ประวัติ Michael Dell ตอนที่ 2 : Going Public

ธุรกิจคอมพิวเตอร์ของ Michael Dell นั้นเป็นไปตามที่เขาคิดไว้ เพราะกิจการของเขานั้นเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ๆ ในช่วงแรกของการก่อตั้งนั้นแทบจะไม่มีระบบคอมพิวเตอร์มารองรับคำสั่งซื้อจำนวนมาก แต่ด้วยจำนวน order ที่มีเข้ามามากมายทำให้ Michael ต้องเดินไปรับคำสั่งซื้อจากพนักงานขาย เพื่อรวมรวมคำสั่งซื้อเหล่านี้ไว้บนแผ่นดิสก์ แล้วจึงนำไปประมวลในฐานข้อมูลต่อไป

เพียงแค่หนึ่งเดือนหลังจากย้ายจากหอพักมาอยู่ที่สำนักงานขนาด 1,000 ตร.ฟุต บริษัท Dell Computer ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนต้องย้ายไปอยู่สำนักงานแห่งใหม่ขนาด 2,350 ตร.ฟุต และหลังจากนั้นเพียงไม่นานก็ต้องย้ายอีกครั้งไปอยู่สำนักงานขนาด 7,200 ตร.ฟุต

และในที่สุดเมื่อถึงปี 1985 บริเวณพื้นที่เดิมของบริษัท ก็ไม่สามารถรองรับไหว ทั้ง infrastructure พื้นฐานอย่างโทรศัพท์ รวมถึงโครงสร้างองค์กรที่ขณะนั้นเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ Michael ต้องพาทีมงานย้ายไปอยู่สำนักงานที่ใหญ่พอ ๆ กับสนามฟุตบอล เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เข้ามาอย่างมหาศาล

และด้วยการที่กิจการขยายอย่างรวดเร็ว ทำให้ Michael เองก็ต้องรับพนักงานเพิ่มอีกจำนวนมาก ทั้งนักบัญชี นักการตลาด หรือแม้กระทั่งฝ่าย IT เองก็ตาม ซึ่งตอนนั้น ก็จะกวาดต้อนเอาหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสมาแทบจะทั้งหมดในทุกสาขาที่เขาต้องการ

และด้วยความที่ Michael เองนั้นเป็นคนที่ทำงานแบบลงมือปฏิบัติจริง และ เห็นผลจากการปฏิบัตินั้นจริง ๆ ทำให้เขาคิดตลอดเรื่องการที่จะทำให้ Dell Computer ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร

และจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้ Dell Computer มีชื่อเสียงด้านบริการมาจวบจนถึงปัจจุบันนั้นต้องบอกว่ามาจากวัฒนธรรมตั้งต้นของบริษัท ที่ Michael สร้างมานั่นเอง ในบริษัทนั้น ทีมงานด้านการขาย ซึ่งอาจจะต้องมาประกอบเครื่องด้วยตัวเองในบางครั้ง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ชอบงานแบบนี้ก็ตามที แต่มันทำให้พวกนักขายเหล่านี้ได้รู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้ดีขึ้นนั่นเอง และที่สำคัญยังทำให้ได้รู้ว่า ลูกค้าใช้ข้อมูลอะไรบ้างในการตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง

ในปี 1986 บริษัทก็ได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นมืออาชีพเข้าไปอีกขั้นเมื่อได้ทำการจ้าง Lee Walker มาเป็นประธานบริษัท ซึ่ง Lee นั้นเป็นคนที่มีประสบการณ์สูงมาก เคยทำงานกับบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่มาหลายแห่ง

โดย Lee ทั้งทำหน้าที่ในการช่วยจัดหาเงินทุนเพื่อมาลงทุนเพิ่มเติม รวมถึงการกำหนดรูปแบบคณะกรรมการบริษัทขึ้นมา และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทเพิ่มมากขึ้น เพราะ Lee นั้นเป็นมืออาชีพตัวจริงคนแรก ๆ ที่ได้ร่วมงานกับ Dell Computer

หลังจากนั้น Michael ก็ได้เริ่มสร้างต้นแบบของการขายตรงที่มีชื่อว่า “Direct From Dell” ขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการขายให้กับลูกค้าโดยตรงแบบไม่ผ่านตัวแทน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ สำหรับธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีกลุ่มลูกค้าตั้งแต่บุคคลทั่วไป จนถึง บริษัทขนาดใหญ่ที่ติดอันดับ Fortune 500

ในขณะที่คู่แข่งนั้นต่างคิดเองว่า คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องนั้นจะต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้าง แต่ Michael กลับคิดต่าง เพราะลูกค้าจะบอกเองว่าพวกเขาต้องการอะไร ซึ่งที่ Dell นั้นเสนอแม้กระทั่งการทำคอมพิวเตอร์แบบพิเศษให้เฉพาะลูกค้าแต่ละราย

Direct From Dell ที่เน้นขายตรงให้กับลูกค้า
Direct From Dell ที่เน้นขายตรงให้กับลูกค้า

และเป็นเหตุให้ Dell ไม่จำเป็นต้องมีคลังสินค้าขนาดใหญ่เพื่อเก็บสินค้าเหมือนกับบริษัทอื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งในตลาด และสามารถทำราคาได้ดีกว่ามาก และได้ฐานข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการจากลูกค้าได้โดยตรง

การที่ได้ติดต่อกับลูกค้าโดยตรง ทำให้สามารถรู้ถึงความต้องการในตลาดได้ สามารถคาดเดาว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการคืออะไร เพราะคอมพิวเตอร์เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว ระบบส่งตรงของ Dell จึงเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญที่ทำให้ Dell Computer นั้น เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

และเมื่อถึงสิ้นปี 1986 Dell Computer มียอดขายรวมประมาณ 60 ล้านเหรียญต่อปี ตอนนั้นสถานการณ์ของ Dell อยู่ในจุดที่ดีมาก ๆ เหล่านักลงทุนเริ่มสนใจจะมาลงทุน ธนาคารก็ต้องการปล่อยกู้กับให้ Dell Computer เรียกได้ว่าตอนนั้น Dell เริ่มเนื้อหอมมาก ๆ ในสายตาเหล่านักลงทุน

ในปี 1987 Dell Computer ได้ขยายกิจการไปยังทวีปยุโรป ได้เปิด Dell UK ขึ้นที่ประเทศอังกฤษ แม้จะโดนสื่อมวลชนจากอังกฤษ สบประมาท ในกลยุทธ์เรื่องการส่งตรงที่ได้ผลดีในอเมริกา แต่เหล่าสื่อกลับมองว่า เป็นแนวคิดที่ใช้ไม่ได้ที่อังกฤษ เพราะในอังกฤษไม่มีใครซื้อคอมพิวเตอร์จากโรงงานโดยตรง

แต่ลูกค้าในอังกฤษกลับไม่คิดอย่างงั้น พวกเขารู้ดีว่าต้องการอะไรที่แท้จริงจากธุรกิจคอมพิวเตอร์ และ Dell ก็สามารถให้พวกเค้าได้ ซึ่งบริษัท Dell UK นั้นสามารถทำกำไรได้ตั้งแต่เปิดดำเนินการวันแรกมาจวบจนถึงปัจจุบัน ที่สามารถสร้างรายได้ไปกว่าหลายหมื่นล้านเหรียญ

และมันทำให้ Michael Dell นั้นคิดถึงการที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนมาสร้างความเติบโตให้กับบริษัท และเพิ่มเครดิตจากบรรดาผู้ผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเหล่าลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนแต่ต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติมแทบจะทั้งสิ้น

และเป็น Lee ที่จัดการเรื่องดังกล่าว และมีการแต่งตั้งบริษัทเงินทุนเข้ามาจัดการเรื่องดังกล่าว และในเดือนมิถุนายนปี 1988 บริษัทสามารถเพิ่มทุนได้อีก 30 ล้านเหรียญ ซึ่งทำให้มูลค่ากิจการของ Dell Computer มีมูลค่าสูงถึง 85 ล้านเหรียญ และก้าวเข้าสู่หลักไมล์ครั้งสำคัญในการเป็นบริษัทมหาชนได้สำเร็จ

ต้องบอกว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก กับการสร้างธุรกิจด้วยเงินทุนเพียง 1,000 เหรียญ ของ Michael Dell ใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปี ก็สามารถทำให้ Dell Computer กลายเป็นบริษัทมหาชนได้สำเร็จ ซึ่งสิ่งที่ Dell ทำนั้นกลายเป็นต้นแบบที่ปฏิวัติแนวคิดทางธุรกิจคอมพิวเตอร์ที่ใคร ๆ เคยทำมาก่อนจนหมดสิ้น แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อกับ Dell Computer หลังจากได้รับเงินทุนมหาศาลเพื่อมาขยายกิจการ โปรดติดตามในตอนต่อไปครับผม

References : https://www.varchev.com/en/strong-earnings-power-global-shares-higher/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Marriage Story แมริเอจ สตอรี่

่เรียกได้ว่าส่งผลงานคุณภาพออกมารัว ๆ เลยทีเดียวสำหรับ แพลตฟอร์ม Streaming ยักษ์ใหญ่อย่าง Netflix หลังจากที่แฟน ๆ หลาย ๆ คนเพิ่งได้เสพอรรถรสแบบเต็มอิ่มจากหนังคุณภาพอย่าง The Irishman ทาง Netflix ก็ส่งอีกหนึ่งในหนังคุณภาพอย่าง Marriage Story แมริเอจ สตอรี่ ออกมาต่อทันที

สำหรับ Marriage Stroy เป็นอีกหนึ่งในหนังคุณภาพที่แสดงให้เห็นถึงความหลักแหลมและความเห็นใจกัน เมื่อคู่ชีวิตต้องถึงคราวเลิกราและครอบครัวยังอยู่ต้องพร้อมหน้ากัน ผลงานจากโนอาห์ บอมบาค ผู้สร้างภาพยนตร์ที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ นำแสดงโดยสการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน, อดัม ไดรเวอร์, ลอร่า เดิร์น, อลัน อัลดา และเรย์ ลิออตต้า

เรื่องราวปัญหาคู่ชีวิตแต่งงานที่เป็นผลงานอีกหนึ่งคุณภาพจาก โนอาห์ บอมบาค เป็นงานที่เล่าเรื่องราวของการแต่งงานที่ต้องเลิกกันและสภาพครอบครัวที่ต้องอยู่ด้วยกัน หนังเลือกเปิดเรื่องด้วยการให้ นิโคล (สการ์เลตต์ โจฮันสัน) อธิบายถึงสิ่งที่เธอรักเกี่ยวกับสามีของเธอชาร์ลี (อดัม ไดรเวอร์) หลังจากนั้นก็เป็นฝ่ายชาร์ลีที่จะบอกเราว่าเขารักนิโคลภรรยาของเขาอย่างไร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังเพื่อปูพื้นให้ผู้ชมเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทำไมพวกเขาถึงได้แต่งงานกันตั้งแต่แรกนั่นเอง 

ต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นผลงานการแสดงที่สุดยอดที่สุดของ อดัม ไดรเวอร์ เลยก็ว่าได้ กับการแสดงที่ไม่เราแทบจะไม่เคยเห็นมาก่อน และทุกตัวละครในเรื่องต่างปลดปล่อยพลังงานของตัวเองผ่านบทที่ได้รับอย่างสุดพลัง

ส่วน สการ์เลตต์ โจฮันสัน นั้นเท่าที่ผมเคยดูผลงานของเธอมา สามารถพูดได้เต็มปากว่า เธอไม่เคยเล่นหนังเรื่องไหนได้ดีกว่าในหนังเรื่องนี้ ที่เธอต้องมารับบทเป็นผู้หญิงที่ชีวิตกำลังแตกหักและต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวของเธอ และสุดท้ายเธอจึงเลือกที่จะใช้ทางเลือกที่ต้องเจ็บปวดทั้งสองฝ่ายอย่างการดำเนินการทางกฏหมายผ่านทนาย

ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ มันได้ตีแผ่ชีวิตของคู่สมรสในด้านแย่ ๆ ผ่าน การเข้ามาของทนาย เพราะต้องขุดเอาทุก ๆ เรื่องที่แย่สุด ๆ มาสาดโคลนใส่กัน เพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในลูกของเธอและเขานั่นเอง

และมันทำให้เรื่องราวดำเนินมาถึงจุดพีคของหนัง ที่ต้องบอกว่า ใครที่เคยพบเจอปัญหาแบบนี้ในครอบครัวนั้นอาจจะต้องเสียน้ำตาได้เลยทีเดียว เป็นฉากทะเลาะกัน ถกเถียงกันที่ทั้งสองโชว์การแสดงที่สุดยอดออกมา มันคือการแสดงความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียด ได้แบบ perfect ที่สุดของดารานำทั้งสองเลยก็ว่าได้

และต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งสุดยอดผลงานการกำกับของ โนอาห์ บอมบาค  เขาทำให้ทุกอย่างดูเหมือนง่าย ด้วยรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน วิธีที่การที่เขาสร้างบทสนทนาเพียงแค่ไม่กี่นาที รูปแบบการถ่ายทำที่เล่นกับการแสดงออกทางสีหน้าของนักแสดงต่าง ๆ ซึ่งแม้จะเป็นในช่วงเวลาเงียบ ๆ ของหนัง แต่มันมีเสน่ห์แบบเหลือเชื่อ ที่ทำให้ผู้ชมต้องตราตรึงกับการแสดงของทั้งสอง

ต้องบอกว่า Marriage Story จะเป็นหนังที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตแต่งงาน ที่จะได้รับการจารึกต่อไปอีกหลายปีต่อจากนี้ เรียกได้ว่าหนังมีคุณสมบัติทุกอย่างที่จะกลายเป็นหนังคลาสสิกตลอดกาลอีกหนึ่งเรื่อง และอาจจะได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของทศวรรษเลยก็ว่าได้ กับเรื่องราวชีวิตคู่ที่แสนโศกเศร้าสุดขมขื่น และเส้นทางชีวิตที่ต้องแยกจากกันเพื่อที่จะให้ทั่งคู่ได้พบกับความสุขนั่นเองครับ เป็นหนังที่ห้ามพลาดเด็ดขาด ส่วนตัวคิดว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดในปีนี้แล้วเท่าที่ได้ดูมาครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

 

ประวัติ Michael Dell ตอนที่ 1 : Life’s Choices

เรื่องราวการกำเนิดขึ้นของ Dell Computer นั้นก็ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงวัยเด็กของ Michael Dell (Michael) ผู้ซึ่งแทบจะไม่เฉียดเข้าใกล้ความเป็นนักธุรกิจแม้แต่น้อยนิด เพราะครอบครัวของเขานั้นไม่ได้สนใจที่จะผลักดันให้ Michael มาฝักใฝ่ด้านการทำธุรกิจ

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของ Michael นั้นน่าจะเป็นเรื่องของสะสมง่าย ๆที่เด็ก ๆ มักมีในยุคนั้นอย่าง สแตมป์นั่นเอง ด้วยความที่พ่อของ Michael รวมถึงเพื่อนสนิทของเขานั้น ชอบสะสมสแตมป์ และ ทำให้ตัว Michael เองก็นิยมชมชอบในการสะสมแสตป์ไปด้วย

ต้องบอกว่าในช่วงปี 1973 ช่วงที่ Michael ยังเป็นเด็กนั้น ภาวะเศรษฐกิจในเมืองฮูสตัน เมืองที่เขาเกิด กำลังพุ่งถึงขีดสุด และแน่นอนว่าด้วยเศรษฐกิจที่คึกคักของเมืองก็พลอยให้งานอดิเรกอย่างการสะสมสแตมป์นั้น เป็นตลาดที่คึกคักตามไปด้วย และมูลค่าของมันก็สูงขึ้นทุก ๆ วัน

และ Michael เองก็ได้เริ่มเรียนรู้เรื่องธุรกิจจากการสะสมสแตมป์นี่เอง ด้วยวิธีการเปิดประมูล โดยตัวเขาได้รวมรวมบรรดาเพื่อนบ้านที่สะสมสแตมป์ และทำการลงโฆษณาในวารสารเกี่ยวกับการซื้อขายสแตมป์ ซึ่งสามารถทำเงินให้กับเขาได้สูงถึง 2,000 เหรียญเลยทีเดียว

หลังจากทดลองธุรกิจแรกและประสบความสำเร็จได้ด้วยดี เมื่ออายุได้ 16 ปี เขาก็ได้หาเงินเสริมในช่วงปิดเทอม โดยสมัครเป็นคนส่งหนังสือพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในเมืองฮูสตัน ซึ่งแน่นอนว่า เขาก็พยายามหารายได้ให้มากที่สุดจากงานเสริมนี้

เขาสำรวจพบว่าคนที่จะสมัครรับหนังสือพิมพ์ใหม่นั้น มักจะเป็นคนที่เพิ่งแต่งงานหรือคนที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ เขาจึงได้ไปหาข้อมูลเหล่านี้ที่อำเภอ (ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลเปิดในขณะนั้น) เขาสามารถทำรายได้จากการส่งหนังสือพิมพ์ในช่วงปิดเทอมได้สูงถึง 16,000 เหรียญเลยทีเดียว

Michael นั้นเริ่มสนใจในคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่เด็กเลยก็ว่าได้ เพราะ Michael นั้นถนัดในวิชาคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก และชอบในการคำนวณจึงสงสัยว่าเครื่องคิดเลขที่ใช้คำนวณมันทำอย่างได้อย่างไร

เขาได้เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ครั้งแรกเมื่ออายุได้ 15 ปี และเริ่มรื้อเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่พ่อเขาซื้อให้ทันที เพราะเขาสงสัยมานานแล้วว่าเจ้าคอมพิวเตอร์มันทำงานได้อย่างไร

และเหมือนกับสแตมป์ ที่เขามองว่าคอมพิวเตอร์นั้นสามารถที่จะสร้างเป็นธุรกิจทำเงินให้กับเขาได้เช่นเดียวกัน ในยุคนั้น IBM เพิ่งเปิดตัวคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) และทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย มีโปรแกรมต่าง ๆ มากกว่า เครื่อง apple ที่พ่อเขาซื้อให้เสียอีก

IBM เปิดตัว IBM PC ปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
IBM เปิดตัว IBM PC ปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

ทำให้ Michael พยายามซื้อทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ PC ไม่ว่าจะเป็น RAM DISK Monitor หรือ Modem ที่เพิ่งมีการเริ่มใช้งานในขณะนั้น เพื่อมาศึกษาว่า PC มันทำงานยังไง เรียกได้ว่าเป็นการ Reverse Engineer นั่นเอง

และแล้วเหมือนโชคชะตาจะเข้าข้าง Michael เพราะในปี 1982 นั้น งาน National Computer Conference ซึ่งเป็นงานประชุมคอมพิวเตอร์ระดับประเทศนั้นมาจัดขึ้นที่เมือง ฮูสตัน ที่เป็นบ้านเกิดของเขานั่นเอง

และเขาได้ไปในงานดังกล่าว เพื่อดูคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ที่กำลังจะวางตลาดที่มาโชว์ในงาน Conference ดังกล่าว และนี่เองที่ทำให้เขาได้เริ่มเห็นช่องว่างทางการตลาดครั้งใหญ่ ที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

ปรกตินั้น เครื่องคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปอย่าง IBM PC จะขายอยู่ที่ราคา 3,000 เหรียญ แต่ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ Michael นั้นรู้เป็นอย่างดี เพราะได้แกะเครื่องมาศึกษาชิ้นส่วนแทบจะทั้งหมด ทำให้รู้ว่าต้นทุนที่แท้จริง มันเพียงแค่ 600-700 เหรียญเพียงเท่านั้น

และตลาดค้าปลีกคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น ก็รับสินค้ามาเป็นเครื่องประกอบเสร็จแล้วอาจจะที่ราคา 2,000 เหรียญ ซึ่งแม้จะสามารถทำกำไรได้ถึง 1,000 เหรียญก็ตามที แต่แทบจะไม่มีบริการหลังการขายอะไรเลยด้วยซ้ำ

และร้านค้าปลีกเหล่านี้ก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วอเมริกา เพราะยุคนั้นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกำลังบูมมาก ซึ่งแน่นอนว่า ด้วยความรู้เรื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำให้เขาสามารถที่จะทำคอมพิวเตอร์ได้ในราคาที่ถูกกว่า และสามารถสู้ร้านค้าปลีกเหล่านี้ได้แบบสบาย ๆ

และเมื่อเขาได้เข้าเรียนในปี 1 ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน ตอนนั้นในหัวเขามีแต่คิดเรื่องดังกล่าววนเวียนอยู่ในหัวว่าจะทำอย่างไรถึงจะออกไปสร้างธุรกิจคอมพิวเตอร์ได้ เพราะตอนนั้น พ่อและแม่ของ Michael มองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน และ อยากให้เขาเรียนให้จบมหาวิทยาลัยก่อนเป็นอันดับแรก

แต่ในหัวของเขาเองนั้น รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าโอกาสที่เขาค้นพบนั้นมันยิ่งใหญ่ขนาดไหน ตอนนั้น Michael อายุได้ 18 ปี และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกำลังกลายเป็นที่นิยมแบบสุด ๆ และเขามั่นใจมาก ๆ ว่า สามารถที่จะสร้างคอมพิวเตอร์ที่ดีกว่าของ IBM ได้อย่างแน่นอน และสามารถให้บริการที่ดีกว่า และสามารถเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจด้านนี้ได้

ซึ่งเขาก็ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ ในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนสอบปลายภาค เขาได้จดทะเบียนบริษัทใหม่ชื่อ Dell Computer เพื่อดำเนินธุรกิจ ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 1,000 เหรียญ และย้ายจากคอนโดมิเนียมไปอยู่ในสำนักงานขนาด 1,000 ตร.ฟุต Michael ได้จ้างพนักงาน 2-3 คนในช่วงแรกของการก่อตั้ง เพื่อรับคำสั่งซื้อผ่านระบบโทรศัพท์ และอีก 2-3 คนที่ช่วยในการประกอบชิ้นส่วนทางคอมพิวเตอร์

Michael ที่ตัดสินใจครั้งสำคัญเมื่อเห็นโอกาสทางธุรกิจ
Michael ที่ตัดสินใจครั้งสำคัญเมื่อเห็นโอกาสทางธุรกิจ

แน่นอนว่าเขายังไม่ได้ออกจากการเรียนที่มหาวิทยาลัย แต่ใจของเขาตอนนี้อยู่ที่ Dell Computer เพียงอย่างเดียวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่การลาออกจากการเรียนเป็นสิ่งที่พ่อและแม่เขาคงรับไม่ได้เลย

แต่ในท้ายที่สุด เมื่อเขาเรียนจบชั้นปีที่ 1 Michael ก็ได้ตัดสินใจลาออกจากการเรียนทันที และมาเริ่มลุยธุรกิจที่ Dell Computer แบบเต็มตัว แต่ตอนนั้นก็ถือว่ายังโชคดีที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส นั้นยอมให้เขาพักการเรียนชั่วคราวโดยไม่ต้องถูกไล่ออก

ซึ่งทำให้เขาไม่ได้เสียอะไร นอกจากเวลา เพราะถ้า Dell Computer ไปไม่รอดจริง ๆ เขาก็สามารถที่จะกลับไปเรียนได้อีกครั้งนั่นเอง และสามารถทำตามความฝันของพ่อแม่เขาได้อีกครั้งหากพลาดพลั้งในธุรกิจในฝันของเขา

ต้องบอกว่าเรื่องราวของ Michael Dell ในการสร้างธุรกิจคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ ตอนนี้เขาก็พร้อมที่จะมาลุยกับ Dell Computer แบบเต็มตัวแล้ว เพื่อตามความฝันด้านธุรกิจของเขาให้สำเร็จ ด้วยความเชื่อมั่นแบบเต็มร้อย จะเกิดอะไรขึ้นต่อกับ Michael หลังจากตัดสินใจครั้งสำคัญในการเลือกลาออกจากการเรียนมหาลัย เพื่อมาทำธุรกิจในครั้งนี้ โปรดติตตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 2 : Going Public

References : https://www.inc.com/eric-markowitz/michael-dell-isnt-going-anywhere.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Blog Series : Direct from Dell

ในปี 1983 Michael Dell ซึ่งในขณะนั้น เป็นเพียงแค่นักศึกษาปี 1 แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส เขาได้หนีออกจากบ้านในเมืองบ้านเกิดอย่างฮูสตัน เพื่อมาเริ่มสร้างธุรกิจขายคอมพิวเตอร์ตามความฝันของเขา

Blog Series ชุดนี้ จะถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมา ของบริษัท Dell Computer ที่เริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียงแค่ 1,000 เหรียญของ Michael Dell เท่านั้น จนกลายเป็นธุรกิจหลายหมื่นล้านเหรียญอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

Dell เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งในด้านคอมพิวเตอร์ ทั้งระดับองค์กร หรือ ผู้ใช้งานทั่วไป เรื่องราวของการสร้างรูปแบบการขายแบบใหม่ที่ปฏิวัติวงการ “Direct from Dell” มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และตัว Michael Dell ต้องฝ่าฟันอุปสรรคใด ๆ บ้างก่อนที่จะมาประสบความสำเร็จอย่างที่เราได้เห็นในทุกวันนี้ เราจะพาย้อนกลับไปถึงเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดของชายที่ชื่อ Michael Dell จาก Blog Series ชุดนี้กันครับ

สำหรับเรื่องราวของ Blog Series ชุดนี้จะเป็นการเรียบเรียงจากเนื้อหาในหนังสือ Direct from Dell ที่เขียนโดย Catherine Fredman เป็นหลักนะครับ

หนังสือ Direct From Dell
หนังสือ Direct From Dell

รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากแหล่งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Wikipedia หรือข้อมูล Online อื่น ๆ มาเรียบเรียงใหม่ในสไตล์ของผมเหมือนเดิม อย่าลืมพลาดติดตามกันนะครับผม เป็น Blog Series ชุดสุดท้ายส่งท้ายปีนี้กันครับ

–> อ่านตอนที่ 1 : Life’s Choices

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Geek Story EP9 : How iPod Builds an Apple Empire (ตอนที่ 2)

การกลับมากุมบังเหียน Apple ในครั้งที่สองของสตีฟ จ๊อบส์ นั้น กำลังเปลี่ยน apple ไปอย่างสิ้นเชิง เขามาพร้อมกับไฟที่เต็มเปี่ยม ทั้งประสบการณ์จากความพลาดพลั้งที่ผ่านมา มันเป็นบทเรียนให้จ๊อบส์ จะไม่ทำพลาดอีกในคำรบที่สอง ครั้งนี้ จ๊อบ ได้รวบรวม ทีมงานที่มีคุณภาพในทุกด้าน

ทุกคนเป็นคนที่จ๊อบส์ คัดเลือกมากับมือ ที่พร้อมจะพา apple ทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่กลัวใครอีกต่อไปแล้ว จ๊อบส์ กำลังจะเปลี่ยนโลกอีกครั้ง และครั้งนี้ มันจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมอย่างแน่นอน

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : http://bit.ly/38krgS3

ฟังผ่าน Apple Podcast :   https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast :  http://bit.ly/357zlI8

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/343EaAC

ฟังผ่าน Youtube : https://youtu.be/cn9AKRv-WoE

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol