กองทัพหุ่นยนต์อเมริกากับภารกิจปราบผู้นำ ISIS

ในวันอาทิตย์ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกาประกาศในระหว่างการแถลงข่าวสดว่าอาบูบาการ์อัล – บาห์ดาดี ผู้นำกลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIS ได้เสียชีวิตแล้ว

หนึ่งในรายละเอียดที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่เขาแบ่งปันเกี่ยวกับการจู่โจมสองชั่วโมงนั่นคือทหารสหรัฐนำหุ่นยนต์มาเพื่อทำภารกิจ 

ทรัมป์สังเกตการมีส่วนร่วมของหุ่นยนต์หลายครั้งระหว่างการประชุมสดกับเหล่าทหารในแนวหน้าของเขา ทั้งส่วนของโดรน รวมถึงยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ รวมถึงหุ่นยนต์ที่คอยติดตาม บาห์บาดี

“เรามีหุ่นยนต์ที่จะเข้าไปในอุโมงค์ เพราะเราติดตาม [บาห์บาดี] อย่างใกล้ชิด” เขากล่าวว่า“ เรามีหุ่นยนต์ในกรณีนี้เพราะเรากลัวว่าเขามีเสื้อกั๊กฆ่าตัวตาย และถ้าทหารเข้าใกล้เขาและเขาระเบิดมันจะทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ การใช้หุ่นยนต์จะช่วยลดความสูญเสียได้”

แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯได้บอกกับสำนักข่าว NBC ว่าบางสิ่งที่ทรัมป์พูดระหว่างการแถลงข่าวนั้น“ ไม่ถูกต้องเลยเสียทีเดียว” และข้อเท็จจริงบางประการที่ประธานาธิบดีแถลงนั้นถูกต้อง เช่น การเปิดเผยของเขาว่าสหรัฐฯจับนักสู้ ISIS ในระหว่างการจู่โจม รวมถึงรายละเอียดการปฏิบัติการดังกล่าว

ดังนั้นเท่าที่ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหุ่นยนต์ทางทหาร ยังไม่มั่นใจว่าทรัมป์นั้นได้พูดความจริงทั้งหมดหรือไม่ หรือเป็นการแถลงเพื่อความปลอดภัยของทหาร และอาจจะเป็นเรื่องของความลับทางการทหารที่ทรัมป์มองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เรื่องของหุ่นยนต์ในแนวรบของอเมริกานั้น ยังคงต้องเก็บไว้เป็นเรื่องความลับ ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้มากนัก เพราะอาจจะส่งผลต่อความมั่นคงของอเมริกาในอนาคตนั่นเอง

References : https://futurism.com/trump-troops-robot-kill-isis-leader https://www.nbcnews.com/news/world/officials-cringe-trump-spills-sensitive-details-al-baghdadi-raid-n1073001

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ชิม ช้อป ใช้ กับการใช้นวัตกรรมของรัฐในการออกแบบนโยบาย

ต้องบอกว่าเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ นโยบาย การอัดฉีดเงินของรัฐ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบอย่างนโยบาย ชิม ช้อป ใช้ ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ active มากยิ่งขึ้น

แน่นอน ว่าหลาย ๆ คนอาจจะมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ นโยบาย ดังกล่าว แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบการออกนโยบายทางการเงินของรัฐบาลมาในช่วงหลัง ๆซึ่งต้องบอกว่า สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนที่สุดเพื่อให้ไทยเข้าสู่ cashless society นั้นก็คือ การเกิดขึ้นของ PromptPay (พร้อมเพย์) นันเอง

ผมว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนที่ส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ เรื่องมากสำหรับนโยบายนี้ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจนอกระบบ การบีบให้เหล่าธนาคารสุดท้ายต้องยกเลิกค่าธรรมเนียม รวมถึงเงินหมุนเวียนที่เกิดขึ้นผ่าน cashless society ที่เกิดขึ้นหลังจากนโยบายนี้ มันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้อย่างมาก

รวมถึงอีกหลาย ๆ นโยบายที่ผมค่อนข้างเห็นด้วย อย่าง บัตรสวัสดิการประชารัฐ ที่สามารถกรอง กลุ่มบุคคลที่รัฐควรให้การช่วยเหลือได้ดีที่สุด สามารถหว่านเม็ดเงินไปแก้ไขปัญหาแบบถูกจุด แม้โครงการจะมีปัญหาบ้าง ไม่ 100% ก็ตาม แต่อย่างน้อยเป็นการคัดกรอง ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

ส่วนเรื่องของ ชิม ช้อป ใช้ นั้น แม้ เฟส แรกอาจจะเป็นการแค่การแจกเงินเหมือน นโยบายทั่ว ๆ ไป แต่ที่ผมสนใจมากคือ เฟส 2 ที่รัฐออกนโยบาย การ cashback ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะคุ้นกันเพราะมันใช้ในบริษัทเอกชนมากมายที่ออกนวัตกรรมทางการเงินนี้ให้กับลูกค้า

ที่น่าสนใจคือ มันเป็นการออกโดยภาครัฐ มันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ผมแทบจะไม่เคยเห็นจากรัฐบาลชุดไหนมาก่อน ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก กับการใช้ แคมเปญ แบบ เอกชน มาใช้กับนโยบายรัฐบาล

ถือเป็นการคิดค้นนวัตกรรมทางด้านนโยบายที่น่าสนใจมาก ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ และแน่นอนว่า เบื้องหลังของนโยบายเหล่านี้ นั้น ต้องมาจากการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Big Data หรือ แม้กระทั่ง AI ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจระดับมหภาคจริง ๆ

ซึ่งแน่นอนว่า เหล่านักการเงิน รวมถึงวิศวกร ยอดอัจฉริยะ ที่มีอยู่เต็มไปหมดในกระทรวงการคลังนั้น คงทำงานกันอย่างหนัก กว่าจะได้นโยบายอย่างที่เราเห็น ซึ่งน่าจะมีการวิเคราะห์ผลดีผลเสียออกมาดีแล้ว ผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ต้องบอกว่าปัจจุบันคงไม่เป็นเรื่องยาก ที่จะนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไปวิเคราะห์เพื่อสร้างนโยบายทางการเงินของประเทศออกมา

หรือแม้กระทั่ง Application อย่าง “เป๋าตัง” นั้นก็เห็นได้ชัดเจนว่า มันเป็นผลพวงจากนโยบายทางการเงินของรัฐบาลแทบจะทั้งสิ้น ในการทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้น ผมว่าเป็นก้าวสำคัญของประเทศ ในการออกแบบนวัตกรรมในการสร้างนโยบาย รูปแบบใหม่ ๆ ผ่านการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ ซึ่งเราก็ต้องรอดูกันว่ามันจะส่งผลให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเราได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งแน่นอนว่าทุก ๆ นโยบายของรัฐ มันมีทั้งข้อดี และข้อเสีย อยู่ที่เราจะมองมันในมุมไหน นั่นเองครับ

–> ลิงค์ลงทะเบียน : https://www.ชิมช้อปใช้.com/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ผู้ก่อการร้ายกับการนำ 3D Printing มาสร้างอาวุธแบบใหม่

เหล่าผู้ก่อการร้ายยอดอัจฉริยะ กำลังใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างอาวุธนิวเคลียร์ และอาวุธชีวภาพที่มีอำนาจทำลายล้างสูง (WMDs)

นั่นเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับการรายงานที่ออกใหม่โดยกลุ่มวิจัยหลายสถาบันที่นำโดยสถาบันการศึกษานานาชาติมิดเดิลเบอรีที่มอนเทอเรย์: เทคโนโลยีเดียวกับที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้สำหรับผู้ผลิตสินค้าต่าง ๆ ทั่วโลกอาจกำลังช่วยผู้ก่อการร้ายอยู่โดยไม่รู้ตัว

ผู้เขียนรายงานเชื่อว่าปัจจัยเสี่ยงของ WMD ที่สำคัญสามประการเกิดขึ้นจากความก้าวหน้าในเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติและ AI

สำหรับประเทศเช่นเกาหลีเหนือซึ่งมีโปรแกรม WMD อยู่แล้วสามารถเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อพิมพ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่ในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศหรือกลุ่มผู้ก่อการร้ายสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างโปรแกรม WMD ใหม่รูปแบบใหม่อยู่

ในที่สุดผู้เขียนรายงานเตือน ว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติและ AI อาจนำไปสู่การคุกคาม จาก WMD ที่ไม่คาดคิด และจะเป็น“อาวุธแบบใหม่อย่างสมบูรณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นจริง ตามความคิดของ” โรเบิร์ต ชอว์ นักวิจัยที่กล่าวกับ scientificamerican.com

ซึ่งในท้ายที่สุดนักวิจัยหวังว่ารายงานของพวกเขาจะกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่พิจารณาการใช้งานเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติอย่างจริงจังสำหรับการสร้างอาวุธที่แอบแฝงของโปรแกรม WMD เหล่านี้

“ตอนนี้ทุกคนไม่ได้ให้ความสนใจมากพอก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง” นักวิจัย Miles Pomper  บอกกับ scientificamerican.com  “ และนี่คือการพยายามส่งเสียงเตือนเพื่อให้โลกรู้ว่าเรื่องดังกล่าวนั้นมีความอันตรายอย่างร้ายแรง ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในอนาคต”

Refernces : https://www.scientificamerican.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Sentient กับพลัง Artificial Brain ของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ

ตั้งแต่ปี 2010 สำนักข่าวกรองอเมริกันได้พัฒนาระบบ AI ทหารลับสุดยอดที่มีนามว่า “ Sentient” ซึ่งโครงการดังกล่าวนั้นเป็นความลับ จนเอกสารแรกที่หลุดออกมา ซึ่งรายงานโดย The Verge

ซึ่ง โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาดังกล่าวนี้ เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์แบบครบวงจรที่สามารถประสานงานตำแหน่งต่าง ๆ รวมถึงวางแผนการรบโดยส่งข้อมูล ผ่านระบบดาวเทียมขั้นสูง ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบอย่างมหาศาล หากนำ AI เหล่านี้มาช่วยเหลือในการรบจริง ๆ เพราะมันสามารถที่จะประเมินความเสี่ยง และตัดสินใจในเรื่องกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้ดีกว่าแม่ทัพนายกอง ที่เป็นมนุษย์จริง ๆ

ซึ่งเหล่าแม่ทัพที่เป็นมนุษย์จริง นั้น มักจะล้มเหลวกับการวางแผนการรบ เหมือนในสงครามครั้งที่ผ่าน ๆ มา ที่พบว่ามีการสูญเสียกำลังรบทางทหารไปเป็นจำนวนมากแบบไม่จำเป็น และในเร็ว ๆ นี้ เทคโนโลยี AI ดังกล่าว อาจจะใช้ในการจัดการงานในสนามรบจริง ๆ สำหรับภารกิจทางด้านการทหารที่จะเกิดขึ้น

Sentient กับการนำ AI มาใช้ในการรบ
Sentient กับการนำ AI มาใช้ในการรบ

ถึงตอนนี้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ Sentient ยังมีอยู่ไม่มากนัก โดยตอนนี้บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐ จะให้คำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่ระบบ AI ตัวนี้สามารถทำได้และวิธีการใช้งานมันจริง ๆ ในความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

“การปฏิบัติมาตรฐานชุมชนข่าวกรองของ National Reconnaissance Office (NRO) คือการไม่เปิดเผยแหล่งที่มาที่สำคัญของข้อมูลเหล่านี้ และวิธีการที่จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ซึ่งมันมีความเสี่ยงสูงจากเหล่าประเทศที่เป็นศัตรูกับเราที่จะล่วงรู้ถึงข้อมูลพวกนี้” รองผู้อำนวยการกิจการสาธารณะของ National Reconnaissance Office (NRO) Karen Furgerson ส่งอีเมลถึง The Verge 

“ การสูญเสียข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและพันธมิตรของเรา; มันลดความได้เปรียบทางด้านข้อมูลของสหรัฐและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ด้วยเหตุผลเหล่านี้รายละเอียดเกี่ยวกับ Sentient ที่สามารถพูดถึงได้นั้นจึงมีจำกัด”

ซึ่งในท้ายที่สุดความลับนั้น หมายความว่า Sentient สามารถนำไปใช้งานได้โดยที่ ผู้คนไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดเกี่ยวกับมัน แม้โดยส่วนใหญ่แล้วอัลกอริธึมทางด้าน AI เหล่านี้ อาจจะมีอคติในตัว ซึ่งสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งทางการทหารที่ไม่จำเป็นในอนาคตอันใกล้

References : https://www.theverge.com https://hb.imgix.net/28a3979d94742bcb42d7de11c2d34349042ed7dd.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

สหรัฐกับการเปลี่ยนอนาคตของสงครามด้วย AI

Amazon และ Microsoft กำลังแข่งขันกันว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการลงทุน 10,000 ล้านเหรียญ ให้แก่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ในความพยายามที่จะช่วยสร้างและพัฒนาระบบ AI ที่กล่าวกันว่าจะเปลี่ยนอนาคตของสนามรบและสงครามแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

อย่างไรก็ตามกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯกำลังเผชิญกับอุปสรรคจากสาธารณชน รวมถึงเหล่าพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ ที่อาจทำให้กระบวนการช้าลง เนื่องจากพนักงานของ Microsoft ลังเลที่จะพัฒนาระบบที่ส่งเสริมสงครามและความรุนแรง

ประการที่สองมีการเรียกร้องจาก บริษัทที่สาม (Oracle) ว่าการจ้างงานของ Amazon ในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯในโปรเจคก่อนหน้านั้น เป็นต้นเหตุให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างพวกเขา ประการที่สามประชาชนไม่เชื่อว่าโครงการมีมูลค่าการใช้จ่ายสูงถึง 10,000 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นงบประมาณที่สูงมาก ๆ

โครงการนี้ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ War Cloud และมันจะถูกสร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนสงครามสมัยใหม่ War Cloud สร้างระบบคอมพิวเตอร์แบบคลาวด์ขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ทหารสหรัฐฯสามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างปลอดภัย ซอฟต์แวร์ด้าน AI จะใช้ข้อมูลนี้เพื่อการวางแผนสงครามอย่างละเอียดมาก ๆ แบบที่ไม่เคยมีสงครามครั้งไหนเคยทำได้มาก่อน 

“คลาวด์เป็นส่วนประกอบพื้นฐานของโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่จะช่วยให้ทหารมีข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจในแผนการรบและมีความสำคัญต่อการรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของกองทัพ”

“มันเน้นด้านภารกิจและยุทธวิธีในการรบ พร้อมกับข้อกำหนดในการเตรียมปัญญาประดิษฐ์ในขณะที่ช่วยสร้างระบบสำหรับการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ ”- รายงานจาก เพนตากอน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐอ้างว่าการใช้ AI ในกองทัพสหรัฐจะช่วยให้ทหารดำเนินการตามแผนในอัตราที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งนี้กล่าวได้ว่าสามารถช่วยให้ทหารสามารถเข้าถึงข้อมูลลับหลายประเภทรวมถึงแผนการรบผ่านคอมพิวเตอร์ด้วยเทคโนโลยี AI ที่ทรงพลังนั่นเองครับ 

References : https://www.aidaily.co.uk

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol