น้ำขึ้นให้รีบตัก Facebook เตรียมลุยตลาด Cryptocurrency

Facebook มีแผนจะเปิด cryptocurrency ของตนโดยในช่วงไตรมาสแรกของปีถัดไปรายงานข่าวขจากบีบีซี โดยบริษัทคาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสกุลเงินในช่วงฤดูร้อนนี้ก่อนที่การทดสอบจะเริ่มขึ้นในภายหลังในปี 2562

สกุลเงินซึ่งถูกเรียกว่าภายในว่า “ GlobalCoin” จะมีรายงานในประเทศต่างๆ หลาย ๆ ประเทศในช่วงเปิดตัว เพื่อเสนอการชำระเงินที่ปลอดภัยและราคาไม่แพงสำหรับคนทั่วไปโดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร

โดยสกุลเงินดังกล่าวจะต้องเอาชนะอุปสรรคทางเทคนิคและกฎระเบียบจำนวนมากก่อนที่จะสามารถเปิดตัวได้  

Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ได้พบกับ Mark Carney ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศอังกฤษเพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสและความเสี่ยงของสกุลเงินดิจิทัลที่วางแผนไว้ อย่างไรก็ตาม Facebook อาจมีงานหนักในมือของพวกเขาในอินเดียซึ่งมีทัศนคติที่ไม่เป็นมิตรต่อสกุลเงิน CryptoCurrency  

สื่ออินเดียรายงานว่า จุดสนใจหลักสำหรับสกุลเงินใหม่ซึ่ง Facebook หวังว่าจะช่วยให้แรงงานอินเดียในต่างประเทศส่งเงินกลับบ้านให้กับครอบครัวโดยใช้ WhatsApp ที่ Facebook เป็นเจ้าของเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับพวกเขา

Facebook ต้องการเพิ่มความสะดวกให้แรงงานชาวอินเดียในการโอนเงิน
Facebook ต้องการเพิ่มความสะดวกให้แรงงานชาวอินเดียในการโอนเงิน

บริษัท อยู่ในระหว่างการเจรจากับกระทรวงการคลังของสหรัฐฯรวมถึง บริษัท โอนเงินเช่น Western Union เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาการดำเนินงานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิตอล

ครั้งแรกที่เราได้ยินเกี่ยวกับความทะเยอทะยานด้าน cryptocurrency ของ Facebook เมื่อเดือนพฤษภาคมเมื่อมีรายงานว่า David Marcus ซึ่งก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของ Coinbase และเคยเป็นประธานของ PayPal ระหว่างปี 2555 ถึง 2557 เป็นผู้นำของแผนกบล็อกเชนใหม่ของ Facebook

รายงานแนะนำว่าสกุลเงินสามารถถูกออกแบบให้เป็นแบบคงที่  ด้วยมูลค่าที่กำหนดเป็นสกุลเงินสหรัฐเพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้นเหมือนเงินสกุลอื่นๆ  ในตลาด CryptoCurrency  อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีความผันผวนที่เกี่ยวข้องกับ cryptocurrencies

แต่ Facebook ยังคงมีงานอีกมากมายที่ต้องทำเพื่อให้ผู้ใช้เชื่อมั่นใน GlobalCoin หลังจากประสบกับเรื่องอื้อฉาวหลายปีที่ทำให้ภาพพจน์สาธารณะเสื่อมเสียในเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

References : 
https://www.theverge.com/2019/5/24/18638331/facebook-crytocurrency-globalcoin-2020-launch-uk-bank-of-england-blockchain

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Google ตอนพิเศษ : Microsoft Strikes Back

หลายท่านอาจจะยังคลางแคลงใจว่า ศึกระหว่าง Microsoft กับ Google นั้นดำเนินต่อไปอย่างไรจาก Blog Series ชุดนี้ ที่จะเห็นได้ว่า Google เริ่มที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่เริ่มจะเข้ามารุกรานตลาดของ Microsoft มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ 

อย่างที่เราทราบว่าตอนนี้ Google นั้นมีผลิตภัณฑ์ที่ออกมาท้าทาย Microsoft โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นบริการต่าง ๆ ที่มุ่งสู่ online ตัวอย่างเช่น Google Docs ที่มาท้าชน Microsoft Offices ของ Microsoft โดยตรง รวมถึงบริการต่าง ๆ ที่อยู่บน cloud ที่ทั้งคู่มีผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก

ต้องบอกว่าศึกระหว่างทั้งคู่นั้น เป็นการต่อสู้กันอย่างยาวนาน เพราะมันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ที่มีการดึงตัวพนักงานระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา เพื่อมาสร้างผลิตภัณฑ์เดียวกัน ฝั่ง Microsoft เองก็พยายามปั้น  Bing ที่เป็นบริการด้าน Search Engine เพื่อมาแย่งส่วนแบ่งเค้กโฆษณาออนไลน์จาก Google เหมือนกัน

Microsoft พยายามปั้น Bing มาสู้กับ Google
Microsoft พยายามปั้น Bing มาสู้กับ Google

แต่การโต้ตอบที่น่าสนใจที่สุดของ Microsoft ต่อ Google นั้นในมุมมองผมคือ facebook ที่เป็นตัวแปรสำคัญ ที่มาตัดกำลัง Google ที่กำลังทะยานไปข้างหน้าอย่างน่ากลัว ก่อนการเกิดขึ้นของ facebook ในขณะนั้น

ซึ่งต้องบอกว่า ตลาดโฆษณา online ก่อนหน้ายุค facebook เกิดนั้น google ครองตลาดส่วนนี้แบบแทบจะเบ็ดเสร็จ เหลือช่องว่างไว้ให้ bing ของ microsoft เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ซึ่งสถานการณ์ในตอนนั้นถือว่า Microsoft ค่อนข้างสั่นคลอนเลยทีเดียว กับการสร้างผลิตภัณฑ์รวมถึง นวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องของ Google รวมถึงตลาด Search Engine นั้นดูเหมือนยากที่จะโค่น Google ลงไปได้

เพราะฉะนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่เมื่อ Social Network กำลังกลายเป็น Trend ใหม่ Microsoft จะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำการเตะตัดขา google ไม่ให้ take over facebook ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว 

สำหรับ facebook นั้นก็มีการเติบโตด้านผู้ใช้งานขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงในปี 2007 เรื่องไปถึงหูของ google ซึ่งต้องการที่จะ take over facebook ซึ่ง Microsoft ไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน เพราะตอนนั้นกำลังขับเคี่ยวกันในหลายตลาด ทั้ง search engine , email ,  document tool ซึ่ง social เป็นเรื่องใหม่ที่ microsoft ไม่ยอมให้ google มายึดไปอีกแน่นอน

Microsoft จึงทำเรื่อง surprise อย่างยิ่งด้วยการลงทุน ซื้อหุ้นเพียง 1.6% ด้วยเม็ดเงินสูงถึง 240 ล้านเหรียญ ทำให้มูลค่าของ facebook พุ่งขึ้นไปสูงถึง 15,000 ล้านเหรียญ ซึ่ง ตอนนั้น บริษัท ยังแทบจะไม่มีรายได้เข้ามามากมายเหมือนในปัจจุบัน แต่เป็นการเตะตัดขา google เพื่อไม่ให้มา take over facebook เพียงเท่านั้น

Microsoft เข้าถือหุ้นใน facebook เพื่ออัดฉีดเงินไปสู้กับ Google
Microsoft เข้าถือหุ้นใน facebook เพื่ออัดฉีดเงินไปสู้กับ Google

และที่สำคัญแทนที่จะสู้กับ Google ด้วยกำลังพลของตัวเอง Microsoft ทำการส่ง facebook ไปตีกับ google แทน และเป็นการถ่วงดุลอำนาจของ google หลังจากที่ไม่ได้มีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อมานาน เนื่องจากตัว Microsoft เองนั้นพ่ายแพ้ให้กับ Google ในหลายศึก จึงเปลี่ยนแผนด้วยการส่ง บริษัทคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดใหม่  ๆ อย่าง facebook ไปทำการรบกับ Google แทนเสียเลย

และนั่นเอง มันได้เป็นจุดเปลี่ยน ที่สำคัญที่ทำให้ Microsoft นั้นมีเวลาหายใจมาพัฒนา service ของตัวเองให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งเหมือนปัจจุบัน ที่ข่าวล่าสุด ได้มีมูลค่า บริษัท แซงหน้า apple กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดได้อีกครั้ง ที่ว่าเป็นเกมส์ที่เดินถูกต้องอย่างยิ่งของ microsoft ในการใช้กลยุทย์นี้

facebook ถือเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงอย่างยิ่งต่อ google เพราะมันเป็นการทยอยแย่งตลาดโฆษณา online จาก google ไปเรื่อย ๆ จากเดิมที่ นักการตลาดออนไลน์มีทางเลือกไม่มากที่จะใช้เม็ดเงินในการโฆษณา online

facebook และ google ต้องมาประมือกันในศึก social network ที่ google ได้ส่งบริการ google+ เข้ามาแข่ง ซึ่งก็ต้องบอกว่าพ่ายแพ้ไปอย่างหมดรูป แทบจะไม่เหลือคนใช้บริการ google+ แล้วในตอนนี้ และคิดว่าไม่น่าจะสร้างรายได้ให้ google ได้อีกต่อไป

google นั้นไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริงในเรื่องของเครือข่ายสังคม online การ design ผลิตภัณฑ์ google+ ออกมานั้น แม้จะมี features มากมายก่ายกอง แถมยังทำทุกอย่างได้เหมือน facebook ทำด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่สามารถแย่งชิงส่วนแบ่งจาก facebook ได้เลย ต้องบอกว่า พี่มาร์ค เข้าใจ user ในเรื่องเครือข่ายสังคมได้อย่างถ่องแท้ หลังจากมีประสบการณ์อยู่กับ platform มาอย่างยาวนาน

google plus ที่ google หวังจะมาเอามาใช้ล้ม facebook
google plus ที่ google หวังจะมาเอามาใช้ล้ม facebook

ซึ่งการที่ google ไม่เข้าใจความต้องการของ user อย่างแท้จริง ทำให้ user จาก facebook ไม่ได้ย้ายหนีไปใช้ google+ เลยซะทีเดียว หลังจากการออกผลิตภัณฑ์ ออกมา และgoogle นั้นได้ทำการโปรโมตอย่างรุนแรงมาก แต่สุดท้ายกลายเป็นที่สิงสถิต ของเหล่า geek แทนมากกว่า เป็นสังคม online ของเหล่า geek ซึ่งออกแบบมาโดย วิศวกร geek ขนานแท้จาก google

hanouts features เด้ดที่ google จะมาจัดการ facebook
hanouts features เด้ดที่ google จะมาจัดการ facebook

ต้องยอมรับว่า social network นั้น facebook แข็งแกร่งจริง ๆ มี features หลัก ๆ ที่โดนใจผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้ไม่หนีไปไหน แม้ว่าเกือบจะเพลี่ยงพล้ำในตอนแรกที่ google+ เปิดบริการ video call hangout แต่ facebook ก็ได้กองหนุนจากพี่ใหญ่อย่าง Microsoft ที่ส่ง skype มาช่วยเหลือ facebook ได้ทันเวลา

ต้องบอกว่า ทุกอย่างนั้นเป็นแผนการของ Microsoft อยู่แล้วที่ต้องการให้ Google นั้น เจอคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ และ facebook นั้นก็เป็นบริษัทของคนรุ่นใหม่ มีพลังอย่างเหลือล้น พร้อมที่จะสู้กับ Google อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับตอนที่ Microsoft มาเจอคู่แข่งอย่าง Google ในช่วงแรกนั่นเอง ซึ่งสุดท้ายเราจะได้เห็นถึงความเก๋าของพี่ใหญ่อย่าง Microsoft ที่ถือว่า Win ในศึกนี้ อย่างที่เราเห็นในปัจจุบันที่ Microsoft กำลังจะก้าวขึ้นเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลกเราได้อีกครั้งนั่นเอง

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :When Larry Met Sergey *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Elon Musk ตอนพิเศษ : Difficult and Painful

ต้องบอกว่าเป็นปีชงเลยทีเดียวสำหรับ Elon Musk ในปี 2018 ที่ชีวิต ได้เจอกับมรสุมมากมาย ทั้งปัญหาใน Tesla เอง หรือ ปัญหาส่วนตัวที่เค้าค่อนข้างเจอมรสุมมากมาย

ต้องบอกว่า Musk นั้นถือเป็น Tech entrepreneur ที่เป็น idol ของเหล่า Tech Startup ทั้งหลายที่อยากเจริญรอยตามเค้าทั้งนั้น เนื่องจากเค้ามี idea มากมายที่จะเปลี่ยนโลกของเรา ให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่เค้าได้ไป take over Tesla มาเนื่องจากเป็นรถที่ใช้เทคโนโลยีที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ช่วยลดปัญหามลพิษให้กับโลกเรา

หรือ การสร้าง เทคโนโลยีอย่าง Hyperloop ที่ให้คนสามารถเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว ไม่แพ้การเดินทางด้วยเครื่องบิน ผ่านอุโมงค์ใต้ดิน และใช้ระบบไฟฟ้าในการขับเคลื่อนแทนน้ำมันที่ใช้ในเครื่องบิน

รวมถึงโครงการอื่นๆ. อีกมากมาย ที่ Elon Musk น้นได้เข้าไปมีส่วนร่วม ล้วนแล้วแต่เป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกแทบทั้งสิ้น

แล้วถ้าถามว่าทำไมนักลงทุนทั้งหลายถึงได้เชื่อใจ Elon Musk ก็ต้องตอบว่า เค้าเป็นหนึ่งในนักลงทุนกลุ่มแรกของ Silicon Valley  ที่ผ่านวิกฤติ ดอทคอม ในช่วงปี 2000 มาได้และเป็นหนึ่งในกลุ่ม Paypal Mafia ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อโลกเทคโนโลยีของเราในช่วงหลัง ๆ ผลงานเลื่องชื่อ น่าจะเป็นการปลุกปั้น Paypal บริการด้านการเงิน online ที่ต้องบอกว่าเป็น Fintech แรก ๆ ของโลกเราเลยก็ว่าได้ ซึ่งต่อมาได้ขายกิจการให้กับ Ebay

Paypal Mafia กลุ่มผู้มีอิทธิพลใน Silicon Valley

Paypal Mafia กลุ่มผู้มีอิทธิพลใน Silicon Valley

แต่นิสัยอย่างนึงของเหล่า Paypal Mafia กลุ่มนี้ คือ การเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ๆ ซึ่งจะหาคนที่ทำงานด้วยลำบาก และยึดถือความคิดตัวเองเป็นหลักเสมอ ไม่ค่อยเชื่อถือเพื่อนร่วมงานแต่อย่างใด ดังเห็นในข่าวหลาย ๆ ครั้ง ว่าเหล่าผู้ร่วมงานของ Musk ได้ทยอยลาออกไป เนื่องจากไม่สามารถทำงานร่วมกับ Elon Musk ได้

Tesla พบปัญหาผลิตไม่ได้ตามความต้องการ

Tesla พบปัญหาผลิตไม่ได้ตามความต้องการ

ซึ่งทำให้ปัญหาใหญ่อย่างที่ Tesla ที่ไม่สามารถผลิตรถได้ตามความต้องการได้นั้น Elon Musk ต้องลงมาดูด้วยตัวเอง ซึ่งผิดวิสัย CEO  ส่วนใหญ่ที่มักจะไม่ลงไป Operation เอง แต่ Musk นั้นได้ลงไปคลุกคลีในโรงงานด้วยตัวเอง และจัดการ Operation ทั้งหมดเอง เพื่อให้แก้ปัญหาไปได้ แต่ แม้จะทำให้ปัญหาคลี่คลายไปบ้าง แต่การที่ CEO ต้องลงมาทำเองแบบนี้ ทำให้งานของ CEO จริง ๆ ก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้เช่นกัน ทำให้ปัญหาวนลูปกลับมาที่ Tesla จนเริ่มมีปัญหากับนักลงทุนในที่สุด

และด้วยความกดดันหลาย ๆ ด้าน ทำให้บางครั้ง Elon Musk เองก็ทำอะไรแบบไม่คิดให้รอบด้านซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะ ในโลก Social อย่าง Twitter  นั้น Musk มักจะ Tweet อะไรพลาด ๆ อยู่เสมอ เช่น เรื่องการจะนำเอา Tesla ออกจากตลาดหุ้น หรือ การออกมาตอบโต้ ทีมนักดำน้ำที่มาช่วยภารกิจถ้ำหลวงที่ประเทศไทย ก็ล้วน แล้ว แต่เป็นเรื่องที่ไม่น่าพูดออกไปทั้งสิ้น ซึ่งคนระดับ Musk ไม่ควรที่จะลงมาเล่นกับเรื่องอะไรแบบนี้ เป็นการเปลืองตัวเสียเปล่าๆ  ด้วยซ้ำ แต่คิดว่าเนื่องจาก นิสัยส่วนตัวดังที่กล่าว ทำให้เรื่องใน Social มักจะเป็นปัญหากับ Elon Musk เสมอ

Elon Musk สูบกัญชาในระหว่างการสัมภาษณ์ในรายการก็เป็นอีกสิ่งนึง ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย

Elon Musk สูบกัญชาในระหว่างการสัมภาษณ์ในรายการก็เป็นอีกสิ่งนึง ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย

และล่าสุดที่ได้ไปออกรายการทีวีในรัฐแคลิฟอเนีย  แม้จะเป็นรัฐที่การสูบกัญชานั้นถูกกฏหมาย แต่ภาพที่ Elon Musk สูบกัญชาในระหว่างการสัมภาษณ์ในรายการก็เป็นอีกสิ่งนึง ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาเสียหายยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งในขณะนี้ปัญหาต่างๆ  มีมากมายอยู่แล้ว แต่ Musk นั้นก็ทำให้สิ่งต่าง ๆ ดูแย่ลงไปอีก ภาพลักษณ์ของเค้าเสียหายยิ่งขึ้นไปหลังจากที่ภาพการสูบกัญชาถูกปล่อยว่อนในโลก Social

Elon Musk จะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร

ต้องบอกว่าคนระดับอัจฉริยะ อย่าง Elon Musk นั้นผ่านประสบการณ์ มามากมาย ถึงจะได้รับการยอมรับถึงจุดนี้ได้  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2018 นั้น ต้องถือได้ว่าเป็นปีที่แย่ที่สุดปีนึงของ Elon Musk เลยก็ว่าได้

โดยที่ธุรกิจใหม่ๆ  นั้นเป็นธุรกิจแห่งอนาคตทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Tesla , SpaceX หรือ SolarCity เองก็ตาม มันยังสามารถที่จะตอบโจทย์ในด้านธุรกิจได้รวดเร็วเหมือนธุรกิจอินเตอร์เน็ตอื่น ๆ   และการที่เค้ามี Idea ที่เยอะเกินไปบางครั้ง ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดีนัก เพราะดูเหมือนจะเป็นการทำแบบไม่ Focus สิ่งใด สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนเท่าที่ควร ต้องมานั่งไล่แก้ปัญหา SpaceX ที ปัญหา Tesla ที ทำให้วิสัยทัศน์ใหญ่ของเขานั้นอาจจะขับเคลื่อนได้ช้าลงไป

ที่สำคัญการที่ Elon Musk เป็นคนที่ทำงานหนักมากและชอบทำงานคนเดียว และ ไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นผู้อื่นนั้นสักเท่าไหร่นั้น ยิ่งทำให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้นไปอีก การบริหารหลายๆ  ธุรกิจ โดยแต่ละธุรกิจเป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก ๆ และมีเรื่องให้แก้ปัญหาเยอะไปหมด ในคราวเดียวกัน แบบที่ Elon Musk ทำในตอนนี้นั้น ไม่น่าจะใช่สิ่งที่ดีในระยะยาวอย่างแน่นอน

ทางที่ดี Musk ควรที่จะเริ่มเชื่อใจผู้ร่วมงานบ้าง และหาคนที่เป็นมืออาชีพ จริง ๆ มาช่วยบริหาร หลาย ๆ ธุรกิจของตัวเองบ้าง แบบที่หลาย ๆ คนทำ เช่น Mark Zuckerberg ก็ปล่อยให้ sheryl sandberg เข้ามาช่วยเหลือในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด  แล้วทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด จะเห็นได้ถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Facebook ในช่วงที่ผ่านมา

ซึ่งถ้า Mark ยังทำอยู่คนเดียวเหมือนช่วงแรก ๆ Facebook คงไม่สามารถเติบโตได้รวดเร็วดังที่เห็นในวันนี้อย่างแน่นอน ซึ่ง Elon Musk ก็น่าจะมีปัญหาคล้าย ๆ กัน คือต้องยอมลดฐิถิ  ตัวเองลงบ้าง แล้วปล่อยให้มืออาชีพของแต่ละส่วนมาช่วยทำงานด้าน Operation มากขึ้น เพื่อให้งานรุดหน้าไปได้รวดเร็วและมั่นคงมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา ทุกคนก็ต่างยอมรับในความทุ่มเท และเสียสละ และการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้อย่างที่เขาเคยทำมาสำเร็จมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งมัสก์ ก็คงสามารถผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้เหมือนเคย เพราะชายผู้นี้เป็นนักสู้กับปัญหาตัวยง ไม่ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหนเขาก็สามารถที่จะผ่านมันไปได้ทุกครั้งเหมือนเคย

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Sand Hill Road *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol