Billion Dollar Loser ตอนที่ 10 : Game of Thrones

ในปี 2017 บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง IBM จำเป็นต้องหาสำนักงานในนิวยอร์กอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับพนักงาน 600 จากแผนกการตลาด ซึ่งหลังจากพิจารณาตัวเลือกต่าง ๆ แล้ว จึงตัดสินใจเช่าพื้นที่ในอาคาร 11 ชั้น ที่ University Place ใน Greenwich Village ซึ่งอาคารแห่งนี้ดำเนินการโดย WeWork

WeWork ได้พยายามโน้มน้าวให้บริษัทใหญ่ ๆ ใช้ข้อเสนอแบบ Space as a service แต่มันก็พบกับจุดจบอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องสัญญาณ Wi-Fi ที่ขาด ๆ หาย ๆ ลิฟต์ของอาคารก็มีปัญหาอยู่บ่อยครั้ง ทำให้พนักงาน IBM ต้องใช้บันไดอยู่หลายเดือน

ในอาคารส่วนใหญ่ที่ WeWork เช่าช่วงมาต่อนั้น เจ้าของอสังหาริมทรัพย์จะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ เช่น การบำรุงรักษาลิฟต์ แต่เงื่อนไขของสัญญาเช่ากับ อาคารหลังนี้มีความผิดปรกติ และโยนให้ WeWork รับหน้าที่ในการซ่อมแซมแทน

มันเป็นผลจากการที่ Adam นั้นเป็นเจ้าของอาคารแห่งนี้เสียเอง เขาซื้อมันด้วยเงิน 70 ล้านเหรียญจาก Elie Tahari นักออกแบบแฟชั่นที่เขารู้จักจาก Kabbalah Center

โดยก่อนที่จะให้ WeWork เข้ามาเช่าพื้นที่นั้น Adam ไม่ได้เปิดเผยสัดส่วนการถือหุ้นของเขาในอาคาร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสัยทางจริยธรรม ซึ่งดูเหมือนเขากำลังหารายได้โดยเก็บค่าเช่าจากบริษัทของตัวเอง

University Place กับอาคารเจ้าปัญหาที่ Adam เป็นเจ้าของเสียเอง (CR:TheRealDeal.com)
University Place กับอาคารเจ้าปัญหาที่ Adam เป็นเจ้าของเสียเอง (CR:TheRealDeal.com)

ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ Adam และผู้บริหาร WeWork กลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ได้กระทำการในลักษณะนี้มาก่อนแล้ว โดยการหารายได้เข้ากระเป๋าจากการเก็บค่าเช่าจาก WeWork เสียเอง

Adam , Mark Lapidus และ Ariel Tiger เป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของอาคารใน Varick Street ของ WeWork ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานให้เช่าแห่งที่ 4 ในนิวยอร์กของบริษัท

ในปี 2013 คณะกรรมการของ WeWork ได้คัดค้านความพยายามของ Adam ที่จะซื้อส่วนหนึ่งของอาคารในชิคาโกที่ WeWork วางแผนที่จะเช่า มันเป็นเรื่องขัดแย้งทางผลประโยชน์ของบริษัทอย่างชัดเจน

ซึ่งการคัดค้านดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ แต่เมื่อ Adam เข้ามาควบคุมคณะกรรมการได้แบบเบ็ดเสร็จ เขาก็สนองตัณหาส่วนตัวได้สำเร็จ โดยในฤดูใบไม้ผลิของปี 2018 WeWork ได้จ่ายค่าเช่าให้ Adam มากกว่า 12 ล้านเหรียญสหรัฐ

Adam นั้นยืนยันมานานแล้วว่า WeWork ไม่ได้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของอาคาร “เราไม่ซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างแน่นอน” เขากล่าวในปี 2015

แต่เมื่อถึงช่วงปลายปี 2017 WeWork ได้เปิดตัวบริษัทชื่อ WeWork Property Advisors ซึ่ง WeWork จ่ายเงินประมาณ 850 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อพื้นที่ของ Lord & Taylor ในแถบมิดทาวน์

มันเป็นสิ่งที่ Adam จินตนาการไว้สำหรับอาคารของตัวเองที่พร้อมด้วย โรงยิม โรงเรียน และ คลินิคทันตกรรม สำหรับพนักงานของห้างสรรพสินค้า

แผนสำหรับ WeWork Property Advisors เรียกร้องให้ระดมเงินจากนักลงทุนเพื่อช่วย WeWork ซื้ออาคาร ทีมจัดตั้งกองทุนหวังว่าจะระดมทุนได้ 1 พันล้านดอลลาร์

แต่ Adam มีความคิดที่ดีกว่า : ทำไมไม่ระดมทุนให้ได้ แสนล้านดอลลาร์ไปเลยล่ะ ? ซึ่งมันจะเป็นกองทุนวิสัยทัศน์สำหรับสิ่งปลูกสร้างและเป็นกองเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกทันที

แน่นอนว่า หาก Adam ระดมทุนได้ แสนล้านดอลลาร์ มันก็จะตอบแทนให้กับเขาได้สูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์นั่นเอง มันเป็นความคิดที่บัดซบมาก ๆ ที่ผู้ก่อตั้งบริษัท กลับมาคิดหากำไรจากบริษัทของตัวเองอย่างที่ Adam ทำ

เรื่องจัดการคนก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับ Adam เช่นกัน ในปี 2017 Adam ได้มือดีอย่าง Rich Gomel ที่เข้ามาร่วมงานกับ WeWork ในตำแหน่งประธานของบริษัท ซึ่ง Gomel เองมีประสบการณ์กว่าทศวรรษที่ Starwood Hotels และอีก 5 ปีในบริษัทการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของ JPMorgan

Gomel ถูกดึงตัวมา และได้รับการดูแลอย่างดีเพื่อเป็นซีอีโอคนต่อไปของ WeWork ซึ่ง Adam จะก้าวลงจากตำแหน่ง หลังจากนำบริษัทผ่านช่วงการสเกลแบบสายฟ้าแลบ และจะขึ้นไปเป็นประธานคณะกรรมการของบริษัท WeWork ซึ่งเขาสามารถผลักดันวิสัยทัศน์ของเขาต่อไปได้ในขณะที่ Gomel จะนำ WeWork เข้าสู่ยุคใหม่ในฐานะบริษัทมหาชน

Gomel นั้นได้รับตำแหน่งแทน Artie Minson ซึ่งได้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นผู้สืบต่อตำแหน่งซีอีโอของ Adam ในช่วงก่อนหน้านี้

การก้าวเข้ามาของ Gomel มีสาเหตุเนื่องมาจาก Minson เองนั้นไม่เชื่อในในเรื่องการผลักดันให้ WeWork กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีอย่างที่ Adam ฝันใฝ่ รวมถึงการที่ไปแสดงความสงสัยเกี่ยวกับเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ที่ Adam ใช้จ่ายในการซื้อกิจการ นั่นเป็นเหตุให้เส้นทางอนาคตของ Minson ดับมอดลงไป

มีการทะเลาะวิวาทระหว่างผู้บริหาร ซึ่งมีการถูกสับเปลี่ยนเข้าออกจากผู้บริหารระดับสูงที่มีความใกล้ชิดกับ Adam อยู่ตลอดเวลา

“เขาทำให้พวกเราทุกคนทะเลาะกัน” ผู้บริหารคนหนึ่งกล่าว เขาเปรียบชีวิตตัวเองที่อยู่ใน WeWork ว่าเหมือนกำลังอยู่ในบทละครของ Series ชื่อดังอย่าง “Game of Thrones”

Adam มักจะใช้ตารางงานที่ล้นเกินไปของเขาเป็นเครื่องมือในการควบคุมบังคับให้ผู้บริหารประชุมกันทุกชั่วโมงทั้งคืน ที่บ้านคนใดคนหนึ่ง หรือต้องนั่งเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวข้ามประเทศร่วมประชุมแบบทันทีหาก Adam ต้องการ

ในช่วงฤดูร้อนของปี 2017 Adam ก็ทำการสับเปลี่ยนทีมผู้บริหารอีกครั้ง โดยปรับให้ Minson จากซีโอโอของบริษัทให้กลายมาเป็นซีเอฟโอแทน และ ผลักดันคนใหม่อย่าง Jennifer Berrent ให้เข้ามาแทนที่ในตำแหน่งซีโอโอ

Berrent มีภาพลักษณ์ต่อหน้าสาธารณะชนในแง่มุมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และตำแหน่งของเธอในฐานะผู้บริหารหญิงระดับสูงของบริษัท เป็นที่มาของแรงบันดาลใจสำหรับพนักงาน WeWork หลายคน

แต่เธอกลายเป็นที่รู้จักในหมู่คนที่ทำงานใกล้ชิดกับเธอในฐานะ ลูกสมุนของ Adam ซึ่งไม่เพียงแค่งานด้านกฏหมายเท่านั้น เธอยังได้รับโอกาสจาก Adam เข้ามาดูแลด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัทอีกด้วย

Jennifer Berrent ผู้บริหารหญิงคนใหม่ที่ถูกใจ Adam เป็นอย่างมาก (CR:law.com)
Jennifer Berrent ผู้บริหารหญิงคนใหม่ที่ถูกใจ Adam เป็นอย่างมาก (CR:law.com)

เธอมักจะสะท้อนเป้าหมายที่ Adam ตั้งไว้สำหรับบริษัท คือการปลดพนักงาน 20% ของ WeWork ในทุก ๆ ปี ซึ่งเป็นแนวความคิดที่เลียนแบบมาจาก Jack Welch ในเวอร์ชั่นแบบสายฟ้าแลบที่ว่าคนงาน 10% ที่มีผลงานต่ำที่สุดของบริษัทควรถูกคัดออกอย่างสม่ำเสมอ

Adam ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับ Berrent ไม่เพียงแต่เรื่องความสามารถทางด้านกฏหมายเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความภักดีของเธอซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ Adam แสวงหามานานในเหล่าผู้บริหารของเขา

ส่วนบทบาทของ Miguel นั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในช่วงต้นของบริษัท Miguel เป็นคนกำหนดความสวยงามของ WeWork แต่เมื่อ Adam ต้องสเกลบริษัทเพื่อให้รองรับความต้องการของนักลงทุน บทบาทของ Miguel ก็จางหายไปตามกาลเวลา

เมื่อ WeWork กลายเป็นบริษัทที่มีพนักงานหลายพันคน Miguel ได้ปล่อยให้ใบอนุญาตทางสถาปัตยกรรมของเขาหมดอายุลง และบทบาทของเขาในกระบวนการออกแบบก็ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ

การจัดการกับสถาปนิกกลุ่มใหม่ ๆ ที่เข้ามาทำงานที่เติบโตขึ้นจนมีคนมากกว่า 100 คน ก็ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญของเขา ที่สำคัญ Miguel ยังคงเป็นนักออกแบบที่ขี้อายที่สุดที่สวมหูฟังและคอยสเก็ตช์แบบที่อยู่ตรงหน้าเขา

นอกจากนี้เขายังไม่เคยรู้สึกสบายใจเลยกับบทบาทในที่สาธารณะที่ Adam หวังให้ Miguel มีมากขึ้น เขาชอบยืนอยู่นอกเวทีในขณะที่ Adam กำลังร่ายมนต์ให้กับคนฟังกลุ่มใหญ่ในห้องประชุม Miguel แทบจะไม่กระตือรือร้นกับคำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจใด ๆ ของ Adam เลย

แม้ Adam จะมอบอำนาจให้กับ Miguel หรือ Minson หรือใครก็ตาม แต่ดูเหมือน WeWork ยังคงเป็นบริษัทของ Adam เสมอ ทุกสิ่งที่ WeWork หมุนรอบตัวเขา และเสน่ห์ที่เขาปรับใช้กับการแสวงหานักลงทุนก็ส่งผลเช่นเดียวกันกับพนักงานของเขา

นั่นเองที่ทำให้เหล่าพนักงานเริ่มรู้จักวงจรชีวิตที่แท้จริงใน WeWork พนักงานใหม่จะเข้ามาด้วยความตื่นเต้นเป็นเวลา 6-9 เดือน

เมื่อทำงานไปจนถึง 18 เดือนพวกเขาจะพบกับความเหนื่อยล้าและท้อแท้ ซึ่งมันก็ถึงเวลาที่พวกเขาต้องถูกแทนที่ หรือต้องลาจากบริษัทไปเอง

ในช่วงท้ายของปี 2018 WeWork มีพนักงานมากกว่า 1 หมื่นคนอย่างรวดเร็ว ครึ่งหนึ่งของพวกเขาอยู่กับบริษัทน้อยกว่า 6 เดือน พนักงานหลายคนเริ่มมองว่า WeWork มีความเป็นบริษัทน้อยกว่าความเป็นลัทธิสนองตัณหาของ Adam ไปเสียแล้วจริง ๆ

ดูเหมือนเรื่องร้ายแรงอย่างปัญหาเรื่องจริยธรรมที่ Adam หาผลประโยชน์จากบริษัทเข้ากระเป๋าตัวเองนั้น เป็นสิ่งที่คณะกรรมการหลายคนคงรับไม่ได้ แถมเรื่องการจัดการคน ก็ดูเหมือนว่า Adam จะไม่มีทักษะทางด้านนี้เลย เขาเป็นแค่คนที่มีสเน่ห์และคอยร่ายมนต์ให้กับเหล่านักลงทุนหลงใหลคล้อยตามความฝันของเขาได้เท่านั้น

สถานการณ์ในตอนนี้ดูเหมือนจะมาใกล้ถึงจุดสิ้นสุดเต็มทีแล้ว แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อกับ Adam และ WeWork โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Billion Dollar Loser ตอนที่ 9 : Winner Loses All

ไม่กี่สัปดาห์หลังจากมีการประกาศข้อตกลงกับ Softbank อันยิ่งใหญ่ของ WeWork Jame Hodari ได้พบกับ Adam ในเช้าวันหนึ่งที่สนามบิน Francis S.Gabreski ซึ่งให้บริการเครื่องบินไอพ่นส่วนตัวที่ Long Island

Hodari เป็นซีอีโอของ Industrious ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ WeWork ซึ่ง Adam มองว่า ทั้งสองบริษัทควรที่จะร่วมมือกันมากกว่าการต้องมาแข่งกันเอง ซึ่งจะทำให้เจ็บตัวทั้งคู่

Adam มองว่า มันจะทำให้ทั้งสองบริษัทแข็งแกร่ง และ ทำเพื่อลูกค้าทั้งใน แอตแลนตา เซนต์หลุยส์ หรือ ฟีนิกซ์ Adam สัญญาว่าเขาจะจัดการข้อตกลงใด ๆ กับ Hodari เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ร่วมก่อตั้งของเขามากกว่านักลงทุนของ Hodari

แต่หาก Hodari ไม่ต้องการมาร่วมมือกัน Adam ก็เสนอทางเลือกง่าย ๆ ให้กับ Hodari

“ผมมีทีมงาน 150 คนและเงินทุนจำนวนมหาศาลที่จะฝังคุณลงหลุม” Adam กล่าว

WeWork จะเสนอค่าเช่าฟรีหนึ่งปีให้กับผู้เช่าของ Hodari แต่หากยังไม่คิดเข้าร่วม WeWork จะเสนอเพิ่มเป็น 2 ปี แน่นอนว่าทั้งหมดได้รับเงินทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์จาก Softbank นั่นเอง

ภายในปี 2017 Adam ขู่ว่าจะบดขยี้หรือซื้อคู่แข่งแทบทุกราย ซึ่งในสหราชอาณาจักรคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของ WeWork คือ Office Group (TOG)

แต่ TOG ไม่แคร์เพราะพวกเขาเป็นเจ้าตลาด และเพิ่งได้รับเงินทุนจาก Blackstone ซึ่งเป็นบริษัทการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่ได้เข้ามาถือหุ้นใหญ่ใน TOG มูลค่า 640 ล้านดอลลาร์ นั่นทำให้ Adam รู้สึกโกรธมาก ๆ

และทีมกฏหมายของ WeWork ยังเดินหน้ายื่นฟ้อง บริษัทที่เลียนแบบ WeWork สามแห่งได้แก่ UrWork , We Labs และ Hi Work โดยอ้างว่ามีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในชื่อทางการค้าของ WeWork

แน่นอนว่า Masayoshi Son ไม่ได้ลงเงิน 4.4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อให้บริษัทเติบโตแบบปรกติ Adam ต้องทำให้ได้มากกว่านั้น “เครือข่ายสังคมออนไลน์” ที่เขาสัญญาไว้กับ Son นั่นทำให้เขาต้องการพื้นที่ทุกหนทุกแห่งให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

มันทำให้แผนการของบริษัทต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทีมการตลาดของ WeWork มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3 เท่า Son บอก Adam ว่า ควรมีพนักงานขายให้ได้อย่างน้อย 1 หมื่นคน

WeWork ได้จ้างพนักงาน 30 คนต่อสัปดาห์ และเพิ่มขึ้นเป็น 50 คน จนในที่สุดมีพนักงานใหม่กว่า 100 คนในทุก ๆ วันจันทร์ ในเดือนธันวาคม 2017 เพียงหนึ่งปีหลังจากเปิดสาขาที่ 100 ที่เบอร์ลิน WeWork ได้เปิดเพิ่มจนมีสำนักงานแห่งที่ 200 ที่สิงคโปร์

ความต้องการพื้นที่ลุกลามบานปลายอย่างรวดเร็ว จนทีมอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท ต้องมีการทำข้อตกลงการจ่ายเงินที่มากโข เพื่อครอบครองพื้นที่ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าโมเดลของ WeWork นั้นจะเป็นไปได้ด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันมากมายในตลาด WeWork เริ่มเสนอค่านายหน้าด้วยค่าคอมมิชชั่นที่น่าตกใจ : 100% ของค่าเช่าปีแรกที่ผู้เช่ารายใหม่จ่ายให้ สำหรับข้อตกลง 2 ปี อีกทั้ง WeWork นั้นยังแถมให้ฟรีอีก 1 ปี นั่นหมายความว่า บริษัทจะไม่มีรายได้เลยตลอด 24 เดือนแรก

หุ้นส่วนหลายคนเริ่มกังวลกับสถานการณ์ของบริษัท โดยเฉพาะจากทางฝั่ง Benchmark Capital ที่เพิ่งมีปัญหากับ Travis Kalanick ผู้ก่อตั้ง Uber ที่กำลังโดนขับไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งขึ้นมา

Travis Kalanick ที่กำลังถูกขับไล่จาก Uber ที่เขาตั้งขึ้นมากับมือ (CR:Vox.com)
Travis Kalanick ที่กำลังถูกขับไล่จาก Uber ที่เขาตั้งขึ้นมากับมือ (CR:Vox.com)

Bill Gurley ซึ่งดูแลการลงทุน Uber ของ Benchmark เริ่มกลัวว่า Adam อาจจะสร้างปัญหาแบบเดียวกับที่ Kalanick ทำ Gurley จึงได้บินไปนิวยอร์กเพื่อเผชิญหน้ากับ Adam ที่สำนักงานใหญ่ของ WeWork

Gurley ได้ตำหนิ Adam ที่ขายหุ้น WeWork ของเขาจำนวนมาก แม้ว่า Benchmark จะมีปัญหากับ Kalanick แต่เขาก็ไม่ได้ขายหุ้น Uber ออกไปเลยแม้แต่หุ้นเดียว

ทีม Benchmark ยังวิจารณ์กลยุทธ์ของ Adam และความจริงที่ว่า WeWork พลาดการคาดการณ์อีกครั้ง ในปี 2014 Adam บอกกับนักลงทุนว่า WeWork จะทำกำไรมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ในปี 2017 แต่บริษัทกำลังจะขาดทุนเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากต้นทุนของการขยายตัวอย่างรวดเร็วมากจนเกินไป

หลังจากนั้นไม่นาน Adam ก็ได้เริ่มเสนอแนวคิดใหม่โดยพยายามทำให้ WeWork กลายเป็นธุรกิจ SaaS (Space as a Service)

โดยมีแนวคิดก็คือ บริษัทุกขนาดจะไม่จัดการพอร์ตการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของตนเองอีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนการบริหารพื้นที่ทางกายภาพของตนเองไปที่ WeWork โดยจะมีการเปลี่ยน WeWork ให้เปรียบเสมือนระบบ Cloud ของอสังหาริมทรัพย์ซึ่งนั่นจะทำให้ WeWork เป็น “แพล็ตฟอร์ม” ตามความฝันทางด้านเทคโนโลยีของ Adam

การพยายามผลักดัน WeWork ให้กลายเป็นธุรกิจ SaaS นั้นเป็นเพียงวิธีการล่าสุดที่ Adam และผู้บริหารคนอื่น ๆ ของ WeWork พยายามที่จะผูกบริษัทของพวกเขากับยักษ์ใหญ่รายอื่น ๆ ในซิลิกอน วัลเลย์

WeWork ต้องการอาคารสำนักงาน เฉกเช่นเดียวกับ Uber ต้องการรถยนต์ และ Airbnb จำเป็นต้องมีอพาร์ตเมนต์ WeWork จะกลายเป็นเครือข่ายสมาชิกมืออาชีพที่ดีกว่า LinkedIn รวมถึงข้อมูลที่มีการรวบรวมจากแต่ละสถานที่จะทำให้กลายเป็น Google Analytics สำหรับพื้นที่สำนักงาน หรือแม้กระทั่งการจินตนาการให้ WeWork เปรียบเสมือน คลังสินค้าของ Amazon ที่มีจิตวิญญาณมากกว่า

โดย Dave Fano ผู้ก่อตั้ง Case ซึ่งเคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเติบโตของ WeWork กล่าวว่าเป้าหมายของ WeWork คือ การกำจัดตัวเองไม่ให้เป็นเหมือนบริษัททางด้านอสังหาริมทรัพย์เหมือนในอดีต

ในขณะที่ WeWork นั้นมีเหล่าบริษัท Startup มากมายที่เป็นสมาชิกในสำนักงานให้เช่าของพวกเขา แต่ยังไม่มีใครใน Silicon Valley เชื่อว่า WeWork เป็นหนึ่งในพวกเขา Adam แทบใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งในการสร้างทีมเทคโนโลยี Adam ได้ว่าจ้าง Shiva Rajaraman ซึ่งเคยเป็นวิศวกรที่ Youtube , Spotify และ Apple ซึ่ง Adam ได้บอกกับ Rajaraman ว่า เขาควรจะออกจาก Apple เพราะสิ่งที่ WeWork กำลังสร้างนั้น เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า iPhone มาก

Shiva Rajaraman มือดีด้านเทคโนโลยีที่ Adam ได้มาร่วมทีม (CR:CTech.com)
Shiva Rajaraman มือดีด้านเทคโนโลยีที่ Adam ได้มาร่วมทีม (CR:CTech.com)

ทีมเทคโนโลยีของ WeWork เติบโตขึ้นจากจำนวนครึ่งโหลในปี 2013 เป็นมากกว่า 200 คน งานแรกที่ Rajaraman ต้องทำคือโปรเจค Space Man ซึ่งเป็นการสร้างและดูแลระบบภายในองค์กรแทนที่จะ outsource ไปยังบริษัทอื่น

โดย Space Man ที่ Rajaraman ต้องเข้ามาดูแลนั้น ไม่สามารถประมวลผลการชำระเงินที่เข้ามา ในตอนที่บริษัทได้ทำการเปิดตัวที่ Mexico เมื่อ WeWork เปิดให้บริการในอินเดีย ซึ่งผู้เช่าส่วนใหญ่ต้องการชำระเป็นเงินสด ทีมวิศวกรต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อหาวิธีในการนำเงินสดเข้าสู่ระบบ

ในส่วนของเทคโนโลยีในสำนักงานนั้น WeWork ได้ติดตั้งเซ็นเซอร์ใต้โต๊ะในห้องประชุมเพื่อระบุจำนวนคนที่ใช้ในระหว่างวัน พวกเขาทดลองใช้กล้องและไมโครโฟนที่สามารถติดตามการแสดงออกทางสีหน้าและน้ำเสียงได้

บริษัทกำลังใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลกกับปัญหาภายในสำนักงาน มีทีมหนึ่งใช้ Machine Learning เพื่อคาดการณ์การใช้งานห้องประชุม ซึ่งให้ความแม่นยำ 80% และสามารถแนะนำพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการประชุมแต่ละประเภทได้

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของ WeWork คือการใช้อัลกอริธึมที่สามารถสร้างเค้าโครงคร่าว ๆ ของพื้นที่สำนักงานใหม่ได้เร็วกว่าสถาปนิกที่เป็นมนุษย์ของบริษัท

แต่ต้องบอกว่าสิ่งที่พวกเขาทำทั้งหมดนั้นดูเหมือนจะไม่ได้มีอะไรใหม่ เป็นการนำสิ่งต่าง ๆ มาประกอบกันเท่านั้น

การก่อสร้างเป็นธุรกิจที่สกปรก และเป็นการยากที่จะเชื่อมโยงข้อตกลงระหว่างผู้รับเหมาช่วงกับอัลกอริธึมได้ บริษัทได้ปรับปรุง supplychain ของเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน แต่นั่นหมายความว่าพวกเขาได้เพียงแค่ส่วนลดเท่านั้น ไม่ใช่การคิดค้นอุตสาหกรรมใหม่แต่อย่างใด

ซึ่งนอกเหนือจากการทำให้ธุรกิจหลักของ WeWork มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ความหวังก็คือเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ อย่างน้อยต้องช่วยให้ WeWork หาวิธีในการสร้างรายได้ในโมเดลรูปแบบใหม่ ๆ

เซ็นเซอร์ในห้องประชุมอาจตรวจจับเมื่อสมาชิกใช้ห้องโดยไม่จ่ายเงิน Son และ Adam นั้นได้พูดคุยเกี่ยวกับแนวคิดของ “การเป็นสมาชิกเสมือน” โดยผู้คนจะเข้าร่วมชุมชนของ WeWork โดยไม่ต้องเช่าโต๊ะทำงาน

WeWork ได้สัญญากับเหล่านักลงทุนอีกครั้งว่าจะเปลี่ยนบริษัทให้กลายเป็นคนกลางที่ขายทุกอย่างตั้งแต่ซอฟต์แวร์ Salesforce ไปจนถึงส่วนลดบริการอย่าง Lyft

ในปี 2017 Adam พยายามซื้อบริษัท Comfy ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีแอปเพื่อจัดการระบบต่าง ๆ ที่จำเป็นในการสร้างอาคารซึ่งเหมาะกับ WeWork และผู้ก่อตั้ง Comfy ก็ให้ความสนใจ

แต่การเจรจาก็ดำเนินไปหลายเดือน ผู้ก่อตั้งทั้งสามของ Comfy ต้องการเงินสดนอกเหนือจากหุ้นของ WeWork แต่ Adam ปฏิเสธ โดยยืนยันว่าทั้งสามเป็นคนโง่ที่ไม่รับหุ้นที่มูลค่าจะเติบโตได้ในอนาคตอย่าง WeWork

มีหลากหลายกิจการที่ Adam ต้องการซื้อ หลังจากได้เงินจำนวนมหาศาลจาก Softbank เขามีความคิดที่จะซื้อแม้กระทั่ง Slack และ Zoom ซึ่งตอนนั้นยังเป็นบริษัทที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

แต่ผู้บริหาร WeWork หลายคนต่างสับสนกับท่าทีของ Adam กับความสนุกสนานในการเข้าซื้อกิจการต่าง ๆ เหล่าผู้บริหารหลายคนต้องการให้ Adam เข้าหาบริษัทอื่น ๆ เพื่อสร้างพันธมิตรที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะช่วยส่งเสริมธุรกิจของ WeWork

แต่ต้องบอกว่าท่าทีของ Adam นั้น แค่ต้องการซื้อ ๆ ๆ ไม่ใช่การหาพันธมิตรแต่อย่างใด ซึ่งการเจรจามักจบลงไม่สวยทุกครั้ง Adam นั้นคิดว่าถ้าเขาควบคุมบริษัทเหล่านี้ได้มันจะทำได้ดีกว่านี้ ซึ่งเป็นความคิดที่ไร้สาระเอามาก ๆ

Adam ทุ่มเงินอย่างดุเดือดจนเมื่อคู่แข่งในธุรกิจสำนักงานและพื้นที่สำนักงานได้รับคำถามจากนักลงทุนว่าเขาวางแผนที่จะเอาชนะ WeWork อย่างไร บริษัทคู่แข่งต่างขยาด เพราะเงินของ Softbank และความกระหายที่อยากซื้อกิจการของ Adam นั้นสูงลิบลิ่ว

แต่สิ่งที่เหลือเชื่อคือ การซื้อบริษัทของ Adam นั้นบางครั้งดูเหมือนคนโง่ และดูจะไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของ WeWork เลย ตัวอย่างเช่น เขาใช้เงิน 13.8 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าถือหุ้นใหญ่ใน Wavegarden บริษัทสัญชาติสเปนที่ผลิตสระว่ายน้ำในทะเลสำหรับนักเล่นเซิร์ฟ

Adam อ้างว่าเขาเห็น Wavegarden เป็นยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสำหรับองค์กรที่ WeWork จะช่วยเหลือในอนาคต แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูเหมือนการเล่นของเด็กน้อยมือเติบ ที่เพิ่งเห็นเงินมหาศาลอยู่ในมือเสียมากกว่า

ในห้องประชุมผู้บริหารที่สำนักงานใหญ่ของ WeWork มีรูปถ่ายขนาดใหญ่ของ Adam กำลังโต้คลื่น และนั่นเองทำให้เหล่าผู้บริหารระดับสูงรวมถึงพนักงานต่างสับสนกับการกระทำในครั้งนี้ของ Adam เป็นอย่างมาก

ต้องบอกว่า มาถึงตอนนี้ สถานการณ์ของ WeWork หลังจากได้รับเงินทุนนั้น ดูจะสับสนกับทิศทางของบริษัทเป็นอย่างมาก

Adam ดูเหมือนคนที่ไม่เคยจับเงินจำนวนมากขนาดนี้ ทำให้ความคิดของเขานั้น เพียงแค่จะไล่ซื้อกิจการ หรือซื้อธุรกิจเพื่อมาตอบสนองตัณหาส่วนตัวเพียงเท่านั้น ไม่ได้ใส่ใจถึงยุทธศาสตร์ของบริษัทเลย และที่สำคัญความควาดหวังของ Softbank นั้นสูงลิบลิ่วกับเงินลงทุนจำนวนมหาศาลขนาดนี้

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป หลังจากนี้ Adam จะแบกรับความกดดันจากการลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาลได้หรือไม่ WeWork จะเดินไปในทิศทางไหนต่อ โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Geek China EP22 : Alibaba: Other Innovation Innitiatives

EP นี้จะมาเล่าธุรกิจนวัตกรรมอื่นๆ ที่เริ่มต้นก่อตั้งหรือซื้อกิจการผ่านการลงทุนและรวบควบมารวมในเครืออาลีบาบาในช่วงระหว่างปี 2009-2015 อันได้แก่ 

1. ธุรกิจด้าน digital-navigation Amap 高德地图
2. ธุรกิจแอปการสื่อสารสนทนาสำหรับenterprise DingTalk 钉钉 รวมทั้งย้อนเล่าถึงบทเรียนของการกำเนิดและล่มสลายของแอปพลิเคชั่น Laiwang 来往
3. ธุรกิจ Local Consumers Services ที่รวมเอาข้าวสารข้อมูล lifestyle ในชีวิตของคนจีน Koubei口碑
4. ธุรกิจ Digital Health ที่ชื่อว่า Ali Health 阿里健康 (HK: 00241)

แต่ละธุรกิจทำอะไร มีกลยุทธ์อย่างไร ทั้งหมดติดตามได้ใน EP 22

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/35KBLy4

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2m0PTzR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/koHUg0cSSig

Credit Image : https://www.laingbuissonnews.com/healthcare-markets-international-content/inbusiness-healthcare-markets-international-content/hong-kong-ali-health-raises-us1-3bn-in-hong-kongs-largest-healthcare-follow-on-offering/

Billion Dollar Loser ตอนที่ 8 : The Rising Son

เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคมของปี 2016 Adam และผู้บริหารหลายรายของ WeWork ได้บินไปที่ประเทศอินเดีย เพื่อการประชุมทางด้านธุรกิจโดยมีเจ้าภาพคือ นายกรัฐมนตรีอินเดียอย่าง Narendra Modi ซึ่งต้องบอกว่าเศรษฐกิจอินเดียกำลังเติบโตอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดย GDP เพิ่มขึ้น 7% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่แทบจะสูงที่สุดในโลกในยุคนั้น

Marc Schimmel หนึ่งในนักลงทุนของ WeWork ได้พยายามผลักดันให้ Adam นั้นหันมาโฟกัสที่ตลาดอินเดีย เพราะเป็นอีกหนึ่งตลาดที่กำลังเติบโตอย่างสูงมาก

และ Adam ก็ได้ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวตระเวนทัวร์อินเดีย โดยเมื่อทีม WeWork ถึงมุมไบ Adam ก็ได้ไปพบปะกับนักธุรกิจท้องถิ่นหลายคนผ่านทาง Connection ของ Schimmel

โดยหนึ่งในนั้นคือ Jitu Virwani ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์และชายที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของอินเดีย ที่สนใจจะร่วมทุนกับ WeWork เพื่อขยายธุรกิจมายังประเทศอินเดีย

โดยในคืนสุดท้ายของเขาที่อินเดียนั้น Adam ได้ไปพบกับหนึ่งในบุคคลสำคัญมาก ๆ นั่นก็คือ Masayoshi Son ที่บาร์ชั้นบนสุดของอาคารแห่งหนึ่งในนิวเดลี

การประชุมดังกล่าว กำหนดขึ้นโดย Nikesh Arora รองประธานของ Softbank ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องบอกว่า Softbank เองแทบจะไม่เคยสนใจในธุรกิจของ WeWork มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

ต้องบอกว่าตัว Masayoshi Son เอง ก็เก็บงำความสงสัยในหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับธุรกิจ WeWork ของ Adam ส่วน Adam เอง ก็มีความต้องการเป็นอย่างมากที่จะพบกับ Son เพราะเขามั่นใจว่า เขาสามารถโน้มน้าวให้ Softbank ลงทุนได้

ดูเหมือนการพบกันครั้งนี้ ทำให้ Son เองมองเห็นอะไรบางอย่างในตัว Adam ที่สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณของธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการได้ เหมือนที่เขาในผู้นำธุรกิจหลาย ๆ ที่เขาเคยประสบพบเจอมา

ต้องบอกว่า การลงทุนของ Son นั้นเป็นสิ่งที่ผสมผสานระหว่างเรื่องของการมองไปที่ตัวบุคคล กับ การมองตัวเลขทางด้านธุรกิจ ซึ่งพบว่าหลาย ๆ ครั้ง Son ตัดสินใจเพียงไม่กี่นาที หากเขารู้สึกเชื่อมั่นในผู้ก่อตั้งที่ มีความเชื่ออย่างแท้จริงในหัวใจของพวกเขาว่าจะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ เขาก็พร้อมจะอัดเงินให้แบบทันที

ตัวอย่างตอนที่ Son ได้พบกับ Jack Ma มันเป็นจิตวิญญาณผู้ประกอบการตัวจริงที่ Jack Ma แสดงให้ Son เห็น ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องเงินเป็นเรื่องรอง Son ต้องการเข้าถึงจิตใจของคนเหล่านี้มากกว่า ว่าพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงโลกผ่านเงินลงทุนของเขาหรือไม่

Adam และ Son นั่งคุยกันเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง บนโซฟาตัวเล็กที่มุมบาร์ Adam บอก Son เกี่ยวกับการเติบโตของ WeWork โดยบริษัทกำลังจะเปิดสาขาที่หนึ่งร้อยในปลายปีนั้น ซึ่งเป็นจำนวนที่ Adam นั้นใฝ่ฝันมานานแล้ว

หลังจากนั้นเมื่อ Adam เดินทางกลับไปที่อเมริกา Son เองก็มีแผนที่จะมาเยือนอเมริกาอยู่แล้ว และได้วางแผนที่จะไปเยี่ยมสำนักงานใหญ่ของ WeWork ด้วยเช่นกันในการเดินทางเยือนอเมริกาของเขา

Son เดินทางมาที่อเมริกาโดยมีจุดประสงค์หลายประการ อย่างแรกคงเป็นการมาเยี่ยมเยียนประธานาธิบดี Donald Trump ที่เพิ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016

Son เองสนใจที่จะรื้อฟื้นการควบรวมกิจการระหว่าง T-Mobile และ Sprint ซึ่ง Softbank เป็นเจ้าของ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวถูกเบรค โดยหน่วยงานกำกับดูแลของอดีตประธานาธิบดี Barack Obama ที่กังวลเกี่ยวกับการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์มือถือ

และ Son เองก็มีแผนที่จะนำ Softbank เข้ามาลงทุน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ และสร้างงานใหม่ห้าหมื่นตำแหน่งในช่วงสี่ปี ซึ่งเป็น Timeline ที่เชื่อมโยงกับการครองอำนาจของประธานาธิบดีคนใหม่อย่าง Donald Trump ในตอนนั้น

Son เข้ามาร่วมลงทุนและสร้างงาน 5 หมื่นตำแหน่งในสมัยของ Trump (CR:jsonline.com)
Son เข้ามาร่วมลงทุนและสร้างงาน 5 หมื่นตำแหน่งในสมัยของ Trump (CR:jsonline.com)

เนื่องจาก Softbank เองได้มีการประกาศโครงการ Vision Fund ซึ่งเป็นกองทุนร่วมทุนมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ และกลายเป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพันธมิตรจากทั้ง Foxconn รัฐบาลอาบูดาบี และ Apple ซึ่งมีเงินสดอยู่ในมือมากจนไม่รู้จะเอาไปลงทุนที่ไหนต่อ รวมถึงเงินส่วนใหญ่ที่มาจากรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย

ในช่วงหลายเดือนนับตั้งแต่ Son และ Adam ได้พบกันที่อินเดีย พวกเขาได้หารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการลงทุน และ Vision Fund อาจจะเติมเต็มสิ่งที่เป็นไปได้ให้กับ WeWork

ซึ่งในวันเดียวกับที่ Son มีกำหนดการไปเยี่ยมประธานาธิบดี Trump เขาก็มีกำหนดการในการทัวร์สำนักงานใหญ่ของ WeWork แต่ Son เองยังสงวนท่าที โดยไม่ได้รับปากว่าจะเข้าร่วมทัวร์บริษัทและร่วมฟังการนำเสนอแบบเต็มรูปแบบจาก WeWork แต่อย่างใด

ในวันนั้น ตัวแทนของ Softbank ได้โทรแจ้ง Adam ให้ทราบว่า Son จะเข้ามาสาย Adam เริ่มกระวนกระวายเดินไปมาในห้องทำงานของเขา ซึ่งหลังจากผ่านช่วงเช้าไป Son ก็ยังไม่มาปรากฏตัวซะที

Adam เตรียมการนำทัวร์ไว้ถึง 2 ชม. แต่ เมื่อ Son มาถึง มันก็เลทไปเยอะมากแล้ว มันเหลือเวลาเพียงแค่ 12 นาที ให้ Adam ทำทุกอย่างเพื่อให้ Son หันมาสนใจลงทุนกับ WeWork

Adam นั้นรู้เป็นอย่างดีว่า Vision Fund มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยี ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นหลังจากที่เดินผ่านชั้นที่หนึ่งของอาคารที่เต็มไปด้วยสมาชิกของ WeWork เพื่อแสดงให้เห็นว่ามันน่าอยู่เพียงใด

Adam ได้พา Son ตรงไปที่ ห้องปฏิบัติการด้าน R&D ของบริษัท บนชั้นสาม ซึ่ง Dave Fano ผู้ร่วมก่อตั้ง Case-Buildings บริษัทด้านข้อมูลที่ Adam ได้ทำการซื้อมา กำลังแสดงให้ Son ได้เห็นถึงเทคโนโลยีเบื้องหลังต่าง ๆ ที่ WeWork กำลังพัฒนา ซึ่งหลังจาก 12 นาทีผ่านไป Son ก็บอกให้ Adam ขึ้นรถไปกับเขา

Adam รีบคว้ากระเป๋า และกระโดดขึ้นรถไปที่เบาะหลังทันที Son ไม่ได้ต้องการให้ Adam นำเสนองานใด ๆ ต่อบนรถ แม้จะมีข้อสังสัย แต่ Son ประทับใจในความเร็วที่ WeWork สามารถขยายตัวโดยใช้แรงงานที่เป็นมนุษย์ได้ดีมาก

ในเดือนนั้น WeWork ได้เปิดสำนักงานใหม่ 13 เมืองใน 7 ประเทศ ซึ่ง Adam ยังได้เตรียมนำข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับกองทุน Vision Fund ให้กับ Son อีกด้วย

ซึ่งในขณะที่ Adam และ Son กำลังนั่งรถเคลื่อนออกจากสำนักงานใหญ่ของ WeWork สิ่งที่เหลือเชื่อคือ Son ได้ดึง iPad ออกมาและเริ่มร่างเงื่อนไขของข้อตกลง : Softbank และ Vision Fund จะลงทุนมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ใน WeWork ซึ่งการลงทุนครั้งนี้จะเป็นการระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ WeWork เคยระดมทุนมา

Son ได้ทำการเซ็นชื่อและลากเส้นอีกเส้น ถัดจากนั้นก็ส่งสไตลัสให้กับ Adam มันเป็น Deal ที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ สำหรับ Adam หลังจากเขาได้พยายามทำสิ่งนี้มาหลายปี ในที่สุด มันก็ถึงเส้นชัยของ WeWork เสียที

หลังจากที่ Son ขอตัวไปทำธุระต่อ Adam ก็ได้เข้าไปในรถยนต์ Maybach สีขาวของเขา ซึ่งขับตามหลังรถของ Son โดยได้เปิดเพลงแร็พแบบสุด Volume และขับรถกลับไปที่สำนักงานใหญ่ของ WeWork

ต้องบอกว่าภาพถ่ายลายเซ็นของ Son ที่เป็นสีแดง และ สีฟ้าของ Adam นั้นกำลังถูกเผยแพร่ในหมู่ผู้บริหาร WeWork มันใช้เวลาเพียงแค่ 12 นาทีเท่านั้น นับตั้งแต่ Son ย่างเก้าเข้ามาที่สำนักงานใหญ่ของ WeWork แต่ตอนนี้ Adam กำลังได้รับการลงทุนในการร่วมทุนที่ใหญ่ที่สุดตลอดกาลของประวัติศาสตร์บริษัท WeWork ได้สำเร็จ

การลงทุนของ Softbank ใน WeWork ครั้งนี้ ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 สิงหาคม ปี 2017 มีมูลค่ารวม 4.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินบางส่วนจาก Softbank เองและ อีก 1.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับการจัดสรรสำหรับการขยายกิจการไปยังเอเชียของ WeWork

มันได้ทำให้มูลค่าของ WeWork พุ่งสูงขึ้นเป็น 20,000 ล้านดอลลาร์ และทำให้ WeWork กลายเป็นบริษัท Startup ที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับสี่ในอเมริการองจาก Uber , Airbnb และ SpaceX เพียงเท่านั้น

นั่นทำให้เหล่านักลงทุนกลุ่มแรก ต่างร่ำรวยกลายเป็นมหาเศรษฐีกันถ้วนหน้า แต่ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเกมครั้งนี้ คือ Adam โดย We Holdings บริษัทนิติบุคคลส่วนตัวของ Adam ได้ทำการขายหุ้น WeWork มูลค่า 361 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนเงินสูงสุดและมากกว่าพนักงาน WeWork คนอื่น ๆ ที่ได้รับการจัดสรรหุ้นไปก่อนหน้านี้

ต้องบอกว่าเป็นจำนวนเงินที่น่าตกใจมากที่ Adam ได้ตัดสินใจขายหุ้นไปจำนวนมหาศาลขนาดนี้ เหตุใดเขาจึงไม่รอเงินที่จะได้รับอีกมากมายหลังจากนี้ เพราะ WeWork กำลังจะกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ และทำเงินได้อีกมากมายมหาศาลในอนาคต

ซึ่งคำตอบก็คือ Adam จำเป็นต้องใช้เงิน เพื่อตอบสนองชีวิตที่ฟุ่มเฟือยมากขึ้นเรื่อย ๆ ของเขา ช่วงสิ้นปี 2017 Adam และ Rebekah ใช้เงิน 35 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้ออพาร์ทเมนต์สี่ห้องในอาคาร Gramercy โดยรวมสามยูนิตเข้าด้วยกันให้กลายเป็นเพนต์เฮาส์ขนาดใหญ่

เพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางนิวยอร์กที่ Adam ได้ซื้อทันทีหลังจากขายหุ้นล็อตใหญ่ (CR:BusinessInsider.com)
เพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางนิวยอร์กที่ Adam ได้ซื้อทันทีหลังจากขายหุ้นล็อตใหญ่ (CR:BusinessInsider.com)

Adam ได้ซื้อบ้านให้พี่สาวและยายของเขา โดยจ่ายค่าเช่า และค่าเล่าเรียนทั้งหมดคืนให้กับพวกเขาที่ได้ยืมมาก่อนหน้านี้ ตอนเริ่มต้นใช้ชีวิตในนิวยอร์กใหม่ ๆ

พนักงานของ WeWork ทำได้เพียงแค่กลอกตา เมื่อนึกถึงคำพูดของ Adam และ Rebekah ที่ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจแบ่งปัน หรือ เรื่องที่พวกเขาไม่ได้เป็นพวกวัตถุนิยม แต่ตอนนี้ ทั้งคู่กำลังเปลี่ยนไปเป็นอีกคนแล้ว

“เราเชื่อใน รูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่นี้” Rebekah ให้สัมภาษณ์ หลังจาก Deal ใหญ่ของ WeWork และ Softbank ดำเนินการเสร็จโดยสมบูรณ์ และ Adam กำลังเป็นเจ้าของบ้านสุดหรูจำนวน 5 หลัง ใจกลางมหานครนิวยอร์ก

ต้องบอกว่า ถึงตอนนี้ มันได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของทั้ง Adam และ WeWork ที่เหมือนถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ สถานการณ์ ที่ดูเหมือนจะหมดหวังก่อนหน้านี้ ได้ชายที่ชื่อ Masayoshi Son ที่ได้กลายเป็นอัศวินขี่ม้าขาว มาช่วยกอบกู้วิกฤติได้ทัน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อกับเรื่องราวของ Adam และ WeWork โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้าครับผม

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Geek Monday EP91 : Coded Bias เมื่ออัลกอริธึม AI มีอคติและไม่ได้เป็นกลางอย่างที่เราคิด

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่ง Documentary ที่ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจอีกเรื่องนึงเลยทีเดียวสำหรับ Coded Bias จาก Netflix เรื่องราวที่เกี่ยวปัญหา Bias ความอคติจาก Code ของเทคโนโลยีทางด้าน AI ที่เป็นปัญหาสั่งสมมานานแสนนาน และยังไม่มีทีท่าว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เลย

เป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน Joy Buolamwini ที่เป็นนักศึกษาผิวสี PhD Candidate ที่ MIT Media Lab ที่มีความฝันในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ผ่านเทคโนโลยีอย่าง Computer Vision

ซึ่งต้นตอปัญหาที่เธอพบเจอคือ เทคโนโลยีอย่าง Facial Recognition ที่พบว่า เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน นั้นไม่สามารถจดจำหน้าเธอได้ แต่เมื่อเธอใส่หน้ากากสีขาวครอบไปที่ใบหน้าของเธอ มันกลับทำงานได้ซะอย่างงั้น

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3iRxQY9

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2m0PTzR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/g9EE_-HE800