Geek Story EP39 : Rise of South Korea ตอนที่ 1

มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเลยทีเดียวกับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศเกาหลี ดินแดนที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ เปลี่ยนจากประเทศที่แทบจะยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลกให้กลายมาเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เทียบกับ ญี่ปุ่น , ยุโรป หรือแม้กระทั่งประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาได้อย่างไร?

เทคโนโลยีจากประเทศเกาหลีใต้ แรกซึมอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์ ไล่ตั้งแต่ โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึง เครื่องบิน หรือ เรือขนส่งขนาดยักษ์ ประเทศที่มีประชากรเพียง 50 ล้านคนแห่งนี้ บัดดนี้กำลังก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ มี GDP ต่อหัวสูงอันดับต้น ๆ ของโลก Podcast Series ชุดนี้ จะพาไปทำความเข้าใจกับสิ่งต่าง ๆที่เกิดขึ้นกับประเทศเกาหลี ที่ใคร ๆ หลาย ๆ คนยังไม่รู้

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3j6m6gQ

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3dDu681

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/Fy_dMrsgIHo

References : https://www.tharadhol.com/blog-series-rise-of-south-korea
https://famousbio.net/park-chung-hee-4145.html

Telegram กับข้อมูลที่หลุดที่ทำให้ทางการจีนสามารถค้นหาตัวผู้ประท้วงได้สำเร็จ

แอปส่งข้อความที่เข้ารหัสอย่าง Telegram ที่กำลังกลายเป็นกระแสความนิยมของผู้ประท้วงในไทยในขณะนี้ พบว่าประสบปัญหาข้อมูลรั่วไหลจำนวนมากซึ่งเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้หลายล้านคน

Telegram ซึ่งเป็นคู่แข่งกับ WhatsApp ช่วยให้ลูกค้า รับส่งข้อความ Voice Call และ
VDO Call ที่เข้ารหัสแบบ end-to-end แบบส่วนตัวได้ แต่ช่องโหว่ในคุณลักษณะการนำเข้าผู้ติดต่อทำให้บันทึกหลายล้านรายการรวมถึงหมายเลขโทรศัพท์และรหัสผู้ใช้ซึ่งรั่วไหลไปยัง darknet

Kod.ru สื่อสิ่งพิมพ์ด้านเทคโนโลยีของรัสเซียเป็นสื่อรายแรกที่รายงานปัญหาโดยกล่าวว่ามีการโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ข้อมูลประจำตัวของผู้ใช้ และหมายเลขโทรศัพท์ในฟอรัม Darknet

ขนาดไฟล์ฐานข้อมูลประมาณ 900 เมกะไบต์ ตามรายงาน ซึ่งบริการแอพ Messenger ยอมรับว่ามีการละเมิดข้อมูลซึ่งเกิดขึ้นหลังจากใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติ contacts import ในส่วนของการลงทะเบียน

อย่างไรก็ตาม บริษัท เสริมว่าบันทึกส่วนใหญ่ที่หลุดออกไป เป็นข้อมูลเก่า โดย 84% ของรายการข้อมูล จะอยู่ในช่วงก่อนกลางปี ​​2019 นอกจากนี้บัญชีส่วนใหญ่ในฐานข้อมูลยังมีข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ Telegram ยังเปิดเผยด้วยว่า 70% ของบัญชีที่เปิดเผยนั้นมาจากอิหร่านในขณะที่อีก 30% เป็นของผู้ใช้จากรัสเซีย

โฆษกของ บริษัท บอกกับ Cointelegraph ว่าช่องโหว่ในฟังก์ชั่น contacts import เป็นสาเหตุของความกังวลต่อแอปส่งข้อความที่คล้ายกันทุกแอปรวมถึง WhatsApp ที่เป็นคู่แข่งด้วยเช่นเดียวกัน “น่าเสียดายที่แอปที่ใช้รายชื่อผู้ติดต่อต้องเผชิญกับความท้าทายของผู้ใช้ที่เป็นอันตรายซึ่งพยายามอัปโหลดหมายเลขโทรศัพท์จำนวนมากและสร้างฐานข้อมูลที่ตรงกับรหัสผู้ใช้เช่นนี้” ตัวแทนกล่าว

