Movie Review : Low Season สุขสันต์วันโสด

ถือเป็นหนังที่ไม่ได้ดู review หรือคำวิจารณ์ใด ๆ มาก่อนเลยสำหรับ หนัง Low Season สุขสันต์วันโสด ที่ได้รอบที่ลงตัวพอดี เลยขอแวะเข้าไปชมผลงานหนังไทยเสียหน่อย หลังจากห่างหายไปหลายอาทิตย์

การเข้าดูหนังแบบ ไม่ดูข้อมูลอะไรมาก่อน ถือเป็นอีกหนึ่งอรรถรสที่ดีในการเสพหนังสำหรับตัวผมเอง เพราะเราได้เข้าไปแบบไม่มีความคาดหวังใด ๆ ทั้งสิ้น เรียกได้ว่า เป็นการไปตายเอาดาบหน้าที่หน้าโรงหนังนั่นเอง แต่หลาย ๆ ครั้งก็ให้ประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ กับผมเลยทีเดียว

สำหรับ Low Season สุขสันต์วันโสด เป็นเรื่องราวที่เริ่มต้นด้วย คำว่า “เริ่มที่ไหนจบที่นั่น” ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ “หลิน” ( พลอย-พลอยไพลิน ตั้งประภาพร ) ได้ทำการลุยเดี่ยวจัดทริปรักษาแผลใจ ณ กิ่วแม่ปาน ในดินแดนภาคเหนือของไทย

ซึ่งที่นี่เธอได้เจอกับ “พุธ” (มาริโอ้ เมาเร่อ) นักเขียนบทไอเดียตัน ที่ทั้งรักคุด-งานสะดุดจนต้องออกมาหาแรงบันดาลใจเพื่อโปรเจกต์หนังผีเรื่องใหม่ของเขา ที่จำเป็นต้องใช้ “คนเห็นผี” มาช่วย

หนังเรื่องนี้เป็นการกลับมาแท็กทีมกันระหว่าง “มาริโอ้ เมาเร่อ” กับ “เป้-นฤบดี เวชกรรม” (สาระแนห้าวเป้ง,สาระแนเห็นผี) ผู้กำกับคนแรกที่ดึงเสน่ห์โรแมนติกคอเมดี้ของมาริโอ้ออกมาและประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมใน “สาระแนสิบล้อ”

เนื้อเรื่องตอนต้นเรื่อง ต้องบอกว่าเปิดมา นึกว่าจะเป็นหนังที่ผิดหวังเสียแล้ว กับการนำเรื่องผีมาเล่นแบบ หนังผีตลกทั่วไป ซึ่งมันดูไม่น่าสนใจเลยด้วยซ้ำ กับการเล่นแนว ๆ นี้ เหมือนละครเสียมากกว่า

แต่พอเนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อย ๆ พบความลงตัวหลาย ๆ อย่างกับหนังเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น เรื่องของมุกตลก ต้องบอกว่าเป็นหนังที่สร้างมุกตลก แบบธรรมชาติ ได้อย่างลงตัวมาก ๆ มันไม่ใช่มุกตลกหยาบคายเหมือนหนังตลกส่วนใหญ่เล่นกัน

คือตลอดเรื่องจะมีฉากเรียกเสียงฮาตลอดทั้งเรื่อง เป็นตลก ที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ไม่มีการเล่นอะไรหยาบคาย ซึ่งยกระดับจากหนังอย่าง สาระแนสิบล้อ ขึ้นมาอีกระดับนึง ซึ่งในสาระแนสิบล้อ มันดูตลกแบบฮาร์ดคอร์เกินไป

เอาตรง ๆ ผมดูเรื่องนี้ มันได้เอกลักษณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่ค่อยได้เคยเจอมาก่อนกับหนังไทย ซึ่งจะว่าเป็นหนัง Feel Good แบบ GDH ก็ไม่ใช่ แต่มันเป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องราวของความเป็น โรแมนติก-คอมเมดี้ ได้แบบมีจุดเด่นที่แตกต่างจากหนังของ GDH อย่างเห็นได้ชัด

ผมไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องนี้ทำหนัง Feel Good ได้ดีกว่า GDH แต่มันได้เห็นถึงความต่าง รสชาติที่แตกต่าง เมื่อเทียบกับหนังของ GDH ที่ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่องไหน รสชาติมันจะคล้าย ๆ เดิมอยู่ มันมีกลิ่นอายของความเป็น GDH แต่เรื่องนี้มันดูรสชาติใหม่กว่า กับหนังแนวนี้อย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งการได้มาริโอ้ มาเล่นกับทีมงานชุดเดิมของ สาระแนสิบล้อ มันก็ทำให้หนังดู smooth มาก ๆ คือ หนังสร้างสีสัน ได้ตลอดแทบจะทั้งเรื่อง มีการตัดอารมณ์ ระหว่างหนังรัก หนังตลก หรือฉากโรแมนติก ได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว

อีกอย่างที่ผมชอบจากหนังเรื่องนี้คือ เรื่องของดนตรี ที่นำมาประกอบ ที่เข้ากับบรรยากาศของโลเกชั่นในภาคเหนือได้อย่างดีเยี่ยม และจังหวะของเพลงที่ปล่อยออกมานั้น ทำได้อย่างลื่นไหล ไปกับ ฉากนั้น ๆ ได้อย่างลงตัว

ณ ตอนที่เขียน ผมก็ยังไม่ได้อ่านว่ากระแสเรื่องนี้ มันดีแค่ไหน แต่โดยส่วนตัว ถือเป็นหนังไทย ที่ไม่ผิดหวังเรื่องหนึ่ง เป็นหนังที่เราจะมีอารมณ์ ร่วมกันกับ ทั้งมาริโอ้ และน้องพลอย ไปตลอดทั้งเรื่อง ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในหนัง Feel Good ที่ทำได้ลงตัวเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว มีแทบทุกอารมณ์ ในหนังเรื่องเดียว ทั้งความตื่นเต้นเรื่องผี ความดราม่า และเรื่องความตลก ที่ทำได้อย่างธรรมชาติที่สุด ถือว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งในหนังไทย ที่ไม่ควรพลาดเลยครับ สำหรับเรื่องนี้

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Dark Waters พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

เป็นหนึ่งในหนังที่ผมรอคอยเลยทีเดียวสำหรับ Dark Waters พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก ที่เป็นการสร้างมาจากเรื่องจริง กับคดีฉาว ของบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง ดูปองท์

ต้องบอกว่า Dark Waters เป็นภาพยนตร์แนวดราม่าเข้มข้นที่สร้างมาจากเรื่องจริง ผ่านการนำแสดงโดยนักแสดงคุณภาพ “มาร์ก รัฟฟาโล” ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 3 รางวัลออสการ์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนักแสดงคุณภาพที่ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ติดตามผลงานของเขาแทบจะทุกเรื่อง

ในเรื่องนี้เขาได้รับการแปลงโฉมพลิกคาแร็กเตอร์มารับบทเป็น “โรเบิร์ต บิลอตตา” ทนายความดีเดือดผู้ที่ต้องมาเล่นกับคดีที่เสี่ยงต่อทั้งชีวิตตนเองและครอบครัวเพื่อเดินหน้ากัดไม่ปล่อยต่อคดีความของบริษัทยักษ์ใหญ่ “ดูปองท์” ผู้ผลิตสารเคมีในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียที่ซ่อนความลับดำมืดอันเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ภายในเมืองหลายคน เนื่องด้วยสาเหตุการรั่วไหลของสารเคมีอันตรายร้ายแรงสู่ย่านที่พักอาศัย

แน่นอนว่าเรื่องนี้ สร้างจากเรื่องจริง ทำให้ไม่สามารถพลิกบทของเนื้อเรื่องอะไรได้มาก ทำให้อาจจะดูน่าเบื่อในบางจุด เพราะเป็นการเล่าเรื่องราวจริง และคดีดังกล่าวก็ใช้เวลาดำเนินการที่นานมาก ๆ

แต่ผมไม่เคยผิดหวังผลงานของ มาร์ก รัฟฟาโล เลย เพราะเค้าสามารถพลิกบทบาทมาเล่นอะไร ก็ดูเนียนตาไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็น super heroes , นักข่าว , เกย์ หรือ บทบาททนายความในหนังเรื่องนี้

ต้องถือเป็นอีกหนึ่งนักแสดงคุณภาพที่สุดของวงการ Hollywood ในขณะนี้เลยทีเดียวสำหรับตัว มาร์ก รัฟฟาโล แน่นอนว่าเรื่องนี้เค้าแบกหนังไว้ทั้งเรื่อง เพราะเป็นการเล่าผ่านตัวละครหลักที่เป็นตัวแทนของทนายความ โรเบิร์ต บิลอตตา

ส่วน แอนน์ แฮททาเวย์ ก็ถือว่าแม้บทจะน้อยไปหน่อย แต่แสดงให้เห็นถึงหน้าที่ภรรยาที่ต้องแบกรับภาระของชีวิตครอบครัว และคอยส่งเสริมสามีที่ทำคดีที่ต้องสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว เป็นบท ที่เธอเล่นเป็นผู้ใหญ่ได้ดี ซึ่งเราจะไม่ค่อยเจอเธอที่รับบทหนักแบบนี้มาก่อน

ข้อด้อยของหนังเรื่องนี้ผมมองว่า เนื่องจาก เป็น Timeline ที่ยาวนานมาก ๆ ทำให้ต้องตัดเรื่องราวแต่ละช่วงให้น้อยที่สุด ซึ่งมันทำให้บางจุด เรื่องราวมันดูไม่ smooth มีการตัดแบบกระโดดมากเกินไป ทำให้หนังขาดอรรถรสในบางส่วนไปเลยทีเดียว

หนังเรื่องนี้ เป็นหนังกึ่งสารคดี ที่แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ ระหว่าง ชาวบ้าน กับ บริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ทำเรื่องฉาวในระดับโลก ซึ่งแน่นอนว่า ดูปองท์ นั้นไม่ใช่ผลิตให้แค่ในประเทศอเมริกาเท่านั้น แต่ผลผลิตของสารเคมีของ ดูปองท์ มีอยู่ในสินค้าทั่วโลก ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันแทบจะทั้งสิ้น ซึ่งเรียกได้ว่า

มันไม่ใช่แค่เรื่องส่งผลกระทบต่อชีวิตชาวอเมริกันเท่านั้น แต่ มันสื่อให้เห็นถึง ผลกระทบต่อคนทั้งโลก ผ่านสินค้าที่ต้องใช้สารเคมี ซึ่งแน่นอนว่า มันแทบจะ 99% ของสินค้าที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันนั่นเอง

แม้คดีนี้จะยังไม่จบสิ้น ยังต่อสู้กันอีกยาวนาน แต่ดูเหมือนหนังเรื่องนี้จะทำให้เรา ต้องมาตระหนักถึงสารพิษอันตรายเหล่านี้ ที่มันอยู่ใกล้ตัวเรา กว่าที่คิด ให้มากขึ้นนั่นเองครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Better Day ไม่มีวัน ไม่มีฉัน ไม่มีเธอ

ภาพยนต์เรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นเหตุบังเอิญของผมเลยทีเดียว สำหรับ Better Days ไม่มีวัน ไม่มีฉัน ไม่มีเธอ ซึ่งเป็นหนังที่แทบไม่ได้ตั้งใจดู เพราะเป้าหมายของผมในสัปดาห์นี้ อยู่ที่หนังที่ถ่ายทอดมาจากเรื่องจริงอย่าง Dark Water

แต่เนื่องจาก มาถึงโรงก่อนเวลา และมีเวลาเหลือ รวมถึงรอบที่ลงตัวพอดีระหว่างรอดูหนังเรื่อง Dark Water จึงขอแวะเข้าไปชมเสียหน่อย เป็นการฆ่าเวลา

สำหรับเรื่องราวของ Better Days ไม่มีวัน ไม่มีฉัน ไม่มีเธอ นั้น เล่าถึงช่วงเวลาสมัยเรียนของนักเรียนมัธยมฯ ในประเทศจีน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนั้นเป็นช่วงเวลาอันแสนสุขสำหรับคนจำนวนมาก แต่สำหรับ เฉินเหนียน (โจวตงหยู) มันแทบไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น

เพราะหลังจากเพื่อนสนิทเสียชีวิตโดยมีต้นเหตุมาจากการกลั่นแกล้งในโรงเรียน เธอก็กลายเป็นเป้าหมายใหม่ โดนใครต่อใครทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจเสมอ จนกระทั่ง เสี่ยวเป่ย (แจ็คสัน หยี) ก้าวเข้ามาในชีวิต

ซึ่งหากมองจากภายนอก เสี่ยวเป่ย อาจดูเป็นผู้ชายแบดบอยมาดร้าย แต่ภายในเขามีจิตใจดีงาม และยังปฏิบัติต่อ เฉินเหนียน อย่างให้เกียรติที่สุด ท่ามกลางผู้คนและสภาพสังคมอันโหดร้าย โดยเขาเป็นคนที่คอยอยู่เคียงข้างคือกำลังใจในการใช้ชีวิตอยู่ต่อ พร้อมกับความหวังถึงอนาคตภายหน้าที่ดีกว่าวันนี้ ซึ่งเป็นที่มาของ Better Days นั่นเอง

ต้องบอกว่า Better Days ได้ทำการออกฉายในอเมริกา พร้อมเสียงวิจารณ์ด้านบวก คะแนนจากเวปรีวิว Rotten Tomatoes 100% เต็ม นักวิจารณ์ฝั่งอเมริกา ต่างพร้อมใจกันยกให้ “โจวตงหยู” และ “ อี้หยางเชียนสี่ ” คือนักแสดงคนสำคัญที่ถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครออกมาใด้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งต้องยอมรับจริง ๆ หลังจากที่ได้ดูว่าเป็นอย่างงั้นจริง ๆ

ต้องบอกว่าหลังจากดูจบนั้น เรียกได้เซอร์ไพรซ์มาก ๆ กับหนังเรื่องนี้ เพราะเป็นหนังที่ดีมาก ๆ เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว และที่สำคัญเป็นหนังที่ถ่ายทอดเรื่องราวของการ Bully ในโรงเรียนออกมาได้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

แม้ดูจากพล็อตเรื่องจะไม่มีอะไรที่ซับซ้อน แต่ต้องบอกว่า เฉินเหนียน (รับบท โจวตงหยู) แสดงได้อย่างสุดยอดมาก เธอถ่ายทอดเรื่องราวที่ถูกสังคมในโรงเรียน Bully เธอ ซึ่งเรื่องนี้มีการถ่ายทอดมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนมัธยมของประเทศจีน

แน่นอนการเชื่อมโยงกับประเด็นของการสอบ เกาเข่า (Gaokao) การแข่งขันสอบเข้าสู่มหาวิทลัยของประเทศจีน ที่มีการขับเคี่ยวแย่งชิงกัน อย่างหนักมาก ๆ ประเทศหนึ่งในโลก เพราะพวกเขาสามารถเปลี่ยนชีวิตได้จากสนามสอบครั้งนี้นั่นเอง

เรียกได้ว่า เป็นการเล่นประเด็นที่หนักมาก ๆ ของประเทศจีน รวมถึงการเรื่องราวของความรักที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ทั้งสองตัวนำอย่าง โจวตงหยู และ แจ็คสัน หยี ถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ๆ

ทั้งสีหน้า แววตา ทุกอย่างนั้นเรียกได้ว่า ทำได้สมบูรณ์แบบ เทียบชั้นได้กับหนังระดับ Hollywood เลยทีเดียว ไม่แปลกใจเลยที่ Rotten Tomatoes ให้ 100% ซึ่งเป็นหนังน้อยเรื่องที่จะได้คะแนนมากถึงเพียงนี้

โดยเฉพาะ โจวตงหยู นั้นต้องบอกว่า เธอถ่ายทอดอารมณ์ ของนักเรียนมัธยมที่ถูก Bully ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ๆ เลย คือ ถ้าเป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหว หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณบ่อน้ำตาแตกได้อย่างแน่นอน

และที่สำคัญ บทของหนังที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ถ่ายทอดความดาร์กของการถูก Bully จากเพื่อนนักเรียน มีส่วนผสมของเรื่อง Drama รักโรแมนติก ความหดหู่ของสังคม ความเศร้า และเรื่อง Thriller ออกมาได้อย่างลงตัวมาก ๆ และมีจุดจบที่หักมุม เรียกได้ว่าเรื่องนี้ให้ความรู้สึกครบรสชาติของหนังที่หาได้ยากมาก ๆ

ส่วนอีกเรื่องที่ขอชื่นชมเลยก็คือเรื่อง sound ประกอบของหนังเรื่องนี้ ทำได้ระดับมาตรฐาน Hollywood เลยทีเดียว การร้อยเรื่องราวกับ sound ที่สวยงามนั้น ทำให้หนังเรื่องนี้ดู perfect ยิ่งขึ้น

สุดท้าย ก็ยังงง ว่า ทำไหม หนังที่ดีขนาดนี้ มันไม่ได้มีกระแสออกมาเลย ก็น่าเสียดายมาก ๆ ที่มีคนดูน้อยไปหน่อย ถ้าใครยังหาหนังที่น่าสนใจไม่ได้ในอาทิตย์นี้ ผมก็ของ Highly Recommended เรื่องนี้เลยครับ รับประกันว่าคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : 1917

ต้องบอกว่าผมเป็นหนึ่งในคอหนังแนวสงครามโลก ที่เรียกได้ว่าเป็นแฟนระดับฮาร์ดคอร์ ที่ติดตามแทบจะทุกเรื่อง หากมีหนังที่เกี่ยวกับสงครามโลกเข้าฉาย และสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ของโลกเราในช่วงการเกิดสงครามเป็นอย่างมาก

สำหรับ 1917 นั้น เป็นหนังใหม่อีกหนึ่งเรื่องที่ถ่ายทอดอีกมุมหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่จะเห็นได้ว่ามีหนังน้อยเรื่องที่จะนำเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 1 มาถ่ายทอดลงบน แผ่นฟิล์ม ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปที่สงครามโลกครั้งที่สองมากเสียกว่า

สำหรับ 1917 นั้นเป็นผลงานของ แชม เมนเดส ผู้กำกับรางวัลออสการ์ที่เคยมีผลงานอย่าง Skyfall, Spectre และ American Beauty โดยในเรื่องนี้นั้นได้นำเสนอมุมมองที่แตกต่างในภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1

ซึ่งภาพยนตร์ 1917 ได้ โรเจอร์ ดีกินส์ ผู้กำกับภาพเจ้าของรางวัลออสการ์ รับหน้าที่ผู้กำกับภาพ ภาพยนตร์ถ่ายทอดมุมมองของสงครามโดยใช้การเล่าเรื่องราวแบบเรียลไทม์ เป็นภาพยนตร์เล่าเรื่องแบบช็อตเดียว ซึ่งจะทำให้ผู้ชมรู้สึกเสมือนอยู่ในสนามรบ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1

ผ่านตัวละครหลักที่เป็นทหารอังกฤษ ซึ่งประกอบด้วย สคอฟิลด์ (จอร์จ แมคเคย์ จาก Captain Fantastic) และ เบลก ( ดีน-ชาร์ลส์ แชปแมน จาก Game of Thrones) ได้รับมอบหมายให้ไปร่วมปฏิบัติการที่ดูเหมือนว่าอาจไม่มีทางสำเร็จ พวกเขาต้องข้ามเขตแดนของข้าศึก เพื่อส่งสารเพื่อให้หยุดการโจมตีทหารนับพันที่อยู่ในแนวหน้า

ต้องบอกว่า ภาพยนต์เรื่องนี้ แสดงให้เห็นภาพที่เหมือนจริงของเรื่องราวที่น่าทึ่งในสงครามโลกครั้งที่ 1 ผ่านการเดินทางสุดระทึกของทหารสองคนที่ต้องส่งสารไปยังทหารแนวหน้าเพื่อยกเลิกการโจมตีเยอรมัน

ความยอดเยี่ยมที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของ 1917 คือเรื่องของเทคนิคการถ่ายทำ การใช้กล้องติดตามตัวละครหลักของเรื่องทั้งสองด้วยการถ่ายภาพต่อเนื่องที่ดูราบรื่นเป็นเวลา 110 นาที

แม้ว่าความจริงแล้วมันจะไม่ใช่ฉาก Long Take จริง ๆ ทั้งหมด แต่การใช้เทคนิคเนียน ๆ ทำให้สามารถหลอกตาผู้ชมได้ ให้เราเหมือนเข้าไปอยู่ในเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง ๆ เลยก็ว่าได้

และที่สำคัญ เรื่องของดนตรีประกอบ ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมากในการที่จะเพิ่มความรู้สึกของสงครามที่รุนแรงและให้ความรู้สึกว่าทุกฉากนั้น การสร้างสรรค์ของดนตรีประกอบทำได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ๆ

เอกลักษณ์เด่นอีกอย่างคือ  มีภาพโคลสอัพที่สำคัญมากมายที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องราวของทหารสองคน(ตัวเอก) เกี่ยวกับอดีตและผลกระทบทางอารมณ์จากสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อเปิดเผยความน่ากลัวและความน่าตกใจของสนามรบจริง ๆ ที่เกิดขึ้นนั่นเอง

รวมถึงการแสดงของ จอร์จ แมคเคย์ & ดีน-ชาร์ลส์ แชปแมน นั้นยอดเยี่ยม พวกเขาแสดงออกถึงอารมณ์แบบดิบ ๆ ของทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ จอร์จ แมคเคย์ ที่รับบท สคอฟิลด์ ตัวเอกหลักของเรื่อง ที่ต้องบอกว่า สามารถทำการแสดงออกมาได้อย่างสุดยอดมาก ๆ ทั้งสีหน้า ท่าทาง แววตา ทุกอย่าง มันดูสมจริง

และเมื่อมาผสมกับเทคนิคฉาก Long Take มันยิ่งทำให้เราเหมือนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์จริง คล้าย ๆ เราเป็นส่วนหนึ่งของตัวละครในหนังเรื่องนี้ อารมณ์ต่าง ๆ ที่ส่งจากตัวละคร มันจึงส่งผลโดยตรงต่อผู้รับชมอย่างชัดเจนมาก ๆ

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งในหนังสงครามคุณภาพ ที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับ สำหรับ 1917 และเป็นหนังที่กล่าวถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ในแง่มุมที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน จากหนังสงครามที่เราเคยดูมาอย่างแน่นอนครับ ที่ให้ความรู้สึกดื่มด่ำและตื่นเต้นกับภาพยนตร์ เนื่องจากภาพยนตร์ทั้งเรื่องถ่ายทอดประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ที่คุณจะไม่เคยได้พบเจอมาก่อนนั่นเองครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Underwater มฤตยูใต้สมุทร

ถือเป็นอีกหนึ่งหนังที่น่าสนใจเลยทีเดียว สำหรับ Underwater มฤตยูใต้สมุทร ที่มีการถ่ายทอดเรื่องราวฉีกแนวของสัตว์ประหลาดที่อยู่ใต้พื้นมหาสมุทร ที่ยังไม่มีใครเข้าถึงมาก่อน

หนังว่าด้วย เรื่องราวของ นอราห์ (Kristen Stewart) วิศวะเครื่องกลที่ปฏิบัติงานในแท่นขุดเจาะก้นมหาสมุทรมาเรียนาที่ลึกที่สุดในโลก แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดทำให้แท่นขุดเจาะพังเสียหายอย่างหนัก

พวกเขาต้องพยายามจะหาสาเหตุและซ่อมมันให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง ก่อนจะพบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่พวกเขาไปปลุกมันขึ้นใต้สมุทรและจากงานที่ต้องปฏิบัติกลับกลายเป็นต้องเอาตัวรอดจากมฤตยูใต้สมุทรไม่คาดคิด

แน่นอนดูจากพล็อตเรื่องแล้ว ถือเป็นหนังที่น่าสนใจมาก ๆ ซึ่งการได้ Kristen Stewart มารับบทนำก็ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะดำเนินเรื่องผ่านเธอเป็นตัวหลักของเรื่องทั้งหมด

แม้เนื้อเรื่องจะน่าสนใจมาก ๆ แต่ การตัดฉากมาเริ่มต้นแบบไม่มีการเกริ่นนำมาเรื่องราวมาก่อนเลย ทำให้รู้สึกตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้าง เพราะหนังเปิดเรื่องก็เกิดการเหตุการณ์แท่นขุดเจาะถล่มเลยทันที

ซึ่งทำให้คนดูต้องมีการประติดประต่อเรื่อง และ ที่สำคัญก็คือ ไอแท่นที่ว่านี่มันมีรายละเอียดยังไง มีจุดตั้งฐานอยู่กี่จุด หรือ นางเอกอย่างนอราห์ กำลังหนีไปจุด ๆ ไหน ทำให้เรางงกับหนังเรื่องนี้ได้ เพราะเป็นการตัดภาพมาแบบฉับพลันเกินไป ไม่เกริ่นรายละเอียดให้คนดูได้รับรู้ก่อนซักนิด

ข้อเสียอีกอย่างนึงของหนังเรื่องนี้ คือ การที่มันดำเนินเรื่องใต้น้ำ มันทำให้เห็นรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ชัดเป็นอย่างมาก คือ อาจจะเป็นเพราะผู้กำกับต้องการให้เราไปสัมผัสกับประสบการณ์จริง ๆ เหมือนพยายามให้เราได้ความรู้สึกร่วมไปกับตัวละคร แต่มันทำให้รายละเอียดหลาย ๆ มันไม่ชัดเจนมาก ๆ มันดูเบลอ ๆ ไปหมดทั้งเรื่อง ด้วยฉากใต้น้ำ ทั้งฝุ่น ทั้งซากปรักหักพังของแท่นขุดเจาะดังกล่าว

และไม่มีการเล่าทีไปที่มาของตัวละคร แต่ละตัวแต่อย่างใด ที่เป็นตัวหลักทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่เสียดายมาก ๆ มันไม่มีเรื่องราวผ่านตัวละครนั้น ๆ ว่าพวกเขามาทำอะไรกันที่นี่ ทำหน้าที่อะไร คือ เจาะจงไปเฉพาะนางเอกเท่านั้น ทำให้เสียดายในส่วนนี้ไปมากพอสมควร

แต่ที่ทำได้ดีก็น่าจะเป็นฉากระทึกใจ ที่มาเป็นระยะ ๆ ทำให้คนดูได้มีส่วนร่วมกับความตื่นเต้นเหล่านี้ได้ดี มองดูก็เหมือนฉากตุ้งแช่ ของหนังผี นั่นเอง แต่มาในแนวสัตว์ประหลาดปริศนาที่อยู่ภายใต้ท้องทะเลลึก

ส่วนเรื่องของ Effect ต่าง ๆ ก็สามารถทำได้ดี อย่างสัตว์ประหลาดตัว boss ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีมาก ๆ เลยทีเดียว เป็นการจินตนาการถึงสัตว์ประหลาดที่น่าจะอยู่ในทะเลลึกจริง ๆ ได้น่าสนใจเลยทีเดียว

แน่นอนว่าเรื่องนี้ Kristen Stewart แบกหนังแทบจะทั้งเรื่องด้วยตัวเธอคนเดียว เรียกได้ว่าเป็น ฮีโร่ ของเหล่าผู้รอดชีวิตตั้งแต่ต้นเรื่องไปจนจบเรื่อง ส่วนคนอื่น ๆ มาเพียงแค่ประกอบเรื่องราวให้สมบูรณ์เท่านั้น แต่เธอก็ทำได้ดีมาก ๆ เลยทีเดียว ด้วยความแข็งแกร่งของเธอที่สามารถเป็นตัวนำเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม

สรุปก็ไม่ได้ประทับใจอะไรมากกับหนังเรื่องนี้ ต้องบอกว่าคาดหวังไว้สูงกว่านี้ เพราะดูพล็อตตั้งแต่ตัวอย่างหนังแล้วน่าสนใจดี แต่ก็ถือว่าดูได้ แบบไม่ต้องลุ้นอะไรมากมายเท่าไหร่ หลาย ๆ คนก็น่าจะทายตอนจบของเรื่องได้อยู่แล้ว ก็ถือเป็นหนังที่น่าสนใจที่จะได้ไปเสพงานแสดงของ Kristen Stewart ที่น่าสนใจอีกเรื่องนึงเลยทีเดียวครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol