Spotify Play กับแนวคิดทางธุรกิจมิวสิคสตรีมมิ่งที่ผิดพลาดมาตั้งแต่เริ่มต้น

เป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่มีเนื้อหาที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการก่อตั้ง Spotify บริการ Music Streaming ที่ตอนนี้ครองส่วนแบ่งการตลาดได้มากที่สุดในโลก

หนังสือที่มีชื่อว่า The Spotify Play : How CEO and Founder Daniel Ek Beat Apple, Google, and Amazon in the Race for Audio Dominance โดย Sven Carlsson และ Jonas Leijonhufvud ได้ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดของการก่อตั้ง Spotify ยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีจากสวีเดนไว้แบบละเอียด

น่าสนใจนะครับ สวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สร้างบริการด้านเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย Skype เองก็ก่อตั้งขึ้นที่สวีเดน แล้วถูก Microsoft ซื้อกิจการไปในท้ายที่สุด หรือบริการสุดฮ็อตด้านฟินเทคในตอนนี้อย่าง Klarna เองก็ก่อตั้งขึ้นใน Sweden

เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ทางด้านเทคโนโลยี ที่มีมนสเน่ห์เป็นอย่างมาก มีการรวมตัวของเหล่ายอดอัจฉริยะ เหล่าแฮ็กเกอร์มากมายที่มีอยู่ในสวีเดน ทั้งด้านสว่างและด้านมืด อย่าง The Pirate Bay เว็บไซต์ torrent เถื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เรื่องราวของ Spotify โดยผู้ก่อตั้งอย่าง Daniel Ek นั้นถือว่าน่าสนใจ ความผิดหวังจากการไม่สามารถไปทำงานกับ Google ได้ ทำให้เกิดแรงผลักดันให้ตัวเขาต้องการพิสูจน์ตัวเองด้วยธุรกิจที่สร้างขึ้นมากับมือ

ในสวีเดนแม้จะมี ecosystem ที่ใหญ่ไม่เท่ากับ Silicon Valley แต่พวกเขาก็เคยมีคนที่ปูทางความสำเร็จมาก่อนหน้าแล้วอย่าง Skype ที่ก่อตั้งโดย Niklas Zennstrom ทำให้มีเหล่า VC หรือ Angel Investor มากมายที่พร้อมจะทุ่มอัดเม็ดเงินให้กับบริการใหม่ ๆ ที่อาจจะเปลี่ยนโลก และสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับพวกเขาได้ในอนาคต

Niklas Zennstrom ผู้ก่อตั้ง Skype ที่เป็น icon วงการเทคโนโลยีของสวีเดน (CR:Forbes)
Niklas Zennstrom ผู้ก่อตั้ง Skype ที่เป็น icon วงการเทคโนโลยีของสวีเดน (CR:Forbes)

นั่นคือตัวอย่างของประเทศที่ต้องมีต้นแบบ เมื่อมีต้นแบบแรกที่สำเร็จ รุ่นหลัง ๆ ก็จะตามมา อย่างที่เราได้เห็นสิ่งที่เกิดใน สิงค์โปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซียหรือแม้กระทั่งเวียดนาม ซึ่งเมื่อมี unicorn แรก รายอื่น ๆ ก็จะตามมาในไม่ช้า หรือในไทยเองก็ตาม

แล้วถามว่าหนังสือเล่มนี้มีความน่าสนใจที่ส่วนไหน ผมมองว่าหลาย ๆ ส่วนของหนังสือเล่มนี้ มันก็ให้แรงบันดาลใจได้ดีไม่ต่างจากเรื่องราวของ Mark Zuckerberg เลยด้วยซ้ำ

แต่ประเด็นที่น่าสนใจหลังจากที่ทั้งได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และ ดูซีรีส์อย่าง The Playlist ทาง Netflix มีสิ่งหนึ่งที่ถ่ายทอดได้เหมือนกันก็คือ :

Deniel Ek เอง ไม่ได้คิดโมเดลธุรกิจที่ถูกต้องมาตั้งแต่แรก มันทำให้เกิดปัญหาจนยากที่จะแก้ไขมาจนถึงปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่า แม้สตรีมมิ่งจะเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ที่แม้แต่ Apple ยังต้องยอมปรับเปลี่ยนธุรกิจของตนเองจากขายเพลงทีละเพลงมาเป็น Apple Music

แต่ปัญหาก็คือ ทำไมแม้ Spotify จะก่อตั้งมาเป็นสิบปี แต่ปัญหากับศิลปิน คนแต่งเพลง หรือคนที่เกี่ยวข้องในวงการ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น ทุกคนต่างเรียกร้องในสิ่งที่ควรได้มากกว่านี้แม้กระทั่งค่ายเพลง

Deniel Ek เป็นนักอุดมคติ ที่คิดหาวิธีให้วงการเพลงหลุดพ้นจากเว็บเถื่อนอย่าง The Pirate Bay ที่กำลังรุ่งเรืองอยู่ในยุคนนั้น

ที่สำคัญเขาโตมากับธุรกิจโฆษณา เพราะธุรกิจแรกที่เขาทำแล้วประสบความสำเร็จจนสามารถขายกิจการได้นั้นเกี่ยวข้องกับโฆษณาโดยเฉพาะ

ในขณะที่ตอนนั้น Apple มีโมเดลที่ดีอยู่แล้วนั่นก็คือการขายเพลงผ่าน itunes ในราคาเพลงละ 99 เซ็นต์ ซึ่งสามารถแบ่งส่วนแบ่งให้กับทุกได้อย่างไม่มีปัญหาเพราะเป็นการขายแบบเพลงต่อเพลง

แต่การคิดโมเดลแบบสตรีมมิ่งนั้น Ek เองไม่ได้คิดอย่างถี่ถ้วน แม้เขาจะระดมทุนได้มากมายเนื่องจากมีผลิตภัณฑ์ที่สุดยอด สามารถคลิกแล้วเล่นเพลงได้แบบแทบจะทันที ซึ่งไม่มีใครเคยทำได้มาก่อนบนโลกนี้

แต่เขาคิดว่าเรื่องลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่คุยง่าย ซึ่งตอนแรกเขายังคิดแค่ว่าไปขอลิขสิทธิ์การสตรีมมิ่งจากหน่วยงานของสวีเดนที่ดูแลลิขสิทธิ์ในส่วนของการแพร่กระจายทางวิทยุเสียด้วยซ้ำ ไม่ต้องไปเจรจากับค่ายเพลงโดยตรง

แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ แต่ธุรกิจต้องเดินหน้าต่อทุนก็ระดมกันมาได้เยอะ ทำให้เจอกับปัญหาข้อกฏหมายมากมาย ในการเจรจากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ซึ่งสุดท้าย Ek ก็ต้องเป็นฝ่ายยอมซึ่งทำให้ Spotify เสียเปรียบเป็นอย่างมาก เพราะเงินส่วนใหญ่จากการสตรีมมิ่งจะตกไปอยู่กับค่ายเพลงไม่ใช่ทั้ง Spotify และ ศิลปิน

และการเจรจาต่อรองก็เป็นแบบระยะสั้น ต้องต่อสัญญากันตลอดทำให้อำนาจไปตกอยู่กับค่ายเพลง ซึ่งจะเห็นสัดส่วนการถือหุ้นที่สุดท้ายเหล่าค่ายเพลงกลายมาเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนที่สูงมาก ๆ ในแพลตฟอร์ม และยังได้เงินจากค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติมอีกด้วย

จากสถานการณ์ที่เห็นในตอนนี้ ราคาหุ้นของ Spotify เองก็กำลังย่ำแย่ แถมยังต้องทะเลาะกับศิลปินมากหน้าหลายตาโดยเฉพาะรายใหญ่ ๆ ที่ต้องการส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นจากการสตรีมในแพล็ตฟอร์มของ Spotify

แถมยังเจอกับการแข่งขันโดยเจ้าใหญ่อย่าง Apple Music ที่มีสรรพกำลังโดยเฉพาะเงินทุนที่มากโข รวมถึงการเข้าใจกลุ่มศิลปินที่มากกว่า Spotify อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ดีของ Jimmy Iovine (ผู้ก่อตั้ง Beats ที่ถูก Apple ซื้อกิจการไป) ที่มาจากวงการเพลงโดยตรง

Jimmy Iovine (ผู้ก่อตั้ง Beats ที่ถูก Apple ซื้อกิจการไป) ที่มาจากวงการเพลงโดยตรง CR : nottinghillacademyofmusic)
Jimmy Iovine (ผู้ก่อตั้ง Beats ที่ถูก Apple ซื้อกิจการไป) ที่มาจากวงการเพลงโดยตรง CR : nottinghillacademyofmusic)

แม้สุดท้ายแล้วมันจะทำให้ Deniel Ek กลายเป็นมหาเศรษฐีเนื่องจากมูลค่ากิจการที่สูงเป็นพันล้านเหรียญ แต่ปัญหาของ Spoitfy ที่มาจากรากเหง้าของโมเดลธุรกิจนั้น ก็จะตามหลอกหลอนเขาไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียวนั่นเองครับผม

References :
หนังสือ The Spotify Play : How CEO and Founder Daniel Ek Beat Apple, Google, and Amazon in the Race for Audio Dominance โดย Sven Carlsson และ Jonas Leijonhufvud
https://musictech.com/news/industry/spotifys-next-wave-of-growth-is-superfan-monetisation-ceo-daniel-ek-shares-in-investor-call/

เหตุใด Visa และ Mastercard จึงยังไม่ประสบชะตากรรมเดียวกันกับ Kodak

อีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจมาก ๆ ว่าเหตุใดพวกเขายังครองความยิ่งใหญ่ ในยุคที่ธุรกิจด้านฟินเทคเกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ซึ่งมาถึงตอนนี้ ในโลกของเรามีบริษัทยูนิคอร์นฟินเทคถึง 332 แห่ง

สิ่งที่โดดเด่นพอๆ กันคือการครอบงำของอาณาจักรเทคโนโลยีทางการเงินของบริษัทมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่จัดการกับการชำระเงินไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดย 8 ใน 10 อันดับแรก ได้แก่ PayPal, Ant, Stripe, Shopify, Adyen, Block (เดิมคือ Square), Checkout.com และ Afterpay

แรงขับเคลื่อนสำคัญของความเฟื่องฟูที่เกิดขึ้นกับแวดวงฟินเทคทั่วโลกคือการลดลงอย่างต่อเนื่องของการใช้เงินสดในประเทศเศรษฐกิจหลักทั้งหมดของโลก และการเร่งความเร็วของการชำระเงินแบบดิจิทัลไปพร้อม ๆ กัน

จากข้อมูลของ Merchant Machine ประเทศที่มีเศรษฐกิจดิจิทัลมากที่สุด ได้แก่ สวีเดน สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก ซึ่งพวกเขาดำเนินการชำระเงินด้วยเงินสดในสัดส่วนเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

ซึ่งก็ไม่ใช่เพียงแค่บริษัทด้านฟินเทคเท่านั้น เหล่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และธนาคารดั้งเดิมต่างก็มีระบบการชำระเงินด้วยรูปแบบบริการใหม่ ๆ

แต่มีเรื่องแปลกที่เห็นได้ชัดอย่างนึงในธุรกิจนี้ที่ดูเหมือนว่ายักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดมานานอย่าง Visa และ Mastercard ดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านกับนวัตกรรมด้านฟินเทคใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด

ไม่เหมือนกับที่ Kodak โดนกำจัดอย่างราบคาบโดยผู้ผลิตกล้องดิจิทัลหรือการล่มสลายของ Blockbuster เมื่อการสตรีมภาพยนตร์เข้ามาแทนที่การเช่าวิดีโอ เพราะตอนนี้สถานการณ์ทางด้านธุรกิจของทั้ง Visa และ Mastercard กำลังเฟื่องฟู

เมื่อเดือนที่แล้ว Visa รายงาน รายได้สุทธิต่อปีที่ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบเป็นรายปี ทั้ง Visa และ Mastercard มีราคาหุ้นที่ใกล้ถึงจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์

โดยพวกเขามีมูลค่าตลาดรวมกันที่ 765 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงในปีที่ผ่านมา แม้ว่าตลาดในวงกว้างจะลดลงอย่างรวดเร็วก็ตาม ซึ่งทำให้เหล่าผู้ท้าชิงทั้งเล็กและใหญ่รู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ มากยิ่งขึ้น

เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะแม้แต่ฟินเทคที่ฉลาดที่สุดก็ไม่ได้รบกวนตลาด ซึ่งโดยพื้นฐานพวกเขาเพียงเข้ามาสู่สถาปัตยกรรมการชำระเงินที่มีอยู่แล้วเพียงเท่านั้น

ถึงแม้ว่าเหล่าฟินเทคยอดอัจฉริยะอาจทำให้ชีวิตผู้บริโภคหรือผู้ค้าง่ายขึ้นด้วยการประมวลผลที่เร็วขึ้นหรืออินเทอร์เฟซ ณ จุดขายที่ไหลลื่น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้กระทบกับธุรกิจของ Visa และ Mastercard เลยแม้แต่น้อย

ทั้ง Visa และ Mastercard เพียงแค่อำนวยความสะดวกให้กับเหล่าบริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคทั้งหลาย เนื่องจากพวกเขาเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านผู้ค้า (เฉลี่ย 2 เปอร์เซ็นต์ในสหรัฐอเมริกา) ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเงินกินนิ่มสำหรับพวกเขาอยู่แล้ว

แล้วคำถามใหญ่ก็คือ ท่ามกลางความคลั่งไคล้ของนวัตกรรมฟินเทค มันมีโอกาสที่จะมา disrupt ธุรกิจของ Visa หรือ Mastercard ได้หรือไม่? ซึ่งมีห้าเหตุผลที่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้

ประการแรก Twitter ตอนนี้อาจดูเหมือนกับว่า Elon Musk กำลังทำลายธุรกิจที่เขาเพิ่งซื้อมาด้วยมูลค่า 44 พันล้านเหรียญ แต่หากไล่มาตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงจรวด Musk คือจอมยุทธ์ผู้ทำลายล้างธุรกิจดั้งเดิมตัวจริง ในฐานะหนึ่งในผู้ก่อตั้ง PayPal เขาพยายามที่จะเขย่าโลกของการชำระเงินมาเป็นเวลานานแล้ว และเมื่อเร็ว ๆ นี้มีแผนที่จะเปลี่ยน Twitter ให้เป็นเครื่องมือการชำระเงิน

ประการที่สอง cryptocurrencies แนวคิดของการใช้เหรียญ crypto เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระเงินกระแสหลักอาจฟังดูไร้สาระ เนื่องจากความโกลาหลในภาคส่วนนี้เกิดขึ้นเป็นโดมิโนหลังจากการล่มสลายของ FTX

แต่บริการหลักบางอย่างใช้ crypto อยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น Ripple ซึ่งใช้เหรียญและโครงสร้างบล็อกเชนในการประมวลผลการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีความรวดเร็ว ราคาถูก สำหรับลูกค้าธนาคารพวกเขาเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในอนาคต

ประการที่สาม Alipay จีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ Visa และ Mastercard เอาชนะไม่ได้ และ UnionPay เครือข่ายบัตรเครดิตของรัฐเองก็พัฒนาน้อยมาก

นั่นทำให้ภาคเอกชน fintech ไม่ว่าจะเป็น Alipay รวมถึงคู่แข่งอย่าง WeChat มีโอกาสพัฒนาช่องทางการชำระเงินดิจิทัลของตัวเอง แต่ด้วยความตึงเครียดในระดับสูงของจีนในระดับสากล ความทะเยอทะยานของ Alipay ที่จะขยายไปยังต่างประเทศนั้นก็ยังไม่มีความชัดเจนนัก

ประการที่สี่ Apple ในบรรดาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั้งหมด Apple ดูเหมือนจะทะเยอทะยานที่สุดในด้านการชำระเงิน นอกจาก Apple Pay แล้ว ยังมีบัตรเครดิตร่วมกับ Goldman Sachs และบริการ Buy Now Pay Later แม้ทาง Apple จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการในอนาคต แต่บางคนเชื่อว่าพวกเขาอาจต้องการบริการที่เลียนแบบ Alipay เช่นเดียวกัน

ล่าสุด JPMorgan ธนาคารขนาดใหญ่ที่ไม่เคยดูเหมือนจะเป็นผู้ที่จะมา disrupt ยักษ์ใหญ่ทางด้านบัตรเครดิต พวกเขาทำเงินหลายพันล้านดอลลาร์ทุกปีจากค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยน

แต่ JPMorgan ได้จุดประกายไอเดียบางอย่างด้วยการดำเนินการตามแผนเพื่อพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกแบบชำระเงินผ่านธนาคารของคู่แข่งซึ่งช่วยให้สามารถโอนเงินผ่านธนาคารได้ง่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะอำนวยความสะดวกในการชำระเงินในโลกของ metaverse ได้ในอนาคต

แม้ตอนนี้ดูเหมือนทั้ง Visa และ Mastercard จะยังดูแข็งแกร่งมาก ๆ ยากที่ใครจะมาล้มพวกเขาได้เหมือนอย่างที่ Kodak เคยล่มสลาย แต่ในอนาคตมันก็ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน หากมีการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของโลกของการชำระเงินอีกครั้งนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/562559e2-1f17-47f7-92e6-57766c9900b0
https://merchantmachine.co.uk/the-countries-most-reliant-on-cash-in-2022/
https://www.ft.com/content/f6d8d454-2413-4f2b-945d-825d0a68730b
https://fintechlabs.com/115-fintech-unicorns-of-the-21st-century-changes-to-the-list-october-2020/

Shoptrue แอปช้อปปิ้งขับเคลื่อนด้วย AI ที่ต้องการเป็น Netflix ของวงการแฟชั่น

ต้องบอกว่าธุรกิจ ecommerce ทั่วโลกเริ่มที่จะไม่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ อะไรออกมามากนัก มีการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งตะวันตกที่นำโดย Amazon และฝั่งตะวันออกที่นำโดยแพลตฟอร์มชอปปิ้งของจีน

มันเป็นเรื่องไม่ง่ายนักในการควานหาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นจากรายการสินค้านับล้านๆ รายการที่วางขายอยู่บนแแพลตฟอร์มต่าง ๆ

แต่ Shopture พวกเขาต้องการปฏิวัติวงการด้วยการทำให้การชอปปิ้งออนไลนน์เป็นเรื่องง่ายและสนุกยิ่งขึ้น

ซึ่งต้องบอกว่าตอนนี้อัลกอริธึมในรูปแบบการ discover หรือค้นพบใหม่ ๆ นั้นกำลังกลายเป็นกระแสความนิยม ทั้งในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเอง อย่าง netflix ก็มีจุดเด่นในเรื่องดังกล่าว หรือแม้แต่ TikTok เองที่นำพาคุณไปสู่โลกใหม่ผ่าน For You ที่จะได้ค้นพบวีดีโอใหม่ ๆ ที่เราอาจจะชอบและเสพติดมันได้

Shoptrue นั้นก่อตั้งโดย Romney Evans ผู้คร่ำหวอดด้าน ecommerce ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง True Fit ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพที่ใช้ข้อมูลเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาเสื้อผ้าที่พอดีตัวยิ่งขึ้น

