ประวัติ Delivery Hero แอปส่งอาหารนัก Take Over จากเยอรมนี

ต้องบอกว่าเป็นการเดินทางที่น่าสนใจมาก ๆ ของ Delivery Hero Holding ที่ตอนนี้ได้แพร่กระจายกิจการของพวกเขาไปทั่วโลกผ่านกลยุทธ์การเข้า take over ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ app ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในไทยอย่าง Food Panda

Delivery Hero Holding ก่อตั้งขึ้นในกรุงเบอร์ลินโดย Niklas Östberg, Kolja Hebenstreit, Markus Fuhrmann และ Lukasz Gadowski ในเดือนพฤษภาคม 2011โดยมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในการผลักดันให้แพล็ตฟอร์มของพวกเขากลายเป็นแพล็ตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์ทั่วโลก

สำหรับ Niklas Östberg CEO ของ Delivery Hero เป็นผู้ประกอบการชาวสวีเดน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการจาก Royal Institute of Technology Stockholm และ ETH Zurich

หลังจากห้าปีในฐานะที่ปรึกษาด้านการจัดการที่ Oliver Wyman Niklas ได้ร่วมก่อตั้ง Pizza.nu (ต่อมาคือ OnlinePizza.se) ซึ่งเขาทำหน้าที่เป็นประธานของบริษัท หลังจากนำพา Pizza.nu เอาชนะตลาดในสวีเดนได้สำเร็จ

เขามีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างบริษัทชั้นนำด้านการตลาดในการสั่งอาหารออนไลน์ในโปแลนด์ ฟินแลนด์ และออสเตรีย

ปลายปี 2010 Niklas โน้มน้าว Team Europe ให้พัฒนาแนวคิดสู่ตลาดเยอรมนีภายใต้ชื่อ Lieferheld (Lieferheld.de) และได้รับใบอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีและความรู้จากบริษัทดั้งเดิมของสวีเดน

หลังจากการเข้าสู่ตลาดที่ประสบความสำเร็จในตลาดเยอรมนีที่มีการแข่งขันสูง Niklas Östberg และทีมงานของเขาตัดสินใจที่จะเปิดตัวรูปแบบธุรกิจในระดับสากลภายใต้ชื่อ Delivery Hero

ภายใต้การนำของผู้นำอย่าง Niklas Östberg Delivery Hero ได้ขยายไปยังออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรกในปี 2011 ในช่วงต้นปี 2012 บริษัทได้เข้าซื้อกิจการ Lieferheld ในเยอรมนี และเข้าซื้อหุ้นใน Foodarena ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

จากนั้น Delivery Hero ได้ระดมทุนรอบใหม่กว่า 25 ล้านยูโรเพื่อซื้อกิจการทางการเงินใน 4 ประเทศในยุโรปได้แก่ สวีเดน ฟินแลนด์ ออสเตรีย และ โปแลนด์

ในเดือนสิงหาคมปี 2012 Delivery Hero ได้เริ่มขยายตัวมายังเอเชียทั้งในเกาหลีใต้และจีนผ่านบริการอย่าง YoGiYo และ Aimifan

บุกเกาหลีใต้ด้วยการเข้าซื้อ YoGiYo (CR:The Investor.com)
บุกเกาหลีใต้ด้วยการเข้าซื้อ YoGiYo (CR:The Investor.com)

สงคราม DDoS จุดเริ่มต้นของการต่อสู้อย่างดุเดือด

เส้นทางที่ดูเหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบของ Delivery Hero นั้นต้องมาสะดุดในลงในช่วงปี 2012-2013 เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างบริการพอร์ทัลออนไลน์ของบริการจัดส่งอาหารต่าง ๆ

สิ่งนี้ทำให้สื่อในเยอรมนีเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่า Cyber War ระหว่างเว็บพอร์ทัลขนาดใหญ่

มีรายงานการโจมตี DDos บ่อยครั้งกับแต่ละบริการที่กำลังแข่งกันอย่างดุเดือด และแน่นอน ว่า Delivery Hero ก็ต้องปกป้องตัวเองและแสดงตัวตนที่มีความก้าวร้าวมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการโจมตีโต้กลับ

มีข้อกล่าวหาต่าง ๆ สาดเสียเทเสียกันไปกันมาระหว่างบริการที่แข่งกัน ตลอดจนคดีความจำนวนมากที่มีต่อกัน เรียกว่าเป็นศึกสงครามเทคโนโลยีที่โหดที่สุดครั้งนึงของวงการเทคโนโลยีในประเทศเยอรมนี

ในปี 2012 สำนักงาน Delivery Hero ในกรุงเบอร์ลินถูกตำรวจบุกค้น และอัยการตั้งข้อกล่าวหากับ Delivery Hero จนพวกเขาถูกดำเนินคดีในข้อหาโจมตี DDos กับคู่แข่งและขโมยข้อมูลจากบริการเว็บอื่น ๆ

จบสงครามภายใน และลุย take over กิจการต่อเนื่อง

หลังจบสงครามถายในประเทศที่เรียกได้ว่า เจ็บไปตาม ๆ กัน ในปี 2014 Delivery Hero ได้เข้าถือหุ้นใน PedidosYa ซึ่งเป็นผู้นำในแพล็ตฟอร์มการสั่งอาหารออนไลน์ในแถบละตินอเมริกา

จากนั้นในเดือนสิงหาคมปี 2014 พวกเขาก็ได้เข้าซื้อกิจการของ pizza.de หนึ่งในคู่แข่งที่สำคัญของเยอรมนีของพวกเขา

ในปี 2014 เป็นปีที่รุ่งเรืองมาก ๆ ของ Delivery Hero พวกเขาได้กลายเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่เติบโตเร็วที่สุด 3 อันดับแรกของเยอรมนีในขณะนั้น

ในเดือนเมษายนปี 2015 พวกเขาได้เข้าซื้อกิจการบริการจัดส่งอาหารของเกาหลีใต้อย่าง Baedaltong ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญของบริการ YoGiYo ของตนเอง

ในเดือนพฤษภาคม 2015 พวกเขาก็ยังคนเดินหน้าซื้อกิจการอย่างบ้าคลั่ง โดยเข้าซื้อกิจการ e-food.gr ซึ่งเป็นผู้ให้บริการส่งอาหารรายใหญ่ที่สุดในประเทศกรีซ

และ Deal ที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาคงหนีไม่พ้นการเข้าซื้อกิจการ Foodpanda ในเดือน ธันวาคม ปี 2016 ซึ่งต้องบอกว่า Foodpanda เองก็เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์ในขณะนั้นเลยทีเดียว

ในเดือนมีนาคมปี 2017 CEO อย่าง Niklas Östberg ประกาศว่าเขาต้องการให้บริษัทของเขาพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ในไตรมาสที่สองของปีนั้น โดย Delivery Hero จะเน้นไปที่การรวมตัวครั้งสำคัญกับ Foodpanda โดยตั้งเป้าการประเมินมูลค่าของบริษัทไว้ที่ประมาณ 3.5 พันล้านยูโร

ในเดือนพฤษภาคมปี 2017 Naspers กลุ่มอินเทอร์เน็ตและความบันเทิงระดับโลก และเป็นหนึ่งในนักลงทุนด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดของโลกเข้าลงทุน 387 ล้านยูโรใน Delivery Hero และได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท

Delivery Hero ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ตเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนปี 2017 กลายเป็นธุรกิจเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปในเกือบสองปีที่มีการทำ IPO โดยสามารถระดมทุนไปได้เกือบ 1 พันล้านยูโรทำการ Exit จากการเป็นสตาร์ทอัพได้สำเร็จไปในที่สุด

สามารถพา Delivery Hero เข้าสู่เส้นชัยใน IPO ได้สำเร็จ (CR:artichoax.com)
สามารถพา Delivery Hero เข้าสู่เส้นชัยใน IPO ได้สำเร็จ (CR:artichoax.com)

ต้องบอกว่าสิ่งที่เริ่มแรกคือวิสัยทัศน์เล็กๆ ที่ Niklas มองเห็นและเริ่มทำการตลาดในสวีเดน ได้ขยายไปสู่วิสัยทัศน์ระดับโลกในปัจจุบัน

วิสัยทัศน์หลักของ Niklas คือการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม ดังนั้นบริการของ Delivery Hero จะสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับโอกาสใหม่ๆ ในด้านเทคโนโลยีและการขนส่งในอนาคตนั่นเองครับผม

แนวคิดที่น่าสนใจจาก CEO Niklas Östberg ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กับ Delivery Hero

มี quote คำพูดที่น่าสนใจที่ได้จากการสัมภาษณ์เขาที่ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจในการบริหารกิจการของเขาดังนี้

“ในฐานะผู้ประกอบการ คุณจะเจอปัญหาเสมอเมื่อคุณกล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ”

“เราได้ทำงานเพื่อสร้างองค์กรที่มีคอขวดน้อยที่สุด ซึ่งหมายความว่ามีเพียงไม่กี่การตัดสินใจที่มาจากด้านบนโดยตรง”

“ผมมีความไว้วางใจและความเชื่อมั่นอย่างมากในองค์กรของผม ผมคิดว่าเหล่าพนักงานสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ดีที่สุดเมื่อคุณปล่อยให้พวกเขาเป็นอิสระ ทันทีที่คุณเริ่มบอกทิศทางหรือข้อจำกัดมากเกินไป ผู้คนจะสูญเสียความคิดสร้างสรรค์และความหลงใหลไป”

References : https://www.deliveryhero.com/blog/niklas-delivery-hero/
https://en.wikipedia.org/wiki/Delivery_Hero
https://www.crunchbase.com/person/niklas-stberg
https://www.deliveryhero.com/blog/10-things-you-didnt-know-about-delivery-hero/

Groupon เปลี่ยนจากยูนิคอร์นที่โตเร็วที่สุดสู่จุดตกต่ำสุดของพวกเขาได้อย่างไร

หลาย ๆ ท่านน่าจะเคยคุ้นเคยกับยุคหนึ่งในโลกออนไลน์ที่ Groupon ได้กลายเป็นเว็บไซต์ยอดนิยมเป็นอย่างมาก ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ด้วยราคาถูกเป็นพิเศษ ตั้งแต่ การนวดไปจนถึงขายเครื่องปั้นดินเผา

Groupon นั้นก่อกำเนิดขึ้นในปี 2008 ที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยในปี 2010 นั้น Groupon มีการให้บริการใน 150 เมืองในอเมริกาเหนือ และ 100 เมืองในยุโรป

โดยในปี 2015 ถือว่าแทบจะเป็นจุดสูงสุดของ Groupon ซึ่งได้เปิดให้บริการมากกว่า 500 เมืองทั่วโลก และมีลูกค้าประจำที่ใช้งานอยู่ถึง 48.1 ล้านคน

ในปี 2006 Andrew Mason ที่กำลังเรียนวิชาเอกดนตรี ตอนนั้น เขาได้ดูแลเว็บไซต์ที่เรียกว่า Policy Tree ซึ่งเป็นเว็บที่แบ่งปันมุมมองทางด้านการเมืองในประเด็นต่าง ๆ

ในเดือนมกราคมปี 2007 Mason ได้เข้ามาเริ่มทำงานในบริษัทที่เดิมนั้นมีแนวคิดเป็นกิจการเพื่อสังคมของ Eric Lefkofsky ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง

แนวคิดนี้เรียกว่า “The Point” และควรจะเป็นแพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถแก้ปัญหาร่วมกันได้ มันไม่ใช่บริษัทที่สร้างมูลค่าพันล้าน แต่เป็นการทำ CSR ของบริษัทเพื่อสังคมเท่านั้น

แต่ความคิดดังกล่าวมันก็ไม่ work และในที่สุด แนวคิดของแพล็ตฟอร์มดังกล่าวก็เปลี่ยนไป เนื่องจาก Eric และ Mason เองได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

“ผู้ใช้บางคนคิดว่าพวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากอำนาจต่อรองแบบกลุ่ม”

Eric จึงสั่งลุย และสั่งให้ตั้งเพจแยกออกจากกัน และทำมันใหม่โดยโฟกัสไปที่การซื้อแบบกลุ่ม

นั่นทำให้เหตุการณ์พลิกผันอย่างน่าประหลาดใจ ผู้ใช้ในแพล็ตฟอร์มตั้งกลุ่มกันเพื่อซื้อของที่ถูกกว่า ซึ่งทำให้ Eric สนใจมาก ๆ ซึ่งได้ให้เงินทุนจำนวน 1 ล้านเหรียญแก่ Mason เพื่อทำงานเกี่ยวกับแนวคิดการซื้อแบบกลุ่มต่อไป

ในที่สุดสิ่งนี้ได้กลายเป็นแนวคิดของ Groupon (Group and Coupon) กลายเป็นว่าการปรับเปลี่ยนแนวคิดง่าย ๆ ดังกล่าวประสบความสำเร็จแบบพุ่งกระฉูด

บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วจนมีมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงแค่ 16 เดือนเท่านั้น กลายเป็นยูนิคอร์นที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ในยุคนั้น และในปี 2010 Groupon ได้ปฏิเสธข้อเสนอมูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์จาก Google

ซึ่งต้องบอกว่าในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการที่เศรษฐกิจของอเมริกานั้นบอบช้ำมาจากวิกฤติ hamburger crisis ในปี 2008

ทำให้ Solution ใหม่ๆ อย่าง Sharing Economy ที่เปิดให้คนหารายได้พิเศษอย่าง AirBNB หรือ Uber หรือแม้แต่ โมเดลแบบ Daily Deal ที่ขายเรื่องการเปลี่ยนค่าโฆษณามาเป็นส่วนลดให้ลูกค้าอย่าง Groupon สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในยามเศรษฐกิจฝืดเคืองได้สำเร็จ

มุ่งหน้าสู่การทำ IPO

นั่นทำให้บริษัทมุ่งหน้าสู่การทำ IPO ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ปี 2011 ซึ่งในช่วงเวลาที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดนั้น Groupon มีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามากที่สุดในยุคนั้นเลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ตามเพียงปีเดียวหลังจากนั้นในปี 2012 Groupon มูลค่าหายไปถึง 80% นับตั้งแต่มีการทำ IPO ซึ่งปัญหาแรกที่พวกเขาเจอก็คือ เรื่องของบัญชี ของบริษัทที่เริ่มถูกตรวจสอบโดย ก.ล.ต. ของสหรัฐ

มีการใช้เมตริกการบัญชีที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเกิดขึ้นคล้าย ๆ กรณีของ WeWork ที่มีการตบแต่งตัวเลขให้สวยงามเพื่อทำ IPO

ซึ่งหมายความว่า โดยพื้นฐานแล้วนั้น Groupon ไม่ได้กำไรมากมายอย่างที่แสดงในบัญชีงบดุลของบริษัท ซึ่งเดิมรายงานไว้ที่ 60.6 ล้านดอลลาร์ในปี 2010 ก่อนการทำ IPO

มูลค่าของธุรกิจลดฮวบ เนื่องจากการแข่งขันที่ดุเดือด
มูลค่าของธุรกิจลดฮวบ เนื่องจากการแข่งขันที่ดุเดือด

แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงการวัดทางบัญชีที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น ทำให้ เปลี่ยนจากกำไรเป็นขาดทุนจากการดำเนินงาน 420 ล้านดอลลาร์ทันที

Model การ Copy ที่โครตง่าย

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งและใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ของ Groupon คือ การเลียนแบบนั้นทำโครตง่ายมาก ๆ เด็กจบใหม่ปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ สามารถเลียนแบบสร้างเว็บไซต์ Coupon ได้แบบสบาย ๆ

และนั่นเองที่ทำให้การแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างสูงมาก มันไม่มีเทคโนโลยีอะไรที่เป็นนวัตกรรมใหม่เลย พวกเขาเพียงแค่เดินเข้ามาในธุรกิจนี้ก่อนเพียงเท่านั้น

ตัวอย่าง ensogo ในประเทศไทยก็ใช้แนวคิดเดียวกัน เพียง copy จาก Groupon มาแบบง่าย ๆ มาเปิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สุดท้ายก็ขายให้กับ LivingSocial ไปในปี 2011

ensogo เลียนแบบ Groupon มาเปิดที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CR:iphone-droid)
ensogo เลียนแบบ Groupon มาเปิดที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CR:iphone-droid)

Groupon ได้พยายามดำเนินการหลายครั้งเพื่อทำการ pivot ธุรกิจของตัวเอง เช่น การร่วมมือกับผู้จำหน่ายตั๋วเพื่อเข้าชมคอนเสิร์ตและสร้างบริการที่มีชื่อว่า Groupon Live

หรือบริการอย่าง Groupon Goods เป็นความพยายามอีกครั้งของบริษัทในการเป็นเวทีสำหรับผู้ขายในการขายสินค้าที่จับต้องได้เช่น สินค้าบน ebay

หรือแม้กระทั่งการเข้าไปแข่งขันในธุรกิจบริการจัดส่งอาหารด้วยก็ตาม เมื่อ Groupon เข้าซื้อกิจการของ OrderUp ซึ่งมองว่าเป็นอนาคตในยุคนั้น ที่คาดว่าตลาดจะมีมูลค่าสูงกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์

แต่ก็เหมือนเดิม เมื่อมีเจ้าใหญ่ในตลาดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Seamless/GrubHub หรือ Delivery.com ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่ลูกค้าจะต้องเปลี่ยนไปใช้บริการของ Groupon เพราะมันมีของที่ดีอยู่แล้วในตลาด

จากจุดสูงสุดสู่พื้นฐานเดิมของธุรกิจ

แน่นอนว่า เมื่อธุรกิจมันขยายต่อไปไม่ได้ เนื่องจากพื้นฐานทางธุรกิจที่อ่อนแอ มีความพยายามในการไล่ Mason ออกในปี 2013 หลังจากไม่สามารถรักษาผลกำไรของบริษัทได้เหมือนเดิมอีกต่อไป

และด้วยความสับสนวุ่นวายภายใน ปัญหาทางด้านการเงิน และการแข่งขันที่รุนแรง Groupon ก็ไม่สามารถที่จะอยู่ในฐานะที่จะฟื้นตัวจากธุรกิจของพวกเขาได้อีกเลยในอีกทศวรรษต่อมา

ณ วันนี้ มูลค่าของบริษัทลดลงจากจุดสูงสุด เหลือแค่ 1.3 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ นั้นต้องบอกว่า เป็นการเดินทางย้อนกลับที่ยาวไกลมาก ๆ ของพวกเขา

แม้ว่าบริษัทจะยังคงดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็กลายเป็นเพียงแค่ธุรกิจดาด ๆ ที่คงไม่มีโอกาสที่จะก้าวไปไหนได้ไกลกว่านี้แล้ว ด้วยจำนวนการแข่งขันที่ยังคงมีอยู่อย่างรุนแรงในธุรกิจดังกล่าว

ต้องบอกว่า Groupon นั้นเป็น case study ที่น่าสนใจมาก ๆ ในการเริ่มต้นธุรกิจ Startup ในยุคถัดไป เมื่อการเติบโตแบบเว่อร์ ๆ ในช่วงแรกที่ไม่มีการควบคุม มาบรรจบกับแนวคิดผลิตภัณฑ์ที่ไร้ซึ่งนวัตกรรม มันก็นำไปสู่ความล้มเหลวแบบสิ้นเชิงอย่างที่ Groupon แสดงให้เราได้เห็นนั่นเองครับผม

References : https://medium.com/cornertechandmarketing/how-groupon-went-from-the-fastest-growing-unicorn-to-nothing-a17eab2bbdc1
https://www.marmind.com/blog/groupon-rise-fall/
https://nymag.com/intelligencer/2018/10/andrew-mason-on-groupon.html
https://www.eater.com/2015/8/4/9091069/groupon-to-go-orderup-delivery-comeback-strategy
https://theweek.com/articles/466876/rise-fall-groupon

Warren Buffett มองเห็นอะไรจึงให้ Berkshire Hathaway เข้าลงทุนใน Nubank

Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett ได้ทำการลงทุน 500 ล้านดอลลาร์ใน Nubank ของประเทศบราซิล ทำให้บริษัท Fintech ที่เติบโตอย่างรวดเร็วแห่งนี้ ได้รับความเชื่อมั่นอย่างมาก ในขณะที่กำลังพยายามขยายกิจการไปทั่วทั้งละตินอเมริกา

Nubank ซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะผู้ออกบัตรเครดิตแบบไม่มีค่าธรรมเนียม กล่าวว่าได้ระดมทุนเพิ่มอีก 250 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนรายอื่น ๆ

การลงทุนครั้งใหม่ทำให้ Nubank ประเมินมูลค่าได้ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในรอบการระดมทุนครั้งก่อน  ซึ่งนั่นจะทำให้มูลค่าของกิจการพุ่งพรวด โดยมีมูลค่าน้อยกว่า Banco Santander Brasil SA ที่มีสาขามากกว่า 2,000 แห่ง ซึ่งเป็นธนาคารอันดับ 3 ของบราซิลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ซึ่งการลงทุนรอบดังกล่าวยังทำให้ Nubank ก้าวขึ้นสู่ระดับท็อปของกิจการด้าน Fintech ทั่วโลก เทียบเท่ากับบริษัทสตาร์ทอัพอย่าง Robinhood Markets Inc และบริษัท Lufax ของจีน แต่ยังคงตามหลัง Ant Group อยู่มาก

การเดิมพันของ Berkshire ในบราซิล

Nubank เป็นเดิมพันครั้งที่สองของ Warren Buffett ใน Startup ทางการเงินของบราซิล Berkshire Hathaway ของเขายังได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัทชำระเงิน StoneCo Ltd เมื่อเกือบสามปีที่แล้ว

Nubank ก่อตั้งขึ้นที่เมืองเซาเปาโล ซึ่งก่อตั้งโดย David Vélez , Cristina Junqueira และ Edward Wible ในปี 2013 ถือเป็นหนึ่งในธนาคารผู้ท้าชิงที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีลูกค้า 40 ล้านรายทั่วทั้งบราซิล เม็กซิโก และโคลอมเบีย

การระดมทุนครั้งใหม่นี้จะนำไปสู่การพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งรวมถึงบัตรเครดิตที่ไม่มีค่าธรรมเนียม เครดิตและผลิตภัณฑ์การลงทุนผ่าน Easynvest ซึ่งเป็นบริษัทด้าน Fintech ที่ Nubank เข้าซื้อกิจการในปี 2020

ตลาดการเงินที่มีการแข่งขันสูง โดยผู้ให้กู้รายใหญ่ห้ารายถือครองทรัพย์สินเกือบ 78% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของประเทศ

บราซิลเป็นแหล่งบ่มเพาะที่สำคัญของกิจการด้าน Fintech ธนาคารออนไลน์ช่วยลดต้นทุนสำหรับผู้มาใหม่ และธนาคารกลางได้สร้างกฎเกณฑ์ใหม่เพื่อสนับสนุนการแข่งขัน โดยมุ่งเป้าไปที่ค่าธรรมเนียมและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงสำหรับผู้บริโภค

การระดมทุนรอบใหม่มูลค่า 750 ล้านดอลลาร์ของ Nubank เป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนรอบ Series G ซึ่งมีมูลค่ารวม 1.15 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นรอบที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาโดยบริษัทเทคโนโลยีในละตินอเมริกา นอกจากนี้ยังเป็นการลงทุนครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดสำหรับบริษัท ซึ่งระดมทุนได้ 2 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

สำหรับผู้เข้าร่วมลงทุนคนอื่นๆ ในรอบนี้ ได้แก่ Sands Capital, Canada Pension Plan Investment Board, MSA Capital, Advent’s Sunley House Capital และ Verde Asset Management ของบราซิล และ Absoluto Partners

ต้องบอกว่า Buffet ไม่ใช่คนแปลกหน้าในการลงทุนในบริษัททางการเงิน เนื่องจากธนาคารแบบดั้งเดิมและบริษัทประกันภัย มีอยู่ในพอร์ตการลงทุนของ Berkshire มาอย่างยาวนานแล้ว อย่างไรก็ตาม Buffet ก็ได้ขายหุ้นเกือบทั้งหมดของเขาใน Wells Fargo เมื่อสิ้นสุดงบการเงินในไตรมาสแรกที่ผ่านมา

References : https://www.cnbc.com/2021/06/08/warren-buffetts-berkshire-hathaway-makes-500-million-investment-in-brazilian-digital-bank.html
https://www.coindesk.com/berkshire-hathaway-invests-500m-in-brazilian-digital-bank-nubank
https://www.forbes.com/sites/angelicamarideoliveira/2021/06/08/warren-buffetts-berkshire-hathway-invests-500-million-in-brazilian-challenger-nubank
https://economictimes.indiatimes.com/markets/stocks/news/berkshire-leads-750m-nubank-funding-round-values-it-at-30b/articleshow
https://financefwd.com/de/nubank-warren-buffett/

Discord กับความพยายามครั้งใหม่ของ Microsoft ในการเข้าสู่วงการ Social Media

ต้องบอกว่าตอนนี้ตลาด Social Media นั้น ได้กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีหลากหลายแพล็ตฟอร์ม ที่ เข้ามามีบทบาทต่อพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์เราในยุคปัจจุบัน

การแจ้งเกิดอย่างถล่มทลายของ TikTok เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ TikTok ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของ Microsoft ที่ต้องการจะเข้ามาครอบครองให้จงได้ แต่ดูเหมือนมันจะไม่สมดังใจหวังของพวกเขา เพราะ Deal ดังกล่าวต้องล่มไป

ตัว Facebook แพล็ตฟอร์มที่เป็นอันดับหนึ่งเอง ก็ถือเป็น พันธมิตรที่สำคัญของ Microsoft เพราะเป็นผู้ลงทุนก้อนใหญ่ก้อนแรกให้กับ Facebok ในการตัดหน้า Google ในยุคเริ่มแรกของการก่อตั้ง Facebook จนสุดท้าย Facebook สามารถขยายกิจการจนมีผู้ใช้งานหลักพันล้านคนดังที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

และแน่นอนว่า หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของ Microsoft อีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ ธุรกิจเกม ที่พวกเขามี Xbox เป็นตัวขับเคลื่อนในส่วนนี้ รวมถึงการคว้าสตูดิโอเกมชื่อดังมากมายมาก่อนหน้านี้เช่น Bethesda Softworks

ข่าวล่าสุดในการต่อจิ๊กซอว์ให้กับธุรกิจเกมของ Microsoft ก็คือข่าวการเข้าซื้อกิจการ Discord ที่เป็นแพล็ตฟอร์มในการสื่อสารระหว่างเกมเมอร์แบบครบวงจร ไม่ว่าจะคุย จะแชท ที่สามารถจบได้ในที่เดียว และเป็นที่นิยมของเหล่าเกมเมอร์เป็นอย่างมาก

ซึ่งแม้ Discord นั้นจะเกิดขึ้นมาจากชุมชนของชาวเกมเมอร์ แต่ในปีที่แล้วหลังจากการระบาดอย่างหนักของ COVID-19 ทำให้ เกิด Community ต่าง ๆ มากมายขึ้นบน Discord ไม่ว่าจะเป็นชุมชนด้านการเต้นรำ ชุมชนหนอนหนังสือ หรืออื่น ๆ อีกมากมาย

และทำให้มีผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคนต่อเดือน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง Community Online ที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ซึ่งตอนนี้ คงไม่กล่าวเกินเลยนักว่า Discord ก็ได้ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งใน Social Media แพล็ตฟอร์มที่น่าจับตามองแห่งหนึ่งแล้วเช่นกัน

ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาได้ปรับกลยุทธ์ เปลี่ยนจากแพล็ตฟอร์มที่เน้นเกมเมอร์เป็นศูนย์กลาง ให้กลายมาเป็น สถานที่สำหรับการพูดคุย ถกเถียงกัน ในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งดูแล้วความสามารถนั้นก็ไม่ได้ต่างจาก บริการที่กำลังฮิตอย่าง Clubhouse เลยด้วยซ้ำ

ซึ่งต้องบอกว่า เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจ กับกลยุทธ์หลักของ Microsoft ที่เกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยน CEO มาเป็น Satya Nadella ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเดิม ๆ ของ Microsoft ให้ก้าวเข้าสู่เรื่องของซอฟต์แวร์และบริการเพิ่มมากขึ้น

และยังเป็นส่วนเติมเต็มบริการอย่าง Game Pass ของ Microsoft เอง ให้สามารถสร้างบริการที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ในอนาคต สำหรับกลุ่มลูกค้าในธุรกิจเกมของพวกเขา เรียกได้ว่าเป็นการส่งผลกระทบโดยตรงกับ Microsoft ถึง 2 เด้ง เลยทีเดียว ถ้า Deal นี้สำเร็จขึ้นมาจริง ๆ นั่นเองครับผม

References : https://fortune.com/2021/03/23/software-giant-microsoft-buy-video-game-chat-favorite-discord-over-10-billion
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-03-23/microsoft-said-to-be-in-talks-to-buy-discord-for-more-than-10b
https://thenextweb.com/hardfork/2021/03/23/microsoft-discord-purchase-10-billion-analysis/

Matt Nelson กับการเปลี่ยนความรักสุนัขให้กลายเป็นธุรกิจเงินล้านด้วย We Rate Dogs

Paulina Tomlinson เป็นหนี้ค่ารักษาพยาบาลเกือบ 20,000 ดอลลาร์หลังจากที่ Chico สุนัข Pitbull วัย 2 ขวบของเธอถูกรถชน  Chico แทบจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดพิเศษเพื่อรักษากระดูกสันหลังที่ร้าวของมัน

Tomlinson ได้สร้างแคมเปญ GoFundMe และเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเพื่อระดมทุนในการช่วยจ่ายค่าผ่าตัดของ Chico และค่ารักษาพยาบาลอื่น ๆ พวกเขาสามารถระดมทุนได้หลายพันดอลลาร์ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ

จากนั้นพวกเขาก็ติดต่อ Matt Nelson ผู้ก่อตั้ง We Rate Dogs หลังจากโพสต์ใน Social Media เพียงแค่โพสต์เดียว 30 นาทีต่อมาแคมเปญ Chico ระดมทุนได้เงินไปกว่า 18,840 ดอลลาร์

บัญชีโซเชียลมีเดียยอดนิยมของ Nelson อย่าง We Rate Dogs เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของภาพสุนัขที่น่ารัก คำบรรยายที่น่าสนใจ We Rate Dogs ได้ช่วยเหลือในการระดมทุนให้กับสุนัข 170 ตัวที่ต้องการ จากผู้ติดตามเกือบ 12 ล้านคนบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

ตอนแรก Nelson เริ่มต้นสร้างบัญชีบน Twitter เพื่อให้ผู้คนหัวเราะ แต่เขาได้ผู้ติดตามหลายพันคนในชั่วข้ามคืน และอีกกว่า 9 ล้านคนในอีกหลายปีต่อมา และเขาสามารถเปลี่ยนเรื่องราวสนุก ๆ ของเขาให้กลายเป็นธุรกิจขายสินค้า และโพสต์เนื้อหาที่มีตราสินค้าซึ่งสามารถสร้างรายให้กับเขาถึงหกหลักต่อปี

ตอนนี้นอกเหนือจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องในโซเชียลมีเดียนับล้านของเขา Nelson ยังให้ความสำคัญกับการหาเงินให้กับสุนัขที่ต้องการ เช่น การโพสต์ลิงก์ไปยังแคมเปญ GoFundMe ในทุกวันศุกร์

ความสามารถพิเศษของการโพสต์ใน Twitter

Nelson อายุ 24 ปีเริ่มต้นบัญชี Twitter ส่วนตัวในปี 2014 การโพสต์ของเขาส่วนใหญ่เป็นเรื่องตลกและเขาสามารถดึงดูดผู้ติดตามหลายพันคนได้ด้วยการรีทวีตจากบัญชียอดนิยม

″ผมเสพติดการพยายามทำให้ผู้คนหัวเราะ” เขากล่าว 

ขณะที่ Nelson ทวีตเขาสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่โพสต์รูปสุนัขหรือเนื้อหาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุนัขมันจะทำยอด engagement ได้ดีกว่าเนื้อหาอื่น ๆ มาก

ดังนั้น Nelson จึงเปิดตัว We Rate Dogs บน Twitter ในเดือนพฤศจิกายน 2015 เมื่อเขายังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแคมป์เบลล์ในนอร์ทแคโรไลนา เขาโพสต์ครั้งแรกของบัญชีจาก Applebee’s โดยมีสุนัขของเพื่อนที่เขาทานอาหารเย็นด้วย

จุดเปลี่ยนสำคัญกับ We Rate Dogs
จุดเปลี่ยนสำคัญกับ We Rate Dogs

ในคืนนั้น Nelson ได้รับข้อความหลายร้อยข้อความ จากเจ้าของสุนัขที่อยู่โปรโมตสุนัขของพวกเขาเช่นกัน  Nelson โปรโมต We Rate Dogs จากบัญชี Twitter ส่วนตัวของเขาซึ่งมีผู้ติดตามประมาณ 10,000 คนในเวลานั้น

การออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อ We Rate Dogs

ในปี 2015 บัญชี Twitter ของ We Rate Dogs ยังมีผู้ติดตามไม่ถึง 100,000 คนและ Nelson ก็ประสบความสำเร็จในขายสินค้าเพียงไม่กี่ครั้ง แต่เขาก็เริ่มได้รับข้อเสนอจากผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าบางคนในราคาหลายหมื่นดอลลาร์

มันทำให้เขาเห็นโอกาสทางด้านธุรกิจบ้างอย่าง เขาตัดสินใจลาออกจากวิทยาลัยและย้ายไปอยู่กับพ่อแม่ในเวสต์เวอร์จิเนียเพื่อมุ่งเน้นไปที่ We Rate Dogs แบบเต็มตัว

โชคดีสำหรับ Nelson พ่อแม่และเพื่อนสนิทของเขาให้การสนับสนุนการตัดสินใจนี้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าเขาจะสามารถเติบโตกับ We Rate Dogs ได้ต่อไป

พ่อของ Nelson ซึ่งเป็นกรรมการบริหารของสำนักงานกฎหมายในชาร์ลสตันยังช่วย Nelson จัดการการเติบโตของธุรกิจ เมื่อเขาเริ่มสร้างรายได้จำนวนมากขึ้น

จากข้อมูลของ Nelson ขณะนี้ We Rate Dogs สามารถสร้างรายได้ต่อปี 6 หลัก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะแบ่งรายได้ 50-50 กับ กับเนื้อหาที่มีแบรนด์มาสนับสนุน

เมื่อบัญชีเติบโตขึ้น Nelson ได้ว่าจ้างนักสร้างแอนิเมชั่น นักออกแบบ ช่างภาพ และมือตัดต่อวิดีโอพาร์ทไทม์จำนวนหนึ่งซึ่งทำงานบนเว็บไซต์สินค้า We Rate Dogs ที่เข้าเพิ่มขึ้นมา

นอกจากนี้เขายังนำพนักงานประจำสองสามคน รวมถึงผู้จัดการธุรกิจมาช่วยดูแลการส่งภาพถ่ายสุนัขนับร้อยในแต่ละวัน จัดการการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ของเขา และทำงานร่วมกับ Nelson เพื่อรักษาความเป็นหุ้นส่วนของแบรนด์ที่ช่วยให้ธุรกิจของเขาคงสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

We Rate Dogs มีข้อเสนอสำหรับเนื้อหาที่มีตราสินค้ากับ บริษัท ที่มีชื่อเสียงเช่น Disney ซึ่งทำงานร่วมกับ Nelson เพื่อสร้างโพสต์ธีม “Lady and the Tramp”ในบัญชีโซเชียลมีเดียของ We Rate Dogs รวมถึง Netflix และ Budweiser

Lady and the Tramp แคมเปญร่วมกับ Disney
Lady and the Tramp แคมเปญร่วมกับ Disney (CR:Twitter)

ซึ่ง Rate ราคาจากโพสต์หรือดีลของแบรนด์แต่ละรายการจะแตกต่างกันไปตามแคมเปญต่างๆ ซึ่งมักขึ้นอยู่กับข้อกำหนด เช่น กี่ครั้งที่เราโพสต์ แพลตฟอร์มที่เราโพสต์ … และอื่น ๆ  

ในที่สุด Nelson ได้ขยายการเข้าถึงไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ รวมถึงบัญชี We Rate Dogs บน Instagram ที่มีผู้ติดตามเกือบ 2 ล้านคนและบัญชี Facebook ที่มีผู้ติดตามมากกว่าครึ่งล้านและบัญชี TikTok ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 130,000 คน 

นอกจากนี้เขายังเริ่มต้นบัญชี Twitter ที่สองชื่อ Thoughts of Dog โดยที่ Nelson ล้อเลียนความรู้สึกของสุนัข 

Nelson ขายสินค้าแบรนด์ Thoughts of Dog ซึ่งมีผู้ติดตาม 3.5 ล้านคนและเขาเขียนหนังสือชื่อ “Thoughts of Dog” ซึ่งตีพิมพ์ในเดือนตุลาคมปี 2020

ใช้เงินเลี้ยงดูสุนัขมากกว่า 1.3 ล้านเหรีญสำหรับสุนัขกว่า 170 ตัว

นอกเหนือจากการสนับสนุนให้ผู้ติดตามโซเชียลมีเดียนับล้านของเขามีส่วนช่วยเหลือสุนัขที่ต้องการความช่วยเหลือแล้ว Nelson ยังบริจาคให้กับแคมเปญต่าง ๆ เป็นประจำอีกด้วย

การโพสต์แคมเปญ GoFundMe สำหรับสุนัขที่ต้องการความช่วยเหลือได้กลายเป็นประเพณีในทุกวันศุกร์ซึ่งเริ่มต้นในปี 2016 หลังจากที่เขารู้ว่าสุนัขตัวหนึ่งที่เขาให้ความสำคัญนั้นต้องการรถเข็นเพราะความพิการของมัน

ซึ่งเจ้าของสุนัขต้องการเงินประมาณ 500 ดอลลาร์ แต่หลังจากมีการแชร์ผ่านบัญชีเครือข่ายของ We Rate Dogs ก็ได้รับเงินเพียงพอสำหรับรถเข็น ในเวลาเพียงแค่ 45 นาที

Nelson หวังที่จะแบ่งปันแคมเปญเหล่านี้กับแฟน ๆ ของเขาต่อไปและหาเงินจำนวนมากขึ้นเขากล่าวในขณะที่เขาพบว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมาเพื่อให้ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากพวกเขาส่วนใหญ่ไม่มีประกันสัตว์เลี้ยง

“สาเหตุส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากก็เพราะว่าแฟน ๆ ของเราไว้วางใจเราในการดูแลจัดการเรื่องราวเหล่านี้ และตอนนี้แฟน ๆ ของเราก็เชื่อใจใน We Rate Dogs” เขากล่าว “ดังนั้นความสม่ำเสมอของการโพสต์ทุกวันศุกร์ และการทำให้แฟน ๆ คุ้นเคยกับมันช่วยให้มันกลายเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้”

Tomlinson เจ้าของ Chico กล่าวว่า “ฉันไม่สามารถขอบคุณน้ำใจของทุก ๆ คนได้มากพอ”  “ฉันใช้บัตรเครดิตแทบจะเต็มวงเงิน และถ้าเราไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก We Rate Dogs ฉันก็ไม่รู้ว่าเราจะสามารถผ่าตัด Chico ได้หรือไม่”

ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Model ที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ We Rate Dogs ด้วยการสร้าง Brand ที่มีตัวตนชัดเจน มีกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือระดมทุนให้กับสุนัขผ่าน GoFundMe

ทำให้ Nelson สามารถที่จะต่อยอดจากความสนุก ๆและใจรักสุนัขของเขา ให้กลายมาเป็นธุรกิจเงินล้านได้

แน่นอนว่า โลกยุคใหม่ เรื่องของ Influencers นั้นเป็นสิ่งสำคัญ และ Nelson ก็ได้สร้างตัวตนเพื่อมาตอบโจทย์ธุรกิจในส่วนนี้ เขายังมีการขยายไปทางช่องทาง Ecommerce ที่ขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุนัข

ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ดีในการเริ่มต้นสร้างธุรกิจ ตั้งแต่อายุน้อย ๆ ด้วยความรัก และจริงใจ ผสมอารมณ์ขันของเขา ให้กลายเป็น We Rate Dogs ที่สำเร็จอย่างในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

ผู้สนับสนุน..

╔═════════════════════════╗
🔥ติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับธุรกิจของคุณ วันนี้พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม🔥
DNA Power CO.,LTD. รับติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้าน, โรงงาน, อาคารพาณิชย์ และสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท. รับประกันแผงโซล่าร์ 20 ปี / อินเวอร์เตอร์ 5 ปี / ประกันการติดตั้ง 2 ปี คืนทุนภายใน 4 ปีครึ่ง
╚═════════════════════════╝

⚡ ฟรี!ค่าสำรวจหน้างาน
⚡ ฟรี!ค่าประเมินราคา
⚡ ฟรีค่าขออนุญาตติดตั้ง
📲 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 086-600-3022
🌐 รายละเอียดเพิ่มเติม : http://bit.ly/37zNHnI
🌐 ตัวอย่างผลงานการติดตั้ง : http://bit.ly/2NrCr5Z

References : https://www.cnbc.com/2021/01/21/how-we-rate-dogs-raises-money-to-help-dogs-in-need.html
https://www.themuse.com/advice/how-creator-of-weratedogs-twitter-account-started-career
https://www.themuse.com/advice/how-creator-of-weratedogs-twitter-account-started-career