Era of big government เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ในการมีรัฐบาลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

เป็นอีกหนึ่งบทความที่น่าสนใจจาก The Economist ที่กล่าวถึงเรื่องของยุคใหม่ของรัฐบาลที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้องค์กรต่าง ๆ ของรัฐมีขนาดใหญ่ขึ้นเพราะต้องใช้ทุกวิถีทางในการพยุงประเทศของตัวเองให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้

การรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้ เป็นบาดแผลใหญ่ให้กับหลาย ๆ รัฐบาลทั่วโลก ผู้นำหลายคนต้องจากลาเพราะไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตินี้ได้ และมีผู้นำอีกหลายท่านที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพโดยเฉพาะเมื่อประเทศเกิดวิกฤติที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อนอย่างการระบาดของ COVID-19

รัฐบาลทั่วโลกต้องจ่ายเงินไปกว่า 17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อรับมือกับโรคระบาดนี้ ซึ่งนั่นรวมถึงเรื่องการกู้เงินและการที่รัฐบาลต้องค้ำประกัน ซึ่งเป็นตัวเลขรวมที่สูงถึง 16% ของ GDP ของทุกประเทศในโลก

การใช้จ่ายของรัฐบาลทั่วโลกจะมากขึ้นตามสัดส่วนของ GDP อเมริกาเตรียมทุ่ม 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อขยายรัฐสวัสดิการ ยุโรปกำลังออกกองทุนเพื่อนการลงทุนมูลค่า 750 พันล้านยูโร และ ญี่ปุ่นกำลังให้คำมั่นว่าจะสร้างรูปแบบของทุนนิยมใหม่ ที่ขับเคลื่อนโดยรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

ภาพสะท้อนดังกล่าวเราก็สามารถมองเห็นได้ในรัฐบาลไทยเช่นเดียวกัน ที่มีการอัดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้ง เที่ยวด้วยกัน คนละครึ่ง ชิมช็อปใช้ ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าต้องผ่านการกู้เงินจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวไปได้ในช่วงวิกฤติ COVID-19

ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า รัฐบาลหลายๆ ประเทศต้องพบกับความท้าทายครั้งสำคัญ ทั้งเรื่องภาวะโลกร้อน ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาสังคมสูงวัยที่ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ภัยคุกคามระยะยาวของรัฐที่มีขนาดใหญ่ขึ้นก็คือ ระบบราชการ การทุจริตคอร์รัปชั่น การกำจัดเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งยิ่งรัฐมีขนาดใหญ่ขึ้นปัญหาเหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แต่ภัยคุกคามเหล่านี้ก็มาพร้อมโอกาสอีกมากมาายที่จะทำให้รัฐบาลสามารถเติบโตได้

แน่นอนว่าในยุค Digital Disruption ผ่านเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมาย รัฐที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ก็ต้องขับเคลื่อนด้วยความว่องไวมากขึ้น

ส่วนตัวผมมองว่าเรื่อง Digital ของประเทศเราก็เดินหน้ามาได้ไกลพอสมควรแล้ว COVID-19 ยิ่งทำให้เรากลายเป็นสังคม Cashless แบบภาคบังคับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น กลายเป็นความเคยชินไปแล้วตอนนี้ หลายคนแทบจะเลิกพกเงินสด

ซึ่งแน่นอนว่าการผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงระบบ Digital มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างในไทยอย่างแอป เป๋าตังค์ นั้นก็ทำให้รัฐบาลสามารถอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ประชาชนโดยตรงผ่านโครงการต่าง ๆ ของรัฐได้ง่ายยิ่งขึ้น

แนวโน้มที่ชัดเจนของรัฐสมัยใหม่ก็คือ ต้องขับเคลื่อนหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐโดยใช้รูปแบบ Digital มากยิ่งขึ้น การใช้เอกสารต่าง ๆ มากมายที่เป็นอุปสรรคเรื่องความคล่องตัวนั้นควรจะกำจัดให้มากที่สุด เหมือนตัวอย่างที่ประเทศเอสโตเนียทำได้สำเร็จ

หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐต้องมีความคล่องตัวขึ้น มีตัวอย่างน่าสนใจของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลอเมริกาในช่วงการระบาดใหญ่ครั้งนี้ก็มาจากการขับเคลื่อนภายในหน่วยงานเล็ก ๆ เช่น Operation Warp Speed ซึ่งช่วยทำให้เกิดการพัฒนาวัคซีนของอเมริกา และช่วยโลกเราให้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ได้นั่นเองครับผม

Refererences : https://econ.st/3CMcQrV
https://www.slideshare.net/PhilosophicalInvestigations/the-era-of-big-government

Softbank x Vision Fund กับผู้นำชะตากรรมของนักลงทุนทั้งหมดที่เชื่อมั่นในประเทศจีน

นี่เป็นคำเตือน หากคุณลงทุนในจีน ให้ถอนเงินทั้งหมดของคุณกลับคืนมา เพราะสถานการณ์ในตอนนี้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ปักกิ่งอาจเริ่มบังคับใช้กฏเกณฑ์อะไรอีกก็ได้ และพร้อมที่จะทำให้เงินทุนที่คุณได้ลงไปสูญสิ้นเมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน

คงไม่มีบทเรียนใดที่ฉายภาพได้ชัดเจนไปกว่าการลงทุนของ Softbank Group ของ Masayoshi Son ที่เรียนรู้สิ่งนี้ได้อย่างดี โดยรายงานล่าสุดของผลประกอบการของ Vision Fund ที่นำโดย Softbank นั้นขาดทุนสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากมูลค่าที่ลดลงอย่างต่อเนื่องของบริษัทเทคโนโลยีในประเทศจีน

Masayoshi Son CEO ของ Softbank ได้ออกมากล่าวถึงเรื่องนี้อย่างเจ็บปวดว่า “บริษัทกำลังอยู่ในพายุหิมะในฤดูหนาว” โดย Softbank ขาดทุนไปกว่า 397,000 ล้านเยน (3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ทำให้มูลค่าของบริษัท Softbank ลดลง 6 ล้านล้านเยน (54.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

เขาได้กล่าวคำสั้น ๆ สรุปสาเหตุของการขาดทุนเป็นประวัติการณ์ของ Softbank ว่า “Alibaba”

ต้องบอกว่าเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ Masayoshi Son ลงทุน 20 ล้านดอลลาร์ใน Alibaba และภายหลังทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงถึง 60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อ Alibaba เปิดตัวสู่สาธารณะในปี 2014

Masayoshi Son ลงทุน 20 ล้านดอลลาร์ใน Alibaba ช่วงแรก สร้างกำไรให้กับพวกเขาได้อย่างมหาศาล (CR:Bloomberg)
Masayoshi Son ลงทุน 20 ล้านดอลลาร์ใน Alibaba ช่วงแรก สร้างกำไรให้กับพวกเขาได้อย่างมหาศาล (CR:Bloomberg)

จากปัญหาของ Jack Ma ที่มีปัญหากับรัฐบาลจีนนั้น ทำให้มูลค่าของ Alibaba สูญหายไปประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาหุ้นร่วงลงไปกว่า 35% ในช่วงตั้ังแต่เดือน ก.ค. – ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงบริษัอื่น ๆ ของจีนอย่าง Didi ยักษ์ใหญ่ด้านบริการเรียกรถ ที่มีส่วนสำคัญให้เกิดการขาดทุนมหาศาลของ Vision Fund กว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จากการปราบปรามครั้งใหญ่ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ได้เข้ามาจัดการหลายๆ บริษัทเทคโนโลยีของจีน ที่กำลังกลายเป็นภัยสังคมร้ายให้กับประชาชนชาวจีน แน่นอนว่า การลงทุนหลักของ Softbank นั้นมุ่งไปที่บริษัทเทคโนโลยี และเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน เข้ามาจัดการอย่างเด็ดขาด

SoftBank กำลังมองหาโอกาสใหม่ที่อินเดีย

เรียกได้ว่ามันเป็นอีกหนึ่งบทเรียนครั้งประวัติศาสตร์ของทั้งตัว Masayoshi Son และ Softbank จากการสูญเสียเงินไปหลายพันล้านจนถึงระดับหมื่นล้านดอลลาร์

แต่แน่นอนว่า Softbank เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ลงทุนในธุรกิจ Startup ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่ง พวกเขาก็ได้กระจายการลงทุนไปยัง ไข่ทองคำ ใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั่นก็คือประเทศอินเดีย มีอีกหลากหลายบริษัทในพอร์ตโฟลิโอของ Softbank ที่พร้อมที่จะทะยานขึ้นมาใหม่อีกครั้งในประเทศอินเดีย

ตัวอย่างบริษัทอย่าง Paytm บริษัทด้าน Fintech ของอินเดีย ซึ่งเพิ่งจะมีการทำการ IPO ครั้งประวัติศาสตร์ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินเดีย

Paytm ไข่ทองคำใหม่ ในประเทศอินเดียของ Softbank (CR:The Financial Express)
Paytm ไข่ทองคำใหม่ ในประเทศอินเดียของ Softbank (CR:The Financial Express)

บทเรียนจาก Softbank

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Softbank มีความพยายามในการขาย Arm China Ltd. หนึ่งในการลงทุนใหญ่ที่สุดของ Softbank ให้กับ Nvidia แต่ถูกพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนขัดขวาง

มีคดีความเกิดขึ้น ที่มีการฟ้องร้องที่มุ่งเน้นไปที่การจับกุมผู้บริหารระดับสูงของ Arm China Ltd. ในเรื่องของอำนาจที่ซับซ้อน ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนนั้นทำให้ Softbank มีอุปสรรคมากมายในทุกขั้นตอน แม้กระทั่งจะขายกิจการบริษัทที่พวกเขาลงทุนมา แน่นอนว่าปัญหานี้ส่วนหนึ่งมาจากที่รัฐบาลจีนต้องการกอบกู้จุดยืนของจีนในด้านเซมิคอนดักเตอร์ในระดับโลก ที่จีนเป็นรองโลกตะวันตกมายาวนาน

ต้องบอกว่าการขาดทุนครั้งประวัติการณ์ของ Softbank ที่เกิดขึ้นกับการลงทุนจีน มันเป็นการฉายภาพครั้งสำคัญให้นักลงทุนได้เรียนรู้ ซึ่งตอนนี้เราได้เห็นกองทุนมากมายที่เกิดขึ้น ที่ไปลงทุนในบริษัทในประเทศจีน ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่บริษัทเทคโนโลยีอีกต่อไป เมื่อนโยบายของรัฐจีนพร้อมจะเปลี่ยนไปเมื่อไหร่ก็ได้

โดยทาง Softbank ได้ส่งข้อความเตือนถึงนักลงทุนทุกคนว่า “ย้อมแพ้ในจีนซะ แล้วหนีเอาตัวรอด เพื่อลดความสูญเสียของคุณ”

References : https://tfiglobalnews.com/2021/10/18/china-begs-foreign-investors-to-rethink-their-grand-exit/
https://edition.cnn.com/2021/11/08/investing/softbank-china-tech-crackdown-hnk-intl/index.html
https://tfiglobalnews.com/2021/11/09/softbank-hit-by-10-billion-vision-fund-loss-a-precursor-to-the-fate-of-all-the-investors-who-are-bullish-on-china
https://edition.cnn.com/2021/11/02/tech/china-economy-crackdown-private-companies-intl-hnk/index.html
https://www.wsj.com/articles/softbank-reports-3-5-billion-loss-hit-by-chinas-tech-crackdown-11636354966

LinkedIn ยังถอดใจ กับท่าทีที่เปลี่ยนไปของรัฐบาลจีน

มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับการประกาศถอนตัวจากตลาดประเทศจีนของบริการจากอเมริกาที่เหลือรอดอยู่เพียงหนึ่งเดียวอย่าง LinkedIn ที่ต้องเผชิญกับปัญหามากมายในข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฏระเบียบที่มากขึ้นในประเทศจีน

ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียน blog ที่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า ทำไม LinkedIn ถึงสามารถบุกตลาดจีนได้สำเร็จ แต่ตอนนี้ดูเหมือนความพยายามทุกอย่างของ LinkedIn กว่า 7 ปีที่ผ่านมา สุดท้ายก็มีจุดจบไม่ต่างจากสิ่งที่ Facebook , Google , Youtube หรือ แม้กระทั่ง Reddit เจอ

ยุทธศาสตร์ที่ Conflict

ในปี 2014 เมื่อ LinkedIn ได้ทำการเปิดตัวเว็บไซต์ในประเทศจีนเป็นครั้งแรก ทาง CEO อย่าง Jeff Weiner ได้กล่าวว่า “LinkedIn จะมีความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีการดำเนินธุรกิจในประเทศจีน

หลังจากนั้นก็เป็น Weiner เองที่ประกาศออกมาว่า “LinkedIn สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกอย่างยิ่ง และไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลจีน”

แต่บริษัทก็ได้ออกมาระบุในภายหลังว่า จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐบาลจีนเพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศพวกเขาได้

 Jeff Weiner ต้องยอมรับความจริงที่ว่าพวกเขาพ่ายแพ้ในตลาดจีน (CR:Vulcan Post)
Jeff Weiner ต้องยอมรับความจริงที่ว่าพวกเขาได้พ่ายแพ้ในตลาดจีน (CR:Vulcan Post)

ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ Conflict กันเอง มีการสนับสนุนเสรีภาพ ไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์จากรัฐบาลจีน แต่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดขอบรัฐบาลจีน มันเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน และทำให้ LinkedIn ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ยาก ซึ่งสุดท้ายก็โดนรัฐบาลจีน สั่งบล็อก โดยเฉพาะโปรไฟล์ของนักข่าวชาวอเมริกันหลายคน ซึ่งถือเป็นการเซ็นเซอร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของรัฐบาลจีน จนเกิดคำถามขึ้นของเหล่าผู้ใช้งานมากมายในแพลตฟอร์ม

เมื่อรัฐจีนควบคุมบริษัทเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น

เราจะเห็นได้จากข่าวที่ทยอยปล่อยออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แค่ไหนในธุรกิจเทคโนโลยีของจีน ก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือของรัฐบาล และถูกเล่นงานตามกันไปหมด

ซึ่งนั่นเป็นเคสของบริษัทเทคโนโลยีในประเทศยังโดนหนักขนาดนั้น ไม่ต้องนึกถึงสภาพของ LinkedIn ที่เป็นบริการจากอเมริกาว่าจะโดนหนักขนาดไหน โดยเฉพาะเรื่องการเข้ามาเซ็นเซอร์ข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น

แม้ LinkedIn เองจะช่วยให้สมาชิกผู้ใช้งานชาวจีนหางานและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากมาย แต่เรื่องของสังคมและการแบ่งปันข้อมูลนั้น เรียกได้ว่า LinkedIn ล้มเหลวเป็นอย่างมาก

พวกเขาต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ท้าทายยิ่งขึ้นมาก และข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฏระเบียบที่มากยิ่งขึ้นในประเทศจีน หลังรัฐบาลจีนต้องการมาจัดการบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

บทสรุป

ก่อนหน้านี้ LinkedIn แทบจะเป็นปราการด่านสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ของบริการออนไลน์จากอเมริกา ที่มาบุกตลาดจีน แต่สุดท้ายแม้จะพยายามปรับตัวและลงทุนไปมากแค่ไหน จุดจบก็ไม่ต่างจากบริการอื่น ๆ จากเพื่อนร่วมชาติไม่ว่าจะเป็น Twitter , Facebook หรือ Google ที่ชิงหนีออกไปก่อนนานแล้ว

เพราะฉะนั้น บริการออนไลน์ต่างๆ จากต่างประเทศ ที่คิดจะบุกไปตลาดขนาดใหญ่อย่างประเทศจีน คงเป็นเพียงแค่ฝัน เพราะ LinkedIn ที่แม้พยายามปรับตัวทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมจีน การตั้งผู้บริหารที่เป็นคนจีนเองมาดูแล ก็ยังไม่สามารถฝ่าฟันให้เอาชนะอุปสรรคอันยิ่งใหญ่จากรัฐบาลจีนได้

ซึ่งตอนนี้ ธุรกิจเทคโนโลยีของจีน อยู่ในภาวะที่ไม่มีความแน่นอนเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่งบริการในประเทศเอง ก็ยังไม่ทราบชะตากรรมอนาคตของตัวเองที่ชัดเจนนัก

ซึ่งแม้จะเหลือพื้นที่ให้ธุรกิจเทคโนโลยีที่ไม่ใช่บริการออนไลน์ อย่างในกรณีของ Apple ที่เน้นขาย Hardware ที่ดูเหมือนจะไปได้ดีในตลาดจีน

แต่ในอนาคตมันก็ไม่มีความแน่นอนอีกต่อไป การอยู่ในอำนาจเป็นเวลานานของประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง จนสามารถควบคุมทุกอย่างได้แบบเบ็ดเสร็จแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้สิ่งที่คิดว่ามีความแน่นอน ในอนาคตมันก็อาจจะไม่มีความแน่นอนอีกต่อไปนั่นเองครับผม

References :
https://www.forbes.com/sites/dereksaul/2021/10/14/linkedin-leaves-china-following-charges-of-censorship
https://www.axios.com/linkedin-unanswered-questions-china-censorship-56b75495-230c-4dc2-9a29-6a35e2f8cec0.html
https://www.wsj.com/articles/microsoft-abandons-linkedin-in-china-citing-challenging-operating-environment-11634220026
https://www.ft.com/content/d5cc7987-9d41-44c3-a6bf-7947c03b9cf9

BeIn Sport vs BoutQ กับมหาศึกสงครามการเมืองในอ่าวเปอร์เซีย สู่การละเมิดลิขสิทธิ์ครั้งร้ายแรงในวงการกีฬาโลก

ต้องบอกว่าด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวไกลในปัจจุบัน มันก็ได้เกิดผลกระทบต่อวงการกีฬาอย่างชัดเจนมาก ๆ โดยเฉพาะในเรื่องการถ่ายทอดสด ที่เรียกได้ว่าตอนนี้มีการละเมิดลิขสิทธิ์กันอย่างรุนแรงมาก ๆ

ตัวอย่างในบ้านเราเอง กีฬายอดฮิตอย่างฟุตบอล มีเว็บไซต์ หรือ เพจมากมายใน facebook เองที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์กัน และทำกันแบบง่ายมาก ๆ เนื่องจากการพัฒนาของระบบ live สดในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทำให้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อวงการกีฬา

นั่นเองที่ทำให้ในอนาคต หากมีบริษัทใดซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดกีฬาเหล่านี้มา อาจจะต้องพินิจพิเคราะห์แบบละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้ัน เนื่องจากการละเมิดที่ทำได้ง่ายขึ้นในยุคปัจจุบัน

เราจะเห็นเทรนด์ที่ราคาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดกีฬาชื่อดังราคาประมูลลดลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ที่ยังไม่มีเทคโนโลยีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ง่าย ๆ เหมือนในยุคปัจจุบัน

และนั่นเองที่ทำให้เกิดประเด็นใหญ่ขึ้นในวงการกีฬา กับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ beIn Sport ของทางประเทศซาอุดิอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีการสร้างบริการ beoutQ มาขโมยสัญญาณและออกอากาศเป็นของตนเอง

มหาศึกสงครามการเมืองในอ่าวเปอร์เซีย

เช้าตรู่ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2017 ได้มีคำแถลงที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ จากประธานาธิบดีกาตาร์ ผ่านสำนักข่าวกาตาร์ (QNA)

สื่อระดับภูมิภาคในอาหรับ และที่อื่น ๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการรับข่าวดังกล่าว และได้ทำการเผยแพร่ให้ขยายวงกว้าง เพื่อให้ผู้คนนับล้านได้เห็นแถลงการณ์ครั้งนี้

“อิหร่านเป็นตัวแทนของอำนาจในภูมิภาค และอิสลามไม่สามารถละเลยได้ และไม่ฉลาดที่จะเผชิญหน้ากับพวกเขา” ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัลธานี ผู้ปกครองกาตาร์กล่าวในพิธีสำเร็จการศึกษาทางทหารเป็นภาษาอาหรับ

ราชวงศ์กาตาร์ รู้ตัวทันทีว่าระบบรัฐบาลของพวกเขากำลังถูกรุกราน และพวกเขามั่นใจว่ามันเป็นแผนการของ ซาอุดิอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ทำเรื่องชั่ว ๆ ดังกล่าวนี้

ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่แสดงว่าระบบของพวกเขาถูก hack โดยกลุ่มนับรบไซเบอร์ของรัสเซียที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานดังกล่าว

พวกเขาไม่เคยเห็นการลอบโจมตีในลักษณะดังกล่าวนี้เกิดขึ้นมาก่อน สถานการณ์ที่มีความตึงเครียดมานานหลายปี กำลังจะถึงจุดแตกหัก

ภายในสิบสามวัน ซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของพวกเขารวมถึงอียิปต์และหมู่เกาะโคโมโรเล็ก ๆ ได้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในการปิดกั้น เพื่อคว่ำบาตรกาตาร์แบบเต็มรูปแบบ

พวกเขาขับไล่ชาวกาตาร์ออกจากประเทศตัวเอง ตัดความสัมพันธ์ทางการเงิน และปฏิเสธที่จะให้เครื่องบินของกาตาร์ใช้น่านฟ้าของพวกเขา เหล่าร้านค้าในกาตาร์ต่างขาดแคลนอาหาร เนื่องจากประเทศนี้พึ่งพาการค้าทางบกกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก

ปัญหาใหญ่น่าจะเกิดจากกาตาร์ได้ทำการผูกมิตรกับศัตรูของซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เช่น กลุ่มภราดรภาพมุสลิม

ซึ่ง ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน ต่างนำทูตของพวกเขาออกจากกาตาร์ในปี 2014 เนื่องจากกาตาร์ได้ไปสนับสนุนการประท้วงอาหรับสปริง

การประกาศคว่ำบาตรสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวกาตาร์จำนวนมาก ครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศบางครอบครัวเริ่มสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนตัวไว้ในบ้านพักตากอากาศและพระราชวังเพื่อเตรียมพร้อมหากมีการรุกรานขึ้นมาจริง ๆ

องบอกว่าสงครามเย็นกับกาตาร์นั้นมีเวลานานมาหลายปีแล้ว แต่กาตาร์เริ่มตีตัวออกห่างจากเพื่อนบ้านอย่างรวดเร็วเมื่อ ฮาหมัด บิน คาลิฟา โค่นล้มบิดาของตัวเองในการรัฐประหารที่ไร้การนองเลือดในปี 1995

ด้วยความที่ฮาหมัดเติบโตมาในโลกที่มีความสากล และด้วยความมั่งคั่งของประเทศในยุคนั้น ความผูกพันทางประวัติศาสตร์กับสหราชอาณาจักร เขาจึงเข้าเรียนที่ Royal Military Academy , Sandhurst ก่อนที่จะกลับไปโดฮาเพื่อเป็นนายทหารและในที่สุดก็ได้กลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เขาได้เข้ามายึดอำนาจโดยความเห็นชอบของสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว ฮาหมัดได้เข้ามาเปลี่ยนนโยบายกาตาร์ใหม่ แม้กระทั่งการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิสราเอล

เขาได้พัฒนาแหล่งก๊าซของประเทศซึ่งเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติยังไม่ได้เป็นวัตถุดิบที่ทำกำไรได้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ซึ่งการเดิมพันครั้งนี้ทำให้กาตาร์ร่ำรวยมหาศาล ด้วยความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น ฮาหมัด ได้กำหนดนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเน้นไปที่บทบาทของกาตาร์ในส่วนที่เหลือของโลก ไม่ใช่แค่เหล่าประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเท่านั้น

หนึ่งในปัจจัยใหญ่ที่สุดคือการสร้าง Al Jazeera ช่องข่าวที่ใช้เวลาอย่างฟุ่มเฟือยในการสรรหานักข่าวต่างประเทศ และนำเสนอให้ครอบคลุมตะวันออกกลางมากที่สุด

โดยเป็นการแสดงให้เห็นว่ากาตาร์เป็นกลาง แต่ภายในช่อง Al Jazeera เองก็แทบจะไม่มีการรายงานประเด็นทางสังคมหรือการโต้เถียงภายในกาตาร์เองแต่อย่างใด

การถือกำเนิดของ Al Jazeera คืออีกหนึ่งชนวนสำคัญ (CR:Inside Arabia)
การถือกำเนิดของ Al Jazeera คืออีกหนึ่งชนวนสำคัญ (CR:Inside Arabia)

เพื่อนบ้านของกาตาร์มองว่า Al Jazeera ไม่เป็นกลาง และเมื่อเกิดเหตุการณ์อาหรับสปริง เมื่อเยาวชนชาวอียิปต์ประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัคที่ซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเตส์หนุนหลัง

แต่หลังจากมูบารัคลงจากอำนาจ กาตาร์ก็ได้แต่งตั้งโมฮาเหม็ด มอร์ซี จากกลุ่มมุสลิมภราดรภาพให้กลายเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของอียิปต์ และนั่นเองที่ทำให้ซาอุดิอาระเบียและยูเออีโมโห และสนับสนุนนายพลในการโค่น มอร์ซี และปราบปรามกลุ่มมุสลิมภราดรภาพ

กาตาร์มีความเชี่ยวชาญมากกว่าซาอุฯ หรือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในการล็อบบี้และสื่อสารกับโลกภายนอก พวกเขาเปรียบเสมือนสวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกกลางที่รักษาการติดต่อกับทุกกลุ่มเพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจาและนำสันติภาพมาสู่ภูมิภาค

อีกปัจจัยหนึ่งที่ได้สร้างความขุ่นเคืองมายาวนานหลายปี คือ กาตาร์มีนิสัยขี้อิจฉาเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า ด้วยความมั่งคั่งมหาศาล กองทุนความมั่งคั่งของกาตาร์ ได้เข้าซื้อหุ้นบริษัทในโลกตะวันตกที่มีชื่อเสียงมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากเยอรมันอย่าง Volkswagen Group หรือ Royal Dutch Shell รวมถึงการกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก โครงการพัฒนาสนามบิน Heathrow ย่านธุรกิจ Canary Wharf และสร้าง Shard ซึ่งเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในสหราชอาณาจักร

แถมกาตาร์ยังได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก (FIFA World Cup) ในปี 2022 ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดรองจากโอลิมปิก

และสำหรับเหล่าเศรษฐีผู้ร่ำรวยของกาตาร์ การซื้อห้างสรรพสินค้า Harrods ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดังบนถนน Old Brompton Road ในลอนดอนมูลค่า 1,500 ล้านปอนด์ในปี 2010 ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ภาษาอาหรับได้กลายเป็นภาษาที่สองของห้างดังเหล่านี้ เนื่องจากบรรดาลูกค้าผู้ร่ำรวยจากดูไบ ริยาด หรือ คูเวตซิตี้ จะมาช็อปปิ้งในช่วงวันหยุด

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็รู้สึกว่า การกระทำต่าง ๆ ของกาตาร์เกิดจากความหยิ่งผยองของพวกเขา กาตาร์มีฐานทัพ Al Udeid การสื่อสารกับชาติตะวันตกก็ดูราบรื่น แถมยังมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าประเทศอื่น ๆ

นั่นเป็นเหตุให้เหล่าชีคที่เขี้ยวลากดินของเอมิเรตส์พร้อมกับเหล่าพันธมิตร มองหาข้ออ้างที่จะตัดกาตาร์ออกไป และถือเป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้

แต่ดูเหมือนกาตาร์จะไม่แคร์ เพราะด้วยความมั่งคั่งของพวกเขา ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดที่รองรับประชากรในประเทศจึงได้รับการออกแบบใหม่ โดยไม่แคร์เพื่อนบ้านชาวอาหรับอีกต่อไปนั่นเอง

การถือกำเนิดขึ้นของ beoutQ

ต้องบอกว่า beoutQ เป็นมากกว่าแค่การละเมิดลิขสิทธิ์แบบธรรมดา ๆ ทั่วไปที่เราได้เห็นกันทั่วโลก ที่มีการลักลอบนำสัญญาณไปใช้อย่างผิดกฏหมาย แต่ส่วนใหญ่ เป็นการกระทำแบบลับ ๆ ไม่ประเจิดประเจ้อเหมือนกับสิ่งที่ beoutQ ทำ

beoutQ เป็นองค์กรละเมิดลิขสิทธิ์ โดยมี 10 ช่องสัญญาณที่เริ่มออกอากาศทางผู้ให้บริการดาวเทียม Arabsat หลังจากข้อพิพาททางการทูตกระตุ้นให้ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ( UAE ) บาห์เรน และ  อียิปต์

ไม่นานหลังจากที่กาตาร์ถูกปิดล้อม ช่อง beIn ซึ่งเป็นช่องกีฬาชื่อดังได้กลายเป็นสิ่งต้องห้ามในประเทศคู่ขัดแย้งกับกาตาร์

การสอบสวนของ Al Jazeera ในปีที่แล้วเปิดเผยว่า  ผู้ให้บริการซาอุดีอาระเบีย 2 ราย คือ Selevision และ Shammas มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานที่ดำเนินการโดย beoutQ 

การสอบสวนพบว่า beoutQ ตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทสื่อแห่งหนึ่งในเขตอัล-กิราวัน กรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดิอาระเบีย แต่ทางซาอุดีอาระเบียได้ปฏิเสธการอ้างว่า beoutQ อยู่ในราชอาณาจักร

beoutQ กับการละเมิดลิขสิทธิ์แบบอื้อฉาวที่สุดครั้งนึงในวงการกีฬาโลก (CR:soupskotom.com)
beoutQ กับการละเมิดลิขสิทธิ์แบบอื้อฉาวที่สุดครั้งนึงในวงการกีฬาโลก (CR:soupskotom.com)

โดยสำนักข่าว Al Jazeera ได้รับเอกสารที่พิสูจน์ว่ามีการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างบริษัทซาอุดิอาระเบียและฝ่ายบริหารของ Arabsat

การสอบสวนยังแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ใช่การกระทำของแฮ็กเกอร์ทั่วไป เหมือนในประเทศอื่น ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบูรณาการที่มีการปกปิดอย่างเป็นทางการและได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากซาอุดิอาระเบีย

ในการให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera อัยการของกาตาร์กล่าวว่าจำเลยหนึ่งในสามคนที่ถูกกล่าวหาว่าสื่อสารกับซาอุดิอาระเบียและอียิปต์เกี่ยวกับปัญหานี้ได้เดินทางไปยังซาอุดิอาระเบียหลังจากการปิดล้อมดังกล่าว

จำเลยได้พบกับเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของซาอุดิอาระเบีย Maher Mutreb และแชร์ข้อมูลลับและละเอียดอ่อนกับหน่วยข่าวกรองอียิปต์

Mutreb เป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของซาอุดิอาระเบียที่ทำงานให้กับที่ปรึกษาอาวุโสของมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุดิอาระเบีย (ผู้ที่เข้าซื้อสโมสรนิวคาสเซิล แห่งพรีเมียร์ลีก)

ตามรายงานจาก   ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับการวิสามัญฆาตกรรม Mutreb มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในการสังหาร Jamal Khashoggi นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบีย   ในสถานกงสุลของประเทศในอิสตันบูลเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2018

บทสรุป

แม้ตอนนี้สถานการณ์จะคลี่คลาย เนื่องจากซาอุดิอาระเบียต้องการเข้ามาลงทุนในสโมสรฟุตบอลชื่อดังอย่าง นิวคาสเซิล ซึ่งมีการล็อบบี้จนสามารถปิดดีลดังกล่าวได้ในท้ายที่สุด

แต่จะเห็นได้ว่า การเกิดขึ้นของ beoutQ ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่แคร์สายตาชาวโลก ซึ่งทำให้ประเทศซาอุดิอาระเบียถูกจัดให้อยู่ใน Priority Watch List โดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เป็นเวลาถึงสองปี

นั่นเองที่ทำให้ซาอุดิอาระเบียกลายเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศที่ล้มเหลวในการปกป้องและบังคับใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ทั่วโลก

ซึ่งทางการสหรัฐได้มีการบีบบังคับให้ ซาอุดิอาระเบียเพิ่มการบังคับใช้กฏหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นกับ beoutQ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในเวทีการค้าโลกนั่นเองครับผม

แล้วคุณล่ะมีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไร อย่าลืมมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับผม

References :
https://www.qatar-tribune.com/news-details/id/124128
https://www.broadbandtvnews.com/2021/10/07/saudi-arabia-to-lift-ban-on-bein-sports/
https://theathletic.com/news/saudi-arabia-reverses-bein-sport-ban/
https://www.aljazeera.com/economy/2020/6/16/explainer-the-piracy-case-against-saudis-beoutq-channel