Darkside of Instagram กับอิทธิพลที่มีผลต่อสภาพจิตใจอันบอบบางของกลุ่มวัยรุ่นทั่วโลก

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่กำลังสร้างปัญหาไปทั่วโลกเลยนะครับสำหรับ Instagram แม้มันจะดูเป็นสังคมในอุดมคติ ที่ทุกต่างมาโชว์สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทั้ง ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต การท่องเที่ยว การแต่งตัว หรือ การอวดเรือนร่างต่าง ๆ นา ๆ

แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า แม้กระทั่งเจ้าของแพล็ตฟอร์มอย่าง Facebook เองนั้นก็รู้ดีว่า แพล็ตฟอร์ม Instagram ของพวกเขาอันตรายแค่ไหน โดยเฉพาะกับหมู่วัยรุ่น ที่ตอนนี้มันกำลังสร้างปัญหาต่อสภาพจิตใจของวัยรุ่นจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ

จากการศึกษาของ Wall Street Journal ที่ได้เข้ามาทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา Instagram มีผลกระทบต่อเหล่าวัยรุ่นหรือฐานผู้ใช้งานอายุน้อย ๆ อย่างไรบ้าง

ซึ่งผลออกมาเรียกได้ว่าน่าตกใจมาก ๆ มีรายงานเกี่ยวกับความคิดการฆ่าตัวตายถึง 13% ของผู้ใช้งานชาวอังกฤษ และ 6% ของผู้ใช้ชาวอเมริกันก็ประสบพบเจอกับปัญหาเดียวกัน

“32% ของเด็กสาววัยรุ่นกล่าวว่า พวกเขารู้สึกแย่เกี่ยวกับร่างการของพวกเขา Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่ลง”

มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า 14% ของเด็กชายในสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวว่า Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่กับตัวเองมากยิ่งขึ้น

ตามรายงานของ Wall Street Journal นั้น ผู้บริหารระดับสูงของ Facebook ได้ทบทวนงานวิจัยดังกล่าวที่เกิดขึ้นแล้ว มีการอ้างถึงการนำเสนอต่อ Mark Zuckerberg ซีอีโอของบริษัทเมื่อปีที่แล้ว

Mark Zuckerberg ที่รับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว (CR:Flickr)
Mark Zuckerberg ที่รับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว (CR:Flickr)

แต่อย่างไรก็ตาม Facebook ได้รายงานว่า ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ได้ง่ายนัก โดยมีรายงานว่า Facebook กำลังสร้าง Instagram เวอร์ชั่นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี

แต่ก็ต้องบอกว่า เหล่าฐานผู้ใช้รุ่นเยาว์ ไปจนถึงวัยรุ่นเหล่านี้ มันคือกุญแจความสำเร็จที่สำคัญของ Instagram ที่ Facebook ค่อนข้างหวงแหนมาก ๆ

หากมีแพล็ตฟอร์มใด ที่คิดจะมาแย่งฐานนี้ของ Facebook เราจะเห็นได้ว่า Facebook พร้อมลุยแบบเต็มที่เพื่อที่จะกำจัดหรือควบรวมบริษัทเลยทีเดียว อย่าง case ของ SnapChat ที่เคยพุ่งแรงขึ้นมา Facebook ก็ทำทุกวิถีทางทั้ง copy ฟีเจอร์ หรือ พยายามเจรจาขอซื้อ จนสุดท้าย SnapChat ก็ผ่อนแรงลงไป

ตอนนี้ น่าจะมี App เดียวที่กลายเป็นหนามยอกอกของ Facebook นั่นก็คือ TikTok ที่กำลังมาแย่งฐานผู้ใช้งานกลุ่มนี้ที่เปรียบเสมือนไข่ในหินของ Facebook ซึ่งจะเห็นได้ว่าตอนนี้ Facebook เองก็ทุ่มเท ทุกสรรพกำลังเพื่อต่อสู้ ตัวอย่างเช่นการเพิ่ม Reels เข้ามา Instagram นั่นเอง

Karina Newton หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Instagram ได้กล่าวถึงรายงานดังกล่าวว่า บริษัทกำลังค้นคว้าวิธีที่จะดึงผู้ใช้ออกจากการหมกมุ่นอยู่กับโพสต์ Instagram บางประเภท

Lori Trahan หนึ่งในสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงข้อกังวลด้านสุขภาพจิตของเด็กที่เกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดีย และเรียกร้องให้ Facebook ละทิ้งแผนการสร้าง Instagram สำหรับเด็ก และมุ่งโฟกัสไปที่การปกป้องผู้ใช้งานที่อายุน้อยแทน

“เอกสารภายในของ Facebook แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของบริษัทในการปกป้องเด็กบน Instagram โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง มันเป็นการละเลยโดยสิ้นเชิง และมันก็เกิดขึ้นหลายปีแล้ว” Trahan กล่าว

Lori Trahan สมาชิกสภาคองเกรส ที่มองเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับวัยรุ่น (CR:Wikipedia)
Lori Trahan สมาชิกสภาคองเกรส ที่มองเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับวัยรุ่น (CR:Wikipedia)

ไม่ตั้งใจแก้หรือไม่รู้จะแก้ยังไง

ต้องบอกว่า ในยุคปัจจุบันนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เรากระทำบนโลกออนไลน์ ล้วนถูกจับจ้อง ถูกตามรอย ถูกประเมิน ทุก ๆ การกระทำที่เราได้ทำไป ล้วนถูกจับตาดูด้วยความระมัดระวัง และบันทึกไว้

ไม่ว่าจะเป็นภาพใดบ้าง ที่เราหยุดมอง และมองมันนานแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้ทำให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รู้ถึงขนาดที่ว่า ตอนไหนที่ใครกำลังเหงา

พวกเขาสามารถรู้ได้ว่าตอนไหนที่ใครซึมเศร้า เป็นคนชอบเก็บตัว หรือ เข้าสังคม มีอาการทางประสาทชนิดใด ซึ่งพวกเขามีข้อมูลเกี่ยวกับเรามากยิ่งกว่า ที่ใครจะเคยคาดคิดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

และที่สำคัญข้อมูลเหล่านี้นั้น ได้ถูกนำไปวิเคราะห์อยู่แทบจะตลอดเวลา โดยจะถูกนำป้อนเข้าสู่ระบบ ซึ่งแทบจะไม่มีมนุษย์คอยควบคุมมันอยู่เลยด้วยซ้ำ

ซึ่งพลังของเทคโนโลยี AI Machine Learning ที่อยู่เบื้องหลังระบบเหล่านี้ ทำให้มันคาดการณ์ได้แม่นยำมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเราจะทำอะไร และ เราเป็นใคร

พวกเขาได้สร้างโมเดล ที่คาดเดาการกระทำของเรา ตัวอย่างเช่น เรามักจะเห็นว่า ระบบเหล่านี้สามารถที่จะทำนายได้ว่า วีดีโอแบบไหนที่จะทำให้เราต้องดูต่อไป และถูกผูกติดกับแพล็ตฟอร์มของพวกเขาไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งเรื่องของอารมณ์ ที่ระบบพวกนี้สามารถทำนายได้ว่า อารมณ์แบบไหนที่สามารถกระตุ้นเราได้

พวกเขามีทีมวิศวกรยอดอัจฉริยะ ที่มีหน้าที่ในการ Hack จิตวิทยาของมนุษย์ โดยใช้วิธีการที่จะเจาะลึกลงไปในก้านสมองของเรา และทำการปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย่างในตัวเราจากข้างใน

และสุดท้ายก็สามารถป้อนคำสั่งเราได้ ในระดับที่ลึกลงไป โดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ และนั่นคือการที่พวกเขากำลังใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของจิตใจมนุษย์นั่นเอง

แต่ที่น่าสนใจคือ สำหรับวัยเด็กหรือกลุ่มวัยรุ่นนั้น การกระทำเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ ดึงความสนใจของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ Social Media ได้เริ่มเจาะลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ในก้านสมองของพวกเขา และทำการเข้ายึดอัตลักษณ์ กับความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าของเด็ก ๆ

Social Media ได้เริ่มเจาะลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ในก้านสมองของพวกเขา และทำการเข้ายึดอัตลักษณ์ กับความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าของเด็ก ๆ (CR:Social Dilemma Netflix)
Social Media ได้เริ่มเจาะลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ในก้านสมองของพวกเขา และทำการเข้ายึดอัตลักษณ์ กับความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าของเด็ก ๆ (CR:Social Dilemma Netflix)

แม้ว่าโลกเราผ่านการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน สื่อต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ การเข้ามาถึงของอินเทอร์เน็ต รวมถึงโลกของ Social Media

ซึ่งก็มักจะมีคำพูดว่า มนุษย์เราจะสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับมันได้ในท้ายที่สุด และจะเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตกับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ในท้ายที่สุด เหมือนที่เราได้เคยเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับสิ่งอื่นๆ ที่เคยผ่านมาในแต่ละยุคสมัย

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เครือข่าย Social Media ยักษ์ใหญ่ในตอนนี้ แทบจะไม่มีมนุษย์คอยควบคุมมันอีกต่อไป เพราะมันได้ปล่อยให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี AI ที่มีความซับซ้อนสูงที่ขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งผมก็เคยเขียนเรื่องราวเหล่านี้ไปในหลายโพสต์ แม้กระทั่งผู้นำด้านการพัฒนา AI ของ Facebook เอง ก็ยังไม่รู้ว่าจะแก้ไขมันอย่างไร

เพราะมีน้อยคนนัก แม้กระทั่งวิศวกรระดับอัจฉริยะของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เองก็ตามที่จะเข้าใจได้ว่า คอมพิวเตอร์ หรือ AI เหล่านี้มันกำลังจะทำอะไรอยู่ ซึ่งเทคโนโลยีด้าน AI เหล่านี้ มีความคิดเป็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะมีมนุษย์เป็นผู้เขียน Code ให้กับมันก็ตามที

ดังนั้นมันคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ตอนนี้เราอาจจะอยู่ในโลกที่ มนุษย์เราเองนั้น ไม่สามารถที่จะไปควบคุมระบบเหล่านี้ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะเป็นฝ่าย AI ต่างหากที่ควบคุมข้อมูลของพวกเราอยู่นั่นเองครับผม

References :
https://www.cnbc.com/2021/09/14/facebook-documents-show-how-toxic-instagram-is-for-teens-wsj.html
https://orge.medium.com/instagram-beware-of-the-toxic-culture-behind-it-7ecff96108b4
https://about.instagram.com/blog/announcements/using-research-to-improve-your-experience
https://www.wsj.com/articles/facebook-knows-instagram-is-toxic-for-teen-girls-company-documents-show-11631620739
The Social Dilemma (Netflix)

ยินดีต้อนรับสู่ปี 2029 ในวันที่โลกเราไม่มีห้างสรรพสินค้าอีกต่อไป

พอดีเพิ่งได้มีโอกาสหนังสือ The Future is Faster Than You Think จากนักเขียน Peter H.Diamandis และ Steven Kotler ต้องบอกว่ามีหลากหลายเรื่องราวจากหนังสือเล่มนี้ที่น่าสนใจที่ผมอยากมาเล่ากัน

เป็นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องราวของการทำนายโลกอนาคต ผ่านการวิเคราะห์เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันและคาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งในบทหนึ่ง หนังสือได้ฉายภาพอนาคตของการที่จะไม่มีห้างสรรพสินค้าอีกต่อไปได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ โดยเฉพาะในประเทศอย่างอเมริกา ที่วัฒนธรรมการช็อปปิ้งออนไลน์กำลังกลายเป็นกระแสหลัก และห้างสรรพสินค้าเริ่มทยอยล้มหายตายจากไปทีละราย จากที่ได้เราได้เห็นจากข่าวกัน

และแน่นอนว่า มันมี 2-3 เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นแน่ ๆ เช่น Virtual Reality , 3D Printing , Voice Assistant ที่กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมากในปัจจุบัน

โดยทางผู้เขียนได้ทำนายไว้ว่าในปี 2029 เครือข่ายเซ็นเซอร์ต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยี AI ได้พัฒนาจนถึงขีดสุด

เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไปห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ อีกต่อไป เพราะโลกของห้างสรรพสินค้านั้นมาอยู่บนโลก Virtual Reality ทั้งหมดแล้วนั่นเอง เราสามารถเข้าถึงนักออกแบบชื่อดัง แบรนด์ชื่อดัง ของทั้งโลกผ่าน VR

ระบบ Voice Assistant จะช่วยให้เราได้รู้ว่า มีอะไรที่กำลังเป็นเทรนด์อยู่บนโลกนี้ที่ถูกเชื่อมต่อถึงกันแบบไร้รอยต่อ

ยิ่งโดยเฉพาะสินค้าแฟชั่น นั้น จะเป็นการสร้างเพื่อตอบความต้องการของลูกค้าแต่ละราย การ Customise ไปยังลูกค้าแต่ละรายที่แตกต่างกัน เราไม่ต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนใครอีกต่อไป เราอาจจะได้เห็น เสื้อผ้าชิ้นเดียวของแบรนด์ชื่อดัง ที่มีแค่เราเท่านั้นที่ใส่อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้

แน่นอน เพราะเทคโนโลยีอย่าง 3D Printing ก็กำลังพัฒนาไปอย่างมาก ไม่ต้องมีการ stock ไปยังร้านค้าที่เป็น Physical อีกต่อไป มีการผลิตตาม Demand ความต้องการแบบทันที และตรงทุกความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

และการจัดส่งสินค้าก็จัดส่งอย่างรวดเร็วผ่าน Drone ทำให้ได้รับสินค้าแทบจะในทันทีหลังการผลิตออกมาจากเครื่องปริ้นต์ 3 มิติ

ถือได้ว่าเป็นการทำนายที่น่าสนใจ ที่อ้างอิงพื้นฐานของเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิด การ scan ร่างกายแบบ 3 มิติ นั้นเรามีเทคโนโลยีที่รองรับอยู่แล้วในปัจจุบัน และ Amazon ก็ได้ซื้อกิจการ Body Labs ที่มีเทคโนโลยีนี้อยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่ปรึกษาแฟนชั่นด้าน AI ทั้ง Alibaba และ Amazon ก็ใช้เทคโนโลยี Deep Learning เพื่อให้คำแนะนำ โดยอาศัยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านแแฟชั่นที่เป็นมนุษย์ หรือ อัลกอริธึมของ Amazon ให้คำแนะนำเสื้อผ้าตามความต้องการของผู้ใช้และพฤติกรรมในโลก Social Media

ส่วนระบบ VR นั้น Hololux ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Microsoft และ London College of Fashion แว่นตา VR ที่ช่วยให้คุณเลือกซื้อสินค้าในความเป็นจริงได้แบบผสมผสานจากทุก ๆ ที่ในโลก

ต้องบอกว่าโลกเราจะเปลี่ยนไปอย่างที่เราคาดไม่ถึงในอีก 10 ปีข้างหน้า และในวันนั้นเราอาจจะได้เห็น วันสิ้นสุดของห้างสรรพสินค้า ที่เราผูกพันกับมันมาอย่างยาวนานก็เป็นได้นั่นเองครับผม

References : หนังสือ The Future is Faster Than You Think โดย Peter H.Diamonds และ Steven Kotler

Autoblow กับ Sex Robot ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของ AI

การปฏิวัติทางด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังเข้าสู่ร้านขาย Sex Toy ใกล้บ้านคุณ ด้วยนวัตกรรมใหม่อย่าง Autoblow ที่กำลังเปิดรับจองล่วงหน้า ซึ่งสำหรับอุปกรณ์“ Autoblow” รุ่นที่สี่ของมันถูกขนานนามว่า “ Autoblow AI” ซึ่งมีความสามารถในการใช้พลังของ AI เพื่อให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ “ blowjob ที่สมบูรณ์แบบ” ตามที่บริษัทกล่าวอ้าง

Autoblow กล่าวว่า เทคโนโลยี AI ของมันได้รับการฝึกฝนโดยกลุ่มของผู้หญิงในประเทศเซอร์เบียที่ใช้ปลั๊กอินเบราว์เซอร์พิเศษเพื่อจำลองการเคลื่อนไหวขึ้นและลงโดยใช้ปากของพวกเธอ

Autoblow ใช้ข้อมูลการฝึกอบรมนั้นในการพัฒนาอัลกอริทึม Deep Learning ที่จำลองประสบการณ์ออรัลเซ็กซ์ในอุดมคติ  ซึ่งเครื่องดังกล่าวมีราคาอยู่ที่ราว ๆ 259 ดอลลาร์ ใน Indiegogo

Autoblow AI ไม่ใช่ของเล่นทางเพศเพียงอย่างเดียวที่พยายามใช้ประโยชน์จากพลังของ AI เพื่อความสุขของคุณ เครื่องสั่นที่เรียกว่า HUM ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 ก็เป็นของเล่นทางเพศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของ AI ตัวแรก ซึ่งสามารถปรับรูปแบบการสั่นสะเทือนตามการเคลื่อนไหวของร่างกายได้แบบอัตโนมัติ

และนั่นคือสัญญาใหม่ของอุตสาหกรรมของเล่นทางเพศที่ใช้เทคโนโลยี AI ที่เพิ่งตั้งไข่นี้: ประสบการณ์แบบอัตโนมัติที่มีการตัดสินใจเอง แทนการขอให้คุณกดปุ่มหรือปรับตำแหน่งแบบ manual ต้องบอกว่ามันเป็นความก้าวหน้าหรือเป็นเพียงกลไกเพื่อให้สามารถเพิ่มยอดขายได้นั้น เวลาเท่านั้นที่จะบอกเรา.

ซึ่งความท้าทายของเทคโนโลยีดังกล่าว คือ ร่างกายของทุกคนแตกต่างกันและตอบสนองต่อการกระตุ้นด้วยวิธีต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกัน และในที่สุดการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองก็คือการค้นพบตัวเองที่ดีที่สุดนั่นเองครับ

References : https://www.engadget.com
https://i1.wp.com/metro.co.uk/wp-content/uploads/2018/10/cyckoui5fho5cusdb8b0-4011.jpg?quality=90&strip=all&zoom=1&resize=644%2C338&ssl=1

AI ของ Google รู้ได้ว่าคุณจะตายเมื่อไหร่?

AI รู้ว่าคุณจะตายเมื่อไหร่ แต่มันจะแตกต่างจากในภาพยนตร์ไซไฟอย่างแน่นอน เพราะข้อมูลเหล่านี้นั้นอาจช่วยชีวิตคนได้ก่อนที่เขาจะตาย!!!

โดยงานวิจัยใหม่จาก Google นั้นแสดงให้เห็นว่าการป้อนข้อมูลสุขภาพที่เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยการใช้เทคโนโลยี Deep Learning สามารถปรับปรุงความแม่นยำของผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้ได้เป็นอย่างมาก 

ซึ่งในการทดลองใช้ข้อมูลจากโรงพยาบาลสองแห่งในสหรัฐอเมริกานักวิจัยสามารถแสดงให้เห็นว่าอัลกอริธึมเหล่านี้สามารถทำนายระยะเวลาการพักฟื้นและยังสามารถทำนายช่วงเวลาแห่งความตายของพวกเขาได้เช่นเดียวกัน

เทคโนโลยี Neural Network ที่อธิบายในการศึกษาวิจัยดังกล่าว โดยข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น คำวินิจฉัยทางการแพทย์ และประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย เพื่อคาดการณ์ ซึ่งอัลกอริธึมใหม่เรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนหน้าของบันทึกของผู้ป่วยแต่ละรายให้เป็นไทม์ไลน์

หลังจากนั้นจะให้โมเดล Deep Learning สามารถทำนายผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตรวมถึงช่วงเวลาแห่งความตาย โดย Neural Network ยังมีข้อมูลบันทึกย่อ ที่มีการเขียนด้วยลายมือรวมถึงความคิดเห็นต่าง ๆ จากแพทย์ด้วย

สมาคมการแพทย์อเมริกันยอมรับในคำแถลงว่า การทำงานร่วมกันระหว่าง AI กับแพทย์ที่เป็นมนุษย์นั้นสามารถก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย แต่เครื่องมือ AI นั้นต้อง“ มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามเกณฑ์สำคัญหลายประการรวมถึงต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้และปราศจากอคติ” 

หากไม่มีกรอบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพที่ส่งเสริมความโปร่งใสในสหรัฐอเมริกา มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำให้บริษัทเหล่านี้รับผิดชอบหากเกิดปัญหาขึ้นมากับผู้ป่วย ซึ่งขึ้นอยู่กับบริษัทเอกชนว่าเทคโนโลยี AI จะส่งผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะบริษัทเองเท่านั้น

References : 
https://futurism.com

Astro Robodog กับหุ่นยนต์ที่มีดวงตาที่น่ากลัวเหมือนมนุษย์

นักวิจัยจาก Florida Atlantic University (FAU) ได้สร้าง robodog ที่รวมส่วนที่ดีที่สุดทั้งหมดของเทคโนโลยีอย่าง Siri , การพิมพ์ 3 มิติและหุ่นยนต์ยุคใหม่ที่มีความว่องไวเช่น Boston Dynamics ‘SpotMini ขณะที่วิศวกรของ Astro ได้เพิ่มส่วนประกอบพิเศษลงในหุ่นยนต์ตัวนี้ นั่นคือ ดวงตาที่ดูน่ากลัวและเหมือนมนุษย์

โดเบอร์แมนพินเชอร์เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Deep Learning เพื่อ“ เรียนรู้จากประสบการณ์ในการทำงานเหมือนมนุษย์หรือในกรณีของมันก็คือเหล่างานที่เหมือนสุนัขนั่นเอง” 

ดวงตาที่่คล้ายมนุษย์
ดวงตาที่่คล้ายมนุษย์

Astro และหุ่นยนต์อื่น ๆ จำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ” แต่ในปัจจุบันสามารถตอบสนองต่อคำสั่งเช่น“ นั่ง”“ ยืน” และ“ นอนลง” นักวิจัยบอกว่า Astro จะเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ เช่นตอบสนองต่อสัญญาณมือในการตรวจจับสี และประสานงานกับโดรนได้

ผู้สร้าง Astro มีความทะเยอทะยานสูงในหุ่นยนต์ตัวใหม่นี้ “ การตรวจจับปืน วัตถุระเบิด และคราบเขม่าดินปืน เพื่อช่วยเหลือตำรวจทหารและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย” พวกเขากล่าวว่ามันสามารถใช้เป็นสุนัขบริการสำหรับผู้พิการทางสายตาได้ด้วย และเป็นตัวช่วยแรก ๆ สำหรับภารกิจการค้นหาและช่วยเหลือ

แต่นักวิจัยอาจตั้งเป้าที่จะทำให้ Astro คล้ายมนุษย์มากขึ้น ในการแถลงข่าว Ata Sarajedini, Ph.D. , คณบดีวิทยาลัยชาร์ลส์อีชมิดท์ของ FAU อธิบายว่า “ Astro ได้รับแรงบันดาลใจจากสมองมนุษย์และมันได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านเทคโนโลยี Machine Learning และปัญญาประดิษฐ์ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า มันจะกลายเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่ามาก ๆ  ในการช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดในโลก”

References : 
https://techxplore.com/news/2019-08-astro-robot-dog.html