“น้ำดื่มสิงห์” เปิดเกมรุกปี 65 ส่งแคมเปญ“เลือกความสดชื่นที่ใช่…เลือกน้ำดื่มสิงห์”สื่อสารจุดแข็งแบรนด์ผ่านพรีเซ็นเตอร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ”ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด

“น้ำดื่มสิงห์” เปิดตัวแคมเปญ “เลือกความสดชื่นที่ใช่…เลือกน้ำดื่มสิงห์” ตอกย้ำภาพผู้นำตลาดที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั้งในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับระดับโลก รวมทั้งการพัฒนารอบด้านตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค
โดยยังคงมีพรีเซ็นเตอร์คนดังอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ”ที่จะมาร่วมสื่อสารผ่านการตลาดแบบ 360 องศา

นายธิติพร ธรรมาภิมุขกุล Chief Marketing Officer – Brand บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดทั้งปี 2565 บริษัทฯ
ได้วางกลยุทธ์การทำตลาดน้ำดื่มสิงห์ โดยยังคงให้ความสำคัญและใส่ใจในด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่มีความสะอาดและปลอดภัยสูงสุดตลอดกระบวนการผลิตด้วยระบบปิด และ Smart Micro Filter เทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของน้ำดื่มสิงห์

รวมถึงเน้นการ ตอบโจทย์ความต้องของผู้บริโภคที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม
ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

ซึ่งการทำตลาดน้ำดื่มสิงห์ในปีนี้แบรนด์ยังคงใช้นักแสดงชายแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” เป็นพรีเซ็นเตอร์ต่อเนื่อง
ทำหน้าที่ช่วยสื่อสารสร้างการรับรู้แบรนด์ ทั้งในเรื่องของคุณภาพและเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะ Smart Micro Filter

ตลอดจนกิจกรรมทางการตลาดที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและกิจกรรมด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมที่จะจัดขึ้นตลอดทั้งปี กระจายไปในทุกภูมิภาค

ที่ผ่านมา น้ำดื่มสิงห์ตอกย้ำและรักษาการเป็นผู้นำตลาดไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งการดึงคาแร็กเตอร์ การ์ตูนระดับโลกที่เป็นขวัญใจทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งโดราเอมอน รวมถึงการผนึกดิสนีย์ นำคาแร็กเตอร์ การ์ตูนดัง อาทิ มิคกี้ เมาส์ , โฟรเซ่น ฯลฯ มาอยู่บนฉลาก
และการพัฒนาระบบการบริหารจัดการความ สัมพันธ์ลูกค้า (CRM:Customer Relationship Management) ผ่าน ‘Singha Rewards’
เพื่อมอบสิทธิประโยชน์คืนกำไรให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จาก Infosearch สถาบันวิจัยตลาดชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ทำการสำรวจน้ำดื่มบรรจุขวดแบรนด์แรกที่ผู้บริโภคนึกถึงหรือ Top-of-mind Brand ในช่วงปี 2555-2564 หรือตลอดระยะเวลา 10 ปี ภาพรวม “น้ำดื่มสิงห์” สามารถครองความเป็นหนึ่งในใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างแข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ด้านความจงรักภักดีต่อแบรนด์(Brand Loyalty) น้ำดื่มสิงห์ยังคงเป็นที่ 1 อย่างยาวนานนับสิบปีเช่นกัน
รวมถึงการเป็นแบรนด์น้ำดื่มที่ผู้บริโภคชื่นชอบมากสุด(Brand Preference) โดยทั้งหมดได้รับการันตีจากเวทีต่างๆ เช่น No.1 Brand
in Thailand และ Thailand’s Most Admired Brand เป็นต้น โดยปัจจุบันน้ำดื่มสิงห์ยังครองการเป็น “ผู้นำ” ตลาดน้ำดื่มด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1

“โซดาสิงห์” ดึง 5 ครีเอเตอร์ NFT ชวนคนไทยประกวดไอเดียพร้อมดันขายในตลาด NFT โลก

“โซดาสิงห์” ตอกย้ำความแข็งแกร่งของคอนเซ็ปต์แบรนด์ “ทุกหยดซ่า…โซดาสิงห์” เดินหน้าบุกโลก NFT เปิดแคมเปญ “Singha Soda NFT Art Contest” ดึง 5 ครีเอเตอร์ดัง ชวนคนไทยครีเอทไอเดีย วาดลวดลายความซ่าในสไตล์คุณ สร้างสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก ชิงรางวัลมูลค่ากว่า 400,000 บาท พร้อมผลักดันผลงานเปิดขายในแพลตฟอร์ม NFT Marketplace ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง ‘Opensea’ ผ่านแอคเคาน์ “Singha Soda”

นายธิติพร ธรรมาภิมุขกุล Chief Marketing Officer – Brand บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาผ่านมา โซดาสิงห์ ไม่หยุดนิ่งการขับเคลื่อนสร้างสรรค์แคมเปญการตลาดที่ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อสร้างความสนุก ความตื่นเต้นและสร้างสีสันใหม่กับผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา

ภายใต้การดำเนินกลยุทธ์การตลาด Collaboration โดยร่วมกับวงการแฟชั่น ดนตรี ศิลปะ ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญ “Singha Soda Battle of the Year Thailand” หนึ่งในแคมเปญที่โซดาสิงห์เคยจัดขึ้นมายาวนาน ที่เป็นการแข่งขันดนตรีฮิปฮอปที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย รวมถึงการจับมือกับ มิสเตอร์ การ์ตูน ศิลปินช่างสักระดับโลก ออกแบบฉลากลิมิเต็ด เอดิชั่น สุดเท่ห์

ไปจนถึงการร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นไทยดังไกลระดับอินเตอร์ “Dry Clean Only” ปล่อยเสื้อคอลเลคชั่นพิเศษขายทั่วโลก สร้างความแตกต่างให้กับตลาดที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย

 ล่าสุด โซดาสิงห์ ย้ำผู้นำปรากฏการณ์ความซ่าต่อเนื่อง ก้าวสู่โลกยุคดิจิทัล เปิดตัวแคมเปญ “Singha Soda NFT Art Contest” ชวนทุกคนมาปลดปล่อยไอเดีย ปลุกความอาร์ต วาดลวดลายความซ่าแบบโซดาสิงห์ในสไตล์คุณ

กับการสร้างผลงานศิลปะบนโลกดิจิทัล เวทีการแข่งขันสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 400,000 บาท โดยมีเหล่าบรรดาศิลปินตัวท็อป NFT ร่วมสร้างผลงาน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้สมัคร ได้แก่ ปาล์ม Instinct (ปรียวิศว์  นิลจุลกะ) , PUCK (ไตรภัค  สุภวัฒนา) , Sahred  Toy (อารักษ์  อ่อนวิลัย) , Jeff Aphisit (อภิสิทธิ์  หมื่นนาค) และ Jecks bkk (ธัชกร  ศิรวัชรเดช)

โดยผลงานที่ชนะจะนำมาขายบนแพลตฟอร์ม Opensea ของ “Singha Soda” ซึ่งแคมเปญการตลาดในครั้งนี้ ตอกย้ำการผู้นำในแง่ของการสร้างการรับรู้ (Perception) ในการสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ที่ทำให้คนได้สนุก ตื่นเต้นมีส่วนร่วมกับแบรนด์ผ่านเทรนด์โลกแต่ละยุคสมัย

“ปัจจุบันนี้ไอเดียซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่ามหาศาลในตลาดโลก คุณไม่จำเป็นต้องวาดรูปเก่งก็ได้ แต่คุณมีไอเดีย เราจะเอาคนไทย 50 คนส่งไอเดียที่คัดเลือกแล้ว ไปขายในตลาดโลกผ่านช่องทาง Opensea ซึ่งเป็นช่องทางที่ซื้อขายผลงาน NFT ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

โดยบริษัทฯ ยินดีมอบรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่าย ให้กับศิลปินเจ้าของผลงานเต็มจำนวน นับเป็นอีกก้าวของการสร้างสรรค์ปรากฏการณ์ใหม่จากโซดาสิงห์ ที่สะท้อนตัวตนสู่คนรุ่นใหม่” ธิติพร กล่าว

ร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนโลกดิจิทัลผ่านแคมเปญ “Singha Soda NFT Art Contest” ภายใต้แนวคิด ดีไซน์จะต้องมีความแปลกใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และไม่ลอกเลียนแบบงานอื่น สามารถตอบโจทย์ “ความซ่าแบบโซดาสิงห์ในสไตล์ของคุณ” พร้อมนำเสนอตัวตนของแบรนด์ “โซดาสิงห์” ออกมาได้อย่างชัดเจน

โดยผลงานดีไซน์โลโก้ หรือขวดโซดาสิงห์ สามารถนำไปใช้ในชิ้นงานได้อย่างสร้างสรรค์ โดยสามารถส่งผลงานได้ที่ www.singhasodanftartcontest.com ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 มิ.ย. 2565

“น้ำดื่มสิงห์” คว้า 2 รางวัล LINE Thailand Awards 2021 สุดยอดแบรนด์ทำการตลาดดิจิทัลครองใจผู้บริโภค

“น้ำดื่มสิงห์” นำ Singha Rewards คว้า 2 รางวัล จากเวที ‘LINE THAILAND AWARDS 2021’ ได้แก่ Best Official Account of the year และ Best Official Account in FMCG สุดยอดแบรนด์ทำการตลาดดิจิทัล สร้าง Engagement ครองใจผู้บริโภคสูงสุด พัฒนาระบบการบริหารจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM: Customer Relationship Management) ส่งมอบประสบการณ์และสิทธิประโยชน์คืนกำไรให้กับลูกค้าต่อเนื่อง

  นายธิติพร ธรรมาภิมุขกุล Chief Marketing Officer – Brand บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจของบุญรอดฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในทุกๆ ด้าน ทั้งกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ การสร้างสรรค์การตลาดใหม่ๆ และมอบสิทธิประโยชน์คืนกำไรให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญที่

“คุณภูริต ภิรมย์ภักดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ให้แนวทางไว้ โดยที่ผ่านมา เราได้ยกระดับการทำ Loyalty Program เพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ตอบโจทย์ทุกที่ทุกเวลาสอดรับกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ โดยประยุกต์ใช้ฟีเจอร์เพิ่มช่องทางให้กับผู้บริโภค ผ่าน LINE Official Account ภายใต้ ‘Singha Rewards’ สร้างการเชื่อมต่อระหว่างแบรนด์  โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 9.5 ล้านคน

ล่าสุด ‘Singha Rewards’ คว้า 2 รางวัล ได้แก่ ‘Best Official Account of the year’ และคว้ารางวัลที่จัดขึ้นเป็นแรก ‘Best Official Account in FMCG’  จากเวทีใหญ่ ‘LINE THAILAND AWARDS 2021’ ตอกย้ำถึงการเป็นแบรนด์สุดยอดทำการตลาดดิจิทัล โดยสามารถสร้าง Engagement ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์น้ำดื่มสิงห์และมีผู้ใช้งานประจำ (Active Users) ถึง 900,000-1,000,000 รายต่อเดือนบน LINE Official Account ได้อย่างยอดเยี่ยม 

ทั้งนี้ บริษัทได้พัฒนา ‘Singha Rewards’ ขึ้นมาเพื่อยกระดับการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ CRM  ก้าวสู่ปีที่ 5 กับการประสบความสำเร็จในการทำตลาดดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม LINE ซึ่งน้ำดื่มสิงห์ถือเป็นแบรนด์แรกๆ ที่มีแนวคิดการนำเทคโนโลยีและฟีเจอร์มาเพิ่มช่องทางการมอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้บริโภค เป็นการทำโปรโมชั่นสะสมแต้มแลกของรางวัล (Loyalty Program) ที่โดดเด่นและแตกต่างผ่านสะสม Points หรือสแกน QR Code จากฝาน้ำดื่มสิงห์และน้ำแร่เพอร์ร่า

จากการจัดกิจกรรมภายใต้แคมเปญ “ยิ่งดื่มยิ่งได้ แค่แอด LINE เติมพอยท์” ที่สร้างความแปลกใหม่ทุกเดือนให้ร่วมสนุก แลกและลุ้นรางวัลชิงโชคสร้างเซอร์ไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่โดนใจตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ทั้งด้านอาหาร เครื่องดื่ม และ Gadget และยังมี Market Place ที่ให้ลูกค้าสามารถนำพอยท์ไปเป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าได้อีก ทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากการซื้อน้ำดื่ม และสร้าง Brand Loyalty ให้กับน้ำดื่มสิงห์ได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“ลีโอ” นำจุดเด่นฮอปส์ 3 สายพันธุ์ ส่ง “ลีโอ ดิเอ็กซพลอเรอร์” ลงขวดอะลูมิเนียม พร้อมดีไซน์สุดเท่

“ลีโอ” เขย่าตลาดเบียร์รับซัมเมอร์ ออกสินค้าใหม่ “ลีโอ ดิเอ็กซพลอเรอร์” นำฮอปส์ 3 สายพันธุ์ โคลัมบัส, เยลโล ซับ และกาแล็กซี ที่คงกรรมวิธีการผลิตสุดพิถีพิถัน มาพร้อมเทคนิค Dry Hops เพิ่มความโดดเด่นให้เบียร์ สร้างประสบการณ์ใหม่เชื่อมโยงผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น

         นายธิติพร ธรรมาภิมุขกุล Chief Marketing Officer – Brand บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงซัมเมอร์นี้ เบียร์ลีโอ เติมสีสันให้กับตลาดครั้งใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปท์ “ลีโอ ดิเอ็กซพลอเรอร์” (LEO THE EXPLORER) เปิดตัว 3 รสชาติใหม่ จากฮอปส์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ COLUMBUS, YELLOW SUB และ GALAXY ในขวดอะลูมิเนียมดีไซน์สวย ขนาด 385 CC. จำนวนจำกัดเพียง 1.1 ล้านขวด 

        สำหรับ “ลีโอ ดิเอ็กซพลอเรอร์” ประกอบไปด้วย ลีโอ โคลัมบัส (LEO COLUMBUS) นำฮอปส์สายพันธุ์จากอเมริกามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ และถือเป็นฮอปส์ที่นำมาใช้ผลิตคราฟท์เบียร์ ,เยลโล ซับ (YELLOW SUB) ฮอปส์จากทวีปยุโรป ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของฮอปส์ และยังเป็นแหล่งที่มีชื่อเสียงของเครื่องดื่มเบียร์อีกแห่งหนึ่งของโลกด้วย และกาแล็กซี (GALXY) ฮอปส์หนึ่งในสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อของออสเตรเลีย

ฮอปส์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ COLUMBUS, YELLOW SUB และ GALAXY 
ฮอปส์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ COLUMBUS, YELLOW SUB และ GALAXY 

โดยจุดเด่นของเบียร์ลีโอ ดิเอ็กซพลอเรอร์ เป็นการดึงฮอปส์ ซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตเบียร์มาลงขวดในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะกรรมวิธีการใส่ฮอปส์ช่วงสุดท้ายของการหมัก(Dry Hops) เพื่อให้เบียร์มีกลิ่นและรสชาติจากฮอปส์ที่ใส่เข้าไปได้อย่างชัดเจน

         ทั้งนี้ ลีโอ ดิเอ็กซพลอเรอร์ ทั้ง 3 รสชาติ บรรจุในรูปแบบขวดอะลูมิเนียม ที่คงความสดใหม่ของรสชาติตลอดเวลา มีกลิ่นและรสที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากฮอปส์แต่ละสายพันธุ์ที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตมาพร้อมดีไซน์พิเศษที่ดึงเอาลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของลีโอมาดีไซน์ไว้บนบรรจุภัณฑ์ ผสานกับดีไซน์สุดล้ำในแต่ละธีมรสชาติ

มิว สเปซ ประกาศราคาขาย “ดาวเทียมสัญชาติไทย” เริ่มต้น 134 ล้านบาท พร้อมจัดแสดงเทคโนโลยีอวกาศแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

mu Space and Advanced Technology Co., Ltd. หรือ บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มิว สเปซ) ผู้ผลิตชิ้นส่วนการบินและอวกาศ และผู้ให้บริการการสื่อสารผ่านดาวเทียม ประกาศราคาดาวเทียมดวงแรกของมิว สเปซ Block 1 (MU-B200) ซึ่งเป็นดาวเทียมในวงโคจรต่ำ (LEO – Low Earth Orbit) ด้วยราคาเริ่มต้น 134 ล้านบาท (4 ล้าน USD) และมีกำลังการผลิตดาวเทียม 100 ดวงต่อปี มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดี

เนื่องจากดาวเทียมของมิว สเปซ มีน้ำหนักเบาเพียง 200 กิโลกรัม, แบตเตอรี่ภายในดาวเทียมมีประสิทธิภาพสูง และสามารถให้พลังงานได้สูงสุดถึง 1,200 วัตต์ โดยมีการติดต่อสื่อสารผ่านคลื่นความถี่ V-Band ด้วยความเร็วสูงสุด 5 Gbps และมีอายุการใช้งานนานถึง 5 ปี

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา มิว สเปซ ได้จัดงาน Tech Day ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ นักลงทุน, สื่อมวลชน และ ลูกค้าได้เข้าชมภายในโรงงานเทคโนโลยีอวกาศแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นการออกแบบ, คิดค้น, วิจัย, พัฒนา, ผลิตชิ้นส่วน และประกอบดาวเทียมด้วยตนเองโดยเทคโนโลยีที่ใหม่และทันสมัย ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ตลอดจนขั้นตอนสุดท้าย

เพื่อให้ผู้เข้าชมโรงงานได้สัมผัสกับกระบวนการพัฒนาและผลิตดาวเทียม Block 1 (MU-B200) โดยภายในงาน นายเจมส์ วรายุทธ เย็นบำรุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีบริษัทฯ เปิดเผยว่า “ศักยภาพและความสามารถในการดำเนินการทุกขั้นตอนได้ด้วยตนเองของมิว สเปซ นั้นทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตที่เกิดจากงบสั่งซื้อ และย่นระยะเวลาในการรอชิ้นส่วนจากบริษัทอื่นได้ จึงทำให้การผลิตดาวเทียมของมิว สเปซ สามารถผลิตได้ในราคาที่ประหยัดงบประมาณไปได้กว่าครึ่งของราคาดาวเทียมในตลาดโลกปัจจุบัน

นายเจมส์ วรายุทธ เย็นบำรุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีบริษัทฯ
นายเจมส์ วรายุทธ เย็นบำรุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีบริษัทฯ

หนึ่งในคุณลักษณะที่โดดเด่นของดาวเทียม MU-B200 นั่นก็คือ ระบบพลังงาน หรือ แบตเตอรี่ ที่มีการออกแบบมาเป็นอย่างดีในการให้พลังงานที่สูง รวมถึงมีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่มากขึ้นถึง 2.75 เท่า พร้อมติดตั้งเซนเซอร์ติดตาม และควบคุมการใช้พลังงานให้อยู่ในระดับที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้อีกด้วย โดยในส่วนนี้ สามารถช่วยลดต้นทุนได้มากถึงร้อยละ 25 เลยทีเดียว

สำหรับ โรงงานแห่งที่ 2 ของมิว สเปซ ก่อสร้างขึ้นในช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งภายในโรงงานมีการพัฒนา และผลิตเทคโนโลยีหลายส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเทคโนโลยีดาวเทียม, เทคโนโลยีแบตเตอรี่พลังงานสูง, เทคโนโลยีหุ่นยนต์, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการพิมพ์โลหะประเภทต่าง ๆ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างการพิมพ์ 3 มิติ เพื่อนำมาใช้ในการประกอบชิ้นส่วนดาวเทียม

โดยเป้าหมายของมิว สเปซ จากปัจจุบันที่ได้เปิดตัวโรงงานแห่งที่ 2 ณ สถานที่จัดงาน Tech Day นั้นสามารถผลิตดาวเทียมได้ 10 ดวงต่อปี และกำลังสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ซึ่งจะทำให้ มิว สเปซ มีความสามารถในผลิตดาวเทียมได้สูงถึง 100 ดวงต่อปี นอกจากนั้น มิว สเปซ ยังมีแผนการสร้างโรงงานใหม่อีกหนึ่งแห่ง เพื่อผลักดันให้สามารถผลิตดาวเทียมได้มากขึ้นเป็น 200 ดวงต่อปี โดยมีแผนงานดังต่อไปนี้

  • ดาวเทียม Block 1 กลางปี 2022 เน้นการทดสอบ SINGLE SYSTEM MODEL TEST
  • ดาวเทียม Block 2 สิ้นปี 2022 เน้นการทดสอบ CONSTELLATION SYSTEM MODEL TEST
  • ดาวเทียม Block 3 2023-2024 เน้นการทดสอบ MEO-TO-GEO-TEST
  • ดาวเทียม Block 4 2025-2026เน้นการทดสอบ LUNAR TEST พร้อมทดสอบการรับส่งสัญญาณที่ระหว่างดวงจันทร์

นอกจากนี้ ภายในโรงงานได้มีการออกแบบและคัดสรรสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานเกิดผลลัพธ์ที่ดี และมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานระดับโลก ทั้งในส่วนของห้องปลอดเชื้อ, ห้อง ปฏิบัติการเคมี, พื้นที่ปฏิบัติการสำหรับเครื่องจักรหนัก และห้องปฏิบัติการวิจัยหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ

รวมถึงในด้านบุคลากรมิว สเปซ มุ่งเน้นคัดบุคลากรที่มีความสนใจ, มุ่งมั่น, กล้าเปิดรับและพร้อมลงมือทำสิ่งที่ท้าทายในมุมใหม่ ๆ สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ เพราะเชื่อว่าส่วนนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การทำงานของบุคลากรมีคุณภาพ และสามารถส่งมอบดาวเทียมที่มีประสิทธิภาพสูงให้แก่ลูกค้าได้

ภายในงาน ยังมีในส่วนของการพูดคุย และวิเคราะห์ถึงประเด็นที่น่าสนใจอย่างเรื่องความพร้อมของทุกภาคฝ่าย และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระดับโลกในอนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อสร้างความเข้าใจในอุตสาหกรรมอวกาศ และทำความรู้จักกับมิว สเปซ มากยิ่งขึ้น

อนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศ ที่น่าสนใจมาก ๆ ของประเทศไทย
อนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศ ที่น่าสนใจมาก ๆ ของประเทศไทย

นำโดย นายเจมส์ วรายุทธ เย็นบำรุง พร้อมด้วย ดร. ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (Gistda) และ คุณสุทธิชัย หยุ่น ผู้ก่อตั้งบริษัท กาแฟดำ จำกัด ซึ่งจากการพูดคุยบนเวทีในครั้งนี้ของทั้ง 3 ท่านทำให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วกับอุตสาหกรรมนี้

โดยมิว สเปซ ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนชั้นนำอย่างบริษัท บี.กริม จอยน์ เว็นเจอร์ – อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าเอกชนของไทย รวมถึงบริษัท Majuven Fund พร้อมกลุ่มนักธุรกิจเอกชนต่าง ๆ เช่น ผู้บริหารจากมูลนิธิมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) รวมทั้งนักลงทุนรายอื่น ๆ อีกมากมาย