Movie Review : 32 Malasana Street (32 มาลาซานญ่า ย่านผีอยู่)

ถือเป็นหนึ่งในหนังที่รอคอย สำหรับ 32 Malasana Street (32 มาลาซานญ่า ย่านผีอยู่) ที่โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบหนังผี หรือ หนังแนวสยองขวัญสั่นประสาท เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ความน่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ มันเป็นหนังผีสยองขวัญสัญชาติสเปน ที่น้อยนักที่จะกลายมาเป็นภาพยนตร์ให้แฟน ๆ ชาวได้รับชมกัน

“32 Malasana Street” หรือมี ชื่อไทยชวนขนหัวลุกว่า “32 มาลาซานญ่า ย่านผีอยู่” ภาพยนตร์สุดสยองขวัญส่งตรงมาจากสเปน โดย “32 มาลาซานญ่า ย่านผีอยู่” สร้างจากเรื่องจริงของสถานที่โคตรเฮี้ยนที่ชาวสเปนล่ำลือกันว่าผีดุที่สุด

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1976 เมื่อครอบครัวหนึ่งได้ย้ายบ้านจากชนบทเข้ามาอยู่บ้านใหม่ในเมือง ที่ย่านมาลาซานญ่า กรุงมาดริด ถือเป็นย่านที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ทำให้พวกเขาต่างวาดฝันถึงชีวิตที่สวยงามและอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ในเมือง แต่ครอบครัวนั้นกลับหารู้ไม่ว่าในย่านนั้นมีบางสิ่งเร้นลับที่กำลังรอ ‘ไม่’ ต้อนรับพวกเขาอยู่

หนังเรื่องนี้เป็นฝีมือผู้กับกำมือฉมัง “อัลเบิร์ต ปินโต้” เจ้าของผลงาน Killing God ที่ทำภาพยนตร์ออกมาเรื่องแรกก็สามารถคว้ารางวัล Audience Award จากเวที Sitges Festival มาครอบครอง โดยเรื่องราวในหนังเรื่องนี้ เป็นการสร้างความสยองที่มาจากชีวิตประจำวัน ซึ่งเพราะความธรรมดานี่แหละที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ต้องบอกว่าเรื่องนี้ เป็นมากกว่าหนังผีธรรมดา ที่มีการผูกปมดราม่าความซับซ้อนของเรื่องราวในครอบครัว ผสานไปกับเรื่องราวของความสยองขวัญ สั่นประสาท จากอพาร์ทเม้นต์หลังนี้ที่ Malasana Street

ด้วยความที่ตอนนี้ ผลงานทั้ง ซีรี่ย์ และ ภาพยานตร์จากประเทศสเปน กำลังกลายเป็นที่สนใจ ทั้งในแพลตฟอร์มอย่าง Netflix หรือ ผลงานผ่านโรงภาพยนตร์ ที่หลาย ๆ เรื่องนั้นทำออกมาได้มาตรฐานสูงระดับฮอลลีวู้ด เลยทีเดียว

ซึ่ง 32 Malasana Street ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานคุณภาพจากประเทศสเปน เช่นเดียวกัน ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือเป็นการถ่ายทอด จากเรื่องจริงผ่านสถานที่ ที่โครตเฮี้ยนที่ชาวสเปนต่างล่ำรือ ว่าผีดุที่สุด

เป็นหนังผีที่ เปิดเรื่องมาก็กดดันคนดูมาตั้งแต่ต้นเรื่องเลยทีเดียว และ ไม่ต้องปูเรื่องอะไรมากมาย เรียกได้ว่า ฉากกระตุกตามแพทเทิร์นหนังผีนั้น มาแบบรัว ๆ ตั้งแต่ต้นเรื่องไม่ทันให้ผู้ชมได้ตั้งตัวแต่อย่างใด

ด้วย location ของเรื่องที่มีการคัดสรรมาอย่างดี พร้อมกับงานภาพที่สมจริง ด้วยสีหน้า ท่าทาง แววตา ของนักแสดงทั้งหมดนั้น ทำให้เราอินไปกับความสยองของหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

รวมถึงมิติของตัวละครทุกตัว เรียกได้ว่า มีเรื่องราวอยู่เบื้องหลัง เรื่องของบาป ความผิดศีลธรรม ศาสนา นำมาประกอบได้อย่างลงตัว และโดยเฉพาะตัวผีเอง ก็มีความหลอนในระดับหนังคลาสสิกอย่าง Ju-On

เป็นหนังที่แฟน ๆ หนังผี หนังสยองขวัญสั่นประสาทไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง และควรเตรียมใจให้ดี ๆ กับหนังเรื่องนี้ เพราะมันจะพาคุณหลอนจนนั่งไม่ติด ตั้งแต่ต้นเรื่องไปถึงตอนจบ แม้บทสรุป มันจะไม่ค่อยประทับใจนัก แต่ถือว่า คอ ๆ หนังผี ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งครับ

Movie Review : Vivarium หมู่บ้านวิวาห์เรียม

ต้องบอกว่าเป็นหนังที่มีเนื้อหาน่าสนใจมาตั้งแต่ตอนปล่อย trailer ออกมาแล้ว สำหรับ Vivarium หมู่บ้านวิวาห์เรียม ที่นำแสดงโดย เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก หนึ่งในนักแสดงดาราชายขวัญใจของตัวผมเอง ซึ่งเรื่องนี้ ก็ไม่อยากจะพลาดผลงานของเขาอีกครั้ง

สำหรับ Vivarium นั้นเป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ เมื่อคุณกำลังมองหาบ้านสักหลังเพื่อเริ่มต้นชีวิต แล้วชีวิตจะเป็นอย่างไรเมื่อติดอยู่ในหมู่บ้านที่มีรูปลักษณ์เหมือนกันทุกประการ!?

โดย Vivarium นั้นถือเป็นภาพยนตร์สุดแหวกแนวที่เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมและนักวิจารณ์ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ นำแสดงโดยสองดารามาแรงขวัญใจคอหนัง เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก และอิโมเจน พูตส์

เรื่องราวที่ว่าด้วย คู่รักหนุ่มสาว ทอม (เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก) และ เจมม่า (อิโมเจน พูตส์) กำลังมองหาบ้านสักหลังเพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ พวกเขาเจอกับ มาร์ติน (โจนาธาน อาริส) นายหน้าแสนประหลาด เขาจึงแนะนำ ยอนเดอร์ หมู่บ้านจัดสรรที่มีบ้านรูปร่างหน้าตาเหมือนกันทั้งหมด

แล้วทั้งคู่ก็เริ่มเจอเหตุการณ์ประหลาดหลังจากพวกเขาขับรถหลงทางในหมู่บ้าน เพราะลักษณะบ้านมันเหมือนกันทั้งหมด แล้วเหตุการณ์ก็ยิ่งพิศวงและผิดเพี้ยนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพวกเขาเจอทารกปริศนาเพศชายและต้องเลี้ยงดูราวกับเป็นลูก เบื้องหลังขนลุกของหมู่บ้านยอนเดอร์คืออะไร ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองจากหนังเรื่องนี้

ด้วยความที่พล็อตเรื่องที่มีความแหวกแนวสูง ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นหนังที่ดูง่าย และ เหมาะกับทุกคน หนังเต็มไปด้วยการตีความปริศนาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเรื่องราวที่สุดแหวกแนวนี้

และเป็นหนังที่ใช้ตัวละครเพียงไม่กี่ตัว ทั้ง อิโมเจน พูทส์ และ เจสซี ไอเซนเบิร์ก ถือว่าทั้งคู่ต้องรับบทหนักในการแบกหนังแทบจะทั้งเรื่องไว้เพียงสองคน และดูเหมือนทั้งคู่ก็สามารถทำได้ดี ดูเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะฝั่งของ อิโมเจน พูทส์ ที่ดูเหมือนจะต้องพยายามสร้างมิติของตัวละครที่เธอรับหนักกว่า ฝั่งของ เจสซี ไอเซนเบิร์ก

ส่วนเรื่องของงานภาพ และ กราฟฟิกต่าง ๆ ของหนังนั้น พยายามสื่ออกมาให้คล้าย ๆ กับรูปแบบของการ์ตูน ใช้สีที่ฉูดฉาด สไตล์ต่าง ๆ ของบ้านที่ดูเหมือน ๆ กันนั้น ทำให้คุณต้องหลอนเมื่อได้รับชมมัน

ส่วนตัวเด็กชายที่ดูน่าขนลุก นั้น ก็มาช่วยสร้างสีสันให้กับหนังเรื่องนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ต้องบอกว่าเป็นการคัดเลือกตัวนักแสดงที่น่าสนใจอย่างมาก ตั้งแต่ตอนเด็ก รวมถึงตอนโต มันสร้างความกวน หลอนประสาท ให้กับคู่รักทั้งสองได้อย่างหนักมาก ๆ

แม้หนังจะดำเนินเรื่องแบบเนิบ ๆ ช้า ๆ แต่ก็คอยใส่ปริศนาใหม่ ๆ ออกมาตลอดทำให้เราไม่เบื่อเสียทีเดียว เป็นหนังที่เดินเรื่องได้ ค่อนข้างน่าสนใจ และชวนให้เราสงสัยมันไปจนถึงตอนจบเรื่อง ว่ามันเป็นหนังแนวไหนกันแน่

สรุป ผมว่ามันเป็นหนังที่แปลกประหลาด แต่อย่างไรก็ตามมันทำได้อย่างมีที่เสน่ห์ แม้ว่าหนังมันจะดูน่าเบื่อจริง ๆ แต่ก็ทำให้เราโฟกัส กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา  และมันเป็นภาพยนตร์ประเภทที่หากไม่ชอบ คุณจะเกลียดเลย เพราะมันก็ไม่ได้มีคำตอบที่แท้จริงของหนังในตอนท้าย 

แม้จะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ หนังพยายามสื่อถึงเกี่ยวกับชีวิตย่านชานเมือง และความพยายามที่จะเป็นหนังอาร์ทที่ดูยาก แต่สุดท้ายเมื่อดูจบ ผมก็ยังรู้สึกชอบอยู่ดี ใครชอบหนังแนวใหม่ที่ให้ความรู้สึกที่ไม่เคยเจอมาก่อน แนะนำเลยครับ ไปลองพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง

Movie Review : The Invisible Man มนุษย์ล่องหน

ได้โอกาสกลับเข้าสู่โรงภาพยนตร์อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนาน ต้องบอกว่าบรรยากาศเปลี่ยนไปพอสมควร สำหรับเรื่อง The Invisible Man มนุษย์ล่องหน นั้น ถือเป็นหนังค้างเก่าที่รอเข้าตั้งแต่ช่วง COVID ซึ่งผมก็ได้เล็งเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว จึงถือโอกาสเข้าโรงภาพยนตร์ครั้งแรกหลัง COVID ด้วยเรื่องนี้

สำหรับ The Invisible Man นั้น เป็นเรื่องราวที่ กล่าวถึง เซซิเลีย แคสส์ (เอลิซาเบธ มอสส์) หญิงสาวที่มีความสัมพันธ์กับนักวิทยาศาสตร์ที่ทั้งร่ำรวยและฉลาดล้ำเลิศ แต่ความสัมพันธ์นี้มีทั้งความรุนแรงและเธอเป็นฝ่ายที่ถูกควบคุม

และแล้วในคืนอันเงียบสงัด คืนหนึง เธอจึงได้หนีออกมาและหลบซ่อนตัว โดยได้รับความช่วยเหลือจากน้องสาว (แฮร์เรียต ไดเออร์ จาก In Between), เพื่อนสมัยเด็ก (อัลดิส ฮอดจ์ จาก Straight Outta Compton) และลูกสาววัยรุ่นของเขา (สตอร์ม รีด จาก Euphoria)

เมื่อแฟนเก่าสุดเลวทรามของเซซิเลีย (โอลิเวอร์ แจ็คสัน-โคเฮน จาก The Haunting of Hill House) ตัดสินใจฆ่าตัวตาย และทิ้งทรัพย์สมบัติจำนวนมากให้เธอ เซซิเลีย สงสัยว่าการตายของเขาเป็นเรื่องหลอกลวง

ในขณะที่เหตุการณ์อันน่าขนลุกกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เกิดการขู่เอาชีวิตบุคคลที่เธอรัก เซซิเลียเริ่มเกิดอาการสติหลุด เธอพยายามพิสูจน์ว่าเธอถูกไล่ล่าจากใครบางคนที่ไม่มีใครเห็น

เจสัน บลัม กูรูผู้สร้างภาพยนตร์เขย่าขวัญในยุคปัจจุบัน รับหน้าที่อำนวยการสร้าง The Invisible Man ให้กับบลัมเฮาส์ โปรดักชั่นส์ The Invisible Man เขียนบทและกำกับโดย ลี วานเนลล์ หนึ่งในผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ Saw ซึ่งมีผลงานกำกับภาพยนตร์ Upgrade และ Insidious: Chapter 3.

เรียกได้ว่า เป็นหนังที่เล่นกับอารมณ์ของคนดูได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ The Invisible Man เพราะแค่เปิดเรื่องมา มันก็เริ่มต้นด้วยปริศนา ที่ทำให้เราคอยติดตามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในบ้านหลังงามแห่งนั้น

ด้วยความที่เป็นหนังที่เล่นกับ ความไร้ตัวตนของตัวร้าย ทำให้ทุกฉากนั้น ทำให้เราก็ลุ้นตามไปตลอดว่า แฟนเก่าของ เซซิเลีย นั้น จะอยู่ในจุดใดของฉาก ซึ่งส่วนนี้ก็ทำให้หนัง ดูน่าระทึก คอยลุ้นไปตาม ๆ กัน เพราะเราไม่รู้เลยว่าตัวร้ายจะโผล่มาตอนไหนผ่านการล่องหนนั่นเอง

ผมค่อนข้างประทับใจกับผลงานของ ลี วานเนลล์ โดยเฉพาะใน Saw ภาค 3 ถือเป็นอีกหนึ่งหนังในดวงใจ และแน่นอนว่า เรื่องนี้ ก็จะได้กลิ่นอายสไตล์ของ ลี วานเนลล์ จากทั้งในเรื่อง Saw และ Insidious : Chapter 3 ที่เขาเป็นคนกำกับ

ต้องบอกว่าคนที่รับบทหนักสุดก็คือนางเองของเรื่องอย่าง เซซิเลีย แคสส์ (เอลิซาเบธ มอสส์) ที่เรียกได้ว่า เธอแบกรับหนังทั้งเรื่อง ที่ต้องแสดงสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ หวั่นวิตก แบบสุด ๆ เพราะไม่มีใครเชื่อเธอในเรื่องดังกล่าวที่อดีตแฟนของเธอนั้นล่องหนได้ และเธอก็ทำมันออกมาได้ดีมาก ๆ เสียด้วย เรียกว่าไม่ห่วงความสวยกันเลยทีเดียวสำหรับการแสดงของเธอในหนังเรื่องนี้

และสิ่งที่เพิ่มพลังให้เราลุ้นไปตลอดเรื่องของหนังเรื่องนี้คือ Sound Effect ที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง ต้องบอกว่าทำ Sound ออกมาได้ลุ้นระทึกมาก ๆ แม้บางทีจะใส่ Sound ที่เว่อร์เกินไปหน่อยก็ตามที แต่มันทำให้บรรยากาศของหนังมันดูน่าลุ้นเพิ่มมากขึ้น

คือเรื่องนี้ เป็นหนังที่ทุกคนดูได้ ไม่มีฉาก กระตุก เหมือนหนังผี หรือ หนังสยองขวัญ สั่นประสาทเรื่องอื่น ๆ เล่นกับความรู้สึกคนดูมากกว่า กับสิ่งที่มองไม่เห็น และมีปริศนาที่ค่อย ๆ คลี่คลายไปจนมีการหักมุมในตอนท้ายเรื่องได้อย่างน่าสนใจ

ถือว่า เป็นหนึ่งในหนังที่เป็นตัวเลือกที่ไม่มากนักในยุคหลัง COVID ที่โรงหนังเริ่มเปิดให้ชมกัน เพราะ ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นหนังเก่าซะส่วนใหญ่ เรื่องนี้ถือว่าไม่ผิดหวัง สำหรับแฟน ๆ หนังแนวนี้ก็ไม่ควรพลาดไปชมกันนะครับ แนะนำเลย

Movie Review : Low Season สุขสันต์วันโสด

ถือเป็นหนังที่ไม่ได้ดู review หรือคำวิจารณ์ใด ๆ มาก่อนเลยสำหรับ หนัง Low Season สุขสันต์วันโสด ที่ได้รอบที่ลงตัวพอดี เลยขอแวะเข้าไปชมผลงานหนังไทยเสียหน่อย หลังจากห่างหายไปหลายอาทิตย์

การเข้าดูหนังแบบ ไม่ดูข้อมูลอะไรมาก่อน ถือเป็นอีกหนึ่งอรรถรสที่ดีในการเสพหนังสำหรับตัวผมเอง เพราะเราได้เข้าไปแบบไม่มีความคาดหวังใด ๆ ทั้งสิ้น เรียกได้ว่า เป็นการไปตายเอาดาบหน้าที่หน้าโรงหนังนั่นเอง แต่หลาย ๆ ครั้งก็ให้ประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ กับผมเลยทีเดียว

สำหรับ Low Season สุขสันต์วันโสด เป็นเรื่องราวที่เริ่มต้นด้วย คำว่า “เริ่มที่ไหนจบที่นั่น” ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ “หลิน” ( พลอย-พลอยไพลิน ตั้งประภาพร ) ได้ทำการลุยเดี่ยวจัดทริปรักษาแผลใจ ณ กิ่วแม่ปาน ในดินแดนภาคเหนือของไทย

ซึ่งที่นี่เธอได้เจอกับ “พุธ” (มาริโอ้ เมาเร่อ) นักเขียนบทไอเดียตัน ที่ทั้งรักคุด-งานสะดุดจนต้องออกมาหาแรงบันดาลใจเพื่อโปรเจกต์หนังผีเรื่องใหม่ของเขา ที่จำเป็นต้องใช้ “คนเห็นผี” มาช่วย

หนังเรื่องนี้เป็นการกลับมาแท็กทีมกันระหว่าง “มาริโอ้ เมาเร่อ” กับ “เป้-นฤบดี เวชกรรม” (สาระแนห้าวเป้ง,สาระแนเห็นผี) ผู้กำกับคนแรกที่ดึงเสน่ห์โรแมนติกคอเมดี้ของมาริโอ้ออกมาและประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมใน “สาระแนสิบล้อ”

เนื้อเรื่องตอนต้นเรื่อง ต้องบอกว่าเปิดมา นึกว่าจะเป็นหนังที่ผิดหวังเสียแล้ว กับการนำเรื่องผีมาเล่นแบบ หนังผีตลกทั่วไป ซึ่งมันดูไม่น่าสนใจเลยด้วยซ้ำ กับการเล่นแนว ๆ นี้ เหมือนละครเสียมากกว่า

แต่พอเนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อย ๆ พบความลงตัวหลาย ๆ อย่างกับหนังเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น เรื่องของมุกตลก ต้องบอกว่าเป็นหนังที่สร้างมุกตลก แบบธรรมชาติ ได้อย่างลงตัวมาก ๆ มันไม่ใช่มุกตลกหยาบคายเหมือนหนังตลกส่วนใหญ่เล่นกัน

คือตลอดเรื่องจะมีฉากเรียกเสียงฮาตลอดทั้งเรื่อง เป็นตลก ที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ไม่มีการเล่นอะไรหยาบคาย ซึ่งยกระดับจากหนังอย่าง สาระแนสิบล้อ ขึ้นมาอีกระดับนึง ซึ่งในสาระแนสิบล้อ มันดูตลกแบบฮาร์ดคอร์เกินไป

เอาตรง ๆ ผมดูเรื่องนี้ มันได้เอกลักษณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่ค่อยได้เคยเจอมาก่อนกับหนังไทย ซึ่งจะว่าเป็นหนัง Feel Good แบบ GDH ก็ไม่ใช่ แต่มันเป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องราวของความเป็น โรแมนติก-คอมเมดี้ ได้แบบมีจุดเด่นที่แตกต่างจากหนังของ GDH อย่างเห็นได้ชัด

ผมไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องนี้ทำหนัง Feel Good ได้ดีกว่า GDH แต่มันได้เห็นถึงความต่าง รสชาติที่แตกต่าง เมื่อเทียบกับหนังของ GDH ที่ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่องไหน รสชาติมันจะคล้าย ๆ เดิมอยู่ มันมีกลิ่นอายของความเป็น GDH แต่เรื่องนี้มันดูรสชาติใหม่กว่า กับหนังแนวนี้อย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งการได้มาริโอ้ มาเล่นกับทีมงานชุดเดิมของ สาระแนสิบล้อ มันก็ทำให้หนังดู smooth มาก ๆ คือ หนังสร้างสีสัน ได้ตลอดแทบจะทั้งเรื่อง มีการตัดอารมณ์ ระหว่างหนังรัก หนังตลก หรือฉากโรแมนติก ได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว

อีกอย่างที่ผมชอบจากหนังเรื่องนี้คือ เรื่องของดนตรี ที่นำมาประกอบ ที่เข้ากับบรรยากาศของโลเกชั่นในภาคเหนือได้อย่างดีเยี่ยม และจังหวะของเพลงที่ปล่อยออกมานั้น ทำได้อย่างลื่นไหล ไปกับ ฉากนั้น ๆ ได้อย่างลงตัว

ณ ตอนที่เขียน ผมก็ยังไม่ได้อ่านว่ากระแสเรื่องนี้ มันดีแค่ไหน แต่โดยส่วนตัว ถือเป็นหนังไทย ที่ไม่ผิดหวังเรื่องหนึ่ง เป็นหนังที่เราจะมีอารมณ์ ร่วมกันกับ ทั้งมาริโอ้ และน้องพลอย ไปตลอดทั้งเรื่อง ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในหนัง Feel Good ที่ทำได้ลงตัวเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว มีแทบทุกอารมณ์ ในหนังเรื่องเดียว ทั้งความตื่นเต้นเรื่องผี ความดราม่า และเรื่องความตลก ที่ทำได้อย่างธรรมชาติที่สุด ถือว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งในหนังไทย ที่ไม่ควรพลาดเลยครับ สำหรับเรื่องนี้

Movie Review : Dark Waters พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

เป็นหนึ่งในหนังที่ผมรอคอยเลยทีเดียวสำหรับ Dark Waters พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก ที่เป็นการสร้างมาจากเรื่องจริง กับคดีฉาว ของบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง ดูปองท์

ต้องบอกว่า Dark Waters เป็นภาพยนตร์แนวดราม่าเข้มข้นที่สร้างมาจากเรื่องจริง ผ่านการนำแสดงโดยนักแสดงคุณภาพ “มาร์ก รัฟฟาโล” ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 3 รางวัลออสการ์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนักแสดงคุณภาพที่ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ติดตามผลงานของเขาแทบจะทุกเรื่อง

ในเรื่องนี้เขาได้รับการแปลงโฉมพลิกคาแร็กเตอร์มารับบทเป็น “โรเบิร์ต บิลอตตา” ทนายความดีเดือดผู้ที่ต้องมาเล่นกับคดีที่เสี่ยงต่อทั้งชีวิตตนเองและครอบครัวเพื่อเดินหน้ากัดไม่ปล่อยต่อคดีความของบริษัทยักษ์ใหญ่ “ดูปองท์” ผู้ผลิตสารเคมีในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียที่ซ่อนความลับดำมืดอันเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ภายในเมืองหลายคน เนื่องด้วยสาเหตุการรั่วไหลของสารเคมีอันตรายร้ายแรงสู่ย่านที่พักอาศัย

แน่นอนว่าเรื่องนี้ สร้างจากเรื่องจริง ทำให้ไม่สามารถพลิกบทของเนื้อเรื่องอะไรได้มาก ทำให้อาจจะดูน่าเบื่อในบางจุด เพราะเป็นการเล่าเรื่องราวจริง และคดีดังกล่าวก็ใช้เวลาดำเนินการที่นานมาก ๆ

แต่ผมไม่เคยผิดหวังผลงานของ มาร์ก รัฟฟาโล เลย เพราะเค้าสามารถพลิกบทบาทมาเล่นอะไร ก็ดูเนียนตาไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็น super heroes , นักข่าว , เกย์ หรือ บทบาททนายความในหนังเรื่องนี้

ต้องถือเป็นอีกหนึ่งนักแสดงคุณภาพที่สุดของวงการ Hollywood ในขณะนี้เลยทีเดียวสำหรับตัว มาร์ก รัฟฟาโล แน่นอนว่าเรื่องนี้เค้าแบกหนังไว้ทั้งเรื่อง เพราะเป็นการเล่าผ่านตัวละครหลักที่เป็นตัวแทนของทนายความ โรเบิร์ต บิลอตตา

ส่วน แอนน์ แฮททาเวย์ ก็ถือว่าแม้บทจะน้อยไปหน่อย แต่แสดงให้เห็นถึงหน้าที่ภรรยาที่ต้องแบกรับภาระของชีวิตครอบครัว และคอยส่งเสริมสามีที่ทำคดีที่ต้องสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว เป็นบท ที่เธอเล่นเป็นผู้ใหญ่ได้ดี ซึ่งเราจะไม่ค่อยเจอเธอที่รับบทหนักแบบนี้มาก่อน

ข้อด้อยของหนังเรื่องนี้ผมมองว่า เนื่องจาก เป็น Timeline ที่ยาวนานมาก ๆ ทำให้ต้องตัดเรื่องราวแต่ละช่วงให้น้อยที่สุด ซึ่งมันทำให้บางจุด เรื่องราวมันดูไม่ smooth มีการตัดแบบกระโดดมากเกินไป ทำให้หนังขาดอรรถรสในบางส่วนไปเลยทีเดียว

หนังเรื่องนี้ เป็นหนังกึ่งสารคดี ที่แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ ระหว่าง ชาวบ้าน กับ บริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ทำเรื่องฉาวในระดับโลก ซึ่งแน่นอนว่า ดูปองท์ นั้นไม่ใช่ผลิตให้แค่ในประเทศอเมริกาเท่านั้น แต่ผลผลิตของสารเคมีของ ดูปองท์ มีอยู่ในสินค้าทั่วโลก ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันแทบจะทั้งสิ้น ซึ่งเรียกได้ว่า

มันไม่ใช่แค่เรื่องส่งผลกระทบต่อชีวิตชาวอเมริกันเท่านั้น แต่ มันสื่อให้เห็นถึง ผลกระทบต่อคนทั้งโลก ผ่านสินค้าที่ต้องใช้สารเคมี ซึ่งแน่นอนว่า มันแทบจะ 99% ของสินค้าที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันนั่นเอง

แม้คดีนี้จะยังไม่จบสิ้น ยังต่อสู้กันอีกยาวนาน แต่ดูเหมือนหนังเรื่องนี้จะทำให้เรา ต้องมาตระหนักถึงสารพิษอันตรายเหล่านี้ ที่มันอยู่ใกล้ตัวเรา กว่าที่คิด ให้มากขึ้นนั่นเองครับ