สหรัฐกับการเปลี่ยนอนาคตของสงครามด้วย AI

Amazon และ Microsoft กำลังแข่งขันกันว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการลงทุน 10,000 ล้านเหรียญ ให้แก่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ในความพยายามที่จะช่วยสร้างและพัฒนาระบบ AI ที่กล่าวกันว่าจะเปลี่ยนอนาคตของสนามรบและสงครามแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

อย่างไรก็ตามกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯกำลังเผชิญกับอุปสรรคจากสาธารณชน รวมถึงเหล่าพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ ที่อาจทำให้กระบวนการช้าลง เนื่องจากพนักงานของ Microsoft ลังเลที่จะพัฒนาระบบที่ส่งเสริมสงครามและความรุนแรง

ประการที่สองมีการเรียกร้องจาก บริษัทที่สาม (Oracle) ว่าการจ้างงานของ Amazon ในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯในโปรเจคก่อนหน้านั้น เป็นต้นเหตุให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างพวกเขา ประการที่สามประชาชนไม่เชื่อว่าโครงการมีมูลค่าการใช้จ่ายสูงถึง 10,000 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นงบประมาณที่สูงมาก ๆ

โครงการนี้ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ War Cloud และมันจะถูกสร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนสงครามสมัยใหม่ War Cloud สร้างระบบคอมพิวเตอร์แบบคลาวด์ขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ทหารสหรัฐฯสามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างปลอดภัย ซอฟต์แวร์ด้าน AI จะใช้ข้อมูลนี้เพื่อการวางแผนสงครามอย่างละเอียดมาก ๆ แบบที่ไม่เคยมีสงครามครั้งไหนเคยทำได้มาก่อน 

“คลาวด์เป็นส่วนประกอบพื้นฐานของโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่จะช่วยให้ทหารมีข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจในแผนการรบและมีความสำคัญต่อการรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของกองทัพ”

“มันเน้นด้านภารกิจและยุทธวิธีในการรบ พร้อมกับข้อกำหนดในการเตรียมปัญญาประดิษฐ์ในขณะที่ช่วยสร้างระบบสำหรับการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ ”- รายงานจาก เพนตากอน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐอ้างว่าการใช้ AI ในกองทัพสหรัฐจะช่วยให้ทหารดำเนินการตามแผนในอัตราที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งนี้กล่าวได้ว่าสามารถช่วยให้ทหารสามารถเข้าถึงข้อมูลลับหลายประเภทรวมถึงแผนการรบผ่านคอมพิวเตอร์ด้วยเทคโนโลยี AI ที่ทรงพลังนั่นเองครับ 

References : https://www.aidaily.co.uk

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Facial Recognition กับการตรวจจับความกลัวของมนุษย์

เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ของ Amazon Web Services ‘Rekognition สามารถตรวจจับความกลัวของมนุษย์ได้แล้วในขณะนี้

ซึ่งตามที่ Amazon ได้เปิดเผยออกมาล่าสุด แต่เนื่องจากเทคโนโลยีได้รับทดสอบแล้วว่าไม่แม่นยำอย่างที่ Amazon ได้กล่าวอ้าง จึงทำให้มันเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าความสามารถที่ประกาศใหม่ใช้งานได้จริงตามที่โฆษณาไว้หรือไม่

เมื่อวันจันทร์ Amazon Web Services (AWS) เผยแพร่บล็อกโพสต์ซึ่งมีรายละเอียดการอัปเดตหลายอย่างเกี่ยวกับความสามารถใหม่ของเทคโนโลยี Facial Recognition ที่มีการถกเถียงในเรื่องของความแม่นยำที่เพิ่มขึ้น ในการตรวจจับ 7 อารมณ์บนใบหน้าของบุคคล 

บริษัท ยังอ้างว่าได้ปรับปรุงความสามารถของ Rekognition ในการตรวจจับเพศ และ อายุของบุคคล ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวเช่นกัน

ซึ่งการที่ต้องมีการอัพเดทเพื่อปรับปรุงการทำงานนั้น ก็เนื่องมาจากการถูกวิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างหนาหู โดยเฉพาะ Corey Quinn นักเศรษฐศาสตร์ ด้าน Cloud Computing ซึ่งสังเกตว่าข้อมูลบ้างอย่างนั้นไม่น่าเชื่อถือ จาก Features ของ Rekognition ที่มีการเปิดเผยล่าสุด

“AWS ตกอยู่ภายใต้การถกเถียงที่ร้อนแรงในโลกออนไลน์ สำหรับการที่จะมาขาย Rekognition ให้กับรัฐบาลสหัรฐ ซึ่งในทางกลับ คือ มันเหมือนการสร้างค่ายกักกันสำหรับเด็กหรือบุคคลทั่วไป ซึ่งต้องคอย Monitor พวกเขาเหล่านี้อยู่ตลอดเวลานั่นเอง ‘และ ทำการ ‘ตรวจสอบความกลัว’ จากผู้คนเหล่านี้ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว คล้าย ๆ กับที่จีนทำกับเด็กนักเรียนของพวกเขา 

นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยีนั้นยังไม่สามารถใช้งานได้จริง  แต่สิ่งสำคัญมันคือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งต้องมีการออกหมายเพื่อละเมิดความเป็นส่วนตัวดังกล่าวของบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากในประเทศเสรีประชาธิปไตยอย่างอเมริกา

การทดสอบหลาย ๆ ครั้งของ  Rekognition ได้เปิดเผยข้อบกพร่องของเทคโนโลยี และวันหนึ่งหลังจาก AWS เผยแพร่โพสต์บล็อกใหม่ สหภาพด้านเสรีภาพพลเรือน แห่งแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ ได้จัดงานแถลงข่าวเพื่อประกาศผลการทดสอบอีกครั้ง คราวนี้ Rekognition มีความผิดพลาดในการ จับคู่ ของรูปถ่ายบุคคลที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐแคลิฟอร์เนีย จำนวนถึงห้าคนเลยทีเดียว

ฟิล ติงหนึ่งในฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า “ เทคโนโลยีนี้ มันอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการหางานของคุณได้ และมันยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสามารถในการหาที่อยู่อาศัยของคุณ และจะมีหลาย ๆ คนที่อาจมีผลกระทบอย่างแท้จริงหากนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้”

และความจริงที่ว่า AWS ดูเหมือนจะไม่ลังเลที่จะประกาศการอัปเดตใหม่ ๆ ของ Features ดังกล่าว ต่อไปอีก แม้ยังไม่ได้แก้ปัญหาในปัจจุบัน ซึ่ง บริษัท Amazon ก็จะยังคงผลักดันผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกไปให้กับทุกคนที่ยินดีที่จะซื้อมันนั่นเอง

References : 
https://www.businessinsider.com/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Walmart ใช้ระบบ AI เพื่อป้องกันการโจรกรรมในร้านค้า

Walmart ได้ลงทุนในระบบการชำระเงินแบบอัตโนมัติอย่างเต็มที่ โดยใช้เทคโนโลยี Computer Vision ที่เรียกว่า Missed Scan Detection เพื่อระบุว่ารายการใดมีการเคลื่อนผ่านเครื่องสแกนโดยยังไม่มีการสแกนจริง

ตามรายงานของ Business Insider เทคโนโลยีได้ถูกนำไปใช้ในร้านค้ากว่า 1,000 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกาในช่วงสองปีที่ผ่านมาและตรวจสอบทั้งตู้ชำระเงินด้วยตนเองและรูปแบบการชำระเงินแบบดั้งเดิมที่จัดการโดยพนักงานเก็บเงินที่เป็นมนุษย์

ระบบจะทำงานกับกล้องที่คอยดูแลไปทั่วทั้งเคาท์เตอร์ชำระเงิน ซึ่งหากมีกิจกรรมที่ผิดปกติเกิดขึ้น เช่นรายการที่ถูกนำเข้าไปในกระเป๋าของลูกค้า โดยไม่ได้มีการสแกน ผู้ดูแลการชำระเงินจะได้รับแจ้งเตือน ซึ่งการตรวจจับการสแกนนั้น ไม่ได้เพียงได้ออกแบบมาเพื่อช่วยลดการโจรกรรมและการสูญเสียอื่น ๆ เท่านั้น ยังรวมถึงช่วยเหลือลูกค้าที่อาจจะลืมโดยบังเอิญด้วย

ในช่วงสองปีที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการใช้งานระบบนี้นั้น Walmart กล่าวว่ามันช่วยลดอัตราการขโมย ซึ่งเป็นการการสูญเสียสินค้าในคงคลัง หรือแม้กระทั่งการฉ้อโกง และข้อผิดพลาดในการสแกนจากระบบ อย่างไรก็ตาม บริษัท ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าอัตราดังกล่าวนั้นเป็นตัวเลขเท่าไหร่ หรือ เป็นจำนวนเงินเท่าไหรที่เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ร้านค้าประหยัดได้

แม้ว่าทั้ง Walmart และ Amazon จะลงทุนใน AI และเทคโนโลยี Computer Vision ในร้านค้าของพวกเขา แต่วิธีการก็แตกต่างกันมาก ในขณะที่อเมซอนใช้ AI เพื่อสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ไร้แคชเชียร์อย่างไร้รอยต่อ

Walmart ได้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับพนักงาน ในเดือนเมษายน Walmart เปิดร้านค้า AI ที่ขับเคลื่อนโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบสินค้าคงคลัง เพื่อให้พนักงานทราบว่าเมื่อใดที่พวกเขาต้องมีการเติมเต็มในแต่ละส่วนที่ขาดไป Walmart ยังมีการลงทุนในหุ่นยนต์ที่จะช่วยในการทำความสะอาดพื้นให้กับร้านค้าขนาดใหญ่เพิ่มอีกด้วย

References : 
https://www.theverge.com/2019/6/20/18693324/walmart-ai-camera-computer-vision-tracking-theft

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Delivery robots กับการปฏิวัติการขนส่งใหม่ของ Amazon

Amazon ได้เปิดตัวหุ่นยนต์ส่งสินค้าอย่างเป็นทางการใน testbed ที่อยู่ในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ซึ่งหุ่นยนต์จัดส่งถูกออกแบบมาเพื่อทำการส่งพัสดุจากจุดแจกจ่ายในเมืองให้กับลูกค้า Amazon Prime 

ก่อนหน้านี้ Amazon ได้ทดสอบหุ่นยนต์ส่งสินค้า ในรัฐวอชิงตัน แต่นี่ถือได้ว่าเป็นการใช้งานครั้งแรกของรัฐแคลิฟอร์เนีย หุ่นยนต์ที่ถูกปรับใช้ในพื้นที่จะใช้ในช่วงเวลากลางวัน แม้ว่าจะออกแบบมาเพื่อทำงานแบบอัตโนมัติ แต่หุ่นยนต์ทดสอบก็จะมีมนุษย์คอยติดตามเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ 

Amazon นั้นถือได้ว่าเดินตามหลังบริษัทอื่นๆ ในเทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อส่งสินค้า ซึ่ง บริษัท อื่น ๆ เช่น Starship Technologies มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในสหราชอาณาจักรและในวิทยาเขตของ George Mason University มีรายงานว่า มีการส่งพัสดุมากกว่า 50,000 ชิ้น

บริษัท Refraction AI  สร้างหุ่นยนต์นำส่งน้ำหนักเบา ราคาต่ำ ในชื่อ REV-1 ซึ่งสามารถทำงานได้ทั้งในเลนจักรยานและบนไหล่ถนนปรกติ โดย Refraction AI นั้นเป็นผลงานของศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกนสองคนคือ Matthew Johnson-Roberson และ Ram Vasudevan

อันที่จริงหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่คาดไม่ถึงเกี่ยวกับหุ่นยนต์ส่งสินค้าของอเมซอนคือมันต้องมีการแบ่งพื้นที่ทางเท้ากับคนเดินเท้า ซึ่งเหล่าโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมี่ยมในเมืองใหญ่หลายแห่ง ไม่ต้องการให้หุ่นยนต์เข้าถึงทางเท้า เพราะจะเป็นการรวบกวนเหล่าลูกค้าเศรษฐีของพวกเขา 

ยังไม่มีใครในอุตสาหกรรมเชื่อมั่นว่า Amazon จะกลายเป็นผู้นำตลาดของหุ่นยนต์ภาคพื้นดินแบบไร้คนขับในอนาคตอันใกล้นี้ ในขณะที่ บริษัท อย่าง Uber หรือ Bird นั้นได้พิสูจน์แล้วว่าบางครั้งเมืองต่างๆก็ไม่สามารถที่จะต้านทานกับเหล่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะหุ่นยนต์ เมื่อสุดท้ายมันได้กลายเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็วในการส่งของนั่นเอง

References : 
https://www.zdnet.com/article/amazon-delivery-robots-are-officially-on-the-streets-of-california/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

The Dark Side of SIRI

ถ้าคุณใช้ Apple และใช้บริการผู้ช่วยส่วนตัวอย่าง SIRI  หรือเป็นเจ้าของอุปกรณ์ที่ใช้ SIRI  ตอนนี้มีความเป็นไปได้ว่า จะมีบุคคลอื่นสามารถฟังเสียงของคุณได้ แม้จะเป็นเรื่องลับ  ๆ อย่าง เรื่องบนเตียงของคุณนั่นเอง

ซึ่ง พวกเขาอาจได้ยินการสนทนาที่คุณมีกับเจ้านายของคุณเกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาดใหม่ หรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับแพทย์ของคุณเกี่ยวกับปัญหาทางการแพทย์ที่เป็นส่วนตัวของคุณที่ไม่อยากให้มีใครรับรู้

และนั่นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้จากการรายงานของสำนักข่าวใหญ่อย่าง The Guardian ซึ่ง Apple whistleblower ได้ให้รายละเอียดว่า มีบริษัท Sub Contract ที่สามารถตรวจสอบเสียงของคำสั่ง SIRI ของผู้ใช้ได้ รวมถึงการบันทึกที่ไม่ได้มีไว้สำหรับฟังก์ชันการทำงานแบบปรกติของ SIRI

แม้ว่าทาง Apple จะรับรู้ถึงกระบวนการดังกล่าวแต่ทาง Apple  บอกว่ากระบวนการตรวจสอบทั้งหมดโดยบริษัท Sub Contract เหล่านี้ดูเหมือนจะไม่เป็นอันตรายสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป

โดย Apple ได้บอกกับ The Guardian ว่าจะมีการส่งข้อมูลการเปิดใช้งานของ SIRI เพื่อที่ผู้ตรวจสอบจะมีการฟังคลิป ซึ่งโดยปกติจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีและจะมีการถอด ID และชื่อผู้ใช้ของ Apple ออกไปนั่นเองเพื่อไม่ให้ระบุตัวตนถึงผู้ใช้งานได้

ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของการเปิดใช้งาน SIRI ทั้งหมด ที่จะมีการอยู่ภายใต้กระบวนการนี้ Apple กล่างถึงเป้าหมายคือ เพื่อปรับปรุงความสามารถของ SIRI ในการทำความเข้าใจและช่วยเหลือผู้ใช้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แต่ Apple ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนในเอกสารข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องมีกระบวนการดังกล่าวเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะมีบริษัท หรือ ใครบางคนที่อาจจะฟังเสียงของคุณเมื่อมีการพูดคุยกับ SIRI

นอกจากนี้ Apple ยังไม่ได้ใช้ความพยายามในการว่าจ้าง Sub Contract ที่น่าเชื่อถือ หรือตรวจสอบให้แน่ใจว่าคลิปเสียงจาก SIRI นั้นไม่สามารถสืบหาไปยังตัวตนของผู้ใช้งานจริงได้ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างชัดเจน

“ มีคนไม่มากนักที่ทำงานอยู่ที่นั่นและจำนวนข้อมูลเสียงที่เรามีอิสระที่จะตรวจสอบดูค่อนข้างเป็นข้อมูลที่กว้างมาก” พวกเขากล่าวเสริมในภายหลังว่า“ มันดูไม่เหมือน Apple จะถูกกระตุ้นให้พิจารณาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้  ซึ่งหากมีใครบางคนที่มีเจตนาชั่วร้ายมันคงไม่ยากที่จะระบุไปยังคนผู้ใช้จริงได้ ” ข้อมูลจากแหล่งข่าวกล่าว

“ มีการบันทึกตัวอย่างจำนวนนับไม่ถ้วนที่มีการพูดคุยอย่างเป็นส่วนตัวระหว่างแพทย์และผู้ป่วย หรือแม้กระทั่งข้อตกลงทางธุรกิจ การติดต่อเรื่องคดีความที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้น การเผชิญหน้าในเรื่องทางเพศและอื่น ๆ ” ผู้แจ้งเบาะแสกล่าว “ การบันทึกเหล่านี้มาพร้อมกับข้อมูลผู้ใช้ที่แสดงตำแหน่งรายละเอียดการติดต่อและข้อมูลแอพทั้งหมด”

ซึ่งการบันทึกข้อมูลเหล่านี้อาจใช้เวลานานกว่า 2-3 วินาที ตามที่ Apple ได้อธิบายออกมา แต่ผู้แจ้งเบาะแสกลับแจ้งว่า บางรายการมีการบันทึกในเวลาที่เกิน 30 วินาทีด้วยซ้ำ

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ Apple อนุญาตให้มีมนุษย์มาคอยทบทวนเสียงที่บันทึกโดยผู้ช่วย AI อย่าง SIRI  เนื่องจากเรารู้แล้วว่า Amazon และ Google ก็ทำในสิ่งเดียวกันนั่นเอง

และดูเหมือนว่าผู้ช่วยดิจิทัลจะแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต ซึ่งหมายความว่า บริษัทเหล่านี้อาจจะไม่หยุดที่จะพยายามทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้สมบูรณ์แบบในเวลาอีกไม่นาน

ดังนั้นหาก Apple, Google, Amazon และยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ มุ่งมั่นที่จะให้มนุษย์มาคอยตรวจสอบเสียงที่บันทึกโดยผู้ช่วย AI ของพวกเขา ซึ่งพวกเขาควรมุ่งเน้นไปที่การทำให้ระบบนี้สมบูรณ์แบบโดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเสียก่อน เพราะข้อมูลเหล่านี้ที่ถูกเผยแพร่ออกไปนั้น บางส่วนเป็นข้อมูล Sensitive ซึ่งเหล่าผู้ใช้คงไม่อยากให้ถูกเผยแพร่ออกไปให้คนอื่นรู้นั่นเอง

References : 
https://www.theguardian.com/technology/2019/jul/26/apple-contractors-regularly-hear-confidential-details-on-siri-recordings

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol