Masayoshi Son นักลงทุนอัจฉริยะผู้ครอบครอง ARM

ข่าวใหญ่ที่สุดของวันคงจะหนีไม่พ้นเรื่องการยกเลิกธุรกิจของ ARM ยักษ์ใหญ่ทางด้านชิปของโลก ที่มีต่อ Huawei เรียกได้ว่าตอนนี้ สถานการณ์หัวเว่ย นั้นหนักหนาสาหัสพอสมควรที่เรียกได้ว่าโดนโจมตีจากรอบด้านเลยก็ว่าได้

การแบนของ Google นั้นต้องบอกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเลยเมื่อเทียบกับการแบนโดย ARM เนื่องจากเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยีหลักของชิป ในมือถือเกือบจะแทบทั้งโลกเลยด้วยซ้ำ เรียกได้ว่า มือถือค่ายไหน  ๆ ก็ต้องพึ่งพาชิปของ ARM แทบจะทั้งสิ้น

และแน่นอนว่าเจ้าของ ARM ตัวจริงอย่าง Softbank ซึ่งผู้ก่อตั้งคือ Masayoshi Son นักลงทุนระดับอัจฉริยะ ที่ลงทุนในบริษัทที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตในอนาคตมากมาย คือคนที่มีบทบาทค่อนข้างสำคัญ ในการตัดสินใจเรื่องการยกเลิกธุรกิจกับ Huawei ครั้งแน่อย่างแน่นอน

ซึ่ง Masayoshi son นั้นประวัติเขาค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว เมื่อตอนสมัยเรียนที่อเมริกา ที่ uc berkeley นั้น เนื่องจากฐานะทางบ้านที่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร รวมถึงการที่ เขา มีเชื้อสายของเกาหลีอยู่ ทำให้ ใช้ชีวิตอยากในสังคม ที่เคร่งครัด และ ค่อนข้างชาตินิยม อย่าง ญี่ปุ่น  เขาจึงต้องการหาเงินให้เร็วที่สุด และใช้เวลาน้อยที่สุด

เขาได้บอกกับเพื่อนใน class สมัยเรียนวิทยาลัย ว่า ต้องทำอย่างไรถึงจะหาเงินได้ 1000 เหรียญต่อเดือน โดยใช้เวลาเพียง 5 นาทีต่อวัน ซึ่งเพื่อนร่วม class ก็หาว่าเขาบ้าอย่างแน่นอน แต่ด้วยตอนนั้นเทคโนโลยีทางด้าน computer กำลังเริ่มบูม ทำให้เขาสามารถหาเงินได้กว่า 3 ล้านเหรียญ ภายในเวลาไม่กี่ปีในช่วงมหาวิทยาลัย โดยได้มาจากการสร้าง dictionnary รวมถึงการสร้างเกมส์ และขายให้บริษัทยักษ์ใหญ่ ทำให้เขามีเงินเริ่มต้นในการมาลงทุนทำ softbank ที่ญี่ปุ่น หลังจากเรียนจบ

เขาเริ่มต้นธุรกิจที่ญี่ปุ่นด้วยการทำการรวมรวบ software และขายให้บริษัทจำหน่าย hardware ซึ่งตอนนั้น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล กำลังเริ่มบูม ทำให้เขาสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ จากการทำ ธุรกิจ software ซึ่งเป็นที่มาของ เครือบริษัทใหญ่อย่าง softbank ในปัจจุบัน

เริ่มจากธุรกิจ software จนกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม ของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

เริ่มจากธุรกิจ software จนกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม ของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

Masayoshi son นั้นผ่านการลงทุนมามายมายตั้งแต่ช่วง dot com boom เมื่อปี 2000  จนสามารถกลายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกแซงหน้า bill gate ได้ แต่ก็เพียงไม่นาน ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนผัน เนื่องจากภาวะ dot com crash ในปี 2000 ทำให้เงินของเขาหายไปกว่า 99% แต่ด้วยความเชื่อของเขาว่า สุดท้าย บริษัทเทคโนโลยีก็จะเข้าสู่จุดสมดุลอีกครั้ง

เนื่องจากการเติบโตของผู้ใช้ internet รวมถึง การพัฒนาการของเทคโนโลยีที่มีอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาสามารถกลับมายืนบนเส้นทางนักลงทุนทางด้านเทคโนโลยีได้อีกครั้ง

ที่น่าสนใจคือ เขาเป็นคนแรก ๆ ที่ให้ทุนแก่ jack ma ที่สร้างอาณาจักร alibaba ได้อย่างยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน ตอนนั้น บริษัทของ jack ma นั้นแทบจะไม่มีกำไร และมีพนักงานเพียงน้อยนิดเท่านั้น เรียกว่าเป็นการลงทุนที่เชื่อมั่นใน jack ma เป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้

เป็นผู้ให้เงินทุนคนแรก ๆ กับ jack ma

เป็นผู้ให้เงินทุนคนแรก ๆ กับ jack ma

ที่ให้ทุนกับ jack ma ไปสร้างอาณาจักร alibaba จนสามารถยิ่งใหญ่ได้ในปัจจุบัน และสามารถทำกำไรให้เขาได้อย่างมากมาย เนื่องจาก alibaba นั้นกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ แห่งหนึ่งของโลกในขณะนี้ก็ว่าได้

ซึ่งการลงทุนในระดับตำนานของเขาคือการลงทุนใน ARM  ซึ่งเขามองว่า ARM นั้นครองส่วนแบ่งได้ถึง 99% ในตลาด chip ของมือถือ ซึ่งกว่า 1000 ล้าน device ในปัจจุบัน นั้นใช้ chip ของ ARM แล้วทำไมเขาถึงจะไม่ลงทุนในบริษัทที่ส่วนแบ่งการตลาดขนาดนี้ รวมถึง ในอนาคตนั้น ไม่ใช่แค่มือถืออย่างเดียวที่ใช้ chip

ในยุค internet of thing ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราจะต้องใช้ chip หมด ซึ่งการที่ ARM สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดขนาดนี้นั้น เขามองว่า การลงทุนกับ ARM ถึงแม้จะเป็นการลงทุนเรื่อง chip ที่ไม่ใช่เทคโนโลยีของอนาคตซะทีเดียวนั้น ถือว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

อ่านเกมส์ขาดในการลงทุนใน ARM ผู้ผลิตชิพ มือถือ

อ่านเกมส์ขาดในการลงทุนใน ARM ผู้ผลิตชิป มือถือ

สำหรับเรื่องของอนาคตการลงทุน ซึ่งเขามองเรื่อง Singularity รวมถึงเรื่อง AI ที่เป็นเทคโนโลยีในอนาคต ที่จะเป็น port การลงทุนที่สำคัญของเขาในอนาคตต่อจากนี้ไป ซึ่งส่วนนี้สำคัญมาก

อนาคตเลือกลงทุนใน AI และ Robot เพราะเป็นอนาคตใหม่ของโลกเรา

อนาคตเลือกลงทุนใน AI และ Robot เพราะเป็นอนาคตใหม่ของโลกเรา

เพราะคำว่า Believe ของเขา ที่มักพูดออกสื่ออยู่บ่อย ๆ นั้นแทบจะเป็นจริงในทุก ๆ ครั้ง ความเชื่อ และประสบการณ์ของเขา นั้นสามารถทำนายอนาคตของเราได้ว่า เทคโนโลยีทางด้าน AI นั้น จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากกำลังมีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอนาคตอันใกล้นี้

แน่นอนว่าการใกล้ชิดกับอเมริกาตั้งแต่เรียน รวมถึงการได้ไปลงทุนในธุรกิจมากมายในอเมริกานั้น น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่เขาต้องเลือกช่วยเหลืออเมริกาในการยกเลิกธุรกิจกับ หัวเว่ย ซึ่ง แน่นอนว่า ARM นั้นได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะ Huawei เป็นค่ายยักษ์ใหญ่มือถืออันดับสองของโลก แต่ ก็ต้องบอกว่าแค่ลูกค้าที่มีอยู่ในมือนั้น ARM ก็แทบจะผลิตชิป รองรับความต้องการแทบจะไม่ทันแล้วในตอนนี้ ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ ดูแล้ว คนที่ได้รับผลกระทบหนักมากที่สุดน่าจะเป็น Huawei เสียมากกว่านั่นเองครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Airbnb สตาร์ทอัพการแบ่งปันที่พักชื่อดัง

ตอนนี้ชื่อของ Airbnb นั้นกลายเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกไปแล้ว หลังจากกระแสเรื่อ่ง Sharing Economy มาแรงมาก ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเกิดขขึ้นของ Airbnb นั้นต้องบอกเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก ๆ

จากจุดกำเนิดเล็ก ๆ ใน San Francisco ในปี 2008 จากผู้ก่อตั้งอย่าง Brian Chesky และ Joe Gebbia ในอพาร์ตเม้น เล็ก ๆ ของเค้านั้น ณ ตอนนี้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ  และกำลังเป็นที่ถูกพูดถึงจากทั่วโลก จากกระแสของ Sharing Economy

ซึ่งต้องเรียกได้ว่า Airbnb นั้นเป็นต้นแบบของรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เป็น Sharing Economy ที่ ตอนหลังมีการพัฒนากับ Service ต่าง ๆ อย่าง Uber ที่มาจับตลาดเรื่องการบริการขนส่งคน ทั้ง ๆ ที่บริษัทเหล่านี้แทบไม่มี Resource จริง ๆ ของตัวเอง Airbnb นั้นไม่มีโรงแรมเป็นของตัวเอง รวมถึง Uber ที่ไม่มีรถเป็นของตัวเองด้วยซ้ำ แต่กลายมาเป็นธุรกิจระดับโลกได้อย่างไร

ผู้ร่วมก่อตั้ง Airbnb ในยุคแรก ๆ

ผู้ร่วมก่อตั้ง Airbnb ในยุคแรก ๆ

หลายคนอาจจะคิดว่า Airbnb นั้นเกิดมาไม่นาน แต่ความจริงนั้นต้องย้อนกลับไปในช่วงตั้งแต่ปี 2008 เกือบสิบปีที่ผ่านมา Airbnb นั้นผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการ Tranform ธุรกิจมาหลายครั้งถ้านับจากจุดเริ่มต้นที่ต้องการเป็นแค่ บริการสำหรับ คนที่ต้องการหาที่พักราคาถูก ๆ แต่ได้เปลี่ยนการบริการให้ครบวงจรมากขึ้น โดยได้มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แปลกใหม่จากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งไม่สามารถหาได้จากการนอนโรงแรมทั่ว ๆ ไปได้

ในช่วงแรก ๆ ของ Airbnb นั้น ยังไม่สามารถทำให้เป็นกระแสได้เหมือนปัจจุบัน ผู้คนต่างไม่เข้าใจความคิดของผู้ก่อตั้งทั้งสอง การที่คนจะไปพักในบ้านคนอื่นในขณะ ท่องเที่ยวนั้น มันจะเป็นไปได้จริง ๆ หรือ?

การทำความเข้าใจกับผู้ที่จะมาใช้บริการนั้นค่อนข้างเป็นประเด็นที่ยากของการก่อตั้ง service ลักษณะนี้ ในอดีต เราคงคิดว่าเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่เราจะไปพักบ้านใครก็ไม่รู้ และ ที่สำคัญ host นั้นก็ต้องคิดเหมือนกันว่า จะให้ใครก็ไม่รูัมาพักในบ้านตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ๆ

Joe และ Brian นั้นต้องใช้เวลานานกว่าหลายปี กว่าที่คนจะเข้าใจถึงรูปแบบบริการดังกล่าว การมอบประสบการณ์การท่องเที่ยว ที่แปลกใหม่ การได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นจริง ๆ จาก host นั้น เป็นสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมาก เริ่มหันมาสนใจ บริการของ Airbnb ในช่วงหลัง และการเกิดของกระแส social network ต่างๆ  นั้นก็ทำให้บริการของพวกเค้าเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วงที่แย่ของ Joe และ Brian นั้น เค้าทั้งสองไม่มีเงินขนาดต้องใช้ บัตรเครดิต ส่วนตัวมาจ่ายค่าจ้างพนักงานในช่วงแรก แล้วใช้การหมุนเงินผ่านบัตรเครดิต เพื่อให้ประทัง Airbnb ให้สามารถมีลมหายใจต่อไปได้ ซึ่งเค้าทั้งสองมั่นใจว่าบริการลักษณะนี้นั้นจะต้องเกิด อย่างแน่นอน แต่แค่รอเวลาที่สมควรเท่านั้น

เคยทำ ซีเรียล มาขายจริง ๆ เพื่อพยุงสถานะบริษัท

เคยทำ ซีเรียล มาขายจริง ๆ เพื่อพยุงสถานะบริษัท

ทั้งสองเคยต้องหาเงินโดยการต้องทำ ซีเรียล ขนมอบกรอบ เพื่อหาเงินมาประทังบริการของเค้า ในช่วงแรก ๆ ของการทำ Airbnb หลายครั้งที่ทั้งสองคนเริ่มท้อกับการสร้าง Airbnb แต่เค้าก็ยังสุ้ต่อไป

จุดที่เริ่มเปลี่ยนจริงๆ  นั้นน่าจะมาจากการแนะนำของที่ปรึกษาทางธุรกิจของทั้งสองให้เข้าไปหาลูกค้า รวมถึง host โดยตรงเพื่อไปรับฟังปัญหาต่าง ๆ รวมถึงความต้องการของ host เพื่อนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ทั้งสองได้ลงไปหาข้อมูลด้วยตัวเองในรัฐต่างๆ  ทั่วอเมริกา เพื่อนำความต้องการของลูกค้า รวมถึง host มาปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น

เรื่องที่สำคัญอย่างนึงคือ เรื่องการประกันของ host ที่ต้องประกันทรัพย์สินต่างๆ  เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับ host ให้นำที่อยู่ของตนเองเข้ามาบริการใน Airbnb ให้มากที่สุด

ซึ่งตอนนั้น ไม่มีบริษัทรับประกันที่ไหนสามารถรับประกันในสิ่งที่ทั้งสองต้องการได้ จนเกิดมาเป็นระบบประกันของตัวเองของ Airbnb ที่ทำให้ host มั่นใจมากขึ้น ที่จะนำอสังหาของตัวเองมาปล่อยเช่าในระบบของ Airbnb

ซึ่งหลังจากผ่านความพยายามมาหลายปี และการปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น ทำตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น Airbnb ก็ค่อย ๆ เติบโตแบบก้าวกระโดด จนเป็นที่แพร่หลายทั่วโลกอย่างในปัจจุบัน และกำลังกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลกในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

กำไรที่แท้จริงของ Amazon.com

ต้องบอกว่า bill gate นั้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ที่มีสถิติยาวนานที่สุดเลยก็ว่าได้ คือรวยมาตั้งแต่เปิดบริษัท Microsoft ได้ไม่นาน เค้าก็ก้าวขึ้นสู่บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเนื่องจาก Windows นั้นเป็นระบบปฏิบัติการหลักของคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ซึ่ง ในช่วงแรกนั้นกิน Market Share กว่า 90%

แม้จะวางมือมานาน แต่เนื่องจากปริมาณหุ้นที่ Bill Gate ถือค่อนข้างมาก ซึ่งช่วงแรก ๆ นั้น Bill Gate ไม่ได้แบ่งหุ้นไปให้นักลงทุน เหมือนกิจการใหม่ ๆ อย่าง facebook , google  ที่หุ้นได้ถูกกระจายไปยังนักลงทุนมากมาย เพื่อให้กิจการสามารถเติบโตได้ ซึ่งต่างจาก Bill Gate ที่มีมูลค่าหุ้นจำนวนสูงมากอยู่ก็ทำให้เค้าสามารถครองตำแหน่งผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในหลาย ๆ ปีทีผ่านมา

ส่วน Jeff Bezos นั้นมาจากไหน ทุก ๆ คนน่าจะรู้จัก Amazon.com เป็นอย่างดีที่สามารถครองใจขาช็อป ออนไลน์ ชาวอเมริกัน ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

Jeff Bezos นั้นเริ่มต้น amazon.com ในช่วงยุค ปี 1997 ซึ่งถือเป็นคลื่น internet ยุคแรก ๆ ที่สามารถสร้างบริษัท ให้ยืนยงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันได้ ซึ่งตอนแรกนั้น Bezos ตั้งใจทำแค่ร้านหนังสือ online เท่านั้น แต่เนื่องจาก model ดังกล่าวสามารถทำซ้ำกำสินค้าชนิดใดก็ได้ จึงเป็นที่มาของ Amazon.com ที่ขายสินค้าแบบสากเบือ ยัน เรือรบ  หาทุกอย่างได้จาก Amazon.com แม้กระทั่งสินค้าในตลาดสด ก็สามารถซื้อได้จาก Amazon

แต่ช่วงแรก ๆ ของ Amazon ก็ยังไม่สามารถทำกำไรได้ อาศัยเงินจากนักลงทุนเพื่อมาอัด แคมเปญ กระตุ้นยอดขาย และสร้าง Promotion ให้กับลูกค้าจนติดใจ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างพฤติกรรมให้กับลูกค้า ที่แต่เดิมนั้นต้องไปซื้อของตามห้าง สรรพสินค้า

ซึ่งตอนนี้ บรรดาห้างร้านต่างๆ  ของอเมริกา ก็เริ่มจะอยู่ไม่ได้กันแล้วเนื่องจากโดน amazon กิน market share ไปหมด เพราะได้ของที่ราคาถูกกว่า และไม่ต้องเดินทางให้เปลืองค่าใช้จ่าย สั่ง online ของมาส่งตรงถึงหน้าบ้าน ซึ่งพฤติกรรมนี้ คนไทยก็น่าจะเริ่มปรับเปลี่ยนหลังจากการเข้ามาของ Lazada.com ที่แทบจะเลียนแบบ model เดียวกับ Amazon.com มาใช้ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่ทว่า แม้ Amazon จะดำเนินกิจการมาถึง 20 ปี ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่ขายเฉพาะหนังสือ ตั้งแต่ ปี 1997 นั้น ส่วนของ Ecommerce ของ Amazon.com นั้นไม่สามารถทำกำไรได้เลย   โดยเพิ่งจะสามารถทำกำไรในช่วงไม่กี่ปีหลังเท่านั้น เนื่องจากสงคราม Ecommerce ที่ร้อนระอุ ต้องใช้เงินทุกมหาศาลเป็นจำนวนมากในการ Subsidize ราคา เพื่อให้ถูกกว่าคู่แข่ง แลกกับจำนวนฐานลูกค้าในมือ ที่เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว รวมถึงการเติบโตของรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลกลายเป็นบริษัท top ของโลก ที่มีหลายได้มากกว่าแสนล้านเหรียญต่อปี

แต่หากมามองที่กำไรกันแล้วนั้น เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า Amazon มีกำไรจากการทำ Ecommerce น้อยมาก ๆ กำไรแทบจะปริ่ม ๆ แม้กระทั่งในอเมริกาเองที่บริษัทสามารถผูกขาดได้แล้ว ก็ยังไม่สามารถทำกำไรได้อย่างมากมายอย่างที่คิด แต่กลับกลายเป็นว่า หน่วยธุรกิจ ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก อย่าง AWS นั้น ที่ทำ Cloud Data Center รวมถึง Cloud Service ที่มี Developer ใช้งานอยู่ทั่วโลกนั้น เป็นตัวทำกำไรให้กับ Amazon มากกว่าธุรกิจหลักอย่าง Ecommerce

จากผลประกอบการในปี 2016 นั้นจะเห็นได้ชัดเจนว่า AWS ทำกำไรได้ถึง สามพันกว่าล้านเหรียญ จากรายได้ที่มีเพียง หมื่นสองพันล้านเหรียญ เท่านั้น ต่างจาก ธุรกิจหลักอย่าง Ecommerce ถ้ารวมถึงในระดับ International ด้วยนั้น จะเห็นได้ว่า รวมแล้วสามารถทำกำไรได้เพียง หนึ่งพันกว่าล้านเหรียญเท่านั้น ทั้งที่มีรายได้กว่าแสนล้านเหรียญ ส่วนนี้เป็นจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า amazon จะทำกำไรเพิ่มจาก ธุรกิจ Ecommerce ได้อย่างไร

แม้ว่าตลาดอเมริกานั้นจะครองตลาดแบบเบ็ดเสร็จ แต่ก็ยังไม่สามารถทำกำไร ได้เท่าที่ควร คิดว่าคงเป็น model ระยะยาว จากฐานลูกค้าที่มีมหาศาลมากกว่า ที่อาจจะสร้างรายได้ รวมถึงกำไรในระยะยาวให้กับ Amazon ได้ จึงเป็นที่ตอบรับจากนักลงทุนเป็นจำนวนมาก จากผลประกอบการล่าสุด ที่สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นได้จากปีที่แล้ว ทำให้หุ้นขึ้นมาจนทำให้มูลค่าหุ้นของ Jeff Bezos นั้นกลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกแทน Bill Gate ไปในที่สุด

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Kingsman The Golden Circle


Review

บอกตามตรงเลยว่าไม่ได้คาดหวังกับเรื่องนี้เท่าไหร่  เนื่องจากภาคแรก ที่ผมไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับหนังสายลับเรื่องอื่น ๆ ที่ผ่านมา แต่พอมาได้ดูภาคล่าสุดอย่าง The Golden Circle นั้นต้องบอกเลยว่าทำออกมาได้เหนือความคาดหมายอย่างมาก

การกลับมากำกับอีกครั้งของ Matthew Vaughn หลังจากภาคแรกนั้นทำรายได้ค่อนข้างดี และประสบความสำเร็จไปไม่น้อยเลยทีเดียว แต่โดยส่วนตัวนั้น ผมยังไม่ประทับในภาคแรกซักเท่าไหร่ ถึงแม้จะมีเนื้อหาที่ต่อจากภาคแรก โดยภาคนี้นำแสดงโดย Taron Egerton ที่มารับบทนำแทน Colin Firth ซึ่งน่าจะถูกใจวัยรุ่นพอสมควร ถ้าเทียบกับภาคแรก

ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้น ถือว่าดำเนินเรื่องได้ดีพอสมควร ผสมกับฉาก action ที่ผมคิดว่าภาคนี้ทำได้ดีกว่าภาคก่อนนะ ถึงแม้จะดำเนินเรื่องเร็วไปนิดก็ตาม ภาคนี้เราก็จะพบกับความล่มสลายของ Kingsman และการกำเนิดของ Stateman ซึ่งถือว่าดำเนินเรื่องต่อเป็น Series ได้ดีพอสมควร แต่ใครที่ไม่ได้ดูภาคแรกมานั้น อาจจะงงเล็กน้อย เพราะมีเนื้อเรื่องที่มีการต่อจากภาคแรกพอสมควร  และการเข้ามารับบทตัวร้ายของ Julianne Moore ถือว่าน่า Surprise เลยทีเดียว เรื่องนี้เทอรับบทโหดได้แบบน่ากลัวมาก ถึงบางอย่างอาจจะดูไม่สมเหตุสมผลไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วถือว่า เป็นหนังที่ดูมันส์ตั้งแต่ต้นจนจบ แบบแทบไม่อยากลุกเก้าอี้ไปไหนเลย

เก็บตกจากหนัง

  • เนื้อเรื่องมีการต่อจากภาคแรกอยู่พอสมควร
  • เรื่องนี้ action มันส์ ตั้งแต่ต้นจนจบ คอหนัง action น่าจะชอบ
  • บทบางอย่างมันดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลไปหน่อย

คะแนน

8/10

สรุป
“เป็นหนัง action ที่มันส์ตั้งแต่ต้นจนจบจริง ๆ “

Blog Series : Tokyo in the Rain

สำหรับ ญี่ปุ่นนั้น ผมก็มีโอกาสได้ไปมาหลายครั้งทั้งการท่องเที่ยวผ่านทัวร์ หรือ การไปทำงาน แต่สำหรับการไปเที่ยวด้วยตัวเองนั้น ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก จึงอยากเล่าประสบการณ์การเดินไปท่องเที่ยวที่เน้นกิน เน้นเที่ยว ซึ่งได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่างจากไปกับทัวร์เป็นอย่างมาก เพราะทุกอย่างเราต้องลุยเองตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ จองที่พัก จองตั๋วเครื่องบิน รวมถึงการจองรถเช่า เพื่อใช้ขับในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประสบการณ์หลายอย่างที่เป็นครั้งแรกของผม จึงอยากนำมาเล่าให้ได้ติดตามกันครับ

ตอนที่ 0 : 

ตอนที่ 1 :

ตอนที่ 2 :

ตอนที่ 3 :

ตอนที่ 4 :

 

Credit Image : tokyocheapo.com