The Second Coming กับการตัดสินใจที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการธุรกิจ

ต้องบอกว่าถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการธุรกิจ ที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการบริหารของ Apple ในปี 1996 เพื่อนำ Steve Jobs กลับคืนสู่ บริษัท ที่เขาร่วมก่อตั้งมาเมื่อ 20 ปีก่อนหน้า

ในช่วงเวลาทศวรรษครึ่งระหว่างการกลับมาของ Steve Jobs ไปจวบจนถึงการเสียชีวิตของเขาในปี 2011 เขาได้ทำให้ Apple กลายเป็น บริษัท ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก 

อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงและสถานการณ์ของการกลับมาของ Jobs แสดงให้เห็นว่าเบื้องหลังการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่บางอย่าง หรืออาจจะทั้งหมด เป็นการผสมผสานระหว่างจังหวะเวลาที่ดี และเรื่องของโชคชะตา

ต้องบอกว่า Apple เป็นเรื่องราวความสำเร็จของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 จากความแข็งแกร่งของคอมพิวเตอร์ Macintosh และการทำให้ Mac เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับผู้บริโภคเครื่องแรกที่ใช้ไอคอนและเมาส์ ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมในภายหลัง

ภายใต้คำบรรยายอันสวยหรูของ สตีฟ จ๊อบส์ เครื่อง Mac นั้นใช้งานง่ายและวางตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แคมเปญโฆษณาชื่อดัง “1984” ที่ Apple เปิดตัวในงาน Super Bowl

โดยในปีนั้น Apple แสดงให้เห็นว่าตัวเองเป็นผู้กำราบ IBM ที่เป็นยักษ์ใหญ่ทรงพลังในยุคนั้น และยังคงเป็นหนึ่งในการแสดงแบรนด์และการจัดการภาพลักษณ์ที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในอุตสาหกรรมโฆษณา

อย่างไรก็ตามในหลายปีต่อมา Apple ก็ถึงคราวต้องสะดุด เพราะเริ่มมีการขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์หลายประเภทตั้งแต่เครื่องพิมพ์ไปจนถึงคอมพิวเตอร์พกพา อย่างเครื่อง Newton ที่แสนน่าอาย

หากการจัดการของ Apple อ่อนแอ คณะกรรมการของบริษัทก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันนัก ในปี 1993 ได้แทนที่ CEO คนเก่าอย่าง John Sculley ด้วยหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการที่เยอรมันของ Apple อย่าง Michael Spindler 

Spindler ต้องเข้ามากอบกู้ Apple ที่กำลังตกต่ำ ในปี 1995 เขาพยายามที่จะขายบริษัทให้กับ Sun Microsystems แต่สุดท้ายข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดขึ้น 

และในช่วงเวลาเดียวกันกับมหาเศรษฐี Larry Ellison ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ Steve Jobs ได้พิจารณาซื้อ Apple และจะนำเพื่อนของเขาอย่าง Jobs กลับมาอีกครั้งในตำแหน่ง CEO 

แต่ทว่า Ellison ไม่เคยเปลี่ยนการพูดคุยของเขาให้กลายเป็นการกระทำอย่างแท้จริง และในปี 1996 คณะกรรมการไม่พอใจกับ Spindler และหันไปหา Gil Amelio ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผู้ผลิตชิปจาก National Semiconductor

โดยพื้นฐานแล้ว Amelio ไม่เคยแม้จะมีโอกาสที่จะกลายมาเป็นผู้บริหารระดับสูงของ Apple เลยด้วยซ้ำ ด้วยภูมิหลังที่ขายส่วนประกอบให้กับผู้ผลิตรายอื่นเขาจึงไม่มีประสบการณ์ด้านสินค้าสำหรับผู้บริโภค

ในปี 1996 Apple ขาดทุน 816 ล้านดอลลาร์จากยอดขาย 9.8 พันล้านดอลลาร์ซึ่งบริษัทกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ผิด โดยยอดขายลดลง 11% จากปีก่อนหน้า

ในช่วงเวลาอันมืดมนนี้คณะกรรมการของ Apple ซึ่งมีความผิดฐานจ้างซีอีโอ 2 คน และล้มเหลว แม้ว่าจะเกือบล้มเหลวเป็นครั้งที่สามก็ตาม 

แต่ Amelio ทำให้คณะกรรมการเชื่อมั่นว่า Apple จำเป็นต้องซื้อ บริษัท ซอฟต์แวร์เพื่อที่จะได้ทรัพย์สินทางปัญญาและความสามารถในการแทนที่ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการที่มีอายุมากเกินไปแล้วของพวกเขา

Apple ได้ยื่นข้อเสนอให้กับ บริษัท Be ซึ่งบริหารงานโดย Jean-Louis Gassée อดีตผู้บริหารของ Apple  แต่ Gassée ไม่พอใจกับข้อเสนอของ Apple เท่าใดนัก

และในช่วงเวลาเดียวกันนี่เอง Garrett Rice ผู้บริหารระดับกลางของ NeXT ได้ติดต่อผู้บริหารระดับสูงของ Apple พร้อมคำแนะนำว่า Apple ควรซื้อ NeXT เพราะผู้ก่อตั้ง NeXT ไม่ใช่ใครอื่นเพราะเขาคือ Steve Jobs

Steve Jobs ที่ได้ไปเริ่มต้นใหม่กับ NeXT แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
Steve Jobs ที่ได้ไปเริ่มต้นใหม่กับ NeXT แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

เขาเริ่มต้น บริษัท ได้ไม่นานหลังจากออกจาก Apple โดยเดิมทีนั้น NeXT เป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ที่กำหนดเป้าหมายไปที่ตลาดการศึกษา อย่างไรก็ตาม NeXT ได้ล้มเหลวในฐานะผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และกำลังประสบความล้มเหลวในตลาดซอฟต์แวร์ด้วยเช่นเดียวกัน 

Garrett โทรหา Apple โดยที่ไม่รู้ปัญหาของในอดีตของ Jobs แต่อย่างใด และ Apple ก็เริ่มคุยกับ NeXT โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ในบอร์ดของ Apple 

ในช่วงปลายปี 1996 การเจรจากับ Be สิ้นสุดลง และ Apple เริ่มเจรจาอย่างจริงจังกับ NeXT คราวนี้ Gil Amelio ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางของการสนทนา 

Amelio เข้าใจถึงคุณค่าของซอฟต์แวร์ของ NeXT และผลกระทบต่อขวัญกำลังใจ ในวิสัยทัศน์ของผลิตภัณฑ์และความคิดสร้างสรรค์ซึ่งอาจมาจากการชักชวนให้ Steve Jobs เข้าร่วมงานกับ Apple อีกครั้ง

Amelio เคยพบกับ Jobs ในปี 1994 เมื่อ Amelio เข้าร่วมคณะกรรมการ Apple และ Jobs ขอความช่วยเหลือจาก Amelio ในการตั้ง CEO ของ Apple 

Amelio อาจจะคิดไปเองว่า Jobs เป็นผู้จัดการที่มีชื่อเสียงอย่างฉาวโฉ่ในการบริหารงาน Apple ครั้งแรก และที่ NeXT เอง Jobs ก็ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ แม้ว่าสตีฟจ็อบส์จะเก่งและมีเสน่ห์ แต่สตีฟจ็อบส์ในปี 1996 นั้นก็ไม่ใช่ตัวแทนของ CEO ที่ชัดเจนนักที่จะฝากอนาคตไว้ได้

ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่า Jobs จะไม่แยแสกับการเข้าร่วม Apple อีกครั้ง จนเขาปฏิเสธคำขอของ Amelio ในการเซ็นสัญญาจ้างงานกับ บริษัท โดยเลือกที่จะเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการมากกว่า

นอกจากนี้ Jobs ยังเรียกร้องให้ Apple จ่ายเงินจำนวน 427 ล้านดอลลาร์ให้กับ NeXT เป็นเงินสดซึ่งหมายความว่าจ็อบส์ไม่สนใจสิ่งจูงใจในระยะยาวในการสร้างความมั่นใจว่าการเข้าซื้อ NeXT ของ Apple จะประสบความสำเร็จมากกว่าที่เขาได้รับเงินเป็นเงินสด

โดย Jobs ได้ขอที่นั่งในคณะกรรมการบริหารของ Apple แต่คำขอดังกล่าวถูก Amelio ปฏิเสธ ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการประกาศเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1996 และอีกหลายสัปดาห์ต่อมา Jobs มีบทบาทเล็กน้อยในการนำเสนอของ Apple ในงาน Macworld ในปีนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1997 เป็นการตัดสินใจที่จะให้ความสำคัญกับงานอีกครั้ง Amelio ต้องการเวทมนตร์ของ Jobs เพื่อมากอบกู้ Apple อย่างชัดเจน แม้ว่า Amelio ก็ต้องการที่จะรักษางานของเขาไว้ด้วยก็ตามที

ไม่นานหลังจากที่ Jobs ได้กลายมาเป็น “ที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ” ให้กับ บริษัทเดิมของเขา เขาก็เริ่มท่องไปในบริษัทราวกับว่าเขาเป็นเจ้านายคนใหม่ ในช่วงเวลานี้เองที่เขาได้พบกับ Jonathan Ive นักออกแบบอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ซึ่งเมื่อปีก่อนหน้าเพิ่งได้รับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Apple 

Jobs ได้ชื่นชมต้นแบบที่ Ive กำลังสร้างอยู่รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ออล – อิน – วันโปร่งแสงที่จะกลายเป็น iMac ในภายหลัง Jobs ยังอยากรู้ในสิ่งที่ทุกคนทำอยู่ หลังจากหายไปจากบริษัทเป็นเวลาเนิ่นนาน

Jobs เองก็ไม่ได้เป็นพนักงานของ Apple (ในความเป็นจริงเขาเป็น CEO ของ Pixar ในเวลานั้น) เขาไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นที่สำคัญ เขาไม่ได้เป็นสมาชิกของคณะกรรมการด้วยซ้ำ แต่ข่าวลือรอบ ๆ Apple ก็เริ่มมีกระแส ที่จะเกิดการรัฐประหารขึ้นกับ Apple ซึ่งในไม่ช้าชาวซิลิคอนวัลเลย์ก็รู้ว่า Jobs กำลังแย่งชิงอำนาจจาก Amelio อย่างเงียบ ๆ

ในเวลานี้สมาชิกคณะกรรมการคนใหม่ล่าสุดของ Apple อดีต CEO ของดูปองท์ Edgar Woolard เริ่มตื่นตระหนกเกี่ยวกับ Amelio เขาพูดคุยกับทั้ง Amelio และ Jobs รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของ Apple คนอื่น ๆ

ในขณะที่ Apple อยู่ในโหมดลดขนาดองค์กรอย่างต่อเนื่อง และ Woolard ก็กังวลเกี่ยวกับความสามารถของ บริษัท ในการบรรลุตามแผน รวมถึงเรื่องของขวัญกำลังใจพนักงานที่ตกต่ำแบบสุดขีด

ในเดือนกรกฎาคมหลังจากปรึกษากับ Jobs ตัว Woolard เป็นหัวหอกในการตัดสินใจของคณะกรรมการที่จะไล่ Amelio ออกไปให้พ้นทาง 

ในขณะที่ Woolard เองก็ไม่แน่ใจได้ว่าจ็อบส์จะก้าวเข้ามาเป็นซีอีโอหรือไม่ แต่เขารู้สึกได้ว่าองค์กรเริ่มจะคล้อยตามอดีตผู้นำของพวกเขา ซึ่งการไล่ Amelio นั้นเป็นการตัดสินใจที่จะช่วยให้ Jobs ฟื้นอำนาจใน บริษัท ได้ในท้ายที่สุด 

Gil Amelio ผู้นำพา Steve Jobs กลับมา ก่อนทีตัวเองจะถูกไล่ออกตามไป
Gil Amelio ผู้นำพา Steve Jobs กลับมา ก่อนทีตัวเองจะถูกไล่ออกตามไป

แม้ว่า Amelio จะจากไปแล้วก็ตามที Jobs ก็ยังไม่เต็มใจที่จะเป็น CEO ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความกังวลว่าเขาไม่สามารถเป็น CEO ของ Apple และ Pixar พร้อมกันได้ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาไม่แน่ใจว่า Apple จะอยู่รอดต่อไปได้หรือไม่ในสมรภูมิธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม Jobs ตกลงที่จะเข้าร่วมคณะกรรมการของ Apple แต่ด้วยเงื่อนไขที่คณะกรรมการทุกคนต้องอึ้ง เพราะเขาต้องการให้ทุกคนในคณะกรรมการ ยกเว้นเพียงแค่ Woolard ลาออก เพื่อให้ Jobs สามารถสร้างบอร์ดใหม่กับคนที่เขาไว้ใจได้ 

เมื่อ Amelio จากไป Jobs ก็เริ่มบริหารงาน Apple อย่างมีประสิทธิภาพ เฟรด แอนเดอร์สันประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ บริษัท กลายเป็นซีอีโอชั่วคราว แต่ก็อยู่ในการควบคุมของ Jobs

เขาจัดการการเจรจากับ Microsoft ซึ่งส่งผลให้เกิดการลงทุนใน Apple มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ซึ่งประกาศในเดือนสิงหาคมรวมทั้งความมุ่งมั่นของ Microsoft ในการสร้าง Microsoft Office สำหรับ Macintosh ต่อไป

ภายในเดือนกันยายน Jobs ได้กวาดล้างบอร์ด Apple และได้นำเอาเพื่อนจำนวนหนึ่งรวมทั้ง Ellison และ Bill Campbell อดีตผู้บริหารของ Apple เข้ามาแทนที่ ในเดือนนั้นเขาได้ประกาศว่าเขาจะเป็น“ ซีอีโอชั่วคราว” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีบันทึกภายใน Apple ในฐานะ iCEO 

Jobs กลับมาแล้ว แต่ในแง่หนึ่งคณะกรรมการก็ยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะพาเขากลับมา คณะกรรมการได้ว่าจ้าง บริษัท ค้นหาเพื่อค้นหา CEO ถาวร แต่ไม่มีใครเก่งพอที่จะรับงาน กับสถานการณ์ของ Apple ในตอนนั้น 

“ มีพวกเราจำนวนพอสมควรในคณะกรรมการที่ตัดสินใจซื้อ NeXT เพียงเพื่อนำ Jobs กลับมาที่บริษัท ” เบอร์นาร์ด โกลด์สไตน์ อดีตผู้บริหารวาณิชธนกิจ เล่าถึงประสบการณ์ที่ถูกปลดออกจากบอร์ด “เราไม่ได้คาดหวังว่า NeXT จะนำความก้าวหน้าทางเทคนิคมาให้เรา ผมโหวตให้ Jobs กลับมาแม้ว่า Jobs จะบอกชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการให้ผมอยู่ต่อก็ตาม”

ในที่สุดจ็อบส์ก็จะสร้างคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบุคคลที่ประสบความสำเร็จสูงซึ่งยังคงถูกมองว่าเป็นที่ปรึกษาให้เขามากกว่าเจ้านาย

โดยขั้นตอนที่ Jobs ใช้ในการฟื้นฟู Apple นั้นเด็ดขาด เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อกำจัดโครงสร้างที่แตกแยกของ Apple ให้กลับมาฟื้นคืนชีพได้อีกครั้งหนึ่ง

โดยเลือกที่จะรวมการตัดสินใจการวางแผนและการโฆษณาไว้ที่เดียวแทน โดยเขาได้ไล่ผู้จัดการระดับกลางหลายพันคน และทำการว่าจ้างผู้บริหารด้านโลจิสติกส์คนใหม่

Tim Cook ซีอีโอในอนาคต ซึ่งเข้ามาช่วยในการปิดโรงงานและคลังสินค้าที่เป็นของ Apple และทำการทิ้งผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย รวมถึง Newton และกล้องดิจิทัลรุ่นแรกของ Apple อย่าง QuickTake 150

สิ่งที่ทำให้การกลับมาของสตีฟจ็อบส์น่าสนใจมากคือความเป็นผู้นำของเขาเข้ากับวัฒนธรรมของบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นได้อย่างไร พนักงานและลูกค้าของ Apple ต่างชื่นชอบ เพราะเขาแสดงถึงความมีไหวพริบ และความภาคภูมิใจที่ทำให้ผู้คนกลับมามีความรู้สึกตื่นเต้นกับ Apple ได้อีกครั้ง

ในการนำเสนอในงาน Macworld ในช่วงต้นปี 1998 ซึ่งเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากเข้าควบคุม Apple Jobs ได้แสดงให้แฟน ๆ ของบริษัท เห็นกลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นและปลูกฝังความรู้สึกว่า Apple พร้อมที่จะกลับมาแล้ว และอย่างที่เราได้รับรู้กันในวันนี้ ความจริงที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของธุรกิจทั่วโลกในอีกหลายปีข้างหน้านับจากเขากลับเข้ามากุมบังเหียน Apple ได้สำเร็จอีกครั้งนั่นเองครับ

อ่านเรื่องราวการกลับมากุมบังเหียน Apple ของ Steve Jobs ในคำรบสองต่อได้ที่
–> https://www.tharadhol.com/how-ipod-building-an-apple-empire/

References : หนังสือ The Greatest Business Decisions of All Time
https://www.thejournal.ie/steve-jobs-predicted-commerce-1821623-Dec2014/
https://appleinsider.com/articles/18/07/10/gil-amelio-resigned-at-apple-ceo-21-years-ago-paving-the-way-for-steve-jobs-ascension-as-ceo

บาทบาทของสื่อในฐานะเครื่องมือแห่งสงคราม : โฆษณาชวนเชื่อกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา

ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคมปี 1994 ชาวทุตซี และชาวฮูตูกว่า 800,000 คนถูกสังหาร ผู้หญิง 250,000 คนกลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศหลายคนถูกสังหารในภายหลัง ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่รอดชีวิตติดเชื้อเอชไอวี 

เมื่อสิ้นสุดการสังหาร 100 วันชาวทุตซี 85 เปอร์เซ็นต์ซึ่งเท่ากับ 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรรวันดาถูกฆ่าและครึ่งหนึ่งของประชากรเป็นผู้พลัดถิ่นหรือหนีออกนอกประเทศ

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดาเป็นเครื่องเตือนใจว่า องค์กรระหว่างประเทศได้เรียนรู้จากความน่าสะพรึงกลัวของความหายนะที่เกิดขึ้น การเพิกเฉยเพื่อป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ต้องบอกว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ “อัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดครั้งหนึ่งของประชากรในประเทศใด ๆ ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติจากสาเหตุที่ไม่ใช่ธรรมชาติ” 

มีปัจจัยมากมายที่ทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สิ่งเหล่านี้บางส่วนสามารถย้อนกลับไปได้กว่าศตวรรษที่แล้ว เมื่อมหาอำนาจประเทศอาณานิคมยึดมั่นในการแบ่งแยกระหว่างฮูตู และทุตซีซึ่งเป็นสิ่งที่เลวร้าย และฝังรากลึกลงไปอีกในช่วงหลายทศวรรษต่อมา

แม้ว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะถูกวางแผนโดยรัฐบาล ‘Hutu Power’ และดำเนินการโดยกลุ่มทหารและกลุ่มติดอาวุธ แต่พลเรือนจำนวนมากก็มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสังหารโหด เพื่อนบ้านต่อต้านเพื่อนบ้าน เพื่อนต่อต้านเพื่อน หรือแม้แต่ญาติกับญาติ เหยื่อส่วนใหญ่ถูกสังหารด้วยอาวุธพื้นฐาน เช่น มีดพร้า ไม้เท้า และขวาน โดยคาดว่ามีผู้เข้าร่วมในการสังหารหมู่ครั้งนี้กว่า 130,000 คน

รวันดาตกเป็นอาณานิคมของเยอรมนีในปี 1897 ก่อนที่เบลเยียมจะเข้าควบคุมใน ปี 1916 ในการปกครองโดยอาณานิคมชาวยุโรป โดยทั่วไปถือว่าชาวทุตซี เป็นกลุ่มที่เหนือกว่าจึงร่วมมือกับสถาบันกษัตริย์ทุตซีเพื่อปกครองรวันดา

โดยทั่วไปแล้วการเป็นชาวทุตซีมักจะถูกนำมาใช้กับชีวิตที่เหนือกว่าและการมีอำนาจเหนือกว่าการเป็นชาวฮูตูนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตที่ด้อยกว่าและการอยู่ใต้บังคับบัญชา ทุตซีส่วนใหญ่เป็นคนเลี้ยงสัตว์ ในขณะที่ชาวฮูตูส่วนใหญ่เป็นชาวนา แม้ว่ามักจะมีการอธิบายว่าเป็นการแบ่งตามกลุ่ม ‘ชาติพันธุ์’ แต่ชาวฮูตู และ ทุตซี มีความแตกต่างกันในด้านอาชีพมากกว่าในแง่ของคุณลักษณะทางชาติพันธุ์

ที่จริงแล้ว ทุตซี และ ฮูตู มักถูกอธิบายว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน เนื่องจากพวกเขามีการแบ่งปันภาษาและวัฒนธรรมร่วมกัน ยิ่งไปกว่านั้นการแต่งงานระหว่างกันไม่ใช่เรื่องแปลกและการเคลื่อนไหวทางสังคมระหว่างฮูตู และทุตซี เป็นเรื่องปรกติ

แม้จะมีการยืนยันสิ่งเหล่านี้ แต่ความขัดแย้งมักถูกแสดงให้เห็นว่าเป็นความขัดแย้งทางชาติพันธุ์โดยที่อัตลักษณ์ของกลุ่มถูกยึดครองโดยอำนาจของประเทศอาณานิคม อัตลักษณ์ของ ฮูตู และ ทุตซี ได้รับการสร้างโดยประเทศอาณานิคมอย่างเบลเยียม

เมื่อพวกเขานำบัตรประจำตัวเข้ามาใช้ในปี 1933 โดยกำหนดชาติพันธุ์ของ ฮูตู, ทุตซี หรือ ทวา ให้กับชาวรวันดาแต่ละคน ระบบที่ได้รับแบ่งแยกชาติพันธุ์ ซึ่งยุคก่อนหน้านี้มีความยืดหยุ่นกว่า ได้กลายเป็นระบบที่เข้มงวด และเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งหลังจากได้รับเอกราชของรวันดาในปี 1962

การเริ่มแบ่งแยกทางชาติพันธุ์ จุดเริ่มต้นความแตกแยก
การเริ่มแบ่งแยกทางชาติพันธุ์ จุดเริ่มต้นความแตกแยก

รัฐบาลฮูตูยังคงรักษานโยบายอาณานิคมในเรื่องบัตรประจำตัวดำเนินการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชาวทุตซีและยังคงรักษาโควต้าชาติพันธุ์ต่อไป ต้องบอกว่า บริบททางประวัติศาสตร์นี้มีความเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

ในช่วงหลายทศวรรษต่อจากนั้น มุมมองเหล่านี้ที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากยุคอาณานิคมได้รับการเสริมสร้างและฝังลึกลงไปในสังคมของรวันดา เมล็ดพันธุ์ของความขัดแย้งทางสังคมที่ยืดเยื้อซึ่งนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในท้ายที่สุด และสื่อของรวันดาตระหนักดีถึงวิธีใช้มันให้เป็นประโยชน์

ในช่วงหลายปีหลังได้รับเอกราชชาวทุตซีหลายพันคนหลบหนีจากความรุนแรง ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ชาวทุตซีที่ลี้ภัยอยู่ในยูกันดาได้ก่อตั้งแนวร่วมรักชาติรวันดา (RPF) กองทัพผู้รักชาติรวันดา (RPA) และเข้าบุกด้านเหนือของรวันดาในปลายปี 1990 และมีการรณรงค์ให้ก่อความไม่สงบเป็นเวลา 4 ปีตามมา

ความก้าวหน้าของ RPA นำไปสู่การรณรงค์โฆษณาชวนเชื่ออย่างกว้างขวางของสื่อรวันดาซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างทุตซีและฮูตู สื่อดึงความสนใจไปที่ยุคอาณานิคมและแพร่กระจายความกลัวว่า ฮูตู อาจเป็นเหยื่อของการปราบปรามอีกครั้งหาก ทุตซี เข้ามาควบคุมในรวันดาได้สำเร็จ 

โดยคำยืนยันเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากการกระทำหลายๆ อย่าง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มระดับความหวาดกลัวในหมู่สาธารณชน เช่น การโจมตีคิกาลี โดย ทุตซี ในเดือนตุลาคม 1990

โฆษณาชวนเชื่อถูกล้างสมองชาวชาวฮูตูซึ่ง เริ่มระบุว่า การเป็นฮูตูไม่ใช่เป็นชาวรวันดา สิ่งนี้มีส่วนทำให้เกิดการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชาวทุตซี หลังยุคอาณานิคมซึ่งเป็นรูปแบบของการสังหารหมู่ในปี 1959,1962 และ 1972

การรุกรานรวันดาในปี 1990 โดย RPF ทำให้แนวโน้มนี้ทวีความรุนแรงขึ้นและถูกมองว่ามีการต่อต้านที่ ‘ถูกต้องตามกฎหมาย’ โฆษณาชวนเชื่อของ ทุตซี ที่กำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่ม RPF และ ทุตซี ในประเทศ 

หลังจากการรุกรานของ RPF สื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ ‘ Kangura’ , ‘ Radio Rwanda ‘ และในปี 1993 ‘ Radio Mille Collines ‘ (RTLM) ได้ถูกทำให้กลายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อจำนวนมาก 

แหล่งที่มาของสื่อเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางชาติพันธุ์ที่รุนแรง โดยกำหนดให้ ทุตซี เป็น ‘ศัตรู’ และ Kangura ได้ตีพิมพ์ ‘บัญญัติสิบประการ’ ขอชาว ฮูตู ซึ่งเป็นหลักคำสอน ‘Hutu Power’ ที่แพร่กระจายไปทั่ว 

โดยบางครั้งเพลงยอดนิยมก็ผสมกับการยุยงให้เกิดการฆาตกรรม การโฆษณาชวนเชื่อกระตุ้นให้เกิดความกลัวอย่างมากต่อชาวทุตซี และทำให้เส้นแบ่งระหว่าง RPF และ ทุตซี เริ่มที่จะแยกกันไม่ออก 

ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว ทุตซี จึงถูกระบุว่าเป็น ‘กองกำลังรุกราน’ และในการเน้นย้ำถึง ‘ความแปลกแยก’ ความฉลาดและความหลอกลวงของ ทุตซี การโฆษณาชวนเชื่อจึงทำให้พวกเขาเป็น ‘ภัยคุกคามถาวร’ รวมถึงการขาดแหล่งสื่อทางเลือกในรวันดาทำให้การโฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

สิ่งที่ทำให้การโฆษณาชวนเชื่อได้ผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการลดทอนความเป็นมนุษย์ของทุตซีพร้อมกัน และความชอบธรรมในการกำจัดพวกมันออกไป ‘บัญญัติสิบประการ’ ได้รื้อฟื้นตำนานชาติพันธุ์ที่แตกแยกในอดีต ในขณะที่สื่ออย่าง Kangura และ RTLM เรียก ทุตซี ว่า Inyenzi (แมลงสาบ) ซึ่งเป็นการสร้างวาทกรรมที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ 

สื่อกำลังสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ชาติแตกแยก
สื่อกำลังสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ชาติแตกแยก

การเน้นความแตกต่าง ‘โดยธรรมชาติ’ เป็นสิ่งสำคัญในการนำเสนอ ‘ความเสี่ยง’ ที่เกิดจากชาวทุตซี ความคล้ายคลึงกันระหว่างการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชาวทุตซี กับการแสดงภาพชาวยิวของนาซี หรือการโฆษณาชวนเชื่อในอดีตของยูโกสลาเวีย ซึ่งการใช้เครื่องมืออย่างสื่อก็ประสบความสำเร็จในการสร้างความแตกแยกทางชาติพันธุ์ในระดับฝังรากลึก

ความแตกแยกทางสังคมดังกล่าวเป็นตัวการที่ชัดเจนในการสังหารโหดในปี 1994 โดยที่กลุ่มหัวรุนแรงชาวฮูตูประสบความสำเร็จในการ ‘สนับสนุนการก่อให้เกิดอคติที่รุนแรงต่อชาวทุตซี’

และมีหลักฐานของการประสานงานจากส่วนกลาง โดยในการออกอากาศเมื่อวันที่ 3 เมษายน 1994, สถานีวิทยุ RTLM ที่ได้กล่าวถึงความรู้เกี่ยวกับการสังหารโหดที่กำลังจะมาถึง ซึ่งก่อนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มีการใช้โฆษณาชวนเชื่ออย่างชัดเจนเพื่อสร้างเงื่อนไขที่จะอำนวยความสะดวกในการสังหารชาวทุตซีจำนวนมากในภายหลังได้สำเร็จ อย่างที่เราได้เห็นเป็นบทเรียนกันนั่นเองครับ

References : http://www.hscentre.org/sub-saharan-africa/media-tool-war-propaganda-rwandan-genocide/
https://www.zora.uzh.ch/id/eprint/137655/
http://millab.ge/en/case-study/case-study-1-rwandan-genocide/23
https://en.wikipedia.org/wiki/Rwandan_genocide

Boeing 707 กับจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมการบินที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์เราไปตลอดกาล

นี่เป็นสิ่งที่น่าตกใจสำหรับ โบอิ้งซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์ที่โดดเด่นยุคในปัจจุบัน แต่ในอดีตนั้นเป็นผู้ที่ไม่สนใจในธุรกิจการสร้างเครื่องบินสำหรับสายการบินเชิงพาณิชย์เลยด้วยซ้ำ 

ในช่วงหลายปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่ออุตสาหกรรมของสหรัฐกำลังปรับเปลี่ยนใหม่สำหรับการผลิตเครื่องบินเพื่อตลาดการพาณิชย์ แต่โบอิ้งกลับเน้นการเป็นผู้ผลิตเครื่องบินทหารเป็นหลัก

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ที่มีชื่อเสียงและเรือบรรทุกคู่หูได้พิสูจน์แล้วว่า บริษัทยักษ์ใหญ่จากซีแอตเทิลทำสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีเครื่องบินเจ็ท 

แต่สำหรับสายการบินที่ใช้เครื่องบินไอพ่นมันไม่สามารถนำมาใช้งานได้ในเชิงพาณิชย์ได้: การเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีเจ็ตจะต้องมีการลงทุนจำนวนมากที่สามารถสร้างผลกำไรได้ 

ในช่วงกลางทศวรรษ 1950 นักบินพลเรือน ส่วนใหญ่ใช้เครื่องบินเครื่องยนต์ลูกสูบที่มีเสียงดังอึดอัดและเคลื่อนไหวช้าเช่น Douglas DC 6 โบอิ้ง 377 (หรือที่เรียกว่า Stratocruiser) และ Lockheed Constellation .

ถึงกระนั้นโบอิ้งในขณะที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีในการใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์เจ็ทที่เหนือกว่า แต่พวกเขาก็ไม่พร้อมที่จะทำให้เกิดกรณีดังกล่าวสำหรับสายการบินเชิงพาณิชย์ 

ในตอนนั้น บริษัท ยักษ์ใหญ่ด้านการบินอดทนกับความล้มเหลวทางการเงินเป็นเวลา 20 ปี ไม่ว่าจะเป็น Clipper, Stratocruiser และ Stratoliner และดูเหมือนว่าในตอนนั้นโบอิ้งเองก็ไม่มี DNA ที่ถูกต้องนัก ในการขายให้กับลูกค้าที่ไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบทหาร 

สายการบินถือเป็นลูกค้า แต่พนักงานขายของโบอิ้งไม่ได้รับการยอมรับแต่อย่างใด มีประวัติแย่และวิศวกรมองว่านักรบไม่เหมือนกับนักท่องเที่ยวที่โดยสารในเครื่องบินพาณิชย์

ในสายตาของสายการบิน Douglas Aircraft ซึ่งเป็นคู่แข่งของโบอิ้งคือทุกสิ่งที่ บริษัท Seattle ไม่มี  โดย Douglas Aircraft ได้สร้างเครื่องบินพาณิชย์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1934 เป็นต้นมา

DC-3 ที่สร้างโดย Douglas Aircraft ที่มีรูปร่างกำยำ ครองตลาดทางเดินอากาศเชิงพาณิชย์มานานหลายปี 

ผู้บริหารสายการบินในปี 1950 มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นที่สุดกับ Douglas Aircraft ซึ่งเครื่องบินถูกผลิตในซานตาโมนิกา ภาพใหญ่ของสายการบินในตอนนั้น มีเพียงไม่กี่คนที่รู้จักคนในโบอิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทที่เน้นสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิด

ราวกับว่าความไม่คุ้นเคยกับลูกค้าไม่เพียงเป็นอุปสรรคเท่านั้น โบอิ้งต้องเผชิญกับความท้าทายอีกครั้งเมื่อพิจารณาถึงการเข้าสู่ตลาดเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์ : สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัย ในเวลานั้นเครื่องบินสาธารณะที่บินอยู่ได้รับความหวาดกลัวจากเครื่องบินไอพ่นหลายลำที่ผลิตโดย De Havilland ของสหราชอาณาจักร

ซึ่งต่อมา Comet ของ De Havilland จะกลายเป็นเครื่องบินพาณิชย์ลำแรกที่บินเส้นทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกตามกำหนดเวลาได้สำเร็จ เมื่อ Comet เกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1950 การตัดสินใจใด ๆ ที่ผู้โดยสารจะยอมรับเครื่องบินไอพ่นจะเกี่ยวข้องกับการโน้มน้าวใจผู้โดยสารให้มากพอ ๆ กับสายการบินเอง

กล่าวอีกนัยหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับโบอิ้ง คือการยึดติดกับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ กองทัพอากาศสหรัฐและกองทัพอากาศอื่น ๆ ทั่วโลกที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกา ที่กำลังต้องการเครื่องบินทิ้งระเบิดและเรือบรรทุกน้ำมันของโบอิ้งในการขยายสงครามเย็น ซึ่งทำให้โบอิ้งสามารถอยู่ต่อไปได้

นั่นคงไม่ใช่แผนของ Bill Allen ประธานบริษัทหลังยุคสงครามของโบอิ้ง วัฒนธรรมของโบอิ้งเป็นสิ่งที่คนงานชอบทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และรักการผจญภัย เช่นการสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ดีที่สุด เร็วที่สุด และแม่นยำที่สุดในโลก 

ด้วยจิตวิญญาณนั้น Allen ได้ทำการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ โดยเป็นการเดิมพันต่ออนาคตของ บริษัท ในธุรกิจการบินเชิงพาณิชย์

Allen ผู้ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ดซึ่งเคยร่วมงานกับโบอิ้งในฐานะที่ปรึกษาของ บริษัท Allen ปฏิเสธข้อเสนอให้เป็นประธานของโบอิ้งในปี 1944 เพราะเขาคิดว่าวิศวกรควรบริหารบริษัทมากกว่าเขา อย่างไรก็ตามเมื่อเขาถูกชักชวนให้เข้าทำงาน Allen คือความจำเป็นในการเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ของโบอิ้ง 

Bill Allen อดีตนักกฏหมายผู้มาพลิกโฉม Boeing
Bill Allen อดีตนักกฏหมายผู้มาพลิกโฉม Boeing

เขาเชื่อมั่นว่าผู้บริโภคจะต้องใช้ความเร็วและความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยเครื่องบินและการเติบโตที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในภาคพลเรือนของเศรษฐกิจโลกที่เฟื่องฟู และที่สำคัญที่สุดคือในตลาดการบินเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ

Allen มั่นใจในความเชื่อมั่นของเขาว่าเขายินดีที่จะเสี่ยงกับอนาคตทางการเงินของโบอิ้ง ในปี 1952 เขาได้ชักชวนคณะกรรมการบริหารของโบอิ้งให้ลงทุน 16 ล้านดอลลาร์ในสิ่งที่จะกลายเป็นโบอิ้ง 707 ซึ่งเป็นเครื่องบินเจ็ทไลเนอร์เชิงพาณิชย์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกลำแรกของสหรัฐและเครื่องบินที่จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของโบอิ้งไปตลอดกาล

ไม่มีอะไรชัดเจนในความมุ่งมั่นของ Allen ที่จะผลักดันให้เกิด 707 และข้อบกพร่องของโบอิ้งในตลาดสายการบินพลเรือนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา 

“ผมคิดว่านี่เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20” Michael Lombardi นักประวัติศาสตร์องค์กรของโบอิ้งกล่าว “การตัดสินใจนั้น เมื่อมองดูตลาดไปรอบ ๆ ไม่มีความต้องการเครื่องบินเจ็ทในเวลานั้น สายการบินไม่สนใจ และโบอิ้งมีโอกาสที่แท้จริงในการขยายธุรกิจกับกองทัพอากาศเพียงเท่านั้น” 

ต้องบอกว่าปัญหาความต้องการเป็นเรื่องจริง เมื่อ 747 ลำตัวกว้างของโบอิ้งเปิดตัวในอีกกว่าทศวรรษต่อมา บริษัท ได้รับคำสั่งซื้อจาก Pan Am World Airways ก่อนเริ่มการผลิตด้วยซ้ำ

ด้วย 707 ของ Boeing ซึ่งตัว Allen เพียงแค่เดิมพันว่าถ้า บริษัท สามารถผลิตได้ลูกค้าก็จะซื้อมันอย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นการเดิมพันที่สูงมากต่ออนาคตของบริษัท

Allen ใช้เงิน 16 ล้านดอลลาร์ที่คณะกรรมการจัดสรรเพื่อสร้างต้นแบบที่เรียกว่า Dash-80 เพื่อสร้าง Dash-80 เพียงลำเดียว และยังใช้เป็นต้นแบบของเรือบรรทุกน้ำมันเจ็ท ณ จุดนี้เองที่โบอิ้งได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ 

โดยบริษัทได้รับคำสั่งซื้อล่วงหน้าสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนหนึ่งจากกองทัพอากาศซึ่งช่วยปรับการลงทุนใน Dash-80 ข้อตกลงดังกล่าวยังเป็นการช่วยโบอิ้งในเวลาที่จำเป็น เพื่อให้เหล่าสายการบินรู้สึกตื่นเต้นกับเครื่องบินโดยสารรุ่นใหม่โดยใช้ Dash-80 นั่นเอง

ซึ่งสุดท้าย Dash-80 จะเปลี่ยนชื่อเป็น 707 ซึ่งเมื่อเครื่องบินพร้อมที่จะเปิดตัว Boeing ก็พบกับอุปสรรคอีกครั้ง เพราะในขณะเดียวกัน Douglas Aircraft ได้พัฒนาเครื่องบินเจ็ทไลเนอร์ด้วยตัวเอง: DC-8 ซึ่งจะมีความสามารถคล้ายกับ 707 นับเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มการแข่งขันในอุตสาหกรรมการบินที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

สายการบินต่าง ๆ ทำการคำสั่งซื้อก่อนกับ Douglas เพราะรุ่นนี้มีข้อได้เปรียบที่มีความกว้างกว่ารุ่นต้นแบบของ 707 ถึง 1 นิ้ว

ในการเดิมพันครั้งใหญ่อีกครั้งสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแพงอยู่แล้วโบอิ้งได้ปรับดีไซน์ใหม่ทำให้ 707 กว้างกว่า DC 8 ซึ่งช่วยให้โบอิ้งได้รับคำสั่งซื้อครั้งแรกจาก Pan Am 

ต้องบอกว่า 707 ของโบอิ้งเป็นเหมือนสิ่งที่ผู้โดยสารสายการบินไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน เครื่องบินที่กลายมาเป็นแกนนำในการบินระยะไกลของ Pan Am และสายการบินอื่น ๆ – 707-320 มีความยาว 153 ฟุตมีปีกกว้าง 146 ฟุตและบินได้ 3,735 ไมล์ทะเล 

Boeing 707 ที่มาพลิกโฉมการบินพาณิชย์
Boeing 707 ที่มาพลิกโฉมการบินพาณิชย์

การให้ผู้บริหารสายการบินเขียนเช็คเพื่อซื้อเครื่องบินของโบอิ้งเป็นเรื่องหนึ่ง การโน้มน้าวใจผู้โดยสารให้ขึ้นเครื่องก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โบอิ้งเปิดตัวแคมเปญโฆษณาสิ่งพิมพ์และออกอากาศทางทีวีที่เน้นความปลอดภัยสะดวกสบายและรวดเร็ว 

สโลแกนสำหรับโฆษณาที่น่าจดจำ: “ใช้เวลาเพียงเจ็ดชั่วโมงเพื่อปัดฝุ่นภาษาฝรั่งเศสของคุณ” เป็นการใช้การโฆษณาแบบธุรกิจกับผู้บริโภคอย่างมีวิสัยทัศน์สำหรับผลิตภัณฑ์แบบธุรกิจกับธุรกิจ

พวกเขามักจะไม่เลือกสายการบินตามประเภทของเครื่องบินที่สายการบินทำการบิน แต่มีนักบินกี่คนที่ยังคงนึกถึงวลีดังกล่าวฝังเข้าไปในหัวของพวกเขาจากแคมเปญผู้บริโภคของผู้ผลิตเครื่องบินอย่างโบอิ้งที่ว่า “ถ้าไม่ใช่โบอิ้งฉันจะไม่ไป” นอกจากนี้ยังเป็นตัวอย่างคลาสสิกของการเพิ่มเงินเดิมพันก้อนโตเป็นสองเท่าด้วยการสนับสนุนการลงทุนด้วยการลงทุนเพิ่มเติมอีก

ในขณะที่สหรัฐฯ ถูกรัสเซียหยามหน้าในโครงการอวกาศ เครื่องบินเจ็ทของสหรัฐฯไม่ใช่เครื่องแรกที่บินในมหาสมุทรแอตแลนติกในเชิงพาณิชย์ British Overseas Airways Corp. บินครั้งแรกจากลอนดอนไปนิวยอร์กเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 1958

ตามด้วย De Havilland Comet 4 แต่ Pan Am เป็นผู้ตามที่รวดเร็วและท้ายที่สุดก็เป็นผู้ที่เหนือกว่า เที่ยวบินเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของ 707 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 1958

เป็นเวลาสามสัปดาห์หลังจากเที่ยวบินแรกของ British Overseas Airways ที่นั่งชั้นหนึ่งขายในราคา 505 ดอลลาร์ ด้านหลังของเครื่องบิน ขายที่ราคา 272 ดอลลาร์ 

ด้วยกระแสลมที่พัดแรงทำให้เที่ยวบินของ Pan Am ซึ่งขนานนามว่า “Clipper America” ​​หยุดเติมน้ำมันในนิวฟันด์แลนด์ แต่เมื่อเครื่องบินแตะลงที่สนามบิน Le Bourget ในปารีส ใช้เวลารวมแปดชั่วโมง 41 นาที หลังจากออกจากนิวยอร์ก ยุคใหม่ของการบินพลเรือนก็ได้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากนั้น

707 กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมมากพอ ๆ กับยานพาหนะขนส่งอื่น ๆ ประธานาธิบดีสหรัฐทุกคนตั้งแต่ Dwight D. Eisenhower ถึง Donald Trump บินด้วยเครื่องบิน Air Force One ซึ่งเป็นรุ่นปรับปรุงของ 707 ทั้งหมด

การเข้าสู่ตลาดการบินพาณิชย์ของโบอิ้งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในปีต่อ ๆ มา โบอิ้ง 747 ที่มีลำตัวกว้าง ได้เข้ามาครองตำแหน่งการเดินทางระยะไกล และการเดินทางระหว่างประเทศ ส่วน 737 ที่มีขนาดเล็กกว่าจะกลายเป็นเครื่องบินรบของสายการบินทั่วโลกซึ่งเป็นเครื่องบินที่เชื่อถือได้และประหยัดค่าใช้จ่ายซึ่งมีชิ้นส่วนอะไหล่มาตรฐานอยู่ทั่วไป 

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้นั่นเองที่ทำให้โบอิ้งกลับสู่รากฐานของธุรกิจการบิน และเป็นการเตือนความจำว่า 707 ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้กับบริษัท และพลิกโฉมประวัติศาสตร์การบินนับจากวันนั้นเป็นต้นมานั่นเองครับผม

References : หนังสือ The Greatest Business Decisions of All Time
https://www.bbc.com/culture/article/20141020-the-plane-that-changed-air-travel
https://mynorthwest.com/1384248/boeing-737-max-jet-debut-1954/

ทำไม Social Media ถึงทำให้เรามีความ Bias แล้วเราจะแก้ไขมันได้อย่างไร

ทุกครั้งที่เข้าสู่โลกของเครือข่าย Social Media โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ของสังคมอยู่ในภาวะที่มีความแตกแยกสูงอย่างที่เราได้เห็นตัวอย่างในเรื่องของการเมืองไทยในปัจจุบัน มันได้กลายเป็นสนามรบท่ามกลางการแบ่งพรรคแบ่งพวก แต่มันเกี่ยวอะไรกับ Social Media ที่ทำให้ผู้คนแตกขั้ว สร้างความขัดแย้งได้ถึงเพียงนี้?

เพื่อหาคำตอบนักวิจัยอย่าง Dr. Damon Centola ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Pennsylvania ผู้อำนวนการของศูนย์ Network Dynamics Group ได้ทำการทดลองทาง Social Media ซึ่งได้มีการแบ่งกลุ่มคนที่มีการสนับสนุนพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แยกกัน โดยที่มีสมาชิกเป็นแฟน ๆ ของพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวในกลุ่มนั้น 

และได้ทำการเลือกประเด็นที่แบ่งขั้วมากที่สุดที่ทางทีมงานนักจัยคิดได้ ได้แก่ หัวข้อในเรื่องของการอพยพ การควบคุมอาวุธปืน และการว่างงาน และทำการถามผู้เข้าร่วมแต่ละคนว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับปัญหาเหล่านั้น

จากนั้นให้คนอื่น ๆ จากแต่ละกลุ่มได้พูดคุยกัน และทบทวนความคิดเห็นของพวกเขา หลังจากการอภิปราย ถกเถียง และการแก้ไขหลายรอบ ทางทีมนักวิจัยได้ประเมินมุมมองของแต่ละกลุ่มอีกครั้ง

สิ่งที่น่าแปลกใจ คือการสนทนาดังกล่าว ไม่ได้ทำให้คนแบ่งขั้วมากขึ้น แต่กลับน้อยลง หลังจากโต้ตอบใน Social Network กับเพื่อนร่วมงานที่คิดเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตก็ได้รับความคิดเห็นที่ปานกลาง ไม่ได้สุดโต่งแต่อย่างใด แม้จะเป็นกลุ่มคนที่มีความคิดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ตามที

ทุกกลุ่มมีการถกเถียงกันอย่างอิสระ ซึ่งนำไปสู่ความคิดเห็นที่ ใกล้เคียงกับความคิดเห็นในด้าน “ตรงกันข้าม” ของกลุ่มการเมืองอีกฝั่งมากที่สุด

ทีมนักวิจัยรู้สึกประหลาดใจกับผลการทดลองของมัน เทคโนโลยีช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้คนได้มากขึ้น โดยหักล้างข้อสันนิษฐานหลายประการเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์

แม้แต่ทีมงานของ Dr. Damon Centola ที่ Network Dynamics Group ก็ยังแปลกใจกับผลที่เกิดขึ้น : เหตุใดการทดลองทาง Social Media ครั้งนี้จึงพบสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่เขาได้เห็นในโลก Social Media

คำตอบอยู่ในสิ่งที่ Social Media ได้สร้างคนกลุ่มใหม่ขึ้นมา ซึ่งนั่นก็คือ กลุ่ม Influencers (ผู้มีอิทธิพลทางความคิด)

ต้องบอกว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจมากพอสมควรแล้วว่า Influencer คืออะไร ซึ่ง คำ ๆ นี้ สร้างความร่ำรวยให้กับคนหนุ่มสาวที่มีไลฟ์สไตล์ และได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ต่าง ๆ ผ่านทางเครือข่าย Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Instagram, TikTok หรือ YouTube 

แต่คำนี้มีความหมายทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะเครือข่ายทางสังคมที่เฉพาะเจาะจงมาก โดยเฉพาะใน Social Media คนกลุ่มนี้มักจะมีรูปแบบความสัมพันธ์กับแฟน ๆ ของเขาแบบรวมศูนย์

คนจำนวนน้อยหรืออาจเป็นเพียงคนเดียวที่กลายเป็น “ศูนย์กลาง” ของเครือข่ายเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ มากมายในที่อยู่รอบนอก 

เครือข่ายสังคมออนไลน์จำนวนมากที่อยู่รอบนอกมีการเชื่อมต่อกันเพียงเล็กน้อย ในขณะที่มีเพียงไม่กี่คนที่ถูกเรียกว่า Influencers (ผู้มีอิทธิพลทางความคิด) ที่กลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับเกือบทุกคน 

ซึ่งสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้คนเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งที่ทรงพลังในการสามารถใช้ “อิทธิพล” เหนือกลุ่มคนอื่น ๆ ในระดับที่มีอิทธิพลสูงกว่าคนอื่น ๆ ในเครือข่ายเป็นอย่างมาก

ในทางตรงกันข้ามเครือข่ายที่ Dr. Centola ใช้ในการศึกษาของนั้นมีลักษณะแบบเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับการรวมศูนย์ 

โดยในเครือข่ายที่เท่าเทียมกันทุกคนมี Connection เท่า ๆ กัน ดังนั้นความคิดเห็นของแต่ละคนจึงมีอิทธิพลทั่วไปทั้งเครือข่าย ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของพวกเขามากจนเกินไปนั่นเอง

คุณลักษณะสำคัญของเครือข่ายที่เท่าเทียมกันคือความคิดและความคิดเห็นใหม่ ๆ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกที่ในชุมชนและกระจายไปยังทุก ๆ คน 

แต่ในเครือข่ายแบบรวมศูนย์ เช่น เว็บไซต์ Social Media หลายแห่งแนวคิดจะถูกกรองผ่านหรือบางครั้งก็ถูกปิดกั้นโดยผู้มีอิทธิพลทางสังคมที่ทรงพลังกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น

ซึ่งแน่นอนว่าพลังในการเชื่อต่อถึงกันดังกล่าวนั้น มีผลทำให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทางการเมือง ข่าวปลอม หรือ เรื่องลวงโลกต่าง ๆ ซึ่งต้องบอกว่า Social Media แบบรวมศูนย์ และ Social Media แบบเท่าเทียม มีผลกระทบที่แตกต่างกันมากในเรื่องของอคติและการยอมรับความคิดใหม่

กลุ่มคนในเครือข่าย Social Media มีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวปลอมจาก Influencers มากกว่าคนทั่วไป
กลุ่มคนในเครือข่าย Social Media มีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวปลอมจาก Influencers มากกว่าคนทั่วไป

ใน Social Media แบบรวมศูนย์หากผู้มีอิทธิพลที่อยู่ตรงกลางแสดงอคติของพรรคพวกเพียงเล็กน้อยก็สามารถขยายแนวความคิดไปได้ทั่วทั้งกลุ่ม 

แต่ในเครือข่ายที่มีความเสมอภาคความคิดต่างๆจะกระจายไปตามคุณภาพของพวกเขา ไม่ใช่บุคคลที่โน้มน้าวพวกเขา เกิดการสะท้อนภูมิปัญญามากมายในเครือข่ายรอบข้างในกลุ่มคนเหล่านี้ 

เมื่อ Social Network ช่วยให้คนเหล่านั้นสามารถพูดคุยกันได้ความคิดใหม่ ๆ ที่ท้าทายอคติของกลุ่มก็สามารถถูกระงับและถูกปิดกั้นไม่ให้แพร่กระจายไปยังวงกว้างได้ เพราะผ่านการถกเถียงกันในกลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

เพื่อดูว่าเครือข่ายที่เท่าเทียมกันอาจส่งผลกระทบต่อปัญหาที่ถกเถียงประเภทอื่น ๆ อย่างไรทาง Dr. Centola ได้ทำการทดลองอีกครั้งกับผู้สูบบุหรี่และผู้ไม่สูบบุหรี่โดยพูดถึงความเสี่ยงของการสูบบุหรี่ 

ซึ่งผลการทดลองน่าสนใจมาก เพราะมันส่งผลกระทบ เช่นเดียวกับการศึกษาในเรื่องของการแบ่งขั้วทางการเมือง ทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มที่จะถกเถียงไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่ 

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์หลังการศึกษาพวกเขารายงานว่ามีความคิดเห็นที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นจากอีกฝ่าย ทั้งผู้สูบบุหรี่และผู้ไม่สูบบุหรี่ต่างมองว่าอีกกลุ่มมีความสมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือมากกว่าเกี่ยวกับความเสี่ยงของการสูบบุหรี่ แต่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการขจัดอคติ จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อมีการสร้างเครือข่ายที่มีความเท่าเทียมกัน

ปัญหาของความลำเอียงของพรรคพวกกำลังทวีความรุนแรงขึ้นบน Social Media เนื่องจากเครือข่ายออนไลน์มักถูกจัดระเบียบโดยผู้มีอิทธิพลหลักไม่กี่คน 

คุณลักษณะของโซเชียลมีเดียนี้นี่เอง ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ข้อมูลผิด ๆ และข่าวปลอมแพร่หลาย ในเครือข่ายแบบรวมศูนย์ดั่งที่เราได้เห็นกันในยุคปัจจุบัน

ผู้มีอิทธิพลที่มีความคิดเอนเอียงมีผลกระทบอย่างมากต่อชุมชนของพวกเขา ทำให้ข่าวลือเล็ก ๆ ข่าวปลอม หรือ แนวคิดอคติทางการเมือง ถูกขยายไปสู่ความเข้าใจผิดและความเชื่อผิด ๆ อย่างกว้างขวางนั่นเอง

งานวิจัยชิ้นนี้ ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก และเป็นการให้แนวคิดที่น่าสนใจ ที่เกี่ยวกับเรื่อง Influencers ที่กำลังมีอิทธิพลเกินกว่าที่เราคิด ในโลกออนไลน์ในยุคปัจจุบัน

สิ่งที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ตามงานวิจัยชิ้นนี้ ก็คือ การพยายามเข้าหากลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Facebook Group หรือ บอร์ดต่าง ๆ ที่ดูมีความเท่าเทียมทางความคิด โดยพยายามที่จะรับข้อมูลจากเหล่า Influencers หรือ ผู้มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ต่าง ๆ ให้น้อยลงไป

จะทำให้ให้ความแตกแยกต่าง ๆ ที่ถกเถียงกันนั้น เดินหน้าสู่ความเป็นกลางมากยิ่งขึ้น เมื่อได้รับข้อมูล และ ถกเถียงกับบุคคลที่มี power ไม่แตกต่างกันกับเรานั่นเอง

ต้องบอกว่าตอนนี้ทั่วโลกต้องต่อสู้กับเรื่องอคติและการแบ่งขั้วมานานแล้ว แต่ปัญหาตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เพราะมันถือเป็นเรื่องของประชาธิปไตยในการได้รับข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน เพราะกำลังส่งผลต่อเรื่องใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกร้อน เรื่องการแบ่งขั้วทางการเมือง การเกิดแนวความคิดแบบสุดโต่ง และกำลังสร้างปัญหาให้กับโลกเรามากมายอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References : https://www.scientificamerican.com/article/why-social-media-makes-us-more-polarized-and-how-to-fix-it/
https://www.pnas.org/content/116/22/10717

อดทนและรอคอย กับสิ่งที่ประเทศไทยควรเรียนรู้จากการเลือกตั้งของอเมริกา

ถือเป็นหนึ่งการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้งสำหรับการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปีนี้ ที่ต้องเรียกได้ว่า สูสี คู่คี่ ที่สุดครั้งนึงในประวัติศาสตร์ และสุดท้ายชัยชนะก็ตกเป็นของ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต

ต้องถือว่าเป็นประเทศต้นแบบของประชาธิปไตยแบบเต็มใบ แม้จะมีความขัดแย้งในเรื่องอุดมการณ์ทางด้านการเมืองของคนในประเทศมากมายขนาดไหน ประชาชนในประเทศก็พร้อมที่จะยอมรับผลของการตัดสินจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

แน่นอนจากการเอาชนะแบบพลิกล็อคไปในช่วงปี 2016 นั้นของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ฝ่ายที่พ่ายแพ้อย่าง เดโมแครต ก็รอวันเวลาที่พวกเขาพร้อมจะเอาคืน ด้วยการเตรียมสู้สุดใจในการเลือกตั้งครั้งนี้

ผลจากการส่ง ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 2016 ด้วยนโยบายหลักที่มีพลังอย่างเหลือเชื่อ นั่นก็คือ “Make America Greate Again”

แน่นอนว่าในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาของประธานาธิบดีทรัปม์ แม้โลกเราจะวุ่นวาย ทั้งผ่านสงครามการค้า กับนานา นับประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ ทรัมป์ได้ทำตามนโยบายของเขาอย่างที่เขาได้หาเสียงไว้อย่างเต็มที่

ความน่าสนใจของการเมืองอเมริกาในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาก็คือวัฏจักร ความนิยม 8 ปี ของพรรคแต่ละพรรค ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ยุคประธานาธิบดี บิล คลินตัน มา ทั้งสองพรรคนั้นต่างสลับกันขึ้นครองตำแหน่งกันคราวละ 8 ปี มาตลอด

เรียกได้ว่า เป็นการแบ่งกันบริหารประเทศคนละ 8 ปี จากพรรคการเมืองสองฝั่งได้อย่างลงตัว อาจจะเป็นเพราะ เวลา 8 ปี น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับ ประชาชน ในการเลือกสิ่งใหม่ ๆ เพราะเบื่อกับความซ้ำซากจำเจ กับนโยบายแบบเดิม ๆ

แต่รอบนี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่ พรรคเดิมอย่างรีพับรีกัน ไม่สามารถต่ออายุการทำงานของตัวเองได้ให้ครบ 8 ปี เหมือนในประวัติศาสตร์รอบ 20 ปีหลัง เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

การออกมาใช้สิทธิ์อย่างมหาศาลของการเลือกตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นถึง ความอดทนของพวกเขาคงมีจำกัดแค่นี้ กับประธานาธิบดี ทรัมป์ กับความวุ่นวายในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา แม้ทรัมป์จะพยายามทำตามนโยบายของเขาในการทำให้ America Greate Again ในทุกวิถีทางที่เขาทำได้แล้วก็ตามที

ตัดกลับมาที่การเมืองของประเทศเรา สิ่งที่เราพบเจอ กับเรื่องราวตลอด 20 ปีที่ผ่านมา นั่นก็คือ การ shortcut ประเทศ ด้วยการอ้างเห็นผลต่าง ๆ นา ๆ เพื่อทำการรัฐประหารประเทศ ไม่ปล่อยให้ประชาชน สร้างนิสัย ที่จะรู้จักความอดทนและการรอคอย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เพราะเราไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจาก สิ่งที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ทำเมื่อขึ้นครองตำแหน่งในฟากฝั่งรัฐบาล

ต้องบอกว่าเราได้พบเจอกับหลากหลายนโยบาย ของหลาย ๆ พรรคการเมืองที่ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐบาล ทั้งนโยบายที่ดี และ นโยบายที่แย่ และคนไทยเราทุกคนก็ได้รับทั้งผลประโยชน์ และ ผลกระทบทางลบกับนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้ที่พรรคการเมืองต่าง ๆ คิดขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่ามันก็เหมือนกับที่ชาวอเมริกันได้พบเจอ พวกเขาอดทน และรอคอย ให้การเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง เพื่อนำเสียง vote ของพวกเขามาเป็นพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ อย่างที่เราได้เห็นจากการเลือกตั้งครั้งนี้ของประเทศอเมริกา

เพราะฉะนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดของประเทศไทยในการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด และเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่สุด (ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ ที่ผ่านการนำเอาเสียงของ สว.ทั้ง 250 เสียงออกไปแล้ว) นั่นก็คือ การรอคอย และ อดทด และใช้พลังเสียง vote ของเราเพื่อเปลี่ยนแปลงมันนั่นเองครับผม

References Image : https://www.thestar.com/news/canada/2020/11/07/us-election-as-votes-continue-to-be-counted-the-us-election-enters-its-fifth-day-armed-protesters-in-support-of-president-donald-trump-begin-gathering-nightly-outside-offices-of-poll-workers.html