Elon Musk กล่าว “คนที่ไม่คิดว่า AI จะฉลาดกว่าพวกเขา เป็นคนโง่กว่าที่คิด”

Elon Musk CEO ของ Tesla กล่าวย้ำถึงข้อกังวลของเขาเกี่ยวกับอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ในวันพุธที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า ผู้ที่ไม่เชื่อว่าคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เกินขีดความสามารถทางปัญญาของพวกเราได้ เป็นคนโง่กว่าที่คิด

Musk กล่าว “เราควรกังวลว่า AI กำลังจะก้าวไปถึงจุดไหน และคนที่คิดผิดมากที่สุดเกี่ยวกับ AI คือคนที่ฉลาดมาก ๆ เพราะพวกเขาไม่สามารถจินตนาการได้ว่าคอมพิวเตอร์จะฉลาดกว่าพวกเขา เป็นตรรกะที่โง่กว่าที่คิด

ก่อนหน้านี้ Musk ได้กล่าวว่าเขาเชื่อว่า AI ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อมนุษยชาติมากกว่าอาวุธนิวเคลียร์และเรียกร้องให้มีกฎระเบียบในการตรวจสอบในการพัฒนาเทคโนโลยี AI

“อันตรายของ AI นั้นใหญ่กว่าอันตรายจากหัวรบนิวเคลียร์เป็นอย่างมาก” Musk กล่าวในปี 2018 “ไม่มีใครในโลกนี้อยากให้โลกสร้างหัวรบนิวเคลียร์ขึ้นมาเพิ่มอีก : แต่ AI จะอันตรายยิ่งกว่านิวเคลียร์ “

Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ไม่เห็นด้วยกับ Musk และกล่าวว่า AI มีประโยชน์มากมาย ทั้งการปรับปรุงการดูแลสุขภาพ และสามารถลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะที่เห็นว่า Musk นั้นมอง AI ในแง่ร้ายมากเกินไปเกี่ยวกับ AI

สำหรับโดยส่วนตัวนั้น ก็ถือว่า ติดตามเทคโนโลยีด้าน AI มาอยู่ตลอดเป็นเวลาหลายปี และใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการทำงานด้วย ต้องบอกว่าความเห็นส่วนตัวนั้น ค่อนข้างที่จะเห็นด้วยกับ Elon Musk

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ผมมองเห็นน่าจะเป็นการสร้าง Alpha Go ที่เอาชนะแชมป์โกะโลกได้ ต้องบอกว่า ก่อนหน้านี้ ที่ IBM เคยเอาชนะแชมป์หมากรุกโลกได้นั้น ถือเป็นเรื่องเล็ก ๆ ไปเลย เมื่อเทียบกับเกมส์โกะ เพราะเกมส์โกะ เป็นเกมส์ที่มีความน่าจะเป็นในกระดานสูงมาก และต้องคิดแบบหลายชั้น

ซึ่งการที่ AI สามารถเอาชนะขีดจำกัดในข้อนี้ของมนุษย์ได้นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา เราต้องลองจินตนาการว่า หาก Alpha Go สามารถเอาชนะแชมป์โลกโกะ ได้ แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ AI สามารถเรียนรู้การทำงานของมนุษย์ และรู้ถึงจุดอ่อนของมนุษย์เราได้

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ คือการเกิดขึ้นของ Alpha Go
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ คือการเกิดขึ้นของ Alpha Go

ต่อจากนี้เราก็อาจจะได้เห็น Alpha Go ในทุก Domain เลยก็ว่าได้ลองจินตนาการว่า  หมอที่เก่งที่สุดในโลกในด้านที่ AI สามารถจำลองการทำงานได้ เช่น รังสีแพทย์ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลจากการถ่าย X-RAY ไม่ว่าจะเป็น Ultrasound , MRI , CT-Scan เพื่อใช้ในการวิเคราะห์โรคร้ายต่าง ๆ ซึ่งหมอเล่านี้นั้น ต้องใช้การเรียนรู้ + ประสบการณ์ในการ วิเคราะห์ภาพที่ได้จากเครื่อง X-RAY ชนิดต่าง ๆ ซึ่ง ไม่ยากเลยสำหรับ AI ที่จะเรียนรู้แบบหมอได้

และเทคโนโลยีปัจจุบันนั้น คิดว่า สมมติว่ามีการแข่งขัน ให้หมอที่เทพที่สุดด้านนี้ มาแข่งกับ AI ผลน่าจะไม่ต่างจากเกมส์โกะ ที่สามารถเอาชนะแชมป์โลกไปได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ก็อยู่ที่ว่ามนุษย์เรานั้นจะสามารถยอมรับได้หรือไม่ หากต่อไป นั้น เราจะถูกวินิจฉัยโดย AI ซึ่งไม่ใช่หมอ

เช่นเดียวกับ ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะยอมรับได้มั๊ยว่า รถแบบขับเคลื่อนอัตโนมัตินั้น จะเป็นรถปรกติที่วิ่งบนถนนเดียวกับเรา ซึ่ง ยังไงอัตรการเกิดอุบติเหตุจาก AI เหล่านี้ ก็น่าจะน้อยกว่ามนุษย์อยู่แล้ว เพราะความแม่นยำที่สามารถตรวจสอบได้ และขีดจำกัดหลาย ๆ อย่างของมนุษย์นั้น จะไม่สามารถทำงานได้เทียบเท่า AI อีกต่อไป

แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ???

References : https://www.businessinsider.com/elon-musk-smart-people-doubt-ai-dumber-than-they-think-2020-7

Copycat กับกลยุทธ์ง่าย ๆที่ Facebook ใช้จัดการกับภัยคุกคามที่มาจาก Snapchat

Mark Zuckerberg ตระหนักดีถึงภัยคุกคามที่อาจทำให้ Facebook ถึงคราวล่มสลายได้จากบริการ Social Network ดาวรุ่งอื่น ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้เข้าซื้อ Startup ยอดนิยมเช่น Instagram, WhatsApp  เพื่อไม่ให้กลายมาเป็นภัยคุกคามกับบริการหลักอย่าง Facebook ของเขาในอนาคต

แต่วิธีการนั้นใช้ไม่ได้กับ Snapchat เมื่อ Facebook พยายามซื้อในปี 2013 แต่ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Snapchat อย่าง Evan Spiegel ได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 3 พันล้านเหรียญ 

สำหรับ Zuckerberg นั้น Snapchat กลายเป็นเด็กดื้อ ที่ไม่ยอมเชื่อฟังพวกเขาแต่โดยดี และที่สำคัญ Snapchat ก็ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ดึงดูดผู้ใช้มากขึ้นและที่สำคัญยังพยายามเข้ามาแย่งส่วนแบ่งของบริการรูปภาพและวิดีโอที่ผู้ใช้โพสต์ไปยัง Facebook หรือ Instagram อีกด้วย

Evan Spiegel CEO ของ Snapchat ปฏิเสธการเข้าซื้อของ Mark Zuckerberg
Evan Spiegel CEO ของ Snapchat ปฏิเสธการเข้าซื้อของ Mark Zuckerberg

Snapchat พิสูจน์แล้วว่ามีตลาดขนาดใหญ่สำหรับวิธีการของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับความพยายามที่ล้มเหลวในการซื้อ Snapchat ของ Zuckerberg และนั่นทำให้ Zuckerberg พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อโจมตีภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของ Facebook ในหลาย ๆ ด้านทันที

Facebook คัดลอกฟีเจอร์ Story ของ Snapchat ซึ่งให้ผู้ใช้โพสต์ภาพสไลด์และวิดีโอสไลด์ที่หายไปหลังจาก 24 ชั่วโมง ในแอพ Facebook, Messenger, WhatsApp และ Instagram  

ไม่เพียงเท่านั้น Facebook ยังเพิ่มตัวเลือกการส่งข้อความที่ไม่ถาวรซึ่งเป็นการเลียนแบบมากจาก Snapchat โดยตรง ให้กับบริการทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น Instagram และ Messenger และเริ่มทำการทดสอบ Filter ใบหน้าที่คล้ายคลึงกันกับเลนส์ของ Snapchat

ในช่วงกีฬาโอลิมปิก ในประเทศบราซิลและแคนาดา ผู้ใช้ที่เปิดแอป Facebook ของพวกเขาจะเห็นหน้าต่างกล้องเปิดขึ้นซึ่งคล้ายกับ Snapchat ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาใช้สีใบหน้าแบบบราซิลหรือแคนาดาเพื่อให้กำลังใจประเทศของพวกเขาในการเชียร์กีฬาโอลิมปิก  พวกเขายังสามารถเพิ่มตัวบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์บนภาพถ่ายที่กล่าวว่า “ทีมแคนาดา” และ “ทีมบราซิล” ได้อีกด้วย

นี่คือสงคราม Copycat อย่างแท้จริง ด้วยการใช้คุณสมบัติทั้งหมดของ Snapchat ในส่วนต่าง ๆ ของอาณาจักร Facebook และ Instagram และแน่นอนว่ามันส่งผลให้การเติบโตของ Snapchat ช้าลงทันที ผู้คนหลายร้อยล้านคนใช้ Facebook และ Instagram แทนที่ Snapchat เพราะมันทำทุกอย่างได้เหมือนกัน

ตลอดสิ้นปี 2016 และต้นปี 2017 มีการแสดงความคิดเห็น และจำนวนการ View บน Instagram Stories มากกว่าใน Snapchat Stories 

ในช่วงดังกล่าว Instagram มีผู้ใช้งานมากกว่า 700 ล้านรายต่อวันเปรียบเทียบกับ Snapchat เพียงแค่ 166 ล้านคนและผู้ใช้ส่วนใหญ่มีเพื่อนและผู้ติดตามบน Instagram มากกว่าบน Snapchat 

Story ได้กลายมาเป็น Features สุดฮิตบน Instragram
Story ได้กลายมาเป็น Features สุดฮิตบน Instragram

ด้วย Features Story ที่เพิ่มเข้ามา มันได้สร้างความตื่นเต้นที่ได้เห็นว่ามีคนกี่คนกำลังเฝ้าดู Story ของผู้ใช้งานแต่ละคน Zuckerberg ต้องขอบคุณ Snapchat ที่ได้สร้าง Features ดี ๆ แบบนี้ออกมา และมันกำลังแพร่กระจายผ่านฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ของ Instagram ในท้ายที่สุด

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งบทเรียนทางธุรกิจที่น่าสนใจมาก ๆ ในเรื่องนี้ ที่ Facebook พยายามคัดลอก Snapchat หลายครั้ง เพราะความล้มเหลวในการเข้าซื้อกิจการ Snapchat มันไม่สำคัญอีกต่อไป พวกเขามองเพียงแค่ความสำเร็จเท่านั้น และสุดท้ายพวกเขาก็ชนะในเกมครั้งนี้นั่นเองครับ

–> อ่าน Blog Series ประวัติ Mark Zuckerberg
ตอนที่ 1 : Facemash (The Beginning)

References : https://thenextweb.com/socialmedia/2018/05/21/facebook-is-killing-snapchat-with-the-format-it-created/
https://www.wired.com/story/copycat-how-facebook-tried-to-squash-snapchat/
https://www.businessinsider.com/how-developer-mark-zuckerberg-invented-instagram-stories-copied-snapchat-2020-4

เรียนเขียนโปรแกรม 2 วันเพื่อก้าวสู่เส้นทางมหาเศรษฐีของ Facebook Co-Founder อย่าง Dustin Moskovitz

ลองนึกภาพการใช้เวลาสองสามวันเพื่อเรียนรู้ภาษาการเขียนโปรแกรมใหม่ที่จะเปลี่ยนคุณให้กลายเป็นมหาเศรษฐี ฟังดูเรื่องราวเหล่านี้มันเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเรื่องราวดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริงที่เกิดกับชายที่ชื่อว่า Dustin Moskovitz

ในปี 2005 เมื่อ Facebook เพิ่งเป็นบริษัทเล็ก ๆ กับพนักงานเพียง 50 คน Mark Zuckerberg CEO ได้รับเชิญให้ไปบรรยายที่โรงเรียนเก่าของเขา Harvard

เขาเป็นคนที่ไม่มีใครในเวลานั้นไม่รู้จักสิ่งที่เขาสร้างมันขึ้นมาที่ Harvard

ในปี 2005 Facebook สร้างกระแสในโลกนี้ มันได้กลายเป็นเครือข่ายทางสังคมสำหรับนักศึกษาที่แพร่กระจายไปยังมหาวิทยาลัยกว่า 2,000 แห่งและสร้างการเข้าชมเว๊บไซต์ประมาณ 400 ล้านครั้งต่อวัน Zuckerberg กล่าวกับผู้ชมในวันนั้น

เมื่อเราย้อนอดีตกลับไปในปี 2005 Yahoo ยังคงเป็นแพลตฟอร์มใหญ่ที่สุดสำหรับการค้นหา และได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งใน บริษัท อินเทอร์เน็ตที่ประสบความสำเร็จขนาดใหญ่พร้อมกับบริการอย่าง eBay และบริการขายหนังสือออนไลน์ ในขณะนั้นอย่าง Amazon

เรื่องที่ดีที่สุดที่เขาบอกในการบรรยายในครั้งนั้น ก็คือ รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีที่เพื่อนร่วมห้องของเขา Dustin Moskovitz เข้ามาเกี่ยวข้องกับ Facebook ได้อย่างไร

Mark Zuckerberg สร้าง Facebook ในห้องพักหอพักของเขาโดยใช้ภาษาในการเขียนโปรแกรมคือ PHP และเว็บไซต์ดังกล่าวก็กลายเป็นที่นิยม จนฉุดไม่อยู่

“ผมเริ่มเขียนเว๊บไซต์และเปิดตัวที่ Harvard ในเดือนกุมภาพันธ์ 2004 และภายในสองสามสัปดาห์คน 2-3 พันคนสมัครเข้ามาใช้งานและเราเริ่มได้รับอีเมลจากผู้คนที่มหาวิทยาลัยอื่น ๆ เรียกร้องให้เราเปิดตัว Facebook ที่มหาลัยของพวกเขา “เขากล่าว

เขาเรียนวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์อย่างหนัก แต่มันก็สนุกมาก ๆ “แม้มันจะไม่ได้ทำให้ผมมีเวลาเหลือเฟือที่จะทำอะไรกับ Facebook มากมายนักในช่วงเริ่มต้น ดังนั้นเพื่อนร่วมห้องของผม Dustin จึงเป็นมากกว่าแค่ผู้ร่วมก่อตั้ง ‘ผมต้องการความช่วยเหลือ เราจะทำการขยาย Facebook ” นั่นเป็นประโยคแรกที่ Mark Zuckerberg ได้กล่าวกับเพื่อนร่วมห้องของเขาอย่าง Dustin Moskovitz ให้เข้ามาร่วมงานใน Facebook

Zuckerberg บอกกับ Moskovitz ว่า   “Facebook มันค่อนข้างเจ๋ง แต่ดูเหมือนนายจะไม่รู้เกี่ยวกับภาษา PHP เลย”

โชคดีที่ PHP นั้นเรียนรู้ได้ง่ายโดยเฉพาะถ้าคุณรู้จักภาษา C ซึ่ง  Moskovitz ได้เรียนรู้มา

PHP ไม่ใช่ PERL เพื่อน

“วันหยุดสุดสัปดาห์นั้น Moskovitz ก็ได้กลับบ้านและไปซื้อหนังสือ ‘PERL for Dummies’ กลับมาและบอกกับ Zuckerberg ว่า ‘ฉันพร้อมจะลุยกับนายแล้วเพื่อน’ ก่อนที่ทาง Zuckerberg จะบอกกับเขาว่า “เว็บไซต์ของ Facebook เขียนด้วย PHP ไม่ใช่ PERL นะครับเพื่อน”

หลังจากนั้น Moskovitz ก็ได้ศึกษา PHP อย่างหนัก และเรียนรู้ภาษา PHP อย่างรวดเร็วภายใน “2-3 วัน” และ เริ่มที่จะมาช่วย Zuckerberg จากปัญหาทางเทคนิคของการขยายจากมหาวิทยาลัยหนึ่งไปยังอีกหลายมหาวิทยาลัย

Dustin Moskovitz เรียนรู้ PHP อย่างรวดเร็วจนมาเป็นกำลังสำคัญของ Facebook
Dustin Moskovitz เรียนรู้ PHP อย่างรวดเร็วจนมาเป็นกำลังสำคัญของ Facebook

Zuckerberg และ Moskovitz ได้ย้ายจาก Harvard ไปที่ Palo Alto, California เพื่อทำงานกับ Facebook แบบเต็มเวลาในท้ายที่สุด

Moskovitz ออกจาก Facebook ในปี 2008 สามปีหลังจากการพูดคุยครั้งนี้ ซึ่งหุ้น Facebook ของเขา ในภายหลังจะทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีหนุ่มเช่นเดียวกัน

หลายปีต่อมาเรื่องราวที่เล่าขานกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาได้กลายมาเป็นแก่นกลางในหนังสือ “The Accidental Billionaires” ซึ่งนำไปสู่ภาพยนตร์เรื่อง “The Social Network” ในท้ายที่สุด

และ Zuckerberg พูดอย่างอื่นในการบรรยายที่น่าสนใจมาก : เขาไม่เคยวางแผนที่จะให้ Facebook กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ยิ่งใหญ่อย่างในทุกวันนี้

“ ลักษณะหนึ่งของ บริษัท ที่ประสบความสำเร็จจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเราเพียงแค่ทำมันให้ประสบความสำเร็จจริง ๆ แต่เราต้องตกอยู่ห้วงเวลาที่ พวกเราพยายามทำสิ่งที่เจ๋ง ๆ ออกมาตลอดเวลา และมีไฟที่จะทำมันอยู่เรื่อย ๆ ไม่ใช่เพียงแค่พยายามสร้างบริษัทเพียงเท่านั้น” เขากล่าว

นี่คือ VDO การบรรยายเต็มรูปแบบซึ่งมีความยาวประมาณหนึ่งชั่วโมง ต้องบอกว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ของทั้งคู่ในการนำพา Facebook ก้าวมาอยู่ในจุดที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ :

อ่าน Blog Series : ประวัติ Mark Zuckerberg

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Dustin_Moskovitz
https://www.businessinsider.com/how-moskovitz-became-facebook-cofounder-2016-3
https://www.forbes.com/profile/dustin-moskovitz/
https://www.capitalism.com/dustin-moskovitz-net-worth/
https://www.arkansasonline.com/news/2012/apr/16/true-silicon-valley-spirit-facebook-alumn-20120416/
https://www.newstatesman.com/world/2018/01/imperial-ambitions-facebook-founder-mark-zuckerberg

Geek Monday EP48 : Ecommerce Disruption เมื่อ Facebook Shop กำลังจะเข้ามาท้าทาย Amazon

ก่อนหน้านี้ facebook ได้ทำลายธุรกิจ สื่อหนังสือพิมพ์ หรือ นิตยสาร ที่ต่างปิดตัวกันถ้วนหน้าหากไม่มีการปรับตัวเข้าสู่ยุค digital รวมถึงการเข้าสู่ตลาดที่ใหญ่มาก ๆ คือตลาด live TV และ VDO

ซึ่งการเข้าสู่ Ecommerce เต็มตัวในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวใหญ่ที่สำคัญก้าวหนึ่งเลยก็ว่าได้ และกำลังเข้าไปกินเค้กเม็ดเงินที่ใหญ่มาก ๆ ในตลาด Ecommerce รวมถึงในด้านการเงิน Libra Coin ที่ facebook ที่กำลังจะเปิดตัวนั้น แสดงให้เห็นว่า Facebook พร้อมที่จะรุกไปในทุกธุรกิจ ผ่านข้อมูลที่เขามีอยู่อย่างมากมาย

การขับเคลื่อนธุรกิจของ facebook ในด้านต่าง ๆ  ถือว่าสำคัญต่ออนาคตของ facebook เป็นอย่างมาก และเราอาจจะได้เห็น facebook ล้มยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ได้ในเร็ว ๆ วันนี้ก็อาจเป็นไปได้ครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : https://bit.ly/2LWMEDe

ฟังผ่าน Apple Podcast : https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast : https://bit.ly/2Zz0Zhc

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/3bWFhpF

ฟังผ่าน Youtube https://youtu.be/_qQOCe9jlHk

Synapse กับการปฏิเสธเงินล้านครั้งแรก สู่การบริจาคหุ้น 99% ของ Mark Zuckerberg

ภาพจำของ Mark Zuckerberg ที่คนส่วนใหญ่ได้เห็นนั้นอาจจะมาจากภาพยนตร์เรื่อง “The Social Network” แต่หลายคนก็ไม่ได้รับรู้เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของ Mark Zuckerberg มากมายนัก

ต้องถือว่าเป็น icons ที่สำคัญของ วงการ startup ทั่วโลกเลยก็ว่าได้สำหรับ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง facebook ที่มีผู้ใช้งานอยู่มากมายทั่วโลกในขณะนี้

สำหรับ ประวัติ mark zuckerberg นั้น ถ้าถามว่าจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดของการก่อกำเนิดของ facebook นั้น ต้องย้อนกลับไปที่ มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ดในปี 2003

mark zuckerberg ถือเป็น อัจฉริยะ คนหนึ่งในด้านคอมพิวเตอร์ ที่หลายคนรู้จักดีในฮาร์วาร์ด เขามีประวัติด้านคอมพิวเตอร์ที่ไม่ธรรมดามาตั้งแต่ตอนเรียน high school โดยเขากับเพื่อน ได้เคยร่วมกันสร้างสร้าง plugin ของ media player เพื่อหา playlist ตามรสนิยมของผู้ใช้ ในชื่อ Synapse 

Mark สร้าง Synapse ในช่วงต้นปี 2000 ซึ่งตรวจจับรสนิยมของเพลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นผลงานแรก ๆ ที่มันได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มุ่งสู่การเป็นเศรษฐี ของอีกหลายล้านคนในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์

บริษัท ใหญ่ ๆ อย่าง Microsoft และ AOL ต้องการซื้อแอปนี้ ซึ่งมีข่าวว่าทาง Microsoft นั้นเคยยื่นข้อเสนอถึง 1 ล้านดอลลาร์ แต่ Mark ได้ปฏิเสธทั้ง Microsoft หรือ AOLและอัปโหลดแอปตัวนี้แจกฟรี ๆ

Synapse โปรเจคที่ Mark ปฏิเสธการขอซื้อจากยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft
Synapse โปรเจคที่ Mark ปฏิเสธการขอซื้อจากยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft

ซึ่งแอปพลิเคชัน Synapse นั้นถือว่าได้รับความนิยมอย่างมากและสื่อต่าง ๆ ให้ความสนใจมากมาย ทั้ง slashdot.org รวมไปถึงการได้รับการจัดอันดับ 3/5 โดยนิตยสารชื่อดังอย่าง PC Magazine ซึ่งด้านล่างนี้คือบางส่วนของความคิดเห็นจากผู้ใช้ใน cnet.com

“ ฉันใช้เครื่องเล่นสื่อไซแนปส์ที่บ้านและทำงานในช่วงเดือนที่ผ่านมาเพราะเห็นมันถูกพูดถึงใน slashdot.org มันค่อนข้างบั๊ก เช่น เสียงมักจะบกพร่องในตอนต้นของเพลง และฉันได้รับข้อผิดพลาดเหล่านี้ของโปรแกรม ซึ่งเมื่อฉันไปดู Log จากเว็บอินเตอร์เฟส อย่างไรก็คุณสมบัติของ Synapse นั้นน่าทึ่งทีเดียว ต้องใช้เวลาสักครู่ในการเรียนรู้และเห็นได้ชัดว่ามันอยู่ในสถานะของการเรียนรู้ / การเรียนรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากใช้ไปสักพักมันก็กลายเป็นแอปที่น่าประทับใจทีเดียว  แค่ฝึกมันให้เรียนรู้และคุณจะชอบมัน!”

ข้อความที่ตัดตอนมาจากบทวิจารณ์: “นี่เป็นโปรแกรมเล่น Media ที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นในปัจจุบันที่มีฟังก์ชั่นเดียวที่ฉันพบว่ามันขาดคือเครื่องมือแก้ไขแท็กขั้นสูงและความสามารถในการจัดกลุ่มตามอัลบั้ม”

ซึ่งจะเห็นได้ว่า Mark นั้นสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในยุคนั้น ในขณะที่เข้าเรียนอยู่เพียงแค่ High School เพียงเท่านั้น และที่สำคัญ มันเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า เรื่องเงินนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการแต่อย่างใด เขาต้องการสร้างสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกเราให้ดีขึ้น จนได้มาสร้าง Facebook ขึ้นมาจนประสบความสำเร็จอย่างสูงในภายหลังนั่นเอง

และสุดท้าย เขาก็ได้ประกาศสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ หลังจากภรรยาคลอดลูกสาวคนแรก นั่นก็คือการประกาศบริจาคหุ้น 99% ที่เขามีใน Facebook ให้กับองค์กรการกุศล

เนื่องจากโครงสร้างสองชั้นที่ไม่เหมือนใครของการถือหุ้นใน Facebook ซึ่งเขาเป็นเจ้าของหุ้น Super Voting พิเศษ Zuckerberg จึงสามารถให้หุ้นสามัญได้ในขณะที่ยังคงสามารถควบคุมเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เขาก่อตั้งขึ้นในปี 2004 ได้อยู่อย่างเบ็ดเสร็จ แม้จะบริจาคหุ้นไปจำนวนมหาศาลเพื่อการกุศลแล้วก็ตามที

CEO ของ Facebook ประกาศการบริจาคของเขาในจดหมายถึง Max ลูกสาวคนแรกของเขา

“วันนี้ผมและภรรยาตั้งใจจะใช้ชีวิตด้วยการทำส่วนเล็ก ๆ ของเราเพื่อช่วยแก้ปัญหาความท้าทายเหล่านี้ ผมจะยังคงทำหน้าที่เป็น CEO ของ Facebook ต่อไปอีกหลายปี แต่ปัญหาเหล่านี้สำคัญเกินกว่าจะรอจนกว่าที่ผมจะแก่กว่าเพื่อเริ่มงานนี้ ซึ่งการเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ เราหวังว่าจะเห็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้นตลอดชีวิตของผม”

“พวกเราก็ได้เริ่มมูลนิธิ Chan Zuckerberg เพื่อเข้าร่วมกับผู้คนทั่วโลกเพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย์และส่งเสริมความเท่าเทียมกันสำหรับเด็กทุกคนในรุ่นต่อไป จุดเริ่มต้นของการมุ่งเน้นของเราคือการเรียนรู้ส่วนบุคคล การรักษาโรค การเชื่อมโยงผู้คนและการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน”

“ผมจะมอบหุ้น Facebook ของเรา 99% ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 45 พันล้านเหรียญในช่วงชีวิตของเราเพื่อพัฒนาภารกิจนี้ เรารู้ว่านี่เป็นผลงานเล็กน้อยเมื่อเทียบกับทรัพยากรและความสามารถของผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว แต่เราต้องการทำสิ่งที่เราทำได้และทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้ดีขึ้นในอนาคต”

ต้องบอกว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่น่าแปลกใจเนื่องจากเมื่อ 5 ปีก่อนหน้า Mark ได้ลงนามใน “Giving Pledge” – พร้อมกับเศรษฐีทางด้านเทคโนโลยีคนอื่น ๆ เช่น Bill Gates เพื่อมอบทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ของเขาให้กับการกุศลมาก่อนหน้านี้แล้ว

Mark ได้กล่าวถึง Gates ว่าเป็นหนึ่งในวีรบุรุษในวัยเด็กของเขาเพราะความกระตือรือร้นในการสร้าง Microsoft ให้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี  Gates เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกโดยมีมูลค่าประมาณ 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลของ Bloomberg Billionaires ซึ่งคาดการณ์ว่ามูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของ Mark Zuckerberg อยู่ที่ สี่หมื่นหกพันล้านเหรียญสหรัฐ

Bill Gates ที่เปรียบเสมือนฮีโร่ของ Mark Zuckerberg
Bill Gates ที่เปรียบเสมือนฮีโร่ของ Mark Zuckerberg

Mark ได้ชื่นชมความพยายามเพื่อการกุศลของ Gates ด้วยเช่นกัน จนกลายเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรก ๆ ที่เข้าร่วม Giving Pledge ซึ่งเป็นความริเริ่มที่เริ่มต้นโดย Gates และ Warren Buffett เพื่อนำเงินจากบุคคลที่ร่ำรวย มาบริจาคให้มากกว่าครึ่งหนึ่งของความมั่งคั่งของพวกเขาเพื่อการกุศล ในช่วงอายุของพวกเขาหรือหลัง โดย Gates ได้ให้คำมั่นว่าจะมอบทรัพย์สินอย่างน้อย 95 เปอร์เซ็นต์เพื่อโครงการดังกล่าว

จากบทความชุดนี้เราจะเห็นได้ว่า เหล่าเศรษฐี ในประเทศอเมริกา นั้นกำลังสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเศรษฐีรุ่นหลัง ๆ ในการบริจาคเงินที่ได้จากการทำธุรกิจ โดยไม่ใช่ทำเพื่อเพียงการประชาสัมพันธ์ หรือ ทำ CSR ให้กับองค์กรเพียงอย่างเดียวเหมือนที่เราได้เห็นในประเทศไทย

แต่มันเป็นการบริจาคความมั่งคั่งส่วนตัว และเป็นส่วนใหญ่ที่มากกว่าครึ่งที่พวกเขาเหนื่อยตรากตรำ สร้างธุรกิจของพวกเขามา ต้องบอกว่า Mark Zuckerberg นั้นถือเป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่น่าทึ่ง ที่พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกเรา ไม่ว่าจะเป็นผ่านทางเรื่องธุรกิจอย่าง Facebook ที่มีนวัตกรรมที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์เรามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในเรื่องการกุศล ที่เขาต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น ผ่านกองทุนการกุศล Chan-Zuckerberg ของเขาและภรรยา นั่นเองครับ ซึ่งผมคิดว่าเศรษฐีในไทยเราน่าจะเอาอย่างบ้างนะคร้าาาบบบบ

–> อ่านเพิ่มเติมประวัติ Mark Zuckerberg

References : https://techcrunch.com/2010/10/31/zuckerberg-d-angelo/
https://www.geeknaut.com/synapse-media-player-mark-zuckerbergs-music-app-04191641.html
http://geekhmer.github.io/blog/2016/03/01/4-startups-mark-zuckerberg-created-before-facebook/
https://www.businessinsider.com/mark-zuckerberg-giving-away-99-of-his-facebook-shares-2015-12