จากคองโกถึงรัฐสภาสหรัฐฯ กับยุคทองของทฤษฎีสมคบคิด ที่กำลังเรืองอำนาจแบบสุดขีด

ในปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลอังกฤษยกเลิกข้อจำกัดส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 แต่ก็ยังมีผู้ประท้วงหลายพันคนมารวมตัวกันที่จัตุรัสทราฟัลการ์ในลอนดอน เพื่อประท้วงในเรื่องการล็อกดาวน์ของรัฐบาล

ในบรรดาผู้ที่มาปราศัยนั้นรวมไปถึง Piers Corbyn (น้องชายของอดีตหัวหน้าพรรคแรงงาน) ผู้ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีว่า COVID-19 เป็นเรื่องหลอกลวง หรือ David Icke นักเขียนชื่อดัง และ Gillian McKeith อดีตพยาบาลผู้สร้างทฤษฎีที่เชื่อว่าอาหารที่ดีก็เพียงพอที่จะหยุดไวรัสได้

ต้องบอกว่า เรื่องราวข้างต้นมันได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วในตอนนี้ ไม่เพียงแค่ในประเทศอังกฤษ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก

คลื่นสึนามิ Fake News

การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของ COVID-19 นั้น เปรียบเหมือนคลื่นสึนามิข้อการเผยแพร่ Fake News ที่ระบาดไปทั่วโลก พร้อม ๆ กับแพร่ระบาดของโรค

ในประเทศฝรั่งเศส มีสารคดีที่กล่าวหาว่า COVID-19 ถูกสร้างขึ้นโดยชนชั้นสูงทางการเมืองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสมคบคิดเพื่อทำให้เกิดระเบียบโลกใหม่ ซึ่งมีคนเข้าชมถึง 2.5 ล้านครั้งภายในสามวันหลังการเผยแพร่

แม้กระทั่งในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ความคิดทีว่า COVID คือเรื่องหลอกลวงได้แพร่กระจายไปพร้อมกับทฤษฎีที่ร้อนแรงที่เรียกว่า QAnon ซึ่งเป็นทฤษฎีที่กล่าวถึงรัฐบาลที่ดำเนินการโดยกลุ่มคนเฒ่าหัวงู และ Donald Trump คือ ผู้ที่มาปราบปรามพวกเขาเหล่านี้

ซึ่งก็ต้องบอกว่ายุคนี้เป็นยุคเรืองอำนาจแบบสุดขีดของทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ อินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโซเชีลมีเดียทำให้ง่ายต่อการแพร่กระจาย ซึ่งไม่ใช่แค่เหล่าประเทศยากจนที่ผู้คนเข้าถึงการศึกษาน้อยเท่านั้น แต่มันยังรวมกระทั่งประเทศร่ำรวยที่สุดอีกด้วย

ในประเทศไนจีเรียมีทฤษฎีสมคบคิดที่ว่า Muhammadu Buhari ประธานาธิบดีที่เสียชีวิตในลอนดอนเมื่อปี 2017 ถูกปลอมตัวในร่างชาวซูดานที่เรียกวา Jibril

ในประเทศอินเดีย รัฐบาลของ Narendra Modi กล่าวหาว่า Greta Thunberg ซึ่งเป็นวัยรุ่นนักเคลื่อนไหวด้านสภาพอากาศชาวสวีเดน เป็นส่วนหนึ่งของแผนการระดับโลกที่จะหมิ่นประมาทชาในประเทศของเขา

มีแนวความคิดที่แพร่หลายไปทั่วตะวันออกกลางว่าการโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 เป็นปฏิบัติการที่อิสราเอลวางแผนไว้

แน่นอนว่ามันมีหลายความเชื่อที่อาจจะดูน่าขัน และไม่มีอันตราย เช่น ความคิดที่ว่า Elvis Presley ยังมีชีวิตอยู่และอาศัยอยู่ในคาลามาซู มิชิแกน

อย่างไรก็ตามความเชื่อในเรื่องทางการเมืองนั้นรุนแรงกว่า Quassim Cassam จากมหาวิยทาลัย Warwick ในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า “รูปแบบการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองนั้นสำคัญที่สุด”

พลังของโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองนั้น เป็นการให้คำอธิบายแก่ผู้คนเกี่ยวกับโลกที่โทษความโชคร้ายของพวกเขาที่มีต่อศัตรูทางด้านการเมือง แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องไร้สาระ ความสามารถในการจูงใจผู้คน คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาเป็นอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

จุดเริ่มต้นที่คองโก

และเพื่อเข้าใจถึงวิธีที่พวกเขาเผยแพร่ทฤษฎีสมคิดทางด้านการเมือง จุดเริ่มต้นคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

Valentin Mubake นักการเมืองสูงวัยได้นำเสนอทฤษฎีสมคบคิดที่พบบ่อยที่สุดในประเทศ ต้องบอกว่าปัญหาของประเทศคองโกนั้นเริ่มต้นในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เมื่อ Paul Kagameได้จัดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชาวรวันดาทุตซิส นั่นทำให้เขาได้รับเสียงสนับสนุนทางการเมืองเพื่อยึดครองรวันดาและบุกคองโกในช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุด

Valentin Mubake นักการเมืองสูงวัยได้นำเสนอทฤษฎีสมคบคิดโจมตีชาวรวันดา (CR:UDPS LE PEUPLE)
Valentin Mubake นักการเมืองสูงวัยได้นำเสนอทฤษฎีสมคบคิดโจมตีชาวรวันดา (CR:UDPS LE PEUPLE)

“Tony Blair และ Bill Clinton ทำงานร่วมกับ Kagame เพื่อเตรียมทำสงครามที่จัดขึ้นโดยสหรัฐอเมริกา” Mubake กล่าว เขาอ้างว่าสหประชาติทำการสังหารหมู่และแพร่กระจายโรคต่าง ๆ เช่น อีโบลา เพื่อให้แผนดำเนินการต่อไป

ต้องบอกว่าแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับการอย่างกว้างขวางในประเทศคองโก ซึ่ง แนวคิดสร้างความเกลียดชังชาวรวันดาจุดชนวนให้เกิดความรุนแรงทางชาติพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวคองโกทุตซิส

ความเชื่อที่ว่า อีโบลา เป็นแผนการของต่างประเทศได้นำไปสู่การนำกองกำลังติดอาวุธบุกไปที่คลินิกที่เต็มไปด้วยผู้ป่วย และ ทำการปลดปล่อยผู้ป่วยเหล่านี้ ซึ่งทำให้เชื้อยิ่งแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ประชาชนชาวคองโกปฏิเสธที่จะรับวัคซีน COVID-19 เนื่องจากกลัวว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดังกล่าว Rodiguez Katsuva นักข่าวชาวคองโก ผู้ก่อตั้ง Congo Check ซึ่งเป็นเว็บไซต์ตรวจสอบข้อเท็จจริงกล่าวว่า ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ คือ การฆ่าชาวคองโกที่แท้จริงต่างหาก

หรือแม้กระทั่งการการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2016 ที่ ประธานาธิบดี Donald Trump เอาชนะ Hillary Clinton ไปได้ ก็มีประเด็นในโลกออนไลน์มากมายที่มีการกล่าวหา Hiallry Clinton

มีทฤษฎีสมคบคิด ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านเครือข่ายโซเชีลมีเดียจำนวนมาก ที่มุ่งโจมตี Clinton ในช่วงท้าย ๆ ของการเลือกตั้ง

Hillary Clinton ที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงผ่านเครือข่ายโซเชีลมีเดียในช่วงท้ายของการเลือกตั้ง (CR:The New York Times)
Hillary Clinton ที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงผ่านเครือข่ายโซเชีลมีเดียในช่วงท้ายของการเลือกตั้ง (CR:The New York Times)

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ ได้รับความช่วยเหลืออย่างดีจากสื่อยุคใหม่ โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดีย ในยุคปัจจุบันเราสามารถหาข่าวปลอมเหล่านี้ได้มากมาย และที่สำคัญยิ่งเป็นข่าวปลอม มันมีโอกาสที่จะถูกแชร์ และกระจายเป็นวงกว้างได้มากกว่า ผ่านอัลกอริธึมเบื้องหลังของเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter

และ Trump เองได้รับประโยชน์ไปเต็ม ๆ จากเครือข่ายข่าวลวงแบบนี้ โดยเฉพาะเรื่องราวสุดฉาวของ Hillary Clinton ที่ยิ่งทำให้ข่าวปลอมเหล่านี้ถูกกระพือให้ยิ่งกระจายออกเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ในเดือนกุมภาพันธ์ Mitch McConnell หัวหน้าพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาเรียกทฤษฎีสมคบคิดว่าเป็น “มะเร็ง” ในพรรคของเขา แต่เขายังคงโหวตให้พ้นผิดจาก Trump ที่ใช้พวกเขาเพื่อปลุกระดมการจลาจลที่รัฐสภาสหรัฐฯ

Ted Cruz วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันประณาม Trump ที่อ้างว่าเขาเกิดในต่างประเทศอย่างไม่มีมูลความจริง แต่ในปี 2020 เขาสนับสนุนข้อกล่าวหาเท็จของ Trump ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีถูกขโมยผลไป 

นั่นอาจเป็นเพราะในพรรครีพับลิกันเองเหล่าผู้มีอำนาจจำนวนมากเชื่อว่าเรื่องที่ Trump กล่าวมากกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยมีถึง 45 คนในกลุ่ม QAnon ลงสมัครรับเลือกตั้งในสภาคองเกรสในปี 2022 เลยทีเดียว

แล้วจะแก้ไขปัญหาทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ได้อย่างไร?

ต้องบอกว่าทฤษฏีสมคบคิดที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่สิ่งใหม่ของโลก มันมีมานานแล้ว ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ โทรทัศน์ หรือ สื่อสิงพิมพ์ต่าง ๆ ในโลกยุคเก่า

แต่การปฏิวัติข้อมูลข่าวสาร ทำให้เครือข่ายโซเชีลมีเดียนั้นมีอิทธิพลต่อเรื่อง propaganda หรือ ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ มากกว่าที่เคยเป็นมา

ส่วนตัวมองว่าพลังของการกระจายข่าวนั้นมันรวดเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้นเพราะเครือข่ายโซเชียลมีเดียถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของเครื่องจักร หรือ AI ที่สื่อยุคเก่า ๆ ไม่สามารถทำได้ มันทำให้แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมมาก ๆ และ อัตราการแพร่กระจายในรูปแบบ exponential

การแก้ปัญหาก็ต้องแก้กันที่เครือข่ายเหล่านี้ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ในปี 2019 Facebook เริ่มจำกัดจำนวนผู้คนเพียง 5 คน ที่สามารถส่งต่อข้อความบน Whatsapp ได้พร้อมกัน

เป้าหมายก็คือเพื่อชะลอการแพร่กระจายของทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้บนแพล็ตฟอร์มของพวกเขา หรือในอินเดีย Facebook ใช้ผู้ดูแลกว่า 15,000 คน เพื่อลบข้อมูลที่บิดเบือน

หรืออีกหนึ่งเครือข่ายแหล่งแพร่กระจายข้อมูลผิด ๆ อย่าง Twitter ได้มีการระงับบัญชี 70,000 บัญชีที่มีการเชื่อมโยงกับ QAnon

ต้องบอกว่าทั้งสองแพล็ตฟอร์มพยายามที่จะระงับโพสต์ที่เผยแพร่ Fake news หรือ ทฤษฎีสมคบคิดที่ไม่เป็นจริงอย่างแข็งขัน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดในสหรัฐอเมริกา Facebook ก็เริ่มกวดขันการลงโฆษณาที่เกี่ยวกับประเด็นทางด้านการเมืองมากยิ่งขึ้น

เรื่องราวของทฤษฎีสมคบคิด หรือ การเผยแพร่ข่าวปลอมเหล่านี้ มันไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลกเราแต่อย่างใด แต่ตอนนี้ผมมองว่าสิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจน และทำให้ปัญหานี้มันทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะมันได้ถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เราไม่รู้ถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของมันอย่าง Algorithm AI นั่นเองครับผม

References :
https://en.wikipedia.org/wiki/QAnon
https://www.nytimes.com/article/what-is-qanon.html
https://www.nbcnews.com/news/world/congo-s-ebola-response-threatened-conspiracy-theories-rumors-n994156
https://www.economist.com/international/2021/09/04/from-congo-to-the-capitol-conspiracy-theories-are-surging
https://www.usnews.com/news/politics/articles/2021-01-07/mob-at-us-capitol-encouraged-by-online-conspiracy-theories
https://time.com/5703662/ebola-conspiracy-theories-congo/
https://news.yahoo.com/hillary-clinton-says-conspiracies-her-174559859.html

Cryptocurrency กับทางเลือกสุดท้ายของวิกฤติการเงินที่ล่มสลายของอัฟกานิสถาน

การเข้ายึดครองประเทศของกลุ่มตอลิบาน ทำให้ระบบการเงินธนาคารของอัฟกานิสถานกำลังล่มสลาย และผู้คนกว่า 39 ล้านคนทั่วประเทศกำลังขาดแคลนเงินในการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน

ผู้บัญชาการของกลุ่มตอลิบานสั่งให้ธนาคารของประเทศปิดทำการเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะเป็นมาตรการชั่วคราว แต่ก็ถูกมองว่า อาจจะทำลายระบบการธนาคารที่มีความเปราะบางของประเทศได้เลย

หลังการถูกยึดครอง เงินช่วยเหลือต่าง ๆ ก็ถูกระงับ IMF ปฏิเสธที่จะปล่อยเงินจำนวนมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เดิมถูกกำหนดไว้สำหรับช่วยเหลือประเทศอัฟกานิสถาน

ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มเงินช่วยเหลือต่าง ๆ จากต่างประเทศนั้น ต้องการรอดูท่าทีของกลุ่มตอลิบาน ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบไหนขึ้นมา เพราะการอัดเงินไปตอนนี้มันเป็นความเสี่ยงต่อการสูญเปล่า

และยังรวมถึงบริษัทเอกชนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Western Union และ MoneyGram ได้หยุดทำธุรกิจในอัฟกานิสถาน และจำกัดการชำระเงินในต่างประเทศ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นแหล่งเงินสนับสนุนหลักสำหรับชาวอัฟกานิสถานจำนวนมาก

ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจที่่ด้อยพัฒนา เช่น อัฟกานิสถานแล้วนั้น ต้องบอกว่า มันเป็นผลกระทบที่สำคัญมาก ๆ ต่อผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็กหลายล้านรายในประเทศ

ระบบธนาคารของอัฟกานิสถานอยู่ในภาวะล่มสลาย

ก่อนหน้านี้ อัฟกานิสถานได้พึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศมานานหลายปี เพื่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ

มีรายงานจากเว็บไซต์ India TV ที่รายงานเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า “ธนาคารในอัฟกานิสถาน ไม่มีเงินสดอยู่ในตู้ ATM และธนาคารก็ไม่ได้เปิดดำเนินการ รวมถึงสำนักงานของ Western Union ก็ปิดทำการ”

หรือแม้กระทั่งมีรายงานว่า Ajmal Ahmady รักษาการผู้ว่าการธนาคารกลางของอัฟกานิสถาน ได้เผ่นหนีออกจากประเทศไปแล้ว

Ajmal Ahmady รักษาการผู้ว่าการธนาคารกลางของอัฟกานิสถาน ได้เผ่นหนีออกจากประเทศ (CR:wikipedia)
Ajmal Ahmady รักษาการผู้ว่าการธนาคารกลางของอัฟกานิสถาน ได้เผ่นหนีออกจากประเทศ (CR:wikipedia)

นั่นทำให้ระบบธนาคารของอัฟกานิสถานนั้นอยู่ในภาวะล่มสลาย และผู้คนทั่วประเทศกำลังขาดแคลนเงิน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลมาจากความพยายามของประชาคมระหว่างประเทศ ในการแบนกลุ่มตอลิบาน แต่มันทำให้ผู้คนชาวอัฟกันจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการที่สำคัญได้

การช่วยเหลือด้วย Cryptocurrency เป็นทางออกที่เป็นไปได้

ในขณะที่บริษัทต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง Airbnb, Walmart , Verizon และอื่น ๆ กำลังเสนอความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันหลายหมื่นคน สถานการณ์ทางการเงินในประเทศก็ยังไม่มีวี่แววที่จะได้รับการแก้ไขในเร็ว ๆ นี้

การแบนด้านการเงินกับกลุ่มตอลิบาน ประชาคมระหว่างประเทศทำเพื่อป้องกันไม่ให้เงินช่วยเหลือประเทศจำนวนมาก ถูกใช้เพื่อเป็นทุนในกิจกรรมการก่อการร้าย

นั่นทำให้มันเหลือทางเลือกไม่มากนักสำหรับชาวอัฟกันในการทำการค้า การโอนเงิน การชำระสินค้า และบริการที่สำคัญ

ก่อนหน้านี้ Asef Khademi ซึ่งได้เคยทำงานเพื่อปรับปรุงระบบการเงินของประเทศให้ทันสมัย

Khademi ใช้เวลาสามปีครึ่งที่ผ่านมาทำงานให้กับโครงการที่ได้รับทุนจากนานาชาติเพื่อนำสกุลเงินดิจิทัล และการธนาคารมาสู่ชีวิตของผู้คนในอัฟกานิสถาน

โดยระบบการชำระเงินของอัฟกานิสถานหรือ APS นั้น ได้ถูกสร้างขึ้น และได้รับเงินทุนจากธนาคารโลก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารกลางของอัฟกานิสถานเมื่อสองปีที่ผ่านมา

แต่การบุกเข้ายึดเมืองหลวงอย่างคาบูล ทำให้ Khademi กลายเป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องซ่อนตัวอยู่ในกรุงคาบูล และต้องการออกจากอัฟกานิสถานให้เร็วที่สุด เพราะเขาก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญของกลุ่มตอลิบานเช่นเดียวกัน

Asef Khademi ผู้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินแบบดิจิทัล ก็ต้องหนีตายเช่นเดียวกัน (CR:Linkedin)
Asef Khademi ผู้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินแบบดิจิทัล ก็ต้องหนีตายเช่นเดียวกัน (CR:Linkedin)

“เราหวังว่าความพยายามของเราจะได้ผล” Khademi กล่าวทั้งน้ำตา “ดูเหมือนว่าสิ่งที่ทำมาตลอดสามปีจะไร้ประโยชน์ ทุกสิ่งที่เราทำ ก่อนหน้านี้มันดูเหมือนความฝัน แต่ตอนนี้มันไม่มีทางเกิดขึ้นจริงได้อีกแล้ว”

Lennix Lai ผู้อำนวยการตลาดการเงินที่แลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล OKEx ได้กล่าวว่า “ชาวอัฟกัน ต้องการ Cryptocurrency เพื่อใช้ในการทำธุรกรรม ซึ่งทำให้เราเห็นทราฟฟิกที่เกี่ยวข้องกับ Crypto ในอัฟกานิสถาน ที่คนเริ่มมองหา Bitcoin หรือ Ethereum พุ่งสูงขึ้น”

Lai ได้กล่าวว่า Crypto นั้นได้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่เคย ซึ่งทาง Lai เองก็ได้รับคำขอร้องจากหน่วยงานบังคับใช้กฏหมายทั่วโลกตลอดเวลา รวมถึงในสหรัฐอเมริกาเองด้วย

เพราะ Crypto เองก็มีประวัติในเรื่องการถูกนำเงินไปใช้ในเรื่องผิดกฏหมาย ไมว่าจะเป็นยาเสพติด หรือ การฟอกเงินต่าง ๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และตอนนี้สกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ กำลังถูกมองว่า จะมาใช้สำหรับการก่อการร้ายในอนาคตได้นั่นเองครับผม

References : https://www.technologyreview.com/2021/08/20/1032344/afghanistan-cash-crisis-digital-money/
https://twitter.com/aahmady/status/1427883009164955649?s=20
https://www.buzzfeednews.com/article/clarissajanlim/gofundme-fundraiser-afghanistan-queer-trans
https://www.pymnts.com/news/international/2021/afghanistan-crisis-military-monetary-banks-closed-atms-empty/

The Greate Cloud กับกฏหมายความปลอดภัยข้อมูลใหม่ ที่บริษัทเอกชนในจีนต้องย้ายข้อมูลไปยัง Cloud ของรัฐ

หลายคนน่าจะรู้จัก The Greate Firewall ของประเทศจีนเป็นอย่างดี ที่เป็นกำแพงเซ็นเซอร์ข้อมูลขนาดยักษ์ที่รัฐบาลจีน ใช้กรองข้อมุลในเรื่องความมั่นคงต่าง ๆ ที่ไหลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของประเทศจีน

แต่จากการออกมาปราบปรามครั้งใหญ่กับบริษัทเทคชั้นนำหลายแห่งในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมาก ต้องบอกว่าก้าวต่อไปของรัฐบาลจีนนั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก

ซึ่งกฏหมายความปลอดภัยข้อมูลใหม่ที่กำลังจะออกมานั้น เป็นการบังคับให้เหล่าบริษัทเอกชนย้ายข้อมูลจากบริการ cloud ของตนเอง เช่นในบริการของ Alibaba หรือ Tencent มายังระบบ Cloud ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

เรียกได้ว่าเป็นการออกกฏหมายที่สร้างปั่นป่วนให้กับธุรกิจเทคโนโลยีของจีนอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียว ซึ่ง เมืองแรกที่ได้ออกมาจัดการเรื่องนี้แบบเด็ดขาดก็คือเทียนจิน

เทียนจิน เมืองแรกที่จะมีการจัดการอย่างเด็ดขาด (CR:wikimedia.org)
เทียนจิน เมืองแรกที่จะมีการจัดการอย่างเด็ดขาด (CR:wikimedia.org)

โดยข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกย้ายไปยังโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลที่ควบคุมโดยคณะกรรมการกำกับและดูแลทรัพย์สินของรัฐ (Sasac) ภายในสองเดือนหลังจากสิ้นสุดสัญญาเช่าที่มีอยู่เดิม

“ข้อมูลของรัฐวิสาหกิจเป็นทรัพย์สินของรัฐและต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแล” เป็นคำประกาศที่ค่อนข้างมีท่าทีที่แข็งกร้าวจากรัฐบาลจีน

Sasac ดูแลบริษัทในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุด 97 แห่งของประเทศจีน ซึ่งรวมถึง China National Petroleum Corporation , Baowu Steel และ China Mobile โดยดูแลทรัพย์สินประมาณ 70 ล้านล้านหยวน (10.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

ซึ่งกฏหมายดังกล่าวที่ออกมานั้น ที่เริ่มด้วยเมืองเทียนจิน มีบทลงโทษที่รุนแรงมาก ๆ หากมีการละเมิด

มีค่าปรับสูงสุด 10 ล้านหยวนสำหรับเรื่องการถ่ายโอนข้อมูลไปยังต่างประเทศที่ไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลจีน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจของประเทศจีนที่โดนเท่านั้น แต่ธุรกิจต่างชาติที่มาทำธุรกิจในประเทศจีนและเก็บข้อมูลผู้ใช้ชาวจีนก็โดนในลักษณะเดียวกัน

แน่นอนว่า มันส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลาย ๆ ธุรกิจ ตัวอย่างเช่น Tesla ที่ได้รับเงินทุนจากการระดมทุนในต่างประเทศ ตอนนี้ Tesla ก็ต้องมีการปรับตัวให้มาเก็บข้อมูลภายในประเทศจีนเช่นเดียวกัน

หากวิเคราะห์กันจริง ๆเรื่องนี้ น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานในประเทศจีนโดยตรง ซึ่งตลาดนี้มีการเติบโต 49.7% และมีมูลค่าตลาดสูงถึง 19.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมาก

สำหรับกลุ่มบริษัทที่ได้รับผลกระทบได้แก่ Alibaba ซึ่งเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาด 40.6% รองลงมือคือ Tencent และ Huawei ที่ 11% ส่วน China Telecom มีส่วนแบ่งอยู่ที่ราว ๆ 8.7%

Alibaba Cloud ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดอาจโดนผลกระทบไปเต็ม ๆ (CR:Data Center Dynamics)
Alibaba Cloud ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดอาจโดนผลกระทบไปเต็ม ๆ (CR:Data Center Dynamics)

และเมื่อเดือนที่แล้ว หน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมของเจ้อเจียง กล่าวหาว่า Alibaba Cloud ละเมิดกฏหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ของจีน ภายหลังการร้องเรียนเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลในปี 2019

ซึ่ง ปัจจัยหลักและสำคัญที่สุดของความกังวลของรัฐบาลจีนนั้น น่าจะมาจากเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ที่บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เก็บข้อมูลสำคัญ ๆ ไว้จำนวนมหาศาล

และต้องบอกว่ามันมีข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐโดยตรง อย่างเคสของ Didi Chuxing ซึ่งได้ถูกเรียกสอบสวนหลังจากการทำ IPO ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ต้องบอกว่าเป็นการรุกลุยหนักเลยทีเดียวนะครับสำหรับรัฐบาลจีน ในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา ยิ่งการเข้ามาจัดการเรื่องข้อมูลให้เก็บในระบบ cloud ของรัฐถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ

เหมือนว่าเราทำธุรกิจ แต่สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะมีมือที่สามเข้ามายุ่มย่ามในข้อมูล ที่เราหามาได้จากธุรกิจ

และดูเหมือนว่า การบีบเข้ามาเรื่อย ๆ แบบนี้ของรัฐบาลจีน นั้น สุดท้ายเป้าหมายใหญ่ที่สุดของพวกเขา อาจจะเป็นการควบรวมแบบเบ็ดเสร็จ อาจจะเป็นของรัฐเลย 100% หรือ อยู่ในรูปแบบรัฐวิสาหกิจเหมือนกับหลายๆ กิจการยักษ์ใหญ่ในจีนตอนนี้ก็เป็นได้

ก็ต้องมาติดตามดูกันต่อไปนะครับว่าศึกระหว่างบริษัทเทคของจีน กับรัฐบาลที่มีอำนาจล้นฟ้าของประเทศจีนนั้น สุดท้ายจะเป็นเช่นไร แต่แน่นอนว่า ตอนนี้เหล่านักลงทุนต่างขวัญผวาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากปัญหาเหล่านี้ ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับนักลงทุนที่คิดจะลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีของประเทศจีนไปแล้วนั่นเองครับผม

References : https://www.scmp.com/economy/china-economy/article/3146743/data-security-law-china-orders-state-firms-migrate-government
https://www.msn.com/en-in/news/world/now-china-asks-private-firms-to-migrate-data-to-government-run-cloud-services/ar-AANRN2n
https://www.reuters.com/technology/tianjin-asks-govt-firms-move-data-out-alibaba-tencent-clouds-document-2021-08-27/

กลุ่มตอลิบานเอาชนะสงครามเหนือเทคโนโลยีสุดล้ำจากโลกตะวันตกได้อย่างไร

ต้องบอกว่าสงครามนั้นเป็นช่วงเวลาครั้งสำคัญของมนุษย์เราในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และผู้ชนะมักจะเป็นฝ่ายที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากที่สุดอยู่เสมอ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป ตัวอย่างเช่นในอัฟกานิสถาน

สงครามที่ยืดเยื้ออย่างยาวนานกว่า 20 ปี ผ่านเทคโนโลยีมามากมาย กลุ่มตะวันตกที่นำโดยสหรัฐอเมริกานั้น นำความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสงครามมาใช้รบในดินแดนแห่งนี้อย่างบ้าคลั่ง ไม่ว่าจะเป็นสงครามโดรน หรือเทคโนโลยีหุ่นยนต์สุดล้ำอื่น ๆ

ทุกอย่างเริ่มต้นในปี 2001 หลังเหตุการณ์ 9/11 ที่สหรัฐฯ นั้นเริ่มต้นด้วยการโจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบิน B-52 ถล่มอัฟกานิสถานอย่างหนัก โดยเฉพาะฐานที่ตั้งของกลุ่มตอลีบาน ที่มองว่ามีความเกี่ยวข้องกับโอซามา บิน ลาเดน

กลุ่มตอลีบานเริ่มต้นด้วยอาวูธธรรมดา ๆ เช่น ปืน AK-47 แต่ปัจจุบัน พวกเขาไม่ได้ใช้เพียงแค่อาวุธที่มายิงถล่มใส่กันเพียงอย่างเดียวแล้วเท่านั้น อาวุธใหม่ที่สำคัญของพวกเขาก็คือ โทรศัพท์มือถือ และ อินเทอร์เน็ต

ไม่เพียงแค่นำมาใช้ในการสั่งการหรือควบคุมอาวุธเพียงเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น พวกเขาใช้มันในการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ ที่ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะในสงครามคร้งนี้ได้สำเร็จ

สำหรับกลุ่มตอลีบานแล้วนั้น พวกเขาได้เผชิญหน้ากับกองกำลังต่างชาติหลายแสนนายจากประเทศพันธมิตร NAT รวมถึงสหรัฐอเมริกาที่เป็นพี่ใหญ่ในสงครามดังกล่าว

พวกเขาต้องเผชิญกับอาวุธทุกรูปแบบ ทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ ทำให้พวกเขาต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดอยู่ตลอดเวลา

ในขณะที่เครื่องมือการต่อสู้ของพวกเขาในช่วงแรก ๆ นั้นยังเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน อย่างปืน กระสุน วิทยุ และผ้าคลุมศรีษะ ทำให้พวกเขาต้องหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอื่น ๆ หรือ ต้องมีการพัฒนาขีดจำกัดของตนเองให้สูงขึ้น

ตัวอย่างสำคัญที่น่าสนใจก็คือ ระเบิดแสวงเครื่อง IED ซึ่งอาวุธเหล่านี้สามารถทำให้เหล่าทหารของพันธมิตร NATO และสหรัฐฯ เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ระเบิดแสวงเครื่อง IED ทำให้เหล่าทหารของพันธมิตร NATO และสหรัฐฯ เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
ระเบิดแสวงเครื่อง IED ทำให้เหล่าทหารของพันธมิตร NATO และสหรัฐฯ เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

โดยระเบิดเหล่านี้มีวิวัฒนาการมาจากช่วงกลางของสงคราม และเทคโนโลยีทางด้านมือถือทำให้ กลุ่มตอลีบานสามารถใช้มือถือจุดระเบิดได้จากทุกที่ที่มีสัญญาณมือถือ เนื่องจากพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีที่ต่ำกว่าของกลุ่มตอลิบาน ทำให้พวกเขาต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมการต่อสู้ออกมาให้มากที่สุด

แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่แท้จริงของกลุ่มตอลีบานนั้นเกิดขึ้นในระดับยุทธศาสตร์ โดยอาศัยเครื่องมืออย่างโซเชียลมีเดีย ที่ตะวันตกเป็นคนคิดค้นขึ้นมา

ตั้งแต่ช่วงปี 1996 – 2001 นั้น กลุ่มตาลิบาน มักอาศัยอยู่อย่างสันโดษ และมีรูปถ่ายที่รู้จักเพียงรูปเดียวของผู้นำของพวกเขา คือ มุลเลาะห์ โอมาร์

แต่นับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 กลุ่มตอลิบาน ได้พัฒนาทีมประชาสัมพันธ์ที่มีความซับซ้อน โดยใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียทั้งในประเทศและต่างประเทศ

การโจมตีด้วย IED มักจะถูกบันทึกวีดีโอโดยโทรศัพท์มือถือ และ อัปโหลดไปยังฟีดของ Twitter ของกลุ่มตอลีบาน มันเป็นการประชาสัมพันธ์ผ่านเครื่องมือของโลกตะวันตกแทบจะทั้งสิ้น

แน่นอนว่า มันเป็นการช่วยสรรหานักรบกลุ่มใหม่ๆ คนรุ่นใหม่ การระดมทุน และสร้างขวัญกำลังใจที่ดีให้กับกลุ่มนักรบของพวกเขาอีกด้วย

แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ นั้นต้องบอกว่า เทคโนโลยีต่างกันแบบฟ้ากับเหว เพราะกองกำลังตะวันตกสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้อย่างหลากหลาย

ไม่ว่าจะเป็นระบบการตรวจจับจากอากาศยาน ไปจนถึงระบบที่สามารถสั่งการระยะไกล เช่น หุ่นยนต์และโดรน แต่เทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกมุ่งเน้นไปที่การลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บล้มตายของทหารฝ่ายพันธมิตรเสียมากกว่าการบุกตะลุยเพื่อสังหารกลุ่มนักรบของตอลีบาน

กองกำลังของชาติตะวันตกนั้นลงทุนอย่างหนักในอาวุธที่จะลดการสูญเสียของกองกำลังฝ่ายตน เช่น โดรน หรือ เทคโนโลยีที่สามารถช่วยเหลือการรักษาพยาบาลทหารที่ได้รับบาดเจ็บได้อย่างทันท่วงที

การโจมตีด้วยโดรนที่ช่วยลดการสูญเสียของกองกำลังพันธมิตร
การโจมตีด้วยโดรนที่ช่วยลดการสูญเสียของกองกำลังพันธมิตร

หรือสิ่งที่ป้องกันศัตรูจากระยะประชิด หรือ ปกป้องทหารจากอันตราย เช่น เรือรบ ชุดเกราะ ระบบการตรวจจับระเบิดบนท้องถนน

ซึ่งรัฐบาลอัฟกานิสถานเอง ก็ต้องอยู่ในจุดกึ่งกลางระหว่างกองกำลังทั้งสองฝ่าย รัฐบาลของอัฟกานิสถานเอง ก็ไม่ได้พัฒนากองกำลังของตนเองให้พร้อมที่จะสู้รบกับกลุ่มตอลิบานแต่อย่างใด

แน่นอนว่าพวกเขาไม่อยู่ในฐานะที่จะสร้างหรือดำเนินการระบบการต่อสู้ขั้นสูงด้วยตัวของพวกเขาเอง ชาติตะวันตกก็ไม่ได้เต็มใจที่จะจัดหาอาวุธที่ล้ำสมัยให้กับชาวอัฟกัน โดยกลัวว่าอาวุธที่ให้ไปนั้น ท้ายที่สุดจะตกไปอยู่กับกลุ่มตอลีบานนั่นเอง

และที่สำคัญการทำงานร่วมกับสหรัฐฯ หมายความว่าอัฟกานิสถานไม่มีอิสระที่จะมองหาแหล่งทางเลือกอื่น ๆ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับพวกเขา

เรื่องราวของตอลิบาน มันแสดงให้โลกได้เห็นว่า เทคโนโลยีมันไม่ใช่เครื่องมือที่รับประกันชัยชนะ แต่เพียงแค่อาวุธพื้นฐาน รวมถึงอุปกรณ์อย่างมือถือ และแรงผลักดันจากจิตวิญญาณที่พร้อมจะสู้อย่างอดทนของพวกเขาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งเมื่อเวลายิ่งผ่านพ้นไป เทคโนโลยีอาจไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดในชัยชนะของสงครามได้อีกต่อไป แต่นวัตกรรมอาจจะสามารถนำพาให้ประสบกับชัยชนะได้ โดยเฉพาะการต่อสู้กับกลุ่มคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย เฉกเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับกลุ่มตอลิบานที่เอาชนะสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จนั่นเองครับผม

References :
https://www.reuters.com/business/aerospace-defense/planes-guns-night-vision-goggles-talibans-new-us-made-war-chest-2021-08-19/
https://www.technologyreview.com/
https://www.trtworld.com/asia/un-in-afghanistan-says-us-drone-strike-killed-15-civilians-195569
https://world.time.com/2013/01/02/afghanistans-ied-complex-inside-the-taliban-bomb-making-industry/
https://news.yahoo.com/taliban-spoils-war-us-weapons-215700305.html

PSG vs Manchester City มหาศึก Gulf Derby ที่เป็นมากกว่าแค่เรื่องของฟุตบอล

กาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นเจ้าของสโมสรระดับยักษ์ในยุโรป พวกเขาไม่เพียงแค่แข่งขันกันในการชิงความเป็นหนึ่งของกีฬาที่นิยมมากที่สุดในโลกอย่างฟุตบอล แต่ความขัดแย้งเรื่องการเมืองของทั้งคู่ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน

ต้องบอกว่า ในเชิงภูมิศาสตร์นั้น กาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เหมือนกัน

ทั้งสองต้องห้ำหั่นกันในเวทีการเมืองโลก ตั้งแต่ความขัดแย้งทางการทหาร เรื่องของความเป็นประชาธิปไตย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังเคยดำเนินการขั้นเด็ดขาดด้วยการปิดล้อมเศรษฐกิจของกาตาร์เป็นเวลากว่าสี่ปี

ในปี 2008 sheikh Mansour bin Al Nahyan ซึ่งเป็นราชวงศ์ของอาบูดาบี และเป็นหนึ่งในสมาชิกของรัฐบาลเอมิเรตส์ ตัดสินใจซื้อทีมฟุตบอลที่ใหญ่เป็นอันดับสองในเมืองแมนเชสเตอร์อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้

สามปีต่อมากองทุนความมั่งคั่งแห่งกาตาร์ซึ่งก่อตั้งและดำเนินการโดยครอบครัว Al-Thani ที่ปกครองประเทศได้ซื้อทีมฟุตบอลในฝรั่งเศส Paris Saint-Germain (PSG)

ผ่านไปกว่า 10 ปี ทั้งสองรัฐ ได้ทุ่มเงินกว่าพันล้านดอลลาร์ให้กับสโมสรของพวกเขา ทำให้ทั้งสองทีมกลายเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอังกฤษและฝรั่งเศส

แต่ดูเหมือนเป้าหมายใหญ่ของทั้งสองคือถ้วยใบใหญ่ของฟุตบอลยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ซึ่งเป็นถ้วยที่ทั้งสองยังไม่สามารถก้าวไปถึงฝันอันสูงสุดของพวกเขาได้

การเมืองในมุ้ง Uefa

แม้จะเล่นอยู่ในลีกคนละประเทศ แต่ทั้งคู่ต้องโคจรมาพบกันในที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วในรอบรองชนะเลิศ

เป็นฝั่งเอมิเรตส์ ที่เอาชนะไปได้ในสนามฟุตบอล แต่สุดท้าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ sheikh Mansour ก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน ในการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก ครั้งแรกของสโมสรหลังจากต้องไปพ่ายแพ้ให้กับ เชลซีในรอบชิงชนะเลิศ

และแน่นอน ว่ามันไม่ใช่แค่เพียงเรื่องฟุตบอลเท่านั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นหนึ่งใน 12 ทีม ที่จะแยกออกไปตั้งการแข่งขันใหม่ที่มีชื่อว่า ซูเปอร์ลีก

นั่นทำให้สร้างความเดือดดาลมาก ๆ กับ Uefa ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการฟุตบอลยุโรป ซึ่งต่อต้าน “ผู้ทรยศ” ที่คิดจะล้มล้าง แชมเปี้ยนลีก ที่เป็นแหล่งขุมทรัพย์มหาศาลของ Uefa

อเล็กซานเดอร์ เซเฟริน ประธานยูฟ่า กล่าวถึงแผนการสำหรับการก่อตั้งซูเปอร์ลีก ว่า ” เป็นการกระทำที่น่าขายหน้าและเห็นแก่ตัว… ขับเคลื่อนด้วยความโลภเหนือสิ่งอื่นใด”

ต่างจาก PSG ที่นิ่งเงียบ ไม่ได้สนใจที่จะเข้าร่วม จึงได้รับการยกย่องจาก Uefa เป็นอย่างมาก

มันเป็นการแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ล่าสุดที่ PSG นั้นมีกับ Uefa

ซึ่งต้องบอกว่า PSG และ Uefa นั้นมีความปรองดองกันอย่างมาก Al Khelaifi นักธุรกิจชาวกาตาร์ของสโมสร PSG นั่งอยู่ในคณะกรรมการบริหารของ Uefa และเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิตของเซเฟริน

แน่นอนว่ามันเป็นผลประโยชน์ในเรื่องการเงิน ที่ PSG นั้นเป็นเป้าหมายของ Uefa โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่อง Financial Fair Play (FFP)

ก่อนหน้านี้ มีการตรวจสอบข้อตกลงในเรื่องของสปอนเซอร์ให้กับ PSG ซึ่งเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล และการซื้อตัวผู้เล่น ที่ใช้เงินกว่า 450 ล้านดอลลาร์กับผู้เล่นเพียงแค่สองคน ทั้ง เนย์มาร์ และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้

รวมถึงปีนี้ จากข่าวล่าสุดในการกว้านผู้เล่นฟรี จำนวนมาก ที่ต้องจ่ายค่าเหนื่อยมหาศาล ทั้ง ลีโอเนล เมสซี่ หรือ เซอร์คิโอ รามอส

Deal ใหญ่ที่สุดกับการได้ตัวเมสซี่ มาแบบฟรี ๆ จากบาเซโลน่า (CR:AS English - Diario AS)
Deal ใหญ่ที่สุดกับการได้ตัวเมสซี่ มาแบบฟรี ๆ จากบาเซโลน่า (CR:AS English – Diario AS)

แต่แนวทางที่ Uefa มีต่อ PSG ดูเหมือนจะโอนอ่อนลงไป ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันมาจากการเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นกับ Uefa ของ Khelaifi

และมันเป็นผลประโยชน์โดยตรงในเรื่องซูเปอร์ลีกที่มีผลกระทบต่อ Khelaifi เพราะเขาเป็นประธานของ BeIN Media Group ซึ่งเป็นเครือข่ายโทรทัศน์ในกาตาร์ ที่ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อรักษาสิทธิ์จาก Uefa ในการออกอากาศ ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก

ส่วนฟากฝั่งของเอมิเรตส์ ดูเหมือนความสัมพันธ์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ Uefa จะไม่ค่อยลงรอยกันมากนัก ปีที่แล้ว สโมสรได้รับโทษปรับ 360 ล้านดอลลาร์ และโดนสั่งแบนจากการแข่งขันระดับสโมสรยุโรปเป็นเวลา 2 ปี เนื่องจาก ละเมิดอย่างร้ายแรงของระเบียบ Financial Fair Play

การสอบสวนถูกจุดประกายขึ้นหลังจากเอกสารที่รั่วไหลออกมา ที่ชี้ให้เห็นว่า Sheikh Mansour เจ้าของทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้ทุนสนับสนุนประจำปีกับทีม 85 ล้านเหรียญในฤดูกาล 2015-2016

แต่ในที่สุดการแบนถูกยกเลิก หลังจากการต่อสู้ทางกฏหมายอย่างยาวนาน

เจมส์ มอนตากิว ผู้เขียน The Billionaire Club ซึ่งตรวจสอบความเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลในยุคมหาเศรษฐี กล่าวว่า “แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก้าวร้าวอย่างมากกับ Uefa และปลูกฝังความรู้สึกในหมู่แฟนบอลว่า Uefa พร้อมที่จะทำลายพวกเขา”

ซึ่งเป็นสิ่งไม่แปลกใจเลยว่า เจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างซูเปอร์ลีก เพื่อสร้างลีกคู่แข่งกับการแข่งขันของ Uefa นั่นเอง

การต่อสู้กันที่ไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล

เช้าตรู่ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2017 ได้มีคำแถลงที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ จากประธานาธิบดีกาตาร์ ผ่านสำนักข่าวกาตาร์ (QNA)

สื่อระดับภูมิภาคในอาหรับ และที่อื่น ๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการรับข่าวดังกล่าว และได้ทำการเผยแพร่ให้ขยายวงกว้าง เพื่อให้ผู้คนนับล้านได้เห็นแถลงการณ์ครั้งนี้

“อิหร่านเป็นตัวแทนของอำนาใจในภูมิภาค และอิสลามไม่สามารถละเลยได้ และไม่ฉลาดที่จะเผชิญหน้ากับพวกเขา” ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัลธานี ผู้ปกครองกาตาร์กล่าวในพิธีสำเร็จการศึกษาทางทหารเป็นภาษาอาหรับ

ราชวงศ์กาตาร์ รู้ตัวทันทีว่าระบบรัฐบาลของพวกเขากำลังถูกรุกราน และพวกเขามั่นใจว่ามันเป็นแผนการของ ซาอุดิอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ทำเรื่องชั่ว ๆ ดังกล่าวนี้

ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่แสดงว่าระบบของพวกเขาถูก hack โดยกลุ่มนับรบไซเบอร์ของรัสเซียที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานดังกล่าว

พวกเขาไม่เคยเห็นการลอบโจมตีในลักษณะดังกล่าวนี้เกิดขึ้นมาก่อน สถานการณ์ที่มีความตึงเครียดมานานหลายปี กำลังจะถึงจุดแตกหัก

ภายในสิบสามวัน ซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของพวกเขารวมถึงอียิปต์และหมู่เกาะโคโมโรเล็ก ๆ ได้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในการปิดกั้น เพื่อคว่ำบาตรกาตาร์แบบเต็มรูปแบบ

พวกเขาขับไล่ชาวกาตาร์ออกจากประเทศตัวเอง ตัดความสัมพันธ์ทางการเงิน และปฏิเสธที่จะให้เครื่องบินของกาตาร์ใช้น่านฟ้าของพวกเขา เหล่าร้านค้าในกาตาร์ต่างขาดแคลนอาหาร เนื่องจากประเทศนี้พึ่งพาการค้าทางบกกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก

ปัญหาใหญ่น่าจะเกิดจากกาตาร์ได้ทำการผูกมิตรกับศัตรูของซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เช่น กลุ่มภราดรภาพมุสลิม

ซึ่ง ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน ต่างนำทูตของพวกเขาออกจากกาตาร์ในปี 2014 เนื่องจากกาตาร์ได้ไปสนับสนุนการประท้วงอาหรับสปริง

การประกาศคว่ำบาตรสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวกาตาร์จำนวนมาก ครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศบางครอบครัวเริ่มสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนตัวไว้ในบ้านพักตากอากาศและพระราชวังเพื่อเตรียมพร้อมหากมีการรุกรานขึ้นมาจริง ๆ

กาตาร์ที่มีพื้นที่ขนาดเล็กถูกปิดล้อม (CR:Daily News)
กาตาร์ที่มีพื้นที่ขนาดเล็กถูกปิดล้อม (CR:Daily News)

ต้องบอกว่าสงครามเย็นกับกาตาร์นั้นมีเวลานานมาหลายปีแล้ว แต่กาตาร์เริ่มตีตัวออกห่างจากเพื่อนบ้านอย่างรวดเร็วเมื่อ ฮาหมัด บิน คาลิฟา โค่นล้มบิดาของตัวเองในการรัฐประหารที่ไร้การนองเลือดในปี 1995

ด้วยความที่ฮาหมัดเติบโตมาในโลกที่มีความสากล และด้วยความมั่งคั่งของประเทศในยุคนั้น ความผูกพันทางประวัติศาสตร์กับสหราชอาณาจักร เขาจึงเข้าเรียนที่ Royal Military Academy , Sandhurst ก่อนที่จะกลับไปโดฮาเพื่อเป็นนายทหารและในที่สุดก็ได้กลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เขาได้เข้ามายึดอำนาจโดยความเห็นชอบของสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว ฮาหมัดได้เข้ามาเปลี่ยนนโยบายกาตาร์ใหม่ แม้กระทั่งการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิสราเอล

เขาได้พัฒนาแหล่งก๊าซของประเทศซึ่งเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติยังไม่ได้เป็นวัตถุดิบที่ทำกำไรได้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ซึ่งการเดิมพันครั้งนี้ทำให้กาตาร์ร่ำรวยมหาศาล ด้วยความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น ฮาหมัด ได้กำหนดนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเน้นไปที่บทบาทของกาตาร์ในส่วนที่เหลือของโลก ไม่ใช่แค่เหล่าประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเท่านั้น

หนึ่งในปัจจัยใหญ่ที่สุดคือการสร้าง Al Jazeera ช่องข่าวที่ใช้เวลาอย่างฟุ่มเฟือยในการสรรหานักข่าวต่างประเทศ และนำเสนอให้ครอบคลุมตะวันออกกลางมากที่สุด

โดยเป็นการแสดงให้เห็นว่ากาตาร์เป็นกลาง แต่ภายในช่อง Al Jazeera เองก็แทบจะไม่มีการรายงานประเด็นทางสังคมหรือการโต้เถียงภายในกาตาร์เองแต่อย่างใด

เพื่อนบ้านของกาตาร์มองว่า Al Jazeera ไม่เป็นกลาง และเมื่อเกิดเหตุการณ์อาหรับสปริง เมื่อเยาวชนชาวอียิปต์ประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัคที่ซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเตส์หนุนหลัง

แต่หลังจากมูบารัคลงจากอำนาจ กาตาร์ก็ได้แต่งตั้งโมฮาเหม็ด มอร์ซี จากกลุ่มมุสลิมภราดรภาพให้กลายเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของอียิปต์ และนั่นเองที่ทำให้ซาอุดิอาระเบียและยูเออีโมโห และสนับสนุนนายพลในการโค่น มอร์ซี และปราบปรามกลุ่มมุสลิมภราดรภาพ

กาตาร์มีความเชี่ยวชาญมากกว่าซาอุฯ หรือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในการล็อบบี้และสื่อสารกับโลกภายนอก พวกเขาเปรียบเสมือนสวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกกลางที่รักษาการติดต่อกับทุกกลุ่มเพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจาและนำสันติภาพมาสู่ภูมิภาค

อีกปัจจัยหนึ่งที่ได้สร้างความขุ่นเคืองมายาวนานหลายปี คือ กาตาร์มีนิสัยขี้อิจฉาเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า ด้วยความมั่งคั่งมหาศาล กองทุนความมั่งคั่งของกาตาร์ ได้เข้าซื้อหุ้นบริษัทในโลกตะวันตกที่มีชื่อเสียงมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากเยอรมันอย่าง Volkswagen Group หรือ Royal Dutch Shell รวมถึงการกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก โครงการพัฒนาสนามบิน Heathrow ย่านธุรกิจ Canary Wharf และสร้าง Shard ซึ่งเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในสหราชอาณาจักร

แถมกาตาร์ยังได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก (FIFA World Cup) ในปี 2022 ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดรองจากโอลิมปิก

และสำหรับเหล่าเศรษฐีผู้ร่ำรวยของกาตาร์ การซื้อห้างสรรพสินค้า Harrods ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดังบนถนน Old Brompton Road ในลอนดอนมูลค่า 1,500 ล้านปอนด์ในปี 2010 ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ภาษาอาหรับได้กลายเป็นภาษาที่สองของห้างดังเหล่านี้ เนื่องจากบรรดาลูกค้าผู้ร่ำรวยจากดูไบ ริยาด หรือ คูเวตซิตี้ จะมาช็อปปิ้งในช่วงวันหยุด

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็รู้สึกว่า การกระทำต่าง ๆ ของกาตาร์เกิดจากความหยิ่งผยองของพวกเขา กาตาร์มีฐานทัพ Al Udeid การสื่อสารกับชาติตะวันตกก็ดูราบรื่น แถมยังมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าประเทศอื่น ๆ

นั่นเป็นเหตุให้เหล่าชีคที่เขี้ยวลากดินของเอมิเรตส์พร้อมกับเหล่าพันธมิตร มองหาข้ออ้างที่จะตัดกาตาร์ออกไป และถือเป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้

แต่ดูเหมือนกาตาร์จะไม่แคร์ เพราะด้วยความมั่งคั่งของพวกเขา ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดที่รองรับประชากรในประเทศจึงได้รับการออกแบบใหม่ โดยไม่แคร์เพื่อนบ้านชาวอาหรับอีกต่อไปนั่นเอง

แล้วใครจะเป็นเบอร์หนึ่งของสโมสรฟุตบอลยุโรปก่อนกัน

ปีนี้ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่การแข่งขันในถ้วยใบใหญ่ของยุโรปอย่าง ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก เป็นการแข่งขันที่มีความดุเดือดมากกว่าทุกปี

การพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศปีที่แล้วของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สร้างความผิดหวังให้กับพวกเขามากพอสมควร เห็นได้ถึงการทุ่มซื้อนักเตะในปีนี้ ทั้ง แจ็ค กลีลิช ที่มูลค่าสูงถึง 100 ล้านปอนด์

หรือเป้าหมายใหญ่ของพวกเขาอย่าง แฮรี่ เคน ที่มูลค่ามากกว่า 100 ล้านปอนด์ ซึ่งแน่นอนว่าเป้าหมายใหญ่อย่างถ้วยยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก ที่ทุนจากอาหรับทั้งสองสโมสร นั้นมีเป้าหมายสูงสุดเป้าหมายเดียวกันในปีนี้

รวมถึงการเสริมทัพของ PSG ที่เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็ม ได้ตัวฟรีดี ๆ มาเพียบ ทั้ง ไวจ์นัลดุม รามอส หรือ ล่าสุด ลีโอเนล เมสซี่ เรียกได้ว่าพร้อมจะไล่ล่าแชมป์ถ้วยใบนี้แบบเต็มที่ในปีนี้เช่นเดียวกัน

คงจะเป็นเรื่องที่สนุกมาก หากทั้งสองสามารถฟันฝ่า เข้าไปชิงดำกันได้ในถ้วยใบใหญ่ของยุโรปปีนี้ ที่ดูเหมือน สรรพกำลังของทั้งคู่นั้น ไม่เป็นสองรองใครในยุโรปสำหรับปีนี้

และเมื่อถึงวันนั้น มันก็อาจจะถึงวันตัดสินว่า ใครคือเบอร์หนึ่งตัวจริง ในศึก Gulf Derby แห่งยุโรป เพราะศักดิ์ศรีที่ค้ำคอของทั้งสองทีมนั้น ไม่ใช่แค่มีเพียงแค่เรื่องของฟุตบอลอีกต่อไปนั่นเองครับผม

References : https://www.middleeasteye.net/big-story/qatar-uae-psg-manchester-city-european-super-league
https://www.forbes.com/sites/andrewbrennan/2016/04/18/el-cashico-the-man-city-psg-match-was-much-more-than-just-bought-teams