Benyamin Ahmed หนูน้อยวัย 12 ขวบ ที่ทำรายได้มากกว่า 13 ล้านบาทจาก NFT ภายในสองเดือน

เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจเลยนะครับ สำหรับการสร้างรายได้จาก NFT ที่ตอนนี้กระแสเริ่มเป็นที่นิยมอย่างมากทั่วโลกไปแล้ว

ต้องเรียกได้ว่ามันเป็น skill ใหม่ที่น่าสนใจมาก ที่ประเทศเราควรเริ่มที่จะมาโฟกัสอย่างจริงจัง เพื่อบรรจุลงในหลักสูตรการเรียนการสอน กับการสร้างรายได้ด้วยเทคโนโลยีใหม่เช่น NFT ซึ่งในอนาคตมันจะใช้ในการดำรงชีพได้แทบไม่ต่างจากอาชีพอื่น ๆ อย่างแน่นอน

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับหนูน้อย Benyamin Ahmed ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากครับ

โดยในวัยเพียงแค่ 5 ขวบ Ahmed เริ่มศึกษาการเขียนโปรแกรมจาก Imrom พ่อของเขา ที่ทำงานเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์

Ahmed เริ่มต้นด้วยการเรียนภาษาง่าย ๆ อย่าง HTML และ CSS และได้เริ่มพัฒนาทักษะการเขียนโค้ดอย่างต่อเนื่อง ต่อมาได้เรียนรู้ JavaScript และโปรแกรมอื่น ๆ

Ahmed เริ่มศึกษาการเขียนโปรแกรมตั้งแต่ยังเด็ก

“ครั้งแรกที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับ NFTs คือเมื่อต้นปีที่ผ่านมา” Ahmed ซึ่งอาศัยอยู่ในลอนดอนกล่าว “ผมรู้สึกทึ่งกับ NFT เพราะคุณสามารถโอนความเป็นเจ้าของ NFT ได้อย่างง่ายดายด้วยเทคโนโลยี blockchain”

ต้องบอกว่า NFT เป็นสินทรัพย์ทางด้านดิจิทัล ที่มีลักษณะเฉพาะเอามาก ๆ ซึ่ง รวมถึงไฟล์รูปอย่าง jpeg และคลิปวีดีโอต่าง ๆ ซึ่งจะมีการแสดงด้วยรหัสที่บันทึกบน blockchain

โดย NFT สามารถนำมาซื้อขายได้ เช่นเดียวกับสินทรัพย์ชนิดอื่น ๆ ในโลกจริง ๆ ของเรา แต่ blockchain ช่วยให้สามารถ track ตามเจ้าของสินทรัพย์จริง ๆ นั้นได้

Ahmed เมื่อได้รู้จักกับ NFT ก็ทำให้เขาตื่นเต้นมาก ๆ และตัดสินใจที่จะสร้าง NFT ที่เป็นคอลเลกชั่น ของตนเองขึ้นมา

โดยคอลเลกชั่นชุดแรกของเขา นั้น เป็นอวตาร์ที่มีสีสันและเป็นรูปแบบของพิกเซล 40 ตัวที่ถูกเรียกว่า Minecraft Yee Haa

“ผมสร้างขึ้นหลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเล่นเกม Minecraft” Ahmed กล่าว

แม้คอลเลกชั่นที่เขาทำ จะขายไม่ได้ในทันที แต่ Ahmed มองว่า มันเป็นการเรียนรู้เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และเขาก็ได้พยายามทำมันต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

ถัดมาในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาเริ่มเขียนโค้ด Weird Whales ซึ่งเป็นคอลเลกชั่น NFT ชุดที่สองของเขา ซึ่งมีตัวปลาวาฬ โดยแต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ซึ่งใช้เป็นมีมประเภทหนึ่ง ลักษณะคล้าย ๆ กับ CryptPunks แบบพิกเซล ที่ถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่น NFT ชุดแรก ๆ ระดับตำนาน

มีมปลาวาฬ โดยแต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน
มีมปลาวาฬ โดยแต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน

โดยโครงการของ Ahmed นั้นมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมก๊าซ ซึ่งจะถูกเรียกเก็บจาก blockchain เพื่อตรวจสอบ NFT แต่ละรายการ

ซึ่งในช่วงเดียวกันนั้น Ahmed ได้เรียนรู้วิธีการเขียนโค้ดคอลเลกชั่นจากบทเรียนออนไลน์ และพี่เลี้ยงที่เขาได้พบเจอในชุมชน Discord ซึ่งเป็นหนึ่งในนักพัฒนาที่อยู่เบื้องหลังโปรเจ็ค NFT ที่ชื่อว่า Boring Bananas โดยได้ส่งสคริปต์เพื่อให้ Ahmed ใช้เป็นเทมเพลตสำหรับการสร้าง Weid Whales

หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฏาคม คอลเลกชั่นทั้งหมดขายเกลี้ยงภายใน 9 ชั่วโมงแรกเพียงเท่านั้น และ Ahmed สามารถขายไปได้กว่า 80 รายการในหนึ่งวัน

เนื่องจากเขาทำกำไรเป็นหน่วยสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Ethereum (ETH) ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวมีมูลค่ามากกว่า 255,000 ดอลลาร์ จากนั้นเขาก็ขายได้อีก 30 ETH ซึ่งมีมูลค่า 95,000 ดอลลาร์จากตลาดขายต่อ โดย Ahmed จะได้ 2.5% จากการขายต่อแต่ละครั้ง

Ahmed ทำเงินไปแล้วกว่า 350,000 ดอลลาร์ จนถึงปัจจุบัน แลภายในสิ้นเดือนสิงหาคมคาดว่ารายรับรวมของเขาจะสูงถึง 400,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 13 ล้านบาท ซึ่งเขาใช้เวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น

ณ ตอนนี้ Ahmed ไม่มีแม้บัญชีธนาคารแบบดั้งเดิมแต่อย่างใด เขา มีแต่กระเป๋าเงินดิจิตอล

“ผมวางแผนที่จะเก็บ ETH ทั้งหมดของผมไว้ และจะไม่แปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์แต่อย่างใด” Ahmed กล่าว

นี่อาจจะเป็นจุดเล็ก ๆ ของเรื่องราวของหนุ่มน้อย Ahmed ที่เราได้เริ่มเห็นเทรนด์ที่ชัดเจนของคนรุ่นใหม่ ที่อาจจะไม่ต้องการบัญชีธนาคารแบบดั้งเดิมอีกต่อไป พวกเขาเพียงแค่ต้องการ ETH และกระเป๋าเงินดิจิตอลของพวกเขาเพียงเท่านั้น

“เมื่อผู้คนซื้อ Weird Whales พวกเขากำลังลงทุนในตัวผมและอนาคตของผม” Ahmed กล่าว “ถ้าผมทำแบบนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เหมือนที่เคยทำมา ผมอาจจะมีอนาคตแบบเดียวกับเหล่าผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีชื่อดังของโลก อย่างเช่น Elon Musk และ Jeff Bezos”

ต้องบอกว่า มันเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ของเด็กรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ generation ใหม่ ๆ ที่กำลังจะมาเปลี่ยนโลกเราแบบที่ไม่เป็นมาก่อน

คนรุ่นใหม่สามารถเลือกเส้นทางอาชีพได้อย่างหลากหลาย ที่ไม่ต้องยึดติดกับขนบธรรมเนียมเดิม ๆ ที่มีทางเลือกในการดำรงชีวิตไม่กี่อาชีพอีกต่อไป โลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

เมื่อก่อน เราอาจจะตอบคำถามเวลาผู้ใหญ่ถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ซึ่งคำตอบนั้นก็วนเวียนอยู่เพียงไม่กี่อาชีพ ครู ทหาร ตำรวจ รับราชการ วิศวกร ทนาย แพทย์ ฯลฯ แต่หากไปถามเด็ก ๆ ในยุคใหม่ เราคงได้คำตอบที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงแล้วในตอนนี้

ผมมองว่าประเทศเราก็ควรเริ่มที่จะปูพื้นฐานเรื่องเหล่านี้ไว้ให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้แล้ว เพราะโลกในอนาคตของพวกเขา จะแตกต่างจากโลกที่เราอยู่ในอดีต หรือแม้กระทั่งจุดเปลี่ยนผ่านในตอนนี้อย่างสิ้นเชิง

ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเงิน การเดินทาง การขนส่ง หรือ อะไรต่าง ๆ อีกมากมายที่เหล่าเทคโนโลยีกำลังมาบรรจบกัน และสร้าง Impact อย่างมหาศาลในเวลาอันใกล้ที่จะถึงนี้

Ahmed แสดงให้เห็นว่าโลกแห่งอนาคตนั้นเปิดกว้างสำหรับทุกคน อย่างที่เขาทำได้สำเร็จ แม้จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ผมอยากให้จำชื่อหนูน้อย Benyamin Ahmed คนนี้ไว้

ในอนาคต เขาอาจจะมาสร้าง Impact ให้กับโลกเราผ่านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้เหมือนกับไอดอลของเขาอย่าง Elon Musk หรือ Jeff Bezos ก็เป็นได้นั่นเองครับผม

References : https://futurism.com/the-byte/12-year-old-400000-selling-nfts-to-idiots
https://opensea.io/collection/weirdwhales
https://opensea.io/collection/minecraft-yee-haa
https://www.cnbc.com/2021/08/25/12-year-old-coder-made-6-figures-selling-weird-whales-nfts.html
https://www.telegraph.co.uk/news/2021/08/25/schoolboy-earns-nearly-300000-selling-digital-artwork-whales/

เรียนเขียนโปรแกรม 2 วันเพื่อก้าวสู่เส้นทางมหาเศรษฐีของ Facebook Co-Founder อย่าง Dustin Moskovitz

ลองนึกภาพการใช้เวลาสองสามวันเพื่อเรียนรู้ภาษาการเขียนโปรแกรมใหม่ที่จะเปลี่ยนคุณให้กลายเป็นมหาเศรษฐี ฟังดูเรื่องราวเหล่านี้มันเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเรื่องราวดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริงที่เกิดกับชายที่ชื่อว่า Dustin Moskovitz

ในปี 2005 เมื่อ Facebook เพิ่งเป็นบริษัทเล็ก ๆ กับพนักงานเพียง 50 คน Mark Zuckerberg CEO ได้รับเชิญให้ไปบรรยายที่โรงเรียนเก่าของเขา Harvard

เขาเป็นคนที่ไม่มีใครในเวลานั้นไม่รู้จักสิ่งที่เขาสร้างมันขึ้นมาที่ Harvard

ในปี 2005 Facebook สร้างกระแสในโลกนี้ มันได้กลายเป็นเครือข่ายทางสังคมสำหรับนักศึกษาที่แพร่กระจายไปยังมหาวิทยาลัยกว่า 2,000 แห่งและสร้างการเข้าชมเว๊บไซต์ประมาณ 400 ล้านครั้งต่อวัน Zuckerberg กล่าวกับผู้ชมในวันนั้น

เมื่อเราย้อนอดีตกลับไปในปี 2005 Yahoo ยังคงเป็นแพลตฟอร์มใหญ่ที่สุดสำหรับการค้นหา และได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งใน บริษัท อินเทอร์เน็ตที่ประสบความสำเร็จขนาดใหญ่พร้อมกับบริการอย่าง eBay และบริการขายหนังสือออนไลน์ ในขณะนั้นอย่าง Amazon

เรื่องที่ดีที่สุดที่เขาบอกในการบรรยายในครั้งนั้น ก็คือ รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีที่เพื่อนร่วมห้องของเขา Dustin Moskovitz เข้ามาเกี่ยวข้องกับ Facebook ได้อย่างไร

Mark Zuckerberg สร้าง Facebook ในห้องพักหอพักของเขาโดยใช้ภาษาในการเขียนโปรแกรมคือ PHP และเว็บไซต์ดังกล่าวก็กลายเป็นที่นิยม จนฉุดไม่อยู่

“ผมเริ่มเขียนเว๊บไซต์และเปิดตัวที่ Harvard ในเดือนกุมภาพันธ์ 2004 และภายในสองสามสัปดาห์คน 2-3 พันคนสมัครเข้ามาใช้งานและเราเริ่มได้รับอีเมลจากผู้คนที่มหาวิทยาลัยอื่น ๆ เรียกร้องให้เราเปิดตัว Facebook ที่มหาลัยของพวกเขา “เขากล่าว

เขาเรียนวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์อย่างหนัก แต่มันก็สนุกมาก ๆ “แม้มันจะไม่ได้ทำให้ผมมีเวลาเหลือเฟือที่จะทำอะไรกับ Facebook มากมายนักในช่วงเริ่มต้น ดังนั้นเพื่อนร่วมห้องของผม Dustin จึงเป็นมากกว่าแค่ผู้ร่วมก่อตั้ง ‘ผมต้องการความช่วยเหลือ เราจะทำการขยาย Facebook ” นั่นเป็นประโยคแรกที่ Mark Zuckerberg ได้กล่าวกับเพื่อนร่วมห้องของเขาอย่าง Dustin Moskovitz ให้เข้ามาร่วมงานใน Facebook

Zuckerberg บอกกับ Moskovitz ว่า   “Facebook มันค่อนข้างเจ๋ง แต่ดูเหมือนนายจะไม่รู้เกี่ยวกับภาษา PHP เลย”

โชคดีที่ PHP นั้นเรียนรู้ได้ง่ายโดยเฉพาะถ้าคุณรู้จักภาษา C ซึ่ง  Moskovitz ได้เรียนรู้มา

PHP ไม่ใช่ PERL เพื่อน

“วันหยุดสุดสัปดาห์นั้น Moskovitz ก็ได้กลับบ้านและไปซื้อหนังสือ ‘PERL for Dummies’ กลับมาและบอกกับ Zuckerberg ว่า ‘ฉันพร้อมจะลุยกับนายแล้วเพื่อน’ ก่อนที่ทาง Zuckerberg จะบอกกับเขาว่า “เว็บไซต์ของ Facebook เขียนด้วย PHP ไม่ใช่ PERL นะครับเพื่อน”

หลังจากนั้น Moskovitz ก็ได้ศึกษา PHP อย่างหนัก และเรียนรู้ภาษา PHP อย่างรวดเร็วภายใน “2-3 วัน” และ เริ่มที่จะมาช่วย Zuckerberg จากปัญหาทางเทคนิคของการขยายจากมหาวิทยาลัยหนึ่งไปยังอีกหลายมหาวิทยาลัย

Dustin Moskovitz เรียนรู้ PHP อย่างรวดเร็วจนมาเป็นกำลังสำคัญของ Facebook
Dustin Moskovitz เรียนรู้ PHP อย่างรวดเร็วจนมาเป็นกำลังสำคัญของ Facebook

Zuckerberg และ Moskovitz ได้ย้ายจาก Harvard ไปที่ Palo Alto, California เพื่อทำงานกับ Facebook แบบเต็มเวลาในท้ายที่สุด

Moskovitz ออกจาก Facebook ในปี 2008 สามปีหลังจากการพูดคุยครั้งนี้ ซึ่งหุ้น Facebook ของเขา ในภายหลังจะทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีหนุ่มเช่นเดียวกัน

หลายปีต่อมาเรื่องราวที่เล่าขานกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาได้กลายมาเป็นแก่นกลางในหนังสือ “The Accidental Billionaires” ซึ่งนำไปสู่ภาพยนตร์เรื่อง “The Social Network” ในท้ายที่สุด

และ Zuckerberg พูดอย่างอื่นในการบรรยายที่น่าสนใจมาก : เขาไม่เคยวางแผนที่จะให้ Facebook กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ยิ่งใหญ่อย่างในทุกวันนี้

“ ลักษณะหนึ่งของ บริษัท ที่ประสบความสำเร็จจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเราเพียงแค่ทำมันให้ประสบความสำเร็จจริง ๆ แต่เราต้องตกอยู่ห้วงเวลาที่ พวกเราพยายามทำสิ่งที่เจ๋ง ๆ ออกมาตลอดเวลา และมีไฟที่จะทำมันอยู่เรื่อย ๆ ไม่ใช่เพียงแค่พยายามสร้างบริษัทเพียงเท่านั้น” เขากล่าว

นี่คือ VDO การบรรยายเต็มรูปแบบซึ่งมีความยาวประมาณหนึ่งชั่วโมง ต้องบอกว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ของทั้งคู่ในการนำพา Facebook ก้าวมาอยู่ในจุดที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ :

อ่าน Blog Series : ประวัติ Mark Zuckerberg

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Dustin_Moskovitz
https://www.businessinsider.com/how-moskovitz-became-facebook-cofounder-2016-3
https://www.forbes.com/profile/dustin-moskovitz/
https://www.capitalism.com/dustin-moskovitz-net-worth/
https://www.arkansasonline.com/news/2012/apr/16/true-silicon-valley-spirit-facebook-alumn-20120416/
https://www.newstatesman.com/world/2018/01/imperial-ambitions-facebook-founder-mark-zuckerberg