Movie Review : The Irishman คนใหญ่ไอริช

ต้องเรียกได้ว่าเป็นหนังฟอร์มยักษ์ ที่กล้ามาลงใน แพลตฟอร์ม Netflix เลยทีเดียว สำหรับ The Irishman คนใหญ่ไอริช ที่ลงทุนด้วยการสร้างกว่า 150 ล้านเหรียญ ซึ่งต้องบอกว่า เป็นลำดับต้น ๆ ของการลงทุนในหนังเรื่องเดียวของ Netflix เลยก็ว่าได้

เรื่องราวของนักฆ่านามว่า “แฟรงค์ ชีแรน” (โรเบิร์ต เดอ นิโร) ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมของผู้นำสหภาพแรงงานชาวอเมริกัน “จิมมี่ ฮอฟฟา” ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความเป็น สกอร์เซซี่ เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันจะต้องมีอะไรลึกลับซับซ้อนให้เราได้ลุ้นระทึกกันยิ่งกว่านั้นอย่างแน่นอน

และหลังจากข่าวดังดราม่าในวงการหนัง Hollywood คำพูดอันร้อนแรงจากการไปวิจารณ์หนังมาร์เวลว่าเป็นเพียงแค่สวนสนุกไม่ใช่ภาพยนตร์ จาก มาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) ผู้กำกับชื่อดัง ทำให้เขากลายเป็นศัตรูแห่งยุคสมัยของหนังซูเปอร์ฮีโรมาร์เวลที่ทำรายได้ถล่มทลายในปัจจุบันเลยก็ว่าได้

The Irishman เล่าเรื่องราวในชั่วระยะเวลาร่วม 50 ปีในชีวิตของ แฟรงค์ ชีแรน (Robert De Niro) จากคนขับรถบรรทุกส่งขาหลังวัวไปทำสเต๊ก สู่วงการมาเฟียด้วยการชักชวนของ รัสเซล บัฟฟาลิโน (Joe Pesci) ที่เป็นคนสำคัญที่ทำให้แฟรงค์เปลี่ยนตัวเองมาเป็นนักฆ่าเพื่อเลี้ยงชีพในฐานะมือปืน ก่อนเขาจะได้เลื่อนขั้นไปเป็นผู้ติดตามของ จิมมี ฮอฟฟา (Al Pacino) เจ้าพ่อแห่งสหภาพแรงงานที่นำลาภยศชื่อเสียงมาให้แฟรงค์ได้สัมผัส แต่ในวงการสีเทา ที่เป็นเรื่องธรรมดาของประเทศอเมริกาในขณะนั้น

การได้นักแสดงระดับตำนานทั้งสามอย่าง Robert De Niro , Joe Pesci และ Al Pacino จากหนังในตำนานอย่าง The GodFather นั้นทำให้หนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับคอนักวิจารณ์ รวมถึงคอหนังสไตล์ฮาร์ดคอร์ ที่จะได้เสพการแสดงของนักแสดงระดับตำนานทั้งสามคน

ต้องบอกว่าหนังถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ของสังคมอเมริกาสมัยนั้นได้อย่างดี ผ่านเรื่องราวใหญ่ ๆ อย่างการบุกคิวบาที่ล้มเหลว การลอบสังหารประธานาธิบดี John F Kennedy ซึ่งมีการนำมาผูกเรื่องราวกับสังคมมาเฟียในอเมริกาในขณะนั้น ที่นำโดย จิมมี่ ฮอฟฟา

การแสดงขั้นเทพ ของนักแสดงทั้งสาม นั้นเหมือนการมา รียูเนี่ยน กัน อีกครั้ง แม้จะดูเหมือนเป็นการแสดงง่าย ๆ แต่ทั้งสามได้ถ่ายทอดความเป็นมาเฟีย ของสังคมในยุคนั้นได่้อย่างดีเยี่ยม

แต่การดำเนินเรื่องที่ยืดยาวเกินไปนั้น ก็ทำให้หลาย ๆคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ถึงกับหลับได้เลยหากไม่โฟกัสกับหนังให้ดี เพราะความถึง กว่า 3 ชั่วโมง ตัวละครที่อัดแน่นตลอดเรื่อง ทำให้เราหลุดโฟกัสได้ หากไม่ตั้งใจดูหนังเรื่องนี้

แน่นอน แม้ทั้ง 3 จะแก่ลงไปตามกาลเวลา แต่ผลงานการแสดงก็ยังมีคุณภาพดังเดิม แต่ถ้าจะให้เทียบกับหนังระดับตำนานยุคก่อนที่พวกเขาเคยเล่นกัน อย่าง The GodFather ที่เป็นผลงานสุดคลาสสิกของ Al Pacino นั้นก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้ยังห่างชั้นอยู่มาก เพราะมันหนังคนละยุค และ เป็นช่วงพีคของเหล่านักแสดง ซึ่งต่างจากหนังเรื่องนี้ ที่แต่ละคนอยู่ในวัยชรากันหมดแล้ว ทำให้พลังที่ออกมามันไม่มากเท่าตอนพวกเขายังสด ใหม่ ในยุคก่อน

เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ หากต้องการดู ก็ต้องดูโฟกัสเรื่องราวให้ดี ๆ เพราะอาจจะทำให้คุณหลับได้ ด้วยความยืดยาวของหนัง และ เป็นหนังที่ทำจากเรื่องจริง ที่มันไม่สามารถแก้ไขบทให้สนุกได้เท่าที่ควร มันเลยทำให้หลายคนมองว่าเป็นหนังที่น่าเบื่อเสียด้วยซ้ำ แต่ยังไงก็ควรอุดหนุนผลงานของสุดยอดนักแสดงทั้ง 3 ที่มีโอกาสน้อยที่จะได้โคจรมาเจอกันเหมือนใน The Irishman คนใหญ่ไอริช นั่นเองครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Ford v Ferrari ใหญ่ชนยักษ์ ซิ่งทะลุไมล์

ถือเป็นหนึ่งในหนังที่ผมสนใจมาก ๆ เลยทีเดียวสำหรับ Ford v Ferrari ใหญ่ชนยักษ์ ซิ่งทะลุไมล์ ที่ได้นักแสดงสุดยอดขวัญใจของผมอย่าง คริสเตียน เบล มารับบทนำ ซึ่งแน่นอนว่า เนื่องจากมันเป็นเรื่องราวที่มาจากเรื่องจริง ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

หนังถ่ายเป็นการถ่ายทอด จากเรื่องจริงที่สุดเหลือเชื่อ! โดยหนังเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์แอคชั่น-ชีวประวัติ “Ford v Ferrari” เรื่องจริงของการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นที่หนึ่งของสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์อย่าง ฟอร์ด (Ford) และเฟอร์รารี่ (Ferrari) ในการแข่งขันรถซิ่งระดับโลก เลอม็องส์ (Le Mans) เมื่อปี 1966

โดย Ford v Ferrari กำกับฯโดย เจมส์ แมนโกลด์ ที่นอกจากนี้ยังได้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์กับ เจสัน เคลเลอร์, เจส บัตเตอร์เวิร์ธ และจอห์น-เฮนรี่ บัตเตอร์เวิร์ธ โดยได้ คริสเตียน เบล และแมตต์ เดมอน มารับบทนำ พร้อมด้วยนักแสดงอีกคับคั่ง อาทิ จอน เบิร์นธัล, ไคทริโอน่า เบลฟ์, เทรซี่ เลตต์, จอช ลูคัส เป็นต้น เรียกได้ว่าแค่ชื่อนักแสดงก็น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว

ต้องบอกว่า หนังถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงได้น่าสนใจมาก ๆ แม้หนังจะยาวมาก ๆ กว่า 2 ชม. ครึ่ง แต่ต้องบอกว่า เป็นการดำเนินเรื่องที่ไม่มีจุดที่น่าเบื่อเลย ซึ่งปรกติหนังที่ทำจากเรื่องจริงนั้น จะมีจุดอ่อนอยู่ที่บทที่อาจจะพลิกแพลง อะไรมากไม่ได้นัก

แต่กับเรื่องนี้ ต้องบอกว่า คุณแทบจะุล้นไปหนังในตลอด 2 ชั่วโมงครึ่ง แบบไม่ได้พัก ตั้งแต่ต้นจนจบ ที่สำคัญมันได้ถ่ายทอดให้เห็นถึงจิตวิญญาณของชาวอเมริกันแท้ ๆ หากเขาคิดจะสู้กับใคร นั้น เขาไม่เคยแพ้อย่างแน่นอน ซึ่งยากที่ประเทศอื่นจะเลียนแบบได้

มันเป็นเรื่องของเกียรติ และ ศักดิ์ศรี ระหว่างสองค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ อย่าง Ford และ Ferrari ที่มีเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของผู้ก่อตั้งอย่าง Henry Ford และ Enzo Ferrari เป็นเดิมพัน ซึ่งเรียกได้ว่า มีฉากดราม่า ซึ่งเกี่ยวพันกับครอบครัวตระกูล Ford และ Ferrari เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง

แต่สำหรับความสุดยอดที่สุดจากหนังเรื่องนี้ ต้องยกให้การแสดงของ คริสเตียน เบล ดาราขวัญใจของผมเลยทีเดียว ที่ต้องบอกว่า ถ่ายทอดการแสดงออกมาได้สุดยอดมาก ๆ เบลเป็นดาราอีกหนึ่งคนที่ เมื่อเข้าไปรับบทใด ๆ เขาจะเข้าถึงตัวละครนั้นได้อย่างสมจริงมาก ๆ แม้กระทั่งลักษณะทางกายภาพ ที่เขาก็ต้องลดน้ำหนักอีกครั้งเพื่อรับบทนี้ ให้เหมือนตัวตนของ เคน ไมลส์ ให้มากที่สุด

และการโคจรมาพบกันกับ แมตต์ เดมอน นั้นถือเป็นอีกคู่หนึ่งที่แสดงได้อย่างลงตัวมาก ๆ เรียกได้ว่า เป็นความสัมพันธ์แบบทั้งรัก ทั้งเกลียด ของเพื่อน ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

ต้องบอกว่า แม้หนังจะสร้างจากเรื่องจริง แต่มันเป็นเรื่องจริง ที่ดำเนินเรื่องได้น่าสนใจ และมีการถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก ๆ ทั้งเรื่องของบท และตัวละครต่าง ๆ ในเรื่อง ที่บทบาทสำคัญของทีมงานของ Ford ในหนังเรื่องนี้

สรุปหนังเรื่องนี้ สะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่างของชนชาติอเมริกัน ที่การที่เขาก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในหลาย ๆ เรื่องนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เพราะ DNA นักสู้ของพวกเขาที่เมื่อต้องออกไปรบ ไม่ว่าศึกใดก็ตาม เขาก็พร้อมที่จะเอาชนะเสมอไม่ว่าจะเป็นสงครามจริง ๆ หรือสงครามธุรกิจ อย่างที่เราได้เห็นความยิ่งใหญ่ของเขาในปัจจุบันนั่นเองครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Charlie’s Angels นางฟ้าชาร์ลี

ผมและหลาย ๆ คน ณ ที่นี้น่าจะโตมาพร้อม ๆ กับ James Bond, Jason Bourne, Ethan Hunt หรือในยุคหลังๆอย่าง Kingsman, Johnny English แต่ถ้าถามว่า “หนังแนวสายลับ ทำภารกิจพิเศษอย่างนี้ที่ตัวเอกเป็นผู้หญิง คุณนึกถึงใครบ้าง?” NIKITA? SALT? ANNA? HANNA? แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่า “Charlie’s Angels” หรือ “นางฟ้าชาลี” นั้นต้องอยู่ในหัวของคุณแน่นอน (ขออนุญาตไม่พูดถึงคุณแม่ Black Widow นะครับ เพราะยังไม่ออกหนังเดี่ยว อิ อิ)

Charlie’s Angels นั้นถือกำเนิดมาในซีรี่ส์ เมื่อปี 1976 เนื้อเรืองหลักๆคือ เศรษฐีที่ชื่อ “ชาลี”  (ผู้ชาย มั้ง?) ที่เราไม่เคยเห็นหน้าเลยสักครั้งจนปัจจุบัน ได้ตั้งองค์กรสายลับ Townsend Agency ขึ้นมา ที่ปฏิบัติงานโดยผู้หญิง เพื่อปฏิบัติภารกิจผดุงความยุติธรรมต่าง ๆ และมีตัวแทนของ “ชาลี” ที่เรียกว่า “บอสลีย์” ในการแจกจ่ายภารกิจให้เหล่านางฟ้า ตลอด 5 ซีซั่น ที่ผ่านมานั้น เหล่านางฟ้าในซีรี่ส์มีทั้งหมด 6 คน

และในอีก 20 ปีถัดมา เหล่านางฟ้าก็กระโดดออกจากจอทีวีมาโลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์ม เหล่านางฟ้าในยุคเริ่มต้นของศักราชมิลเลนเนี่ยมนั้น ช่างเซ็กซี่ขยี้ใจ ในแบบที่ชายยุคนั้นน่าจะชอบเอามาก ๆ อาจจะมีความโก๊ะบ้างพอเป็นสีสัน แต่การเปิดตัวในครั้งนั้นก็ทำให้ทุกคนทั่วโลกได้รู้จักพวกเธอยิ่งกว่าตอนที่เธอยังอยู่เพียงแค่ในจอทีวี และได้บอกให้ทุกคนได้รู้ว่า “สายลับนั้นไม่ได้มีแค่ผู้ชายเท่านั้นนะที่จะทำได้”

ในอีกเกือบ 20 ปีถัดมา พวกเธอก็กลับมาอีกครั้ง Charlie’s Angels (2019) ได้นำเสนออีกมุมมองที่ชัดเจน และแสดงให้เห็นว่าทิศทางของพวกเธอหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร กับนักแสดงที่เรียกได้ว่าพวกเรารู้จักเธอน้อยมาก อย่าง Naomi Scott เจ้าหญิงจัสมินในอะลาดินภาคล่าสุดที่เราแอบหลงรักเสน่ห์ของเธอไปโดยไม่รูัตัว รับบท Elena Houghlin นักวิทยาศาสตร์สาวผู้มีความเนิร์ด น่ารัก อัจฉริยะ, Ella Balinska นักแสดงจากซีรี่ส์ในอเมริกา คนนี้นี่ไม่เคยรู้จักเลยจริง ๆนะ ผลงานก็ไม่เคยดู รับบท Jane Kano อดีตเจ้าหน้าที่ MI6 ขาบู๊ประจำทีม, Kristen Stewart น้องเบลล่าผู้หน้าตาคร่ำเครียดตลอดเวลาจากแวมไพร์ ทไวไลท์ รับบท Sabina Wilson สาวห้าว มาดกวนๆ พูดเก่ง ทั้งสามคนต้องมาเกี่ยวข้องกันโดยภารกิจที่จะค่อย ๆ ร้อยเรียงความสัมพันธ์ของพวกเธอไปทีละนิด จนกลายเป็นทีมในท้ายที่สุด

ความคิดเห็น:

1. บทภาพยนตร์ไม่มีความซับซ้อนใด ๆ มากมาย โยงภาคก่อนๆเล็กน้อย ไม่ต้องคิดเยอะ อะไรหลายๆอย่างเดาได้ ฉากแอคชั่นไม่ได้วินาศสันตะโร เวอร์วังอลังการ อย่าคิดว่าคุณกำลังเข้าไปดู Hobbs & Shaw และก็ไม่ได้จะตลก ฮา เหมือนสองภาคก่อนหน้าในช่วงต้นของยุค2000 แต่นี่คือหนังสายลับหญิง ที่เน้นความเป็นผู้หญิง และกำลังแสดงให้พวกคุณเห็นว่าผู้หญิงในยุคปัจจุบันนั้นเธอไม่ได้ต่างจากผู้ชายแล้วจริง ๆ เรากำลังเข้าสู่โลกที่เลิกแบ่งแยกชายหญิงกันได้แล้วนะ ผมไม่ใช่คนที่เข้าใจคำว่า Feminist ได้ลึกซึ้งอะไรมาก

แต่ผมชอบ ชอบตั้งแต่บทสนทนาแรกที่เปิดเรื่องจนถึงการดำเนินเรื่องต่อ ๆ มา ถึงแม้หนังจะแสดงความเป็นผู้หญิงมากเท่าไหร่ ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าความเป็นผู้ชายนั้นถูกกด หรือโดนย่ำยีใด ๆ ตัวนักฆ่า หรือสายลับฝั่งตรงข้ามเอง หนังก็ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ชายนั้นแข็งแกร่งจริง ๆ นะ การปฏิบัติการ หรือการวางแผนต่าง ๆ ที่หนังแสดงให้เห็นถึงทั้งสองขั้วชาย-หญิง ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

2. อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ นักแสดงที่เข้ามารับบทนั้นคือตัวแทนของสาวยุคปัจจุบัน เธอฉลาด เธอเก่ง เธอไม่ได้เน้นแต่ความเซ็กซี่ เธอมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ผมว่ามันดีกว่ายุคก่อนมาก ๆ ในแง่ของความเป็นอิสระในการกระทำหลาย ๆ อย่าง เธอเลือกเส้นทางของตัวเอง เธอไม่ยอมโดนกดใด ๆอีกต่อไป และทั้งสามคนก็ทำหน้าที่ตามบทบาทของตัวเองได้ดีมาก ๆ ตัวละครทั้งสามคนเริ่มต้นจากที่ไม่รู้จักกัน นี่คือจุดต่างจากภาคก่อน ๆ จากนั้นพวกเธอก็ค่อย ๆ เติมเต็มความสัมพันธ์จากภารกิจที่ทำร่วมกัน จนเป็นทีม ทีมที่รักกัน ทีมที่แคร์กัน นี่คือพลังหญิง พลังที่เป็นกลุ่ม ไม่ใช่ One Man Show เหมือนสายลับฝั่งผู้ชายที่เราคุ้นๆกัน (หลังๆ อีธาน ฮันท์ ของผมก็ทำงานเป็นทีมขึ้นเยอะนะ อิ อิ)

นี่คือภาคที่เราจะได้เห็นว่านางฟ้าชาลีกลุ่มนี้ เธอยังเด็ก เธอคือคนยุคใหม่ เธอรักพวกพ้อง และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพวกเธอที่จะเป็นทีมที่แข็งแกร่งต่อไปในอนาคต (แอบนึกถึงฉากที่ขุ่นแม่ Carol Danvers เหาะมารับถุงมืออัญมณีจากปีเตอร์ แล้วจากนั้นก็เป็นภาพการรวมกันของเหล่าฮีโร่หญิงของมาร์เวลทั้งหมด กำลังมุ่งหน้าไปถล่มเหล่าลูกระจ๊อกของธานอส)

3. แอบเสียดายตอนจบเล็กน้อย อยากให้…..รอด แบบหนีไปได้ ไปฟอร์มทีมมาสู้กันต่อภาคต่อ ๆ ไป

4. ผู้กำกับพ่วงนักแสดงแถมเขียนบทเองด้วยอย่าง Elizabeth Banks ที่มีผลงานผ่านตามาอย่าง Pitch Perfect หรือ The Hunger Games ที่รับบท “บอสลี่ย์” คนสำคัญในการแจกจ่ายภารกิจต่าง ๆ ให้เหล่านางฟ้า นั้นตั้งใจมาก ๆ ที่จะกำหนดว่านี่คือทิศทางของเหล่านางฟ้าในยุคนี้ บางคนอาจมองว่า เธอตั้งใจใส่บทให้ตัวเองสำคัญมากไป หรือเทียบเท่าเหล่านางฟ้า แต่ผมก็ไม่ได้สนใจประเด็นนี้เท่าไหร่นัก

5. หนังจบ ไม่ต้องรีบลุกกลับบ้าน เว้นแต่คุณไม่ชอบ คุณรีบจริง ๆ เพราะ Mid Credit มีให้ดูต่อยาว ๆ โดยเฉพาะนักแสดงตั้งแต่ซีรี่ส์ยุคเก่า ขนกันมาเกือบหมด จะเรียก Cameo หรือ Ester egg ดีก็ไม่รู้

6. ผมทำใจเรื่องรายได้ ถ้ามันไม่ดี ก็ว่ากันไปตามธุรกิจ จะไม่มีภาคต่อ จะรีบู๊ท จะรีเมค ก็สุดแล้วแต่ แต่ผมชอบภาคนี้ ชอบทิศทาง แนวทางที่ปูไว้ให้ไปต่อได้ เพราะนางฟ้าทีมใหม่ทีมนี้ผมมั่นใจว่ามีแววมาก พวกเธอเหลือล้นในเสน่ห์ของสาวยุคใหม่ พวกเธอเติบโตได้อีก และทั้งสามคนดูเข้ากันอ่ะ เป็นทีมที่แอบอยากให้ไปต่อมาก ๆ และภาคหน้าจัดฉากวินาศสันตะโรมาให้เต็มที่เลยนะ ผมรออยู่

7. ถ้าคุณติดอยู่กับสมัย ดรูว ลูซี่ คาเมรอน ผมก็เข้าใจได้นะ ภาคนี้ก็ดูไม่สนุกไปเลยล่ะ แต่ก็นั่นแหละ ทุกอย่างมันก็ต้องก้าวต่อไป แม้ก้าวลงเหว ก็อยู่ที่ว่าเราคาดหวังแค่ไหนล่ะมั้งเนอะ

8. สุดท้าย ไม่ว่านางฟ้าของคุณจะเป็นแบบไหน ลองเปิดใจไปรู้จักกับเหล่านางฟ้ายุคใหม่ทีมนี้กันนะครับ

ปล 1. ซาวด์แทร็คของเหล่านางฟ้ายุค2000 ยังติดหูผมมาอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่ชั่วโมงนี้ขอแอบไปฟัง “Don’t call me angel” ก่อนนะครับ สวัสดีครับ

ปล. 2.Elena Houghlin สาวๆแบบนี้หาได้ที่ไหนบ้าง  หลงมากตอนนี้

เรียบเรียงความคิด ตัดต่อตัวอักษร ใส่ใจความรู้สึก โดย: Gaszoline Skywalker (แขกพิเศษมาเขียนเรื่องหนัง)

สมการดูหนังอย่างไรให้สนุก:

หนังสนุก + คนดูสนุก = สนุก

หนังไม่สนุก + คนดูสนุก = สนุก

หนังสนุก + คนดูไม่สนุก = ไม่สนุก

หนังไม่สนุก + คนดูไม่สนุก = ไม่สนุก

อยู่ที่ตัวคุณนะครับ ^_^

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : 21 Bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก

ต้องบอกว่าเป็นหนังที่มีการโปรโมตได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับหนังเข้าใหม่ในสัปดาห์นี้อย่าง 21 Bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก ซึ่ง แฟน ๆ หนังแอ็คชั่นหลาย ๆ ท่านน่าจะรอคอยกัน

ซึ่งที่น่าสนใจก็คือ การได้ดารานำจาก Black Panther อย่าง  Chadwick Boseman มารับบทนำในหนังเรื่องนี้ โดยมารับบทตำรวจนิวยอร์คหนุ่มไฟแรง “อังเดร เดวิส” ที่เมื่อเกิดเหตุฆาตกรรมตำรวจขึ้นโดยคนร้ายสองคน

ซึ่งหนังได้เพิ่มความระทึกใจด้วยการดำเนินเรื่องโดยให้ อังเดร มีเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง เพื่อตามล่าคนร้ายในคดีอุกฉกรรจ์นี้ให้สำเร็จ และการที่จะไม่ให้ผู้ร้ายหลบหนีไปได้ อังเดรสั่งการปิดเกาะแมนฮัตตันลงทั้งเกาะ

ซึ่งการจะปิดเกาะแมนฮัตตันทั้งเกาะนั้น ต้องทำการปิดสะพาน 21 จุด (ที่มาของชื่อหนัง 21 Bridges) แม่น้ำ 3 สาย อุโมงค์ อีก 4 จุด และต้องหยุดขบวนรถทุกประเภทเข้าออกจากเกาะ แล้วส่งนายตำรวจเข้าไปปฏิบัติการไล่ล่า และความเดือดระอุครั้งนี้จึงได้เริ่มต้นขึ้น

สำหรับความน่าสนใจอีกอย่างของหนังเรื่องนี้ ก็คือ การได้ Brian Kirk ผู้อำนวยการสร้าง Series ชุดดังในตำนานของ HBO อย่าง Game of Throne มากำกับในหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ก็ถือว่าเป็นหนัง action ที่ทำออกมาได้น่าสนใจพอสมควร กับเนื้อเรื่องแนวนี้ ที่ดูจะเล่นใหญ่ ถึงกับปิด เกาะแมนฮัตตัน ไล่ล่าโจร เพียงแค่ 2 คนเลยทีเดียว

ก่อนอื่นจะของพูดถึงบทของหนังเรื่องนี้ ที่ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ มีการผูกเงื่อนปมต่าง ๆ ของเรื่องราวให้เราได้คอยตามหาว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงของเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนมันไม่ใช่หนัง action แบบเดินเรื่องเป็นเส้นตรงไปจนถึงตอนจบ เรียกได้ว่ามีการตั้งปมของเรื่องไว้ได้น่าสนใจเลยทีเดียว (อยากให้ไปลองดูกัน)

ส่วนนักแสดงนำอย่าง Boseman นั้นก็เรียกได้ว่า แบกหนังแทบจะทั้งเรื่องไว้กับตัวเพียงคนเดียวเลยก็ว่าได้ เพราะเค้าเป็นตัวดำเนินเรื่องหลักแทบจะคนเดียว คอยตามล่าผู้ร้าย และคอยแกะเรื่องราวที่ค่อย ๆ คลี่คลายปมของหนังออกมาเรื่อย ๆ จนจบเรื่อง

แต่ด้วยฉาก action ที่ไม่ได้มีอะไรมาก นัก เป็นการดวลปืนกันระหว่างตำรวจกับโจรที่ไล่ล่ากันในเมืองแมนฮัตตันเสียส่วนใหญ่ ก็ถือว่ายังทำผลงานได้ต่ำกว่าที่ตัวผมคาดหวังไว้ เพราะนึกว่าจะมี ฉากมันส์ ๆ เยอะกว่านี้ แต่เรื่องนี้ยังถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับหนัง action เรื่องอื่น ๆ

ซึ่งก็อย่างที่กล่าวไป มันทดแทนด้วยบท ที่มีความซับซ้อนของเรื่องราวอยู่บ้าง แม้จะเดากันได้ไม่ยาก แต่ก็ถือว่าทำได้โอเค ซึ่งบทสรุปของหนังก็ชี้ให้เห็นหลาย ๆ อย่าง ซึ่งถือว่าเป็นบทสรุปที่ดีเลยทีเดียว (เขียนรายละเอียดเยอะไม่ได้กลัวสปอยด์ อยากให้ไปดูกันเองครับ) ซึ่งแฟน ๆ หนัง action ก็ไม่น่าจะพลาดกันนะครับสำหรับหนังเข้าใหม่ในสัปดาห์นี้อย่าง 21 Bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol