Tiktok กับความเสี่ยงที่จะโดนเซ็นเซอร์จากรัฐบาลจีน

จาก Feed ของ Instagram, Twitter หรือ Facebook ในการค้นหาเรื่องการประท้วงที่ฮ่องกง เราจะได้เห็นวิดีโอของนักประท้วงที่แฝงตัวอยู่หลายคนในเมืองจีน เช่นเดียวกับการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลหรือภาพตำรวจที่ยิงสาดผู้ประท้วงด้วยสเปรย์พริกไทย

ทำให้การค้นหาเดียวกันกับวิดีโอบนแอพพลิเคชั่นชื่อดังอย่าง TikTok ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน แม้ว่าและเราจะอาจไม่ทราบว่ามีการประท้วงทั้งหมดทุกแห่งก็ตาม โดย TikTok ซึ่งเจ้าของคือ ByteDance ดูเหมือนจะต้องทำตามนโยบายของรัฐบาลจีน และแน่นอนว่านี่เป็นตัวอย่างที่น่ากลัวของวิธีการที่สื่อสังคมออนไลน์ สามารถจัดการรูปแบบของการควบคุมทางสังคมที่มีอยู่จริงได้สำเร็จ

นักวิจัยมีความกังวลว่าจีนจะทำการตัดผู้ใช้ภาษาจีนของแอปเพื่อบีบเหล่ากลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงและยับยั้งการแพร่กระจายไปยังทั่วโลกของข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการประท้วง ตามที่ วอชิงตันโพสต์เสนอ  โดยการประท้วงในฮ่องกงครั้งแรกจุดประกายเมื่อสามเดือนที่ผ่านมาในการต่อต้านการกฏหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่การประท้วงได้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเรียกร้อง “ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ” และการแสดงความรับผิดชอบของตำรวจ

ByteDance ปฏิเสธที่จะพูดคุยกับ วอชิงตันโพสต์ เกี่ยวกับ“ ความเป็นอิสระจากการเซ็นเซอร์ในปักกิ่ง” โดยเป็นการออกแถลงการณ์ที่อ้างว่าแอปนั้นเป็น “สถานที่เพื่อความบันเทิงไม่ใช่การเมือง”

นั่นเป็นข้อเรียกร้องที่น่าสงสัย แอปนี้เป็นหนึ่งใน “การส่งออกของสื่อสังคมออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของแอปที่มาจากประเทศจีน” โดยปัจจุบันติดตั้งบนโทรศัพท์กว่า 1.3 พันล้านเครื่องทั่วโลก

ไม่ว่านักพัฒนาแอพจะวางแผนหรือไม่ก็ตามโซเชียลมีเดียยังคงส่งเสียงต่อสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองและสังคมทำให้ประชาชนในประเทศที่ถูกเซ็นเซอร์มากที่สุดและภูมิภาคต่าง ๆ พยายามที่จะส่งต่อความเชื่อของพวกเขาไปสู่ผู้ชมที่มีอยู่ทั่วโลก 

แต่ปัญหาเดียวก็คือ: นักพัฒนาเหล่านี้นั้นสามารถตัดสินใจที่จะคลิกปุ่มปิดได้ทันทีหากถูกกดดันจากรัฐบาลจีน ตามรายงานของวอชิงตันโพสต์ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบอกว่าเนื้อหาใดถูกเซนเซอร์โดย TikTok บ้าง ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอของการประท้วงหรือคำพูดสร้างความเกลียดชังต่าง ๆ ในแอป  ซึ่งการขาดหายไปของวิดีโอประท้วงของฮ่องกงอาจเกิดจากความกลัวของผู้ใช้ว่ารัฐบาลจีนนั้นกำลังติดตามเนื้อหาภายในแอปอย่างใกล้ชิด

ซึ่งการดำเนินงานและนโยบายของ TikTok ในเรื่องนี้นั้น ได้ก่อให้เกิดความกังวลใจสำหรับผู้ใช้แอพที่มีอยู่ทั่วโลก ซึ่งวิธีการเซ็นเซอร์แบบเดียวกันนี้ สามารถขยายขอบเขตการตรวจสอบไปยังผู้ชมทั่วโลก ที่ต้องบอกว่า TikTok กำลังมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้ใช้งานทั่วโลกในขณะนี้นั่นเองครับ

References : https://www.washingtonpost.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เมื่ออเมริกากำลังสร้าง Social Credit System เลียนแบบประเทศจีน

ในประเทศจีนตัวเลขสามหลักระหว่าง 350 ถึง 950 ที่บ่งบอกถึง Social Credit Score นั้น สามารถกำหนดได้ว่าจะมีการอนุมัติสินเชื่อบุคคลหรือไม่ หรือพวกเขาสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้หรือไม่ และยังครอบคลุมถึงการที่พวกเขาจะสามารถออกเดทในคืนวันศุกร์ได้หรือไม่

หมายเลขนั้นคือคะแนนเครดิตทางสังคม (Social Credit) ของพวกเขาและพวกเขาได้รับผ่านระบบที่ประเทศจีนได้เริ่มดำเนินการขึ้นในปี 2014

ภายใต้ระบบเครดิตทางสังคมหากชาวจีนทำสิ่งที่เจ้าหน้าที่เห็นว่า “ดี” เช่น จ่ายเงินตรงเวลาหรือบริจาคเลือดเป็นประจำ  คะแนนของพวกเขาอาจเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันหากพวกเขาทำอะไรที่ “ไม่ดี” เช่นวิจารณ์รัฐบาลหรือจูงสุนัขไปเดินโดยไม่มีสายจูงคะแนนของพวกเขาอาจลดลงได้เช่นเดียวกัน

ชาวอเมริกันหลายคนอาจพบพลังของระบบเครดิตทางสังคมของจีนที่มีความน่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง แต่เรื่องราวของ Fast Company ที่ตีพิมพ์เรื่องราวดังกล่าวนั้น ได้ระบุว่าตอนนี้ผู้คนในสหรัฐอเมริกาก็ได้รับการยอมรับในระบบที่คล้ายคลึงกันนี้ ซึ่งเป็นเพียงการจัดตั้งและบังคับใช้โดยบริษัทเอกชนแทนที่จะเป็นรัฐบาลเหมือนที่จีนทำ

ตัวอย่างเช่น บริษัท ประกันชีวิตสามารถใช้เบี้ยประกันของบุคคลตามเนื้อหาของโซเชียลมีเดียฟีดของลูกค้าได้ ในขณะเดียวกัน บริษัท ที่เรียกว่า  PatronScan ยังคงมีรายชื่อของ“ ลูกค้าที่ไม่น่ารัก” ที่บาร์และร้านอาหารสามารถใช้มันเป็นข้อกำหนดเพื่อยกเว้นผู้เข้าร่วมงานบางคนได้นั่นเอง

และดูเหมือนว่าเหล่าแพลตฟอร์มขนาดใหญ่กำลังได้เปรียบ  ตอนนี้ Airbnb มีรายชื่อของลูกค้ามากกว่า 6 ล้านราย ดังนั้นการสั่ง Ban จากแอพ ก็อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสามารถของเหล่าบุคคลต่าง ๆ ในการหาที่พัก และ Airbnb สามารถแบนใครก็ได้ที่ต้องการ โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้เหตุผล

Uber ยังสามารถแบนผู้ใช้บางคนไม่ให้เดินทาง ในขณะที่การแบนโดย WhatsApp หรือบริการที่คล้ายกันอาจส่งผลเสียต่อความสามารถของใครบางคนในการสื่อสารกับส่วนที่เหลือของโลกนั่นเอง

ตามที่ Fast Company รายงาน  ลักษณะของระบบสังคมที่ให้ความเชื่อถือกันของสหรัฐคือการลงโทษ ซึ่งการกระทำต่าง ๆ เหล่านี้จะอยู่นอกระบบยุติธรรมปรกติของสังคมที่รัฐเป็นผู้จัดการ

“ มันเป็นระบบกฎหมายทางเลือกที่ผู้ถูกกล่าวหาจะมีสิทธิ์น้อยลง”  ซึ่งมีกล่าวเพิ่มเติมในภายหลังว่าหาก“ แนวโน้มในปัจจุบันมีแนวโน้มที่เป็นไปได้ว่าในอนาคตผู้กระทำความผิดส่วนใหญ่ในอนาคตและแม้แต่กระทั่งเรื่องใหญ่ ๆ อย่างอาชญากรรม ผู้ทำผิดจะถูกลงโทษ ไม่ใช่เพียงแค่จากกฏหมายของรัฐเท่านั้น แต่จะโดยลงโทษโดย บริการต่าง ๆ บน Silicon Valley เช่นเดียวกันนั่นเอง”

References : 
https://www.fastcompany.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Tech War : ผู้ประท้วงฮ่องกงใช้ Laser Block ระบบจดจำใบหน้าของรัฐบาลจีน

ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนผู้คนประมาณ 1 ล้านคน พากันไปที่ถนนของฮ่องกงเพื่อประท้วงการออกกฏหมายใหม่ที่อนุญาตให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีนได้

เพื่อหลีกเลี่ยงการระบุตัวผู้ประท้วงชาวฮ่องกงหลายคนปกปิดใบหน้าของพวกเขา แต่จากเรื่องราวใหม่ในการรายงานของวอชิงตันโพสต์ พบว่าผู้ประท้วงบางคนได้ฉายแสงเลเซอร์กำลังสูงโดยตรงที่กล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นกลยุทธ์การประท้วงที่ใช้เทคโนโลยีสูงสุด ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความสับสนให้กับระบบจดจำใบหน้าของรัฐบาลจีน

การใช้เลเซอร์เหล่านี้ทำให้ภาพถ่ายของการประท้วงนั้นไม่สามารถที่จะระบุตัวตนกลับมาที่พวกเขาได้นั่นเอง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกงตอนนี้ คือความจริงที่น่ากลัวที่อาจส่งผลกระทบระยะยาวหากยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างเด็ดขาด

นำ Laser มา Block การมองเห็นของกล้องวงจรปิดจากจีน
นำ Laser มา Block การมองเห็นของกล้องวงจรปิดจากจีน

ในขณะที่กฏหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่เป็นประเด็นหลักของการประท้วงนั้นถูกระงับไว้ชั่วคราว ซึ่งหากมีการผ่านกฏหมายดังกล่าวไปได้ ในอนาคตมันจะทำให้ฮ่องกงมีความสามารถในการถ่ายโอนอาชญากรที่น่าสงสัยไปยังเขตอำนาจศาลใด ๆ ในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงข้อตกลงการส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างเป็นทางการอีกต่อไปนั่นเอง

หากฮ่องกงสามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีนก็จะทำให้เส้นแบ่งระหว่างระบบกฎหมายทั้งสองแห่งนั้นถูกฉีกขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิงนั่นเอง ทำให้จีนแผ่นดินใหญ่มีอำนาจเต็มเหนือเกาะฮ่องกงได้ทันที

นั่นอาจนำไปสู่การที่เหล่าพลเมืองของฮ่องกงจะถูกควบคุมแบบเข้มงวดเหมือนกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ และตอนนี้มีผู้แสดงความคิดเห็นบางคนได้กล่าวถึงการรุกล้ำของจีนแผ่นดินใหญ่ ผ่านเทคโนโลยีระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition)  เป็นสัญญาณว่าการควบคุมของจีนแผ่นดินใหญ่ในฮ่องกงกำลังเพิ่มขึ้นแล้วนั่นเอง

References : 
https://www.washingtonpost.com/world/2019/08/01/hong-kong-protesters-are-using-lasers-distract-confuse-police-are-pointing-them-right-back/?utm_term=.03ac563d4ea9

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

สงครามการค้า เกาหลี vs ญี่ปุ่น แต่ผู้ชนะคือจีน

“ สงครามการค้า” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่าง ประเทศญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ อาจเป็นข่าวดีสำหรับจีนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและประเด็นทางด้านการทูต 

จากข้อจำกัดในเรื่องการส่งออกของญี่ปุ่นที่มีปัญหากับบริษัทยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ โดยมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงในเรื่องสงครามการค้าขึ้น ซึ่งความบาดหมางครั้งนี้น่าจะส่งผลให้ผู้ผลิตจีนจะได้เปรียบในการแข่งขันตามข้อมูลของนักวิเคราะห์ที่กล่าวถึงเรื่องนี้

 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะจำกัดการส่งออกในส่วนที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกาหลีใต้ 

ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงสำหรับบริษัทเทคโนโลยีของเกาหลีใต้เช่น Samsung และ LG Display ซึ่งทั้งคู่พึ่งพาผู้ผลิตจากญี่ปุ่นอย่างมาก แต่สำหรับทางฝั่งของ บริษัทญี่ปุ่นซึ่งจะต้องหาลูกค้ารายใหม่ ๆ และอาจทำให้ซัพพลายเชนของพวกเขาหยุดชะงัก ถ้าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยังคงอยู่แบบนี้ ไม่มีการแก้ไข

นักวิเคราะห์เชื่อว่าการโต้กลับของเกาหลีน่าจะเป็นส่วนของชิ้นส่วน บล็อกหน้าจอ OLED ที่เกาหลีได้ส่งออกไปญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบความสามารถของบริษัทญี่ปุ่นในการผลิตทีวีคุณภาพสูงเช่นเดียวกัน

ด้วยมาตรการดังกล่าว ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าผู้ผลิตจีน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ของประเทศจีน  จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดในการเติมช่องว่างดังกล่าว

เกิดอะไรขึ้นระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีจาก Asia

ซึ่งสาเหตุหลักจากสงครามการค้าครั้งนี้ เกิดจากข้อพิพาทระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่น เกี่ยวกับมรดกของการปกครองอาณานิคมของญี่ปุ่นในคาบสมุทรเกาหลีก่อนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นซึ่งจะต้องชำระค่าชดเชยทั้งหมดภายใต้สนธิสัญญาที่ลงนามเมื่อปี 1965 ซึ่งได้รับการแจ้งเตือนจากคำสั่งของศาลเกาหลีใต้เมื่อเร็ว ๆ นี้  ซึ่งทำให้เหล่าบริษัทญี่ปุ่นต้องช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายดังกล่าวในช่วงสงครามให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการบังคับใช้แรงงาน.

ในการตอบโต้จากญี่ปุ่น ได้กล่าวว่าจะจำกัด การส่งออกสำหรับวัสดุที่ใช้ในอุปกรณ์เทคโนโลยี 3 ชนิด: โพลีอะมายด์ฟลูออไรด์ที่ใช้ในสมาร์ทโฟน photoresists ที่ใช้ในเซมิคอนดักเตอร์ และไฮโดรเจนฟลูออไรด์ที่ใช้ในเซมิคอนดักเตอร์เช่นเดียวกัน โดยบริษัท เกาหลีใต้พึ่งพาญี่ปุ่นเป็นอย่างมากสำหรับวัสดุทั้งสามรายการนี้ 

สงครามความตึงเครียดทางการค้า

อย่างไรก็ตามการลดความเชื่อมั่นดังกล่าว ไม่ใช่เพียงวิธีเดียว สำหรับสงครามการค้ารอบนี้ระหว่างประเทศทั้งสอง Ryo Hinata-Yamaguchi อาจารย์ประจำวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติปูซานในเกาหลีใต้กล่าวว่า

“ ญี่ปุ่นเป็นแหล่งของสารเคมีและเทคโนโลยีการผลิตที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ในขณะที่ญี่ปุ่นเกาหลีใต้เองนั้นก็เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญเช่นกัน ” Hinata Yamaguchi กล่าว

อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ กับปัญหาสงครามการค้าระหว่างสองประเทศ
อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ กับปัญหาสงครามการค้าระหว่างสองประเทศ

ประเด็นดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดย จูน พาร์ค อาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยจอร์จเมสันในเกาหลีใต้ ซึ่งกล่าวว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศ  ตัวอย่างเช่น การที่บริษัทเกาหลีใต้ซื้อวัสดุจากญี่ปุ่นเพื่อผลิตเซมิคอนดักเตอร์เพื่อส่งกลับไปญี่ปุ่นอีกครั้ง“ แต่การยกเลิกการส่งวัสดุดังกล่าว ไม่ใช่สถานการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาถึงระดับความตึงเครียดในตอนนี้”  ปาร์คกล่าว “ ความตึงเครียดเหล่านี้หากยังคงอยู่ จะสามารถสร้างผลกระทบอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของการผลิตชิปไปทั่วโลกในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลกเช่น Apple และหัวเว่ย ด้วยเช่นเดียวกัน.”

ทำไมต้องเป็นจีน

นักวิเคราะห์กล่าวว่าการต่อสู้ทางการค้าที่รุนแรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตจีนในที่สุดเป็นผลมาจาก สงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจีนได้พยายามก้าวไปข้างหน้าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมไมโครชิพของตัวเอง โดยลดการพึ่งพาจากอุตสาหกรรมในต่างประเทศ

ซึ่งหัวใจของแผนดังกล่าวคือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้แผน Made in China 2025 จีนมีเป้าหมายที่จะผลิตเซมิคอนดักเตอร์ประมาณ 40% ให้ได้ภายในปี 2020 และ เพิ่มให้สูงขึ้นถึง 70% ในปี 2025 

จีนกำลังได้ประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่างเกาหลี และ ญี่ปุ่น
จีนกำลังได้ประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่างเกาหลี และ ญี่ปุ่น

หากจีนสามารถใช้ประโยชน์จากความตึงเครียดในปัจจุบันได้ ก็จะเป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งสามในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ซึ่งในปี 1990 และ 2000 ญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีอำนาจเหนือกว่า แต่ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ดูเหมือนเกาหลีใต้จะกลายเป็นผู้กำชัยชนะ

“ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีความซับซ้อนมากและความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงไปตลอด ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา” ปาร์คกล่าว

นักวิเคราะห์บางคนสงสัยว่าขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จีนต้องเป็นผู้นำ

References : 
https://www.scmp.com/week-asia/geopolitics/article/3017918/how-china-can-win-trade-war-between-japan-and-south-korea

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

พร้อมรบละจ้า! พบกับ Biobots หุ่นยนต์เตรียมรบสงครามเกาหลี

หุ่นยนต์ทางทหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนก งูและแมลงในไม่ช้าจะเข้าสนับสนุนทางการทหารของกองทัพเกาหลีใต้ ที่เตรียมพร้อมรับศึกกับเกาหลีเหนือ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาองค์การป้องกันและปราบปรามการค้าอาวุธแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (DAPA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของประเทศเผยแพร่เอกสารประกาศแผนการรวมอุปกรณ์“ biomimetics” เข้ากับการปฏิบัติการทางทหารภายในปี 2024 

“ หุ่นยนต์ไบโอเมตริกซ์จะเป็นผู้เปลี่ยนเกมในการสงครามในอนาคตและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องนั้นคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่ต่อทั้งอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ” โฆษกของ DAPA Park Jeong-eun บอกกับ สำนักข่าวยอนฮับ 

ซึ่งแทนที่จะเริ่มต้นจากการออกแบบหุ่นยนต์ใหม่ วิศวกรสามารถดูว่าวิวัฒนาการนับล้านปีในเรื่องของชีววิทยาของสิ่งมีชีวิต โดยทำการปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของมันมากที่สุด จากนั้นพวกเขาสามารถพยายามสร้างมันด้วยกระบวนการทางธรรมชาติด้วยวัสดุที่ทันสมัยเพื่อสร้างหุ่นยนต์ที่ออกแบบตามความต้องการเพื่อนำทางในสภาพของโลกแห่งความเป็นจริง

ตามเรื่องราวของ สำนักข่าวยอนฮับ DAPA วางแผนที่จะนำหุ่นยนต์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมนุษย์และแมลงไปใช้งานจริงภายในปี 2024 หลังจากนั้นมันจะเริ่มพัฒนาไปสู่ไบโอบอทที่ได้แรงบันดาลใจจากนกงูและสัตว์ทะเลต่างๆ

ไบโอบอทที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ
ไบโอบอทที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ

ทหารของเกาหลีใต้จะใช้หุ่นยนต์เหล่านี้ในการบินและว่ายน้ำเพื่อปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในขณะที่ไบโอบอทที่เหมือนงูอาจนำทางในพื้นที่ที่จำกัดได้อย่างยอดเยี่ยม

ในขณะที่การใช้หุ่นยนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกองทัพในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างมากในปัจจุบัน โดยยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับแผนของเกาหลีใต้ที่กล่าวถึงการใช้บอทในการปรับมาเป็นอาวุธจริงในสงคราม

ถึงกระนั้นหลาย ๆ คนก็ชี้ให้เห็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ด้วยการรวมตัวกันของหุ่นยนต์ใหม่ในการปฏิบัติการทางทหารเราอาจทำให้เราเข้าใกล้ถึงอนาคตที่หุ่นยนต์นักฆ่านั้นตัดสินใจด้วยตัวเองเมื่อต้องใช้กำลังรบเหมือนดังในหนัง Hollywood

References : 
https://futurism.com/military-robots-biobots-south-korea-2024

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol