Excite กับการปฏิเสธซื้อ Google ในมูลค่าเพียง 1 ล้านเหรียญ

ถือเป็น Business Case Study ครั้งยิ่งใหญ่ในวงการเทคโนโลยีโลกเลยก็ว่าได้สำหรับการปฏิเสธการเข้าซื้อ Google ของ Excite ในปี 1999 ก่อนที่ Google จะท้อใจในการขายกิจการและสองผู้ร่วมก่อตั้งที่ต้องทิ้งการเรียนมาสร้างธุรกิจจนกลายเป็นธุรกิจแสนล้านอย่างในปัจจุบัน

Excite เปิดตัวในปี 1995 มาแข่งกับ Yahoo เว๊บไซต์ยักษ์ใหญ่ที่เป็นพอร์ทัล ที่ผู้ใช้งานสามารถรับข่าวสารสภาพอากาศ เครื่องมือค้นหา การจัดการอีเมล รวมถึงการส่งข้อความ ราคาหุ้น และหน้าแรกของผู้ใช้ที่ปรับแต่งได้

ซึ่งแน่นอนว่าในขณะนั้นมันเป็นเหมือนตัวตายตัวแทนของหนังสือพิมพ์ เพื่อให้เห็นภาพว่า Excite มีขนาดใหญ่เพียงใด ต้องบอกว่ามันเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกในปี 1996

และในปี 2000 Excite เป็นเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากเป็นอันดับ 4 ของโลก Excite ได้เจรจาข้อตกลงกับ AOL ที่ AOL ตกลงที่จะทำให้ Excite เป็นบริการค้นหาหลักและบริการไดเรกทอรีพิเศษของ AOL

Excite ที่เป็นเว๊บไซต์ยักษ์ใหญ่ของโลกในขณะนั้น
Excite ที่เป็นเว๊บไซต์ยักษ์ใหญ่ของโลกในขณะนั้น

ซึ่งหากยังจำกันได้ AOL ในขณะนั้นถือว่าเป็นเว๊บไซต์ที่ยิ่งใหญ่มาก ๆทำให้ดีลนี้เป็นดีลที่ยิ่งใหญ่และมีความพิเศษอย่างมากสำหรับ Excite โดยในปี 1999 Excite ถูกซื้อโดยเครือข่ายของบริษัท @Home

การควบรวมกิจการของ บริษัท เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตสองรายนี้เป็นหนึ่งใน บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้นและมันควรจะเป็นจุดเปลี่ยนของวงการอินเตอร์เน็ตในขณะนั้น โดย หลังจากการควบรวมกิจการ ทำให้บริการของ Excite นั้นยิ่งใหญ่มากโดย Excite ได้เข้าไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับบริการต่าง ๆ มากมายทั่วสหรัฐอเมริกา

แต่การควบรวมกิจการดังกล่าวได้กลายเป็นหายนะ ด้วยการโฆษณาออนไลน์ที่ลดลงในขณะที่รายได้ของเครือข่ายเคเบิลและอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ซึ่งในเวลาไม่ถึง 2 ปีหลังจากการควบรวมกิจการ Excite และ @ home ต้องยื่นฟ้องล้มละลายและต้องทำการขายเครือข่ายใยแก้วนำแสงความเร็วสูงให้กับ AT&T ในที่สุด

แต่เรื่องราวด้านหนึ่งได้เกิดขึ้นและจะเปลี่ยนโลกของเทคโนโลยีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนโดยในปี 1999 (ก่อนการควบรวมกิจการ Excite และ @Home) นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสองคนชื่อ Sergey Brin และ Larry Page ตัดสินใจว่าโครงการด้านเล็ก ๆ ของพวกเขาที่รู้จักกันในนาม Google

ซึ่งในขณะนั้นพวกเขาไม่พร้อมที่จะออกมาทำธุรกิจ เนื่องจากเวลาเรียนที่มากเกินไปของทั้งสองผู้ก่อตั้ง โดยพวกเขาได้ไปที่ Excite และเสนอขาย Google ให้กับ Excite มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ Excite ปฏิเสธข้อเสนอ

Vinold Khosla ผู้ร่วมทุนทุน Excite จากนั้นเจรจากับ Brin และ Page เพื่อขอลดราคาขาย Google ให้ Excite ในราคา 750,000 ดอลลาร์เท่านั้น และ George Bell CEO ของ Excite ยังคงปฏิเสธข้อเสนอ ดังกล่าวอย่างไม่ใยดี

สองหนุ่มคู่หูจาก สแตนฟอร์ด ที่ยื่นข้อเสนอพิเศษแต่โดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
สองหนุ่มคู่หูจาก สแตนฟอร์ด ที่ยื่นข้อเสนอพิเศษแต่โดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

ซึ่งเหตุผลที่ Excite ไม่ต้องการทำข้อตกลงดังกล่าว คือ รายละเอียดของสัญญาที่ Page และ Brin เสนอมาก็คือ Excite ต้องแทนที่เทคโนโลยีการค้นหาด้วย Google นั่นเอง ซึ่งพวกเขามองเป็นโปรเจคนักศึกษาเพียงเท่านั้น ไม่ได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของ Google แต่อย่างใด

แต่ในวันนี้อย่างที่เราได้ทราบ ๆ กัน Google มีมูลค่ากว่า 7 แสนล้านเหรียญ ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลกและเป็นหนึ่งใน icon ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ในทางตรงกันข้ามในตอนนี้ Excite ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเว็บไซต์อันดับที่ 3616 ในสหรัฐอเมริกา กลายเป็นเว๊บไซต์ขนาดเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ ในที่สุดอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

ข้อผิดพลาดเกิดขึ้น:

แน่นอนว่าหากลองมองในทางธุรกิจ หากคุณมีความสามารถในการซื้อ บริษัท คู่แข่งขันที่มีศักยภาพไม่ว่าคุณจะทำเงินได้แค่นิดเดียวในขณะนั้น แต่มันเป็นการกำจัดการแข่งขันในอนาคตใช่หรือไม่?

มันเคยมีบทเรียนครั้งสำคัญของนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่อย่าง John D. Rockefeller ซึ่งทำให้ บริษัท สแตนดาร์ดออยล์เป็น บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในการไล่ซื้อกิจการคู่แข่งไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ขนาดไหน เพราะต้องการทำให้ สแตนดอร์ดออยส์ ผูกขาดตลาดนั่นเอง

ความจริงที่ว่า Google ได้เสนอให้ Excite อีกครั้งด้วยจำนวนเงินที่น้อยลงและยังคงถูกปฏิเสธมันถือว่าเป็นความผิดพลาดซ้ำสองที่ไม่น่าให้อภัยเป็นอย่างยิ่ง

แม้ตัวเพจและบรินวางข้อตกลงเกี่ยวกับข้อเสนอที่ทำให้ยากต่อการยอมรับ แต่การที่ George Bell ปฏิเสธข้อเสนอเพียงเพราะ Google ยืนยันว่า Excite ใช้เครื่องมือค้นหาของตนมันดูเหมือนเป็นวิธีการคิดที่ผิดมหันต์

ซึ่งแน่นอนว่า George Bell อาจจะคิดอย่างดีแล้วว่าเสิร์ชเอ็นจิ้นของพวกเขาอย่าง Excite ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของเว็บไซต์ในโลกในขณะนั้น ทำไมจึงควรเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เพื่อฟังนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบจากสแตนฟอร์ดด้วยซ้ำ

ซึ่งการคิดแบบนั้นทำให้ Excite ประมาทและไม่คิดเปลี่ยนแปลง ในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างอินเตอร์เน็ต ไม่มีทดลองใด ๆ ของ Excite ในการใช้ Google มาเป็นโปรแกรมค้นหาดูก่อนเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งพวกเขาควรลองใช้ดูเพื่อดูว่ามันดีแค่ไหนและมันจะทำให้ Excite ดีขึ้นได้อย่างไร Excite ทำข้อผิดพลาดมากมายตลอดประวัติศาสตร์ของบริษัท แต่ไม่สำคัญมากไปกว่าการปฏิเสธการเข้าซื้อ Google ในราคาที่ต่ำและต่ำมาก ๆ เพียงแค่ 750,000 ดอลลาร์ เท่านั้น ซึ่งอาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าบริษัทของพวกเขาไปตลอดกาล ก็เป็นได้ครับ

References : https://mwmblog.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

McDonald กับการวางแผนใช้ AI Voice ในช่อง Drive-thru

เมื่อเทคโนโลยี AI จะช่วยให้เราได้อาหารจานด่วนที่รวดเร็วขึ้น เมื่อแมคโดนัลด์ ยักษ์ใหญ่ Fastfood จากอเมริกา ประกาศว่าได้ทำการเข้าซื้อกิจการของ Apprente ซึ่งเป็น Startup ด้านเทคโนโลยี AI Voice เพื่อให้สามารถตอบโต้กับมนุษย์ได้แบบอัตโนมัติ 

Apprente ซึ่งมีที่ตั้งบน Mountain View ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของประเทศอเมริกา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสร้างตัวแทนที่ใช้เสียง ซึ่งสามารถรับคำสั่งได้ในหลายภาษา  ซึ่งยักษ์ใหญ่อาหารจานด่วนอย่าง McDonald ได้ทำการทดสอบเทคโนโลยีของ Apprente ในหลาย ๆ ที่ และคาดว่าจะทำให้ “สั่งซื้อได้เร็วขึ้นง่ายขึ้นและถูกต้องมากขึ้น” ผ่านช่องทาง Drive-Thrus

Apprente จะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของ McD Tech Labs ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยีร้านอาหารแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ใน Silicon Valley ทีม Apprente จะกลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของกลุ่มและ Itamar Arel ผู้ร่วมก่อตั้งจะทำหน้าที่ในฐานะรองประธาน “ความมุ่งมั่นของ McDonald ในการสร้างนวัตกรรมเป็นแรงบันดาลใจให้กับทีมของเรามานานแล้วมันค่อนข้างชัดเจนจากภารกิจที่หลากหลายของเราที่ McDonald เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้วยการขับเคลื่อนของเทคโนโลยี”

Itamar Arel, Ph.D. , ผู้ร่วมก่อตั้ง Apprente และรองประธานของ McD Tech Labs กล่าวว่า “Apprente เกิดขึ้นจากโอกาสที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาที่ท้าทายในโลกแห่งความจริงและเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะนำสิ่งนี้ไปใช้ในการสร้างประสบการณ์ส่วนตัวให้กับลูกค้าและทีมงานของ McDonald” โดยบริษัทกำลังวางแผนที่จะว่าจ้างวิศวกรเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทางฝั่งของ McDonald ได้ออกมากล่าวว่า พวกเขามีศักยภาพในการขยายเทคโนโลยีของ Apprente ไปยังพื้นที่อื่น ๆ เช่นการสั่งซื้อผ่านมือถือและตู้คีออสก์ แต่ในขณะที่เทคโนโลยีใหม่อาจจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับลูกค้า ซึ่งจะมาทดแทนแรงงานของมนุษย์

ซึ่งซุ้มบริการตนเองของร้านแมคโดนัลด์จะถูกนำไปใช้กับร้านอาหารทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาภายในปี 2020 ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการจ้างพนักงานเก็บเงินที่เป็นแรงงานมนุษย์ได้เป็นจำนวนมาก

การเข้าซื้อกิจการของ Apprente เป็นข้อตกลงด้านเทคโนโลยีที่สามในปีนี้ ในเดือนเมษายน McDonal ได้ลงทุนใน Dynamic Yield ซึ่งเป็น Startup ที่ทำเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปรับแต่งเมนูไปตามสภาพอากาศ ช่วงเวลาของวัน และรายการเมนูที่ได้รับความนิยม นอกจากนี้ยังซื้อหุ้นจำนวนหนึ่งใน Plexure ซึ่งเป็น บริษัท เทคโนโลยีแอพมือถือในนิวซีแลนด์อีกด้วย

References : https://www.engadget.com
https://media.wired.com/photos/5d77d193361279000868a8ae/master/w_2560%2Cc_limit/Business_McDonalds-drivethrough-1128021489-2.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Jan Koum ผู้ก่อตั้ง WhatsApp ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละคร

Jan Koum เด็กน้อยชาวยิว เกิดในปี 1976 ที่เมือง Kiev เหมืองหลวงของประเทศ ยูเครน โดยแม่ของเขานั้น รับทำงานเป็นแม่บ้าน ส่วนพ่อของเขาเป็นผู้จัดการใน Site งานก่อสร้าง ต้องบอกว่าเป็นชีวิตที่ลำบากตั้งแต่วัยเยาว์ สำหรับ Jan Koum เนื่องจากประเทศยูเครนในขณะนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต

Koum ได้เคยบรรยายเกี่ยวกับสภาพการใช้ชีวิตของเขาในวัยเด็ก โรงเรียนที่เขาเรียนตอนเด็กนั้น ไม่มีแม้กระทั่งห้องน้ำจะใช้ แถมอากาศของประเทศยูเครน ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายที่สุดที่หนึ่งของโลก บ้านของเขาแทบจะไม่มีไฟฟ้าใช้ และแน่นอนว่าเขาไม่สามารถอาบน้ำอุ่น ๆ ผ่านเครื่องทำน้ำอุ่นได้เหมือนเด็กคนอื่น ๆ

หนีตายสู่ประเทศอเมริกา

และแน่นอนว่าด้วยสงครามที่มีความวุ่นวายในยูเครนในขณะนั้น ทำให้ครอบครัวของเขาต้องอพยพ ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ ณ เมืองเมาน์เทนวิว ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยในตอนแรกนั้นพ่อของเขาไม่ได้ตามมาด้วย มีเพียงแค่เขากับแม่ของเขาเท่านั้น ที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศอเมริกา

แต่เหมือนโชคชะตาที่เล่นตลกกับเขาอีกครั้ง เพราะหลังจากย้ายมาอยู่อเมริกาไม่นาน แม่ของเขาก็ตรวจพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคมะเร็งและไม่สามารถออกไปทำงานได้ ซึ่งในขณะนั้นเขามีอายุได้เพียง 16 ปีเท่านั้น

ชีวิตของ Koum จึงต้องพึ่งสวัสดิการของรัฐ และ แสตมป์อาหาร ที่รัฐบาลแจกให้กับคนยากจน เพื่อมาประทังชีวิตไปวัน ๆ ให้ได้ และเพียงไม่นานหลังจากที่แม่เขาต่อสู้กับโรคร้ายอย่างมะเร็ง ก็เสียชีวิตลงในปี 2000 ขณะที่พ่อของเขานั้นเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1997 แล้ว คงเหลือเพียงตัวเขาเท่านั้นที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตในประเทศอเมริกาเพียงคนเดียวเท่านั้น

เปลี่ยนความยากจนให้เป็นแรงผลักดันชีวิต

ความยากจน คือ สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่ม Koum ในวัย 18 ปี ที่เพิ่งเข้ามาใช้ชีวิตในอเมริกา ได้มีโอกาสศึกษาเรื่องระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง ซึ่งเขาเรียนรู้จากหนังสือคู่มือที่ซื้อมาจากร้านหนังสือมือสอง

วัย 19 ปี Koum ได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแซน โฮเซ (San Jose University) ในขณะที่ตอนกลางคืนทำงานให้กับบริษัท Ernst & Young ตำแหน่ง Security Tester

โดยในปี 1997 เมื่อเขาอายุได้ 21 ปี Brian Acton ได้ชักชวนให้เขามาทำงานที่ Yahoo! ในตำแหน่ง Infrastructure Engineer

หลังจากได้งานที่ Yahoo! เพียง 2 อาทิตย์ มี Server ตัวหนึ่งของเว๊บไซต์ Yahoo เสีย David Filo หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Yahoo! ได้โทรตามตัว Koum ให้มาช่วยดู Server ตัวนั้น ซึ่งเขาตอบกลับไปว่ากำลังเรียนอยู่

Koum และ Acton ที่ก่อนจะกลายมาเป็นคู่หูสร้าง WhatsApp

แต่ Filo ซึ่งเป็นเจ้านายไม่สนใจ บังคับให้เขารีบมาที่ออฟฟิศโดยด่วน ซึ่งเหตุการณ์นี้นี่เองที่ทำให้ Koum ได้ตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน เพื่อทำงานที่ Yahoo! แบบเต็มเวลา ซึ่งเขาก็ทำงานที่นี่ได้ 9 ปี จนเขาตัดสินใจลาออกในปี 2007

ก่อกำเนิด WhatsApp โปรแกรม Messenger ที่ใช้งานฟรี!

หลังจากออกจาก Yahoo และได้พักผ่อนไม่ได้ทำงานเป็นเวลา 1 ปี ต่อมาในปี 2009 พวกเค้าทั้งสองคนก็เกิดอยากทำงานอีกครั้งจึงไปสมัครงานที่ Facebook แต่ Facebook ไม่รับพวกเค้าเข้าทำงานอย่างไร้เยื่อใย

ในปี 2009 นั้นเอง Brian Acton และ Jan Koum ได้ซื้อ iPhone มาใช้ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้พวกเค้าเกิดไอเดียขึ้นมาทันทีว่า iPhone ที่มีระบบ App Store นี่แหละที่จะเป็นตัวเปลี่ยนอุตสาหกรรมซอฟแวร์ และ iPhone นี่แหละที่น่าจะต้องการใช้ระบบอะไรสักอย่างที่จะสามารถทำให้พวกเค้าติดต่อกับผู้ที่ใช้ BlackBerry ได้ พวกเค้าใช้เวลาคิดอยู่ไม่นานและชื่อ WhatsApp ก็เกิดขึ้นโดน Jan Koum นี่แหละที่เป็นผู้เลือกชื่อ เพราะมันฟังดูเหมือน What’s Up ดี

WhatsApp จึงถูกจดทะเบียนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ในปี 2009 และถูกปล่อยครั้งให้ใช้ครั้งแรกในเดือน พฤษภาคม ปีเดียวกันนั่นเอง แต่ก็ยังพบข้อผิดพลาดอยู่เยอะมาก ซึ่งเขาได้ให้พวกเพื่อน ๆ ของเขาช่วยกันทดสอบและหาข้อผิดพลาดของระบบให้มากที่สุด

และจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งนึงก็คือ ในปีนั้น Apple ได้ปล่อยฟีเจอร์ Push Notification ทำให้ WhatsApp ได้รับประโยชน์จากฟีเจอร์นี้ไปเต็ม ๆ และเขายังพบว่าผู้ใช้บริการ WhatsApp ส่วนใหญ่นั้น จะใช้มันเหมือนเป็นแอพแชทมากกว่า

Push Notification ที่ Apple ได้ปล่อยออกมานั้นดูจะเข้าทาง Whatsapp เสียเหลือเกิน

ต้องบอกว่าในขณะนั้นบริการส่งข้อความฟรี มีเพียงแค่ BBM เท่านั้น ซึ่งจำกัดแค่สำหรับผู้ใช้งาน BlackBerry (BB) ด้วยกันเอง แม้จะมี G-Talk ของ Google และ Skype ที่ถูก Microsoft ซื้อมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่ WhatsApp นั้นแตกต่าง เพราะใช้เพียงแค่เบอร์โทรศัพท์ในการ Login ซึ่งความแตกต่างนี้มาจากการตระหนักเรื่อง Privacy ในวัยเด็ก ทำให้ WhatsApp ไม่มีการเก็บข้อมูลผู้ใช้เลยในช่วงแรกของการพัฒนา ทำให้ผู้ใช้มั่นใจที่จะใช้ WhatsApp เป็นอย่างมาก แตกต่างจากบริการอื่น ๆ ที่มุ่งเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้เพื่อไปหาเงินอีกทางหนึ่ง

ดังนั้นพวกเขาจึงรีบพัฒนา Features ต่อทันทีและเมื่อ WhatsApp 2.0 ที่รองรับการแชทถูกปล่อยออกมา ปรากฏว่าได้มีผู้ใช้งานเข้ามาอย่างถล่มทลายถึง 250,000 คน เขาจึงชักชวนให้ Acton มาช่วยกันพัฒนาและทำให้มันกลายเป็นธุรกิจที่จริงจังเสียที

No Ads, No Games ,  No Gimmicks

ต้นปี 2011 WhatsApp ติดอันดับ Top 20 ใน App Store ของอเมริกา และสองหนุ่มเริ่มมองหาเงินทุนสำหรับการเติบโต มีนักลงทุนหลายรายให้ความสนใจ โดยเหล่านักลงทุนก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้ WhatsApp ใช้โฆษณาเป็น Business Model ซึ่งสองผู้ก่อตั้งปฏิเสธ เพราะเกลียดโฆษณา ดังนั้นที่โต๊ะทำงานของ Koum จึงมีกระดาษแผ่นหนึ่งแปะไว้ว่า No Ads! No Games! No Gimmicks! นั่นเอง

No Ads , No Games , No Gimmicks concept หลักของ Whatsapp

ถูก Facebook ซื้อไปมูลค่ากว่า 1.9 หมื่นล้านเหรียญ!!!

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2013 WhatsApp มีผู้ใช้งานทั่วโลกประมาณ 200 ล้านคน มีพนักงาน 50 คน และมีการระดมทุนเพิ่มจาก Sequoia บริษัทด้านการลงทุนชื่อดังใน Silicon Valley จำนวน 50 ล้านเหรียญ ทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงขึ้นกว่า 1.5 พันล้านเหรียญ

และในเดือน ธันวาคม ปีเดียวกันนั้นเองที่ WhatsApp เติบโตจนมีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 450 ล้านคนต่อเดือน ซึ่งเร็วกว่าบริการ Social Network ทุกตัวในตอนนั้น ซึ่งจำนวนผู้ใช้ที่มหาศาลก็ไปเข้าตา Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook จนขอเข้าซื้อกิจการในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2014 ด้วยเงินจำนวน 1.6 หมื่นล้านเหรียญ พร้อมหุ้นประเภทจำกัดสิทธิ์อีก 3 พันล้านเหรียญ ทำให้ Koum และ Acton กลายเป็นมหาเศรษฐีหน้าใหม่ทันทีจากการถือหุ้น 45% และ 20% นั่นเอง

ซึ่งเมื่อเรามามองถึงอัตราการเติบโตของ users ของ WhatsApp ก็ค่อนข้างน่าตกใจว่า 4 ปีแรกนั้น whatsapp นั้นสร้างฐานการเติบโตของ User ได้ดีกว่าเจ้าของใหม่อย่าง (facebook) เสียอีกซึ่งถือว่าดีสุดในบรรดา social network ต่าง ๆ  ที่มีมาในประวัติศาสตร์วงการเทคโนโลยีเลยก็ว่าได้

ซึ่งตัวเลขพวกนี้คงเป็นตัวเลขที่สำคัญที่ทำให้ facebook นั้นได้ทุ่มทุนขนาดนี้แล้วค่อยมาหารูปแบบ business model ในภายหลังซึ่งก็เหมือนกับที่ google ทุ่มทุนซื้อ youtube ในอดีตตอนนั้นกว่า 1.6 พันล้านเหรียญ ซึ่งถือว่ามากในขณะนั้น

แต่ตอนนี้คนก็คงไม่ต้องสงสัยกันแล้ว google มองเกมส์ขาดมากในตอนนั้นที่รีบซื้อ youtube เข้ามา ซึ่งถ้าตีมูลค่าตอนนี้ youtube นี่คงทะลุ 2 หมื่นล้านเหรียญเข้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งหากวิเคราะห์จริง ๆ เราก็พอมองเห็นในอนาคตว่า บริษัทด้านซอฟแวร์ ที่เน้นไปที่การเก็บข้อมูล User Data จะมีมูลค้าที่สูงกว่า hardware ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเป็นผู้ takeover กิจการของบริษัท hardware ทั้งหลายแทน โดยเฉพาะเหล่าบริษัทที่มี data ข้อมูลผู้ใช้งานซึ่งตีมูลค่าได้มหาศาลนั่นเองครับ

References :
http://www.forbes.com/sites/parmyolson/2014/02/19/exclusive-inside-story-how-jan-koum-built-WhatsApp-into-facebooks-new-19-billion-baby/
http://www.wired.co.uk/news/archive/2014-02/19/WhatsApp-exclusive
https://en.wikipedia.org/wiki/WhatsApp
https://en.wikipedia.org/wiki/Jan_Koum
https://www.cnbc.com/2018/01/19/how-jan-koum-got-the-idea-for-whatsapp.html
https://i.ytimg.com/vi/k7Q59an0kME/hqdefault.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Peter Thiel สุดยอดนักลงทุนแห่ง Silicon Valley

Peter Thiel นั้นเกิดที่ประเทศเยอรมนี ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต และหลังจากใช้ชีวิตในประเทศบ้านเกิดอย่างเยอรมนีได้เพียง 1 ปี เขาก็ต้องถูกพ่อแม่หอบหิ้วย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเนื่องจากสาเหตุหลักที่พ่อเขานั้นเป็นวิศวกรเคมี ทำให้เขาต้องย้ายตามพ่อไปอยู่ที่ แอฟริกา อยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งทำให้เขาต้องย้ายโรงเรียนบ่อยถึง 7 ครั้งในช่วงวัยเยาว์

ในขณะที่เด็กคนอื่น ๆ กำลังสนุกสนานกับการใช้ชีวิตในวันเด็ก เขาต้องมีการปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่อยู่ตลอดเวลาในช่วงแรกของชีวิต จนในที่สุด ครอบครัวของเขาก้ได้ย้ายมาลงหลักปักฐานที่สหรัฐอเมริกาอย่างถาวรเมื่อเขามีอายุครบ 10 ขวบในรัฐแคลิฟอร์เนีย

หลังจากจบการศึกษาในชั้นมัธยมที่อเมริกา เขาก็ได้เข้าศึกษาต่อปริญญาตรี ในสาขา ปรัชญา และศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Stanford University 

ชีวิตของ Thiel นั้นผ่านงานมาอย่างโชกโชน ทั้งงานด้านเสมียนในศาลฏีกา งานด้านกฏหมายในสำนักงาน  Sullivan & Cromwell ในเมืองนิวยอร์ก และเริ่มหันมาสนใจเรื่องการเงิน โดยย้ายมาทำงานเป็นนักเทรดอนุพันธ์ทางการเงิน เครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่ Credit Suisse แต่เหมือนกับเป็นการค้นหาชีวิตว่าเขาชอบทำอะไรกันแน่ ทั้งที่ผ่านงานมาหลายรูปแบบ แต่เขาไม่ได้รู้สึกว่าตอบโจทย์กับชีวิตเขาเลยด้วยซ้ำ

ในวัย 30 ปี เขาได้ตัดสินใจเดินทางกลับมายังแคลิฟอร์เนีย ในขณะนั้น อินเตอร์เน็ตกำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่ง เริ่มมีบริการต่าง ๆ ขึ้นไปออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก ทำให้ Thiel เห็นถึง Trend ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับยุคของอินเตอร์เน็ต

Thiel จึงตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะตกขบวนเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตครั้งนี้ไม่ได้ สิ่งที่เขาตามหามานาน แสนนาน ก็คือเจ้าอินเตอร์เน็ตนี่เอง เขาจึงได้ระดมทุนจากเพื่อน ๆ และครวบครัวและญาติพี่น้อง ได้เงินมากว่า 1 ล้านเหรียญเพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการก่อตั้ง Thiel Capital Management บริษัทที่จะเน้นการลงทุนด้านบริการที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต

Thiel ได้ทดลองกับโครงการต่าง ๆ มากมาย ที่จะทำประโยชน์หรือหารายได้ผ่านอินเตอร์เน็ต แต่ผ่านไป 2 ปีแทบจะไม่มีโครงการไหนสำเร็จเลยเสียด้วยซ้ำ ในปี 1999 เขากับเพื่อนจึงได้ตัดสินใจเปิดบริษัทซอฟต์แวร์ในชื่อ Confinity ขึ้น โดยผลิตภัณฑ์แรกที่ทำการพัฒนาขึ้นมาชื่อว่า Fieldlink ซึ่งเป็นนวัตกรรมการชำระเงินผ่านเครื่อง Palm Pilot 

FieldLink นวัตกรรมการชำระเงินผ่านเครื่อง Palm
FieldLink นวัตกรรมการชำระเงินผ่านเครื่อง Palm

และในปีเดียวกันนั้นเองที่เขาเริ่มเห็นตลาดบางอย่างของการชำระเงินในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งในยุคนั้นการชำระด้วย Credit Card นั้นแทบจะเป็นบริการหลักที่ใช้ในการชำระเงินแบบออนไลน์สำหรับชาวอเมริกัน Thiel อยากสร้างทางเลือกอื่นให้กับผู้บริโภค

เขามองไปที่ Digital Wallet ที่จะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค ซึ่งต้องเป็นบริการที่มีความปลอดภัยมีการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อไม่ให้โดนโจรกรรมได้ง่าย และเขาก็ได้สร้างบริการ paypal ขึ้นมาได้สำเร็จในที่สุด 

และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ก็ได้เกิดคู่แข่งที่สำคัญ สตาร์ทอัพ หน้าใหม่ ที่นำโดย Elon Musk ที่ได้เปิดบริการอย่าง X.com เข้ามาแข่งกับ paypal โดยตรง มันเป็นสงครามที่ดุเดือด ใครที่เป็นฝ่ายชนะ จะได้เขียนประวัติศาสตร์การปฏวัติอุตสาหกรรมทางด้านการเงินแต่เพียงผู้เดียว

ความได้เปรียบของ paypal ของ Thiel  คือ paypal นั้นได้ติดตั้งในเว๊บไวต์ประมูลชื่อดังอย่าง ebay ได้แล้วในขณะนั้น แต่ Musk ที่ชอบการแข่งขันอยู่แล้วก็ ดำเนินกลยุทธ์ทุกวิธีเพื่อไม่ยอมแพ้ เขาแทบจะทำงาน 24 ชม.ต่อวันในช่วงเวลาดังกล่าว

แต่พวกเขาก็แข่งกันได้เพียงไม่นาน เพราะขืนแข่งต่อไปดูเหมือน จะตายกันไปข้างหนึ่งก่อน ในปี 2000 พวกเขาหันมารวมพลังกัน ตอนนั้น paypal ของ Peter Thiel ดูเหมือนเงินใกล้จะหมดแล้วด้วยซ้ำ ส่วน Musk นั้นยังมีเงินให้ผลาญอีกมากมาย 

ดังนั้น Musk จึงเป็นฝ่าย ถือไพ่เหนือกว่าในดีล นี้ เขากลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และ ขอคง x.com ไว้ตามเดิม และยังได้รับการสนับสนุนเงินลงทุนเพิ่มอีกกว่า 100 ล้านเหรียญ จากกลุ่มลงทุนด้านการเงิน

แต่ปัญหาใหญ่ในการรวมบริษัท ก็คือ วัฒนธรรมที่แตกต่าง แม้กระทั่ง เทคโนโลยีที่แทบจะต่างกันคนละขั้ว confinity นั้นใช้ open source อย่างลินุกซ์ ส่วน x.com ของ Musk ขับเคลื่อนโดย Windows Server ซึ่งความแตกหักนี้ทำให้ Peter Thiel ขอลาออก และ ทิ้งให้ Musk บริหารบริษัท ในซากปรักหักพังนี้ต่อ

X.com รวมกับ Paypal เป็นบริการเดียว

ปัญหาใหญ่อีกอย่างก็คือ เมื่อผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือน X.com จะไม่สามารถรองรับการเติบโตดังกล่าวได้ ทำให้ไซต์ ล่มอยู่บ่อย ๆ ซึ่งไม่ถือเป็นเรื่องดีเลยสำหรับบริการทางด้านการเงินที่ลูกค้าตั้งความหวังไว้สูง

และมันได้เกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจครั้งประวัติศาสตร์ของซิลิกอน วัลเลย์ ขึ้น เมื่อเหล่าพนักงาน X.com กลุ่มหนึ่งได้รวมกลุ่มกันเพื่อคิดหาวิธีที่จะให้ Musk ออกไป และตัดสินใจลงมือลับหลัง ในตอนที่ Musk  กำลังเดินทางไปฮันนีมูน ซึ่งเมื่อ Musk รู้ก็ได้รีบขึ้นเครื่องกลับมาทันที

แม้จะพยายามตอบโต้กลับในช่วงแรก ๆ ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเหล่ากรรมการได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว และดูเหมือน Musk ก็จะยอมรับกับสิ่งที่เกิดแต่โดยดี และพร้อมที่จะยอมถอยเพื่อให้บริษัทก้าวไปข้างหน้า ได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

และมันทำให้อิทธิพลของ Musk ต่อ X.com นั้นลดลงไปอย่างรวดเร็ว ในเดือน มิถุนายน ปี 2001 X.com ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น paypal.com แทน และ Peter Thiel กลับมาเป็น CEO ของบริษัทอีกครั้ง

และสุดท้ายก็เป็น Peter Thiel ที่นำพา paypal เข้าสู่ตลาดหุ้นได้สำเร็จในปี 2002 และถูกซื้อกิจการโดย ebay ในมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านเหรียญ

หลังจากได้เงินมหาศาลจากการขาย paypal ให้กับ ebay เขาก็ได้เริ่มก่อตั้ง Clarium Captial Managment โดยเน้นการลงทุนใน ตลาดเงิน ตลาดทุน รวมถึงสินค้า commodities และประสบความสำเร็จอย่างสูง

จากนั้นเขาก็ได้หันมาตั้ง Palantir  ซึ่งเป็นบริษัทด้าน Cyber Security ขนาดใหญ่ ที่ CIA ให้การสนับสนุนกว่า 20 พันล้านเหรียญ โดยมีเป้าหมายเป็นบริษัที่จะให้บริการทำเหมืองข้อมูล ซึ่งจะใช้เป็นเทคโนโลยีด้านข่าวกรองและสอดส่อง คอยตรวจสอบและติดตามการฉ้อโกง

Palantir แม้จะไม่มีข่าวออกมามากนักเหมือน startup รายอื่น  ๆ แต่ตอนนี้ ได้เติบโตจนกลายมาเป็น Startup อันดับ 3 ของอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และไม่ได้มีเพียงลูกค้าเฉพาะภาครัฐเพียงเท่านั้น ยังให้บริการกับบริษัทเอกชนใหญ่ ๆ ใน Fortune 500 อีกด้วย

ความสำเร็จของ Peter Thiel ที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดคงเป็นเรื่องการเป็น Angel Investor ให้กับ facebook บริการ Social Network หน้าใหม่ในปี 2004 โดยเขาลงทุนก้อนแรกให้ facebook ไปกว่า 500,000 เหรียญ เพื่อแลกกับหุ้น 10.2% ในบริษัท และกลายมาเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัทในที่สุด

Thiel ลงทุนในธุรกิจเกิดใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ Facebook ที่เขาเป็นคนให้เงินทุนก้อนแรก
Thiel ลงทุนในธุรกิจเกิดใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ Facebook ที่เขาเป็นคนให้เงินทุนก้อนแรก

และเมื่อ facebook สามารถเข้าสู่ตลาดหุ้นได้ในปี 2012 นั้น ทำให้ facebook มีมูลค่าพุ่งสูงไปถึงกว่า 100,000 ล้านเหรียญ Thiel จึงได้ทำการเทขายหุ้นไปเกือบหมด ทำให้เขาก้าวเข้าไปติด 400 อันดับเศรษฐีของอเมริกาจากนิตยสาร Forbes ไปในที่สุด ด้วยทรัพย์สินในตอนนั้นกว่า 1,800 ล้านเหรียญ ซึ่งการรวยอย่างก้าวกระโดดนั้น น่าจะเกิดจากผลตอบแทนจากเม็ดเงินลงทุนก้อนแรกใน facebook ยุคตั้งไข่เพียง 500,000 เหรียญนั่นเอง

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติการก่อตั้ง Linkedin Social Network สำหรับมืออาชีพ

Linkedin นั้นถูกก่อตั้งโดย Reid Hoffman ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม Founder Paypal ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในวงการดอทคอมของสหรัฐอเมริกาหลังยุคฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000 เป็นต้นมา

โดย Reid Hoffman นั้น เป็นคนที่ไม่ได้จบมาทางด้าน computer science โดยตรงแต่มีความชอบในเรื่องของ game มาตั้งแต่เด็ก ๆ โดยส่วนตัวนั้นของชอบ game แนว RPG  แต่เนื่องจากการที่ได้มาพบกับ Peter Thiel โดยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันที่ มหาวิทยาลัย Standford ก็ทำให้ Reid Hoffman หันเหชีวิตเข้ามาสู่การทำงานทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

ชีวิตการทำงานของเค้านั้นเริ่มต้นที่ apple computer โดยงานแรกที่เขาได้ทำนั้นเป็นการสร้าง eWorldซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานทางด้าน software ที่ใช้ทำงานที่เป็น social network แรก ๆ ของ apple ในยุคนั้นแต่ไม่ค่อย boom เท่าไหร่ และสุดท้ายได้ขายไปให้กับ AOL ในที่สุด

หลังจากออกจาก apple นั้นเขาก็ได้สร้าง online dating website ชื่อ socialnet.com ก่อนที่จะมามีปัญหากับผู้ร่วมทุนในภายหลังและได้ออกมา ซึ่งในช่วงนั้นทาง Peter Thiel นั้นได้เริ่มสร้างระบบ Payment Online ที่ชื่อ Confinity และเนื่องจากเขารู้จักกับ Peter Thiel อยู่แล้วนั้นจึงได้รับการชักชวนให้มาทำงานกับ Confinity

ในช่วงนั้นก็ได้มีการแข่งขันกันระหว่าง X.com ที่ถูกสร้างโดย Elon Musk และ Confinity ที่ก่อตั้งโดย Peter Thiel ซึ่งมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง และเป็นช่วงปลายก่อนที่จะเกิดฟองสบู่ดอทคอมแตกในยุคปี 2000

ซึ่งต่อมา Peter Thiel และ Elon Musk ก็ได้ตัดสินใจร่วมมือกันแทนที่จะแข่งกัน และรวมตัวกันใหม่ภายใต้ชื่อ Paypal.com และทำให้ทั้งคู่รอดพ้นยุคฟองสบู่ดอมคอมของสหรัฐอเมริกามาได้อย่างหวุดหวิด

Reid Hoffman นั้นถือเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกขานในวงการเทคโนโลยีสหรัฐว่าเป็นกลุ่ม Paypal Mafia ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญหลังจากยุคฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000  ซึ่งหลังจากตัดสินใจขาย Paypal ให้กับ Ebay ในช่วงปี 2002 แล้วนั้น ( มูลค่าประมาณ 1.5 พันล้านเหรียญ) ก็ทำให้เขาได้รับส่วนแบ่งเป็นจำนวนมากพอที่จะมาตั้งบริษัทใหม่ที่ใจเขาต้องการคือ Linkedin

Reid Hoffman เพื่อนสนิทของ Peter Thiel ที่ถูกมองเป็นหนึ่งใน paypal mafia
Reid Hoffman เพื่อนสนิทของ Peter Thiel ที่ถูกมองเป็นหนึ่งใน paypal mafia

เนื่องจากเป็นคนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เมื่อทำการสร้าง Linkedin ซึ่งเขาให้สโลแกนของ Linkedin คือ Online social network for Professional ก็ถือได้ว่าเป็นจุดแตกต่างจาก social network อื่น ๆ ในสมัยนั้น โดยเน้นกลุ่มไปที่ลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนทำงานแทน จึงได้รับผลตอบรับจากนักลงทุนเป็นจำนวนมาก และทำให้สามารถขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว

โดยจุดประสงค์หลักของ Linkedin คือ อนุญาตให้ผู้ใช้ที่ลงทะเบียนแล้ว สามารถสร้างรายการที่ติดต่อของผู้คนที่พวกเขารู้จักและเชื่อถือในการทำธุรกิจ ซึ่งผู้คนในรายการนี้เรียกว่า “Connections” โดยผู้ใช้สามารถเชิญใครก็ได้ (ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ลิงกต์อินหรือไม่ก็ตาม) เข้ามาเป็น connectionของพวกเขา ซึ่งประโยชน์ของ Connection เหล่านี้ ก็เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้รายการอันนี้ในการหางานหรือหาผู้ร่วมงานได้แบบง่าย ๆ นั่นเอง

โดย Linkedin มีรูปแบบการทำรายได้จากสามทางคือ การโฆษณา , Premium Subscribtion และ  Hiring solution for company ซึ่งก็คือรูปแบบการหาเงินจากบริษัทจัดหางานแบบเก่า แต่ linkedin แตกต่างตรงมีส่วนของการเป็น social network ทำให้แตกต่างจาก web หางานแบบเดิม ๆ ที่แข่งขันกันในตลาดอยู่ทำให้ได้ผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มคนทำงานทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงปี 2008 เขาก็ได้ตัดสินใจปล่อยงานบริหารบริษัทให้กับ Jeff Weiner ที่ได้ย้ายมาจาก Yahoo เพื่อเข้ารับตำแหน่ง CEO ต่อจากเขา และ เขาก็เริ่มเข้าไปตั้งบริษัทด้านการลงทุนในบริษัทด้านเทคโนโนยี  คือ GreylockPartner ในปี 2009 เพื่อลงทุนในบริษัทเกิดใหม่เช่นเจริญรอยตามอดีตเพื่อนร่วมงานของเขาที่ paypal อย่าง peter thiel 

และในที่สุดในปี 2016 Microsoft ก็ได้ประกาศซื้อหุ้นของ LinkedIn  ด้วยมูลค่าสูงถึง 26.2 พันล้านเหรียญ  ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลที่ไมโครซอฟท์ทุ่มเม็ดเงินก้อนใหญ่มหาศาลขนาดนี้ ก็เพราะจำนวนผู้ใช้งานของ LinkedIn ซึ่งมีมากถึง 433 ล้านรายแล้วในขณะนั้น อีกทั้งยังมี Data มหาศาลของผู้ใช้งาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ใช้ที่เป็นมืออาชีพที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับธุรกิจหลักของ Microsoft นั่นเอง

ซึ่งดีลดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากบอร์ดบริหารทั้งสองฝั่ง โดย Jeff Weiner จะดำรงตำแหน่ง CEO ของ LinkedIn ต่อไป แล้วทำงานรายงานตรงต่อ Satya Nadella ซีอีโอของไมโครซอฟท์

Linkedin ที่สุดท้ายได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ Microsoft
Linkedin ที่สุดท้ายได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ Microsoft

และจากเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้ของ Reid Hoffman ที่ทำให้เขาได้กลายมาเป็นวิทยากรคอยสอนคนรุ่นใหม่ๆ ให้ตามโลกแห่งธุรกิจให้ทัน โดยในบทสัมภาษณ์หนึ่งเขาเคยได้กล่าวไว้ว่า “Hard work isn’t enough. And more work is never the real answer,” การขยันมากๆ นั้นไม่เพียงพอ และการทำงานหนักๆ นั้นก็ไม่ใช่คำตอบเช่นกัน

ซึ่งก็เปรียบเทียบเหมือนกับการที่คนพยายามขับรถขึ้นเนินสูงชัน แต่ไม่สามารถขึ้นได้ทั้งๆ ที่พยายามหลายรอบโดยที่ไม่เปลี่ยนวิธีการเลย ซึ่ง Reid Hoffman บอกว่าทุกๆครั้งที่เราทำอะไรพลาด เราก็ควรจะพยายามหาข้อแก้ไขที่คิดว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้แรงน้อยที่สุด โดยให้คิดเสมอว่าแรงที่เราใช้นั้นมันเป็นสิ่งล้ำค่ามาก ๆ นั่นเองครับ

โดยในปัจจุบัน Reid Hoffman มีทรัพย์สินมากถึง 3.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.2 แสนล้านบาท และอยู่ในอันดับที่ 159 ของผู้ที่รวยที่สุดในโลกตามการจัดอันดับจาก Forbes

References : 
https://www.wikipedia.org/
https://about.linkedin.com/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol