ผู้พิพากษา vs Judge AI เมื่อความยุติธรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจดีกว่าการถูกตัดสินด้วยอคติจากมนุษย์

แม้มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวจากภาพยนตร์ไซไฟ แต่ต้องบอกว่าในยุคปัจจุบันนั้น ในวงการกฎหมายเริ่มนำเอาเทคโนโลยีอย่าง AI มาประยุกต์ใช้จริง ๆ กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การเติบโตอย่างบ้าคลั่งของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ข้อมูล Big Data ขนาดมหึมา เทคโนโลยีอย่าง Machine Learning และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ได้รับอย่างต่อเนื่องจากอินเทอร์เน็ต ที่ครอบคลุมทุกอย่างรอบตัวเรา กำลังเปลี่ยนโลกของเราด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน

มีผลการศึกษาผลกระทบต่อเทคโนโลยีต่อหลากหลายอาชีพ ได้พบว่า นักกฎหมายและผู้พิพากษาอยู่ที่จุดกึ่งกลางของงานที่มีแนวโน้มว่าจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน

มีสิ่งบ่งชี้เกี่ยวกับภัยคุกคามต่ออาชีพนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น chatbot บริการทางกฎหมายที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในสหราชอาณาจักร ที่มีชื่อว่า ‘DoNotPay’ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในฐานะ ‘ทนายความหุ่นยนต์’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคอมพิวเตอร์ Watson ของ IBM

ในปี 2016 ระบบ chatbot ได้โต้แย้งข้อพิพาทเรื่องตั๋วจอดรถมากกว่า 250,000 คดีในลอนนดอนและนิวยอร์ก ซึ่งสามารถชนะการตัดสินได้ถึง 160,000 คดี

DoNotPay Chatbot ที่ได้พลังการประมวลผลจาก IBM Watson (CR:Techcrunch)
DoNotPay Chatbot ที่ได้พลังการประมวลผลจาก IBM Watson (CR:Techcrunch)

ในประเทศจีน Xiaofa หุ่นยนต์ช่วยเหลือให้คำแนะนำทางกฎหมายและช่วยเหลือสังคมทั่วไปในเรื่องกฎหมาย

ในขณะที่ ‘ผู้ช่วย AI’ สามารถช่วยสนับสนุนผู้พิพากษาในนกระบวนการตัดสินใจได้ด้วยการทำนนายและเตรียมคำตัดสินของศาล แต่ ‘ผู้พิพากษา AI’ สามารถที่จะแทนที่ผู้พิพากษาที่เป็นมนุษย์และตัดสินคดีต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองในกระบวนการพิจารณาคดีอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้หรือไม่?

นักเขียนชื่อดังเรื่อง AI อย่าง Terence Mauri คิดว่าเหล่าเครื่องจักร AI จะรับรู้สัญญาณของการหลอกลวงทางร่างกายและจิตใจด้วยความแม่นยำ 99.99% เขาประเมิน AI จะเป็นเรื่องปรกติในการพิจารณาคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาในอังกฤษและเวลส์ในอีก 50 ปีข้างหน้า

และตอนนี้ ผู้พิพากษาหุ่นยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี AI ได้เริ่มดำเนินการในประเทศจีนแล้ว เพื่อรับฟังกรณีเฉพาะ เช่น ข้อพิพาททางการค้า ความผิดในเรื่องอีคอมเมิร์ซ และการละเมิดลิขสิทธิ์ คดีดังกล่าวหลายล้านนคดีได้รับการจัดการโดยผู้พิพากษาหุ่นยนต์แล้ว

บ่อยครั้ง หุ่นยนต์อาจไม่ได้นั่งบนเก้าอี้ผู้พิพากษา แต่อุปกรณ์ AI จะวิเคราะห์ข้อมูลที่อัปโหลดและตัดสินคำตัดสินตามกฎหมายและข้อเท็จจริง 

ในอเมริกาที่ลอสแองเจลิสกำลังทำงานในโครงการ Chatbot ของคณะลูกขุน ศาลบางแห่งในสหรัฐอเมริกากำลังใช้ความคิดริเริ่มในการระงับข้อพิพาททางออนไลน์ (ODR) เพื่อจัดการกับความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น

กระทรวงยุติธรรมเอสโตเนียได้กระตุ้นให้ Velsberg Ott หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านข้อมูลของตนออกแบบ ‘ผู้พิพากษาหุ่นยนต์’ ที่เปิดใช้งาน AI เพื่อตัดสินข้อพิพาทสำหรับการเรียกร้องเล็ก ๆ น้อย ๆ กว่า 7,000 คดี

ซึ่งจะทำให้การให้บริการด้านการพิจารณาคดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะอัปโหลดเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ และ AI จะออกคำตัดสินที่สามารถอุทธรณ์ต่อผู้พิพากษาที่เป็นมนุษย์ได้

ในขณะที่หลายประเทศกำลังทดลองใช้อัลกอริธึมที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อตัดสินทางด้านกฎหมาย โดยแทนที่มนุษย์ ข้อโต้แย้งหลักที่สนับสนุนการพิจารณาตัดสินที่ขับเคลื่อนด้วย AI นั้นเกี่ยวกับสองปัจจัยก็คือประสิทธิภาพที่มากขึ้นและความเป็นไปได้ในการลดอคติของมนุษย์

ข้อผิดพลาด และ “เสียงรบกวน (noise)” หมายถึงความแปรปรวนที่ไม่ต้องการระหว่างการตัดสินที่อาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความเหนื่อยของผู้พิพากษาที่จะต้องมาตัดสินหรือผลการแข่งขันของทีมกีฬาที่ผู้พิพากษาเชียร์เมื่อคืนก่อนหน้า

Daniel Kahneman ผู้เขียนหนังสือชื่อดัง Noise ก็กล่าวถึงเรื่องการพิพากษา (CR:Four Mniute Books)
Daniel Kahneman ผู้เขียนหนังสือชื่อดัง Noise ก็กล่าวถึงเรื่องการพิพากษา (CR:Four Mniute Books)

ในภาพยนตร์ของ Steven Spielberg เรื่อง ‘Minority Report’ ในปี 2002 ซึ่งฉายภาพของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในปี 2054 ที่กองกำลังตำรวจ ‘PreCrime’ สามารถทำนายการฆาตกรรมในอนาคตได้โดยใช้การขุดคุ้ยข้อมูลในอดีตและการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่คนใดถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่ออาชญากรรมในอนาคต เขาก็มุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขา!  ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ของ Spielberg อาจจะกำลังบรรยายถึงอนาคตของห้องพิจารณาคดีที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ก็เป็นได้นั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/a5709548-03bd-4f65-b9b5-7aa0325c0f6b
https://futurium.ec.europa.eu/en/european-ai-alliance/best-practices/robot-judges-and-ai-systems-chinas-courts-and-public-security-agencies
https://www.thestatesman.com/opinion/robot-judges-chair-1503031697.html

Ecommerce x Culture กับความแตกต่างทางวัฒนธรรมการชอปปิ้งออนไลน์ระหว่างตะวันตกกับเอเชีย

เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับ ที่เราได้เห็นการถอยทัพของยักษ์ใหญ่ ecommerce จากบ้านเราอย่าง shopee ที่ไปบุกยุโรป หรือ เคสของ TikTok Shop ที่เปิดบริการในยุโรปได้ไม่นาน ก็แทบจะต้องยกเลิกบริการนี้ไป

หรือเคสคลาสสิก อย่างการที่ ebay ที่ได้บุกมาประเทศจีน แล้วถูก taobao ของ jack ma ถล่มซะราบคาบเลยทีเดียว ซึ่งต้องบอกว่าวัฒนธรรมการชอปปิ้งนั้นถือเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญมาก ๆ ที่แพลตฟอร์มทั้งสองฝั่งยากที่จะเจาะตลาดอีกฝั่งหนึ่งได้ง่าย ๆ

การบุกเข้าไปของ ebay ในครั้งนั้นเรียกได้ว่า copy ทุกอย่างที่พวกเขาประสบความสำเร็จในตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา แล้วนำไปใช้ในเมืองจีน ซึ่งไม่มีการปรับแพลตฟอร์มให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่อย่างใด

กลับกัน ฝั่ง jack ma ที่เพิ่งสร้าง taobao มาแท้ ๆ กลับเข้าใจพฤติกรรมคนท้องถิ่นมากกว่า ฟีเจอร์ทีเด็ดเพียงไม่กี่อย่าง เช่น การเรียงหมวดหมู่สินค้า การปล่อยให้ผู้ซื้อและผู้ขายคุยกันได้อย่างอิสระ แม้จะมีทุนน้อยกว่าแต่สุดท้ายพวกเขาก็เอาชนะ ebay ไปได้

การปล่อยให้ผู้ซื้อและผู้ขายคุยกันได้อย่างอิสระ โดนใจนักช็อปชาวจีนเป็นอย่างมาก (CR:taobao)
การปล่อยให้ผู้ซื้อและผู้ขายคุยกันได้อย่างอิสระ โดนใจนักช็อปชาวจีนเป็นอย่างมาก (CR:taobao)

แม้จะมีในบางประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่นเองที่ Amazon เข้าไปตั้งฐานที่มั่นได้ แต่ก็ต้องบอกว่าสไตล์ของคนญี่ปุ่นนั้นก็คงมีความคล้ายคลึงกับพฤติกรรมการชอปปิ้งของทางฝั่งตะวันตกที่เน้นความเรียบง่าย เราจะเห็นได้จากแพลตฟอร์มที่เป็นเจ้าตลาดทั้ง Amazon และ Rakuten ก็เน้น concept การชอปปิ้งแบบเรียบง่าย

แต่หากเราลองมองดูพฤติกรรมตลาดที่ใกล้ๆ กับประเทศจีน อย่างในประเทศไทยเราเอง หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะมีพฤติกรรมการชอปปิ้งออนไลน์ที่คล้ายคลึงกันมาก

หากเปิดแอปชอปปิ้งออนไลน์ ทั้ง Lazada และ Shopee เราจะเห็นความคล้ายคลึงกันมาก ๆ ที่ต่างมีลูกเล่นมากมาย มีการนำรูปแบบของ Gamification เข้ามาใช้ในแพลตฟอร์มเพื่อให้การชอปปิ้งมีความสนุกมากยิ่งขึ้น

หรือแม้กระทั่งเรื่อง flash sale ต่างๆ ที่ลดสินค้ากระหน่ำ เรียกได้ว่าถูกจริตกับคนแถบนี้เป็นอย่างมาก แต่มันแทบใช้ไม่ได้กับพฤติกรรมการชอปปิ้งของคนตะวันตก

ซึ่งส่วนใหญ่ที่เราเห็นสินค้าราคาถูก ๆ บางชิ้น 9 บาท ขายกันไปได้ยังไง มันไม่มีทางทำกำไรได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าแพลตฟอร์มเป็นคนรับภาระในส่วนนี้เพื่อสร้างพฤติกรรมการชอปปิ้งให้กับผู้บริโภค ซึ่งคงไม่แปลกใจทำไมตัวเลขการขาดทุนของแพลตฟอร์ม ecommerce อย่าง shopee ถึงสูงมาก

ส่วน lazada แม้จะกลับมาทำกำไรได้แล้วก็ตาม แต่กำไรของพวกเขาก็ไม่ได้มาจาก ecommerce แต่เป็นกำไรจาก ecosystem ของแพลตฟอร์มอย่างการจัดส่งสินค้าแทน

แต่รูปแบบโมเดลเดียวกันนี้ ไปใช้ในตะวันตก แล้วนำสินค้าราคาถูกจากจีนไปขายนั้น เรียกได้ว่าเป็นการดูถูกชาวตะวันตกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้า copy ที่ชาวตะวันตกรับไม่ได้ ซึ่ง TikTok Shop ก็เคยโดนเล่นงานจากประเด็นนี้จนต้องยอมแพ้ในตลาดยุโรปไปในท้ายที่สุด

TikTok Shop ที่โดนเล่นงานจากประเด็นสินค้า copy จนต้องถอยจากตลาดยุโรป (CR: FT)
TikTok Shop ที่โดนเล่นงานจากประเด็นสินค้า copy จนต้องถอยจากตลาดยุโรป (CR: FT)

ซึ่งหากมองแพลตฟอร์มทั้งสองที่เป็นเจ้าตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้ง lazada ที่สนับสนุนโดย alibaba และ shopee ที่ได้ backup พี่ใหญ่อย่าง tencent

แม้ผู้ประกอบการชาวไทย หรือ ผู้ประกอบการท้องถิ่นจะได้ประโยชน์จากการเข้ามาใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ (โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ) แต่ในระยะยาวกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดคงเป็นผู้ประกอบการจากประเทศจีนที่กำลังรุกหนักเข้ามากลืนกินพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อยู่ในตอนนี้นั่นเองครับผม

Credit Image : Tech in Asia

การเดิมพันครั้งใหญ่กับอนาคตของ Adobe ด้วยการซื้อกิจการ Figma

เป็นเรื่องที่น่าสนใจในแวดวงเทคโนโลยีกับการเข้าซื้อกิจการที่คิดว่าจะกลายเป็นคู่แข่งในอนาคต ซึ่งเราได้เห็นมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้ง Instagram , Whatsapp ที่ถูก take โดย Facebook (Meta) หรือ Youtube ที่ถูกกลืนกลินโดย Google

ข้อตกลงที่น่าตกใจ ของ Adobe ใน การซื้อบริษัทซอฟต์แวร์ออกแบบ Figma เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ด้วยเงินสดและหุ้นมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นจำนวนเงินที่มากที่สุดเท่าที่เคยเสนอให้กับบริษัทเทคโนโลยีเอกชนในสหรัฐฯ

แม้ว่าข่าวที่เกิดขึ้นทำให้ราคาหุ้นของ Adobe ลดลงไปกว่า 23 เปอร์เซ็นต์ และได้ผลักดันมูลค่าของข้อตกลงครั้งนี้ต่ำกว่าการซื้อกิจการ WhatsApp ของ Facebook ที่ 19 พันล้านดอลลาร์ แต่ราคาที่สูงลิบลิ่วกำลังเผชิญกับความเป็นจริงของตลาดหุ้น 

ในขณะที่บริษัทซอฟต์แวร์บนคลาวด์โดยเฉลี่ยซื้อขายกิจการกันในราคาที่ต่ำกว่า 10 เท่าของรายได้ประจำต่อปี กลับกัน Adobe จ่ายถึง 50 เท่า ความท้าทายคือการแสดงให้เห็นว่ามันเป็นการตอบสนองที่สมเหตุสมผลต่อโอกาสทางการตลาดใหม่ที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การพุ่งเข้าใส่ของบริษัทที่หมดทางเลือกที่จะเดิน

ในปี 2011 Adobe ถือเป็นบริษัทซอฟต์แวร์รายแรกๆ ที่แทบไม่มีโอกาสเติบโตในตลาดการขายซอฟต์แวร์เดสก์ท็อปแล้ว จึงเป็นหนึ่งในบริษัทซอฟต์แวร์หัวขบวนที่เสี่ยงดวงยกเลิกการขายซอฟต์แวร์สำเร็จรูปและย้ายไปยังระบบคลาวด์เพื่อแสวงหาการเติบโต 

นั่นได้ทำให้ Adobe เป็นตัวอย่างสำหรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ทั้งหมดในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบคลาวด์ 

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่า 10 ปีที่แล้ว Wall Street มองว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการขายซอฟต์แวร์การออกแบบเพิ่มเติมให้กับลูกค้าที่มีอยู่ของ Adobe จำนวน 12-13 ล้านราย

แต่ตัวเลขผู้ใช้สำหรับ Creative Cloud ของ Adobe ซึ่งรวมถึง Photoshop กลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก น้องใหม่ไฟแรงอย่าง Figma กำลังขี่คลื่นลูกใหม่จากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ เพราะพวกเขาออกแบบมาตั้งแต่ต้นเพื่อให้ทำงานในเบราว์เซอร์

ตัวเลขผู้ใช้สำหรับ Creative Cloud ของ Adobe ซึ่งรวมถึง Photoshop กลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก (CR:SCC Newbyte)
ตัวเลขผู้ใช้สำหรับ Creative Cloud ของ Adobe ซึ่งรวมถึง Photoshop กลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก (CR:SCC Newbyte)

แม้ว่าแนวทางในการทำงานบนเว็บทั้งหมดนั้นจะต้องเสียสละบางสิ่งในแง่ของคุณภาพ แต่ก็ทำให้ลูกค้าปัจจุบันมีวิธีการใหม่ในการใช้ซอฟต์แวร์การออกแบบและเปิดตลาดให้กับผู้ใช้จำนวนมากขึ้นเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับระบบคลาวด์มาก่อน 

นอกจากนี้ยังดึงดูดผู้ใช้รุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาบนเว็บ ในโลกของการออกแบบ Figma ไม่ได้โดดเด่นที่สุดในการปฏิวัติบนเบราว์เซอร์นี้ด้วยซ้ำ บริษัทซอฟต์แวร์ออกแบบของออสเตรเลีย Canva ดูเหมือนเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อธุรกิจการออกแบบกระแสหลักของ Adobe มากเสียกว่า

ในระยะยาวสิ่งที่มักเกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยียุคใหม่ปรากฏขึ้นก็คือตลาดใหม่จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าตลาดเก่ามาก แต่สิ่งนี้มักจะหมายถึงการเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีราคาต่ำกว่าหรือให้ลูกค้าบางรายได้ใช้ผลิตภัณฑ์แบบฟรี ๆ 

Adobe ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางนี้แล้ว โดยได้ประกาศ ซอฟต์แวร์ เวอร์ชัน “freemium” เมื่อปีที่แล้วโดยมุ่งเป้าไปที่ Canva เมื่อย้ายไปยังระบบคลาวด์

Adobe ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าว Wall Street ให้ยอมรับการสร้างรายได้แบบรายปีเพื่อบุกเข้าสู่ตลาดใหม่มาก่อนหน้านี้แล้ว 

แต่ถ้าฝ่ายบริหารของ Adobe คิดว่าความสำเร็จที่ผ่านมาจะทำให้นักลงทุนเข้าใจได้ง่าย พวกเขาก็อาจจะเข้าใจผิดเพราะเหตุผลหนึ่งคือระดับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการซื้อกิจการครั้งใหญ่ครั้งนี้ 

และเช่นเดียวกับเหล่า startup หรือ disrupters ส่วนใหญ่ Figma สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่แตกต่าง การถูกควบรวมอาจทำให้เกิดการปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของวัฒนธรรม ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่การสูญเสียทั้งพนักงานและลูกค้า 

Figma สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่แตกต่าง การถูกควบรวมอาจทำให้เกิดการปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของวัฒนธรรม (CR:RSMS)
Figma สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่แตกต่าง การถูกควบรวมอาจทำให้เกิดการปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของวัฒนธรรม (CR:RSMS)

นอกจากนี้ การต่อยอดเครื่องมือออกแบบที่มีอยู่บนแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันของ Figma ยังทำให้เกิดความท้าทายด้านเทคนิคและการขาย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่หน่วยงานกำกับดูแลการต่อต้านการผูกขาดจะพยายามเข้าไปแทรกแซงหากพวกเขามองว่าการเคลื่อนไหวของ Adobe เป็นวิธีการในการกำจัดคู่แข่ง 

แต่การซื้อกิจการครั้งนี้ก็มีความคล้ายคลึงกับการเข้าซื้อกิจการ Instagram และ WhatsApp ของ Facebook และการครอบครอง YouTube ของ Google 

เมื่อมองย้อนกลับไป หน่วยงานกำกับดูแลบางแห่งอาจจะรู้สึกผิดที่ปล่อยให้ข้อตกลงเหล่านี้ผ่านพ้นไปได้แบบง่ายดาย  

การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Adobe กับอนาคตในครั้งนี้ ทำให้เกิดความผิดหวังในหมู่นักลงทุนด้านเทคโนโลยี การซื้อกิจการเพื่อเติบโตไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนถวิลหาอีกต่อไป พวกเขาต้องการความยั่งยืน และกำไรเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นเพียงเท่านั้น

เป็นโจทย์ใหญ่ครั้งสำคัญของ Adobe เลยนะครับว่าการซื้อกิจการในครั้งนี้ด้วยการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเป็นสถิติใหม่ จะประสบความสำเร็จเหมือนสิ่งที่ Facebook หรือ Google ทำมาก่อนได้หรือไม่

References :
https://www.ft.com/content/1c655bf0-916e-4c05-a58c-f8ba19fa9892
https://www.channelnews.com.au/adobe-takes-on-canva-with-freemium-creative-cloud-offering
https://www.businesstoday.in/latest/corporate/story/adobe-to-buy-figma-for-20-bn-leads-to-drop-in-30-bn-market-value-of-photoshop-maker-347383-2022-09-16
https://www.deccanherald.com/business/business-news/adobe-to-buy-figma-for-20-bn-to-boost-arsenal-of-collaborative-design-tools-1145426.html

สายลับจีน x GE Secret เมื่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวหาปักกิ่งใช้หน่วยสืบราชการลับเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของตน

คณะลูกขุนของรัฐบาลกลางสหรัฐ ตัดสินลงโทษเจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงของจีน ฐานพยายามขโมยความลับจากบริษัท General Electric ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ เพื่อพิจารณาคดี

กระทรวงยุติธรรมกล่าวว่าคณะลูกขุนของรัฐบาลกลางในรัฐโอไฮโอพบว่า Xu Yanjun เจ้าหน้าที่ MSS อาวุโสจากมณฑลเจียงซูมีความผิดใน 5 กระทง รวมถึงอีก 2 กระทงที่พยายามกระทำการจารกรรมทางเศรษฐกิจ

Xu ถูกจับในเบลเยียมในปี 2018 เขาถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐวางแผนจับที่นั่น ซึ่งมีการติดตามความพยายามของเขาในการขโมยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการบิน โดยเฉพาะพัดลมเครื่องยนต์อากาศยานที่ผลิตขึ้นโดย GE Aviation

โดยเฉพาะ“สำหรับผู้ที่สงสัยเป้าหมายที่แท้จริงของสาธารณรัฐประชาชนจีน นี่ควรเป็นการปลุกให้ตื่นขึ้น” Alan Kohler ผู้ช่วยผู้อำนวยการแผนกต่อต้านข่าวกรองของเอฟบีไอ กล่าว 

“พวกเขากำลังขโมยเทคโนโลยีของอเมริกาเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทหาร” 

Matthew Olsen หัวหน้าแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า มันแสดงให้เห็นว่าจีนใช้การจารกรรมเพื่อทำให้อุตสาหกรรมของตนทันสมัยได้อย่างไร“

ด้วยการสนับสนุนจากพันธมิตรของเรา เราจะดำเนินการสอบสวน ดำเนินคดี และจัดการผู้ที่พยายามเอาผลงานการสร้างสรรค์ของอเมริกาอย่างผิดกฎหมายต่อไป”

เขากล่าวว่า การตัดสินลงโทษถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งพยายามอย่างหนักที่จะนำเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของจีนขึ้นศาล 

มันเกิดขึ้นในขณะที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เพิ่มคำเตือนให้กับบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับความพยายามของจีนในการขโมยเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมไฮเทคที่สำคัญ เช่น AI และ เทคโนโลยีอย่าง quantum computer

Xu ถูกกล่าวหาว่าได้ทำการเชิญพนักงานของบริษัทการบินชั้นนำและพาพวกเขาไปจีนเพื่อนำเสนอผลงานที่มหาวิทยาลัยต่างๆ เขาถามพนักงานของ GE Aviation ที่เดินทางไปจีนเพื่อช่วยให้เขาได้รับข้อมูลที่เป็น กรรมสิทธิ์ของ GE

แต่เขาถูกจับกุมในวันที่เขามาถึงยุโรปในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือกับทางการเบลเยี่ยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การจับกุมของเขาถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ MSS ถูกไล่ออกจากจีนและส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ และมันเป็นมากกว่าชัยชนะเชิงสัญลักษณ์

การจับกุม Xu ถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ MSS ถูกไล่ออกจากจีนและส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ (CR:Twitter)
การจับกุม Xu ถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ MSS ถูกไล่ออกจากจีนและส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ (CR:Twitter)

มีหลักฐานมากมายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทั้งเอกสารข่าวกรองอย่างเป็นทางการของจีน แม้แต่บันทึกส่วนตัว เมื่อ Xu ถูกจับ เขามี iPhone อยู่กับเขาซึ่งมีเนื้อหาที่เขาสำรองข้อมูลไว้บนคลาวด์ นั่นทำให้เจ้าหน้าที่สอบสวนของ FBI สามารถกู้คืนข้อมูลทั้งหมดจาก Apple ได้

ซึ่งมีเนื้อหาในอีเมล ทั้ง สไลด์ PowerPoint ที่มีข้อมูลทางเทคนิค รวมถึงอัลกอริธึมและข้อมูลการออกแบบที่ละเอียดอ่อนอื่นๆ สำหรับเครื่องบินที่ทางฝั่งอเมริกาผลิตขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีนี้ กระทรวงการต่างประเทศของจีนตอบกลับว่า “ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ เราเรียกร้องให้สหรัฐฯ จัดการเรื่องนี้อย่างยุติธรรมและรับรองสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายของพลเมืองจีน”

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐและเอฟบีไอได้ยกระดับปฏิบัติการปราบปรามการจารกรรมของจีน ท่ามกลางความกังวลว่าจีนกำลังจัดหาเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับบริษัททางการทหารและรัฐวิสาหกิจของจีน

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ Economic Club of New York เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Chris Wray ผู้อำนวยการ FBI ที่มักจะออกมาพูดเกี่ยวกับการสอดแนมของจีน ได้กระตุ้นให้บริษัทในสหรัฐฯ ระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับการจารกรรมทางไซเบอร์จากประเทศจีน

“โดยส่วนใหญ่ ภัยคุกคามนั้นมาจากรัฐบาลจีนหรือบริษัทต่างๆ ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกเขา” เขากล่าว “และพวกเขามักอ้างว่าจะขโมยไปทำไมในเมื่อพวกเขามีทรัพยากรมนุษย์ที่ดีอยู่แล้วในการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้” 

References :
https://www.ft.com/content/9181a2d2-ae0e-43f7-8ee4-a162f4b701c1
https://www.bloomberg.com/news/features/2022-09-15/china-wanted-ge-s-secrets-but-then-their-spy-got-caught
https://www.economist.com/china/2022/06/01/chinas-spies-are-not-always-as-good-as-advertised

Dan McCrum กับการต่อสู้เพื่อเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับบริษัทเทคโนโลยีลวงโลกอย่าง Wirecard

ในยุคของ crypto ผู้คนกำลังมองหาวิธีง่ายๆ ในการทำเงินบนโลกออนไลน์ โดยแทบไม่รู้ว่าหลายคนก็ได้ใช้วิธีการที่สกปรกเพื่อหาประโยนชน์จากสิ่งเหล่านี้เช่นเดียวกัน

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องอื้อฉาวฉาวโฉ่ที่ล้อมรอบบริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคของเยอรมัน Wirecard บริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของโลกการเงินและเทคโนโลยี

แต่ในในปี 2020 ถูกตีแผ่เรื่องราวจากการดำเนินธุรกิจที่ทุจริตและการรายงานทางการเงินที่ฉ้อฉล และบริษัทต้องถึงกับล้มละลายเมื่อข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

คนที่เปิดเผยการฉ้อโกงนี้เป็นครั้งแรกคือ Dan McCrum จาก Financial Times และเขาได้เขียนหนังสือ Money Men: A Hot Startup, A Billion Dollar Fraud, A Fight for the Truth จนถูกสร้างเป็นสารคดีของ Netflix เรื่อง Skandal!  Wirecard 

Wirecard คืออะไร?

Wirecard เริ่มดำเนินการในปี 1999 ที่มิวนิค และในปี 2002 Marcus Braun อดีตที่ปรึกษาของ KPMG ได้รับการแต่งตั้งเป็น CEO ณ จุดนี้ บริษัทมุ่งเน้นไปที่การให้บริการชำระเงินออนไลน์สำหรับบริษัทที่สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมอื่น ๆ อาจปฏิเสธ เช่น เว็บไซต์ลามกหรือเว็บไซต์การพนัน

Wirecard นั้นได้สร้างความหวือหวาให้กับวงการด้วยเรื่องราวของบุคคลที่มีสีสันของชายสองคนที่ดูแล Wirecard ได้แก่ Markus Braun ผู้บริหารระดับสูงที่มองโลกในแง่ดีและสวมเสื้อคอเต่า (เลียนแบบ Steve Jobs) และ Jan Marsalek ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการแสนเจ้าเล่ห์และหลงตัวเอง  

สองผุ้นำของ Wirecard Markus Braun และ Jan Marsalek (CR:OE24)
สองผุ้นำของ Wirecard Markus Braun และ Jan Marsalek (CR:OE24)

ภายในปี 2005 Wirecard ได้ควบรวมกิจการกับ Electronic Business Systems แล้วทำการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต หนึ่งปีต่อมา บริษัทเข้าสู่ธุรกิจธนาคารโดยการซื้อ e-bank XCOM ซึ่งอนุญาตให้ทั้ง Visa และ Mastercard สามารถจัดการเงินสำหรับร้านค้าได้ 

ณ จุดนี้ บริการค่อนข้างมีความซับซ้อน ทำให้งบดุลในบัญชีตรวจสอบได้ยากขึ้น งบการเงินของบริษัทก็ค่อนข้างซับซ้อนเป็นอย่างมาก ทำให้แทบไม่มีใครรู้ว่าที่แท้จริงแล้วธุรกิจของ Wirecard คืออะไรกันแน่

เมื่อความผิดปรกติเกิดขึ้น

ในปี 2008 เมื่อหัวหน้าสมาคมผู้ถือหุ้นของเยอรมนีสังเกตเห็นความผิดปกติทางการเงินในงบดุล และ EY (Ernst & Young) ถูกให้เข้ามาเพื่อตรวจสอบบัญชีของบริษัท

อย่างไรก็ตาม Wirecard ยังคงดำเนินการอยู่และกำลังขยายไปทั่วโลก หลังจากระดมทุน 500 ล้านยูโรจากนักลงทุน พวกเขาได้เข้าซื้อบริษัทชำระเงินในเอเชียและตั้งฐานที่มั่นในสิงคโปร์ 

Financial Times เริ่มรายงานเกี่ยวกับบริษัทในปี 2015 และเผยแพร่เรื่องราวภายใต้ซีรี่ส์ ‘House Of Wirecard’ แต่เมื่อ Wirecard ตรวจสอบข้อกล่าวหาและปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นความจริง ทนายความของ Wirecard ได้ตอบโต้กลับและสั่งฟ้อง Financial Times 

J Capital Research ยังรายงานด้วยว่าการดำเนินงานในเอเชียของพวกเขานั้นไม่เหมือนอย่างที่พวกเขาคุยโม้ไว้ ซึ่ง Wirecard ปฏิเสธ และพวกเขาได้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในอเมริกาด้วยการซื้อธุรกิจบัตรเติมเงินจาก Citibank เพื่อให้สามารถเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาได้

ภายในปี 2018 ที่ประเทศสิงคโปร์ มีผู้แจ้งเบาะแสซึ่งเป็นอดีตทนายความของ Wirecard ซึ่งเปิดโปง เรื่องราวของเงินที่บริษัทได้ส่งเงินไปยังอินเดียผ่านบุคคลที่สามอย่างฉ้อฉล 

แต่การสอบสวนถูกกวาดไปอยู่ใต้พรม และในปีนั้น บริษัทมีมูลค่า 24 พันล้านยูโร โดย Braun มีสัดส่วนถือหุ้นอยู่ที่ 1.6 พันล้านยูโร บริษัทมองหาแนวทางที่จะกลายเป็นยูนิคอร์นในเยอรมนี โดยสามารถแข่งขันกับบริษัทอเมริกันที่ใหญ่ที่สุดในซิลิคอนแวลลีย์ 

ในปี 2019 BaFin หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินแห่งสหพันธรัฐเยอรมันเริ่มสอบสวน Wirecard และสั่งห้ามขายชอร์ตหุ้นเป็นเวลา 2 เดือน เนื่องจากเกรงว่าบริษัทจะมีการบิดเบือนตลาดหุ้น

แม้ว่า FT จะ เปิดเผยว่าธุรกิจของ Wirecard ครึ่งหนึ่งเป็นธุรกิจภายนอกที่แทบไม่มีอยู่จริง แต่ก็มีเรื่องที่น่าแปลกที่ Wirecard ยังสามารถเจรจาการลงทุนมูลค่า 900 ล้านยูโรจาก Softbank ของญี่ปุ่นได้

Softbank เข้าลงทุนกว่าพันล้านดอลลาร์ใน Wirecard (CR:Barron's)
Softbank เข้าลงทุนกว่าพันล้านดอลลาร์ใน Wirecard (CR:Barron’s)

มูลค่าหุ้นของ Wirecard เริ่มร่วงลงในปีเดียวกันนั้น Wirecard อ้างว่า “มีการสมรู้ร่วมคิดโดยผู้ขายชอร์ตหุ้น” และแต่งตั้งนักสืบเอกชนเพื่อติดตามผู้ที่รายงานหรือสืบสวนคดีนี้

Dan McCrum และทีมงานถูกสั่งพักงานเพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนสมรู้ร่วมคิดดังกล่าวหรือไม่ ทีมนักสืบเอกชนของ Wirecard ปลอมเป็นท่านชีคจากคูเวตหลอกว่าจะไปร่วมลงทุนกับหนึ่งในนักชอร์ตหุ้นที่ได้รับข้อมูลการสืบสวนมาจาก Financial Times

หลังจากนั้นบริษัทบัญชียักษ์ใหญ่อย่าง KPMG ถูกเชิญให้ไปทำการตรวจสอบควบคู่ไปกับ EY และ EY ได้รับเอกสารจากฟิลิปปินส์โดยอ้างว่ามีเงินทุน 1.9 พันล้านยูโรอยู่ในธนาคารสองแห่งในประเทศ 

เมื่อรายงานของ KPMG ถูกเปิดเผยในเดือนเมษายน ระบุว่า “ไม่สามารถยืนยันได้” ว่าเงินทุน 1.9 พันล้านยูโรนั้นมีอยู่จริง

ในเดือนมิถุนายน 2002 BaFin ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนทางอาญาเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้เข้าใจผิดต่อนักลงทุน Wirecard ก่อนการเผยแพร่รายงานของ KPMG 

สำนักงานของ Wirecard ถูกบุกค้น และอัยการมิวนิกเริ่มการสอบสวนคดีอาญากับ Braun เพียงไม่กี่วันต่อมา KPMG ได้เปิดเผยรายงานการตรวจสอบว่าเงิน 1.9 พันล้านยูโรหายไปจริง ๆ และหุ้นของพวกเขาก็ล้มพังทลายลงมาแทบจะทันที

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน Braun ลาออกและอีกสามวันต่อมา Wirecard เปิดเผยว่าเงินจำนวน 1.9 พันล้านยูโรไม่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นการเปิดเผยข้อมูลจริง ๆ เป็นครั้งแรกของบริษัทในรอบหลายปี

Braun ถูกจับในข้อหาทำบัญชีเท็จและยักยอกตลาด และบริษัทประกาศล้มละลายในอีกสองวันต่อมา

ตอนนี้ Braun อยู่ที่ไหน

ในเดือนมีนาคม 2022 อัยการเมืองมิวนิกตั้งข้อหากับ braun ในข้อหาฉ้อโกง และยักยอกบัญชี และขณะนี้เขากำลังรอการพิจารณาคดี Braun ปฏิเสธในข้อกล่าวหาเหล่านี้และอ้างว่าเขาเองก็ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงเช่นกัน

จากการสืบสวนพบว่า Jan Marsalek มีการเชื่อมต่อกับหน่วยข่าวกรองในรัสเซียและลิเบียอย่างลับๆ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการกิจกรรมฉ้อโกงส่วนใหญ่ ซึ่งแม้กระทั่งตอนที่ทุกอย่างกำลังจะถูกเปิดเผยออกมา แต่เขาไม่เคยหยุดคิดการใหญ่

ในนาทีสุดท้าย Marsalek พยายามที่จะเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องราวอันฉาวโฉ่ของ Wirecard โดยการเข้ายึด Deutsche Bank ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมัน แต่มันก็ไม่สำเร็จ 

Marsalek หายตัวไปไม่นานหลังจากที่เขาถูกไล่ออกจากบริษัท และปัจจุบันเป็นที่ต้องการตัวของตำรวจเยอรมัน เขาอยู่ในรายชื่อผู้ลี้ภัยที่ต้องการตัวมากที่สุดของยุโรปของ Europol

Jan Marsalek ที่กลายเป็นผู้ร้ายที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของ Europol (CR:DW)
Jan Marsalek ที่กลายเป็นผู้ร้ายที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของ Europol (CR:DW)

บทสรุป

เรื่องราวของ Wirecard ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีลวงโลกที่น่าสนใจมาก ๆ ที่สำคัญมันยังเกิดในประเทศอย่างเยอรมัน ซึ่งพวกเขาสามารถหลอกลวงหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐได้เป็นเวลานานมาก ๆ โดยที่ไม่มีใครระแคะระคาย

สิ่งที่เหลือเชื่อก็คือ ในขณะที่ชื่อของพวกเขากำลังเป็นข่าว แต่ Softbank ก็ยังกล้าเข้ามาลงทุนเป็นพันล้านดอลลาร์ นั่นช่วยให้ข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับ Wirecard ลดน้อยลงไป

เหล่านักการเมืองของเยอรมันปฏิเสธที่จะมาตรวจสอบอย่างจริงจังในช่วงแรก ๆ พวกเขามองแค่ว่าประเทศอื่นๆ ต่างอิจฉาที่มีฟินเทคชื่อดังเกิดขึ้นในเยอรมัน และ Wirecard ได้กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สำคัญและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ

นั่นเป็นยุคก่อนหน้าที่เทคโนโลยียังไม่ซับซ้อนเท่าในทุกวันนี้ เราได้เห็นกลลวงหลอกโดยอ้างเทคโนโลยีมากมาย ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน รวมถึงเส้นทางการฟอกเงินที่มีความซับซ้อนมากกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายกลลวงหรือแชร์ลูกโซ่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันก็คือมุกเดิม ๆ ที่แค่เปลี่ยนเทคโนโลยีที่เป็นฉากบังหน้าเพียงเท่านั้นนั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/culture/2022/06/16/how-one-journalist-exposed-the-wirecard-scandal
https://www.reuters.com/article/us-germany-wirecard-inquiry-timeline-idUSKBN2B811J
https://www.esquire.com/uk/culture/a41040983/wirecard-scandal-true-story/
https://kunai-co.medium.com/how-wirecard-became-germanys-enron-7bf9f3c20039