Evans ได้รวบรวมทีมระดับแนวหน้าเพื่อเปิดตัว Shoptrue เขาได้ว่าจ้าง John Lashlee อดีต Data Scientist ของ Netflix และ LinkedIn ให้เป็นรองประธานฝ่าย Data Science รวมถึงได้มือดีอย่าง Brandon Holley อดีตบรรณาธิการบริหารของ Lucky , Jane และ ElleGirl เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายแฟชั่น

ผู้ก่อตั้ง Shoptrue Romney Evans (ซ้าย), Chief Fashion Officer Brandon Holley (กลาง), รองประธานฝ่าย Data Science John Lashlee (ขวา) CR:Techcrunch
ผู้ก่อตั้ง Shoptrue Romney Evans (ซ้าย), Chief Fashion Officer Brandon Holley (กลาง), รองประธานฝ่าย Data Science John Lashlee (ขวา) CR:Techcrunch

Shoptrue ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างร้านค้าส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าแต่ละราย อัลกอริธึมจะช่วยคัดสรรผลิตภัณฑ์ตามรสนิยม งบประมาณ และความพอดี

โดยแพลตฟอร์มจะมีการเลือกจาก 2,000 แบรนด์ และผลิตภัณฑ์หลายล้านรายการ ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวจะใช้งานได้ทั้งในแอปและเว็บไซต์ และเพิ่งเปิดตัวสู่สาธารณะเมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา

โดยเมื่อผู้ใช้เข้าสู่แพลตฟอร์มในครั้งแรก พวกเขาจะได้รับคำถามสั้น ๆ เพื่อระบุแบรนด์และลักษณะที่พวกเขาชอบ จากนั้นพวกเขาจะสามารถเข้าถึงร้านค้าส่วนตัวของพวกเขาได้

ในขณะที่เว็บไซต์ ecommerce ส่วนใหญ่นั้นยังคงพึ่งพาผู้คนในการค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่ Shoptrue คิดต่าง

เนื่องด้วยการเติบโตมาในรูปแบบของสตาร์ทอัพ พวกเขาได้คิดค้นบริการที่ช่วยให้ผู้บริโภคค้นพบผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาอาจสนใจ ในหลายๆ ด้าน

ซึ่งก็ต้องบอกว่า ตอนนี้ชีวิตมนุษย์เราก็ถูกผูกติดอยู่กับอัลกอริธึมแทบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นข่าวไปจนถึงเพลง หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์ ดังนั้น Shoptrue จึงคิดว่าน่าจะผลักดันมันให้ใช้กับเรื่องแฟชั่นได้

ความน่าสนใจของ Shoptrue ก็คือ พวกเขาทำให้การซื้อเสื้อผ้าเป็นเหมือนการเลื่อนดูฟีดผ่านโซเชียลมีเดียและค้นหาเพชรเม็ดงามที่คุณไม่เคยพบเจอด้วยตัวเอง

Shoptrue ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างร้านค้าส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าแต่ละราย (CR: Shoptrue)
Shoptrue ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างร้านค้าส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าแต่ละราย (CR: Shoptrue)

แต่แม้ว่าวิธีการของ Shoptrue จะมีศักยภาพในการปฏิวัติการชอปปิ้งออนไลน์ แต่ก็มีความท้าทายเช่นเดียวกัน

สิ่งแรกก็คือเหล่าผู้บริโภคออนไลน์มักจะไม่มีความแน่นอน ดังนั้นจึงอาจเป็นเรื่องยากที่จะให้ผู้บริโภคกลุ่มสำคัญมาลองตลาดใหม่ และให้ลองในระยะเวลาที่นานพอที่เทคโนโลยีจะเรียนรู้ความชอบของพวกเขา

และที่สำคัญการใช้อัลกอริธึมเพื่อระบุสไตล์ของผู้บริโภคอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากรสนิยมการแต่งตัวของโดยเฉพาะเหล่าวัยรุ่นนั้นมักจะเปลี่ยนแปลงบ่อยตามวัฎจักรของแฟชั่น

หลายคนก็ใช้เครื่องแต่งกายเพื่อแสดงตัวตนของพวกเขา มันจะคุ้มค่ากับการที่อัลกอริธึมเข้ามาแทนที่กระบวนการเลือกสไตล์ส่วนตัวของเราหรือไม่ เป็นคำถามที่สำคัญ

แต่ในท้ายที่สุด ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่าง Shoptrue ก็คือการที่จะสามารถเอาชนะใจผู้บริโภคได้หรือไม่ในโลก ecommerce ที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด

ซึ่งแน่นอนว่า มีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นทุกวัน ทุกหนทุกแห่งในโลกใบนี้ควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มขนาดยักษ์อย่าง Amazon จากโลกตะวันตก หรือ Alibaba จากประเทศจีน

ซึ่ง Shoptrue อาจจะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ว่าแนวคิดใหม่ที่ ทำให้แฟชั่นเป็นเรื่องของอัลกอริธึมนั้นจะสามารถประสบความสำเร็จได้หรือไม่นั่นเองครับผม

References :
https://www.modernretail.co/technology/true-fit-co-founder-launches-new-fashion-marketplace-shoptrue/
https://www.fastcompany.com/90809071/this-new-shopping-app-wants-to-be-the-netflix-of-fashion
https://techcrunch.com/2022/11/15/ai-driven-fashion-platform-shoptrue/

จาก Grab สู่ Sea เมื่อบริษัทเทคโนโลยีของอาเซียนต้องเผชิญกับจุดจบของทศวรรษแห่งความรุ่งเรือง

ในที่จริงแล้วปี 2022 ควรจะเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง สำหรับบริษัทเทคโนโลยีระดับภูมิภาคยักษ์ใหญ่อย่าง Grab หรือ Sea ซึ่งต้องบอกว่าทั้งสองนั้นเป็น icon ที่สำคัญของแวงวงนวัตกรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับพลิกผัน นักลงทุนเริ่มหมดความอดทนกับผลการดำเนินงานของบริษัทมากขึ้น ในขณะที่มูลค่าของ Grab และ Sea ลดลงถึง 80%

ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว อัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อ และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ถดถอย โดยเฉพาะในตลาดที่พัฒนาแล้ว ได้ส่งผลกระทบไปถึงเหล่าบริษัทสตาร์ทอัพเช่นเดียวกัน

กรรมมันดันไปตกอยู่กับเหล่าบริษัทสตาร์ทอัพที่ต้องการเติบโต ที่ต้องการพุ่งทะยานขึ้นมาเป็นบริษัทระดับยักษ์เฉกเช่นเดียวกับ Grab และ Sea ทำได้สำเร็จ

แต่ดูเหมือนว่า ด้วยความผิดหวังจากนักลงทุน เมื่อเห็นรุ่นพี่อย่าง Grab และ Sea ทำผลงานไม่เป็นดั่งหวัง ก็ส่งกระทบต่อสตาร์ทอัพที่ตามมาเบื้องหลังเช่นเดียวกัน

เหล่าบริษัทร่วมทุนเริ่มจำกัดการผลาญเงินอย่างบ้าคลั่งเหมือนเมื่อก่อนที่ เหล่าสตาร์ทอัพชั้นนำใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น การขยายกิจการแบบมั่ว ๆ ไปในถิ่นที่พวกเขาไม่ได้มีความแข็งแกร่งอย่างในแถบยุโรป ซึ่ง หลายรายก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

Grab เองเริ่มต้นการเดินทางในมาเลเซียในการเป็นแพลตฟอร์มเรียกรถสำหรับแท็กซี่และรถยนต์ส่วนตัว หลังจากกลายเป็น unicorn ในเพียงเวลาแค่สองปี พวกเขาก็ต้องเผชิญความท้าทายด้วยคู่แข่ง ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

แม้พวกเขาจะทำได้อย่างยอดเยี่ยมในการขยายธุรกิจในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สามารถเพิ่มฐานผู้ใช้งานได้อย่างมหาศาล แต่นำมาซึ่งรายจ่ายที่มโหฬารเช่นเดียวกัน ซึ่งทำให้ Grab ยังประสบกับสภาวะขาดทุน

การเปิดตัวบริการอย่าง Grab Unlimited ซึ่งเป็นโปรแกรมสมาชิกรายเดือน ด้วยค่าบริการรายเดือนเพียงไม่กี่ดอลลาร์ โปรแกรมนี้ได้มอบสิทธิประโยชน์และข้อเสนอต่าง ๆ ให้กับบริการต่างๆ ใน Super App ของ Grab ตั้งแต่การจัดส่งฟรีไปจนถึงการเรียก Rider ที่มี Rating สูงเท่านั้น

ซึ่งบริการอย่าง Grab Unlimited นี่เองที่พวกเขาคาดว่าจะช่วยให้ธุรกิจจัดส่งอาหารมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งคาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนในไตรมาสที่สองของปี 2023

เรียกได้ว่าการกลับมาโฟกัสธุรกิจใหม่ของ Grab นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง Grab ยังได้เปิดตัวธุรกิจธนาคารดิจิทัลในสิงคโปร์ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีแผนที่จะเข้าสู่มาเลเซียและอินโดนีเซียในปีหน้า การลงทุนของบริษัทในการปล่อยสินเชื่ออนไลน์คาดว่าจะถึงจุดสูงสุดในปี 2023 และใช้เวลาอีกสามปีกว่าจะคุ้มทุน

ซึ่งก็ต้องบอกว่าการบูมขึ้นของบริษัทเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มต้นในปี 2010 ซึ่งประมาณ 5-10 หลังจากประเทศจีน ควบคู่ไปกับการแพร่กระจายของโทรศัทพ์มือถือสมาร์ทโฟนทั่วทั้งภูมิภาค

แต่ส่วนใหญ่บริษัทเทคโนโลยีในภูมิภาคนี้ถูกเย้ยหยันว่า เป็น “ผู้โคลนนิ่ง” หรือ “ผู้ลอกเลียนแบบ” ของ ซิลิกอน วัลเลย์และจีน ตัวอย่างที่น่าสนใจนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Rocket Internet ของเยอรมนีในภูมิภาคนี้

Rocket Internet จอมโคลนนิ่งจากเยอรมนี (CR:The Hustle)
Rocket Internet จอมโคลนนิ่งจากเยอรมนี (CR:The Hustle)

ตัวอย่าง Lazada และ Foodpanda เอง นั้นก็ถูกเริ่มต้นจากการเลียนแบบโดย Rocket Internet ก่อนที่จะถูกซื้อกิจการไป

และด้วยกระแสในตอนนั้นทำให้กองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Vision Fund ของ Softbank ซึ่งลงทุนใน Grab และ Tokopedia ซึ่งเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซของ GoTo และ Tiger Global Management ได้หลั่งไหลเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้

ในช่วงแรกด้วยเงินที่ถูกอัดฉีดเข้ามา ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพสามารถอยู่ได้นาน และ รับเงินเพิ่มแม้จะขาดทุนอย่างหนักก็ตาม ซึ่งเหล่าเด็กรุ่นใหม่ที่รวยด้วยเงินสดที่หามาง่าย ๆ เหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การขยายส่วนแบ่งการตลาดเป็นหลัก

ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป สตาร์ทอัพเหล่านี้ควรเน้นที่ความสามารถในการสร้างกำไรมากกว่า แต่ก็ต้องบอกว่าสถานการณ์ในตอนนั้นการได้ส่วนแบ่งการตลาดเป็นยุทธศาสตร์ที่มีเหตุผล ซึ่งเกือบจะเป็นกฎที่สำคัญของสตาร์ทอัพในยุคก่อนหน้าที่แทบทุกรายต้องทำตาม

“ในสมัยก่อน คุณเพียงแค่ต้องการก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำคือให้ความสำคัญกับความเร็วในการขยายกิจการมากกว่าประสิทธิภาพในการใช้เงินทุน” Chua of Vertex กล่าว

“แต่ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถทำ 50 อย่างได้อีกต่อไป แต่พวกเขาต้องทำ 5 สิ่งให้ดีแล้วสร้างผลกำไรให้มากขึ้น นี่คือวิวัฒนาการตามธรรมชาติ”

ซึ่งมันเป็นเทรนด์ที่คล้ายกันทั่วโลกจากปัญหาหลาย ๆ อย่างทั้งอัตราเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ราคาเชื้อเพลิง ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย หรือปัญหาสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน นั่นทำให้เหล่านักลงทุนให้ความสำคัญกับผลกำไรระยะสั้นมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าสตาร์ทอัพบางรายนั้นอาจจะไม่สามารถรอดได้จากภาวะตกต่ำเช่นนี้นั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/e2792f1a-0d75-4450-aefb-fe3ca77c0c12
https://asia.nikkei.com/Business/Business-Spotlight/From-Grab-to-Sea-ASEAN-tech-confronts-end-of-golden-decade
https://mothership.sg/2022/03/grab-stock-price-crash/

Spotify vs Apple เมื่อเกิดศึกระหว่างนักพัฒนากับผู้คุมกฎที่แข่งขันทางธุรกิจกันโดยตรง

การได้ควบคุม ecosystem ทั้งหมดของแพลตฟอร์มนั้น ก็คงไม่ต่างจากมาเฟียที่คุมถิ่นของตนเอง ใครคิดจะทำอะไรออกนอกหน้า หรือ คิดจะมาหากินในถิ่นของพวกเขา ก็ต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องธรรมดา

มันไม่ใช่เคสแรกที่เกิดขึ้น ที่ Apple มีปัญหากับบริษัททางด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่อาศัย ecosystem ของ Apple ในการทำมาหากิน

ก่อนหน้านี้มีประเด็นกับทั้งบริษัทเกมอย่าง Epic ในเรื่องส่วนแบ่งรายได้ ที่ Epic มองว่า Apple นั้นขูดรีดขูดเนื้อพวกเขามากจนเกินไป หรือ การปรับ policy ครั้งใหม่ที่ Apple อ้างว่าข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้นั้นพวกเขาหวงแหนเป็นอย่างมากและส่งผลกระทบต่อ Facebook โดยตรง แต่ตรงกันข้าม ตอนนี้ Apple กำลังรุกเข้าสู่ธุรกิจโฆษณาโดยอาศัยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้แบบเต็มตัว

Epic ที่เคยมีปัญหากับ Apple มาก่อนในประเด็นเดียวกันนี้ (CR:CNN)
Epic ที่เคยมีปัญหากับ Apple มาก่อนในประเด็นเดียวกันนี้ (CR:CNN)

ศึกครั้งใหม่นี้ ในที่สุดก็ต้องมาปะทะกันอีกครั้ง เอาจริง ๆ Apple ก็แทบไม่ชอบขี้หน้า Spotify เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นคู่แข่งโดยตรงในบริการสตรีมมิ่งเพลงที่ Apple นั้นส่ง Apple Music ลงสนาม

Spotify เป็นผู้มาก่อน และเป็นคนแรกที่ปฏิวัติวงการสตรีมมิ่งให้เกิดขึ้นจริง เปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่ จากเดิมที่อุตสาหกรรมเพลงนั้นเกือบจะล้มละลายกันอยู่แล้ว เนื่องจากปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์

แต่ Daniel Ek กับเหล่าวิศวกรยอดอัจฉริยะของเขา ก็ได้สร้างสิ่งที่คนในวงการเพลงต้องตกตะลึง ด้วยการสตรีมมิ่งที่ใช้เวลาในการรอฟังน้อยมาก ๆ ทำให้คนส่วนใหญ่เลิกไปโหลดเพลงจากเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของวงการเพลงเลยก็ว่าได้

Daniel Ek ต้องการให้บริษัทของเขาเป็นช่องทางหลักในโลกของเสียง แต่เมื่อเขาผลักดันบริการสมัครสมาชิกนอกเหลือจากเพลงและ podcast อย่าง Audiobooks เขาก็ได้พบอุปสรรคที่เหมือนกำแพงยักษ์คอยกั้นขวางไว้นั่นก็คือ Apple

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา Apple ผู้ดูแล App Store ได้ปฏิเสธแอปของ Spotify ถึงสามครั้ง โดยกล่าวว่าฟีเจอร์ Audiobooks ใหม่ของ Spotify นั้นละเมิดกฎของ Apple ที่ควบคุมวิธีที่นักพัฒนาสื่อสารกับลูกค้าเกี่ยวกับการซื้อออนไลน์

Daniel Ek ที่มองว่า Apple ขัดขวางคู่แข่ง (CR:Celebrity Net Worth)
Daniel Ek ที่มองว่า Apple ขัดขวางคู่แข่ง (CR:Celebrity Net Worth)

มันเป็นสงครามที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานระหว่าง Spotify และ Apple ซึ่งเป็นเวลากว่า 7 ปีแล้วที่บริษัทต่าง ๆ ไม่เห็นด้วยกับกฎเกณฑ์ของ Apple ในการเก็บค่าธรรมเนียม 30% สำหรับบริการและผลิตภัณฑ์ที่ขายใน App Store

Spotify มองว่าความขัดแย้งเกี่ยวกับ Audiobooks นั้นเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของวิธีที่ Apple ขัดขวางคู่แข่ง ซึ่งนับตั้งแต่มีการร้องเรียนเรื่องการต่อต้านการผูกขาดกับ Apple ในยุโรปในปี 2019

Spotify ได้เรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลและผู้ร่างกฎหมายให้อิสระแก่นักพัฒนาแอปในการบอกลูกค้าเกี่ยวกับวิธีการซื้อผลิตภัณฑ์และบริการนอกระบบการชำระเงินของ Apple ซึ่งมันเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับแอปจำนวนมาก

ส่วนฝั่งของ Google Play นั้นน Spotify แทบไม่มีปัญหาใด ๆ ทาง Google อนุมัติแอป Android ของ Spotify ให้ผู้ฟังคลิกปุ่มและรับอีเมลเกี่ยวกับวิธีการซื้อหนังสือเสียงออนไลน์ได้

บทสรุป

มันก็ต้องมองทั้งสองมุมนะครับในเรื่องนี้เพราะ Apple ก็กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ตั้งแต่แรก เมื่อเหล่านักพัฒนาคิดจะทำอะไรบนแพลตฟอร์มของ Apple มันก็มีกฎเกณฑ์ที่ระบุไว้ตั้งแต่การเริ่มพัฒนาอยู่แล้ว

Apple ก็สามารถมองได้ว่าการจัดจำหน่าย iPhone และ iPad หลายพันล้านเครื่องช่วยให้ Spotify และแอปอื่นๆ ประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน และพวกเขาทำทุกอย่างเพื่อความปลอดภัยของลูกค้าใน ecosystem ของพวกเขา

มุมมองฟากฝั่งนักพัฒนาก็อยากที่จะได้รายได้มากที่สุดจากหยาดเหงื่อแรงกายของพวกเขาในการสร้างฟีเจอร์หรือนวัตกรรมต่าง ๆ ขึ้นมา

มันคงเป็นเรื่องโต้เถียงกันไปอีกนานสำหรับเรื่องนี้ โดยเฉพาะกับบริษัทที่มีปัญหากับ Apple มาก่อนอย่าง Spotify ซึ่งท้ายที่สุด ใครก็ตามที่คุม ecosystem ทุกอย่างได้แบบเบ็ดเสร็จ ก็จะเปิดช่องทางให้พวกเขาสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ทุกอย่างได้อย่างที่พวกเขาต้องการเหมือนที่ Apple กำลังทำอยู่ในตอนนี้นั่นเองครับผม

References :
https://www.theverge.com/2022/10/25/23423384/spotify-apple-competitive-behavior-antitrust-commission-audiobooks
https://www.nytimes.com/2022/10/25/business/spotify-apple-audiobooks-app.html