Geek Monday EP54 : Twitter ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Big Data และ AI อย่างไร

Twitter เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคนต่อเดือน บริการที่แชร์การอัพเดต 280 ตัวอักษร กับผู้ติดตามของพวกเขา มันเป็นความแตกต่างระหว่างการส่งข้อความโต้ตอบแบบทันที หรือ บริการในรูปแบบของบล็อก

Twitter ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการรายงานข่าว การส่งเสริมกิจกรรมการตลาดและธุรกิจ  Twitter ได้กลายเป็นเครือข่ายโซเชียลที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลกและ Cortex ทีมวิศวกรรมของ Twitter ได้ทำการเปลี่ยนมาใช้พลังแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานบนแพลตฟอร์มให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/2Oi3ugW

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/3elichP

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2DtJgP2

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/Zk5gLFJMm78

References : https://www.theverge.com/2018/1/25/16931632/twitter-machine-learning-auto-image-cropping
https://fortune.com/2016/06/20/twitter-magic-pony-data/
https://www.thedrum.com/news/2017/09/20/twitter-s-honed-ai-tools-silence-300000-terror-accounts

Big Data Company ผู้ชนะที่แท้จริงในศึกมหาสงคราม COVID-19

COVID-19 อาจสร้างความหายนะให้กับธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แต่ก็มีผู้ชนะในเศรษฐกิจกับการระบาดใหญ่ครั้งนี้ นั่นก็คือ บริษัทด้าน Big Data โดยเฉพาะ Palantir บริษัท ที่ได้รับทุนจาก Peter Thiel

Palantir ของ Peter Thiel นั้นได้รับการขนานนามว่าเป็น“ ซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลกสำหรับการตัดสินใจและการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” ได้รับสัญญาต่าง ๆ ของรัฐบาลนับตั้งแต่มีการระบาดของ COVID-19 เป็นจำนวนมาก

เริ่มต้นด้วยการติดต่อจากศูนย์ควบคุมโรค (CDC) ในปลายเดือนพฤษภาคม ตามด้วย Coast Guard ในต้นเดือนเมษายน ที่มีมูลค่าสัญญา 8.1 ล้านเหรียญ ส่วนสัญญาสองฉบับล่าสุดที่ลงนามเมื่อวันที่ 11 และ 20 เมษายนกับ Health and Human Services (HHS) นั้นใหญ่ที่สุดโดยมีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านเหรียญสหรัฐ

สัญญาจะถูกแยกระหว่างสองหน่วยงานของ Palantir คือ Gotham และ Foundy และทั้งสองมีเป้าหมายที่จะใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงการตอบสนองของรัฐบาลต่อ coronavirus โดย Palantir Gotham ชนะสัญญากับ HHS เพื่อจัดหา “แพลตฟอร์ม ” ที่สามารถนำเข้าข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ส่วน Palantir Foundry ได้รับสัญญาจาก CDC เพื่อช่วยในการทำนายรูปแบบการแพร่กระจายของไวรัส และช่วยรัฐบาลให้มั่นใจว่ามีความพร้อมในโรงพยาบาลเพียงพอ 

แม้ว่าก่อนหน้านี้ Palantir จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องการทำสัญญาเกี่ยวกับการสอดแนมสำหรับเพนตากอนและศูนย์เฝ้าระวังของเอ็นเอสเอ  โดยการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Palantir นั้นมาจากการลงทุนมูลค่ามหาศาลของ In-Q-Te l ซึ่งเป็นหน่วยงานลงทุนด้านธุรกิจของ CIA

Palantir ที่เติบโตรวดเร็วจากการลงทุนจาก CIA
Palantir ที่เติบโตรวดเร็วจากการลงทุนจาก CIA

แม้จะมีการวิจารณ์ความเป็นส่วนตัว Palantir ได้ทำสัญญาธุรกิจนอกเขตแดนสหรัฐโดย Palantir Foundry ได้รับสัญญาจาก National Health Service (NHS) ของสหราชอาณาจักรเพื่อช่วยในการตอบสนองต่อ coronavirus ด้วยเช่นเดียวกัน

แมทธิว กูลด์ โฆษกสาธารณสุขแห่งชาติของสหราชอาณาจักร ได้ออกมากล่าว เพื่อลดความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของประชาชน โดยระบุว่า Palantir Foundry นั้นได้รับการพัฒนาขึ้นส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักรทำให้ข้อมูลจะไม่รั่วไหลออกไปข้างนอกได้อย่างแน่นอน

Palantir ไม่ใช่ บริษัท เดียวที่ได้รับประโยชน์จากสัญญาของรัฐบาลท่ามกลางการระบาดใหญ่ หรือ เป็นเพียงบริษัทเดียวที่เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวกับงานที่เกี่ยวข้องกับการระบาดครั้งใหญ่ในครั้งนี้

รวมถึงข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวในประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากรัฐบาลออสเตรเลีย ได้ทำสัญญากับ บริษัท ในเครือของ Amazon, AmazonWebServices เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

Cellbrite บริษัทลูกของอินเทลซึ่งถูกใช้งานมานานโดยหน่วยงานด้านกฎหมายในการติดตามการเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัยของรัฐบาลในซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า “contact tracing” ซึ่งถูกนำมาใช้ติดตามคนที่ติดเชื้อ coronavirus รวมถึงผู้ที่ติดต่อใกล้ชิดกับผู้ป่วย

ส่วน Apple และ Microsoft ได้พัฒนาแอปติดตามผู้ติดต่อที่จะเข้ามาใกล้และสัมผัสผู้ป่วยที่มีโอกาสติดเชื้อ โดยที่จะมีการสร้าง “ไทม์ไลน์ ” ของการเคลื่อนไหวของบุคคลที่ติดเชื้อและส่งคำเตือนไปยังทุกคนที่เข้ามาใกล้

และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา Microsoft ได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นของตนเองที่มีชื่อว่า CovidSafe

เมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นในการติดตาม COVID-19 เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย ก็ต้องมีการชั่งน้ำหนักกับสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล ที่เป็นปัญหาในทุก ๆ รัฐบาลที่ต้องพบเจอในเรื่องดังกล่าว แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดมาถึงตอนนี้ เรื่องของข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในสงคราม COVID-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และตอนนี้ ดูเหมือนว่า บริษัทที่ได้รับประโยชน์ไปเต็ม ๆ ก็คือ เหล่าบริษัท ที่มีเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Big Data ตัวอย่างเช่น Palantir ของ Peter Thiel นั่นเองครับ

References : https://techcrunch.com/2020/05/20/palantir-covid-19-va-contract/
https://www.palantir.com/covid19/
https://www.forbes.com/sites/thomasbrewster/2020/04/11/palantir-the-peter-thiel-backed-20-billion-big-data-cruncher-scores-17-million-coronavirus-emergency-relief-deal/#5260690f5ed1
https://www.businessinsider.com/palantir-ice-explainer-data-startup-2019-7

Pomelo กับการใช้พลังของ Big Data ในการขับเคลื่อนธุรกิจด้าน Fashion

แนวโน้มแฟชั่นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยข้อมูลจำนวนมากบนโซเชียลมีเดียแบรนด์แฟชั่นรวมถึง Pomelo Fashion ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยกำลังใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อวิเคราะห์รสนิยมความต้องการความสนใจและความชอบของผู้บริโภค

“ เราใช้ Big Data จำนวนมากเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มของสื่อโซเชียลและเพื่อดูว่าเราสามารถปรับปรุงความเร็วและต้นทุนการผลิตของเราได้อย่างไร ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเชนหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือกลยุทธ์การทำตลาดของเรา ทุก ๆ ส่วนของพื้นที่เหล่านั้นสามารถพัฒนาได้อย่างมหาศาลผ่านการใช้ Big Datra” David Jou ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของแบรนด์แฟชั่น Pomelo Fashion กล่าว

เขาบอกว่า Pomelo ยังใช้แพลตฟอร์มอัตโนมัติทางด้านการจัดการ Supply Chain ที่สร้างขึ้นมาเอง เพื่อช่วยในการตัดสินใจในการจัดเก็บและการขายสินค้าออนไลน์

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับแนวโน้มใหญ่ที่เขาเห็นในภาคการค้าปลีกของเอเชีย Jou กล่าวว่า จะไม่มีความแตกต่างระหว่างยอดขายออนไลน์และออฟไลน์อีกต่อไป “ผมคิดว่าทุกแบรนด์ผู้ค้าปลีกทุกรายต้องหาวิธีที่พวกเขาสามารถรวมสองช่องทางเข้าด้วยกันอย่างราบรื่นเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าเพียงแค่ออนไลน์หรือออฟไลน์แยกกัน” เขากล่าว

ใช้กลยุทธ์ omnichannel ที่แข็งแกร่งเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ของลูกค้า 

เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง Pomelo จึงให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของลูกค้าอย่างจริงจัง “ ผมคิดว่าคำนิยามของการเป็นแบรนด์แนวตั้งแบบดั้งเดิม [Pomelo] หมายความว่า คุณกำลังทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าของคุณเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ แบรนด์ รวมถึงประสบการณ์ของลูกค้า” Jou กล่าว .

เขาได้ยินเสียงตอบรับจากลูกค้าของ Pomelo ที่มีเสียงดังและชัดเจนมาก ๆ เมื่อผู้ตอบแบบสอบถามหลายคนกล่าวในการสำรวจประจำปีโดยบริษัท ว่าพวกเขาต้องการเห็นร้านค้าที่เป็น Physical ลูกค้าของ Jou กล่าวว่า “ในขณะที่ Ecommerce นั้นยอดเยี่ยม เราไม่ชอบที่จะจัดการกับเสื้อผ้าที่ส่งคืนและเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสม และสนุกกับการช้อปปิ้งออนไลน์ แต่คุณรู้ว่าสิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับออนไลน์คือคุณมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกไม่จำกัด และมีจำนวนมากให้เลือกและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น”

เพิ่มประสบการณ์ให้กับลูกค้าด้วยร้านค้าแบบ Physical
เพิ่มประสบการณ์ให้กับลูกค้าด้วยร้านค้าแบบ Physical

นั่นคือเหตุผลที่ Pomelo มีสถานที่สามประเภทให้ลูกค้าลองสวมใส่ ที่แรกก็คือร้านค้ามาตรฐานของ Pomelo ซึ่งตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ประเภทที่สองคือที่ตั้งของ บริษัท ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าร้านในห้างสรรพสินค้าโดยจัดให้มีส่วนของห้องฟิตติ้งเท่านั้น ส่วนที่สามคือสถานที่ตั้งของพันธมิตรของ Pomelo ซึ่งรวมถึงร้านกาแฟ โรงยิม และCo-Working Space โดยทั้งสามประเภทสามารถพบได้ในประเทศไทย ในสิงคโปร์

“คุณเพียงแค่สั่งซื้อ และเข้าไปลองสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ที่ร้านค้าของเราในสิงคโปร์ หรือจากที่รับสินค้ากว่า 60 แห่งในประเทศไทย ให้แน่ใจว่าคุณรักผลิตภัณฑ์อย่างแน่นอนจากนั้นค่อยจ่ายเงินเฉพาะสิ่งที่คุณต้องการมันจริง ๆ  มันจะช่วยลดความเสี่ยงทั้งหมดของการช็อปปิ้งออนไลน์” เขากล่าวเสริม

Jou กล่าวว่ากลยุทธ์ omnichannel ของ Pomelo นั้นไม่เหมือนใคร ลูกค้ามุ่งมั่นที่จะชำระเงินหลังจากที่พวกเขาลองเสื้อผ้าของพวกเขาและมั่นใจว่าพวกเขาต้องการที่จะซื้อผลิตภัณฑ์นั้น ๆ  เป็นวิธีการทำสิ่งที่แตกต่างจากการดำเนินการคลิกใส่ตะกร้าแล้วจ่ายเงินออนไลน์แบบเดิม ๆ  Jou คาดว่าแบรนด์อื่น ๆ จะทำเช่นเดียวกันในอนาคต

บริษัท เปิดร้านค้าปลีกแห่งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อประมาณปี 2018 และตอนนี้มีร้านค้าทั้งหมด 8 แห่งในประเทศไทย ในเดือนมิถุนายน 2019 Pomelo ได้เปิดตัวร้านค้าแห่งแรกนอกประเทศไทยที่ 313 @ Somerset ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางแหล่งช็อปปิ้งของสิงคโปร์ Orchard Road มันเป็นร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดที่บริษัทมีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เราคิดว่ามันเป็นเรื่องของเวลาก่อนที่ผู้คนจะรู้สึกสะดวกสบายในการซื้อออนไลน์ แต่ปรากฎว่าพวกเขาต้องการสิ่งที่แตกต่าง เหตุผลหลักคือความกลัวของเสื้อผ้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับตัวลูกค้าเอง ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องจัดการยุ่งยากในการทำเรื่องเพื่อคืนเงินหรือคืนสินค้า และทั้งหมดนี้ มันไม่ใช่ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับลูกค้า” Jou กล่าว

เมื่อถามว่าทำไม Pomelo เลือกสิงคโปร์เป็นที่ตั้งแห่งแรกในต่างประเทศนอกประเทศไทย Jou กล่าวว่า “ผมคิดว่าสิงคโปร์เป็น Flagship ที่สำคัญ สำหรับส่วนที่เหลือของภูมิภาคนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี หรือค้าปลีก หรือแม้แต่การท่องเที่ยว ผมคิดว่าสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากคุณพบว่าแบรนด์ของคุณกำลังสร้างฐานที่มั่นในสิงคโปร์ได้ คุณก็สามารถแปลมันให้ประสบความสำเร็จในระดับภูมิภาคได้”

การสร้างความยั่งยืนด้านแฟชั่น 

Jou ตระหนักดีถึงความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับผลกระทบของแฟชั่นที่รวดเร็วต่อสิ่งแวดล้อม นี่คือเหตุผลที่ Pomelo เปิดตัวคอลเลกชัน (PURPOSE) เพื่อความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

“อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมในการที่คุณสามารถแสดงออกได้ มันเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ แต่ผมคิดว่าข้อเสียคือเมื่อแนวโน้มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมีของเสียที่ถูกสร้างขึ้นจำนวนมาก ทั้งในกระบวนการผลิตและหลังจากที่ใช้เสื้อผ้าไปแล้ว “Jou กล่าว

Pomelo กำลังใช้เทคนิคการผลิตที่ทันสมัยซึ่งมีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยใช้วัสดุอินทรีย์และวัสดุยั่งยืนเช่นพลาสติกรีไซเคิล “เราใช้ขวด PET รีไซเคิล มากกว่า 21,000 ขวดเพื่อสร้างคอลเล็กชั่นกว่า 40% ; ส่วนที่เหลืออีก 60% ทำมาจากวัสดุอินทรีย์เช่นผ้าลินินและผ้าฝ้าย” Jou กล่าว เขากล่าวเสริมว่าการนำพลาสติกไปใช้บนเนื้อผ้าหมายถึงต้นทุนจะสูงขึ้น 30-40%

Purpose กับ คอลเล็กชั่นเพื่อความยั่งยืน
Purpose กับ คอลเล็กชั่นเพื่อความยั่งยืน

อย่างไรก็ตามเขามองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับความคิดริเริ่มบนพื้นฐานของการตอบรับเชิงบวกจากผู้มีอิทธิพลด้านแฟชั่นและลูกค้าที่เพิ่งเข้าร่วมการเปิดตัวคอลเลชั่นใหม่ที่เน้นความยั่งยืน และรักสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในกรุงเทพฯ

ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มีส่วนช่วยให้ยอดขายโดยรวมของ Pomelo “มีปริมาณที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาก”  Jou กล่าวว่าแต่ละคอลเลกชันได้เพิ่มยอดขายเป็นสองเท่าจากก่อนหน้านี้ “ดังนั้นแม้ว่าจะมีจำนวนน้อย แต่ก็เติบโตอย่างรวดเร็วและเราพยายามอย่างมากที่จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้และบอกผู้คนว่าทำไมเราถึงคิดว่ามันสำคัญ” เขากล่าว

ระดมทุนเพื่อขยายสายผลิตภัณฑ์

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2019 Pomelo กล่าวว่า ได้ระดมทุน 52 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบ Series C ทำให้กองทุนรวมของบริษัท มีมูลค่าเพิ่มเป็น 83 ล้านเหรียญสหรัฐ

Jou กล่าวว่า Pomelo จะใช้เงินสดเพื่อขยายสายผลิตภัณฑ์และมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาแนวคิดเพื่อความยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะเพิ่มแบรนด์ของ 3rd Party บนแพลตฟอร์ม “แบรนด์ท้องถิ่นจะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น  ซึ่งขึ้นอยู่กับแนวโน้มและสิ่งที่เราคิดว่าจะเจ๋งสำหรับลูกค้าของเรา” เขากล่าว

ต้องบอกว่า ถือเป็นอีกหนึ่ง Brand ที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับ Pomelo ซึ่งน่าจะคุ้นตากันดีสำหรับขาช็อปปิ้ง ชาวไทย ซึ่งมีการรวมประสบการณ์ ระหว่าง Online และ การช็อปปิ้ง Offline แบบเดิม ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างมาก ทำให้สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าได้

และที่สำคัญ เราจะเห็นได้ว่า David Jou นั้นมองเห็นถึงภาพใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกระแส Trend Fashion รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค นั้น ก็ล้วนแล้วแต่มาจากพื้นฐานจาก Big Data ที่เขาได้รับมา และนำมาวิเคราะห์ และประยุกต์ ธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

References : https://asia.nikkei.com/Spotlight/Startups-in-Asia/Fast-fashion-newcomer-Pomelo-picks-up-speed-in-Southeast-Asia
https://www.asianentrepreneur.org/david-jou-ceo-founder-of-pomelo-fashion/
https://rocketreach.co/david-jou-email_2418466
https://onstage.ai/talks/d5oxu0VK
https://vulcanpost.com/610494/pomelo-fashion-singapore-eccomerce/
https://www.pomelofashion.com/th/th/clothes/purpose

Geek Monday EP46 : Kimberly-Clark ใช้ Big Data, IoT และปัญญาประดิษฐ์เพื่อ Boost Performance

Kimberly-Clark เป็น บริษัท ที่ติดอันดับ Fortune 500 เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึง Huggies, Kleenex, และ Scott มีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เกือบ 1 ในทุก ๆ 4 คนต่อวัน ใน 175 ประเทศ ทั่วโลก

บริษัท ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นเพื่อสร้างสถานที่ทำงานที่มีสุขภาพดีปลอดภัยและมีประสิทธิผลมากขึ้นในอุตสาหกรรมที่หลากหลายรวมถึงบริการอาหาร การดูแลสุขภาพ การผลิต อาคารสำนักงาน และอื่น ๆ 

และในฐานะผู้นำอุตสาหกรรม Kimberly-Clark มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานและประสบการณ์ของลูกค้าในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Kimberly-Clark ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง Big Data, Internet of Things (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถแข่งขันได้ในยุคปัจจุบัน

ฟังผ่าน Podbean : https://bit.ly/2xxofAE

ฟังผ่าน Apple Podcast :https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast :  https://bit.ly/2wRhjhb

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/2XOwpPy

ฟังผ่าน Youtube https://youtu.be/7RJTSqLiyYM

References : http://kcdlab.com/ https://en.wikipedia.org/wiki/Kimberly-Clark https://www.tableau.com/about/blog/2018/2/how-kimberly-clark-saved-250k-platform-powered-tableau-amazon-redshift-and-panoply https://consumergoods.com/kimberly-clark-leverages-big-data-china https://www.gojo.com/en/Electronic-Monitoring-Systems/Smart-Restroom-Solutions

Geek Monday EP44 : China’s AI Awakening การเติบโตอย่างเฟื่องฟูของ AI ในประเทศจีน

ขณะที่กระแสของเทคโนโลยีทางด้าน AI ซึ่งกำลังมีบทบาทอยู่ในทั่วโลกนั้น จีนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ  กำลังดำเนินการในการสร้างและพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทางรัฐบาลของจีนได้ทำการเทเงินกว่า หนึ่งแสนล้านหยวน หรือ ประมาณ หนึ่งหมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในเทคโนโลยีดังกล่าว

ขณะที่ภาคเอกชนของจีน ก็ทำการลงทุนขนาดใหญ่กับ AI เทคโนโลยีของอนาคต ซึ่งถ้าหากความพยายามดังกล่าวของจีนประสบความสำเร็จนั้น และขณะนี้ก็มีสัญญาณหลายอย่างที่ปรากฏว่าจีน จะกลายเป็นผู้นำด้าน AI ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งก็จะทำให้สามารถเพิ่ม productivity ของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของจีน

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : https://bit.ly/2ReIg5r

ฟังผ่าน Apple Podcast :https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast :  https://bit.ly/2UK66rP

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/3bYye0p 

ฟังผ่าน Youtube https://youtu.be/UZhlEkwgyCI

References Images : https://www.digitalcrew.com.au/blogs-and-insights/chinas-artificial-intelligence-dominance/