ยินดีต้อนรับสู่ปี 2029 ในวันที่โลกเราไม่มีห้างสรรพสินค้าอีกต่อไป

พอดีเพิ่งได้มีโอกาสหนังสือ The Future is Faster Than You Think จากนักเขียน Peter H.Diamandis และ Steven Kotler ต้องบอกว่ามีหลากหลายเรื่องราวจากหนังสือเล่มนี้ที่น่าสนใจที่ผมอยากมาเล่ากัน

เป็นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องราวของการทำนายโลกอนาคต ผ่านการวิเคราะห์เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันและคาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งในบทหนึ่ง หนังสือได้ฉายภาพอนาคตของการที่จะไม่มีห้างสรรพสินค้าอีกต่อไปได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ โดยเฉพาะในประเทศอย่างอเมริกา ที่วัฒนธรรมการช็อปปิ้งออนไลน์กำลังกลายเป็นกระแสหลัก และห้างสรรพสินค้าเริ่มทยอยล้มหายตายจากไปทีละราย จากที่ได้เราได้เห็นจากข่าวกัน

และแน่นอนว่า มันมี 2-3 เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นแน่ ๆ เช่น Virtual Reality , 3D Printing , Voice Assistant ที่กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมากในปัจจุบัน

โดยทางผู้เขียนได้ทำนายไว้ว่าในปี 2029 เครือข่ายเซ็นเซอร์ต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยี AI ได้พัฒนาจนถึงขีดสุด

เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไปห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ อีกต่อไป เพราะโลกของห้างสรรพสินค้านั้นมาอยู่บนโลก Virtual Reality ทั้งหมดแล้วนั่นเอง เราสามารถเข้าถึงนักออกแบบชื่อดัง แบรนด์ชื่อดัง ของทั้งโลกผ่าน VR

ระบบ Voice Assistant จะช่วยให้เราได้รู้ว่า มีอะไรที่กำลังเป็นเทรนด์อยู่บนโลกนี้ที่ถูกเชื่อมต่อถึงกันแบบไร้รอยต่อ

ยิ่งโดยเฉพาะสินค้าแฟชั่น นั้น จะเป็นการสร้างเพื่อตอบความต้องการของลูกค้าแต่ละราย การ Customise ไปยังลูกค้าแต่ละรายที่แตกต่างกัน เราไม่ต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนใครอีกต่อไป เราอาจจะได้เห็น เสื้อผ้าชิ้นเดียวของแบรนด์ชื่อดัง ที่มีแค่เราเท่านั้นที่ใส่อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้

แน่นอน เพราะเทคโนโลยีอย่าง 3D Printing ก็กำลังพัฒนาไปอย่างมาก ไม่ต้องมีการ stock ไปยังร้านค้าที่เป็น Physical อีกต่อไป มีการผลิตตาม Demand ความต้องการแบบทันที และตรงทุกความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

และการจัดส่งสินค้าก็จัดส่งอย่างรวดเร็วผ่าน Drone ทำให้ได้รับสินค้าแทบจะในทันทีหลังการผลิตออกมาจากเครื่องปริ้นต์ 3 มิติ

ถือได้ว่าเป็นการทำนายที่น่าสนใจ ที่อ้างอิงพื้นฐานของเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิด การ scan ร่างกายแบบ 3 มิติ นั้นเรามีเทคโนโลยีที่รองรับอยู่แล้วในปัจจุบัน และ Amazon ก็ได้ซื้อกิจการ Body Labs ที่มีเทคโนโลยีนี้อยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่ปรึกษาแฟนชั่นด้าน AI ทั้ง Alibaba และ Amazon ก็ใช้เทคโนโลยี Deep Learning เพื่อให้คำแนะนำ โดยอาศัยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านแแฟชั่นที่เป็นมนุษย์ หรือ อัลกอริธึมของ Amazon ให้คำแนะนำเสื้อผ้าตามความต้องการของผู้ใช้และพฤติกรรมในโลก Social Media

ส่วนระบบ VR นั้น Hololux ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Microsoft และ London College of Fashion แว่นตา VR ที่ช่วยให้คุณเลือกซื้อสินค้าในความเป็นจริงได้แบบผสมผสานจากทุก ๆ ที่ในโลก

ต้องบอกว่าโลกเราจะเปลี่ยนไปอย่างที่เราคาดไม่ถึงในอีก 10 ปีข้างหน้า และในวันนั้นเราอาจจะได้เห็น วันสิ้นสุดของห้างสรรพสินค้า ที่เราผูกพันกับมันมาอย่างยาวนานก็เป็นได้นั่นเองครับผม

References : หนังสือ The Future is Faster Than You Think โดย Peter H.Diamonds และ Steven Kotler

Autoblow กับ Sex Robot ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของ AI

การปฏิวัติทางด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังเข้าสู่ร้านขาย Sex Toy ใกล้บ้านคุณ ด้วยนวัตกรรมใหม่อย่าง Autoblow ที่กำลังเปิดรับจองล่วงหน้า ซึ่งสำหรับอุปกรณ์“ Autoblow” รุ่นที่สี่ของมันถูกขนานนามว่า “ Autoblow AI” ซึ่งมีความสามารถในการใช้พลังของ AI เพื่อให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ “ blowjob ที่สมบูรณ์แบบ” ตามที่บริษัทกล่าวอ้าง

Autoblow กล่าวว่า เทคโนโลยี AI ของมันได้รับการฝึกฝนโดยกลุ่มของผู้หญิงในประเทศเซอร์เบียที่ใช้ปลั๊กอินเบราว์เซอร์พิเศษเพื่อจำลองการเคลื่อนไหวขึ้นและลงโดยใช้ปากของพวกเธอ

Autoblow ใช้ข้อมูลการฝึกอบรมนั้นในการพัฒนาอัลกอริทึม Deep Learning ที่จำลองประสบการณ์ออรัลเซ็กซ์ในอุดมคติ  ซึ่งเครื่องดังกล่าวมีราคาอยู่ที่ราว ๆ 259 ดอลลาร์ ใน Indiegogo

Autoblow AI ไม่ใช่ของเล่นทางเพศเพียงอย่างเดียวที่พยายามใช้ประโยชน์จากพลังของ AI เพื่อความสุขของคุณ เครื่องสั่นที่เรียกว่า HUM ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 ก็เป็นของเล่นทางเพศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของ AI ตัวแรก ซึ่งสามารถปรับรูปแบบการสั่นสะเทือนตามการเคลื่อนไหวของร่างกายได้แบบอัตโนมัติ

และนั่นคือสัญญาใหม่ของอุตสาหกรรมของเล่นทางเพศที่ใช้เทคโนโลยี AI ที่เพิ่งตั้งไข่นี้: ประสบการณ์แบบอัตโนมัติที่มีการตัดสินใจเอง แทนการขอให้คุณกดปุ่มหรือปรับตำแหน่งแบบ manual ต้องบอกว่ามันเป็นความก้าวหน้าหรือเป็นเพียงกลไกเพื่อให้สามารถเพิ่มยอดขายได้นั้น เวลาเท่านั้นที่จะบอกเรา.

ซึ่งความท้าทายของเทคโนโลยีดังกล่าว คือ ร่างกายของทุกคนแตกต่างกันและตอบสนองต่อการกระตุ้นด้วยวิธีต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกัน และในที่สุดการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองก็คือการค้นพบตัวเองที่ดีที่สุดนั่นเองครับ

References : https://www.engadget.com
https://i1.wp.com/metro.co.uk/wp-content/uploads/2018/10/cyckoui5fho5cusdb8b0-4011.jpg?quality=90&strip=all&zoom=1&resize=644%2C338&ssl=1

AI ของ Google รู้ได้ว่าคุณจะตายเมื่อไหร่?

AI รู้ว่าคุณจะตายเมื่อไหร่ แต่มันจะแตกต่างจากในภาพยนตร์ไซไฟอย่างแน่นอน เพราะข้อมูลเหล่านี้นั้นอาจช่วยชีวิตคนได้ก่อนที่เขาจะตาย!!!

โดยงานวิจัยใหม่จาก Google นั้นแสดงให้เห็นว่าการป้อนข้อมูลสุขภาพที่เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยการใช้เทคโนโลยี Deep Learning สามารถปรับปรุงความแม่นยำของผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้ได้เป็นอย่างมาก 

ซึ่งในการทดลองใช้ข้อมูลจากโรงพยาบาลสองแห่งในสหรัฐอเมริกานักวิจัยสามารถแสดงให้เห็นว่าอัลกอริธึมเหล่านี้สามารถทำนายระยะเวลาการพักฟื้นและยังสามารถทำนายช่วงเวลาแห่งความตายของพวกเขาได้เช่นเดียวกัน

เทคโนโลยี Neural Network ที่อธิบายในการศึกษาวิจัยดังกล่าว โดยข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น คำวินิจฉัยทางการแพทย์ และประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย เพื่อคาดการณ์ ซึ่งอัลกอริธึมใหม่เรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนหน้าของบันทึกของผู้ป่วยแต่ละรายให้เป็นไทม์ไลน์

หลังจากนั้นจะให้โมเดล Deep Learning สามารถทำนายผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตรวมถึงช่วงเวลาแห่งความตาย โดย Neural Network ยังมีข้อมูลบันทึกย่อ ที่มีการเขียนด้วยลายมือรวมถึงความคิดเห็นต่าง ๆ จากแพทย์ด้วย

สมาคมการแพทย์อเมริกันยอมรับในคำแถลงว่า การทำงานร่วมกันระหว่าง AI กับแพทย์ที่เป็นมนุษย์นั้นสามารถก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย แต่เครื่องมือ AI นั้นต้อง“ มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามเกณฑ์สำคัญหลายประการรวมถึงต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้และปราศจากอคติ” 

หากไม่มีกรอบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพที่ส่งเสริมความโปร่งใสในสหรัฐอเมริกา มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำให้บริษัทเหล่านี้รับผิดชอบหากเกิดปัญหาขึ้นมากับผู้ป่วย ซึ่งขึ้นอยู่กับบริษัทเอกชนว่าเทคโนโลยี AI จะส่งผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะบริษัทเองเท่านั้น

References : 
https://futurism.com

Astro Robodog กับหุ่นยนต์ที่มีดวงตาที่น่ากลัวเหมือนมนุษย์

นักวิจัยจาก Florida Atlantic University (FAU) ได้สร้าง robodog ที่รวมส่วนที่ดีที่สุดทั้งหมดของเทคโนโลยีอย่าง Siri , การพิมพ์ 3 มิติและหุ่นยนต์ยุคใหม่ที่มีความว่องไวเช่น Boston Dynamics ‘SpotMini ขณะที่วิศวกรของ Astro ได้เพิ่มส่วนประกอบพิเศษลงในหุ่นยนต์ตัวนี้ นั่นคือ ดวงตาที่ดูน่ากลัวและเหมือนมนุษย์

โดเบอร์แมนพินเชอร์เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Deep Learning เพื่อ“ เรียนรู้จากประสบการณ์ในการทำงานเหมือนมนุษย์หรือในกรณีของมันก็คือเหล่างานที่เหมือนสุนัขนั่นเอง” 

ดวงตาที่่คล้ายมนุษย์
ดวงตาที่่คล้ายมนุษย์

Astro และหุ่นยนต์อื่น ๆ จำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ” แต่ในปัจจุบันสามารถตอบสนองต่อคำสั่งเช่น“ นั่ง”“ ยืน” และ“ นอนลง” นักวิจัยบอกว่า Astro จะเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ เช่นตอบสนองต่อสัญญาณมือในการตรวจจับสี และประสานงานกับโดรนได้

ผู้สร้าง Astro มีความทะเยอทะยานสูงในหุ่นยนต์ตัวใหม่นี้ “ การตรวจจับปืน วัตถุระเบิด และคราบเขม่าดินปืน เพื่อช่วยเหลือตำรวจทหารและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย” พวกเขากล่าวว่ามันสามารถใช้เป็นสุนัขบริการสำหรับผู้พิการทางสายตาได้ด้วย และเป็นตัวช่วยแรก ๆ สำหรับภารกิจการค้นหาและช่วยเหลือ

แต่นักวิจัยอาจตั้งเป้าที่จะทำให้ Astro คล้ายมนุษย์มากขึ้น ในการแถลงข่าว Ata Sarajedini, Ph.D. , คณบดีวิทยาลัยชาร์ลส์อีชมิดท์ของ FAU อธิบายว่า “ Astro ได้รับแรงบันดาลใจจากสมองมนุษย์และมันได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านเทคโนโลยี Machine Learning และปัญญาประดิษฐ์ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า มันจะกลายเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่ามาก ๆ  ในการช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดในโลก”

References : 
https://techxplore.com/news/2019-08-astro-robot-dog.html

สุดล้ำ! เมื่อนักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนาเครื่องถอดรหัสความคิด

อุปกรณ์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับสมองรูปแบบใหม่จะทำให้สามารถถอดรหัสรูปแบบต่าง ๆ ของสมองเพื่อค้นหาว่า สมองกำลังสื่อสารอะไร พยายามพูดอะไร และใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการสังเคราะห์ประโยคแบบเต็มออกมาเป็นเสียงให้เราได้ยิน

อุปกรณ์นี้ยังห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบและการวิจัยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่อุปกรณ์นี้เป็นอุปกรณ์แรกที่สร้างประโยคแบบเต็มรูปแบบ ในแบบที่คนอื่นสามารถเข้าใจได้โดยอ้างอิงจาก Scientific American – มันเป็นความหวังครั้งสำคัญสำหรับผู้ที่สูญเสียความสามารถในการสื่อสารจากโรคร้ายต่าง ๆ หรือความพิการ

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย University of California, San Francisco (UCSF) ได้ใช้ AI เพื่อเชื่อมโยงสัญญาณที่สมองส่งไปยังผู้ใช้งาน โดยจะสอดคล้องกับคำศัพท์เฉพาะ ซึ่งท้ายที่สุดจะจำลองพฤติกรรมของการสร้างคำที่ฟังดูสมจริงเหมือนการสื่อสารแบบปรกติของมนุษย์ ซึ่งในการทดสอบการทำงานอุปกรณ์นี้สามารถสังเคราะห์เสียงพูดได้ในขณะที่ผู้พยายามใช้ความคิดอย่างเงียบ ๆ 

ภาพประกอบของตำแหน่งอิเล็กโทรดในคำพูดของผู้เข้าร่วมการวิจัยซึ่งรูปแบบกิจกรรมที่บันทึกไว้ในระหว่างการพูด ( จุดสี ) ถูกแปลเป็นคอมพิวเตอร์จำลองของระบบเสียงของผู้เข้าร่วม ( แบบจำลองขวา ) ซึ่งสามารถสังเคราะห์เพื่อสร้างประโยคใหม่ ได้รับการพูด ( คลื่นเสียง)
ภาพประกอบของตำแหน่งอิเล็กโทรดในคำพูดของผู้เข้าร่วมการวิจัยซึ่งรูปแบบกิจกรรมที่บันทึกไว้ในระหว่างการพูด ( จุดสี ) ถูกแปลเป็นคอมพิวเตอร์จำลองของระบบเสียงของผู้เข้าร่วม ( แบบจำลองขวา ) ซึ่งสามารถสังเคราะห์เพื่อสร้างประโยคใหม่ ได้รับการพูด ( คลื่นเสียง)

นักวิจัยได้คิดค้นวิธีสองขั้นตอนสำหรับการแปลความคิดเป็นคำพูด ขั้นแรกในการทดสอบกับผู้ป่วยโรคลมชักซึ่งมีการวัดการสื่อสารของระบบประสาทด้วยอิเล็กโทรด ลงบนพื้นผิวของสมอง นักวิจัยจะบันทึกสัญญาณจากบริเวณสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อลิ้น ริมฝีปาก และลำคอ ต่อมาหลังจากใช้อัลกอริธึมคอมพิวเตอร์ Deep Learning ที่ฝึกฝนจากคำพูดที่เป็นธรรมชาติพวกเขาก็นำมาแปลการเคลื่อนไหวเหล่านั้นให้เป็นประโยคที่ได้ยิน

อุปกรณ์ที่ใช้ในการถอดรหัสสมอง
อุปกรณ์ที่ใช้ในการถอดรหัสสมอง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้มีข้อโต้แย้งว่า อุปกรณ์ใหม่นี้ที่พยายามจะแปลพฤติกรรมของสมองเป็นการพูดด้วยเสียงนั้นมีความซับซ้อนเกินไปตามการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ออกมา

“สำหรับคนที่มีปัญหาด้านการสื่อสารหรือไม่สามารถสื่อสารได้แบบเต็มที่นั้น การมีข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อาจจะเป็นที่ยอมรับได้” Mark Slutzky neuroengineer แห่ง Northwestern University   ที่ได้ดำเนินโครงการที่คล้ายกันบอกกับ SCIAM “ เห็นได้ชัดว่าคุณสามารถพูดอะไรก็ได้ที่คุณต้องการ แต่มันก็ยังดีกว่าการพิมพ์คำทีละตัวอักษรซึ่งเป็นสถานะของงานวิจัยล่าสุดในปัจจุบันอยู่นั่นเอง”

References : 
https://www.scientificamerican.com/article/scientists-take-a-step-toward-decoding-speech-from-the-brain/