พวกเขายังเสริมว่าฐานข้อมูลที่หลุดออกไป มีเฉพาะข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้และรหัสของผู้ใช้เท่านั้น โดยไม่มีข้อมูล เช่น รหัสผ่าน ข้อความ หรือข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอื่น ๆ โฆษกย้ำว่าบัญชีไม่ได้ถูกละเมิด

นี่ไม่ใช่การรั่วไหลครั้งแรกของ Telegram

การรั่วไหลของข้อมูลล่าสุดนั้นไม่ใช่ครั้งแรกของ Telegram ในเดือนสิงหาคม 2019 บริษัท ได้กลายเป็นศูนย์กลางของการโต้เถียงเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เมื่อข้อบกพร่องของโปรแกรมได้เปิดเผยหมายเลขโทรศัพท์ของนักรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยฮ่องกง และพบปัญหาทางเทคนิคในฟีเจอร์การส่งข้อความกลุ่มของแอป ซึ่งทำให้ทางการจีนสามารถระบุและค้นหาผู้ประท้วงได้สำเร็จ

แม้ว่าจีนจะสั่งห้ามการใช้งาน Telegram ในปี 2015 แต่ผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงก็สามารถหลีกเลี่ยงข้อ จำกัด และใช้แอปส่งข้อความได้ Telegram ที่เป็นมิตรกับความเป็นส่วนตัวเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ประท้วงเนื่องจากปกปิดการสื่อสารจากสายตาที่ล่วงล้ำของรัฐบาลจีน

อย่างไรก็ตามพบว่าบั๊กหลายอย่างของโปรแกรม สามารถใช้ประโยชน์จากกลุ่มสาธารณะได้ ดังนั้น จึงเปิดเผยหมายเลขโทรศัพท์ของสมาชิกแม้ว่าพวกเขาจะเลือกที่จะเก็บไว้เป็นส่วนตัวก็ตาม

Chu Ka-cheong ผู้อำนวยการฝ่าย Internet Society HongKong กล่าวว่า หมายเลขโทรศัพท์เป็นปัญหากับ Telegram มาโดยตลอดเพราะใช้เป็นตัวระบุ แพลตฟอร์มการส่งข้อความที่ปลอดภัย ซึ่งในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ก็ทำเช่นเดียวกัน แต่เขายอมรับว่าพวกเขาประหลาดใจเมื่อพบว่าการตั้งค่าว่าใครสามารถดูหมายเลขโทรศัพท์เป็นไม่มีใคร“ ยังอนุญาตให้ผู้ใช้ที่บันทึกหมายเลขโทรศัพท์ของคุณในสมุดที่อยู่จับคู่หมายเลขโทรศัพท์กับสมาชิกในกลุ่มสาธารณะได้”

อันเป็นผลมาจากการรั่วไหลของข้อมูล Telegram ได้เปิดตัวคุณสมบัติใหม่ในเดือนกันยายน 2019 ซึ่งช่วยให้คุณสามารถไม่แสดงหมายเลขโทรศัพท์ของคุณให้ใครเห็นเลย ตัวเลือกใหม่ช่วยให้มั่นใจได้ว่า “ผู้ใช้แบบสุ่มที่เพิ่มหมายเลขโทรศัพท์ของคุณเป็นผู้ติดต่อ จะไม่สามารถจับคู่โปรไฟล์ของคุณกับหมายเลขดังกล่าวได้”

แต่เมื่อมีการรั่วไหลครั้งล่าสุดแสดงให้เห็นว่า การซิงค์และนำเข้าผู้ติดต่อใน Telegram ยังคงเป็นปัญหาอยู่เหมือนเดิม

แหล่งข้อมูลออนไลน์หลายแห่งเสนอเคล็ดลับเกี่ยวกับวิธีเพิ่มความเป็นส่วนตัวในโลกออนไลน์ โดยการไม่เปิดเผยตัวตนและเพิ่มความปลอดภัย ตัวอย่างเช่น การใช้ VPN ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนเส้นทางการรับส่งข้อมูลของคุณ เปลี่ยนที่อยู่ IP ของคุณ และเข้ารหัสข้อมูลของคุณ ซึ่งจะมีความปลอดภัยมากกว่า

References : https://coins77.com/telegram-suffers-massive-data-leak-that-exposed-personal-data-of-its-users-on-darknet/
https://latesthackingnews.com/2020/08/29/telegram-data-leak-exposes-millions-of-records-on-darknet
https://www.engadget.com/2018-09-30-telegram-desktop-app-leaked-ip-addresses.html

Geek China EP9 : China Internet Landscape and Digital Giants Part 4

2001-2008 ช่วงยุคของอาณาจักรทางอินเตอร์เน็ตในประเทศจีนเริ่มแผ่ขยาย (ภาคต่อจาก EP8) เล่าต่อกับช่วงเวลาที่เริ่มแผ่ขยายอาณาจักรของ 3 ก๊กแห่งวงการอินเตอร์เน็ต หรือ The Three Kingdoms: BAT กำลังขยายกิจการในธุรกิจหลัก (Core business)

• Baidu 百度(NASDAQ: BIDU) ผู้บุกเบิกและผู้นำด้าน Search Engine ในจีน
• Alibaba 阿里巴巴 (NYSE: BABA/ SEHK:9988) ผู้บุกเบิกและผู้นำ eCommerce ของจีน
• Tencent 腾讯 (SEHK: 700) ยุคของการเป็นผู้บุกเบิกด้าน Instant messaging (IM) และผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดใหญ่ในจีน

มาฟังเรื่องราวการสร้างและขยายธุรกิจแบบเต็ม ๆ ของ Alibaba และ Tencent ในช่วงเวลาปี 2001-2008 ใน EP9

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/2T25xIq

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/31fSqaP

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/gJWcvMicTNo

References Image : https://scioinfotech.com/?p=1463

บทเรียนจากยูเครน ชัยชนะของการประท้วง สู่ความพ่ายแพ้ของประเทศ

เป็นเวลากว่าร้อยปี ที่ ประเทศยูเครน เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างฝั่งตะวันตก และ ตะวันออกของประเทศรัสเซีย ซึ่งในที่สุดในปี 1991 ยูเครนก็ได้รับเอกราช

การเมืองของยูเครนนิ่งมานาน จนการมาถึงของ วิคเตอร์ ยานูโควิช ในช่วงปี 2013 ผู้นำคนสำคัญที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ประเทศยูเครนอย่างสิ้นเชิง จากการที่เขาเป็นคนฝักใฝ่ฝ่ายรัสเซีย และออกห่างจากยุโรป ซึ่งเป็นวิธีการที่ชาวยูเครนส่วนใหญ่รับไม่ได้ เพราะเป็นการพาประเทศเดินถอยหลังกับการไปคบหากับรัสเซีย

จุดเริ่มต้นของการปฏวัตินั้นเริ่มที่จตุรัส ไมดาน กลางกรุงเคียฟ เมืองหลวงของรัสเซีย ซึ่งเริ่มมีประชาชนที่ไม่พอใจ ประธานาธิบดี ยานูโควิช ได้ทยอย ๆ เข้าร่วมร่วมกับผู้นำฝ่ายค้าน ที่มาเข้าร่วมชุมนุมกับประชาชน

ด้วยกระแสทาง Social Network อย่าง Facebook ทำให้ประชาชนเริ่มทยอยมาที่จตุรัสไมดานมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการต่อสู้ด้วยพลังของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่มีม๊อบจัดตั้งแบบบางประเทศแถวเอเชีย

ประชาชนต้องการเรียกร้องให้นำยูเครนเข้าสู่สหภาพยุโรป โดยวันแล้ววันเล่าที่ประชาชนต่างมาเรียกร้อง ก็ยังไม่มีการตอบสนองจากรัฐบาลเกิดขึ้น

ประชาชนหลั่งไหลมารวมตัวกันที่จตุรัสไมดาน
ประชาชนหลั่งไหลมารวมตัวกันที่จตุรัสไมดาน

เริ่มมีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทางรัฐบาลส่งมาปราบปราม ภาพการปะทะนั้นได้รับการเผยแพร่ไปทั่ว Social Network รวมถึงช่องทีวีดัง ๆ จากทั่วโลก

หลังจากการถูกปราบปรามจากตำรวจที่จตุรัส ไมดานแล้วนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ก็ได้หนีไปยังโบสถ์ เซ็นต์ไมเคิล หรือ วิหารทองคำ  และเริ่มมีการจัดระเบียบการชุมนุมมากขึ้น เริ่มมีส่วนของสเบียงอาหาร รวมถึง มีส่วนของศูนย์การแพทย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ชุมนุม ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของการชุมนุมนั้น ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นวัยรุ่นยุคใหม่ทั้งสิ้น

หลังจากการถูกปราบปรามในครั้งแรกก็ทำให้เริ่มมีประชาชนหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ ทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงเฉพาะประชาชนเมืองเคียฟแล้วเท่านั้น ซึ่งทำให้ขนาดของการชุมนุมมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าครั้งแรกที่จตุรัสไมดานอย่างเห็นได้ชัด

คนนับแสนเริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ใจกลางเมืองเคียฟ ไม่ใช่แค่เพียงเหล่านักศึกษารุ่นใหม่อีกต่อไป ชาวยูเครนต่างพร้อมใจกันเป็นฝ่ายเดียว ไม่มีแบ่งแยกสี จากนั้นก็เดินหน้ากลับไปที่จตุรัสไมดานอีกครั้ง

ซึ่งคราวนี้ เหล่าคนดังทั้งหลาย รวมถึง เซเลบชื่อดัง ต่างมาร่วมชุมนุมด้วยทั้งสิ้น ทำให้การชุมนุมกลับมาครึกครื้นขึ้นอีกครั้งหลังจากการถูกปราบปรามในครั้งแรก

หลายคนที่โกรธแค้นจากที่ถูกปราบปรามในครั้งแรกนั้น เริ่มคิดแผนที่จะยึดทำเนียบประธานาธิบดี ที่อยู่ไม่ไกลจาก จตุรัสไมดาน ซึ่งคราวนี้เริ่มมีการใช้ความรุนแรงขึ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมเอง ตำรวจก็ต้องเริ่มจัดการโดยใช้แก๊สน้ำตาอีกครั้ง และ ด้วยจำนวนตำรวจที่มาป้องกันนั้นมีมากกว่าชุมนุม พร้อมอาวุธคือ กระบอง ที่ใช้ในการจัดการผู้ชุมนุม

การปะทะกันรอบสองนี้ทำให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บไปเป็นจำนวนมากกว่าครั้งแรก หลายคนบาดเจ็บสาหัส จากการกระทำของกลุ่มตำรวจ ทำให้ภาพเหล่านี้กระจายไปยังวงกว้าง ผ่านทั้ง Social Media รวมถึงช่องทีวีต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

หลังจากนั้นเริ่มมีกระแสกดดันจากนานา ประเทศ เริ่มได้ส่งตัวแทนเข้ามาเจรจาปัญหากับรัฐบาลยูเครน เพื่อให้แก้ปัญหานี้อย่างสันติ

แต่ท่าทีของรัฐบาลนั้นเริ่มชัดเจนว่า ต้องการกวาดล้างผู้ชุมนุมสร้างความวุ่นวายให้หมด โดยยกกองกำลังตำรวจจำนวนมหาศาล มาล้อมจตุรัสไมดานไว้

ซึ่งในคืนวันที่ 11 ธันวาคมของ ปี 2013 สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พยายามผลักดันผู้ชุมนุมให้สลาย ไม่สามารถต้านทานพลังของผู้ชุมนุมที่เข้ามามากขึ้นได้ ทำให้ต้องถอนกำลังออกไป เริ่มมีการประนามจากนานาประเทศ เนื่องจากเหล่าผู้ชุมนุม ส่วนใหญ่ได้มีการชุมนุมอย่างสันติ

เจ้าหน้าที่เริ่มใช้ความรุนแรงกับประชาชน
เจ้าหน้าที่เริ่มใช้ความรุนแรงกับประชาชน

เมื่อถึงวันที่ 20 ของการชุมนุม รูปแบบการชุมนุม ก็พร้อมมากขึ้น มีการฝึกปฏิบัติกับสถานการณ์หากถูกสลายการชุมนุม เริ่มมีการตั้งสิ่งกีดขวาง ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงได้ รวมถึง เริ่มมีหน่วยลาดตระเวนบริเวณที่ชุมนุม เพื่อรักษาความปลอดภัย และไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มมือที่สามที่มีโอกาสเข้ามาสร้างสถานการณ์ รวมถึงกลุ่มผู้นำศาสนาเริ่มเข้ามามีบทบาทกับการชุมนุมมากยิ่งขึ้น

ในที่สุด ชาวยูเครนก็ต้องมาฉลองปีใหม่ที่จตุรัสไมดาน ร่วมกัน เค้าดาวน์ ต้อนรับปีใหม่ 2014 ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม กว่าแสนชีวิต

หลังจากนั้นการชุมนุมก็ยืดเยื้อมากว่า 2 เดือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่เป็นรุปธรรม ตามความต้องการของผู้ชุมนุมเลย พรรคฝ่ายค้านที่ไปทำหน้าที่ในสภาก็ไม่สามารถทำให้อะไรดีขึ้นไปได้ มีแต่การประชุม ๆ ซึ่งไม่มีอะไรคืบหน้าสำหรับเหล่าผู้ชุมนุมเลย รวมถึง ทาง ยานูโควิช ก็แสดงเจตจำนงให้ปล่อยให้การชุมนุมยืดเยื้อไปอย่างงี้ และไม่ได้ตอบสนองใด  ๆกับสิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกร้อง

กลุ่มผู้ชุมนุม เริ่มไม่เชื่อ กับการแก้ไขปัญหาโดยนักการเมือง เริ่มมีการต่อสู้อย่างจริงจรังกับตำรวจ โดยมีการปะทะกันหลายครั้ง ซึ่งรอบนี้ตำรวจเริ่มใช้ไม้แรงขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มยิงกระสุนยาง เพื่อต้านกลุ่มผุ้ชุมนุม แต่เนื่องจากสถานการณ์เริ่มยืดเยื้อมานาน ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุม ไม่กลัวตำรวจอีกต่อไป รวมถึง มีการฝึกรับมือมาอย่างดี ทำให้ เริ่มมีการใช้ความรุนแรงจากทั้งสองฝ่ายมากยิ่งขึ้น กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มใช้อาวุธอย่าง ระเบิดเพลิง  เริ่มมีการจุดไฟเผายาง เพื่อป้องกันไม่ให้ตำรวจเข้าจู่โจม สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ

พอถึงวันที่ 63 ของการชุมนุม เริ่มมีความอลหม่านมากยิ่งขึ้น ตำรวจเริ่มจะมีการสลายการชุมนุมอีกครั้ง ตอนนี้สถานการณ์เริ่มร้ายแรง ตำรวจเข้าทำลาย แม้กระทั่ง สถานพยาบาลชั่วคราวที่ไว้รักษาอาการบาดเจ็บของผู้ชุมนุม  เริ่มมีการใช้กระสุนจริง กับผู้ชุมนุม ทำให้มีคนตายในที่สุด

หลังจากยืดเยื้อไปถึงวันที่ 90  ก็ได้มีการปะทะครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ณ ขณะนี้ จตุรัส ไมดาน กลายเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่ ที่ผู้ชุมนุมต่างจุดไฟเผา เพื่อไล่กลุ่มตำรวจ ต้องบอกว่า สถานการณ์เลวร้ายแบบสุด ๆ เริ่มมีการเผาตึกรามบ้านช่อง ทำให้เคียฟ กลายเป็นทะเลเพลิง เริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุม และ ตำรวจ  เริ่มกลายเป็นสงครามกลางเมืองเข้าไปทุกที ตอนนี้เริ่มมีการใช้อาวุธหนักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตำรวจเริ่มนำปืนกลมาใช้ รวมถึง สไนเปอร์ เพื่อดักยิงกลุ่มผู้ชุมนุม แต่กลุ่มผู้ชุมนุม ก็ยังไม่มีท่าทีจะยอมแพ้แต่อย่างใด แม้ต้องเอาตัวเองไปรับกระสุน เพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่บาดเจ็บออกมาก็ตาม

หลังจากผ่านวันสุดเลยร้าย รัฐบาลเริ่มโอนอ่อน เริ่มมีการเสนอทางเลือกให้ มีการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2014  แต่ต้องบอกว่าหลังจากความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงนั้น กลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว ต้องการให้ ยานูโควิช ลาออกเท่านั้น

สุดท้ายด้วยความกดดันจากทุกทาง ที่มีมาเรื่อย ๆ รวมถึงผู้คนที่ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ประชาชนก็ไม่ยอม ต้องให้เค้าออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สุดท้าย ยานูโควิช ก็ทนความกดดันไม่ไหว ต้องหนีออกจากเคียฟไปในที่สุด  และชัยชนะ ก็เป็นของเหล่าผู้ชุมนุมในที่สุด เป็นการสิ้นสุดการปฏิวัติ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนึงของโลกเราเลยก็ว่าได้

ต้องบอกว่าการปฏิวัติครั้งนี้ ถือเป็นผลสำเร็จของการชุมนุมโดยประชาชนโดยแท้จริง สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่สามารถทนต่อแรงกดดัน ที่ประชาชนต่อสู้มาอย่างยาวนานต่อเนื่องได้ จุดเปลี่ยนสำคัญน่าจะเกิดจากการใช้กำลังจนเริ่มควบคุมไม่อยู่ ทำให้มีการสังหารประชาชนโดยใช้กระสุนจริง ๆ และอาวุธที่ร้ายแรงอย่างต่อเนื่อง ๆ

ที่ยูเครน เหล่าประชาชนสู้ด้วยพลังที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง แม้จะมีแกนนำที่เป็นนักการเมืองฝ่ายค้านอยู่ด้วย แต่สุดท้าย เค้าก็ไม่เชื่อแกนนำเหล่านี้อยู่ดี เพราะมีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ถึงแม้จะมีคนตายจำนวนมาก เค้าก็พร้อมที่จะฝ่าดงกระสุน โดยใช้เพียงโล่เป็นเกราะป้องกันเท่านั้น จะเห็นได้ถึงความบริสุทธิของพลังมวลชนจริง ๆ

ชัยชนะของการประท้วงจากพลังที่บริสุทธิ์ของประชาชนชาวยูเครน
ชัยชนะของการประท้วงจากพลังที่บริสุทธิ์ของประชาชนชาวยูเครน

จุดจบของการประท้วงหลายครั้ง ก็ เริ่มมาจากความรุนแรง จากฝั่งรัฐบาลทั้งนั้น ถ้าปราบปรามได้สำเร็จก็ถือเป็นผู้ชนะ แต่ที่ยูเครน แม้จะใช้กำลังยังไง ประชาชนก็ต่อสู้จนหยดสุดท้ายของชีวิต โดยแทบไม่มีอาวุธในการต่อกรกับตำรวจเลย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นจากพลังบริสุทธิ์ของประชาชนโดยแท้จริง

เหตุการณ์พลิกผัน เมื่อชัยชนะของการประท้วงนำมาสู่ความพ่ายแพ้ของประเทศยูเครน

ห้าปีต่อมา ยูเครนไม่ใช่พันธมิตรทางการเมืองของรัสเซียอีกต่อไป ยูเครนได้รับการผลักดันให้เข้าร่วมสหภาพยุโรป และ NATO ทำให้ชาวยูเครน สามารถเดินทางไปยังสหภาพยุโรปได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า

แต่ในไครเมียยังคงถูกยึดครอง บนความขัดแย้งที่ระอุ ยังมีผู้เสียชีวิตหลายคนต่อเดือนและชาวยูเครนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากจนมากกว่าก่อนการปฏิวัติเสียอีก

“ เราแย่กว่าเมื่อห้าปีที่แล้ว” Smolkovich ซึ่งเป็นสามีของ Ihor ทำงานที่ไซต์ก่อสร้างในเมือง Gdansk ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโปแลนด์ และ Yulia ลูกสาวคนโตซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยใช้เวลาช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาขัดเล็บที่ร้านเสริมสวยในตุรกี

ในปี 2014 มีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ของชาวยูเครนที่มีรายได้อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่เมื่อปี 2019 จำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารโลก กล่าว

การปฏิวัติตามมาด้วยภาวะถดถอยที่ทำให้ค่าเงินฮรีฟนาของยูเครนลดลง เคียฟตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับมอสโกทำให้สูญเสียตลาดสำหรับอาหารและตัดความสัมพันธ์ที่ยาวนานหลายทศวรรษกับอุตสาหกรรมการผลิตของรัสเซีย รวมถึงอุตสาหกรรมการทหารและอวกาศ

รัฐบาลกลางไม่ได้ควบคุมพื้นที่อุตสาหกรรมและเหมืองถ่านหินในพื้นที่ทางตะวันออกอีกต่อไป และสงครามได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 10,000 คนและมีผู้คนพลัดถิ่น 1.7 ล้านคนนับตั้งแต่เริ่มต้นในปี 2014

สภาพเศรษฐกิจของยูเครนดิ่งลงเหว และอยู่รอดได้โดยพึ่งพาการกู้ยืมเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุด ยิ่งกว่าเศรษฐกิจที่ย่ำแย่สำหรับชาวยูเครน คือ ความรู้สึกที่ผู้นำยูเครนคนใหม่หลังการปฏิวัติอย่างยิ่งใหญ่โดยพลังบริสุทธิ์ของประชาชน ล้มเหลวในคำสัญญาที่ให้ไว้กับกลุ่มผู้ประท้วง

หนึ่งในนั้นคือคำมั่นสัญญาของ โปโรเชนโก ผู้นำคนใหม่หลังการปฏิวัติก็คือจะลงโทษผู้ที่สังหารผู้ประท้วง 106 คนที่เรียกว่า “Heavenly Hundred” ซึ่งรูปถ่ายของผู้เสียชีวิตสามารถพบเห็นได้ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในสถานที่ราชการ ในโรงเรียนและโบสถ์

ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2019 ศาลในเคียฟได้ตัดสินให้ ยานูโควิช ถูกจำคุก 13 ปีในข้อหากบฏ แต่อดีตประธานาธิบดีก็อาศัยอยู่อย่างสุขสบายในรัสเซียตอนใต้

นายยูริ ลุตเซนโก อัยการของยูเครน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุผู้ต้องสงสัยว่าสังหารผู้ประท้วง 66 คน อย่างไรก็ตามพวกเขา 46 คน ได้หลบหนีไปรัสเซียหลังจากการถูกกำจัดของยานูโควิช และอีก 20 คนถูกคุมขังเพื่อรอการพิจารณาคดี

ผู้พิพากษาส่วนหนึ่งทั่วยูเครนที่ มีการแจ้งดำเนินคดีเก่าเหล่าผู้ประท้วง และลงโทษการจับกุมในช่วงการมีอำนาจของยานูโควิช 55 คนจากทั้งหมด 337 คนถูกไล่ออก

Roman Maselko ทนายความและกรรมการกำกับดูแลสำนักงานต่อต้านการทุจริตแห่งชาติของรัฐกล่าว เขากล่าวเสริมว่า ผู้พิพากษาที่เหลือยังคงทำงานต่อไปหรือเกษียณอายุไปพร้อมกับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ คำสัญญาจบลงด้วยการหลอกลวงเพราะประธานาธิบดีคนใหม่เข้ามามีอำนาจเพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองเพียงเท่านั้น” เซอร์ไฮย์ เลชเชนโก นักวิเคราะห์การเมืองจากเคียฟ กล่าว

“ห้าปีเป็นเวลานานที่ต้องรอเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและสำหรับเหยื่อส่วนใหญ่ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากน้ำมือของตำรวจยูเครน แต่ความยุติธรรมก็ยังไม่อยู่ในสายตาของเหล่าผู้นำคนใหม่” Colm O Cuanachain จากองค์การนิรโทษกรรมสากลกล่าวกับนักข่าว

ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งคือการทุจริตที่เป็นมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนไปยังทุกภาคส่วนของประเทศยูเครน เป็นปัญหาหยั่งรากลึก ที่ยากจะแก้ไข แม้จะมีการปฏิวัติครั้งใหญ่จากพลังที่บริสุทธิ์ของประชาชนไปแล้วก็ตามที

การขาดความเด็ดขาดในการขจัดคอร์รัปชั่นตลอดจนความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่กับรัสเซียทำให้ในการเลือกตั้งใหม่ของนายโปโรเชนโก เขาพ่ายแพ้อย่างถล่มทลายในเดือนเมษายน 2019

โดยเขาพ่ายแพ้ให้กับ Volodymyr Zelensky อดีตนักแสดงตลก ที่สัญญาว่าจะดำเนินการกับการทุจริตอย่างเด็ดขาด และทำการปฏิรูปเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเหมือนเป็นการมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้งสำหรับประเทศยูเครน

Volodymyr Zelensky ความหวังครั้งใหม่ของชาวยูเครน
Volodymyr Zelensky ความหวังครั้งใหม่ของชาวยูเครน

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ๆ สำหรับประเทศไทยเราเช่นเดียวกัน เมื่อเราได้เห็นบทเรียนจากหลายประเทศ ไม่ใช่แค่เพียงประเทศยูเครนเท่านั้น การปฏิวัติในยุคหลังที่ใช้เครื่องมือสำคัญอย่าง Social Media เป็นกลไกสำคัญในการปฏิวัติ พบว่า ผลที่ตามมานั้นทำให้ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาแทบจะทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ อาหรับสปริง ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ และ ผู้นำเผด็จการที่มาจากสายทหาร คล้าย ๆ กับในประเทศไทย หรือ การประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกง (ที่ไม่ประสบผลสำเร็จ) ที่ต้องต่อสู้กับระบบที่ดูเหมือนเป็นเผด็จการเองก็ตาม

ซึ่งผลที่ตามมาได้สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นต่อเนื่องในภายหลัง ไมว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ การคอร์รัปชั่นที่ไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งของผู้คนในสังคมที่ไม่ได้ลดลงไปเลย ซึ่งต้นตอของปัญหานั้นไม่ได้ถูกขจัดไปอย่างแท้จริงแม้จะผ่านการปฏิวัติมาแล้วก็ตามที

ซึ่งแน่นอนว่าการปฏิวัติที่สำเร็จอย่างที่เราเห็น มันเกิดขึ้นโดยพลังที่บริสุทธิ์โดยประชาชนเช่นเดียวกัน แต่หากทำได้สำเร็จเราก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า อย่าให้ติดหล่ม และสร้างความขัดแย้งต่อเนื่องไม่จบสิ้นเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นเป็นบทเรียนที่ผ่านมาแล้วนั่นเองครับ

References : https://www.brookings.edu/blog/order-from-chaos/2020/02/21/ukraine-six-years-after-the-maidan/
https://en.wikipedia.org/wiki/Tunisian_Revolution#:~:text=The%20protests%20constituted%20the%20most,Bouazizi%20on%2017%20December%202010.
https://www.aljazeera.com/news/2019/2/22/ukraine-at-crossroads-five-years-after-revolution-of-dignity
https%3A%2F%2Fwww.netflix.com%2Feg-en%2Ftitle%2F80031666&psig=AOvVaw0emkeGuLHTIllwynEDbCo8&ust=1603098681628000&source=images&cd=vfe&ved=0CA0QjhxqFwoTCODRi5fmvewCFQAAAAAdAAAAABAh
https://en.wikipedia.org/wiki/2014_Ukrainian_revolution
https://en.wikipedia.org/wiki/Arab_Spring

Geek China EP8 : China Internet Landscape and Digital Giants Part 3

2001-2008 ช่วงยุคของอาณาจักรทางอินเตอร์เน็ตในประเทศจีนเริ่มแผ่ขยาย การกำเนิดและการนำไปใช้งานของอินเตอร์เน็ตจากยุคที่แล้วเริ่มทำให้ผู้คนในประเทศเปิดหูเปิดตามากยิ่งขึ้น ผู้คนสามารถเข้าถึงความรู้ ข้อมูลข่าวสาร สินค้าและบริการ

อีกทั้งเป็นยุคที่สร้างโอกาสแห่งผู้ประกอบการ (entrepreneurs) หลายต่อหลายคนที่ต้องการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อมา ภาคนี้จะเล่าต่อถึง กลุ่ม Web Portal ขนาดใหญ่ที่กำเนิดจากยุคก่อนหน้าและถือเป็นยุคที่ยิ่งใหญ่ของกลุ่มอำนาจเก่าอย่าง SNS คือ
• Sohu (NASDAQ: SOHU)
• Netease (NASDAQ:NTES)
• Sina (NASDAQ: SINA)

ก่อนที่จะค่อยๆแพ้ไปให้กับ 3 ก๊กแห่งวงการอินเตอร์เน็ต หรือ The Three Kingdoms อย่าง BAT
• Baidu (NASDAQ: BIDU)
• Alibaba (NYSE: BABA/ SEHK:9988)
• Tencent (SEHK: 700)

นอกเหนือจากการสร้างอาณาจักรอย่างดุเดือดของ BAT ยุคนี้เราจะได้พบกับการกำเนิดของบริษัททางอินเตอร์เน็ตที่เกิดในยุคนี้ ได้แก่
• Dianping (ยุคก่อนที่จะมีการรวมตัวกับ Meituan)
JD.com (NASDAQ: JD)
• Qihoo 360 (SHA: 601360)
• Tudou (ก่อนที่จะถูกรวมตัวกับ Youku)
• Youku (NYSE:YOKU)

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3o0xQoL

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3lVOvId

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/lxL4-kUFoe4

References Image : https://digiday.com/media/inside-chinas-triopoly-baidu-tencent-alibaba-dominate-market/