เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสมองของคุณเกลียด PowerPoint

การนำเสนอเกือบทั้งหมด ไมว่าจะเป็น PowerPoint หรืออย่างอื่น ส่วนใหญ่จะเป็นการที่ผู้นำเสนอพูดในขณะที่แสดงสไลด์ที่เต็มไปด้วยคำต่าง ๆ มากมาย โดยที่จะมีคำต่าง ๆ บนหน้าจอสนับสนุนคำพูดที่ผู้นำเสนอกำลังพูด ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นการเพิ่มทั้งความเข้าใจและความจำของผู้รับฟังได้ดีขึ้น

แต่มันมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งก็คือ การนำเสนอด้วย Powerpoint ลักษณะดังกล่าวนั้น เป็นการลดความเข้าใจที่เกิดขึ้นจริง เพราะสมองของมนุษย์ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการทำงานหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการใช้สมองส่วนเดียวกัน นักจิตวิทยา Marc Coutanche จากมหาวิทยาลัย Pittsburgh อธิบาย :

“ขอบเขตภาษา [ของสมอง] ของคุณกำลังประมวลผลเสียง คำ ความหมายของประโยค ลองนึกภาพวงจรที่คุณมีอินพุตหลายตัวและเอาต์พุตหลายตัว แต่พวกมันใช้สายเชื่อมต่อเดียวกัน”

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อสมองของเราได้ยินคำและเห็นคำต่างๆ กัน หรือสลับไปมาระหว่างชุดคำทั้งสอง ทำให้เกิดความสับสน นี่คือเหตุผลที่แทบทุกการนำเสนอ PowerPoint ทำให้เกิดความน่าเบื่อและไม่น่าจดจำ

อย่างไรก็ตาม สมองของเราสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ เมื่อการทำงานหลายอย่างทำให้เกิดความต้องการในส่วนต่างๆ ของสมอง นั่นคือเหตุผลที่เราสามารถขับรถได้อย่างปลอดภัยในขณะที่กำลังฟังพอดแคสต์

โชคดีที่มีทางเลือกอื่นที่มีประสิทธิภาพในการนำเสนอแบบสไลด์/แสดงหัวข้อย่อย และนี่เป็นข้อมูลสรุปโดยย่อ :

  • หากต้องการปรึกษาหารือและตัดสินใจ ให้ใช้เอกสารสรุป เอกสารสั้นๆ (สูงสุดสามหน้า) ที่ทุกคนที่เข้าร่วมประชุมจะอ่านเมื่อเริ่มการประชุม สิ่งสำคัญก็คือ อย่ามอบหมายเอกสารให้เป็นการบ้านก่อนการประชุม เพราะแทบไม่มีใครอ่านมัน
  • หากกำลังสอนและฝึกอบรม ให้สร้างประสบการณ์เชิงโต้ตอบ ซึ่งหมายถึงรูปแบบต่าง ๆ เช่น แบบฝึกหัดกลุ่ม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจดบันทึก ให้ใช้ดินสอหรือปากกาเสมอ ห้ามใช้คอมพิวเตอร์ การจดบันทึกบนกระดาษช่วยเพิ่มการจดจำได้มากเพราะดึงเอาส่วนต่างๆ ของสมองออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • หากต้องการสร้างความบันเทิงหรือสร้างแรงบันดาลใจ ให้กล่าวสุนทรพจน์ เมื่อมีกลุ่มใหญ่เกินกว่าจะใช้รูปแบบของแบบฝึกหัดเชิงโต้ตอบ ให้ลองมองดูรูปแบบของ TED Talk มากกว่ารูปแบบการบรรยายของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หากมีภาพที่มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจกับคำพูด ให้แสดงภาพนั้น แต่ไม่ต้องแสดงรายการหัวข้อย่อย ถ้าใครเคยดู TED Talk เราจะไม่เห็นรายการหัวข้อย่อยใน TED Talk เลย
TED Talk คือตัวอย่างที่ดีของการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (CR:optimus-education)
TED Talk คือตัวอย่างที่ดีของการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (CR:optimus-education)

ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจำนวนมาก เช่น Jeff Bezos และ Elon Musk ได้สรุปว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันไม่ work และมีรายงานว่าพวกเขาไม่ต้องการใช้ PowerPoints อีกต่อไป

Jeff Bezos ได้สั่งห้าม PowerPoint จากการประชุมที่ Amazon โดยยืนยันว่าการประชุมจะเริ่มต้นด้วยผู้เข้าร่วมประชุมที่จะมีการอ่านเอกสารที่มีข้อมูลที่จำเป็นเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นนั้น ๆ ในหัวข้อการประชุม

เนื่องจากมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ว่าการใช้ PowerPoint ช่วยลดความฉลาดขององค์กร อย่างไรก็ตาม การแทนที่ PowerPoint ด้วย “เอกสารสรุป” (อย่างที่ Bezos ทำ) ไม่ใช่แค่เพียงสนับสนุนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีการทางการเงินที่ชาญฉลาดอย่างไม่น่าเชื่อด้วยเหตุผลสองประการต่อไปนี้:

  1. ช่วยประหยัดเวลา PowerPoint สื่อสารด้วยความเร็วที่ผู้นำเสนอพูด เอกสารสรุปสื่อสารด้วยความเร็วที่ผู้ร่วมประชุมอ่าน การนำเสนอที่จะใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง สามารถย่อให้เหลือเพียงห้านาที
  2. ช่วยโฟกัสที่เนื้อหาที่ตรงประเด็น เนื่องจากเอกสารสรุปให้ข้อมูลสำคัญในตอนเริ่มการประชุม ทุกคนจึงโฟกัสไปที่เนื้อหาเดียวกันอย่างแท้จริง และการอภิปรายหรือการถกเถียงจะสั้นลงและตรงประเด็นมากขึ้น นอกจากนี้ เนื่องจากการนำเสนอด้วย Powerpoint ต้องมีผู้นำเสนอ จึงจำเป็นต้องเข้าร่วมการประชุมเพื่อรับข้อมูล แต่ด้วยเอกสารสรุป ผู้เข้าร่วมต้องการเพียงแค่ข้อมูล แต่ไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วม สามารถอ่านเอกสารและข้ามการประชุมไปได้ทันที

ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ผู้บริหารโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของเวลาในการประชุม (หนึ่งในสามของทั้งหมดนั้นไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง) นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เหนือกว่าความสามารถอันน้อยนิดของ PowerPoint ที่ทั้งสูญเสียทั้งทรัพยากรและรายจ่ายโดยใช่เหตุขององค์กรส่วนใหญ่นั่นเอง

References :
https://www.inc.com/geoffrey-james/science-just-discovered-your-brain-really-hates-powerpoint.html
https://www.inc.com/geoffrey-james/the-worlds-best-communicators-dont-use-powerpoint.html
https://www.inc.com/geoffrey-james/jeff-bezos-banned-powerpoint-its-arguably-smartest-management-move-that-hes-ever-made.html

บทเรียนจากเทรนเนอร์ของ Michael Jordan กับเคล็ดลับที่ช่วยให้คุณชนะในทุกสิ่ง

หลังจากได้รับปริญญาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ – ชิคาโก ผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล Tim Grover ก็ได้มาเจอกับ Michael Jordan และในท้ายที่สุด Jordan กลายเป็นลูกค้ามืออาชีพคนแรกของเขาในปี 1989

Grover กล่าวว่า เขาเขียนจดหมายถึงผู้เล่น Bulls ทุกคนในเวลานั้น แต่ Jordan เป็นคนเดียวที่ตอบกลับ

“เขาให้เวลาผม 30 วัน และจาก 30 วันได้กลายมาเป็น 15 ปี” Grover โพสต์บนอินสตาแกรมในปี 2015

Jordan คว้าแชมป์ NBA 6 ครั้งขณะร่วมงานกับ Grover ในปี 2007 หลังจากที่ Jordan ประกาศอำลา NBA ครั้งที่สอง Grover ได้ร่วมงานกับ Kobe Bryant และ Dwayne Wade เป็นลำดับถัดมา

ในหนังสือเล่มใหม่ของเขา“ Winning: The Unforgiving Race to Greatness” Grover เปิดเผยสิ่งที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำเร็จ ดังที่ Jordan เขียนไว้ในหนังสือ ที่ได้กล่าวไว้ว่า Grover “รู้มากกว่าใครเกี่ยวกับการสร้างผู้ชนะ”

นี่คือบางส่วนของสิ่งที่ Grover ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการชนะไม่ว่าจะเป็นความท้าทายในเรื่องใดก็ตาม

‘ไม่มีขั้นตอนที่เป็นสูตรสำเร็จ’

“การใช้คำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจหรือลองใช้โปรแกรมแบบเป็น step เพื่อความสำเร็จของคนอื่นเป็นการทำแบบมือสมัครเล่น” Grover กล่าว

นั่นเป็นเพราะแรงจูงใจและกระบวนการที่มีความแตกต่างกันสำหรับแต่ละบุคคล คุณต้องหาว่าอะไรเหมาะกับคุณ

“ไม่มีขั้นตอนแบบสูตรสำเร็จ ผมไม่สามารถพูดได้ว่า ‘นี่คือห้าขั้นตอนในการเข้าสู่โซน’ หรือ ’10 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จ’” Grover กล่าว

“ขั้นตอนเหล่านั้นไม่มีที่สิ้นสุดและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

ยกตัวอย่างเช่น Jordan ไม่มีกิจวัตรการฝึกซ้อมเหมือนกับ Kobe Bryant และกิจวัตรส่วนตัวของพวกเขาก็มีการพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับเกมการเล่นของพวกเขา

ความแตกต่าง แต่ประสบความสำเร็จทั้ง Jordan และ Kobe
ความแตกต่าง แต่ประสบความสำเร็จทั้ง Jordan และ Kobe

“ผมต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะกิจวัตรที่ผมใช้กับ MJ ไม่ใช่กิจวัตรที่ผมจะใช้กับคุณ” เขากล่าว เพราะทุกคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน

คำแนะนำของ Grover: ทดลองเพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณจากนั้นเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของคุณอย่างต่อเนื่องเมื่อคุณเติบโตขึ้น

ผู้ชนะมองว่าตัวเอง ‘แตกต่าง’

“การชนะทำให้คุณแตกต่างและความแตกต่างนั้นจะทำให้ผู้คนหวาดกลัว” Grover กล่าว

“ผู้คนจะไม่เข้าใจจรรยาบรรณในการทำงานของคุณ พวกเขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงทำสิ่งที่คุณทำ ด้วยความเข้มข้นที่คุณทำมากขึ้น และทำไมคุณยังคงต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ ” เขากล่าว

Grover กล่าวว่าคนที่เป็นนักเล่นเกมตัวจริงไม่ได้คิดนอกกรอบเพราะพวกเขามองไม่เห็นกรอบที่ขวางอยู่เลยเสียด้วยซ้ำ “พวกเขามองเห็นความเป็นไปได้ พวกเขาใช้การตัดสินใจ ความสำเร็จและความล้มเหลวของตนเองเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับความคิดและผลลัพธ์” Grover กล่าว

“ทุกคนอยากเป็นเหมือน Jordan แต่ Jordan ไม่อยากเป็นเหมือนใคร” Grover กล่าว

คำแนะนำของ Grover: “การชนะต้องการให้คุณเรียนรู้ ตั้งคำถามกับสิ่งที่คุณเรียนรู้จากนั้นคุณต้องเรียนรู้เพิ่มเติม คุณต้องเต็มใจที่จะท้าทายสิ่งที่คุณได้รับการสอนและเรียนรู้อีกครั้งด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไป” Grover กล่าว

‘ความกลัวและความสงสัยไม่ใช่สิ่งเดียวกัน’ และความแตกต่างนั้นสำคัญมาก

“ความกลัวและความสงสัยนั้นไม่เหมือนกันและความแตกต่างนั้นมันชัดเจน เช่นเดียวกับการชนะและการพ่ายแพ้” ตามคำกล่าวของ Grover

“ก่อนเกมทุกเกมคุณจะเห็น MJ อยู่คนเดียวก้มหน้าเคี้ยวหมากฝรั่งคุยกับตัวเอง เขามีความรู้สึกแบบเดียวกับที่คุณอาจรู้สึกก่อนที่จะเผชิญกับความท้าทาย แต่เขาไม่เคยสงสัยเลยว่าเขาจะทำผลงานได้ดีที่สุด” Grover เขียนในหนังสือ “Winning”

Tim Grover ได้ให้บทเรียนที่น่าสนใจมาก ๆ จากหนังสือเล่มใหม่ของเขา
Tim Grover ได้ให้บทเรียนที่น่าสนใจมาก ๆ จากหนังสือเล่มใหม่ของเขา

นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อผู้ชนะรู้สึกหวาดกลัวพวกเขาจะสงบสติอารมณ์ โดยคิดถึงการเตรียมการและการทำงานทั้งหมดที่พวกเขาจะทำเพื่อไปให้ถึงจุดที่พวกเขาต้องการ พวกเขาไม่ยอมให้ความกลัวเพิ่มขึ้นเสียจนไม่สามารถควบคุมได้ Grover กล่าว พวกเขาไว้ใจตัวเองว่าจะรับมือกับสถานการณ์หรือสิ่งที่มีความท้าทายที่อยู่ข้างหน้า

“ความกลัวปรากฏขึ้นเอง ความกลัวเพิ่มความตระหนักรู้ของคุณ มันทำให้คุณตื่นตัว ; มันทำให้คุณช้าลงและทำให้ความคิดของคุณกลายเป็นอัมพาต” Grover กล่าว

“ความกลัวเป็นเรื่องของการคุกคามไม่ว่าคุณจะต้องเผชิญกับอะไรก็ตาม ส่วนความสงสัยเป็นเรื่องของตัวคุณ”

คำแนะนำของ Grover: “สำหรับทั้ง MJ และ Kobe ทุกอย่างล้วนมาจากความเชื่ออย่างไม่หยุดยั้งในสิ่งที่พวกเขาทำ” Grover กล่าว “ทุกการตัดสินใจทุกการเคลื่อนไหวมีรากฐานมาจากความมั่นใจ”

เมื่อได้รับชัยชนะหัวใจของคุณก็จะมีเสียงรบกวนน้อยลง

Jordan กล่าวทั้งหมดในสารคดี ESPN ของเขา “The Last Dance ”:

“ความคิดของผมคือการออกไปเอาชนะ  ถ้าคุณไม่ต้องการมีชีวิตอยู่เพื่อการจะเอาชนะ คุณก็ไม่จำเป็นต้องอยู่เคียงข้างผม …. และที่สำคัญถ้าคุณไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันกับผม มันก็จะเป็นนรกสำหรับคุณ”

เพื่อที่จะชนะ Grover กล่าวว่าคุณต้องใส่ความคิดและความปรารถนาไว้อยู่เหนืออารมณ์   ผู้คนอาจเรียกคุณว่าเป็นพวก “หมกมุ่น” หรือ“ บ้า” เขากล่าว “ แต่คุณไม่ใช่ตัวปัญหาคุณคือทางออก”

“ยิ่งความกดดันสูงขึ้นคุณก็ยิ่งต่อสู้เพื่ออยู่ในจุดสูงสุดได้นานขึ้น และยิ่งคุณให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งยอมให้หัวใจของคุณมีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจและการกระทำของคุณ” Grover เขียน

คำแนะนำของ Grover: คุณต้องยอมรับความจริงที่ว่า คนอื่น ๆ อาจจะรับไม่ได้ ให้ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่คำนึงถึงมัน

References : https://thesportsrush.com/nba-news-michael-jordan-employed-a-guy-to-count-every-step-he-took-in-an-nba-game-when-the-bulls-legend-pioneered-advanced-statistics-by-employing-one-personally
https://www.cnbc.com/2020/04/20/espn-mich
https://www.usab.com/youth/news/2012/08/how-michael-jordans-mindset-made-him-great.aspx
https://www.cnbc.com/

เหตุใดความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพมากกว่าสติปัญญา

มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดมาด้วยมันสมองระดับอัจฉริยะแบบไอน์สไตน์ หรือ มีความมั่นใจในตัวเองแบบสุดขั้ว หลายคนคิดว่าตัวเองเกิดมาด้วยการที่มีมันสมองที่ไม่ดีพอ และสงสัยว่าพวกเขาจะบรรลุความสำเร็จในชีวิตได้หรือไม่? 

ซึ่งจากงานวิจัยใหม่ที่น่าสนใจซึ่งดำเนินการโดย James Heckman ผู้ได้รับรางวัลโนเบลและเพื่อนร่วมงานของเขาได้กล่าวว่า IQ ไม่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จเลย

เมื่อบุคลิกภาพสำคัญกว่าสติปัญญา

นักวิจัยได้ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับคะแนนไอคิว, มาตรฐานผลการทดสอบ, เกรด และประเมินบุคลิกภาพผู้คนหลายพันคนในทั้งสหราชอาณาจักร อเมริกา และเนเธอร์แลนด์  จากนั้นพวกเขาคำนวณว่าแต่ละปัจจัยเหล่านี้มีผลอย่างไรต่อรายได้ในอนาคต

มันก็ได้เกิดคำถามที่ว่าความสำเร็จในอนาคตขึ้นอยู่กับ IQ ของเรากี่เปอร์เซ็นต์กันแน่? ต้องบอกว่า “ความสำเร็จ” ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญกับปัญหาต่าง ๆ นอกจากเรื่องรายได้เพียงอย่างเดียว เช่น ครอบครัว ความสมดุลในการทำงาน / ชีวิต เป็นต้น

ซึ่งจากการวิจัยของพวกเขาได้ผลสรุปว่า มีเพียงแค่ 1 หรือ 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ความสำเร็จของชีวิตเรานั้นมาจากเรื่องของ IQ เพียงอย่างเดียว

ในแง่ของคนธรรมดาคะแนน IQ เพียงอย่างเดียว แทบจะไม่สำคัญเลย เมื่อพูดถึงความสำเร็จ แล้วลักษณะใดสำคัญกว่ากัน ?

แน่นอนว่าการมีผลการเรียนที่เกรดดีกว่ามันก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นผู้ที่มีรายได้สูงในอนาคต แต่จากข้อมูลของทีมงานวิจัยนั้น สรุปว่าลักษณะนิสัย เช่น ความขยันขันแข็ง หรือ การเปิดกว้าง เปิดรับมุมมองใหม่ ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของลักษณะทางบุคลิกภาพนั้นเป็นสิ่งที่ทำนายอนาคตของเราได้มากกว่า

 “ผลการเรียน หรือ เกรด ไม่ได้สะท้อนถึงความฉลาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่ Heckman เรียกว่า ‘ทักษะที่ไม่รับรู้’ เช่น ความพากเพียร นิสัยการเรียนที่ดี และความสามารถในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ๆ ต่อการประสบความสำเร็จในอนาคต

คุณสามารถเปลี่ยนบุคลิกของคุณได้

นั่นเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในการพัฒนาตนเองเพราะในขณะที่เรื่องของ IQ นั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยาก แต่เรื่องของบุคลิกภาพ คุณสามารถที่จะแก้ไขมันได้ง่ายกว่ามาก 

งานวิจัยอื่น ๆ จาก Heckman แสดงให้เห็นว่าการพยายามปรับปรุงในช่วงวัยเด็กเพื่อให้เด็กพัฒนาลักษณะบุคลิกภาพที่เหมาะสมสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีประโยชน์ต่ออนาคตที่จะประสบความสำเร็จของเด็กมากกว่าการพยายามพัฒนาเพียงแค่เรื่อง IQ ของเด็กเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาอื่น ๆ ก็มองว่าบุคลิกภาพไม่ได้เป็นเรื่องของโชคชะตา ในความเป็นจริงมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นว่าลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากสถานการณ์หรือความสนใจใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเรา

เพราะฉะนั้น ให้หยุดถามตัวเองว่า “ฉันมีสมองหรือสติปัญญาที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่” และเริ่มถามตัวเองว่า “ฉันมีบุคลิกภาพแบบใด” แทน และอย่าเพิ่งท้อใจเกินไป หากเราไม่ได้มีสติปัญญาที่ฉลาดเหมือนคนอื่น ๆ  เพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของเราให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จได้ในอนาคตนั่นเองครับผม

References : https://www.bloomberg.com/opinion/articles/2016-12-22/if-you-re-so-smart-why-aren-t-you-rich
https://www.inc.com/jessica-stillman/this-is-the-biggest-predictor-of-career-success.html
http://www.nber.org/papers/w20749
https://www.thecut.com/2016/12/success-depends-on-your-personality-more-than-iq.html
https://www.aiche.org/chenected/2019/04/redefining-career-success

5 ขั้นตอนเหล่านี้สามารถช่วยปกป้องคุณจากภาวะ burnout

ในสถานการณ์โลก ณ ปัจจุบัน ภาวะ burnout นั้นดูเหมือนจะพบได้ในผู้คนทั่วไป  ซึ่งมีความน่าสนใจอย่างหนึ่งในการเพิ่มจำนวนของผู้ที่มีภาวะ burnout คือ มันเป็นโรคที่อาจจะติดต่อกันได้จริง

กล่าวอีกนัยหนึ่งคุณมีแนวโน้มที่จะทุกข์ทรมานจากภาวะ burnout หากคุณอยู่ใกล้คนอื่นที่อยู่ในภาวะ burnout เช่นเดียวกัน หรือทำงานในสถานการณ์ที่สร้างเงื่อนไขให้เกิดภาวะ burnout นั่นเอง

ลักษณะที่เป็นไปได้ของภาวะ burnout

ภาวะ burnout มีแนวโน้มที่จะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ซึ่งในที่สุดจะส่งผลต่อความรู้สึกอับอายหรือสงสัยเกี่ยวกับความสามารถของคุณ

ยิ่งไปกว่านั้นมันยังสามารถพัฒนาไปสู่การดูถูกเหยียดหยาม เมื่อคุณรู้สึกว่าถูกปฏิเสธในเรื่องความสามารถของคุณอยู่บ่อย ๆ และยิ่งทำให้ขาดแรงจูงใจในการแก้ปัญหาเพื่อที่จะก้าวต่อไป 

งานวิจัยใหม่จาก  City College of New York ยังพบว่าภาวะ burnout นั้นสอดคล้องกับภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของอาการและผลกระทบ จากการศึกษาคน 1,386 คนพบว่า 86% มีความรู้สึกทับซ้อนกันระหว่างภาวะ burnout และภาวะซึมเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเครียดเกิดจากเหตุการณ์ในชีวิต ความท้าทายในงาน หรือการขาดการสนับสนุนในที่ทำงาน

และ ภาวะ burnout ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ส่วนบุคคล จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตทพบว่า ภาวะ burnout นั้นอาจเป็นสิ่งที่คุณได้รับจากผู้อื่น 

นักวิจัยพบว่าภาวะ burnout นั้นแพร่กระจายไปในหมู่เพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิดและเมื่อผู้คนทำงานในวัฒนธรรมที่อาจทำให้เกิดภาวะ burnout 

ต้นทุนที่สูงมากเมื่อเราต้องเจอกับภาวะ burnout

สำหรับบุคคลทั่วไป ภาวะ burnout อาจจะส่งผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ หรือแม้กระทั่งทำให้เกิดความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันและอาการนอนไม่หลับ

นอกจากนี้ American Institute of Stress พบว่าภาวะ burnout ที่ทำให้พนักงานต้องขาดงาน หรือลาออก ซึ่งส่งผลต่อการผลิตที่ลดลงและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ( เช่น ค่าใช้จ่ายด้านกฎหมาย การแพทย์ การประกันภัย) ทำให้อุตสาหกรรมต่างๆ ของสหรัฐฯ มีค่าใช้จ่าย 300,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีกับเรื่องดังกล่าว

Burnout เป็นที่แพร่หลาย ดังนั้นนักวิจัยได้สร้างอุปกรณ์ที่สวมใส่ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบภาวะดังกล่าวได้ อุปกรณ์ตรวจจับระดับคอร์ติซอลในเลือด คอร์ติซอลเป็นสารเคมีที่ร่างกายปล่อยออกมาเมื่อเราอยู่ภายใต้สภาวะความเครียด ความกดดัน หรือความท้าทาย ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยประเมินความเครียด (และภาวะ burnout ที่ตามมา) เพื่อจัดการกับผลร้ายของมัน

วิธีการต่อสู้กับภาวะ burnout

คุณยังสามารถหลีกเลี่ยงภาวะ burnout โดยมุ่งเน้นไปที่ลักษณะส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตที่มากขึ้น งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Psychology พบว่ามีวิธีสำคัญในการจัดการกับภาวะ burnout ดังนี้

  • มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหา แทนที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาให้หาวิธีจัดการกับปัญหาเหล่านี้ หากคุณมีความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานให้นั่งลงกับพวกเขา และพูดคุยกันในประเด็นต่างๆ หากคุณคิดมากกับงานในที่ทำงานควรแจ้งให้หัวหน้าของคุณทราบ และขอความช่วยเหลือ พยายามต่อสู้กับปัญหามากกว่าการหลีกเลี่ยงปัญหา
  • จงเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง แน่นอนว่าคุณไม่สมบูรณ์แบบ แต่การมีความมั่นใจในความสามารถของคุณจะก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อีกยาวไกล ภาวะ burnout นั้นเป็นลักษณะของความอับอายหรือการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงานของคุณ เตือนตัวเองถึงสิ่งที่คุณทำสำเร็จแล้ว ลิสต์รายการที่เกี่ยวข้องกับทักษะและพรสวรรค์ของคุณ มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่คุณต้องการเรียนรู้ และสถานที่ที่คุณต้องการไป ระบุชั้นเรียนที่คุณต้องการเข้าเรียนหรือบุคคลที่คุณต้องการทำความรู้จักและเรียนรู้จากเขา
  • มองภาพใหญ่ เมื่อผู้คนรู้สึกเหนื่อยหน่ายหรือเกิดภาวะ burnout โลกก็มีแนวโน้มที่จะเล็กลง และการแก้ปัญหาก็ดูเหมือนไม่มีอยู่จริง มุ่งเน้นไปที่ภาพรวมของความพยายามของคุณที่เป็นภาพใหญ่ขึ้น ตัวอย่างเช่น คุณไม่เพียงแต่ดูแลลูก ๆ เท่านั้น คุณมีส่วนทำให้พวกเขามีความสุขและสมหวัง คุณไม่ได้ทำงานในแผนกบัญชีของ บริษัท เท่านั้น คุณกำลังทำให้สถานะทางการเงินขององค์กรของคุณมีความมั่นคง การเน้นว่าบทบาทของคุณมีความสำคัญอย่างไรและงานของคุณก่อให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าได้อย่างไร สามารถลดความรู้สึกเหนื่อยหน่ายหรือความหดหู่ลงได้อย่างมาก
  • รักษาความสัมพันธ์ของคุณ คนที่อยู่ในภาวะ burnout มักจะรู้สึกว่าขาดการเชื่อมต่อกับผู้อื่น ให้พยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด: ติดต่อกับเพื่อนและเพื่อนร่วมงานและใช้เวลากับพวกเขาให้มากขึ้น ซึ่งขั้นตอนนี้มัน work ด้วยเหตุผลสองประการ อันดับแรกผู้คนเหล่านี้สามารถสนับสนุนความคิดของคุณได้ นอกจากนี้เมื่อคุณให้ความสำคัญกับผู้อื่น คุณจะขยายมุมมองของคุณออกไปจากตัวเองและสิ่งนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เกิดความรู้สึกในแง่บวก เตือนตัวเองว่าคุณสามารถเสนออะไรให้กับคนอื่นได้มากเพียงใด ซึ่งมันดีกว่าการที่ต้องจมกับปัญหาอยู่คนเดียวอย่างแน่นอน
  • มองไปข้างหน้า ปล่อยให้ตัวเองมีความยืดหยุ่นมากขึ้นและอย่าคาดหวังความสมบูรณ์แบบ รักษาอารมณ์ขัน และเตือนตัวเองว่าคุณกำลังเรียนรู้อยู่เสมอ และคุณไม่มีวันทำทุกสิ่งได้ถูกต้องเสมอไป วันนี้คุณอาจจะรู้สึกแย่ แต่คุณสามารถลุกขึ้นและก้าวต่อไปด้วยการมองโลกในแง่ดีได้ในวันข้างหน้า

ต้องบอกว่าภาวะ burnout นั้นมันไม่ได้อยู่กับเราทั้งชีวิต และสามารถที่จะจัดการได้ แม้ว่าภาวะดังกล่าวจะทำให้คุณรู้สึกเบื่อหน่ายกับมัน แต่คุณสามารถมุ่งเน้นไปที่อนาคตและหาทางก้าวผ่านไปสู่ความสุขและความสมหวังได้นั่นเองครับผม

References : https://www.workdesign.com/2018/05/burned-out-or-fired-up-how-to-create-the-right-kind-of-spark/
https://www.fastcompany.com/90628736/turn-to-these-steps-to-protect-yourself-from-catching-burnout
https://www.stress.org/workplace-stress
https://www.fastcompany.com/90541715/burnout-can-creep-into-your-work-routine-unnoticed-heres-how-to-fight-it-effectively

Warren Buffet : การลงทุนในตัวเองเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นหาความสำเร็จ และนี่คือ 3 คำแนะนำของเขา

ในการให้สัมภาษณ์กับ Andy Serwer หัวหน้าบรรณาธิการฝ่ายการเงินของ Yahoo  Buffet กล่าวว่า “การลงทุนที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้คือการลงทุนในตัวคุณเอง”

นี่อาจเป็นบทเรียนที่มีค่าที่สุดจาก Oracle of Omaha การลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดหมายถึง การไม่หยุดแสวงหาความรู้ ซึ่งเป็นความรู้ที่เดิมพันกับตัวเองทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่ในฐานะนักลงทุนเพียงเท่านั้น

และนี่คือ 3 ข้อแนะนำจาก Buffet :

ลงทุนในการพัฒนาทักษะการสื่อสารของคุณ

ในวิดีโอที่โพสต์บน LinkedIn Buffet กล่าวว่า

หากคุณไม่สามารถสื่อสารได้ก็เหมือนกับการขยิบตาให้หญิงสาวในความมืด มันแทบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในยุคปฏิวัติข้อมูลข่าวสารในยุคปัจจุบัน คุณสามารถหาองค์ความรู้ทั้งหมดในโลกได้ แต่คุณต้องสามารถถ่ายทอดได้ และการส่งผ่านไปยังผู้อื่นให้ได้ และนั่นคือทักษะของการสื่อสาร

เขาเสริมว่าการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสาร ทั้งในด้านการเขียนและการพูดตัวต่อตัว “สามารถเพิ่มมูลค่าของคุณได้อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์”

ลงทุนในการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำของคุณ

Buffet บอกเราเกี่ยวกับความสำคัญของลักษณะอย่างหนึ่งที่ควรมีในผู้นำทุกคนนั่นคือความซื่อสัตย์ โดยใน Oracle of Omaha เคยกล่าวไว้ว่า:

เรามองหาสามสิ่งเมื่อเราจ้างคน เรามองหาความฉลาด มองหาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์หรือพลังงานในตัวผู้นั้น และเรามองหาความซื่อสัตย์ และถ้าพวกเขาไม่มีอย่างหลัง สองสิ่งแรกมันก็แทบไม่มีความหมาย เพราะถ้าคุณได้คนที่ไม่มีความซื่อสัตย์ เขาก็พร้อมที่จะทำลายธุรกิจของคุณ

Tony Simons ใน The Integrity Dividend ระบุถึงความซื่อสัตย์ว่าเป็นลักษณะเด่นที่ อยู่ในทุกแง่มุมของธุรกิจของคุณ  Simons กล่าวว่าความซื่อสัตย์ช่วยเพิ่มมูลค่าของธุรกิจและผลักดันผลกำไรให้กับธุรกิจของคุณได้

ลงทุนในการปรับปรุงความสัมพันธ์ทางธุรกิจของคุณ

หนึ่งในกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการประสบความสำเร็จคือการอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เหมาะสม Buffet พูดคุยกับนักศึกษาวิทยาลัยบางคนเมื่อไม่กี่ปีก่อน และกล่าวว่า “คุณจะก้าวไปในทิศทางของผู้คนที่คุณคบหาด้วย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือต้องคบหากับคนที่ดีกว่าตัวเอง”

ดังคำกล่าวที่มีชื่อเสียงกล่าวว่า เราเป็นคนโดยเฉลี่ยในห้าคนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด ให้แน่ใจว่าคุณมีความเชื่อมโยงกับคนเหล่านั้นมากขึ้นตลอดช่วงเวลาที่สามารถช่วยให้คุณเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เติบโตและก้าวหน้าในอาชีพการงานของคุณ

การแสวงหาการเรียนรู้และการลงทุนในตัวเองตลอดชีวิตของ Buffet ซึ่งเขาแบ่งปันกับหุ้นส่วน Berkshire Hathaway และเพื่อนร่วมงาน Charlie Munger ที่รู้จักกันมานาน และนั่นก็คือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จของเขา อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

ผู้สนับสนุน..

╔═════════════════════════╗
🔥ติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับธุรกิจของคุณ วันนี้พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม🔥
DNA Power CO.,LTD. รับติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้าน, โรงงาน, อาคารพาณิชย์ และสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท. รับประกันแผงโซล่าร์ 20 ปี / อินเวอร์เตอร์ 5 ปี / ประกันการติดตั้ง 2 ปี คืนทุนภายใน 4 ปีครึ่ง
╚═════════════════════════╝

⚡ ฟรี!ค่าสำรวจหน้างาน
⚡ ฟรี!ค่าประเมินราคา
⚡ ฟรีค่าขออนุญาตติดตั้ง
📲 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 086-600-3022
🌐 รายละเอียดเพิ่มเติม : http://bit.ly/37zNHnI

References : https://biznewspost.com/news/entrepreneurs/warren-buffett-investing-in-yourself-is-the-best-way-to-find-success-here-are-3-smart-ways-to-do-it/
https://economictimes.indiatimes.com/magazines/panache/1st-rule-to-success-warren-buffett-says-invest-in-yourself/articleshow/67429921
https://www.cnbc.com/2019/08/31/billionaire-investor-warren-buffetts-best-advice.html
https://www.linkedin.com/posts/michael-hood-aa2912b0_what-an-honour-to-share-an-evening-with-a-activity-6475070126298406912-9jBQ/
https://www.aarp.org/money/investing/info-08-2013/warren-buffett-on-money-success.html