จงกล้าที่จะก้าวออกมา! กับบทเรียนชีวิตจาก Denzel Washington ที่จะเปลี่ยนมุมมองคุณไปตลอดกาล

เป็นหนึ่ง speech ที่เรียกได้ว่าฟังแล้วทรงพลังที่สุดครั้งนึงเลยทีเดียวนะครับ สำหรับ speech ของ Denzel Washington ที่ได้ไปกล่าวที่ University of Pennsylvania และที่ Dillard University วันนี้ผมจึงอยากจะมาเรียบเรียงให้อ่านผ่านบทความนี้กันครับ

ชีวิตเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาส แต่หลายคนมักจะกลัวที่จะก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) ของตัวเอง เลือกที่จะอยู่ในสถานะเดิมๆ แทนที่จะกล้าเสี่ยงและค้นหาศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง แต่การใช้ชีวิตแบบนั้นจะทำให้เราพลาดโอกาสดีๆ มากมายในชีวิต

Nelson Mandela เคยกล่าวไว่า “ไม่มีความสุขใดจะยิ่งใหญ่เท่ากับการค้นพบว่าเราสามารถเป็นอิสระจากความกลัว” คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการปลดปล่อยตัวเองจากความกลัวและกล้าที่จะเสี่ยง จะนำมาซึ่งความสุขและความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

หลายคนอาจเคยได้ยินคำแนะนำให้ “มีแผนสำรองไว้เสมอ” แต่แนวคิดนี้อาจทำให้เราไม่กล้าทุ่มเทอย่างเต็มที่กับเป้าหมายหลัก เพราะเรามัวแต่กังวลกับแผนสำรอง แทนที่จะคิดถึงการถอยหลัง เราควรมุ่งไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคก็ตาม การล้มลงไปข้างหน้ายังดีกว่าการถอยหลังเพราะอย่างน้อยเราก็จะได้เรียนรู้และเติบโตจากประสบการณ์นั้น

ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่มักมาพร้อมกับความล้มเหลวหลายครั้ง ยกตัวอย่างเช่น Reggie Jackson นักเบสบอลระดับตำนาน เคยตีลูกพลาด 2,600 ครั้งในอาชีพของเขา แม้เขาจะตีลูกพลาดมากที่สุดในประวัติศาสตร์เบสบอล แต่เขาก็ยังเป็นที่จดจำในฐานะนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับ Thomas Edison ที่ล้มเหลวในการทดลองนับพันครั้งก่อนจะประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์หลอดไฟ

ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นบทเรียนที่มีค่าที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จ เราต้องยอมรับว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้และพัฒนา การกลัวที่จะล้มเหลวจะทำให้เราไม่กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ และจำกัดศักยภาพของตัวเอง

ลองนึกภาพว่าในวาระสุดท้ายของชีวิต เรากำลังนอนอยู่บนเตียงล้อมรอบด้วยวิญญาณของความฝัน โอกาส และศักยภาพที่เราไม่เคยได้ทำให้เป็นจริง วิญญาณเหล่านั้นอาจจะมองเราด้วยความผิดหวังและโกรธแค้นที่เราไม่เคยให้โอกาสพวกเขาได้แสดงศักยภาพออกมา นี่คือภาพที่น่ากลัวที่สุด การตายโดยที่ไม่เคยได้ใช้พรสวรรค์และความสามารถที่มีอย่างเต็มที่

ชีวิตไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป บางครั้งเราอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคและความผิดพลาด แต่สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราค้นพบตัวตนที่แท้จริงและเส้นทางชีวิตที่เหมาะสมกับเรา Denzel Washington เองก็เคยประสบกับความล้มเหลวในการเรียนแพทย์และกฎหมาย แต่สุดท้ายเขาก็ค้นพบความสามารถด้านการแสดงและประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

บางครั้งโชคชะตาอาจส่งสัญญาณบางอย่างมาให้เรา เหมือนกับที่ Denzel เคยได้รับคำทำนายจากหญิงชราที่เป็นผู้อาวุโสในเมือง Mount Vernon บ้านเกิดของเขาว่าจะได้เดินทางไปทั่วโลกและได้พูดกับคนนับล้าน ซึ่งสุดท้ายก็เป็นจริงผ่านทางภาพยนตร์ของเขา แม้ว่าเราอาจไม่ได้เจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่เราก็สามารถฟังเสียงเรียกร้องภายในใจของตัวเองและกล้าที่จะทำตามความฝัน

การกล้าเสี่ยงไม่ได้หมายถึงแค่การตัดสินใจเรื่องงานหรืออาชีพ แต่ยังรวมถึงการเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ทั้งผู้คน ความคิด และโอกาสต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยหล่อหลอมและพัฒนาตัวตนของเราให้เติบโตขึ้น

ดังนั้น อย่าปล่อยให้ความกลัวมาขัดขวางความฝันของคุณ จงกล้าที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone ลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทาย และใช้ศักยภาพของคุณอย่างเต็มที่ แม้ว่าคุณอาจจะล้มลงบ้าง แต่จงจำไว้ว่าการล้มไปข้างหน้านั้นดีกว่าการยืนอยู่กับที่ เพราะอย่างน้อยคุณก็ได้เรียนรู้และก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่งแล้ว

ชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าที่จะอยู่อย่างกลัวๆ กล้าๆ จงใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่าด้วยการทำตามความฝันและความปรารถนาของคุณ เมื่อคุณมองย้อนกลับไปในวันข้างหน้า คุณจะภูมิใจที่ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และไม่มีอะไรให้ต้องเสียดาย

การเดินทางของชีวิตอาจไม่ราบรื่นเสมอไป แต่ความท้าทายและอุปสรรคจะช่วยหล่อหลอมให้เราเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น และเข้าใจชีวิตมากขึ้น จงเชื่อมั่นในตัวเองและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ เพราะคุณมีพลังและศักยภาพมากกว่าที่คุณคิด

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนกล้าที่จะฝัน กล้าที่จะลงมือทำ และกล้าที่จะล้มเหลวเพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต จงจำไว้ว่า “ถ้าคุณไม่ล้มเหลว คุณก็ไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่” ดังนั้น จงก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญและมั่นใจ เพราะนั่นคือหนทางสู่ชีวิตที่เติมเต็มและมีความหมาย

References :
FALL FORWARD | Best Motivational Speech by Denzel Washington – Upgrade Your Life – YouTube
https://variety.com/2022/film/news/denzel-washington-medal-of-freedom-1235307850/

ชีวิตไม่ได้ยาวนานอย่างที่คิด กับ 10 วิธีใช้เวลา 4,000 สัปดาห์ให้คุ้มค่าจากมหาเศรษฐีระดับโลก Peter Thiel

ชีวิตของเราแต่ละคนมีเวลาจำกัด โดยเฉลี่ยแล้วมนุษย์มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เพียงประมาณ 4,000 สัปดาห์เท่านั้น นี่คือข้อมูลที่น่าตกใจจากหนังสือ “Four Thousand Weeks – Time and How to Use It” โดย Oliver Burkeman ซึ่งทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เวลาในชีวิตอย่างมีคุณค่า

บทความนี้จะนำเสนอมุมมองและคำแนะนำจากผู้ประสบความสำเร็จอย่าง ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) ที่จะช่วยให้เราเข้าใจวิธีการใช้ชีวิตให้คุ้มค่าและมีความหมายมากขึ้น

1. ความจริงของชีวิต: เวลาที่จำกัด

Oliver Burkeman ได้เปิดเผยความจริงที่น่าตกใจในหนังสือของเขา นั่นคือโดยเฉลี่ยแล้ว มนุษย์มีชีวิตอยู่บนโลกนี้เพียงประมาณ 4,000 สัปดาห์เท่านั้น คำนวณจากอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์เราที่ประมาณ 80 ปี และหนึ่งปีมีประมาณ 50 สัปดาห์ เมื่อเราตระหนักถึงความจริงนี้ เราจะเริ่มเห็นคุณค่าของเวลาที่เรามีอยู่มากขึ้น

ข้อเท็จจริงนี้ทำให้เราต้องคิดทบทวนถึงวิธีการใช้ชีวิตของเรา เราอาจกำลังปล่อยให้เวลาอันมีค่าผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์โดยไม่รู้ตัว การตระหนักถึงความจำกัดของเวลาจะช่วยกระตุ้นให้เราใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายและมีความหมายมากขึ้น

2. บทเรียนจากปีเตอร์ ธีล: อย่ารีรอ ลงมือทำทันที

ปีเตอร์ ธีล ผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal และนักลงทุนรายแรกของ Facebook ได้แบ่งปันประสบการณ์และคำแนะนำที่มีค่าสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการไม่รีรอและการลงมือทำทันที

ธีลกล่าวว่า “ถ้าคุณย้อนเวลากลับไปสัก 20 หรือ 25 ปี ผมจะบอกตัวเองว่าอย่ารีรอ” เขาเชื่อว่าหากเขาไม่เสียเวลาไปกับการรีรอ เขาอาจจะสามารถคิดการใหญ่และประสบความสำเร็จได้เร็วกว่านี้

ประสบการณ์ของธีลสอนให้เราเห็นว่า การศึกษาและการทำงานในสายอาชีพที่มั่นคงไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นทางเดียวสู่ความสำเร็จ เขาเล่าว่า “ผมไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ไปโรงเรียนด้านกฎหมาย ทำงานด้านกฎหมายและแวดวงธนาคาร แม้จะไม่นานนัก จนกระทั่งเริ่มธุรกิจ PayPal ก็ทำให้รู้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องรอเพื่อเริ่มต้นอะไรอีกต่อไปแล้ว”

3. การคิดใหญ่และการท้าทายตัวเอง

ธีลแนะนำให้เราท้าทายตัวเองด้วยการคิดใหญ่และพยายามทำให้สำเร็จในเวลาที่สั้นลง เขากล่าวว่า “คุณควรใช้แผนชีวิต 10 ปีของคุณแล้วถามว่าทำไมผมถึงทำไม่ได้ใน 6 เดือน” แม้ว่าบางครั้งเราอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปีเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง แต่การตั้งคำถามนี้กับตัวเองจะช่วยกระตุ้นให้เราคิดนอกกรอบและหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการบรรลุเป้าหมาย

การคิดใหญ่เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้ผู้ประสบความสำเร็จโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ การกล้าที่จะตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและพยายามทำให้สำเร็จในเวลาที่สั้นลงจะช่วยผลักดันให้เราเติบโตและพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว

4. การเลือกเส้นทางชีวิตอย่างชาญฉลาด

ธีลยังให้คำแนะนำที่สำคัญเกี่ยวกับการเลือกเส้นทางชีวิต เขากล่าวว่า “คำแนะนำที่ผมจะมอบให้ตัวเองตอนที่อายุยังน้อย คือก่อนจะชนะการแข่งขันที่จะกำหนดชีวิตส่วนใหญ่ของเราที่เหลือ ถามตัวเองว่าคุณต้องการรางวัลนี้รึเปล่า”

คำแนะนำนี้เตือนให้เราคิดอย่างรอบคอบก่อนที่จะทุ่มเทเวลาและพลังงานไปกับเป้าหมายใดๆ เราควรถามตัวเองว่าสิ่งที่เรากำลังไล่ตามนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือไม่ และมันจะนำพาชีวิตเราไปในทิศทางที่เราต้องการหรือเปล่า

5. การสร้างความแตกต่างแทนการแข่งขัน

ในหนังสือ “Zero to One” ของธีล เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความแตกต่างและการผูกขาดในธุรกิจ แทนที่จะเข้าร่วมการแข่งขันที่รุนแรง เขาแนะนำให้ผู้ประกอบการมองหาวิธีที่จะสร้างธุรกิจที่มีเอกลักษณ์และอยู่เหนือการแข่งขัน

ธีลยกตัวอย่าง Google ซึ่งในช่วงแรกของการก่อตั้งไม่มีคู่แข่งที่แท้จริง ทำให้บริษัทสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนานวัตกรรมและการดูแลพนักงานได้อย่างเต็มที่ แนวคิดนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาตนเองและการสร้างอาชีพได้เช่นกัน

6. การหลีกเลี่ยงกับดักของการแข่งขัน

ธีลเตือนว่าการมุ่งเน้นแต่การแข่งขันอาจเป็นกับดักที่ทำให้เราละเลยสิ่งสำคัญในชีวิต เขากล่าวว่า “ผมคิดว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ของการแข่งขัน คือมันทำให้มักจะมุ่งเน้นไปที่ผู้คนรอบตัว ในขณะที่เราเก่งขึ้นกับสิ่งที่แข่งขันอยู่ เราก็จะมองไม่เห็นสิ่งที่สำคัญ ความยอดเยี่ยมหรือความหมายที่แท้จริงในโลกของเรา”

การใช้ชีวิตที่มุ่งเน้นแต่การเอาชนะผู้อื่นอาจทำให้เราหลงลืมเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต และอาจนำไปสู่การมีอีโก้ที่สูงเกินไป แทนที่จะแข่งขันกับผู้อื่น เราควรมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตนเองและการสร้างคุณค่าให้กับสังคม

7. การเริ่มต้นเร็วและการเรียนรู้จากประสบการณ์

ประสบการณ์ของธีลสอนให้เราเห็นว่าการเริ่มต้นเร็วและการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แทนที่จะใช้เวลาหลายปีในการเรียนรู้และเตรียมตัว เราควรกล้าที่จะลงมือทำและเรียนรู้ไปพร้อมกัน การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราได้รับประสบการณ์ที่มีค่าและพัฒนาทักษะที่จำเป็นได้เร็วกว่า

นอกจากนี้ การเริ่มต้นเร็วยังช่วยให้เรามีเวลามากขึ้นในการปรับปรุงและพัฒนาไอเดียของเรา หากเราล้มเหลว เราก็ยังมีเวลาเพียงพอที่จะเริ่มต้นใหม่หรือปรับเปลี่ยนแนวทาง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเรียนรู้และการประสบความสำเร็จ

8. การสร้างสมดุลระหว่างการวางแผนและการลงมือทำ

แม้ว่าธีลจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงมือทำทันที แต่เราก็ไม่ควรละเลยการวางแผนอย่างรอบคอบ การสร้างสมดุลระหว่างการวางแผนและการลงมือทำเป็นสิ่งสำคัญ เราควรใช้เวลาในการวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนอย่างรอบคอบ แต่ไม่ควรปล่อยให้การวางแผนกลายเป็นข้ออ้างในการเลื่อนการลงมือทำออกไปเรื่อยๆ

การตั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว พร้อมทั้งกำหนดขั้นตอนที่ชัดเจนในการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น จะช่วยให้เรามีทิศทางที่ชัดเจนในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ในขณะเดียวกัน เราก็ควรพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแผนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป

9. การใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเราตระหนักว่าเวลาของเรามีจำกัด การใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราควรมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมที่สร้างคุณค่าและนำพาเราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ การจัดลำดับความสำคัญของงานและการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้เราสามารถทำสิ่งที่สำคัญได้มากขึ้นในเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด

นอกจากนี้ เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการพักผ่อนและการดูแลสุขภาพ การทำงานหนักอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการพักผ่อนที่เพียงพออาจนำไปสู่ความเหนื่อยล้าและประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อนจะช่วยให้เรามีพลังและแรงบันดาลใจในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

10. การสร้างคุณค่าและความหมายให้กับชีวิต

ในท้ายที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเท่านั้น แต่เป็นการสร้างชีวิตที่มีความหมายและมีคุณค่า เราควรถามตัวเองอยู่เสมอว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นสอดคล้องกับค่านิยมและเป้าหมายระยะยาวของเราหรือไม่ การใช้เวลาและพลังงานไปกับสิ่งที่เรารักและเชื่อมั่นจะช่วยให้เรามีความสุขและความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้น

นอกจากนี้ การช่วยเหลือผู้อื่นและการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมก็เป็นวิธีหนึ่งในการสร้างความหมายให้กับชีวิต การใช้ความสามารถและทรัพยากรที่เรามีเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นไม่เพียงแต่จะช่วยให้เรารู้สึกมีคุณค่า แต่ยังเป็นการสร้างมรดกที่จะคงอยู่แม้หลังจากที่เราจากไปแล้ว

บทสรุป

ชีวิตของเรามีเวลาจำกัดเพียง 4,000 สัปดาห์โดยเฉลี่ย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้ บทเรียนจากปีเตอร์ ธีล และผู้ประสบความสำเร็จคนอื่นๆ สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของการไม่รีรอ การกล้าคิดใหญ่ และการลงมือทำทันที

การตระหนักถึงความจำกัดของเวลาควรกระตุ้นให้เราใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายและมีความหมายมากขึ้น แทนที่จะมุ่งเน้นแต่การแข่งขันกับผู้อื่น เราควรพยายามสร้างความแตกต่างและคุณค่าให้กับตัวเองและสังคม

การเริ่มต้นเร็ว การเรียนรู้จากประสบการณ์ และการปรับตัวอย่างต่อเนื่องเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรละเลยความสำคัญของการวางแผน การสร้างสมดุลในชีวิต และการดูแลสุขภาพของตนเอง

ท้ายที่สุด การใช้ชีวิตอย่างมีความหมายไม่ได้วัดจากความสำเร็จทางวัตถุเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากผลกระทบเชิงบวกที่เรามีต่อผู้อื่นและสังคมด้วย การตระหนักถึงคุณค่าของเวลาและการใช้มันอย่างชาญฉลาดจะช่วยให้เราสามารถสร้างชีวิตที่มีความสุข มีความหมาย และบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้ในที่สุด

References :

  1. Burkeman, O. (2021). หนังสือ Four Thousand Weeks: Time Management for Mortals. Farrar, Straus and Giroux.
  2. Ferriss, T. (2016). หนังสือ Tools of Titans: The Tactics, Routines, and Habits of Billionaires, Icons, and World-Class Performers. Houghton Mifflin Harcourt.
  3. Thiel, P. (2014). หนังสือ Zero to One: Notes on Startups, or How to Build the Future. Crown Business.
  4. The Intercollegiate Review. (n.d.). Peter Thiel’s Advice for Young People: “Find a Way to Escape Competition”.
  5. https://tinyurl.com/253w6535
  6. https://mastersofscale.com/peter-thiel-escape-the-competition/

สรุปเนื้อหา สหรัฐอเมริกากำลังทำลายอนาคตของคนรุ่นใหม่อย่างไร โดย Scott Galloway

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงจากเวที TED เมื่อ Scott Galloway ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและพิธีกรรายการพอดแคสต์ชื่อดังได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯนั้นประสบความทุกข์ยากในด้านการเงินรุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา

เขาได้พูดถึงรากเหง้าของปัญหาและผลกระทบของสิ่งที่เปรียบเสมือนเป็นการปล้นความมั่งคั่งไปจากคนรุ่นใหม่ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น และจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร

Scott Galloway ได้พูดถึงว่าสหรัฐฯ กำลังทำลายอนาคตของคนรุ่นใหม่ผ่านความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ การขาดโอกาสในการศึกษา และการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากคนรุ่นใหม่ไปสู่กลุ่มคนสูงวัย

Highlights

💔 คนรุ่นใหม่มีรายได้น้อยลงและประสบกับภาวะค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นในด้านการศึกษาและที่อยู่อาศัย นำไปสู่การขาดโอกาสและยากที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง

💼 ค่าแรงขั้นต่ำไม่เพิ่มขึ้นตาม productivity ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ถูกประเมินค่าในตลาดแรงงานต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

🏡 ค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านพุ่งสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของครัวเรือน ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สามารถเป็นเจ้าของบ้านได้

💰 ความมั่งคั่งถูกถ่ายโอนจากคนรุ่นใหม่ไปสู่คนรุ่นเก่า ทำให้คนรุ่นใหม่มีอำนาจในการควบคุมรายได้และความมั่งคั่งของครอบครัวตนเองลดลงไป

🎓 ค่าใช้จ่ายในการศึกษาระดับสูงมีราคาแพงขึ้นและคนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยมักให้ความสำคัญกับความฟุ้งเฟ้อแต่ผู้สอนส่วนใหญ่กลับมีความรับผิดชอบน้อยลง

📉 ค่าจ้างตามไม่ทันเมื่อเทียบกับกำไรอันมหาศาลขององค์กรธุรกิจ (โดยเฉพาะธุรกิจขนาดยักษ์) ทำให้คนรุ่นใหม่เก็บเงินและสร้างความมั่งคั่งได้ยากขึ้น

🧠 โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีส่งผลเสียต่อสภาวะทางอารมณ์และสภาพจิตใจของคนรุ่นใหม่ นำไปสู่การทำร้ายตัวเองและภาวะซึมเศร้าที่น่าวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น

Key Insights

💸 ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากคนรุ่นใหม่ไปสู่เหล่าคนสูงวัยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยตั้งใจ มันเป็นสิ่งที่สร้างความโกรธเคืองรวมถึงเป็นการสร้างความอับอายให้กับคนรุ่นใหม่

🗳️ อำนาจทางการเมืองของคนรุ่นเก่า ซึ่งมีสิทธิ์เลือกตั้งมากกว่า (จำนวนโหวต) ได้ส่งผลให้นโยบายต่างๆ ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของพวกเขาเหนือกว่าคนรุ่นใหม่

🏦 วิกฤตการเงินในปี 2008 และการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ได้เพิ่มความรุนแรงของการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากคนรุ่นใหม่ไปสู่คนรุ่นเก่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการสร้างประโยชน์ให้กับคนรวยและทิ้งให้คนรุ่นหลังต้องรับภาระหนี้สิน

🌍 แนวทางการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ได้แก่ การลดค่าเล่าเรียนและเพิ่มการรับนักศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับสูง การนำระบบภาษีแบบก้าวหน้ามาใช้ การลงทุนในการดูแลเด็กและการศึกษาก่อนระดับประถมศึกษา รวมถึงต้องมีการปฏิรูประบบประกันสังคมและภาษี

💡นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความสามารถของคนรุ่นใหม่ เนื่องจากพวกเขาคือคนรุ่นต่อไปและความสำเร็จของพวกเขาจะเป็นรากฐานสำคัญของการเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตสืบต่อไป

3 ลักษณะพิเศษที่ Elon Musk, Albert Einstein และ Steve Jobs มีเหมือนกัน

ต้องบอกว่า Albert Einstein, Steve Jobs และ Elon Musk มีอะไรที่เหมือนกันค่อนข้างมาก ตามการวิเคราะห์ของศาสตราจารย์ Melissa Schilling จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กในหนังสือของเธอที่ชื่อ “Quirky”

“สุดยอดนักประดิษฐ์เหล่านี้ทำงานในสาขาที่แตกต่างกันและในเวลาที่ต่างกัน แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันบางอย่าง” Schilling กล่าว  

“แม้ว่าพวกเขาจะมีลักษณะบางอย่างที่เราไม่สามารถเลียนแบบได้ แต่ก็มีลักษณะอื่นๆ ที่เราสามารถใช้ประโยชน์จากพวกเขาได้ เช่น การสร้างเป้าหมายที่มีความทะเยอทะยาน สร้างการรับรู้ในขีดความสามารถของตนเอง และการใช้เวลาตามลำพังเพื่อฝึกฝนความคิดที่เป็นอิสระของของตนเอง”

ในหนังสือ “Quirky” Schilling ได้วิเคราะห์ชีวิตของ Einstein , Musk และ Jobs รวมถึงคนอื่นๆ เพื่อพิจารณาว่าพวกเขาแต่ละคนค้นพบสิ่งที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของมนุษย์เราได้อย่างไร

“การศึกษาบุคคลสำคัญอย่างลึกซึ้งเหล่านี้แสดงให้เราเห็นว่ามีวิธีต่างๆ ที่เราสามารถบ่มเพาะศักยภาพด้านนวัตกรรมที่ก้าวล้ำในตัวเราทุกคนได้” Schilling กล่าว ซึ่งงานวิจัยของเขามุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมและกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมไฮเทค

ในฐานะนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ต่อไปนี้คือคุณลักษณะสามอย่างที่ Einstein , Musk และ Jobs มีเหมือนกัน ตามการวิเคราะห์ของ Schilling

พวกเขาพึ่งตนเองได้

Einstein , Musk และ Jobs ต่างแยกตัวออกจากสังคม หรือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม Schilling กล่าว

เมื่อตอนเป็นเด็ก Musk ตัวเล็กที่สุดในชั้นเรียน เป็น ”เด็กเนิร์ด” ที่มักถูกรังแกอยู่เสมอ

Schilling ชี้ให้เห็นว่าเนื่องจากครอบครัวของเขาย้ายที่อยู่บ่อยมาก Musk จึงไปโรงเรียนที่แตกต่างกันถึง 7 แห่งตั้งแต่เติบโตมา จึงเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเพื่อน ๆ เหมือนเด็กคนอื่น ๆ

Schilling กล่าวว่า “Musk ตอบสนองต่อความรู้สึกนี้ด้วยการหนีไปอ่านหนังสือและเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในที่สุดเขาก็เขียนและขายวิดีโอเกมเกมแรกเมื่ออายุได้ 12 ปี” Schilling กล่าว

สำหรับ Jobs นั้น Schilling กล่าวว่าบุคลิกที่เอาแต่ใจและค่อนข้างแข็งกร้าวของเขาทำให้เขารักษามิตรภาพกับคนที่มีความใกล้ชิดกับเขาได้ยาก 

Chrisann Brennan แฟนคนแรกของ Jobs และเป็นแม่ของลูกคนแรกของเขากล่าวว่าแม้แต่ในโรงเรียนมัธยม Jobs ก็ยังแทบจะไม่สุงสิงกับใคร เขามีส่วนผสมผสานระหว่างความอัจฉริยะ ความจริงใจ และความเป็นคนอารมณ์ร้อน”

Einstein พูดอย่างชัดเจนว่าการเป็นตัวของตัวเองทำให้เขาไม่ยอมก้มหัวให้กับแนวคิดทางด้านวิชาการแบบเดิม ๆ

“นี่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาสามารถละทิ้งแนวคิดแบบนิวตันที่ขัดขวางความก้าวหน้าของนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ และทำให้เขาสามารถคิดทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นการปฏิวัติจริงๆ ในยุคของเขา” Schilling กล่าว

ดังที่ Schilling ชี้ให้เห็น Einstein เคยกล่าวไว้ว่า : ”ความรู้สึกอย่างแรงกล้าในความยุติธรรมทางสังคมและความรับผิดชอบต่อสังคมของฉันขัดแย้งกับเสรีภาพที่เด่นชัดของฉันเสมอจากความจำเป็นในการที่ต้องมีการปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วฉันได้สร้างเส้นทางเดินชีวิตของตัวฉันเอง”

ในที่สุด Schilling กล่าวว่านั่นทำให้พวกเขาเป็นนักคิดที่สามารถท้าทายสภาพที่เป็นอยู่

“เพราะพวกเขารู้สึกว่าตัวเองแตกต่างและแปลกแยกจากสังคมรอบข้าง พวกเขาจึงไม่ปฏิบัติตามกฎเหมือนคนอื่น ๆ ซึ่งทำให้พวกเขาพัฒนาความคิดที่กล้าได้กล้าเสียแม้ต้องเผชิญกับคำวิจารณ์มากมายเพียงใดก็ตาม” เธอกล่าว “สิ่งนี้เน้นให้เห็นคุณค่าของการใช้เวลาตามลำพัง ทั้งการอ่าน เขียน และคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เราพบว่าน่าสนใจอย่างแท้จริง”

พวกเขาเป็นนักอุดมคติ

Einstein , Musk และ Jobs แสดงความเป็นอุดมคติในอาชีพของพวกเขา Schilling กล่าว

“Jobs ต้องการปฏิวัติวิธีคิดของเราด้วยคอมพิวเตอร์ Einstein ต้องการค้นหาความจริงง่ายๆ เกี่ยวกับวิธีการทำงานของจักรวาล และ Musk ต้องการช่วยเผ่าพันธุ์ของเราด้วยการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร” เธอกล่าว

เมื่อผู้คนมีแรงจูงใจอย่างแท้จริงที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พวกเขาจะทำงานหนักขึ้นและนานขึ้น และจะยึดมั่นในเป้าหมายเมื่อต้องเผชิญกับคำวิจารณ์ Schilling อธิบาย 

พวกเขายังต้องพึ่งพาคนฉลาดอื่นๆ เพื่อที่จะสามารถดำเนินการตามความคิดของพวกเขาให้สำเร็จ ซึ่งในกรณีของพวกเขาเหล่านี้การเข้าถึงความเชี่ยวชาญหรือทรัพยากรทางปัญญามีความสำคัญต่อพวกเขามากกว่าการเข้าถึงทรัพยากรทางด้านการเงิน

Schilling กล่าวว่า “การทำตามเป้าหมายที่พวกเขามองว่าเป็นสิ่งที่สูงส่งและสำคัญนั้นทำให้พวกเขามีแรงจูงใจและความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า และเป็นรูปแบบหนึ่งของเกราะป้องกันจากคำวิจารณ์และความล้มเหลว” Schilling กล่าว “เราทุกคนสามารถได้รับประโยชน์จากการปลูกฝังความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ เป้าหมายที่ใหญ่พอที่จะขยายวิสัยทัศน์ของเราออกไปให้ไกลกว่าสิ่งที่คนอื่น ๆ มองเห็น และมีความสำคัญมากพอที่มันจะกระตุ้นความพยายามอันแน่วแน่ของเรา”

พวกเขาไม่ใช่นักเรียนระดับเทพ

“ผู้ชายเหล่านี้แต่ละคนไม่ค่อยชอบโครงสร้างการศึกษาในระบบแบบเดิม ๆ ” Schilling กล่าว

แม้ว่า Einstein จะมีพรสวรรค์อย่างลึกซึ้งในวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ แต่ความก้าวร้าวของเขาก็ได้สร้างความขัดแย้งกับครูของเขาเช่นเดียวกัน เขามักจะขาดเรียนหรือมาสาย และแม้แต่ตอนที่อยู่ในชั้นเรียน ครูของเขามองว่าเขาเป็นคนดื้อรั้น ต่อมาครูเหล่านั้นก็ทำให้ Einstein ได้รับตำแหน่งทางวิชาการได้ยาก

Schilling ระบุว่า Jobs ตอนเรียนในชั้นเกรด 4 เขามีความสามารถที่จะสอบได้ที่ระดับชั้นเกรด 10 แม้ว่าเขาจะลาออกจาก Reed College แต่เขาก็อยู่ในมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าเรียนในชั้นเรียนที่เขาเลือกเอง ภายหลังเขากล่าวว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา เพราะมันทำให้เขาได้ศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่เขาพบว่าน่าสนใจอย่างแท้จริง

ในขณะเดียวกัน Musk เรียนได้เกรดที่ดีมาก ๆ ในคลาสเรียนที่เขาสนใจ เมื่อมาถึงคลาสเรียนที่เขาไม่สนใจเขาก็มักจะประสบกับปัญหาทันที Musk ตั้งข้อสังเกตว่าในมหาวิทยาลัยเขาไม่ค่อยเข้าชั้นเรียนและมุ่งไปที่การสอบเพื่อให้ผ่านในวิชาต่าง ๆ แทน

Musk เริ่มเรียนวิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยควีนส์ในแคนาดา หลังจากนั้นสองปีก็ย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และได้รับปริญญาตรีใบที่สองในสาขาเศรษฐศาสตร์ที่วอร์ตันสคูล เขาเข้าเรียนที่สแตนฟอร์ดเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกในสาขาฟิสิกส์ประยุกต์แต่ลาออกเพื่อก่อตั้งบริษัทกับพี่ชายของเขา

แม้ว่าชายเหล่านี้แต่ละคนจะพบว่าโครงสร้างของการศึกษาในระบบเป็นข้อจำกัด แต่ Schilling กล่าวว่า เราไม่ควรสรุปว่าการศึกษาไม่สำคัญสำหรับพวกเขา

“ความหมายประการหนึ่งสำหรับพวกเราทุกคน ไม่ว่าเราจะลงทุนในการศึกษาของระบบปรกติหรือไม่ก็ตาม เราควรมองหาหัวข้อที่เราพบว่าน่าสนใจและมีความสำคัญ และศึกษาอย่างเข้มข้นในแง่มุมของเราเอง” Schilling กล่าว “หัวข้อที่เราศึกษาด้วยตัวเองเป็นพื้นที่ที่เรามีแนวโน้มที่จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้ในอนาคต”

ยอดอัจฉริยะในทุกวงการมักมีความพิเศษที่แตกต่างจากคนอื่นๆ เสมอ

ตัดมาที่ภาพของนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่อย่าง Cristiano Ronaldo ที่ถือได้ว่าเขาเป็นหนึ่งใน icon ของวงการฟุตบอล ซึ่งจากบทความข้างต้น เราจะเห็นอะไรบางอย่างของ Ronaldo ที่มีความคล้ายคลึงกัน เช่น ใน ข้อที่ 1 และ 2

Ronaldo ก็แทบไม่ต่างจาก Albert Einstein, Steve Jobs และ Elon Musk ในสาขาของตัวเองคือเรื่องฟุตบอล Ronaldo มีแนวคิดพึ่งพาตนเอง ปลีกแยกออกจากสังคม เพราะเขาต้องการสร้างสิ่งที่แตกต่าง หรือแม้กระทั่ง เรื่องการเป็นนักอุดมคติอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้

โลกเราบางครั้งมันก็ไม่ได้เป็นโลกที่สวยงาม คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ มักจะมีนิสัยบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน เช่น ความมีอีโก้ ในตัวเองสูง หรือ ใครหลายๆ คนอาจจะร่วมงานกับพวกเขาได้ยากมาก ๆ เพราะพวกเขามีเป้าหมายที่สูงส่งและมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า

แต่สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้พวกเขามีเหนือคนทั่วไป และสร้างประวัติศาสตร์ได้สำเร็จในยุคของพวกเขานั่นเองครับผม

References :
https://www.cnbc.com/2018/03/12/3-traits-elon-musk-albert-einstein-and-steve-jobs-have-in-common.html
https://paulkeijzer.com/2022/01/18/breakthrough-innovators-einstein-jobs-and-elon-musk-three-traits/
หนังสือ Quirky: The Remarkable Story of the Traits, Foibles, and Genius of Breakthrough Innovators Who Changed the World โดย Melissa A Schilling


Bill Gates : กุญแจสู่ความสำเร็จของ Warren Buffett คือ ‘สิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้’

Warren Buffett ไม่ได้มีอะไรผิดแปลกไปจากคนอื่น ๆ นักลงทุนในตำนานที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 82,000 ล้านเหรียญซึ่งทำให้เขาเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

ในวัย 88 ปี เขายังคงบริหาร Berkshire Hathaway ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งของเขาที่เป็นเจ้าของธุรกิจอย่าง Geico, Dairy Queen และ See’s Candies หรือแม้กระทั่งการถือหุ้นในบริษัท Apple ที่เป็นผู้นำในธุรกิจด้านเทคโนโลยี

กุญแจสู่ความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาของ Buffetf คือนิสัยที่เรียบง่ายและ “เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้” Bill Gates เพื่อนเก่าแก่ของเขาชี้ให้เห็นในบล็อกโพสต์สำหรับเคล็ดลับที่สำคัญของ Buffett นั่นก็คือ “เขาอ่านหนังสือทุกวัน”

Buffett ซึ่งใช้เวลาระหว่างห้าถึงหกชั่วโมงต่อวันในการอ่านหนังสือและหนังสือพิมพ์ซึ่งพบว่า ”การคิดเกี่ยวกับธุรกิจและปัญหาการลงทุนเป็นเรื่องสนุก” เขากล่าวในสารคดีเรื่อง Becoming Warren Buffett ของ HBO

นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับธุรกิจและเหตุการณ์ปัจจุบันเป็นวิธีที่ค่อนข้างง่ายเพื่อให้เขามีความได้เปรียบในการแข่งขัน “ทุกคนสามารถอ่านสิ่งที่ผมอ่านได้ มันเป็นสนามแข่งขันที่มีความเท่าเทียมกัน” Buffetf เคยบอกภรรยาผู้ล่วงลับของเขา Susan Buffetf ตามข้อมูลในสารคดีของ HBO

“และเขาชอบสิ่งนั้นเพราะเขาชอบแข่งขัน” Susan พูดถึง Buffetf “เขานั่งอยู่คนเดียวในห้องทำงาน อ่านสิ่งเหล่านี้ที่คนอื่นอ่านได้ แต่เขาชอบความคิดที่ว่าเขากำลังจะชนะ”

Mark Cuban ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและมหาเศรษฐีที่สร้างตัวเองยังเป็นนักอ่านตัวยงและใช้นิสัยนี้เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานของเขา เขาตระหนักถึงคุณค่าที่การอ่านสามารถกลับมาได้ในช่วงต้นอาชีพของเขา ในขณะที่สร้างธุรกิจเทคโนโลยีแห่งแรกของเขาที่ชื่อว่า MicroSolutions

Mark Cuban ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและมหาเศรษฐีที่สร้างตัวเอง (CR:Entrepreneur)
Mark Cuban ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและมหาเศรษฐีที่สร้างตัวเอง (CR:Entrepreneur)

“ผมจำได้ว่าอ่านคู่มือ PC DOS และรู้สึกภูมิใจที่ผมสามารถหาวิธีตั้งค่าเมนูเริ่มต้นสำหรับลูกค้าของผมได้” เขาเขียนในบล็อกของเขา “ผมอ่านหนังสือและนิตยสารทุกเล่มเท่าที่ทำได้  การใช้จ่าย 3 ดอลลาร์ สำหรับนิตยสาร, 20 ดอลลาร์ สำหรับหนังสือดี ๆ ซักเล่ม ซึ่งจะได้ความคิดที่ดีที่นำไปสู่การสร้างลูกค้าหรือโซลูชันใหม่ ๆ และมันมักได้ผลตอบแทนคุ้มค่าอยู่เสมอ”

″ทุกสิ่งที่ผมอ่านเป็นข้อมูลสาธารณะ” เขากล่าวเสริม “ใครๆ ก็ซื้อหนังสือและนิตยสารเล่มเดียวกันได้ ข้อมูลเดียวกันนี้มีให้สำหรับทุกคนที่ต้องการ กลายเป็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการมัน”

สำหรับ Cuban การสละเวลาเพื่อ ”หาข้อได้เปรียบด้านความรู้” ช่วยให้เขามีประสิทธิภาพเหนือกว่าคู่แข่ง เขากล่าว “ผู้ชายที่มีพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์น้อยสามารถแข่งขันกับผู้ชายที่มีประสบการณ์มากกว่าได้ เพียงเพราะผมทุ่มเทเวลาเพื่อเรียนรู้ทุกอย่างที่ทำได้”

การอ่านเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ

แต่สำหรับ Bill Gates แม้ว่าการอ่านสำหรับ Gates จะเปรียบเสมือนเป็นการ explore ประเด็นใหม่ๆ เรื่องราวใหม่ๆ และไขความสงสัยที่เคยอยากรู้อยากเห็นได้ แต่ก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของเส้นทางความสำเร็จของ Gates เพราะมันต้องมีการ take action มากกว่านั้น

Gates มองว่า ความฉลาดที่ได้จากการอ่านไม่ใช่เพียงแค่การเลือกหนังสือเท่านั้น เพราะทุกเล่มทุกสไตล์การเขียนมีคุณค่าซ่อนอยู่เสมอ แต่อยู่ที่คนอ่านจะรู้จักหยิบมุมคิดเล็กๆ เหล่านั้นมาใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร

การอ่าน เป็นการกระตุ้นความคิด และการหาไอเดียใหม่ๆ แต่ความสำเร็จในธุรกิจจะต้องอาศัยหลักคิดจากประสบการณ์ตรงด้วย ไม่ว่าจะความล้มเหลว หรือความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพราะมันบ่มเพาะ specific skills บางอย่างให้กับนักธุรกิจได้ และสะสมความอดทนในยามที่ธุรกิจเผชิญปัญหานั่นเองครับผม

References :
https://www.cnbc.com/2019/06/03/bill-gates-this-is-the-key-to-warren-buffetts-success.html
https://www.marketingoops.com/exclusive/opinion/bill-gates-billionaires-say-this-one-habit-is-secret-to-sucess/