Search War ตอนที่ 12 : Microsoft has Fallen

ล่วงเลยมาถึงปี 2011 สถานการณ์ของ Bing ก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น แผนกออนไลน์ของ Microsoft ที่รับผิดชอบ Bing นั้นขาดทุนย่อยยับกว่า 728 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่คู่แข่งคนสำคัญอย่าง google รายได้เติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า

มันเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตอนนี้ Microsoft ถึงคราวพ่ายแพ้อย่างหมดรูปใน Search Engine มันเป็นตลาดเดียวกันแท้ ๆแต่ตัวเลขมันต่างกันลิบลับ และไม่มีทีท่าว่า Microsoft จะกู้สถานการณ์กลับมาได้เลย

ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมานั้น google สามารถทำกำไรได้กว่า 3 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่ง Search Engine นั้นเปรียบเสมือนเครื่องจักรผลิตเงินของ google ไปเสียแล้ว มันทำให้ google แข็งแกร่งขึ้น สามารถจ้างวิศวกรระดับหัวกะทิ แย่งชิงมาจาก Microsoft ได้จำนวนมาก ด้วยวัฒนธรรมการทำงานที่ใช้ DNA ของ Engineering เป็นหลัก

มันได้ทำให้คนรุ่นใหม่ ที่จบใหม่ ๆ  นั้นต่างใฝ่ฝันที่จะได้ทำงานกับ google ซึ่งเรียกได้ว่าตอนนี้ google ได้กลายมาเป็นภัยคุกคามใหญ่ของ Microsoft อย่างเต็มตัวแล้ว แถม Microsoft ยังเสียพนักงานสำคัญ ๆ จำนวนมากไปให้กับ google เสียอีกด้วย

และไม่ต้องพูดถึงฝั่งมือถือ แม้ Microsoft จะทำ Big Deal โดยการเข้าไป take over ธุรกิจมือถือของ Nokia มาได้สำเร็จ และมีการบรรลุข้อตกลงที่จะใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Phone ของ Microsoft ซึ่งแน่นอนว่า Bing จะกลายเป็น Search Engine ค่าเริ่มต้นของเหล่ามือถือ Windows Phone ทั้งหมด

ตลาดมือถือ ก็พ่ายแพ้อย่างหมดรูปสำหรับ Microsoft
ตลาดมือถือ ก็พ่ายแพ้อย่างหมดรูปสำหรับ Microsoft

แต่ก็อย่างที่เราได้ทราบในปัจจุบันว่า ตอนนี้ มันแทบจะไม่เหลือที่ยืนให้ระบบปฏิบัติการ Windows Phone เสียแล้ว ความหวังของ Bing ที่จะมารุกไล่ google ในตลาดมือถือก็เป็นอันจบสิ้น

ตอนนี้มันได้พิสูจน์ว่า ความคิดของ บิลล์ เกตส์ ก็ไม่ได้ถูกไปเสียทุกเรื่อง การที่ Microsoft จะพลิกกลับมาทำลายบริษัทที่เพิ่งเกิดอย่าง google นั้นดูเหมือนมันจะเป็นเรื่องที่่ห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ ยิ่งเวลาผ่านไป ช่องว่างระยะห่างระหว่าง Bing กับ google นั้นก็ดูเหมือนจะห่างขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน

แม้ Microsoft นั้นจะเคยรบชนะในศึกเทคโนโลยีมาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกับ NetScape ในธุรกิจ Browser หรือแม้กระทั่งโปรแกรม Word Microsoft ก็ผ่านการรบราฆ่าฟันกับคู่ต่อสู้มานับไม่ถ้วน 

แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า google นั้นเป็นคู่แข่งที่ไม่เหมือนใครจริง ๆ สิ่งสำคัญมันเป็นเรื่องของวัฒนธรรม รวมถึงความแตกต่างของรุ่นระหว่างผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองบริษัท google นั้นชนะในสงคราม Search Engine เพราะ Microsoft กำลังเข้าไปรบในดินแดนที่ตัวเองนั้นไม่คุ้นเคยแต่อย่างใด

และที่สำคัญยังมีการตัดสินใจผิดพลาดหลายครั้งในระหว่างการทำศึกคร้งนี้ รวมถึงการที่ Microsoft ประเมิน google ต่ำไป กว่าจะรู้ตัว ว่าตลาด Search Engine มันมีมูลค่าตลาดที่มหาศาล google ก็ได้พัฒนาไปไกลเสียแล้ว

บิลล์ เกตส์ นั้นต้องใช้เวลามากกว่า 15 ปีในการทำให้ Microsoft ขึ้นสู่จุดสูงสุดขององค์กรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่การปล่อยให้ google ที่ประกอบไปด้วยเหล่าเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งหัดทำธุรกิจ ได้แจ้งเกิดมาอย่างรวดเร็วนั้น หากมองในระยะยาว เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในที่สุด google นั้นได้กลายเป็นภัยคุกคามธุรกิจหลาย ๆ อย่างของ Microsoft อย่างเต็มตัว มาจวบจนถึงปัจจุบันอย่างที่เราเห็นนั่นเองครับ

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ สงคราม Search War จาก Blog Series ชุดนี้

สงคราม Search Engine มันได้เป็นตัวอย่างนึงที่แสดงให้เห็นถึง การต่อสู้ของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ที่ผ่านศึกสงครามกับบริษัทต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน และแทบจะไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับบริษัทหน้าไหนมาก่อน

เมื่อเราลองจินตนาการกลับไปในยุคนั้น Microsoft เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ พร้อมด้วยทุนทรัพย์มากมาย บิลล์ เกตส์ ก็เป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกติดอันดับหนึ่งอยู่หลายปี เรียกได้ว่า Microsoft นั้นพร้อมทุกๆ  อย่างถ้าคิดจะสู้กับบริษัทหน้าไหนก็ตาม

แต่ google บริษัทที่เกิดจากงานวิจัยที่บังเอิญ โดย ลาร์รี่ เพจ และ เซอร์เกย์ บริน นั้นได้เห็นศักยภาพที่สูงมากของ google แม้จะพยายามเสนอ idea รวมถึงขาย idea ไปยังบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ  แต่ก็ไม่มีคนสนใจ พวกเขาจึงต้องมาลุยในธุรกิจนี้ด้วยตัวเอง

ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งแรกที่เราเห็นจากสงครามครั้งนี้คือ การเลือกมืออาชีพอย่าง เอริก ชมิตต์ เข้ามาคอยดูแล google ในช่วงตั้งไข่ ซึ่งแม้จะมีศักยภาพแค่ไหน แต่การขาดผู้นำที่ดีก็อาจจะทำให้ google ไม่สามารถเติบโตระยะยาวได้อย่างมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้

ลองคิดดูว่าหากเป็น ทั้งเพจ และ บริน มาลุยเองตั้งแต่ช่วงแรก คงพ่ายแพ้ให้กับ Microsoft อย่างย่อยยับไปนานแล้ว การที่ ชมิตต์นั้น พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับ Microsoft ให้มากที่สุด และพยายามทำทุกอย่างให้เงียบที่สุด เพราะเขาเคยปะทะกับยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft มาแล้วในสมัยที่ทำงานที่ Sun Microsystem และ Novell นั่นเอง และรู้ดีว่าไม่ควรจะไปสู้กับ Microsoft โดยตรง

เอริก ชมิตต์ ผู้เคยประมือกับ Microsoft มาก่อนหน้านี้แล้ว
เอริก ชมิตต์ ผู้เคยประมือกับ Microsoft มาก่อนหน้านี้แล้ว

เรื่องของประสบการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เหล่า startup ต้องมี mentor ที่ดีในช่วงตั้งไข่แบบที่ google มี เอริก ชมิตต์ เพราะหากลุยด้วยตัวผู้ก่อตั้งเองที่ประสบการณ์ยังไม่มี หรือมีน้อย และความมั่นใจในตัวเองที่สูงเกินไปนั้น โอกาสที่จะพ่ายแพ้นั้นสูงมากนั่นเอง

และด้วยเงินทุนที่น้อยกว่าอย่างเห็น ๆ  เมื่อเทียบกับ Microsoft google จึงใช้วัฒนธรรมการคิดแบบ engineering เป็นหลัก ทุก ๆ จุด ทุกรายละเอียด แม้กระทั่ง design หน้าจอในระดับ pixel หรือ เฉดสีที่แตกต่าง มันนำมาซึ่งผลที่แตกต่างกันอย่างมากหากมีการ Scale ระบบให้มีขนาดใหญ่อย่างที่ google ทำ เพราะสถิติต่าง ๆ แค่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยนั้น ก็มีโอกาสสร้างรายได้ให้กับบริษัทเพิ่มขึ้นได้อีกมหาศาลเช่นกัน

รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ แม้จะดูเหมือนไร้สาระ แต่ความจริงแล้ว ยิ่งบริษัทที่ทุนน้อยกว่าอย่าง google ทำให้สามารถที่จะต่อการกับ ยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ได้อย่างไม่เกรงกลัว และสุดท้าย พวกเขาก็สามารถเอาชนะไปได้ในที่สุดในศึก Search Engine ครั้งนี้นั่นเองครับ

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Beginning of Search *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Search War ตอนที่ 11 : The Shadow of Antitrust Law

จากการขับเคลื่อนโดยวิศวกรที่ถือเป็น DNA หลักของ google เลยก็ว่าได้ ทำให้ google นั้นสามารถมองได้ไกลกว่า และด้วยความที่อายุพนักงานเฉลี่ยนั้นยังน้อย ทำให้สามารถขับเคลื่่อนองค์กรได้อย่างรวดเร็ว ต่างจาก Microsoft ที่เป็นองค์กรใหญ่เทอะทะ การขับเคลื่อนในเรื่องต่าง ๆ ก็ดูจะช้าเหมือนเต่าคลาน

และ google นี่เองที่เห็นถึงศักยภาพของ VDO Online ก่อนใครที่ Youtube  ซึ่งด้วยการใช้งานที่ง่ายดายแตกต่างจากบริการวีดีโอ ออนไลน์ อื่น ๆ  YouTube เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาสั้นๆ และได้รับความ สนใจเป็นอันมาก โดยเฉพาะการบอกแบบปากต่อปากที่ทำให้การเติบโตของ YouTube เป็นไปอย่างรวดเร็ว YouTube มาเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายต่อเนื่อง

โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อมีการนำภาพวิดีโอช่วง Lazy Sunday ของรายการ Saturday Night Live มาแสดงบนเว็บ ซึ่งต่อมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2006 ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี (NBC) ก็ได้เรียกร้องให้ทาง YouTube เอาคลิปวิดีโอที่มีลิขสิทธิ์ทั้งหลายออกจากเว็บ ซึ่ง YouTube เองก็มีนโยบายที่จะไม่เอาคลิปที่ละเมิดลิขสิทธิ์มาแสดงเช่นกัน นั่นทำให้ต่อมา You Tube กำหนดนโยบายที่ชัดเจนขึ้นในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามกรณีพิพาทกับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซีก็ได้ทำให้ YouTube เป็นข่าวและเพิ่มความดังมากขึ้นไปอีกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในช่วงฤดูร้อน ค.ศ. 2006 เว็บไซต์อย่าง Youtube ได้กลายเป็นเว็บไซต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีวิดีโอที่ถูกอัปโหลดมากถึง 65,000 วิดีโอ ในเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกันนั้นเอง Youtube มีผู้เข้าชมเฉลี่ยแล้วได้ถึง 100 ล้านครั้งต่อวัน เว็บไซต์ยังติดอันดับที่ 15 ของเว็บไซต์ที่มียอดผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก จัดอันดับโดย Alexa

youtube ที่กลายเป็นกระแสอย่างมากในช่วงนั้น ก่อนจะถูกซื้อโดย google
youtube ที่กลายเป็นกระแสอย่างมากในช่วงนั้น ก่อนจะถูกซื้อโดย google

และในที่สุดก็ได้คว้าเอา Youtube ไปครอง แม้ราคาในตอนนั้นจะสูงอย่างบ้าคลั่งถึงกว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนตุลาคมปี 2006 ในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนหุ้น อย่างไรก็ตาม YouTube ก็ยังคงดำเนินกิจกรรม ของบริษัทไปตามปกติ โดยเป็นอิสระจากการควบคุมของ google การรวมกันของสองบริษัทนี้จะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสบการณ์ที่ดีขึ้นและเข้าใจได้มากขึ้น สำหรับผู้ใช้ที่สนใจในการอัพโหลด การดูวิดีโอ และการแชร์ภาพวิดีโอ รวมถึงการนำเสนอโอกาสใหม่ๆ สำหรับผู้เป็นเจ้าของ ข้อมูล (content) ที่เป็นมืออาชีพที่จะนำเสนองานของพวกเขาไปสู่คนวงกว้างได้นั่นเอง

และการเติบโตของ internet ความเร็วสูง google จึงเห็นว่า VDO นั้นจะแพร่หลายอย่างแน่นอน และที่สำคัญมันยังช่วยต่อยอดพลังของ Search Engine ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ในฐานะ VDO Search อันดับหนึ่งนั่นเอง

ซึ่งเมื่อเข้าสู่ปี 2007 สำหรับโปรแกรมค้นหานั้น ตอนนี้ google ได้ล้ำหน้าไปไกลมาก ๆ ในทุก  ๆ ด้านเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ส่วนแบ่งตลาดการค้นหา ที่นำโด่งกินรวบตลาดแทบจะเบ็ดเสร็จ และตามมาด้วยรายได้จากโฆษณาที่มหาศาล รวมถึงกลยุทธ์ใหม่อย่างการค้นหา VDO Online หลังจากได้ Youtube มาเติมเต็ม ก็ทำให้ google นั้นแข่งแกร่งขึ้นอีกระดับ

แต่เมื่อเริ่มยิ่งใหญ่จนเกินตัว ปัญหามันก็เกิดจากการที่สามารถครองตลาดได้แบบเบ็ดเสร็จ เพราะมีการตรวจสอบพบว่า google นั้นได้ทำการลดอันดับผลการค้นหาของเว๊บไซต์เปรียบเทียบราคาสินค้าชื่อดังอย่าง Foundem 

ซึ่ง google ได้พยายามลดอันดับของ Foundem ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเองแทน ซึ่งทางสหภาพยุโรปได้เริ่มรวบรวมข้อมูลเพื่อสืบสวนเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะเข้าข่ายกรณีการต่อต้านการผูกขาดทางการค้า แบบเดียวกับที่ Microsoft เคยโดนมาแล้ว ซึ่งมันเป็นการฉายภาพซ้ำของความยิ่งใหญ่ของธุรกิจ หากมันเป็นความยิ่งใหญ่ที่เกินตัวสุดท้ายผลเสียก็จะตกกลับมาอยู่ที่บริษัทแบบเดียวกับที่ Microsoft เคยเจอนั่นเอง

Foundem เว๊บเปรียบเทียบราคาชื่อดังที่ถูก google ลดอันดับการค้นหา
Foundem เว๊บเปรียบเทียบราคาชื่อดังที่ถูก google ลดอันดับการค้นหา

แม้ Microsoft เองจะยังมีกำไรมหาศาล แต่เป็นกำไรที่ได้มาจากการผูกขาดในโปรแกรม Windows และ ชุด office เพียงเท่านั้น ซึ่งรวมแล้วยังมากกว่า 100% ของกำไรทั้งหมด สาเหตุเพราะต้องไปชดเชยความเสียหายจากการขาดทุนอย่างมโหฬารในธุรกิจออนไลน์ของ Microsoft นั่นเอง

google นั้นยังมอง Microsoft เหมือนในอดีต นั่นคือ เป็นภัยคุกคาม และได้ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นศัตรูเลยก็ว่าได้ google นั้นรู้สึกรำคาญใจที่ Microsoft พยายามที่จะใช้วิธีสกปรกด้วยวิธีการใดวิธีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฟ้องร้อง หรือ การใช้กฏระเบียบต่าง ๆ มาเล่นงาน google

ซึ่งแทนที่จะเป็นการต่อสู้กันด้วยอัลกอริทึม หรือการปรับแต่ง software ให้ตรงใจผู้ใช้งาน หรือ การรีดพลังของฮาร์ดแวร์ให้มีประสิทธิภาพที่สุดอย่างที่ Engineer ควรจะแข่งขันกัน แต่ Microsoft นั้นกลับเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจรัฐมาช่วยเหลือแทน

โดยเมื่อเทียบระหว่าง apple กับ Microsoft ฝั่งของ apple นั้นแทบจะไม่เคยต่อสู้กับคู่แข่งในเรื่องกฏระเบียบ หรือ กฏหมายยิบย่อย แต่เน้นไปที่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่ามาแข่งขัน เพื่อให้ผู้บริโภคพิสูจน์ว่าสินค้าของ apple นั้นเจ๋งจริง

แต่ Microsoft เนื่องจากไม่สามารถไล่ตาม google ในตลาดออนไลน์ได้ทันง่าย ๆ จึงเลือกใช้วิธีต่อสู้ด้วยวิธีทางกฏหมาย ในศาล ไม่ว่าจะเป็นในอเมริกาเอง หรือ ศาลระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้ชัยชนะมา ซึ่งมันเป็นเรื่องง่ายกว่าการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่ามาแข่งกับ google นั่นเอง เนื่องจาก Microsoft มีเงินทุนมหาศาลพร้อมที่จะทุ่มเต็มที่กับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว

ถึงตอนนี้เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า google นั้นได้ออกนำ Microsoft ในธุรกิจออนไลน์ไปไกลแสนไกลแล้ว Microsoft จึงเลือกใช้วิธีอื่น ๆ เพื่อจะเป็นการเตะตัดขา google ให้ชะลอการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฏหมาย เรื่องการผูกขาด รวมถึงกฏระเบียบต่าง ๆ เป็นหลัก เพราะตอนนี้ ถ้าเรื่องของธุรกิจออนไลน์ นั้น Microsoft ได้พ่ายแพ้ ให้กับ google เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเองครับ จะเกิดจุดเปลี่ยนอะไรต่อจากนี้หรือไม่ระหว่างศึกของสองยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีอย่าง google และ Microsoft โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 12 : Microsoft has Fallen (ตอนจบ)

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Beginning of Search *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Search War ตอนที่ 10 : Partnership

ในเมื่อมีการประกาศอย่างชัดเจนจาก Microsoft ว่า google คือ ศัตรูหมายเลขหนึ่งที่กำลังจะรุกรานธุรกิจต่าง ๆ ของ Microsoft และในโลกของ Search Engine นั้นดูเหมือนว่า Microsoft จะเพลี่ยงพล้ำให้กับ google ไปเสียแล้ว ทางเลือกใหม่ของ Microsoft จึงเป็นการหาพันธมิตรใหม่ในโลกออนไลน์แทน

และแน่นอนว่าบริการใดที่เป็นที่นิยมในโลกอินเตอร์เน็ต บริการนั้นก็ถือเป็นภัยคุกคามของ google เช่นเดียวกัน ในปี 2007 บริการ Social Network น้องใหม่อย่าง facebook เริ่มปรากฏกายออกมาเป็นภัยคุกคุมใหม่กับ google เสียเอง

สาเหตุสำคัญก็เนื่องมาจาก มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก พยายามปลุกปั้น facebook ด้วยความชาญฉลาด โดย facebook จะทำการซ่อนเนื้อหาทั้งหมดไว้ ไม่ให้ Search Engine รายใดเข้ามาย่างกรายใน platform ของ facebook ผ่านเนื้อหาของไฟล์ “robot.txt”

มันเปรียบเสมือนปราการยักษ์คอยป้องกันไม่ให้ google เข้ามาสอดส่องข้อมูลภายใน facebook เพราะมันเป็นเรื่องของข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน มาร์ค จึงไม่อยากให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกค้นหาได้ทั่วไปในระบบอินเตอร์เน็ต เพราะหากจะค้นหาต้องเข้ามา join ใน platform ของเขาเท่านั้นที่เป็นระบบปิด

google ที่เคยเป็นพี่ใหญ่คอยสอดส่องไปทั่วทั้งระบบ internet เริ่มรู้สึกหงุดหงิด เพราะเนื้อหาใน facebook นั้น google ไม่มีอำนาจที่จะเข้าถึงได้ และที่สำคัญมันกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อคนหันมาเล่น social network เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มันทำให้ google ไม่สามารถทำการโฆษณาให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้เลย

แต่ตอนนี้ เหมือน google จะโดนกับตัวเองบ้าง เพราะตอนนี้ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กก็มอง google เหมือนที่ google มองไปยัง Microsoft ในช่วงแรก ๆ มาร์ค ไม่อยากให้ facebook ถูกกลืนกินโดย google เช่นกัน

facebook เติบโตอย่างรวดเร็วจน ก้าวขึ้นมาต่อกรกับ google
facebook เติบโตอย่างรวดเร็วจน ก้าวขึ้นมาต่อกรกับ google

และเป็นพี่ใหญ่อย่าง Microsoft นี่เอง ที่แทนที่จะรบกับ google ที่สดกว่าด้วยน้ำมือตัวเอง จึงใช้แผนใหม่ด้วยการ ซื้อหุ้น เพียง 1.6% ด้วยมูลค่ากว่า 240 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตอนนั้น facebook มีผู้ใช้งานเพียงแค่ 42 ล้านคนเท่านั้น แต่เป็นแผนของ Microsoft เองที่ต้องการเตะตัดขา google ที่กำลังคิดการณ์ใหญ่ ทำให้มูลค่า facebook ในตอนนั้นพุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 1.5 หมื่นล้านเหรียญเลยทีเดียว

แม้นี่จะเป็นชัยชนะเล็ก ๆ ของ Microsoft ต่อ google แต่อย่างไรก็ตามสัดส่วนของ Bing นั้นก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับที่ทำให้เหล่าผู้บริหารสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นตลาดในสหรัฐ หรือ ทั่วโลก ซึ่ง Bing นั้นได้ครองส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยในตลาดการค้นหา และอยู่ได้ด้วยอาศัยความเป็นใหญ่ของ Microsoft เพียงเท่านั้น

ซึ่ง Microsoft ก็ต้องเลือกทางเดิมเพื่อหาพันธมิตรต่อไป เพราะสู้กับ google แบบตรง ๆ ไม่ได้เลย ช่วงต้นปี 2008 Microsoft เสนอราคาซื้อ Yahoo สูงถึง 4.5 หมื่นล้านเหรียญ เป้าหมายของ Microsoft ก็เพื่อที่จะเพิ่มอำนาจการค้นหาของบริษัท โดยการขยายธุรกิจ ซึ่งตอนนั้น Yahoo ก็เป็นอันดับสองรองจาก google เพียงเท่านั้น

Microsoft ต้องการซื้อ Yahoo มาเสริมศักยภาพให้กับ Bing
Microsoft ต้องการซื้อ Yahoo มาเสริมศักยภาพให้กับ Bing

Yahoo ครองส่วนแบ่งการตลาดโฆษณาออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดบนเว๊บไซต์ มีทั้งเนื้อหาข่าว บริการ email และเป็นส่วนเติมเต็มที่ดีให้กับ Bing ได้อย่างแน่นอน

แต่ครั้งนี้ ดูเหมือน ผู้บริหารฝั่ง Yahoo จะตัดสินใจพลาดครั้งใหญ่ เพราะได้ปฏิเสธข้อเสนอของ Microsoft ไปอย่างไม่ใยดี ซึ่งเจอร์รี่ หยาง ก็ได้กลายเป็นคนต้องรับผิดชอบถูกกดดันให้ลาออกไปในที่สุด ซึ่งการปฏิเสธครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมโฆษณาออนไลน์ 

แม้จะมีการสร้าง Partnership กันระหว่าง Microsoft และ Yahoo ในเรื่องการค้นหา ภายหลัง โดย Microsoft จะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องการค้นหาแทน แต่ตอนนั้นต้องบอกว่ามันสายไปเสียแล้วเมื่อ facebook ก็กำลังเติบโตและได้ฉกฉวยรายได้จากโฆษณาออนไลน์ไป ทำให้รายรับของ Yahoo ลดลง หลังจากนั้น Yahoo ก็ดำดิ่งจนสุดท้ายก็ต้องขายกิจการไปในที่สุด

ต้องบอกว่า ตลาดโฆษณา online ก่อนหน้ายุค facebook เกิดนั้น google ครองตลาดส่วนนี้แบบแทบจะเบ็ดเสร็จ เหลือช่องว่างไว้ให้ bing ของ microsoft เพียงเล็กน้อยเท่านั้น 
การส่ง facebook ไปตีกับ google แทน และเป็นการถ่วงดุลอำนาจของ google หลังจากที่ไม่ได้มีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อมานาน ถือเป็นแผนที่เหนือชั้นมากของ Microsoft แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับ สงครามการค้นหาต่อไป Bing จะพลิกเกมส์กลับมาได้หรือไม่ โปรดอย่าพลาดติดตามต่อตอนหน้าครับผม

–> อ่านตอนที่ 11 : The Shadow of Antitrust Law

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Beginning of Search *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

Image References : 
https://www.fastcompany.com/90235366/bill-gates-is-throwing-some-shade-at-mark-zuckerbergs-philanthropy

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Search War ตอนที่ 9 : Bing (But It’s Not Google)

ในปี 2004 เริ่มมีพนักงานเก่าของ Microsoft ย้ายมาทำงานกับ google มากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขนาดที่ว่า google ได้มาเป็นสำนักงานใหม่ในเมือง ซีแอตเทิล ซึ่งเเป็นฐานที่มั่นใหญ่ และเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ HQ ของ Microsoft เลยก็ว่าได้ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนของ Microsoft นั้นย้ายมาอยู่กับ google ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในขณะที่เดือน พฤศจิกายนในปีเดียวกันนั้น Microsoft ได้ทำการเปิดตัว Search Engine อย่างเป็นทางการอีกครั้ง นั่นก็คือ MSN Search ซึ่งทาง Microsoft ได้คุยโวไว้ว่า “จะให้คำตอบที่เป็นประโยชน์มาขึ้นจากคำค้นหาของผู้ใช้งาน และผู้ใช้งานสามารถควบคุมประสบการณ์การค้นหาของตัวเองได้ดีขึ้น”

แต่ข่าวร้ายก็เกิดขึ้นทันที เพราะหลังจากเปิดใช้งานเพียงชั่วครู่ เว๊บไซต์ก็ล่ม ซึ่งใช้เวลาเป็นวัน ๆ กว่าจะแก้ไขให้มันกลับมาใช้งานได้ปรกติอีกครั้ง เหล่าสื่อชื่อดังต่างสับ Microsoft เละเทะ มันทำให้ความน่าเชื่อถือของ Microsoft ในธุรกิจ Search Engine เสียหายมาก ๆ 

และสิ่งที่ช้ำใจที่สุดคือ ตอนนี้ เหล่าวิศวกรหัวกะทิทั้งหลายต่างรู้ดีว่า Microsoft ไม่ใช่สถานที่ทำงานที่สุดยอดเหมือนในอดีตอีกต่อไป และ google กำลังทำสิ่งที่เป็นนวัตกรรมใหม่ มีการเปิดโลกของ Software ใหม่ เมื่อเข้าสู่ปี 2005 มีพนังงาน Microsoft กว่า ร้อยคนลาออกไปทำงานกับ google 

ถึงช่วงกลางปี 2005 Microsoft ได้ทุ่มเงินไปกับโปรเจค Underdog ไปกว่า 150 ล้านเหรียญ แต่ดูเหมือนว่า Search Engine ของพวกเขานั้นยังตามหลัง google อยู่ไกลแสนไกล

และแน่นอนว่า เกตส์ เริ่มจะหงุดหงิด ที่ไม่ได้เข้ามาในธุรกิจการค้นหาก่อนคนอื่น และยังมอง google เป็นภัยคุกคามครั้งสำคัญของ Microsoft ซึ่ง เกตส์มองว่า google ไม่ใช่เป็นเพียงแค่โปรแกรมการค้นหาเท่านั้น พวกเขาพยายามใช้การค้นหาไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของ Software และดูเหมือนว่า google จะเป็นคู่แค่ที่เหมือน Microsoft มากกว่ารายอื่น ๆ ที่เขาเคยแข่งด้วย

และ Microsoft คงจะใช้แผนเดิมอีกครั้งไม่ได้อีกแล้วในการให้ Search Engine ของพวกเขา กลายเป็นค่าเริ่มต้นในผลิตภัณฑ์ของพวกเขาอย่าง Internet Exproler เพราะมีความเสี่ยงมากต่อการเจอกฏหมายต่อต้านการผูกขาดทางการค้า เหมือนที่ Windows เคยเจอ ซึ่งดูแล้วมันจะไม่คุ้มเสีย

Microsoft ที่เคยโดนคดีต่อต้านการผูกขาด คงไม่คิดจะใช้วิธีเดิม ๆ เพราะส่งผลเสียอย่างมาก
Microsoft ที่เคยโดนคดีต่อต้านการผูกขาด คงไม่คิดจะใช้วิธีเดิม ๆ เพราะส่งผลเสียอย่างมาก

ในปี 2006 Microsoft ได้ขุนพลคนใหม่อย่าง สตีฟ เบอร์โควิตช์ ที่มาจาก Askjeeves บริษัททางด้าน Search Engine ที่เป็นคู่แข่ง และเขาก็มองว่า Microsoft นั้นหลงใหลใน Software มาเกินไป ซึ่งการตัดสินใจมากมายของ Microsoft นั้นถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีไม่ใช่เหล่าผู้บริโภค

มีการเปลี่ยน Brand จาก MSN Search เป็น Windows Live Search ในปี 2007 แต่ถึงตอนนี้ ความพยายามของทีม Underdog ก็ยังไม่บรรลุผล Microsoft ยังคงตามหลัง google อย่าง สุดกู่ google ก็ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ 

พอดึงเดือนพฤษภาคม ปี 2009 เพียงไม่ถึงสามปีหลังจากเปลี่ยนชื่อเป็น Windows Live Search  ก็ยังไม่มีความก้าวหน้าใด ๆ และไม่มีทีท่าที่จะไล่ตาม google ทันแต่อย่างใด ต่อมาจึงได้มีการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “Bing” ซึ่งมาที่มาจาก “But It’s Not Google” และเป็นครั้งแรกที่ทีม Underdog รู้สึกว่าผลงานของพวกเขาหลุดพ้นเงาของ Windows เสียที และมาเกิดใหม่ในชื่อที่มีชีวิตชีวา และ เข้าถึงผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น

และถึงตอนนี้ ภายใน Microsoft นั้นเป้าหมายหลักของพวกเขาคือ การแข่งขันกับ google เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งเหนือสิ่งอื่นใด เพราะ google เริ่มเข้ามารุกรานในตลาดโปรแกรม office หลังจากทำการปล่อยบริการออนไลน์อย่าง google docs ออกมาเรียกได้ว่าเป็นการก้าวขึ้นมาท้าทาย Microsoft โดยตรงเป็นครั้งแรก

ตอนนี้ google เริ่มเปิดแนวรบใหม่ รุกมายังผลิตภัณฑ์หลักอย่างชุดโปรแกรม office ของ Microsoft เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทำให้ทางฝั่ง Microsoft โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เรียกไ้ดว่า google นั้นใช้ Search Engine ผลักดันให้ตัวเองมาสร้างผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งอีกไม่นอนก็คงจะเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Microsoft ทั้งหมด แล้ว Microsoft จะทำอย่างไรต่อ กับความพลาดพลั้งในครั้งนี้ Bing จะกลับมาสู้กับ google ได้อีกครั้งหรือไม่ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 10 : Partnership

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Beginning of Search *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Search War ตอนที่ 8 : Let the war begin!

ในขณะที่ทีม Underdog กำลังรุดหน้าเพื่อแก้ปัญหาหลาย ๆ อย่างทางเทคนิคของ Search Engine ได้สำเร็จ มันถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ แต่กลับกลายเป็นว่าเหล่าผู้บริหารของ Microsoft นั้นก็ไม่ได้ไว้วางใจทีมของพวกเขาที่กำลังสู้ศึกใหญ่อย่างเต็มที่นัก

เมื่อถึงเดือน ตุลาคม ปี 2003 google ได้เริ่มพูดคุยที่เกียวกับประเด็นในการที่นำเสนอหุ้นออกสู่สาธารณะชน หรือ IPO และตอนนี้เหล่าผู้บริหารของ Microsoft ได้เริ่มหาแผนสำรองโดยเป็นการเริ่มติดต่อกับ google เพื่อเสนอให้เป็นหุ้นส่วนแทน หรือแม้กระทั่งการเข้าซื้อกิจการเลยด้วยซ้ำ

เพราะถ้าเทียบกับสถานะของ Microsoft ในขณะนั้น ที่เป็นยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยี มีเงินทุนอยู่มหาศาล ซึ่งเป็นเม็ดเงินเพียงน้อยนิดหากต้องการเข้า ซื้อกิจการของ google จริง และนี่ดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และเร็วที่สุดแล้วในการพา Microsoft เข้าสู่ตลาดการค้นหาที่กำลังกลายเป็นขุมทรัพย์ออนไลน์ใหม่ในขณะนั้น

แต่ข้อเสนอของ Microsoft นั้นทั้งเพจและบริน ดูจะไม่สนใจใยดีเลยด้วยซ้ำ เพราะพวกเขารู้ว่าศักยภาพของ google นั้นมีมากมายมหาศาลแค่ไหน พวกเขาจึงโฟกัสไปที่การเสนอขายหุ้นแก่สาธารณะชนเพียงเท่านั้น

ซึ่งจะทำให้ google ได้รับเงินมากมายมหาศาล เพื่อมาพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงจ้างพนักงานหัวกะทิเพิ่มขึ้น เพื่อพา google ก้าวข้ามไปอีกระดับ ผ่านวัฒนธรรม และ รูปแบบการดำเนินการธุรกิจของพวกเขา ซึ่งหากเลือกทางไปอยู่กับ Microsoft นั้นคงจะไม่ดีต่อ google อย่างแน่นอน

แม้จะปฏิเสธข้อเสนอของ Microsoft แบบไม่ใยดีเลยก็ตาม แต่ Microsoft ก็ยังมั่นใจอยู่ว่า ความอหังการจะทำให้ google นั้นเดินซ้ำรอย NetScape ที่ถูก Microsoft ทำลายอย่างย่อยยับได้อย่างแน่นอน

แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่า NetScape กับ Google นั้นเป็นผลิตภัณฑ์และบริษัทที่แตกต่างกันอย่างมาก และที่สำคัญสิ่งที่ชี้ขาดธุรกิจของ NetScape คือการที่ตัว Browser ของ NetScape นั้นไม่มีการติดตั้งมาตั้งแต่โรงงาน ซึ่งเมื่อ Microsoft ได้ทำการออก Internet Exproler ให้ใช้ฟรี ก็ทำให้ NetScape นั้นเข้าสู่ทางตันทันที

NetScape ที่ถูก Microsoft ปล่อย IE มาตัดราคา จนกลายเป็นอดีต
NetScape ที่ถูก Microsoft ปล่อย IE มาตัดราคา จนล่มสลายเลยทีเดียว

Microsoft นั้นชนะ NetScape ทุกทาง เพราะมีการเขียน software มาอย่างดี และติดตั้งเป็นค่าเริ่มต้นมาพร้อมกับ Windows ได้ ส่วน google นั้นให้บริการฟรีอยู่แล้ว จึงไม่มีทางที่ Microsoft จะมาตัดราคาเหมือน NetScape ได้

ซึ่งมันมีเพียงทางเลือกเดียวที่จะสามารถล้ม google ได้คือ การสร้าง Search Engine ที่ดีกว่า ซึ่งมันเป็นวิธีในการยึดช่องทางหลักในการเข้าเว๊บของผู้ใช้งาน Internet ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นความเคยชิน ก็จะทำให้ google กลายเป็นอำนาจที่ทรงพลังที่สุดในอินเตอร์เน็ตได้ทันที

google นั้นพร้อมที่จะรับผู้ใช้งานจาก MSN เว๊บ Portal ของ Microsoft ในขณะนั้น ซึ่ง google นั้นมีเวลาหลายปีในการทำให้บริการมีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยจำนวน Server นับหมื่น ๆ เครื่อง

ในปี 2003 นั้น google ได้เริ่มพัฒนา Bigtable ซึ่งเป็นระบบคลังข้อมูลแบบกระจายสำหรับการจัดการข้อมูลที่จัดโครงสร้างแล้ว ซึ่งระบบดังกล่าวนั้นกลายเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ ที่ทำให้ google สามารถขยายขนาดได้อย่างมหาศาล ซึ่งแม้จะเป็นผู้นำในบริษัทเทคโนโลยีในขณะนั้น แต่ดูเหมือนว่าในสงคราม Search Engine นั้น Microsoft ยังตามหลัง google อยู่ไกลพอสมควรเลยทีเดียว

และในปึเดียวกันนี่เองที่ google กำลังเติบโตกลายเป็น Brand ยอดนิยมของคนทั่วโลก โดยแต่ละวันจะมีค้นหาข้อมูลด้วยภาษาของตนเองนับสิบ ๆ ล้านครั้งต่อวัน โดย Google สามารถรองรับการใช้งานได้กว่า 100 ภาษา เหล่าผู้คนทั่วโลกต่างใช้ Google ในชีวิตประจำวัน ใช้งานค้นหาทุกอย่างใน Google ตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน อย่างการทำอาหาร เรื่องที่อยู่อาศัย ไปจนถึง การค้นหาค้นคว้าเรื่องการศึกษา ความบันเทิง รวมถึงเรื่องเพศ ก็ตาม

นักธุรกิจ นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงเหล่าทนายความของพวกเขา ต่างใช้ Google ในการหาข้อมูลของคู่ค้าก่อนเจรจาการค้าครั้งสำคัญอยู่เสมอ เหล่านักเขียนหนังสือ ต่างค้นหาข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงข้อเท็จจริงโดยใช้ Google

แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐบาล ก็ยังใช้ Google ในการค้นหาเอกสารต่าง ๆ ด้วยตัวเองแทนใช้ผู้ช่วยเหมือนในอดีต วัยรุ่นผู้อยากรู้เนื้อเพลงยอดนิยม ก็แค่ค้นหา จากเนื้อเพลงบางส่วนได้จาก Google แม้กระทั่งสายลับ CIA ยังถึงกับใช้ Google ในการแกะรอยผู้ก่อการร้าย

ดังถึงขนาดที่ว่า เหล่าองค์กรอย่าง NSA , CIA ใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามการก่อการร้าย
ดังถึงขนาดที่ว่า เหล่าองค์กรอย่าง NSA , CIA ใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามการก่อการร้าย

การพัฒนาซอฟต์แวร์ก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว วิศวกรไม่ต้องไปนั่งหาข้อมูลในห้องสมุดเหมือนในอดีตอีกต่อไป ปัญหาทางคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะปัญหาเรื่อง Bug ต่าง ๆ สามารถค้นหาต้นตอได้ผ่าน Google 

คนป่วยใช้ Google ค้นหาโรคจากอาการของตน เหล่านักกีฬาค้นหาอุปกรณ์กีฬา หรือแม้กระทั่งตารางการแข่งขันก็สามารถหาได้จาก Google 

การท่องเที่ยวก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เดิมที่ต้องใช้หนังสือท่องเที่ยวเล่มหนาเต๊อะ แต่ตอนนี้สามารถวางแผนการท่องเที่ยวได้ผ่านการค้นหาข้อมูลสถานที่ต่างๆ  ผ่าน Google การท่องไปในโลกกว้างนั้นไม่ได้เป็นเรื่องยากอีกต่อไป แม้จะเข้าถึงยากเพียงใด ก็สามารถค้นหาข้อมูลได้ด้วย Google

เรียกได้ว่าเมื่อถึงตอนนี้นั้น google ได้กลายเป็น Brand หน้าใหม่ที่คนรู้จักกันทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคำว่า google ได้กลายเป็นเป็นคำสามัญในการค้นหาข้อมูลทาง internet เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ฝาก Microsoft ที่ทีมเฉพาะกิจอย่าง Underdog เพิ่งแก้ปัญหาทางเทคนิคต่าง ๆ ได้เสร็จสิ้นเพียงเท่านั้น ดูเหมือนจะตามหลัง google อยู่ค่อนข้างห่าง แล้ว Microsoft จะแก้สถานะการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นกับบริษัทพวกเขามาก่อนในครั้งนี้ได้อย่างไร โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 9 : Bing (But It’s Not Google)

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Beginning of Search *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol