TikTok กับการสูญเสียอธิปไตยทาง Data ครั้งแรกของอเมริกา

กลายเป็นข่าวใหญ่เลยทีเดียวสำหรับข่าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เตรียมออกคำสั่งแบนการดำเนินการของ TikTok ในสหรัฐอเมริกา หลังจากบริการดังกล่าวกำลังฮิตติดลมบนอยู่ในสหรัฐอเมริกาในขณะนี้

โดยทางรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาอย่าง Mike Pompeo ก็ได้ออกมาสนับสนุนการแบนในครั้งนี้เช่นกัน โดย Mike ได้เปิดเผยว่าตอนนี้ทางรัฐนั้นกำลังมีการพิจารณาการแบนแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียจากประเทศจีน โดยอ้างว่าแอปเหล่านี้นั้นมีการแบ่งปันข้อมูลให้กับทางรัฐบาลจีน

ซึ่งถือเป็นการบุกเข้าไปในอเมริกาได้เป็นครั้งแรกสำหรับ app แนว social media ของจีนอย่าง TikTok ที่เราจะเห็นได้ว่าบริการของจีนส่วนใหญ่นั้นจะดังอยู่แค่ในประเทศจีนเท่านั้น น้อยนักที่จะบุกออกมายังต่างประเทศ โดยเฉพาะการบุกเข้าไปในประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาถือเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง

แน่นอนว่าปัญหาของ TikTok มันมาจากเรื่องของประเด็นข้อมูลส่วนตัว รวมถึงข้อมูลทางธุรกิจต่าง ๆ ที่ทางอเมริกาเกรงว่าจะมีการส่งกลับไปยังรัฐบาลจีน ซึ่งข้อมูลหลายตัวนั้นเป็นสิ่งที่ Sensitive มาก ๆ แต่ข้อมูลพวกนี้กลายเป็นขุมทองคำของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งจาก ซิลิกอน วัลเลย์ หรือแม้กระทั่ง TikTok จากจีนเองก็ตาม

บริการเหล่านี้ กำลังดูดข้อมูลของเราไป ผ่านบริการต่าง ๆ ที่อาจจะใช้ฟรีบ้างหรือไม่ฟรีบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ทุกอย่างมันมีต้นทุน บริการเหล่านี้ไม่เคยให้เราใช้ฟรี ๆ เราต้องจ่ายไม่ว่าจะผ่านเงินค่าโฆษณาหรือ แลกเปลี่ยนกับข้อมูลส่วนตัวของเราที่ต้องเสียไปให้บริการยักษ์ใหญ่เหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านพฤติกรรมผ่าน Social Network ต่าง ๆ อย่าง facebook , instagram หรือ TikTok จากจีนเองก็ตาม รวมถึงข้อมูลด้านธุรกิจอย่างการส่งข้อมูลผ่าน email ที่ให้บริการฟรีอย่าง google gmail , yahoo , microsoft hotmail,outlook

ซึ่งเช่นเดียวกับสิ่งที่รัฐบาลอเมริกาทำ ทางรัฐบาลจีนก็มี The Great Firewall ที่ทำให้บริการออนไลน์จากอเมริกาเหล่านี้นั้นไม่สามารถเจาะตลาดจีนได้เลย หากเป็นบริการที่จะเป็นการล้วงข้อมูลทางดิจิตอลของประชาชนชาวจีน โดยที่ประเทศจีนจะเกิดบริการแบบเดียวกันขึ้นมาเพื่อใช้กันในจีนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น weibo , youkou , alibaba หรืออื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นบริษัทอินเตอร์เน็ตของประเทศจีน

Great Firewall ที่เซ็นเซอร์เนื้อหาทุกอย่าง
Great Firewall ที่เซ็นเซอร์เนื้อหาทุกอย่าง (Credit : https://globalvoices.org)

ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะสินค้า และ บริการอื่นๆ  ที่ไม่ใช่บริการที่ใช้ข้อมูลดิจิตอลของคนจีน นั้น จีนได้เปิดเสรีเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น Brand สินค้าอุปโภคบริโภค หรือ เชน ร้านอาหาร fastfood ชื่อดังของสหรัฐไม่ว่าจะเป็น KFC , McDonald , Starbuck ฯลฯ 

เราจะเห็นได้ชัดว่าบริการเหล่านี้นั้น ไม่ได้ถูกปิดกั้นแต่อย่างใด เหมือนกับบริการที่เป็น ข้อมูลเชิงลึกของพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ใช้งานชาวจีนที่เป็นดิจิตอล

ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน เพราะจีนเป็นคอมมิวนิสต์ ส่วนอเมริกา นั้นเป็นประชาธิปไตย การปล่อยให้บริการต่าง ๆ ที่เป็นบริการออนไลน์เข้าไปสู่จีนได้นั้น น่าจะเป็นเรื่องไม่ปลอดภัยเท่าไหร่กับแนวคิดของเหล่านักการเมืองชาวจีน ส่วนฝั่งอเมริกา ก็เกรงกลัวข้อมูลที่จะหลุดรั่วไปยังรัฐบาลจีนเช่นเดียวกันผ่านบริการอย่าง TikTok

ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ TikTok นั้นต้องบอกว่าน่าสนใจมาก ๆ ที่ จีนสามารถสร้างบริการที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเกิดขึ้นของการระบาดของไวรัส COVID-19 นั้นทำให้ TikTok แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงในอเมริกาเองที่ต้องบอกว่า เป็นครั้งแรก ๆ ที่อเมริกาต้องสูญเสียอธิปไตยทางด้าน Data ให้กับแอปจากประเทศจีนผ่านบริการอย่าง TikTok นั่นเองครับ

References : https://www.cnet.com/news/trump-plans-to-ban-tiktok-in-the-us-report-says/

เรื่องของ George Floyd ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือพลวัตของเทคโนโลยี

ต้องบอกว่ากลายเป็นกระแสลุกลามไปทั่วทั้งโลกเสียแล้วสำหรับการเสียชีวิตของ George Floyd ที่เสียชีวิตโดยการกระทำที่เกินกว่าเหตุของตำรวจของอเมริกา ที่ทำให้กระแส Racism นั้นกลับมาเป็นประเด็นที่น่าสนใจอีกครั้ง

แน่นอนว่าประเด็นเรื่องการเหยียดผิว หรือ Racism นั้นเป็นประเด็นที่ฝังลึกอยู่ในชนชาติอเมริกามาอย่างยาวนาน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด กับเหตุการณ์แนวนี้ที่เกิดขึ้นมานับต่อนับ ในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

และมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะหายไปแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่การซุกปัญหาไว้ใต้พรมเพียงเท่านั้น ผ่านการแสดงออกของประเทศอเมริกาว่าเป็นประเทศเสรีภาพและความเท่าเทียม ที่เหมือนเป็นต้นแบบของหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก

ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจในเรื่องราวเหล่านี้ และ ชอบดู Series ของทางฝั่งอเมริกา ที่เป็นแนวสารคดี ที่เกี่ยวข้องกับ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Racism การเหยียดสีผิว หรือ ความยุติธรรม สองมาตรฐานที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอเมริกา

อย่างเรื่องราวล่าสุดที่น่าสนใจนั่นก็คือ Series ในชุด trial by media ของ Netflix ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในประเด็น Racism ที่น่าสนใจ ซึ่งก็เป็นเรื่องราวที่คล้าย ๆ กับที่เกิดขึ้นกับ George Floyd ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้นั่นเอง

ตัวอย่าง Case ที่เกิดขึ้น ที่ลากเข้าสู่เรื่องของ Racism ของการเหยียดผิว และเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ในยุคนั้นอย่างคดีของ Amadou Diallo ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสงสัยว่าเป็นผู้ร้าย และถูกกระหน่ำยิง 41 นัด ทั้งที่เขาแทบจะไม่มีอาวุธและเส้นทางให้หลบหนีเลยด้วยซ้ำที่หน้าประตูอพาร์ทเมนต์ของตัวเขาเอง

หรือในคดี Bernard Goetz ที่ยิงคนที่วัยรุ่นผิวดำ ที่จะเข้ามาปล้นตัวเขาด้วยอาวุธคือไขควงเล็ก ๆ ซึ่งทั้งสองคดีนี้ ก็ทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในคดีของ George Floyd แต่มันไม่ได้ลุกลามบานปลายอย่างที่เราเห็นกันในยุคปัจจุบัน

ซึ่งต้องบอกว่าเรื่องราวของฝั่ง Racism ในการเหยียดเชื้อชาติหรือสีผิว และฝั่งต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ หรือ สีผิวนั้น มันไม่ใช่เรื่องใหม่ของชาวอเมริกัน เพราะมันมีมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งประเทศ ผ่านประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ที่ยาวนานของอเมริกา ตั้งแต่ยุคค้าทาส เลิกทาส ยุคที่เริ่มมีการออกกฏหมายยุติการแบ่งแยกโดยเฉพาะในเรื่องของสีผิว ที่มีการนำโดย มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จนไปถึงการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ บารัค โอบามา ซึ่งเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของอเมริกา

เรียกได้ว่า พวกเขาได้ต่อสู้กับเรื่องราวเหล่านี้ในเรื่องการเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ ซึ่งมีมาตลอดในทุกยุคทุกสมัย

แล้วทำไมประเด็นของ George Floyd ถึงการเป็นกระแสลุกลามไปทั่วโลก?

ต้องบอกว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ ของอเมริกา​ หรือ แม้กระทั่งโลกของเราก็คือ พลวัตของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปต่างหาก ที่เป็นตัวเปลี่ยนเรื่องราวเหล่านี้ ให้มีความซับซ้อน และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปกว่าเมื่อก่อน

สิ่งแรกที่เทคโนโลยีเข้าไปเกี่ยวข้องก็คือ Camera Anywhere ในปัจจุบัน ที่ทุกทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นมือถือที่ติดตามตัวเรา กล้องหน้ารถยนต์ กล้อง CCTV ต่าง ๆ ซึ่งทำให้สามารถจับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในอดีตได้แบบแทบจะ Realtime เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้เริ่มมีราคาถูกลงเรื่อย ๆ และเข้าถึงได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมันคงเป็นเรื่องยากในอดีต ที่จะมีกล้องคอยจับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลกเหมือนในปัจจุบัน

และพลังขับเคลื่อนที่สำคัญก็คือ พลังของ Social Media นั่นเองที่ทำให้เรื่องราว ที่เกิดขึ้นเหตุการณ์ drama ที่เกิดขึ้นที่อยู่ทุกมุมโลก เราสามารถเสพมันได้แทบจะทันที หลังจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพียงไม่นาน ผ่านการแชร์อย่างบ้าคลั่ง รวมถึงพลังของอัลกอริธึมของ Social ที่ยิ่งแชร์ มันก็ยิ่งกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเหตุการณ์เหมือนที่ George Floyd ถูกกระทำนั้นไม่ใช่เรื่องเรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ใหม่ คือพลังที่กำลังขับเคลื่อนมันที่อยู่เบื้องหลังต่างหาก

ที่พลังของเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้น ได้ขับเคลื่อนเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมทุกสังคมทั่วโลก โดยเฉพาะประเด็นดราม่า ที่จะถูกใจ อัลกอรึธึมของบรรดาแพลตฟอร์ม Social มากกว่าเรื่องราวปรกติอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมรอบตัวเรา

ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคต เรื่องราวเหล่านี้ คงเกิดขึ้นอีก เพราะเรื่องราวของการเหยียดสีผิว หรือ เชื้อชาตินั้น มันไม่ได้จางหายไปไหน แต่มันเพียงแค่ถูกซุกไว้ใต้พรม เพื่อรอการระเบิดขึ้นมาอีกครั้งเพียงเท่านั้น

แต่เมื่อพลวัตของเทคโนโลยีกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วอย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งในอนาคตนั้น เมื่อเหตุการณ์ตัวอย่างของ George Floyd เป็นบทเรียนที่สำคัญที่ทำให้เราได้เห็นถึงพลังของเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง

มันก็อาจจะทำให้เกิดการวิวัฒนาการ ให้ เรื่องราวของการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาตินั้น ไปอยู่ในฉากหลังที่ไม่ได้ผ่านหน้ากล้องแทน และไม่ได้เกิดขึ้นในฉากหน้าให้เราได้เห็นอีกต่อไป เพราะผู้คนเหล่านี้ต่างเกรงกลัวกล้องที่มีอยู่ในทุก ๆ ที่ ในยุคที่เรียกได้ว่า Camera Anywhere เหมือนดั่งกรณีของ George Floyd ที่กำลังบานปลายเหมือนอย่างที่เราได้เห็นกันในตอนนี้นั่นเองครับผม

Hackers ชาวจีนกำลังมุ่งเป้าหมายไปที่การวิจัยวัคซีน COVID-19 ของอเมริกา

จากรายงานใหม่ของ The Wall Street Journal Hackers ชาวจีนและอิหร่านกำลังตั้งเป้าหมายใหม่ที่สหรัฐฯที่กำลังพยายามพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค COVID-19

“จีนได้มีความพยายามในการขโมยงานวิจัยทางการแพทย์และ COVID-19 การวิจัยในการพัฒนาวัคซีนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้” อัยการผู้ช่วยสำหรับการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ John Demers บอกกับ WSJ  “ในขณะที่มูลค่าทางการค้าของมันมีความสำคัญ รวมถึงเรื่องของความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ของการเป็นคนแรกในการพัฒนาการรักษาหรือวัคซีนหมายความว่าจีนจะพยายามใช้เครื่องมือทั้งหมดเหล่านี้ ทั้งการบุกรุกทางไซเบอร์และการบุกรุกจากภายใน เพื่อให้ได้มันมา”

เจ้าหน้าที่สหรัฐบอกกับหนังสือพิมพ์ว่าทั้งสองประเทศได้ทำการ Hack ธุรกิจและสถาบันต่าง ๆ ของอเมริกามาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทราบว่าหน่วยข่าวกรองที่กล่าวหาจีนยังไม่ได้แสดงหลักฐานการโจมตีไซเบอร์ใด ๆ ออกมาเลย

เจ้าหน้าที่บางคนมีความกังวลว่าการโจมตีที่ถูกกล่าวหา อาจถูกมองว่าเป็นการกระทำในรูปแบบสงครามข่าวสาร เนื่องจากความสามารถในการหาวิธีรักษาโรคระบาดใหญ่อย่าง COVID-19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกในขณะนี้

วัคซีนมีความสำคัญยิ่งในความพยายามของเราที่จะต่อสู้ coronavirus เพราะมันสามารถหยุดการแพร่กระจายและช่วยให้สังคมทั่วโลกกลับไปสู่ภาวะปกติ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็มีการเตือนว่าวัคซีนยังคงต้องรอต่อไปอย่างน้อย 12 ถึง 18 เดือน

ประกาศที่มีการตีพิมพ์โดยสำนักสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) และ Cybersecurity รวมถึง หน่วยงานรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) ซึ่งบันทึกในวันนี้ว่าหน้าที่ของหน่วยงานของพวกเขาคือ “การเข้ามาตรวจสอบเป้าหมายที่เป็นองค์กรในสหรัฐฯ ที่ทำการวิจัย COVID-19 หรือเรื่องที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังถูกคุกคาม โดยเหล่า Hacker ชาวจีน โดยใช้รูปแบบการโจมตีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”

ตามที่ FBI ได้ระบุว่า Hackers เหล่านี้ “พยายามที่จะระบุและขโมยข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูลทางด้านสาธารณสุขที่มีค่าเกี่ยวกับวัคซีน การรักษา และการทดสอบจากเครือข่ายและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ในสหรัฐ”

เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยหลักฐานใด ๆ เกี่ยวกับการ Hack ดังกล่าว หรือหากพวกเขาขัดขวางความพยายามในการค้นหาวัคซีน แต่จีนก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

“มันเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมสำหรับทุกคนที่มีส่วนร่วมในการสร้างข่าวลือดังกล่าวโดยไม่ต้องนำเสนอหลักฐานใด ๆ” โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน Zhao Lijian กล่าวในการบรรยายสรุปในวันจันทร์หลังจากที่ถูกกล่าวหาโดยสำนักข่าว WSJ

ต้องบอกว่าเรื่องราวของ COVID-19 ในหลายๆ แง่มุมในตอนนี้มันได้กลายเป็นศึกการเมืองระหว่างประเทศ ของประเทศมหาอำนาจทั้งสองอย่างจีน และ อเมริกา

ซึ่งมีการโต้ตอบกันไปมาระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งในเรื่องของต้นตอของไวรัสที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน และมีหลักฐานที่ใช้ในการตอบโต้กัน

ข่าวนี้มาจากสำนักข่าวหลักในสหรัฐอเมริกาอย่าง WSJ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ถึงความเป็นจริง โดยเฉพาะการที่ไม่มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุนดังกล่าว จีนก็พร้อมที่จะตอบโต้กลับได้เหมือนกันอย่างที่เราได้เห็นในบทความนี้

เช่นเดียวกัน หากเราอ่านข่าวจาก Xinhua ที่เป็นสำนักข่าวของทางฝั่งจีน เราก็ก็ได้เห็นเรื่องราวทำนองเดียวกัน ที่มีการเสนอข่าวเรื่องเดียวกัน แต่กลายเป็นเนื้อหาตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

ต้องบอกว่า ศึก COVID-19 ครั้งนี้ อาจจะส่งผลต่อ อนาคตในการเป็นผู้นำโลกของทั้งจีน และ อเมริกา เหมือนหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองที่ทำให้ อเมริกากลายมาเป็นผู้นำโลก และพวกเขาไม่เคยลงจากตำแหน่งมานับจากนั้น

เพราะฉะนั้นสถานการณ์ในตอนนี้ พวกเขา (อเมริกา) ก็ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เขาตกจากตำแหน่ง โดยเฉพาะจากพลังจากจีนที่กำลังก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของพวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสุดท้าย เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนตำแหน่งของมหาอำนาจหลังจบศึก COVID-19 ในครั้งนี้ก็เป็นได้ครับ

References : https://futurism.com/us-officials-chinese-hackers-targeting-vaccine-research https://www.wsj.com/articles/chinese-iranian-hacking-may-be-hampering-search-for-coronavirus-vaccine-officials-say-11589362205

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ทำไมรัฐบาลต้องแจกเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

เราจะเห็นได้ว่าในหลาย ๆ ครั้งที่ประเทศเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ เกิดวิกฤติด้านเศรษฐกิจ นโยบายอย่างนึง ที่หลาย ๆ ประเทศนำมาใช้นั้นก็คือการแจกเงิน หรือ “Stimulus Checks” ที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาก็เคยใช้มาแล้วในวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2008

ซึ่งแน่นอนว่า นโยบายเหล่านี้ หลาย ๆ คนอาจจะก่นด่ารัฐบาล ว่าทำไปเพื่ออะไร ในภาวะเศรษฐกิจดิ่งเหวขนาดนี้ หรือ รัฐบาลรวยนักหรือ ที่มาไล่แจกเงินตอนนี้ หรือ ทำไมข่าวนึงแจกเงิน ข่าวนึงขอรับบริจาค ตามที่เราได้เห็นในหน้าข่าวในปัจจุบัน

แต่เราต้องแยกประเด็นกันก่อน เพราะนโยบาย การแจกเงิน นั้น ถือเป็นนโยบายหนึ่งที่มีการใช้ในหลาย ๆ ประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งผมคิดว่า นโยบายก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลทำอย่าง ชิม ช็อป ใช้ นั้น ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดีเลยทีเดียว ทำให้เงินมาหมนุเวียนในเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

และ ประเทศเราไม่ใช่เป็นเพียงประเทศเดียวที่ใช้นโยบายเหล่านี้ เพราะเค้าก็ใช้กันหลายประเทศ ซึ่งเป็นวิธีการที่เร็วที่สุด และเห็นผลชัดเจนที่สุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในหลาย ๆ ครั้ง แต่ภาพลักษณ์ของนโยบายนี้มักจะติดลบเนื่องจากดูเหมือนเป็นการนำเงินภาษีมาผลาญ ทำให้ทุกคนต่างมองในแง่ลบ

ตัวอย่างของ Stimulus Check ที่รัฐบาลอเมริกาใช้ในวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ โดยใช้เช็คกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเช็คที่ส่งไปยังผู้เสียภาษีโดยรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเช็คกระตุ้นเศรษฐกิจมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินบางส่วน เมื่อผู้เสียภาษีใช้จ่ายเงินจำนวนนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและสร้างรายได้ให้กับผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตและกระตุ้นเศรษฐกิจนั่นเอง

การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008

รัฐบาลได้ส่งเช็คในปี 2009 แก่ผู้ที่มีรายได้อย่างน้อย 3,000 เหรียญสหรัฐหรือรวมกับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสวัสดิการ ทหารผ่านศึก สวัสดิการเกษียณอายุรถไฟ

มาตรการแจกเงินเหล่านี้มันส่งผลกระทบอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจ ?

หนังสือพิมพ์ วอชิงตันโพสต์ รายงานจากการศึกษา 6 ใน 9 การวิจัยเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว สรุปได้ว่า ” Stimulus Check มีแรงกระตุ้นที่มีนัยสำคัญผลบวกต่อการจ้างงานและการเจริญเติบโตและ อีก 3 งานวิจัยที่เหลือ พบว่าผลที่ได้มีขนาดเล็กมากหรือเป็นไปไม่ได้ในการตรวจสอบ.”

สำนักงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ พบบว่า การตรวจสอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกับมาตรการอื่น ๆ ในการก้าวสู่เศรษฐกิจที่มีในปี 2011 สร้างงานใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น 1.6 – 4.6 ล้านงาน มีอัตราการเพิ่มขึ้นของ GDP ที่ระหว่าง 1.1 – 3.1% และลดการว่างงานโดยระหว่าง 0.6 และ 1.8 เปอร์เซ็นต์

นักวิจารณ์ยืนยันว่าการกระตุ้นจะเพิ่มการขาดดุล 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นการเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นต่อไป หลังจากออกนโยบายดังกล่าว

การศึกษาของ Mercatus ได้ชี้ไปที่อัตราการว่างงานซึ่งเพิ่มขึ้นแม้จะมีการดำเนินการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าการตรวจสอบการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ประสบผลสำเร็จในช่วงเศรษฐกิจถดถอยในปี 2008 จากการศึกษาพบว่าระยะเวลาเฉลี่ยของการว่างงานสูงถึง 25.5 สัปดาห์ในเดือนมิถุนายน 2010 หลังจากเฉลี่ย 7.2 สัปดาห์ตั้งแต่ปี 1967 ถึง 2008

ส่วนคนอื่น ๆ เช่น Paul Krugman ได้โต้แย้งว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (และการขยายจำนวนเช็ค) เป็นจำนวนเงินที่น้อยเกินไปที่จะมีประสิทธิภาพ

ซึ่งจากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า นโยบายการแจกเงิน นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เร็วที่สุด ที่ออกมาหลายๆ ครั้งในหลายๆ ประเทศซึ่งความเห็นส่วนตัวผมก็เชื่อว่านโยบาย ชิม ช็อป ใช้ เมื่อปีที่แล้วนั้นถือเป็นอีกนโยบายหนึ่ง ที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพ​

และด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Big Data นั้น ผมก็คิดว่ารัฐบาลน่าจะเห็นผลสำเร็จบางอย่างจากข้อมูลจาก นโยบาย รูปแบบนี้ ซึ่งคงไม่คิดจะใช้มันอีกครั้ง ให้โดนด่าแน่ๆ ถ้ามันไม่ได้ผลที่ดีออกมาจริงๆ

และปัจจัยสำคัญอีกอย่างนึงก็คือ การวาง infrastructure พื้นฐานทางด้านการเงินอย่าง promptpay ทำให้นโยบายการแจกเงินแบบนี้ทำได้แม่นยำ ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับการแจกเงินในรัฐบาลก่อนๆ แม้จะไม่ 100% ก็ตามทีซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก

แต่สิ่งที่ต้องคำนึงที่สุดก็คือ การตรวจสอบผลที่ได้รับจากนโยบายเหล่านี้นั้น มันคุ้มค่ากับเงินที่หว่านลงไปหรือไม่ นั่นคือ คำตอบที่เราต้องค้นหากัน แต่นโยบายการแจกเงินไม่ได้เป็นนโยบายที่แปลกประหลาดหรือสิ้นคิด พิศดารแต่อย่างใด มันเป็นนโยบายหนึ่งที่ใช้กันอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งบางครั้งก็ได้ผลดี บางครั้งก็ได้ผลที่แย่ เหมือนในหลาย ๆ นโยบายที่รัฐบาลออกมานั่นเองครับผม

ข้อมูลน่าสนใจเพิ่มเติม :

ฮ่องกง ‘แจกเงินสด’ สู้พิษเศรษฐกิจหลัง ‘โควิด-19’

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/868048

References : https://www.thebalance.com/stimulus-checks-3305750 https://www.investopedia.com/terms/s/stimulus-check.asp https://en.wikipedia.org/wiki/Direct_Payments https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/597505

Check & Balance กับปัญหาคลาสสิกของระบอบประชาธิปไตย

คำว่า ประชาธิปไตย ปรากฏขึ้นครั้งแรกในแนวคิดทางการเมืองและทางปรัชญาในยุค กรีซโบราณ นักปราชญ์ชื่อดังอย่าง เพลโตเปรียบเทียบประชาธิปไตย ซึ่งเขาได้ให้ความหมายไว้ว่า “เป็นการปกครองโดยผู้ถูกปกครอง”

แต่ก็ต้องบอกว่า แม้ในยุคสาธารณรัฐโรมันจะมีการสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย เช่น การออกกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ชาวโรมันเลือกผู้แทนตนเข้าสู่สภาก็จริง แต่นั่นไม่ได้รวมถึงสตรี ทาสและคนต่างด้าวจำนวนมหาศาล และยังมีการให้น้ำหนักของอำนาจกับเหล่าเศรษฐีและเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งการจะได้เป็นซึ่งสมาชิกวุฒิสภามักมาจากครอบครัวที่มีชื่อเสียงและร่ำรวยที่มีจำนวนน้อยเท่านั้น

แน่นอนว่าโลกเราก็หมุนไปอย่างรวดเร็ว ประชาธิปไตย ก็ยังคงมีการพัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ แต่ยังคงยึดไว้ที่ฐานของการให้อำนาจแก่ประชาชนทุกคนเป็นหลัก และมีหลักการสำคัญ ซึ่งก็คือ Check & Balance

เพื่อเป็นการยับยั้งการฉ้อฉลที่อาจเกิดขึ้น การปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงต้องยึดหลักการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check & Balance) เช่น ในการตรากฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมายต่างๆ ต้องผ่านความเห็นชอบทั้งสองสภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อให้มีการตรวจสอบและคัดกรองให้รอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากที่สุดนั่นเอง

ซึ่งการถ่วงดุล การถ่วงดุลอำนาจโดย ตุลาการ นิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ก็ต้องตรวจสอบกันเอง ซึ่งการใช้อำนาจตุลาการของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นข่าวดังในครั้งนี้ ก็ถือเป็นหลักในการปกป้องไม่ให้มีการใช้เสียงข้างมากไปสร้างความเสียหาย ให้กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย

แต่ก็ใช่ว่า Check & Balance นั้นจะถ่วงดุลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอไป ซึ่งก็ต้องบอกว่าประเทศเราก็ได้แก้ไขเรื่องนี้มาหลายสิบรอบ กับ จำนวน รัฐธรรมนูญ ที่ฉีกบ้าง แก้บ้าง สร้างใหม่บ้าง จนแทบจะมีจำนวนฉบับที่ร่างขึ้นมามากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

ตัวอย่างที่ชัดเจน และดูจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่น่าสนใจมากที่สุด ก็คือ ฉบับ ปี 40 ที่ให้อำนาจกับฝ่ายบริหาร จนทำให้อดีตท่านนายกทักษิณ สามารถกุมอำนาจต่าง ๆ ได้แบบเบ็ดเสร็จ แต่สุดท้ายการให้อำนาจที่สูงเกินไปก็จะเกิดปัญหาตามมาอย่างที่เราได้เห็นภาพกัน เพราะสุดท้ายก็มีการประท้วง และ ทะเลาะกันอยู่ดี แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหมาะอย่างมากในการขับเคลื่อนประเทศเราไปข้างหน้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ซึ่งแน่นอน หลักจากฉบับ ปี 40 มันก็ตามมาด้วยฉบับที่ เกิดจากการรัฐประหารของประเทศ ที่ focus ไปที่การตรวจสอบแบบเข้มข้น และทำให้อำนาจมันถูกย้ายไปฝั่งตุลาการอย่างเห็นได้ชัด จนประเทศเรากลายเป็นประเทศที่มีการยุบพรรคมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

ซึ่งแน่นอนว่า การยุบพรรค แต่ละพรรค มันมีเหตุผลรองรับ ตามกฏหมายของมันอยู่แล้ว และแน่นอนว่า มันเป็นผลพวงมากจากการ Design รัฐธรรมนูญให้อำนาจมันดูผิดเพี้ยน ไม่ยึดโยงกับประชาชน อย่างที่เราได้เห็นกันในฉบับปัจจุบัน ที่ไม่อาจปฏิเสธได้

สุดท้าย รัฐธรรมนูญที่เป็นกฏหมายสูงสุด ของประเทศเรา ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ตามสถานการณ์ของประเทศในขณะนั้น ซึ่งการที่จะทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งผมมองว่าสุดท้าย ก็ต้องใช้ กลไก check & balance ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ให้อำนาจแก่ฝ่ายหนึงฝ่ายใด มากกว่ากันมากจนเกินไปนั่นเองครับผม

References : Wikipedia.org https://www.freshwatercleveland.com/features/civicsessential032819.aspx