในโลกที่จำวง The Beatles ได้ มันคือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งชั่วนิรันดร์ระหว่างเรื่องของศิลปะกับการหวังผลกำไรในโลกของธุรกิจอย่างที่ Apple กำลังเป็น

เมื่อฉายภาพยนตร์จบ Ive ก็ก้าวเข้ามาพูดต่อหน้าทีมงานออกแบบของเขาที่เข้ามารับชมภาพยนตร์ และเขาได้กล่าวว่า

“ศิลปะต้องการพื้นที่ที่เหมาะสม และการสนับสนุนเพื่อเติบโต และเมื่อคุณกลายเป็นคนที่สำคัญจริง ๆ สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง”

Ive มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะให้ทีมงานที่เหลืออยู่ของเขาพยายามรักษาอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของ Apple ไว้ให้ได้มากที่สุด เขาจะทำงานต่อในฐานะที่ปรึกษาโดยได้ไปเปิดบริษัทออกแบบอิสระส่วนตัวที่ชื่อว่า LoveFrom

ในวันต่อมา สุดท้ายในวันที่ 27 มิถุนายน 2019 Ive ก็ได้แยกทางกับ Apple อย่างเป็นทางการ นั่นทำให้พนักงานของ Apple ต่างช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ท้ายที่สุดองค์กรก็ต้องเดินหน้าต่อไป

บทสรุป

ต้องบอกว่าบริษัทต่าง ๆ สร้างประวัติศาสตร์ในแบบฉบับของตัวเองแม้จะเปลี่ยนผู้นำไปกี่คน องค์กรต้องเดินไปข้างหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจาก Steve Jobs จากไป มาถึงตอนนี้มันก็พิสูจน์ได้ว่า Cook คืออนาคตของ Apple ส่วน Ive นั้นคืออดีต

เมื่อทิศทางของบริษัทเปลี่ยนไป Apple กำลังมุ่งหน้าสู่ธุรกิจบริการ เช่น iCloud , Apple Music , App Store ที่สร้างขึ้นจาก Last Big Thing ที่ Cook สามารถปรับตัวได้อย่างยอดเยี่ยม

Cook ทำตามคำแนะนำของ Jobs และทำในสิ่งที่ถูกต้องสำหรับ Apple แต่อาจจะมองข้ามบุคคลสำคัญในอดีตอย่าง Ive ไปบ้าง แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญมาก ๆ ของโลกธุรกิจ มันไม่ใช่โลกที่สวยงามในอุดมคติ เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้บริษัทก้าวไปข้างหน้ากลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ และทำให้พนักงานที่มีความสามารถมากที่สุดอย่าง Ive ประสบความสำเร็จในเวลาเดียวกันได้นั่นเองครับผม

References : หนังสือ After Steve: How Apple Became a Trillion-Dollar Company and Lost Its Soul โดย Tripp Mickle

Geek Daily EP121 : ฟองสบู่ทางด้านเทคโนโลยีกำลังจะระเบิดขึ้นอีกครั้ง จริงหรือไม่?

ในทุกวันนี้เราเริ่มได้รับสัญญาณฟองสบู่ที่กำลังแตกกระจายไปทั่วหุ้นเทคโนโลยี การเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป ( IPO ) การประเมินมูลค่าการเริ่มต้นธุรกิจ และแม้แต่สกุลเงินดิจิทัล สินทรัพย์ทั้งหมดที่ไต่ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและได้พุ่งดิ่งลงมายังพื้น เป็นการยากที่จะบอกว่าพวกมันจะระเบิดดังแค่ไหน หากเกิดขึ้นจริง

การลดลงของหุ้นเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุด ndxt ซึ่งเป็นดัชนีของบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุด 100 แห่งในตลาด Nasdaq ลดลงหนึ่งในสามนับตั้งแต่จุดสูงสุดในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน บริษัทในดัชนีนี้สูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันถึง 2.8 ล้านล้านเหรียญ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3LoKxnJ

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/3Ls4MRJ

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/3lkbAGj

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3Ls472G

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/7z7fxjEd6ZQ

Credit Image : https://money.com/stock-market-signs-tech-bubble-crash/