ทำไมรัฐบาลต้องแจกเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

เราจะเห็นได้ว่าในหลาย ๆ ครั้งที่ประเทศเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ เกิดวิกฤติด้านเศรษฐกิจ นโยบายอย่างนึง ที่หลาย ๆ ประเทศนำมาใช้นั้นก็คือการแจกเงิน หรือ “Stimulus Checks” ที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาก็เคยใช้มาแล้วในวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2008

ซึ่งแน่นอนว่า นโยบายเหล่านี้ หลาย ๆ คนอาจจะก่นด่ารัฐบาล ว่าทำไปเพื่ออะไร ในภาวะเศรษฐกิจดิ่งเหวขนาดนี้ หรือ รัฐบาลรวยนักหรือ ที่มาไล่แจกเงินตอนนี้ หรือ ทำไมข่าวนึงแจกเงิน ข่าวนึงขอรับบริจาค ตามที่เราได้เห็นในหน้าข่าวในปัจจุบัน

แต่เราต้องแยกประเด็นกันก่อน เพราะนโยบาย การแจกเงิน นั้น ถือเป็นนโยบายหนึ่งที่มีการใช้ในหลาย ๆ ประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งผมคิดว่า นโยบายก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลทำอย่าง ชิม ช็อป ใช้ นั้น ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดีเลยทีเดียว ทำให้เงินมาหมนุเวียนในเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

และ ประเทศเราไม่ใช่เป็นเพียงประเทศเดียวที่ใช้นโยบายเหล่านี้ เพราะเค้าก็ใช้กันหลายประเทศ ซึ่งเป็นวิธีการที่เร็วที่สุด และเห็นผลชัดเจนที่สุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในหลาย ๆ ครั้ง แต่ภาพลักษณ์ของนโยบายนี้มักจะติดลบเนื่องจากดูเหมือนเป็นการนำเงินภาษีมาผลาญ ทำให้ทุกคนต่างมองในแง่ลบ

ตัวอย่างของ Stimulus Check ที่รัฐบาลอเมริกาใช้ในวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ โดยใช้เช็คกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเช็คที่ส่งไปยังผู้เสียภาษีโดยรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเช็คกระตุ้นเศรษฐกิจมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินบางส่วน เมื่อผู้เสียภาษีใช้จ่ายเงินจำนวนนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและสร้างรายได้ให้กับผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตและกระตุ้นเศรษฐกิจนั่นเอง

การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008

รัฐบาลได้ส่งเช็คในปี 2009 แก่ผู้ที่มีรายได้อย่างน้อย 3,000 เหรียญสหรัฐหรือรวมกับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสวัสดิการ ทหารผ่านศึก สวัสดิการเกษียณอายุรถไฟ

มาตรการแจกเงินเหล่านี้มันส่งผลกระทบอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจ ?

หนังสือพิมพ์ วอชิงตันโพสต์ รายงานจากการศึกษา 6 ใน 9 การวิจัยเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว สรุปได้ว่า ” Stimulus Check มีแรงกระตุ้นที่มีนัยสำคัญผลบวกต่อการจ้างงานและการเจริญเติบโตและ อีก 3 งานวิจัยที่เหลือ พบว่าผลที่ได้มีขนาดเล็กมากหรือเป็นไปไม่ได้ในการตรวจสอบ.”

สำนักงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ พบบว่า การตรวจสอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกับมาตรการอื่น ๆ ในการก้าวสู่เศรษฐกิจที่มีในปี 2011 สร้างงานใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น 1.6 – 4.6 ล้านงาน มีอัตราการเพิ่มขึ้นของ GDP ที่ระหว่าง 1.1 – 3.1% และลดการว่างงานโดยระหว่าง 0.6 และ 1.8 เปอร์เซ็นต์

นักวิจารณ์ยืนยันว่าการกระตุ้นจะเพิ่มการขาดดุล 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นการเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นต่อไป หลังจากออกนโยบายดังกล่าว

การศึกษาของ Mercatus ได้ชี้ไปที่อัตราการว่างงานซึ่งเพิ่มขึ้นแม้จะมีการดำเนินการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าการตรวจสอบการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ประสบผลสำเร็จในช่วงเศรษฐกิจถดถอยในปี 2008 จากการศึกษาพบว่าระยะเวลาเฉลี่ยของการว่างงานสูงถึง 25.5 สัปดาห์ในเดือนมิถุนายน 2010 หลังจากเฉลี่ย 7.2 สัปดาห์ตั้งแต่ปี 1967 ถึง 2008

ส่วนคนอื่น ๆ เช่น Paul Krugman ได้โต้แย้งว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (และการขยายจำนวนเช็ค) เป็นจำนวนเงินที่น้อยเกินไปที่จะมีประสิทธิภาพ

ซึ่งจากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า นโยบายการแจกเงิน นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เร็วที่สุด ที่ออกมาหลายๆ ครั้งในหลายๆ ประเทศซึ่งความเห็นส่วนตัวผมก็เชื่อว่านโยบาย ชิม ช็อป ใช้ เมื่อปีที่แล้วนั้นถือเป็นอีกนโยบายหนึ่ง ที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพ​

และด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Big Data นั้น ผมก็คิดว่ารัฐบาลน่าจะเห็นผลสำเร็จบางอย่างจากข้อมูลจาก นโยบาย รูปแบบนี้ ซึ่งคงไม่คิดจะใช้มันอีกครั้ง ให้โดนด่าแน่ๆ ถ้ามันไม่ได้ผลที่ดีออกมาจริงๆ

และปัจจัยสำคัญอีกอย่างนึงก็คือ การวาง infrastructure พื้นฐานทางด้านการเงินอย่าง promptpay ทำให้นโยบายการแจกเงินแบบนี้ทำได้แม่นยำ ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับการแจกเงินในรัฐบาลก่อนๆ แม้จะไม่ 100% ก็ตามทีซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก

แต่สิ่งที่ต้องคำนึงที่สุดก็คือ การตรวจสอบผลที่ได้รับจากนโยบายเหล่านี้นั้น มันคุ้มค่ากับเงินที่หว่านลงไปหรือไม่ นั่นคือ คำตอบที่เราต้องค้นหากัน แต่นโยบายการแจกเงินไม่ได้เป็นนโยบายที่แปลกประหลาดหรือสิ้นคิด พิศดารแต่อย่างใด มันเป็นนโยบายหนึ่งที่ใช้กันอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งบางครั้งก็ได้ผลดี บางครั้งก็ได้ผลที่แย่ เหมือนในหลาย ๆ นโยบายที่รัฐบาลออกมานั่นเองครับผม

ข้อมูลน่าสนใจเพิ่มเติม :

ฮ่องกง ‘แจกเงินสด’ สู้พิษเศรษฐกิจหลัง ‘โควิด-19’

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/868048

References : https://www.thebalance.com/stimulus-checks-3305750 https://www.investopedia.com/terms/s/stimulus-check.asp https://en.wikipedia.org/wiki/Direct_Payments https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/597505

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Check & Balance กับปัญหาคลาสสิกของระบอบประชาธิปไตย

คำว่า ประชาธิปไตย ปรากฏขึ้นครั้งแรกในแนวคิดทางการเมืองและทางปรัชญาในยุค กรีซโบราณ นักปราชญ์ชื่อดังอย่าง เพลโตเปรียบเทียบประชาธิปไตย ซึ่งเขาได้ให้ความหมายไว้ว่า “เป็นการปกครองโดยผู้ถูกปกครอง”

แต่ก็ต้องบอกว่า แม้ในยุคสาธารณรัฐโรมันจะมีการสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย เช่น การออกกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ชาวโรมันเลือกผู้แทนตนเข้าสู่สภาก็จริง แต่นั่นไม่ได้รวมถึงสตรี ทาสและคนต่างด้าวจำนวนมหาศาล และยังมีการให้น้ำหนักของอำนาจกับเหล่าเศรษฐีและเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งการจะได้เป็นซึ่งสมาชิกวุฒิสภามักมาจากครอบครัวที่มีชื่อเสียงและร่ำรวยที่มีจำนวนน้อยเท่านั้น

แน่นอนว่าโลกเราก็หมุนไปอย่างรวดเร็ว ประชาธิปไตย ก็ยังคงมีการพัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ แต่ยังคงยึดไว้ที่ฐานของการให้อำนาจแก่ประชาชนทุกคนเป็นหลัก และมีหลักการสำคัญ ซึ่งก็คือ Check & Balance

เพื่อเป็นการยับยั้งการฉ้อฉลที่อาจเกิดขึ้น การปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงต้องยึดหลักการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check & Balance) เช่น ในการตรากฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมายต่างๆ ต้องผ่านความเห็นชอบทั้งสองสภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อให้มีการตรวจสอบและคัดกรองให้รอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากที่สุดนั่นเอง

ซึ่งการถ่วงดุล การถ่วงดุลอำนาจโดย ตุลาการ นิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ก็ต้องตรวจสอบกันเอง ซึ่งการใช้อำนาจตุลาการของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นข่าวดังในครั้งนี้ ก็ถือเป็นหลักในการปกป้องไม่ให้มีการใช้เสียงข้างมากไปสร้างความเสียหาย ให้กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย

แต่ก็ใช่ว่า Check & Balance นั้นจะถ่วงดุลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอไป ซึ่งก็ต้องบอกว่าประเทศเราก็ได้แก้ไขเรื่องนี้มาหลายสิบรอบ กับ จำนวน รัฐธรรมนูญ ที่ฉีกบ้าง แก้บ้าง สร้างใหม่บ้าง จนแทบจะมีจำนวนฉบับที่ร่างขึ้นมามากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

ตัวอย่างที่ชัดเจน และดูจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่น่าสนใจมากที่สุด ก็คือ ฉบับ ปี 40 ที่ให้อำนาจกับฝ่ายบริหาร จนทำให้อดีตท่านนายกทักษิณ สามารถกุมอำนาจต่าง ๆ ได้แบบเบ็ดเสร็จ แต่สุดท้ายการให้อำนาจที่สูงเกินไปก็จะเกิดปัญหาตามมาอย่างที่เราได้เห็นภาพกัน เพราะสุดท้ายก็มีการประท้วง และ ทะเลาะกันอยู่ดี แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหมาะอย่างมากในการขับเคลื่อนประเทศเราไปข้างหน้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ซึ่งแน่นอน หลักจากฉบับ ปี 40 มันก็ตามมาด้วยฉบับที่ เกิดจากการรัฐประหารของประเทศ ที่ focus ไปที่การตรวจสอบแบบเข้มข้น และทำให้อำนาจมันถูกย้ายไปฝั่งตุลาการอย่างเห็นได้ชัด จนประเทศเรากลายเป็นประเทศที่มีการยุบพรรคมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

ซึ่งแน่นอนว่า การยุบพรรค แต่ละพรรค มันมีเหตุผลรองรับ ตามกฏหมายของมันอยู่แล้ว และแน่นอนว่า มันเป็นผลพวงมากจากการ Design รัฐธรรมนูญให้อำนาจมันดูผิดเพี้ยน ไม่ยึดโยงกับประชาชน อย่างที่เราได้เห็นกันในฉบับปัจจุบัน ที่ไม่อาจปฏิเสธได้

สุดท้าย รัฐธรรมนูญที่เป็นกฏหมายสูงสุด ของประเทศเรา ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ตามสถานการณ์ของประเทศในขณะนั้น ซึ่งการที่จะทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งผมมองว่าสุดท้าย ก็ต้องใช้ กลไก check & balance ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ให้อำนาจแก่ฝ่ายหนึงฝ่ายใด มากกว่ากันมากจนเกินไปนั่นเองครับผม

References : Wikipedia.org https://www.freshwatercleveland.com/features/civicsessential032819.aspx

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Digital Propaganda เมื่อเราทุกคนกำลังตกเป็นเหยื่อ Bias Algorithm ของ Social Network

Propaganda หรือ การโฆษณาชวนเชื่อต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกของเรามาอย่างยาวนานมากแล้ว แต่ตอนนี้ มันกำลังวิวัฒนการใหม่ผ่านรูปแบบของข้อมูล Digital ที่เกิดขึ้นในโลกของ Social Platform ต่าง ๆ ที่รายล้อมอยู่รอบตัวเราในปัจจุบัน

ที่ผ่านมาการ โฆษณาชวนเชื่อนั้น มีทั้งสิ่งที่ดี และ สิ่งที่เลวร้าย กับผลที่ตามมา ซึ่ง ผลของ Propaganda ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดน่าจะเป็น การโฆษณาชวนเชื่อครั้งใหญ่ ครั้งแรกของรัฐบาลเยอรมนี หลังการพ่ายแพ้ของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

Hitler ได้ใช้ทฤษฎีการโฆษณาชวนเชื่อของเขาซึ่งเป็นฐานที่ทรงพลังสำหรับการขึ้นสู่อำนาจในปี พ.ศ. 2476 ซึ่งโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกกรอกใส่หูประชาชนชาวเยอรมนี อย่างบ้าคลั่งในช่วงนั้น ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น TV หรือ วิทยุ ถูกผลิตโดยกระทรวงการโฆษณาชวนเชื่อของประชาชนภายใต้การนำของ โจเซฟ เกิ๊บเบลส์

และเมื่อโลกของเราหมุนไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้สื่อที่มีบทบาทหลักในการชี้นำความเห็นของประชาชน ได้กลายมาเป็นแพลตฟอร์มที่อยู่บนโลกออนไลน์ ที่มี Impact สูงต่อสังคมมากกว่าสื่อในยุคเดิมอย่าง TV หรือ วิทยุ ไปเสียแล้ว

แต่ปัญหาใหญ่ของแพลตฟอร์มเหล่านี้ โดยเฉพาะ Social Network นั่นก็คือ Bias Algorithm ซึ่งแน่นอนว่า บรรดา Feed ต่าง ๆ ที่ส่งมาให้เราในโลก Social นั้นส่วนใหญ่ จะเสนอในสิ่งที่เราชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี สำหรับ สินค้า และ บริการ ที่เลือกสิ่งที่เหมาะสมกับเรามาให้เสพผ่าน Feed

แต่ตรงข้ามเลย ในเรื่องแนวคิดทางการเมือง เพราะการได้แนวคิดผ่าน Bias Algorithm เหล่านี้นั้น จะทำให้เราถูก Propaganda หรือ การโฆษณาชวนเชื่อ จากแนวคิดของพรรคการเมืองต่าง ๆ หรือแนวความคิดทางการเมืองต่าง ๆ ได้ง่ายดาย ยิ่งขึ้นมาก ๆ โดยใช้เงินลงทุนที่ต่ำมาก ๆ เมื่อเทียบกับสื่อยุคเดิมอย่าง TV หรือ วิทยุ

ซึ่งที่ผ่านมาเราจะได้เห็นถึงความสุดขั้วทางการเมือง ที่เปลี่ยนใครหลาย ๆ คนให้คิดแบบสุดขั้วมากมาย ทั้งนักวิชาการชื่อดัง อาจารย์มหาลัยชื่อดัง หรือ อีกหลากหลายคนบนโลก Social Network ที่ถูก Digital Propaganda จนแสดงออกมาได้แบบสุดขั้วอย่างที่เราได้เห็นในข่าว หลาย ๆ ครั้ง

เพราะพวกเขาเหล่านั้น ในตอนนี้ เมื่อมาอยู่บนแพลตฟอร์มโลกออนไลน์ แล้วนั้น ก็อาจจะถูก Bias Algorithm ของ Social Network พาไปในโลกของความเห็นทางการเมืองแบบสุดขั้ว และ เจอแต่คนที่มีแนวคิดเดียวกันเท่านั้น ทำให้กลายเป็นว่าเชื่อในทุกข้อมูลที่ถูก feed ผ่านเข้ามาใน Social Network เพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาชอบ พวกเขาอยากได้จริง ๆ นั่นเอง

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของ Cambridge Analytica ที่แสดงให้เห็นถึง พลังของ Digital Propaganda ว่าทรงพลังมากแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ หรือ Campaign Brexit ของประเทศอังกฤษ ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของ Digital Propaganda เหล่านี้ ว่ากำลังมีบทบาทที่สำคัญโดยเฉพาะในเรื่องของความคิดเห็นทางด้านการเมืองในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น เมื่อเราอยู่ในแพลตฟอร์มเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะต้องตั้งสติให้มากขึ้นกว่าเดิม รับฟังความเห็นที่หลากหลายขึ้น แม้จะขัดใจเรามากมายขนาดไหน (ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ ) ในการเสพสื่อจากโลก Online Platform เหล่านี้นั่นเองครับผม

Image References : https://www.pexels.com/photo/graffiti-obey-propaganda-pattern-san-diego-18945/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

กองทัพหุ่นยนต์อเมริกากับภารกิจปราบผู้นำ ISIS

ในวันอาทิตย์ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกาประกาศในระหว่างการแถลงข่าวสดว่าอาบูบาการ์อัล – บาห์ดาดี ผู้นำกลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIS ได้เสียชีวิตแล้ว

หนึ่งในรายละเอียดที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่เขาแบ่งปันเกี่ยวกับการจู่โจมสองชั่วโมงนั่นคือทหารสหรัฐนำหุ่นยนต์มาเพื่อทำภารกิจ 

ทรัมป์สังเกตการมีส่วนร่วมของหุ่นยนต์หลายครั้งระหว่างการประชุมสดกับเหล่าทหารในแนวหน้าของเขา ทั้งส่วนของโดรน รวมถึงยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ รวมถึงหุ่นยนต์ที่คอยติดตาม บาห์บาดี

“เรามีหุ่นยนต์ที่จะเข้าไปในอุโมงค์ เพราะเราติดตาม [บาห์บาดี] อย่างใกล้ชิด” เขากล่าวว่า“ เรามีหุ่นยนต์ในกรณีนี้เพราะเรากลัวว่าเขามีเสื้อกั๊กฆ่าตัวตาย และถ้าทหารเข้าใกล้เขาและเขาระเบิดมันจะทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ การใช้หุ่นยนต์จะช่วยลดความสูญเสียได้”

แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯได้บอกกับสำนักข่าว NBC ว่าบางสิ่งที่ทรัมป์พูดระหว่างการแถลงข่าวนั้น“ ไม่ถูกต้องเลยเสียทีเดียว” และข้อเท็จจริงบางประการที่ประธานาธิบดีแถลงนั้นถูกต้อง เช่น การเปิดเผยของเขาว่าสหรัฐฯจับนักสู้ ISIS ในระหว่างการจู่โจม รวมถึงรายละเอียดการปฏิบัติการดังกล่าว

ดังนั้นเท่าที่ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหุ่นยนต์ทางทหาร ยังไม่มั่นใจว่าทรัมป์นั้นได้พูดความจริงทั้งหมดหรือไม่ หรือเป็นการแถลงเพื่อความปลอดภัยของทหาร และอาจจะเป็นเรื่องของความลับทางการทหารที่ทรัมป์มองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เรื่องของหุ่นยนต์ในแนวรบของอเมริกานั้น ยังคงต้องเก็บไว้เป็นเรื่องความลับ ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้มากนัก เพราะอาจจะส่งผลต่อความมั่นคงของอเมริกาในอนาคตนั่นเอง

References : https://futurism.com/trump-troops-robot-kill-isis-leader https://www.nbcnews.com/news/world/officials-cringe-trump-spills-sensitive-details-al-baghdadi-raid-n1073001

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ชิม ช้อป ใช้ กับการใช้นวัตกรรมของรัฐในการออกแบบนโยบาย

ต้องบอกว่าเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ นโยบาย การอัดฉีดเงินของรัฐ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบอย่างนโยบาย ชิม ช้อป ใช้ ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ active มากยิ่งขึ้น

แน่นอน ว่าหลาย ๆ คนอาจจะมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ นโยบาย ดังกล่าว แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบการออกนโยบายทางการเงินของรัฐบาลมาในช่วงหลัง ๆซึ่งต้องบอกว่า สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนที่สุดเพื่อให้ไทยเข้าสู่ cashless society นั้นก็คือ การเกิดขึ้นของ PromptPay (พร้อมเพย์) นันเอง

ผมว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนที่ส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ เรื่องมากสำหรับนโยบายนี้ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจนอกระบบ การบีบให้เหล่าธนาคารสุดท้ายต้องยกเลิกค่าธรรมเนียม รวมถึงเงินหมุนเวียนที่เกิดขึ้นผ่าน cashless society ที่เกิดขึ้นหลังจากนโยบายนี้ มันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้อย่างมาก

รวมถึงอีกหลาย ๆ นโยบายที่ผมค่อนข้างเห็นด้วย อย่าง บัตรสวัสดิการประชารัฐ ที่สามารถกรอง กลุ่มบุคคลที่รัฐควรให้การช่วยเหลือได้ดีที่สุด สามารถหว่านเม็ดเงินไปแก้ไขปัญหาแบบถูกจุด แม้โครงการจะมีปัญหาบ้าง ไม่ 100% ก็ตาม แต่อย่างน้อยเป็นการคัดกรอง ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

ส่วนเรื่องของ ชิม ช้อป ใช้ นั้น แม้ เฟส แรกอาจจะเป็นการแค่การแจกเงินเหมือน นโยบายทั่ว ๆ ไป แต่ที่ผมสนใจมากคือ เฟส 2 ที่รัฐออกนโยบาย การ cashback ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะคุ้นกันเพราะมันใช้ในบริษัทเอกชนมากมายที่ออกนวัตกรรมทางการเงินนี้ให้กับลูกค้า

ที่น่าสนใจคือ มันเป็นการออกโดยภาครัฐ มันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ผมแทบจะไม่เคยเห็นจากรัฐบาลชุดไหนมาก่อน ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก กับการใช้ แคมเปญ แบบ เอกชน มาใช้กับนโยบายรัฐบาล

ถือเป็นการคิดค้นนวัตกรรมทางด้านนโยบายที่น่าสนใจมาก ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ และแน่นอนว่า เบื้องหลังของนโยบายเหล่านี้ นั้น ต้องมาจากการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Big Data หรือ แม้กระทั่ง AI ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจระดับมหภาคจริง ๆ

ซึ่งแน่นอนว่า เหล่านักการเงิน รวมถึงวิศวกร ยอดอัจฉริยะ ที่มีอยู่เต็มไปหมดในกระทรวงการคลังนั้น คงทำงานกันอย่างหนัก กว่าจะได้นโยบายอย่างที่เราเห็น ซึ่งน่าจะมีการวิเคราะห์ผลดีผลเสียออกมาดีแล้ว ผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ต้องบอกว่าปัจจุบันคงไม่เป็นเรื่องยาก ที่จะนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไปวิเคราะห์เพื่อสร้างนโยบายทางการเงินของประเทศออกมา

หรือแม้กระทั่ง Application อย่าง “เป๋าตัง” นั้นก็เห็นได้ชัดเจนว่า มันเป็นผลพวงจากนโยบายทางการเงินของรัฐบาลแทบจะทั้งสิ้น ในการทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้น ผมว่าเป็นก้าวสำคัญของประเทศ ในการออกแบบนวัตกรรมในการสร้างนโยบาย รูปแบบใหม่ ๆ ผ่านการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ ซึ่งเราก็ต้องรอดูกันว่ามันจะส่งผลให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเราได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งแน่นอนว่าทุก ๆ นโยบายของรัฐ มันมีทั้งข้อดี และข้อเสีย อยู่ที่เราจะมองมันในมุมไหน นั่นเองครับ

–> ลิงค์ลงทะเบียน : https://www.ชิมช้อปใช้.com/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol