ปิดจ๊อบ Huawei สถานีต่อไป DJI

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ (The US Department of Homeland Security – DHS)ได้เตือนถึงอันตรายของเจ้าหน้าที่จีน มีการแจ้งเตือนโดย CNN ในเรื่องข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้งานโดรน ซึ่งส่วนใหญ่ในอเมริกาเหนือขายโดยบริษัท DJI ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเซินเจิ้นโดยสามารถส่งข้อมูลเที่ยวบินที่ละเอียดอ่อนกลับไปยังสำนักงานใหญ่ที่ประเทศจีนซึ่งรัฐบาลสามารถเข้าถึงได้ในภายหลัง

การแจ้งเตือนจาก DHS :

“ รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใด ๆ ที่นำข้อมูลอเมริกันเข้าสู่อาณาเขตของรัฐที่มีอำนาจซึ่งอนุญาตให้หน่วยข่าวกรองเข้าถึงการเข้าถึงข้อมูลนั้นได้อย่างอิสระ

ความกังวลเหล่านั้นมีผลบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกันกับระบบเครื่องบินที่ไม่มีคนควบคุมของจีนที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อและรวบรวมและถ่ายโอนข้อมูลที่อาจเปิดเผยเกี่ยวกับการดำเนินงานของพวกเขาและบุคคลและหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในประเทศจีน ”

การแจ้งเตือนของ DHS ไม่ได้แสดงถึงคำสั่งทางกฎหมายและไม่มีการกล่าวถึงชื่อ DJI แต่ บริษัทก็เข้าใจถึงสถานการณ์ของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน คำเตือนทำให้เกิดความกังวลโดยทั่วไปในระดับเดียวกับที่หัวเว่ยโดน โดยมีการยืนยันว่า บริษัท จีนมีภาระผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐในด้านความปลอดภัย

DHS แสดงความกังวลต่ออุปกรณ์โดรนจาก DJI
DHS แสดงความกังวลต่ออุปกรณ์โดรนจาก DJI

สัปดาห์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ออกคำสั่งผู้บริหารที่สามารถทำลายธุรกิจหลักของหัวเว่ยโดยการปิดกั้นการค้ากับบริษั สหรัฐอย่าง Google แม้ว่าซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Ren Zhengfei ได้รับรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ Huawei

“ ที่ DJI ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของทุกสิ่งที่เราสร้างความปลอดภัยของเทคโนโลยีของเราที่ได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและธุรกิจชั้นนำของสหรัฐอเมริกา” DJI กล่าวในแถลงการณ์ยืนยันว่าผู้บริโภคมีนั้นสามารถจัดการข้อมูลในโดรนได้เต็มรูปแบบ ไม่มีการส่งข้อมูลกลับไปยังประเทศจีนแต่อย่างใด”

” สำหรับรัฐบาลและลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสหรัฐ ที่ต้องการ การรับรองเพิ่มเติมเรามีโดรนที่ไม่ถ่ายโอนข้อมูลไปยัง DJI หรือ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตและลูกค้าของเราสามารถเปิดใช้งานซึ่งข้อควรระวังทั้งหมดที่ DHS แนะนำ ทุกวันเหล่าธุรกิจของอเมริกาและหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐอเมริกาก็ไว้วางใจเจ้าหน้าที่จาก DJI เพื่อช่วยชีวิตและส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานและสนับสนุนการปฏิบัติงานที่สำคัญและเราต้องรับผิดชอบอย่างจริงจัง”

ในปี 2560 DJI ได้เพิ่มโหมดความเป็นส่วนตัวลงในโดรน โดยใช้การรับส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตในขณะที่โดรนกำลังบินอยู่ อย่างไรก็ตามนี่เป็นคำตอบจากบันทึกของกองทัพสหรัฐฯที่ขอให้ทุกหน่วยงานหยุดใช้โดรน DJI เนื่องจากปัญหาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ถูกกล่าวหา

References : 
https://www.theverge.com/2019/5/21/18633744/dhs-alert-china-drones-dji-huawei

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เสียงข้างน้อยในวันที่มีพลังมากกว่าเสียงข้างมาก

เป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์จริง ๆ สำหรับการเลือกตั้งไทยในปีนี้ ที่ มาถึงวันนี้ผ่านมากว่า 2 เดือน เราก็ยังไม่รู้ว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือ ใครจะเป็นฝ่ายค้าน ใครจะเป็นรัฐบาล มีอย่างเดียวที่ชัดเจนก็คือ สว. ที่มีการกำหนดรายชื่อออกมาเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

แม้ว่าดูจากกระแส รวมถึง อำนาจอิทธิพลของพรรค พลังประชารัฐ นั้น จะดูเหมือนว่า บิ๊กตู่จะนอนมา สามารถดำรงตำแหน่งนายก ได้อีกสมัย แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า มันได้กลายเป็นเกมส์ในการใช้จำนวนส.ส. ไปต่อรองตำแหน่งต่าง ๆ ในการจัดตั้งรัฐบาลเสียแล้ว

จะเห็นได้ว่าจากข่าวที่เราเห็น พรรคที่มีบทบาท รวมถึงเป็นปัจจัยหลักในการจัดตั้งรัฐบาลนั้นกลายเป็นพรรคที่ไม่ได้รับเสียงข้างมากอย่าง พรรคภูมิใจไทย รวมถึง พรรคประชาธิปัตย์ ที่เล่นตัวต่อรองในเกมส์การเมืองครั้งนี้ ตามสไตล์การเมืองแบบเดิม ๆ อย่างเห็นได้ชัด

แม้เราจะปฏิรูปอะไรหลาย ๆ อย่าง อย่างที่เราเคยเจอปัญหามาเมื่อก่อน แต่การเมืองไทย ก็ยังคงวนลูป เข้าสู่การเมืองแบบเดิม ๆ ที่เป็นเกมส์ต่อรองโควต้า รัฐมนตรีต่าง ๆ โดยเฉพาะเก้าอี้กระทรวงเกรด A ที่หลาย ๆ พรรคอย่างได้ไว้ครอบครอง เพราะผลประโยชน์ที่มีมหาศาล แลแน่นอน ว่าเราไม่ได้เลือกตั้งกันมานาน ทำให้เหล่านักการเมืองนั้นแทบจะไม่ได้เข้าสู่ผลประโยชน์เหล่านี้มานานมากแล้ว

เพราะฉะนั้น ในรอบนี้ ที่เป็นการเลือกตั้งในรอบหลายปี ทำให้เกมส์ต่อรองนั้นดูเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน ที่น่าตลกคือ พรรคที่ชนะการเลือกตั้งได้จำนวนส.ส.เป็นอันดับหนึ่งอย่างพรรคเพื่อไทย แม้จำนวนส.ส. จะชนะเลิศ ได้ไปมากที่สุด แต่กลายเป็นพลังอำนาจในการต่อรองนั้นแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ

มันน่าตลกถึงขนาดว่า ต้องยอมเสนอตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีให้กับพรรคที่ได้คะแนนเสียงเพียงน้อยนิด อย่างพรรค ภูมิใจไทย หรือ แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็ตาม เรียกได้เสียงประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคเพื่อไทยไปนั้น กลับทำอะไรไม่ได้กับระบบการเมืองและการเลือกตั้งในครั้งนี้เลยก็ว่าได้

ซึ่งสรุปในเมื่อ เสียงข้างมากที่ประชาชนเลือกมานั้น แทบจะไม่สามารถ สร้างความชอบธรรมในทางการเมืองอะไรได้เลย เมื่อเทียบกับเสียงข้างน้อยที่กำลังมีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในขณะนั้น มันก็น่าสงสัยเหมือนกันนะครับว่า แล้วเราจะเลือกตั้งไปให้ได้เสียงข้างมากไปเพื่ออะไรกัน ถ้าระบบต่าง ๆ ยังเป็นอย่างงี้อยู่ ซึ่งในอนาคตเราก็คงเห็นการเมืองไทยยังไม่พ้นลูปแบบเดิม ๆ อย่างที่เคยมีมาอย่างแน่นอน

รูปภาพประกอบจาก : matichon.co.th

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

I don’t Care ผู้ก่อตั้งหัวเหว่ย กร้าว สหรัฐประเมินพวกเราต่ำเกินไป

Ren Zhengfei ผู้ก่อตั้ง Huawei ได้กล่าวถึงความพยายามของสหรัฐฯในการปิดกั้นความทะเยอทะยานของบริษัท โดยกล่าวว่าสหรัฐฯประเมินความแข็งแกร่งของยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมอย่าง Huawei ต่ำเกินไป

Ren พูดกับสื่อจีนหลายวันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ออกคำสั่งซึ่งมุ่งขัดขวางการดำเนินธุรกิจของหัวเว่ยในสหรัฐอเมริกา

“ การปฏิบัติของนักการเมืองสหรัฐฯในปัจจุบันประเมินความแข็งแกร่งของเราต่ำกว่าความเป็นจริง” Ren กล่าวตามข้อมูลจากการถอดความจากสื่อยักษ์ใหญ่ของจีน

“ 5G ของ Huawei จะไม่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนในแง่ของเทคโนโลยี โดยที่คู่แข่งรายอื่น ๆ ในเทคโนโลยี 5G จะไม่สามารถติดต่อกับ Huawei ได้ภายในสองหรือสามปี” เขากล่าว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทรัมป์ประกาศว่า “สถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ” ทำให้เขาสามารถขึ้นบัญชีดำได้ว่าเป็น “ความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ต่อความมั่นคงของประเทศสหรัฐอเมริกา” นักวิเคราะห์จากสื่อชื่อดังได้กล่าวไว้

ในเวลาเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศห้าม บริษัท อเมริกันที่ขายหรือถ่ายโอนเทคโนโลยีของสหรัฐให้กับ Huawei โดยเด็ดขาด

Google ยักษ์ใหญ่ในอินเทอร์เน็ตของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีระบบปฏิบัติการมือถือ Android ที่ใช้กับสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ของโลกกล่าวว่าในสัปดาห์นี้จะเริ่มตัดความสัมพันธ์กับหัวเว่ยในแง่ของการห้ามใช้งานบริการต่าง ๆ ของ Google

คำสั่งขึ้นบัญชีดำครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อผู้ใช้สมาร์ทโฟน Huawei เนื่องจากยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมจะไม่สามารถเข้าถึงบริการที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Google ได้อีกต่อไปซึ่งรวมถึงแอพ Gmail และ Google Maps 


Timeline การกดดันที่มีต่อ Huawei AFP / John SAEKI


แต่กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐได้ออกแถลงในวันจันทร์โดยจะมีการบรรเทาโทษ 90 วันในการห้ามการถ่ายโอนเทคโนโลยีโดยและมีการอนุญาตให้ใช้ใบอนุญาตชั่วคราว

“ ใบอนุญาตชั่วคราว 90 วันของสหรัฐไม่มีผลกระทบต่อเรา ตอนนี้เราพร้อมแล้วที่จะไม่พึ่งพา Google” Ren กล่าว

หัวเว่ยได้พยายามลดความกังวลของลูกค้าเกี่ยวกับการประกาศของ Google

โฆษกของ บริษัท Huawei ในออสเตรเลียกล่าวว่าการกระทำของสหรัฐฯ “จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค” ทั้งอุุปกรณ์แท็บเล็ต Huawei หรือสมาร์ทโฟน หรือผู้ที่วางแผนจะซื้ออุปกรณ์ของ Huawei ในอนาคต

สำหรับการเข้าถึงส่วนประกอบสำคัญของหัวเว่ยเรนกล่าวว่าชิปครึ่งหนึ่งที่ใช้ในอุปกรณ์ของ บริษัท มาจากสหรัฐอเมริกาและอีกครึ่งหนึ่งเป็นส่วนที่ผลิตขึ้นมาเอง

“ เราแยกตัวจากโลกนี้ไม่ได้” เรนกล่าว

“ เราสามารถสร้างชิปเช่นเดียวกับชิปของสหรัฐอเมริกาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ซื้อพวกเขา” เขากล่าวเสริม

การเผชิญหน้าของหัวเว่ยได้รับการกดดันมานานหลายปี ในขณะที่ บริษัท ได้พยายามทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ที่มากกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ ในเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ 5G รุ่นต่อไป

หน่วยข่าวกรองสหรัฐเชื่อว่าหัวเว่ยได้รับการสนับสนุนจากทหารจีนและอุปกรณ์ของตัวเองสามารถให้บริการด้านข่าวกรองกับปักกิ่งแบบลับๆ ในเครือข่ายการสื่อสารของประเทศคู่แข่ง

ด้วยเหตุผลดังกล่าววอชิงตันจึงตัดสัมพันธ์กับ Huawei และปฏิเสธเทคโนโลยีของหัวเว่ยซึ่งถือเป็นความท้าทายที่สำคัญเนื่องจากมีทางเลือกน้อยสำหรับเทคโนโลยี 5G

แคนาดาถูกลากเข้าสู่การต่อสู้ในศึกครั้งนี้ด้วย การจับกุมลูกสาวของ Ren หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของหัวเว่ย Meng Wanzhou ในเดือนธันวาคม ซึ่งผลจากการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของสหรัฐที่เชื่อมโยงกับการลงโทษอิหร่านคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งผลที่ตามมานั้นเกิดความวุ่นวายขึ้นด้วยการจับกุมชาวแคนาดาสองคนรวมถึงอดีตนักการทูต ในประเทศจีน

การต่อสู้ของหัวเว่ยได้เพิ่มความตึงเครียดในสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจโดยทั้งสองฝ่ายได้ปรับอัตราภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเนื่องจากการเจรจาตกลงกันแบบไม่ลงตัว

เมื่อสื่อถามว่าหัวเว่ยจะเผชิญกับช่วงเวลาที่ลำบากแบบนี้ได้นานเท่าไร Ren พูดว่า: “คุณอาจต้องถามทรัมป์เกี่ยวกับคำถามนี้ไม่ใช่ฉัน”

Rerferences : 
https://www.afp.com/en/news/1272/huawei-founder-says-us-underestimates-company-doc-1gp7xy2

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

HongMeng OS กับทางรอดของ Huawei

การขึ้นบัญชีดำของสหรัฐฯบังคับให้ Google ยุติความร่วมมือทางธุรกิจกับหัวเว่ย หมายความว่าจะไม่มีสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่เปิดตัวโดย Huawei ที่จะสามารถเข้าถึง Play สโตร์ของ Google และแอปพลิเคชั่นที่เป็นทางการของ Google ได้อีกต่อไป

โทรศัพท์มือถือของ Huawei จะยังคงได้รับการสนับสนุนจาก Android Open Source Project (AOSP) แต่มันแทบจะไม่เพียงพอที่จะโน้มน้าวใจให้ลูกค้าใช้อุปกรณ์ต่อโดยไม่มีที่บริการหลักของ Google Service เหลืออยู่

หัวเว่ยอ้างว่าพวกเขาคาดหวังว่าจะมีการเคลื่อนไหวเช่นนี้และพวกเขาได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้จะบรรเทาลงให้ได้มากที่สุด หนึ่งในขั้นตอนเหล่านั้นคือการพัฒนาระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟนของตัวเองซึ่งมีรายงานว่าตอนนี้มีชื่อ HongMeng OS ซึ่งมีรายงานว่าอยู่ในช่วงทดลองและมีข่าวลือว่าจะค่อยๆเปลี่ยนจากระบบปฏิบัตการ Android แบบเป็นค่อยเป็นค่อยไป

ตามทวีตจาก Global Times ด้วยข่าวลือที่มาจากรายงานสื่อจีนสามฉบับ HongMeng OS อาจเป็นชื่อที่ของระบบปฏิบัติการมือถือของ Huawei ในช่วงแถลงการณ์ครั้งแรกของหัวเว่ย ไม่นานหลังจากที่ Android สั่งห้าม บริษัท พยายามประคองสถานการณ์ และดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุด โดยระบุว่าจะยังคง ‘สร้าง Ecosystem ของซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน’ คำว่า ‘ยั่งยืน’ อาจหมายถึงว่าในกรณีที่มีการห้ามใช้งาน Android ขึ้นมาจริง ๆ  Huawei จะดำเนินการเปิดตัวระบบปฏิบัติการของตัวเองสำหรับโทรศัพท์มือถือ เป็นแผนต่อไป

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2019 ผลประกอบการของ Huawei มีรายรับ26.8 พันล้านเหรียญสหรัฐโดยมียอดขาย 59 ล้านเครื่อง บริษัท แสดงให้เห็นว่าแผนกโทรศัพท์มือถือเป็นธุรกิจทำเงิน  เริ่มแรกมีรายงานว่าแพลตฟอร์มมือถือของ Huawei จะเรียกว่า Kirin OS ขณะเดียวกันก็ระบุว่าตั้งแต่พูดถึงข่าวลือที่กล่าวมาข้างต้นนั้นยังไม่มีการติดตามเกี่ยวกับชื่อของแพลตฟอร์ม 

Richard Yu ซีอีโอ ผู้ดูแลธุรกิจมือถือของ Huawei ไม่ได้พูดถึงชื่อของระบบปฏิบัติการใหม่ในที่สาธารณะแต่อย่างใด และผู้บริหารคนอื่น ๆ ได้เน้นถึงความท้าทาย  ในการสร้างระบบปฏิบัติการของหัวเว่ยเอง ซึ่งหนึ่งในนั้นจะให้สิ่งจูงใจแก่นักพัฒนาและให้กำลังใจพวกเขาในการเริ่มต้นสร้างแอพสำหรับแพลตฟอร์มนี้ซึ่งจะเป็นการหลุดพ้นจากแพลตฟอร์ม Android อีกด้วย Google ที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับหัวเว่ยอีกต่อไป ซึ่งมีโอกาสสูงที่หัวเว่ยเองนั้นจะเดินหน้าเต็มสูบในการพัฒนาระบบปฏิบัติการ HongMeng ขึ้นมาให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด

References : 
https://wccftech.com/huawei-hongmeng-os-for-smartphones/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Rare Earth น้ำมันแห่งศตวรรษที่ 21

Rare Earth เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตชิปเซ็ต คอมพิวเตอร์และบรรดาเหล่าอุปกรณ์ไฮเทคอีกมากมาย รวมถึงอาวุธ และมันเป็นสินค้าสำคัญอีกอย่างนึงยังไม่ได้ถูกขึ้นบัญชีเพิ่มภาษีนำเข้าโดยสหรัฐ จากสงคราม Trade War ครั้งนี้ เนื่องจากสหรัฐมีความจำเป็นต้องนำเข้าแร่ดังกล่าวจากจีนถึงถึง 80% จากปริมาณนำเข้าทั้งหมด

ธาตุโลหะหายากหรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Rare Earth Element หรือ Rare Earth Metal คือธาตุ 17 ธาตุที่จริงๆ พบได้ในดินทั่วไปไม่ยากนัก แต่มักจะมีลักษณะกระจัดกระจาย โดยที่ทั้ง 17 ธาตุยังมีลักษณะคล้ายคลังกันอีก ซึ่งมันทำให้ส่งผลต่อการสกัดธาตุออกจากกันในระบวนการถลุงแร่นั้นต้องใช้ทั้งเทคนิคขั้นสูงและสร้างของเสียทางเคมีออกมาอย่างมหาศาล

และด้วยสาเหตุนี้ทำให้ชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐที่เคยเป็นผู้ผลิตและส่งออกแร่หายากในยุคทศวรรษที่ 60-80 ยอมถอยให้กับจีนที่มีแรงงานราคาถูก และไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเสียเท่าไหร่นัก

สำหรับสินแร่หายากที่นำมาใช้ในทางอุตสาหกรรมมีอยู่ 5 ประเภท คือสแคนเดียม (Scandium) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมัน โพรมีเทียม (Promethium) ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่พลังงานนิวเคลียร์ แลนทานัม (Lanthanum) ใช้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และกล้องถ่ายรูป อิตเทรียม (Yttrium) ใช้ในการผลิตโทรทัศน์และเตาอบไมโครเวฟ และเพรซีโอดีเมียม (Praseodymium) ซึ่งใช้อุตสาหกรรมผลิตใยแก้วนำแสงและเครื่องยนต์ของเครื่องบิน

แรงงานราคาถูก รวมถึงของเสียออกจากโรงงานเยอะ ทำให้จีนกลายเป็นเจ้าตลาดธาตุโลหะหายากพวกนี้
แรงงานราคาถูก รวมถึงของเสียออกจากโรงงานเยอะ ทำให้จีนกลายเป็นเจ้าตลาดธาตุโลหะหายากพวกนี้

ความยากเห็นในการได้มาซึ่งธาตุโลหะหายากนี้ก็ดูจะบ่งว่ามันมีความสำคัญไม่น้อยต่อโลกยุคปัจจุบัน ที่กำลังนำโดยเทคโนโลยี รวมถึงอุปกรณ์ไฮเทค Gadget ต่าง ๆ  โดยธาตุโลหะเหล่านี้ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ของอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีทั้งหลายในปัจจุบันเช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน เลนส์กล้องถ่ายรูป ทีวีจอแบน เครื่องยิงแสงเลเซอร์สารพัด แบตเตอร์รี่รถยนต์แบบลิเธี่ยม แผงโซล่าร์เซลล์ กังหันลม แม่เหล็ก เซรามิค ระบบนำวิถีของจรวดมิสไซล์ เป็นต้น

ซึ่ง ณ ขณะนี้ จีนกลายเป็นเป็นผู้ผลิตธาตุโลหะหายากกว่า 90% ในโลก จีนได้ขยายการผลิตธาตุโลหะหายากส่วนใหญ่ของโลกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ดังที่เติ้ง เสี่ยว ผิง ประกาศในขณะเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1992 ว่า “ตะวันออกกลางมีน้ำมัน แต่จีนเรามีธาตุโลหะหายาก” และอัตราส่วนแบ่งตลาดก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาเป็นกว่า 90% ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการครองตลาดแทบจะเบ็ดเสร็จของจีนในการผลิตธาตุโลหะหายากเหล่านี้

แม้สถานการณ์ดังกล่าวดูเหมือนจะทำให้จีนมีอำนาจในตลาดอย่างมหาศาล จนในปี 2010 จีนตัดสินใจจำกัดการส่งออก “ธาตุโลหะหายาก” จริงๆ เป็นครั้งแรก โดยขู่จะตัดการส่งออกแร่หายากให้กับญี่ปุ่น เพื่อกดดันให้ญี่ปุ่นปล่อยตัวกัปตันเรือชาวจีนที่ขับเรือชนเรือยามฝั่งของญี่ปุ่น และการข่มขู่ดังกล่าวก็เหมือนจะได้ผลเมื่อญี่ปุ่นปล่อยตัวกัปตันเรือในทันที

ซึ่งเมื่อเทียบกับสถานการณ์ในตอนนี้ ในสงคราม Trade War ระหว่างจีนกับสหรัฐ จีนอาจใช้ Rare Earth เพื่อเป็นมาตรการตอบโต้ในช่วงเวลาที่สงครามการค้ากำลังดุเดือดมากขึ้น ซึ่งหากจีนใช้ Rare Earth เป็นตัวต่อรอง ด้วยการระงับการส่งออกหรือเพิ่มภาษีในอัตราที่สูงมาก ก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศเช่นกัน แต่ก็อาจเป็นผลดีให้จีนเริ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้แร่ชนิดนี้ เพื่อเพิ่มระดับความต้องการภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น

ซึ่งทางฝั่งอเมริกาเอง ก็ได้เตรียมรับมือกับแผนนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยช่วงที่เกิดสงครามการค้า สหรัฐก็ได้เริ่มทำการรื้อฟื้นอุตสาหกรรม Rare Earth ในประเทศ หรือมองหาทางเลือกอื่นในการนำเข้าจากเวียดนามหรือเม็กซิโก  แถมยังมีแหล่งผลิตอีกมากมายทั่วโลก และมีช่องทางในการหลีกเลี่ยงการผูกขาดของจีนในอีกหลายทางนั่นเอง

References : 
https://thediplomat.com/2013/01/the-new-prize-china-and-indias-rare-earth-scramble/?allpages=yes&fbclid=IwAR1XnaGBNxA3gaY57PFLHSQTjrTqqshS70QEaKI4GsimDpWmFSIuMRVZazU

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol