“น้ำดื่มสิงห์” คิกออฟแคมเปญต้อนรับปีใหม่ ดึง “ทอย สตอรี่” (Toy Story)คาแรคเตอร์การ์ตูนยอดฮิตตลอดกาลออกฉลากใหม่ 15 แบบ

น้ำดื่มสิงห์ สานต่อกลยุทธ์ Collaboration ดึงคาแรคเตอร์การ์ตูนระดับโลก “ทอย สตอรี่”(Toy Story) คิกออฟแคมเปญ “น้ำดื่มสิงห์มิตรภาพไม่มีวันจบ” (Never Ending Friendship) ผ่านฉลาก 15 แบบ พร้อมมอบความสุขและมิตรภาพความผูกพันให้คนทุกเจเนอเรชั่นทั่วประเทศ

นายธิติพร ธรรมาภิมุขกุล Chief Marketing Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า นอกจากการพัฒนาทางด้านคุณภาพแล้ว ที่ผ่านมา “น้ำดื่มสิงห์” ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ความร่วมมือ(Collaboration) ทางด้านการตลาดผ่านคาแรคเตอร์การ์ตูนดังระดับโลกมากมายมาสร้างสีสันอย่างต่อเนื่องอาทิ My Little Pony, Mickey Mouse, Frozen และ Doraemon 

ในปีนี้น้ำดื่มสิงห์เปิดแคมเปญแรกของปีด้วยการ Collab กับ “Toy Story” (ทอย สตอรี่) คาแรคเตอร์การ์ตูนดังระดับโลกในคอนเซ็ปต์ “น้ำดื่มสิงห์มิตรภาพไม่มีวันจบ”(Never Ending Friendship) บนฉลากน้ำดื่มสิงห์ขนาด 330 มล. 15 แบบ มอบความสุขและมิตรภาพความผูกพันให้คนทุกเจเนอเรชั่นทั่วประเทศ

“ทอย สตอรี่” เป็นการ์ตูนอนิเมชั่นที่ครองใจคนทั่วโลกอย่างยาวนาน เป็นหนึ่งในภาพยนตร์แฟรนไชส์หรือภาคต่อที่สามารถทำรายได้สูงสุดทั่วโลกติด 1 ใน 20 เป็นภาพยนตร์ฮิตตลอดกาลคาแรคเตอร์การ์ตูนมีฐานแฟนทุกเพศทุกวัย สามารถเชื่อมโยงคนในเจนเนอเรชั่นต่างๆได้

สอดคล้องกับภาพลักษณ์น้ำดื่มสิงห์ ที่เป็นแบรนด์เชื่อมมิตรภาพความผูกผันของคนในครอบครัวทุกวัย (Family and Kids) นอกเหนือจากคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสะอาดปลอดภัยสูงสุดด้วยเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะ Smart Micro Filter อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของน้ำดื่มสิงห์ รวมทั้งการพัฒนารอบด้านควบคู่กับการให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับรางวัลสุดยอดน้ำดื่มน่าเชื่อถือสุดในประเทศไทยจัดโดยนิตยสารชั้นนำ

ส่วนไฮไลท์แคมเปญ “น้ำดื่มสิงห์มิตรภาพไม่มีวันจบ” บริษัทฯ นำคาแรคเตอร์ยอดฮิตต่างๆของทอย สตอรี่ อาทิ วู้ดดี้ (Woody), บัซ ไลท์เยียร์ (Buzz Lightyear), เจสซี่ (Jessie), เอเลี่ยนลิตเติ้ลกรีนแมน (Alien /Little Green Men), เร็กซ์ (Rex), มิสเตอร์ โปเตโต้เฮ้ด (Mr.Potato Head) ฯลฯ มาอยู่บนฉลากผลิตภัณฑ์ 15 แบบ แบ่งเป็น 12 แบบ ส่งต่อความน่ารักสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

และ 3 ลายเอ็กซ์คลูสีฟที่ช่องทางห้างค้าปลีกโลตัส พร้อมกิจกรรมคีบตุ๊กตาลุ้นรับของรางวัลใน 10 สาขาด้วย และยังเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภคที่ซื้อน้ำดื่มสิงห์ได้ร่วมสนุก เพื่อลุ้นรับสินค้าพรีเมียมสุดพิเศษผ่าน 3 ช่องทาง ที่ Singha Online Shop (https://www.singhaonline.com) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Shopee / Lazada และในแพลตฟอร์ม LINE@ Singha Rewards 

ให้ผู้บริโภคร่วมเล่นเกมหมุนวงล้อตามหาเหล่าของเล่น ด้วยการนำคะแนนสะสมมาแลกลุ้นรับของพรีเมียม เช่น ผ้าห่มมีหัวลาย Toy Story, แก้วน้ำ Buzz Lightyear, พวงกุญแจลาย Toy Story, Sticker ลาย Toy Story และตุ๊กตา Figure Toy Story ฯลฯ

เปิดสูตรบริหารการเงิน พาร้านรอดวิกฤตสไตล์ ‘เล้งหน่อย’ ร้านเล้งรสเเซ่บแห่งบางซ่อน

การก้าวเข้าสู่สังเวียนธุรกิจร้านอาหารอาจไม่ใช่เรื่องยากเกินฝันในปัจจุบัน ด้วยโอกาสมากมายในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะการมีตัวช่วยอย่างแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ถือป็นอีกช่องทางที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และส่งผลให้ร้านอาหารอยู่รอดได้ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยากลำบาก

ซึ่งไม่ว่าร้านอาหารจะเล็กหรือใหญ่ ระบบการเงินที่ดีและการมีเงินทุนสำรองถือเป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมสภาพคล่องแม้จะต้องเจอกับสถานการณ์ที่ท้าทายเข้ามาก็ตาม เฉกเช่นร้านอาหารขนาดร้านเล็กอย่าง “เล้งหน่อย” ร้านเล้งรสเด็ดโซนบางซ่อนที่ผ่านประสบการณ์ทั้งยุคเบ่งบานที่มีลูกค้าเข้าร้านไม่ขาดสาย

จนถึงยุคที่เกือบจะต้องปิดกิจการเพราะวิกฤติโควิด-19 แต่ด้วยแนวคิดการบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพจึงทำให้ร้านรอดวิกฤติมาได้และกำลังกลับมาเติบโตอีกครั้ง

ร้านแห่งการสานฝันเพื่อครอบครัว

นันทาวลัย ปิญชาน์วรรณ หรือ นุ่น เจ้าของร้าน ‘เล้งหน่อย’ ได้บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของร้านด้วยเเววตาที่เปี่ยมความมั่นใจว่า 

“เล้งหน่อยเกิดจากความตั้งใจที่นุ่นอยากเปิดร้านอาหารเพื่อให้พ่อและแม่มีอาชีพที่สร้างรายได้ที่มั่นคงกว่างานเดิมที่เขาเคยทำ คือขายของเก่าและเย็บผ้า ประกอบกับทั้งพ่อและแม่ชอบทำอาหารมาก นุ่นเลยอยากให้พวกเขามีงานที่ได้ช่วยกันทำสองคนแบบไม่เหงา เวลาที่เราออกไปทำงานประจำนุ่นทำงานเป็น Content Creator จึงทำงานอยู่กับข้อมูลเพื่อนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจให้กับผู้อ่านหรือผู้ชม  นุ่นเลยนำประสบการณ์ตรงนี้มาปรับใช้กับธุรกิจครอบครัวด้วยการหาข้อมูลว่าคนไทยชอบกินเมนูไหนเป็นประจำบ้าง จนสุดท้ายก็สรุปว่าเป็นเมนูเล้งเพราะเป็นเมนูที่สามารถทานได้ทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น เราสามคนเลยตกลงร่วมกันว่าจะเปิดร้านเล้ง โดยชื่อร้านเล้งหน่อยก็นำชื่อเล่นคุณแม่มาตั้งให้เป็นเอกลักษณ์ จนตอนนี้ร้านเราก็เปิดมาได้ 4 ปีกว่าแล้ว” 

รู้ว่าใครคือกลุ่มลูกค้า แล้วเราจะไม่โฟกัสผิดจุด

ใครที่เคยแวะมาทานอาหารที่หน้าร้านเล้งหน่อยอาจรู้สึกแปลกใจในครั้งแรก เพราะด้วยตำแหน่งที่ตั้งของร้านที่อยู่ใต้โครงการรีเจ้นท์ โฮม บางซ่อน ซึ่งเป็นที่พักอาศัยแบบคอนโดขนาดใหญ่หลายยูนิต ทำให้เมื่อมองจากภายนอกอาจไม่รู้ว่ามีร้านอาหารรสเด็ดซ่อนตัวอยู่ในนี้

“ร้านเล้งหน่อยเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับช่วงเวลาที่โครงการนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ เพราะทั้งครอบครัวเราพักอยู่ที่นี่อยู่แล้ว พอเห็นว่าใต้คอนโดมีพื้นที่ให้เช่าสำหรับค้าขาย นุ่นก็ไม่รอช้าที่จะติดต่อขอเช่าที่เพื่อเปิดร้านขายอาหาร ด้วยข้อดีที่เรามองเห็นในตอนนั้นคือโครงการนี้มีจำนวนยูนิตสูงถึง 4,000 ยูนิต ถ้าคิดแบบง่ายๆ แค่มีคนอยู่ 1 คนต่อ 1 ยูนิตก็เท่ากับว่าเรามีโอกาสขายอาหารให้คนได้ถึง 4,000 คน เราเลยโฟกัสกับการขายอาหารให้กับคนในโครงการโดยเฉพาะ ซึ่งช่วงเเรกที่เปิดร้านเราขายดีมาก ด้วยคอนเซ็ปต์การตั้งราคาแบบถือเงินมา 100 บาทก็มีทอนกลับบ้าน บวกกับบริเวณรอบๆ ในตอนนั้นไม่มีร้านเล้งเปิดเป็นคู่เเข่ง ทำให้เราเป็นเป้าหมายของลูกค้าที่อยากซื้ออาหารปรุงสดที่สามารถกินได้คนเดียวและแบบครอบครัว จุดนี้นุ่นมองว่าถ้าเรารู้ชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายเราคือใคร เราจะสามารถเข้าถึงความต้องการของพวกเขาได้มากยิ่งขึ้น”

แค่เปิดใจ โอกาสใหม่ๆ ก็จะเข้ามา

เส้นทางธุรกิจของร้านเล้งหน่อยดูจะไปได้สวยเพราะเลือกโฟกัสกลุ่มลูกค้าได้ถูกจุด บวกกับรสชาติของเล้งเนื้อนุ่มที่ต้มจนเปื่อย เคี่ยวกับน้ำซุปกระดูกหมูแสนอร่อยซดคล่องคอที่ได้ความแซ่บของพริกสดและน้ำมะนาวคุณภาพดี

ทำให้เมนูเล้งของร้านนี้เป็นเมนูชูโรงให้ลูกค้ากลับมากินซ้ำอย่างต่อเนื่อง และการเปิดเมนูใหม่ๆ อย่างก๋วยเตี๋ยวเล้งเเซ่บ กุ้งแช่น้ำปลา หอยนางรมทรงเครื่อง เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้กับลูกค้าทั้งขาจรและขาประจำ แต่เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ที่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ร้านต้องเดินมาถึงทางแยกว่าจะสู้ต่อ หรือยอมถอย

“ช่วงที่โควิดเข้ามาในไทยมันเหมือนเราเดินอยู่ดีๆ ก็เจอฟ้าผ่าลงมาตรงหน้า จากเดิมที่เคยขายกระดูกหมูได้วันละเกือบ 70 กิโลกรัม ก็ลดลงไปเกินครึ่งเพราะต้องปิดให้บริการหน้าร้าน ลูกค้าจึงไม่สามารถนั่งทานที่ร้านได้ จากเดิมที่ไม่เคยคิดจะเข้าร่วมฟู้ดเดลิเวอรี่มาก่อน  เราเลยต้องเปลี่ยนแผนการขายใหม่ เริ่มจากเปิดใจเข้าร่วมแกร็บฟู้ดก่อนเลยอันดับแรก ยอดขายจึงเริ่มกลับมาดีขึ้น แต่เราก็ยังต้องการเงินทุนมาหมุนเพื่อให้ร้านไปต่อได้ จังหวะดีที่แกร็บเสนอสินเชื่อสำหรับพาร์ทเนอร์ร้านอาหารมาให้ที่ยอด 90,000 บาท ยอมรับว่าช่วงเเรกเรายังไม่ตัดสินใจขอกู้ เพราะเกิดมานุ่นยังไม่เคยกู้เงินที่ไหนมาก่อนเลย แต่เพราะเราต้องทำให้ร้านที่เป็นเหมือนความฝันของพ่อกับแม่ยังไปต่อได้ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังล้ม นุ่นเลยตัดสินใจกู้มาก่อน 50,000 บาท ถือเป็นเงินกู้ก้อนแรกในชีวิตและถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีเพราะเราได้นำเงินก้อนนั้นมาใช้กับร้านทั้งหมด”

รู้(เงิน)เขา รู้(เงิน)เรา 

แม้จะเจอกับวิกฤติใหญ่ แต่ร้านเล้งหน่อยก็เปลี่ยนมันเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ผ่านแกร็บฟู้ด จนทำให้กลายเป็นรายได้หลักอีก 50% ของร้านจนถึงปัจจุบัน และเมื่อลองเปิดใจขอสินเชื่อเงินกู้จากแกร็บก้อนแรกจนทำให้ร้านผ่านวิกฤติหนักๆ มาได้ นุ่นก็ยังไม่ปิดประตูโอกาสของตัวเอง ด้วยการลองขอสินเชื่อจากแกร็บเป็นครั้งที่สองด้วยยอดเงิน 45,000 บาท เพื่อนำมาซื้ออุปกรณ์ทำอาหารใหม่และตกแต่งร้านในช่วงที่สามารถเปิดหน้าร้านได้แล้ว 

“ที่นุ่นตัดสินใจขอกู้เพิ่มเป็นครั้งที่สอง เพราะเราได้เรียนรู้แล้วว่าระบบการยื่นกู้ของแกร็บง่ายและสะดวกมาก เพียงแค่กรอกข้อมูลผ่านแอปให้ครบถ้วน วันรุ่งขึ้นก็มียอดเงินโอนเข้าบัญชีเรียบร้อย ตรงนี้นุ่นเข้าใจว่าเพราะแกร็บมีระบบบันทึกยอดขายของร้านที่เปรียบเสมือนเป็นเครดิตว่าเรามีรายได้เข้ามาตลอด ทำให้เรามีเครดิตที่ดีจนได้รับอนุมัติเงินได้ง่าย และที่สำคัญคือระบบการผ่อนจ่ายที่หักจากยอดขายรายวันเพียงหลักร้อยบาทก็ทำให้ร้านไม่รู้สึกว่าเป็นภาระที่หนักเกินไป อย่างเงินกู้ก้อนที่สองระบบให้นุ่นผ่อนคืนแค่วันละ 271 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นยอดที่น้อยมาก ตอนหักไปเราก็ไม่ได้รู้สึกว่ากระทบกับรายได้ของร้าน นุ่นมองว่าระบบนี้มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือเจ้าของร้านอาหารอย่างแท้จริง”

“สุดท้ายแล้วนุ่นมองว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร มันมีโอกาสที่สักวันหนึ่งเราต้องเจอกับอุปสรรคเข้ามาทดสอบเราแน่ๆ แต่การจะก้าวผ่านอุปสรรคนั้นๆ ไปได้ เราต้องมี Mindset ว่าเราจะมีโอกาสดีๆ ตามมาเสมอทุกครั้งที่เราเลือกทางเดินต่อ นุ่นอยากฝากให้กำลังใจเจ้าของร้านอาหารทุกคนและอยากบอกว่าถ้าเราค้นหาจุดขายของร้านเจอและเปิดใจลองใช้ตัวช่วยใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ หรือการนำสินเชื่อมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
กับธุรกิจ เราก็จะยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นในโลกธุรกิจ ที่ทุกคนต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด” 
นุ่นกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มแห่งความมุ่งมั่น

CPAC Green Solution กับนวัตกรรมโซลูชันงานก่อสร้างสีเขียวแบบครบวงจร

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจมาก ๆ เลยนะครับ สำหรับแวดวงงานก่อสร้าง ที่ตอนนี้เราอาจจะต้องลืมภาพจำเก่า ๆ ในการสร้างบ้านแบบเดิม ๆ ไปได้เลย

ภาพจำที่การก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านที่มีปัญหาจุกจิกวุ่นวายในอดีตที่ผ่านมา หรืองบประมาณที่บานปลาย ตอนนี้เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ๆ จนมาตอบโจทย์แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

หรือแม้แต่เทรนด์รักษ์โลกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ต้องบอกว่าปัญหาดังกล่าวนี้กำลังเป็นภัยคุกคามที่สำคัญมาก ๆ ของมวลมนุษยชาติ ก็ได้ทำให้เกิดกระแสเหล่านี้ขึ้นในทุกวงการ

ตัวอย่างเช่นในวงการยานยนต์เราจะเห็นได้ถึงเทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นและกำลังมาแรงมาก ๆ นั่นก็คือ กระแสตอบรับในการใช้รถไฟฟ้า EV ที่เรียกได้ว่ายอดขายพุ่งแรงมาก ๆ

ซึ่งแน่นอนว่าธุรกิจก่อสร้างก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยมีเทคโนโลยี เป็นตัวกลางที่สำคัญมาก ๆ ในการผลักดันให้ธุรกิจไปยังเป้าหมายดังกล่าวให้สำเร็จ

และที่สำคัญเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น นั้น ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในกระบวนการก่อสร้างนั้นง่ายกว่าเดิมมาก

ซึ่งเราอาจจะเห็นแค่นวัตกรรมจากเมืองนอกที่ก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ สามารถตอบโจทย์ด้วยนวัตกรรมของคนไทยแท้ ๆ อย่าง CPAC Green Solution

ถึงเวลาแล้วที่ CPAC Green Solution นวัตกรรมโซลูชันงานก่อสร้างสีเขียวแบบครบวงจร ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ทุกงานก่อสร้างแบบ Green Construction ที่ล้ำหน้าด้วย เทคโนโลยีดิจิทัล และ นวัตกรรมก่อสร้างสีเขียว (Digital & Construcction Technology)

CPAC Green Solution นำเสนอโซลูชันด้านงานก่อสร้างแบบครบวงจร ที่ใช้ในระบบการทำงาน ตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้างและดูแลหลังการก่อสร้าง และยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่เป็นภัยคุกคามโลกของเราในทุกวันนี้ โดย โซลูชันจะประกอบไปด้วย


  • CPAC Drone Solution กับเทคโนโลยีโดรนที่เข้ามาสำรวจแทนมนุษย์ทำให้เห็นภาพที่กว้างกว่า ลงลึกถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ดีกว่า และอยู่ในทุกกระบวนการตั้งแต่ การเริ่มต้นสำรวจ การติดตามผล ดูแลการทำงาน ไปจนถึงการซ่อมแซม ซ่อมบำรุง
  • CPAC BIM เทคโนโลยีในการออกแบบการก่อสร้าง ให้มองเห็นภาพเดียวกัน เห็นรายละเอียดต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • CPAC LOW RISE BUILDING SOLUTION นวัตกรรมก่อสร้างอาคารสำเร็จรูป รวดเร็ว แม่นยำ ควบคุมคุณภาพได้มาตรฐาน และลดเศษวัสดุหน้างาน
  • CPAC 3D PRINTING SOLUTION ด้วยเทคโนโลยี 3D Concrete Printing นวัตกกรรมก่อสร้าง 3 มิติ ที่สร้างดีไซต์ที่โดดเด่น ทันสมัย เป็นเอกลักษณ์แบบไม่ซ้ำใคร

CPAC Green Solution ได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาใหม่ Time to Change to CPAC Green Solution เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงการเป็นโซลูชันด้านงานก่อสร้างแบบครบวงจรตัวจริง

ภาพยนตร์โฆษณา 1 นาที ที่แสดงให้เราได้เห็นถึง การเปลี่ยน…ทุกวิธีการทำงานให้รวดเร็ว สร้างอิสระด้านการออกแบบ ให้ทุกแรงบันดาลใจเป็นจริงได้

ที่สำคัญ เป็นนวัตกรรมรักษ์โลก ที่จะเปลี่ยนสิ่งไร้ค่า สู่ความล้ำค่า “Turn Waste to Value”

อย่าลืมก้าวไปด้วยกันกับ CPAC Green Solution ล้ำ เปลี่ยน โลก


สนใจสอบถามเพิ่มเติม
📩 Inbox คลิก! m.me/cpacthailand
📞โทร. 02-555-5555 หรือ CPAC Solution Center (CSC) 23 สาขา
#CPAC #CPACGreenSolution #ล้ำเปลี่ยนโลก #TimetoChangetoCPACGreenSolution #ซีแพค


อร่อยลงตัว “มาชิตะ” จับมือ “เชสเตอร์” เปิดตัวรสใหม่ “ข้าวไก่กรอบซอสน้ำปลา”ปลุกตลาดสาหร่ายครึ่งปีหลัง

“มาชิตะ” แบรนด์สาหร่ายทะเลอบกรอบยอดขายอันดับ 1 ตอกย้ำผู้นำกลยุทธ์ Partnership Marketing ปลุกตลาดสาหร่าย จับมือ “เชสเตอร์” (Chester’s) ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดสัญชาติไทย นำเมนูขายดีอันดับ 1 ของร้าน ผสานกับสาหร่ายทะเลอบกรอบ คุณภาพพรีเมี่ยม จากประเทศเกาหลี 100% สู่รสชาติใหม่“ข้าวไก่กรอบซอสน้ำปลา” เสิร์ฟความอร่อยสุขภาพดี แบบไม่ใส่ผงชูรส (No Monosodium Glutamate) สร้างความคึกคักให้ตลาดครึ่งปีหลัง

นายธิติพร ธรรมาภิมุขกุล Chief Marketing Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สาหร่ายมาชิตะ ได้ใช้กลยุทธ์มีแนวทางการทำตลาดแบบ Partnership Marketing

โดยเฉพาะการร่วมกับร้านอาหารชั้นนำ เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภคในวงกว้าง และมีเมนูยอดฮิตสไตล์เกาหลี นำมาผสมผสานเกิดเป็นรสชาติที่แปลกใหม่ อาทิ บอนชอน, ซูกิชิ,ทูดาริ, ฮะจิบังราเมน ฯลฯ ที่สอดคล้องกับจุดขายของมาชิตะ ซึ่งผลิตจากสาหร่ายพรีเมี่ยมจากเกาหลี 100% เพื่อสร้างสรรค์สินค้ารสชาติใหม่โดนใจกลุ่มผู้บริโภคแบบไม่ใส่ผงชูรส

สำหรับสาหร่ายทะเลอบกรอบสไตล์เกาหลีรสข้าวไก่กรอบซอสน้ำปลา ที่มาชิตะร่วม Collab กับร้านเชสเตอร์ เป็นสินค้าลิมิเต็ด อิดิชั่น วางจำหน่าย 3 เดือน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปผ่านร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ทุกสาขา และจำหน่ายหน้าร้านเชสเตอร์ (Chester’s) ที่มีบริการมากกว่า 60 สาขา ทั่วประเทศ

การรุกทำตลาดของมาชิตะอย่างต่อเนื่องบริษัทฯ มีเป้าหมายจะรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดสาหร่ายอบ ผลักดันตลาดสาหร่ายให้ขยายตัวเติบโตขึ้น

ที่สำคัญเป็นภารกิจของแบรนด์ ในการตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นสาหร่ายเกาหลี 100% หรือKorean Expert ทั้งคุณภาพสาหร่ายและกรรมวิธีการผลิตที่สร้างสรรค์ความอร่อยและความสนุกสนานผ่านรสชาติใหม่ๆ ให้ผู้บริโภคไม่มีเบื่อ

ที่สำคัญช่วยผลักดันให้ “มาชิตะ” ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย ด้วยการมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 19.3% (จาก 17.9%) จากตลาดรวมสาหร่ายมีมูลค่าประมาณ 2,146 ล้านบาท (เติบโต 9%)

“ซานตา เฟ่” ติดสปีดขยายสาขาร้านอาหาร Quick Service “ซานตา เฟ่ อีซี่” ตอบไลฟ์สไตล์สะดวกสบายของผู้บริโภคยุคใหม่ ตั้งเป้าเพิ่มอีก 9 สาขาภายในสิ้นปีนี้

“ซานตา เฟ่” ร้านอาหารในเครือบริษัทฟู้ดแฟคเตอร์ฯ เปิดแผนรับการเติบโต เดินหน้าปรับโมเดลธุรกิจตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง สอดรับไลฟ์สไตล์คนเมืองเร่งรีบ อิ่ม สะดวก รวดเร็ว        

เปิดเกมรุกร้านอาหารบริการด่วน QSR (Quick Service Restaurant) ‘ซานตา เฟ่ อีซี่’ เพิ่มสปีดเสิร์ฟความอร่อยเจาะย่านออฟฟิศ ปั๊มน้ำมัน คอมมูนิตี้มอลล์ พร้อมเดินหน้าขยายเพิ่มอีก 9 สาขาภายในสิ้นปี 2565 ล่าสุด สาขาน้องใหม่ ที่ปั๊ม ปตท.พระราม 2 (ติดกับซอย 48) พร้อมให้บริการ

คุณสมบัติ หงส์ไพฑูรย์ CEO บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด เปิดเผยว่า “ซานตา เฟ่ อีซี่” ร้านอาหารบริการด่วน QSR (Quick Service Restaurant) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาเพิ่มความคล่องตัวให้กลุ่มเป้าหมายด้วยการบริการตนเอง(Self-Service) 

ตามนโยบายที่ คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ได้เคยให้แนวทางไว้เมื่อปีที่ผ่านมา  โดยต้องการขับเคลื่อนธุรกิจอาหารที่สร้างความหลากหลายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น พร้อมขยายสู่ช่องทางการขายใหม่ๆ ทั้งใน สถานบริการปั๊มน้ำมัน อาคารออฟฟิศสำนักงาน คอมมูนิตี้มอลล์ ฯลฯ

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด
คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด

ที่ผ่านมา “ซานตาเฟ่ อีซี่” ยึดคอนเซ็ปต์ ‘Fast Serve..Self-Serve’ อร่อยง่าย ๆ สไตล์ Easy     มีการรังสรรค์เมนูอาหารจานด่วนง่ายๆ เพื่อเสิร์ฟให้แก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนการสั่งสินค้า รวมถึงมีการจ่ายเงินที่ง่ายและเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่จุดแข็งด้านเมนูสเต๊กของทางร้าน ยังจัดเต็มกับความอร่อยถึง 31 เมนู ที่มาพร้อมกับความความคุ้มค่า และราคาเหมาะสม

ปัจจุบันซานตาเฟ่ อีซี่ เปิดให้บริการทั้งสิ้น  5 สาขา ได้แก่ ไลฟ์ เซ็นเตอร์ สาธร , เดอะเรส     แอเรีย ปตท. ประชาชื่น , บิ๊กซี่ พระราม 2 ,โลตัส วังหิน และโลตัส เลียบคลอง 2 ล่าสุด ซานตาเฟ่ อีซี่ ได้เปิดร้านสาขาที่ 6  ที่สถานีบริการน้ำมัน(ปั๊ม) ปตท. พระราม 2 (ขาเข้า) ติดกับซอย 48 ซึ่งเป็นอีกทำเลเด่น เนื่องจากย่านดังกล่าวมีผู้คนสัญจรไปมาอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากเข้ามาเติมน้ำมัน ยังใช้บริการอื่นๆ ที่ตอบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ช้อป ชิม ชิลในย่านดังกล่าวด้วย

จุดเด่นของซานตาเฟ่ อีซี่ สาขาปั๊มปตท. พระราม 2 นอกจากมีสเต๊กหมู ไก่ เนื้อ เนื้อ ฯลฯ  ให้เลือกครบครัน ที่ร้านยังสร้างสรรค์เมนูใหม่อย่าง สเต๊กไก่ทอด หนังกรอบแป้งบาง และซอส 3 รสชาติใหม่ ได้แก่ สเต๊กซอส, ซอสเทริยากิ และชีสชี่ดิป ซึ่งร้านรังสรรค์ให้แก่ลูกค้าเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการทานสเต๊ก และยังมีเมนูเอาใจคนตื่นเช้าด้วยโจ๊กไก่ย่าง หรือจะเลือกทานข้าวเหนียวสเต๊กหมูย่างอีซี่ ซึ่งพิเศษเฉพาะสาขานี้เท่านั้น

สาขาปั๊มปตท. พระราม 2
สาขาปั๊มปตท. พระราม 2

สำหรับแนวทางการขยายร้านซานตาเฟ่ อีซี่ในอนาคต บริษัทฯมองโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ   สู่รูปแบบแฟรนไชส์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ทำเลในการเปิดร้านยังมองพื้นที่มีศักยภาพทั้งย่านอาคารสำนักงาน(ออฟฟิศ) คอมมูนิตี้มอลล์ และปั๊มน้ำมัน รวมถึงทำเลอื่นที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรองรับ และมีความต้องการบริโภคสเต๊กที่รสชาติอร่อย มีความคุ้มค่า ในราคาจับต้องได้ โดยแผนการขยายร้านซานตาเฟ่ อีซี่ จะเปิดให้บริการเพิ่มอีก 9 สาขาภายในสิ้นปี 2565

ปัจจุบันซานตาเฟ่  ถือเป็นผู้นำธุรกิจร้านอาหารประเภทสเต๊กและอาหารสไตล์ตะวันตก  เสิร์ฟความอร่อย ส่งต่อความสุข ด้วยเมนูที่หลากหลายครองใจลูกค้า ให้บริการกว่า 121 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมห้างค้าปลีกชั้นนำ ออฟฟิศ ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