อัลกอริทึม Social Media กับวิธีที่พวกมันส่งผลต่อการมองโลกของมนุษย์เรา

ต้องบอกว่าในโลกยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารนั้นมีเยอะไปหมด เพราะทุกคนสามารถที่จะเข้ามาเป็นสื่อได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่มี account ใน social media แต่นั่นเองที่ทำให้เครือข่าย social media ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายกำลังควบคุมสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราอ่านผ่าน อัลกอริธึมที่มีความซับซ้อนของพวกเขา

เราบอกลา feed ที่สามารถมองเห็นทุกอย่างทุกแง่มุมของข่าวสารต่าง ๆ มาเป็นเวลานานมากแล้ว แม้กระทั่ง เพจ ที่เราปักหมุดไว้ว่าเราต้องการดูมันเป็นอันดับแรก เหมือนที่เคยมีใน features อย่าง see first ของ facebook ตอนนี้มันก็ได้หายไปจากระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เราอยู่ในยุคที่ถูกคอนโทรลโดยสมบูรณ์ผ่าน ระบบเครือข่าย Social Media ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่จะป้อนข้อมูลอะไรมาให้เราอ่าน

ในบทความของ The Wall Street Journal ที่เขียนโดย Joanna Stren นั้นมีบทวิเคราะห์ในเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจที่ผมอยากจะนำมาเล่าให้ฟัง

ปัญหานี้มันได้เกิดขึ้นมานาน โดยจุดเริ่มต้นน่าจะมาจากการเกิดขึ้นของ News Feed ของ Facebook ที่เริ่มถูกขับเคลื่อนโดยอัลกอริธึมในปี 2009 และพัฒนาต่อเนื่องมาจากความสนใจ และ พฤติกรรมของผู้ใช้งาน

แม้ facebook จะพยายามปรับอัลกอริธึมดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือน ปัญหาทั้งเรื่อง Fake News หรือ Bias Content นั้น ดูจะไม่มีทีท่าจะลดลงไปเลย ยิ่งโลกเราเกิดปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของ COVID-19 มันยิ่งทำให้ fake news กระจายเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ ทั้งเรื่องปัญหาการก่อความไม่สงบ ผู้ก่อการร้าย หรือ ข้อมูลทฤษฏีสมคบคิดต่าง ๆ ได้แพร่กระจายเต็มไปหมดในโลก Social Media

มันได้เกิดสถานการณ์ร้ายแรงขึ้น แม้กระทั่งในประเทศบ้านเกิดของ Facebook เองอย่างประเทศอเมริกา การเกิดขึ้นของ QAnon , ชาตินิยมผิวขาว ที่สุดท้ายได้ก่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อย่างที่เกิดขึ้นในรัฐสภาของอเมริกา ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศที่มีเสรีภาพเต็มเปี่ยมอย่างอเมริกามาก่อน ปัจจัยสำคัญก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากเครือข่าย Social Media

แนวคิดที่น่าสนใจของ Joanna Stren ที่ได้แบ่งปันแนวคิด เพื่อแก้ปัญหาทั้งหมด โดยเธอได้เสนอ idea ไว้สามอย่างที่น่าสนใจ

แนวคิด #1 : ไม่มีอัลกอริธึม ไม่มีโฆษณา

แน่นอนว่า พื้นฐานหลักของเครือข่าย Social Media ก็คือโฆษณา ที่เป็นทุนสำคัญในการ-ขับเคลื่อนระบบของพวกเขา

แต่โฆษณา ก็เป็นสิ่งสำคัญในการผลักดันให้เกิดการสร้างข้อมูลผิด ๆ หรือ fake news ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาทางด้านการเมือง เนื้อหาทางด้านสุขภาพแบบผิด ๆ การกำจัดโฆษณา ก็ทำให้ไม่มีสมาชิกคนใดในแพล็ตฟอร์มสามารถเพิ่มเนื้อหาลงไปใน feed ของคนอื่นได้นั่นเอง

มีความน่าสนใจของ app ตัวนึงที่ชื่อว่า MeWe เครือข่าย Social Media ที่คิดมุมกลับ กับทุกสิ่งที่เราเห็นในแพล็ตฟอร์มใหญ่ ๆ ในทุกวันนี้ พวกเขาทำการตลาดตัวเองว่าต่อต้าน Facebook มี feed ที่ไม่ใช้อัลกอริธึมใด ๆ และสร้างรายได้จาก features แบบชำระเงิน รวมถึงตัวเลือกสมาชิกแบบพรีเมี่ยมเท่านั้น

MeWe เครือข่ายโซเชียลที่ทำการตลาดตัวเองว่าต่อต้าน Facebook มีฟีดที่ไม่ใช่อัลกอริทึม ภาพ: MEWE
MeWe เครือข่ายโซเชียลที่ทำการตลาดตัวเองว่าต่อต้าน Facebook มีฟีดที่ไม่ใช่อัลกอริทึม ภาพ: MEWE

แนวคิด # 2: จัดลำดับความสำคัญของข้อมูลใหม่

เหล่าผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้แพล็ตฟอร์มต่าง ๆ จริงจังกับการลดความสำคัญของ การสร้างความเกลียดชัง เรื่องทฤษฏีสมคบคิด และ ทำการจัดลำดับความสำคัญตามความน่าเชื่อถือของข้อมูลอย่างรอบคอบ

มีข้อพิสูจน์ที่น่าสใจว่าสิ่งเหล่านี้ทำได้ ถ้าเหล่าผู้บริหารแพลตฟอร์มตั้งใจจะทำมันจริง ๆ ไม่คิดถึงเรื่องเงินเป็นใหญ่ โดยในการศึกษาในปี 2020 ศาสตราจารย์ ฟาริด จาก UC Berkeley และ นักวิจัยคนอื่น ๆ พบว่า Youtube ได้ลดการโปรโมตวีดีโอที่เป็นทฤษฏีสมคบคิด หลังจากที่บริษัทได้เริ่มทำการเปลี่ยน อัลกอริธึม การแนะนำวีดีโอ

Facebook ก็ทำเช่นเดียวกัน ในช่วงหลายสัปดาห์ที่นำไปสู่การเลือกตั้ง Facebook และ Instagram ได้ดำเนินการเพื่อ จำกัด การแพร่กระจายของข้อมูลที่จัดว่าเป็นข้อมูลที่ผิด รวมถึงการอ้างสิทธิ์ที่ถูกหักล้างเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งและการฉ้อโกงบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมันมีผลในการเพิ่มการแสดงผลให้กับแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้

แนวคิด # 3: ให้การควบคุมกลับคืนมาสู่ผู้ใช้งาน

“จะเป็นอย่างไรหากผู้คนสามารถพูดว่า ‘ฉันต้องการดูข่าวจากแหล่งข้อมูลทางการเมืองจากทุก ๆ แหล่งข้อมูล’ หรือ ‘ฉันต้องการดูโพสต์จากเพื่อนและครอบครัวเท่านั้น’” Jesse Lehrich ผู้ร่วมก่อตั้ง Accountable Tech องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่อุทิศตนเพื่อต่อต้านการบิดเบือนข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย กล่าว

อย่างน้อย Facebook ก็ช่วยให้เราเห็นข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับสาเหตุที่เราได้เห็นในบางสิ่งจากหน้า feed  เพียงแค่แตะจุดแนวนอนสามจุดบนโพสต์ใดก็ได้ในฟีดของคุณจากนั้น เพียงแค่คลิกที่ “ทำไมฉันจึงเห็นโพสต์นี้”

ฟีดตามลำดับเวลา คือคำตอบ ที่ดี่ที่สุด มีวิธีที่จะคืนค่าบริการบางอย่าง อย่างน้อยก็ชั่วคราว อย่างไรก็ตามการตั้งค่าเหล่านี้มักจะถูกซ่อนไว้ให้ใช้งานยาก

Facebook : ในเว็บเบราว์เซอร์ไปที่ไอคอนหน้าแรกที่ด้านบนของฟีดเลื่อนดูเมนูทางด้านซ้าย เลือก “ดูเพิ่มเติม” แล้วเลือก “ล่าสุด” ในแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ไปที่เส้นแนวนอนสามเส้นที่ด้านบนหรือด้านล่างขวาของหน้าจอแล้วมองหา “ล่าสุด” แต่มันจะไม่สามารถตั้งค่าถาวรได้

Twitter: Twitter ง่ายกว่ามาก รูปดาวเล็ก ๆ ที่มุมขวาบนของเว็บไซต์และแอปช่วยให้เรา “ดูทวีตล่าสุด” แทน “ทวีตยอดนิยม” 

Twitter ทำให้การเข้าถึงฟีดตามลำดับเวลาง่ายกว่าแอปโซเชียลมีเดียอื่น ๆ เพียงคลิกประกายไฟที่ด้านบนขวาของแอปและเว็บไซต์ ภาพ: TWITTER
Twitter ทำให้การเข้าถึงฟีดตามลำดับเวลาง่ายกว่าแอปโซเชียลมีเดียอื่น ๆ เพียงคลิกประกายไฟที่ด้านบนขวาของแอปและเว็บไซต์ ภาพ: TWITTER

YouTube: เราไม่สามารถปิดคำแนะนำอัลกอริทึมทั้งชุดได้ แต่สามารถเปลี่ยนเป็น “วิดีโอล่าสุด” ในแต่ละหมวดหมู่หรือคำค้นหา และยังสามารถปิดการเล่นอัตโนมัติ ในเว็บเบราว์เซอร์ให้มองหาปุ่มเปิด-ปิด เล็ก ๆ ที่มีปุ่มเล่นที่ด้านล่างของโปรแกรมเล่นวิดีโอ ในแอปให้มองหาปุ่มเปิด-ปิด เล็ก ๆ ที่ด้านบนของโปรแกรมเล่นวิดีโอ

Instagram: ไม่สามารถทำได้ ใช้ระบบการคัดเลือกโพสต์แบบอัลกอริทึมเท่านั้น โฆษกหญิงของ Facebook อธิบายว่าด้วยฟีดตามลำดับเวลาแบบเก่าผู้คนพลาดโพสต์ถึง 70% ในฟีดซึ่งเป็นโพสต์ของเพื่อนและครอบครัวเกือบครึ่งหนึ่ง หลังจากทำการเปลี่ยนแปลงฟีดอัลกอริทึม บริษัท พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้คนเห็นโพสต์ของเพื่อนมากกว่า 90%

แน่นอนว่า หากข้อมูลใน feed เหล่านี้ป็นเพียงเรื่องของเพื่อนและครอบครัวของเรา นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หลายปีที่ผ่านมา Social Media ไม่ได้เป็นเพียงแค่การติดตามเรื่องราวของเพื่อน ๆ หรือครอบครัวเราเท่านั้น แต่ตอนนี้มันได้กลายเป็นช่องทางที่สร้างมุมมองกับเราที่มีต่อโลก หรือ แอบยัดเยียดแนวคิดต่าง ๆ ให้กับเราด้วยนั่นเองครับผม

References : https://malinowski.house.gov/media/press-releases/reps-malinowski-and-eshoo-introduce-bill-hold-tech-platforms-liable-algorithmic
https://www.wsj.com/articles/social-media-algorithms-rule-how-we-see-the-world-good-luck-trying-to-stop-them-11610884800
https://farid.berkeley.edu/downloads/publications/arxiv20.pdf
https://www.wsj.com/articles/google-facebook-agreed-to-team-up-against-possible-antitrust-action-draft-lawsuit-says-11608612219

Better Community กับ Privacy ที่หายไปของ Facebook Messenger

ต้องบอกว่าถือเป็นหนึ่งแพล็ตฟอร์มทางด้าน Social Network ที่มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องสำหรับ ยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง Facebook ที่มีผู้ใช้งานหลายพันล้านคนทั่วโลก

