PayPal Wars ตอนที่ 11 : Sell Out

JULY–OCTOBER 2002

ข่าวลือต่าง ๆ ได้หลุดออกไปอย่างรวดเร็วในเรื่องการควบรวมกิจการระหว่าง ebay และ PayPal มันเป็นการเจรจาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ๆ ระหว่างบริษัททั้งสองที่ไม่คิดจะสู้กันอีกต่อไป การควบรวมกิจการนั้นดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของทั้งสองฝ่าย

‘ebay ทุ่มซื้อ PayPal มูลค่า 1.5 พันล้านเหรียญ’ กลายเป็นข่าวใหญ่ของสื่อในช่วงเวลานั้น โดยเนื้อหานั้นกล่าวถึงการที่ ebay จะเปิดบริการ Billpoint ลง และให้ PayPal กลายเป็นบริการหลักของ ebay แทน

และเป็น Thiel ที่แอบไปเจรจา จน Deal นี้สำเร็จเสียที เป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน เป็นการแข่งขันในเกมธุรกิจที่เรียกได้ว่าสนุกที่สุดครั้งในประวัติศาสตร์ของบริษัทในอเมริกา แต่ถึงบัดนี้ ทั้งสองก็ได้จูบปากกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Thiel ได้ทำการนัดพนักงานเข้ามาเพื่อชี้แจ้งเรื่องดังกล่าว โดยกล่าวในรายละเอียดที่เกิดขึ้น ที่ได้สรุปข้อตกลงขายบริษัท PayPal ให้กับ ebay โดยจะเป็นการแลกเปลี่ยนหุ้นทั้งหมด ในสัดส่วน 0.39 หุ้นของ ebay สำหรับ PayPal ในทุก ๆ หุ้น

ซึ่งแน่นอนว่า อาจจะต้องใช้เวลาหกเดือน กว่าที่รายละเอียดของ Deal ทั้งหมดจะเสร็จสิ้น และในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ทั้งสองบริษัทจะแยกทำงานกัน โดยหลังจากทำการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ PayPal จะยังคงเป็นหน่วยงานอิสระ ภายใน ebay และทีมผู้บริหารปัจจุบันก็จะยังคงอยู่ทำงานต่อไป

เหล่าพนักงาน PayPal ฉลองชัย ที่สงครามสิ้นสุด เสียที
เหล่าพนักงาน PayPal ฉลองชัย ที่สงครามสิ้นสุด เสียที

และคำพูดสุดท้าย ที่ทำให้เหล่าพนักงานต่างส่งเสียงปรบมือกันเกรียวกราว ก็คือ “เมื่อการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ Billpoint จะถูกปิดตัวลง และ PayPal จะถูกรวมเข้ากับเว๊บไซต์ ebay” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการยุติสงครามที่มีความยืดเยื้อมาอย่างยาวนานนั่นเอง

และสิ่งสำคัญในการควบรวมครั้งนี้ก็คือ Thiel ต้องการประกาศให้เหล่าพนักงานของเขาได้รับรู้ว่า PayPal จะกลายเป็นสกุลเงินสำหรับอินเทอร์เน็ต ตามความฝันที่เค้าได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มสร้าง PayPal ใหม่ ๆ และด้วยจำนวนผู้ใช้งานในระบบ ebay ในขณะนั้นกว่า 46 ล้านคน มันกลายเป็นพื้นที่ ที่เหลือเฟือสำหรับการเติบโตในอนาคตของ PayPal

และที่สำคัญการต่อสู้ในครั้งนี้ของ PayPal มันยังได้แสดงให้เห็นอีกอย่างนึงว่า PayPal บริษัท startup เล็ก ๆ ที่แจ้งเกิดได้เพียงไม่เกิน 3 ปีนั้น แต่พวกเขาสามารถเอาชนะยักษ์ใหญ่อย่าง ebay และกลายเป็นผู้ชนะตัวจริงในศึกปฏิวัติวงการชำระเงินออนไลน์ของโลกในครั้งนี้นั่นเองครับ

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ PayPal Wars จาก Blog Series ชุดนี้

ก็ต้องบอกว่าการเกิดขึ้นของ PayPal นั้นเป็นอีกหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด ของวงการเทคโนโลยีโดยเฉพาะเหล่า Startup ใน อเมริกาเลยก็ว่าได้ เพราะผลผลิตจากกลุ่ม PayPal ที่ถูกกล่าวขานกันว่า PayPal Mafia นั้นได้กลายเป็นกลุ่มบุคคลที่คอยขับเคลื่อน Silicon Valley ในยุคต่อมาอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

บริการอย่าง Facebook ก็ได้รับเงินทุนตั้งต้นครั้งแรกจาก Peter Thiel ที่เป็นอดีต CEO ผู้พา PayPal เอาชนะ Billpoint ของ ebay ได้สำเร็จนั่นเอง และหลาย ๆ คนของเหล่าพนักงานหัวกะทิของ PayPal ก็ได้กลายมาเป็นนักลงทุนทางด้านเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งการสร้างบริการใหม่ ๆ ขึ้นมาเอง ตัวอย่างเช่น Linkedin ของ Reid Hoffman หรือ Youtube , Yelp หรือ นวัตกรรมสุดล้ำต่าง ๆ ที่ Elon Musk กำลังสรรค์สร้างขึ้นมาอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

มันได้ส่งผลทำให้เกิด Startup ในยุคหลัง ๆ ของ Silicon Valley หลาย ๆ บริการที่กลายมาเป็นบริการโด่งดังในปัจจุบัน ซึ่งก็ล้วนแต่ผ่านมือพวกเขาเหล่านี้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งมาแล้วแทบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Uber , Instragram , Youtube , Kiva.org , AirBnb หรืออีกหลายธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

บริษัทชื่อดังมากมายที่ล้วนเป็นผลผลิตมาจากเหล่าพนักงาน PayPal
บริษัทชื่อดังมากมายที่ล้วนเป็นผลผลิตมาจากเหล่าพนักงาน PayPal

ต้องบอกว่า จากเนื้อเรื่องใน Blog Series ชุดนี้ มันคือการหล่อหลอมให้เหล่าพนักงานของ PayPal ยุคบุกเบิกนั้น ได้กลายมาเป็นนักลงทุนทางเทคโนโลยีที่มีวิสัยทัศน์อย่างที่เราเห็น มันเกิดจากการสู้ของพวกเขาแทบจะทั้งสิ้น พวกเขาได้เจอประสบการณ์ต่าง ๆ มากมายในการนำพา บริษัทเล็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดใหม่ อย่าง PayPal ให้ต่อกรกับ ebay ที่ถือเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีในขณะนั้นได้ถือว่าเป็น case study ที่น่าสนใจครั้งนึงในการต่อสู้ทางธุรกิจของประเทศอเมริกา

จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้ได้ให้แนวคิดอย่างนึงก็คือ ด้วยทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำกัด และด้อยกว่าคู่แข่งอย่าง ebay แบบเห็นได้ชัด แต่พวกเขากลุ่มนี้ เหล่าพนักงานหัวกะทิของ PayPal ได้รีดศักยภาพของตัวเองให้ออกมาได้มากที่สุด สร้างไอเดียที่สร้างสรรค์ คิดค้นกลยุทธ์ใหม่ ๆ พวกเขาต้องคอยคิดอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญมันต้องทำงานแข่งกับเวลาที่เงินทุนของพวกเขากำลังร่อยหรอลงเรื่อย ๆ เพื่อที่จะให้สามารถต่อสู้กับ ebay ได้ แม้จะเป็นรองแค่ไหน พวกเขาก็ไม่เคยยอมแพ้ ซึ่งสุดท้ายพวกเขาก็สามารถเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้สำเร็จ และได้กลายเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ในวงการชำระเงินออนไลน์ อย่างที่เราได้เห็นใน Blog Series ชุดนี้นั่นเองครับ

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The New Recruit *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ชิม ช้อป ใช้ กับการใช้นวัตกรรมของรัฐในการออกแบบนโยบาย

ต้องบอกว่าเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ นโยบาย การอัดฉีดเงินของรัฐ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบอย่างนโยบาย ชิม ช้อป ใช้ ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ active มากยิ่งขึ้น

แน่นอน ว่าหลาย ๆ คนอาจจะมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ นโยบาย ดังกล่าว แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบการออกนโยบายทางการเงินของรัฐบาลมาในช่วงหลัง ๆซึ่งต้องบอกว่า สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนที่สุดเพื่อให้ไทยเข้าสู่ cashless society นั้นก็คือ การเกิดขึ้นของ PromptPay (พร้อมเพย์) นันเอง

ผมว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนที่ส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ เรื่องมากสำหรับนโยบายนี้ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจนอกระบบ การบีบให้เหล่าธนาคารสุดท้ายต้องยกเลิกค่าธรรมเนียม รวมถึงเงินหมุนเวียนที่เกิดขึ้นผ่าน cashless society ที่เกิดขึ้นหลังจากนโยบายนี้ มันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้อย่างมาก

รวมถึงอีกหลาย ๆ นโยบายที่ผมค่อนข้างเห็นด้วย อย่าง บัตรสวัสดิการประชารัฐ ที่สามารถกรอง กลุ่มบุคคลที่รัฐควรให้การช่วยเหลือได้ดีที่สุด สามารถหว่านเม็ดเงินไปแก้ไขปัญหาแบบถูกจุด แม้โครงการจะมีปัญหาบ้าง ไม่ 100% ก็ตาม แต่อย่างน้อยเป็นการคัดกรอง ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

ส่วนเรื่องของ ชิม ช้อป ใช้ นั้น แม้ เฟส แรกอาจจะเป็นการแค่การแจกเงินเหมือน นโยบายทั่ว ๆ ไป แต่ที่ผมสนใจมากคือ เฟส 2 ที่รัฐออกนโยบาย การ cashback ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะคุ้นกันเพราะมันใช้ในบริษัทเอกชนมากมายที่ออกนวัตกรรมทางการเงินนี้ให้กับลูกค้า

ที่น่าสนใจคือ มันเป็นการออกโดยภาครัฐ มันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ผมแทบจะไม่เคยเห็นจากรัฐบาลชุดไหนมาก่อน ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก กับการใช้ แคมเปญ แบบ เอกชน มาใช้กับนโยบายรัฐบาล

ถือเป็นการคิดค้นนวัตกรรมทางด้านนโยบายที่น่าสนใจมาก ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ และแน่นอนว่า เบื้องหลังของนโยบายเหล่านี้ นั้น ต้องมาจากการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Big Data หรือ แม้กระทั่ง AI ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจระดับมหภาคจริง ๆ

ซึ่งแน่นอนว่า เหล่านักการเงิน รวมถึงวิศวกร ยอดอัจฉริยะ ที่มีอยู่เต็มไปหมดในกระทรวงการคลังนั้น คงทำงานกันอย่างหนัก กว่าจะได้นโยบายอย่างที่เราเห็น ซึ่งน่าจะมีการวิเคราะห์ผลดีผลเสียออกมาดีแล้ว ผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ต้องบอกว่าปัจจุบันคงไม่เป็นเรื่องยาก ที่จะนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไปวิเคราะห์เพื่อสร้างนโยบายทางการเงินของประเทศออกมา

หรือแม้กระทั่ง Application อย่าง “เป๋าตัง” นั้นก็เห็นได้ชัดเจนว่า มันเป็นผลพวงจากนโยบายทางการเงินของรัฐบาลแทบจะทั้งสิ้น ในการทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้น ผมว่าเป็นก้าวสำคัญของประเทศ ในการออกแบบนวัตกรรมในการสร้างนโยบาย รูปแบบใหม่ ๆ ผ่านการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ ซึ่งเราก็ต้องรอดูกันว่ามันจะส่งผลให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเราได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งแน่นอนว่าทุก ๆ นโยบายของรัฐ มันมีทั้งข้อดี และข้อเสีย อยู่ที่เราจะมองมันในมุมไหน นั่นเองครับ

–> ลิงค์ลงทะเบียน : https://www.ชิมช้อปใช้.com/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Maleficent 2 Mistress of Evil (มาเลฟิเซนต์ 2)

ต้องบอกว่าเป็นหนังฟอร์มยักษ์ของ Disney ที่แฟน ๆ หลายคนรอชมเลยทีเดียวสำหรับ Maleficent 2 Mestress of Evil ( มาเลฟิเซนต์ 2 ) หลังจากภาคแรกนั้นประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงปี 2014 กวาดรายได้ไปอย่างมหาศาลและกลายเป็นกระแสฮอตอยู่ช่วงนึงเลยทีเดียว

สำหรับเรื่องราวในภาคที่ 2 ที่จะเป็นบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมดนั้น เกิดขึ้น หลังจากที่มาเลฟิเซนต์ (แองเจลิน่า โจลี่) เป็นแม่ทูนหัวของเจ้าหญิงออโรร่า (แอล ฟานนิ่ง) และอาศัยอยู่ด้วยกันที่อาณาจักรมัวส์ ออโรร่ากลายเป็นราชินีผู้ปกครอง ทางด้านเจ้าชาย ฟิลลิปส์(แฮริส ดิคคินสัน) ก็ได้ขอเจ้าหญิงออโรร่าแต่งงาน มาเลฟิเซนต์ไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ยอมไปร่วมงานเลี้ยงรับเชิญของพระราชา และราชินี แห่งเมืองอัลสเตด เพราะความรักที่มีต่อออโรร่า

แต่ราชินีอิงกริด(มิเชล ไฟเฟอร์) กลับพูดจายั่วยุจนทำให้มาเลฟิเซนต์โมโห จึงระเบิดพลังออกมาทำให้ประชาชนต่างหวาดกลัวและมองว่าเธอเป็นปีศาจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดของภาคนี้นั่นเอง

แม้จะไม่ใช่เป็นแฟนหนังสไตล์นี้เท่าไหร่ แต่พอดีได้มีโอกาสดูภาคแรกมาแล้ว ก็เลยอยากจะสานต่อในภาคจบ ภาคนี้ ให้เห็นความสมบูรณ์ทั้งหมดของเรื่อง ว่าจะมีการดำเนินไปถึงบทสรุปของหนังอย่างไร

สิ่งที่ประทับใจ อย่างแรก เลยคือ เรื่องของ CG งานคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ทั้งหมด ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า Disney นั้นมีทีมงานที่ยอดเยี่ยมเหมือนเคย สามารถสร้าง CG ชั้นยอดประกอบหนังเรื่องนี้ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่มีข้อตกบกพร่อง ตามมาตรฐานของ Disney

แต่แม้หนังเรื่องนี้จะพยายามเล่นใหญ่ ให้กลายเป็นสงครามเปรียบเสมือนสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ เหมือนหนังหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เด็กดูได้ จึงไม่ได้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันแบบโหด ๆ เหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ ทำให้ลดความสนุกในส่วนนี้ลงไปมาก

แต่การที่พยายามยืดหนังออกไปมากเกินไปนั้น ทำให้ช่วงกลางเรื่องของหนัง มันเริ่มดูน่าเบื่อ เพราะการดำเนินเรื่องแบบเรียบง่ายเกินไป เนื้อหามันก็ไม่ได้มีอะไรมาก ความจริงหนังไม่ควรจะทำมามีความยาวเกือบสองชั่วโมง เพราะดูจากเนื้อเรื่องแล้ว มันไม่มีอะไรมากกว่าหนังทั่วไป ที่ควรจะจบภายในเวลา ไม่เกินชั่วโมงครึ่งเสียด้วยซ้ำ

แต่อย่างไรก็ตาม โดยรวมนั้น ก็ถือว่าหนังยังคงความสนุกอยู่ ซึ่งก็ถือว่าทำออกมาได้สนุกไม่แพ้ภาคแรก มีการถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาของ เผ่า ดาร์กเฟย์ ซึ่งเราจะได้ท่องไปในอีกโลกหนึ่ง ผ่าน CG ที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม สำหรับแฟน ๆ Disney นั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรพลาดครับ และที่สำคัญถ้ามีโอกาสก็อยากให้ดูในระบบ IMAX ไปเลยเพราะหนังเรื่องนี้ทำ CG ออกมาได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ ครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

งานวิจัยใหม่กับการปลูกถ่ายอวัยวะช่วยเหลือคนหูหนวก

การปลูกถ่ายเครื่องช่วยฟังหลายคนจะไม่ช่วยคนที่มีปัญหาหูชั้นในหรือปัญหาเกี่ยวกับประสาทหู แต่การปลูกถ่ายก้านสมองแบบเดิม ๆ นั้นมักจะทำงานไม่สมบูรณ์บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตามในไม่ช้าอาจมีทางออกที่ดีกว่าด้วยงานวิจัยใหม่ 

นักวิจัยได้ออกแบบอุปกรณ์ฝังอิเล็กโทรดที่สามารถปรับความเสียหายของหูชั้นในได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัย, โดยใช้วัสดุอย่างทองคำขาวที่มีความยืดหยุ่น  และเมื่อห่อด้วยซิลิโคนจะมีการนำไฟฟ้าสูง แต่สามารถเกาะติดกับก้านหูอย่างแน่นหนาและส่งสัญญาณที่ตรงเป้าหมายมากกว่าในการปลูกถ่ายรูปแบบเดิม ๆ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการทดสอบกับการปลูกฝังหนู แต่ก็ยังมีหนทางอีกยาวไกล ทีมเพิ่งสร้างอุปกรณ์ที่มีขนาดสำหรับใช้ในมนุษย์ที่เหมาะสำหรับการผ่าตัด และจะต้องผ่านการศึกษาเพิ่มเติมก่อนที่การทดลองของมนุษย์จะเริ่มขึ้นจริง 

แม้ว่าจะให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น และเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยฟื้นฟูในการได้ยิน แต่จะช่วยฟื้นฟูการรับรู้เสียงขั้นพื้นฐานเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการนำไปใช้งานที่เป็นไปได้ในส่วนอื่น ๆ ซึ่งอาจรวมถึง สมอง กระดูกสันหลัง และที่อื่น ๆ ที่แพทย์ต้องการที่จะกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทนั่นเองครับ

References : https://www.engadget.com/2019/10/20/soft-platinum-hearing-implants/ https://2rdnmg1qbg403gumla1v9i2h-wpengine.netdna-ssl.com/wp-content/uploads/sites/3/2019/07/cochlearImplant-464470338-770×553-650×428.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

BCI อาจะทำให้มนุษย์สามารถสื่อสารกันได้ผ่านกระแสจิต

งานวิจัยล่าสุดอาจจะทำให้เราสามารถที่จะสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองผ่านกระแสจิตได้สำเร็จ ซึ่งต้องขอบคุณเทคโนโลยี อินเตอร์เฟซคอมพิวเตอร์สมอง (Brain Computer Interface-BCI) ที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

ความก้าวหน้าครั้งล่าสุดที่เป็นส่วนสำคัญของรายงานฉบับใหม่ เกี่ยวกับเทคโนโลยีปลูกถ่ายประสาทเทียมโดย Royal Society ซึ่ง เป็นองค์กรทางวิทยาศาสตร์ของสหราชอาณาจักร

โดย เอกสารนี้ได้รายงานการ เชื่อมต่อส่วนต่าง ๆ ของสมองกับคอมพิวเตอร์ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งตอนนี้สามารถทำให้เป็นไปได้ แต่ก็ได้มีการเตือนว่าการเชื่อมต่อสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์นั้นอาจทำให้ความเป็นส่วนตัวลดลง

“ ไม่เพียง แต่ความคิด หรือ ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสเท่านั้น ที่สามารถสื่อสารจากสมองสู่สมอง”  “ ตอนนี้เทคโนโลยีมันทำให้สามารถส่ง “ข้อมูลอะไรก็ตาม” ของสิ่งที่พวกเขาเห็น ได้ยิน หรือชิมเข้าไป และส่งผ่านกระแสจิต เข้าไปในสมองของเพื่อนที่บ้านได้”

เพื่อให้แน่ใจว่าการปลูกฝังระบบประสาทเหล่านี้ในอนาคตจะถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของผู้คนและสังคมอย่างถูกต้องที่สุด , Royal Society กำลังเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบในเทคโนโลยีดังกล่าวก่อนที่จะนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์จริง ๆ

มิฉะนั้นบริษัทเอกชน เช่น Facebook ที่ทำงานอยู่ในระบบของตัวเอง ก็จะสามารถกำหนดวิธีการในการใช้เทคโนโลยีตามเงื่อนไขของตนเองได้ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เกิดขึ้นได้ เมื่อข้อมูลดังกล่าวนั้นสามารถส่งผ่านคลื่นสมองออกไปได้ง่าย ๆ นั่นเอง

“พวกเขาอาจจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากในสหราชอาณาจักรและเปลี่ยนแปลงสุขภาพของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงประโยชน์ในการดูแลสังคมที่ดีขึ้นนั่นเอง” วิศวกร จาก อิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน Christofer Toumazou กล่าว “ แต่หากการพัฒนาได้รับการกำหนดโดยบริษัทเอกชนต่าง ๆ โดยเฉพาะบริษัททางด้านเทคโนโลยีที่มีข้อมูลมหาศาล และเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้นนั่นเอง และเป็นเหตุผลที่เรากำลังเรียกร้องให้รัฐบาลเริ่มการสอบสวนเรื่องราวเหล่านี้ในระดับนานาชาติ”

References : https://www.independent.co.uk/life-style/gadgets-and-tech/news/brain-computer-interface-neuralink-elon-musk-telepathy-a9097821.html https://michellepetersen76.files.wordpress.com/2017/10/advanced-artificial-limbs-mapped-in-the-brain-neuroinnovations.jpeg?w=585&h=280&crop=1

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol