Geek Story EP652 : ทำไม 3D TV ถึงเจ๊ง? ย้อนรอยนวัตกรรมหมื่นล้านที่โดนเท

ย้อนกลับไปช่วงยุค 2010 คงไม่มีเทคโนโลยีไหนร้อนแรงไปกว่าทีวีสามมิติ หรือ 3D TV ในตอนนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างทุ่มเงินมหาศาลเพื่อผลักดันสิ่งนี้ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของห้องนั่งเล่น ทุกคนต่างเชื่อว่านี่คืออนาคตที่จะมาแทนที่ทีวีแบบเดิม…

แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน เทคโนโลยีสุดล้ำนี้กลับหายไปจากตลาดอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดอะไรขึ้นกับนวัตกรรมระดับโลกที่ดูเหมือนจะมีอนาคตสดใส ทำไมเทคโนโลยีที่ทุกคนเคยตื่นเต้นถึงกลายเป็นหนึ่งในความล้มเหลวที่แพงที่สุดในวงการอุตสาหกรรมเทคโนโลยี วันนี้เราจะมาย้อนรอยและถอดบทเรียนธุรกิจของ 3D TV ไปด้วยกัน…

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/uWiZ5t

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/3Od8NX

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/0yvMan

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/VwWtlNxniY4

สงครามซอฟต์แวร์ครีเอทีฟ Adobe โค่น Apple และคู่แข่งทั้งหมดจนผูกขาดตลาดได้อย่างไร?

เช้าวันที่ 26 พฤษภาคม 1992 ณ ลานจอดรถใน Silicon Valley ชายคนหนึ่งกำลังเดินเข้าที่ทำงานตามปกติ แต่จู่ๆ ก็มีชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธปืนบุกเข้าประชิดตัว…

พวกเขาบังคับให้ชายคนนี้ขึ้นรถตู้ ปิดตา และพาตัวไปยังเซฟเฮาส์ลับเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นเงินหลายแสนดอลลาร์สหรัฐ

ชายผู้โชคร้ายคนนี้ไม่ใช่เศรษฐีธรรมดา แต่เขาคือ Charles Geschke ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงที่สุดแห่งหนึ่งในยุคนั้น…

บริษัทที่ว่านั้นมีชื่อว่า Adobe

ในวินาทีที่ชีวิตของผู้ก่อตั้งกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย Adobe เองก็กำลังทำสงครามธุรกิจที่ดุเดือดที่สุด เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในตลาดซอฟต์แวร์

เป็นสงครามที่เดิมพันด้วยอนาคตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั่วโลก และมีคู่แข่งระดับพระกาฬคอยจ้องจะล้มพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

ย้อนกลับไปในยุค 70 ก่อนที่ชื่อ Adobe จะกลายเป็นที่รู้จัก ทั่วโลกยังคงใช้เครื่องพิมพ์ดีดและการเรียงพิมพ์แบบดั้งเดิม

John Warnock และ Charles Geschke ไม่ใช่วัยรุ่นสร้างตัวแบบที่เราคุ้นเคย แต่พวกเขาคือนักวิชาการระดับปริญญาเอกที่หลงใหลในวิทยาการคอมพิวเตอร์…

เส้นทางของทั้งคู่มาบรรจบกันที่ศูนย์วิจัย Xerox PARC ซึ่งเป็นของบริษัท Xerox ยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องถ่ายเอกสารในยุคนั้น

ศูนย์วิจัยแห่งนี้เปรียบเสมือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของนักคิดค้น ที่รวมหัวกะทิมาสร้างสรรค์เทคโนโลยีแห่งอนาคตสำหรับสำนักงาน…

ทั้งคู่ได้ร่วมทีมกันเพื่อแก้ปัญหาใหญ่ในยุคนั้น นั่นคือทำอย่างไรให้สิ่งที่อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ถูกพิมพ์ออกมาบนหน้ากระดาษได้เหมือนกันเป๊ะ

ผลงานชิ้นเอกของพวกเขาคือ Interpress ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์สื่อสารกับเครื่องพิมพ์ได้อย่างแม่นยำ…

มันคือรากฐานสำคัญที่จะเข้ามาปฏิวัติวงการสิ่งพิมพ์ดิจิทัลให้ก้าวกระโดดไปอีกขั้น

แต่ความตลกร้ายก็คือ ผู้บริหารของ Xerox ในเวลานั้นกลับมองไม่เห็นค่าของผลงานชิ้นนี้…

ผู้บริหารสนใจแค่การขายเครื่องถ่ายเอกสารที่ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ มากกว่าจะมาลงทุนผลักดันเทคโนโลยีใหม่ที่ยังมองไม่เห็นอนาคต

ความอึดอัดใจจากระบบราชการในองค์กร และวิสัยทัศน์ที่คับแคบของผู้บริหาร ทำให้ทั้งสองคนตัดสินใจครั้งใหญ่…

พวกเขาเลือกที่จะทิ้งความมั่นคง ลาออกมาตั้งบริษัทของตัวเองในโรงรถที่รัฐแคลิฟอร์เนีย

พวกเขาตั้งชื่อบริษัทเล็กๆ แห่งนี้ว่า Adobe Systems…

เมื่อออกมาตั้งต้นใหม่ พวกเขาได้สร้างเทคโนโลยีที่เก่งกว่าเดิมและตั้งชื่อมันว่า “PostScript”

เทคโนโลยีนี้ทำให้เครื่องพิมพ์สามารถสร้างฟอนต์และกราฟิกที่ปรับขยายขนาดได้ โดยที่ความคมชัดยังอยู่ครบถ้วน…

แต่นวัตกรรมที่ล้ำหน้าเกินไปมักจะขายยากเสมอ ในช่วงแรกบริษัทต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างหนักเพราะไม่มีใครเข้าใจ

จนกระทั่งวันหนึ่ง แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับวิสัยทัศน์ของชายที่ชื่อ Steve Jobs…

ในเวลานั้น Steve Jobs กำลังพัฒนาคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ Apple LaserWriter สำหรับตลาดคนทั่วไป

เขากำลังตามหาจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้เครื่องพิมพ์ของเขาสามารถพิมพ์งานกราฟิกที่สวยงามได้…

ทันทีที่เขาเห็นการทำงานของเทคโนโลยีจาก Adobe เขาก็รู้ทันทีว่าสิ่งนี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

Steve Jobs ถึงขั้นเสนอเงินก้อนโตเพื่อขอซื้อกิจการทั้งหมด แต่ผู้ก่อตั้งทั้งสองคนปฏิเสธอย่างหนักแน่น…

พวกเขาเลือกที่จะทำข้อตกลงให้ Apple เข้ามาเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่รายแรกแทน

เงินลงทุนก้อนนั้นช่วยต่อลมหายใจ และผลักดันให้ซอฟต์แวร์ของ Adobe กลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมการพิมพ์ในที่สุด…

เมื่อรายได้เริ่มไหลมาเทมา Adobe ก็ไม่รอช้า พวกเขาเดินหน้าสร้างโปรแกรมวาดภาพบนคอมพิวเตอร์ที่ชื่อว่า Adobe Illustrator

โปรแกรมนี้เปรียบเสมือนเวทมนตร์สำหรับนักออกแบบ เพราะมันใช้วิธีคำนวณเส้นสายด้วยสมการคณิตศาสตร์…

ทำให้ไม่ว่าจะขยายภาพให้ใหญ่เท่าตึก ภาพก็ยังคงคมกริบและไม่มีวันแตกเบลอเหมือนโปรแกรมยุคก่อนๆ

แต่กลิ่นหอมของความสำเร็จย่อมดึงดูดนักล่า Apple เริ่มสร้างโปรแกรมของตัวเองออกมาแย่งตลาด…

ตามมาด้วย Aldus FreeHand ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์จัดเต็ม และหมายมั่นปั้นมือจะโค่นบัลลังก์ของแชมป์เก่าให้จงได้

ในขณะที่ฝั่งคอมพิวเตอร์ Windows ก็มีนักล่าหน้าใหม่อย่าง CorelDRAW ที่เข้ามาครองใจผู้ใช้งานทั่วไปด้วยราคาที่คุ้มค่า…

สงครามซอฟต์แวร์กราฟิกจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ และเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีใครยอมถอย

Adobe รู้ดีว่าพวกเขาจะหยุดนิ่งไม่ได้ จึงเริ่มขยายแนวรบด้วยการซื้อสิทธิ์โปรแกรมตกแต่งภาพจากนักศึกษาปริญญาเอก…

โปรแกรมนั้นถูกนำมาพัฒนาต่อยอดและเปิดตัวในชื่อ Adobe Photoshop

Photoshop เข้ามาทลายกำแพงราคาของเครื่องมือแต่งภาพระดับไฮเอนด์ ทำให้คนทั่วไปสามารถรีทัชภาพได้อย่างไร้ขีดจำกัด…

และไม่หยุดเพียงเท่านั้น พวกเขากระโดดเข้าสู่ตลาดตัดต่อวิดีโอด้วยการส่ง Adobe Premiere ลงสนาม

ในขณะที่สตูดิโอใหญ่ๆ ต้องจ่ายเงินมหาศาลเพื่อซื้อระบบตัดต่อ ซอฟต์แวร์ของ Adobe กลับมอบพลังนี้ให้กับนักสร้างภาพยนตร์อิสระ…

ก้าวล่วงเข้าสู่ปี 1992 บริษัทกำลังทำศึกใหญ่พร้อมกันถึงสามแนวรบ ทั้งการแต่งภาพ ตัดต่อวิดีโอ และวาดภาพกราฟิก

และนั่นคือช่วงเวลาวิกฤตที่ Charles Geschke ถูกลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ กลางสมรภูมิธุรกิจที่กำลังเดือดพล่าน…

ภรรยาของเขารีบโทรศัพท์แจ้งข่าวให้ซีอีโอทราบ หุ้นถูกเทขายอย่างเร่งด่วนเพื่อแลกเป็นธนบัตรตามคำขู่

FBI ถูกดึงตัวเข้ามาทำคดีลับสุดยอดนี้ โดยต้องแข่งกับเวลาที่เหลือน้อยลงทุกที…

หลังจากผ่านไปหลายวันที่แสนทรมานในห้องมืดมิด ในที่สุด FBI ก็สามารถซ้อนแผนตามรอยเงินค่าไถ่ได้สำเร็จ

เจ้าหน้าที่บุกจู่โจมเซฟเฮาส์และช่วยเหลือเขาออกมาได้ทันเวลา…

Charles Geschke รอดชีวิตกลับมาสู่อ้อมกอดของครอบครัว แม้สภาพจิตใจจะบอบช้ำ แต่สายเลือดนักสู้ยังคงเต็มเปี่ยม

เขากลับมาสานต่อภารกิจที่บริษัท และคราวนี้ Adobe ก็เปลี่ยนโหมดมาเป็นนักล่าที่ดุดันยิ่งกว่าเดิม…

พวกเขาเปิดเกมรุกด้วยการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อเข้าซื้อกิจการบริษัทที่เป็นเจ้าของโปรแกรมคู่แข่งอย่าง Aldus FreeHand

เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการกวาดล้างคู่แข่งให้สิ้นซาก เพื่อสร้างการผูกขาดในตลาดแบบเบ็ดเสร็จ…

แต่แผนการนี้กลับถูกขัดขวาง เมื่อหน่วยงานของรัฐบาลมองเห็นความเสี่ยงเรื่องการผูกขาดและสั่งระงับข้อตกลง

สิทธิ์ของโปรแกรมคู่แข่งจึงตกไปอยู่ในมือของบริษัทใหม่อย่าง Macromedia แทน…

แต่นั่นกลับกลายเป็นความผิดพลาดของฝั่งตรงข้าม เพราะบริษัทใหม่มัวแต่ไปโฟกัสการพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบเว็บไซต์

เปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ให้ Adobe ทุ่มสรรพกำลังอัปเกรดซอฟต์แวร์ของตัวเองจนทิ้งห่างคู่แข่งไปไกลลิบ…

ถึงกระนั้น การจะเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด พวกเขาต้องมีกลยุทธ์ที่แนบเนียนและทรงพลังมากกว่าแค่การทำโปรแกรมให้ดีกว่า

และนั่นคือจุดกำเนิดของกลยุทธ์ “Bundling” หรือการจับมัดรวมแพ็กเกจขาย…

ในปี 2003 พวกเขาเปิดตัว “Adobe Creative Suite” ซึ่งเป็นการนำซอฟต์แวร์ระดับเทพทุกตัวมารวมไว้ในแพ็กเกจเดียว

กลยุทธ์นี้โจมตีจุดอ่อนของคู่แข่งทุกรายอย่างรุนแรง เพราะไม่มีบริษัทไหนเลยที่มีเครื่องมือครบครันเท่านี้…

ซอฟต์แวร์ทั้งหมดถูกออกแบบมาให้หน้าตาคล้ายกัน ทำงานร่วมกันได้อย่างไหลลื่น และโยนไฟล์ข้ามไปมาได้โดยไม่มีสะดุด

ลองจินตนาการดูว่า หากคุณเป็นนักออกแบบที่ต้องใช้ทั้งโปรแกรมแต่งรูป วาดเส้น และตัดต่อวิดีโอ…

หากไปไล่ซื้อโปรแกรมแยกจากค่ายอื่น นอกจากราคาจะแพงหูฉี่แล้ว การสลับการทำงานไปมายังทำให้ปวดหัวเพราะระบบไม่รองรับกัน

ผลลัพธ์คือลูกค้าทั้งโลกแห่กันมาใช้แพ็กเกจนี้ และเกิดความคุ้นชินจนเกิดต้นทุนในการเปลี่ยนใจที่สูงมาก…

เมื่อระบบนิเวศแข็งแกร่งจนไม่มีใครเจาะเข้า ในปี 2005 บริษัทก็จัดการทุบกระปุกซื้อกิจการ Macromedia ซะเลย

การซื้อกิจการครั้งประวัติศาสตร์นี้ ทำให้โปรแกรมคู่แข่งตลอดกาลอย่าง FreeHand กลับมาอยู่ในกำมือของพวกเขาอีกครั้ง…

และคราวนี้ พวกเขาไม่รอช้า สั่งยุติการพัฒนาโปรแกรมคู่แข่งตัวนี้ทิ้งลงถังขยะอย่างถาวร

ถือเป็นการอวสานสงครามกราฟิก และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นราชาแห่งวงการซอฟต์แวร์สร้างสรรค์อย่างเป็นทางการ…

จากจุดเริ่มต้นในห้องวิจัยที่ไม่มีใครเห็นค่า สู่การตั้งบริษัทในโรงรถและฝ่าวิกฤตการลักพาตัวสุดระทึก

พวกเขาเลือกที่จะใช้ทั้งนวัตกรรมที่ล้ำสมัย และกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เลือดเย็นในการกำจัดอุปสรรคทุกอย่าง…

ความสำเร็จนี้สอนให้รู้ว่า การเป็นที่หนึ่งในโลกธุรกิจ บางครั้งแค่มีสินค้าที่เก่งกว่าอาจยังไม่เพียงพอ

แต่ต้องรู้จักสร้างระบบนิเวศที่แสนสบาย จนลูกค้าลืมไปเลยว่าเคยมีคู่แข่งอยู่ในตลาด…

ปัจจุบัน บริษัทแห่งนี้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังงานศิลปะ สื่อ และภาพยนตร์ทั่วโลก

และไม่ว่าโลกแห่งเทคโนโลยีจะหมุนไปเร็วแค่ไหน ชื่อของพวกเขาก็จะยังคงตั้งตระหง่านในฐานะผู้ชนะที่ผูกขาดสมรภูมินี้ไปอีกนานแสนนาน…

References : [wikipedia, nytimes, forbes, macworld, latimes]

Geek Monday EP316 : ถอดรหัส Intel Inside สติกเกอร์ที่เปลี่ยนบริษัทธรรมดา ให้กลายเป็นมหาอำนาจแสนล้าน!

เคยสังเกตสติกเกอร์เล็กๆ บนคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปของเราไหมครับ สติกเกอร์ที่มีคำว่า Intel Inside

ดูเผินๆ มันก็แค่สติกเกอร์ธรรมดาที่แปะมากับเครื่องเพื่อบอกสเปก แต่ความจริงแล้ว เบื้องหลังสติกเกอร์จิ๋วแผ่นนี้ คือหนึ่งในแคมเปญการตลาดที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์โลกธุรกิจ

แคมเปญที่เปลี่ยนบริษัทผลิตชิ้นส่วนที่แทบไม่มีคนทั่วไปรู้จัก ให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกที่ทรงอิทธิพลเหนือบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์เสียอีก

เรื่องราวนี้มีจุดเริ่มต้นอย่างไร และ Intel พลิกเกมธุรกิจได้อย่างไร วันนี้ผมจะเล่าให้ฟังครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/iCNUXh

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/vYffbj

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/0vnjFP

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/uGinyXcBepc

Geek Story EP651 : จากวิศวกร 28 คน สู่เจ้าพ่อกล้องวงจรปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรื่องจริงของ Hikvision

ลองจินตนาการดูครับว่า หากเราเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า เดินข้ามถนนในเมืองใหญ่ หรือแม้แต่ขับรถเข้าไปในลานจอดรถ สิ่งหนึ่งที่คอยจับจ้องเราอยู่เสมอคือกล้องวงจรปิด และรู้หรือไม่ครับว่า กล้องวงจรปิดจำนวนมหาศาลทั่วโลกที่เราเห็นกันจนชินตานั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากวิศวกรเพียง 28 คนในเมือง Hangzhou ประเทศจีน

ในปี 2001 ท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัดและแทบไม่มีใครให้ความสนใจ วิศวกรกลุ่มนี้ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า Hikvision ขึ้นมา ปัจจุบันบริษัทแห่งนี้ได้กลายเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เฝ้าระวังวิดีโอหรือกล้องวงจรปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว

การก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เบื้องหลังการเติบโตคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความทะเยอทะยาน จังหวะเวลาที่ใช่ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันครับว่า ทีมงานเล็กๆ ในประเทศจีนสามารถสร้างรากฐานที่นำไปสู่การพลิกโฉมเทคโนโลยีการเฝ้าระวังระดับโลกได้อย่างไร

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/W2mYms

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/nuBpMQ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/gZ307r

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/L02-06LOLJk

Geek Story EP650 : ทำไมมือถือ “จอโค้ง” กำลังสูญพันธุ์? กับเหตุผลที่จอแบนกลับมาผงาดอีกครั้งในตลาดเรือธง

ลองสังเกตสมาร์ทโฟนในมือคุณดูครับ ย้อนกลับไปไม่กี่ปี “หน้าจอขอบโค้ง” คือสัญลักษณ์สูงสุดของความพรีเมียม ล้ำยุค และเป็นฟีเจอร์ไฟต์บังคับของมือถือเรือธงทุกค่าย โดยมี Samsung เป็นผู้จุดกระแส

แต่ตัดภาพมาปัจจุบัน สมาร์ทโฟนตัวท็อปอย่าง Galaxy S26 Ultra กลับมาใช้หน้าจอแบนสนิทร้อยเปอร์เซ็นต์ แบรนด์อื่นๆ ก็พากันถอยทัพ

เกิดอะไรขึ้นกับเทคโนโลยีที่คนเคยเชื่อว่าคือ “อนาคต”? ทำไมนวัตกรรมที่ดูหรูหราถึงถูกผู้บริโภคหันหลังให้? วันนี้เราจะมาเจาะลึกเบื้องหลังจุดจบของยุคจอโค้ง และค้นหาว่าอะไรคือบทเรียนราคาแพงที่วงการเทคโนโลยีได้รับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/V0Tusr

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/PGRjhP

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/ZnwZbj

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/Y6oWi0A0sDw