เรื่องตลกที่ Xi ไม่ขำ เมื่อเป้าหมายต่อไปของรัฐบาลจีนคืออุตสาหกรรมด้านความบันเทิง

ในปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บัญชีทางการของบริษัท NetEase ของเกม “Diablo Immortal” บน Weibo บริการที่คล้าย Twitter ของจีน โพสต์คำถามที่มีการโต้เถียงกันในโลกออนไลน์อย่างร้อนแรงว่า “ทำไมหมียังไม่ก้าวลงมา”

ข้อความที่คลุมเครือนี้ถูกตีความอย่างกว้างขวางว่าเป็นการอ้างถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งมักถูกเปรียบเทียบทางออนไลน์กับตัวการ์ตูนหมีอย่างวินนี่เดอะพูห์ และไม่นานหลังจากนั้นบัญชี Weibo ดังกล่าวได้ถูกแบนออกจากสารบบทันที

NetEase ผู้พัฒนาเกมชาวจีนคุ้นเคยกับความหมายที่ต้องการสื่อในเกมเหล่านี้มากพอ ตัวอย่างเช่น วลี “Chong ta” ที่อธิบายการบุกโจมตีปราสาท ที่เป็นแก่นของ “Diablo Immortal” ซึ่งเป็นเกมเล่นตามบทบาท (Role Playing Game) ที่ได้รับความนิยมอย่างมหาศาลในยุค 90 

บริษัทมีกำหนดจะเปิดตัวเกมเวอร์ชั่นภาษาจีน ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Activision Blizzard บริษัทเกมยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาในวันที่ 23 มิถุนายน 

แต่ในวันที่ 19 มิถุนายน การเปิดตัวล่าช้าออกไป ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับเวอร์ชั่นใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลง 10% ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าการตีความครั้งที่สองของวลี Chong ta คือสาเหตุหลักที่มันยังไม่ผ่านการเซ็นเซอร์

ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เนื้อหาออนไลน์ที่มีความอ่อนไหวทำให้บริษัทเทคโนโลยีของจีนต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างสูง

ในปีที่แล้ว Wang Xing ผู้ก่อตั้ง Meituan แอปเดลิเวอรี่ ได้โพสต์บทกวี “The Book Burning Pit” ซึ่งเขียนโดยกวีชาวจีน Zhang Jie เมื่อ 1,100 ปีก่อนเพื่อเสียดสี Qin Shi Huang ผู้ซึ่งประกาศตัวเองว่าเป็น “จักรพรรดิ” คนแรกของจีนที่รวมเป็นหนึ่งเดียวใน 221 ปีก่อนคริสตกาล

Wang Xing ผู้ก่อตั้ง Meituan  โพสต์บทกวีจนกลายเป็นประเด็นร้อน (CR: daydaynews.cc)
Wang Xing ผู้ก่อตั้ง Meituan โพสต์บทกวีจนกลายเป็นประเด็นร้อน (CR: daydaynews.cc)

ซึ่งกลายเป็นที่ถกเถียงบนโลกออนไลน์ว่าเป็นการดูหมิ่น สี จิ้นผิง และแน่นนอนมันได้กลายเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดอีกครั้ง เมื่อราคาหุ้นของบริษัท Meituan ลดลง 14% ในช่วงเวลาแค่ 2 วัน มูลค่าตลาดหายไปประมาณ 26 พันล้านดอลลาร์

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ไลฟ์สตรีมของ Li Jiaqi ผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์ที่แฟน ๆ หลายล้านคนรู้จักเขาในฐานะ Lipstick King ถูกตัดการเชื่อมต่อทันทีหลังจากที่เขาได้รักเค้กชิ้นหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนรถถัง

Li แทบไม่ได้ปรากฎตัวอีกเลยนับตั้งแต่นั้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแพลตฟอร์มชื่อดังอย่าง Taobao ที่ Li ใช้ในการไลฟ์สตรีม

การหายตัวไปของ Li นั้น ชาวเน็ตคาดการณ์ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วันครบรอบการประท้วงที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งมีภาพรถถังเข้ามาปราบปรามประชานพร้อมกับการนองเลือด

Li Jiaqi ฉายา Lipstick King ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย (CR:indiatimes)
Li Jiaqi ฉายา Lipstick King ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย (CR:indiatimes)

ภาพลักษณ์ของยานพาหนะ ในรูปแบบคล้ายเหตุการณ์ดังกล่าวในช่วงวันครบรอบพอดิบพอดี ได้ถูกลบให้เลือนหายไปจากสารบบอินเทอร์เน็ตของจีน เพื่อไม่ให้เตือนใครถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1989

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทางการจีนได้สงสัญญาณว่าการจะมีการยกระดับการปราบปรามอุตสาหกรรมด้านความบันเทิง ทั้งเกม ภาพยนตร์ ดารา เซเลบริตี้ Influencers ต่าง ๆ รวมถึงสิ่งที่อยู่บนโลกออนไลน์ครั้งใหญ่

ก่อนหน้านี้ทางการจีนได้เข้ามาปราบปรามอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจนราบคาบ ทำให้มูลค่าของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนมูลค่าลดลงไปราว 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

แน่นอนว่า ไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดว่า หมูพูห์ ของ NetEase บทกวีของ Wang Xing หรือ เค้กรูปรถถังของ Li มันคือความตั้งใจท้าทายอำนาจสูงสุดของประเทศจีนหรือไม่

แต่แน่นอนว่าการปิดปากประชาชนในการแสดงความคิดเห็นในยุคของ สี จิ้นผิงนั้น มีความทะเยอทะยานมากกว่าสิ่งที่ผู้นำรุ่นก่อน ๆ เขาของพยายามทำเป็นอย่างมาก

มาถึงตอนนี้มันสะท้อนให้เห็นแนวคิดใหม่ในเรื่องของการเซ็นเซอร์ในประเทศจีนได้อย่างชัดเจน มันส่งผลต่อธุรกิจอย่างมหาศาล ซึ่งหากใครต้องการที่จะทำธุรกิจในจีนแบบไม่สะดุดและไม่อยากสูญเสียเงินเฉกเช่นพวกเขาเหล่านี้ มันคือบทเรียนว่าจงโค้งคำนับให้กับ การเซ็นเซอร์ครั้งใหญ่ของ สี จิ้นผิง นั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/finance-and-economics/2022/04/16/xi-jinpings-bold-plan-for-chinas-next-phase-of-innovation
https://www.boredpanda.com/how-xi-jinping-is-turning-china-into-a-new-form-of-dictatorship
https://edition.cnn.com/2021/05/12/tech/meituan-wang-xing-poem-intl-hnk/index.html
https://www.economist.com/business/2022/06/23/chinas-crackdown-on-the-fun-industry-continues
https://www.economist.com/china/2022/06/02/xi-jinping-bans-grumbling-inside-the-communist-party

ผู้นำฉลาดชาติพ้นภัย เมื่อรัฐบาลเอลซัลวาดอร์กำลังเดิมพันชะตากรรมประเทศกับ Bitcoin

มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก ๆ นะครับ ที่ประธานาธิบดีที่เป็นผู้นำประเทศคนหนึ่ง ได้ ประกาศศักดาว่า เขาสามารถจัดการกับความมั่งของประเทศได้ผ่านสมาร์ทโฟนของเขา

และเขาคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน Nayib Bukele แห่งเอลซัลวาดอร์ ผู้นำคนรุ่นใหม่ที่กำลังเดิมพันชะตากรรมของประเทศของเขาด้วยนวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคตอย่าง Bitcoin

แต่สถานะในปัจจุบันดูเหมือนประชาชนในประเทศกำลังกังวลถึงขีดสุด เมื่อประเทศอย่างเอลซัลวาดอร์ ที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อจีดีพีอยู่ที่ 84% ในสัปดาห์ที่ผ่านมามูลค่าของ Bitcoin ร่วงหล่นลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 18 เดือน

ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ในการประชุมสกุลเงินดิจิทัลในไมอามี่ Bukele ได้ประกาศว่าประเทศของเขาจะเป็นประเทศแรกที่นำ Bitcoin มาใช้เป็นสกุลเงินอย่างเป็นทางการควบคู่ไปกับดอลลาร์ของอเมริกัน

ในเดือนกันยายน หนึ่งวันก่อนที่จะผ่านกฎหมายที่ทำให้ทุกธุรกิจในประเทศต้องยอมรับสกุลเงิน cryptocurrency โดยเฉพาะ Bitcoin และ Bukele ก็ได้นำเงินจากกองทุนสาธารณะในประเทศเข้าลงทุนใน Bitcoin อย่างบ้าระห่ำ

แต่มาถึงวันนี้ดูเหมือนวิสัยทัศน์อันเลิศหรูของประธานาธิบดีหนุ่มไฟแรงอย่าง Bukele จะสวนทางกับสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

มีผู้คนธรรมดาเพียงไม่กี่คนที่ใช้มันจริง ๆ ส่วนใหญ่ก็แค่ดาวน์โหลดกระเป๋าเงินที่มีชื่อว่า Chivo ซึ่งรัฐบาลได้แจก Bitcoin ให้คนละ 30 ดอลลาร์ สำหรับทุกคนที่ลงทะเบียนเพียงเท่านั้น

ต้องบอกว่า Bitcoin ซึ่งสูญเสียมูลค่าไปกว่า 70% ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มีความผันผวนเกินกว่าจะเป็นตัวเก็บมูลค่าที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่จีดีพีต่อหัวมีเพียงแค่ 4,400 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

“วันหนึ่งมันก็ขึ้นและวันหนึ่งมันก็ตก ฉันต้องเสียมูลค่าของเงินไปอย่างมาก” Efrain Garcia คนงานก่อสร้างกล่าว

เมื่อประชาชนเริ่มไม่เห็นด้วยกับนโยบายของ Bukele (CR:Sky News)
เมื่อประชาชนเริ่มไม่เห็นด้วยกับนโยบายของ Bukele (CR:Sky News)

ในทำนองเดียวกัน มีเพียงธุรกิจ 1 ใน 5 เท่านั้นที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดที่พวกเขาต้องยอมรับ Bitcoin แม้ว่าธนาคารกลางจะให้คำมั่นว่าจะแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลเป็นดอลลาร์ได้ทันทีก็ตาม

แม้กระทั่งใน El Zonte เมืองชายทะเลที่เป็นสนามทดลอง Bitcoin ร้านอาหารต่าง ๆ ก็รับเพียงแค่เงินสดเท่านั้น

ที่โรงแรมแห่งหนึ่งพนักงานต้อนรับบอกว่าบางคนใช้ Bitcoin เพื่อชำระบิลแต่โดยปรกติก็มีแต่พวกชาวอเมริกัน ชาวเอลซัลวาดอร์ ไม่ได้สนใจ Bitcoin เลยแม้แต่น้อย

มาถึงจุดนี้ ก็ยังไม่มีความชัดเจนมากนักว่า Bukele ใช้เงินไปเท่าไหร่ใน Bitcoin เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้เปิดเผยตัวเลขการลงทุนต่อสาธารณะ

บรรดาผู้ที่ติดตามทวีตของ Bukele มีการประเมินว่ารัฐบาลสูญเสียเงินลงทุนไปครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 50 ล้านดอลลาร์จนถึงปัจจุบัน ซึ่งนั่นไม่ใช่หายนะ แต่เป็นเครื่องบ่งชี้อย่างชัดเจนว่ามีบางอย่างผิดพลาด

Felix Ulloa รองประธานาธิบดีให้เหตุผลว่า cryptocurrency เป็นการลงทุนระยะยาว

แต่ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าจะเป็นการเส้นทางที่ถูกต้องนักสำหรับการเดิมพันประเทศกับเทคโนโลยีใหม่อย่าง cryptocurrency เนื่องด้วยสถานะประเทศที่ยากจน คงไม่สามารถเดิมพันอนาคตกับสิ่งนี้ได้

การควบรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ความน่าสนใจก็คือ แล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่ประธานาธิบดีที่สามารถเสกกฎหมายที่เดิมพันประเทศกับ Bitcoin ได้สำเร็จได้ง่ายดายเช่นนี้

มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ Bukele สามารถทำเช่นนี้ได้เพราะ เขากำลังปกครองประเทศเหมือนกับระบอบศักดินาส่วนตัว

หลังจากชนะเสียงข้างมากในการเลือกตั้งในปี 2021 เขาได้แต่งตั้งเหล่าผู้จงรักภักดีในสถาบันหลักต่าง ๆ ของประเทศ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ

Claudia Ortiz สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้านกล่าวว่า แทบจะไม่มีใครสามารถคัดค้านเรื่องเกี่ยวกับการทำให้เงินดิจิทัลถูกกฎหมายเพราะ Bukele ควบคุมทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จ

เหล่าสมาชิกสภาในประเทศต่างกังวลว่า Bitcoin จะลดความโปร่งใสในการตรวจสอบธุรกรรมต่าง ๆ เปิดเส้นทางสำหรับการฟอกเงินและการทุจริต

ซึ่งรัฐมนตรีหลายคนถูกสอบสวนเรื่องการใช้กองทุนเกี่ยวกับโรคระบาด COVID-19 ในทางที่ผิด ก่อนที่ Bukele จะทำการไล่อัยการที่ตรวจสอบเรื่องนี้ออกไป

ความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็เป็นปัญหาใหญ่ ไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นคนควบคุมคีย์ Bitcoin ของเอลซัลวาดอร์ในขณะนี้ที่นอกเหนือจาก Bukele

ต้องบอกว่าเศรษฐกิจของเอลซัลวาดอร์อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มานานก่อนที่ Bukele จะขึ้นสู่อำนาจ

ประเทศนี้มีอุตสาหกรรมการผลิตเพียงไม่กี่แห่ง แต่กลับเดิมพันประเทศกับ cryptocurrency โดยรัฐบาลคาดว่างบประมาณขาดดุลในปีนี้จะอยู่ที่ 5.7% ของ GDP

ควมหลงไหลส่วนตัวของ Bukele ใน crypto รวมถึงเรื่องราวความเผด็จการของเขา ทำให้ IMF ระงับการเจรจาเกี่ยวกับเงินกู้ 1.3 พันล้านดอลลาร์

IMF ระงับการเจรจาเกี่ยวกับเงินกู้ 1.3 พันล้านดอลลาร์ (CR:Wealthier Today)
IMF ระงับการเจรจาเกี่ยวกับเงินกู้ 1.3 พันล้านดอลลาร์ (CR:Wealthier Today)

หน่วยงานจัดอันดับได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของเอลซัลวาดอร์ ทำให้รัฐบาลต้องกู้ยืมเงินแพงขึ้น การออกพันธบัตรในประเทศเกี่ยวกับ crypto ก็มีความล่าช้า การลงทุนของรัฐบาลในน Bitcoin ทำให้เกิดความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

รัฐบาลของ Bukele มีแนวโน้มที่จะระดมเงินสดเพื่อจ่ายค่าพันธบัตร 800 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดก่อนการเลือกตั้งใหม่ของ Bukele ในปี 2024

แต่ความตึงเครียดกำลังแสดงให้เห็น แม้ว่าสภานิติบัญญัติจะอนุมัติค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อส่งเสริมการใช้ Bitcoin แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและสาธารณสุข

เราคงไม่แปลกใจเลยด้วยสกุลเงินที่ผันผวนอย่าง Crypto และผู้นำที่มีความผันผวน ได้บ่งบอกถึงอนาคตประเทศที่มีความผันผวนอย่างรุนแรงของเอลซัลวาดอร์ในขณะนี้อยู่นั่นเองครับผม

References :
https://qz.com/2117653/el-salvador-is-betting-its-economy-on-bitcoin/
https://restofworld.org/2022/el-salvador-bitcoin/
https://www.economist.com/the-americas/2022/06/16/el-salvadors-government-is-gambling-on-bitcoin
https://time.com/6103299/bitcoin-el-salvador-nayib-bukele/

โศกนาฏกรรมอาหาร เมื่อสงครามยูเครนรัสเซียกำลังพลิกโลกที่เปราะบางไปสู่ความหิวโหย

ในการรุกรานยูเครนของ วลาดิเมียร์ ปูติน มันไม่ได้เพียงแค่เกิดความสูญเสียในด้านการทหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ตอนนี้ ผู้คนมากมายหลายล้านคนทั่วโลกที่อยู่ห่างไกลสนามรบ กำลังเจอกับโศกนาฎกรรม โดยเฉพาะด้านอาหาร

สงครามได้ส่งพลานุภาพทำลายล้างระบบซัพพลายเชนของการผลิตอาหารทั่วโลกที่อ่อนแอลงจากทั้งจาก COVID-19 การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภุมิอากาศ และเรื่องของพลังงาน

การส่งออกธัญพืชและเมล็ดพันธุ์พืชของยูเคนส่วนใหญ่หยุดชะงักลง หรือแม้กระทั่งในรัสเซียเองก็ตาม ทั้งสองประเทศเป็นประเทศที่ผลิตแคลอรี่หลักให้กับโลกของเรา ในสัดส่วนถึง 12% ราคาข้าวสาลีที่เพิ่มขึ้น 53% ตั้งแต่ต้นปี และพุ่งขึ้นอีก 16% ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ทั้งโลกช็อก

António Guterres เลขาธิการสหประชาชติ เตือนเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “จะเกิดปรากฏการณ์การขาดแคลนอาหารทั่วโลก” ที่อาจคงอยู่ไปอีกนานหลายปี 

António Guterres เลขาธิการสหประชาชติ ที่ได้ออกมาเตือนเป็นวาระแห่งมวลมนุษยชาติ (CR:Bangkok Post)
António Guterres เลขาธิการสหประชาชติ ที่ได้ออกมาเตือนเป็นวาระแห่งมวลมนุษยชาติ (CR:Bangkok Post)

อาหารหลักของมนุษย์เราที่มีการปรับราคาสูงขึ้นได้เพิ่มจำนวนคนที่อดอยากทั่วโลกอีกกว่า 440 ล้านคน กลายเป็น 1.6 พันล้านคน หากสงครามยืดเยื้อและเสบียงจากรัสเซียและยูเครนมีจำกัด ผู้คนอีกหลายร้อยล้านคนอาจตกอยู่ในความยากจน ความไม่สงบทางการเมืองจะแพร่กระจาย เด็ก ๆ จะมีลักษณะแคระแกรน และผู้คนจะอดอยากและหิวโหย

รัสเซียและยูเครนเป็นแหล่งส่งออกข้าวสาลี 28% , ข้าวบาร์เลย์ 15% , ข้าวโพด 15% และ น้ำมันดอกทานตะวัน 75% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเอามาก ๆ

รัสเซียและยูเครนเป็นผู้ผลิตหลักในอาหารประจำวันอย่างซีเรียล โดยผลิตประมาณครึ่งหนึ่งให้กับประเทศอย่างเลบานอนและตูนิเซีย และเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของประเทศลิเบียและอียิปต์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชากร 400 ล้านคน

ประเทศจีนผู้ผลิตข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดก็เจอกับปัญหาฝนที่ตกล่าช้าในการเพาะปลูกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ผลผลิตอาจจะแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ปัญหาเรื่องของน้ำฝนยังคุกคามต่อการผลิตข้าวสาลีของอเมริกาไปจนถึงภูมิภาค Beauce ของฝรั่งเศส ในแอฟริกาก็กำลังถูกทำลายโดยภัยแล้งที่เลวร้ายที่สุดในรอบสี่ทศวรรษ

รัสเซียและยูเครนเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบทางการเกษตรอันดับต้น ๆ ของโลก (CR:CNBC)
รัสเซียและยูเครนเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบทางการเกษตรอันดับต้น ๆ ของโลก (CR:CNBC)

ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อคนยากจน ซึ่งโดยเฉลี่ยนแต่ละครัวเรือนในประเทศเศรษฐกิจใหม่จะใช้จ่ายประมาณ 25% ไปกับค่าอาหาร ส่วนในประเทศแถบแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 40% เลยทีเดียวสำหรับค่าอาหาร

ในหลายประเทศที่เป็นผู้นำเข้าเนื่องจากไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรในประเทศ ไม่สามารถจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อเพิ่มความช่วยเหลือแก่คนยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตอนนี้พวกเขากำลังถูกซ้ำเติมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังวุ่นวายเช่นเดียวกัน

วิกฤติจากสงครามได้เพิ่มความเลวร้าย การที่พื้นที่ทางการเกษตรส่วนใหญ่ ไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้เนื่องจากภาวะสงคราม ซึ่งเมื่อผ่านช่วงปลายเดือนมิถุนายน พืชเหล่านี้อาจเน่าเปื่อยได้ และที่สำคัญเกษตรกรยังขาดเชื้อเพลิงและแรงงานในการทำการเพาะปลูก รวมถึงรัสเซียเองที่อาจขาดเมล็ดพันธุ์และยาฆ่าแมลงบางส่วนที่มักซื้อจากสหภาพยุโรป

แม้ตะวันตกจะประณามปูตินสำหรับการรุกรานของเขา และรัสเซียก็ประณามการคว่ำบาตรจากตะวันตก ซึ่งมันเป็นปัญหาที่พัวพันยุ่งเหยิงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก

ดูเหมือนว่าสถานการณ์มาถึงตอนนี้ รัสเซียที่กำลังดิ้นรนในสนามรบ กำลังพยายามบีบยูเครนในทุก ๆ ทาง แต่มันกำลังส่งผลกระทบต่อปากท้องของคนทั่วทั้งโลก และดูเหมือนว่ายูเครนจะไม่ยอมจำนนง่าย ๆ

เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ดูเหมือนจะต้องมีการคุ้มกันแบบติดอาวุธที่รับรองโดยกลุ่มพันธมิตรนานาชาติในวงกว้าง เพื่อภารกิจที่สำคัญในการส่งต่อพืชผลทางการเกษตรที่ทั้งสองประเทศทั้งยูเครนและรัสเซียซึ่งได้กลายเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประชากรทั่วทั้งโลกอยู่ในตอนนี้นั่นเองครับผม

References :
https://www.theguardian.com/world/2022/may/19/ukraine-war-has-stoked-global-food-crisis-that-could-last-years-says-un
https://www.wionews.com/world/russia-ukraine-war-could-cause-mass-hunger-and-famine-due-to-food-insecurity-un-warns-480297
https://www.wfpusa.org/articles/role-of-hunger-in-politics-and-war/
https://www.economist.com/leaders/2022/05/19/the-coming-food-catastrophe

Xi Jinping กำลังทำลายเศรษฐกิจของจีนอย่างไร?

ต้องบอกว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จีนได้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาได้รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ไม่มีประเทศใดในโลกที่พัฒนาเร็วได้เท่าประเทศจีนอีกแล้ว ลองมองย้อนจีนกลับไปในช่วง 20 ปีที่แล้วกับตอนนี้ มันเหมือนอยู่คนละโลกกันเลยด้วยซ้ำ

แน่นอนว่ารูปแบบการปกครองถือเป็นกุญแจสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้จีนก้าวมาถึงจุดนี้ การผสมผสานระหว่างระบอบทุนนิยมตลาดเสรีเข้ากับการควบคุมของรัฐ มันเป็นมนต์สเน่ห์อย่างนึงที่ยากที่ประเทศอื่น ๆ จะเลียนแบบได้ โดยเฉพาะประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แต่ดูเหมือนปัญหาเรื่องนโยบาย Zero Covid ของประธานาธิบดี Xi Jinping นั้นยังมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย เพราะหลังจากผ่านไปสองเดือน การปิดเมืองเซี่ยงไฮ้ที่เริ่มคลี่คลายลง แต่ดูเหมือนว่าจีนยังห่างไกลกับการเป็นประเทศปลอดโควิด ที่ Xi Jinping ใฝ่ฝันหา

ด้วยการระบาดครั้งใหม่ในกรุงปักกิ่งและเทียนจิน ทำให้มีผู้คนมากกว่า 200 ล้านคนอยู่ภายใต้ข้อจำกัดและเศรษฐกิจกำลังดิ่งลงเหว ยอดค้าปลีกในเดือนเมษายนลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ปีนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ เมื่อผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกลดลง ตลอดทั้งปีจีนอาจต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้เติบโตเร็วกว่าอเมริกาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990

ซึ่งแน่นอนว่าความรับผิดชอบต้องตกมาอยู่ในมือของ Xi Jinping ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ นโยบายปลอดโควิดของเขา ซึ่งได้บังคับใช้มาเป็นเวลา 28 เดือน ซึ่งเป็นความคิดที่กลัวว่าโควิด จะแพร่กระจายจนฆ่าคนนับล้านได้

ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นเรื่องจริง แต่เมื่อดูสถานการณ์ในประเทศอื่น ๆ ที่เกิดขึันในตอนนี้ ที่ระดมฉีดวัคซีนที่มีคุณภาพอย่าง mRNA แม้กระทั่งประเทศไทยเราเอง กำลังจะก้าวข้ามผ่านการแพร่ระบาดครั้งนี้ได้สำเร็จแล้ว หรือในตะวันตก ที่คนแทบจะไม่สนใจจะใส่หน้ากากอนามัยกันอีกต่อไปแล้ว

มันทำให้ชาวจีนเสียเวลาอันมีค่าไป การปฏิเสธที่จะนำเข้าวัคซีน mRNA จากตะวันตก ที่มีประสิทธิภาพนั้น ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นกับประเทศจีน เช่น การต้องถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพในเดือนมิถุนายน ปี 2023

เนื่องจากโควิด สายพันธุ์ Omicron สามารถแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว นั่นทำให้เกิดการระบาดอย่างหนัก และการล็อกดาวน์ก็ต้องเพิ่มมากขึ้น แต่มันเป็นคำบัญชาของประธานาธิบดี Xi เองที่ต้องการให้จีนปลอดโควิด การวิจารณ์นโยบายเหล่านี้ในประเทศจีน เปรียบเสมือนการฆ่าตัวตาย

รวมถึงความคิดริเริ่มทางเศรษฐกิจที่สร้างสิ่งที่ Xi เรียกว่า “แนวคิดการพัฒนาใหม่” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบ่งแยกจีน-อเมริกัน ซึ่งเป้าหมายนั้นมีความน่าสนใจ ก็เพื่อจัดการกับความไม่เท่าเทียม ซึ่งถือ เป็นจุดอ่อนอย่างมากในระบอบทุนนิยมเสรีของโลกตะวันตก

นั่นทำให้ผลที่ตามมาได้มีการกวาดล้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีครั้งใหญ่ส่งผลกระทบต่อ GDP ที่มีสัดส่วนถึง 8% รวมถึงในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ผลที่ตามมาก็คือยอดขายบ้านลดลงถึง 47% ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

Xi เชื่อว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายสำหรับการสนับสนุนจากรัฐมีความสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้เป็นตลาดเสรีที่คาดเดาไม่ได้ เขาอาจคิดว่าบทบาทที่หนักแน่นของรัฐอาจช่วยให้เขามีอำนาจเหนือพรรคและรัฐบาลได้ ท่าทีที่ออกมามันชัดเจนว่าเขาต้องการการควบคุมมากกว่านี้ และเขาคิดว่าการมีภาครัฐขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบของการบรรลุเป้าหมายนั้น

อีกเป้าหมายหนึ่งของ Xi คือการพึ่งพาตนเอง เขาเชื่อว่าจีนควรผลิตผลิตภัณฑ์ทดแทนสำหรับผลิตภัณฑ์หลักที่ซื้อจากต่างประเทศ โดยเฉพาะไมโครชิปและเทคโนโลยีที่สำคัญอื่นๆ เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ จีนต้องการห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระ ควบคุมได้ ปลอดภัย และเชื่อถือได้

ซึ่งก็ต้องบอกว่ารูปแบบเศรษฐกิจเชิงอุดมการณ์ของ Xi Jinping นั้นได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อโลกของเรา แม้ว่ามาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาอาจทำให้อุปสงค์เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะมีการล็อกดาวน์มากขึ้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่ต้องเผชิญกับภาวะถดถอย

จุดอ่อนจากการปกครองเพียงคนเดียว

ความน่าสนใจของจีนคือการปกครองที่ขึ้นอยู่กับผู้นำประเทศล้วน ๆ หากได้คนดี ๆ ฉลาด ๆ ก็จะนำประเทศก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอย่างที่ได้เห็นกันในทุกวันนี้

แต่นั่นก็เป็นจุดอ่อนที่สำคัญเช่นเดียวกัน ซึ่งจากการต่ออายุในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีออกไป ทำให้ Xi จะกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่ครองอำนาจยาวนานมาก ๆ ของประเทศจีน ซึ่งแน่นอนว่าอำนาจมันเป็นสิ่งที่หอมหวลเหมือนสิ่งเสพย์ติด ไม่มีใครที่คิดลงจากอำนาจโดยเฉพาะอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ อย่างการปกครองประเทศจีน

แต่ด้วยผลกระทบจากการล็อกดาวน์และผู้คนเริ่มตกงานมากขึ้น นั่นอาจจะนำไปสู่ความไม่สงบของประชาชนในประเทศได้ ซึ่งเริ่มมีเสียงบ่นออกมาบ้างแล้วในโลกออนไลน์ผ่านข่าวจากโลกตะวันตกที่เราได้เห็นภาพกัน

ด้วยการเมืองแบบผูกขาดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ และตอนนี้ในแวดวงการเมืองชั้นสูงของประเทศจีน แทบจะไม่มีคู่แข่งคนใดที่จะขึ้นมาต่อกรกับ Xi Jinping ซึ่ง Xi มีอายุ 68 แล้ว เขาจะได้รับการสานต่ออำนาจอย่างน้อยไปจนถึงปี 2027 ซึ่งนั่นทำให้ข้อบกพร่องของการปกครองแบบคนเดียวในระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เริ่มที่จะปรากฏให้โลกได้เห็นแล้วนั่นเองครับผม

References : https://www.economist.com/leaders/2022/05/26/how-xi-jinping-is-damaging-chinas-economy
https://www.theatlantic.com/international/archive/2021/01/xi-jinping-china-economy-jack-ma/617552/
https://www.wsj.com/articles/xi-scrambles-as-china-economy-stumbles-beijing-economic-prospects-technology-covid-lockdowns-evergrande-president-for-life-re-election-11652190698

ทางรอดยกระดับประเทศ ถ้าอยากพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ก็ต้องทำงานหนักกว่าใคร

เป็นบทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจนะครับ ที่ Elon Musk ได้ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Financial times ว่าเขาคิดว่าประเทศจีนน่าจะผลิตบริษัทที่แข็งแกร่งออกมาได้มากกว่านี้ โดยชี้ว่าวัฒนธรรมการทำงานหนักของจีนคือเหตุผลสำคัญ

“มีสุดยอดหัวกะทิที่ทุ่มเททำานหนักจำนวนมากในประเทศจีน” เขาได้ระบุว่า “แรงงานในจีนไม่ใช่แค่พร้อมที่จะโหมงานถึงเที่ยงคืนเท่านั้น แต่ต่อให้เป็นตี 3 พวกเขาก็ทำได้ ไม่เหมือนคนอเมริกันที่มักจะหาทางหลีกเลี่ยงงาน”

เรียกได้ว่า รูปแบบการทำงานของคนจีน เข้ากับสไตล์การทำงานส่วนตัวของ Elon Musk อยู่แล้วนะครับ ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ประกอบการที่ทำงานหนักมากที่สุดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้

จีนกับการพัฒนาประเทศแบบสายฟ้าแลบ

ไม่ต้องสงสัยเลยกับการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วของประเทศจีน ซึ่งแน่นอนว่ามีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้ประเทศจีนสามารถพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็วอย่างที่เราได้เห็นกันในวันนี้

ทั้งการเมืองที่มีเสถียรภาพ การควบรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ด้วยระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์กึ่งทุนนิยมที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เป้าหมายในการพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ ของประเทศมันต่อเนื่อง รวดเร็ว และ มีประสิทธิภาพสูง แต่ต้องแลกกับสิทธิเสรีภาพที่จำกัดของประชาชนชาวจีน

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ที่สะท้อนจากข่าวมากมายเกี่ยวกับการทำงานหนักในประเทศจีน ก็คือ ความโหดในการทำงานอย่างที่ Musk ได้กล่าวมา

ถ้าใครเคยได้ดูสารคดีอย่าง American Factory มันฉายภาพให้เห็นอย่างชัดเจนมาก ๆ ว่าทำไม จีนจะแซงอเมริกาได้ในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน แม้ในสารคดีจะฉายภาพงานที่เป็นงานโรงงานต้องใช้แรงงานเป็นหลัก แต่มันก็สะท้อนให้เห็นทัศนคติที่ชัดเจนมาก ๆ ของแรงงานจีน ซึ่งแม้กระทั่งในบริษัทเทคโนโลยีระดับสูง พวกพนักงานหัวกะทิที่เก่งกาจ พวกเขาก็ใช้ทัศนคติเดียวกันในการทำงาน

ตอนนี้เรียกได้ว่าจีนพัฒนาเทคโนโลยี ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตรงไหนมีจุดอ่อนพวกเขาก็รีบเร่งการพัฒนา ดูอย่างรถไฟความเร็วสูง จากที่แทบไม่มีองค์ความรู้ในเรื่องนี้ ตอนนี้พวกเขากลายเป็นอันดับหนึ่งในการพัฒนารถไฟความเร็วสูงไปเป็นที่เรียบร้อย

หรือแม้กระทั่งเรื่องชิปคอมพิวเตอร์ ที่เป็นจุดอ่อนของพวกเขาอย่างชัดเจน ผมว่าก็ไม่แน่เหมือนกัน ว่าถ้าหากพวกเขาเอาจริง ทุ่มเททรัพยากรลงไป ด้วยทรัพยากรคนที่ยอดอัจฉริยะที่มีจำนวนมหาศาล อีกไม่นานพวกเขาอาจจะมีเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำแซงประเทศที่เป็นเจ้าตำหรับอย่างไต้หวัน หรือ อเมริกาก็เป็นได้

เราได้เห็นการพัฒนาทีน่าสนใจจากหลาย ๆ ประเทศ ที่จะยกระดับประเทศด้วยความรวดเร็ว ปัจจัยหนึ่งแน่นอนว่าคือการทำงานหนักกว่าใคร

ประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือ แม้กระทั่งเพื่อนบ้านที่กำลังมาแรงอย่าง เวียดนาม จะเห็นได้ว่า พวกเขามีความทะเยอทะยานสูงมาก ๆ และมีวัฒนธรรมการทำงานหนักคล้าย ๆ กัน

ประเทศไทยเราเองจากจุดเด่นในเรื่องการท่องเที่ยว และ บริการ พอเจอกับโรคระบาดอย่าง COVID-19 กลับทำให้กลายเป็นจุดด้อยเสียอย่างงั้น

บทสรุป

ถึงมันจะเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับคนทำงาน แต่การที่จะสปีดการพัฒนาประเทศ มันเป็นทางเลือกไม่กี่ทางที่จะยกระดับการพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว ประเทศอย่าง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นเอย ก็เคยทำอย่างงี้มาก่อน ในการวิ่งฉีกหนีคู่แข่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้กระทั่งปัจจุบันพวกเขาก็ยังทำงานหนักกันอยู่

แต่เนื่องจากว่าจำนวนประชากรของจีนมันเยอะมากๆ พลังมันเลยสูงมากก ลองจินตนาการจีนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กับตอนนี้เหมือนกลายเป็นคนละประเทศไปแล้ว แล้วคุณลองจินตนาการถึงประเทศจีนในอีก 10 ปีข้างหน้าว่าจะเกิดไรขึ้น

Credit Image : https://futurism.com/the-byte/people-in-china-absolutely-love-elon-musk