Oneplus จากบทสนทนาในร้านกาแฟสู่มือถือ Flagship Killler

OnePlus ได้กลายเป็นแบรนด์มือถือระดับพรีเมียมทั่วโลกอย่างมีกลยุทธ์ นอกเหนือจาก มือถือตระกูล iOS อย่าง iPhone แล้ว OnePlus ถือเป็นหนึ่งในบริษัทมือถือที่ดีที่สุด ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android OS และแน่นอนว่าการที่จะกลายมาเป็นแบรนด์พรีเมี่ยมได้นั้น ล้วนแล้วแต่มาจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งที่ต้องการปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ที่มีอยู่ให้ได้รับประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดในราคาที่คุ้มค่าที่สุดนั่นเอง

ก่อนที่จะเปิดตัว OnePlus ในปี 2013 ต้องบอกว่าโทรศัพท์มือถือซัมซุงและโนเกียครองโลกของสมาร์ทโฟน แต่แบรนด์อย่าง Nokia นั้นกลับต้องเผชิญกับการล่มสลายที่ไม่มีใครคาดคิด อย่างรวดเร็ว

และเมื่อ OnePlus เริ่มทำการตลาดด้วยผลิตภัณฑ์เรือธงที่น่าดึงดูดใจ โดย OnePlus เปิดตัวในวันที่ 16 ธันวาคม 2013 โดย Pete Lau และ Carl Pei โดยที่ตั้งของบริษัทนั้น ตั้งอยู่ในประเทศจีนและในปัจจุบันมีรายได้ต่อปีกว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์

เรื่องราวมันเริ่มต้นจาก Pete Lau ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงในปี 1998 และได้เข้าทำงานกับ Oppo Electronics โดยตัวเขาทำงานที่นั่นในฐานะวิศวกรฮาร์ดแวร์และเมื่อเวลาผ่านไปเขาก็ไต่เต้าตำแหน่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นผู้อำนวยการแผนก Blu-ray ของ Oppo 

และการขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพของเขา คือการได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Oppo โดย Lau ได้รับการเสนอชื่อเป็นรองประธานของบริษัท และ ในไม่ช้าก็กลายเป็นเขานี่เองที่เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการรวมระบบปฏิบัติการ Android ให้เข้ากับสมาร์ทโฟนของ Oppo 

โดยหลังจากประสบความสำเร็จสูงสุดในหน้าที่การงาน เขาก็คิดถึงการทำธุรกิจอย่างจริงจัง จึงได้ก้าวลงจากตำแหน่งและออกจาก Oppo ในเดือนพฤศจิกายน 2013 เพื่อมาสานฝันในการสร้างธุรกิจของเขา

ส่วนผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนอย่าง Carl Pei นั้นได้ไปเรียนที่ Stockholm School of Economics ประเทศสวีเดน ในสาขาวิทยาศาสตร์ แต่เขาก็ได้ลาออกจากการเรียนกลางคันเพื่อเริ่มทำงานในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน 

ซึ่งก่อนที่เขาจะเลิกเรียนนั้น เขาได้เริ่มทำงานกับ Nokia เป็นเวลาสามเดือน ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่เขาเริ่มสนใจในธุรกิจสมาร์ทโฟนนับแต่นั้น ในช่วงปี 2011 Pei ได้เข้าร่วมกับ Meizu และทำงานที่นั่นในตำแหน่งพนักงานแบบเต็มเวลา หลังจากนั้นอีกหนึ่งปี Pei ได้เข้าร่วมงานกับ Oppo ในปี 2012 และเริ่มทำงานที่นั่นในตำแหน่งผู้จัดการตลาดต่างประเทศ โดยตัว Pei เองนั้นได้ทำงานอยู่ในทีมเดียวกับ Pete Lau และที่นั่นเองที่ทำให้ทั้งคู่ได้ริเริ่มแนวคิดของสมาร์ทโฟนตัวใหม่อย่าง OnePlus

สองคู่หูที่มีแนวความคิดเดียวกันในการสร้างมือถือที่ดีที่สุดในราคาถูกที่สุด
สองคู่หูที่มีแนวความคิดเดียวกันในการสร้างมือถือที่ดีที่สุดในราคาถูกที่สุด

การสนทนาในร้านกาแฟ

แนวคิดของ OnePlus ที่มีความพิเศษและมันมาจากการสนทนาบนโต๊ะกาแฟ ในขณะที่คุยกันเรื่องสมาร์ทโฟนและทั้งสองได้ถกกันในเรื่องประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้จะดีขึ้นได้อย่างไร 

ทั้งสองพบว่าประชากรส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะใช้ iPhone และไม่ใช้ Android ซึ่งคำถาม คือทำไม? ซึ่งจากการวิจัยหลังข้อมูลหลังการขายของผู้ใช้ ทั้งสองได้ข้อสรุปว่าส่วนใหญ่ระบบปฏิบัติการ Android ในขณะนั้นมีซอฟต์แวร์ผิดพลาดหรือเรื่องของคุณภาพที่ดูจะด้อยกว่าเมื่อเทียบกับ iPhone อย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นพวกเขาทั้งสองจึงนำแนวคิดดังกล่าวมาเริ่มสร้างมือถือที่ดีที่สุดและใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยในตอนแรกในการก่อตั้งบริษัทนั้น OnePlus มีพนักงานเพียงแค่ 5 คนเท่านั้น

การเปิดตัวและประสบความสำเร็จ

โดยเมื่อทั้งสองได้เริ่มทำงานในโครงการใหม่อย่าง OnePlus ซึ่งต้องบอกว่าในขณะนั้นแรงจูงใจหลักของพวกเขาคือการสร้างผลิตภัณฑ์มือถือสมาร์ทโฟนด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุดและสามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

และเมื่อ Oneplus รุ่นแรกของพวกเขาพร้อมจำหน่าย พวกเขาก็ได้สร้างกลยุทธ์ในการเปิดตัวแบบแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำ พวกเขาไม่ต้องการขายผลิตภัณฑ์ผ่านผู้ค้าปลีกทั่วไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดกล่าวว่าความคิดดังกล่าวนั้นอาจจะต้องเผชิญกับความหายนะเนื่องจากรูปแบบใหม่ที่พวกเขาคิดขึ้นมานั่นก็คือวิธีการสมัครสมาชิกที่มีราคาค่อนข้างสูง แต่การคาดการณ์เหล่านั้นถูกพิสูจน์แล้วว่าผิดเมื่อ OnePlus สามารถทำลายสถิติของบริษัทมือถือที่ประสบความสำเร็จทุกแห่งที่เคยขายสมาร์ทโฟนมาก่อนหน้านี้ ด้วยการขาย OnePlus รุ่นแรกได้ถึง 1.5 ล้านเครื่องภายในปีเดียว

โดยผลิตภัณฑ์ของ Oneplus นั้นมีชื่อเสียงในฐานะมือถือ “Flagship Killer” และแน่นอนว่ามือถือของพวกเขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดย Pete Lau คาดไว้ว่าจะขายได้เพียงแค่ 50,000 เครื่องเพียงเท่านั้นในปีแรกของการก่อตั้งบริษัท แต่ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่างทำให้ Oneplus กลายเป็นที่นิยมตั้งแต่รุ่นแรกทันที

มือถือ Oneplus ที่ถูกขนานนามว่า Flagship Killer
มือถือ Oneplus ที่ถูกขนานนามว่า Flagship Killer

ผลิตภัณฑ์ตัวแรกคือ OnePlus One และวางตลาดนอกประเทศจีนเป็นครั้งแรกในปี 2015 OnePlus ได้ขยายไปสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังจากที่พวกเขาร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Ecommerce ชื่อดังอย่าง Lazada ในประเทศ Indonesia

ผลิตภัณฑ์ถัดไปของพวกเขาคือ OnePlus 2 ที่ได้เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม ปี 2015 ตามด้วย OnePlus 3 ที่วางขายในตลาดจีน อเมริกาเหนือ สหภาพยุโรป รวมถึง อินเดีย

การประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วของ Oneplus ทำให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าในปี 2017-2018 และรายได้เพิ่มขึ้นเกือบห้าเท่าภายในปีเดียว โดยพวกเขาวางเป้าหมายของบริษัทให้กลายเป็นบริษัทที่สร้างมือถือที่ลูกค้าหลงรัก ซึ่งเหล่าลูกค้าส่วนใหญ่ของ Oneplus นั้นค่อนข้างประทับใจกับสินค้า และให้คะแนนของผลิตภัณฑ์ในระดับ 4 ดาวขึ้นไปแทบจะทั้งสิ้น

ในต้นปี 2018 การเปิดตัว OnePlus 6 บุกเข้าสู่ตลาดด้วยความทะเยอทะยาน และเป้าหมายของสูงสุดของพวกเขานั่นก็คือการล้มยักษ์ใหญ่อย่างApple iPhone โดยภายในครึ่งปีหลังของปี 2018 OnePlus 6 กลายเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงที่ขายดีที่สุดของบริษัททันที

อินเดียกลายเป็นตลาดสำคัญที่ทำให้ Oneplus เติบโตอย่างรวดเร็ว
อินเดียกลายเป็นตลาดสำคัญที่ทำให้ Oneplus เติบโตอย่างรวดเร็ว

และแน่นอนว่า ตลาดอินเดียนั้นมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ OnePlus เนื่องจาก Pete Lau กล่าวในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่าตลาดอินเดียนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างรายได้ทั่วโลกในปี 2018 ของ OnePlus ที่สูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ ได้นั่นเอง

และที่สำคัญในตอนนี้พวกเขากำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในฐานะมือถือ “Flagship Killer” ตัวจริง ที่พร้อมจะเขย่าตลาดมือถือโลก ในทุกครั้งที่พวกเขาออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างที่เราได้เห็น ซึ่งต้องเรียกว่า Oneplus ได้กลายเป็นบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดบริษัทหนึ่งในวงการธุรกิจมือถือโลกเลยก็ว่าได้ครับ

References : http://www.yourtechstory.com/2019/11/11/success-story-of-oneplus/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Fitbit กับเรื่องราวความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Wearable Tech

ในโลกเรานั้น มีประชากรเพียงส่วนน้อยที่มีการออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ และมีการดำเนินชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นปัญหาคือแรงจูงใจในการลุกขึ้นมาออกกำลังกลาย หรือ ดูแลสุขภาพ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของทุก ๆ คน

ดังนั้นการสร้างรายงานบันทึกกิจกรรมเพื่อสุขภาพของเรา โดยสร้างรูปแบบวิธีที่น่าสนใจ มันก็น่าจะสร้างออกมาเป็นธุรกิจได้อย่างที่ Eric Friedman และ James Park เปิดตัว Fitbit ขึ้นมาในปี 2007 ซึ่งต้องบอกว่าในช่วงเวลานั้น ถือเป็นธุรกิจที่ไม่มีใครเล็งเห็นถึงตลาดขนาดใหญ่นี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

บริษัท ที่ผลิตอุปกรณ์สวมใส่ที่มีความชาญฉลาดเพื่อติดตามคอยบันทึกสุขภาพของเรา ซึ่งเป็นที่น่าสนใจมากว่า Fitbit ดำเนินธุรกิจรอดมาได้อย่างไรกับความคิดเมื่อ 12 ปีที่แล้วเนื่องพวกเขาเกือบจะเจ๊งหลายต่อหลายครั้ง และในปัจจุบันที่ตลาดแข่งขันกันดุเดือด ก็ยังต้องแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple และ Xiaomi ที่หันมาโฟกัสในตลาดนี้เช่นเดียวกัน

เรื่องราวมันเกิดขึ้นหลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยคลีฟแลนด์ โอไฮโอ James Park ได้เข้าเรียนต่อที่ฮาร์วาร์ดทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ลาออก เขาได้เข้าไปทำงานกับมอร์แกนสแตนลีย์อยู่ช่วงหนึ่งในช่วงปี 1998-1999  

ในเดือนตุลาคมปี 1999 Park ได้ร่วมก่อตั้ง Epesi Technologies ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ ด้าน B2B integration software ตามด้วยการร่วมก่อตั้ง Wind-Up Labs ในปี 2002 เรื่องราวชีวิตของ James Park เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของคนยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก การออกจากมหาวิทยาลัยและสร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ให้กับตัวเอง

สองคู่หูที่เจอกันที่ Wind-Up Labs
สองคู่หูที่เจอกันที่ Wind-Up Labs

ในตอนนั้น Park กับ Friedman มีความคิดว่าจะทำอะไรบางอย่างด้วยเซ็นเซอร์ขนาดเล็ก ดังนั้นจึงเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมาของ Fitbit อุปกรณ์สำหรับการบันทึกข้อมูลด้านสุขภาพของคนทั่วไป

ส่วน Friedman นั้นเรียนจบ วิทยาการคอมพิวเตอร์ ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเยล โดยในปี 2000 Friedman ได้เข้าร่วมกับ Epesi Technologies ในตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ และได้ก่อตั้ง Wind-Up Labs ร่วมกับ Park ในเดือนสิงหาคม ปี 2002

ซึ่งตัว Friedman นั้นเคยทำงานให้กับ Microsoft ในช่วงแรก ๆ ในอาชีพวิศวกรของเขาและก่อนที่จะร่วมก่อตั้ง Fitbit เขาทำงานที่ CNET Networks ในตำแหน่ง Engineer Manager โดยในปัจจุบันเขาทำหน้าที่เป็น CTO ของ Fitbit

หลังจากก่อตั้ง Wind-Up Labs แล้วทั้ง Park และ Friedman ก็ได้เริ่มความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้า พวกเขาต้องการทำสิ่งที่ไม่เหมือนใครในขณะนั้น ด้วยเซ็นเซอร์ขนาดเล็กและพวกเขากำลังค้นพบศักยภาพที่ยิ่งใหญ่บางอย่างในแวดวงสุขภาพ 

พวกเขาได้สร้างอุปกรณ์ขนาดเล็ก ที่สามารถติดตามข้อมูลการออกกำลังกายส่วนตัวรวมถึงข้อมูลสุขภาพบางอย่างได้ พวกเขาคิดว่าพวกเขาอาจจะมีฐานลูกค้าอยู่จำนวนมหาศาลในตอนนั้นที่ยังไม่มีใครคาดคิดถึง 

ซึ่งในตอนแรกนั้นพวกเขาได้สร้างเพียงแผงวงจรขนาดเล็กหุ้มด้วยกล่องไม้เพื่อเป็นต้นแบบ ซึ่งมันช่วยให้เขาสามารถที่จะระดมทุนจากนักลงทุนได้กว่า 400,000 ดอลลาร์ เพื่อให้พวกเขาเริ่มผลิตอุปกรณ์ตัวจริงออกมา

ในวันที่ 9 กันยายน 2008 ทั้งคู่เข้าร่วมในการประชุม TechCrunch 50 และได้รับคำสั่งซื้อล่วงหน้าในงานดังกล่าวถึง 2,000 ชิ้น สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของพวกเขาในเพียงแค่วันเดียว พวกเขาเริ่มตระหนักในภายหลังว่ามันเป็นจำนวนคำสั่งซื้อที่น่าเหลือเชื่อ พวกเขาประเมินในตอนแรกไว้เพียงแค่ 50 ชิ้นเพียงเท่านั้น และต้องบอกว่าในตอนนั้นพวกเขายังไม่มีโรงงานที่จะผลิตเครื่อง Fitbit ในจำนวนมาก ๆ เลยเสียด้วยซ้ำ 

และสิ่งที่ยุ่งยากสำหรับพวกเขา คือ การขาดประสบการณ์ในการผลิตในจำนวนมาก ๆ  Park และ Friedman ใช้เวลาเกือบ 3 เดือนในการเยี่ยมชมโรงงานในเอเชียเพื่อหาวัตถุดิบและสร้างสายการผลิตขึ้นมา

หลังจากสองสามเดือนของการค้นหาโรงงานที่เหมาะสม พวกเขาต้องพบข่าวร้ายอีกครั้งเมื่อผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเริ่มแสดงข้อบกพร่องบางอย่างด้านเทคนิค รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเสาอากาศของผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ชะตากรรมของ Fitbit นั้นตกอยู่ในความเสี่ยงอีกครั้ง และในตอนนั้น ผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสองก็คิดที่จะยอมแพ้กับสิ่งที่เกิดขึ้น 

แต่สุดท้ายพวกเขาก็ผ่านมันมาได้สำเร็จ ในที่สุดพวกเขาก็สามารถเปิดตัวอุปกรณ์ Fitness Tracker ได้ในปี 2009 พวกเขาได้ทำการส่งมอบสินค้า 5,000 ชิ้นให้กับผู้ที่จองในช่วงแรก และ ยังได้รับการจองล่วงหน้าอีก 2,000 ชิ้น และเนื่องจากในตอนนั้นอุปกรณ์ดังกล่าวถือเป็นอุปกรณ์ที่ยังแทบจะไม่มีใครทำ ส่งผลให้ Fitbit จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

Fitness Tracker ของ Fitbit ถือเป็นอุปกรณ์แรก ๆ ของโลกในธุรกิจนี้
Fitness Tracker ของ Fitbit ถือเป็นอุปกรณ์แรก ๆ ของโลกในธุรกิจนี้

บริษัทเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มมีคู่แข่งเข้ามาใตลาดนี้ โดย สิ้นปี 2014 บริษัท มีรายรับรวม 745.4 ล้านดอลลาร์ และในปี 2015 บริษัท ได้ยื่นเสนอขายหุ้น IPO ครั้งแรก ทำให้บริษัทพวกเขามีมูลค่า 358 ล้านดอลลาร์ และในปีนั้นพวกเขาสามารถขายเครื่อง Fitness Tracker ได้มากกว่า 18 ล้านเครื่อง ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของพวกเขา

ในเดือนมีนาคม 2015 Fitbit ได้เข้าซื้อกิจการของ Firstar ในราคา 17.8 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยการซื้อ Coin ซึ่งเป็น บริษัทบัตรเครดิตในปี 2016 และในปี 2017 บริษัท ได้ซื้อ บริษัท Startup ที่สร้าง smartwatch อย่าง Vector Watch SRL และในปี 2018 ก็ได้เข้าซื้อบริษัท ซอฟต์แวร์ที่ว่าชื่อ Twine Health และการเติบโตของพวกเขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

เข้าสู่การ IPO ได้สำเร็จ
เข้าสู่การ IPO ได้สำเร็จ

และ ในที่สุดมันก็กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีอย่าง Google ที่สามารถคว้า Fitbit ไปครองได้สำเร็จ ซึ่ง Google ได้เข้าซื้อบริษัท Fitbit อย่างเป็นทางการ เพื่อนำมาเสริมทัพระบบปฏิบัติการ Wear OS และอุปกรณ์สวมใส่ของตัวเองอย่าง Google Fit ด้วยมูลค่ากว่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท ที่เป็นการ Exit ที่น่าสนใจของสองผู้ก่อตั้งทั้ง James และ Friedman ในการนำพาบริษัทก้าวมาถึงจุดนี้ ได้สำเร็จ

Fitbit ถือว่าเป็นบริษัทที่บุกเบิกอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์สวมใส่เลยก็ว่าได้ โดยเริ่มจากทำอุปกรณ์ที่สวมใส่ข้อมือในการแทร็กจำนวนก้าว และการออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน ซึ่งถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

ต้องบอกว่า เป็นเพราะเหล่าทีมนักพัฒนา รวมถึงวิศกร ที่ได้พัฒนาทั้งด้านซอฟต์แวร์, ฮาร์ดแวร์ และ AI รวมถึงสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ จิตวิญญาณนักสู้ของสองผู้ก่อตั้งอย่าง James และ Friedman นั่นเอง ที่ทำให้ Fitibt ประสบความสำเร็จเหมือนอย่างที่เราได้เห็นกันนั่นเองครับ

References : https://techstory.in/the-fitbit-story-how-it-scripted-wearable-techs-biggest-success-story/ http://www.yourtechstory.com/2019/11/05/success-story-of-fitbit https://en.wikipedia.org/wiki/Fitbit https://www.wired.com/story/how-fitbit-got-us-all-moving/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Promobot กับหุ่นยนต์มนุษย์โคลนนิ่งสุดล้ำจากรัสเซีย

Promobot บริษัท Startup จากรัสเซีย ที่ตอนนี้ได้ทำการขายหุ่นยนต์แบบอัตโนมัติรุ่นใหม่ ที่ผู้ซื้อสามารถเลือกที่จะทำให้หุ่นยนต์ให้ดูเหมือนคน ๆ ใดบนโลกก็ได้

“ ตอนนี้ทุกคนจะสามารถสั่งหุ่นยนต์ได้ไม่ว่าจะเป็นสำหรับองค์กรธุรกิจหรือเพื่อใช้ส่วนตัว” Aleksei Iuzhakov ประธานคณะกรรมการ Promobot กล่าวในงานแถลงข่าว “
ลองนึกภาพจำลองของ Michael Jordan ที่กำลังขายชุดกีฬาบาสเก็ตบอลให้กับคุณ และ William Shakespeare ที่กำลังอ่านตำราของตัวเองในพิพิธภัณฑ์ ให้ผู้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ได้ฟังกันดูสิ”

Promobot ใน model Robo-C แม้มันจะไม่สามารถเดินได้เหมือนมนุษย์ปรกติ แต่ลำคอและลำตัวแต่ สามารถปรับได้สามระดับในการเคลื่อนไหวตามที่เว็บไซต์ของ Promobot ได้รายงานออกมา

โดยใบหน้าของเจ้าหุ่นยนต์มันจะมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวได้ 18 ชิ้นซึ่งทำให้หุ่นยนต์สามารถสร้างการแสดงออกได้ 600 รูปแบบที่แตกต่างกัน และมีโมดูลเสียงที่ใช้เทคโนโลยี AI ที่สาสามารถสร้างชุดคำพูดได้ 100,000 คำ

“ช่วงเวลาที่สำคัญในการพัฒนา ของ Robo-C เป็นการแปลงของบุคลิกภาพและการสร้างลักษณะของแต่ละบุคคลที่” ผู้ร่วมก่อตั้ง Oleg Kivokurtsev ของ Promobot กล่าวกับ CNBC “เป็นผลให้เกิดหุ่นยนต์โคลนนิ่งแบบดิจิตอลที่เป็นอมตะตลอดกาล ที่สามารถนำเสนอให้กับลูกค้าของเราได้”

Promobot บอกกับ CNBC ว่าตอนนี้มีการสั่งซื้อ Robo-Cs เข้ามาแล้ว และตอนนี้บริษัทได้เริ่มสร้างหุ่นยนต์โคลนนิ่งจำนวน 4 ตัวให้กับลูกค้า

หนึ่งในหุ่นยนต์จะถูกส่งไปประจำการในศูนย์บริการของรัฐ ซึ่งจะทำหน้าที่หลายอย่างรวมถึงการสแกนหนังสือเดินทาง โดยหุ่นอีกตัวหนึ่งจะเป็นการโคลนนิ่งของ Albert Einstein สำหรับแสดงในงานนิทรรศการหุ่นยนต์

ส่วนอีกสองตัวสุดท้าย ตามรายงานของ CNBC จะเป็นโคลนนิ่งหุ่นยนต์ของพ่อและแม่ในครอบครัวของลูกค้าชาวตะวันออกกลาง ซึ่งต้องการหุ่นยนต์ เพื่อจุดประสงค์ที่แปลกประหลาด ที่เขาต้องการหุ่นยนต์พ่อแม่ของเขาในการช่วยอวยพรแขกในงานต่าง ๆ เพื่อลดภาระงานของพ่อแม่ที่เป็นมนุษย์จริง ๆ ของเขานั่นเอง

References : https://www.cnbc.com/2019/10/31/human-like-androids-have-entered-the-workplace-and-may-take-your-job.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

จากความน่าเบื่อในการจองตั๋วเครื่องบิน สู่ Booking Platform อย่าง Traveloka

ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักท่องเที่ยว นักธุรกิจหรือ ครอบครัว การเดินทางเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของทุกคน ดังนั้นจึงค่อนข้างยุ่งยากเมื่อเรามีปัญหาในการจองเที่ยวบินหรือเลือกห้องพักในโรงแรมที่ดี 

ในปัจจุบัน บริษัท ต่างๆได้มีแอพและเว็บไซต์ที่ช่วยในการจองสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เหล่านี้มากมาย ซึ่ง บริษัทหนึ่งที่เกิดขึ้นจากความคิดดังกล่าวนี้ ก็ คือ Traveloka ซึ่งได้เริ่มต้นในปี 2012 แต่มีน้อยคนนักที่รู้ว่า Traveloka กำลังจะปฏิวัติวงการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Traveloka เป็นแพลตฟอร์มการจองทางเว็บและแอพที่ช่วยให้ผู้คนสามารถจองตั๋วเครื่องบินหรือโรงแรมได้อย่างง่ายดาย Traveloka มีสำนักงานใหญ่ในกรุงจาการ์ตา ซึ่งได้กลายเป็นบริการที่นิยมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

และมีการขยายไปยังในหลาย ๆ ประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย ฟิลิปปินส์และเวียดนาม จุดประสงค์หลักของแพลตฟอร์มนี้คือการมอบข้อเสนอเที่ยวบินที่ดีที่สุดและจองโรงแรมราคาประหยัด ให้กับลูกค้าของพวกเขาทั้งหมด 

โดยผู้ใช้สามารถใช้งานผ่านตัวกรองและเรียงลำดับตัวเลือก เพื่อจัดการทุกอย่างในการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด Traveloka ปรับปรุงแอพและเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้บริการที่สะดวกยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

Traveloka ก่อตั้งโดย Derianto Kusuma, Ferry Unardi (ดรอปเรียนจาก Harvard) และ Albert Zhang ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากการที่ Derianto Kusuma ต้องเจอกับความยุ่งยากในการจองตั๋วกลับบ้านของเขาในอินโดนีเซีย 

3 ผู้ก่อตั้งกับ pain point คือ ความยากในการจองตั๋วกลับบ้าน
3 ผู้ก่อตั้งกับ pain point คือ ความยากในการจองตั๋วกลับบ้าน

ดังนั้นเมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเหล่านี้กลับไปที่บ้านเกิดของพวกเขา จึงได้คิดที่จะสร้างเว็บไซต์ที่จะทำให้การเดินทางง่ายขึ้นสำหรับทุกคน พวกเขาต้องการมุ่งเน้นไปที่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลักซึ่งมีเว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการเฉพาะของนักเดินทางซึ่งกำลังมีตัวเลขที่เติบโตขึ้นอย่างมหาศาล

แรกเริ่มนั้นบริษัทเป็นเว็บไซต์ที่ให้การเปรียบเทียบราคาให้กับลูกค้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำงานร่วมกับ OTA (Online Travel Agents) และผู้ให้บริการการท่องเที่ยวอื่น ๆ ทำให้มาร์จิ้นอยู่ในระดับต่ำมาก

เพราะในฐานะเว๊บไซต์เปรียบเทียบราคาจะได้รับค่าคอมมิชชั่นจากค่าคอมมิชชั่นที่ OTA ได้รับต่ออีกทอดหนึ่งซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก  แต่ในปี 2013 พวกเขาเริ่มสร้างบริการจองตั๋วบนเว็บไซต์ของพวกเขาเอง และหลังจากนั้นในปี 2014 คือ การรวมการจองโรงแรมในเว็บไซต์ของพวกเขา 

จากนั้นเส้นทางของพวกเขาก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พวกเขาให้บริการในสิ่งที่ผู้โดยสาร นักเดินทาง นักท่องเที่ยว ต่างต้องการ ที่ยังไม่มีบริการใดสามารถตอบโจทย์พวกเขาได้เหมือน Traveloka ในขณะนั้น

บริษัท ที่เริ่มต้นด้วยพนักงานเพียง 8 คน ณ ตอนนี้พวกเขามีพนักงานมากกว่า 2,000 คนที่ทำงานกับพวกเขาในระดับภูมิภาค การระดมทุนครั้งแรก ได้รับเงินมาจาก East Venture ในปี 2012

หลังจากนั้นพวกเขาได้เปิดตัวแอพบนมือถือสำหรับแพลตฟอร์ม iOS และ Android ในปี 2014 เช่นกัน ในปี 2015 พวกเขาได้เพิ่มข้อมูลโรงแรม ที่พัก รวมถึงสายการบินจากต่างประเทศจำนวนมากเข้าไปไว้ในเว็บไซต์ และพวกเขาไม่ได้เป็นไซต์ที่ให้บริการเฉพาะในอินโดนีเซียอีกต่อไป 

ในปี 2017 พวกเขาเริ่มเปิดบริการจองรถไฟภายในอินโดนีเซียและเที่ยวบินรวมถึงแพ็คเกจโรงแรมในภูมิภาคเดียวกันด้วย ซึ่งในปีเดียวกันนี้เอง ที่มีการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นมือถือสูงถึง 20 ล้านครั้ง ความนิยมและความสำเร็จของพวกเขาทำให้พวกเขาเป็นผู้สนับสนุนรายการ Got Talent 2 ของเอเชียในปี 2017 พวกเขายังเป็นผู้สนับสนุนระดับ Gold สำหรับ มหกรรมกีฬาของชาวอาเซียนอย่าง SEA Games ครั้งที่ 29 ที่จัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ 

สิ่งสำคัญเกี่ยวกับเว็บไซต์การจองออนไลน์ใด ๆ คือคุณสมบัติที่มีให้กับลูกค้าของพวกเขา คุณสมบัติของ Traveloka ได้รับการพัฒนามาหลายปีเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงทำให้เหล่านักเดินทางหลงรักบริการของ Traveloka 

ด้วยบริการที่ใช้ง่าย และตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางจริง ๆ ทำให้ Traveloka เติบโตอย่างรวดเร็ว
ด้วยบริการที่ใช้ง่าย และตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางจริง ๆ ทำให้ Traveloka เติบโตอย่างรวดเร็ว

บริการบางส่วนที่นำเสนอโดย Traveloka คือ การจองเที่ยวบิน การจองโรงแรม แพ็คเกจการบินและโรงแรม การจองรถไฟ การเติมเงิน และแพคเกจการจองตั๋วสถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมต่างๆ นอกจากนี้บริการล่าสุดของพวกเขาคือการจ่ายบิล ช่วยให้ผู้คนชำระค่าไฟฟ้าของ PLN, PDAM, BPJS Kesehatan และ Telkom ในประเทศอินโดนีเซียได้

ผู้ใช้สามารถจองเที่ยวบินไปยังจุดหมายปลายทางที่แตกต่างกันและพวกเขามีตัวเลือกการจองที่รวดเร็วเช่นกัน ผู้คนสามารถดูหลายตัวเลือกก่อนที่จะได้รับตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุด

เว็บไซต์ยังรับรองว่าพวกเขามีแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดและน่าเชื่อถือที่สุดในการมอบตั๋วให้กับลูกค้าทุก ๆ คน  Traveloka ได้ทำการตกลงกับสายการบินที่มีชื่อเสียงมากมายเพื่อมอบอัตราค่าโดยสารที่สามารถแข่งขันได้มากที่สุด 

พวกเขายังมีตัวเลือกการชำระเงินมากมายซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมได้อย่างปลอดภัยบนเว็บไซต์ การจองโรงแรมเป็นอีกหนึ่งบริการยอดนิยมที่จัดทำโดยพวกเขา ด้วยจำนวนโรงแรมที่เยอะมากของพวกเขา

ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถจองที่พักได้ทุกประเภททั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในประเทศปลายทางการท่องเที่ยวชื่อดังต่าง ๆ เช่น อิตาลี และออสเตรเลีย และแน่นอนว่าการจองโรงแรมราคาไม่แพงและตั๋วเครื่องบินที่แสนถูก นั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการเริ่มต้นการเดินทางของเหล่านักเดินทาง นักท่องเที่ยวทุกคนที่ทำให้พวกเขาหลงรัก Traveloka นั่นเองครับ

References : https://www.techinasia.com/indonesia-traveloka-unicorn-market-analysis https://www.phocuswire.com/The-story-behind-Travelokas-pivot-from-metasearch-to-OTA http://www.newindianexpress.com/business/2018/mar/01/traveloka—an-innovative-booking-site-1780674.html https://en.wikipedia.org/wiki/Traveloka https://www.digitalnewsasia.com/startups/indonesia%E2%80%99s-traveloka-begins-south-east-asian-voyage https://dailysocial.id/post/traveloka-mungkin-telah-akuisisi-rivalnya-pegipegi-awal-tahun-ini

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Go-Jek กับเส้นทางจากรถมอเตอร์ไซค์ 20 คัน สู่ Unicorn Startup

ในประเทศไทยหลายคนอาจจะไม่มีใครรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ ‘Go-Jek’ เพราะในประเทศไทยนั้นถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Get’ อย่างไรก็ตามในวันนี้ชาวอาเซียนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงได้ยอมรับ ‘Go-Jek’ (Get) เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เรื่องราวมันเริ่มต้นที่เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย ที่เมืองจาร์กาตาร์ ซึ่ง รถมอเตอร์ไซด์รับจ้างหรือที่รู้จักในชื่อ ‘ojek’ เป็นส่วนหนึ่งของระบบการขนส่งของอินโดนีเซียมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม Nadiem Makarim ได้นำมันไปสู่อีกระดับ ด้วยการเริ่มธุรกิจของเขาที่ชื่อ Go-Jek ซึ่งกล่าวโดยย่อคือบริการบนแอพมือถือสำหรับการจอง ojek นั่นเอง

มีรายงานว่ามีความคิดเกิดขึ้นเพราะ Nadiem มักใช้ ojek เป็นประจำอยู่เสมอ โดยในขณะที่คุยกับผู้ขับขี่ เขาพบว่าผู้ขี่ ojek ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการรอลูกค้า ดังนั้นเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการช่วยให้ลูกค้าที่มีศักยภาพสามารถเชื่อมต่อกับผู้ขี่ ojek เหล่านี้ (โดยไม่ต้องเดินไปที่ ‘สถานี ojek ที่ใกล้ที่สุด) ทีมของเขาจึงได้สร้างแอปพลิเคชั่นบนมือถือขึ้นมาในชื่อว่า Go-Jek หรือ Get ในประเทศไทยนั่นเอง

โดยการดาวน์โหลดแอปลูกค้าสามารถใช้บริการ ojek ซึ่งจะเช็คจาก location ของลูกค้า และพาลูกค้าไปยังปลายทางของเขา  ซึ่งนั่นเป็นแนวคิดพื้นฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริการขนส่งของ Go-Jek แต่ บริษัท ได้ขยายไปสู่บริการประเภทอื่น ๆ เช่น การส่งอาหารและ การสั่งซื้อตั๋วในบริการต่าง ๆ

Nadiem เริ่มต้น Go-Jek ด้วยพนักงาน 10 คนและพนักงานขับรถอีก 20 คน หนึ่งในความท้าทายแรกของเขาคือการรับสมัครพนักงานขับรถ เพราะในเวลานั้น Go-Jek เป็นชื่อที่ไม่มีใครรู้จัก 

มาปรับบริการขนส่งผ่านมอเตอร์ไซต์อย่าง ojek ให้ขึ้นมาบนออนไลน์
มาปรับบริการขนส่งผ่านมอเตอร์ไซต์อย่าง ojek ให้ขึ้นมาบนออนไลน์

ดังนั้น Nadiem จึงไปที่ ‘สถานี ojek’ ซึ่งคนขับ ojek มักจะรวมกันอยู่ และนั่งรอลูกค้าของพวกเขา ซึ่งที่นั่นเองเขาได้พูดคุยกับเหล่าพนักงานขับ ojek โดยเขามักซื้อกาแฟและบุหรี่เพื่อให้คนขับรถเปิดใจมากขึ้นกับเทคโนโลยีใหม่ที่เขากำลังนำเสนอ และในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวให้เหล่าพนักงานขับรถเหล่านี้เข้ามาร่วม Go-Jek ได้สำเร็จ

ความท้าทายอีกประการหนึ่งมาจากพนักงานขับ ojek ‘ดั้งเดิม’ ซึ่งแตกต่างจากพนักงานขับ Go-Jek ที่อยู่บนออนไลน์ เนื่องจากราคาที่ถูกกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากมีการส่งเสริมการขายและทำโปรโมชั่นที่มากขึ้นเพื่อดึงดูดให้คนหันมาใช้บริการ Go-Jek

ทำให้ Go-Jek ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเหล่าคนขับเก่า ๆ นั้นจะสูญเสียลูกค้าไป บางครั้งพวกเขากำลังก้าวร้าวต่อเหล่าพนักงานขับรถของ Go-Jek โดย มีรายงานว่ามีเหตุการณ์หลากหลายรูปแบบเกิดขึ้น ตั้งแต่การคุกคามจนถึงการโจมตีพนักงานขับรถของ Go-Jek เหล่านี้

ในขณะเดียวกันเมื่อ Go-Jek เป็นที่นิยมมากขึ้น ก็เริ่มมีคู่แข่งที่ต้องการเข้าร่วมในตลาดนี้ ซึ่งมี แอปพลิเคชั่น ojek ออนไลน์อื่น ๆ ได้เริ่มปรากฏขึ้น และหนึ่งในการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดก็ คือ GrabBike จากมาเลเซีย ซึ่งเป็นบริการแอพพลิเคชั่นที่นำเสนอโดยกลุ่ม GrabTaxi ที่มีรูปแบบธุรกิจที่คล้ายกัน ประสบการณ์ผู้ใช้ในแอปและการแข่งขันด้านราคาทำให้ทั้งสองบริการนั้นมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในหมู่ชาวอินโดนีเซีย

ความท้าทายอีกอย่างนึง นั้นมาจากกระทรวงคมนาคมที่ห้ามการใช้งาน ojek แบบออนไลน์ อย่างไรก็ตามลูกค้ารู้สึกว่าการเกิดขึ้นของ Go-Jek ทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้บริการขนส่งที่รวดเร็วต่อการจราจรติดขัดของเมือง

หัวหน้าหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค Tulus Abadi กล่าว่า “การเพิ่มขึ้นของมอเตอร์ไซค์ และ ojek เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถให้บริการขนส่งสาธารณะได้อย่างเหมาะสม แม้ว่าเมื่อมี (บริการ ojek ออนไลน์) มันทำให้กลายเป็นปรากฏการณ์ ที่มากำจัดระบบขนส่งสาธารณะอย่างเป็นทางการนั่นเอง”

ซึ่งหลังจากได้รับความนิยมอย่างสูง จนกลายเป็นบริการยอดฮิตในประเทศอินโดนีเซีย Nadiem ก็ไม่รอช้าที่จะขยายบริการไปสู่ส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น การขนส่งอาหาร และ บริการช้อปปิ้ง ตอนนี้พวกเขาได้เพิ่ม Go-Food, Go-Mart, Go-Glam, Go-Clean, Go-Massage, Go-Box, Go-Busway และ Go-Tix และอีกมากมายให้กับประชาชนชาวอินโดนีเซีย

ขยายบริการไปยังส่วนต่าง ๆ ครอบคลุมทุกบริการผ่าน app Go-Jek
ขยายบริการไปยังส่วนต่าง ๆ ครอบคลุมทุกบริการผ่าน app Go-Jek

ในวันนี้ชาวอินโดนีเซียโดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงจาการ์ตาและเมืองปริมณฑลได้ยอมรับ Go-Jek เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งเพียงแค่ภายในหนึ่งปีแรก แอปพลิเคชั่น Go-Jek มียอดดาวน์โหลดเกือบ 10 ล้านครั้ง มีพนักงานขับรถของ ojek มากกว่า 200,000 คน และขยายกิจการไปทั่วภูมิภาคอาเซียนอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน Go-Jek ได้กลายเป็น Super App ที่ให้บริการต่าง ๆ มากมาย ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการสินเชื่อและการชำระเงินระดับโลกอย่าง VISA ซึ่งได้เข้าร่วมในการระดมทุนรอบ Series F ที่ต่อเนื่องของ Go-Jek ด้วยจำนวนเงินที่ไม่เปิดเผย 

สำหรับนักลงทุนอื่น ๆ ที่ร่วมลงทุนกับ Go-Jek ได้แก่ Mitsubishi Motors Corporation, Mitsubishi Corporation และการลงทุนจาก Mitsubishi UFJ Lease & Finance รวมถึงธนาคารไทยพาณิชย์ในประเทศไทย

เมื่อต้นปี 2019 มีรายงานว่า Go-Jek ได้รับการประเมินมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านเหรียญ ส่วนผู้ก่อตั้งอย่าง Nadiem ได้ลาออกจากบริษัท เพื่อเข้ารับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของอินโดนีเซียของประธานาธิบดี Joko Widodo โดยเขาจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรม (Education and Cultural Affairs Minister)

References : https://www.todayonline.com/commentary/lessons-go-jek https://greenhouse.co/blog/go-jek-story-indonesias-unicorn-journey/ https://www.globalindonesianvoices.com/24550/the-go-jeks-story/ https://www.crowdfundinsider.com/2019/07/149566-unicorn-gojek-receives-investment-from-visa/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol