20 ปี Facebook ความหวัง ความฝัน ความทรงจำทั้งดีร้ายบนแพลตฟอร์มโซเชียลอันดับหนึ่ง

เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านมา 20 ปีแล้วนะครับ สำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Facebook

ผมคิดว่าหลาย ๆ คนคงมีทั้งความทรงจำที่ดีและร้ายที่ถูกถ่ายทอดผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแห่งนี้

ผมยังจำได้ดีในช่วงแรกของการเปิดตัว ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถสมัคร facebook ได้แบบทันที แต่ต้องมี invite จากผู้ที่เป็นสมาชิกอยู่แล้วให้ไปสมัคร ซึ่งมันคงความเป็น exclusive network ได้อยู่ในช่วงระยะเวลานึง

Feeling มันก็คล้าย ๆ กับตอน Clubhouse เปิดตัว ทุกคนอยากเข้าไปเล่นแต่ต้องได้รับการ invite ซึ่ง concept ของ Clubhouse นั้นก็เลียนแบบมาจากโซเชียลมีเดียรุ่นพี่อย่าง facebook นั่นแหละ

ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านคงมีความผูกพันกับแพลตฟอร์มแห่งนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคน Gen Y ขึ้นไป เรียกได้ว่าเติบโตมาพร้อมกับมันเห็นความเปลี่ยนแปลงของมันมานับต่อนับ

ย้อนวันวานจุดเริ่มต้นของ Facebook

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอนกับการเกิดขึ้นของ facemash จากการที่ Mark Zuckerberg ถูกผู้หญิงทิ้งแล้วต้องการที่จะทำบางอย่างเพื่อลบความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์

ด้วยความอัจฉริยะทางด้านคอมพิวเตอร์ก็เลยคิดไอเดียแปลก  ๆ ขึ้นมา โดย Zuckerberg ได้ทำการสร้างเว็บไซต์ เปรียบเทียบใบหน้าของผู้หญิง แล้วให้โหวตว่าใคร hot สุด โดยจะ random หน้าของสาว ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วทำการคำนวนผ่าน algorithm ที่เขาคิดค้นขึ้น

ปัญหาคือจะเอารูปของนักศึกษาในมหาลัยมาจากไหนแต่ด้วยความเป็น hacker เป็นทุนเดิมอยู่แล้วของ Zuckerberg จึงไม่ใช่เรื่องยากเลย ในการที่จะไปดูดเอารูปมาจากเว็บไซต์ประจำหอพักต่าง ๆ ของมหาลัยซึ่งมีการเก็บข้อมูลแยกกันอยู่และไม่ได้มีการวางระบบ Security ไว้อย่างแน่นหนาพอ

Zuckerberg ใช้เวลาเพียงไม่นานโดยระหว่างเขียน code ก็ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปด้วยแล้วก็ทำทุกอย่างเสร็จ ซึ่งไอเดีย ตอนแรกที่เขาเขียนไว้ใน blog ส่วนตัวนั้น เขาโมโห ถึงขนาดว่าจะเอารูปหน้าคนไปเปรียบเทียบกับสัตว์เลยด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้ทำมันในเว็บจริง ๆ ของ facemash

แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้อยากให้มันเผยแพร่กระจายไปทั่วมหาลัยเลย เขาเพียงแค่ส่ง link ไปให้เพื่อนไม่กี่คนของเขา เพื่อให้ดูว่ามันเจ๋งแค่ไหนเท่านั้นและเขาก็ปล่อย server วางไว้อย่างงั้นจนข้ามวัน

พลังของ Network

ผ่านพ้นคืนนั้นไป Zuckerberg ก็ได้ไปเข้าเรียนปรกติ แต่สิ่งที่ผิดปรกติคือเริ่มมีคนมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ จนเมื่อกลับมาถึงห้องพักพบว่าคอมพิวเตอร์ที่วางตัวเป็น server นั้นเริ่มค้างทำให้เขาถึงกับเข่าทรุดไปเลยทีเดียว

การส่ง link ไปให้เพื่อนเพียงไม่กี่คนผ่าน email ในตอนแรกนั้น ถูก forward ต่อกระจายไปยังหลาย mailing list ของมหาลัย Harvard ในคืนนั้น โดยมีผู้คนเข้ามาใช้งาน facemash ถึงกว่า 22,000 ครั้ง และกลายเป็นว่าทำให้มีคนไม่พอใจเป็นอย่างมากกับการกระทำของ Zuckerberg ในครั้งนี้

แม้ผู้ชายจะเล่น facemash กันอย่างสนุกสนานทั้งมหาลัย แต่มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยสำหรับสาว ๆ Harvard กลายเป็นว่า มันมีผลต่อการเหยียดเชื้อชาติ สีผิว กับการเปรียบเทียบรูปร่างหน้าตาแบบนี้ทำให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ในที่สุด

สุดท้าย Zuckerberg ก็โดนทัณฑ์บนโดยมหาวิทยาลัยสั่งห้ามทำเรื่องเสียหายแบบนี้อีกไม่งั้นจะถูกไล่ออก แต่ หนังสือพิมพ์ชื่อดังของ Harvard อย่าง The Harvard Crimson ก็ลงข่าวเรื่องนี้ทำให้ชื่อเสียง Zuckerberg แพร่กระจายไปทั่วมหาลัย แต่ไม่ใช่เรื่องดีอย่างที่ Zuckerberg ต้องการกลับกลายเป็นคนที่ผู้หญิงทั้งมหาลัยยี้ภายในคืนเดียวด้วยความไม่ตั้งใจ

ถามว่าทำไม facemash ถึงเป็นจุดเริ่มต้นก็เพราะมันทำให้ Zuckerberg ได้เห็นถึงพลังของเครือข่าย แม้จะเป็นแค่เครือข่ายที่ทำการส่ง forward mail ยังทำให้คนเข้ามาใช้จน server พังได้

facemash ที่ทำให้ Zuckerberg เห็นถึงศักยภาพของ Network (CR:Social Student)
facemash ที่ทำให้ Zuckerberg เห็นถึงศักยภาพของ Network (CR:Social Student)

ถ้าย้อนกลับไปในช่วงปี 2004 นั้นก็ต้องบอกว่าเว็บไซต์ social network ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วและมีเจ้าตลาดอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น friendster หรือ myspace  หรือในไทยเราก็เริ่มใช้ Hi5 กันแล้วถ้าหลาย ๆ คนยังคงจำได้

แล้ว facebook มันจะแจ้งเกิดได้อย่างไรในวันที่ระบบ social network เต็มไปหมดแล้ว ซึ่งถ้าใครหลายคนยังจำได้ การเข้าใช้งาน facebook ในช่วงแรก ๆ ที่เปิดให้คนทั่วไปใช้งานนั้น ต้องมีการ invite เข้าไปเล่นไม่สามารถสมัครได้โดยตรง

ซึ่งความเป็น Exclusive Network นี่แหละคือไอเดียเริ่มต้นของการสร้าง facebook เลยก็ว่าได้เพราะไม่งั้น Zuckerberg ก็คงเพียงสร้าง social network ธรรมดา ๆ ขึ้นมาที่ไม่ต่างจาก frienster หรือ myspace ทำเท่านั้นและคงไม่ดังกระฉูดมาจนถึงทุกวันนี้

Harvard Connection (Exclusive Social Network)

Harvard นั้นมีชมรมลับอยู่มากมายที่เหล่านักศึกษาทั่วมหาลัยหมายปองที่จะเข้าไปอยู่เพราะไม่ใช่แค่เรื่องเรียนเท่านั้น ที่ Harvard มีจุดเด่น

แต่เรื่อง connection ต่าง ๆ เป็นเรื่องสำคัญศิษย์เก่าหลาย ๆ คนเป็นใหญ่เป็นโตเป็นนักธุรกิจร่ำรวยมีหน้ามีตาในสังคมทั้งนั้นไล่ตั้งแต่ประธานาธิดีไปจนถึงนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิคซึ่งล้วนแล้วแต่ผ่านการเข้าชมรมที่ exclusive เหล่านี้แทบจะทั้งสิ้น

สองพี่น้อง Winklevoss ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยสองคนนี้เป็นฝีพายอันดับต้น ๆ ของประเทศแถมยังเรียนเก่งและมาจากตระกูลเศรษฐีอีกต่างหากต้องบอกว่าเป็นหนุ่ม ๆ ที่สาว ๆ ใน Harvard ถวิลหาเลยก็ว่าได้

ซึ่งทั้งสองนั้นเป็นสมาชิกชมรม Poselion Club ซึ่งนับได้ว่าเป็นชมรมระดับต้น ๆ ของมหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งการจะเข้าชมรมดังกล่าวได้ต้องมีดีพร้อมทุกอย่างเท่านั้นโดยชมรมนี้จะเน้นไปในเรื่องของการหา connection ทางด้านธุรกิจ เป็นหลักไม่ได้เน้นเรื่องปาร์ตี้เหมือนชมรมอื่น ๆ ใน Harvard

ซึ่งทั้งฝาแฝดทั้งสองและเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งคือ divya narendra กำลังสร้างธุรกิจบางอย่างอยู่ที่พวกเขาทั้งสามทำมากว่า 2 ปีแล้วแต่มันไม่เสร็จซักที เนื่องจากโปรแกรมเมอร์หลักของทีมที่ชื่อ Victor นั้นกำลังวุ่นอยู่กับการเรียนในปีท้าย ๆ ซึ่งถือว่าหนักอยู่พอสมควรจึงเป็นที่มาของการหาโปรแกรมเมอร์คนใหม่เพื่อมาสานต่อไอเดียธุรกิจที่พวกเขาคิดไว้ให้สำเร็จนั่นเอง

สองพี่น้อง Winklevoss และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ Divya Narendra (CR:Switchere official blog)
สองพี่น้อง Winklevoss และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ Divya Narendra (CR:Switchere official blog)

ชื่อเสียงด้านความอัจฉริยะของ Zuckerberg โดยเฉพาะจากเรื่องของ facemash ได้ไปเข้าหูของสองพี่น้อง Winklevoss และพาร์ทเนอร์ธุรกิจอีกคนอย่าง divya narendra ที่กำลังหาโปรแกรมเมอร์คนใหม่มาสานฝันต่อไอเดียธุรกิจของพวกเขา

และในที่สุดทั้งสี่คนก็ได้พบเจอกันมันเหมือนพรหมลิขิตที่ถูกขีดชะตาไว้เรียบร้อยแล้ว Zuckerberg ที่กำลังชื่อเสียงแย่จาก facemash ต้องการที่จะกู้ชื่อเสียงตัวเองกลับมา รวมถึงไอเดียธุรกิจแสนบรรเจิดของสองพี่น้อง winklevoss และ divya narendra นั้นก็คือ email ตระกูล @harvard.edu ซึ่งเป็น email ที่ exclusive สุด ๆ ที่ใช้กันเฉพาะนักศึกษาหรือ ศิษย์เก่าของ harvard เพียงเท่านั้น

ไอเดียของพวกเขาที่แตกต่างจาก social network อย่าง friendster หรือ myspace คือความเป็น exclusive network เฉพาะภายในมหาวิทยาลัยเท่านั้นซึ่งมันใกล้ชิดกว่านักศึกษาก็นำข้อมูลส่วนตัวมาลงได้อย่างไม่เคอะเขินเพราะรู้ว่า เป็นการใช้แค่เพียงในมหาวิทยาลัยเท่านั้น

และสิ่งสำคัญที่ขับเคลื่อนชีวิตในมหาวิทยาลัยคือการได้ลุ้นกับการเดทกับสาว ๆ มากหน้าหลายตาโดยทำความรู้จักกันผ่านเครือข่ายสังคมสุด exclusive นี้

ซึ่ง Zuckerberg ก็ได้ตกลงที่จะรับเป็นโปรแกรมเมอร์ให้โปรเจคดังกล่าวทันที เพราะไอเดียนี้มันเข้าท่าอย่างชัดเจนไม่ต้องมีการ hack ระบบใด ๆ ทุกคนสามารถนำข้อมูล รูปภาพ ต่าง ๆ เข้าสู่เว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง และ Zuckerberg ก็หวังว่าโปรเจคนี้แหละจะช่วยกู้ชื่อเสียงที่ย่ำแย่ที่ทำไว้กับ facemash กลับมาได้อีกครั้ง

แต่สิ่งที่สองพี่น้องไม่รู้ถึงความแสบของ Zuckerberg ก็คือ Zuckerberg ได้แอบสร้างโปรเจค social network ขึ้นมาอีกตัวโดยใช้ชื่อว่า thefacebook ซึ่งเป็นชื่อแรกก่อนที่จะมาเปลี่ยนเป็น facebook จนถึงทุกวันนี้

thefacebook ที่ Zuckerberg แอบซุ่มทำโดยทื่สองพี่น้อง Winklevoss ไม่รู้ (CR:Feedough)
thefacebook ที่ Zuckerberg แอบซุ่มทำโดยทื่สองพี่น้อง Winklevoss ไม่รู้ (CR:Feedough)

แม้ไอเดียหลาย ๆ อย่างจะไม่เหมือนกันเลยซะทีเดียวเพราะทาง harvard connection นั้นจะมีส่วนของเว็บที่เป็นการหาคู่เดทแต่ key หลัก ๆ ที่เหมือนกันคือความเป็น exclusive network ซึ่งเป็นฟีเจอร์หลักของทั้ง thefacebook และ harvard connection

แต่หลาย ๆ ฟีเจอร์นั้น Zuckerberg ก็ได้ใส่เพิ่มเข้าไปเองใน thefacebook โดยเน้นให้เป็น social network แบบ exclusive จริง ๆ มีการสร้าง profile มีการ invite friend การ share รูปภาพ และความสนใจต่าง  ๆ  , คลาสเรียนซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันของเหล่านักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น

โดยยัดทั้งหมดมาไว้ในระบบ online ซึ่งความเป็น social นั้น thefacebook ของ Zuckerberg มีมากกว่า harvard connection ของสองพี่น้อง winklevoss อย่างเห็นได้ชัดที่ Zuckerberg มองเป็นแค่เว็บหาคู่เดทออนไลน์เพียงเท่านั้น

Welcome to the facebook

ในระหว่างการตอบโต้ email กับทางฝั่งพี่น้อง winklevoss ทาง Zuckerberg ก็ใช้เวลาแทบจะทั้งหมดสร้าง thefacebook ขึ้นมาโดยไม่สนใจงานของ harvard connection อีกเลย

โดยเขาทำทั้งหมดอยู่คนเดียวต้องเขียนโค้ดกว่าหลายหมื่นบรรทัดซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับตัว Zuckerberg เลย เพราะเป็นงานที่เขาถนัดอยู่แล้วในเรื่องการเขียนโปรแกรม

Zuckerberg ที่ปั่นเว็บไซต์ thefacebook ด้วยตัวคนเดียว (CR:Harvard Crimson)
Zuckerberg ที่ปั่นเว็บไซต์ thefacebook ด้วยตัวคนเดียว (CR:Harvard Crimson)

สุดท้ายในช่วงต้น ปี 2004 Zuckerberg ใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ในการเขียนโค้ดทั้งวันทั้งคืนโดดเรียนแทบจะทุกวิชาเพื่อมุ่งพัฒนา thefacebook เพียงอย่างเดียวจนมันเสร็จสมบูรณ์พร้อมออนไลน์

และฟีเจอร์ที่สำคัญสุดท้าย ที่ Zuckerbergได้ใส่ไปใน thefacebook นั่นคือ Relationship Status ฟังก์ชั่นนี้แหละได้กลายเป็นฟีเจอร์สำคัญที่จะทำให้คนแห่กันเข้ามาใช้ เพราะทำให้รู้ว่าใครโสดหรือไม่โสดหรือต้องการหาแฟนเหมือนป้ายห้อยติดคอบอกสถานะว่าเรามีแฟนแล้วหรือยังนั่นเอง

ในที่สุดวันที่รอคอย ก็มาถึง 4 กุมภาพันธ์ 2004 ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นวันแรกของการก่อกำเนิดเว็บไซต์โซเชียลมีเดียที่ยิ่งใหญ่อย่าง thefacebook (ก่อนเปลี่ยนมาเป็น facebook ในภายหลัง) และเรื่องราวถัดจากนั้นก็คือตำนานอย่างที่พวกเราได้รับรู้กัน

Rust เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาลิฟต์ค้างไปสู่ภาษาเขียนโปรแกรมที่มีคนชื่นชอบมากที่สุดในโลกได้อย่างไร

โครงการซอฟต์แวร์จำนวนมากเกิดขึ้นเพราะโปรแกรมเมอร์มีปัญหาส่วนตัวที่ต้องแก้ไข ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Graydon Hoare เช่นเดียวกัน

ในปี 2006 Hoare โปรแกรมเมอร์อายุ 29 ปีที่ทำงานให้กับ Mozilla ซึ่งเป็นบริษัทเบราว์เซอร์โอเพ่นซอร์ส เมื่อกลับถึงบ้านที่อพาร์ตเมนต์ของเขาในแวนคูเวอร์ เขาพบว่าลิฟต์เสีย เนื่องจากปัญหาซอฟต์แวร์ขัดข้อง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันเกิดปัญหานี้ขึ้น

Hoare อาศัยอยู่บนชั้นที่ 21 และในขณะที่เขาขึ้นบันได เขาก็รู้สึกรำคาญสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก “มันไร้สาระ” เขาคิด

Hoare รู้ว่าการล่มดังกล่าวหลายครั้งเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับวิธีการใช้หน่วยความจำของโปรแกรม ซอฟต์แวร์ภายในอุปกรณ์ เช่น ลิฟต์ มักเขียนด้วยภาษาโบราณเช่น C++ หรือ C ซึ่งมักอนุญาตให้โปรแกรมเมอร์เขียนโค้ดที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีขนาดค่อนข้างเล็ก 

ปัญหาคือภาษาเหล่านั้นยังทำให้ง่ายต่อการทำให้เกิดข้อบกพร่องของหน่วยความจำโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่จะทำให้ทุกอย่างหยุดทำงาน Microsoft ประมาณการว่า 70% ของช่องโหว่ในโค้ดเกิดจากข้อผิดพลาดของหน่วยความจำจากโค้ดที่เขียนด้วยภาษาเหล่านี้

Graydon Hoare ผู้ก่อตั้งภาษา Rust (CR:wikipedia)
Graydon Hoare ผู้ก่อตั้งภาษา Rust (CR:wikipedia)

หากคนส่วนใหญ่หากพบว่าตัวเองต้องเดินขึ้นบันได 21 ขั้น คงจะเพียงแค่รู้สึกหงุดหงิด แต่ Hoare ตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาเปิดแล็ปท็อปและเริ่มออกแบบภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่ ซึ่งเป็นภาษาที่เขาหวังว่าจะทำให้สามารถเขียนโค้ดขนาดเล็กและรวดเร็วได้โดยไม่มีข้อบกพร่องในเรื่องหน่วยความจำ โดยเขาได้ตั้งชื่อมันว่า Rust

สิบเจ็ดปีต่อมา Rust ได้กลายเป็นหนึ่งในภาษาใหม่ที่ร้อนแรงที่สุดในโลก มีผู้เขียนโค้ด 2.8 ล้านคนที่เขียนด้วยภาษา Rust และบริษัทต่างๆ ตั้งแต่ Microsoft ไปจนถึง Amazon มองว่าสิ่งนี้เป็นกุญแจสู่อนาคตของพวกเขา 

แพลตฟอร์มแชท Discord ใช้ Rust เพื่อเร่งความเร็วระบบ Dropbox ใช้เพื่อซิงค์ไฟล์กับคอมพิวเตอร์ของลูกค้า และ Cloudflare ใช้เพื่อประมวลผลมากกว่า 20% ของทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตทั้งหมด 

ผู้บริหารของ Mozilla รู้สึกทึ่ง พวกเขาตระหนักว่า Rust สามารถช่วยพวกเขาสร้างเอ็นจิ้นเบราว์เซอร์ที่ดีขึ้นได้ เบราว์เซอร์เป็นซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนซึ่งมีโอกาสมากมายที่จะเกิดข้อบกพร่องของหน่วยความจำที่เป็นอันตราย

ในปี 2009 Mozilla ตัดสินใจสนับสนุน Rust อย่างเป็นทางการ โดยทำให้ภาษาเป็นโอเพ่นซอร์ส Mozilla เริ่มลงทุนด้วยการจ่ายเงินให้กับกลุ่มวิศวกรเพื่อมาสานต่อโปรเจ็กต์นี้ 

Dave Herman ผู้ร่วมก่อตั้ง Mozilla Research ขนานนามสถานที่ทำงานของกลุ่มหัวกะทิที่มาเริ่มโปรเจ็กต์ Rust ว่า “ถ้ำเด็กเนิร์ด”  ซึ่งอีก 10 ปีให้หลัง Mozilla ได้ว่าจ้างวิศวกรกว่า 12 คนให้ทำงานเต็มเวลากับ Rust

ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 วิศวกรของ Mozilla และอาสาสมัครของ Rust ทั่วโลกได้ค่อยๆ พัฒนาแกนกลางของ Rust ซึ่งเป็นวิธีที่ออกแบบมาเพื่อจัดการหน่วยความจำ พวกเขาสร้างระบบที่ถูกเรียกว่า “ownership” เพื่อให้ข้อมูลสามารถอ้างอิงได้ด้วยตัวแปรเพียงตัวเดียว 

สิ่งนี้ช่วยลดโอกาสของปัญหาหน่วยความจำได้อย่างมาก คอมไพเลอร์ของ Rust จะบังคับใช้กฎ ownership อย่างเข้มงวด หากผู้เขียนโปรแกรมละเมิดกฎ คอมไพเลอร์จะปฏิเสธที่จะคอมไพล์โค้ดและเปลี่ยนให้เป็นโปรแกรมที่รันได้

เทคนิคหลายอย่างที่ Rust ใช้ไม่ใช่แนวคิดใหม่: “ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยที่มีอายุหลายสิบปี” Manish Goregaokar ผู้ดูแลทีมเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาของ Rust และทำงานให้กับ Mozilla ในช่วงปีแรก ๆ กล่าว แต่วิศวกรของ Rust เชี่ยวชาญในการค้นหาแนวคิดที่เฉียบคมเหล่านี้และเปลี่ยนให้เป็นคุณสมบัติที่ใช้งานได้จริง

ในขณะที่ทีมปรับปรุงระบบการจัดการหน่วยความจำ Rust ก็มีความต้องการ  garbage collector ของตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ และในปี 2013 ทีมงานก็ได้นำระบบดังกล่าวออก โปรแกรมที่เขียนด้วย Rust จึงทำงานได้เร็วขึ้น

Hoare ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่วิศวกรซอฟต์แวร์บางคนได้โต้แย้งว่า Rust ยังคงมีองค์ประกอบที่เหมือนกับ garbage collection (process ที่ทำให้หน่วยความจำว่างสำหรับการนำมาใช้งานอีกครั้ง) นั่นคือระบบ “reference counting” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการทำงานของกลไกในการจองพื้นที่ของหน่วยความจำ แต่ไม่ว่าด้วยวิธีใด ประสิทธิภาพของ Rust ก็มีมากกว่าภาษาอื่น ๆ อย่างน่าทึ่ง 

ในไม่ช้าการลงทุนของ Mozilla ก็เริ่มได้ผลตอบแทน ในปี 2016 กลุ่ม Mozilla ได้เปิดตัว Servo ซึ่งเป็นเอ็นจิ้นเบราว์เซอร์ใหม่ที่สร้างขึ้นโดยใช้ภาษา Rust 

ในปีถัดไป กลุ่มอื่น ๆ เริ่มใช้ Rust เพื่อเขียนส่วนของ Firefox ที่แสดงผล CSS (Cascading Style Sheets) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในการตกแต่งเว็บไซต์ การเปลี่ยนแปลงทำให้เบราว์เซอร์เพิ่มประสิทธิภาพอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ บริษัทยังใช้ Rust ในการเขียนโค้ดใหม่ที่ใช้จัดการไฟล์มัลติมีเดีย MP4 เพิ่มอีกด้วย

เมื่อ Rust เริ่มแพร่กระจายเป็น Viral

ในไม่ช้าก็เริ่มได้ยินจากบริษัทอื่นๆ ที่กำลังลองใช้ภาษาใหม่ของพวกเขา ผู้เขียนโค้ดของ Samsung ซึ่งทำงานจากสำนักงานของ Mozilla ในฝรั่งเศสได้บอกว่าพวกเขาจะเริ่มใช้มัน Facebook (Meta) ใช้ Rust เพื่อออกแบบซอฟต์แวร์ใหม่ที่โปรแกรมเมอร์ใช้ในการจัดการซอร์สโค้ดภายใน 

ในไม่ช้า Rust ก็ปรากฏตัวขึ้นที่แกนกลางของซอฟต์แวร์ที่สำคัญ ในปี 2020 Dropbox ได้เปิดตัว “เครื่องมือซิงค์” เวอร์ชันใหม่ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่รับผิดชอบในการซิงโครไนซ์ไฟล์ระหว่างคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้กับที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ของ Dropbox ซึ่งวิศวกรได้เขียนขึ้นใหม่โดยใช้ภาษา Rust 

เดิมทีระบบเขียนด้วยภาษา Python แต่ด้วยการที่แพลตฟอร์มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนต้องจัดการไฟล์หลายพันล้านไฟล์ Rust ช่วยให้จัดการกับความซับซ้อนนั้นได้ง่ายขึ้น Parker Timmerman วิศวกรซอฟต์แวร์ที่เพิ่งออกจาก Dropbox กล่าว

“มันสนุกที่ได้เขียนโดยภาษา Rust ซึ่งอาจจะแปลกที่จะพูด แต่แค่ตัวภาษามันก็ยอดเยี่ยมแล้ว มันสนุก. คุณรู้สึกเหมือนเป็นนักมายากล และนั่นไม่เคยเกิดขึ้นในภาษาอื่น” เขากล่าว “เราวางเดิมพันครั้งใหญ่แน่นอน มันเป็นเทคโนโลยีใหม่”

บางบริษัทค้นพบว่า Rust ได้ช่วยเหลือพวกเขาเกี่ยวกับข้อบกพร่องในการจัดการหน่วยความจำ Mara Bos ใช้ Rust เพื่อเขียนซอฟต์แวร์ของบริษัทใหม่ทั้งหมดสำหรับควบคุมโดรน ซึ่งเดิมเขียนด้วยภาษา C++ 

ที่ Discord วิศวกรรู้สึกหงุดหงิดมานานแล้วที่ garbage collector ในภาษา Go ซึ่งเป็นภาษาที่พวกเขาใช้สร้างส่วนสำคัญของซอฟต์แวร์จะทำให้สิ่งต่างๆ ช้าลง 

ซอฟต์แวร์ Go ของพวกเขาจะดำเนินการตามขั้นตอนทุก ๆ สองนาทีโดยประมาณ แม้ว่าวิศวกรของ Discord จะเขียนสิ่งต่าง ๆ อย่างระมัดระวังแล้วก็ตามที ในปี 2020 พวกเขาเขียนระบบใหม่ทั้งหมดโดยใช้ Rust และพบว่าตอนนี้มันรันเร็วขึ้นถึง 10 เท่า 

แม้แต่ผู้บริหารและวิศวกรของ Amazon Web Services ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคลาวด์คอมพิวติ้งของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ก็ยังเชื่อมั่นว่า Rust สามารถช่วยพวกเขาเขียนโค้ดที่ปลอดภัยและเร็วขึ้นได้ 

“Rust อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมือนใครซึ่งมีข้อได้เปรียบที่ผมไม่สามารถหาได้จากภาษาอื่น มันให้พลังวิเศษมากมายในภาษาเดียว” Shane Miller ผู้สร้างทีม Rust ที่ AWS ก่อนออกจากบริษัทเมื่อปีที่แล้วกล่าว 

บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับยักษ์ใหญ่ด้านการประมวลผลแบบคลาวด์คือ การศึกษาโค้ดที่อิงกับ Rust พบว่าโค้ดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากจนใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงครึ่งเดียวของโปรแกรมที่คล้ายกันที่เขียนด้วย Java ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไปใน AWS 

Rust ช่วยประหยัดทรัพยากรในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่าง AWS หรือ Azure ได้เป็นอย่างมาก (CR:Soft Consulting)
Rust ช่วยประหยัดทรัพยากรในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่าง AWS หรือ Azure ได้เป็นอย่างมาก (CR:Soft Consulting)

“ดังนั้นผมจึงสามารถสร้างศูนย์ข้อมูลที่รันได้ถึง 2 เท่าของเวิร์กโหลดที่ผมใช้ในปัจจุบัน” Miller กล่าว หรือทำงานแบบเดียวกันนี้ในศูนย์ข้อมูลที่มีขนาดเพียงครึ่งเดียว ซึ่งทำให้สามารถประหยัดเงินได้อย่างมหาศาล

ในขณะที่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีนำภาษานี้ไปใช้ พวกเขายังได้รับอิทธิพลจากภาษานี้มากขึ้นด้วย พวกเขามีเงินมากพอที่จะจ่ายให้วิศวกรทำงานเต็มเวลาในการพัฒนา Rust  มีผู้นำของทีม Rust หลายคนได้กลายเป็นพนักงานของ ทั้ง Amazon และ Microsoft 

แม้ว่าตอนนี้ โค้ดภาษาโบราณอย่าง C และ C++ ทั้งหมดที่มีอยู่จะยังไม่หายไป ซึ่งยังคงต้องมีการใช้งานต่อไปอีกหลายสิบปี แต่ถ้า Rust กลายเป็นวิธีทั่วไปในการเขียนโค้ดใหม่ที่ต้องการความเร็ว เราอาจจะได้เห็นซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ทั่วโลกที่น่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ มีโอกาสเกิดความผิดพลาดน้อยลง และมีความเสถียรเพิ่มมากขึ้นนั่นเองครับผม 

References :
https://www.technologyreview.com/2023/02/14/1067869/rust-worlds-fastest-growing-programming-language/

คำขู่จากอดีตวิศวกร เมื่อ Twitter กำลังจะพังทลายในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้

การเปลี่ยนผ่านขององค์กรธุรกิจนั้นเป็นเรื่องปรกตินะครับ คนเก่าจากไปคนใหม่เข้ามา ในทุกตำแหน่งขององค์กรแล้วส่วนใหญ่ ก็มักจะไม่ได้มีปัญหาอะไรที่จะทำให้ถึงขั้นองค์กรต้องล่มสลาย หรือผลิตภัณฑ์ต้องได้รับผลกระทบอย่างหนัก

แต่การเปลี่ยนผ่านองค์กรแบบที่ Elon Musk กำลังทำกับ Twitter นั้น เรียกได้ว่าเป็นปรากฎการณ์ที่น้อยองค์กรจะพบเจอ ตัวอย่างเช่นการตัดพนักงานออกไปกว่าครึ่ง และส่วนใหญ่ล้วนคลุกคลีอยู่กับผลิตภัณฑ์หลักของ Twitter

แม้ Elon Musk จะเป็นยอดมนุษย์ขนาดไหน แต่เขาก็ไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ทุก ๆ กิจการที่เขาประสบความสำเร็จนั้น ต้องผ่านการสร้างทีมที่ดี และสามารถทำงานร่วมกับสไตล์การทำงานอันสุดโหดของ Elon Musk ได้

แต่กับ Twitter นั้นมันเป็นเรื่องใหม่สำหรับ Elon Musk เพราะเขาไม่ได้สร้างมันมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก Elon Musk ไล่พนักงานครึ่งหนึ่งจาก 7,500 คนที่เคยทำงานใน Twitter ออก มันได้เริ่มเห็นสัญญาณบางอย่างที่เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มอย่าง Twitter

Twitter เปิดตัวฟีเจอร์อย่าง Re-Tweet ในปี 2009 โดยเปลี่ยนสิ่งที่ผู้คนทำอยู่แล้วโดยใส่ชื่อผู้ใช้และ Tweet ของคนอื่น นำหน้าด้วยตัวอักษร RT ลงในแพลตฟอร์มของพวกเขา ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาได้กลายเป็นฟีเจอร์ยอดฮิตที่นิยมใช้กันมากในแพลตฟอร์มอย่าง Twitter

“บางครั้งคุณจะได้รับการแจ้งเตือนที่ไม่ค่อยดีนัก” วิศวกรคนหนึ่งซึ่งเคยทำงานที่ Twitter กล่าว

โดยเหล่าวิศวกรที่เหลืออยู่เริ่มกังวลกับแพลตฟอร์มหลังจากที่เพื่อนร่วมงานจำนวนมากที่เคยถูกจ้างให้แพลตฟอร์มอย่าง Twitter ทำงานได้อย่างราบรื่นถูกไล่ออกไป

มีการแจ้งเตือนในระบบเกี่ยวกับสิ่งผิดปรกติที่เกิดขึ้นและเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเหล่าวิศวกรที่เหลืออยู่ที่จัดการกับโครงสร้างพื้นฐานของแพลตฟอร์มนั้น ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นและพวกเขากำลังจะหมดแรง

ซึ่งก็ต้องบอกว่า Twitter นั้นเป็นแพลตฟอร์มที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ ตัวอย่างเช่นเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอย่าง Ecommerce ซึ่งทราฟฟิกขนาดใหญ่นั้นค่อนข้างที่จะสามารถระบุเวลาได้ชัดเจนเช่นเทศกาล Black Friday , Cyber Monday

แต่ Twitter บางครั้งจู่ ๆ ก็มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นแบบฉับพลันในที่แห่งหนึ่งของโลก แล้วทราฟฟิกก็พุ่งแบบกระฉูด โดยไม่สามารถคาดเดาวันเวลาได้

วิศวกรที่ไม่เปิดเผยนามได้กล่าวว่า ด้วยปัญหาที่รุมเร้าในขณะที่การ maintenance และการแก้ไขปัญหาต่างๆ นั้นต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น สิ่งต่าง ๆ จะเริ่มพังทลาย และจะพังไปอีกนาน ด้วยรูปแบบที่รุนแรงมากขึ้นจนในที่สุดอาจจะทำให้แพลตฟอร์มกลายเป็นอัมพาต

เหล่าวิศวกรที่ถูกไล่ออกไปนั้นหลายๆ คนทำงานมาเป็น 10 ปี ทำให้องค์ความรู้ที่สะสมมาของบุคคลเหล่านั้นก็หายไปพร้อมกับพวกเขา เนื่องจากเป็นการปลดพนักงานแบบฟ้าผ่าแบบที่ไม่มีใครได้ตั้งตัวทัน

นั่นยังไม่รวมถึงโครงการ “Deep Cuts Plan” จาก Elon Musk ที่หวังจะลดโหลดของเซิร์ฟเวอร์คลาวด์คอมพิวติ้งของ Twitter เพื่อพยายามลดค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สูงถึง 3 ล้านเหรียญต่อวัน

ต้องบอกว่าสถานการณ์ของ Twitter ณ ตอนนี้อยู่ในจุดเสี่ยง รอยร้าวที่เริ่มปรากฎออกมาบ้างแล้ว แม้มันจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ก็เป็นสถานการณ์ที่มีความท้าทายเป็นอย่างมากสำหรับ Elon Musk ในการนำพา Twitter ไปให้ถึงฝั่งฝันอย่างที่เขาได้จินตนาการไว้นั่นเองครับผม

References :
https://www.technologyreview.com/2022/11/08/1062886/heres-how-a-twitter-engineer-says-it-will-break-in-the-coming-weeks
https://www.reuters.com/technology/musk-orders-twitter-cut-infrastructure-costs-by-1-bln-sources-2022-11-03/

The future of Start-ups กับแนวคิดที่ควรจะเริ่มคิดทำกำไรแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่เน้นแต่การผลาญเงินเพื่อเติบโต

ส่วนตัวผมได้เห็นบทความจากสื่อใหญ่หลาย ๆ แห่ง ที่พูดทำนองเดียวกันในเรื่องนี้ ที่ต้องเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการ Startup ทั่วโลก

เราได้เห็นโมเดล Startup ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่เน้นการผลาญเงินลงทุนของเหล่า VC และเร่งการเติบโต ซึ่งส่วนใหญ่มันก็ได้ผล แต่ช่วงหลัง ๆ เริ่มเห็นถึงทางตัน เพราะ model ธุรกิจที่ copy กันไปกันมา

มันยากที่จะหาบริษัทที่จะสามารถเติบโตแบบ 100x , 1000x เหมือนในอดีตเช่น facebook , google หรือ amazon ได้ในยุคปัจจุบัน เพราะเทคโนโลยีทุกอย่างมันเริ่มถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

ยุคของการระดมทุนแบบง่าย ๆ ใช้สไลด์ไม่กี่แผ่น แล้วคุยโม้โอ้อวดแผนการธุรกิจที่เพ้อฝัน กำลังจะหมดลง บริษัทเทคโนโลยีที่จะมีอนาคตต้องสร้างขึ้นบนรากฐานที่ยั่งยืนเพียงเท่านั้น

สอดรับกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสภาพแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจเริ่มแย่ลง เหล่าบริษัท startup ที่ไม่ทำกำไรเน้นที่การเติบโตเพียงอย่างเดียว กำลังถูกหมางเมินมากยิ่งขึ้น

เคสใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับ Klarna บริษัทที่ทำธุรกิจซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ซึ่ง copy model กันทั่วทั้งโลกใครก็ทำได้ มูลค่าลดลงจาก 46 พันล้านดอลลาร์ เหลือน้อยกว่า 7 พันล้านดอลลาร์

โมเดล Buy Now Pay Later แบบ Klarna ไม่ได้มีนวัตกรรม ทำให้ถูก copy ง่าย ๆ จากทั่วโลก (CR:PYMNTS)
โมเดล Buy Now Pay Later แบบ Klarna ไม่ได้มีนวัตกรรม ทำให้ถูก copy ง่าย ๆ จากทั่วโลก (CR:PYMNTS)

โดยปรกติแล้ว เราเห็น pattern เดิม ๆ ของเหล่าบริษัทร่วมทุนหรือ VC ต่าง ๆ ที่จะมุ่งเน้นไปที่การเติบโตของรายได้เป็นหลัก ซึ่งบริษัทใด scale ได้รวดเร็วและยึดครองตลาดได้ทั้งหมดก็จะกลายเป็นผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวได้

แต่สถานการณ์การแข่งขันเรียกได้ว่าเปลี่ยนไป นวัตกรรมที่แทบไม่มีอะไรใหม่ สามารถ copy กันได้ง่าย ๆ แค่มีทุน ไล่ตั้งแต่ ธุรกิจการชำระเงิน การจัดส่งอาหาร บริการเรียกรถ ทำให้การเน้นที่การ scale บริษัทอย่างรวดเร็วเพียงอย่างเดียวมันไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว

บริษัทร่วมทุนขนาดใหญ่ตัวอย่างเช่น Vision Fund ของ Softbank นั้นขาดทุนอย่างมหาศาล หลังจากลงทุนไปในหลายๆ บริษัทที่ดูไม่มีอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเทเงินให้กับ WeWork หรือ แม้กระทั่ง Uber เองที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นกลับมาได้ในเร็ววันนี้

Vision Fund ของ Softbank ที่ขาดทุนอย่างมหาศาล (CR:DealStreetAsia)
Vision Fund ของ Softbank ที่ขาดทุนอย่างมหาศาล (CR:DealStreetAsia)

เหล่านักลงทุนเริ่มไม่ชอบความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น แม้แต่กลุ่มทุนที่เคยอัดเม็ดเงินก้อนใหญ่ให้กับวงการก็ตามที ตอนนี้พวกเขาต้องการให้บริษัทพิสูจน์ว่ามีเส้นทางสู่การทำกำไรที่ชัดเจน ไม่ใช่ผลาญเงินเล่นไปวัน ๆ

ตัวอย่างผู้นำด้านเทคโนโลยียุคบุกเบิกรายใหญ่อย่าง Apple และ Microsoft พวกเขาได้พิสูจน์ความสำเร็จด้วยการจัดลำดับความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาได้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว

เพราะฉะนั้น ทั้งโมเดลการสร้างรายได้ และที่มาของกลุ่มลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ของเหล่าบริษัท startup ในยุคถัดไป ธุรกิจต้องเดินหน้าสู่การสร้างกำไรที่แท้จริง ไม่ใช่เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดสมมติที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงนั่นเอง

References :
https://www.ft.com/content/6b5a67f2-6028-40e1-a81b-e0e0be60facd
https://www.edexlive.com/opinion/2021/jan/02/the-future-of-start-ups-imagining-the-next-decade-for-the-entrepreneurial-sector-16983.html
https://www.ft.com/content/778e65e1-6ec5-4fd7-98d5-9d701eb29567
https://www.influencive.com/6-tips-for-improving-your-startup-pitch/