ก่อนหน้านี้เราจะได้เห็นถึงการปรับอัลกอริธึมครั้งใหญ่ หลังจากมีข่าวฉาว ทั้งเรื่องข้อมูลหลุด ข้อมูล fake news การ bully ที่แพร่กระจายในแพล็ตฟอร์มอย่างรวดเร็ว และ facebook ก็ถือเป็นหนึ่งในแพล็ตฟอร์มที่ต้องรับผิดชอบไปเต็ม ๆ กับเรื่องราวดังกล่าวที่เกิดขึ้น

แน่นอนว่ามันได้ส่งผลกระทบชัดเจน ต่อ ผู้ลงโฆษณา ใน facebook ที่มีกฏระเบียบที่เคร่งครัดมากยิ่งขึ้น การยิงโฆษณา โดยเฉพาะสายที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง sensitive ทั้งด้านการเมือง ทั้งเรื่องการแพทย์ ยารักษาโรค ครีมต่าง ๆ นั้น จะเห็นได้ว่ามันลดน้อยลงไปอย่างมาก เนื่องจากการจัดการขั้นเด็ดขาดของ facebook

ซึ่งสิ่งที่พวกเขาทำแน่นอนว่า มันเป็นเรื่องของการสร้างสังคมที่ดีขึ้น อย่างที่ Mark Zuckerberg ได้กล่าวไว้ ว่าจะทำให้ facebook เป็นสังคมที่ดีที่สุด และพยายามปรับอัลกอริธึมหลาย ๆ ครั้ง ที่เน้นไปที่ผู้ใช้งานจริง ๆ มากยิ่งขึ้น

เรียกได้ว่า facebook เริ่มเข้ามาแคร์ความรู้สึกของผู้ใช้งานมากขึ้น พยายามให้เห็นสิ่งที่เพื่อน ครอบครัว หรือ คนที่มีปฏิสัมพันธ์กับเรามากยิ่งขึ้น เพื่อสร้าง community ที่ดียิ่งขึ้น

แต่จากการปรับอัลกอริธึมให้กรอง content แบบละเอียด ในทุก ๆ ส่วนของแพล็ตฟอร์มนั้น ก็ทำให้ facebook เริ่มเข้ามาเซ็นเซอร์เนื้อหาจากผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และหนึ่งใน app ที่โดนนั่นก็คือ facebook messenger

ถ้าวิเคราะห์กันให้ดี platfrom chat กับ platform social นั้น มีข้อมูลที่แตกต่างกันสิ้นเชิง ในข้อมูล chat นั้นเรามีข้อมุลที่ Sensitive ที่เราใช้คุยกับคนที่เราไว้ใจอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเรื่องการเจ็บป่วยร้ายแรง หรือ เรื่องทางการเงิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ค่อนข้าง sensitive กว่าข้อมูลที่เราเผยแพร่ไปใน social เพราะมันเป็นการ chat แบบบุคคล ต่อ บุคคล

และใน chat มันเป็นสิ่งที่มีความลับ เรื่อง sensitive ต่าง ๆ และตอนนี้ เราจะเห็นได้ว่า facebook เริ่มเข้ามาแบนกันในระดับ app messenger แล้วด้วยซ้ำ หาก มีการ chat ในเรื่องที่เป็นประเด็นที่มีปัญหาเช่นการ bully หรือ เรื่องลามกอนาจารต่าง ๆ

ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทำแตกต่างจาก platfrom chat อื่น ๆ เป็นอย่างมาก ที่ส่วนใหญ่ในเรื่องการ chat หรือ messenging service นั้นจะค่อนข้างเปิดกว่า ไม่มีการเข้ามาเซ็นเซอร์อะไรแต่อย่างใด

ซึ่งมันกำลังทำให้ แพล็ตฟอร์ม กำลังละเมิด privacy ของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดสำคัญต่ออนาคตของ messenger app ของ facebook เองด้วย

เพราะในอนาคต อาจจะมีผลทำให้ผู้ใช้งานหนีไปใช้ platform อื่นที่ปลอดภัยกว่าเลยก็ได้ เนื่องจากการเสียข้อมูลที่ sensitive เหล่านี้ไปให้ facebook ทำการวิเคราะห์นั้นคงไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับผู้ใช้งานอย่างแน่นอนนั่นเองครับผม

Credit Image : https://sabrangindia.in/article/facebook-functioning-behest-us-israeli-governments

Squirrel AI กับการยกเครื่องหลักสูตรด้วย AI ที่กำลังพลิกโฉมวิธีการเรียนรู้ของโลกเราไปตลอดกาล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้ดำเนินการเร่งปฏิรูปทางด้านการศึกษาโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง เทคโนโลยีทางด้าน AI เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่นี้

มีความน่าสนใจอย่างนึงที่เกิดขึ้นในประเทศจีนเมื่อบริษัทสตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า Squirrel AI ได้เข้ามาปฏิวัติการเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมของประเทศจีน

มันเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปจากแนวคิดการเรียนแบบเดิม ๆ เมื่อ Squirrel AI นั้นได้เข้ามาแทนที่ครูที่เป็นมนุษย์แบบเดิม ๆ ด้วยอัลกอริทึม AI ซึ่งจะจัดการกับบทเรียนต่าง ๆ ของนักเรียนแทน

ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการทดลองที่โรงเรียนมัธยมในเมืองหางโจว พบว่า เมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา คะแนนสอบของนักเรียนเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 62.5% และในอีก 2 ปีถัดมาเพิ่มขึ้นเป็น 85% จากการสอบครั้งสุดท้ายของการเรียนในระดับชั้นมัธยม

มันเป็นการยกระดับการศึกษาครั้งสำคัญโดยใช้เทคโนโลยีอย่าง AI ในประเทศจีน และต้องบอกว่าในปัจจุบันนักเรียนนับล้านคนของประเทศจีน ใช้รูปแบบของ AI ในการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมการสอนนอกหลักสูตร หรือแม้กระทั่งในห้องเรียนหลักของพวกเขาก็ตาม ถือว่าเป็นการทดลองครั้งใหญ่ที่สุดของโลกเกี่ยวกับ AI ในด้านการศึกษาเลยก็ว่าได้

ซึ่งต้องบอกว่า Squirrel AI นั้น เป็นหนึ่งในบริษัทการศึกษา AI ที่ใหญ่ที่สุดในจีน และในฐานะที่พวกขาเป็นที่หนึ่งในประเทศ พวกเขาก็พร้อมที่จะเผยแพร่วิธีการดังกล่าวไปยังต่างประเทศ

Derek Li ผู้ก่อตั้ง Squirrel AI ยังได้เปิดห้องปฏิบัติการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon เพื่อศึกษาการเรียนรู้ส่วนบุคคลโดยใช้เทคโนโลยี AI และจะทำการส่งออกเทคโนโลยีดังกล่าวไปทั่วโลก

Derek Li ผู้ก่อตั้ง Squirrel AI
Derek Li ผู้ก่อตั้ง Squirrel AI

สามสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการศึกษาด้วย AI ของจีน ประการแรกคือเรื่องการลดหย่อนภาษี และ สิ่งจูงใจอื่น ๆ สำหรับบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีทางด้าน AI ที่ปรับปรุงทุกอย่างตั้งแต่การเรียนรู้ของนักเรียนไปจนถึงการฝึกอบรมครู รวมถึงการจัดการและบริหารโรงเรียน

ประการที่สองคือ การแข่งขันทางวิชาการในจีน นั้นดุเดือดเป็นอย่างมาก มีนักเรียนกว่า 10 ล้านคนในแต่ละปี ที่ต้องสอบ gaokao เพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย ซึ่งคะแนนนี้นี่เองที่จะเป็นตัวกำหนดว่าจะได้เรียนในระดับปริญญาหรือไม่ และ ที่มหาวิทยาลัยใด

ในประเทศจีน การเข้ามหาวิทยาลัยดัง ๆ นั้นถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดชีวิตของนักเรียนแต่ละคนเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าผู้ปกครองก็เต็มใจที่จะจ่ายเงินสำหรับการสอนพิเศษ หรือ สิ่งอื่นใดที่จะช่วยให้บุตรหลานของพวกเขาประสบความสำเร็จในการสอบ

ซึ่ง Squirrel AI ก็มุ่งเน้นไปที่การช่วยให้นักเรียนทำคะแนนได้ดีขึ้น ในการทดสอบมาตรฐานประจำปี หรือ gaokao มีการออกแบบระบบให้วิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น และปรับแต่ง ทำนายรูปแบบความเป็นไปได้ ที่จะส่งผลให้คะแนนของนักเรียนดีขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีอย่าง AI

สำหรับ Li ผู้ก่อตั้ง Squirrel AI นั้น วิสัยทัศน์ของเขาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การติวนักเรียนเพียงเท่านั้น เขามีความทะเยอทะยานที่จะบูรณาการหลักสูตรเข้ากับห้องเรียนหลักโดยตรง ซึ่ง Squirrel กำลังหารือกับโรงเรียนหลายแห่งในประเทศจีนเพื่อให้ระบบดังกล่าวกลายเป็นระบบหลักในการเรียนการสอนในประเทศจีน

“เราต้องการเปลี่ยนแปลงอนาคตของการศึกษาจีนด้วยเทคโนโลยี” Li กล่าวเสมอ การทดลองจำนวนมากในปัจจุบันของจีนในการศึกษาด้วยเทคโนโลยี AI โดยวิธีการปฏิวัติดังกล่าวอาจเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของโลกเราไปตลอดกาล

References : https://www.compasslist.com/insights/squirrel-ai-edtechs-ai-based-personalized-tutoring-eases-load-for-students-and-teachers
https://www.technologyreview.com/2019/08/02/131198/china-squirrel-has-started-a-grand-experiment-in-ai-education-it-could-reshape-how-the

Rachel Lim ลาออกจากมหาลัย ยืมเงินก้อนสุดท้ายของแม่ เพื่อสร้างอาณาจักรแฟชั่นร้อยล้าน

การเริ่มต้นธุรกิจเป็นเรื่องที่เสี่ยงสำหรับทุกคนเสมอ แต่เมื่อ Rachel Lim ออกเดินทางเพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมค้าปลีก การเดิมพันชีวิตของเธอก็มากเป็นพิเศษ เพราะเงินออมทั้งชีวิตของแม่ของเธอกำลังถูกนำมาเดิมพันกับธุรกิจ

เด็กหญิงอายุ 21 ปีต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ในการลาออกจากวิทยาลัยก่อนเวลา เพื่อไล่ตามความฝันของเธอ และไม่มีเงินเป็นของตัวเองเธอจึงหันไปหาคน ๆ เดียวที่เธอทำได้

“ฉันมีทุนการศึกษาที่ผูกมัดกับรัฐบาล ดังนั้นฉันจึงต้องจ่ายค่าปรับเพื่อหยุดเรียนแล้วหันมาเริ่มต้นธุรกิจ” ผู้ประกอบการชาวสิงคโปร์กล่าว  “เห็นได้ชัดว่าฉันไม่มีเงินดังนั้นฉันจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไปหาแม่และขอเงินกู้”

แม่ของ Lim ทำงานสองงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวหลังจากวิกฤตการเงินในเอเชียปี 1997 ทำให้ธุรกิจการเดินเรือของพ่อของเธอต้องล้มละลาย อย่างไรก็ตาม Lim กล่าวว่าเป็นแรงกดดันที่เธอต้องการเพื่อให้ธุรกิจของเธอประสบความสำเร็จ

“นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ฉันรู้ว่าฉันล้มเหลวไม่ได้ ฉันไม่สามารถทำให้แม่ของฉันผิดหวังได้” เธอกล่าว

ความเร่งรีบในโรงเรียนมัธยม

Lim เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Love, Bonito ซึ่งเป็นแบรนด์แฟชั่นหญิงที่ออกแบบมาเพื่อนักช้อปชาวเอเชียโดยเฉพาะ

แบรนด์ของเธออย่าง Love,Bonito ในปัจจุบันประดับประดาให้กับตู้เสื้อผ้าของผู้หญิงทั้งจากฮ่องกงและออสเตรเลียไปจนถึงสหรัฐอเมริกา

แต่เมื่อเธอเริ่มต้นกับพี่สาวและน้องสาว Viola และ Velda Tan การเริ่มต้นโดยการสร้างบล็อกเสื้อผ้ามือสองของพวกเขาในสิงคโปร์เมื่อ 15 ปีก่อน ซึ่งต้องบอกว่าวิสัยทัศน์ดังกล่าวดูห่างไกลมากนัก

Rachel Lim และ Viola Tan ผู้ร่วมก่อตั้ง Love, Bonito
Rachel Lim และ Viola Tan ผู้ร่วมก่อตั้ง Love, Bonito

“ฉันและเพื่อน ๆ เรายังเรียนอยู่ในโรงเรียนและเรากำลังคิดหาวิธีหาเงินพิเศษ” Lim เล่า

“เราคิดว่า เอาล่ะทำไมเราไม่ขายเสื้อผ้าทางออนไลน์ล่ะ’ เสื้อผ้าที่เราจะใส่ครั้งเดียวหรือสองครั้งหรือจะไม่ใส่อีกต่อไป” เธอกล่าว

ในปี 2005 การค้าปลีกออนไลน์เพิ่งเริ่มต้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว

“คนที่มาจาก มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ฮ่องกงจะได้ยินเกี่ยวกับเรา เพราะพวกเขาค้นหาตามบล็อกหรือเว็บไซต์ นั่นคือตอนที่เราตระหนักว่า สามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลกได้ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว” Lim กล่าว

การสร้างรันเวย์ใหม่ของธุรกิจแฟชั่น

นั่นทำให้จากบล็อก BonitoChico บล็อกเสื้อผ้าที่ชื่นชอบ ได้กลายมาเป็น Love,Bonito เว็บไซต์แฟชั่นแบบเต็มตัว

“ตอนที่เราจะนำเข้าเสื้อผ้ามาขายมักจะมีบางอย่างที่เป็น pain point” เธอกล่าว

“แบรนด์ต่างประเทศจำนวนมากให้ความสำคัญกับผู้หญิงยุโรป อเมริกาที่มีสัดส่วนของร่างกาย สีผิว ความชอบและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันมาก”

สิ่งดังกล่าวได้จุดประกายให้กับผู้ก่อตั้งรุ่นเยาว์: เพื่อสร้างเว๊บไซต์สายแฟชั่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อผู้หญิงเอเชียโดยเฉพาะโดยมีขนาดที่เล็กลงและการตัดเย็บที่อ่อนโยนมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นพวกเขาจึงทำให้ธุรกิจมีรูปลักษณ์ใหม่โดยเปลี่ยนชื่อเป็น Love, Bonito ที่สื่อถึงจดหมายรักถึงลูกค้า – และสร้างทีมออกแบบขึ้นมาเองภายในองค์กร เพื่อให้เหมาะกับสัดส่วนชาวเอเชียมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างแท้จริง Lim รู้ว่าพวกเขาต้องทำอะไรบางอย่าง

ดังนั้นในปี 2009 ซึ่งเหลือเพียงแค่แปดเดือนของการศึกษาระดับปริญญาตรี Lim ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยลาออกจากมหาวิทยาลัย และให้ความสำคัญกับธุรกิจแบบเต็มตัว

“ฉันก็รู้ว่าฉันต้องมุ่งเน้นไปที่สิ่งเดียว” Lim กล่าว แม้ว่านั่นจะหมายถึงการต้องพึ่งพาแม่ของเธอเพื่อขอการสนับสนุนเรื่องเงินทุน

Lim ใช้เงินออมของแม่ทั้งชีวิตเพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจที่เธอจะพลาดไม่ได้
Lim ใช้เงินออมของแม่ทั้งชีวิตเพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจที่เธอจะพลาดไม่ได้

“เธอกังวลมากเพราะการขายของออนไลน์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น” Lim กล่าวถึงแม่ของเธอ “ เธอกังวลมากว่านี่อาจจะเป็นสิ่งไม่ถูกกฎหมายหรือรัฐบาลจะมาตามหาเรา”

“แต่ในตอนท้ายเธอตัดสินใจที่จะทำตามความฝันของเธอในที่สุด” เธอกล่าว

แฟชั่นแห่งอนาคต

ในช่วงหลายปีต่อมา Lim และผู้ร่วมก่อตั้งของเธอได้สร้างสินค้าเสื้อผ้าสายแฟชั่นที่ราคาไม่แพงและเข้าถึงได้สำหรับตลาดเอเชีย

ซึ่งรวมถึงการสรรหาทีมนักออกแบบเพื่อดำเนินกระบวนการสร้างสรรค์เต็มรูปแบบตั้งแต่การวิจัยและการเลือกผ้าไปจนถึงการพัฒนาและการผลิตในขั้นสุดท้าย

ในปี 2014 Velda ได้ตัดสินใจออกจากจาก Love, Bonito แต่วันนี้ Viola ยังคงดำรงตำแหน่งในฐานะสมาชิกของคณะกรรมการ

ในขณะเดียวกัน Lim ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะตัวแทนของแบรนด์และเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการหญิงที่เติบโตขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในปี 2016 เมื่อเธออายุ 28 ปี เธอได้รับการเสนอชื่อเป็นหนึ่งในลิสต์รายชื่อของ Forbes Under 30  ในเอเชีย และในเดือนมกราคมปี 2020 เธอได้พบกับนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงของสิงคโปร์เพื่อหารือเกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศบ้านเกิดของเธอ

Gail Wong นักลงทุนและโค้ชสำหรับผู้ประกอบการ กล่าวว่า Lim มีพลังในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการสตรีรายอื่น ๆ

″Lim เริ่มต้นตั้งแต่ยังเด็กจริงๆ เธอไม่ได้มีการศึกษาในระดับ Ivy League แบบที่คนบางประเภทมองหา และเธอมีภาระหน้าที่นี้ที่จะต้องทำให้มันสำเร็จ” Wong กล่าว

“มันเป็นลักษณะที่น่าสนใจจริงๆ ที่ฉันเคยเห็นในผู้ก่อตั้งผู้หญิงบางคน มีบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าความทะเยอทะยานของพวกเขาเอง” เธอกล่าวเสริม

แม้ว่ากระแสเงินสดจะเป็นบวกตั้งแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากการหมุนเวียนของธุรกิจค้าปลีกเป็นประจำ แต่โปรไฟล์ที่เติบโตขึ้นก็ช่วยให้ Love Bonito ได้รับเงินทุนจากภายนอก

จนถึงปัจจุบันธุรกิจได้ระดมทุนกว่า 10 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนรวมถึง Kakaku.com ผู้ค้าปลีกออนไลน์ของญี่ปุ่นเพื่อช่วยในการขยายธุรกิจไปยังร้านค้าแบบออฟไลน์จริง ๆ

แต่ Lim กล่าวว่าชัยชนะที่แท้จริงได้พิสูจน์ให้แม่ของเธอเห็นแล้วว่าการเสี่ยงทำตามความฝันของเธอนั้นได้ผล

“ฉันจ่ายเงินคืนให้เธอมากขึ้นเมื่อใดก็ตามที่ฉันมีเงิน” Lim กล่าว “สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับฉันคือ แม่ไม่จำเป็นต้องทำงานสามอย่างหรือทำงานหนักและยาวนานเป็นชั่วโมง และหลายวันอีกต่อไป”

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ ของ Rachel Lim ที่เห็นโอกาสทางธุรกิจด้านแฟชั่น ที่มี pain point ในเรื่องของการนำเข้าเสื้อผ้าจากเมืองนอกนั้น มักจะให้ความสำคัญกับผู้หญิงยุโรป อเมริกาที่มีสัดส่วนของร่างกาย สีผิว ความชอบและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกับชาวเอเชียเป็นอย่างมาก

เรื่องที่น่าสนใจอีกหนึ่งเรื่องของ การแจ้งเกิดของเธอนั้น มาจากการสร้าง Blog ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเสื้อผ้าแฟชั่น และการใช้ภาษาอังกฤษนั้น ถือเป็นการทลายกำแพงเรื่องภาษา ที่สามารถทำให้คนเข้าถึงได้ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน case study ที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับสำหรับคนที่จะริเริ่มสร้างแบรนด์แฟชั่น ที่ต้องการให้กลายเป็นบริษัท Global แบบที่ Lim ทำ

References : https://www.businesstimes.com.sg/lifestyle/weekend-interview/rachel-lim-co-founder-love-bonito
https://www.cnbc.com/2020/03/03/love-bonito-ceo-rachel-lim-built-a-multimillion-dollar-fashion-empire.html
https://vulcanpost.com/716282/love-bonito-rachel-lim-singapore/
https://www.straitstimes.com/lifestyle/clothed-in-confidence

Ben Francis อดีตเด็กส่งพิซซ่า นั่งเย็บผ้าในโรงรถ สู่เจ้าของธุรกิจ หมื่นล้าน ในวัยเพียง 28 ปี

Gymshark ได้กลายมาเป็นบริษัท ‘ยูนิคอร์น’ แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นบริษัท startup ที่มีมูลค่ามากกว่าพันล้านดอลลาร์ ที่ในสหราชอาณาจักรมีน้อยกว่า 25 แห่ง ที่ประสบความสำเร็จ

และต้องบอกว่ามีเพียง 8 แห่งตั้งแต่ปี 2001 แต่ Ben ได้เปลี่ยนจากการตัดเย็บ และเย็บเสื้อผ้าพละในโรงรถของพ่อแม่ไปสู่การเป็น บริษัท ที่มีมูลค่า 1 พันล้านปอนด์หรือ 1.45 พันล้านดอลลาร์ได้อย่างไร

Gymshark เริ่มต้นในโรงรถ

ชายวัย 28 ปีกล่าวว่าเขา ‘ไม่เคยเรียนเก่งเลย’ แต่มีบางอย่างที่ ‘คลิก’ สำหรับเขา โดยในวัย 17 เมื่อเขาเข้าชั้นเรียนไอที มันเป็นหลักสูตรภาคปฏิบัติ

เขาเข้าร่วมโรงยิมซึ่งเขาพบว่า เขาได้เรียนรู้จาก YouTube เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ เขาใช้วิธีการดังกล่าวเพื่อพลิกชีวิตการศึกษาของเขา  และนั่นทำให้เขาได้ปริญญาในหลักสูตรบริหารธุรกิจและการจัดการของ Aston University

มหาวิทยาลัยใกล้กับทีมฟุตบอลที่เขาชื่นชอบอย่าง แอสตันวิลล่า !

ความรักในการใช้คอมพิวเตอร์และการออกกำลังกายของเขารวมเข้าด้วยกันและเขาได้สร้างแอปฟิตเนสสำหรับ iPhone 2 แอปคือ Fat Loss Abs Guide และ iPhysique ทั้งคู่เป็น แอปแบบพื้นฐาน แต่ก็เป็นที่นิยมในระดับหนึ่ง

จากนั้น Ben ก็ต้องการเว็บไซต์เพื่อขายสิ่งต่างๆ และหลังจากตกหลุมรักวงการฟิตเนส เขาก็เริ่มขายอาหารเสริม โดยเขาได้เริ่มลิสต์รายการอาหารเสริมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเว็บไซต์ของเขา และ ทำการจัดส่งมัน

เมื่อมีการสั่งซื้อกับเขา เว็บไซต์ของเขาจะสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์และส่งให้ลูกค้า Ben ใช้เวลาหกสัปดาห์ในการขายครั้งแรก และแล้วแบรนด์ Gymshark ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

ซึ่งนั่นคือปี 2012 ตอนนั้น Ben อยู่ที่ Aston University ในตอนกลางวัน และทำงานเป็นคนขับรถส่งของของ Pizza Hut ในตอนกลางคืนตั้งแต่ 17.00 น. ถึง 22.00 น. จากนั้นเมื่อกลับถึงบ้านเขาก็ทำงานในโครงการตามความฝันของเขาต่อไป

เขาใช้เงินสดจากการขายอาหารเสริมเพื่อซื้อเครื่องพิมพ์สกรีนและจักรเย็บผ้าและนั่นคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Gymshark

ช่วงที่แบรนด์เสื้อผ้าของ Gymshark เริ่มขึ้น เป็นเพราะ Ben ไม่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ เขาต้องการชุดออกกำลังกายที่ยาวขึ้น ยืดขึ้น และพอดีตัวมากขึ้น เนื่องจากเขาหาไม่ได้เลยจากซัพพลายเออร์ทั่วไป จึงตัดสินใจสร้างมันขึ้นมา 

เขากล่าวว่า: “ในที่สุดความยากลำบากในการเข้ายิมครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนทุกคนจ้องมองมาที่คุณ โดยไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร”

“ผมรู้สึกเหมือนว่าเสื้อผ้าไม่เหมาะกับผมเลย และท้ายที่สุดนั่นคือจุดที่เราต้องออกไปทำเสื้อผ้าของเราเองนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Gymshark”

Ben กล่าวว่า “เมื่อแปดปีที่แล้ว ผมทำงานเย็บผ้าด้วยมือ และผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยมือ และการพิมพ์ด้วยมือและบรรจุภัณฑ์ด้วยมือ ทุกอย่างทำด้วยสองมือของผม”

จุดเริ่มต้นของ Gymshark ด้วยสองมือของ Ben
จุดเริ่มต้นของ Gymshark ด้วยสองมือของ Ben

“หลังจากนั้นแบกมันไปที่ที่ทำการไปรษณีย์และยืนอยู่ที่นั่น ในขณะที่สินค้าแต่ละชิ้นถูกประทับตราและส่งออกไปทั่วโลก”

“ตอนนี้ผมรู้ตัวแล้วว่าเรามาไกลแค่ไหน แท้จริงแล้วเรามาจากการเย็บผลิตภัณฑ์ด้วยมือไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับพันล้านดอลลาร์”

การเติบโตของ Gymshark

เมื่อ Ben มีอายุครบ 21 ปี ก็ได้หันมาทำธุรกิจชุดกีฬาให้ใหญ่ขึ้นมาก หลังจากผ่านไป 2 ปีรายรับต่อปีพุ่งสูงถึง 250,000 ปอนด์อย่างไม่น่าเชื่อ Ben จึงเลิกทำร้านอาหารและส่งพิซซ่าเพื่อมุ่งเน้นไปที่ บริษัท ของเขา

เขาไปงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับการสร้างร่างกายและจัดแสดงอุปกรณ์ของเขา เขาเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้ผู้มีอิทธิพลในโซเชียลมีเดีย โดยทำการส่งเสื้อผ้าให้กับนักเพาะกายยอดนิยม และเริ่มสร้างแบรนด์แอมบาสเดอร์

เป็นช่วงที่ Gymshark เปิดตัวเสื้อวอร์ม Luxe ซึ่งทำให้เว็บไซต์ของบริษัทนั้นเต็มไปด้วยคำสั่งซื้อที่เข้ามาอย่างมหาศาล

Lewis Morgan อดีตนักเรียนมัธยมปลายของบรอมส์โกรฟ ผู้ที่ได้เข้ามาเริ่มต้นธุรกิจกับ Ben กล่าวว่า “เราตระหนักได้เร็วมากว่าเรากำลังทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมและเมื่อมาถึงจุดนี้เองที่ Gymshark เริ่มกลายเป็นธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น”

“เราเริ่มจ้างพนักงานและเริ่มสร้างกระบวนการทางธุรกิจที่เป็นทางการมากขึ้น”

เขานำนักธุรกิจมากประสบการณ์สองคน Steve Hewitt ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการค้าที่ Reebok Europe และ Paul Richardson ซึ่งเป็นเจ้าของร้านค้าปลีกแฟชั่น AllSaints และยังเป็น MD ของ Knowaste ซึ่งเป็นธุรกิจจัดการขยะ

Ben กล่าวว่า: “ผมคิดว่าผมเก่งในบางเรื่องเท่านั้น และเมื่อมาถึงจุดนี้เราได้นำ Paul เข้ามาช่วยในฐานะประธานบริหาร และ Steve ในฐานะหัวหน้าผู้บริหาร ซึ่งได้เป็นการปฏิวัติธุรกิจอย่างสมบูรณ์”

เขาเผชิญกับการต่อต้านจากคนใน บริษัท แต่เขาก็ทำในสิ่งที่เขารู้สึกว่าถูกต้อง

เขากล่าวว่า: “ในที่สุดสัญชาตญาณของผมก็บอกผมว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะทำ”

Lewis จากไปเมื่อห้าปีก่อน แต่ยังคงถือหุ้นร้อยละ 20

แต่ Gymshark เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากโรงรถไปยังนิคมอุตสาหกรรม Moons Moat ในเมือง Redditch ในปี 2016 และจากนั้นไปยังสำนักงานใหญ่ในปัจจุบันที่ Blythe Valley Park ใน Solihull ในปี 2018

ขยายกิจการสู่  Blythe Valley Park ใน Solihull
ขยายกิจการสู่ Blythe Valley Park ใน Solihull

เขากล่าวว่า: “ผมคิดว่าตอนที่ Lewis จากไปเรามีรายได้ 10 ถึง 12 ล้านปอนด์

“ตอนนี้รายได้เรามีรายได้อยู่ในระดับ 300 ล้านดอลลาร์ 250 ปอนด์ 260 ล้านปอนด์ในปีที่แล้ว [2019/20]

“เป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด”

และ Ben มีความปรารถนาที่จะขยายธุรกิจของเขาต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ เขาต้องการที่จะทำให้แบรนด์ของเขาเปรียบเหมือน Nike, Adidas, Puma และทำให้ Gymshark เป็น ‘แบรนด์ระดับโลกอย่างแท้จริง’

ธุรกิจ 1.45 พันล้านดอลลาร์

และนั่นคือเหตุผลที่เขาขอความช่วยเหลือจาก General Atlantic

เขากล่าวว่า: “ผมพูดเสมอว่าผมต้องการเติบโตแบบก้าวกระโดดทุกครั้งที่เป็นไปได้เพื่อก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในโลก

“ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่จะไม่นำคนที่เหมาะสมเข้ามาช่วยยกระดับเราไปสู่ระดับต่อไป

“Gymshark กำลังนำนักลงทุนเข้ามา”

“ มีคนพูดว่า Ben ขายกิจการหมดแล้วเหรอ? สิ่งนี้จะเปลี่ยนธุรกิจหรือไม่ ไม่อย่างแน่นอน. สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้คือการปรับโครงสร้างส่วนแบ่งของธุรกิจอย่างเป็นทางการ

“มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ หากมีสิ่งใดที่คุณจะเห็นว่า Gymshark มีความคล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิม ผมจะมีข้อมูลและควบคุมอนาคตของธุรกิจได้มากขึ้น

“และท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างก็เกี่ยวกับการทำให้แน่ใจว่า Gymshark ยังคงดำเนินต่อไปในเส้นทางการเติบโตอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราเชื่อว่าอนาคตของแบรนด์ และชุมชนฟิตเนสจะมีลักษณะเป็นอย่างไรและจะกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างแท้จริง”

Lewis ขายหุ้น 20% ใน Gymshark ในราคา 100 ล้านปอนด์ และ General Atlantic ได้เข้าซื้อหุ้นร้อยละ 21 ของบริษัท

Ben เพิ่มส่วนแบ่งจาก 67 เป็น 70 เปอร์เซ็นต์พี่ชายของ Ben มีหนึ่งเปอร์เซ็นต์โดยที่ Lewis มีหุ้นที่เหลืออยู่ 4 เปอร์เซ็นต์

เขาใช้วิธีการขายที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง  โดยการจำหน่ายโดยตรง – ไม่ผ่านร้านค้า – ซึ่งถือว่ายอดขายลดลงก่อนการระบาดของไวรัสโคโรนาและได้รับผลกระทบอย่างหนักตั้งแต่นั้นมา

เขากล่าวว่า: “หนังสือเล่มเก่าสำหรับความสำเร็จในแบรนด์คือคุณสร้างผลิตภัณฑ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยส่งไปยังร้านค้าต่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเอาใจผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“นั่นเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งนั้นก็นำไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ช้าและไม่มีความคล่องตัว ซึ่งไม่เข้าใจผู้บริโภคจริงๆ และไม่สามารถควบคุมประสบการณ์ของผู้บริโภคหรือข้อมูลของพวกเขาได้

กลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยการทำการตลาดผ่าน Influencers
กลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยการทำการตลาดผ่าน Influencers

ตอนนี้ Gymshark กลายเป็น Influencers ที่มีผู้ติดตามใน Instagram 4.7 ล้านคนและ 1.7 ล้านคนบน Facebook

ก้าวต่อไปสำหรับ Gymshark?

ตอนนี้เขาได้ลงนามในข้อตกลงกับ General Atlantic เขาตั้งเป้าที่จะนำแบรนด์ Gymshark ไปยังอเมริกาเหนือและเข้าสู่ตลาดเอเชียแปซิฟิก

General Atlantic จะจ่ายเงินเกือบ 300 ล้านดอลลาร์สำหรับการถือหุ้น 21 เปอร์เซ็นต์ และในอีก 12 เดือนข้างหน้า Gymshark คาดว่าจะมียอดขายระหว่าง 300 ถึง 400 ล้านดอลลาร์

Ben กล่าวว่า “นี่คือแบรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว คนไม่เคยอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน หนังสือธุรกิจแบบเก่า ๆ ถูกโยนทิ้งไปนอกหน้าต่าง เรากำลังก้าวไปสู่เส้นทางแห่งการเติบโตนี้ในรูปแบบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่ใคร ๆ เคยทำมาก่อน ใครจะรู้ว่ามันจะพาเราไปที่ไหน”

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ กับ Ben Francis ที่ได้สร้างแบรนด์อย่าง Gymshark ขึ้นมา เราจะเห็นถึงบทเรียนที่น่าสนใจหลายอย่างจาก Ben

สิ่งแรกที่น่าสนใจก็คือ การที่โยนเรื่องที่ไม่ถนัดให้มืออาชีพ ทำ ซึ่งผู้ประกอบการหลายคนน่าจะเคยเจอภาวะนี้ ในช่วงการเติบโตของแบรนด์ ที่ไม่สามารถทำทุกอย่างเองได้ การจ้างผู้บริหารมืออาชีพถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

อีกจุดหนึ่งคือการสร้างธุรกิจในยุคปัจจุบัน ที่ เทคนิควิธีจากหลักสูตรโรงเรียนธุรกิจแบบเดิม ๆ นั้น อาจจะไม่เหมาะในโลกยุคปัจจุบันเสียแล้ว เพราะมันจะทำให้กลายเป็นองค์กรใหญ่ ที่เชื่องช้า และถูก disrupt ได้ง่าย ซึ่ง Ben เข้าใจในจุดนี้ และสร้างแนวทางที่แตกต่างออกไป

เราก็ต้องมาดูกันต่อไปนะครับว่า Gymshark จะก้าวไปได้ไกลขนาดไหน แต่ถือว่า เรื่องราวของเขานั้น สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ ได้มากเลยทีเดียวครับผม

References : https://medium.com/@spotrich22/gymshark-owner-ben-francis-tells-his-story-bd2017bd5105
https://www.bbc.com/news/business-45246999
https://www.birminghammail.co.uk/news/local-news/gymsharks-ben-francis-billion-dollar-18802810