จาก ‘ไม่รู้’ สู่ธุรกิจล้านล้าน กับบทเรียนธุรกิจจาก Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA

ในห้องประชุมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในซิลิคอน วัลเลย์ เมื่อปี 1993 ชายหนุ่มสามคนนั่งล้อมวงกันอยู่ พวกเขาคือ Jensen Huang, Chris Malachowsky และ Curtis Priem วิศวกรไฟฟ้าผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่ แต่ไร้ประสบการณ์ในการทำธุรกิจ

Jensen Huang เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น “พวกเรา…มาร่วมกันสร้างบริษัทที่จะเปลี่ยนโลกของคอมพิวเตอร์กราฟิกกันเถอะ”

Chris และ Curtis มองหน้ากันด้วยความตื่นเต้นปนประหม่า

“แต่…เราจะเริ่มต้นยังไงล่ะ?” Curtis ถามขึ้น

Jensen ยิ้มกว้าง “นั่นแหละคือความสวยงามของมัน เราไม่รู้! แต่เราจะค้นหามันไปด้วยกัน”

นี่คือจุดเริ่มต้นของ NVIDIA บริษัทที่จะกลายเป็นผู้นำด้านการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ของโลกในอนาคต แต่ในตอนนั้น พวกเขาเป็นเพียงกลุ่มวิศวกรหนุ่มที่มีความฝันและความกล้าที่จะก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจที่พวกเขาไม่คุ้นเคย

สามหนุ่มวิศวกรผู้มีฝันที่ยิ่งใหญ่ (CR:maginative)
สามหนุ่มวิศวกรผู้มีฝันที่ยิ่งใหญ่ (CR:maginative)

Jensen เล่าย้อนถึงวันนั้น “ผมไม่รู้ว่าต้องทำอะไร และพวกเราทั้งสามคนไม่มีใครรู้ นี่คือต้นกำเนิดของบริษัทเรา…เราทำมันด้วย ‘ความเชื่อ’ เราเชื่อว่าจะสามารถสร้าง GPU ที่จะปฏิวัติวงการเกมและกราฟิกได้”

ความไม่รู้ในครั้งนั้น แทนที่จะเป็นอุปสรรค กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขามุ่งมั่นค้นคว้าและเรียนรู้ พวกเขาใช้เวลาหลายเดือนในการศึกษาตลาด พัฒนาเทคโนโลยี และวางแผนธุรกิจ ทุกคืนพวกเขาทำงานจนดึก แลกเปลี่ยนไอเดีย และฝันถึงอนาคตที่สดใส

แม้จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่บรรยากาศในออฟฟิศเล็ก ๆ ของพวกเขากลับเต็มไปด้วยพลังและความหวัง Jensen มักจะพูดกับทีมว่า “เราอาจจะไม่รู้ทุกอย่าง แต่เรามีโอกาสที่จะเรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่โลกยังไม่เคยเห็นมาก่อน”

ในช่วงเวลานั้น พวกเขาได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญ: ความไม่รู้ไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นโอกาสในการเติบโตและค้นพบสิ่งใหม่ ๆ พวกเขาเริ่มมองว่าทุก ๆ ปัญหาคือโจทย์ที่ท้าทายให้แก้ไข และทุก ๆ อุปสรรคคือโอกาสในการพัฒนาตนเอง

Jensen เล่าต่อ “ผมจำได้ว่าตอนนั้นเราตื่นเต้นมาก ๆ กับทุกสิ่งที่เราได้เรียนรู้ ทุกวันเราจะมานั่งคุยกันว่าวันนี้เราได้ค้นพบอะไรใหม่บ้าง บางครั้งมันก็ทำให้เรารู้สึกท้อ แต่ส่วนใหญ่แล้ว มันกลับยิ่งทำให้เรากระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากขึ้น”

การเริ่มต้นธุรกิจด้วยความไม่รู้ อาจฟังดูเป็นเรื่องที่เสี่ยงและไม่น่าเชื่อถือ แต่สำหรับ Jensen และทีม มันกลับเป็นพลังขับเคลื่อนที่ทำให้พวกเขากล้าที่จะคิดนอกกรอบ และมองหาโอกาสที่คนอื่นอาจมองข้าม

“เราไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ แต่เรามีความกระหายที่จะเรียนรู้ เรามองทุกปัญหาเป็นโอกาส และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง” Jensen กล่าว

ในขณะที่บริษัทอื่น ๆ อาจจะลังเลที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดที่พวกเขาไม่คุ้นเคย NVIDIA กลับมองว่านี่คือโอกาสที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ พวกเขาไม่กลัวที่จะผิดพลาด เพราะพวกเขารู้ว่าทุกความผิดพลาดคือบทเรียนที่มีค่า

บททดสอบแห่งความล้มเหลว

ปี 1995 เป็นปีแห่งความหวังและความตื่นเต้นสำหรับทีม NVIDIA พวกเขากำลังจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกของบริษัท นั่นคือ NV1 ชิปกราฟิกที่พวกเขาหวังว่าจะปฏิวัติวงการเกมคอมพิวเตอร์

Jensen ยืนอยู่บนเวทีในงานเปิดตัว ดวงตาเปล่งประกายด้วยความภาคภูมิใจ เขากล่าวกับผู้ชมว่า “วันนี้ เราจะเปลี่ยนโลกของคอมพิวเตอร์กราฟิกไปตลอดกาล!”

แต่โชคชะตากลับไม่เป็นใจ NV1 ไม่ได้รับการตอบรับอย่างที่คาดหวัง ปัญหาด้านเทคนิคและการขาดการสนับสนุนจากผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ทำให้ผลิตภัณฑ์ล้มเหลวในตลาด

Jensen นั่งอยู่ในห้องประชุม มองดูตัวเลขยอดขายที่น่าผิดหวัง เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มทลายลงมาตรงหน้า

“ผมรู้สึกอับอายมาก” Jensen เล่าย้อนถึงช่วงเวลานั้น “มันเป็นความล้มเหลวที่ใหญ่มาก จนผมแทบไม่กล้าเผชิญหน้ากับทีมและนักลงทุน”

NVIDIA ต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ พวกเขาต้องลดจำนวนพนักงานลงกว่าครึ่ง บรรยากาศในออฟฟิศเต็มไปด้วยความเครียดและความไม่แน่นอน

แต่ท่ามกลางความมืดมิดนั้น Jensen ก็ยังมองเห็นแสงสว่าง เขาตระหนักว่านี่คือโอกาสที่จะเรียนรู้และเติบโต

“ผมบอกกับทีมว่า ‘เราล้มเหลว แต่เราไม่แพ้’ เราต้องใช้ความล้มเหลวนี้เป็นบทเรียน และกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม” Jensen เล่า

พวกเขาเริ่มวิเคราะห์ข้อผิดพลาดทุกจุด ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาด ทุกคนในทีมต้องทำงานหนักกว่าที่เคย แต่พวกเขาก็ทำด้วยความมุ่งมั่นและความหวัง

Jensen เล่าต่อ “ความล้มเหลวครั้งนั้นทำให้เราเข้าใจว่า การไม่รู้ไม่ใช่ข้อแก้ตัว แต่เป็นแรงผลักดันให้เราต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ”

ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ NVIDIA ได้รับความช่วยเหลือจาก Sega บริษัทผลิตวิดีโอเกมที่เป็นพันธมิตร Sega ตกลงที่จะจ่ายเงินชดเชยให้กับ NVIDIA แม้ว่าสินค้าที่ส่งไปจะด้อยคุณภาพก็ตาม

“มันเป็นเหมือนเชือกเส้นสุดท้ายที่ช่วยดึงเราขึ้นมาจากเหวลึก” Jensen กล่าว “เราซาบซึ้งในน้ำใจของ Sega มาก และมันทำให้เราตั้งปณิธานว่าจะต้องทำให้ดีกว่าเดิม เพื่อตอบแทนความไว้วางใจนี้”

เงินชดเชยจาก Sega ไม่เพียงแต่ช่วยให้ NVIDIA อยู่รอดเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสครั้งที่สองที่พวกเขาจะได้พิสูจน์ตัวเอง

Jensen และทีมใช้เวลาหลายเดือนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ พวกเขาทำงานทั้งวันทั้งคืน ศึกษาข้อผิดพลาดจากอดีต และพยายามคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ

“เราใช้ความพยายามมากกว่าเดิมเป็นสองเท่า” Jensen เล่า “ทุกคนในทีมรู้ว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของเรา เราจึงทุ่มเทอย่างเต็มที่”

ในที่สุด ความพยายามของพวกเขาก็ออกดอกออกผล RIVA 128 ผลิตภัณฑ์ใหม่ของ NVIDIA ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น ภายในเวลาเพียง 4 เดือน ยอดขายพุ่งทะลุ 1 ล้านหน่วย

“มันเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมาก” Jensen เล่าด้วยรอยยิ้ม “เราไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจเท่านั้น แต่เรายังได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเราสามารถลุกขึ้นมาจากความล้มเหลวได้”

ความสำเร็จของ RIVA 128 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ NVIDIA ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดการ์ดจอ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัท

Nvidia RIVA 128 กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของบริษัท (CR: hortgmunden)
Nvidia RIVA 128 กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของบริษัท (CR: hortgmunden)

บทเรียนแห่งความไม่รู้

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นกับ RIVA 128 Jensen Huang ได้นั่งลงและย้อนคิดถึงเส้นทางที่ผ่านมาของ NVIDIA ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว เขาตระหนักว่า “ความไม่รู้” ที่เคยมองว่าเป็นจุดอ่อน กลับกลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนให้บริษัทเติบโต

“ผมยังจำความผิดหวังและความเจ็บปวดในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายได้อยู่เลย” Jensen เล่า “ถ้าย้อนเวลาไป แล้วรู้ล่วงหน้าว่าเราจะต้องเจอกับอุปสรรคมากมายขนาดนั้น ผมคิดว่าตัวเองคงล้มเลิกความพยายามไปตั้งนานแล้ว แต่เพราะผมไม่รู้ ผมจึงทำต่อ จน NVIDIA มีวันนี้”

Jensen เริ่มมองเห็นคุณค่าของ “ความไม่รู้” ในฐานะเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ประกอบการ

“ความไม่รู้เป็นเหมือนพลังพิเศษของผู้ประกอบการ” เขากล่าว “มันไม่ใช่แค่ความสุข แต่มันยังเป็นสิ่งจำเป็นอีกด้วย เพราะมันทำให้เรากล้าที่จะเสี่ยง กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่กลัวความล้มเหลว”

Jensen เริ่มปลูกฝังแนวคิดนี้ให้กับทีมงานของเขา เขาสนับสนุนให้พนักงานกล้าที่จะยอมรับว่าตนเองไม่รู้ และใช้มันเป็นแรงผลักดันในการเรียนรู้และพัฒนา

“หากคุณยอมรับว่าคุณไม่รู้ คุณจะพัฒนาได้อีกไกล” Jensen มักจะพูดกับทีมของเขา “ความไม่รู้เปิดโอกาสให้เราเรียนรู้และพัฒนาต่อไป ผลักดันให้เราพยายามมากขึ้น เปิดรับมุมมองใหม่ ๆ และยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ”

นอกจากนี้ Jensen ยังพบว่า การยอมรับความไม่รู้ยังช่วยลดความเครียดในการทำงานอีกด้วย

“คำนี้อาจดูเหมือนเรื่องตลก แต่ในสถานการณ์จริง เมื่อคุณยอมรับว่าคุณไม่รู้ ความกดดันในอนาคตจะหายไป และคุณจะทำมันต่อจนเห็นผล” เขาอธิบาย

NVIDIA เริ่มสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการเรียนรู้และการทดลอง พวกเขาจัดตั้งโครงการ “ห้องทดลองนวัตกรรม” ที่ให้พนักงานได้ทดลองไอเดียใหม่ ๆ โดยไม่ต้องกลัวความล้มเหลว

“เราต้องการให้พนักงานของเรากล้าที่จะผิดพลาด” Jensen กล่าว “เพราะเราเชื่อว่า จากความผิดพลาดนั้น เราจะได้เรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”

แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อวัฒนธรรมองค์กรเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ของ NVIDIA ด้วย บริษัทเริ่มสร้างนวัตกรรมที่ก้าวล้ำไปไกลกว่าเดิม พวกเขาไม่เพียงแต่ผลิตการ์ดจอสำหรับเกมเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ตลาดใหม่ ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และรถยนต์ไร้คนขับ

“เราไม่รู้ว่าเทคโนโลยี AI จะพัฒนาไปถึงไหน แต่เรารู้ว่าเราต้องอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนั้น” Jensen กล่าว “ความไม่รู้ทำให้เราต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ”

การยอมรับความไม่รู้ยังช่วยให้ NVIDIA ปรับตัวได้เร็วในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ความต้องการชิปคอมพิวเตอร์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

“เราไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่เรารู้ว่าเราต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด” Jensen เล่า “เราใช้ความไม่รู้นี้เป็นแรงผลักดันให้เราคิดนอกกรอบและหาวิธีใหม่ ๆ ในการผลิตและจัดส่งสินค้า”

ทัศนคติแห่งความสำเร็จ

แม้ว่า Jensen จะประสบความสำเร็จอย่างมากมาย แต่เขายังคงรักษาทัศนคติที่เปิดกว้างและกระตือรือร้นเหมือนกับตอนที่เริ่มก่อตั้งบริษัทในปี 1993

“ผมยังคงมองโลกในแง่ดีแบบเดียวกับที่เคยเป็นในปี 1993” Jensen กล่าว “ทัศนคติสร้างความสำเร็จให้คุณได้ มันช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความคิดเชิงบวกให้ตนเอง”

Jensen เชื่อว่าทัศนคติเชิงบวกเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

“เมื่อเจออะไรยาก ๆ ผมมักถามตัวเองว่า ‘มันจะยากขนาดไหน?'” เขาเล่า “ผมหลอกสมองให้คิดแบบนั้นเสมอ และผมก็ผ่านทุกอย่างมาได้”

Jensen ยังแบ่งปันเทคนิคการสร้างทัศนคติเชิงบวกให้กับทีมงานของเขา:

  1. มองปัญหาเป็นโอกาส: “ทุกครั้งที่เราเจอปัญหา แทนที่จะท้อแท้ เรามองมันเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้และพัฒนา”
  2. ฉลองความสำเร็จเล็ก ๆ: “เราไม่รอให้ถึงเป้าหมายใหญ่ถึงจะฉลอง แต่เราฉลองทุกความก้าวหน้า ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน”
  3. เรียนรู้จากความผิดพลาด: “เราไม่มองความผิดพลาดเป็นความล้มเหลว แต่เป็นบทเรียนที่มีค่า”
  4. สร้างวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน: “เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราต้องการไปที่ไหน ซึ่งช่วยให้เรามีแรงผลักดันในการทำงาน”
  5. ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม: “เราเชื่อว่าพลังของทีมสามารถเอาชนะทุกอุปสรรคได้”

Jensen ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นและความถ่อมตัว

“ความเชื่อมั่นทำให้เรากล้าที่จะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ความถ่อมตัวทำให้เราเปิดใจรับฟังและเรียนรู้จากผู้อื่น” เขากล่าว “การรักษาสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน”

นอกจากนี้ Jensen ยังเชื่อในพลังของการตั้งคำถาม โดยเฉพาะคำถามที่ท้าทายสมมติฐานเดิม ๆ

“การถามคำถามว่า ‘ทำไม?’ และ ‘ทำไมไม่?’ เป็นสิ่งที่ผมส่งเสริมในทีมของเรา” เขากล่าว “มันช่วยให้เราคิดนอกกรอบและค้นพบโอกาสใหม่ ๆ ที่เราอาจมองข้ามไป”

Jensen ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“เราต้องเป็นนักเรียนตลอดชีวิต” เขากล่าว “ไม่ว่าคุณจะประสบความสำเร็จแค่ไหน คุณต้องไม่หยุดเรียนรู้ เพราะโลกไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลง”

มองไปข้างหน้า – อนาคตของ NVIDIA

ในขณะที่ NVIDIA ก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ Jensen Huang ยังคงมองว่า “ความไม่รู้” จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตของบริษัท

“เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก” Jensen กล่าว “เราไม่รู้ว่าอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า โลกจะเป็นอย่างไร แต่นั่นแหละคือสิ่งที่น่าตื่นเต้น มันทำให้เราต้องคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ”

NVIDIA กำลังมุ่งหน้าสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการประมวลผลควอนตัม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

“เราไม่รู้ว่า AI จะพัฒนาไปถึงไหน หรือการประมวลผลควอนตัมจะเปลี่ยนโลกอย่างไร” Jensen กล่าว “แต่เรารู้ว่าเราต้องอยู่แถวหน้าของการพัฒนาเหล่านี้ เราใช้ความไม่รู้เป็นแรงผลักดันให้เราค้นคว้าและทดลองอยู่เสมอ”

Jensen Huang กับการเห็นศักยภาพในแวดวง AI ที่ต้องใช้ชิปการประมวลสูง (CR: GettyImage)
Jensen Huang กับการเห็นศักยภาพในแวดวง AI ที่ต้องใช้ชิปการประมวลสูง (CR: GettyImage)

Jensen เชื่อว่าการยอมรับความไม่รู้จะช่วยให้ NVIDIA ปรับตัวได้เร็วในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“เราไม่รู้ว่าคู่แข่งคนต่อไปของเราจะมาจากไหน” เขากล่าว “แต่เราเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ เราไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต แต่มองไปข้างหน้าและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตลอดเวลา”

นอกจากนี้ Jensen ยังมองว่าความไม่รู้จะเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ

“คนเก่ง ๆ ชอบความท้าทาย” เขากล่าว “พวกเขาไม่ต้องการทำงานที่ซ้ำซาก แต่ต้องการโอกาสที่จะเรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เราใช้ความไม่รู้เป็นแรงดึงดูดให้พวกเขาอยากมาร่วมงานกับเรา”

NVIDIA วางแผนที่จะขยายการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะในด้านที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

“เราจัดสรรงบประมาณจำนวนมากสำหรับโครงการที่เราเรียกว่า ‘การสำรวจอนาคต'” Jensen เล่า “เป็นโครงการที่เราไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่เรารู้ว่ามันมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนโลก”

Jensen ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมที่เปิดกว้างต่อความไม่รู้ในองค์กร

“เราส่งเสริมให้พนักงานกล้าที่จะพูดว่า ‘ผมไม่รู้’ และใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้” เขากล่าว “เราไม่ต้องการคนที่แกล้งทำเป็นรู้ทุกอย่าง แต่เราต้องการคนที่กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้”

ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ NVIDIA วางแผนที่จะใช้แนวคิด “ความไม่รู้เชิงสร้างสรรค์” มากขึ้น

“เราจะไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เรารู้ว่าตลาดต้องการ” Jensen อธิบาย “แต่เราจะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตลาดยังไม่รู้ว่าต้องการ เราจะใช้ความไม่รู้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ”

Jensen ยังมองว่าความไม่รู้จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในอนาคต

“เราไม่รู้ว่าอุตสาหกรรมไหนจะเป็นผู้นำในอนาคต” เขากล่าว “ดังนั้นเราจึงเปิดกว้างที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเทคโนโลยี บริษัทยานยนต์ หรือแม้แต่บริษัทในอุตสาหกรรมที่เราไม่เคยคิดมาก่อน”

ในท้ายที่สุด Jensen มองว่าความไม่รู้จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างโลกที่ดีกว่า

“เราไม่รู้ว่าปัญหาใหญ่ ๆ ของโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือความไม่เท่าเทียมทางสังคม จะถูกแก้ไขอย่างไร” เขากล่าว “แต่เราเชื่อว่าเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญ และเราจะใช้ความไม่รู้นี้เป็นแรงผลักดันให้เราคิดค้นนวัตกรรมที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้”

บทสรุป : พลังแห่งความไม่รู้

เมื่อมองย้อนกลับไปที่เส้นทางของ NVIDIA ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน เราจะเห็นว่า “ความไม่รู้” ไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญสู่ความสำเร็จ

Jensen Huang สรุปแนวคิดนี้ไว้อย่างชัดเจน:

“ความไม่รู้ไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นโอกาส มันทำให้เรากล้าที่จะฝัน กล้าที่จะลอง และกล้าที่จะล้มเหลว แล้วลุกขึ้นมาใหม่ด้วยบทเรียนที่มีค่า”

“ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วเช่นนี้ ไม่มีใครที่รู้ทุกอย่าง แต่คนที่จะประสบความสำเร็จคือคนที่ยอมรับความไม่รู้ของตนเอง และใช้มันเป็นแรงผลักดันในการเรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอ”

“NVIDIA ไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะเรารู้ทุกอย่าง แต่เพราะเรากล้าที่จะก้าวเข้าสู่ความไม่รู้ และค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน”

แนวคิดเรื่อง “พลังแห่งความไม่รู้” ของ Jensen Huang ไม่เพียงแต่เป็นบทเรียนสำหรับผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางสำหรับทุกคนในการเผชิญกับโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

การยอมรับว่าเราไม่รู้ทุกอย่าง แทนที่จะทำให้เราอ่อนแอ กลับเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และการพัฒนา มันทำให้เราเปิดใจกว้าง พร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ ๆ

ในท้ายที่สุด ความสำเร็จไม่ได้มาจากการรู้ทุกอย่าง แต่มาจากความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่รู้ และใช้มันเป็นแรงผลักดันในการค้นหาคำตอบและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ

เรื่องราวของ Jensen Huang และ NVIDIA เป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนกล้าที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone ยอมรับความไม่รู้ของตนเอง และใช้มันเป็นพลังในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้นั่นเองครับผม

References :
https://www.cnbc.com/2024/05/11/jensen-huang-i-didnt-know-how-to-start-a-business-when-launching-nvidia.html
https://www.forbes.com/sites/julianteicke/2023/10/28/jensen-huang-wouldnt-start-nvidia-if-i-had-to-do-it-over-again/
https://en.wikipedia.org/wiki/Nvidia
https://en.wikipedia.org/wiki/Jensen_Huang
https://www.linkedin.com/pulse/nvidias-ceo-has-60-reports-doesnt-do-11s-hes-crazy-heres-derek-steer-sxeqc/
https://finance.yahoo.com/news/nvidia-ceo-jensen-huang-staff-103334854.html
https://www.businessinsider.com/nvidia-jensen-huang-chipmaker-cofounder-ceo-wealth-net-worth-ai-2023-5#he-moved-to-the-us-as-a-child-2

สรุปเนื้อหา บทสัมภาษณ์ John Doerr ประธานบริษัท Kleiner Perkins กับบทเรียนจากการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุด

ต้องบอกว่าใครที่ติดตามโลกเทคโนโลยี คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักชายที่ชื่อว่า John Doerr สุดยอดนักลงทุนระดับท็อปแห่ง Silicon Valley ที่เข้าไปลงทุนบริษัทชื่อดังมากมายตั้งแต่ยุคต้น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Google หรือ Amazon และได้รับผลตอบแทนหลายพันเด้ง

John Doerr ประธานบริษัท Kleiner Perkins และผู้เขียนหนังสือ ‘Speed and Scale’ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประสบการณ์การลงทุนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดของเขา วิธีการที่บริษัทสตาร์ทอัพจะประสบความสำเร็จ และการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เขาได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “Bloomberg Wealth with David Rubenstein” ที่เมือง Palo Alto รัฐแคลิฟอร์เนีย

Highlights

🌐 John Doerr เชื่อว่าธุรกิจร่วมทุนเป็นอุตสาหกรรมบริการ ไม่ใช่ธุรกิจที่จะ Scale ได้ เขารักการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อสร้างบริษัทที่น่าทึ่งและแก้ปัญหาใหญ่ๆ

💡 John Doerr ลงทุนในสตาร์ทอัพอย่าง Amazon และ Google ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ซึ่งเป็นการเดิมพันที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในตอนนั้น แต่กลับกลายเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่

🌍 John Doerr เปลี่ยนจุดสนใจจากการปฏิวัติอินเทอร์เน็ตมาสู่การปฏิวัติด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศผ่านการลงทุนและโครงการต่างๆ ที่เขาสนใจ

🌱 John Doerr ได้รับแรงบันดาลใจจากความกังวลของลูกสาวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นั่นทำให้เขาและพันธมิตรของเขาเข้าลงทุนกับผู้ประกอบการที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในแวดวงดังกล่าว และก่อตั้ง Doerr School of Sustainability ที่มหาวิทยาลัย Stanford

📚 แผน “Speed and Scale” ของ John Doerr นำเสนอแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงในการลดการปล่อยคาร์บอนและเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาดภายในปี 2050

Key Insights

🚀 การเปลี่ยนผ่านของ John Doerr จากการเป็นพนักงานรุ่นแรกๆ ที่ Intel สู่การเป็นนักลงทุนบริษัทร่วมทุน (Venture Capital) ที่ประสบความสำเร็จที่ Kleiner Perkins แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบริษัทร่วมทุน

💡 การเดิมพันที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสตาร์ทอัพอย่าง Amazon ( เงินลงทุน 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับหุ้น 15 เปอร์เซ็นต์ของ Amazon) และ Google (เงินลงทุน 11 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับหุ้น 11 เปอร์เซ็นต์ของ Google) แสดงให้เห็นถึงความสามารถของ John Doerr ในการมองเห็นและลงทุนในไอเดียที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่งท้าทายความเชื่อแบบดั้งเดิม

🌍 การเปลี่ยนจุดสนใจของ John Doerr ไปสู่การปฏิวัติด้านสภาพภูมิอากาศสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาท้าทายระดับโลกที่สำคัญ และการสนับสนุนผู้ประกอบการในการสร้างโซลูชันที่ยั่งยืน

🎓 การก่อตั้ง Stanford School on Sustainability โดยการสนับสนุนทางการเงินจาก John Doerr และพันธมิตรของเขา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการลงทุนในการศึกษาและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

⏳ แผน “Speed and Scale” ของ John Doerr ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาดภายในปี 2050 เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนและแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงที่จำเป็นในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

🔍 คำแนะนำของ John Doerr สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นนักลงทุน VC ต้องมีความกล้าเดิมพัน มีพื้นฐานทางด้านเทคนิคที่ดี มีความอยากรู้อยากเห็น และทัศนคติที่โฟกัสไปที่การให้บริการที่จะช่วยเหล่าสตาร์ทอัพในการสร้างทีมและแก้ไขปัญหาใหญ่ ๆ ซึ่งจะนำไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จในฐานะนักลงทุน VC อย่างที่เขาทำได้

Opinion

ความน่าสนใจของ John Doerr ในขณะนี้มันชี้ให้เห็นว่าเขามองเรื่องการปฏิวัติทางด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่ต่างจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับการปฏิวัติอินเทอร์เน็ตเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ที่จะมีมูลค่าธุรกิจหลายหมื่นล้านในอนาคต และเช่นเดียวกัน เขาก็ได้เข้าไปลงทุนกับเหล่าบริษัทสตาร์ทอัพด้านนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และหวังเดิมพันหุ้นพันเด้งอีกครั้งในเทคโนโลยีดังกล่าวนี้

การลงทุนในบริษัทระดับตำนานอย่างทั้ง Amazon และ Google สู่การมุ่งหน้าในการแก้วิกฤติโลกร้อน Doerr แสดงให้เห็นวิธีการคิดนอกกรอบและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งหลายคนอาจจะติดหล่มกับเทคโนโลยีบ้าเห่ออย่าง AI ในตอนนี้ แต่ Doerr มองข้ามไปอีกสเต็ป

เข้าเน้นย้ำว่าการเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องของเงิน แต่เป็นเรื่องของการสร้างคุณค่าและแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ของโลกซึ่งสุดท้ายจะนำพาไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจที่มหาศาล และด้วยแผน “Speed and Scale” ของ Doerr นั้น ผมมองว่ากำลังนำพาเราไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและน่าตื่นเต้นมากเลยทีเดียวนั่นเองครับผม

สรุปเนื้อหา บทสัมภาษณ์สุด exclusive จาก Adam Mosseri สุดยอดซีอีโอของ Instagram

เป็นบทสัมภาษณ์จากช่อง Colin and Samir ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของ Instagram จากปากสุดยอดซีอีโออย่าง Adam Mosseri ที่ได้พูดคุยเกี่ยวกับวิวัฒนาการของแพลตฟอร์ม การแข่งขันกับ TikTok ความท้าทายในการแบ่งรายได้ให้กับครีเอเตอร์ ความสำคัญของตัวชี้วัดด้านการมีส่วนร่วม และการโฟกัสในการปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้

Highlights

📸 Instagram ได้พัฒนาจากแพลตฟอร์มที่เน้นรูปภาพสี่เหลี่ยมจัตุรัสไปสู่เนื้อหาที่หลากหลาย โดยวิดีโอกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้มีส่วนร่วมมากที่สุดในปัจจุบัน

🤝 Instagram โฟกัสในเรื่องการเชื่อมต่อผู้คนกับเพื่อนๆ ผ่านเนื้อหาวิดีโอแบบมีส่วนร่วม โดยเน้นความสำคัญของอัตราส่วนของการแชร์ต่อการเข้าถึงเพื่อเป็นข้อมูลให้อัลกอริธึมสำหรับการจัดอันดับเนื้อหา

🤩 แพลตฟอร์มให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์และกระตุ้นให้ผู้ใช้แชร์กับเพื่อน ส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงที่สูงขึ้น

💰 แม้ว่าการแบ่งปันรายได้จะมีความสำคัญ แต่ Instagram กำลังศึกษาแรงจูงใจตามผลงานที่แท้จริงของครีเอเตอร์ โดยโฟกัสไปที่โปรแกรมการแบ่งรายได้ที่มีความยั่งยืน

💡 โมเดลการแบ่งปันรายได้ของ YouTube shorts ถือเป็นก้าวที่ดี แม้ว่าผลกระทบต่อธุรกิจโดยรวมของแพลตฟอร์มยังไม่ชัดเจน

🚀 จุดแข็งของ TikTok คือการเปิดโอกาสให้กับครีเอเตอร์รายเล็ก ๆ และช่วยให้พวกเขาได้รับความนิยม แม้ว่ารูปแบบการแบ่งปันรายได้อาจไม่แข็งแกร่งเท่า YouTube

Key Insights

📹 การโฟกัสเนื้อหาวิดีโอสั้นของ Instagram เช่น Reels ได้เปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มอย่างมีนัยสำคัญ โดยมากกว่าครึ่งของเวลาที่ user ใช้งาน Instagram เป็นการเสพเนื้อหาวิดีโอ การเปลี่ยนแปลงไปสู่วิดีโอนี้ช่วยให้เกิดประสบการณ์ที่มีส่วนร่วมมากขึ้นสำหรับผู้ใช้ โดยเน้นการแชร์และการมีส่วนร่วมมากกว่าการโพสต์เพียงแค่รูปภาพเพียงอย่างเดียวแบบดั้งเดิมของแพลตฟอร์ม

🔍 อัลกอริทึมบน Instagram ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่สร้างการมีส่วนร่วมในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการแชร์ ตัวชี้วัดที่เรียกว่า “sends per reach” มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดความสำเร็จของโพสต์ เนื่องจากมันแสดงถึงเนื้อหาที่กระตุ้นให้ผู้ใช้แชร์กับเพื่อนๆ ซึ่งนำไปสู่การมีส่วนร่วมและการสนทนามากยิ่งขึ้น

💡 แนวทางของ Instagram ในการสร้างรายได้ให้กับครีเอเตอร์โฟกัสไปที่ครีเอเตอร์แบบรายบุคคลมากกว่าสื่อหรือสำนักพิมพ์ โดย Instagram มีความตระหนักถึงความสำคัญของการเชื่อมต่อระหว่างเพื่อน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่มีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากสถาบันหรือองค์กรธุรกิจไปสู่บุคคลทั่วไปในอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

💰 แม้ว่าการแบ่งปันรายได้จะเป็นความกังวลที่สำคัญสำหรับครีเอเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครีเอเตอร์ระดับท็อป แต่ Instagram มองในเรื่องความยั่งยืน เนื่องจากธรรมชาติที่ผันผวนของเนื้อหาวิดีโอสั้น แพลตฟอร์มกำลังศึกษาโปรแกรมสร้างแรงจูงใจแบบใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนครีเอเตอร์ แต่ด้วยความซับซ้อนของการให้เครดิตของวีดีโอที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาและเรื่องของ ROI ทำให้เกิดความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างค่าตอบแทนของครีเอเตอร์และความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ

📊 Mosseri ได้เน้นย้ำมาก ๆ เกี่ยวกับความสำคัญของการสร้างกระแสรายได้ที่สม่ำเสมอสำหรับเหล่าครีเอเตอร์ แม้ว่าโมเดลการแบ่งปันรายได้สามารถสร้างมูลค่าได้ แต่ธรรมชาติที่ผันผวนของรายได้จากการโฆษณาทำให้เกิดความท้าทายในการรักษารายได้ที่สม่ำเสมอสำหรับครีเอเตอร์ในระยะยาว

🎥 การนำรูปแบบการแบ่งปันรายได้มาใช้สำหรับเนื้อหา shorts ของ YouTube สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์เพื่อแข่งขันในตลาดวิดีโอสั้น ซึ่งอาจมีต้นทุนในการอัดเม็ดเงินให้กับเหล่าครีเตอร์เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด การโฟกัสไปที่การสนับสนุนครีเอเตอร์รายเล็ก ๆ และส่งเสริมการเติบโตในเนื้อหาแบบวีดีโอสั้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ YouTube ในการปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงของการผลิตและบริโภคคอนเทนต์

🌐 วิวัฒนาการของโมเดลการสร้างรายได้ของครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Instagram และ YouTube เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ คุณภาพของเนื้อหา และความยั่งยืนทางการเงินของธุรกิจ เมื่อรูปแบบของการสร้างเนื้อหายังคงพัฒนาต่อไป แพลตฟอร์มต่างๆ ก็ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับความซับซ้อนของการแบ่งปันรายได้ เสถียรภาพ และการเติบโตของธุรกิจเพื่อสนับสนุนความหลากหลายของครีเอเตอร์โดยรวม

Opinion

ต้องบอกว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ มันชัดเจนแล้วว่ากำลังดำเนินไปในทิศทางรูปแบบวีดีโอสั้นแบบหนีไม่ได้ ซึ่งผมว่าหลายๆ คนก็ไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ ส่วนตัวผมเองคนนึงก็ไม่เคยอินเลยกับพวกรูปแบบวีดีโอสั้นเหล่านี้ เพราะดูเหมือนทำให้เราโฟกัสกับสิ่งต่าง ๆ น้อยลงไปทุกที

Instagram เป็นแพลตฟอร์มใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ กับยุคใหม่ที่นำโดย Adam Mosseri นั้น ผมมองว่าคือหนึ่งในผู้บริหารระดับท็อปคนหนึ่งที่สามารถพลิกสถานการณ์จากที่เคยจะเพลี่ยงพล้ำให้กับ TikTok แต่สุดท้าย Instagram ก็สามารถกลับมาครองบัลลังก์ความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง ดูได้จากเทรนด์ยอดดาวน์โหลดที่กลับมาแซง TikTok เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Mosseri เน้นย้ำหลายครั้งในเรื่องความยั่งยืน ซึ่งผมว่านี่คือคีย์หลักของแพลตฟอร์มของพวกเขา ที่ต้องการให้ครีเอเตอร์อยู่ได้ในระยะยาวและสร้างกระแสเงินสดเลี้ยงตัวเองอยู่ได้ ไม่ใช่ไปรับเงินแบบฉาบฉวยที่ถูกอัดเงินโปรโมทมาซึ่งแน่นอนว่ามันกอบโกยได้เพียงระยะสั้นเพียงเท่านั้น

โลกของสื่อสังคมออนไลน์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าเราทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตของมัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ทั่วไปหรือครีเอเตอร์ ทุกการแชร์ ทุกการมีส่วนร่วมของเราทุกคน ล้วนแล้วแต่มีผลต่อวิวัฒนาการของแพลตฟอร์มเหล่านี้แทบจะทั้งสิ้น ถ้าเราอยากเห็นแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นอย่างไร ก็อยู่ที่ตัวพวกเรานี่แหละครับที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงให้กับพวกมัน

แล้วคุณล่ะ คิดว่าอนาคตของ Instagram และสื่อสังคมออนไลน์จะเป็นอย่างไร? อย่าลืมแชร์ความคิดเห็นของคุณกันได้นะครับผม

Quora บริการถาม-ตอบหมื่นล้าน ที่แสวงหาคำตอบจากคนที่รู้จริง

เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ส่วนตัวผมเองใช้บ่อยมาก ๆ นะครับสำหรับ Quora บริการถามตอบชื่อดัง ที่บางครั้งเราอาจจะต้องการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ใน Google แต่ไม่ได้พบคำตอบที่น่าสนใจ หรือมีคำถามบางคำถามที่เราอยากรู้ว่าเหล่าผู้เชี่ยวชาญในแขนงนั้น ๆ จะให้ความเห็นว่าอย่างไร ซึ่ง Quora ตอบโจทย์นี้ได้ดีมาก ๆ

Quora ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 โดย Adam D’Angelo อดีต CTO ของ Facebook และ Charlie Cheever อดีตพนักงาน Facebook  แม้ว่า Quora จะเปิดตัวในปี 2009 เว็บไซต์นี้ได้เผยแพร่สู่สาธารณะในเดือนมิถุนายน 2010 Quora เป็นแพลตฟอร์มตอบคำถามที่ให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการถามคำถาม และแสวงหาคำตอบจากคนที่รู้จริง

ยิ่งไปกว่านั้นแพลตฟอร์มตอบคำถามช่วยให้ผู้ใช้สามารถตั้งคำถามสาธารณะหรือผ่านทางตัวตนแบบนิรนาม ซึ่งผู้ใช้ยังสามารถทำงานร่วมกันใน Quora ได้โดยแก้ไขคำถามแนะนำการแก้ไขคำตอบบนแพลตฟอร์มที่โพสต์โดยผู้ใช้รายอื่น

Adam D’Angelo ผู้ก่อตั้ง Quora และ CEO ของ Facebook, Mark Zuckerberg นั้นเป็นเพื่อนในโรงเรียนเดียวกัน โดยทั้งคู่เคยเรียนด้วยกันที่ Phillips Exeter Academy ใน New Hampshire 

ต่อมาเขาได้รับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่ทั้ง Mark และ Adam ได้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่อย่าง Facebook และในปี 2004 Zuckerberg ได้แต่งตั้งให้ Adam ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายวิศวกรรมของ Facebook ในช่วงเริ่มต้น 

ต่อมาในปี 2008 Adam ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ที่ Facebook เขาทำงานเป็น CTO ของ Facebook เป็นเวลาเกือบสองปีซึ่งเขาเป็นผู้นำการพัฒนาทีม Data และขยายแพลตฟอร์ม Facebook เขายังดูแลการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่รวมถึงสถาปัตยกรรมของเว็บไซต์ Facebook ในยุคแรก ๆ

เมื่อพูดถึง Charlie  ในปี 2006 เขาได้รับอีเมลจาก Facebook ที่เสนองานตำแหน่งผู้จัดการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เริ่มแรกเขาไม่สนใจอีเมลดังกล่าว และไม่ได้คิดถึงโอกาสมากนัก แต่ต่อมาเขาเปลี่ยนใจและยอมรับข้อเสนอที่ยื่นให้เขา โดยก่อนที่จะเข้าร่วม Facebook Charlie ทำงานให้กับ Amazon มาแล้วในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

Adam ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้าง Quora เพราะเขาคิดว่าคำถามและคำตอบเป็นหนึ่งในพื้นที่บนอินเทอร์เน็ตที่ยังไม่ดีมากพอ เขาคิดว่ามีหลายเว็บไซต์ที่มีคำถาม & คำตอบ แต่ไม่มีใครคิดริเริ่มที่จะมาพร้อมกับสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเหล่าผู้ที่ต้องการหาคำตอบที่แท้จริง

ดังนั้นมันเป็นความคิดของเขาที่เขาแบ่งปันกับ Charlie ขณะทำงานที่ Facebook และเชื่อมโยงกับความคิดในภายหลังทันที ทั้ง Adam และ Charlie ยังคงทำงานที่ Facebook และพวกเขาแลกเปลี่ยนความคิดและแผนการจัดตั้ง บริษัท ที่จะทำให้ผู้คนแบ่งปันความคิดความรู้และความคิดเห็นของพวกเขาได้ง่ายขึ้น

ต่อมาในปี 2008 ทั้งคู่ตัดสินใจออกจาก Facebook เพื่อเดินหน้าความคิดสุดเจ๋งนี้และสร้าง Startup ตามความฝันของพวกเขาทั้งสอง โดยพวกเขามาพร้อมกับชื่อ ‘Quora’ ซึ่งมาจากคำว่า Quorum ซึ่งความหมายคือ การให้กับกลุ่มคนที่มารวมตัวกันเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน 

Adam D'Angelo ลาออกจาก Facebook เพื่อทำตามความฝันของตัวเอง
Adam D’Angelo ลาออกจาก Facebook เพื่อทำตามความฝันของตัวเอง

โดย Quora ได้เปิดตัวในปี 2009 และใช้เวลาเกือบหนึ่งปีสำหรับผู้ก่อตั้งในการพัฒนา บริการ และในที่สุดบริการ คำถาม & คำตอบอย่าง Quora ก็ได้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะในปี 2010

ในช่วงวันแรก ๆ Quora ถูกเปรียบเทียบกับเครื่องมือการค้นหาของ Google อย่างไรก็ตามในขณะที่ผู้คนใช้แพลตฟอร์มพวกเขาค้นพบความแตกต่างระหว่างทั้งสองแพลตฟอร์ม Google เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นอัลกอริธึม ในขณะที่ Quora ได้รับเนื้อหาจากความรู้ที่แบ่งปันโดยผู้คนบนแพลตฟอร์มจากผู้ที่รู้จริง

หลังจาก Quora ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะในเวลาไม่นานเว็บไซต์ก็สร้างความฮือฮาใน Silicon Valley เหล่าเพื่อน ๆ ของผู้ก่อตั้งรวมถึงกลุ่มคนใน Silicon Valley เริ่มที่จะมีการเชิญกันให้มาใช้ Quora ซึ่งทำให้ฐานผู้ใช้ของ Quora เติบโตขึ้น เนื่องจากเนื้อหาบนแพลตฟอร์มดูเหมือนว่ามีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ 

ความนิยมของแพลตฟอร์มคำถามและคำตอบเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในช่วงเวลาสั้น ๆ ของการก่อตั้งและมีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้ว 500,000 ราย ภายในเดือนมกราคม 2011

ในปีต่อมา Charlie ก็ก้าวออกจากบริษัท อย่างไรก็ตามเขาตัดสินใจที่จะดำรงตำแหน่งต่อในฐานะที่ปรึกษา หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจคือ Adam มีความมั่นใจมากเกี่ยวกับความคิดของเขาว่าเขาลงทุนเงินของตัวเองในบริษัท ในช่วงระดมทุนรอบ Series B หลังจากการลงทุนเริ่มต้นด้วยจำนวนเงิน 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ Adam ได้เข้ามาควบคุมเสียงส่วนใหญ่ในกรรมการบริษัท เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ จะทำงานตามแนวทางของเขา

หลังจากความสำเร็จ Quora ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มบล็อกในปี 2013 เพื่อให้ผู้ใช้โพสต์เนื้อหาที่ไม่ใช่การถามตอบ เช่น รูปภาพ และอื่น ๆ จากโปรไฟล์ของพวกเขา ในเดือนเมษายน 2014 Quora สามารถระดมทุนได้ 80 ล้านดอลลาร์จาก Tiger Global Management นอกจากนี้ยังได้เข้าซื้อ Parlio เว็บไซต์ถามตอบออนไลน์ที่สร้างโดย Wael Ghonim ในเดือนมีนาคม 2016

เมื่อเวลาผ่านไป Quora ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละปีที่ผ่านมา Quora ได้รับเงินทุนจากอีกหลายแหล่ง เพื่อขยายการดำเนินงานและเร่งการเติบโต Quora ได้รับเงินทุน 85 ล้านดอลลาร์ใน Series D ทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงขึ้นถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์ ด้วยเงินทุนที่ได้รับจาก Collaborative Fund และ Y Combinator

จากการระดมทุนในซีรี่ส์ D จาก 85 ล้านดอลลาร์ Quora ทำให้ Quora อยู่ในอันดับต้น ๆ ของ Unicorn Startup ด้วยการประเมินมูลค่าของบริษัทสูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์  ซึ่งการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Quora ทำให้พวกเขาสามารถเสนอขายหุ้น IPO ได้ในอนาคต อย่างไรก็ Quora จำเป็นต้องสร้างรายได้เพียงพอเพื่อรักษาการดำเนินงานและรักษาอัตราการเติบโต

Quora เป็นเพียงพอร์ทัลคำถามและคำตอบที่เนื้อหาได้รับการดูแลโดยผู้ใช้บนแพลตฟอร์มและเนื้อหาได้รับการจัดการโดยบริษัท จุดเด่นของ Quora นั้นมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาฐานความรู้คุณภาพสูงที่ยังคงมีประโยชน์อย่างมากในระยะยาว

เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหาใน Quora ยังคงมีประโยชน์ บริษัทได้เพิ่มคุณสมบัติใหม่ ๆ เช่นคำถามที่ถูกการอ้างอิงแบบ wikidata เป็นต้น คุณสมบัติ เช่น wikidata ได้ถูกนำเสนอบนแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ และเพิ่มอัตราการเข้าชมเว็บไซต์ให้มากขึ้น นอกจากนี้ Quora ก็ไม่ได้ขอให้ผู้ใช้ลงทะเบียนกับแพลตฟอร์มของตนซึ่งจะทำให้การใช้เว็บไซต์ง่ายขึ้น

Quora เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้งาน
Quora เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้งาน

อย่างไรก็ตามรูปแบบรายได้ที่ Quora คิดนั้น พื้นฐาน คือ การสร้างรายได้จากโฆษณาที่วางบนแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ Quora สามารถรวมโฆษณาไว้ในรูปแบบที่สามารถสร้างรายได้ที่ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับโฆษณาอื่น ๆ

เนื่องจากให้โฆษณาที่เกี่ยวข้องที่สำคัญจากผู้โฆษณาที่เกี่ยวข้อง โฆษณาจะถูกรวมอยู่ในรูปแบบ ที่มีลักษณะที่สวยงามที่ โฆษณามักจะปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มแบบเนียนตามากกว่าโฆษณาแบบอื่น ๆ บนโลกออนไลน์

นอกจากนี้ Quora มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในอัตราการเติบโต 3 หลักและการประเมินมูลค่าของ บริษัท อยู่ที่ 1.8 พันล้านเหรียญ วัตถุประสงค์ของ Quora ยังคงเหมือนเดิมจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็คือการสร้างฐานข้อมูลที่มีคุณภาพสูงของคำตอบสำหรับคำถามที่ถูกถามโดยเหล่าผู้คนหลายล้านคนจากทั่วโลกบนแพลตฟอร์ม Quora

Quora ได้เปิดให้บริการในภาษาเยอรมันและอิตาลีซึ่งให้ความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายในสิ้นเดือนเมษายน 2018 Quora เปิดตัวสิ่งอำนวยความสะดวกในการตอบวิดีโอซึ่งทำให้แพลตฟอร์มนี้เข้าถึงได้สำหรับผู้ที่ก่อนหน้านี้พบว่าเป็นการยากที่จะพิมพ์คำตอบเนื่องจากความพิการบางประเภทหรืออื่น ๆ

เดือนมกราคม 2019 Quora ได้เพิ่มการขยายให้สนับสนุนภาษาอื่น ๆ เช่น ดัทช์ เดนมาร์กฟินแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน มาราธี เบงกาลี และทมิฬ สิ่งนี้ทำให้แพลตฟอร์มสามารถเข้าถึงได้ในส่วนต่างๆของโลกจึงก่อให้เกิดความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

วิวัฒนาการของ Quora แสดงให้เห็นว่าความคิดที่อยากรู้อยากเห็นสามารถกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์และเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้อย่างไร วันนี้มันเป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์มากที่สุดบนอินเทอร์เน็ตซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าที่สำคัญให้กับชีวิตประจำวันของมนุษย์เราได้อีกด้วย

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Quora
https://www.quora.com/What-is-the-story-of-Quora
https://www.startupstories.in/stories/inspirational-stories/what-is-quora
https://www.vox.com/recode/2019/5/16/18627157/quora-value-billion-question-answer
https://dailyhive.com/vancouver/quora-vancouver-office

สรุปเนื้อหา เมื่อการพุ่งทะยานของ Temu กำลังสร้างความปั่นป่วนในวงการ ecommerce ของอเมริกา

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Temu ในตลาด ecommerce ของสหรัฐฯ กำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง amazon ด้วยสินค้าราคาถูก การอัดเม็ดเงินโฆษณาอย่างบ้าคลั่ง และประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ gamification แม้จะมีข้อกังวลเรื่องคุณภาพสินค้าและความเกี่ยวข้องกับประเทศจีน แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Temu กำลังปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของ ecommerce ในสหรัฐฯ อย่างชัดเจน

Highlights

🚀 Temu ได้แผ่ขยายอิทธิพลในสหรัฐฯ ด้วยการขายสินค้าราคาถูกที่ส่งมาจากประเทศจีน ทำให้ฐานผู้ใช้งานของ Temu ขึ้นมาเทียบเท่ากับ amazon ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
📱 Temu ได้เข้าแทรกซึมสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว มีผู้ใช้งานแอปพลิเคชันรายเดือนทั่วโลกมากถึง 161 ล้านราย
💸 ในปี 2023 Temu ใช้งบโฆษณาถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์ และอาจใช้งบถึง 3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024
🎯 Temu ได้นำกลยุทธ์ gamification มาประยุกต์ใช้กับการช้อปปิ้งออนไลน์ ทำให้มีผู้ใช้งานมากกว่า SHEIN ในเวลาเพียง 6 เดือน
🚚 Temu เน้นการจัดส่งสินค้าตามมาตรฐานภายใน 6-22 วัน ในขณะที่คู่แข่งอย่าง amazon มุ่งเน้นการจัดส่งที่รวดเร็วกว่า
📈 การเติบโตของ Temu ส่งผลกระทบต่อต้นทุนโฆษณาดิจิทัล ซึ่งมันได้ส่งผลต่อวงการ ecommerce โดยรวม
⚖️ Temu เผชิญกับข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสินค้า คุณภาพ และการควบคุมจากภาครัฐของจีน

Key Insights

🚀 การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Temu ในตลาด ecommerce ของสหรัฐฯ กำลังสร้างความปั่นป่วนให้แก่ผู้เล่นรายเดิมอย่าง amazon โดยมีฐานผู้ใช้งานเกือบเท่ากับ amazon ในเวลาเพียงหนึ่งปี ซึ่งการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ได้รับแรงหนุนจากการเสนอสินค้าราคาถูกที่ส่งมาจากประเทศจีน เป็นการท้าทายแนวทางการดำเนินธุรกิจ ecommerce แบบเดิม

📱 ด้วยกลยุทธ์การนำ gamification มาประยุกต์ใช้กับประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ และการสื่อสารทางการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างหนัก Temu ได้สร้างความนิยมและความไว้วางใจจากผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว แซงหน้าคู่แข่งอย่าง SHEIN ในการสร้างฐานผู้ใช้งาน แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมและประสบการณ์ที่แตกต่างนี้ ทำให้ Temu ก้าวขึ้นมาสร้างความโดดเด่นในธุรกิจ ecommerce ของสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว

🌏 แม้ต้องเผชิญกับปัญหข้อพิพาทต่าง ๆ แต่ด้วยงบประมาณอันมหาศาลของบริษัทแม่อย่าง PINDUODUO ทำให้ Temu สามารถอัดเม็ดเงินในการโฆษณาได้อย่างมหาศาล และขยายธุรกิจสู่ระดับโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่งงบประมาณนี้ช่วยให้ Temu สร้างความปั่นป่วนในตลาดด้วยราคาสินค้าที่แข่งขันได้และพวกเขากำลังขยายกิจการไปทั่วทุกมุมโลก

💰 กลยุทธ์ในการเชื่อมต่อผู้บริโภคโดยตรงกับโรงงานและผู้ค้าส่งโดยตัดพ่อค้าคนกลางออกไปของ Temu นำไปสู่ปริมาณการขายและมูลค่าตลาดที่เติบโตอย่างมหาศาล ซึ่งแนวทางนี้ท้าทายรูปแบบ ecommerce แบบดั้งเดิมและกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในวงการ

🚚 ในขณะที่ Temu ให้ความสำคัญกับการแข่งขันด้านราคา ยักษ์ใหญ่ในวงการ ecommerce อย่าง amazon โฟกัสไปที่เรื่องความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าเพื่อดึงดูดและรักษาฐานลูกค้า ความแตกต่างระหว่างการแข่งขันด้านราคาและความรวดเร็วนี้กำลังสร้างพลวัตรการแข่งขันในวงการ ecommerce รูปแบบใหม่

📈 ความสำเร็จของ Temu ทำให้ต้นทุนโฆษณาดิจิทัลของคู่แข่งปรับสูงขึ้น บังคับให้พวกเขาต้องปรับตัวให้ทันต่อพฤติกรรมและแนวโน้มของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในแวดวงโฆษณาออนไลน์ถือเป็นความท้าทายสำหรับผู้เล่นรายเดิมตัวอย่างเช่น Etsy และบังคับให้พวกเขาต้องมีกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

🔄 แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านคุณภาพสินค้าและความเสี่ยงด้านการรั่วไหลของข้อมูล แต่เส้นทางการเติบโตของ Temu ก็ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันของแวดวง ecommerce สหรัฐฯ อย่างชัดเจน ความสามารถของ Temu ในการปรับตัวให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและการเข้ามากำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ (โดยเฉพาะในสหรัฐฯ) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จในระยะยาวของพวกเขา

Opinion

ถ้าถามว่าแพลตฟอร์ม ecommerce ใดที่มีโอกาสยึดครองโลกได้มากที่สุด คงจะหนีไม่พ้น Temu นี่แหละครับ เรียกได้ว่าพวกเขาได้สร้างภูมิทัศน์ด้านการแข่งขันในวงการ ecommerce ใหม่ จนแม้กระทั่ง amazon ที่ว่าแน่ ๆ ยังต้องสั่นสะเทือนบัลลังก์

จะเห็นได้ว่า Temu เลือกบุกตลาดที่โหดหินก่อนทั้งในสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น และสามารถยึดหัวหาดได้อย่างรวดเร็วมาก ๆ ด้วยการโหมอัดเม็ดเงินโฆษณาอย่างบ้าคลั่ง ในอเมริกาถึงขึ้นซื้อ ads ใน super bowl ไม่ต้องคิดเลยว่าถ้าบุกมาอาเซียนเต็มตัวเมื่อไหร่ shopee กับ lazada จะเจอกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งแบบไม่เคยเจอมาก่อนอย่างแน่นอน

รูปแบบ gamification ก็ถือเป็นคีย์สำคัญมาก ๆ ที่เปลี่ยนโลกของ ecommerce ไปอย่างสิ้นเชิง การที่รูปแบบแพทเทิร์นเดิม ๆ ของ ecomerce สไตล์โลกตะวันตก ที่เน้นให้ลูกค้า checkout สินค้าให้เร็วที่สุดอยู่ในไซต์ให้น้อยที่สุดดูเหมือนจะถูกท้าทายแนวคิดนี้เป็นอย่างยิ่ง

เพราะ Temu เลือกคิดกลับ ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าอยู่ในแพลตฟอร์มให้นานที่สุด ผ่านกลวิธีสไตล์จีน ที่เรียกได้ว่าเปิดโลกให้กับผู้บริโภคโดยเฉพาะโลกตะวันตกได้มากเลยทีเดียว

amazon ยักษ์ที่น่าเกรงขามทำลายล้างคู่แข่งมานับต่อนับ แต่ต้องเริ่มกังวลกับการบุกเข้ามาของ Temu ดูเหมือนว่า amazon จะไม่สามารถอยู่แบบชิลล์ ๆ กินรวบตลาดผูดขาดได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว จำเป็นต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่กำลังถูก disrupt อย่างรุนแรงนั่นเองครับผม