Geek Monday EP45 : ความหวังมวลมนุษยชาติ เมื่อ Apple และ Google จับมือสร้างระบบติดตามการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทรงพลังที่สุด

การร่วมมือกันของสองยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีอย่าง Google และ Apple ในครั้งนี้อาจจะสามารถที่จะช่วยเหลือคนทั้งโลกได้เลยด้วย ซ้ำ เพราะมันเป็นการสร้างการแจ้งเตือน Notification มาจาก Platform แบบทันทีทันใด หากมีผู้ป่วยที่มีการยืนยันการติด COVID-19 ซึ่งจะทำให้ ผู้ที่เข้าไปสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่าน Bluetooh แล้วนั้น

สามารถได้รับการแจ้งเตือนได้แบบทันที ว่ามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ และให้สามารถไปกักกันตัวได้ทันที แทนที่การคาดเดา หรือการคอยสัมภาษณ์แบบเดิม ๆ ที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะตามตัวทุกคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่่ติดเชื้อมาได้นั่นเองครับ ถือเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ครับสำหรับเทคโนโลยีนี้

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : https://bit.ly/2wx5fS4

ฟังผ่าน Apple Podcast :https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast :  https://bit.ly/2xnyEi6

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/3eiwmkP

ฟังผ่าน Youtube https://youtu.be/K9vothkXC-g

Image References : https://abcnews.go.com/Health/google-apple-team-contact-tracing-covid-19-app

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เมื่อคู่แค้นต้องร่วมมือสร้างระบบติดตาม Covid-19 ใน iOS และ Android

Apple และ Google ได้ประกาศสร้างระบบสำหรับติดตามการแพร่กระจายของ coronavirus ใหม่ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถแบ่งปันข้อมูลผ่านการส่งสัญญาณ Bluetooth Low Energy (BLE)

ระบบใหม่นี้ซึ่งจะใช้การสื่อสารผ่านเทคโนโลยี Bluetooth Low Energy เพื่อสร้างเครือข่ายการติดต่อ ตามความสมัครใจของการเก็บรักษาข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือที่ได้รับในบริเวณใกล้เคียงกับแต่ละอื่น ๆ 

โดยแอปอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้และผู้ใช้ที่ดาวน์โหลดแอปไป พวกเขาสามารถรายงานผ่านแอปได้ หากพวกเขาได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ COVID-19 ซึ่งระบบจะทำการแจ้งเตือนผู้ที่ดาวน์โหลดแอปดังกล่าว ว่าพวกเขาอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือไม่

Apple และ Google จะปล่อยแอปทั้งใน iOS และ Android โดยจะทำการเปิด API ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และทำการตรวจสอบให้แน่ใจว่าแอปของหน่วยงานด้านสุขภาพเหล่านี้สามารถใช้งานได้จริงและไม่มีข้อบกพร่อง โดยในช่วงแรกนี้ผู้ใช้จะยังคงต้องดาวน์โหลดแอปเพื่อเข้าร่วมในการติดตาม ซึ่งอาจจำกัดการนำไปใช้ อยู่ในวงจำกัด

แต่ในอีกไม่กี่เดือนหลังจาก API เสร็จสมบูรณ์ บริษัท จะสร้างฟังก์ชั่นการติดตามในระบบปฏิบัติการที่รองรับ ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ทุกคนสามารถใช้งานได้ทันที ด้วยโทรศัพท์ iOS หรือ Android โดยจะเป็นการฝังอยู่ในระบบปฏิบัติการ

การติดตามการแพร่เชื้อ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการหาว่าใครเป็นผู้ติดเชื้อ และพยายามป้องกันไม่ให้ผู้อื่นติดไวรัส ถือเป็นหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่มีแนวโน้มที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับการป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19

ประสิทธิภาพสูงสุดเพราะแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้ผ่านแพลตฟอร์มมือถือได้เลย
ประสิทธิภาพสูงสุดเพราะแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้ผ่านแพลตฟอร์มมือถือได้เลย

แต่การใช้เทคโนโลยีการเฝ้าระวัง ก็มีคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของมัน เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน ( American Civil Liberties Union )ได้ตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับการติดตามผู้ใช้ด้วยข้อมูลโทรศัพท์โดยยืนยันว่าระบบใด ๆ จะต้องถูกจำกัด ในขอบเขต และหลีกเลี่ยงความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ให้มากที่สุด

ต้องบอกว่าเทคโนโลนี้จะไม่เหมือนกับวิธีอื่น ๆ เช่น การใช้ข้อมูล GPS โดยการใช้ Bluetooth นี้จะไม่มีการติดตามตำแหน่งทางกายภาพของผู้คน โดยทั่วไปจะรับสัญญาณของโทรศัพท์ที่อยู่ใกล้เคียงในช่วงเวลา 5 นาทีและเก็บการเชื่อมต่อระหว่างพวกเขาในฐานข้อมูล 

หากมีคนที่มีผล Positive กับ coronavirus พวกเขาสามารถแจ้งให้คนอื่น ๆ ทราบว่าโทรศัพท์ของคุณเข้าไปใกล้วเคียงกับผู้ที่ติดเชื้อเหล่านี้หรือไม่ในช่วงก่อนหน้านี้

ระบบยังใช้ขั้นตอนหลายขั้นตอนในการป้องกันไม่ให้รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้มากเกินไป แม้ว่าพวกเขาจะแบ่งปันข้อมูลของพวกเขาออกไปก็ตามที

วิธีการยังคงมีจุดอ่อนที่อาจเกิดขึ้น ในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ที่สามารถตั้งค่าสถานะผู้คนในพื้นที่ใกล้เคียงกันซึ่งไม่ได้มีการแชร์พื้นที่กับผู้ใช้จริงทำให้ผู้คนใกล้ชิดเหล่านี้เกิดความกังวลโดยไม่จำเป็นได้ 

นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังอาจไม่ครอบคลุมถึงความแตกต่างของระยะเวลาที่มีคนสัมผัสใกล้ชิดกัน การทำงานใกล้ชิดผู้ติดเชื้อตลอดทั้งวันจะทำให้คุณมีปริมาณไวรัสมากขึ้นกว่าการเดินไปตามถนนแล้วติดไวรัสผ่านผู้อื่นนั่นเอง

แน่นอนว่ามันเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างใหม่โดย Apple และ Google ยังคงคุยกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ เกี่ยวกับวิธีการใช้งาน ระบบนี้อาจไม่สามารถแทนที่วิธีการติดตามผ่านผู้ติดต่อที่ล้าสมัยแบบเดิม ๆ เช่น การสัมภาษณ์ผู้ติดเชื้อว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนและใช้เวลาไปกับใครบ้าง แต่มันสามารถช่วยเหลือวิธีการเดิม ๆ แบบนี้ได้ด้วยวิธีการที่ไฮเทค โดยใช้อุปกรณ์พื้นฐานที่มีคนใช้งานเป็นพันล้านอย่างมือถือนั่นเองครับ

ต้องบอกว่า เป็นการพัฒนาที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับการร่วมมือกันครั้งนี้ระหว่าง Apple และ Google ซึ่งนำเทคโนโลยี Bluetooth มาใช้ และ คอย tracking ว่าผู้ใช้งานใกล้ชิดกับใครมาบ้าง ผ่านระบบรักษาความปลอดภัยที่ค่อนข้างซับซ้อน

ซึ่งเทคโนโลยี นี้ ต่อไปนั้นอาจจะช่วยเหลือคนทั้งโลกได้เลยด้วย ซ้ำ เพราะมันเป็นการ Notification มาจาก Platform แบบทันทีทันใด หากมีผู้ป่วยที่มีการยืนยันการติด COVID-19 ซึ่งจะทำให้ ผู้ที่เข้าไปสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่าน Bluetooh แล้วนั้น

สามารถได้รับการแจ้งเตือนได้แบบทันที ว่ามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ และให้สามารถไปกักกันตัวได้ทันที แทนที่การคาดเดา หรือการคอยสัมภาษณ์แบบเดิม ๆ ที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะตามตัวทุกคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่่ติดเชื้อมาได้นั่นเองครับ ถือเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ครับสำหรับเทคโนโลยีนี้

References : https://www.theverge.com/2020/4/10/21216484/google-apple-coronavirus-contract-tracing-bluetooth-location-tracking-data-app

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

COVID-19 ได้ทำลายสถิติในการฆ่าคนอเมริกันมากที่สุดอย่างเป็นทางการ

จากข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) พบว่า COVID-19 กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการโดยมีผู้เสียชีวิตสูงเกือบ 2,000 คนต่อวัน

ภาพกำลังเปลี่ยนไปอย่างมากทุกสัปดาห์เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ไวรัสมฤตยูได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดในการพรากชีวิตชาวอเมริกาไปเสียแล้ว ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

ในช่วงเวลาของการรายงานมีผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อมากกว่า 466,000 รายในสหรัฐอเมริกาและมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 16,700 ทำให้ด้วยอัตรานี้สหรัฐฯจะแซงหน้าอิตาลีอย่างรวดเร็วประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในปัจจุบันในอีกไม่กี่วัน

โดยสถิติเดิมของการเสียชีวิตของคนอเมริกันนั้น 1,774 รายต่อวันมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ และ 1,641 เป็นมะเร็ง จำนวนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ได้บดบังสาเหตุทั่วไปอื่น ๆ ของการเสียชีวิตรวมถึงไข้หวัดใหญ่ปอดบวม การฆ่าตัวตาย และโรคตับ

ทำเนียบขาวประมาณตัวเลขที่จะมีผู้เสียชีวิต ตกอยู่ระหว่าง 100,000 และ 240,000 คน ส่วนสถาบันตัวชี้วัดด้านสุขภาพและการประเมินผลที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันในซีแอตเทิล (Ihme) ประเมินไว้ที่ต่ำกว่า 60,415 คนที่จะเสียชีวิต

Anthony Fauci หนึ่งในผู้นำจากทำเนียบขาวที่ดูแลปัญหาการแพร่ระบาดของ coronavirus กล่าวว่า“ ดูเหมือนว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะมีมากกว่า 60,000 โดยจะอยู่ราว ๆ 100,000 ถึง 200,000 ราย” ในระหว่างการอัดรายการ “ Today Show” ของ NBC News

“จำนวนผู้เสียชีวิตและกรณีที่เราเห็นอยู่ในตอนนี้ กำลังแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เราอาจกล่าวได้ว่านี่จะเป็นสัปดาห์ที่เลวร้ายมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา” Fauci กล่าว

“ในขณะที่คุณเห็นว่ากำลังมีความหวังบางอย่าง แต่เมื่อคุณดูสถานการณ์ในนิวยอร์ก” Fauci กล่าวเสริมว่า “ที่จำนวนผู้ป่วยที่มีความต้องการการดูแลอย่างหนัก และต้องใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มมากขึ้นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา พวกเขา[โรงพยาบาล]ในนิวยอร์ก ก็ไม่สามารถที่จะรองรับไหวได้อีกต่อไป”

ภาพเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในเมือง นิวยอร์ก
ภาพเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในเมือง นิวยอร์ก

ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมาก ๆ ที่ประเทศที่มีความพร้อมอันดับหนึ่งในการรองรับการแพร่ระบาด จากที่หลายๆ คนคิดนั้น เมื่อเกิดระบาดอย่างหนักขึ้นมาจริง ๆ ในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ก็ไม่สามารถที่จะมีทรัพยากรที่รองรับไหว

ซึ่งสุดท้ายเมื่อเกิดขีดจำกัดของความสามารถในการดูแล สถานการณ์ในนิวยอร์ก นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับที่เกิดขึ้นในทางตอนเหนือของอิตาลีก่อนหน้านี้ ที่มีผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ซึ่งไทยเราก็ควรดูสถานการณ์ในประเทศเหล่านี้เป็นตัวอย่าง และไม่ควรประมาท และทำตามคำแนะนำของทางการ และสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพราะขนาดประเทศที่ว่ามีทรัพยากรพร้อมมาก ๆ อย่างเมืองนิวยอร์กของอเมริกา ก็ไม่สามารถรองรับไหวหากมีการระบาดหนักจริง ๆ

ซึ่งก็หวังว่าประเทศเราคงไปไม่ถึงจุดวิกฤติที่พวกเขาได้เจอ และ ยังเป็นบทเรียนที่สำคัญมาก ๆ กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่ไม่ควรประมาทเป็นอย่างยิ่ง ที่จะรับมือกับปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดที่โลกเราไม่เคยเผชิญมาก่อนอย่างการแพร่ระบาดในครั้งนี้นั่นเองครับ

References : https://futurism.com/neoscope/covid-19-officially-killing-more-americans-than-anything-else

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เมื่อ Coronavirus สามารถติดอยู่กับหน้ากากได้นานถึงหนึ่งสัปดาห์

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKU) กล่าวว่า Covid-19 สามารถยึดติดกับพื้นผิวสแตนเลสและพลาสติกได้นานถึงสี่วันและชั้นนอกของหน้ากากเป็นเวลาได้นานถึงหนึ่งสัปดาห์

รายงานที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet ในวันพฤหัสบดีได้เพิ่มการวิจัยเกี่ยวกับการคงชีวิตอยู่ของ Sars-CoV-2 ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการว่า coronavirus และสิ่งที่สามารถทำได้เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย

“ Sars-CoV-2 นั้นมีความเสถียรสูงในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย แต่ก็มีความอ่อนไหวต่อวิธีการฆ่าเชื้อที่ได้มาตรฐาน” Leo Poon Lit-man หัวหน้าภาคสาธารณะ แผนกวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการสุขภาพและ Malik Peiris นักไวรัสวิทยาทางคลินิกและสาธารณสุข กล่าว

นักวิจัยได้ทดสอบว่าเชื้อไวรัสจะยังคงติดเชื้อได้นานแค่ไหนที่อุณหภูมิห้องบนพื้นผิวต่างๆ

ในกระดาษทิชชูมันใช้เวลาน้อยกว่าสามชั่วโมง ในขณะที่บนไม้และผ้ามันจะหายไปในวันที่สอง

บนกระจกและธนบัตร ไวรัสยังคงปรากฏให้เห็นในวันที่สอง แต่จะหายไปเมื่อผ่านไปสี่วัน ในขณะที่สแตนเลสและพลาสติกอยู่ระหว่างสี่ถึงเจ็ดวัน

นักวิจัยกล่าวว่า ยังคงมีระดับการติดเชื้อที่ตรวจพบได้ในชั้นนอกของหน้ากากผ่าตัด หลังจากผ่านไปแล้วถึงเจ็ดวัน

“ นี่คือเหตุผลว่าทำไมมันสำคัญมากถ้าคุณสวมหน้ากากผ่าตัด และคุณไม่ได้สัมผัสกับหน้ากากด้านนอก” Peiris กล่าว

“เพราะมันสามารถปนเปื้อนมือของคุณ และถ้าคุณสัมผัสดวงตาของคุณ คุณก็สามารถถ่ายโอนไวรัสไปยังดวงตาของคุณได้นั่นเอง”

บนพื้นผิวทั้งหมดความเข้มข้นของไวรัสลดลงค่อนข้างเร็วเมื่อเวลาผ่านไป

น้ำยาทำความสะอาดในครัวเรือนส่วนใหญ่มีพลังมากพอที่จะ
น้ำยาทำความสะอาดในครัวเรือนส่วนใหญ่มีพลังมากพอที่จะ “ฆ่า” coronavirus ได้

นักวิจัยยังกล่าวอีกว่าผลที่ได้ “ไม่จำเป็นต้องสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการรับเชื้อไวรัสจากการสัมผัสกันเอง” เนื่องจากการปรากฏตัวของไวรัสในการศึกษานั้นถูกตรวจพบโดยเครื่องมือในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่บนนิ้วมืออย่างเช่นในชีวิตประจำวัน

การศึกษาโดยนักวิจัยชาวอเมริกัน ที่เกี่ยวกับ coronavirus ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนที่แล้วในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature ได้ข้อสรุปว่า coronavirus ยังสามารถติดเชื้อบนพื้นผิวได้อีกหลายวัน

พวกเขาพบว่าไวรัสสามารถอยู่ในพลาสติกและเหล็กกล้าได้นานถึง 72 ชั่วโมง แต่ไม่นานกว่าสี่ชั่วโมงบนทองแดง หรือ 24 ชั่วโมงบนกระดาษแข็ง

ทีมได้รวมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา

Leo Poon Lit-man จาก HKU กล่าวว่าวิธีที่ดีที่สุดในการรักษา coronavirus ที่อ่าวคือการล้างมือของคุณ
Leo Poon Lit-man จาก HKU กล่าวว่าวิธีที่ดีที่สุดในการรักษา coronavirus ที่อ่าวคือการล้างมือของคุณ

ผลการวิจัยจาก HKU ได้เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชนและสุขอนามัย และข้อควรระวังประเภทใดที่ผู้คนควรทำเมื่อนำสิ่งของ เช่น ของชำเข้ามาในบ้าน

การล้างมือยังคงอยู่ในอันดับต้น ๆ ของการป้องกันได้ดีที่สุด สำหรับอาหารกระป๋องต้องมีเชื้อไวรัสที่มีชีวิตเพียงพอที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ แต่ความเสี่ยงที่แน่นอนนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้น

“หากคุณต้องการปกป้องตัวเองให้คงไว้ซึ่งสุขอนามัยที่ดี ให้ล้างมือบ่อยๆ และพยายามอย่าแตะต้องใบหน้าปากหรือจมูกโดยไม่ได้ทำความสะอาดก่อน” Leo Poon Lit-man กล่าว

คนที่มีความกังวลเป็นพิเศษอาจต้องการทิ้งของที่ไม่เน่าเปื่อยไว้ในถุงช้อปปิ้งเป็นเวลาหนึ่งวันก่อนที่จะนำมันไปทิ้งลงถังขยะสาธารณะ

“ นั่นจะลดความเข้มข้นของไวรัสลงไปมาก แต่ข้อความที่สำคัญที่สุดคือ การล้างมือของคุณให้สะอาดอยู่เสมอ”

จากข่าวที่ออกมาในช่วงหลัง เริ่มมีงานวิจัยที่เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของ Coronavirus ออกมามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งแน่นอน ว่าเนื่องจากมันเป็นโรคอุบัติใหม่ เหล่าประเทศที่เคยได้พบเจอมาก่อนและสามารถควบคุมได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ก็ได้ถ่ายทอดบทเรียนเหล่านี้ออกมาผ่านงานวิจัยที่เผยแพร่ออกมามากขึ้น

หลาย ๆ งานวิจัย มันได้เริ่มเฉลยออกมาเรื่อย ๆ ว่า ทำไมการแพร่ระบาดครั้งนี้ มันถึงได้รุนแรงและรวดเร็วและกระจายไปยังทั่วโลกได้อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ซึ่งเรื่องของการดำรงอยู่ของไวรัส ผ่านสิ่งต่าง ๆ รอบตัวนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เพราะหลายคนยังประมาทกับเรื่องราวเหล่านี้อยู่

งานวิจัยเหล่านี้จากประเทศที่ได้รับประสบการณ์ตรงและผ่านพ้นวิกฤติมาได้แล้ว จะช่วยเตือนให้ประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาในรอบหลัง ๆ ให้สามารถป้องกันการแพร่ระบาดได้ดียิ่งขึ้น เพราะดูเหมือนเจ้าเชื้อ COVID-19 นั้นจะอึดเกินความคาดหมายของหลาย ๆ คน โดยพวกมันสามารถแฝงอยู่ในอุปกรณ์ วัสดุต่าง ๆ ไม่จะเป็น พื้นผิวต่าง ๆ กระดาษ หรือแม้กระทั่ง หน้ากากทางการแพทย์ ที่เหลือเชื่อว่า มันสามารถอยู่ได้ถึง 1 อาทิตย์อย่างที่งานวิจัยชิ้นนี้ได้กล่าวมานั่นเองครับ

References : https://www.scmp.com/news/china/science/article/3078511/coronavirus-can-remain-face-masks-week-study-finds

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ตรวจหา COVID-19 ด้วยการวิเคราะห์เสียง กับงานวิจัยใหม่จาก CMU

ทีมนักวิจัยจาก Carnegie Mellon University (CMU) และสถาบันอื่น ๆ ได้เปิดตัวแอปรุ่นใหม่ ที่พวกเขาอ้างว่าสามารถตัดสินได้ว่าคุณอาจมีเชื้อ COVID-19 เพียงแค่วิเคราะห์เสียงของคุณ

ปัญหาใหญ่ในการเผชิญกับการระบาดของ COVID-19 ไปทั่วโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนชุดทดสอบ แต่ ทีมนักวิจัยจาก CMU เชื่อว่าอัลกอริทึมของพวกเขา แม้ว่าจะยังอยู่ในขั้นทดลอง แต่อาจเป็นเครื่องมือที่มีค่าในการติดตามการแพร่กระจายของไวรัสโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทีมวิจัยยังคงปรับแต่งความแม่นยำของมันต่อไป

คุณสามารถใช้เครื่องตรวจจับเสียง COVID-19 ในขณะนี้เพื่อวิเคราะห์เสียงของคุณเองสำหรับสัญญาณของการติดเชื้อแม้ว่ามันจะมาพร้อมกับข้อจำกัด ความรับผิดชอบที่ว่า “ไม่ใช่ระบบที่ใช้ในการวินิจฉัย” โดยไม่ได้รับการอนุมัติจาก FDA หรือ CDC และไม่ควรใช้เป็น แทนการทดสอบทางการแพทย์

นักวิจัยที่อยู่เบื้องหลังโครงการเน้นว่าเรากำลังพัฒนากันอย่างหนัก

“ สิ่งที่เรากำลังพยายามทำคือการพัฒนาโซลูชันที่ใช้เสียง ซึ่งขึ้นอยู่กับการทดลองเบื้องต้นและความเชี่ยวชาญก่อนหน้านี้ ที่เราเชื่อว่ามันมีความเป็นไปได้ ผลลัพธ์ของแอปเป็นข้อมูลเบื้องต้นเพียงเท่านั้น” Bhiksha Raj ศาสตราจารย์ของ Carnegie Mellon ผู้ซึ่งทำงานในโครงการดังกล่าว “โดยคะแนนที่แอปแสดงในปัจจุบันเป็นตัวบ่งชี้ว่าเสียงของคุณตรงกับของผู้ป่วย COVID รายอื่นที่เราได้ทดสอบด้วยเสียง หรือไม่ แต่นี่ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ วัตถุประสงค์หลักของความพยายามของเรา ณ เวลานี้ คือการรวบรวมการบันทึกเสียงจำนวนมากที่เราสามารถใช้เพื่อปรับแต่งอัลกอริทึมให้กลายเป็นสิ่งที่เราและชุมชนทางการแพทย์มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น”

“ถ้าจะให้แอปเป็นบริการสาธารณะ และผลลัพธ์ของเราจะต้องได้รับการยืนยันโดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และยืนยันโดยหน่วยงานเช่น CDC” Raj กล่าวเสริม “ จนกว่าจะเกิดสิ่งนั้นระบบยังคงเป็นระบบทดลองและยังไม่น่าเชื่อถือ ฉันขอให้ผู้คนไม่ทำการตัดสินใจในการดูแลสุขภาพตามคะแนนที่เราให้กับคุณผ่านแอป ซึ่งคุณอาจเป็นอันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้าง”

“ ในแง่ของการวินิจฉัยโรคแน่นอนว่ามันจะไม่ถูกต้องเท่าการใช้ Lab ทางการแพทย์ในการ วินิจฉัย” Striner หนึ่งในกลุ่มนักวิจัยกล่าว “ แต่ในแง่ของการติดตามผู้คนจำนวนมาก รายวัน รายสัปดาห์ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ที่จะช่วยให้การเฝ้าดูในวงกว้างง่ายขึ้น แน่นอนว่ามันช่วยให้คุณจัดการและติดตามการระบาดของโรคได้”

แอปอาจจะช่วยในกรองการตรวจได้ดียิ่งขึ้น หรือไม่?
แอปอาจจะช่วยในกรองการตรวจได้ดียิ่งขึ้น หรือไม่?

หากคุณมีสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ที่มีไมโครโฟนการใช้แอปนั้นเป็นเรื่องง่าย ผู้ใช้จะได้รับการสั่งให้ไอหลาย ๆ ครั้ง และบันทึกเสียงจำนวนหนึ่งรวมถึงการอ่านตัวอักษร จากนั้นจะให้คะแนน ซึ่งแสดงถึงโอกาสที่อัลกอริทึมเชื่อว่าผู้ใช้ติดเชื้อ COVID-19

Rita Singh ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ของ Carnegie Mellon ซึ่งทำงานด้านโครงงานนี้เป็นเวลาหลายปีได้สร้างอัลกอริธึมที่ระบุเอกลัษณ์ ในเสียงมนุษย์ที่เธอเชื่อว่า ความแตกต่างที่เป็นลายเซ็นต์เหล่านี้ จะเปิดเผยข้อมูลทางด้านจิตวิทยา สรีรวิทยา และแม้แต่ข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับบุคคลนั้น ๆ

“ อาการไอของผู้ป่วย COVID มีความโดดเด่นมาก” Singh กล่าว “ มันส่งผลกระทบต่อปอดดังนั้นรูปแบบการหายใจและตัวแปรสำคัญอื่น ๆ อีกมากมายที่ได้รับผลกระทบและสิ่งเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนมากในเสียง”

ความท้าทายสำหรับทีม Singh และ Striner ของนักวิจัย Carnegie Mellon อีกสิบคนซึ่งทำงานในการพัฒนาแอปจากที่บ้าน หลังจากมหาวิทยาลัยปิดตัวลงเนื่องจากการระบาด ได้รวบรวมเสียงที่มากพอจากผู้ป่วย COVID-19 ที่ได้รับการยืนยันแล้วเพื่อฝึกฝน อัลกอริทึม

เพื่อรวบรวมข้อมูลนั้นทีมได้ติดต่อกับเพื่อนร่วมงานทั่วโลก เพื่อนร่วมงานเหล่านั้นไม่เพียง แต่ช่วยรวบรวมเสียงจากผู้ป่วย COVID-19 แต่ยังรวมถึงผู้ป่วยที่มีไวรัสอื่น ๆ ด้วยเพื่อให้พวกเขาสามารถสอนอัลกอริทึมให้เห็นความแตกต่างได้ พวกเขายังดูวิดีโอข่าวเพื่อค้นหาการสัมภาษณ์ผู้ป่วยและเพิ่มไปยังชุดข้อมูลเช่นกัน

“ คุณมีตัวอย่างของคนที่มีสุขภาพดีคุณมีตัวอย่างของคนที่อาจเป็นไข้หวัด” Striner กล่าว “ และคุณมีการบันทึกที่แตกต่างกันเหล่านั้นของการไอในประเภทต่าง ๆ ทั้งหมด และนั่นช่วยให้คุณเห็นความแตกต่าง”

เป็นการยากที่จะประเมินปริมาณความถูกต้องของแอปในปัจจุบันและทั้ง Striner และ Singh กล่าวย้ำ ว่าเอาต์พุตของมันยังไม่สามารถยืนยันได้ ควรได้รับการปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์เพิ่มเติม

“ ความแม่นยำของมันไม่สามารถทดสอบได้ในขณะนี้เพราะเราไม่มีตัวอย่างการทดสอบที่ตรวจสอบแล้วที่เราต้องการ” Singh กล่าวเสริมว่า ยิ่งคนที่ใช้แอปมีสุขภาพดี ก็ยิ่งมีข้อมูลมากขึ้น “ ถ้ามันมาจากคนที่มีสุขภาพดีเราก็จะมีตัวอย่างของคนที่ปรกติ แต่ถ้ามันมาจากบุคคลที่มีสภาพทางเดินหายใจ เราก็สามารถรู้ว่าสภาพนั้นเป็นอย่างไร ระบบจะใช้ข้อมูลทั้งหมดนั้นเป็นตัวอย่างตอบโต้และสำหรับการแก้ปัญหาเอกลัษณ์ของ COVID จากเงื่อนไขที่อื่น ๆ ”

Ashwin Vasan อาจารย์ที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยของ Carnegie Mellon แสดงความกังวลเกี่ยวกับการปล่อยแอปในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตสุขภาพทั่วโลก

“ แม้จะมีความพยายามอย่างดีจากวิศวกรหลายคนในการช่วยเหลือในช่วงวิกฤตินี้ แต่นี่ไม่ใช่การส่งข้อความที่เราต้องการออกไป” เขาเตือน “ นั่นคือการมีเครื่องมือใหม่ที่ดีที่เราสามารถใช้ในการวินิจฉัย coronavirus หากไม่มีสิ่งที่เราต้องการมากขึ้น เช่น ชุดทดสอบที่แท้จริง สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และผู้ช่วยสำหรับผู้ป่วยวิกฤต”

“ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้นำของเราในวอชิงตันดูเหมือนจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดเหล่านั้นได้” เขากล่าวเสริม

ในส่วนของพวกเขาทีม Carnegie Mellon กล่าวว่า พวกเขากำลังต่อสู้กับผลกระทบด้านสาธารณสุขจากแอป Striner กล่าวว่าพวกเขาได้ปรึกษากับเพื่อนร่วมงานในชุมชนการวิจัยทางการแพทย์และพวกเขาพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะปรับความแม่นยำของแอปอย่างไรนั่นเอง

ต้องบอกว่าการใช้ตัวช่วยเสริมในการช่วยเหลือสำหรับการตรวจ กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในปัจจุบัน อย่างที่เราได้ทราบ ในไทยก็มีชุดตรวจ COVID ที่มีการพัฒนาขึ้นมาได้เองจากเภสัชจุฬา หรือ อีกหลาย ๆที่ทั่วทุกมุมโลกที่กำลังพัฒนาชุดตรวจเหล่านี้

ในด้านเทคโนโลยี ก็มีนักวิจัยทั่วโลกที่พัฒนา app เพื่อช่วยเหลือการตรวจให้รวดเร็วขึ้น และสามารถตรวจได้กระจายวงกว้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งตัวอย่างในบทความนี้ ในการใช้เสียงมาวิเคราะห์ นั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งงานวิจัยที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

แต่สุดท้าย ก็ต้องมาชั่งน้ำหนักว่า ความเร็ว รวมถึงการกระจายในวงกว้างที่เกิดขึ้นได้ เมื่อเทียบกับความแม่นยำ อย่างไหนมันจะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการลดการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ที่กำลังกระจายไปทั่วโลกได้ดีกว่ากันนั่นเองครับผม

References : https://futurism.com/neoscope/putting-multiple-patients-one-ventilator-unsafe https://cvdvoice.net/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol