Alexis is Coming

ถือว่าเป็นเกมส์ที่สนุกเลยทีเดียวสำหรับเกมส์กับ leicester ที่ king power stadium เมื่อคืนที่ผ่านมา  เกมส์นี้ทั้งสองทีมจัดตัวแบบ fullteam พร้อมแลกหมัดกันแบบเต็มที่ ซึ่งถือว่าต้องนับถือในตัว รานิเอรี่มากที่จัดลูกทีมให้ลุยสู้อาเซน่อลตั้งแต่ครึ่งแรกเลยทำให้เกมส์เปิดได้ขนาดนี้

อาจจะเป็นการประเมินที่ผิดพลาดของ leicester ไปซักเล็กน้อยเมื่อได้ประตูออกนำไปก่อน และเร่งเครื่องเอาประตูถัดไปทันที ซึ่งรูปเกมส์แบบนี้เป็นรูปเกมส์ที่ถนัดสำหรับอาเซน่อล ซึ่งไม่ค่อยได้พบเจอซักเท่าไหร่เพราะส่วนใหญ่ทีมฝั่งตรงข้ามจะเน้นรับเหนียวแน่นและรอสวนกลับในการเจอกับ อาเซน่อล แต่ ผิดคาดสำหรับ leicester ในเกมส์นี้คือบุกแหลกตั้งแต่นาทีแรกยันนาทีสุดท้าย ทำให้เกมส์ค่อนข้างแลกกันไปกันมา แต่ด้วยการจบสกอร์ที่คมกว่าของอาเซน่อล จึงทำให้สกอร์ออกมาอย่างที่เห็น และการเข้าฝักของ alexis ที่ในที่สุดก็ทำประตูได้ซะทีหลังจากรอมาถึง 7 เกมส์

เกมส์นี้ไม่ต้องบอกเลยว่า man of the match ก็ต้องยกให้เขาคนเดียวเลย ถือว่า alexis คนเดิมใน season ที่แล้วได้กลับมาแล้ว และทำให้อาเซน่อลก็พร้อมจะลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัวแล้วในฤดูกาลนี้เช่นกันหลังจากแต้มตามหลังจ่าฝูงอย่าง แมน ยูเพียงแค่ 3 แต้ม และมีโอกาสได้มาเจอกันนัดหน้าด้วย ถือว่าถ้าชนะสวย ๆ ก็มีโอกาสที่จะพลิกขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงได้เลยสำหรับอาเซน่อล

เมื่อมองที่รูปเกมส์สำหรับเกมส์นี้นั้นถือว่าทำได้ดีที่เอา วัลคอตมาเล่นหน้าเป้า เนื่องจาก leicester ที่บุกแหลกทำให้เปิดพื้้นที่มากในกองหลังของ leicester ทำให้ วัลคอตมีโอกาสสวย ๆ ในเกมส์นี้หลายครั้งจนได้มา 1 ประตู ซึ่งถือว่าในตอนนี้นั้นวัลคอต น่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด สำหรับกองหน้าที่เรามีเนื่องจาก ชิรูด์นั้ ใช้โอกาสเปลืองมากเกินไป ถึงแม้เขาจะยิงได้เรื่อย ๆ แต่ก็คงไม่เหมาะการจะลุ้นแชมป์ซึ่งต้องมีกองหน้าที่ทำได้ระดับ 20 ประตูต่อ season ซึ่งหวังว่า 3 แนวรุกของทีมจะจูนกันติดเร็ว ๆ และเราอาจจะได้เห็นการถล่มประตูของอาเซน่อลเหมือนช่วงปี 2004 ในปีนี้ก็ว่าได้

Img Ref : football365.com

Movie Review : Begin Again


Review

 

ถือว่าตกเทรนด์ไปไม่น้อยสำหรับหนังเรื่อง Begin Again ที่เพิ่มได้มีโอกาสได้ดู ไปไม่กี่วันก่อนสำหรับผลงานการกำกับของ John Carney จะว่าไปแล้วผมก็ไม่เคยดูหนังของ John Carney เลยสักเรื่อง แต่สำหรับผลงานใหม่ล่าสุดของเขาอย่าง Begin Again ก็อดชื่นชมในผลงานการกำกับของเขาไม่ได้

สำหรับ Begin Again นั้นแสดงนำโดย Keira Knightley  ที่รับบท Gretta แฟนของนักร้องหนุ่มที่กำลังพุ่งแรงสุดขีดที่รับบทโดย Adam Levine  และมาพร้อมกับ Mark Ruffalo  ที่รับบท Dan  โปรดิวเซอร์ชื่อดังในวงการเพลงที่มีผลงานมาอย่างยาวนาน และกำลังอยู่ในช่วงขาลง โดยเรื่องนี้นั้น เป็นการเล่าเรื่องแบบมีการสลับภาพเหตุการณ์ในอดีตกับปัจจุบันได้อย่างลงตัว  โดยเนื่อเรื่องได้ดำเนินจากจุดเริ่มต้นของ Dan ที่กำลังเมามายหลังจากเพิ่งถูกไล่ออกจากตำแหน่ง producer และไม่สามารถหานักร้องหน้าใหม่ให้สังกัดเขาได้หลายปีแล้ว  จนเขาได้มาพบกับ Gretta และได้ฟังเพลงที่เธอร้องใน pub และเป็นเพลงที่เธอแต่งขึ้นเอง ซึ่งนั่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราว ที่เกี่ยวพันกันของนักแสดงนำทั้งสามคน

โดยส่วนตัวเรื่องนี้ชอบ Keira Knightley มากเธอแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ เราจะสังเกตได้ว่าเธอไม่ได้เป็นผู้หญิงที่สวยเหมือนดาราซุปเปอร์สตาร์คนอื่น ๆ แต่ Keira นั้นเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ในการแสดงออกมาก ๆ สามารถสวมบทบาทในหนังหลายเรื่องได้อย่างลงตัว รวมถึงในเรื่องนี้ก็เช่นกันไม่มีใครสงสัยในความสามารถของเธอ  สำหรับส่วนของ Adam Levine นั้นแทบจะแสดงเป็นตัวเองเลยก็ว่าได้ ถือว่าสอบผ่านกับการแสดงครั้งแรกของเขาได้อย่างดี ส่วน Mark Ruffalo นั้นจากผลงานหลายๆ  เรื่องที่ผ่าน ถือว่าเป็นนักแสดงที่มีผลงานชุกคนหนึ่งของวงการ hollywood เขาสามารถเล่นบทบาทโปรดิวเซอร์ในเรื่องนี้ได้สมบูรณ์แบบ  ซึ่งประกอบกับเพลงประกอบหนังที่ออกมาอย่าง lost stars ที่ดังเปรี้ยงปร้างนั้นก็ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่แนะนำให้หามาดูเป็นอย่างยิ่ง ถือว่าเป็นหนังรักที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในปี 2013 เลยก็ว่าได้

เก็บตกจากหนัง

  • เพลง lost stars นั้นช่วย promote หนังเรื่องนี้ให้ดังยิ่งขึ้น
  • หนังมีการตัดสลับภาพอดีตและปัจจุบันอยู่หลายช่วงตอนและค่อนข้างทำได้ดี

คะแนน

9/10


สรุป
“หนังรักที่มาพร้อมกับ ost. เพราะอย่าง lost stars”

Two Lose With Three Red

ผลงาน 2 นัดล่าสุดของทีมอาเซน่อล ถือว่าเป็นสัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดสัปดาห์หนึ่งเลยก็ว่าได้ ผ่านเกมส์ 2 นัดทั้งในเกมส์ยุโรป และ ใน premier league มาอย่างสภาพสะบักสะบอมมาก ๆ ทั้งผู้เล่นบาดเจ็บทั้งผู้เล่นโดนแบน ถือเป็นสัปดาห์ที่เลวร้ายจริง  ๆ ของทีมอย่าง อาเซน่อล ที่เพิ่งเริ่มฤดูกาลได้ไม่กี่นัด

สำหรับส่วนของเกมส์ยุโรปนั้น ต้องถือว่าเป็นความผิดเต็ม ๆ ของ ชิรูด์ เลยก็ว่าได้ถือว่าเป็นการเสียค่าโง่ชัด ๆ กับการโดนใบแดงที่ไม่ควรโดนอย่างยิ่งทำให้เพื่อนๆ  เล่นกันได้ยาก รวมถึงได้มีการพักตัวผู้เล่นหลายคน ทำให้ถือว่าเป็นการเจอทีมอย่าง Dinamo Zagreb ด้วยผู้เล่นน้อยกว่า ก็ไม่ได้เป็นงานง่ายเลย และสุดท้ายก็แพ้ไปจนได้ ซึ่งผมได้มีโอกาสได้ดูในเกมส์นี้ด้วย  ต้องถือว่าก่อนจะโดนใบแดงนั้น อาเซน่อลก็ถือว่าวางหมากมาเล่นได้อย่างดี ผู้เล่นที่ลงไปก็ไม่น่าจะพลาดเก็บสามแต้มได้หากตัวผู้เล่นเท่ากัน หรืออย่างแย่สุด คงเป็นผลเสมอกลับมา แต่ การที่เหลือ 10 คนด้วยการเสียค่าโง่ของ ชิรูด์นั้น ถือว่าเสียหายอย่างยิ่ง ทำให้ปีนี้เราแทบจะไม่ต้องลุ้นเป็นที่ 1 ของกลุ่ม แน่ ๆ แล้ว คงลุ้นได้เข้าเป็นที่ 2 เหมือนทุก ๆ ปีที่ผ่านมา รวมถึงการอยู่ร่วมกลุ่มกับทีมอย่าง บาเยิร์น มิวนิก ที่เราแพ้ทางตลอดนั้น ก็คงไม่น่าจะมีสิทธิ์ลุ้นแชมป์กลุ่มอย่างแน่นอน แต่การออกสตาร์ทแบบนี้ นั้นทำให้เราต้องเหนื่อยเพิ่มในการลุ้นเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่ม เหมือนในทุก ๆ ปี แต่ผมเชื่อว่ายังไงก็น่าจะผ่านรอบนี้ไปได้ แต่อาาจะผ่านไปแบบไม่ค่อยสวยงามเหมือนหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา

ส่วนในเกมส์ premier league  BIG Match ที่พบกับเชลซีในวันเสาร์ที่ผ่านมานั้น ก่อนเกมส์ก็ถือว่ามีลุ้นลึก ๆ ว่าทีมจะสามารถล้มทีมอย่างเชลซีที่สภาพไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ในตอนนี้ได้ อย่างที่เคยชนะมาใน community shield ก่อนเปิดฤดูกาล  แต่เช่นเคยเหมือนไม่เข็ดสำหรับการควบคุมอารมณ์ของนักเตะอาเซน่อลอย่าง Gabrieal นั้นถือว่าเสียท่าให้กับ คอสต้าไปเต็ม ๆ ในเกมส์นี้แบบไม่น่าเสีย ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้เป็นตัวจุดชนวน เผลอหลุดไปชั่ววูปทำให้ทีมเสียหายอย่างมหาศาล ซึ่งคิดว่าตอนแรกนัดนี้ผมหวังไว้อย่างแย่คงน่าจะเก็บ 1 แต้มกลับบ้านมาได้ เช่นเดียวกับเกมส์ยุโรปกลางสัปดาห์ การเหลือผู้เล่น 10 คน นั้นก็ไม่สามารถเอาตัวรอดจากเกมส์ดังกล่าวได้ ต้องบอกว่าตอน 11 คนเท่ากันนั้น เกมส์ถือว่าเล่นได้สนุกมาก ผลัดกันรุกรับ แต่พอเกมส์เปลี่ยนจากการขาดผู้เล่น ก็เป็นฝ่ายเชลซีที่เป็นฝ่ายคุมเกมส์อยู่ฝ่ายเดียว และเล่นเพื่อเน้นผลสกอร์ และสามารถทำไปได้อย่างไม่ยากเย็น

สัปดาห์นี้ถือว่าเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของนักเตะอาเซน่อลในการควบคุมอารมณ์ในการเล่น จะเห็นได้ว่า เหมือนเหตุการณ์เดิมวนลูปมาซ้ำในเกมส์กับเชลซี ซึ่งสไตล์การเล่นของอาเซน่อลนั้นหากเหลือผู้เล่นน้อยกว่านั้นเป็นกาารยากอย่างยิ่งที่จะทำเกมส์เข้าไปสู้กับคู่ต่อสู้ได้ จึงหวังว่าคงไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกในฤดูกาลนี้ หวังว่าเวนเกอร์คงจะกำชับลูกทีมอย่างดีต่อจากนี้ในเรื่องของการควบคุมอารมณ์ ซึ่งหลังจาก ที่แมนซิตี้ นั้นแพ้เป็นนัดแรกไปแล้ว ก็ถือว่า การลุ้นแชมป์ในปีนี้ยังเปิดกว้างอยู่ ยังไม่หมดหวังไปซะทีเดียวสำหรับไอปืนใหญ่ อาเซน่อล

Image Reference : telegraph

Movie Review : ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ


Review

ถือว่าเป็นหนังเรื่องแรกในปีนี้ของค่าย GTH เลยทีเดียวสำหรับ ฟรีแลนซ์… ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ  ผลงานของผู้กำกับ indy มากฝีมืออย่าง เต่อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์  ที่ได้ฝากผลงานที่กวาดรางวัลอย่าง Mary is happy, Marry is happy  ซึ่งเป็นหนังที่ออกไปในแนว indy เฉพาะกลุ่ม  รวมถึงเคยฝากผลงานการเขียนบทของหนังในค่าย GTH อย่าง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ และ ท๊อป ซีเคร็ต วัยรุ่นพันล้าน  ที่สามารถกวาดรายได้ไปอย่างถล่มทลายมาแล้ว

สำหรับเต๋อ นั้นเป็น ผู้กำกับรุ่นใหม่มากความสามารถที่รอการพิสูจน์ผลงานกับหนัง Main Stream ซึ่งก็ถือว่าเรื่อง ฟรีแลนซ์..  นี้ถือเป็นหนังเรื่องแรกที่เต๋อทำหนังที่เป็น Main Stream เข้าถึงผู้คนมาก ๆ ไม่เหมือนหนังสั้น หรือ หนัง indy ที่เขาเคยทำมา  ผลงานในเรื่องนี้  ได้นักแสดงนำอย่าง  ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์  , ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ รวมถึง สาวนักร้องมากความสามารถอย่าง วิโอเลต วอเทียร์  ที่มารับบทบาทการแสดงหนังใหญ่ครั้งแรกของเธอ

คือถ้ามองในแง่ของกระแสของหนังเรื่องนี้ถือว่าได้ทำการ โปรโมตมาก่อนหน้าพอสมควรทำให้ผู้คนทั่วไปค่อนข้างคาดหวังกับหนัง GTH เรื่องนี้ และเนื่องจากแฟนหนัง GTH ส่วนใหญ่นั้นก็จะชอบหนังแนว feel good ของ GTH ที่มีมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังซึ่งแทบจะเป็น pattern การทำหนังของ GTH เลยก็ว่าได้ทำให้สามารถกวาดรายได้ไปอย่างงดงามตลอดหลายปีที่ผ่านมา  แต่กับ ฟรีแลนซ์…ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ นั้น ถ้าเราดูจาก Trailer นั้นทุกคนคงคิดว่าคงเป็นหนังแนวเดียวกับ atm error errรัก หรือ  ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้  ที่ซันนี่แสดงมาก่อนหน้านี้ และทำรายได้ไปอย่างถล่มทลาย  แต่กลับกัน หนังเรื่องนี้ เป็นส่วนผสมของความเป็นหนัง main stream หรือหนังตลาด fell good ของ GTH กับแนว indy ที่ เต๋อถนัด

จาก feedback ของหนังตาม social network ต่างๆ  เราจะเห็นได้ว่าจะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบหนังเรื่องนี้ของเต๋อ เนื่องจากการโปรโมตมาก่อนหน้านั้นทำให้แฟน GTH หลายคนคงคาดหวังกับหนังอีกแบบ แต่โดยส่วนตัวนั้นถือได้ว่า GTH นั้นได้ก้าวข้ามจุด comfort zone ของตัวเองออกมาผ่านหนังเรื่องนี้ ถือว่าเป็นการแสดงความกล้าหาญอย่างยิ่งที่ได้ทำหนังที่แตกต่างจาก pattern เดิม ๆ ของ GTH ซึ่งก็คิดว่าแฟนหนังหลาย ๆ คนอาจจะผิดหวัง แต่ถ้าดูจากเนื้อหนังจริง ๆ แล้วนั้น หนังเรื่องนี้ได้แสดงถึงความดิบของการแสดงในบทบาท ฟรีแลนซ์ , หรือ หมอ ได้อย่างชัดเจน ซึ่งคนในสายงานดังกล่าวน่าจะอินกับการแสดงของหนังเรื่องนีได้เป็นอย่างดี ซึ่งผมก็เป็นส่วนหนึ่งที่เข้าใจว่าหนังต้องการสื่อถึงอะไร เนื่องจากผ่านการทำงานแบบฟรีแลนซ์มาก่อน รวมถึง เคยป่วยเนื่องจากการทำงานหนักแบบหนังเรื่องนี้มาแล้ว และต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐ ( ประกันสังคมทำไว้)  ทำให้เข้าใจแต่ละจุดที่หนังต้องการสื่อได้อย่างดี ถึงถือว่าหนังเรื่องถ่ายทอดเรื่องราวความเป็น ฟรีแลนซ์ หรือ เรื่องราวของหมอได้ออกมาดีมาก ๆ คือ เข้าใจถึงบทบาทอย่างแท้จริง ซึ่งคิดว่าน่าจะมาจากประสบการณ์ตรงของ เต๋อ ที่เคยผ่านการเป็น ฟรีแลนซ์มาก่อน

ซึ่งอีกส่วนหนึ่งที่ต้องขอชมคือการแสดงของนักแสดงทุกคน ทั้ง ซันนี่ , ใหม่ รวมถึง วี ไวโอเลต นั้นสามารถเข้าถึงบทบาทได้อย่างดีเยี่ยมถือว่าได้ทำการบ้านส่วนนี้มาดีมาก ๆ ถึงแม้หนังจะดูเหมือนเอื่อย ไม่ค่อยมีมุกตลกเข้ามาซักเท่าไหร่ ซึ่งแตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ  ของ GTH แต่ก็ถือว่าได้ว่าเป็นหนังทดลองของ GTH ที่น่าจะประสบความสำเร็จทั้งในแง่รายได้  รวมถึงในแง่บทวิจารณ์จากนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ได้อย่างดี ซึ่งถือว่าเป็นความกล้าหาญอย่างยิ่งของค่าย GTH ที่กล้าที่จะสลัดภาพเดิม ๆ ของหนังออกมาได้อย่างดี ซึ่งโดยส่วนตัวถือว่าชอบหนังเรื่องมาก ก็ขอให้แนะนำเข้าไปดูกันเยอะ ๆ ให้รายได้ทะลุ 100 ล้านเพื่อให้ GTH ผลิตหนังคุณภาพที่มีความแตกต่างออกมาเยอะ ๆ เพื่อแฟนหนังจะได้เห็นหนังรูปแบบใหม่ ๆ ของ GTH บ้าง

เก็บตกจากหนัง

  • trailer ของหนังค่อนข้างหลอกคนดูว่าจะเป็นหนังแนวเดิมของ GTH
  • วี ไวโอเลต นั้นแสดงเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก และถือได้ว่าสอบผ่านอย่างยิ่งสำหรับบทบาทของเจ๋
  • หนังค่อนข้างมีจุดกึ่งกลางระหว่างความเป็น indy กับ หนัง main stream ได้อย่างดี

คะแนน

9/10


สรุป
“เหมาะกับการเปิดประสบการณ์ใหม่  ๆ กับหนังของ GTH”

เมื่อ Facebook กำลังจะมี Dislike Button

เป็นข่าวครึกโครมเลยทีเดียวกับการออกมาเปิดเผยของ mark zuckerberg  ที่มีแนวโน้มที่จะพิจารณาเพิ่มปุ่ม dislike เข้ามาในระบบ facebook ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนั้น facebook มีแต่ปุ่ม like ที่มีมานานแทบจะตั้งแต่เริ่มต้นระบบเลยก็ว่าได้ ซึ่งการแสดงออกของมนุษย์กับปุ่ม like นั้นแต่ละคนก็จะมีอารมณ์ในการกดปุ่มที่แตกต่างกัน แต่เนื่องจากมีเพียงปุ่มเดียวให้กด ก็เลยไม่สามารถเข้าใจถึงพฤติกรรมที่แท้จริงของ user ที่ได้ทำการกด like ในแต่ละครั้ง

ซึ่งส่วนนี้ facebook คงคิดมาอย่างดีแล้วว่าการที่จะเพิ่มปุ่มอื่น ๆ เช่น dislike button นั้นก็คงเป็นการพัฒนาเพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าในส่วน post หรือ page ต่าง ๆที่มีอยู่ในระบบซึ่งหากมีปุ่ม dislike ขึ้นจริง ก็คงจะต้องมีการปรับกระบวนการคิดในด้านการวางแผนการตลาดกันพอสมควร  campaign แย่ๆ  บางตัวผมคิดว่าก่อนหน้านี้ อย่างมากเราก็แค่ share ต่อ ๆ กันไป แต่เมื่อมีปุ่ม dislike เพิ่มเข้ามา ก็จะกระทบต่อแบรนด์ต่าง ๆ ในแง่ลบโดยตรง เนื่องจากพฤติกรรมที่มีการกด dislike นั้นเป็นผลด้านลบต่อ brand แน่ ๆ ไม่เหมือนปุ่ม like บางครั้งเราก็ไม่ได้ถูกใจ แต่เราแค่ เห็นด้วย , เห็นใจ หรือ เสียใจกับ post ต่าง ๆ  เราก็สามารถแสดงได้ทางการกด like หรือ comment เท่านั้น

ถ้ามองในด้าน technology นั้นดูเหมือนง่ายแค่เพิ่มปุ่ม dislike เพิ่มเข้าไปไม่น่ายากอะไร แต่กับระบบที่ใหญ่อย่าง facebook รวมถึงจำนวนผู้ใช้งานกว่าพันล้านบัญชีนั้น คิดว่าคงไม่เป็นเรื่องง่ายที่จะเพิ่มปุ่มใด ๆ เข้ามาซึ่งจะ effect กับหลาย ๆ อย่างในระบบ เช่นเดียวกับปุ่ม like  ซึ่งจะถูกนำไปคำนวนใน algorithm ที่จะใช้ในการแสดงผลใน feed ของแต่ละคน ซึ่งหากมีปุ่ม dislike เพิ่มขึ้นมาก็คงต้องปรับ algorithm ในส่วนนี้กันยกใหญ่เลยทีเดียว ซึ่งเราอาจจะเห็นข้อมูลผ่าน feed แตกต่างจากที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันเลยแทบจะว่าได้

Img Ref :  fossbytes