Super Soldiers เมื่อจีนกำลังสร้างกองกำลังทหารกลายพันธุ์ด้วยเทคโนโลยี CRISPR

John Ratcliffe ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวว่า จีนกำลังใช้เทคโนโลยี CRISPR สร้างสุดยอดกองทัพทหารที่ได้รับการพัฒนาทางด้านชีวภาพที่มีความสามารถเหนือทหารทั่วไป

ถือเป็นหนึ่งในหลายหัวข้อที่น่าสนใจที่ Ratcliffe ได้กล่าวถึงใน Wall Street Journal โดยเขายืนยันว่าจีนจะเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก

เป็นไปได้อย่างแน่นอนว่าการทดลองในมนุษย์เกิดขึ้น รัฐบาลจีนน่าจะมีการปราบปรามอย่างเด็ดขาดหลังจากที่กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกในเรื่องของ “CRISPR Baby” ตั้งแต่ปี 2018

แต่ NBC รายงานว่าความสามารถในการใช้ CRISPR เพื่อเพิ่มความสามารถของมนุษย์ยังคงมีอยู่ แม้กระทั่งห้องปฏิบัติการชั้นนำของประเทศจีนก็ตามที

“ หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯแสดงให้เห็นว่าจีนได้ทำการทดลองมนุษย์ต่อสมาชิกของกองทัพปลดแอกประชาชนด้วยความหวังว่าจะพัฒนาทหารที่มีขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นทางชีวภาพ” Ratcliffe กล่าว “มันไม่มีขอบเขตทางจริยธรรมสำหรับการแสวงหาอำนาจของจีน”

แต่ Ratcliffe หรือ CIA และรัฐบาลจีนไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอรายละเอียดของ NBC และอ้างว่า กองทัพสหรัฐฯได้ทำการวิจัยที่เหนือกว่าของตนเองมากมาย แม้ว่าสหรัฐเองจะไม่ได้พยายามสร้างอำนาจทางการทหารผ่านเทคโนโลยี CRISPR

ผู้นำกองทัพจีนกล่าวว่าเทคโนโลยีชีวภาพมีศักยภาพอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับการใช้งานทางทหาร 

แต่ผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้มีความกังวลเกี่ยวกับ CRISPR ที่อาจจะมีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปสร้างยอดมนุษย์ ที่จะสร้างความเสียหายต่อทั่วโลกได้ เมื่อนำมันไปใช้ในทางที่ผิด เช่น เมื่อถูกนำไปใช้ในการสร้างทหาร Super Soldiers

“เมื่อเราเริ่มเล่นกับสิ่งมีชีวิตทางพันธุกรรม มันอาจสร้างผลกระทบที่ไม่มีใครคาดถึง” เจ้าหน้าที่ วิลสัน อดีตทหารกองทัพเรือบอกกับสำนักข่าว NBC

ต้องบอกว่า ข่าวดังกล่าว ต้องฟังหูไว้หู เพราะ มาจากสำนักข่าวจากอเมริกาอย่าง NBC แต่ถ้าถามว่าในประเทศจีนนั้นมันเคยเกิด case แบบนี้ขึ้นหรือไม่ เราคงจะได้เคยทราบข่าวกันดีในการเกิด “CRISPR Baby” ที่เป็นข่าวดังที่ผ่านมา

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของเป็นเรื่องการ Censorship ในจีน ที่เราก็อาจจะไม่ทราบโดยแท้จริงว่า พวกเขามีการพัฒนาเรื่องดังกล่าวจริง ๆ หรือไม่ ด้วยอำนาจอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ สี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน

และที่สำคัญเทคโนโลยีโดยเฉพาะในเรื่องการทหารนั้น เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อความมั่นคงที่ค่อนข้างสูง และจีนเองก็คงหวังในสิ่งนั้นอยู่เช่นกัน หากต้องการสร้างอะไรที่ทำให้พวกเขาเป็นต่อในเรื่องของความมั่นคง

เราก็ต้องมาตามหาความจริงกันต่อไปว่า จีนจะมีการสร้าง Super Soldiers จริง ๆ หรือไม่ แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงล่ะก็ สงครามรูปแบบใหม่ที่จะเกิดในครั้งหน้า เราก็ไม่อาจจะจินตนาการรูปแบบของสงครามที่มันจะเกิดขึ้นได้อีกแล้วอย่างแน่นอนครับ

References : https://www.nbcnews.com/politics/national-security/china-has-done-human-testing-create-biologically-enhanced-super-soldiers-n1249914

ลอร์ด อัลทรินก์แฮม อัศวินผู้เปลี่ยนแปลงสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษไปตลอดกาล

พอดีมีโอกาสได้ดู Series อย่าง The Crown ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ใน Netflix จนผมมาสนใจในประเด็นที่กล่าวใน Series ตอนหนึ่ง ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ ลอร์ด อัลทรินก์แฮม ผู้ที่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ราชวงศ์อังกฤษอย่างรุนแรง แบบที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

ถือเป็นอีกหนึ่งในราชวงศ์ที่บทบาทสำคัญของโลกในทุกยุคทุกสมัย สำหรับราชวงศ์ของประเทศอังกฤษ ที่ต้องเรียกได้ว่า ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความยิ่งใหญ่ ยุคตกต่ำ มาจวบจนถึงยุคปัจจุบัน

ในขณะที่ ยุคสมัยได้ดำเนินผ่านไป หลังยุคสงครามโลก ที่ดูเหมือนว่า ราชวงศ์อังกฤษกำลังอยู่ในสภาวะสงบนิ่ง ไม่มีภัยอันตรายใด ๆ เข้ามาเยือนให้เห็นเลยแม้แต่เล็กน้อย ยังมีความมั่นคงสูง และผู้คนทั่วประเทศ ยังให้ความเคารพศรัทธาในราชวงศ์เป็นอย่างสูง

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ในปี 1957 ชายหนุ่มที่มีนามว่า ลอร์ด อัลทรินก์แฮม ได้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ ควีนเอลิซาเบธที่ 2 อย่างตรงไปตรงมาในบทความ “The Monarchy Today” ในนิตยสาร National and English Review

เขาได้อ้างว่า ราชวงศ์นั้นดูเป็นชนชั้นสูงจนเกินไป และ ขาดการเชื่อมต่อกับประชาชนอย่างแท้จริง และสถาบันกำลังมีปัญหา ที่จะเป็นตัวแทนของอังกฤษสมัยใหม่ หลังยุคสงครามอย่างแท้จริง

และที่สำคัญเขายังหาญกล้า ถึงขนาดที่ว่า วิจารณ์ไปยัง ควีนเอลิซาเบธ แบบตรง ๆ ในเรื่องของรูปแบบของการพูด ที่ดูน่ารำคาญ ไม่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของประเทศในยุคใหม่

ในปี 1957 อารมณ์ร่วมของคนในชาติเกี่ยวกับสถานบันกษัตริย์เริ่มเปลี่ยนไป

มันมีการเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความเปล่งประกายของราชินีองค์ใหม่ได้หมดลงไปแล้ว และอังกฤษเพิ่งผ่านวิกฤตการณ์คลองสุเอซ การใช้กำลังทางการทหารที่หยิ่งผยองในต่างแดน ซึ่งสุดท้ายจบลงด้วยหายนะ และโลกกำลังถึงจุดเปลี่ยน

แต่ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ลอร์ด อัลทรินก์แฮม ทำการวิพากษ์วิจารณ์าเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เขาได้ออกมาพูดในประเด็นดังกล่าวครั้งแรกในปี 1953 ซึ่งได้ปล่อยออกมาทางสื่อของเขา ในช่วงพิธีบรมราชาภิเษก แต่ตอนนั้นแทบจะไม่มีใครสนใจเลย

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ Robin Day ทาง ITV เขากล่าวว่า :“ คุณไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากวิพากษ์วิจารณ์เจ้านาย มีเพียงเจ้านายเท่านั้นที่สามารถกำจัดคนรับใช้ที่ไม่ดีได้ เธอจ้างพวกเขา และเธอคนเดียวสามารถกำจัดพวกเขาได้

“ มันเป็นความรับผิดชอบของเธอ”

แม้ว่าเขาจะมาจากภูมิหลังทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม และอ้างว่าทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของสถาบันกษัตริย์เป็นหลัก แต่ข้อเสนอแนะของ ลอร์ด อัลทรินก์แฮม ก็ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี จอฟฟรีย์ ฟิชเชอร์ และ สื่อยักษ์ใหญ่อย่างเดลี่เมล์ โจมตีเขาโดยเขาได้ถูกตีตราว่าเป็นพวกล้มเจ้า Duke of Argyll แนะนำว่าเขาควรจะถูกแขวนคอไปเลยเสียด้วยซ้ำ  

แม้ช่วงแรกจะมีกระแสด้านลบถาโถมไปที่ตัวเขาในช่วงแรก เพราะไม่เคยมีใครที่หาญกล้าทำสิ่งดังกล่าวมาก่อน กับราชวงศ์ของอังกฤษ ที่ยืนหยัดอยู่คู่กับประเทศอังกฤษมาอย่างยาวนาน

แต่ความคิดเห็นของ ลอร์ด อัลทรินก์แฮม ส่งผลกระทบอย่างยาวนานหลังจากนั้น

ควีนเอลิซาเบธได้ถ่ายทอดสดการส่งคำอวยพรความคริสต์มาสเป็นครั้งแรกในปีนั้น ซึ่งเธอบอกกับผู้ฟังว่า ต้องการให้พวกเขารู้สึกใกล้ชิดกับเธอมากขึ้นในฐานะผู้ปกครองของพวกเขา

และนี่เป็นครั้งแรกที่พระราชินีทรงเปิดประตูพระราชวังบัคกิงแฮมให้ผู้คนจำนวนมากได้เพลิดเพลินกับงานปาร์ตี้ในสวนภายในวัง ที่เดิมนั้นคนทั่วไปทำได้เพียงแค่ชายตามอง เพราะส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมของชนชั้นสูงของอังกฤษเพียงเท่านั้น

เชื่อกันว่า ลอร์ด อัลทรินก์แฮม ได้เข้าไปพบกับ มาร์ติน ชาร์เตริส ผู้ช่วยเลขานุการส่วนตัวของราชินีในเวลานั้น เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเสนอของเขาในการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์ให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น

แต่เรื่องดังกล่าวก็ยังคงเป็นปริศนาว่าราชินี และ ลอร์ด อัลทรินก์แฮม เคยพบกันหรือไม่แม้จะมีฉากหนึ่งในตอนที่ 5 ของ Netflix Season 2 The Crown ที่บอกว่าทั้งคู่ได้มาพบเจอกันจริง ๆ แต่ไม่มีหลักฐานใด ๆ ปรากฏออกมาสู่สาธารณะ

ต้องบอกว่าถือเป็น case study ที่น่าสนใจ ที่ก่อนหน้านั้นสถาบันกษัตริย์เข้าไปมีบทบาทในหลาย ๆ เรื่องมากจนเกินไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างของสถาบันกษัตริย์ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อสถานการณ์โลกกำลังเปลี่ยน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นได้สร้างความภูมิใจในระบบกษัตริย์ของอังกฤษในท้ายที่สุด ในการแยกแยะระหว่าง ‘ผู้บริหาร’ นั่นคือนักการเมือง และ ความสง่างามของชนชั้นสูง ซึ่งนั่นก็คือ ราชินี ได้อย่างแท้จริงนั่นเองครับผม

References : https://www.townandcountrymag.com/society/tradition/a14273687/lord-altrincham-john-grigg-role-british-history/
https://www.bt.com/tv/drama/the-crown-who-was-lord-altrincham-find-out-about-the-man-who-challenged-the-royals
https://www.express.co.uk/news/royal/923020/The-Queen-Lord-Altrincham-John-Grigg-royal-news-the-crown

The Social War เมื่อความจริงบนโลก Social ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวอีกต่อไป

ในที่สุด สิ่งที่หลาย ๆ คนไม่อยากให้เกิดขึ้นในการปะทะกันเองระหว่างม็อบทั้งสองกลุ่ม จากเหตุการณ์เมื่อวาน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นบนโลก Social Network ที่มีความร้อนแรงในประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างมาก

เรียกได้ว่า หลังเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่นาน Feed ใน Social Platform ต่าง ๆ ก็เต็มไปด้วย ภาพ คลิป และคำบรรยายเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันออกไป ตามแต่ละเพจ ที่สนับสนุนกันคนละฝั่งคนละฝ่าย

เรียกได้ว่ามันเป็นศึกแห่งการตัดคลิป​ ตัดภาพ​ เพื่อสนับสนุนกลุ่มของตัวเอง​กันทั้งสองฝ่าย โดยที่เรื่องจริงเรื่องเดียวกัน​ ลองแยกไปดูเพจ หรือ account ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนของแต่ละฝั่ง​ กลับกลายเป็นคนละเรื่องกันเลย มันทำให้เรายากที่จะหาความจริงได้เต็มทีกับ Feed บนโลก Social ในทุกวันนี้

และสิ่งที่สำคัญที่เกิดขึ้น ต่างฝ่ายต่างเชื่อในหลักฐานของตัวเอง โดยเฉพาะ หากมาจากเหล่า Influencers ที่มีคนตาม หรือ Follow เยอะ ๆ ที่เป็นคนนำมาโพสต์ เหตุการณ์ หรือ ภาพเหตุการณ์ด้านใดด้านนึง ที่เข้าข้างฝ่ายตัวเอง ผู้ตามมักจะเชื่อสิ่งเหล่านั้นได้ง่ายกว่า

และแน่นอนว่า มันเป็นแบบนี้กับทุก ๆ เรื่องที่เราเสพข้อมูลผ่านแพล็ตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ เราอาจจะไม่ได้รับความจริง จากแพล็ตฟอร์มเหล่านี้ในทุก ๆ เรื่อง แต่ละคนได้ข้อมูลที่แตกต่างกัน ตามความสนใจ และระบบอัลกอริธึมเบื้องหลังของแพล็ตฟอร์มเหล่านี้

และนั่น ทำให้ ในหลาย ๆ เรื่องที่เราถกเถียงกันนั้น ทุกคนต่างเชื่อในชุดข้อมูลของตัวเอง เราจะเห็นได้ในหัวข้อถกเถียงในหลาย ๆ ประเด็น ที่เถียงกันไปเถียงกันมาแบบไม่รู้จบ เพราะทุกคนต่างเชื่อว่า ชุดข้อมูลที่อยู่ในหัวตัวเองนั้นเป็นเรื่องจริงนั่นเอง

และอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ เรื่องของความรับผิดชอบคำพูดของตัวเองในแพล็ตฟอร์มต่าง ๆ เหล่านี้นั้น เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เพราะเรามักจะเห็นการถกเถียงแบบไม่มีเหตุผล หากต้องเจอกับเหล่า account avatar ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในโลก online ตอนนี้

เนื่องมาจากแพล็ตฟอร์ม Social ส่วนใหญ่ในตอนนี้ ใครจะพูดอะไร หรือจะแปลงร่างเป็น Avatar ใด ๆ ในโลกออนไลน์ก็ได้ และสามารถแชร์ข่าวต่าง ๆ โพสต์เรื่องราวต่าง ๆ โดยที่แทบจะไม่ต้องผ่านการวิเคราะห์ใด ๆ เพราะไม่มีอะไรมาย้อนทำร้ายเราได้ในภายหลังนั่นเอง

แต่สิ่งที่ผมสังเกตุเห็นอย่างนึงในการที่อยู่กับ แพล็ตฟอร์ม blockdit มาตั้งแต่ยุคแรก ๆ โดยเฉพาะเหล่าสมาชิกยุคแรก ๆ ที่ต้องมีการยืนยันในเรื่องของเบอร์มือถือ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการยืนยันตัวตนในระดับหนึ่ง ที่สามารถที่จะ track เราย้อนหลังกลับไปได้

เพราะฉะนั้นคำพูด และ ความคิดเห็นต่าง ๆ ในแพล็ตฟอร์มนี้ (จากความเห็นส่วนตัวของผม) ดูเหมือนจะมีเหตุ มีผล เป็นการถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผลมากกว่าแพล็ตฟอร์มอื่น ๆ เพราะทุกคนต่างต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเองที่โพสต์ออกไปนั่นเอง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมเห็นด้วยมาก ๆ คือ สิ่งที่เราควรต่อสู้อย่างแท้จริงในโลกยุคปัจจุบัน ก็คือ กฏ กติกาต่าง ๆ ในโลก Digital ที่เราต้องมีการจัดการบ้าง ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากรัฐธรรมนูญที่มีการเรียกร้องกัน

เพราะตอนนี้ในโลก Social ที่เราใช้กันอยู่นั้น ได้กลายเป็นสังคมใหญ่ที่พวกเราต้องใช้ชีวิตในโลก Digital อยู่ด้วยกัน ซึ่งตอนนี้ถูกกำหนดโดยฝรั่งหัวทองไม่กี่คน หรือ แม้กระทั่ง Algorithm AI ที่เราแทบจะไม่รู้จักมัน และตอนนี้มันกำลังสร้างปัญหาต่าง ๆ ไปทั่วโลกอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับ

Credit Image : https://www.freepik.com

บาทบาทของสื่อในฐานะเครื่องมือแห่งสงคราม : โฆษณาชวนเชื่อกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา

ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคมปี 1994 ชาวทุตซี และชาวฮูตูกว่า 800,000 คนถูกสังหาร ผู้หญิง 250,000 คนกลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศหลายคนถูกสังหารในภายหลัง ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่รอดชีวิตติดเชื้อเอชไอวี 

เมื่อสิ้นสุดการสังหาร 100 วันชาวทุตซี 85 เปอร์เซ็นต์ซึ่งเท่ากับ 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรรวันดาถูกฆ่าและครึ่งหนึ่งของประชากรเป็นผู้พลัดถิ่นหรือหนีออกนอกประเทศ

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดาเป็นเครื่องเตือนใจว่า องค์กรระหว่างประเทศได้เรียนรู้จากความน่าสะพรึงกลัวของความหายนะที่เกิดขึ้น การเพิกเฉยเพื่อป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ต้องบอกว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ “อัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดครั้งหนึ่งของประชากรในประเทศใด ๆ ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติจากสาเหตุที่ไม่ใช่ธรรมชาติ” 

มีปัจจัยมากมายที่ทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สิ่งเหล่านี้บางส่วนสามารถย้อนกลับไปได้กว่าศตวรรษที่แล้ว เมื่อมหาอำนาจประเทศอาณานิคมยึดมั่นในการแบ่งแยกระหว่างฮูตู และทุตซีซึ่งเป็นสิ่งที่เลวร้าย และฝังรากลึกลงไปอีกในช่วงหลายทศวรรษต่อมา

แม้ว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะถูกวางแผนโดยรัฐบาล ‘Hutu Power’ และดำเนินการโดยกลุ่มทหารและกลุ่มติดอาวุธ แต่พลเรือนจำนวนมากก็มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสังหารโหด เพื่อนบ้านต่อต้านเพื่อนบ้าน เพื่อนต่อต้านเพื่อน หรือแม้แต่ญาติกับญาติ เหยื่อส่วนใหญ่ถูกสังหารด้วยอาวุธพื้นฐาน เช่น มีดพร้า ไม้เท้า และขวาน โดยคาดว่ามีผู้เข้าร่วมในการสังหารหมู่ครั้งนี้กว่า 130,000 คน

รวันดาตกเป็นอาณานิคมของเยอรมนีในปี 1897 ก่อนที่เบลเยียมจะเข้าควบคุมใน ปี 1916 ในการปกครองโดยอาณานิคมชาวยุโรป โดยทั่วไปถือว่าชาวทุตซี เป็นกลุ่มที่เหนือกว่าจึงร่วมมือกับสถาบันกษัตริย์ทุตซีเพื่อปกครองรวันดา

โดยทั่วไปแล้วการเป็นชาวทุตซีมักจะถูกนำมาใช้กับชีวิตที่เหนือกว่าและการมีอำนาจเหนือกว่าการเป็นชาวฮูตูนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตที่ด้อยกว่าและการอยู่ใต้บังคับบัญชา ทุตซีส่วนใหญ่เป็นคนเลี้ยงสัตว์ ในขณะที่ชาวฮูตูส่วนใหญ่เป็นชาวนา แม้ว่ามักจะมีการอธิบายว่าเป็นการแบ่งตามกลุ่ม ‘ชาติพันธุ์’ แต่ชาวฮูตู และ ทุตซี มีความแตกต่างกันในด้านอาชีพมากกว่าในแง่ของคุณลักษณะทางชาติพันธุ์

ที่จริงแล้ว ทุตซี และ ฮูตู มักถูกอธิบายว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน เนื่องจากพวกเขามีการแบ่งปันภาษาและวัฒนธรรมร่วมกัน ยิ่งไปกว่านั้นการแต่งงานระหว่างกันไม่ใช่เรื่องแปลกและการเคลื่อนไหวทางสังคมระหว่างฮูตู และทุตซี เป็นเรื่องปรกติ

แม้จะมีการยืนยันสิ่งเหล่านี้ แต่ความขัดแย้งมักถูกแสดงให้เห็นว่าเป็นความขัดแย้งทางชาติพันธุ์โดยที่อัตลักษณ์ของกลุ่มถูกยึดครองโดยอำนาจของประเทศอาณานิคม อัตลักษณ์ของ ฮูตู และ ทุตซี ได้รับการสร้างโดยประเทศอาณานิคมอย่างเบลเยียม

เมื่อพวกเขานำบัตรประจำตัวเข้ามาใช้ในปี 1933 โดยกำหนดชาติพันธุ์ของ ฮูตู, ทุตซี หรือ ทวา ให้กับชาวรวันดาแต่ละคน ระบบที่ได้รับแบ่งแยกชาติพันธุ์ ซึ่งยุคก่อนหน้านี้มีความยืดหยุ่นกว่า ได้กลายเป็นระบบที่เข้มงวด และเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งหลังจากได้รับเอกราชของรวันดาในปี 1962

การเริ่มแบ่งแยกทางชาติพันธุ์ จุดเริ่มต้นความแตกแยก
การเริ่มแบ่งแยกทางชาติพันธุ์ จุดเริ่มต้นความแตกแยก

รัฐบาลฮูตูยังคงรักษานโยบายอาณานิคมในเรื่องบัตรประจำตัวดำเนินการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชาวทุตซีและยังคงรักษาโควต้าชาติพันธุ์ต่อไป ต้องบอกว่า บริบททางประวัติศาสตร์นี้มีความเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

ในช่วงหลายทศวรรษต่อจากนั้น มุมมองเหล่านี้ที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากยุคอาณานิคมได้รับการเสริมสร้างและฝังลึกลงไปในสังคมของรวันดา เมล็ดพันธุ์ของความขัดแย้งทางสังคมที่ยืดเยื้อซึ่งนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในท้ายที่สุด และสื่อของรวันดาตระหนักดีถึงวิธีใช้มันให้เป็นประโยชน์

ในช่วงหลายปีหลังได้รับเอกราชชาวทุตซีหลายพันคนหลบหนีจากความรุนแรง ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ชาวทุตซีที่ลี้ภัยอยู่ในยูกันดาได้ก่อตั้งแนวร่วมรักชาติรวันดา (RPF) กองทัพผู้รักชาติรวันดา (RPA) และเข้าบุกด้านเหนือของรวันดาในปลายปี 1990 และมีการรณรงค์ให้ก่อความไม่สงบเป็นเวลา 4 ปีตามมา

ความก้าวหน้าของ RPA นำไปสู่การรณรงค์โฆษณาชวนเชื่ออย่างกว้างขวางของสื่อรวันดาซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างทุตซีและฮูตู สื่อดึงความสนใจไปที่ยุคอาณานิคมและแพร่กระจายความกลัวว่า ฮูตู อาจเป็นเหยื่อของการปราบปรามอีกครั้งหาก ทุตซี เข้ามาควบคุมในรวันดาได้สำเร็จ 

โดยคำยืนยันเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากการกระทำหลายๆ อย่าง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มระดับความหวาดกลัวในหมู่สาธารณชน เช่น การโจมตีคิกาลี โดย ทุตซี ในเดือนตุลาคม 1990

โฆษณาชวนเชื่อถูกล้างสมองชาวชาวฮูตูซึ่ง เริ่มระบุว่า การเป็นฮูตูไม่ใช่เป็นชาวรวันดา สิ่งนี้มีส่วนทำให้เกิดการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชาวทุตซี หลังยุคอาณานิคมซึ่งเป็นรูปแบบของการสังหารหมู่ในปี 1959,1962 และ 1972

การรุกรานรวันดาในปี 1990 โดย RPF ทำให้แนวโน้มนี้ทวีความรุนแรงขึ้นและถูกมองว่ามีการต่อต้านที่ ‘ถูกต้องตามกฎหมาย’ โฆษณาชวนเชื่อของ ทุตซี ที่กำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่ม RPF และ ทุตซี ในประเทศ 

หลังจากการรุกรานของ RPF สื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ ‘ Kangura’ , ‘ Radio Rwanda ‘ และในปี 1993 ‘ Radio Mille Collines ‘ (RTLM) ได้ถูกทำให้กลายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อจำนวนมาก 

แหล่งที่มาของสื่อเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางชาติพันธุ์ที่รุนแรง โดยกำหนดให้ ทุตซี เป็น ‘ศัตรู’ และ Kangura ได้ตีพิมพ์ ‘บัญญัติสิบประการ’ ขอชาว ฮูตู ซึ่งเป็นหลักคำสอน ‘Hutu Power’ ที่แพร่กระจายไปทั่ว 

โดยบางครั้งเพลงยอดนิยมก็ผสมกับการยุยงให้เกิดการฆาตกรรม การโฆษณาชวนเชื่อกระตุ้นให้เกิดความกลัวอย่างมากต่อชาวทุตซี และทำให้เส้นแบ่งระหว่าง RPF และ ทุตซี เริ่มที่จะแยกกันไม่ออก 

ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว ทุตซี จึงถูกระบุว่าเป็น ‘กองกำลังรุกราน’ และในการเน้นย้ำถึง ‘ความแปลกแยก’ ความฉลาดและความหลอกลวงของ ทุตซี การโฆษณาชวนเชื่อจึงทำให้พวกเขาเป็น ‘ภัยคุกคามถาวร’ รวมถึงการขาดแหล่งสื่อทางเลือกในรวันดาทำให้การโฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

สิ่งที่ทำให้การโฆษณาชวนเชื่อได้ผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการลดทอนความเป็นมนุษย์ของทุตซีพร้อมกัน และความชอบธรรมในการกำจัดพวกมันออกไป ‘บัญญัติสิบประการ’ ได้รื้อฟื้นตำนานชาติพันธุ์ที่แตกแยกในอดีต ในขณะที่สื่ออย่าง Kangura และ RTLM เรียก ทุตซี ว่า Inyenzi (แมลงสาบ) ซึ่งเป็นการสร้างวาทกรรมที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ 

สื่อกำลังสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ชาติแตกแยก
สื่อกำลังสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ชาติแตกแยก

การเน้นความแตกต่าง ‘โดยธรรมชาติ’ เป็นสิ่งสำคัญในการนำเสนอ ‘ความเสี่ยง’ ที่เกิดจากชาวทุตซี ความคล้ายคลึงกันระหว่างการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชาวทุตซี กับการแสดงภาพชาวยิวของนาซี หรือการโฆษณาชวนเชื่อในอดีตของยูโกสลาเวีย ซึ่งการใช้เครื่องมืออย่างสื่อก็ประสบความสำเร็จในการสร้างความแตกแยกทางชาติพันธุ์ในระดับฝังรากลึก

ความแตกแยกทางสังคมดังกล่าวเป็นตัวการที่ชัดเจนในการสังหารโหดในปี 1994 โดยที่กลุ่มหัวรุนแรงชาวฮูตูประสบความสำเร็จในการ ‘สนับสนุนการก่อให้เกิดอคติที่รุนแรงต่อชาวทุตซี’

และมีหลักฐานของการประสานงานจากส่วนกลาง โดยในการออกอากาศเมื่อวันที่ 3 เมษายน 1994, สถานีวิทยุ RTLM ที่ได้กล่าวถึงความรู้เกี่ยวกับการสังหารโหดที่กำลังจะมาถึง ซึ่งก่อนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มีการใช้โฆษณาชวนเชื่ออย่างชัดเจนเพื่อสร้างเงื่อนไขที่จะอำนวยความสะดวกในการสังหารชาวทุตซีจำนวนมากในภายหลังได้สำเร็จ อย่างที่เราได้เห็นเป็นบทเรียนกันนั่นเองครับ

References : http://www.hscentre.org/sub-saharan-africa/media-tool-war-propaganda-rwandan-genocide/
https://www.zora.uzh.ch/id/eprint/137655/
http://millab.ge/en/case-study/case-study-1-rwandan-genocide/23
https://en.wikipedia.org/wiki/Rwandan_genocide

ทำไม Social Media ถึงทำให้เรามีความ Bias แล้วเราจะแก้ไขมันได้อย่างไร

ทุกครั้งที่เข้าสู่โลกของเครือข่าย Social Media โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ของสังคมอยู่ในภาวะที่มีความแตกแยกสูงอย่างที่เราได้เห็นตัวอย่างในเรื่องของการเมืองไทยในปัจจุบัน มันได้กลายเป็นสนามรบท่ามกลางการแบ่งพรรคแบ่งพวก แต่มันเกี่ยวอะไรกับ Social Media ที่ทำให้ผู้คนแตกขั้ว สร้างความขัดแย้งได้ถึงเพียงนี้?

เพื่อหาคำตอบนักวิจัยอย่าง Dr. Damon Centola ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Pennsylvania ผู้อำนวนการของศูนย์ Network Dynamics Group ได้ทำการทดลองทาง Social Media ซึ่งได้มีการแบ่งกลุ่มคนที่มีการสนับสนุนพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แยกกัน โดยที่มีสมาชิกเป็นแฟน ๆ ของพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวในกลุ่มนั้น 

และได้ทำการเลือกประเด็นที่แบ่งขั้วมากที่สุดที่ทางทีมงานนักจัยคิดได้ ได้แก่ หัวข้อในเรื่องของการอพยพ การควบคุมอาวุธปืน และการว่างงาน และทำการถามผู้เข้าร่วมแต่ละคนว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับปัญหาเหล่านั้น

จากนั้นให้คนอื่น ๆ จากแต่ละกลุ่มได้พูดคุยกัน และทบทวนความคิดเห็นของพวกเขา หลังจากการอภิปราย ถกเถียง และการแก้ไขหลายรอบ ทางทีมนักวิจัยได้ประเมินมุมมองของแต่ละกลุ่มอีกครั้ง

สิ่งที่น่าแปลกใจ คือการสนทนาดังกล่าว ไม่ได้ทำให้คนแบ่งขั้วมากขึ้น แต่กลับน้อยลง หลังจากโต้ตอบใน Social Network กับเพื่อนร่วมงานที่คิดเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตก็ได้รับความคิดเห็นที่ปานกลาง ไม่ได้สุดโต่งแต่อย่างใด แม้จะเป็นกลุ่มคนที่มีความคิดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ตามที

ทุกกลุ่มมีการถกเถียงกันอย่างอิสระ ซึ่งนำไปสู่ความคิดเห็นที่ ใกล้เคียงกับความคิดเห็นในด้าน “ตรงกันข้าม” ของกลุ่มการเมืองอีกฝั่งมากที่สุด

ทีมนักวิจัยรู้สึกประหลาดใจกับผลการทดลองของมัน เทคโนโลยีช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้คนได้มากขึ้น โดยหักล้างข้อสันนิษฐานหลายประการเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์

แม้แต่ทีมงานของ Dr. Damon Centola ที่ Network Dynamics Group ก็ยังแปลกใจกับผลที่เกิดขึ้น : เหตุใดการทดลองทาง Social Media ครั้งนี้จึงพบสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่เขาได้เห็นในโลก Social Media

คำตอบอยู่ในสิ่งที่ Social Media ได้สร้างคนกลุ่มใหม่ขึ้นมา ซึ่งนั่นก็คือ กลุ่ม Influencers (ผู้มีอิทธิพลทางความคิด)

ต้องบอกว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจมากพอสมควรแล้วว่า Influencer คืออะไร ซึ่ง คำ ๆ นี้ สร้างความร่ำรวยให้กับคนหนุ่มสาวที่มีไลฟ์สไตล์ และได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ต่าง ๆ ผ่านทางเครือข่าย Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Instagram, TikTok หรือ YouTube 

แต่คำนี้มีความหมายทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะเครือข่ายทางสังคมที่เฉพาะเจาะจงมาก โดยเฉพาะใน Social Media คนกลุ่มนี้มักจะมีรูปแบบความสัมพันธ์กับแฟน ๆ ของเขาแบบรวมศูนย์

คนจำนวนน้อยหรืออาจเป็นเพียงคนเดียวที่กลายเป็น “ศูนย์กลาง” ของเครือข่ายเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ มากมายในที่อยู่รอบนอก 

เครือข่ายสังคมออนไลน์จำนวนมากที่อยู่รอบนอกมีการเชื่อมต่อกันเพียงเล็กน้อย ในขณะที่มีเพียงไม่กี่คนที่ถูกเรียกว่า Influencers (ผู้มีอิทธิพลทางความคิด) ที่กลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับเกือบทุกคน 

ซึ่งสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้คนเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งที่ทรงพลังในการสามารถใช้ “อิทธิพล” เหนือกลุ่มคนอื่น ๆ ในระดับที่มีอิทธิพลสูงกว่าคนอื่น ๆ ในเครือข่ายเป็นอย่างมาก

ในทางตรงกันข้ามเครือข่ายที่ Dr. Centola ใช้ในการศึกษาของนั้นมีลักษณะแบบเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับการรวมศูนย์ 

โดยในเครือข่ายที่เท่าเทียมกันทุกคนมี Connection เท่า ๆ กัน ดังนั้นความคิดเห็นของแต่ละคนจึงมีอิทธิพลทั่วไปทั้งเครือข่าย ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของพวกเขามากจนเกินไปนั่นเอง

คุณลักษณะสำคัญของเครือข่ายที่เท่าเทียมกันคือความคิดและความคิดเห็นใหม่ ๆ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกที่ในชุมชนและกระจายไปยังทุก ๆ คน 

แต่ในเครือข่ายแบบรวมศูนย์ เช่น เว็บไซต์ Social Media หลายแห่งแนวคิดจะถูกกรองผ่านหรือบางครั้งก็ถูกปิดกั้นโดยผู้มีอิทธิพลทางสังคมที่ทรงพลังกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น

ซึ่งแน่นอนว่าพลังในการเชื่อต่อถึงกันดังกล่าวนั้น มีผลทำให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทางการเมือง ข่าวปลอม หรือ เรื่องลวงโลกต่าง ๆ ซึ่งต้องบอกว่า Social Media แบบรวมศูนย์ และ Social Media แบบเท่าเทียม มีผลกระทบที่แตกต่างกันมากในเรื่องของอคติและการยอมรับความคิดใหม่

กลุ่มคนในเครือข่าย Social Media มีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวปลอมจาก Influencers มากกว่าคนทั่วไป
กลุ่มคนในเครือข่าย Social Media มีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวปลอมจาก Influencers มากกว่าคนทั่วไป

ใน Social Media แบบรวมศูนย์หากผู้มีอิทธิพลที่อยู่ตรงกลางแสดงอคติของพรรคพวกเพียงเล็กน้อยก็สามารถขยายแนวความคิดไปได้ทั่วทั้งกลุ่ม 

แต่ในเครือข่ายที่มีความเสมอภาคความคิดต่างๆจะกระจายไปตามคุณภาพของพวกเขา ไม่ใช่บุคคลที่โน้มน้าวพวกเขา เกิดการสะท้อนภูมิปัญญามากมายในเครือข่ายรอบข้างในกลุ่มคนเหล่านี้ 

เมื่อ Social Network ช่วยให้คนเหล่านั้นสามารถพูดคุยกันได้ความคิดใหม่ ๆ ที่ท้าทายอคติของกลุ่มก็สามารถถูกระงับและถูกปิดกั้นไม่ให้แพร่กระจายไปยังวงกว้างได้ เพราะผ่านการถกเถียงกันในกลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

เพื่อดูว่าเครือข่ายที่เท่าเทียมกันอาจส่งผลกระทบต่อปัญหาที่ถกเถียงประเภทอื่น ๆ อย่างไรทาง Dr. Centola ได้ทำการทดลองอีกครั้งกับผู้สูบบุหรี่และผู้ไม่สูบบุหรี่โดยพูดถึงความเสี่ยงของการสูบบุหรี่ 

ซึ่งผลการทดลองน่าสนใจมาก เพราะมันส่งผลกระทบ เช่นเดียวกับการศึกษาในเรื่องของการแบ่งขั้วทางการเมือง ทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มที่จะถกเถียงไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่ 

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์หลังการศึกษาพวกเขารายงานว่ามีความคิดเห็นที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นจากอีกฝ่าย ทั้งผู้สูบบุหรี่และผู้ไม่สูบบุหรี่ต่างมองว่าอีกกลุ่มมีความสมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือมากกว่าเกี่ยวกับความเสี่ยงของการสูบบุหรี่ แต่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการขจัดอคติ จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อมีการสร้างเครือข่ายที่มีความเท่าเทียมกัน

ปัญหาของความลำเอียงของพรรคพวกกำลังทวีความรุนแรงขึ้นบน Social Media เนื่องจากเครือข่ายออนไลน์มักถูกจัดระเบียบโดยผู้มีอิทธิพลหลักไม่กี่คน 

คุณลักษณะของโซเชียลมีเดียนี้นี่เอง ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ข้อมูลผิด ๆ และข่าวปลอมแพร่หลาย ในเครือข่ายแบบรวมศูนย์ดั่งที่เราได้เห็นกันในยุคปัจจุบัน

ผู้มีอิทธิพลที่มีความคิดเอนเอียงมีผลกระทบอย่างมากต่อชุมชนของพวกเขา ทำให้ข่าวลือเล็ก ๆ ข่าวปลอม หรือ แนวคิดอคติทางการเมือง ถูกขยายไปสู่ความเข้าใจผิดและความเชื่อผิด ๆ อย่างกว้างขวางนั่นเอง

งานวิจัยชิ้นนี้ ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก และเป็นการให้แนวคิดที่น่าสนใจ ที่เกี่ยวกับเรื่อง Influencers ที่กำลังมีอิทธิพลเกินกว่าที่เราคิด ในโลกออนไลน์ในยุคปัจจุบัน

สิ่งที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ตามงานวิจัยชิ้นนี้ ก็คือ การพยายามเข้าหากลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Facebook Group หรือ บอร์ดต่าง ๆ ที่ดูมีความเท่าเทียมทางความคิด โดยพยายามที่จะรับข้อมูลจากเหล่า Influencers หรือ ผู้มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ต่าง ๆ ให้น้อยลงไป

จะทำให้ให้ความแตกแยกต่าง ๆ ที่ถกเถียงกันนั้น เดินหน้าสู่ความเป็นกลางมากยิ่งขึ้น เมื่อได้รับข้อมูล และ ถกเถียงกับบุคคลที่มี power ไม่แตกต่างกันกับเรานั่นเอง

ต้องบอกว่าตอนนี้ทั่วโลกต้องต่อสู้กับเรื่องอคติและการแบ่งขั้วมานานแล้ว แต่ปัญหาตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เพราะมันถือเป็นเรื่องของประชาธิปไตยในการได้รับข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน เพราะกำลังส่งผลต่อเรื่องใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกร้อน เรื่องการแบ่งขั้วทางการเมือง การเกิดแนวความคิดแบบสุดโต่ง และกำลังสร้างปัญหาให้กับโลกเรามากมายอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References : https://www.scientificamerican.com/article/why-social-media-makes-us-more-polarized-and-how-to-fix-it/
https://www.pnas.org/content/116/22/10717