ประวัติ Bill Gates ตอนที่ 6 : NetScape Killer

Internet นั้นมีต้นกำเนิดมาจากเครือข่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เรียกว่า ARPANET ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 1969 โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เพื่อให้บริษัทคู่สัญญาและเหล่านักวิจัยของกระทรวงสามารถสื่อสารกันได้แม้เมื่อมีการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อ Internet ถูกเปลี่ยนมาให้บริการทางการค้า ลูกค้ารุ่นแรก ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นองค์กรวิจัย , บริษัทคอมพิวเตอร์ , นักวิทยาศาสตร์ในมหาลัย ซึ่งคนเหล่านี้ต้องการแลกเปลี่ยน email ระหว่างกัน เพื่อให้ในการติดต่อสื่อสารผ่านข้อมูลต่าง ๆ

ซึ่งโปรแกรมที่ได้รับความนิยมบนระบบ Internet นั่นก็คือ Web Browser ไปสู่เครือข่าย World Wide Web ซึ่งเป็นเครือข่าวของเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมต่อไปยัง Internet เพื่อนำเสนอหน้าต่าง ๆ ของข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ

และ Internet กำลังกลายมาเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ถือเป็นการปฏิวัติวงการเทคโนโลยี นับแต่ IBM PC ออกวางจำหน่าย ใน ปี 1981 เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกต่างมุ่งเข้าหาเทคโนโลยี Internet และ Gates กับ Microsoft ก็ไม่ขอตกขบวนดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน

สำหรับ Browser ตัวแรกของโลกนั้นต้องยกให้กับ Mosaic ที่พัฒนาโดย Lab ของ University of Illinois of Urbana Chanpaign ที่ผู้ที่ได้ว่าเป็นผู้ถือกำเนิดมันก็คือ Marc Andreessen ซึ่งต้องถือเป็นเจ้าพ่อ internet ในยุคแรก ๆ เลยก็ว่าได้ ที่ทำให้ internet เป็น Graphic ที่สวยงามให้คนทั่วไปใช้งานได้อย่างง่ายดาย

Marc Andreessen บิดาแห่ง Web Browser
Marc Andreessen บิดาแห่ง Web Browser

ซึ่งในช่วงแรก ๆ นั้นการใช้งาน Internet ยังคงเป็นรูปแบบของ text mode อยู่ คล้าย ๆ กับยุคของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ตอนแรกนั้นระบบปฏิบัติการอย่าง MS-DOS ก็เป็นการใช้งานแบบ Text mode เช่นเดียวกัน

ซึ่งหลังจากปล่อยให้ตัง Mosaic นั้น Download Free และเป็นที่นิยมอย่างมากแล้วนั้น Marc Andreessen ก็ถูกนายทุน ที่นำโดย Jim Clark ทำการชักชวน Marc ให้มาเปิดบริษัทเพื่อพัฒนา Web Browser เพื่อขายเชิงพานิชย์ เพราะตอนนั้น Internet กำลังเริ่มแพร่หลายอย่างรวดเร็ว

โดยทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้ง Netscape ขึ้นมา ซึ่งในช่วงปลาย 1990 นั้น Marc ถือว่าเป็นบุคคลที่โด่งดังมาก เนื่องจากหลังจากสร้าง NetScape และปล่อยออกสู่ตลาดนั้น ก็สามารถที่จะนำบริษัทเข้าทำ IPO เพื่อเข้าตลาดหุ้นโดยแทบจะทันที ซึ่งถือเป็นต้นแบบของความสำเร็จให้บริษัทเทคโนโลีหลาย ๆ แห่งต้องการดำเนินรอยตามสิ่งที่ NetScape ทำ

ซึ่งมูลค่าหุ้นของ NetScape นั้นขึ้นไปสูงถึงระดับ 171 ดอลลาร์  ในช่วงเปิดตัววันแรก ๆ  ทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงขึ้นถึง  2 พันล้านเหรียญทันที ซึ่งในยุคนั้น ถือว่าเป็นบริษัททางเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงมาก ๆ   และทำให้เค้ากลายเป็นเศรษฐีหนุ่มทันทีจากมูลค่าหุ้น และเหล่านักลงทุนก็รวยกันไปตาม ๆ กันจากมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงเวลาดังกล่าว

แต่การเกิดขึ้นของ NetScape นั้นเหมือนเป็นการปลุกยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ให้ตื่น ซึ่งหลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงกับระบบปฏิบัติการ Windows ทำให้ Microsoft กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าแทบจะสูงที่สุดในโลกของบริษัททางด้านเทคโนโลยี ซึ่ง Gates เองก็ไม่รอช้า และในช่วงนั้นก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ Microsoft ต้องออก OS ใหม่พอดีซึ่งก็คือ Microsoft Windows 95  

Windows 95 เปิดตัวในเดือน สิงหาคม ปี 1995 เป็น Windows รุ่นต่อจาก 3.1 เป็น Windows รุ่นแรกที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใช้ทั่วไป ด้วยความสามารถต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดสำหรับผู้ใช้ทั่วไป Windows 95 ประสบความสำเร็จอย่างสูง ยอดการใช้ Windows 95 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของ Windows เลยก็ว่าได้หลังจาก Microsoft ได้สร้างระบบปฏิบัติการ Windows ขึ้นมา

ซึ่ง Gates นั้นใช้แผนการที่ถือเป็น Case Study ครั้งสำคัญของวงการธุรกิจทางด้านเทคโนโลยีโลก นั่นก็คือการนำเอา Internet Explorer ที่ถูกสร้างโดย Microsoft ออกสู่ตลาดโดยแถมมากับระบบปฏิบัติการ Windows 95 ไปเลยทันที ผู้ใช้งานไม่ต้องไปซื้อโปรแกรม Browser เสริมให้ยุ่งยาก

Gates กับการใช้กลยุทธ์ซื้อ Windows แถม Browser ในตำนาน
Gates กับการใช้กลยุทธ์ซื้อ Windows แถม Browser ในตำนาน

ซึ่ง Microsoft นั้นก็ได้พัฒนาตัว Internet Explorer โดยใช้พื้นฐานมาจาก Mosaic ที่ Marc Andreessen เป็นคนพัฒนาขึ้นในตอนอยู่ที่  University of illinois of Urbana Chanpaign นั่นเอง

ซึ่ง Microsoft นั้นเป็นบริษัทที่ทุนหนาอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาเรื่องการเงินแต่อย่างใดในขณะนั้น ในการแถม Browser ไปกับระบบปฏิบัติการ และเป็นยิ่งส่งเสริมให้คนหันมาใช้ ระบบปฏิบัติการ Windows 95 มากยิ่งขึ้น

ซึ่งถือเป็นความโหดมากของ Gates และ Microsoft ในการที่แทบจะ ฆ่า Netscape ออกไปจากตลาดแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลยก็ว่าได้ และ ทำให้เพิ่มยอดขายของ Windows 95 จนสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา ซึ่งเหมือนเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยทีเดียวเลยก็ว่าได้สำหรับกลยุทธ์นี้ของ Gates และ Microsoft ในการจัดการกับ NetScape

แม้สุดท้ายจะมีการฟ้องร้องกันโดยมีการกล่าวหาว่า Microsoft ผูกขาดการตลาดของระบบปฏิบัติการ แต่ทางฝั่ง Microsoft นั้นก็ไม่แยแสกับเรื่องที่เกิดขึ้น ยังเดินหน้าแถม Browser ต่อไปจนครองส่วนแบ่งแทบจะทั้งหมดของ Browser ในขณะนั้นในที่สุด

และ ทำให้ Netscape ต้องถูกขายให้กับ AOL ในภายหลังก่อนจะพัฒนากลายมาเป็น Moziila Firefox อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ส่วนคดีความฟ้องร้องนั้น ถึงแม้สุดท้าย ศาลจะพิพากษาให้ Microsoft เป็นฝ่ายผิด แต่ Microsoft ก็ยินยอมจ่ายค่าปรับเพียงร้อยกว่าล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งเปรียบเหมือนในสงครามนี้ Microsoft ยอมแพ้ในศาลแต่ ในเชิงธุรกิจนั้น Netscape ได้สูญพันธุ์จากตลาดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

References : https://news.images.itv.com/image/file/619409/stream_img.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Bill Gates ตอนที่ 5 : Windows to the World

หลังจากเห็นความสำเร็จของ Macintosh กับระบบปฏบัติการใหม่ที่เป็นกราฟฟิก Microsoft ก็ได้เริ่มพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองที่ใช้รูปแบบของกราฟฟิก และ ใช้การ input ข้อมูลด้วย เม้าส์ แบบเดียวกับที่ Macintosh ทำ

ซึ่งระบบปฏิบัติการดังกล่าวถูกตั้งชื่อว่า “Windows” โดยเป็นการขยายความสามารถของ MS-DOS และให้ผู้ใช้งานใช้เม้าส์สั่งงานผ่านภาพกราฟฟิกที่ปรากฏบนหน้าจอ ซึ่ง Windows มาจากการที่มีหน้าต่างหลาย ๆ หน้าต่าง แต่ละหน้าต่างจะใช้กับโปรแกรมที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง

เป้าหมายใหญ่ของ Microsoft ก็คือการสร้างมาตรฐานแบบเปิด และนำการสั่งงานด้วยภาพกราฟฟิกมาใช้ในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ MS-DOS นั่นเอง ที่ขณะนั้นได้แพร่หลายไปทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งเนื่องจากการที่ตอนนั้นมีผู้ผลิตคอมพิวเตอร์กว่าพันรายทั่วโลก ทำให้ลูกค้าทั่วไปที่จะซื้อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมีตัวเลือกมากมาย แต่ Microsoft นั้นเสนอความสามารถในการทำงานร่วมกันได้กับทุกผู้ผลิต

และเหล่าผู้ผลิต Software ที่เกี่ยวข้องที่ตอนนั้นกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่มาก ๆ นับแสนราย แทบจะไม่ต้องกังวลว่า Software ของตนจะนำไปเล่นในเครื่องรุ่นใด แบบใด เพราะ Windows ของ Microsoft นั้นเปิดรับให้กับผู้ผลิตทุกรายนั่นเอง

แม้ตัว Gates เองจะมองว่าความสำเร็จของ Windows นั้นอาจจะต้องใช้เวลาอีกนาน ใน Windows เวอร์ชั่นแรก ๆ นั้น ต้องใช้กับเครื่องที่มีหน่วยความจำสูง ซึ่งมีราคาแพง และ ยังต้องใช้งานร่วมกับโปรแกรมหลายตัว

หลังจากที่ทำการปล่อย Windows 1.0 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการแบบ 16 bit ที่มีกราฟฟิก ตัวแรกของ Microsoft โดยออกวางขายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 1985 วางขายในรูปแบบของ Floppy Disk โดยผู้ใช้ต้องลง DOS ก่อน แล้วถึงลง Windows 1.0 ตามอีกที สามารถรันโปรแกรมของ MS-DOS ได้แบบ Multitasking โปรแกรมที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 1.0 เช่น Calculator, Calendar, Clock, Notepad, Paint เป็นต้น

Windows 1.0 ที่มาพร้อมโปรแกรมมากมาย

ซึ่งหลังจากปล่อย Windows ออกมานั้น ก็มีคำถามเกิดขึ้นมากมายกับระบบปฏิบัติการใหม่อย่าง Windows ในเมื่อ MS-DOS มันใช้งานได้ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องมีโปรแกรมมาเขียนซ้อนลงไปบน MS-DOS แล้วใครจะเสียเวลาทำงานกับระบบกราฟฟิก ซึ่งกระแสต่อต้านเหล่านี้มีอยู่หลายปี กว่า Windows จะประสบความสำเร็จ

ซึ่งความสำเร็จของ Windows นั้นมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดย Microsoft พยายามเติมความสามารถใหม่ ๆ เข้าไปอย่างต่อเนื่องให้กับ Windows เพื่อลบคำสบประมาท เหล่านี้

และที่สำคัญยังเปิดให้เหล่าผู้ผลิต Software ทั่วโลก ทุกรายสามารถเขียนโปรแกรมเพื่อทำงานบน Windows โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งหรือขออนุญาติจาก Microsoft ซึ่งแตกต่างจากคู่แข่งอย่าง Macintosh ของ Apple ที่เป็นระบบปิด

Gates นั้นเปิดเสรีเต็มที่ในด้านการพัฒนา Software เพื่อให้ทำงานกับ Windows มันเป็นการเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรม Software ให้ยกระดับจากหน้าจอ Terminal แบบเดิม ๆ ให้กลายมาเป็นระบบกราฟฟิกทั้งหมด ซึ่งแม้จะเป็นโปรแกรมที่มาแข่งกับ Microsoft เอง Gates ก็ไม่เคยโกรธเคืองแต่อย่างใด เขาเพียงต้องการให้อุตสาหกรรม Software ไปในทิศทางที่เขาคิดไว้เท่านั้น

Microsoft นั้นไม่เคยหยุดพัฒนาเพราะรู้ว่าคู่แข่งแต่ละรายนั้นไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น Macintosh , Unix หรือ OS/2 ของ IBM เองก็ตาม Microsoft จะปรับปรุงให้ Windows รุ่นใหม่ ๆ ของเขาดึงดูดใจต่อผู้บริโภคมากที่สุด ทั้งในด้านของราคาและประโยชน์การใช้สอยเองก็ตามที

และในปี 1993 Microsoft ได้ปล่อย Windows 3.11 ออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจาก Windows 3.1 โดยเสริมคุณสมบัติระบบ network และการสร้าง Protocol TCP/IP ที่ช่วยทำให้เครื่อง PC สามารถใช้งานได้ในระบบ Network และคอมพิวเตอร์แบบ Home user สามารถติดต่อผ่านเครือข่าย Internet นับเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับ PC ในแบบที่ไม่มี Windows ตัวไหนทำได้มาก่อนนั่นเอง

Bill Gates กับการในการผลักดัน Windows ให้เป็นเบอร์ 1 ได้สำเร็จ

ซึ่งสุดท้ายด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถครองใจผู้บริโภคทั่วโลกได้สำเร็จ ก็ทำให้ Windows นั้นกลายเป็นระบบปฏิบัติการหลักที่มีผู้ใช้งานกันทั่วโลก กลายเป็นมาตรฐานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในขณะนั้นได้สำเร็จ

แต่ความท้าทายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ Gates และ Microsoft คือการเข้ามาของ Internet ซึ่งแน่นอนว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของ Gates ที่จะทำให้โลกเห็นว่า Windows เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการเข้าสู่โลก Internet จะเกิดอะไรขึ้นต่อกับ Microsoft เมื่อเทคโนโลยีกำลังจะหมุนเปลี่ยนผ่านไปยังโลกของ Internet โปรดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 6 : NetScape Killer

References : http://tahupedia.com/img/uploaded/post/post_4/bill_gates_berhenti_kuliah.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Bill Gates ตอนที่ 2 : The Standard

IBM ถือเป็นยักษ์ใหญ่ที่ปรับตัวไม่ทันตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและกระแสของตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าในขณะนั้นสถานการณ์ของ IBM ในตลาดคอมพิวเตอร์องค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นฐานที่แข่งแกร่งมากสำหรับพวกเขา

ปัญหาใหญ่ของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เหล่านี้คือ การออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะด้าน ใช้ระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์การใช้งานของตัวเอง ซึ่งใช้ในธุรกิจขนาดใหญ่ ๆ เพียงเท่านั้นเพราะมีราคาแพงมหาศาลมาก ๆ

ซึ่งต้องใช้ระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันเพื่อเป็นส่วนเชื่อมต่อการทำงานของอุปกรณ์แต่ละชิ้นของคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ตลอดจนทำภารกิจอื่น ๆ อีกมากมาย และยังเป็นพื้นฐานของโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ ในยุคนั้น เช่น ระบบบัญชี , ระบบเงินเดือน , โปรแกรม Word Processing

ซึ่ง IBM นั้นได้สร้างคอมพิวเตอร์ที่มี Segment ยิบย่อยเต็มไปหมด มีราคาที่แตกต่างกัน มีการออกแบบที่แตกต่างกัน บางรุ่นนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อคำนวณทางวิทยาศาสตร์ ในขณะที่ในบางรุ่น ทำงานด้านธุรกิจเพียงเท่านั้น

Bill Gates เป็นคนที่มองถึงปัญหานี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะเขาใช้เวลาจำนวนมากในการแปลงซอฟต์แวร์จากคอมพิวเตอร์รุ่นหนึ่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกรุ่น เป็นประจำผ่านโปรแกรมภาษา Basic ที่เขาถนัด

แม้ IBM จะทำการปรับสถาปัตยกรรมครั้งใหญ่อย่างการเกิดขึ้นของเครื่องคอมพิวเตอร์ในตระกูล system/360 ที่เริ่มหันมาใช้ระบบปฏิบัติการเดียวกันไม่ว่าเครื่องจะรุ่นใหญ่รุ่นเล็ก และถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับ System/360

System/360 กับการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมครั้งใหญ่ของ IBM

แต่มันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการ Software โลก เพราะ ในขณะที่ IBM สร้าง System/360 ที่สามารถเข้ากันได้กับเครื่องหลาย ๆ รุ่นนั้น มันก็ได้เกิด การสร้างโปรแกรมเลียนแบบให้สามารถทำงานร่วมกับเครื่อง System/360 ของ IBM ได้นั่นเอง

และกลายเป็นว่าบริษัทหน้าใหม่อย่าง Control , Data , Hitachi , iTel ก็สามารถผลิตเครื่องเมนเฟรมที่ทำงานร่วมกันกับเครื่องของ IBM ได้ และสามารถทำราคาได้ถูกกว่าที่ IBM ทำ

ซึ่งแม้ช่วงเวลาดังกล่าวนั้น Bill Gates ได้ก่อตั้ง Microsoft มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ยังคงศึกษาอยู่ที่ Harvard ยังไม่ได้ลาออกแต่อย่างใด

และเป็นช่วงนี้เองที่เขาได้มาพบกับคู่หูคนสำคัญที่บทบาทกับ Microsoft ในอนาคตอย่าง Steve Ballmer ซึ่งเป็นเพื่อนใหม่ของ Gates ในวิชาเอกคณิตศาสตร์ที่เพิ่งได้รู้จักกันในปีแรกของการเรียนมหาวิทยาลัย

และสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้มาพักในห้องเดียวกันที่หอพักในมหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งมันเป็นความแตกต่างที่สุดขั้วระหว่าง Gates และ Ballmer เพราะ Ballmer นั้นเป็นชายหนุ่มที่พลังเหลือล้น และเป็นคนเข้าสังคมตัวยง ใช้เวลาในมหาวิทยาลัยอย่างคุ้มค่า เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เต็มที่

Ballmer นั้นเป็นทั้งผู้จัดการทีมฟุตบอล เป็นผู้จัดการฝ่ายโฆษณาของหนังสือพิมพ์ Harvard Crimson ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ประจำของมหาวิทยาลัย Harvard รวมถึงยังเป็น ประธานวารสารวรรณกรรมของมหาวิทยาลัยอีกด้วย ซึ่งมีสิ่งเดียวที่ทั้งคู่เหมือนกันก็คือ เป็นจอมโดดเรียนเหมือนกันทั้งคู่

สำหรับบริษัท Microsoft ของ Gates นั้นตั้งสำนักงานแห่งแรกในเมืองแอลเบอเคอร์กี มลรัฐนิวเม็กซิโก ในปี 1975 สาเหตุที่สำคัญเนื่องมาจากพวกเขาต้องการเข้าใกล้แหล่งผลิตเครื่อง Altair 8800 ซึ่งผลิตโดยบริษัท MITS ซึ่งเป็นบริษัทเล็ก ๆ ที่ผลิตชุดคอมพิวเตอร์ประกอบเอง

ซึ่งรายได้หลักช่วงแรก ๆ ของ Microsoft ก็มาจากการเขียน Software ให้ MITS นี่เอง โดย MITS นั้นจะให้ค่าลิขสิทธิ์ Software กับ Microsoft ที่ขายไปพร้อมกับเครื่อง Altair 8800 ตลอดจนให้พื้นที่บางส่วนในการเป็นสำนักงานกับบริษัทน้องใหม่อย่าง Microsoft

รายได้หลักในช่วงแรกของ Microsoft กับการขาย software ให้ Altair 8800 ของบริษัท MITS

ซึ่ง Model การขายตรงไปยังผู้ผลิต Hardware ถือเป็นส่วนสำคัญมากกับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของ Microsoft เพราะ การขายตรงไปยังผู้ใช้งานนั้นมันเป็นเรื่องยาก และที่สำคัญยังมีปัญหาในเรื่องลิขสิทธิ์ เพราะมักมีการลักลอบใช้งานจากผู้ใช้งานทั่วไปอยู่ในขณะนั้น

ซึ่งเป้าหลายหลักของ Microsoft ที่ Gates วางไว้นั้นอยู่ที่การเขียน Software ป้อนให้กับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นส่วนใหญ่ โดยจะไม่ไปเข้าร่วมในส่วนของการสร้างหรือขาย Hardware Computer โดย Gates นั้นยึดนโยบายการขายลิขสิทธิ์ให้ใช้ Software ของเขาในราคาที่ต่ำที่สุด และมองถึงปริมาณยอดขายในจำนวนมาก ๆ

ซึ่งกลยุทธ์ของ Gates นั้นได้ผลอย่างยอดเยี่ยม ซึ่งแทบจะกล่าวได้ว่า ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในตลาดเกือบทุกรายในขณะนั้น ซื้อลิขสิทธิ์ภาษา Basic ที่ใช้เขียนโปรแกรมจาก Microsoft แทบจะทั้งสิ้น

ซึ่งแม้ว่า Hardware ของแต่ละบริษัทจะแตกต่างกันเช่นไร แต่สามารถใช้โปรแกรมของ Microsoft ได้อย่างราบรื่น และการใช้งานร่วมกันได้นี้เองที่เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ ที่เหล่าผู้ผลิต Hardware ส่วนใหญ่ต่างโฆษณากันว่า โปรแกรมของ Microsoft นั้นสามารถ ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ของพวกเขาได้

และเมื่อถึงปี 1977 บริษัท Apple , Commodore รวมถึง Radio Shack ก็ได้เริ่มเข้าสู่วงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดย Microsoft ก็ได้กลายเป็นผู้สร้างโปรแกรมภาษา Basic ให้กับเครื่องส่วนใหญ่ในขณะนั้นแทบจะทั้งหมด

Steve Jobs ที่ได้นำ Apple เข้าสู่ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

รวมถึงตลาดอีกแห่งที่สำคัญในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่นก็ได้คู่ค้าที่สำคัญไปขยายตลาดในฝั่งเอเชียที่มีความต้องการสูงเป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้นเพราะได้เกิดบริษัทขนาดใหญ่ขึ้นมามากมายพร้อม ๆ กับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในขณะนั้น ทำให้ Microsoft ได้รับ อานิสงส์ไปเต็ม ๆ

และที่สำคัญตอนนี้ ภาษา Basic ของ Microsoft ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม Software ในขณะนั้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทำให้ Gates ต้องลาออกจาการเรียนที่มหาวิทยาลัย Harvard เพื่อมุ่งมาที่ Microsoft แบบเต็มตัว

และเขาก็ได้ขยายทีมงานกว่าหลายสิบชีวิต เหล่าวิศวกรระดับเทพ โปรแกรมเมอร์มือฉมังมารวมตัวกันที่สำนักงานของ Microsoft พร้อมที่จะพา Microsoft พุ่งทะยานไปข้างหน้า และ Gates ก็ได้ชักชวนให้ Ballmer อดีต Roommate ของเขาที่ Harvard มาช่วยกับขับเคลื่อนธุรกิจ Microsoft แบบเต็มตัว เรียกได้ว่าตอนนี้ Microsoft มีกำลังพลที่พร้อมมาก ๆ ที่จะไปรบในศึกใหญ่

แถมชื่อของ Microsoft ก็ดังกระฉ่อนไปทั่วอเมริกา รวมถึงในญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้วอีกด้วย ดูเหมือนการเดินกลยุทธ์ครั้งนี้ของ Gates นั้นจะเห็นผลสำเร็จอย่างรวดเร็วมาก ๆ และตอนนี้ Microsoft นั้นพร้อมจะก้าวขึ้นไปอีกระดับแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับ Bill Gates และ Microsoft โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 3 : Deal with The Devil

References : https://www.channelbiz.es/wp/wp-content/gallery/steve-ballmer/01-ballmer.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Blog Series : Bill Gates-The Man Behind Microsoft Empire

ชายผู้เป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีโลก ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาของ Microsoft การที่ผู้ชายคนนึงได้ก้าวข้ามผ่านยุคการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การเกิดขึ้นของ internet การเข้าสู่โลก Social Network และ การก้าวเข้าสู่ยุคมือถืออย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

ต้องบอกว่า มีเพียงไม่กี่คนในโลกที่ได้เห็นการเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ ผ่านบริษัทตัวเองอย่าง Microsoft ทำให้ Microsoft กลายเป็นยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ที่ผ่านมรสุมการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีมามากมายได้อย่างไร

ต้องบอกว่า Bill Gates ถือเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Microsoft ในทุก ๆ ยุค เป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมากว่าเค้าสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร

Blog Series ชุดนี้จะมานำเสนอเรื่องราวของชายที่น่าสนใจคนนี้กันครับ โดยเนื้อหาหลักนั้นจะมาจากหนังสือสองเล่ม คือ The Road Ahead ที่แปลโดย น.ต. วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ รวมถึงอีกเล่มหนึ่งคือ หนังสือ Bill Gates Speaks : Insight from the world’s greatest entrepreneur

หนังสือ Bill Gates
หนังสือ Bill Gates

ร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ ที่มีอยู่ในโลก internet นะครับ หวังว่าจะถ่ายทอดเรื่องราวของ Bill Gates ออกมาได้อย่างน่าสนใจอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยังไงก็ฝากติดตามกันด้วยนะครับผม

–> อ่านตอนที่ 1 : A Revolution Begin

References : http://www.famous-entrepreneurs.com/images/bill-gates.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Smartphone War ตอนที่ 15 : The Winner Is

และในที่สุดการปฏิวัติวงการมือถือโลก ก็สามารถทำได้สำเร็จ ด้วยพลังของ iPhone ที่ได้มาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมนุษย์เราไปตลอดกาล โลกของเรายุคหลังการเกิดขึ้นของ iPhone นั้น เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะข้อมูล ความรู้ ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ สามารถเข้าถึงได้ด้วยเพียงปลายนิ้วของเราเท่านั้น

Smartphone ได้นำพาชีวิตของมนุษย์เราก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น เพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ต รายละเอียดต่าง ๆ ในชีวิตของเรา เช่น เบอร์โทรศัพท์ของเพื่อน รูปภาพ ข้อความ หรือข้อความต่าง ๆ ที่ได้บันทึกไว้ จะต้องอยู่ในโทรศัพท์เพียงเท่านั้นโดยบันทึกไว้ในหน่วยความจำของเครื่องโทรศัพท์ แต่ตอนนี้ข้อมูลทุกอย่างของเราถูกบันทึกไปอยู่บนระบบ Cloud แทบจะทั้งหมด

Smartphone ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของทุก ๆ อาชีพ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าพนักงานขาย ที่สามารถโชว์สินค้าให้ลูกค้าได้เห็นทันทีผ่านมือถือ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าต่าง ๆ ก็สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อีกจำนวนมหาศาลผ่าน Ecommerce บนมือถือ เราสามารถเรียก Taxi มารับได้ถึงที่ด้วยเพียงปลายนิ้ว หรือ อาชีพอื่น ๆ อีกมากมายที่ smartphone ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเค้าเหล่านี้

และเมื่อประชาการในประเทศกำลังพัฒนาเริ่มสามารถเข้าถึง smartphone ก็ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น App ให้คำแนะนำทางการแพทย์ ข้อมูลการเงิน การธนาคาร การศึกษา ทุกอย่างสามารถเข้าถึงได้ผ่าน smartphone เหล่านี้แทบจะทั้งสิ้น

หรือแม้กระทั่งปรากฏการณ์ระดับโลกอย่าง Arab Spring ในช่วงปี 2011 มือถือ smartphone ก็ได้เป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดผลกระทบต่อการเมือง สังคม ผ่านบริการเครือข่าย Social Network ต่าง ๆ ที่อยู่บนมือถือ smartphone เหล่านี้

และการเติบโตของ iPhone มากขึ้นในทุก ๆ ปีนั้น ส่งผลบวกต่อ Google ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะบริการต่าง ๆ ของ Google ที่อยู่บนมือถือนั้น ลูกค้ามักเลือกบริการของ Google ก่อนเสมอ ไมว่าจะเป็น Maps , Youtube หรือแม้กระทั่ง Google Docs

แต่มันเป็นข่าวร้ายสำหรับ Microsoft ซึ่งมีกำไรกว่าครึ่งมาจากการขาย PC ส่วนที่เหลือมาจากบริการ Software หลัก ๆ ของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นชุด Microsoft Office หรือ Software Enterprise สำหรับองค์กร

และตลาดของ PC มันได้เริ่มถึงทางตันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะตอนนี้เป็นยุคของมือถือ และ smartphone จะกลายมาแทนที่ PC ในพื้นที่ห่างไกลกันดาร เพราะสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า รวมถึงการเกิดขึ้นของ มือถือ Android ราคาถูกจากจีน จะทำให้แย่งตลาดนี้ไปจาก Microsoft เป็นจำนวนมาก

และในด้านตลาดมือถือนั้น แม้สุดท้าย Microsoft จะ Take Over Nokia มาสำเร็จในช่วงปลายปี 2013  แต่ด้วยความล่าช้า รวมถึงไม่ได้รับความสนใจจากเหล่านักพัฒนา App ให้มาสนใจ Windows Phone ทำให้ App ดี ๆ ที่คนใช้งานทั่วไปในทั้ง Android และ iOS ไม่มาสร้างบน Windows Phone

Microsoft ที่ take over Nokia มาได้สำเร็จแต่ก็ไม่สามารถผลักดัน Windows Phone ได้สำเร็จอยู่ดี
Microsoft ที่ take over Nokia มาได้สำเร็จแต่ก็ไม่สามารถผลักดัน Windows Phone ได้สำเร็จอยู่ดี

แม้กระทั่ง App Facebook เองที่เป็น Social Network ยักษ์ใหญ่ และ Microsoft มีหุ้นอยู่ด้วยนั้น ก็ไม่ได้มาทำ Official App บน Windows Phone ทำให้ขาดแรงดึงดูดต่อลูกค้าผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ซึ่งสุดท้าย Windows Phone ก็ไม่สามารถสอดแทรกมาเป็นระบบปฏิบัติทางเลือกที่สามได้ และล่มสลายไปในที่สุดอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

ซึ่งเราอาจจะมองได้ว่า Android ของ Google กลายเป็นผู้ชนะในศึกสงคราม smartphone ครั้งนี้ เมื่อ Android ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มหลักบนอุปกรณ์มือถือถ้าเทียบในเรื่องปริมาณผู้ใช้งานในแพลตฟอร์ม

และที่สำคัญมันยังทำให้ Google ได้ครอบครองธุรกิจค้นหาบนมือถือ ซึ่งแม้ Google เองนั้นก็ไม่ได้สนใจว่าแพลตฟอร์มตัวไหนจะเป็นหลัก ตราบใดเท่าที่มีคนใช้ Search Engine ของ Google 

แต่เมื่อ Android กำลังรุดหน้าไปครองตลาดใหม่ ๆ ในทุก ๆ แห่งผ่านเหล่าผู้ผลิตมือถือยักษ์ใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะแบรนด์จีนที่ทำให้ smartphone ราคาถูกลงเป็นอย่างมาก แต่ Apple ก็จะไปแย่งชิงเอาลูกค้าที่ดีที่สุดไปเหมือนเคยในทุก ๆ ครั้ง

และด้วยการพัฒนาของมือถือ ที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สุดท้ายเราได้เห็น Features ต่าง ๆ ที่เมื่อก่อนยุค iPhone จะเกิดนั้นใครจะไปคาดคิดว่าเราจะใช้งานมือถืออย่างที่เราเห็นได้ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Maps , Voice Assistant อย่าง SIRI หรือ การ Streaming ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลง หนัง หรือแม้กระทั่งการใช้งานบน Cloud ที่ง่ายแสนง่ายอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน 

เราได้ใช้ Features ล้ำ ๆ ที่แทบจะเคยคาดคิดมาก่อนว่าจะใช้งานได้บนมือถือ
เราได้ใช้ Features ล้ำ ๆ ที่แทบจะเคยคาดคิดมาก่อนว่าจะใช้งานได้บนมือถือ

จะได้เห็นว่าหลังจากการเกิดขึ้นของ iPhone นั้นมันได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์บนโลกเราไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่ง คงไม่เกินเลยที่จะกล่าวได้ว่า iPhone ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการปฏิวัติด้านเทคโนโลยีของโลกมนุษย์เรา นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 นั่นเองครับ

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ สงคราม Smartphone War จาก Blog Series ชุดนี้

สำหรับเรื่องราวการต่อสู้ในศึก Smartphone War จาก Series ชุดนี้เราได้เห็นถึงการต่อสู้ของ เหล่าผู้ที่ต้องการปฏิวัติวงการมือถือที่ย่ำอยู่กับที่มานานแสนนาน ทั้ง Apple หรือ Google เองนั้นต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงธุรกิจมือถือที่มันผิดที่ผิดทาง ให้อุตสาหกรรมมันสามารถเดินหน้าไปเหมือนอุตสาหกรรมอื่นๆ  ได้ด้วยนวัตกรรม

สิ่งแรกที่เราเห็นได้ชัดที่เป็นอุปสรรคขัดขวางของนวัตกรรมในธุรกิจมือถือ ก็คือเหล่าเครือข่ายมือถือที่มีอำนาจคอยควบคุมเส้นทางข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก และคิดหาเงินจากการเป็นทางผ่านข้อมูลของพวกเขา ทำให้เหล่าบริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ในอดีตอย่าง Nokia แทบที่จะสยบอยู่แทบเท้าพวกเค้าเหล่านี้

ซึ่งต้องบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะพัฒนาไปตั้งนานแล้ว จากยุคก่อนที่ iPhone จะเกิดขึ้นนั้น เราจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทางด้านอินเทอร์เน็ตมันก้าวล้ำไปมากแล้ว แต่กับอุตสาหกรรมมือถือ มันเหมือนย้อนกลับไปในโลกยุคปี 90 ที่อินเทอร์เน็ตบนมือถือ มันได้กลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมาก ประสบการณ์ใช้งานเว๊บไซต์ที่ห่วยแตก จะเห็นได้ว่าอุปสรรคต่าง ๆ เหล่านี้ถูกพังทลายลงหลังจากการเกิดขึ้นของ iPhone แทบทั้งสิ้น

ซึ่งแน่นอนว่าโลกเราต้องขอบคุณสตีฟ จ๊อบส์ ที่ได้สรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์เราไปอย่างสิ้นเชิงอย่าง iPhone ขึ้นมา และต้องของคุณ Google ที่ทำให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึง smartphone ได้ โดยไม่ลำบากในเรื่องภาระทางการเงินจนเกินไป และต้องขอบคุณ Microsoft ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดนี้ด้วย เพราะ เป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมต่าง ๆ ขึ้นมามากมายเพื่อทำการฉีกหนีคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่าง Microsoft ให้ได้นั่นเอง

และเรื่องราวครั้งนี้มันยังเป็นการต่อสู้ทางกลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่มีการหักเหลี่ยมเฉือนคม ถึงกับต้องมีการฟ้องร้องในชั้นศาล เพื่อเป็นแต้มต่อในด้านธุรกิจ อย่างที่ Microsoft ทำได้สำเร็จ ซึ่งสุดท้าย ทั้งสามฝ่าย ทั้ง Apple , Google และ Microsoft ทุกบริษัทที่แข่งกัน ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตามแต่สุดท้ายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมมือถือได้สำเร็จ ทุกบริษัทก็ได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการปฏิวัตินี้ไปในที่สุดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ซึ่งสุดท้ายมันก็ได้พาพวกเขาทั้งสามทะยานขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าอันดับต้น ๆ ของโลก ( 2.Apple $309.5 billion, 3. Google $309 billion , 4. Microsoft $251.2 billion)  ซึ่งแน่นอนว่ามันมาจากการที่พวกเขามีส่วนร่วมไม่ทางใดก็ทางหนึ่งต่อสงครามในการปฏิวัติอุตสาหกรรมมือถือโลกในครั้งนี้นั่นเองครับ

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 Phone & Microsoft *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol