Geek Story EP616 : ทำไม “ยุโรป” ถึงพ่ายแพ้ในสงครามชิปโลก? ประวัติศาสตร์ 50 ปีที่สูญหาย

หากเราพูดถึงวัฏจักรความรุ่งโรจน์และการล่มสลายของบริษัทหรือเทคโนโลยี มีอยู่หนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ถือเป็นความสูญเสียและบทเรียนราคาแพงที่สุดระดับโลกครับ

ลองจินตนาการดูครับว่า ทวีปยุโรปคือกลุ่มคนแรกๆ ของโลกที่คิดค้น Transistor ชิ้นส่วนอัจฉริยะที่เป็นดั่งหัวใจและมันสมองของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นบนโลกใบนี้ ในวันนั้น พวกเขากุมอนาคตของเทคโนโลยีแห่งอนาคตไว้ในมือ เป็นมหาอำนาจที่ชาติอื่นได้แต่พยายามวิ่งตามให้ทัน

แต่เมื่อภาพตัดมาที่ปัจจุบัน ยุโรปกลับกลายเป็นเพียงผู้เล่นไม้ประดับในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ มีกำลังการผลิตชิปเหลือไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ของโลก

เกิดอะไรขึ้นกับอดีตผู้นำแห่งนี้ พวกเขาทำพลาดตรงไหนถึงปล่อยให้เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่ตัวเองเป็นคนริเริ่ม หลุดลอยไปตกอยู่ในมือของสหรัฐอเมริกาและเอเชียจนแทบไม่เหลือเค้าโครงความยิ่งใหญ่เดิม

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความโชคร้ายทางธุรกิจ แต่มันคือมหากาพย์ของการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า การมองข้ามอนาคต และการยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ

วันนี้ เราจะพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปสำรวจประวัติศาสตร์ 50 ปีที่สูญหาย เจาะลึกถึงรากเหง้าแห่งการล่มสลายที่เจ็บปวดที่สุดของอุตสาหกรรมเทคโนโลยียุโรป เรื่องราวนี้จะดุเดือดแค่ไหน และทิ้งบทเรียนอะไรไว้ให้เราบ้าง…

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/J6laHf

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/HnZyVy

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/2PXyYV

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/GUPTTTL7AT4

เจาะลึกกลยุทธ์ชิปต้นน้ำ เมื่อญี่ปุ่นกำลังยึดอำนาจชิปโลกคืนแบบเงียบๆ

เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมประเทศที่เคยเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีถึงยอมเสียแชมป์ในอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดไปอย่างง่ายดาย

ย้อนกลับไปในช่วงปี 1980 บริษัทญี่ปุ่นผลิตชิปคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งโลก

แต่ในวันนี้ส่วนแบ่งเหล่านั้นกลับหดหายลงเหลืออยู่แค่ประมาณ 10% เท่านั้น เกิดอะไรขึ้นกับอดีตเจ้าโกลในวงการนี้…

เรื่องราวการต่อสู้ครั้งสำคัญของญี่ปุ่นไม่ใช่การทวงบัลลังก์ผู้ผลิตชิปคืนมาแบบตรงไปตรงมาเหมือนในอดีต

แต่เป็นการต่อสู้เพื่อยึดครองส่วนที่ลึกที่สุดในห่วงโซ่อุปทานที่แม้แต่ยักษ์ใหญ่ก็ต้องยอมสยบให้

นี่คือการกลับมาแบบเงียบๆ แต่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เทคโนโลยีสมัยใหม่…

เพื่อที่จะเข้าใจกลยุทธ์ของเกมใหม่นี้ เราต้องย้อนเวลากลับไปในยุคที่ญี่ปุ่นตั้งตนเป็นมหาอำนาจอย่างแท้จริง

ในยุคนั้นชื่ออย่าง NEC Toshiba และ Hitachi คือผู้นำโลกด้านการผลิตชิปหน่วยความจำที่มีคุณภาพสูงสุด

ภายในปี 1988 บริษัทญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งการตลาดชิปทั่วโลกทะลุเกิน 50% ทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น…

ชิ้นส่วนหน่วยความจำที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ IBM PC หรือแม้แต่เครื่องเกมยอดฮิตอย่าง Nintendo ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากโรงงานในประเทศญี่ปุ่น

ความสำเร็จระดับโลกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตจากการทุ่มเทงบประมาณมหาศาลไปกับการวิจัยพัฒนา

ผสมผสานกับการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดสุดขีด และการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากรัฐบาลที่คอยอุ้มชูอุตสาหกรรมนี้…

นวัตกรรมของญี่ปุ่นในยุคนั้นถือว่าสุดยอดมาก ตั้งแต่วิทยุพกพาไปจนถึงหน่วยความจำล้ำสมัย

สิ่งเหล่านี้ทำให้แบรนด์จากญี่ปุ่นกลายเป็นสัญลักษณ์สากลของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ล้ำยุคและเชื่อถือได้

แต่ความสำเร็จที่มากเกินไปก็มักจะสร้างศัตรูที่น่ากลัวตามมาเสมอ…

ความโดดเด่นของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นทำให้ประเทศมหาอำนาจฝั่งอเมริกาเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้

ผู้ผลิตอเมริกันหลายรายออกมากล่าวหาว่าบริษัทญี่ปุ่นกำลังทุ่มตลาดด้วยการขายชิปในราคาที่ต่ำกว่าทุนเพื่อฆ่าคู่แข่ง

รวมถึงการกีดกันบริษัทต่างชาติไม่ให้เข้าไปทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างเสรี…

เรื่องราวความขัดแย้งนี้ลุกลามจนกลายเป็นประเด็นใหญ่ระดับชาติและนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญทางการเงิน

นั่นคือข้อตกลง Plaza Accord ในปี 1985 ที่สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรบีบให้ญี่ปุ่นต้องยอมรับเงื่อนไข

ข้อตกลงนี้บังคับให้ญี่ปุ่นต้องปล่อยให้ค่าเงินของตนเองแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อลดความได้เปรียบทางการค้า…

ผลกระทบที่ตามมาคือสินค้าส่งออกของญี่ปุ่นรวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีราคาแพงขึ้นทันทีในสายตาชาวโลก

ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของพวกเขาจึงสูญเสียไปอย่างมหาศาลและรวดเร็ว

จนกระทั่งในปี 1986 ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง ญี่ปุ่นต้องยอมลงนามใน US-Japan Semiconductor Arrangement…

ข้อตกลงฉบับนี้เสมือนโซ่ตรวนที่บังคับให้ญี่ปุ่นต้องลดกำลังการผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญ

และยังบังคับให้ต้องเปิดตลาดภายในประเทศของตัวเองให้กว้างขึ้นเพื่อรับสินค้าจากอเมริกา

นี่คือจุดเปลี่ยนแรกที่ทำให้ฟันเฟืองอุตสาหกรรมชิปของญี่ปุ่นเริ่มสะดุดและเดินช้าลง…

ในจังหวะเดียวกันกับที่ญี่ปุ่นกำลังอ่อนแอ คู่แข่งหน้าใหม่ที่หิวโหยก็เริ่มถือกำเนิดขึ้น

เกาหลีใต้ส่ง Samsung เข้ามาตีตลาดชิปหน่วยความจำด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าและดุดันกว่า

ขณะที่ไต้หวันก็มีบริษัทหน้าใหม่อย่าง TSMC เปิดตัวขึ้นมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่แตกต่างออกไป…

พวกเขามาพร้อมกับโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ที่โลกไม่เคยรู้จักมาก่อนซึ่งเรียกว่า “Foundry Model”

โมเดลนี้คือการทำตัวเป็นโรงงานรับจ้างผลิตชิปเพียงอย่างเดียวโดยไม่แย่งลูกค้าออกแบบชิป

TSMC บอกกับบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกว่าคุณไม่ต้องทุ่มเงินสร้างโรงงานเองอีกต่อไป…

คุณมีหน้าที่แค่คิดและออกแบบนวัตกรรมใหม่ๆ ส่วนเรื่องการผลิตที่ซับซ้อนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเขา

โมเดลธุรกิจนี้เข้ามาปฏิวัติวงการอย่างสิ้นเชิงและเข้ากับยุคสมัยที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านพอดี

พอเข้าสู่ทศวรรษ 1990 กระแสโลกาภิวัตน์พัดมาแรง บริษัทตะวันตกเริ่มย้ายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศ…

แต่สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือพวกเขาไม่ได้เลือกจ้างโรงงานในญี่ปุ่นที่เคยเป็นที่หนึ่ง

พวกเขาหันไปหาศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ที่ต้นทุนถูกกว่าและยืดหยุ่นกว่าอย่างไต้หวันและจีน

อุตสาหกรรมชิปของญี่ปุ่นจึงเข้าสู่ยุคขาลงอันยาวนานและมืดมน…

พอถึงช่วงต้นยุคปี 2000 ผู้ผลิตชิปญี่ปุ่นหลายรายประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก

พวกเขาต้องควบรวมกิจการกันอย่างวุ่นวายเพื่อความอยู่รอด แต่สุดท้ายหลายแห่งก็ต้องยอมแพ้

บริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่งถูกคู่แข่งจากฝั่งอเมริกาเข้าซื้อกิจการไปอย่างน่าใจหาย…

เวลาผ่านไปญี่ปุ่นเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจซบเซาหรือที่เรียกกันว่าทศวรรษที่หายไป

พวกเขาพลาดขบวนรถไฟแห่งนวัตกรรมขบวนสำคัญไปแทบจะทั้งหมด

ทั้งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของชิปสำหรับสมาร์ทโฟนและการปฏิวัติระบบการผลิตแบบใหม่…

จนมาถึงปี 2020 ส่วนแบ่งการตลาดโลกของอุตสาหกรรมชิปญี่ปุ่นก็หดตัวเล็กลง

จากที่เคยครองโลกเกินครึ่งกลับเหลือพื้นที่ยืนอยู่แค่ประมาณ 10% อย่างที่พวกเราเห็นในปัจจุบัน

ฟังดูเหมือนเป็นบทสรุปที่น่าเศร้าของอดีตราชา แต่ความจริงแล้วมหากาพย์เรื่องนี้ยังไม่จบ…

แม้ว่าญี่ปุ่นจะสูญเสียสถานะความเป็นเจ้าแห่งการผลิตชิปขั้นสุดท้ายไปแล้ว

แต่เบื้องหลังนั้นพวกเขายังคงรักษาตลาดเฉพาะกลุ่มที่สำคัญอย่างยิ่งยวดเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ในส่วนของต้นน้ำ บริษัทญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้นำของโลกแบบไร้คู่แข่งในการจัดหาวัสดุพื้นฐาน…

ไม่ว่าจะเป็นซิลิคอนบริสุทธิ์ สารเคมีเฉพาะทาง และอุปกรณ์เครื่องจักรที่จำเป็นสำหรับโรงงานทั่วโลก

ความแข็งแกร่งที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ นี้เองที่กำลังจะกลายเป็นอาวุธชิ้นใหม่

และเป็นเวทีสำหรับการเอาคืนครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศที่เคยพ่ายแพ้…

จุดเปลี่ยนครั้งที่สองของวงการนี้มาถึงในช่วงต้นยุคปี 2020 ที่ผ่านมา

ตอนนั้นทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตชิปขาดแคลนอย่างหนักจากผลพวงของโรคระบาด COVID-19

บวกกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามเทคโนโลยีที่ดุเดือดระหว่างมหาอำนาจ…

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้นำทุกประเทศเริ่มตาสว่างและตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่ง

ชิปไม่ใช่แค่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ธรรมดา แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานและตั๋วชี้วัดความมั่นคงของชาติ

รัฐบาลญี่ปุ่นที่เคยปล่อยเสรีอุตสาหกรรมมานานก็ตัดสินใจลงมาร่วมเล่นในเกมนี้ทันที…

ในปี 2022 ญี่ปุ่นออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจระดับชาติ

กระทรวง METI วางแผนยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยการตั้งเป้าเพิ่มยอดขาย “Semiconductor” ในประเทศ

เป้าหมายคือการเพิ่มตัวเลขให้ได้ถึงสามเท่าตัวภายในสิ้นทศวรรษนี้…

ที่สำคัญที่สุดคือมุมมองของชนชั้นนำในญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

พวกเขาตระหนักชัดเจนว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องไปสร้างโรงงานผลิตเพื่อแข่งกับ TSMC แบบหน้าดำคร่ำเครียด

แต่พวกเขาควรใช้ประโยชน์จากอาวุธลับนั่นคือความแข็งแกร่งของต้นน้ำที่ตัวเองกุมบังเหียนอยู่แล้ว…

แนวคิดใหม่นี้คือการเข้าไปยึดครองส่วนผสมทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตชิป

ในเมื่อห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของโลกยุคปัจจุบัน

ความแข็งแกร่งในจุดนี้จึงสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจต่อรองระดับโลกได้ทันที…

รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินอุดหนุนมหาศาลเพื่อดึงดูดโรงงานต่างชาติให้มาตั้งฐานทัพในประเทศ

แต่ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองและเป็นหัวใจของกลยุทธ์นี้ลึกล้ำกว่านั้นมาก

นั่นคือการมอบอำนาจและเม็ดเงินให้กองทุนรัฐบาลอย่าง JIC ออกไปไล่ซื้อกิจการ…

เป้าหมายของการกวาดซื้อไม่ใช่โรงงานผลิตชิปหน้าตาหรูหราที่ใครๆ ก็รู้จัก

แต่เป็นบริษัทต้นน้ำที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านซึ่งคนทั่วไปแทบจะไม่เคยได้ยินชื่อ

ทว่าบริษัทเหล่านี้กลับเป็นหัวใจสำคัญที่กระบวนการผลิตทั้งโลกขาดไม่ได้…

สมรภูมิแรกคือเรื่องของวัสดุศาสตร์เฉพาะทาง กองทุน JIC ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อซื้อกิจการ JSR Corporation

เป้าหมายคือการนำบริษัทนี้ออกจากตลาดหุ้นเพื่อไม่ต้องคอยพะวงกับผลกำไรระยะสั้น

บริษัทนี้ไม่ใช่โรงงานเคมีทั่วไป แต่คือเบอร์หนึ่งของโลกด้าน “Photoresist” หรือสารเคลือบไวแสง…

สารเคมีตัวนี้มีความสำคัญในระดับคอขาดบาดตายโดยเฉพาะในกระบวนการผลิตชิปขั้นสูงที่เรียกว่า EUV

บริษัทญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งตลาดนี้เกือบจะเบ็ดเสร็จ ในขณะที่ชาติมหาอำนาจอื่นยังพัฒนาตามไม่ทัน

ผู้ผลิตชิปเบอร์ใหญ่สุดของโลกทุกรายล้วนต้องก้มหัวพึ่งพาสารเคลือบคุณภาพสูงจากญี่ปุ่น…

การที่รัฐบาลดึงบริษัทนี้เข้ามาไว้ในอ้อมกอดก็เพื่อปกป้องเทคโนโลยีไม่ให้หลุดรอด

พร้อมกับอัดฉีดเงินลงทุนด้านการวิจัยแบบไม่อั้นเพื่อสร้างสารเคลือบสำหรับเทคโนโลยีอนาคต

นี่คือการส่งสัญญาณเตือนว่าญี่ปุ่นจะไม่ยอมเสียความเป็นผู้นำในปัจจัยการผลิตที่สำคัญนี้ไปอีกแล้ว…

สมรภูมิที่สองคือเรื่องของแผ่นเวเฟอร์ ถ้าชิปคือสมอง ซิลิคอนเวเฟอร์ก็คือผืนผ้าใบเปล่าที่ใช้สร้างสมอง

มันคือแผ่นดิสก์บริสุทธิ์พิเศษที่เรียบเนียนดั่งกระจกและเป็นจุดเริ่มต้นของอิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้น

ในตลาดนี้บริษัทจากญี่ปุ่นอย่าง Shin-Etsu Chemical และ SUMCO ก็ครองโลกอยู่แบบเงียบๆ…

กลยุทธ์ในส่วนนี้รัฐบาลเลือกใช้วิธีการอัดฉีดเงินอุดหนุนจำนวนมหาศาลแทนการซื้อกิจการ

เป้าหมายเพื่อขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการที่จะพุ่งสูงขึ้นในอนาคต

และเป็นการมัดรวบให้โรงงานผลิตชิปต่างชาติทุกรายต้องพึ่งพาแผ่นเวเฟอร์จากญี่ปุ่นตลอดไป…

สมรภูมิที่สามคือเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ล้ำยุค ญี่ปุ่นเป็นราชาในอาณาจักรนี้มาอย่างยาวนาน

ชื่อบริษัทอย่าง Tokyo Electron หรือ Lasertec และ Advantest คือกระดูกสันหลังของโรงงานทั่วโลก

กลยุทธ์ของรัฐบาลคือการคอยส่งเสริมแชมป์เปี้ยนเหล่านี้ให้ยังคงทิ้งห่างคู่แข่งอยู่เสมอ…

อย่างกรณีของ Lasertec ที่ผูกขาดตลาดเครื่องตรวจสอบข้อบกพร่องของหน้ากากพิมพ์ลายวงจร EUV

ต่อให้คุณมีเครื่องพิมพ์ลายวงจรระดับเทพราคาหลายพันล้านอยู่เต็มโรงงาน

แต่ถ้าคุณไม่มีเครื่องตรวจสอบจากญี่ปุ่นกระบวนการผลิตสุดล้ำนั้นก็แทบจะไร้ความหมาย…

แนวคิดคือถ้าญี่ปุ่นไม่สามารถเป็นเจ้าของเครื่องพิมพ์ลายวงจรหลักได้อีกต่อไป

พวกเขาก็จะสร้างอิทธิพลด้วยการคุมเทคโนโลยีทุกอย่างที่อยู่รายล้อมเครื่องพิมพ์เหล่านั้นแทน

นี่คือการวางหมากที่เฉียบขาดและสร้างการพึ่งพาอาศัยที่ประเทศอื่นไม่สามารถสลัดหลุดได้…

สมรภูมิสุดท้ายและเป็นไพ่เด็ดในอนาคตคือเทคโนโลยี “Advanced Packaging”

เมื่อการย่อขนาดชิปแบบเดิมเริ่มถึงทางตัน การประกอบชิปจึงไม่ใช่แค่การใส่กล่องพลาสติกอีกต่อไป

แต่มันคือศิลปะในการนำชิปชิ้นเล็กๆ หลายตัวมาเรียงร้อยประกอบกันให้กลายเป็นชิปสุดยอดพลัง…

บริษัทญี่ปุ่นอย่าง Shinko Electric คือผู้กุมความลับและเป็นผู้นำโลกด้านแผ่นรองบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง

ซึ่งแผ่นรองเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในยุคนี้

กองทุน JIC จึงไม่รอช้าที่จะเข้าไปกวาดซื้อกิจการบริษัทนี้เพื่อนำออกจากตลาดหุ้นเช่นเดียวกัน…

เป้าหมายก็เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการประกอบชิปขั้นสูงให้อยู่ภายใต้ร่มเงาของรัฐบาล

เมื่อเรานำจิ๊กซอว์ทั้งหมดที่กระจัดกระจายอยู่มาประกอบเข้าด้วยกัน ภาพวาดของรัฐบาลก็ปรากฏชัด

กลยุทธ์ของญี่ปุ่นในวันนี้ไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนการพยายามสร้างโรงงานขนาดใหญ่เพื่อแข่งกับใคร…

แต่ความทะเยอทะยานที่แท้จริงคือการกว้านซื้อและรวบรวมทุกข้อต่อที่สำคัญในต้นน้ำเข้าไว้ด้วยกัน

ตั้งแต่วัสดุศาสตร์ขั้นสูง ผืนผ้าใบซิลิคอน เครื่องจักรตรวจจับความผิดพลาด ไปจนถึงการประกอบขั้นสุดท้าย

ทั้งหมดนี้คือการสร้างกำแพงความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา…

ญี่ปุ่นในยุคใหม่จะสามารถปกป้องตัวเองจากภาวะวิกฤตหรือเกมการเมืองบนเวทีโลกได้ดีขึ้น

เพราะเมื่อคุณสามารถควบคุมส่วนผสมลับที่ทุกคนบนโลกจำเป็นต้องใช้

คุณย่อมมีสิทธิขาดในการเจรจาต่อรองและกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมได้ตามต้องการ…

ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่จากชาติไหนที่อยากจะสร้างโรงงานเพื่อขยายกำลังการผลิต

สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องหันหน้ามาพึ่งพาสินค้าและเทคโนโลยีรากฐานจากแดนอาทิตย์อุทัยอยู่ดี

นี่คือรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตและเป็นการผูกขาดความเจริญเติบโตเอาไว้กับประเทศของตน…

การเดินหมากบนกระดานใหม่ของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้จากบาดแผลในอดีต

พวกเขาตระหนักแล้วว่าการเอาชนะในสงครามรูปแบบเดิมอาจเป็นเรื่องที่สายเกินแก้

พวกเขาจึงตัดสินใจเปิดสมรภูมิใหม่ในพื้นที่ที่ตัวเองมีความถนัดและได้เปรียบมากที่สุด…

วันนี้ญี่ปุ่นอาจจะไม่ได้กลับมาสวมมงกุฎในฐานะผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งที่โลกจดจำ

แต่พวกเขากำลังกลับมาในฐานะสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังและเป็นผู้กุมชะตาของอุตสาหกรรมชิปทั้งโลก

มันคือปรัชญาการทำธุรกิจที่บอกเราว่า ถ้าไม่สามารถเป็นที่หนึ่งในเกมนั้นได้…

เราก็แค่เปลี่ยนสถานะตัวเองให้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่ทุกเกมบนโลกจะขาดไปไม่ได้

และนั่นคือกลวิธีที่ญี่ปุ่นกำลังใช้ยึดอำนาจโลกเทคโนโลยีคืนมาแบบเงียบๆ แต่เด็ดขาดที่สุด…

References : [nikkei,bloomberg,ft,scmp,reuters]

Geek Monday EP312 : ใครฆ่า Meizu? เบื้องหลังการล่มสลายของอดีตมือถือขวัญใจคนไอที

ถ้าเราลองหลับตาแล้วนึกถึงชื่อแบรนด์สมาร์ทโฟนระดับโลกในยุคปัจจุบัน ชื่อแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวคงหนีไม่พ้น Apple , Samsung , Xiaomi , หรือ Huawei แบรนด์เหล่านี้เปรียบเสมือนยักษ์ใหญ่ที่กำลังยึดครองพื้นที่แทบจะทุกตารางนิ้วในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

แต่เชื่อหรือไม่ว่า หากเราย้อนเวลากลับไปเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน มีแบรนด์สมาร์ทโฟนสัญชาติจีนอยู่แบรนด์หนึ่งที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิก เป็นแบรนด์ที่สร้างกระแสความฮือฮาได้ก่อนที่ชื่อของ Xiaomi หรือ Oppo จะเป็นที่รู้จักในวงกว้างเสียอีก

แบรนด์ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้คือ Meizu

เรื่องราวของ Meizu เป็นเสมือนภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของคำว่า “ความโหดร้ายในโลกของธุรกิจเทคโนโลยี” ที่ต่อให้คุณจะเคยเป็นผู้นำตลาด เคยสร้างนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่ถ้าก้าวพลาดเพียงไม่กี่ก้าว คุณก็อาจจะถูกลบเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ได้ทันที

วันนี้เราจะมาเจาะลึกการเดินทางของแบรนด์นี้กัน ตั้งแต่จุดสูงสุดของการเป็นราชาแห่งเครื่องเสียง สู่การสะดุดล้มหัวคะมำจากข้อตกลงทางธุรกิจ และการเกิดใหม่ในร่างของเทคโนโลยี AI และรถยนต์แห่งอนาคต

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/xKhaqA

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/hFVVAK

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/gyhc6p

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/rST0Y2eWh-c

วิกฤต Starbucks? เมื่อ “บ้านหลังที่สาม” กลายสภาพเป็นแค่ “โรงงานกาแฟ”

เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมร้านกาแฟที่เราเคยหลงรัก ถึงให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ย้อนกลับไปในยุค 90s จนถึงช่วงต้นปี 2000 แบรนด์เงือกเขียวอย่าง Starbucks ไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่มสีเข้มในแก้วกระดาษ แต่พวกเขาขายสิ่งที่เรียกว่า “Third Place”

แนวคิดนี้เรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก ถ้าบ้านคือสถานที่แรก และที่ทำงานคือสถานที่ที่สอง ร้านกาแฟแห่งนี้ก็ขอเป็นสถานที่ที่สาม เป็นพื้นที่หลบภัยให้เรามานั่งพักผ่อน คุยงาน หรือใช้เวลากับตัวเอง…

Howard Schultz คือชายผู้ปลุกปั้นวิสัยทัศน์นี้ เขาเปลี่ยนร้านขายเมล็ดกาแฟเล็กๆ ในซีแอตเทิล ให้กลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จากร้านเพียง 17 สาขาในปี 1987 วันที่เขาก้าวลงจากตำแหน่งในปี 2017 บริษัทมีสาขามากกว่า 25,000 แห่งทั่วโลก และกลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมป๊อปอเมริกันไปโดยปริยาย

เสน่ห์ในวันวานคือกลิ่นกาแฟหอมกรุ่น แสงไฟสลัวที่อบอุ่น เก้าอี้บุนวมนุ่มๆ และเสียงเพลงแจ๊สที่คลอเบาๆ มันคือความรู้สึกพรีเมียมที่จับต้องได้

ลูกค้าหลายคนในยุคนั้นจำได้ดีถึงประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้สัมผัสเครื่องดื่มอย่างคาปูชิโน่หรือลาเต้

มันน่าตื่นเต้นมากที่ได้สั่งกาแฟที่ปรับแต่งได้ตามใจชอบทุกกระเบียดนิ้ว

หลายคนยอมจ่ายเงินแพงกว่าร้านฟาสต์ฟู้ดทั่วไป ไม่ใช่เพราะรสชาติกาแฟอร่อยที่สุดในโลก

แต่เพราะบรรยากาศของร้านที่พร้อมต้อนรับให้เรานั่งได้นานเท่าที่ต้องการ

แต่เมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดที่ต้องตอบแทนผู้ถือหุ้นด้วยตัวเลขกำไรที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ปรัชญาดั้งเดิมก็เริ่มถูกสั่นคลอน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบริษัทพยายามสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด นั่นทำให้ภาพของ Starbucks ในประเทศอเมริกาเริ่มเปลี่ยนไป…

ในเมื่อพื้นที่ร้านมีที่นั่งจำกัด ทางเดียวที่จะเพิ่มยอดขายได้คือการเร่งระบายคนให้เร็วที่สุด

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการผลักดันระบบสั่งผ่านแอปพลิเคชันมือถือ และการสร้างรูปแบบร้านที่รับกลับอย่างเดียว ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อความรวดเร็วและปริมาณ

ภาพของบาริสต้าที่เคยยืนยิ้มแย้มทักทายลูกค้า ถูกแทนที่ด้วยพนักงานที่ต้องก้มหน้าก้มตาชงเครื่องดื่มอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับเป็นฟันเฟืองในโรงงานอุตสาหกรรม

เครื่องดื่มสมัยใหม่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งการเพิ่มช็อต เปลี่ยนประเภทนม ใส่ไซรัปสารพัดรสชาติ โรยผงตกแต่ง และราดซอสต่างๆ

เมื่อความซับซ้อนนี้บวกกับออเดอร์ที่ไหลทะลักมาจากทั้งหน้าร้าน ช่องทางไดรฟ์ทรู และแอปพลิเคชัน แรงกดดันมหาศาลจึงตกไปอยู่ที่หลังเคาน์เตอร์…

Zarian Antonio Pouncy บาริสต้าที่ทำงานมานานกว่าทศวรรษ เล่าว่างานที่เคยเป็นศิลปะเริ่มให้ความรู้สึกเหมือนการทำงานของหุ่นยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ

ความคาดหวังที่ต้องทำเครื่องดื่มหลายแก้วให้เสร็จภายในเวลาไม่ถึงนาที ทำให้พนักงานสูญเสียโอกาสในการทำงานอย่างมีความสุข และขาดความเชื่อมโยงกับลูกค้า

ในขณะเดียวกัน ลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านกลับพบกับบรรยากาศที่เปลี่ยนไป

ร้านอาจจะดูโล่ง แต่บนเคาน์เตอร์กลับเต็มไปด้วยแถวของแก้วพลาสติกที่วางรอคนมารับ

วิกฤตโรคระบาดเป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้เสน่ห์ของสถานที่ที่สามจางหายไปอย่างรวดเร็ว

และเมื่อผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ โลกของกาแฟก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ปัจจุบันเราอยู่ในยุคของคลื่นลูกที่สามของกาแฟ ผู้บริโภคมีความรู้และพิถีพิถันมากขึ้น

พวกเขาตั้งคำถามถึงประเทศต้นกำเนิด แหล่งปลูก ระดับการคั่ว และสายพันธุ์ของเมล็ดกาแฟ

แบรนด์คู่แข่งหน้าใหม่ๆ (ในประเทศสหรัฐอเมริกา) อย่าง Blue Bottle Coffee หรือ Blank Street Coffee ต่างนำเสนอประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่า ในบรรยากาศร้านที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงามและทันสมัย

ตัวเลขยอดขายสะท้อนความเป็นจริงนี้ได้ดี เครื่องดื่มเย็นกลายเป็นรายได้หลักถึงเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของบริษัทไปแล้ว

แบรนด์ค่อยๆ เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายไปสู่คนรุ่นใหม่ที่ชอบเครื่องดื่มสีสันสดใส…

ความท้าทายยังไม่หมดแค่นั้น บริษัทยังต้องเผชิญกับปัญหาภาพลักษณ์ ทั้งข้อพิพาทเรื่องการจัดตารางงานที่ไม่เป็นธรรม การประท้วงหยุดงานที่ยืดเยื้อ และกระแสคว่ำบาตร

ในยุคที่ผู้บริโภคเลือกสนับสนุนธุรกิจที่มีค่านิยมตรงกับตนเอง การถือแก้วที่มีโลโก้แบรนด์ยักษ์ใหญ่นี้เดินไปมา อาจไม่ใช่สัญลักษณ์ของรสนิยมที่ดีอีกต่อไปสำหรับคนบางกลุ่ม

ยอดขายที่เคยเติบโตอย่างแข็งแกร่งเริ่มซบเซาและลดลง กำไรหดหายติดต่อกันหลายไตรมาส ราคาหุ้นร่วงลง และเก้าอี้ซีอีโอที่ต้องเปลี่ยนคนถึงสี่ครั้งในรอบสามปี

นี่คือช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของอาณาจักรที่เคยไร้เทียมทาน

คำถามคือ พวกเขาจะยอมปล่อยให้ตำนานนี้ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงไปจริงๆ หรือ…

คำตอบคือไม่ บริษัทยังคงดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเพื่อกอบกู้จิตวิญญาณที่หล่นหายไปกลับคืนมา

Brian Niccol ถูกดึงตัวเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ เขาคือผู้บริหารฝีมือดีที่เคยสร้างผลงานพลิกฟื้นแบรนด์อาหารดังอย่าง Taco Bell และ Chipotle ให้กลับมารุ่งเรือง

ภารกิจแรกภายใต้กลยุทธ์ “Back to Starbucks” คือโครงการยกระดับร้านครั้งใหญ่ เพื่อดึงผู้คนให้กลับมาสัมผัสความอบอุ่นและใช้เวลาในร้านอีกครั้ง

สาขาหลายแห่งในมหานครนิวยอร์กและแคลิฟอร์เนียตอนใต้กำลังถูกแปลงโฉม

เก้าอี้ไม้แข็งกระด้างถูกแทนที่ด้วยเบาะหนังหนานุ่ม โทนสีเขียวสบายตา และการตกแต่งที่ดูคล้ายอพาร์ตเมนต์ส่วนตัว

ร้านรูปแบบที่เน้นการรับกลับอย่างเดียวบางแห่งกำลังจะถูกปิดตัวลง หรือค่อยๆ ปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นร้านกาแฟแบบดั้งเดิมที่มีพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อน

นอกจากสถานที่แล้ว การเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ก็เป็นสิ่งสำคัญ

แก้วเซรามิกสำหรับทานในร้านถูกนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดทอนความรู้สึกเร่งรีบแบบสังคมบริโภคนิยม

พร้อมกันนั้นยังมีแคมเปญที่สนับสนุนให้บาริสต้ากลับมาเขียนข้อความทักทายน่ารักๆ บนแก้วกระดาษ เพื่อสร้างรอยยิ้มและความรู้สึกเป็นคนพิเศษให้กับลูกค้า…

เป้าหมายทั้งหมดนี้คือการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า ในยุคที่ผู้คนโหยหาการปฏิสัมพันธ์และพร้อมจะจ่ายเงินให้กับช่วงเวลาที่มีความหมาย มากกว่าแค่การซื้อสินค้าเพื่อบริโภคแล้วจบไป

แต่นี่ไม่ใช่งานที่สามารถทำสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตึงตัวและพฤติกรรมผู้บริโภคถูกแบ่งแยกด้วยตัวเลือกมากมาย การชักจูงให้คนกลับมามีความภักดีเป็นเรื่องท้าทาย

เทรนด์ของเครื่องดื่มก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ร้านชานมไข่มุกและเครื่องดื่มแนวโซดากำลังดึงดูดเม็ดเงินในกระเป๋าผู้บริโภคไปไม่น้อย การแข่งขันรุนแรงขึ้นในทุกมิติ

ความพยายามรักษาสมดุลระหว่างการรองรับออเดอร์ออนไลน์ที่สร้างรายได้มหาศาล กับการมอบบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้กับลูกค้าหน้าร้าน เป็นโจทย์หินที่ฝ่ายบริหารต้องหาจุดลงตัวให้เจอ

ล่าสุดสัญญาณการฟื้นตัวเริ่มปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว ยอดขายเริ่มทรงตัวและหยุดภาวะเลือดไหล

เมนูใหม่ๆ ตามฤดูกาลและสินค้าคอลเลกชันพิเศษยังคงเรียกกระแสฮือฮาในโซเชียลมีเดียได้ดี

แต่การจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดที่เคยทำได้ในอดีต คงต้องใช้ความพยายามอย่างหนักหน่วง เพื่อพิสูจน์ให้ทั้งลูกค้าและพนักงานเห็นว่าพวกเขาพร้อมที่จะรับฟังและแก้ไขข้อผิดพลาดจริงๆ

ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดของวิกฤตศรัทธาครั้งนี้ อาจเป็นความจริงที่ว่า ไม่ว่าอาณาจักรธุรกิจจะยิ่งใหญ่แค่ไหน หรือระบบอัตโนมัติจะล้ำหน้าเพียงใด

หากคุณหลงลืมความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ซึ่งเป็นรากฐานที่ทำให้ผู้คนตกหลุมรักคุณตั้งแต่แรก

เมื่อนั้นคุณก็อาจสูญเสียวิญญาณของตัวเองไปอย่างไม่มีวันกลับ…

References : [theatlantic, starbucks, cnbc, bloomberg, morningstar]

Geek Story EP615 : ทำไม PHP ถึงฆ่าไม่ตาย? ภาษาโปรแกรมที่ถูกด่ามากมายแต่ขับเคลื่อนครึ่งโลกอินเทอร์เน็ต

ในทุกๆ วันที่เราตื่นขึ้นมาหยิบสมาร์ตโฟน เลื่อนดูฟีด Facebook ค้นหาข้อมูลใน Wikipedia หรือกดสั่งของลงตะกร้าในเว็บไซต์ เราคุ้นเคยกับความรวดเร็วและหน้าตาที่สวยงามของแพลตฟอร์มเหล่านี้ จนบางครั้งเราก็ลืมตั้งคำถามไปว่า เบื้องหลังความสะดวกสบายทั้งหมดนี้ มันถูกขับเคลื่อนด้วยฟันเฟืองแบบไหน

ถ้าเปรียบโลกอินเทอร์เน็ตเป็นเมืองขนาดใหญ่ สิ่งที่เรามองเห็น ไม่ว่าจะเป็นภาพกราฟิกสวยๆ แอนิเมชันลื่นไหล หรือปุ่มกดที่ตอบสนองทันใจ สิ่งเหล่านี้คือส่วนหน้าบ้าน หรือที่วงการเทคโนโลยีเรียกว่า Frontend ซึ่งเปรียบเสมือนตึกระฟ้าที่ถูกออกแบบมาอย่างหรูหรา เพื่อดึงดูดสายตาผู้คน

แต่ตึกที่สูงตระหง่านเหล่านี้จะตั้งอยู่ไม่ได้เลย หากขาดรากฐานที่ฝังลึกอยู่ใต้ดิน นั่นคือระบบหลังบ้าน หรือ Backend ซึ่งเป็นเหมือนห้องเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่คอยรับข้อมูล ซ่อนตัวอยู่ในความมืด และประมวลผลคำสั่งนับล้านล้านครั้งในเสี้ยววินาที

หลายคนอาจจะคิดว่า ห้องเครื่องยนต์ของโลกอินเทอร์เน็ตในยุคนี้ คงจะถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด ซับซ้อนที่สุด หรือถูกออกแบบอย่างรัดกุมโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีวิศวกรระดับหัวกะทินับพันคน

แต่ความจริงกลับกลายเป็นเรื่องตลกร้ายครับ

เพราะหากเราเจาะลึกลงไปดูโครงสร้างของเว็บไซต์ทั่วโลก เราจะพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของเว็บไซต์ทั้งหมดบนโลกอินเทอร์เน็ต ถูกค้ำจุนด้วยรากฐานของภาษาโปรแกรมที่เก่าแก่ มีโครงสร้างที่ถูกนักพัฒนาทั่วโลกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดหลายสิบปี และที่สำคัญที่สุดคือ มันเริ่มต้นมาจากการเป็นแค่เครื่องมือชิ้นเล็กๆ ที่โปรแกรมเมอร์คนหนึ่งเขียนขึ้นมาใช้งานส่วนตัวในห้องนอนเท่านั้น

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/MDmJu8

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/cPe8Oo

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/kyUiLf

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/jzVP2HEAfxQ