Geek Story EP642 : ทำไม “เพจเจอร์” ถึงยังไม่ตาย? ความลับในยุค 5G ที่คุณอาจไม่เคยรู้

ลองจินตนาการดูสิครับว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีแอปพลิเคชันแชท เวลาเกิดเหตุคอขาดบาดตาย เราจะตามตัวกันอย่างไร

ย้อนกลับไปในยุคเก้าศูนย์เสียงที่ทรงอิทธิพลที่สุดไม่ใช่เสียงเรียกเข้าของ iPhone แต่มันคือเสียง “ปิ๊บๆ” ของกล่องพลาสติกสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เราเรียกกันว่า Pager

สำหรับหลายคน มันคือแฟชั่นไอเทมสุดคูล คือตำนานการโทรหา Call Center เพื่อฝากข้อความจีบกัน และเป็นเทคโนโลยีที่ดูเหมือนจะสูญพันธุ์ไปแล้วตั้งแต่มือถือเครื่องแรกกำเนิดขึ้น

แต่เชื่อไหมครับว่า ในยุคที่เราใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วระดับ 5G นั่งดูหนัง 4K กันผ่านมือถือ… เครื่องมือสื่อสารที่ดูตกยุคชิ้นนี้ กลับยังมีลมหายใจ และกำลังถูกใช้งานอย่างหนักในสถานที่ที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย อย่างเช่น “โรงพยาบาล”

ทำไมเทคโนโลยีที่ทำได้แค่ส่งเสียงเตือนและโชว์ตัวอักษรสั้นๆ ถึงสามารถเอาชนะสมาร์ทโฟนสุดล้ำได้ในนาทีวิกฤต Pager รอดพ้นจากความตายทางเทคโนโลยีมาได้อย่างไร

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/1HLiGh

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/CkOk9d

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/CNGt9i

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/yPiHaPIEJlg

อวสาน “Made in Japan” ทำไมญี่ปุ่นถึงไม่ใช่ราชาแห่งโลกเทคโนโลยีอีกต่อไป?

ลองจินตนาการย้อนกลับไปเมื่อประมาณสามสิบหรือสี่สิบปีก่อน

หากเราเดินเข้าไปในบ้านของใครสักคน สิ่งแรกที่เราจะเห็นโดดเด่นอยู่ในห้องนั่งเล่นหรือห้องครัวคืออะไร…

แน่นอนว่าต้องเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโลโก้แบรนด์อย่าง Sony, Panasonic, Toshiba หรือ Sharp ประทับอยู่อย่างชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์จอแก้ว เครื่องเล่นวิทยุ เครื่องเล่นวิดีโอเทป หรือแม้แต่ไมโครเวฟและตู้เย็น

ในยุคสมัยนั้น สินค้าเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น ถือเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพระดับสูงสุด

คำว่า “Made in Japan” เปรียบเสมือนเครื่องการันตีถึงความล้ำสมัยและความน่าเชื่อถือที่ไม่มีใครในโลกเทียบเคียงได้

ผู้คนทั่วโลกต่างแห่กันไปซื้อสินค้าเหล่านี้มาไว้ครอบครอง แม้ว่าป้ายราคาจะสูงกว่าคู่แข่งในตลาด

แต่ผู้บริโภคก็เต็มใจจ่ายเงินเพื่อแลกกับภาพลักษณ์ของความเหนือระดับและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในยุคนั้น

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบัน หากเราก้มมองสมาร์ตโฟนที่อยู่ในมือ หรือมองดูโทรทัศน์จอแบนอัจฉริยะที่ตั้งอยู่ในห้องนั่งเล่น โลโก้แบรนด์ที่คุ้นเคยเหล่านั้นหายไปไหน…

ชื่อแบรนด์ที่เคยยิ่งใหญ่กลับถูกแทนที่ด้วยบริษัทจากสหรัฐฯ หรือ เกาหลีใต้ คำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของญี่ปุ่นที่เคยครองโลก ตกต่ำลงถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

บริษัทอย่าง Sony และ Sharp หลงทางไปตอนไหน และพวกเขาจะมีโอกาสกลับมาทวงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่ในทศวรรษนี้ได้อีกหรือไม่ เรื่องราวนี้มีที่มาที่ไปที่น่าติดตามอย่างมาก…

เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปในช่วงที่สงคราม WWII สิ้นสุดลง ในเวลานั้นประเทศเป็นผู้พ่ายแพ้สงคราม บ้านเมืองและโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลายล้างอย่างหนักหน่วง

เมืองใหญ่อย่าง Tokyo รวมถึง Hiroshima และ Nagasaki ถูกเผาทำลายจนกลายเป็นเถ้าถ่าน อุตสาหกรรมพังทลาย และประเทศต้องอยู่ภายใต้การยึดครองของทหารอเมริกันเกือบล้านนายจนถึงปี 1952

เมื่อมองจากจุดนั้น แทบไม่มีใครเชื่อว่าประเทศที่เหลือแต่ซากปรักหักพัง สิ้นหวัง และบอบช้ำ จะสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือความมหัศจรรย์…

เพียงสามสิบปีต่อมา เศรษฐกิจของญี่ปุ่น กลับพลิกฟื้นและก้าวขึ้นสู่อันดับสองของโลก เป็นรองเพียงแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับประชาคมโลกเป็นอย่างมาก

ในช่วงปี 1950 ถึง 1973 เศรษฐกิจของพวกเขาเติบโตเร็วกว่าสหรัฐอเมริกาถึงสองเท่าครึ่ง ขนาดเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงทศวรรษ 1960 ภายในระยะเวลาเพียงแค่เจ็ดปีเท่านั้น

พวกเขาผ่านการเปลี่ยนแปลงจากความยากจนข้นแค้นไปสู่ความมั่งคั่งมหาศาล และกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างเต็มภาคภูมิ

เบื้องหลังความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้มาจากระบบการศึกษาที่ยอดเยี่ยม ซึ่งช่วยผลิตแรงงานที่มีความรู้ มีระเบียบวินัย และมีความทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างมหาศาล

อีกปัจจัยสำคัญคือบทบาทของภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ที่เข้ามาเป็นแกนนำในการสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

รัฐบาลทำหน้าที่ควบคุมการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ นำมาวิเคราะห์ พัฒนาต่อยอด และทำให้มีราคาถูกลงเพื่อกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด…

ยุค 1970 และ 1980 จึงกลายเป็นยุคทองของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ความเร็วในการพัฒนาและนวัตกรรมที่ล้ำหน้าล้วนอยู่ข้างบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น

พวกเขาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโลก การปฏิวัติวงการเครื่องเสียงเริ่มต้นจากเครื่องเล่นพกพา Walkman ของ Sony ซึ่งเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนในการฟังเพลงไปตลอดกาล

ในวงการวิดีโอเกม เครื่องเล่น PlayStation ของ Sony และเครื่องเกมจาก Nintendo ได้เข้ามาพลิกโฉมวงการ ทำให้การเล่นเกมกลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักระดับโลก

โลกของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่เคยมีแต่กล่องสี่เหลี่ยมสีเบจจืดชืด ก็ถูกพลิกโฉมให้มีความสวยงามและหรูหราด้วยคอมพิวเตอร์ตระกูล Vaio ของ Sony ที่ทุกคนอยากเป็นเจ้าของ

พฤติกรรมการรับชมโทรทัศน์ของคนทั่วโลกก็ถูกยกระดับด้วยหน้าจอคุณภาพสูงจาก Panasonic, Sony, Hitachi และ Sharp ธุรกิจเหล่านี้เปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง

พวกเขาเข้าไปนั่งอยู่ในใจของผู้บริโภค และเป็นแบรนด์อันดับแรกที่ทุกคนนึกถึงเมื่อต้องการซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าบ้าน แต่ความสำเร็จนี้ก็อยู่ได้ไม่ถาวร…

เมื่อบริษัทเหล่านี้เคยยิ่งใหญ่และไร้เทียมทาน แล้วเกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกเขาถึงก้าวพลาดและสูญเสียบัลลังก์ให้กับคู่แข่งหน้าใหม่ในตลาดโลก

จุดพลิกผันที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก ที่พัดผ่านจากยุคที่เน้นการผลิตฮาร์ดแวร์ไปสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์อย่างรวดเร็ว

อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเริ่มถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเพราะพวกเขาขาดความสนใจ และไม่ได้ให้คุณค่ากับการพัฒนาด้านซอฟต์แวร์เท่าที่ควรจะเป็น

หากเรามองย้อนกลับไป กรอบความคิดนี้ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก ฮาร์ดแวร์คือสิ่งที่ช่วยกอบกู้ประเทศของพวกเขาจากซากปรักหักพังหลังสงครามจนกลับมายิ่งใหญ่

ฮาร์ดแวร์คือสิ่งที่สร้างผลกำไรมหาศาล และผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไปสู่จุดสูงสุดในช่วงปี 1980 และ 1990 ก่อนที่ฟองสบู่เศรษฐกิจจะแตกสลาย…

ในอดีตนั้น ฮาร์ดแวร์มักจะถูกสร้างขึ้นมาก่อนจนเสร็จสมบูรณ์ แล้วซอฟต์แวร์ถึงจะถูกเขียนขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานในภายหลัง ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลในยุคนั้น

แต่ในโลกยุคใหม่ อุปกรณ์ที่จะประสบความสำเร็จได้ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จะต้องถูกพัฒนาไปพร้อมกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน

ปัญหาที่ฝังรากลึกอยู่ในองค์กรคือวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม กระบวนการตัดสินใจ และทิศทางการลงทุน ที่ยังคงมองว่าซอฟต์แวร์เป็นเพียงส่วนประกอบรอง

ในบริษัทไอที วิศวกรซอฟต์แวร์มักจะถูกมองว่ามีสถานะหรือความสำคัญน้อยกว่าวิศวกรสายฮาร์ดแวร์อย่างวิศวกรไฟฟ้า หรือวิศวกรเครื่องกลอย่างเห็นได้ชัด

ในปี 2006 อดีตประธานของ Sony เคยอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า บริษัทไม่ได้ดึงวิศวกรซอฟต์แวร์เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้น

วิศวกรฮาร์ดแวร์จะเป็นผู้ริเริ่มสร้างผลิตภัณฑ์ก่อน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะในบริษัทที่มีระบบการจ้างงานตลอดชีพ คนที่อายุมากกว่าจะอยู่ในตำแหน่งสูงสุด

คนกลุ่มนี้เติบโตมาในยุคที่ฮาร์ดแวร์เป็นใหญ่ ส่วนวิศวกรซอฟต์แวร์ที่อายุน้อยกว่าจะอยู่ล่างสุด และเสียงของพวกเขาก็มักจะส่งไปไม่ถึงผู้บริหารระดับสูง…

สิ่งนี้สร้างช่องว่างระหว่างวัยและกรอบความคิดที่ทำให้บริษัทขยับตัวได้ช้า ในขณะเดียวกัน บริษัทเหล่านี้ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง

ทศวรรษ 1990 ถูกขนานนามว่าเป็นทศวรรษที่หายไป ภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักและฟองสบู่แตกนำไปสู่วิกฤตที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นทำให้สินค้าส่งออกมีราคาแพงขึ้น ในเวลาเดียวกัน ประเทศอย่างจีนก็เริ่มผงาดขึ้นมาเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนของโลก

ธุรกิจจำนวนมากย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำ รูปแบบการผลิตของโลกเปลี่ยนไป ทำให้อัตรากำไรของผู้ผลิตดั้งเดิมลดลงอย่างน่าใจหาย

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ความล้มเหลวในการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ด้วยซอฟต์แวร์ก็เริ่มแสดงผลกระทบที่ชัดเจน ลองเปรียบเทียบภาพร้าน Apple กับร้าน Sony ในอดีตดู…

ร้านของ Sony เต็มไปด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าล้ำสมัยนับร้อยชนิด ทั้งเครื่องเล่นเพลง กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์ แต่ละชิ้นทำงานแยกจากกันอย่างสิ้นเชิง

ในขณะที่ Apple มองเห็นว่ายุคสมัยของการขายเพียงแค่ตัวสินค้ากำลังจะผ่านพ้นไป อนาคตจะถูกกำหนดโดย ecosystem ของผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงถึงกัน

คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปสามารถซิงค์ข้อมูลกับโปรแกรมฟังเพลง และเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซอฟต์แวร์ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ

นี่คือจุดที่ยักษ์ใหญ่ดั้งเดิมมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย และความเสื่อมถอยนี้ก็เห็นได้ชัดเจนที่สุดในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ที่พวกเขาเคยเป็นเจ้าตลาด…

ในยุคที่ทีวีจอตู้ยังเป็นมาตรฐานโลก โทรทัศน์ตระกูล Trinitron ของ Sony มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดและเป็นมาตรฐานที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากครอบครอง

แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีจอแบน ผู้ผลิตดั้งเดิมกลับปรับตัวได้ช้า ในขณะที่คู่แข่งจากเกาหลีใต้อย่าง Samsung และ LG กลับมองเห็นโอกาสทอง

พวกเขามุ่งเน้นไปที่การผลิตทีวีจอแบนที่มีคุณภาพสูง อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ล้ำสมัย และที่สำคัญที่สุดคือการตั้งราคาที่สามารถแข่งขันเจาะตลาดได้อย่างดุดัน

พวกเขาค่อยๆ แย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็ก้าวข้ามคู่แข่งรายเดิมไป และกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ระดับโลก

แบรนด์เก่าแก่หลายรายที่ทนรับสภาวะการแข่งขันที่บีบคั้นกำไรไม่ไหว เช่น JVC, Hitachi, Fujitsu และ Pioneer ต้องจำใจยอมโบกมือลาออกจากตลาดไปในที่สุด…

อีกหนึ่งสมรภูมิที่ยักษ์ใหญ่ต้องพ่ายแพ้คือตลาดโทรศัพท์มือถือ บริษัทอย่าง Sharp และ Panasonic ยึดติดกับตลาดภายในประเทศของตนเองมากจนเกินไป

พวกเขาผลิตโทรศัพท์ที่ล้ำสมัยมากๆ แต่กลับใช้งานได้ดีเฉพาะในเครือข่ายของประเทศตนเองเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้เป็นเหมือนอาการแยกตัวโดดเดี่ยวทางเทคโนโลยี

เมื่อ Apple เปิดตัว iPhone และ Google เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android โลกทั้งใบก็เปลี่ยนไปใช้สมาร์ตโฟนที่มีหน้าจอสัมผัสและแอปพลิเคชันมากมาย

แม้แต่ Sony ที่เคยร่วมทุนกับ Ericsson ก็ยังต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรักษาพื้นที่ในตลาด พวกเขาถูกทิ้งห่างในขณะที่แบรนด์อื่นก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างรวดเร็ว

เมื่อเผชิญกับความพ่ายแพ้ในหลายสมรภูมิ คำถามที่หลายคนสงสัยคือ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งนี้จบสิ้นลงแล้วหรือไม่…

คำตอบคือไม่เลย พวกเขาไม่ได้หายไปไหนและไม่ได้ล่มสลาย เพียงแต่พวกเขาเลือกที่จะเปลี่ยนสนามรบใหม่ที่เหมาะสมกับความถนัดของตัวเองมากกว่า

เมื่อรู้ตัวว่าไม่สามารถแข่งขันในตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ที่ต้องสู้ด้วยการหั่นราคาและการตลาดได้อีกต่อไป บริษัทยักษ์ใหญ่จึงเริ่มปรับโครงสร้าง

พวกเขาหันไปมุ่งเน้นที่ตลาดการขายเทคโนโลยีระดับสูงให้กับธุรกิจด้วยกันแทน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Sony ที่เลิกดันทุรังกับธุรกิจโทรทัศน์แบบเดิม

พวกเขาหันไปโฟกัสในสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด นั่นคือเทคโนโลยีเซนเซอร์รับภาพ ปัจจุบันไม่ว่าเราจะใช้สมาร์ตโฟนระดับไฮเอนด์แบรนด์ใดก็ตามมีโอกาสสูงมากที่เซนเซอร์กล้องที่อยู่เบื้องหลังภาพถ่ายสวยๆ จะถูกผลิตและพัฒนาโดย Sony

พวกเขากลายเป็นผู้ครองตลาดระดับโลกที่กอบโกยกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ…

ทางด้าน Panasonic ก็มีการปรับตัวที่น่าทึ่งเช่นกัน พวกเขาลดบทบาทการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนลง และหันไปเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

โดยได้เข้าไปจับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญกับบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกอย่าง Tesla การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้พวกเขากลายเป็นเบื้องหลังความสำเร็จในโลกพลังงานสะอาด

ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ AI หุ่นยนต์อัจฉริยะ และ IoT ถือเป็นสนามที่เข้าทางพวกเขามาก

นวัตกรรมในอดีตอาจจะเน้นไปที่ซอฟต์แวร์หน้าบ้านและแอปพลิเคชัน แต่นวัตกรรมในอนาคตจะเป็นเรื่องของการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับโลกแห่งความเป็นจริงในระดับอุตสาหกรรม…

การผลิต โครงสร้างพื้นฐาน ยานพาหนะที่เชื่อมต่อถึงกัน และวิทยาการหุ่นยนต์ ล้วนเป็นสาขาที่ต้องการรากฐานอันแข็งแกร่งด้านวิศวกรรมเครื่องกลและวิศวกรรมไฟฟ้าขั้นสูง

สิ่งเหล่านี้คือจุดแข็งที่ฝังรากลึกอยู่ในภาคอุตสาหกรรมของพวกเขามาอย่างยาวนาน ในด้านเทคโนโลยีระดับแนวหน้าอย่างการประมวลผลควอนตัม พวกเขาก็กำลังเร่งลงทุนเพื่อก้าวเป็นผู้นำ

นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ระดับชาติอย่างโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุ กลับกลายมาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาแก้ปัญหาก่อนใครในโลก

การขาดแคลนแรงงานและจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ทำให้พวกเขาเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพ หุ่นยนต์ดูแลผู้ป่วย และงานวิจัยด้านการยืดอายุขัย…

โซลูชันด้านสุขภาพและระบบอัตโนมัติเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกต้องซื้อและนำไปใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาประชากรแบบเดียวกัน

เรื่องราวของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความจริงที่โหดร้ายในการแข่งขันบนโลกของธุรกิจ

ไม่ว่าบริษัทของคุณจะเคยยิ่งใหญ่แค่ไหนในอดีต หากคุณยึดติดกับความสำเร็จเดิม ไม่ยอมรับฟังเสียงของตลาด และไม่ยอมปรับตัว คุณก็สามารถถูกโค่นล้มได้ชั่วข้ามคืน

แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องราวนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการฟื้นตัว บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้กล้ายอมรับความเจ็บปวด และกล้าที่จะพลิกโฉมเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ

ถึงแม้ว่าในทุกวันนี้ เราอาจจะไม่ได้เห็นโลโก้ของแบรนด์เหล่านี้โดดเด่นอยู่บนหน้าจอสมาร์ตโฟนในมือ หรือตั้งตระหง่านอยู่ในห้องนั่งเล่นของเราอีกต่อไป

แต่หากมองให้ลึกลงไป เทคโนโลยีและชิ้นส่วนสำคัญของพวกเขา ยังคงซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง ทำหน้าที่เป็นหัวใจสำคัญที่คอยขับเคลื่อนอุปกรณ์ล้ำสมัยทั่วโลก

อาณาจักรเทคโนโลยีแห่งนี้ไม่ได้พังทลายลง พวกเขาเพียงแค่ถอยฉากออกมาเปลี่ยนรูปแบบ และกำลังซุ่มสร้างความยิ่งใหญ่ครั้งใหม่ในสมรภูมิที่คนทั่วไปอาจมองไม่เห็น…

References : [bloomberg, ft, cnbc, reuters, nikkei]

iOS vs Android สงครามผูกขาดที่ไม่มีใครโค่นลงได้ เพราะอะไร?

ลองจินตนาการถึงเวลาที่เราเดินเข้าไปในร้านขายอุปกรณ์ไอที เพื่อจะเลือกซื้อสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่สักเครื่อง ไม่ว่าเราจะมีงบประมาณเท่าไร หรือชอบแบรนด์ไหน

สุดท้ายแล้วเราก็มักจะหนีไม่พ้นการต้องเลือกใช้ระบบปฏิบัติการเพียงแค่สองทางเลือกเท่านั้น

ไม่เป็น iOS ของ Apple ก็ต้องเป็น Android ของ Google

ท่ามกลางสมาร์ตโฟนหลายพันรุ่นที่วางขายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ กลับตกอยู่ในมือของบริษัทเทคโนโลยีเพียงแค่สองแห่งนี้เท่านั้น

ซึ่งถือเป็นการผูกขาดตลาดที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ธุรกิจโลก…

เรื่องนี้ชวนให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า ตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้ ทำไมถึงไม่มีพื้นที่ว่างเหลือให้กับผู้เล่นรายที่สาม

หรือระบบปฏิบัติการที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มันเดินทางมาถึงจุดสูงสุดจนไม่มีใครสามารถโค่นล้มได้อีกต่อไปแล้ว

ย้อนกลับไปในยุค 90 จนถึงช่วงต้นยุค 2000 โลกของโทรศัพท์มือถือไม่ได้มีหน้าตาเหมือนในปัจจุบัน

ซอฟต์แวร์ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของโทรศัพท์แต่ละเครื่องมีความหลากหลายและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โทรศัพท์ในยุคนั้นเริ่มต้นด้วยหน้าจอแสดงผลแบบขาวดำและกราฟิกที่แสนจะเรียบง่าย

อุปกรณ์แต่ละเครื่องมักจะมีโปรแกรมพื้นฐานติดตั้งมาให้จากโรงงานเพียงไม่กี่ตัว ซึ่งทั้งหมดถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เองแทบทั้งสิ้น

เราอาจจะได้ใช้งานสมุดโทรศัพท์ โปรแกรมจดบันทึก หรือถ้าเป็นโทรศัพท์รุ่นเรือธงที่มีราคาแพงหน่อย ก็อาจจะมีปฏิทินและเกมงูแถมมาให้เล่นแก้เบื่อ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างบนเครื่องจะถูกจำกัดไว้แค่นั้น…

ในยุคนั้น โลกใบนี้ยังไม่รู้จักกับแนวคิดของการมีหน้าร้านค้าแอปพลิเคชันส่วนกลาง

โปรแกรมทุกอย่างถูกฝังมากับตัวเครื่องตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต และผู้ใช้งานก็แทบจะไม่มีทางเลือกในการดาวน์โหลดอะไรมาติดตั้งเพิ่มเติมได้เลย

หากมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์สักคนที่อยากจะสร้างโปรแกรมขึ้นมาใหม่

พวกเขาจะต้องเขียนโค้ดขึ้นมาเป็นร้อยแบบ เพื่อให้โปรแกรมนั้นสามารถทำงานร่วมกับโทรศัพท์มือถือที่มีสเปกและขนาดหน้าจอที่แตกต่างกันนับร้อยรุ่นในตลาด

เมื่อเข้าสู่ช่วงยุค 2000 หน้าจอโทรศัพท์เริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ความละเอียดคมชัดมากขึ้น และเปลี่ยนจากจอขาวดำเข้าสู่ยุคของจอสี ระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์จึงเริ่มมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นตามไปด้วย

ช่วงเวลานี้เองที่ประตูแห่งโอกาสได้เปิดออกให้กับซอฟต์แวร์จากนักพัฒนาภายนอก

บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft เริ่มมองเห็นช่องว่างในตลาด จึงได้สร้างระบบปฏิบัติการสำหรับโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อขายสิทธิ์การใช้งานให้กับแบรนด์ต่างๆ

ระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเวลานั้นคือ Windows CE ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเริ่มเห็นหน้าตาการใช้งานที่คล้ายคลึงกันข้ามแบรนด์ โทรศัพท์จากต่างบริษัทเริ่มหันมาใช้ระบบปฏิบัติการตัวเดียวกันมากขึ้น…

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทชั้นนำอีกหลายแห่งที่สร้างระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมาเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด

ไม่ว่าจะเป็น Symbian จากแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Nokia หรือ BlackBerry OS ที่ครองใจกลุ่มนักธุรกิจ ไปจนถึง Palm OS ที่โดดเด่นเรื่องระบบสัมผัส

ตลาดโทรศัพท์มือถือในยุคนั้นเต็มไปด้วยสีสันและความหลากหลาย

อุปกรณ์ถูกออกแบบมาให้มีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์แต่ละค่ายก็ถูกดึงมาใช้เพื่อชูจุดเด่นของฮาร์ดแวร์เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แบรนด์อย่าง BlackBerry ถูกปรับแต่งมาเพื่อให้คนทำงานสามารถพิมพ์อีเมลผ่านคีย์บอร์ดปุ่มกดได้อย่างรวดเร็ว

ในขณะที่ Palm ถูกสร้างมาเพื่อใช้งานคู่กับปากกาสไตลัส ส่วน Windows ก็ทำหน้าที่คล้ายกับคอมพิวเตอร์พกพาขนาดย่อม

ทุกแบรนด์ต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงความเป็นที่หนึ่ง ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตลาดที่พวกเขาครองอยู่จะถูกทำลายล้างจนไม่เหลือซาก โดยบริษัทที่ทำธุรกิจคอมพิวเตอร์และบริษัทที่ทำเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล…

จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในปี 2007 เมื่อ Apple ได้เผยโฉม iPhone รุ่นแรกสู่สายตาชาวโลก

พวกเขาไม่ได้แค่เปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ แต่พวกเขาได้ปฏิวัติวิธีการที่มนุษย์ใช้โต้ตอบกับอุปกรณ์พกพาไปตลอดกาล

หน้าจอสัมผัสแบบตอบสนองต่อนิ้วมืออย่างลื่นไหลทำงานประสานกับระบบปฏิบัติการตัวใหม่อย่าง iOS ได้อย่างลงตัว

ปุ่มกดจำนวนมากที่เคยกินพื้นที่บนตัวเครื่องถูกตัดทิ้งไป เหลือเพียงหน้าจอกระจกที่ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมด

แต่สิ่งที่ถือเป็นกลยุทธ์ไม้ตายอย่างแท้จริงเกิดขึ้นในอีกปีกว่าให้หลัง

เมื่อ Apple ประกาศเปิดตัว App Store ซึ่งเปิดโอกาสให้นักพัฒนาอิสระจากทั่วโลกสามารถสร้างแอปพลิเคชันและนำมาวางขายให้กับผู้ใช้งานได้โดยตรง

นี่คือการสร้างวงจรการเติบโตแบบก้าวกระโดด ยิ่งมีผู้ใช้งาน iPhone มากเท่าไร นักพัฒนาก็ยิ่งหลั่งไหลเข้ามาสร้างแอปพลิเคชันมากขึ้น

และเมื่อแพลตฟอร์มมีแอปพลิเคชันที่ดี ผู้คนก็ยิ่งอยากซื้อ iPhone มากขึ้นไปอีก

เมื่อเห็นความสำเร็จที่เกิดขึ้น คู่แข่งอีกรายก็ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดมือ

ในปี 2008 Google ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android ออกมาเขย่าตลาด โดยเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างจากคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง…

ในขณะที่ iOS ถูกสงวนสิทธิ์เอาไว้ใช้เฉพาะกับอุปกรณ์ของ Apple แต่ Android ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นระบบเปิด

บริษัทผู้ผลิตสมาร์ตโฟนทุกแห่งบนโลกสามารถนำระบบนี้ไปใช้งานและดัดแปลงให้เข้ากับอุปกรณ์ของตนเองได้แบบฟรีๆ

ด้วยกลยุทธ์แบบเปิดกว้างนี้ แบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนจำนวนมากจึงแห่กันนำ Android ไปใช้งาน

เราจึงได้เห็นอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้ครอบคลุมในทุกระดับราคา ตั้งแต่รุ่นประหยัดไปจนถึงรุ่นเรือธงระดับพรีเมียม

กองทัพสมาร์ตโฟนจากหลากหลายแบรนด์ส่งผลให้ Android มีจำนวนผู้ใช้งานแซงหน้า iOS ได้สำเร็จภายในเวลาเพียงสี่ปี

และครองอันดับหนึ่งในฐานะระบบปฏิบัติการที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกมาจนถึงปัจจุบัน

ในขณะเดียวกัน อดีตเจ้าตลาดอย่าง Symbian หรือระบบดั้งเดิมของแบรนด์อื่นๆ ก็เริ่มปรับตัวไม่ทันกับกระแสหน้าจอสัมผัสที่ถาโถมเข้ามา

พวกเขาล้าสมัย สูญเสียผู้ใช้งาน และค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ในที่สุด…

หลังจากนั้นก็มีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งที่พยายามจะสร้างระบบปฏิบัติการที่สามขึ้นมาท้าทายอำนาจ

แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้และสูญเสียเงินลงทุนไปอย่างมหาศาล ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เรียกว่า “Walled Garden” หรือระบบนิเวศแบบปิดล้อม

ซึ่งเป็นปราการที่แข็งแกร่งที่สุดที่ Apple และ Google ร่วมกันสร้างขึ้นมาเพื่อสกัดกั้นคู่แข่ง

บริการและผลิตภัณฑ์ของพวกเขาถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่จะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากทันทีหากผู้ใช้งานพยายามนำไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของบริษัทอื่น

นี่คือการสร้างต้นทุนในการย้ายค่ายที่สูงมากสำหรับผู้บริโภค

Apple มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้อย่างหาตัวจับยาก พวกเขาควบคุมสายพานการผลิตทั้งหมดตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ไปจนถึงซอฟต์แวร์

หากเราเปลี่ยนไปใช้โทรศัพท์แบรนด์อื่น นาฬิกาหรือคอมพิวเตอร์ของ Apple ที่เรามีอยู่ก็จะสูญเสียความสามารถไปทันที

ส่วนทางด้าน Google แม้ระบบปฏิบัติการ Android จะดูเหมือนเป็นระบบเปิด

แต่แอปพลิเคชันที่ขาดไม่ได้อย่างอีเมล แผนที่ หรือแพลตฟอร์มวิดีโอชื่อดัง ล้วนถูกควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงอย่างเข้มงวด…

หากแบรนด์ใดต้องการติดตั้งบริการเหล่านี้ลงในเครื่อง พวกเขาจะต้องเซ็นสัญญากับ Open Handset Alliance และยอมปฏิบัติตามกฎของ Google

หากใครคิดจะสร้างระบบปฏิบัติการใหม่ขึ้นมาแข่ง ก็จะหมดสิทธิ์เข้าถึงแอปพลิเคชันยอดฮิตเหล่านี้ทันที

ผู้ท้าชิงรายแรกที่ต้องสังเวยให้กับกำแพงนี้คือ BlackBerry พวกเขามีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและฐานลูกค้าองค์กร

แต่กว่าพวกเขาจะยอมทิ้งระบบเดิมแล้วหันมาสร้างระบบปฏิบัติการแบบหน้าจอสัมผัส ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว

ฐานผู้ใช้งานเดิมไม่ชอบทิศทางใหม่ นักพัฒนาก็ย้ายค่ายไปหมด ท้ายที่สุดอดีตแบรนด์ระดับตำนานก็ต้องยอมแพ้ หันมาผลิตเครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ก่อนที่จะหายตัวไปจากวงการอย่างเงียบๆ

รายต่อมาคือยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon พวกเขาทุ่มเงินสร้าง Firephone ที่มีลูกเล่นกล้องสามมิติ

แต่เมื่อระบบปฏิบัติการไม่มีแอปพลิเคชันของ Google ผู้ใช้งานก็เมินหน้าหนี โครงการนี้จึงพังทลายลงในเวลาอันรวดเร็ว…

แต่ความล้มเหลวที่เจ็บปวดและเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือกรณีของ Microsoft

พวกเขามีทั้งเงินทุนและเทคโนโลยี ถึงขั้นยอมควักเงินซื้อกิจการผลิตโทรศัพท์ของ Nokia เพื่อมาทำฮาร์ดแวร์ด้วยตัวเอง

ระบบปฏิบัติการ Windows Phone ของพวกเขามีหน้าตาที่สวยงามและลื่นไหล

แต่สิ่งเดียวที่ขาดหายไปคือแอปพลิเคชัน Google ปฏิเสธที่จะทำซอฟต์แวร์ลงบนแพลตฟอร์มนี้ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “App Gap” หรือช่องว่างของแอปพลิเคชัน

เมื่อไม่มีโปรแกรมที่คนต้องการใช้งาน ลูกค้าก็ไม่ซื้อเครื่อง เมื่อไม่มีคนซื้อเครื่อง นักพัฒนารายอื่นก็ไม่อยากลงทุนเขียนโปรแกรมให้

ในที่สุดระบบนิเวศก็ล่มสลาย Microsoft ต้องยอมถอนตัวพร้อมกับตัวเลขขาดทุนมหาศาล

ส่วนผู้ท้าชิงรายล่าสุดอย่าง Huawei ที่ถูกแบนไม่ให้ทำธุรกิจกับบริษัทอเมริกัน ก็ต้องดิ้นรนสร้างระบบปฏิบัติการ Harmony OS ขึ้นมาทดแทน

แม้จะเติบโตได้ดีในประเทศจีน แต่การเจาะตลาดโลกที่คนคุ้นชินกับระบบนิเวศเดิมก็ยังเป็นเรื่องยากลำบาก…

จากบทเรียนในอดีตทั้งหมด คงทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนแล้วว่า การจะสร้างตัวเลือกที่สามขึ้นมาในตลาดสมาร์ตโฟนนั้น เป็นภารกิจที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เว้นเสียแต่ว่าจะมีบริษัทที่ยอมทุบหม้อข้าวตัวเอง

สมมติว่า Microsoft ต้องการสู้ศึกนี้อีกครั้ง พวกเขาอาจจะต้องถอดโปรแกรมการทำงานทั้งหมดออกจาก iOS และ Android เพื่อบังคับให้คนย้ายมาใช้ระบบของตนเอง

แต่นั่นก็คือการฆ่าตัวตายทางธุรกิจที่ไม่มีใครกล้าทำ

แล้วเราจำเป็นต้องมีตัวเลือกที่สามหรือไม่ ความจริงก็คือรูปแบบการผูกขาดโดยผู้เล่นสองรายนี้ สามารถยืนหยัดมาได้อย่างยาวนาน

เพราะพวกเขาสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว

ทุกวันนี้ Android เข้าถึงผู้คนทุกระดับด้วยความยืดหยุ่นและการปรับแต่งที่ไร้ขีดจำกัด

ในขณะที่ iOS ก็มอบประสบการณ์การใช้งานที่พรีเมียมและเสถียรภาพขั้นสุดให้กับกลุ่มผู้ใช้งานที่มีกำลังซื้อสูง

ฮาร์ดแวร์อาจจะมีการปรับปรุงรูปลักษณ์หรือเพิ่มประสิทธิภาพกล้องถ่ายรูปในทุกปี

แต่ในฝั่งของซอฟต์แวร์นั้น ระบบปฏิบัติการทั้งสองค่ายได้ถูกพัฒนาและขัดเกลามาจนถึงจุดที่สมบูรณ์แบบเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลแล้ว

ความเป็นไปได้มากที่สุดในอนาคต อาจไม่ใช่การมีระบบปฏิบัติการมือถือตัวใหม่เกิดขึ้นมาโค่นล้มผู้ชนะในปัจจุบัน

แต่เป็นการที่โลกของเรากำลังจะก้าวข้ามผ่านยุคสมัยของสมาร์ตโฟนไปสู่นวัตกรรมใหม่ที่ล้ำหน้ายิ่งกว่า…

วันหนึ่งข้างหน้า โทรศัพท์มือถือที่เราพกติดตัวอยู่นี้อาจจะถูกใช้งานน้อยลงเรื่อยๆ

เราเริ่มเห็นสัญญาณของเทคโนโลยีสวมใส่อัจฉริยะอย่างแว่นตาเสมือนจริง หรืออุปกรณ์ AI ที่ทำงานร่วมกับเสียงและการมองเห็น

สิ่งประดิษฐ์สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ดึงดูดสายตาและสมาธิของเราไปจากโลกแห่งความเป็นจริงในทุกวันนี้ จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่สอดแทรกเข้ามาในวิถีชีวิตของเราได้อย่างแนบเนียนและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ถึงเวลานั้น สงครามระบบปฏิบัติการที่ขับเคี่ยวกันมาอย่างยาวนานนับทศวรรษ

อาจจะไม่ได้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เวทีการแข่งขันแห่งนี้จะค่อยๆ ปิดฉากลงไปตามกาลเวลา

เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า ในโลกของการทำธุรกิจและเทคโนโลยี ไม่มีอะไรที่คงอยู่ค้ำฟ้า

และแม้แต่ระบบการผูกขาดที่ดูเหมือนจะไร้เทียมทาน ก็อาจเสื่อมความนิยมลงได้ เมื่อพฤติกรรมของมนุษยชาติเปลี่ยนแปลงไป…

References : [theverge, statista, techcrunch, wired, arstechnica]

Geek Talk EP202 : เจาะลึกเทคโนโลยีปลิดชีพ Khamenei เด็ดหัวผู้นำอิหร่านด้วย Data และ Algorithm

เรื่องราวเบื้องหลังการลอบสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เป็นสิ่งที่สะท้อนภาพสงครามยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังถึงกลยุทธ์ การวางแผน และการใช้ข้อมูลข่าวกรองที่เป็นกุญแจสำคัญในปฏิบัติการครั้งนี้ครับ

ในยุคที่เราพูดถึงเรื่องของ Data หรือข้อมูล เรามักจะนึกถึงการยิงแอดโฆษณา หรือการทำการตลาด แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในโลกของการทหารและการข่าวกรอง Data คืออาวุธที่ทรงพลานุภาพที่สุด และมันเพิ่งถูกใช้ในการเด็ดหัวผู้นำระดับสูงสุดของประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง

วันนี้เราจะมาเจาะลึกเบื้องหลังเหตุการณ์ช็อกโลก เมื่อ Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกสังหารใจกลางเมืองหลวง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การขับเครื่องบินไปทิ้งระเบิด แต่มันคือการวางแผนที่ใช้เวลานานนับปี เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีขั้นสุดยอดของประเทศ Israel และสายลับของสหรัฐอเมริกา

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/3ZpEbs

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/AksYc4

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/noRgGd

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/gpuXdEqyUvM

Geek Story EP641 : วิกฤต Amazon Echo! ลำโพงที่คนใช้แค่ถามเวลา แต่บริษัทจ่ายค่าเซิร์ฟเวอร์บานเบอะ

ลองจินตนาการถึงผลิตภัณฑ์สักชิ้นหนึ่ง ที่สามารถทำยอดขายได้มากกว่า 200 ล้านเครื่องทั่วโลก กลายเป็นอุปกรณ์ที่แทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในหลายประเทศ

หากเรามองจากตัวเลขยอดขายเพียงอย่างเดียว ใครต่อใครก็คงต้องบอกว่านี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของวงการเทคโนโลยี

แต่ในโลกของการทำธุรกิจ ตัวเลขยอดขายไม่ได้สะท้อนถึงผลกำไรเสมอไป และเรื่องราวของ Amazon Echo ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุด เพราะในมุมมองเชิงพาณิชย์แล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าชิ้นนี้ กลับถูกประเมินว่าเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงทางธุรกิจ

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมของที่คนใช้กันทั่วบ้านทั่วเมืองถึงทำให้บริษัทขาดทุนย่อยยับ วันนี้เราจะมาค่อย ๆ แกะรอยและวิเคราะห์โมเดลธุรกิจนี้ไปพร้อม ๆ กันครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/IbJ6dJ

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/7wFo34

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/9dRUwf

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/7e_YKzHee_A