Blog Series : The Google Story

ลาร์รี่ เพจ และเซอร์เกย์ บริน พวกเขาหวังเพียงแค่ได้ปริญญาดุษฏีบัณฑิตแห่งสแตนฟอร์ด เพื่อให้ประสบความสำเร็จตามที่ครอบครัวพวกเขาหวังไว้

แต่เหตุการณ์นั้นก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อ ไม่มีใครคิดเลยว่า ในเวลาอีกเพียงไม่นาน ความตั้งใจที่จะมุ่งเน้นไปทางด้านวิชาการของพวกเขาทั้งสอง กำลังจะเผชิญสิ่งที่เป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่ และงานด้านวิชาการของพวกเขาทั้งสองกำลังจะเปลี่ยนโลกอินเตอร์เน็ตไปตลอดกาล

จะเกิดอะไรขึ้นกับคู่หูทั้งสอง อย่าพลาดติดตามกับเรื่องราวสุดมันของ Blog Series ชุดนี้กันนะครับ

–> อ่านตอนที่ 1 : When Larry Met Sergey

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Google ตอนที่ 1 : When Larry Met Sergey

เหล่าวิศวกรระดับอัจฉริยะ นั้นจะมีพลังดึงดูดบางอย่างเข้าหากัน พวกเขาคุยกันถูกขอในเรื่องที่หลาย ๆ คนฟังแทบจะไม่รู้เรื่อง ซึ่ง คู่หูคู่หนึ่ง ที่กำลังจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของโลกอินเตอร์เน็ตไปตลอดกาล กำลังเดินทางมาพบกันที่ มหาวิทยาลัยระดับท็อปอย่าง สแตนฟอร์ด 

ไม่ว่ามันเป็นโชคชะตา หรือ เรื่องบังเอิญให้ ลาร์รี่ เพจ ได้มาพบกับ เซอร์เกย์ บริน ในฤดูใบไม้ผลิของปี 1995 ปีที่ อินเตอร์เน็ตกำลังเติบโตอย่างสุดขีด มันได้กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของคนทั่วโลกกับกระแสของ อินเตอร์เน็ตที่เกิดขึ้น

ทั้ง ลาร์รี่และ เซอร์เกย์นั้น ต่อติดกันแทบจะทันทีเมื่อได้พบเจอกันครั้งแรก ทั้งสองมีเคมีที่ตรงกันอย่างชัดเจน แม้จะเป็นเรื่องแปลกที่การพบกันครั้งแรกเป็นการถกเถียงกันในเรื่องบางอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับการที่คนสองคนที่ไม่เคยได้พบเจอกันมาก่อน แต่ทุกอย่างก็ถูกเฉลย เพราะสิ่งที่เขาถกเถียงกันมันก็คือเรื่องเกมส์โปรดของพวกเขาทั้งสองนั่นเอง

สองคู่หูได้มาพบกันที่สแตนฟอร์ด
สองคู่หูได้มาพบกันที่สแตนฟอร์ด

เซอร์เกย์ นั้นเป็นยอดอัจฉริยะทางด้านคณิตศาสตร์ ที่หาตัวจับยากคนหนึ่งในสแตนฟอร์ดเลยก็ว่าได้ เขาสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้วยวัยเพียงแค่ 19 ปีเพียงเท่านั้น เป็นคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา โดยเฉพาะ ว่ายน้ำ และ ยิมนาสติก เขาเป็นคนชอบเข้าสัมคมมากกว่า ลาร์รี่ ที่ดูเหมือนจะรู้สึกอึดอัดกับการเป็นนักเรียนระดับปริญญาเอกของสแตนฟอร์ด

แม้การพูดคุยถกเถียงกันตลอดของทั้งสองคนนั้น บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องของการอวดดี ชิงเด่น ต้องการโน้มน้าวให้อีกฝ่ายมาเชื่อ แต่ด้วยความฉลาดเป็นกรด ของทั้งคู่ และส่วนใหญ่จะเป็นการถกเถียงกันในประเด็นของเรื่องคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ และ เรื่องของอนาคต มันเป็นสิ่งขัดเกลาทางด้านปัญญาของพวกเขาทั้งสองที่ภายหลังได้ส่งผลอย่างมากต่อหลายสิ่งหลายอย่างที่ตามมา

เซอร์เกย์ นั้นเกิดในมอสโค และย้ายมาอยู่สหรัฐอเมริกาด้วยวัยเพียง 6 ขวบเท่านั้น พ่อของเขา มิคาเอล นั้นเป็นยอดอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์เช่นเดียวกัน และได้ย้ายมาสอนคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ส่วนลาร์รี่นั้น มีแม่เป็นชาวยิว ผู้มีพ่อเป็นอัจฉริยะทางด้านคอมพิวเตอร์ในยุคเริ่มแรก ซึ่งความรู้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ เขาก็ได้เรียนรู้ด้วยตนเองแทบจะทั้งสิ้น โดยมีพ่อของเขาที่สนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ครอบครัวของทั้งสองนั้นเป็นส่วนหนึ่งสำคัญในการผลักดันทั้งสองให้กลายเป็นยอดอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก

ซึ่ง การพบกันของทั่งคู่ในปี 1995 นั้น ทั้งสองก็เริ่มตัวติดกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน และมักจะทำงานด้วยกันอยู่เสมอ ทั้งคู่มีความคิดว่าอินเตอร์เน็ตนั้นจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ในอนาคตอย่างแน่นอน อินเตอร์เน็ตมันมีพลังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงของโลกให้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

อินเตอร์เน็ตที่กำลังบูม ทั้งสองเชื่อว่าจะปฏิวัติโลก
อินเตอร์เน็ตที่กำลังบูม ทั้งสองเชื่อว่าจะปฏิวัติโลก

การแจ้งเกิดของ NetScape เว๊บ Browser ตัวแรก  ๆที่สามารถสร้างมูลค่าบริษัทได้กว่าพันล้านเหรียญ ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ทั้งที่ยังไม่สร้างกำไรเลยเสียด้วยซ้ำ ตอนนั้นนักลงทุนต่างพร้อมแล้วที่จะเสี่ยงกับเทคโนโลยีใหม่อย่างอินเตอร์เน็ต ที่กำลังจะมาเปลี่ยนโลก

และเรื่องราวของ NetScape ที่เองที่ทำให้เกิดความคึกครื้นขึ้นกับกระแสของเงินทุน และมันได้หลั่งไหลเข้ามาสู่ภาควิชาคอมพิวเตอร์ของสแตนฟอร์ด ด้วยเช่นกัน ซึ่งได้เริ่มเป็นที่ฟูมฟักให้เหล่านักธุรกิจทางด้านเทคโนโลยีหน้าใหม่ที่พร้อมจะเปลี่ยนโลก

NetScape ได้จุดกระแสธุรกิจอินเตอร์เน็ตให้มาคึกคัก
NetScape ได้จุดกระแสธุรกิจอินเตอร์เน็ตให้มาคึกคัก

เพราะหลายคนประสบความสำเร็จมาจาก สแตนฟอร์ด ไม่ว่าจะเป็น ฮิวเล็ตต์-แพ็กการ์ด รวมไปถึง Sun Microsystem ซึ่งชื่อ Sun มันก็มาจาก Stanford University Network หรือ เครือข่ายมหาวิทยาลัยแห่งสแตนฟอร์ดนั่นเอง

สแตนฟอร์ดนั้นเป็นมหาลัยที่ส่งเสริมนักธุรกิจแบบเต็มที่สามารถใช้ asset ของมหาลัยในการออกไปสร้างธุรกิจในเชิงพาณิชย์ได้ สนับสนุนให้เหล่านักศึกษาออกไปเป็นผู้ประกอบการ ไม่ถือลิขสิทธิ์ต่าง ๆ เป็นของมหาลัยเหมือนที่มหาลัยอื่น ๆ ทำ

มีการสนับสนุนออกเงินให้กับกระบวนการในการจดสิทธิบัตร ที่เอื้อให้เหล่านักวิจัยสามารถออกไปสร้างบริษัทและประสบความสำเร็จได้รวดเร็วขึ้น และมักจะแลกกับหุ้นบางส่วนในบริษัทเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นใหม่ ๆ เป็นการตอบแทน ซึ่งถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ Win-Win กับทั้งมหาลัยรวมถึงเหล่านักวิจัยที่ต้องการจะออกไปสร้างบริษัทตนเอง

คณะ computer science ของ สแตนฟอร์ด กลายเป็นแหล่งฟูมฟักธุรกิจใหม่ทางอินเตอร์เน็ต
คณะ computer science ของ สแตนฟอร์ด กลายเป็นแหล่งฟูมฟักธุรกิจใหม่ทางอินเตอร์เน็ต

มันได้กลายเป็นสิ่งแวดล้อมใหม่ ที่ส่งเสิรมการเป็นผู้ประกอบการ และ สร้างการวิจัยที่มีความเสี่ยง แต่เป็นการเสี่ยงที่คุ้มค่าเสมอ เพราะส่วนใหญ่ล้วนจะเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกแทบจะทั้งสิ้น มันไม่ใช่เพียงแค่การเขียนเอกสารเสนองานวิจัยต่อชาวโลกเพียงอย่าเดียวเท่านั้น แต่สแตนฟอร์ดนั้นเชื่อในเรื่องของการนำเอาเทคโนโลยีที่คุณเชื่อว่าดีนั้นออกไปและใช้สร้างอะไรขึ้นมาจริง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับชาวโลกจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่การถกเถียงระหว่างนักวิจัยเหมือนที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ทั่วโลกทำกันเท่านั้น

และที่สำคัญ บนถนนแซนด์ฮิลล์ที่อยู่ใกล้ ๆ กับมหาลัยนั้น เต็มไปด้วยบริษัทลงทุนชั้นนำมากมาย ผู้ที่กล้าวางเดิมพันกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งเหล่าบริษัทลงทุนเหล่านี้ พร้อมจะเสี่ยงเพื่อหวังจะได้ผลตอบแทนที่สูงมากในภายหน้า

เหล่าคณาจารย์ในสแตนฟอร์ดเอง ก็สามารถรับเงินทุนรวมถึงการเข้าถึงทรัพยากรได้ง่ายกว่าเหล่าคณาจารย์ในมหาลัยอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ซึงมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดยังอนุญาตให้เหล่าอาจารย์เหล่านี้ถือหุ้นในบริษัทเกิดใหม่เหล่านี้ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สแตนฟอร์ดสามารถดึงดูดอาจารย์ระดับอัจฉริยะไว้ได้อย่างมากมาย รวมถึง รักษาอาจารย์ที่ประสบผลสำเร็จไว้ได้เป็นอย่างมาก

และเช่นเดียวกับทั้ง ลาร์รี่และเซอร์เกย์ พวกเขาหวังเพียงแค่ได้ปริญญาดุษฏีบัณฑิตแห่งสแตนฟอร์ด เพราะประสบความสำเร็จที่ครอบครัวพวกเขาหวังไว้ แต่เหตุการณ์นั้นก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อ ไม่มีใครคิดเลยว่า ในเวลาอีกเพียงไม่นาน ความตั้งใจที่จะมุ่งเน้นไปทางด้านวิชาการของพวกเขาทั้งสอง กำลังจะเผชิญสิ่งที่เป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่ และงานด้านวิชาการของพวกเขาทั้งสองกำลังจะเปลี่ยนโลกอินเตอร์เน็ตไปตลอดกาล จะเกิดอะไรขึ้นกับคู่หูทั้งสองต่อไป โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 2 : Learning to Count

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ทำไมกฏหมายในยุคนี้ถึงยังต้องตีความ?

การให้ความเห็นล่าสุด ของนักกฏหมายระดับประเทศ เรื่องที่เกี่ยวกับ สิทธิ์ในการเลือกนายก รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาล ของผู้ชนะการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ กำลังกลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากของสังคมไทย

ตอนนี้เรากำลังตีความ ในกฏหมายที่สำคัญ และ เป็นหลักยึดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ต่างฝ่ายต่างอ้างในสิทธิ์อันชอบธรรมของตัวเองในการเลือกนายกรัฐมนตรี และ การจัดตั้งรัฐบาล

แล้วปัญหาคืออะไร ปัญหาใหญ่คือการตีความของเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือหลายๆ  คนอาจจะเรียกว่า แถ ฝ่ายนึงอ้าง Poppular Vote ประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคพลังประชารัฐ อีกฝั่งอย่างเพื่อไทย ก็อ้างสิทธิความชอบธรรมจากจำนวนส.ส. ที่ได้รับคัดเลือกเข้ามามากที่สุด ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว ต้องเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงเลือกนายกรัฐมนตรี

สำหรับโดยส่วนตัว ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเราเขียนกฏหมายใหญ่อย่างรัฐธรรมนูญ ให้มันชัดเจนไปเลย แบบไม่ต้องตีความ แต่ก็อย่างว่า การตีความกฏหมายมันมีมากว่าหลายพันปี ตั้งแต่การเกิดขึ้นของกฏหมายครั้งแรกเท่าที่นักประวัติศาสตร์จะค้นพบ

มีการค้นพบ หลักฐาน ทางประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุดที่นักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยาค้นพบเกี่ยวกับกฏหมาย คือแท่งหินขนาดใหญ่ซึ่งมีฐานกว้าง 1.90 เมตร และมีความสูงถึง 2.25 เมตร โดยแท่งหินดังกล่าวนี้ขุดพบที่นครซูส ในกรุงบาบิโลน สันนิษฐานว่าเป็นหลักศิลาจารึกที่มนุษย์ได้ประดิษฐ์ไว้ในราว 1,500 ปีก่อนพุทธกาล หรือล่วงมาแล้วประมาณ 4,000 ปี ข้อความบนศิลาจารึกได้กล่าวถึง ข้อกำหนด กฎเกณฑ์และระเบียบต่าง ๆ ในสังคมขณะนั้น อาทิเช่น เรื่องดอกเบี้ย สัญญาครอบครัว ฯลฯ ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า ศิลาจารึกดังกล่าวนี้ประดิษฐ์ขึ้นในสมัยของพระเจ้าฮัมบูรามี ดังนั้นจึงเรียกหลักศิลาจารึกนี้ว่า”ประมวลกฎหมายฮัมบูรามี” 

มัน 4000 ปีมาแล้ว ที่กฏหมาย ใช้การตีความ เหตุผลนึงน่าจะเรื่องการเขียนกฏหมายให้ละเอียดคงเป็นเรื่องยากในสมัยนั้น ผู้คนต้องอ้างอิงสิ่งเดียวกันคือ หลักศิลาจารึก ชิ้นนั้น ให้เป็นกฏหมายปกครองคนส่วนใหญ่

คราวนี้ตัดภาพมาที่ยุคปัจจุบัน ทำไมเรายังต้องตีความใน ในยุคนี้ ที่ Data Center มีเยอะแยะ ฮาร์ดดิสก์ ราคาโคตรถูก จะเก็บกฏหมายละเอียดขนาดไหนก็ได้

ทำไมเราจะต้องมานั่งตีความอะไรอีกในยุคที่เก็บข้อมูลได้มหาศาลขนาดนี้ จะเก็บละเอียดขนาดไหนก็ได้ แถมยังไม่ต้องท่องจำอีกด้วย ปล่อย bot index ข้อมูลของเนื้อหาทางกฏหมาย แล้ว search ค้นหาเอาได้เลย คลิกเพียงคลิกเดียวก็หาข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการเจอ จะเก็บกฏหมายกี่ล้านฉบับกี่ล้านบรรทัด จะเก็บไปให้ละเอียดขนาดไหนก็สามารถเก็บได้ ในยุคต่อไปเราจะได้เลิกความศรีธนญชัย ของกฏหมายแบบที่เคยมีมา นี้เสียที

ผมมองไปถึงยุคอนาคต ที่เราอาจจะไม่จำเป็นต้องมีทนาย และ ผู้พิพากษาอีกต่อไปเลยด้วยซ้ำ เมื่อ งานพวกนี้ Robot หรือ AI สามารถที่จะทำงานแทนได้หมด ตอนนี้โลกเราพัฒนา AI ทั้งเทคนิคของ Natural Language Processing , Machine Learning , Sentiment Analysis , Neural Network

ตัวอย่างในต่างประเทศก็เริ่มมีให้เห็น AI NOW ซึ่งวิจัยโดย สถาบันวิจัยตรวจสอบผลกระทบทางสังคมของ AI ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการโดยมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมผู้สนับสนุนด้านกฎหมายวิทยาศาสตร์และทางด้านเทคนิคที่จะมุ่งเน้นไปที่การตัดสินใจเชิงอัลกอริทึมในหลากหลายด้านของกฎหมาย (เช่นการจ้างงาน ผลประโยชน์สาธารณะ หรือ กฏหมายด้านแรงงาน)

ตัวอย่างความแม่นยำในการวิเคราะห์คดีความต่าง ๆ เมื่อมนุษย์เทียบกับ AI
ตัวอย่างความแม่นยำในการวิเคราะห์คดีความต่าง ๆ เมื่อมนุษย์เทียบกับ AI

ซึ่งจากงานวิจัยนั้น มันทำให้เหล่า AI สามารถอ่านกฏหมาย วิเคราะห์กฏหมาย เปรียบเทียบความถูกต้องที่เป็น Logic แบบชัดเจน ไม่คลุมเคลือ ไม่ศรีธนญชัย แถมยังไม่ BIAS เข้าข้างใคร หรือมีอิทธิพลต่อใคร เหมือนที่เคยมีมา เพราะยังไงมนุษย์เราไม่ว่าจะเที่ยงตรง ยุติธรรมขนาดไหน สุดท้ายก็ต้องมีความ BIAS ไม่ว่าข้างใดข้างหนึ่งเสมอนั่นเอง การหาความเป็นกลางของมนุษย์นั้น เป็นเรื่องนามธรรม ที่มันจับต้องได้ยากจริง ๆ 

References : interestingengineering.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

โคโยตี้ เตรียมตกงาน Dancing Robots มาแล้ววว

มันเกิดขึ้นแล้ว สำหรับ Dancing Robots ที่จะมากระชากใจหนุ่ม ๆ ใน club กับลีลาการเต้นที่ไม่ต่างจาก Coyote เลยทีเดียว แม้รูปร่างจะไม่สวยเท่าสาว ๆ ตัวจริง แต่มันเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการหุ่นยนต์โลกเลยก็ว่าได้

ที่ Sapphire Gentleman Club ในเมือง ลาสเวกัส ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีการนำเจ้า หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างจาก Project ที่ชื่อว่า “Peepshow” ซึ่งมันถูกสร้างขึ้นโดย Giles Walker ชาวอังกฤษ ซึ่งได้มาแสดงในงาน CES ในเมืองลาสเวกัส งานแสดงสินค้าทาง Consumer Electronics ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

มันได้ถูกเนรมิตร ให้ขึ้นโชว์ ในเวทีกลางของ Club ในเมืองลาสเวกัส แต่ด้วย Design ที่ถูกออกแบบมาจากกล้อง CCTV นั้นดูจะไม่น่าอภิรมย์ต่อแขกผู้เข้ามาชมสักเท่าไหร่

ถึงอย่างไรก็ตามในการแสดงครั้งนี้ การแปลงเอา CCTV ให้กลายมาเป็นหุ่นยนต์ ก็ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเหล่านักเที่ยวได้เหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับหุ่นยนต์ที่ จะมาจับงานแสดงทางด้านการเต้นที่เป็น สาย ART เช่นนี้

ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้การพัฒนาและวิจัยด้านหุ่นยนต์ กำลังพัฒนาไปสู่ทุกแขนง แม้กระทั้งงานที่เป็นการแสดงอย่างการเต้น ที่ต้องใช้ทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์ ที่มนุษย์อาจจะคิดว่าไม่ถูกแย่งงาน แต่ตอนนี้ อนาคต เริ่มที่จะไม่แน่นอนซะแล้ว หุ่นยนต์อาจจะมาแย่งงานจากอาชีพที่คุณคาดไม่ถึงก็เป็นได้

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Fall of Democrat and The Rise of Future Forward

เรียกได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เกิดปรากฏการณ์ขึ้นในหลาย ๆ อย่างกับการเมืองไทยเลยทีเดียว แม้ภาพใหญ่จะเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคเพื่อไทย กับ พรรคพลังประชารัฐ แต่ส่วนอื่น ๆ ของการเลือกตั้งก็ถือได้ว่ามีสีสันไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

ภาพของอดีตพรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์ ที่อยู่คู่การเมืองไทยมานานแสนนาน กับการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องบอกว่า เป็นสถานการณ์ที่แทบจะเลวร้ายที่สุดครั้งนึงนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคมาเลยก็ว่าได้

การเสียฐานเสียงไปอย่างมากมาย การโดนเจาะฐานเสียงไปแทบจะทั่วทั้งประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าเซอร์ไพรส์ไม่ใช่น้อย ทั้ง ๆ ที่โพลก่อนหน้านี้ที่ออกมานั้น ดูเหมือนพรรคประชาธิปัตย์จะเกาะอยู่ในกลุ่มผู้นำในการลุ้นถึงชัยชนะเสียด้วยซ้ำ

แม้กระทั้งฐานเสียงหลักอย่างในภาคใต้ ก็โดนเจาะเป็นว่าเล่น ดั่งคำในอดีตที่เคยกล่าวไว้ว่า “ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะในภาคใต้” ตอนนี้ประชาชนคงไม่ได้คิดอย่างงั้นอีกต่อไป กับการตื่นตัวทางการเมืองของผู้คนทั้งประเทศในครั้งนี้ ดูเหมือนนักการเมืองรุ่นเก่าที่ไว้วางใจฐานเสียงตัวเองจะคิดเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

ถึงกระทั่งจุดยุทธศาสตร์ อย่างจังหวัดตรัง ในเขตที่นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคที่เคยคุมพื้นที่อยู่นั้น ยังพ่ายแพ้ได้อย่างเหลือเชื่อมาก ๆ รวมถึงในอีกหลาย ๆ จังหวัดที่น่าสนใจ ทั้งที่พัทลุง  รวมถึงสงขลา นักการเมืองหน้าเก๋าหลายท่านสอบตกเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นรองหัวหน้าพรรคอย่าง นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รวมถึงอีกหลายท่านทั้งในสงขลา และนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นฐานที่มั่นที่มีมายาวนอนของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ ต้องเรียกได้ว่าเป็นการพ่ายแพ้คาบ้านเลยด้วยซ้ำสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้

ไม่ใช่แค่เพียงภาคใต้ฐานเสียงหลักเท่านั้น พื้นที่ยุทธศาสตร์เดิมอย่าง กทม. ที่ตอนนี้แทบจะไม่มีที่ยืนแล้วในการเลือกตั้งครั้งนี้ มันก็ได้บอกบทเรียนอะไรหลายอย่างให้กับพรรคประชาธิปัตย์กับการเดินเกมส์พลาดในครั้งนี้ ที่หลาย ๆ คนมองว่าการที่หัวหน้าพรรคเลือกทางเดิน ไม่ร่วมกับทั้งพลังประชารัฐ และ เพื่อไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนหนีพรรคประชาธิปัตย์ที่มีฐานเสียงทับซ้อนกับ พรรคพลังประชารัฐ ไปเลือกฝั่งบิ๊กตู่แทนเป็นจำนวนมาก

หัวหน้าพรรคอย่างคุณอภิสิทธิ์ ต้องรักษาคำพูด ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคทันทีหลังจากแพ้แบบหลุดลุ่ย
หัวหน้าพรรคอย่างคุณอภิสิทธิ์ ต้องรักษาคำพูด ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคทันทีหลังจากแพ้แบบหลุดลุ่ย

ทำให้ ส.ส. ชื่อดังหลายคน ถึงกับสอบตกไปอย่างไม่น่าเชื่อในกทม. ทั้งที่ดูผลงานก็ไม่ได้ขี้เหร่แต่อย่างใด กับการทำงานในพื้นที่ในหลาย ๆ เขต แต่รอบนี้เรียกได้ว่า ผู้ที่มาลงคะแนนนั้นเลือกพรรคเป็นหลัก ไม่ยึดติดกับตัวบุคคลเหมือนในอดีตที่ผ่านมา บางคนอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้สมัครในเขตตัวเองคือใคร แต่โฟกัสที่ชื่อพรรคแล้วกาให้คะแนนแทนเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งมันเป็นที่มาของการแจ้งเกิดอย่างสวยงามของพรรคน้องใหม่ที่เพิ่งตั้งมาไม่ถึงปีอย่าง พรรค อนาคตใหม่ ที่ต้องเรียกได้ว่า เป็นการฉีกกฏการเมืองแบบเดิม ๆ แบบขาดวิ่นเลยก็ว่าได้ ทั้งที่พรรคได้แจ้งเกิดมาเพียงไม่ถึงปี การได้มาถึง 5 ล้านกว่าเสียงต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวสำหรับพรรคเกิดใหม่อย่างอนาคตใหม่

ผลการเลือกตั้งที่ผู้คนต่างเทคะแนนไปให้อนาคตใหม่เป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นพรรคขนาดใหญ่ได้สำเร็จจากผลการเลือกตั้งครั้งแรก  เรียกได้ว่า ไม่ต้องพึ่งพาหัวคะแนนแบบการเมืองแบบเก่าเลยด้วยซ้ำ ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการเมืองไทย ของการเข้าสู่ยุคใหม่ของการเลือกตั้งอย่างแท้จริง

ถ้าเทียบกับตอนพรรค ไทยรักไทย ที่ก่อตั้งแล้วสามารถเอาชนะการเลือกตั้งได้ทันทีในปี 2544 นั้น เมื่อเทียบกับพรรคอนาคตใหม่ในครั้งนี้ต้องเรียกได้ว่ามันต่างกันสิ้นเชิง ไทยรักไทย ของคุณทักษิณ เป็นการดูดส.ส. จากพรรคการเมืองเดิมมาสร้างขุมกำลังให้กับพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นนักการเมืองหน้าเดิม ๆ ทั้งสิ้นแค่ย้ายมาอยู่ไทยรักไทยเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมาโดยมีฐานเสียงแบบหัวคะแนนแบบเก่าเป็นกองหนุน ทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งไม่อย่างไม่ยากเย็น

พรรคไทยรักไทยยุคแรกเป็นการดูดส.ส. มาจากพรรคการเมืองอื่น
พรรคไทยรักไทยยุคแรกเป็นการดูดส.ส. มาจากพรรคการเมืองอื่น

แต่การมาของอนาคตใหม่ในครั้งนี้ได้ฉีกกฏเกณฑ์การเมืองเดิม ๆ เมื่อผู้สมัครในแต่ละเขตล้วนเป็นคนรุ่นใหม่แทบจะทั้งสิ้น โดยส่วนใหญ่ผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่ล้วนแล้วแต่เป็นการลงเล่นการเมืองครั้งแรก มีนักการเมืองหน้าเก่าอยู่น้อยมาก ๆ การได้คะแนนเสียงอย่างถล่มทลายเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับการเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง

 ภาพของพรรคอนาคตใหม่ในวันนี้ มันได้กลายเป็นตัวแทนของการเมืองรูปแบบใหม่อย่างแท้จริง เราจะเห็นได้ว่านักการเมืองหน้าเก่าหลายคนในครั้งนี้สอบตกเป็นจำนวนมาก อิทธิพลที่เคยมีมาแทบจะจางหายไปจากสารบบการเมือง เนื่องด้วยอิทธิพลเก่านั้นมาด้วยจำนวนส.ส. ในสังกัดว่าสังกัดตัวเองมีมากน้อยเพียงใด เพื่ออำนาจต่อรองในตำแหน่งต่าง ๆ เมื่อได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล แต่ตอนนี้ สภาพของพรรคขนาดกลางเดิม ๆ อย่าง ชาติไทยพัฒนา หรือ  พรรคชาติพัฒนา ที่แต่เดิมเป็นพรรคที่อำนาจต่อรองสูงนั้น กลายร่างเป็นพรรคขนาดเล็กไร้อำนาจต่อรองทันที

แต่พรรคอนาคตใหม่นั้นได้ประกาศชัดเจนว่าต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองเสียที หัวหน้าพรรคอย่างคุณธนาธร ได้ประกาศจุดยืนเรื่องการแบ่งโควต้า รัฐมนตรีแบบเก่า ๆ นั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปในยุคเขา ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อการเมืองไทยในอนาคตเป็นอย่างมาก

ชัยชนะที่สวยงามของพรรคอนาคตใหม่ กับการลงสนามเลือกตั้งครั้งแรกแต่ได้ส.ส. ถล่มทลาย
ชัยชนะที่สวยงามของพรรคอนาคตใหม่ กับการลงสนามเลือกตั้งครั้งแรกแต่ได้ส.ส. ถล่มทลาย

สุดท้าย ก็ต้องขอนับถือหัวจิตหัวใจของชาวอนาคตใหม่ทุกคน ที่สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้โดยใช้ระยะเวลาเพียงไม่ถึงปี ถือว่าเป็นเสียงที่สะอาดจากใจของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งส่วนตัวคิดว่าการเมืองในอนาคตนั้น พรรคหัวก้าวหน้าสำหรับคนรุ่นใหม่อย่าง พรรคอนาคตใหม่ จะมีบทบาทสำคัญต่อการก้าวไปสู่ยุคใหม่ของประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน

เพราะหลังจากนี้คนรุ่นใหม่ก็จะทยอยเข้ามามีบทบาทกับการเมืองไทยมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ  และมันถึงเวลาแล้วที่เรื่องของการเมืองจะถึงเวลาผลัดใบให้กับคนรุ่นใหม่ได้มากำหนดอนาคตของประเทศของพวกเขาจริง ๆ จัง ๆ เสียที หลังจากอยู่ภายใต้วังวนของการเมืองแบบเก่าและความขัดแย้งของเหล่าคนรุ่นเก่าที่มีมานานแสนนาน 

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol