บทเรียนจากยูเครน ชัยชนะของการประท้วง สู่ความพ่ายแพ้ของประเทศ

เป็นเวลากว่าร้อยปี ที่ ประเทศยูเครน เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างฝั่งตะวันตก และ ตะวันออกของประเทศรัสเซีย ซึ่งในที่สุดในปี 1991 ยูเครนก็ได้รับเอกราช

การเมืองของยูเครนนิ่งมานาน จนการมาถึงของ วิคเตอร์ ยานูโควิช ในช่วงปี 2013 ผู้นำคนสำคัญที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ประเทศยูเครนอย่างสิ้นเชิง จากการที่เขาเป็นคนฝักใฝ่ฝ่ายรัสเซีย และออกห่างจากยุโรป ซึ่งเป็นวิธีการที่ชาวยูเครนส่วนใหญ่รับไม่ได้ เพราะเป็นการพาประเทศเดินถอยหลังกับการไปคบหากับรัสเซีย

จุดเริ่มต้นของการปฏวัตินั้นเริ่มที่จตุรัส ไมดาน กลางกรุงเคียฟ เมืองหลวงของรัสเซีย ซึ่งเริ่มมีประชาชนที่ไม่พอใจ ประธานาธิบดี ยานูโควิช ได้ทยอย ๆ เข้าร่วมร่วมกับผู้นำฝ่ายค้าน ที่มาเข้าร่วมชุมนุมกับประชาชน

ด้วยกระแสทาง Social Network อย่าง Facebook ทำให้ประชาชนเริ่มทยอยมาที่จตุรัสไมดานมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการต่อสู้ด้วยพลังของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่มีม๊อบจัดตั้งแบบบางประเทศแถวเอเชีย

ประชาชนต้องการเรียกร้องให้นำยูเครนเข้าสู่สหภาพยุโรป โดยวันแล้ววันเล่าที่ประชาชนต่างมาเรียกร้อง ก็ยังไม่มีการตอบสนองจากรัฐบาลเกิดขึ้น

ประชาชนหลั่งไหลมารวมตัวกันที่จตุรัสไมดาน
ประชาชนหลั่งไหลมารวมตัวกันที่จตุรัสไมดาน

เริ่มมีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทางรัฐบาลส่งมาปราบปราม ภาพการปะทะนั้นได้รับการเผยแพร่ไปทั่ว Social Network รวมถึงช่องทีวีดัง ๆ จากทั่วโลก

หลังจากการถูกปราบปรามจากตำรวจที่จตุรัส ไมดานแล้วนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ก็ได้หนีไปยังโบสถ์ เซ็นต์ไมเคิล หรือ วิหารทองคำ  และเริ่มมีการจัดระเบียบการชุมนุมมากขึ้น เริ่มมีส่วนของสเบียงอาหาร รวมถึง มีส่วนของศูนย์การแพทย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ชุมนุม ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของการชุมนุมนั้น ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นวัยรุ่นยุคใหม่ทั้งสิ้น

หลังจากการถูกปราบปรามในครั้งแรกก็ทำให้เริ่มมีประชาชนหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ ทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงเฉพาะประชาชนเมืองเคียฟแล้วเท่านั้น ซึ่งทำให้ขนาดของการชุมนุมมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าครั้งแรกที่จตุรัสไมดานอย่างเห็นได้ชัด

คนนับแสนเริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ใจกลางเมืองเคียฟ ไม่ใช่แค่เพียงเหล่านักศึกษารุ่นใหม่อีกต่อไป ชาวยูเครนต่างพร้อมใจกันเป็นฝ่ายเดียว ไม่มีแบ่งแยกสี จากนั้นก็เดินหน้ากลับไปที่จตุรัสไมดานอีกครั้ง

ซึ่งคราวนี้ เหล่าคนดังทั้งหลาย รวมถึง เซเลบชื่อดัง ต่างมาร่วมชุมนุมด้วยทั้งสิ้น ทำให้การชุมนุมกลับมาครึกครื้นขึ้นอีกครั้งหลังจากการถูกปราบปรามในครั้งแรก

หลายคนที่โกรธแค้นจากที่ถูกปราบปรามในครั้งแรกนั้น เริ่มคิดแผนที่จะยึดทำเนียบประธานาธิบดี ที่อยู่ไม่ไกลจาก จตุรัสไมดาน ซึ่งคราวนี้เริ่มมีการใช้ความรุนแรงขึ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมเอง ตำรวจก็ต้องเริ่มจัดการโดยใช้แก๊สน้ำตาอีกครั้ง และ ด้วยจำนวนตำรวจที่มาป้องกันนั้นมีมากกว่าชุมนุม พร้อมอาวุธคือ กระบอง ที่ใช้ในการจัดการผู้ชุมนุม

การปะทะกันรอบสองนี้ทำให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บไปเป็นจำนวนมากกว่าครั้งแรก หลายคนบาดเจ็บสาหัส จากการกระทำของกลุ่มตำรวจ ทำให้ภาพเหล่านี้กระจายไปยังวงกว้าง ผ่านทั้ง Social Media รวมถึงช่องทีวีต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

หลังจากนั้นเริ่มมีกระแสกดดันจากนานา ประเทศ เริ่มได้ส่งตัวแทนเข้ามาเจรจาปัญหากับรัฐบาลยูเครน เพื่อให้แก้ปัญหานี้อย่างสันติ

แต่ท่าทีของรัฐบาลนั้นเริ่มชัดเจนว่า ต้องการกวาดล้างผู้ชุมนุมสร้างความวุ่นวายให้หมด โดยยกกองกำลังตำรวจจำนวนมหาศาล มาล้อมจตุรัสไมดานไว้

ซึ่งในคืนวันที่ 11 ธันวาคมของ ปี 2013 สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พยายามผลักดันผู้ชุมนุมให้สลาย ไม่สามารถต้านทานพลังของผู้ชุมนุมที่เข้ามามากขึ้นได้ ทำให้ต้องถอนกำลังออกไป เริ่มมีการประนามจากนานาประเทศ เนื่องจากเหล่าผู้ชุมนุม ส่วนใหญ่ได้มีการชุมนุมอย่างสันติ

เจ้าหน้าที่เริ่มใช้ความรุนแรงกับประชาชน
เจ้าหน้าที่เริ่มใช้ความรุนแรงกับประชาชน

เมื่อถึงวันที่ 20 ของการชุมนุม รูปแบบการชุมนุม ก็พร้อมมากขึ้น มีการฝึกปฏิบัติกับสถานการณ์หากถูกสลายการชุมนุม เริ่มมีการตั้งสิ่งกีดขวาง ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงได้ รวมถึง เริ่มมีหน่วยลาดตระเวนบริเวณที่ชุมนุม เพื่อรักษาความปลอดภัย และไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มมือที่สามที่มีโอกาสเข้ามาสร้างสถานการณ์ รวมถึงกลุ่มผู้นำศาสนาเริ่มเข้ามามีบทบาทกับการชุมนุมมากยิ่งขึ้น

ในที่สุด ชาวยูเครนก็ต้องมาฉลองปีใหม่ที่จตุรัสไมดาน ร่วมกัน เค้าดาวน์ ต้อนรับปีใหม่ 2014 ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม กว่าแสนชีวิต

หลังจากนั้นการชุมนุมก็ยืดเยื้อมากว่า 2 เดือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่เป็นรุปธรรม ตามความต้องการของผู้ชุมนุมเลย พรรคฝ่ายค้านที่ไปทำหน้าที่ในสภาก็ไม่สามารถทำให้อะไรดีขึ้นไปได้ มีแต่การประชุม ๆ ซึ่งไม่มีอะไรคืบหน้าสำหรับเหล่าผู้ชุมนุมเลย รวมถึง ทาง ยานูโควิช ก็แสดงเจตจำนงให้ปล่อยให้การชุมนุมยืดเยื้อไปอย่างงี้ และไม่ได้ตอบสนองใด  ๆกับสิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกร้อง

กลุ่มผู้ชุมนุม เริ่มไม่เชื่อ กับการแก้ไขปัญหาโดยนักการเมือง เริ่มมีการต่อสู้อย่างจริงจรังกับตำรวจ โดยมีการปะทะกันหลายครั้ง ซึ่งรอบนี้ตำรวจเริ่มใช้ไม้แรงขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มยิงกระสุนยาง เพื่อต้านกลุ่มผุ้ชุมนุม แต่เนื่องจากสถานการณ์เริ่มยืดเยื้อมานาน ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุม ไม่กลัวตำรวจอีกต่อไป รวมถึง มีการฝึกรับมือมาอย่างดี ทำให้ เริ่มมีการใช้ความรุนแรงจากทั้งสองฝ่ายมากยิ่งขึ้น กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มใช้อาวุธอย่าง ระเบิดเพลิง  เริ่มมีการจุดไฟเผายาง เพื่อป้องกันไม่ให้ตำรวจเข้าจู่โจม สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ

พอถึงวันที่ 63 ของการชุมนุม เริ่มมีความอลหม่านมากยิ่งขึ้น ตำรวจเริ่มจะมีการสลายการชุมนุมอีกครั้ง ตอนนี้สถานการณ์เริ่มร้ายแรง ตำรวจเข้าทำลาย แม้กระทั่ง สถานพยาบาลชั่วคราวที่ไว้รักษาอาการบาดเจ็บของผู้ชุมนุม  เริ่มมีการใช้กระสุนจริง กับผู้ชุมนุม ทำให้มีคนตายในที่สุด

หลังจากยืดเยื้อไปถึงวันที่ 90  ก็ได้มีการปะทะครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ณ ขณะนี้ จตุรัส ไมดาน กลายเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่ ที่ผู้ชุมนุมต่างจุดไฟเผา เพื่อไล่กลุ่มตำรวจ ต้องบอกว่า สถานการณ์เลวร้ายแบบสุด ๆ เริ่มมีการเผาตึกรามบ้านช่อง ทำให้เคียฟ กลายเป็นทะเลเพลิง เริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุม และ ตำรวจ  เริ่มกลายเป็นสงครามกลางเมืองเข้าไปทุกที ตอนนี้เริ่มมีการใช้อาวุธหนักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตำรวจเริ่มนำปืนกลมาใช้ รวมถึง สไนเปอร์ เพื่อดักยิงกลุ่มผู้ชุมนุม แต่กลุ่มผู้ชุมนุม ก็ยังไม่มีท่าทีจะยอมแพ้แต่อย่างใด แม้ต้องเอาตัวเองไปรับกระสุน เพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่บาดเจ็บออกมาก็ตาม

หลังจากผ่านวันสุดเลยร้าย รัฐบาลเริ่มโอนอ่อน เริ่มมีการเสนอทางเลือกให้ มีการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2014  แต่ต้องบอกว่าหลังจากความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงนั้น กลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว ต้องการให้ ยานูโควิช ลาออกเท่านั้น

สุดท้ายด้วยความกดดันจากทุกทาง ที่มีมาเรื่อย ๆ รวมถึงผู้คนที่ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ประชาชนก็ไม่ยอม ต้องให้เค้าออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สุดท้าย ยานูโควิช ก็ทนความกดดันไม่ไหว ต้องหนีออกจากเคียฟไปในที่สุด  และชัยชนะ ก็เป็นของเหล่าผู้ชุมนุมในที่สุด เป็นการสิ้นสุดการปฏิวัติ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนึงของโลกเราเลยก็ว่าได้

ต้องบอกว่าการปฏิวัติครั้งนี้ ถือเป็นผลสำเร็จของการชุมนุมโดยประชาชนโดยแท้จริง สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่สามารถทนต่อแรงกดดัน ที่ประชาชนต่อสู้มาอย่างยาวนานต่อเนื่องได้ จุดเปลี่ยนสำคัญน่าจะเกิดจากการใช้กำลังจนเริ่มควบคุมไม่อยู่ ทำให้มีการสังหารประชาชนโดยใช้กระสุนจริง ๆ และอาวุธที่ร้ายแรงอย่างต่อเนื่อง ๆ

ที่ยูเครน เหล่าประชาชนสู้ด้วยพลังที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง แม้จะมีแกนนำที่เป็นนักการเมืองฝ่ายค้านอยู่ด้วย แต่สุดท้าย เค้าก็ไม่เชื่อแกนนำเหล่านี้อยู่ดี เพราะมีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ถึงแม้จะมีคนตายจำนวนมาก เค้าก็พร้อมที่จะฝ่าดงกระสุน โดยใช้เพียงโล่เป็นเกราะป้องกันเท่านั้น จะเห็นได้ถึงความบริสุทธิของพลังมวลชนจริง ๆ

ชัยชนะของการประท้วงจากพลังที่บริสุทธิ์ของประชาชนชาวยูเครน
ชัยชนะของการประท้วงจากพลังที่บริสุทธิ์ของประชาชนชาวยูเครน

จุดจบของการประท้วงหลายครั้ง ก็ เริ่มมาจากความรุนแรง จากฝั่งรัฐบาลทั้งนั้น ถ้าปราบปรามได้สำเร็จก็ถือเป็นผู้ชนะ แต่ที่ยูเครน แม้จะใช้กำลังยังไง ประชาชนก็ต่อสู้จนหยดสุดท้ายของชีวิต โดยแทบไม่มีอาวุธในการต่อกรกับตำรวจเลย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นจากพลังบริสุทธิ์ของประชาชนโดยแท้จริง

เหตุการณ์พลิกผัน เมื่อชัยชนะของการประท้วงนำมาสู่ความพ่ายแพ้ของประเทศยูเครน

ห้าปีต่อมา ยูเครนไม่ใช่พันธมิตรทางการเมืองของรัสเซียอีกต่อไป ยูเครนได้รับการผลักดันให้เข้าร่วมสหภาพยุโรป และ NATO ทำให้ชาวยูเครน สามารถเดินทางไปยังสหภาพยุโรปได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า

แต่ในไครเมียยังคงถูกยึดครอง บนความขัดแย้งที่ระอุ ยังมีผู้เสียชีวิตหลายคนต่อเดือนและชาวยูเครนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากจนมากกว่าก่อนการปฏิวัติเสียอีก

“ เราแย่กว่าเมื่อห้าปีที่แล้ว” Smolkovich ซึ่งเป็นสามีของ Ihor ทำงานที่ไซต์ก่อสร้างในเมือง Gdansk ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโปแลนด์ และ Yulia ลูกสาวคนโตซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยใช้เวลาช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาขัดเล็บที่ร้านเสริมสวยในตุรกี

ในปี 2014 มีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ของชาวยูเครนที่มีรายได้อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่เมื่อปี 2019 จำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารโลก กล่าว

การปฏิวัติตามมาด้วยภาวะถดถอยที่ทำให้ค่าเงินฮรีฟนาของยูเครนลดลง เคียฟตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับมอสโกทำให้สูญเสียตลาดสำหรับอาหารและตัดความสัมพันธ์ที่ยาวนานหลายทศวรรษกับอุตสาหกรรมการผลิตของรัสเซีย รวมถึงอุตสาหกรรมการทหารและอวกาศ

รัฐบาลกลางไม่ได้ควบคุมพื้นที่อุตสาหกรรมและเหมืองถ่านหินในพื้นที่ทางตะวันออกอีกต่อไป และสงครามได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 10,000 คนและมีผู้คนพลัดถิ่น 1.7 ล้านคนนับตั้งแต่เริ่มต้นในปี 2014

สภาพเศรษฐกิจของยูเครนดิ่งลงเหว และอยู่รอดได้โดยพึ่งพาการกู้ยืมเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุด ยิ่งกว่าเศรษฐกิจที่ย่ำแย่สำหรับชาวยูเครน คือ ความรู้สึกที่ผู้นำยูเครนคนใหม่หลังการปฏิวัติอย่างยิ่งใหญ่โดยพลังบริสุทธิ์ของประชาชน ล้มเหลวในคำสัญญาที่ให้ไว้กับกลุ่มผู้ประท้วง

หนึ่งในนั้นคือคำมั่นสัญญาของ โปโรเชนโก ผู้นำคนใหม่หลังการปฏิวัติก็คือจะลงโทษผู้ที่สังหารผู้ประท้วง 106 คนที่เรียกว่า “Heavenly Hundred” ซึ่งรูปถ่ายของผู้เสียชีวิตสามารถพบเห็นได้ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในสถานที่ราชการ ในโรงเรียนและโบสถ์

ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2019 ศาลในเคียฟได้ตัดสินให้ ยานูโควิช ถูกจำคุก 13 ปีในข้อหากบฏ แต่อดีตประธานาธิบดีก็อาศัยอยู่อย่างสุขสบายในรัสเซียตอนใต้

นายยูริ ลุตเซนโก อัยการของยูเครน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุผู้ต้องสงสัยว่าสังหารผู้ประท้วง 66 คน อย่างไรก็ตามพวกเขา 46 คน ได้หลบหนีไปรัสเซียหลังจากการถูกกำจัดของยานูโควิช และอีก 20 คนถูกคุมขังเพื่อรอการพิจารณาคดี

ผู้พิพากษาส่วนหนึ่งทั่วยูเครนที่ มีการแจ้งดำเนินคดีเก่าเหล่าผู้ประท้วง และลงโทษการจับกุมในช่วงการมีอำนาจของยานูโควิช 55 คนจากทั้งหมด 337 คนถูกไล่ออก

Roman Maselko ทนายความและกรรมการกำกับดูแลสำนักงานต่อต้านการทุจริตแห่งชาติของรัฐกล่าว เขากล่าวเสริมว่า ผู้พิพากษาที่เหลือยังคงทำงานต่อไปหรือเกษียณอายุไปพร้อมกับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ คำสัญญาจบลงด้วยการหลอกลวงเพราะประธานาธิบดีคนใหม่เข้ามามีอำนาจเพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองเพียงเท่านั้น” เซอร์ไฮย์ เลชเชนโก นักวิเคราะห์การเมืองจากเคียฟ กล่าว

“ห้าปีเป็นเวลานานที่ต้องรอเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและสำหรับเหยื่อส่วนใหญ่ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากน้ำมือของตำรวจยูเครน แต่ความยุติธรรมก็ยังไม่อยู่ในสายตาของเหล่าผู้นำคนใหม่” Colm O Cuanachain จากองค์การนิรโทษกรรมสากลกล่าวกับนักข่าว

ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งคือการทุจริตที่เป็นมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนไปยังทุกภาคส่วนของประเทศยูเครน เป็นปัญหาหยั่งรากลึก ที่ยากจะแก้ไข แม้จะมีการปฏิวัติครั้งใหญ่จากพลังที่บริสุทธิ์ของประชาชนไปแล้วก็ตามที

การขาดความเด็ดขาดในการขจัดคอร์รัปชั่นตลอดจนความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่กับรัสเซียทำให้ในการเลือกตั้งใหม่ของนายโปโรเชนโก เขาพ่ายแพ้อย่างถล่มทลายในเดือนเมษายน 2019

โดยเขาพ่ายแพ้ให้กับ Volodymyr Zelensky อดีตนักแสดงตลก ที่สัญญาว่าจะดำเนินการกับการทุจริตอย่างเด็ดขาด และทำการปฏิรูปเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเหมือนเป็นการมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้งสำหรับประเทศยูเครน

Volodymyr Zelensky ความหวังครั้งใหม่ของชาวยูเครน
Volodymyr Zelensky ความหวังครั้งใหม่ของชาวยูเครน

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ๆ สำหรับประเทศไทยเราเช่นเดียวกัน เมื่อเราได้เห็นบทเรียนจากหลายประเทศ ไม่ใช่แค่เพียงประเทศยูเครนเท่านั้น การปฏิวัติในยุคหลังที่ใช้เครื่องมือสำคัญอย่าง Social Media เป็นกลไกสำคัญในการปฏิวัติ พบว่า ผลที่ตามมานั้นทำให้ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาแทบจะทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ อาหรับสปริง ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ และ ผู้นำเผด็จการที่มาจากสายทหาร คล้าย ๆ กับในประเทศไทย หรือ การประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกง (ที่ไม่ประสบผลสำเร็จ) ที่ต้องต่อสู้กับระบบที่ดูเหมือนเป็นเผด็จการเองก็ตาม

ซึ่งผลที่ตามมาได้สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นต่อเนื่องในภายหลัง ไมว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ การคอร์รัปชั่นที่ไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งของผู้คนในสังคมที่ไม่ได้ลดลงไปเลย ซึ่งต้นตอของปัญหานั้นไม่ได้ถูกขจัดไปอย่างแท้จริงแม้จะผ่านการปฏิวัติมาแล้วก็ตามที

ซึ่งแน่นอนว่าการปฏิวัติที่สำเร็จอย่างที่เราเห็น มันเกิดขึ้นโดยพลังที่บริสุทธิ์โดยประชาชนเช่นเดียวกัน แต่หากทำได้สำเร็จเราก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า อย่าให้ติดหล่ม และสร้างความขัดแย้งต่อเนื่องไม่จบสิ้นเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นเป็นบทเรียนที่ผ่านมาแล้วนั่นเองครับ

References : https://www.brookings.edu/blog/order-from-chaos/2020/02/21/ukraine-six-years-after-the-maidan/
https://en.wikipedia.org/wiki/Tunisian_Revolution#:~:text=The%20protests%20constituted%20the%20most,Bouazizi%20on%2017%20December%202010.
https://www.aljazeera.com/news/2019/2/22/ukraine-at-crossroads-five-years-after-revolution-of-dignity
https%3A%2F%2Fwww.netflix.com%2Feg-en%2Ftitle%2F80031666&psig=AOvVaw0emkeGuLHTIllwynEDbCo8&ust=1603098681628000&source=images&cd=vfe&ved=0CA0QjhxqFwoTCODRi5fmvewCFQAAAAAdAAAAABAh
https://en.wikipedia.org/wiki/2014_Ukrainian_revolution
https://en.wikipedia.org/wiki/Arab_Spring

Digital Propaganda กับการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของมนุษย์ ให้กลายเป็นรูปแบบ Logic มากยิ่งขึ้น

Propaganda หรือ การโฆษณาชวนเชื่อต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกของเรามาอย่างยาวนานมากแล้ว แต่ตอนนี้ มันกำลังวิวัฒนการใหม่ผ่านรูปแบบของข้อมูล Digital ที่เกิดขึ้นในโลกของ Social Platform ต่าง ๆ ที่รายล้อมอยู่รอบตัวเราในปัจจุบัน

ที่ผ่านมาการ โฆษณาชวนเชื่อนั้น มีทั้งสิ่งที่ดี และ สิ่งที่เลวร้าย กับผลที่ตามมา ซึ่ง ผลของ Propaganda ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดน่าจะเป็น การโฆษณาชวนเชื่อครั้งใหญ่ ครั้งแรกของรัฐบาลเยอรมนี หลังการพ่ายแพ้ของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

Hitler ได้ใช้ทฤษฎีการโฆษณาชวนเชื่อของเขาซึ่งเป็นฐานที่ทรงพลังสำหรับการขึ้นสู่อำนาจในปี พ.ศ. 2476 ซึ่งโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกกรอกใส่หูประชาชนชาวเยอรมนี อย่างบ้าคลั่งในช่วงนั้น ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น TV หรือ วิทยุ ถูกผลิตโดยกระทรวงการโฆษณาชวนเชื่อของประชาชนภายใต้การนำของ โจเซฟ เกิ๊บเบลส์

และเมื่อโลกของเราหมุนไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้สื่อที่มีบทบาทหลักในการชี้นำความเห็นของประชาชน ได้กลายมาเป็นแพลตฟอร์มที่อยู่บนโลกออนไลน์ ที่มี Impact สูงต่อสังคมมากกว่าสื่อในยุคเดิมอย่าง TV หรือ วิทยุ ไปเสียแล้ว

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคงจะเป็น Feed ในหน้า Social Network ชื่อดังต่าง ๆ ที่เราเล่นกันในปัจจุบัน ที่แต่ละคนนั้นจะได้เห็น Feed ข้อมูลที่ต่างกันคนละโลก แม้จะเป็นเพื่อนสนิทกันและมีกลุ่มเพื่อนเดียวกันก็ตามที แต่โลกที่เราเห็นในหน้าจอนั้นมันแตกต่างกันสิ้นเชิง

ซึ่งแน่นอนเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะอาจจะเข้าใจผิดว่า ทุกคนเห็นตรงกันกับเราแทบจะทั้งหมดผ่าน Feed หน้าจอที่เราได้รับจากความสนใจของเรา และเมื่อเราอยู่ในภาวะนั้น เราจะถูกชักจูงได้ง่ายมาก ๆ

ซึ่งตัวอย่างเรื่องการเมืองในประเทศเราน่าจะเป็น Case Study ที่แสดงให้เห็นถึงหลักการนี้ได้อย่างชัดเจนมาก ๆ เมื่อเราฝังตัวอยู่ในกลุ่มการเมืองฝั่งนึง ก็จะทำให้เราได้อยู่ในอีกโลกนึงที่แทบไม่ได้รับข้อมูลจากอีกฝั่งเลย

และจะเริ่มคิดว่า ทำไมคนกลุ่มตรงกันข้ามนั้นโง่จัง ซึ่งความจริงแล้ว ทั้งสองฝั่งนั้นคิดในแบบเดียวกันเลยว่าทำไมฝั่งตรงข้ามนั่นโง่จัง เพราะทั้งสองฝั่งนั้นไม่ได้เห็นชุดข้อมูลเดียวกันนั่นเอง

ซึ่งมันได้ส่งผลโดยตรง ให้มนุษย์เรานั้น เริ่มปรับแนวความคิดให้กลายเป็นแบบคอมพิวเตอร์ ซึ่ง ก็มีแค่ Logic 0 หรือ 1 ซึ่งต้องบอกว่ามันได้ปรับแนวคิดของมนุษย์เราทุก ๆ เรื่องไม่เว้นแม้แต่เรื่องของการเมืองอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

ทั้งที่ความจริงแล้วนั้น ความคิดเห็นโดยเฉพาะในเรื่องของการเมืองนั้น มันมีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่เยอะมาก ๆ ในแต่ละเรื่องที่แตกต่างกันไป แน่นอนว่ามันไม่สามารถที่จะแบ่งได้เหมือน Logic ทางคอมพิวเตอร์ที่มีแค่ 0 หรือ 1

เมื่อคุณแสดงความเห็นอย่างนึงที่เกี่ยวกับการเมืองที่ถูกใจผั่งนึง คุณจะถูกผลักไปอยู่ตรงข้ามของอีกฝั่งที่ไม่เห็นด้วยทันที ทั้งที่บางครั้งเรานั้น แสดงแค่จุดยืนในเรื่องนั้น ๆ เช่น เรื่องความรุนแรง เรื่องสถาบัน เรื่องเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลเองก็ตาม ซึ่งต้องบอกว่า มันมีทั้งด้านดีและด้านแย่ ซึ่งมันก็ต้องแยกออกไปเป็นเรื่อง ๆ

แต่ตอนนี้เราจะได้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดของมนุษย์เราที่กลายเป็นแบบเหมารวมมากขึ้น การออกความเห็นขัดใจฝั่งนึง จะถูกผลักไปฝั่งตรงข้ามทันที เช่น คุณคือสลิ่ม หรือ คุณคือพวกล้มเจ้า โดยที่แทบจะไม่ได้ฟังเหตุผลอะไร จากผู้ที่ออกความเห็นเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งต้องบอกว่ามันไม่น่าแปลกใจ ว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องปรกติมากขึ้น เรื่อย ๆ ของสังคมเรา และไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น พลังของ Digital Propaganda ได้ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก

ตัวอย่างระดับโลกที่ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของ Cambridge Analytica ที่แสดงให้เห็นถึง พลังของ Digital Propaganda ว่าทรงพลังมากแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ หรือ Campaign Brexit ของประเทศอังกฤษ ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของ Digital Propaganda เหล่านี้ ว่ากำลังมีบทบาทที่สำคัญโดยเฉพาะในเรื่องของความคิดเห็นทางด้านการเมืองในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น เมื่อเราอยู่ในแพลตฟอร์มเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะต้องตั้งสติ และพินิจพิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ให้มากขึ้นกว่าเดิม รับฟังความเห็นที่หลากหลายขึ้น แม้จะขัดใจเรามากมายขนาดไหน (ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ ) ในการเสพสื่อจากโลก Online Platform เหล่านี้นั่นเองครับผม

Image References : https://www.pexels.com/photo/graffiti-obey-propaganda-pattern-san-diego-18945/

TikTok กับการสูญเสียอธิปไตยทาง Data ครั้งแรกของอเมริกา

กลายเป็นข่าวใหญ่เลยทีเดียวสำหรับข่าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เตรียมออกคำสั่งแบนการดำเนินการของ TikTok ในสหรัฐอเมริกา หลังจากบริการดังกล่าวกำลังฮิตติดลมบนอยู่ในสหรัฐอเมริกาในขณะนี้

โดยทางรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาอย่าง Mike Pompeo ก็ได้ออกมาสนับสนุนการแบนในครั้งนี้เช่นกัน โดย Mike ได้เปิดเผยว่าตอนนี้ทางรัฐนั้นกำลังมีการพิจารณาการแบนแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียจากประเทศจีน โดยอ้างว่าแอปเหล่านี้นั้นมีการแบ่งปันข้อมูลให้กับทางรัฐบาลจีน

ซึ่งถือเป็นการบุกเข้าไปในอเมริกาได้เป็นครั้งแรกสำหรับ app แนว social media ของจีนอย่าง TikTok ที่เราจะเห็นได้ว่าบริการของจีนส่วนใหญ่นั้นจะดังอยู่แค่ในประเทศจีนเท่านั้น น้อยนักที่จะบุกออกมายังต่างประเทศ โดยเฉพาะการบุกเข้าไปในประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาถือเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง

แน่นอนว่าปัญหาของ TikTok มันมาจากเรื่องของประเด็นข้อมูลส่วนตัว รวมถึงข้อมูลทางธุรกิจต่าง ๆ ที่ทางอเมริกาเกรงว่าจะมีการส่งกลับไปยังรัฐบาลจีน ซึ่งข้อมูลหลายตัวนั้นเป็นสิ่งที่ Sensitive มาก ๆ แต่ข้อมูลพวกนี้กลายเป็นขุมทองคำของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งจาก ซิลิกอน วัลเลย์ หรือแม้กระทั่ง TikTok จากจีนเองก็ตาม

บริการเหล่านี้ กำลังดูดข้อมูลของเราไป ผ่านบริการต่าง ๆ ที่อาจจะใช้ฟรีบ้างหรือไม่ฟรีบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ทุกอย่างมันมีต้นทุน บริการเหล่านี้ไม่เคยให้เราใช้ฟรี ๆ เราต้องจ่ายไม่ว่าจะผ่านเงินค่าโฆษณาหรือ แลกเปลี่ยนกับข้อมูลส่วนตัวของเราที่ต้องเสียไปให้บริการยักษ์ใหญ่เหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านพฤติกรรมผ่าน Social Network ต่าง ๆ อย่าง facebook , instagram หรือ TikTok จากจีนเองก็ตาม รวมถึงข้อมูลด้านธุรกิจอย่างการส่งข้อมูลผ่าน email ที่ให้บริการฟรีอย่าง google gmail , yahoo , microsoft hotmail,outlook

ซึ่งเช่นเดียวกับสิ่งที่รัฐบาลอเมริกาทำ ทางรัฐบาลจีนก็มี The Great Firewall ที่ทำให้บริการออนไลน์จากอเมริกาเหล่านี้นั้นไม่สามารถเจาะตลาดจีนได้เลย หากเป็นบริการที่จะเป็นการล้วงข้อมูลทางดิจิตอลของประชาชนชาวจีน โดยที่ประเทศจีนจะเกิดบริการแบบเดียวกันขึ้นมาเพื่อใช้กันในจีนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น weibo , youkou , alibaba หรืออื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นบริษัทอินเตอร์เน็ตของประเทศจีน

Great Firewall ที่เซ็นเซอร์เนื้อหาทุกอย่าง
Great Firewall ที่เซ็นเซอร์เนื้อหาทุกอย่าง (Credit : https://globalvoices.org)

ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะสินค้า และ บริการอื่นๆ  ที่ไม่ใช่บริการที่ใช้ข้อมูลดิจิตอลของคนจีน นั้น จีนได้เปิดเสรีเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น Brand สินค้าอุปโภคบริโภค หรือ เชน ร้านอาหาร fastfood ชื่อดังของสหรัฐไม่ว่าจะเป็น KFC , McDonald , Starbuck ฯลฯ 

เราจะเห็นได้ชัดว่าบริการเหล่านี้นั้น ไม่ได้ถูกปิดกั้นแต่อย่างใด เหมือนกับบริการที่เป็น ข้อมูลเชิงลึกของพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ใช้งานชาวจีนที่เป็นดิจิตอล

ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน เพราะจีนเป็นคอมมิวนิสต์ ส่วนอเมริกา นั้นเป็นประชาธิปไตย การปล่อยให้บริการต่าง ๆ ที่เป็นบริการออนไลน์เข้าไปสู่จีนได้นั้น น่าจะเป็นเรื่องไม่ปลอดภัยเท่าไหร่กับแนวคิดของเหล่านักการเมืองชาวจีน ส่วนฝั่งอเมริกา ก็เกรงกลัวข้อมูลที่จะหลุดรั่วไปยังรัฐบาลจีนเช่นเดียวกันผ่านบริการอย่าง TikTok

ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ TikTok นั้นต้องบอกว่าน่าสนใจมาก ๆ ที่ จีนสามารถสร้างบริการที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเกิดขึ้นของการระบาดของไวรัส COVID-19 นั้นทำให้ TikTok แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงในอเมริกาเองที่ต้องบอกว่า เป็นครั้งแรก ๆ ที่อเมริกาต้องสูญเสียอธิปไตยทางด้าน Data ให้กับแอปจากประเทศจีนผ่านบริการอย่าง TikTok นั่นเองครับ

References : https://www.cnet.com/news/trump-plans-to-ban-tiktok-in-the-us-report-says/

เรื่องของ George Floyd ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือพลวัตของเทคโนโลยี

ต้องบอกว่ากลายเป็นกระแสลุกลามไปทั่วทั้งโลกเสียแล้วสำหรับการเสียชีวิตของ George Floyd ที่เสียชีวิตโดยการกระทำที่เกินกว่าเหตุของตำรวจของอเมริกา ที่ทำให้กระแส Racism นั้นกลับมาเป็นประเด็นที่น่าสนใจอีกครั้ง

แน่นอนว่าประเด็นเรื่องการเหยียดผิว หรือ Racism นั้นเป็นประเด็นที่ฝังลึกอยู่ในชนชาติอเมริกามาอย่างยาวนาน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด กับเหตุการณ์แนวนี้ที่เกิดขึ้นมานับต่อนับ ในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

และมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะหายไปแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่การซุกปัญหาไว้ใต้พรมเพียงเท่านั้น ผ่านการแสดงออกของประเทศอเมริกาว่าเป็นประเทศเสรีภาพและความเท่าเทียม ที่เหมือนเป็นต้นแบบของหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก

ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจในเรื่องราวเหล่านี้ และ ชอบดู Series ของทางฝั่งอเมริกา ที่เป็นแนวสารคดี ที่เกี่ยวข้องกับ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Racism การเหยียดสีผิว หรือ ความยุติธรรม สองมาตรฐานที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอเมริกา

อย่างเรื่องราวล่าสุดที่น่าสนใจนั่นก็คือ Series ในชุด trial by media ของ Netflix ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในประเด็น Racism ที่น่าสนใจ ซึ่งก็เป็นเรื่องราวที่คล้าย ๆ กับที่เกิดขึ้นกับ George Floyd ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้นั่นเอง

ตัวอย่าง Case ที่เกิดขึ้น ที่ลากเข้าสู่เรื่องของ Racism ของการเหยียดผิว และเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ในยุคนั้นอย่างคดีของ Amadou Diallo ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสงสัยว่าเป็นผู้ร้าย และถูกกระหน่ำยิง 41 นัด ทั้งที่เขาแทบจะไม่มีอาวุธและเส้นทางให้หลบหนีเลยด้วยซ้ำที่หน้าประตูอพาร์ทเมนต์ของตัวเขาเอง

หรือในคดี Bernard Goetz ที่ยิงคนที่วัยรุ่นผิวดำ ที่จะเข้ามาปล้นตัวเขาด้วยอาวุธคือไขควงเล็ก ๆ ซึ่งทั้งสองคดีนี้ ก็ทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในคดีของ George Floyd แต่มันไม่ได้ลุกลามบานปลายอย่างที่เราเห็นกันในยุคปัจจุบัน

ซึ่งต้องบอกว่าเรื่องราวของฝั่ง Racism ในการเหยียดเชื้อชาติหรือสีผิว และฝั่งต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ หรือ สีผิวนั้น มันไม่ใช่เรื่องใหม่ของชาวอเมริกัน เพราะมันมีมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งประเทศ ผ่านประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ที่ยาวนานของอเมริกา ตั้งแต่ยุคค้าทาส เลิกทาส ยุคที่เริ่มมีการออกกฏหมายยุติการแบ่งแยกโดยเฉพาะในเรื่องของสีผิว ที่มีการนำโดย มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จนไปถึงการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ บารัค โอบามา ซึ่งเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของอเมริกา

เรียกได้ว่า พวกเขาได้ต่อสู้กับเรื่องราวเหล่านี้ในเรื่องการเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ ซึ่งมีมาตลอดในทุกยุคทุกสมัย

แล้วทำไมประเด็นของ George Floyd ถึงการเป็นกระแสลุกลามไปทั่วโลก?

ต้องบอกว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ ของอเมริกา​ หรือ แม้กระทั่งโลกของเราก็คือ พลวัตของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปต่างหาก ที่เป็นตัวเปลี่ยนเรื่องราวเหล่านี้ ให้มีความซับซ้อน และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปกว่าเมื่อก่อน

สิ่งแรกที่เทคโนโลยีเข้าไปเกี่ยวข้องก็คือ Camera Anywhere ในปัจจุบัน ที่ทุกทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นมือถือที่ติดตามตัวเรา กล้องหน้ารถยนต์ กล้อง CCTV ต่าง ๆ ซึ่งทำให้สามารถจับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในอดีตได้แบบแทบจะ Realtime เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้เริ่มมีราคาถูกลงเรื่อย ๆ และเข้าถึงได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมันคงเป็นเรื่องยากในอดีต ที่จะมีกล้องคอยจับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลกเหมือนในปัจจุบัน

และพลังขับเคลื่อนที่สำคัญก็คือ พลังของ Social Media นั่นเองที่ทำให้เรื่องราว ที่เกิดขึ้นเหตุการณ์ drama ที่เกิดขึ้นที่อยู่ทุกมุมโลก เราสามารถเสพมันได้แทบจะทันที หลังจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพียงไม่นาน ผ่านการแชร์อย่างบ้าคลั่ง รวมถึงพลังของอัลกอริธึมของ Social ที่ยิ่งแชร์ มันก็ยิ่งกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเหตุการณ์เหมือนที่ George Floyd ถูกกระทำนั้นไม่ใช่เรื่องเรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ใหม่ คือพลังที่กำลังขับเคลื่อนมันที่อยู่เบื้องหลังต่างหาก

ที่พลังของเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้น ได้ขับเคลื่อนเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมทุกสังคมทั่วโลก โดยเฉพาะประเด็นดราม่า ที่จะถูกใจ อัลกอรึธึมของบรรดาแพลตฟอร์ม Social มากกว่าเรื่องราวปรกติอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมรอบตัวเรา

ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคต เรื่องราวเหล่านี้ คงเกิดขึ้นอีก เพราะเรื่องราวของการเหยียดสีผิว หรือ เชื้อชาตินั้น มันไม่ได้จางหายไปไหน แต่มันเพียงแค่ถูกซุกไว้ใต้พรม เพื่อรอการระเบิดขึ้นมาอีกครั้งเพียงเท่านั้น

แต่เมื่อพลวัตของเทคโนโลยีกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วอย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งในอนาคตนั้น เมื่อเหตุการณ์ตัวอย่างของ George Floyd เป็นบทเรียนที่สำคัญที่ทำให้เราได้เห็นถึงพลังของเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง

มันก็อาจจะทำให้เกิดการวิวัฒนาการ ให้ เรื่องราวของการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาตินั้น ไปอยู่ในฉากหลังที่ไม่ได้ผ่านหน้ากล้องแทน และไม่ได้เกิดขึ้นในฉากหน้าให้เราได้เห็นอีกต่อไป เพราะผู้คนเหล่านี้ต่างเกรงกลัวกล้องที่มีอยู่ในทุก ๆ ที่ ในยุคที่เรียกได้ว่า Camera Anywhere เหมือนดั่งกรณีของ George Floyd ที่กำลังบานปลายเหมือนอย่างที่เราได้เห็นกันในตอนนี้นั่นเองครับผม

Hackers ชาวจีนกำลังมุ่งเป้าหมายไปที่การวิจัยวัคซีน COVID-19 ของอเมริกา

จากรายงานใหม่ของ The Wall Street Journal Hackers ชาวจีนและอิหร่านกำลังตั้งเป้าหมายใหม่ที่สหรัฐฯที่กำลังพยายามพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค COVID-19

“จีนได้มีความพยายามในการขโมยงานวิจัยทางการแพทย์และ COVID-19 การวิจัยในการพัฒนาวัคซีนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้” อัยการผู้ช่วยสำหรับการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ John Demers บอกกับ WSJ  “ในขณะที่มูลค่าทางการค้าของมันมีความสำคัญ รวมถึงเรื่องของความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ของการเป็นคนแรกในการพัฒนาการรักษาหรือวัคซีนหมายความว่าจีนจะพยายามใช้เครื่องมือทั้งหมดเหล่านี้ ทั้งการบุกรุกทางไซเบอร์และการบุกรุกจากภายใน เพื่อให้ได้มันมา”

เจ้าหน้าที่สหรัฐบอกกับหนังสือพิมพ์ว่าทั้งสองประเทศได้ทำการ Hack ธุรกิจและสถาบันต่าง ๆ ของอเมริกามาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทราบว่าหน่วยข่าวกรองที่กล่าวหาจีนยังไม่ได้แสดงหลักฐานการโจมตีไซเบอร์ใด ๆ ออกมาเลย

เจ้าหน้าที่บางคนมีความกังวลว่าการโจมตีที่ถูกกล่าวหา อาจถูกมองว่าเป็นการกระทำในรูปแบบสงครามข่าวสาร เนื่องจากความสามารถในการหาวิธีรักษาโรคระบาดใหญ่อย่าง COVID-19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกในขณะนี้

วัคซีนมีความสำคัญยิ่งในความพยายามของเราที่จะต่อสู้ coronavirus เพราะมันสามารถหยุดการแพร่กระจายและช่วยให้สังคมทั่วโลกกลับไปสู่ภาวะปกติ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็มีการเตือนว่าวัคซีนยังคงต้องรอต่อไปอย่างน้อย 12 ถึง 18 เดือน

ประกาศที่มีการตีพิมพ์โดยสำนักสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) และ Cybersecurity รวมถึง หน่วยงานรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) ซึ่งบันทึกในวันนี้ว่าหน้าที่ของหน่วยงานของพวกเขาคือ “การเข้ามาตรวจสอบเป้าหมายที่เป็นองค์กรในสหรัฐฯ ที่ทำการวิจัย COVID-19 หรือเรื่องที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังถูกคุกคาม โดยเหล่า Hacker ชาวจีน โดยใช้รูปแบบการโจมตีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”

ตามที่ FBI ได้ระบุว่า Hackers เหล่านี้ “พยายามที่จะระบุและขโมยข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูลทางด้านสาธารณสุขที่มีค่าเกี่ยวกับวัคซีน การรักษา และการทดสอบจากเครือข่ายและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ในสหรัฐ”

เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยหลักฐานใด ๆ เกี่ยวกับการ Hack ดังกล่าว หรือหากพวกเขาขัดขวางความพยายามในการค้นหาวัคซีน แต่จีนก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

“มันเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมสำหรับทุกคนที่มีส่วนร่วมในการสร้างข่าวลือดังกล่าวโดยไม่ต้องนำเสนอหลักฐานใด ๆ” โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน Zhao Lijian กล่าวในการบรรยายสรุปในวันจันทร์หลังจากที่ถูกกล่าวหาโดยสำนักข่าว WSJ

ต้องบอกว่าเรื่องราวของ COVID-19 ในหลายๆ แง่มุมในตอนนี้มันได้กลายเป็นศึกการเมืองระหว่างประเทศ ของประเทศมหาอำนาจทั้งสองอย่างจีน และ อเมริกา

ซึ่งมีการโต้ตอบกันไปมาระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งในเรื่องของต้นตอของไวรัสที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน และมีหลักฐานที่ใช้ในการตอบโต้กัน

ข่าวนี้มาจากสำนักข่าวหลักในสหรัฐอเมริกาอย่าง WSJ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ถึงความเป็นจริง โดยเฉพาะการที่ไม่มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุนดังกล่าว จีนก็พร้อมที่จะตอบโต้กลับได้เหมือนกันอย่างที่เราได้เห็นในบทความนี้

เช่นเดียวกัน หากเราอ่านข่าวจาก Xinhua ที่เป็นสำนักข่าวของทางฝั่งจีน เราก็ก็ได้เห็นเรื่องราวทำนองเดียวกัน ที่มีการเสนอข่าวเรื่องเดียวกัน แต่กลายเป็นเนื้อหาตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

ต้องบอกว่า ศึก COVID-19 ครั้งนี้ อาจจะส่งผลต่อ อนาคตในการเป็นผู้นำโลกของทั้งจีน และ อเมริกา เหมือนหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองที่ทำให้ อเมริกากลายมาเป็นผู้นำโลก และพวกเขาไม่เคยลงจากตำแหน่งมานับจากนั้น

เพราะฉะนั้นสถานการณ์ในตอนนี้ พวกเขา (อเมริกา) ก็ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เขาตกจากตำแหน่ง โดยเฉพาะจากพลังจากจีนที่กำลังก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของพวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสุดท้าย เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนตำแหน่งของมหาอำนาจหลังจบศึก COVID-19 ในครั้งนี้ก็เป็นได้ครับ

References : https://futurism.com/us-officials-chinese-hackers-targeting-vaccine-research https://www.wsj.com/articles/chinese-iranian-hacking-may-be-hampering-search-for-coronavirus-vaccine-officials-say-11589362205

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol