Afterpay กับการพลิกวิกฤติสู่โอกาสในห้วงเวลาการแพร่ระบาด ของไวรัส COVID-19

Nick Molnar ได้กลายมาเป็นไอคอนของคนรุ่นใหม่ชาวออสเตรเลีย หนุ่มน้อยวัย 30 ได้รับเครดิตจากการคิดค้นพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนรุ่นมิลเลนเนี่ยมนับล้าน ที่ทำให้เขาได้กลายเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดของออสเตรเลีย

Molnar ซึ่งเป็นนักศึกษาด้านการพาณิชย์ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ได้เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนหนุ่มสาวที่เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่เริ่มสงสัยในผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบเดิม ๆ เช่น บัตรเครดิต ซึ่งอาจจะนำไปสู่การก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้ เขาได้พบว่า พ่อแม่หรือเพื่อนของพ่อแม่ของเขาต่างตกงานกันถ้วนหน้า และกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนี่ยมมีความคิดที่จะใช้เงินของตัวเองมากกว่าการสร้างหนี้ คนรุ่นนี้ต้องการจ่ายผ่านบัตรเดบิตมากกว่า เมื่อเทียบกับบัตรเครดิต เหมือนคนในรุ่นก่อน ๆ หน้า

แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ จะเน้นไปที่การใช้บัตรเดบิตมากกว่าบัตรเครดิต
แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ จะเน้นไปที่การใช้บัตรเดบิตมากกว่าบัตรเครดิต (CR:CNBC)

ดังนั้น Molnar และเพื่อนของเขา Anthony Eisen จึงตัดสินใจหาทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรกับกลุ่มคนยุคมิลเลนเนี่ยมสำหรับการชำระเงินแบบรอการตัดบัญชี โดยจะเรียกเก็บเงินค่าคอมมิชชั่นจากผู้ค้าปลีกเพื่อการขาย แทนที่จะเรียกเก็บเงินจากผู้บริโภคในการชำระเงิน ในรูปแบบของ “ซื้อตอนนี้จ่ายทีหลัง”

ซึ่งผู้ซื้อสามารถที่จะซื้อสินค้าได้สูงถึง 1,500 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (1,115 ดอลลาร์สหรัฐ) ในการผ่อนแบ่งจ่าย 4 งวดเท่า ๆ กัน ในขณะที่ผู้ค้าปลีกที่เข้าร่วมจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นอีกเล็กน้อย ประมาณ 4%-6% จากการขาายแต่ละครั้ง ซึ่งหากผู้ซื้อไม่มีการชำระเงินคืน จะถูกบล็อกจากบริการจนกว่าจะชำระค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน

หลังจากที่ได้ทำการเปิดตัวในช่วงปลายปี 2014 ธุรกิจของเขาก็ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียม ที่มีเงินสดจำนวนมากชอบรูปแบบการผ่อนชำระ ในขณะที่ผู้ค้าปลีกเริ่มกระตือรือร้นที่จะเพิ่มยอดขายโดยการมาร่วมกับบริการของ Afterpay เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ภายในสองปี Afterpay สามารถระดมทุนได้สูงถึง 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (25 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย) ในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย ซึ่งในการเสนอทำ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้มีผู้แห่แหนกันเข้ามาจองเพื่อซื้อหุ้นของ Afterpay เป็นจำนวนมหาศาล

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ เมื่อพวกเขาได้เริ่มขยายกิจการไปสู่อเมริกาในปี 2018 หลังจากการทวีตของ Celeb ชื่อดังอย่าง Kim Kardashian ที่แบรนด์เครื่องสำอางค์ของน้องสาวเธอได้กลายมาเป็นพันธมิตรกับ Afterpay รวมถึง แบรนด์เสื้อกีฬายอดนิยมอย่าง Adidas ที่ต้องการเจาะพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคในกลุ่มมิลเลนเนี่ยม

ทวีตของ Kim Kardashian สร้างกระแสให้กับ Afterpay ในตลาดอเมริกา
ทวีตของ Kim Kardashian สร้างกระแสให้กับ Afterpay ในตลาดอเมริกา

และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ก็ยิ่งทำให้บริการของ Afterpay ยิ่งเติบโต จากการ lockdown ที่เกิดขึ้นกับหลาย ๆ เมือง ทำให้การทำธุรกรรมบัตรเครดิตลดลงกว่า 30% ซึ่งแม้ว่าธุรกรรมบัตรเดบิตจะลดลงเช่นเดียวกัน แต่ก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มกลับมาจับจ่ายสินค้าปลีกและสินค้าปรับปรุงบ้านอีกครั้งในช่วงที่ถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน

“ถ้าคุณได้ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในการระบาดครั้งใหญ่นี้ จะคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวิกฤติการเงินปี 2008 พฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนจากการใช้บัตรเครดิตเป็นเดบิต” Molnar กล่าว

หลังจากหุ้นของ After ลดลงเหลือ 8 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อหุ้นในเดือนมีนาคม ปี 2020 ราคาหุ้นได้เพิ่มขึ้น 1,300% และได้ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 105 ดอลลาร์ออสเตเลียในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

Tencent ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ได้เข้ามาลงทุนมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ สำหรับการถือหุ้น 5% ในบริษัทในช่วงเดือนพฤษภาคม นั่นทำให้ Afterpay ได้กลายเป็นหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในออสเตรเลีย และทำให้ทั้ง Molnar และเหล่าผู้ร่วมก่อตั้ง กลายเป็นมหาเศรษฐีทันที

แต่แม้ว่า Afterpay จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีโจทย์ใหญ่สำหรับบริษัทของ Molnar ในเรื่องการสร้างกำไร ในปี 2020 รายได้ของบริษัทเติบโตขึ้นสองเท่าจากปีก่อนหน้า แต่ก็พบกับการขาดทุนสูงถึง 16.8 ล้านดอลลาร์

ซึ่งเหมือนกับ Startup ส่วนใหญ่ ตอนนี้ Afterpay นั้นมุ่งเน้นไปที่การเติบโตไปข้างหน้า ด้วยการขยายบริการไปทั่วโลก เป้าหมายสำคัญของพวกเขาได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ ยุโรป

Molnar วางแผนที่จะย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาแบบเต็มตัว เพื่อมุ่งมั่นกับการขยายตัวของธุรกิจเขาในอเมริกา ในขณะที่ Co-Founder อย่าง Eisen จะคงยังอยู่เพื่อดูแลบริษัทที่ฐานบัญชาการหลักของพวกเขาในออสเตรเลีย

ต้องบอกว่าถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจมาก ๆ ที่เติบโตสวนกระแส ความตกต่ำของเศรษฐกิจในยุคการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในออสเตรเลีย 1 ใน 3 ของประชากรในกลุ่มมิลเลนเนี่ยม ใช้บริการของ Afterpay ในทุก ๆ เดือน

ในสหรัฐอเมริกา Transaction ที่เกิดขึ้นสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ตอนนี้พวกเขาเพียงแค่อยู่ในจุดเริ่มต้นเท่านั้น โดยเฉพาะกับสร้างสรรค์บริการมาสอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเมื่อคนรุ่นนี้เติบโตเต็มที่ Afterpay ก็พร้อมที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าแบบฉุดไม่อยู่อีกต่อไปนั่นเองครับผม

References : https://baystbull.com/how-afterpay-ceo-nick-molnar-is-transforming-the-digital-shopping-experience/
https://www.jetstar.com/au/en/inspiration/articles/nick-molnar-success-hacks
https://www.cnbc.com/2020/12/08/afterpays-nick-molnar-is-australias-youngest-self-made-billionaire.html

GrubHub กับการเปลี่ยนค่ำคืนที่แสนหิวโหยสู่ธุรกิจส่งอาหารหมื่นล้าน

มันเป็นเพียงแค่ ค่ำคืนหนึ่งที่เขารู้สึกหิวโหย แต่ Matt Maloney เล็งเห็นถึงโอกาสที่เป็นไปได้ ในปี 2004 เขาและเพื่อร่วมงาน Mike Evans ก็ได้ร่วมมือกันเปิดบริการสั่งอาหารออนไลน์ที่มีชื่อว่า GrubHub ในเมืองชิคาโก

ต้องบอกว่าการเกิดขึ้นของนวัตกรรมหรือธุรกิจใหม่ ๆ นั้น ไอเดียมักจะเกิดขึ้นเมื่อพบกับปัญหาที่ต้องแก้ไข แม้จะเป็นปัญหาง่าย ๆ อย่างการไม่มีตัวเลือกของอาหารเย็น หรือ ความเจ็บปวดในการต้องโทรหาร้านอาหารและสั่งโดยการที่ต้องเสียเวลาในการบอกเลขบัตรเครดิตให้กับร้าน

Matt Maloney และ Mike Evans สองหนุ่มผู้ซึ่งทำเป็นนักพัฒนาโปรแกรมให้กับ Apartments.com ด้วยการที่ทั้งคู่ต้องอยู่ทำงานดึก ๆ ดื่น ๆ เป็นประจำ ซึ่งทำให้พวกเขาเบื่อกับการที่ไม่มีตัวเลือกมากนักในการสั่งอาหารในช่วงตอนเย็น

และมันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ทั้งคู่กำลังดำเนินการค้นหาข้อมูลทางภูมิศาสตร์สำหรับอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า เพื่อมาเติมเต็มบริการของ Apartments.com ซึ่งมันทำให้พวกเขาเอะใจว่า ทำไมมันถึงไม่มีบริการแบบนี้สำหรับการส่งอาหาร

เห็นไอเดียจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของ Apartments.com
เห็นไอเดียจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของ Apartments.com (CR:apartments.com)

ทั้งคู่ก็ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลร้านอาหารรวมถึงถึงเมนู หลายร้อยเมนูทั่วเมืองชิคาโก และทำการเร่งเขียนโค้ดเพื่อสร้างบริการง่าย ๆ ของ GrubHub ขึ้นมา

ในตอนแรกพวกเขาได้คิด Business Model ง่าย ๆ คือการโฆษณา มีการเรียกเก็บเงิน 140 ดอลลาร์ สำหรับวางโฆษณาตำแหน่ง Premium เป็นเวลา 6 เดือนในเว๊บไซต์ของพวกเขา

แต่แนวคิดนี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับการตอบรับจากเหล่าร้านค้า เพราะพวกเขามองว่าจะมาจ่ายเงินให้กับเว๊บไซต์ที่ไม่มีคนรู้จักไปทำไมกัน สุดท้ายพวกเขาจึงได้ปรับ Model ธุรกิจใหม่เป็นการเก็บค่าคอมมิชชั่น 10% จากสิ่งที่ร้านค้าขายแทน

แน่นอนว่าในช่วงนั้นถือว่ายังเป็นบริการใหม่ และพวกเขาสามารถ Scale บริษัทได้ง่าย ๆ ด้วยเงินทุนที่ไม่มากนัก พวกเขาทำกันแค่สองคนในช่วงแรก แม้ยังไม่มีนักลงทุนในชิคาโกคนใดสนใจกิจการของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้

พวกเขาจึงลุยต่อด้วยการขยายกิจการไปที่เมืองซานฟรานซิสโก และเริ่มทำการตลาดแบบกองโจร ที่ซานฟรานซิสโก ร้านอาหารต่างๆ มีความเปิดกว้างมากกว่า ทำให้คำสั่งซื้อเริ่มเข้ามาอย่างคึกคัก ผู้คนในซานฟรานซิสโกต่างชื่นชอบบริการของ GrubHub และสุดท้ายมันก็ได้ดึงดูดนักลงทุนให้มาสนใจกิจการของพวกเขา

แต่อย่างไรก็ตามการขยายไปต่างเมือง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ สำหรับพวกเขา เพราะพวกเขาก็ไม่ได้รู้จักพื้นที่ดังกล่าวมากเพียงพอ เมื่อเทียบกับชิคาโก เมืองที่เขาอาศัยอยู่ และรู้ลึกถึงทุกซอกทุกมุมของเมืองว่ามีร้านเด็ดอยู่ที่ไหน

พวกเขาไม่มีเงินทุนมากพอที่จะสร้างสำนักงานในทุก ๆ เมืองที่ขยายไปได้ เขาจึงต้องหาวิธีการทำตลาด และสร้างการรับรู้ และเพิ่มฐานข้อมูลร้านอาหารโดยใช้เงินลงทุนที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

GrubHub ถือเป็นหนึ่งในกิจการทางด้าน internet ที่แปลกประหลาด เพราะพวกเขาเน้นการโฆษณาแบบออฟไลน์ โดยเฉพาะการอัดเม็ดเงินเข้าไปที่ศูนย์กลางทางด้านการขนส่ง

ผู้คนส่วนใหญ่กลับบ้านจากที่ทำงานเวลา 6 โมงเย็น จะหิวและมีความอ่อนไหวกับข้อความโฆษณาของ GrubHub เป็นอย่างมากตามสถานีรถไฟต่าง ๆ ที่คนทำงานเดินทางอย่างพลุกพล่าน ในเมืองอย่างนิวยอร์ก ซิตี้ที่พวกเขาเพิ่งขยายไป GrubHub ได้ซื้อโฆษณาแบบไร้รอยต่อที่ฉาบอยู่บนรถไฟใต้ดิน และรถประจำทาง

ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็ได้มีการควบรวมกิจการกับ Seamless ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญ และเป็นแบรนด์ยอดนิยมในเมืองใหญ่อย่าง นิวยอร์ก โดยทั้ง Mike และ Matt ก็ได้ตัดสินใจที่จะยังคงรักษาแบรนด์ GrubHub และ Seamless ไว้ทั้งคู่

เข้าควบรวมกิจการกับ Seamless ที่โดดเด่นในเมืองนิวยอร์ก
เข้าควบรวมกิจการกับ Seamless ที่โดดเด่นในเมืองนิวยอร์ก (CR:fanside.com)

จุดเปลี่ยนอีกครั้งคือในปี 2010 เมื่อมือถือสมาร์ทโฟน กำลังเข้ามามีบทบาทมาก ๆ พวกเขาก็ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มบนมือถือ มีการสร้างแอปบนแท็บเล็ตสำหรับร้านอาหารเพื่อยืนยันและดำเนินการสั่งซื้อได้สะดวกยิ่งขึ้น

Key หลักสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของ GrubHub คือการการันตีว่าจะทำการจัดส่งได้ใน 60 นาที หากคำสั่งซื้อของลูกค้าไม่ได้รับการยืนยันภายใน 5 นาที แสดงว่า GrubHub ไม่พร้อมจะส่งในช่วงเวลาดังกล่าว พวกเขามองเรื่องประสิทธิภาพเวลาในการส่งเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าทำไม่ได้ พวกเขาก็จะไม่รับ Order จากลูกค้าเด็ดขาด

การเติบโตของ GrubHub ต้องบอกว่ามาไกลเกินกว่าเพียงแค่ความหิวโหยในค่ำคืนหนึ่งของ Matt Maloney เป็นอย่างมาก เพราะตอนนี้พวกเขามีลูกค้ากว่า 19.9 ล้านคน และร้านอาหารที่อยู่ในแพล็ตฟอร์มกว่า 115,000 แห่ง ใน 3,200 เมือง และ 50 รัฐในประเทศอเมริกา และ เพิ่งถูกเข้าซื้อกิจการโดย Just Eat Takeaway ซึ่งเป็นบริการจัดส่งอาหารยักษ์ใหญ่ในยุโรป ที่ได้เข้าซื้อกิจการ GrubHub มูลค่ากว่า 7.3 พันล้านดอลลาร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเองครับผม

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Grubhub
https://www.inc.com/magazine/201411/liz-welch/how-i-did-it-matt-maloney-of-grubhub-and-seamless.html
https://www.theverge.com/2020/5/15/21260609/grubhub-phone-call-fees-controversial-pandemic-covid-19-criticism
https://www.intersection.com/success-story/grubhub/
https://www.chicagotribune.com/business/blue-sky/ct-matt-maloney-grubhub-email-resign-bsi-20161110-story.html

David Daneshgar กับการเริ่มธุรกิจ Startup ด้วยทุนจากเกมไพ่ Poker

หลากหลาย Startup ต่างเริ่มต้นด้วยเงินทุนในรูปแบบที่แตกต่างกัน บางรายใช้เงินจากครอบครัว หรือ หลาย ๆ ราย ก็ได้นักลงทุนใจดีอย่าง Angel Investor มาช่วยเหลือด้านเงินทุนในช่วงเริ่มต้นของการก่อร่างสร้างบริษัท

แต่ใครจะไปคิดว่ามีชายคนหนึ่งที่ชื่อ David Daneshgar เขาได้เริ่มธุรกิจ Startup ตลาดกลางสำหรับนักจัดดอกไม้ด้วยเงินทุนที่เขาได้จากการเล่นไพ่ Poker

ต้องบอกว่า Daneshgar นั้นเป็นผู้เล่น Poker ระดับมืออาชีพ เขาได้รับรางวัลระดับท็อปกับรางวัล Work Series of Poker ในปี 2008 และได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในผู้เล่น Poker ที่ดีที่สุดในโลก

ตอนอายุ 26 ปี เขาสามารถทำเงินได้หลายล้านดอลลาร์จาก Poker เกมที่มีการเดิมพันสูง ที่จะเป็นทุนสำคัญที่ใช้ในการพลิกชีวิตเขาภายในอีกไม่กี่ปีถัดมา

ในปี 2011 Gregg Weisstein และ Farbod Shoraka นั้นกำลังมองหานักลงทุนในช่วงเริ่มต้นกับธุรกิจใหม่ของเขาอย่าง BloomNation ซึ่งเขามองเห็นตลาดขนาดใหญ่ที่เป็น ตลาดกลางสำหรับนักจัดดอกไม้ที่ขายดอกไม้ให้กับผู้บริโภคโดยตรง

นั่นเองที่ทำให้ทั้งสองไปพบกับ Daneshgar ซึ่งได้ถามทั้งสองว่าต้องการเงินเท่าไหร่สำหรับการเริ่มต้นแพล็ตฟอร์มของ BloomNation

BloomNation ต้องการเงิน 30,000 เหรียญ เพื่อทำการเริ่มต้นในการจ้างพนักงานและเช่า server เพื่อพัฒนาตัวเว๊บไซต์เวอร์ชั่นแรกให้สำเร็จ

Daneshgar จึงได้เดินทางไปยังลอสแองเจลิสเพื่อแข่งขัน Poker เป็นเวลาสองวัน เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่า 30,000 เหรียญ โดยมี ทั้งสองคู่หู Weisstein และ Shoraka นั่งอยู่ที่โต๊ะ Poker ข้าง ๆ เขา ซึ่งบนแล็ปท็อปของพวกเขาทั้งสองกำลังออกแบบเว๊บไซต์ของ BloomNation อยู่ด้วย

การแข่งขันดำเนินไปอย่างเข้มข้น เมื่อถึงเกมตัดสินรอบชิงชนะเลิศ ที่มีเงินเดิมพัน 30,000 เหรียญ ทั้ง Weisstein และ Shoraka ก็ต้องหยุดทำงาน และหันมามองเกมรอบชิงชนะเลิศ ที่โครตตึงเครียด และเต็มไปด้วยความกดดัน

Daneshgar เดิมพันเงินตั้งต้นธุรกิจด้วยเกมไพ่ Poker
Daneshgar เดิมพันเงินตั้งต้นธุรกิจด้วยเกมไพ่ Poker

เพราะ BloomNation ต้องการเงิน 30,000 เหรียญ ซึ่งถ้าหาก Daneshgar เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในเกมดังกล่าวจะได้รับเงินรางวัลเพียงแค่ 15,000 เหรียญเท่านั้น ซึ่งมันไม่พอสำหรับในการเป็นทุนเริ่มต้นธุรกิจของพวกเขา

สุดท้ายด้วยความเทพของ Daneshgar เขาก็ชนะในรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จและคว้าเงินรางวัล 30,000 เหรียญ ซึ่งเป็นเงินก้อนแรกของผู้ร่วมก่อตั้งของ BloomNation ที่จะระดมทุนให้กับเว๊บไซต์ของพวกเขา

หลังจบทัวร์นาเม้นท์ ทีมก็ออกไปเลี้ยงฉลองกันทันที ต้องบอกว่าเกม Poker ได้ทำสิ่งยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครนึกถึง ซึ่งนอกจากให้เงินกับทีมผู้ก่อตั้งแล้วนั้น มันได้เปลี่ยนกระบวนการคิดทั้งหมดในการทำธุรกิจเพื่อรับความเสี่ยงที่ Daneshgar ได้ฝึกวิชามาจากเกมไพ่ Poker นั่นเอง

สุดท้าย BloomNation ก็ไม่ได้อาศัย Poker เพื่อระดมทุนอีกต่อไป เพราะเมื่อธุรกิจของพวกเขาเริ่มเข้าไปเตะตานักลงทุนรายใหญ่ ๆ หลังจากผลิตภัณฑ์ใน Version แรก นั้นทำออกมาได้ดี

พวกเขาก็ได้รับเงินทุนในรอบถัดไปจากบริษัทการลงทุนยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Spark Capital , Andreessen Horowitz , Chicago Ventures , Mucker Capital และ CrunchFund กว่า 1.65 ล้านเหรียญ และทีมก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากพนักงานเพียงแค่ 14 คน เป็น 40 คนภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึงปี

ในเดือนตุลาคม 2014 BloomNation ได้ระดมทุนซีรีส์ A เพิ่มอีก 5.55 ล้านเหรียญจาก Ronny Conway, Andreessen Horowitz, Spark Capital, Chicago Ventures และ Crunchfund ซึ่งช่วยให้บริษัทขยายเครือข่ายร้านดอกไม้ และได้เพิ่มบริการจัดงานแต่งงาน / งานอีเวนต์ และเปิดตัวแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ จนกลายเป็นบริการที่ได้รับการยอมรับ และประสบความสำเร็จ ด้วยเงินทุนตั้งต้นจากเกม Poker ของ Daneshgar นั่นเองครับผม

References : https://www.bloomnation.com/
https://www.businessinsider.com/bloomnation-founders-story-2014-8
https://en.wikipedia.org/wiki/BloomNation
https://alchetron.com/David-Daneshgar

11 สิ่งที่คุณควรรู้จากแพล็ตฟอร์ม Blockdit

ต้องบอกว่าผมเป็นหนึ่งในสมาชิกที่อยู่ในแพล็ตฟอร์ม Blockdit แห่งนี้มาตั้งแต่ช่วงต้น ๆ ที่ในช่วงแรก ๆ นั้นมีสมาชิกอยู่ไม่มากมายนัก และได้เห็นการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องของแพล็ตฟอร์ม Blockdit ที่ตอนนี้ต้องถือว่าเป็นอีกหนึ่งในแพล็ตฟอร์มที่น่าจับตามองมาก ๆ เลยทีเดียว

และในวันนี้ ผมได้มีโอกาสที่ดีจากทีมงาน และ ผู้บริหารของ Blockdit ให้เกียรติตอบคำถามสัมภาษณ์ในหลาย ๆ คำถาม ที่ผมเชื่อว่า หลาย ๆ ท่านสมาชิกที่อยู่ในแพล็ตฟอร์มนี้อยู่แล้ว หรือ คนทั่วไปที่ยังไม่เคยรู้จักแพล็ตฟอร์มนี้ อยากที่จะทราบกันครับ


Question : ที่มา ที่ไปของ Blockdit จุดเริ่มต้นเป็นอย่างไร มองเห็นโอกาสอะไร ถึงมาทำ Social Network Platform ที่ส่วนใหญ่มีแต่ Platform ต่างชาติ ที่กำลังยึดครองตลาดในประเทศไทย ?

Answer :

จุดเริ่มต้นของไอเดียทำแพลตฟอร์มชื่อ Blockdit เริ่มต้นขึ้นช่วงปลายปี 2017

ในตอนนั้นเรามองเห็นถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น

– การนำเสนอให้เห็นข้อมูลด้านเดียว โดยแต่ละคนจะได้รับข้อมูลจากกลุ่มเพื่อนที่กระจุกตัวเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน เมื่อเขาเหล่านั้นไปเจอข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ขัดกับความเชื่อของกลุ่มของตน ก็เกิดการโต้แย้ง และเกิดการแบ่งฝ่ายเป็นสองข้าง

– ข้อมูลที่นำเสนอในโซเชียลมีเดีย มีความบาง (Thin Content) โดยแพลตฟอร์มที่มีอยู่เกือบทั้งหมดสนับสนุนให้เกิดความบางของเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดตัวอักษร หรือการให้แต่ละคนบอกสั้นๆว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ซึ่งทำให้เนื้อหาเชิงลึก (Deep Content) มีน้อยลง และถูกบดบังโดยเนื้อหาเชิงความคิดเห็นที่จะเป็นส่วนใหญ่ของเนื้อหาทั้งหมดในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียปัจจุบัน

– การนำเสนอในโซเชียลมีเดีย ปัจจุบัน เน้นที่ “Look at me” หรือมองมาที่ตัวฉัน วันนี้ฉันทำอะไรมา ฉันกินอะไรมา เพื่อนำสิ่งนั้นอวดกันในกลุ่มคนที่รู้จักกัน ซึ่งทำให้เนื้อหาประเภท “Look at there” หรือบอกเรื่องราว ที่น่าสนใจของสิ่งต่างๆบนโลกนี้น้อยลงไป

หลังจากนั้น Blockdit จึงถือกำเนิดขึ้น โดยการนำไอเดียนี้ไปเสนอต่อนักลงทุนกลุ่มหนึ่ง และทุกคนเห็นด้วยกับไอเดียนี้ และได้รับระดมทุน Series A ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 2018 ซึ่งเงินทุนดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม และเกิดแพลตฟอร์ม Blockdit ขึ้นในรูปแบบแอปพลิเคชันครั้งแรกในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2018

Blockdit มีความตั้งใจจะเปลี่ยนสังคมให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยเน้นแนวคิดดังนี้

– สร้างพลังให้เกิดการนำเสนอข้อมูลจากหลายด้าน โดยบุคคลตัวเล็กๆ หรือ บุคคลที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน ก็สามารถนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจให้กับสาธารณะได้

– สนับสนุนทำให้เกิดคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเชิงลึก ที่อธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ที่เป็นเนื้อหาประเภท Look at there ในขณะเดียวกันเนื้อหาเชิงลึกเหล่านี้ ต้องกระชับ อัดแน่น ไม่น่าเบื่อเยิ่นเย้อ จึงเป็นที่มาของคำว่า Blockdit ซึ่งมาจากคำว่า Block + Edit ซึ่งหมายความว่าเราสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาเป็น บล็อก ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทำให้คนเขียนไม่เขียนติดกันเป็นพรืด คนเขียนจะพยายามเขียนเป็นบล็อกที่กระชับ ซึ่งสุดท้ายรูปแบบเป็นบล็อกจะทำให้ง่ายต่อการอ่าน และสามารถทำให้เราอ่านข้อมูลได้มากๆได้โดยที่ไม่เบื่อ

ทั้งนี้เราได้ทำการทดลอง A/B Testing กับกลุ่มคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอ่านเป็นบล็อก อีกกลุ่มหนึ่งอ่านแบบปกติ ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่อ่านเนื้อหาแบบเป็นบล็อก สามารอ่านจำนวนโพสต์ที่มากขึ้น และใช้เวลาอยู่กับแพลตฟอร์มนานขึ้น มากกว่าแบบปกติ ถึง 30%


Question : ในปัจจุบัน มีการสร้าง Content โดยเฉลี่ยแต่ละวันจาก user ใน Platform Blockdit ทั้งหมดจำนวนเท่าไหร่ และสัดส่วนระหว่าง content ที่เป็น  บทความ , podcast และ vdo เป็นอย่างไร

Answer :

ในแต่วันจะมีคอนเทนต์จาก User โดยเฉลี่ย 3,000 คอนเทนต์ ใน 1 เดือนจะมีประมาณ 90,000 คอนเทนต์ และ ในปีจะมี 1,000,000 คอนเทนต์อยู่ในแพลตฟอร์ม Blockdit

ซึ่งในตอนนี้การมีคอนเทนต์ที่มากทำให้อันดับเว็บไซต์ของ Blockdit.com ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเว็บไซต์ Top200 ของประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว

เนื่องจากเนื้อหาที่มีคุณภาพปริมาณมากได้ถูกส่งขึ้นไป ทำให้เมื่อคน Search หาเรื่องที่อยากรู้ บทความ Blockdit ที่มีเป็นล้านคอนเทนต์จะติดอยู่ในอันดับแรกๆของการค้นหา ซึ่งด้วยแนวโน้มลักษณะนี้ เราคิดว่า เราจะเป็น Top100 เว็บไซต์ของประเทศไทย ได้ในเร็วๆนี้

ในขณะนี้ สัดส่วนคอนเทนต์ประเภทบทความจะยังเป็นประเภทหลักของเนื้อหา ซึ่งกินสัดส่วนประมาณ 90% ของคอนเทนต์ทั้งหมดอยู่


Question : เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง AI , Machine Learning , Big Data ฯลฯ มีบทบาทต่อ Platform Blockdit อย่างไรบ้าง

Answer :

แน่นอนว่าเมื่อเรามีข้อมูลอยู่บนแพลตฟอร์มจำนวนมาก ทำให้เราสามารถนำเทคโนโลยีมาเรียนรู้ข้อมูลที่มีอยู่ ทั้งการใช้ AI ในการจัดอันดับ Ranking

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง และการใช้ Machine Learning ในการกรองเนื้อหาที่ผิดลิขสิทธิ์ คัดลอกจากแหล่งอื่น ผิดกฎหมาย รุนแรง หรือหยาบคาย

อย่างไรก็ตาม เราได้เล็งเห็นการเดินทางผิดของหลายแพลตฟอร์มในปัจจุบัน ซึ่งเน้นแต่ว่าจะนำเสนอคอนเทนต์อย่างไรในด้านผู้ใช้งานต้องการ สำหรับ Blockdit จะนำเทคโนโลยีมาใช้โดยให้น้ำหนักกับการทำให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลที่หลากหลาย และไม่ได้เน้นแต่สิ่งที่ผู้ใช้งานชอบจนมากเกินไป


Question : อยากให้เล่าเบื้องหลังการทำงานของระบบการจัดลำดับ Ranking ที่อยู่ในหมวดยอดนิยม ของ Content แต่ละประเภท ทั้ง บทความ , Podcast และ VDO มีวิธีการทำงานอย่างไร

Answer :

การจัดลำดับ Ranking เราใช้การคิดของ AI ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติที่ใช้ข้อมูลหลาย Factor เข้ามาประกอบกัน

ซึ่งจะรวมไปถึง การกดอ่าน กดกดแสดงความรู้สึก การแสดงความคิดเห็น การแชร์ การกดบุ๊กมาร์ก การกดดูโปรไฟล์

ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกทำให้ Normalize คือ ทำให้เป็น Unique ต่อคน นั่นหมายความว่า คน 1 คน กดอ่านไป 100 ครั้ง ก็ไม่ได้มีประโยชน์ในการทำให้อันดับ Ranking ดีขึ้น

และสาเหตุที่ทำแบบนี้ได้ก็คือ ใน Blockdit เราเน้นผู้ใช้งานที่มีตัวตนจริง เช่นการให้ยืนยันเบอร์โทรศัพท์ ก่อนทุกครั้ง การใช้หลายอีเมลมาสมัครแล้วมี account หลุม, Avatar หลายร่างในหนึ่งคน จะเกิดขึ้นได้ยากสำหรับแพลตฟอร์ม Blockdit ในขณะเดียวกันเรื่องนี้มันเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติสำหรับแพลตฟอร์มอื่น

ดังนั้น ผู้ใช้งานใน Blockdit เป็นผู้ใช้งานที่ใช้จริง แต่ผู้ใช้งานในแพลตฟอร์มอื่นอาจประกอบไปด้วยบัญชีปลอมจำนวนมากที่เฟ้อมากกว่าความจริง

เราเชื่อว่าในระยะยาวสังคมที่ดี ต้องไม่เน้นการหาผู้ใช้งานมากจนเกินไป

เราเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มอื่น จึงนำมาเป็นแนวทางให้กับ Blockdit ในการเลือกเริ่มต้นเดินไปในทางที่ถูกต้อง


Question : ในส่วนของ Features [โพสต์ที่เกี่ยวข้อง] มีเบื้องหลังการทำงานอย่างไร  ทาง Blockdit มีการวิเคราะห์ เนื้อหาภายในจาก podcast หรือ vdo ด้วยหรือไม่ หรือเป็นการวิเคราะห์เฉพาะส่วนของข้อความเพียงเท่านั้น

Answer :

โพสต์ที่เกี่ยวข้องเรามีระบบ AI ที่คอยหาเรื่องราวที่คล้ายกัน เพื่อนำเสนอให้กับผู้ใช้งาน

โดยสิ่งนี้จะตอบเป้าหมายของเราคือ การเห็นข้อมูลเรื่องเดียวกันในหลายมุมมอง

เพื่อให้ผู้อ่านมีวิจารณญาณในการตัดสินใจจากข้อมูลที่มีหลายด้านมากพอ

ส่วนเรื่องการวิเคราะห์ในปัจจุบันเรายังใช้วิธีจับเฉพาะส่วนของข้อความอยู่ แต่ในอนาคต เรามีแผนที่จะพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถจับเรื่องที่คล้ายกัน ในไฟล์ podcast และ vdo ด้วย


Question : อยากให้อธิบายในเรื่องระบบการให้ดาว ของ Platform Blockdit มีหลักการทำงานอย่างไร

Answer :

ระบบการให้ดาว จะมีระบบ AI ที่คล้ายกับระบบ Popular แต่จะเป็นอีกระบบหนึ่งที่มีเรื่องการหมดอายุของดาวในเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากโพสต์ รวมถึงจะมีการคำนวณเรื่องจำนวนเงินที่ผู้ใช้งานสามารถสร้างรายได้ในโพสต์นั้นด้วย

แน่นอนว่าเราใช้ข้อมูลหลาย Factor เข้ามาประกอบกันซึ่งจะรวมไปถึง การกดอ่าน กดกดแสดงความรู้สึก การแสดงความคิดเห็น การแชร์ การกดบุ๊กมาร์ก การกดดูโปรไฟล์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกทำให้ Normalize ที่ Unique คล้ายกับการ Ranking แต่โพสต์ที่ได้ดาวทั้งหมดจะถูกตรวจสอบอีกชั้นว่า เนื้อหานั้นได้ถูกคัดลอกมาจากแหล่งอื่นหรือไม่


Question : ตอนนี้ Platform Blockdit มีวิธีในการจัดการ Fake News อย่างไร และมีการปรับใช้เทคโนโลยีมาช่วยเหลือในส่วนนี้หรือไม่ อย่างไร

Answer :

เราได้พยามใช้ Machine Learning ในการตรวจสอบ Fake News โดยเรียนรู้ว่าเนื้อหาประเภทไหนมีความเสี่ยงต่อการเป็นข้อมูลที่บิดเบือน อย่างไรก็ตามในตอนนี้การลบโพสต์ในแต่ละครั้งเราจะมีทีมงานมาคอยอนุมัติอีกชั้นหนึ่งก่อนที่จะลบโพสต์ใดๆ

ซึ่งในขณะเดียวกันเรามีระบบที่ให้ผู้ใช้งานสามารถ report โพสต์ที่ไม่เหมาะสม และจะมีทีมงานคอยรีวิวในทุกโพสต์ที่ถูกรายงานเข้ามา


Question : Free speech or Censorship ทาง Platform มีเส้นแบ่งระหว่างสองเรื่องนี้อย่างไร และมีการปรับใช้เทคโนโลยีมาช่วยเหลือในเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร

Answer :

Blockdit เชื่อใน Free speech และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเขียนคอนเทนต์ หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดก็ได้ โดยปกติแล้ว Blockdit จะไม่ censor ใดๆ ยกเว้นว่าโพสต์นั้นผิดกติกาที่กำหนด เช่น ข่มขู่หรือสนับสนุนการทำร้ายตนเองหรือบุคคลอื่น ภาพอนาจาร ส่งเสริมการใช้อาวุธรุนแรง เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดกติกาใช้งานสามารดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.blockdit.com/faqs#policy-blockdit


Question : หาก Platform เติบโตจนมีผู้ใช้งานหลักหลายสิบล้านคน เหมือน Platform Social Network จากต่างประเทศ Content ของ Feed หน้าแรกที่ user ทุกคนจะได้เห็นจากเพจที่พวกเขา Follow จะมีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นการถูกคัดเลือกโดย Algorithm เหมือน Platform ของต่างประเทศหรือไม่

Answer :

Blockdit เชื่อในแนวทางการใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม

เราต้องยอมที่จะไม่ใช้เทคโนโลยีในบางเรื่อง และเรื่องนี้ก็เช่นกัน การจัดลำดับโพสต์ใน Blockdit หน้าโฮม Blockdit เลือกที่จะให้เรียงตามเวลา โดยที่ไม่ใช้ Algorithm ใดๆในการนำเสนอโพสต์ใดๆให้มาอยู่ข้างบนแซงหน้าโพสต์อื่น

เราเชื่อว่าการทำแบบนี้แฟร์สำหรับผู้ทำคอนเทนต์ทุกคน และแฟร์สำหรับผู้อ่าน เมื่อผู้ใช้งานเลือกที่จะติดตามแล้ว เขาควรมีโอกาสได้เห็นทุกโพสต์แบบเท่าเทียมกันเรียงตามเวลา โดยไม่ต้องมีระบบมาชี้นำว่าต้องเห็นโพสต์ไหนก่อน


Question : อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดตั้งแต่เปิด Platform Blockdit ขึ้นมา และสามารถที่จะก้าวข้ามผ่านปัญหาดังกล่าวไปได้อย่างไร

Answer :

สิ่งที่ท้าทายคือ การสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจในเป้าหมายของ Blockdit ซึ่งหลายคนอาจยังคิดว่า Blockdit คล้ายแพลตฟอร์มอื่น และทำขึ้นมาแบบเล่น

แต่จริงๆแล้วเมื่อลองใช้งานดู จะพบว่าเราจริงจังในทุกเรื่อง เรามีทีมงานที่เก่ง และมี Passion กับเรื่องนี้

สังเกตได้จากการไหลลื่นของตัวแพลตฟอร์ม การออกแบบปโดยคำนึงถึงความง่ายในการใช้งาน ในขณะเดียวกันก็มีฟีเจอร์ที่ไม่มีในแพลตฟอร์มอื่น

Blockdit มีทั้งพอดแคสต์ การอ่านเป็นบล็อก การสร้างรายได้ ระบบดาว ระบบเพชร การนำเสนอคนที่ติดตามทุกคนแบบยุติธรรม การให้ประกาศโฆษณาเมื่อเป็นโพสต์โฆษณา การนำเสนอโพสต์ยอดนิยม ทั้งหมดนี้เราจะไม่ได้พบในแพลตฟอร์มอื่น และเราก็กำลังจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ให้มีความชัดเจนมากขึ้นอีก

หลายครั้งที่เราพบว่า ผู้ใช้งานส่งข้อเสนอแนะมาอยากให้มีฟีเจอร์หนึ่ง แต่เราสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าว่าผู้ใช้งานอยากมีฟีเจอร์นั้นและได้เริ่มพัฒนาไปแล้ว และสามารถเปิดตัวฟีเจอร์ได้หลังจากที่ผู้ใช้งานต้องการไม่นาน นี่อาจเป็นเสน่ห์หนึ่งของ Blockdit เพราะเรามี sprint ในการทำงานที่สั้นมาก ยืดหยุ่น และสามารถออกฟีเจอร์ใหม่ๆได้เป็นรายสัปดาห์เลยทีเดียว


Question : มองเป้าหมายระยะยาวของ Platfrom Blockdit ไว้อย่างไร?

Answer :

เราตั้งเป้าหมายว่า Blockdit จะเป็นหนึ่งในแพตลฟอร์มหลักของคนไทยทุกคน เราตั้งเป้าผู้ใช้งานระดับ 10 ล้านคน เราไม่ได้หวังว่าผู้ใช้งานจะเลิกใช้แพลตฟอร์มอื่น แต่มั่นใจว่า Blockdit จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆในการเป็นแพลตฟอร์มที่คนไทย จะอยากเปิดอ่านอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

เพราะเราเชื่อว่า DNA ของมนุษย์ต้องการ wisdom องค์ความรู้ไปใช้เพื่ออยู่รอดในสังคม และ Blockdit ตอบโจทย์สิ่งนั้นในการได้ไอเดียใหม่ๆไปปรับใช้ในทุกครั้งที่เข้ามาใช้งานในแพลตฟอร์มนี้


บทสรุป

ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในศักยภาพของคนไทย โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี ที่ผมมองว่าคนไทยเราก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก ต้องบอกว่าปัจจุบันแพล็ตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ Social Network นั้น เราถูกบุกรุกจากต่างชาติ จนเข้ามากลืนกินพฤติกรรมของคนไทยในหลาย ๆ ด้าน จนแทบจะไม่เหลือที่ยืนให้ผู้ประกอบการชาวไทย

แต่ตอนนี้ เราคนไทย ยังมีพื้นที่อย่าง Blockdit ซึ่งยังเป็นสถานที่ ๆ เปิดโอกาสให้ทุกท่านได้มาแสดงฝีมือในการเขียน หรือสร้างสรรค์ Content ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งบทความ , Podcast หรือ VDO

ต้องบอกว่า Blockdit ถือเป็นสังคมใหม่ ที่ท่านจะไม่ได้เห็นในแพล็ตฟอร์มอื่น ๆ มี เนื้อหา สาระ หลากหลายรูปแบบ หรือ ข้อถกเถียงมากมายที่เกิดขึ้นที่แพล็ตฟอร์มนี้ ที่ยอมรับเหตุผลซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในแพล็ตฟอร์ม Social Media อื่น ๆ ในยุคปัจจุบัน

และที่สำคัญแพล็ตฟอร์มแห่งนี้ก็เปิดพื้นที่ให้กับทุก ๆ คน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นนักเขียน ที่ไม่ได้มีชื่อเสียง หรือ อะไรมาก่อนเลย และมาเขียน Blockdit เป็นที่แรกเหมือนกับอีกหลาย ๆ ท่าน ซึ่งก็เริ่มจาก 0 follower เช่นเดียวกันกับทุก ๆ คน

อยากให้ผู้เขียนหลาย ๆ ท่านอย่าเพิ่งท้อใจกับช่วงแรก ๆ อาจจะเริ่มจากจำนวนคน follow น้อย ๆ แต่หากเป็นงานเขียนที่น่าสนใจจริง ๆ ก็สามารถที่จะสร้างผู้ติดตามจำนวนมากได้เช่นเดียวกัน

ต้องบอกว่าตอนนี้ Blockdit ก็เติบโตขึ้นมาอีกขั้นนึงแล้ว นักเขียนหลาย ๆ ท่านก็อยู่กันมาตั้งแต่ในยุคที่สมาชิกยังไม่มากมายเหมือนในยุคปัจจุบัน ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็เป็นแรงผลักดันให้ Blockdit ก้าวขึ้นมาได้ถึงวันนี้ และผมเองก็คิดว่า Blockdit นั้นยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมาก

และที่สำคัญ Blockdit กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าคนไทยก็ทำได้ และผมเชื่อว่า วันหนึ่ง Blockdit นั้นจะประสบความสำเร็จทั้่งในเรื่องธุรกิจ และ จำนวนผู้ใช้งาน ไม่ต่างจากที่แพล็ตฟอร์มต่างชาติเคยทำได้มาก่อน

และในอนาคต ส่วนตัวผมเองก็อยากเห็นภาพที่คนไทยหันมาสนับสนุน Social Network ของไทยอย่าง Blockdit กันมากยิ่งขึ้น เหมือนกับที่เราสนับสนุนแพล็ตฟอร์มจากต่างชาติ เพราะอย่างน้อยทั้งในเรื่องของเงิน และ ข้อมูลต่างๆ  ของเรานั้น มันไม่ได้รั่วไหลไปไหน แต่ฝากไว้กับ Blockdit ที่ถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยแท้ ๆ นั่นเองครับผม