เหตุผลใดที่ Elon Musk สามารถกลายเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลกได้

ราคาหุ้นของ Tesla เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 880 ดอลลาร์ในเดือนมกราคมทำให้ Elon Musk เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกด้วยมูลค่าสุทธิ 195 พันล้านดอลลาร์โดยเอาชนะ Jeff Bezos ได้ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์

แต่จากคำกล่าวของมหาเศรษฐี VC Chamath Palihapitiya Musk กำลังจะร่ำรวยขึ้นมาก ในความเป็นจริงเขาจะเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลกได้หากหุ้นของ Tesla เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าของราคาปัจจุบัน Palihapitiya เชื่อว่าอาจเกิดขึ้นได้ เหตุผลที่เขาคิดว่านี่อาจเป็นบทเรียนสำหรับผู้ประกอบการทุกคน

Palihapitiya มีประวัติอันน่าประทับใจ ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้บริหาร Facebook เขาออกไปพบกับ บริษัท ร่วมทุน Social Capital เขาเป็นนักลงทุนรายแรก ๆ ใน Slack and Box และช่วยทำให้ Virgin Galactic เป็น บริษัท มหาชน

แล้วทำไมตอนนี้เขาถึงคิดว่า Musk จะยิ่งร่ำรวยมากขึ้นในอนาคต?  ไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่คุณคาดหวัง ไม่ใช่เพราะ Musk เป็นบุคคลที่มีผู้ติดตามบน Twitter มากกว่า 42 ล้านคนหรือเพราะเขาเป็นอัจฉริยะที่สามารถสอนตัวเองได้เกือบทุกอย่าง

ไม่ใช่ว่าเขาทำงานหนักหรือเพราะเขามีแรงผลักดันอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นคุณสมบัติที่ VC ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับผู้ก่อตั้งก็ตาม

มันง่ายกว่านั้นมาก เป็นเพราะ Tesla กำลังต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Palihapitiya อธิบายในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC “บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกควรเป็นคนที่แก้ไขหรือต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เขากล่าว เขาคิดว่า Tesla เป็นทางออกที่ดีมาหลายปีแล้วเขากล่าว “ต้องใช้เวลาห้าหรือหกปีกว่าที่ทุกคนจะตระหนักถึงสิ่งเดียวกัน”

เขากล่าวว่า Tesla เป็น บริษัท พลังงานแบบกระจายซึ่งนอกจากรถยนต์แล้วยังผลิตแบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์ และ Powerwall ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่ออกแบบมาเพื่อเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ใช้ในภายหลัง “พวกเขากำลังคิดหาวิธีเก็บเกี่ยวพลังงาน วิธีการจัดเก็บและวิธีการใช้เพื่อให้มนุษย์มีประสิทธิภาพสูงสุด” เขากล่าว

อัตราส่วน P / E ของ Tesla สูงกว่า 1,600

อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P / E Ratio) ของ Tesla ที่มีมากกว่า 1,600 แม้ว่าราคาหุ้นของ บริษัท จะลดลงเล็กน้อยเมื่อหน่วยงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติขอให้ บริษัทเรียกคืนรถยนต์รุ่นเก่า 158,000 คันเนื่องจากปัญหาหน้าจอสัมผัสที่ อาจส่งผลต่อความปลอดภัย  

สำหรับนักลงทุนจำนวนมากนั่นจะเป็นการชี้ให้เห็นว่าหุ้นของ Tesla มีมูลค่าสูงเกินไปแล้ว แต่ Palihapitiya ยังคงเชื่อว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอีกมากและเรื่องของพลังงานคือเหตุผลว่าทำไม

“การหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นคือระบบไฟฟ้า” เขาอธิบาย “มีพันธบัตรมูลค่าหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นเงินทุน [ค่าใช้จ่ายในการลงทุน] ซึ่งมีมูลค่าอยู่ภายในโครงสร้างพื้นฐานการผลิตพลังงานของโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไป” เมื่อเป็นเช่นนั้นเขากล่าวว่า “Tesla จะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 2-3 เท่าอีกครั้ง” 

Palihapitiya ได้ทำนายไว้ก่อนหน้านี้ว่ามหาเศรษฐีคนแรกของโลกจะเป็นคนที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” แต่ถ้าไม่ใช่เขา ก็จะเป็นใครคนนึงที่มีความคิดเหมือน Elon Musk เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดทำให้โลกมีความยั่งยืน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่บุคคลเหล่านี้จะได้รับรางวัลเป็นผลตอบแทน”

การช่วยลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญ

และ Palihapitiya มองว่ามีแนวโน้มที่ถูกต้องที่ธุรกิจที่ตอบสนองความท้าทายนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเห็นคุณค่าของพวกเขาในการเติบโตได้ในระยะยาว

สำหรับส่วนตัวเองมองว่าว่า Musk มองปัญหาใหญ่ ๆ ของโลกเราเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงานทดแทน หรือ การเดินทางในอวกาศ ซึ่งล้วนแล้วต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการสร้างฝันของเขาให้สำเร็จขึ้นมาได้

ทั้ง SpaceX , Tesla หรือ SolarCity นั้น เป็นบริษัทที่ล้วนอยู่ในอุตสาหกรรมที่มี Impact ต่อโลกเราอย่างมหาศาล และแน่นอนว่าเมื่อเขามองถึงอนาคต ที่ยังไม่มีใครมองเห็น มันก็จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มหาศาลที่ไม่เคยมีใครมองมันมาก่อนด้วยนั่นเอง

ซึ่งทุกสิ่งที่เขาทำนั้นมีหลายคนเคยปรามาสว่าเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน และไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ Musk ก็ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าแม้จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ หรือ ยากเย็นเพียงใด เขาก็สามารถทำมันให้เห็นผลเป็นประจักษ์ได้สำเร็จ

ผมก็มั่นใจว่า เขาจะกลายเป็นบุคคลสำคัญที่สุด ที่โลกของเราต้องจารึกไว้ ในฐานะนักนวัตกรรม ไม่ต่างจากที่เราเคยเทิดทูน โทมัส เอดิสัน , นิโคลา เทสลา หรือ เฮนรี่ ฟอร์ด และที่สำคัญ Musk ถือเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าผู้คน หันมาสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ๆ และช่วยกันแก้ปัญหาของโลกเราใน Scale ที่ใหญ่ขึ้นเหมือนสิ่งที่ Musk กำลังทำอยู่นั่นเองครับ

แล้วคุณล่ะมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? อย่าลืมคอมเม้นต์กันเข้ามาได้เลยนะครับผม

References : https://www.inc.com/minda-zetlin/elon-musk-trillionaire-tesla-shares-chamath-palihapitiya.html
https://www.youtube.com/watch?v=CyNtwHoXC9w
https://www.cnbc.com/2021/01/13/nhtsa-asks-tesla-to-recall-158716-model-x-s-over-touchscreen-glitch.html

Bitcoin Story ตอนพิเศษ : The Hunt for Satoshi Nakamoto

ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงวันนี้สำหรับ Satoshi Nakamoto ผู้ให้เกิดเนิด Bitcoin ว่าเขาผู้นี้คือใครกันแน่ แล้วเค้าสร้าง Bitcoin ใน version แรกด้วยตัวเขาเองเพียงคนเดียวจริงหรือไม่?

ซึ่งใน profile ของ P2P Foundation นั้น Nakamoto อ้างว่าเขาได้พำนักอยู่ที่ประเทศ ญี่ปุ่น โดยเกิดในวันที่ 5 เมษายน 1975  ซึ่งการคาดเดาเกี่ยวกับตัวเขานั้นส่วนใหญ่จะ focus ไปที่เรื่องของ Cryptography และ เรื่องที่เกี่ยวกับ computer science มากกว่าเรื่องเชื้อชาติ ที่หลาย ๆ คนคาดว่าเขาน่าจะอาศัยจริงอยู่ใน อเมริกาและยุโรป มากกว่า

Satoshi Nakamoto นั้น ได้ทำการสร้าง Bitcoin และทำการ design ส่วนของ reference สำหรับการให้คนอื่นมา implement ต่อ  ซึ่งเค้าได้ทำการสร้าง database ตัวแรกของ blockchain รวมถึงได้ทำการแก้ปัญหาสำคัญของ digital currency คือ การแก้ปัญหาในเรื่อง double-spending 

เอกลักษณ์ของ Satoshi Nakamoto

Nakamoto นั้นไม่เคยที่จะเปิดเผยตัวตนของตัวเองสู่โลกภายนอกแม้กระทั่งในการถกเถียงในเรื่องทางเทคนิคของ bitcoin ก็ตาม เขาก็ไม่เคยเปิดเผยตัวตน

ซึ่งใน P2P Foundation นั้น Nakamoto ได้อ้างว่าตัวเองอายุ 37 ปี เป็นเพศชาย และอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น แต่ผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คนสันนิษฐานว่าเขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น เนื่องจากภาษาอังกฤษที่เค้าใช้สื่อสารนั้นสามารถสื่อสารได้อย่างดีเยี่ยม

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าน่าจะเป็นชาวตะวันตกมากกว่า รวมถึงตัว software ของ bitcoin เองนั้น ก็ไม่ได้มีเอกสารอ้างอิงใด ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นเลย

ซึ่งข้อบ่งชี้ที่สำคัญในเรื่องภาษาอังกฤษของเค้านั้นมาจากการใช้คำศัพท์ที่เป็น British English เช่นการใช้วลี “blood hard” ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในเครือจักรภพ รวมถึง comment ต่าง ๆ ในตัว sourcecode หรือ forum ต่างๆ  ที่เค้าไปตอบคำถามนั้นใช้คำที่เป็น British English ซึ่งหลายๆ  คนเชื่อว่าเค้าน่าจะมีสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งในเครือจักรภพของอังกฤษ

และ Stefan Thomas ซึ่งเป็นหนึ่งในนักพัฒนาซอฟท์แวร์ชาวสวิส ที่อยู่ใน community ของ bitcoin นั้นได้ทำการเก็บข้อมูลในเรื่องของเวลาที่ Nakamoto มา post ความคิดเห็นใน forum มากกว่า 500 ครั้ง ซึ่งผลพบว่า Nakamoto นั้นจะไม่มา post ในช่วงเวลา 5 AM ถึง 11 AM GMT 

ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่าน่าจะเป็นช่วงเวลากลางคืนในประเทศที่ Nakamoto อาศัยอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลานอนของ Nakamoto ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงไม่เห็นกิจกรรมใด ๆ ของ Nakamoto ในช่วงเวลานี้

เป็นที่คาดเดาว่าเขาน่าจะอาศัยอยู่ในช่วง TimeZone ที่เป็น Region UTC-05:00 หรือ UTC-06:00  ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เขาน่าจะอยู่ในเขต อเมริกาเหนือ , อเมริกากลาง , แถวทะเลแคริบเบียน หรือ ทวีปอเมริกาใต้ก็เป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะใช่ในญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

บุคคลที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นตัวจริงของ Satoshi Nakamoto

  1. Nick Szabo

ในปี 2013 blogger ที่ใช้นามว่า Skye Grey ได้ทำการเชื่อมโยง Nick Szabo กับ Bitcoin Whitepaper โดยใช้การวิเคราะห์แบบ stylometric ซึ่ง Szabo เป็นคนหนึ่งที่มีความกระตือรือร้นในเรื่องที่เกี่ยวกับ decentralized currency

เขาได้เผยแพร่บทความเรื่อง “bit gold”  ซึ่งทำให้เค้านั้นถือได้ว่าเป็นปูชนียบุคคลของ bitcoin เลยก็ว่าได้ และเป็นที่รู้กันในวงกว้างอีกอย่างนึงว่า เขาเป็นคนที่ชอบใช้นามแฝง เพื่อปิดบังตัวตนในการให้ความเห็น หรือเขียนบทความต่าง ๆ

Nick szabo
Nick szabo (CR:coincentral.com)

งานวิจัยของ Dominic Frisby นั้นก็มีหลักฐานเชื่อมโยงมากมายระหว่าง Szabo และ Satoshi Nakamoto แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยัน 100% ได้ว่า Satoshi คือ Szabo

โดยเค้าได้ให้ความเห็นไว้ใน RT The Keiser Report  ว่า “มีเพียงชายคนเดียวในโลกนี้ที่ยังมีลมหายใจอยู่ และ มีความรู้เฉพาะเจาะจงในด้านนี้มากที่สุดซึ่งก็น่าจะเป็น Szabo”   

ในขณะที่ Szabo นั้นก็ได้ปฏิเสธ ว่า Satoshi นั้นไม่ใช่เค้าอย่างแน่นอน และเคยชินกับการที่ถูกมองว่าเป็น Satoshi ไปแล้ว รวมถึงสื่อชื่อดังอย่าง New York Times ก็ได้ออกบทความที่กล่าวไว้ว่า “หลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดในการคาดเดาตัวตนของ Satoshi นั้นชี้ไปที่หนุ่มอเมริกันเชื้อสายฮังกาเรียนที่ชื่อ Nick Szabo

2. Dorian Nakamoto 

ในเดือนมีนาคมปี 2014 บทความนิตยสาร Newsweek ที่เขียนโดย Leah McGrath Goodman ได้เขียนวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของ Dorian Nakamoto หนุ่มอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ใน California

ชายผู้ซึ่งมีชื่อในตอนแรกเกิดว่า “Satoshi Nakamoto” ไม่เพียงเฉพาะแค่ชื่อเค้าเท่านั้น แต่มีอีกหลายหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงไปยัง Dorian Nakamoto ว่าเขาคือผู้สร้าง Bitcoin

Dorian Nakamoto
Dorian Nakamoto (CR:coindesk.com)

โดย Dorian Nakamoto นั้นเริ่มเรียนทางด้านฟิสิกส์ที่ Cal Poly University in Pomona หลังจากนั้นเค้าก็ก้าวไปเป็น System Engineer และได้มีโอกาสทำงานด้าน Software Engineer ในบริษัทด้านเทคโนโลยีและข้อมูลทางด้านการเงิน

โดย Nakamoto นั้นได้ถูกปลดออกถึง 2 ครั้งในช่วงต้นปี 1990 ก่อนที่จะมาฝักใฝ่ด้านเสรีนิยมอย่างชัดเจน โดยเขาได้เริ่มกระตุ้นให้ลูกสาวของเค้าเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง

และยังมีการอ้างอิงคำพูดของ Dorian Nakamoto ส่วนนึงที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการฝักใฝ่เสรีนิยมอย่างชัดเจนของเค้า คือ เค้ามีแนวคิดที่ให้ลูกสาวทำธุรกิจเพราะ “ไม่อยากให้อยู่ภายใต้เงื้อมมือของรัฐบาล”

และคำสัมภาษณ์ของ Goodman ที่ถาม Nakamoto ถึงเรื่องของ bitcoin นั้น ในระหว่างการสัมภาษณ์ส่วนตัวแบบสั้น ๆ กับ Nakamoto เขาดูเหมือนจะยืนยันตัวตนของเขาในฐานะผู้ก่อตั้ง bitcoin ด้วยการระบุว่า “ผมไม่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้อีกต่อไป และผมไม่สามารถพูดถึงเรื่องนี้ได้ ตอนนี้มันอยู่ในการดูแลของผู้อื่นแล้ว และผมก็ไม่ได้มีการติดต่อใด ๆ กับทางฝั่ง bitcoin มานานมากแล้ว” 

ซึ่งหลังจากบทความสัมภาษณ์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้ได้รับความสนใจจากสื่อต่าง ๆ เป็นอย่างมาก

แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างการสัมภาษณ์แบบเต็มรูปแบบนั้น Nakamoto ก็ได้ปฏิเสธความเชื่อมโยงของเขากับผู้ก่อตั้ง bitcoin และเขากล่าวว่าไม่เคยได้ยินเรื่องสกุลเงินดังกล่าวมาก่อน และคำสัมภาษณ์ก่อนหน้าที่หลุดออกไปนั้นเขาอ้างว่าตีความคำถามของ Goodman ผู้สัมภาษณ์ผิดไป

3. Hal Finney 

สำหรับ Hal Finney นั้น เป็นหนึ่งในผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ริเริ่ม bitcoin คนแรก ๆ (ที่นอกเหนือจาก satoshi nakamoto) ซึ่งเขานั้นเป็นผู้ใช้งาน bitcoin และคอยช่วยในการทำ File Bug Report รวมถึงมีส่วนในการปรับปรุงพัฒนาตัว software ที่สร้าง Bitcoin มาตั้งแต่ยุคแรก ๆ  โดยมีข้อสังเกตอยู่อย่างนึงว่า เขาอาศัยอยู่ห่างจาก Dorian Nakamoto (ผู้ต้องสงสัยอีกราย) เพียงไม่กี่ block

อ้างอิงจากนักข่าว Andy Greenberg จาก Forbes ที่ได้ปรึกษาไปยังบริษัท Juola & Associates ที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งานเขียน เพื่อทำการเปรียบเทียบตัวอย่างงานเขียนของ Hal Finney กับ Satoshi Nakamoto

Hal Finney
Hal Finney (CR:cryptoglobe)

ซึ่งผลพบว่ามีความใกล้เคียงกันมากอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งทฤษฎีของ Greenberg นั้นได้วิเคราะห์ไว้ว่า Hal Finney นั้นอาจจะใช้ Satoshi Nakamoto เป็นนามแฝงในงานเขียนของเค้า

และการที่เค้ามีที่อยู่ใกล้เคียงกับ Dorian Nakamoto ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เขาได้นำอัตลักษณ์ของ Dorian มาบดบังตัวตันที่แท้จริงของเค้าพร้อมกันไปด้วย เพื่อให้เพิ่มความยากในการตามตัวหา Satoshi Nakamoto ตัวจริง

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ Greenberg ได้มีโอกาสพบกับตัวจริงของ Hal Finney  และได้เห็น email ที่เขียนตอบโต้ระหว่าง Hal Finney กับ Satoshi Nakamoto

และ Hal Finney ยังได้แสดง Bitcoin Wallet ของเขารวมถึง transaction ของ bitcoin ยุคแรก ๆ ที่มีการส่งจาก Nakamoto มาให้เขาซึ่งเขายังไม่ได้ส่งกลับคืนให้ Nakamoto ด้วยซ้ำ

รวมถึงได้ฟังคำปฏิเสธของ Hal Finney ว่าเขาไม่ใช่ผู้ก่อตัง bitcoin และไม่ใช่ Satoshi Nakamoto  ก็ทำให้ Greenberg นั้นพอจะสรุปได้ว่าสิ่งที่ Hal Finney ปฏิเสธนั้นน่าจะเป็นเรื่องจริง

4. Craig Steven Wright

มีหลายหลักฐานที่เชื่อมโยงว่า Craig Steven Wright น่าจะเป็น Satoshi Nakamoto ในวันที่ 8 ธันวาคมปี 2005 นิตยสาร Wired ได้ตีพิมพ์กล่าวถึง Craig Steven Wright อดีตนักวิชาการด้านคอมพิวเตอร์ชาวออสเตรเลียว่า “Craig Steven Wright ผู้คิดค้น Bitcoin หรือ จอมหลอกลวงที่อยากให้เชื่อว่าเป็นเขา” 

และในเวลาเดียวกับ สื่อดังอย่าง Gizmodo ก็ได้ตีพิมพ์เรื่องราวที่มีหลักฐานจาก hacker ที่ทำการ hack บัญชี email ของ Craig Steven Wright โดยอ้างว่า Satoshi Nakamoto คือนามแฝงของ Craig Steven Wright

Craig Steven Wright
Craig Steven Wright (CR:truthvoice)

ซึ่งในวันที่ 9 ธันวาคมปี 2005 หลังจากการเผยแพร่ของ Wired เพียงไม่กี่ชั่วโมง บ้านของ Wright ในเมือง Gordon รัฐนิวเซาธ์เวลส์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 นายบุกเข้าตรวจสอบ รวมถึงที่บริษัทของเขาในเมือง Ryde รัฐนิวเซาธ์เวลส์ก็ได้รับการตรวจค้นโดยตำรวจ

ซึ่งทางการตำรวจออสเตรเลียได้ระบุว่าพวกเขาดำเนินการตรวจค้นบ้นของ Wright เนื่องจากเป็นการร้องขอจากสำนักงานสรรพากรของประเทศออสเตรเลีย

ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับรายงานข่าวของ Wired ที่เกี่ยวกับ Bitcoin ซึ่งจากรายงานของ Gizmodo นั้นพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทด้านภาษีระหว่าง Wright และ ATO (สำนักงานสรรพากรออสเตรเลีย) ซึ่งมีมาหลายปีแล้ว

ในวันที่ 2 พฤษภาคม ปี 2016 Craig Wright ได้ทำการ post บน blog ส่วนตัวของเขา โดยอ้างว่าเขาเป็น Satoshi Nakamoto  ซึ่งบทความสัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี ในวันเดียวกันนั้น ได้ระบุว่า ทางสำนักข่าวได้เห็น ความเกี่ยวข้องของ transaction แรกในการทำธุรกรรมของ bitcoin กับ message ที่ใช้รหัส private key เดียวกันกับที่ตัว Craig Steven Wright กล่าวอ้างถึง

การกล่าวอ้างของ Wright นั้นได้รับการสนับสนุนจาก Jon Matonis อดีตผู้อำนวยการของ Bitcoin Foundation และ นักพัฒนา Bitcoin อย่าง Gevin Andresen ซึ่งทั้งสองนั้นได้พบกับ Wright และได้เห็นหลักฐานที่ใกล้เคียงกับที่สำนักข่าว BBC นั้นได้เห็น

อย่างไรก็ตาม Peter Todd นักพัฒนา Bitcoin ก็ได้กล่าวถึง blog post ของ Wright ว่า หลักฐานในเรื่องการเข้ารหัสที่ Wright กล่าวอ้างนั้น ไม่น่าจะเป็นหลักฐานที่ proof ได้ว่าเขาคือ Satoshi Nakamoto

ซึ่งทาง Bitcoin Core Project ก็ได้ออกแถลงการณ์ออกมาทาง twitter ไปในแนวทางเดียวกัน โดยกล่าวว่า “ในปัจจุบันนั้นยังไม่มีหลักฐานในเรื่องการเข้ารหัสลับที่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะและโดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่มีหลักฐานใดอ้างไปได้ถึงผู้ที่สร้าง Bitcoin” 

และ Jeff Garzik นักพัฒนาอีกราย ก็ได้ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันอีกว่าหลักฐานที่ทาง Wright อ้างถึงนั้น ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงว่าเขาคือ Satoshi Nakamoto รวมถึง Dan Kaminsky นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางด้านคอมพิวเตอร์ ได้สรุปการกล่าวอ้างของ Wright ว่า “เป็นการโกหกโดยเจตนา”

ในเดือนมิถุนายมปี 2016 London Review of Books ได้เผยแพร่บทความ โดย Andrew O’Hagan เกี่ยวกับเรื่องราวในหนังสือของเขาที่ชื่อ “The Secret Life:Three True Stories”

ซึ่งทาง O’Hagan ได้ใช้ช่วงเวลาหลายสัปดาห์ในการพูดคุยกับ Wright  ซึ่งรวมถึงการได้อยู่กับ Wright ในช่วงเวลาที่ Wright ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ อีกทั้ง O’Hagan นั้นยังได้มีโอกาสที่จะสัมภาษณ์บางส่วนของครวบครัวของ Wright เพื่อนร่วมงาน และคนอื่น ๆ อีกหลายคนที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวอ้างของ Wright ว่าเขาคือ Satoshi Nakamoto

ซึ่งมีข้อสังเกตจาก O’Hagan ที่พบว่ามีบริษัทของแคนาดาที่ชื่อ nTrust ที่อยู่เบื้องหลังการกล่าวอ้างของ Wright ในเดือนพฤษภาคม ปี 2016 

นอกจากนี้ O’Hagan ยังชี้ให้เห็นว่า รหัส Private Key ที่ Wright กล่าวอ้างเป็นหลักฐานนั้น เป็นรหัสที่ไม่ถูกต้อง อันเป็นผลมากจากข้อผูกพันทางกฏหมายที่ทำการตกลงไว้กับอีกบริษัทคือ Seychelles Trust ในการ deal กันก่อนหน้านั้น

5.ความเป็นไปได้อื่น ๆ 

ในปี 2011 บทความใน The New Yorker โดย Joshua Davis ได้อ้างถึงตัวตนของ Nakamoto ที่มีโอกาสเป็นไปได้ โดยกล่าวถึง นักเศรษฐศาสตร์ชาวฟินแลนด์ Dr. Vili Lehdonvirta และ นักศึกษาปริญญาโทด้าน Cryptography ที่ชื่อ Micheal Clear ซึ่งทั้งสองก็ได้ปฏิเสธว่าไม่ใช่ Satoshi Nakamoto

ในเดือน ตุลาคม ปี 2011 นักเขียนแนวสืบสวนสอบสวน จาก Fast Company ที่ชื่อ Adam Penenberg ได้อ้างถึงพยานและหลักฐานว่า Neal King , Vladimir Oksman และ Charles Bry อาจจะเป็นตัวจริงของ Satoshi Nakamoto

ซึ่งมีหลักฐานทางด้านสิทธิบัตรของทั้งสามคนที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin และ domain bitcoin.org นั้นได้ทำการจดหลังจากสิทธิบัตรดังกล่าวประกาศใช้ได้เพียงสามวัน อย่างไรก็ตามทั้งสามก็ปฏิเสธการกล่าวอ้างดังกล่าว

ในเดือน พฤษภาคม ปี 2013  Ted Nelson ได้คาดการณ์ว่า Nakamoto คือนักคณิตศาสตร์ชาวญี่ปุ่นชื่อ Shinichi Mochizuki หลังจากที่บทความของ Ted ได้ตีพิมพ์ไปยังหนังสือพิมพ์ The Age ก็ได้กล่าวอ้างว่าถูกปฏิเสธโดย Mochizuki แต่ก็ไม่มีหลักฐานในการปฏิเสธดังกล่าว

ในปี 2013 บทความใน Vice Listed  ได้กล่าวอ้างถึง Gavin Andresen , Jed McCaleb และ Dustin D.Trammell นักวิจัยทางด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ ได้ถูกกล่าวอ้างว่าเป็น Satoshi Nakamo และทั้งหมดก็ได้ปฏิเสธการอ้างถึงดังกล่าว

Gavin Andresen
Gavin Andresen (CR:coindesk.com)

ในปี 2013 นักคณิตศาสตร์ชาว อิสราเอลสองคน คือ Dorit Ron และ Adi Shamir ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหว่าง Nakamoto และ Ross William Ulbricht ซึ่งทั้งสองได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ network ของ bitcoin transaction แต่ Ross ก็ปฏิเสธการกล่าวอ้างดังกล่าว

มีอีกแนวคิดหนึ่งที่ตั้งข้อสังเกตว่า Nakamoto นั้นไม่ใช่คนเพียงคนเดียว แต่อาจจะมีเป็นทีมงานมากกว่า ซึ่ง Laszlo Hanyecz อดีตนักพัฒนา Bitcoin ผู้ซึ่งเคย email ไปหา Nakamoto มีข้อสังเกตว่า code ของ bitcoin นั้นดีเกินไปกว่าที่คนเพียงคนเดียวจะเขียนออกมาได้

Elon Musk
Elon Musk (CR:wikipedia)

สุดท้ายคือในปี 2017 บทความ จากอดีตนักศึกษาฝึกงานใน spaceX ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ของ SpaceX และ CEO ของ Tesla อย่าง Elon Musk เป็น Nakamoto ตัวจริง โดยอาศัยความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคของ Musk และอดีตที่มีความเกี่ยวข้องกับ Paypal ซึ่งเป็นบริการทางด้านการเงินที่ musk เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง  แต่ก็ได้ Elon Musk ก็ได้ปฏิเสธการกล่าวอ้างดังกล่าว

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 : Prologue

References :  en.wikipedia.org , www.financemagnates.com , bitconnect.co , www.azquotes.com , reasonstobitcoin.com , www.economist.com , www.betcoin.ag
https://bitcoinexchangeguide.com/is-bitcoins-satoshi-nakamoto-already-one-of-the-richest-individuals-on-earth/

Geek Talk EP10 : ตามหาความหมายของชีวิตผ่าน Soul สุดยอด Animation จาก Pixar กันเถอะ

Soul ที่เล่าเรื่องของ ‘โจ’ ครูประจำวงดนตรีโรงเรียนมัธยมต้นที่ชีวิตที่ผ่านมาไม่ค่อยเป็นไปตามที่คิดเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่โจสนใจจริงๆคือดนตรี ‘แจ๊ส’ และเขาทำมันได้ดี

แต่ตอนนี้ความฝันเดิมของเขากำลังจะจบลง เพราะโจกำลังจะกลายเป็นครูประจำ นี่จึงเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่และเป็นครั้งสุดท้ายว่าจะยังวิ่งตามความฝันอยู่ไหม เมื่อจู่ๆศิษย์เก่าของโจติดต่อมาให้เขาไปขึ้นเล่นกับโดโรธี

นักร้องผู้ที่โจเฝ้าฝันอยากจะเล่นด้วยมานานแสนนาน แต่เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก เมื่อจู่ๆโจก็เดินตกท่อและจิตได้ไปยังโลกหลังความตายเสียแล้ว การเดินทางในโลกวิญญาณเพื่อหาทางกลับบ้านจึงได้เริ่มขึ้น

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
http://bit.ly/38MH6aC

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2m0PTzR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/FedSbiWO2Qk

The Line กับแนวคิดการสร้างเมือง Zero Carbon ยุคใหม่ของซาอุดิอาระเบีย

ซาอุดีอาระเบียได้เปิดตัวโครงการเมืองไร้คาร์บอนแห่งใหม่ล่าสุดชื่อว่า “The Line” ซึ่งจะเป็นมหานครที่ใช้แนวคิดแบบใหม่ โดยจะมีการสร้างเป็นเส้นตรงยาวกว่าร้อยไมล์ ไม่มีรถยนต์ ไม่มีถนน และการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์

เมืองแนวคิดใหม่นี้ตามคำแถลงของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดบินซัลมานมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย จะสามารถรองรับประชากรได้หนึ่งล้านคนจากทั่วโลก

เมืองใหม่นี้จะมีการพัฒนาเป็นครั้งแรกที่ NEOM โซนธุรกิจพลังงานในทางตะวันตกเฉียงเหนือของซาอุดีอาระเบียที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเลิกพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก  ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์

ซาอุดิอาระเบียกำลังคิดสร้างสิ่งต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดวงจันทร์เทียม ฝนเทียม หุ่นยนต์เช่น The Wall Street Journal รายงานในปี 2019 รวมถึงแผนการสำหรับสร้างเมืองรองรับมนุษย์ที่ได้รับการแก้ไขยีนด้วยเทคโนโลยีอย่าง CRISPR,

ทุกอย่างใน The Line จะ “เดินจากบ้านไม่เกินห้านาที” บินซัลมาน กล่าว ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเดินทางในเมืองที่ยาว 100 ไมล์ได้อย่างไร แต่บินซัลมานกล่าวว่า การเดินทางจากปลายด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งจะใช้เวลาเพียง 20 นาที

ต้องขอบคุณ “The Spine” ระบบขนส่งสุดไฮเทคที่เชื่อมต่อโมดูลต่างๆของเมืองนี้ ซึ่งรวมถึง “การขนส่งความเร็วสูง” และ “การขนส่งด้วย AI ที่จะเปิดใช้งาน” ตามเอกสารที่เป็นทางการ

“จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเมืองต่างๆ ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องพลเมืองของตน” บินซัลมานกล่าว “หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมืองต่างๆให้ความสำคัญกับเครื่องจักร รถยนต์และโรงงานมากกว่าผู้คน”

บินซัลมานยังให้เหตุผลว่าในเมืองที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ผู้คนต้องเสียเวลาในการเดินทางเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยสังเกตว่าภายในปี 2050 แนวโน้มดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และด้วยการเดินทางผู้คนจำนวนมากขึ้นจะเสียชีวิตจากมลภาวะที่เกิดขึ้น

การมีทุกอย่างอยู่ห่างออกไปไม่เกิน 5 นาทีจะช่วยลดอุบัติเหตุจราจรร้ายแรงได้เช่นกัน เจ้าชายกล่าว

แผนดังกล่าวพบกับความสงสัยมากมายทางออนไลน์โดยบางคนเรียกมันว่าความพยายามที่ว่างเปล่าในการดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศ

“ทุกอย่างเกี่ยวกับ NEOM ดูเหมือนว่ามันเป็นความฝันของเจ้าชายซาอุดีอาระเบียที่ดูหนังไซไฟแล้วพูดว่า ‘มันดูดีเอาเงินไปสร้างมันเลยแสนล้านเหรียญ’ ” Gregg Carlstrom ผู้สื่อข่าว The Economist เขียนในทวีต

แต่ผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนส่วนใหญ่ยังชี้ให้เห็นถึงเรื่องปัญหาสองมาตรฐานที่เกิดขึ้นในประเทศซาอุดิอาระเบีย

“LINE เป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดของโมฮัมเหม็ดบินซัลมานในการเปลี่ยนโฉมโครงการ NEOM ที่ล้มเหลวของซาอุดิอาระเบีย” รีเอ็ม อับเดลลาติฟ ผู้สนับสนุนสิทธิสตรีทวีต “หลังจากเผชิญกับความท้าทายจากชนเผ่าในท้องถิ่นและไม่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ [โมฮัมเหม็ดบินซัลมาน] ก็ใช้กลอุบายเก่า ๆ อีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เน่าเฟะ”

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย แต่การก่อสร้างจะเริ่มในต้นปี 2021 และคาดว่าจะมีการอัดฉีดเงิน 48,000 ล้านดอลลาร์ให้กับเศรษฐกิจในท้องถิ่นรวมถึงการจ้างงานกว่า 38,000 ตำแหน่ง

References : https://www.reuters.com/article/us-saudi-neom-project/saudi-crown-prince-launches-zero-carbon-city-in-neom-business-zone-idUSKBN29F0L8
https://www.wsj.com/articles/a-princes-500-billion-desert-dream-flying-cars-robot-dinosaurs-and-a-giant-artificial-moon-11564097568
https://whatistheline-newsroom.neom.com/the-line-launch-media-kit-361021
https://www.specialarabia.com/en/details/Saudi-Arabia-Announces-Building-A-Zero-Carbon-City

Bitcoin Story ตอนที่ 10 : The End of the Beginning

ช่วงฤดูร้อนของปี 2014 เป็นจุดสิ้นสุดของการพัฒนาส่วนแรกของ Bitcoin ซึ่งบริษัทที่เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาครั้งแรกของ Bitcoin และนำไปสู่ปรากฏการณ์ระดับโลกนั่นคือ Mt. Gox ได้ล่มสลายไปตามชะตากรรมของ Silk Road และ BitInstant

ความล้มเหลวอย่างมากของ Mt Gox สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อผลประโยชน์สาธารณะและความเชื่อมั่นใน Bitcoin มากกว่าความล้มเหลวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ก่อนหน้านี้

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับ Bitcoin ได้เกิดขึ้นแล้ว และถึงกระนั้น Bitcoin เองก็ยังไม่ตาย

สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่เริ่มสำรวจเทคโนโลยีตอนนี้เงียบหายไปมากและยังคงเป็นเช่นนั้นมาจนถึงปี 2014 Mt. Gox ทำให้ บริษัทหลายแห่งกังวลใจที่จะเชื่อมโยงตัวเองกับ Bitcoin ในทางใดทางหนึ่ง

แต่ต้องบอกว่าทีมงานเบื้องหลังของพวกเขาไม่ได้หยุดแต่อย่างใด Goldman Sachs และ JPMorgan ไม่เพียงแต่ไม่ยุบกลุ่มทำงาน Bitcoin เท่านั้น แต่มีการสรรหาผู้เชี่ยวชาญใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และธนาคารอื่น ๆ ก็ได้สร้างกลุ่มทำงานเกี่ยวกับ Bitcoin ของตนเองขึ้นมาเช่นเดียวกัน

จากข้อมูลที่รั่วไหลออกมาชี้ให้เห็นว่า บริษัท ยักษ์ใหญ่อื่น ๆ เช่น IBM กำลังสำรวจว่าพวกเขาจะสามารถใช้ประโยชน์จากวิธีการใหม่ในการเก็บบันทึกที่จัดทำโดยบัญชีแยกประเภทแบบกระจายอำนาจของ Bitcoin ซึ่งเป็น blockchain ได้อย่างไร

ฝาแฝด Winklevoss ได้เริ่มสร้าง บริษัท Bitcoin ใหม่อย่างเงียบ ๆ ที่โต๊ะทำงานด้านหลังสำนักงานในแมนฮัตตันของ Winklevoss Capital

เป้าหมายของพวกเขาคือการสร้างการแลกเปลี่ยน Bitcoin รูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากแนวคิดเดิมของ Roger Ver แต่เป็นการผูกมิตรกับกลุ่มทางการเงินขนาดใหญ่อย่าง Goldman และ Citibank แทน

หลังจากทำงานอย่างหนักมาหนึ่งปีพี่น้อง Winklevoss ได้เปิดตัวแพล็ตฟอร์มการแลกเปลี่ยน Bitcoin ใหม่ที่มีนามว่าว่า Gemini

สองพี่น้องกับแพล็ตฟอร์มใหม่ที่มาด้วยแนวคิดใหม่อย่าง Gemini
สองพี่น้องกับแพล็ตฟอร์มใหม่ที่มาด้วยแนวคิดใหม่อย่าง Gemini (CR:Currency.com)

โดย Cameron และ Tyler กล่าวว่าพวกเขาหวังว่าจะเป็นบริษัทแรกที่ได้รับ BitLicense จากหน่วยงานกำกับดูแลของนิวยอร์ก เพื่อให้พวกเขาสามารถเปิดบริการให้กับลูกค้าทั่วประเทศได้

Erik Voorhees กล่าวว่า BitLicense เป็นการทรยศต่อ Bitcoin ทั้งหมด แต่ฝาแฝดต่างก็มีความสุขมากที่ได้เป็นพันธมิตรกับกลุ่มเหล่านี้ เพราะพวกเขาเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ Bitcoin ต้องการเพื่อให้สามารถขยายได้ในอนาคต

บางสิ่งบางอย่างได้เผยให้เห็นชะตากรรมของสาวกรุ่นแรก ๆ ของ Bitcoin ตัวของ Ross Ulbricht ได้รับการช่วยเหลือจากนักลงทุน Bitcoin รุ่นแรก ๆ หลายคนเช่น Roger Ver ผู้ซึ่งเข้ามาช่วยจ่ายเงินในเรื่องการดำเนินคดีทางกฏหมายให้กับเขา

องค์กรที่ Mark, Roger และ Charlie ได้สร้างขึ้น ได้ช่วยให้ Bitcoin เข้าสู่กระแสหลัก คือ Bitcoin Foundation พังทลายลงเมื่อพวกเขาต้องแยกทางกันไปตามทางเดินใหม่ของตนเอง

แทนที่จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในแรงบันดาลใจเชิงอุดมคติของโลก Bitcoin การสลายตัวของ Bitcoin Foundation ได้ปูทางไปสู่ความเป็นมืออาชีพในอุตสาหกรรมมากขึ้น

บริษัท ร่วมทุน Andreessen Horowitz และนักลงทุนรายใหญ่อีกสองสามรายช่วยกันจัดตั้ง Coin Center ในวอชิงตันดีซีเพื่อให้ความรู้และล็อบบี้หน่วยงานกำกับดูแลและผู้ออกกฎหมาย และศูนย์นี้ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองอย่างรวดเร็วในฐานะเสียงของชนชั้นสูงใหม่ใน Bitcoin

Gavin Andresen ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับค่าตอบแทนจาก Bitcoin Foundation ได้ย้ายไปทำงานที่ MIT Media Lab ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการริเริ่มสกุลเงินดิจิทัลของตนเอง

Gavin ยังคงทำงานต่อจากสำนักงานที่บ้านของเขาในภาคกลางของรัฐแมสซาชูเซตส์ นักพัฒนาหลักอีกสามคนเข้าร่วมงานกับสตาร์ทอัพชื่อ Blockstream ซึ่งทำงานเกี่ยวกับแอพพลิเคชั่นเชิงพาณิชย์สำหรับ Bitcoin

แต่ต้องบอกว่าสิ่งที่ทำให้เหล่านายธนาคารหลงใหล Bitcoin นั้นกลับเป็นเทคโนโลยี Blockchain ที่อยู่เบื้องหลังของ Bitcoin ต่างหาก ไม่ใช่ตัวของ Bitcoin เอง

ผู้บริหารจาก Citibank, Santander และ BBVA รวมถึงคนอื่น ๆ กล่าวว่าพวกเขาไม่เห็นขีด จำกัดของศักยภาพของบัญชีแยกประเภทที่กระจายอำนาจซึ่งช่วยให้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ถูกกว่าและรวดเร็วกว่าทุกประเภทที่มีอยู่ในปัจจุบัน

UBS และ Barclays ตั้งห้องปฏิบัติการ Blockchain โดยเฉพาะในลอนดอนซึ่งพวกเขาได้ทดลองวิธีเชื่อมโยงกับธนาคารอื่น ๆ บนระบบ Blockchain เพื่อทำธุรกรรมขนาดใหญ่ 

โครงการนี้ค่อนข้างเหมือนซอฟต์แวร์ที่ Nasdaq สร้างขึ้นเพื่อบันทึกและดำเนินการซื้อขายหุ้น แต่ตอนนี้มีการพูดถึงการใช้ blockchain ในรูปแบบต่างๆเพื่อจัดการธุรกรรมทางการเงินทุกประเภทในโลก

ในการรวมตัวกับผู้บริหารของ Wall Street ในช่วงฤดูร้อนปี 2015 มีคำกล่าวที่ว่า “คุณควรจะใช้เทคโนโลยีนี้อย่างจริงจังเท่ากับที่ใช้ในการพัฒนาอินเทอร์เน็ตในช่วงต้นทศวรรษ 1990” 

กลุ่ม Wall Street สนใจเทคโนโลยีเบื้องหลัง Bitcoin อย่าง Blockchain
กลุ่ม Wall Street สนใจเทคโนโลยีเบื้องหลัง Bitcoin อย่าง Blockchain

แต่ความคิดที่ว่าแนวคิดของ blockchain ที่แยกออกจาก Bitcoin สกุลเงินเสมือนดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไร้สาระสำหรับผู้สนับสนุน Bitcoin มาอย่างยาวนาน

กลุ่มคนใน Silicon Valley มองว่า Bitcoin เป็นสิ่งที่ให้แรงจูงใจสำหรับผู้คนใหม่ ๆ ในการรักษา Blockchain และป้องกันการโจมตี ซึ่งหากคิดเหมือนกลุ่ม Wall Street การที่ blockchain ที่ดูแลโดยธนาคารเพียง 20 แห่งนั้นง่ายกว่ามากในการถูกโจมตี

การถกเถียงกันเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานนี้ Blockchain ที่ทรงพลังจำเป็นต้องใช้สกุลเงินเสมือนเช่น Bitcoin หรือไม่ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ยังดึงดูดผู้เข้าร่วมจากธนาคารกลางรวมถึง Federal Reserve และ Bank of England ให้มาพินิจพิเคราะห์กับเทคโนโลยีของ Blockchain

รวมถึงความเป็นไปได้ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของพวกเขาที่สกุลเงินต่างๆ ของตนเอง จะถูกสร้างและบันทึกในบัญชีแยกประเภทแบบกระจายอำนาจในท้ายที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาก็ต่างชอบความคิดที่ว่าเงินทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ผ่านความมหัศจรรย์ของการเข้ารหัสนั่นเองครับผม

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ Bitcoin จาก Blog Series ชุดนี้

จากเรื่องราวของ Bitcoin ใน Series ชุดนี้ ต้องบอกว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของการก่อกำเนิดขึ้นของเทคโนโลยีการเงินที่กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญกับโลกเรามากยิ่งขึ้นในยุคปัจจุบัน

ด้วยความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังทำให้เรื่องของ Bitcoin นั้นถูกนำไปใช้ในทางผิด ๆ หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแชร์ลูกโซ่ หรือ การหลอกลวงให้ลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ที่เราได้เห็นผ่านข่าวที่ผ่านมาในอดีต

ซึ่งบทส่งท้ายนั้นเราจะได้เห็นถึงแนวคิดของสองพี่น้อง winklevoss ที่ต้องการให้รูปแบบธุรกิจของพวกเขานั้นผ่านการรับรองจากหน่อยงานภาครัฐมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันมาจากปัญหาในอดีตจากการล่มสลายของ Mt.Gox แม้จะถูกมองว่าเป็นการทรยศต่อแนวคิดหลักของ Bitcoin ที่ Satoshi Nakamoto ได้ออกแบบขึ้นเพื่อไม่ให้มีตัวกลาง ที่จะกลายเป็นระบบการเงินในอุดมคติ

แต่การพัฒนาของเทคโนโลยีก็ได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เหล่าธนาคารชั้นนำหรือกลุ่มการเงินใน Wall Street เองก็เริ่มยอมรับเทคโนโลยีเบื้องหลังของ Bitcoin อย่าง Blockchain เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

หรือในไทยเองแพล็ตฟอร์มการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิตอลที่เกิดขึ้นมากมาย ก็เริ่มได้รับการรับรองจากกลต. หรือหน่วยงานของรัฐมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนใหม่ ๆ ที่เข้ามาสนใจในการลงทุนมากยิ่งขึ้น นอกจากเพียงแค่เข้ามาเพราะเห็นถึงการพุ่งทะยานของราคาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แต่ต้องบอกว่าสุดท้าย Bitcoin มันก็ไม่ได้แตกต่างจากการลงทุนรูปแบบอื่นที่โลกเราได้สรรค์สร้างขึ้นมา ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมดก็แทบไม่ต่างจากรูปแบบการลงทุนอย่างอื่นที่เคยมีมาในอดีต

มีเพียงชนชั้นนำเล็ก ๆ เพียงไม่ถึง 1% ที่ร่ำรวยจากโลกการเงินแนวคิดใหม่นี้ ในขณะที่ 99 เปอร์เซ็นต์นั้นก็เป็นคนจนเหมือนเคย หรือไม่ก็ล้มละลายไปเลยจาก Case ตัวอย่างของ Mt.Gox

ย้อนกลับไปที่แนวคิดตั้งต้น Bitcoin ได้สัญญาว่าจะกระจายผลประโยชน์ให้กับผู้ใช้ทุกคน แต่ในปัจจุบัน มูลค่าของเศรษฐกิจใน Bitcoin เป็นของคนไม่กี่คนที่ร่ำรวยขึ้นมา

การเกิดขึ้นของเหรียญใหม่ส่วนใหญ่ที่ออกในแต่ละวันถูกรวบรวมโดยกลุ่มเหมืองแร่ขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งถ้ามองว่า Bitcoin คือแนวคิดของโลกการเงินแบบใหม่ แต่ถึงวันนี้มันก็ได้พิสูจน์ในระดับนึงแล้วว่า มันไม่ได้แตกต่างจากโลกการเงินหรือการลงทุนแบบเก่า ๆ ที่เราเคยเห็นกันในอดีตเลยนั่นเองครับผม

–> อ่านตอนพิเศษ : The Hunt for Satoshi Nakamoto

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 : Prologue

รวม Blog Series ที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

Credit แหล่งข้อมูลบทความ