เวียดนาม vs เกาหลีใต้ กับ Fighting DNA ของการดิ้นรนต่อสู้ในแวดวงเทคโนโลยี

มีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่สามารถสร้างบริการด้านเทคโนโลยี เพื่อต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม ทั้งจากโลกตะวันตก หรือ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนมหาศาลใน Region และไม่พ่ายแพ้ให้กับศัตรูเหล่านี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในหลายบริการของประเทศเกาหลีใต้

ไม่ว่าจะเป็น แพล็ตฟอร์มการแชท Search Engine หรือ แม้กระทั่ง Social Network หรือ Ecommerce บริษัทยักษ์ใหญ่จากโลกตะวันตก นั้นไม่สามารถเจาะเข้าไปในดินแดนเกาหลีใต้ได้ หรือ ถึงแม้จะเจาะเข้าไปได้ก็ยากที่จะขึ้นเป็นผู้นำในตลาดของพวกเขา

มันเป็น Fighting DNA ของคนเกาหลี ที่ส่งต่อมาแม้กระทั่งในธุรกิจเทคโนโลยีที่พวกเขา ไม่เคยยอมพ่ายแพ้ให้กับใครง่าย ๆ พวกเขาพร้อมที่จะสร้างสรรค์บริการ ที่เข้ากับวัฒนธรรมในประเทศของเขา เพื่อเอาชนะยักษ์ใหญ่เหล่านี้ให้ได้ และส่วนใหญ่ก็ประสบความสำเร็จ

เราได้เห็นความสำเร็จของบริการต่าง ๆ ของเกาหลีใต้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Naver ที่เป็นเหมือน Super App ครอบคลุมทุกพฤติกรรมของคนเกาหลี หรือ Kakao Talk ที่ ยึดอันดับหนึ่งในแพล็ตฟอร์ม chat ที่ยากที่คู่แข่งจากต่างประเทศจะเจาะเข้าไปได้

ความเหมือนที่แตกต่างในประเทศเวียดนาม

และรูปแบบที่เกิดขึ้นดังกล่าว มันกำลังเกิดขึ้นกับประเทศเวียดนามเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่า มี DNA ที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจมาก ๆ ในแวดวงเทคโนโลยี ที่พวกเขาพร้อมจะสรรค์สร้างบริการภายในประเทศตัวเอง เพื่อสู้กับคู่แข่งที่น่าเกรงขามจากต่างประเทศ

ไม่ว่าจะเป็น Ecommerce ที่พวกเขาก็ส่ง TIKI ออกมาสู้ยักษ์ใหญ่ใน Region อย่าง Shopee ได้อย่างสูสี หรือ Coc Coc ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงกับบริการ Search Engine ยักษ์ใหญ่อย่าง Google

TIKI บริการ Ecommerce ที่สู้กับ Shopee อย่างไม่เกรงกลัว (CR:TIKI.vn)
TIKI บริการ Ecommerce ที่สู้กับ Shopee อย่างไม่เกรงกลัว (CR:TIKI.vn)

ที่น่าสนใจคือ บริการ messenger หรือ social media ของพวกเขามีบริการอย่าง Zalo ที่เป็นบริการที่คิดค้นโดยชาวเวียดนามเอง ซึ่งเอาชนะ LINE , Whatsapp , Wechat หรือ Facebook Messenger ไปอย่างขาดลอยเลยทีเดียว และเป็นบริการยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของชาวเวียดนามในขณะนี้อีกด้วย

เรียกได้ว่าประเทศเวียดนามมีแทบจะทุกบริการ พวกเขาไม่เคยเกรงกลัว ยักษ์ใหญ่หน้าไหนที่จะบุกเข้ามาในประเทศ พวกเขาพร้อมสร้างบริการที่ตอบโจทย์ชาวเวียดนามมากกว่า ซึ่งมันก็คล้าย ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้นั่นเอง

ซึ่งความน่าสนใจ ทั้งสองประเทศมีประวัติที่คล้าย ๆ กัน คือ การถูกแบ่งแยกประเทศ แม้เกาหลีจะยังไม่สามารถรวมประเทศได้ แต่มันก็เคยทำให้เกิดการต่อสู้ของชนชาติเดียวกันมาก่อน ซึ่งเหตุการณ์ก็คล้ายกับที่เกิดขึ้นที่เวียดนาม แต่พวกเขาสามารถรวมกันเป็นหนึ่งก่อร่างสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ได้

ซึ่งผมว่า มันเป็นสาเหตุอย่างนึงให้ประเทศเหล่านี้ มี DNA ที่มีความแตกต่างจากชาติอื่น ๆ นั่นคือ การประสบพบเจอกับความยากลำบากแบบสุด ๆ มาก่อน ถึงขึ้นต้องรบกันเองด้วยซ้ำ ชาติเกือบแตกสลาย แต่สุดท้ายก็ร่วมใจกันกลับมาสร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่ได้ เหมือนที่เกาหลีทำได้มาก่อน

บทสรุป

ส่วนตัวผมก็ติดตามแวดวง startup ของเวียดนามผ่านสื่อใหญ่ ๆ ตัวอย่างเช่น Tech in Asia ที่เน้นการรายงานข่าว startup ในภูมิภาคของเรา ต้องบอกว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มาแรงมาก ๆ และพร้อมจะเกิด unicorn อีกหลายบริการมาก ๆ เลยก็ว่าได้

มีข่าวการระดมทุนจากบริการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าสนใจนะครับ เพราะมันกำลังกลายเป็นธุรกิจแห่งอนาคตแทบจะทั้งสิ้น ดูเหมือนพวกเขาไม่ได้แข็งแกร่งเพียงแค่ ดึงดูด เฉพาะเรื่องค่าแรงราคาถูก เพื่อให้บริษัทยักษ์ใหญ่ย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศพวกเขาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

เพราะดูเหมือนอนาคตทางในเรื่องบริการทางด้านเทคโนโลยี ที่โลกกำลังมุ่งไป เส้นทางของพวกเขาก็กำลังสดใสเป็นอย่างมาก พร้อมด้วยพลังของคนหนุ่มเวียดนาม ที่กำลังก่อร่างสร้างประเทศ ซึ่งผมมองว่าเป็นประเทศที่น่าจับตามองมาก ๆ ในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่หลายคนอาจไม่คาดคิดมาก่อนนั่นเองครับผม

References :
https://vietnamnet.vn/en/sci-tech-environment/coc-coc-criticizes-google-for-policy-that-hurts-its-platform-769712.html
https://datareportal.com/reports/digital-2021-vietnam
https://vietnamcredit.com.vn/news/overview-of-vietnams-e-commerce-market-in-2021_14374
https://www.techinasia.com/move-whatapp-zalo-vietnams-favorite-messaging-app

Sex Creator & Onlyfan อีกหนึ่งอาชีพอิสระ ที่ถูกโยนภาระจาก Platform

ต้องบอกว่ากลายเป็นข่าวดังเลยทีเดียวนะครับสำหรับการบุกจับ Sex Creator ชื่อดังในแพล็ตฟอร์มยอดฮิตอย่าง Onlyfan ที่ใช้ฉายาในวงการว่า ‘น้องไข่เน่า’ ในข้อหาทำผิดกฏหมายพรบ.คอมพิวเตอร์ ผลิตและนำสื่อลามกอนาจารให้คนอื่นเข้าถึงได้

แน่นอนว่า Onlyfan เป็นอีกแพล็ตฟอร์มหนึ่งที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแพล็ตฟอร์มที่น่าจับตามอง และสามารถทำรายได้ให้กับเหล่า Creator มากมาย

ด้วยการโฟกัสที่คอนเทนต์ ที่มีเนื้อหา 18+ และใช้โมเดลธุรกิจแบบ Subscription Model ที่เป็น Model ยอดฮิตของเหล่า Startup ในยุคปัจจุบัน ทำให้สามารถระดมทุนได้มากมายมหาศาล

และข่าวการจับกุมน้องไข่เน่าในครั้งนี้ สร้างประเด็นถกเถียงขึ้นในสังคมอย่างรุนแรง ทั้งฝั่งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในเรื่อง Sex Creator ที่เป็นอีกหนึ่งอาชีพอิสระ แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถผ่านกรอบด้านศีลธรรม แนวคิดแบบดั้งเดิมของคนไทยได้

แต่วันนี้ จากข่าวที่ปรากฏขึ้น ผมจะมาชวนวิเคราะห์ประเด็นที่น่าสนใจอีกแง่มุมนึง

คำว่าอาชีพอิสระ ที่ถูกโยนภาระจาก Platform

เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงกัน สำหรับเรื่องนี้ จากการเกิดขึ้นมากมายของ Sharing Economy หรือ Gig Economy ที่ได้อาศัยช่องโหว่ของกฏหมายที่ตามไม่ทันโลกของประเทศต่าง ๆ แจ้งเกิดแพล็ตฟอร์มต่าง ๆ ได้มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นอย่าง Uber ที่ปฏิวัติระบบขนส่งใหม่ หรือ Airbnb ใครจะคิดว่าผู้คนจะเปิดรับคนแปลกหน้าให้มาพักอาศัยในบ้านได้ จนมาถึง Onlyfan แพล็ตฟอร์มแบ่งปันเนื้อหา 18+

มุมหนึ่งมันทำให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหล่า Rider ที่สามารถทำรายได้อย่างมหาศาลผ่านแพล็ตฟอร์มเหล่านี้ หรือ Host ที่ปล่อยที่พักอาศัยให้กับคนทั่วไปที่ต้องการหาที่พักราคาย่อมเยาว์ หรือ แม้กระทั่งมีการทำเป็นธุรกิจจริง ๆ จัง ๆ ใน Airbnb เลยก็ตาม

ปัญหาที่ตามมาน่าสนใจมาก ๆ เนื่องจากอาชีพเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นอาชีพอิสระ และ สิ่งที่แพล็ตฟอร์มทำก็ไม่ได้ถูกกฏหมาย 100% ในหลาย ๆ ประเทศ แม้กระทั่งในเคสของ Onlyfan ก็คิดว่าน่าจะมีปัญหาในหลาย ๆ ประเทศเหมือนที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเช่นเดียวกัน

แพล็ตฟอร์มอาศัยความได้เปรียบ โดยถีบกลุ่มคนเหล่านี้ ให้เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ และไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น (ถึงรับผิดชอบก็น้อยมาก ๆ ) ดั่งที่ได้เคยเกิดปัญหาในทุก ๆ แพล็ตฟอร์ม

ทั้งเรื่อง Rider ที่ไม่ได้ลงทะเบียนให้มันถูกกฏหมาย และ จ่ายภาษีให้มันถูกต้องจริง ๆ เหล่า Host ที่อาศัยช่องโหว่ ทำให้คอนโดหรืออพาร์ทเมนต์ให้กลายเป็นโรงแรมย่อม ๆ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้ร่วมอาศัยคนอื่น ๆ ที่ซื้ออสังหาฯ เพื่อใช้ในการอยู่อาศัย

เฉกเช่นเดียวกับ น้องไข่เน่า ที่กำลังโดนกฏหมายเล่นงาน แน่นอนว่าแพล็ตฟอร์มก็ใช้ช่องโหว่ของกฏหมายเหล่านี้เช่นเดียวกัน มีการจดทะเบียนในต่างประเทศ ผลักภาระให้ Creator โดยให้ทำเป็นอาชีพอิสระ ไม่มีอะไรคุ้มครองจากบริษัท ซึ่งแทบไม่ต้องมีความรับผิดชอบใด ๆ หาก creator เหล่านี้ไปทำผิดกฏหมาย

ส่วนตัวบางครั้งผมก็มองว่าธุรกิจแพล็ตฟอร์มเหล่านี้ ไม่ได้สร้างนวัตกรรมอะไรที่ล้ำเลิศ แต่อย่างใดเลย แต่พวกเขาอาศัยช่องโหว่บางอย่างในเรื่องกฏหมายที่ยังตามไม่ทันโลกที่เปลี่ยนไป แล้วอาศัยช่องโหว่เหล่านี้เพื่อทำเงินได้อย่างมหาศาล โดยอาศัยคำว่า ‘อาชีพอิสระ’ อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

Carmob Rider กับข้อคิดสำคัญสำหรับ Rider ที่จะยึด Platform เป็นช่องทางทำมาหากินหลัก

พอดีผมได้มีโอกาสนั่งอ่าน ข่าวเกี่ยวกับ การรวมตัวประท้วงของกลุ่มคนขับรถบริการส่งพัสดุ ของบริษัท ลาลามูฟ ที่มีการนัดหมายจัดการชุมนุม คาร์ม็อบหน้าสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่อาคารสาทรธานี เพื่อประท้วงหลังบริษัทปรับลดค่ารอบวิ่งโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

โดยเนื้อหาข่าวน่าสนใจ และมันเกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว กับการปรับแบบนี้ของแพล็ตฟอร์มต่าง ๆ ที่ต้องปรับธุรกิจให้เข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง ที่ไม่ใช่มามัวแต่ เผาเงินจากนักลงทุนอีกต่อไป

ซึ่งจากเคสของ ลาลามูฟ คุณ อนุกูล ราชกุณา เลขาธิการสหภาพไรเดอร์ ให้ข้อมูลว่า บริษัทได้ทำการปรับลดค่ารอบโดยไม่แจ้งไรเดอร์มา 5 ครั้ง ซึ่งมีไรเดอร์ที่ได้รับผลกระทบกว่า 20,000 คน

ตัวอย่างเช่น รถยนต์ 4 ประตู เดิมได้ค่ารอบกิโลเมตรแรก 99 บาท กิโลเมตรถัดไป 12 บาท แต่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้ค่ารอบกิโลเมตรแรก 79 บาท และ กิโลเมตรถัดไปเหลือ 9 บาท

การรวมตัวประท้วง(อีกครั้ง)ของไรเดอร์ที่ถูกลดรายได้จากแพล็ตฟอร์ม (CR:brickinfotv)
การรวมตัวประท้วง(อีกครั้ง)ของไรเดอร์ที่ถูกลดรายได้จากแพล็ตฟอร์ม (CR:brickinfotv)

ซึ่งเมื่อหักค่าคอมมิชชั่นที่บริษัทหักไรเดอร์ 15% และ ค่าภาษี 3% แทบจะไม่เหลือรายได้เลยด้วยซ้ำ เพราะยังมีต้นทุน ทั้งค่าน้ำมันและค่าเสื่อมสภาพรถ

Case Study ไรเดอร์ชาวสก็อตแลนด์ เกือบครึ่งที่มีรายได้น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ

มีข้อมูลที่น่าสนใจที่ได้รับการวิเคราะห์จาก Bureau Local และ The Ferret ที่พบว่าเกือบหนึ่งในสามของไรเดอร์ในเมืองต่าง ๆ ของสก็อตแลนด์ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำของประเทศ

แม้จะมีการอ้างจากเหล่าแพล็ตฟอร์มว่า ไรเดอร์ที่ประกอบอาชีพอิสระเหล่านี้ ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยมากกว่า 10 ปอนด์ต่อชั่วโมง และกล่าวถึงความพึงพอใจของไรเดอร์ที่อ้างว่าสูงเป็นประวัติการณ์

แต่ก็ต้องบอกว่ามันเป็นคำพูดลอย ๆ สวยหรูของแพล็ตฟอร์ม ที่สวนทางกับข้อมูลความเป็นจริง

โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากตัวอย่างไรเดอร์หลายพันคนจากใบแจ้งหนี้ที่อัปโหลดโดยไรเดอร์ทั่วสหราชอาณาจักรชี้ให้เห็นว่า ไรเดอร์ร้อยละ 41 ได้รับรายได้น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่ 8.72 ปอนด์ต่อชั่วโมง

ไรเดอร์ร้อยละ 41 ของชาวสก็อตแลนด์มีรายได้น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ (CR:Theferret.scot)
ไรเดอร์ร้อยละ 41 ของชาวสก็อตแลนด์มีรายได้น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ (CR:Theferret.scot)

โดยมากกว่าครึ่งของไรเดอร์ ราว ๆ ร้อยละ 56 มีรายได้น้อยกว่า 10 ปอนด์ต่อชั่วโมง และบางคนน้อยกว่านั้นมาก โดยหนึ่งในหก ได้รับน้อยกว่า 6.45 ปอนด์ต่อชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามแพล็ตฟอร์มแทบไม่ต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำให้กับไรเดอร์ เนื่องจากถือว่าเป็นการประกอบอาชีพอิสระ

เปลี่ยนจากการเผาเงินสู่การทำธุรกิจจริง ๆ

ผมได้ลองหาข้อมูลจากเรื่องราวดังกล่าวเกี่ยวกับการประท้วงของไรเดอร์ ก็พบว่าปัญหานี้มีอยู่ทั่วโลกจริง ๆ ที่จะเริ่มตัดรายได้ลงไปเรื่อย ๆ จนสู่จุดคุ้มทุนทางด้านธุรกิจจริง ๆ ไม่ได้สปอยเงินให้กับไรเดอร์เหมือนช่วงเปิดแพล็ตฟอร์มใหม่ๆ

ซึ่งต้องมองตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่บริษัทพวกนี้โดยเฉพาะบริการที่แข่งกันหนักอย่าง Delivery Service หรือ แม้กระทั่ง Platform Ecommerce อย่าง Shopee , Lazada ยอมขาดทุนมหาศาลทุก ๆ ปี

แน่นอนอยู่แล้วว่าพวกเขาต้องการ Data จากพฤติกรรมผู้บริโภคของเรา ว่าชอบสั่งอาหารแบบไหน มูลค่าเท่าไหร่ หรือช่วงเวลาใด และสุดท้ายพฤติกรรมเหล่านี้ก็จะกลายเป็นพฤติกรรมที่เราเคยชิน เหมือนที่เราเห็นใน platform Ecommerce อย่าง Lazada , Shopee ที่คนไทยเริ่มเสพติดกันหนักขึ้นเรื่อย ๆ

ด้วยการอัดโปรโมชั่นมากมายที่ดูเหมือนเป็นการสปอยเหล่าไรเดอร์ที่เข้ามาร่วมในระบบ ทำให้มีคนเข้าไป join ใน platform เหล่านี้ แน่นอนว่า รายได้ในช่วงแรก ๆ ต้องกระฉูด เพราะเป็นช่วงเผาเงินที่ได้รับจากนักลงทุน

เพราะแน่นอนว่ามันไม่ใช่เงินจากการทำธุรกิจจริง ๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในการอัดเงินให้ไรเดอร์มากมายขนาดนี้ ถ้าพวกเขาคิดจะใช้ Model นี้แบบเพื่อทำธุรกิจแบบยั่งยืนจริง ๆ

แต่บริษัทเหล่านี้ ไม่ใช่นักบุญแน่นอน มาหว่านเงินแจกเล่น เหมือนช่วงแรก ๆ พวกเขาเอาข้อมูลไปวิเคราะห์อยู่แล้ว ซึ่งสุดท้ายแล้วนั้น ธุรกิจ มันก็คือ ธุรกิจ ที่ต้องทำเงินสร้างผลกำไรออกมา

ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย ในโมเดลก่อนหน้าที่เราได้เห็นกันอยู่ มันเป็นคณิตศาสตร์ตัวเลขง่าย ๆ ว่าทำยังไงก็ขาดทุน สอดคล้องกับข่าวที่ออกมาช่วง COVID-19 ที่บริการพวกนี้ขาดทุนกันเป็นว่าเล่น เรียกได้ว่า ยิ่งโตยิ่งขาดทุน

เพราะฉะนั้น สิ่งที่พี่ ๆ ไรเดอร์ ควรทำกับ platform กับเหล่านี้ คือ รีบโกยมาให้มากที่สุด ให้เร็วที่สุด และควรหาทางเลือกสำรองไว้ ที่เราสามารถ control ทุกอย่างได้บ้าง (ตัวอย่างกรณี Ecommerce เช่น การสร้างเว๊บไซต์ของตัวเองขึ้นมาแทน) เพราะยังไงหากเป็นบ้านของตัวเองก็ไม่มีใครสามารถมาเปลี่ยนอะไรเราได้อยู่แล้ว

แล้วเปลี่ยนมุมมองกับพวก platform ต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เรากำลังพึ่งพานั้นเป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการหารายได้เพียงเท่านั้น อย่ามองเป็นช่องทางทำรายได้หลักเด็ดขาด เพราะวันนึง เค้าจะเปลี่ยนนโยบายอะไรก็ได้ เราไม่สามารถที่จะ control ได้เลย

ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายแล้วที่อยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยน policy ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งสุดท้ายเราก็อยู่ไม่ได้ อย่างเช่นใน platform ใหญ่ ๆ อย่าง facebook , shopee , lazada หรือ อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งสุดท้ายพวกนี้เค้าก็ต้องสร้างกำไรให้กับพวกเขาในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

References : https://thestandard.co/lalamove-delivery-drivers-carmob-140964/
https://www.brickinfotv.com/news/119078/
https://www.theguardian.com/australia-news/2018/may/16/food-delivery-riders-protest-against-wage-theft-by-deliveroo-foodora-and-ubereats
https://theferret.scot/deliveroo-riders-earning-less-than-minimum-wage/
http://davaotoday.com/main/headline/foodpanda-davao-riders-protest-low-earnings-harsh-policies/

ศึกษากลยุทธ์ของ Zomato บริษัทจัดส่งอาหารที่ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนนิสัยการกินของประชากร 1.36 พันล้านคนในอินเดีย

Zomato บริษัทจัดส่งอาหารตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนนิสัยการกินของประชากร 1.36 พันล้านคนในอินเดีย ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้ประกาศทำ IPO และได้ทำให้บริษัทมีมูลค่าถึง 12 พันล้านดอลลาร์ 

ความน่าสนใจของ Zomato ก็คือแม้จะดำเนินธุรกิจอาหารแบบดั้งเดิม แต่ Zomato เป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นเดียวกับ DoorDash และ SkipTheDishes และการเสนอขายหุ้น IPO ที่ประสบความสำเร็จสามารถสอนเราว่าบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่คืออะไร และอะไรที่ไม่ใช่ 

โดยแอปตัวนี้ดำเนินธุรกิจส่งอาหารพร้อมรับประทานไปยังบ้านโดยที่ตัวของพวกเขาเองแทบไม่ต้องมีหน้าร้าน โกดัง รถบรรทุก หรือรถส่งของแต่อย่างใด 

ซึ่งโมเดลธุรกิจของบริษัทคล้ายกับบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Uber, Amazon และ Airbnb แต่แตกต่างไปจาก Facebook และ LinkedIn และนี่คือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่น่าสนใจของ Zomato

การเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

Zomato ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนนิสัยการกินของประชากร 1.36 พันล้านคนในอินเดีย โดยที่ 90% ของประชากรอินเดียไม่รับประทานอาหารที่ร้านอาหาร เปรียบเทียบกับประเทศจีนที่ 58% ของผู้คนรับประทานอาหารที่ร้านอาหารเป็นประจำ 

ก่อนหน้านี้ มีอุปสรรคสองประการในการรับประทานอาหารนอกบ้านในอินเดีย ประการแรกคือการขนส่ง มีเพียง 2% ของครัวเรือนชาวอินเดียที่มีรถยนต์ (เทียบกับเกือบ 98% ของครัวเรือนในสหรัฐฯ) 

ประการที่สองคือข้อห้ามทางวัฒนธรรม: บางคนแทบไม่เคยกินอาหารที่ปรุงในครัวของคนอื่นเลยทั้งชีวิต

Zomato แก้ไขอุปสรรคทั้งสองนี้ ช่วยให้กลุ่มใหม่ของประชากรเข้าถึงอาหารในร้านอาหารได้ด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว นอกจากนี้ยังช่วยลดอุปสรรคทางวัฒนธรรมด้วยการสนับสนุนให้ผู้ใช้แสดงความคิดเห็น

ผู้คนจะไม่ค่อยเต็มใจลองทานอาหารในร้านอาหาร พวกเขาจะเปิดใจเมื่อเห็นสมาชิกในครอบครัวของตนเองหรือคนจากกลุ่มวรรณะและกลุ่มเพื่อนฝูงของพวกเขาแชร์ข้อมูล และให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารและร้านอาหารมากกว่า

แม้ว่าหลายคนอาจรู้สึกคุ้นเคยกับแอปส่งอาหาร แต่ Zomato อาจเปลี่ยนนิสัยการกินของผู้คนจำนวนมากในประเทศอินเดีย

พวกเขามีความทะเยอทะยานไม่น้อยกว่าที่ Uber หรือ Airbnb ตั้งใจจะทำมัน 

Uber ทำให้คนนับล้านเรียกรถจากคนแปลกหน้า และตอนนี้มีการใช้บริการเรียกรถผ่าน Uber มากกว่าบริษัทแท็กซี่ใดๆ ในโลก 

หรือบริษัทอย่าง Airbnb อำนวยความสะดวกให้เข้าพักบ้านคนแปลกหน้าและเสนอห้องพักมากกว่าเครือโรงแรมใดๆ ในโลก 

Uber และ Airbnb ที่ประสบความสำเร็จในโมเดลแบบนี้มาก่อน (CR:Digital Branding Institute)
Uber และ Airbnb ที่ประสบความสำเร็จในโมเดลแบบนี้มาก่อน (CR:Digital Branding Institute)

ต้องขอบคุณบริษัทเหล่านี้ ที่ทำให้ผู้คนไม่จำเป็นต้องมีห้องครัว รถ และบ้านเป็นของตัวเองอีกต่อไป และสามารถใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายได้ โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่ด้อยค่าเหล่านี้

ต้นทุนที่ต่ำและเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น

Google Search, Airbnb, Yelp, Uber, LinkedIn และ Facebook มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่คล้ายคลึงกัน: พวกเขามีโมเดลเสมือนจริงที่ปรับขนาดได้ซึ่งสามารถขยายได้แบบทวีคูณด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากบริษัทเช่น Ford หรือ Target ที่ต้องการที่ดิน โรงงาน ศูนย์กระจายสินค้า หรือคลังสินค้าเพื่อขยายกิจการ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง บริษัทด้านเทคโนโลยีสามารถขยายรายได้และงบกำไรขาดทุน โดยไม่ต้องเพิ่มในงบดุล Zomato บริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญ โดยไม่ได้เป็นเจ้าของร้านอาหารใด ๆ เลยด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม Zomato แตกต่างจากยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ในแง่สำคัญประการหนึ่ง: บริษัทต่างๆ เช่น Google และ Facebook สามารถให้บริการในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องไปเปิด office ในสถานที่นั้น ๆ

ในทางตรงกันข้าม Zomato จะเข้าสู่เมืองใหม่หลังจากสร้างความสัมพันธ์กับร้านอาหารท้องถิ่น ประเมินข้อเสนอ และทำงานร่วมกับพวกเขาเพื่อปรับปรุงเมนูและราคา ให้เหมาะสมก่อน

นอกจากนี้ยังมีการประเมิน และแต่งตั้งตัวแทนจัดส่งในพื้นที่ ดังนั้น Zomato จึงลงทุนจำนวนมากในความสัมพันธ์ในท้องถิ่นและความรู้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่คู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ง่ายๆ

ความใกล้ชิดกับลูกค้า

บริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่รวบรวม จัดเก็บ จัดระเบียบ และวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้เป็นเวลาหลายปี ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือนทองคำ

เนื่องจากช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถใช้โฆษณาที่ตรงเป้าหมายและปรับแต่งประสบการณ์ของลูกค้าได้ตามแต่ละบุคคล 

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างลูกค้าที่เดินเข้าไปในซูเปอร์เซ็นเตอร์ของ Walmart กับร้านค้าออนไลน์ของ Amazon คือ Amazon จะจัดระเบียบร้านค้าใหม่ทั้งหมดทันที (เลย์เอาต์ จอแสดงผล การนำเสนอผลิตภัณฑ์ ฯลฯ) ในลักษณะที่ปรับแต่งให้เหมาะกับลูกค้ารายนั้นได้แบบทันที

ในทำนองเดียวกัน Zomato หรือ Uber Eats สามารถติดตามรสนิยมของลูกค้า ความต้องการส่วนลด และความชอบในแง่ของอาหาร เวลาจัดส่ง และราคา และรวมข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นเข้ากับเทรนด์อาหารท้องถิ่น ฤดูกาล วันหยุดและเทศกาลต่างๆ ได้

ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเสนอเมนูที่กำหนดเองได้ในทันที ความใกล้ชิดกับลูกค้าในระดับนี้จะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนลูกค้า ทำให้เกิดอุปสรรคสำคัญในการเข้ามาของผู้เล่นใหม่

สำหรับบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ส่วนใหญ่ ยิ่งเครือข่ายใหญ่ บริษัทก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นผ่าน เอฟเฟกต์เครือข่าย (Network Effect) ซึ่งมีสามประเภท: เอฟเฟกต์เครือข่ายโดยตรง, เอฟเฟกต์เครือข่ายโดยอ้อม และเอฟเฟกต์เครือข่ายข้อมูล 

Network Effect พลังที่สำคัญของการเติบโตของ Startup ยุคศตวรรษที่ 21 (CR:Startup Hacks)
Network Effect พลังที่สำคัญของการเติบโตของ Startup ยุคศตวรรษที่ 21 (CR:Startup Hacks)

บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Facebook และ LinkedIn ได้รับประโยชน์จากผลกระทบจากเครือข่ายโดยตรง ลูกค้าใหม่แต่ละรายที่เข้าร่วม Facebook หรือ LinkedIn สร้างมูลค่าให้กับลูกค้าที่มีอยู่

เนื่องจากตอนนี้ลูกค้าทั้งสองสามารถสร้างลิงก์โดยตรงถึงกันได้ แม้ว่าจะอยู่ในสถานที่ต่างกัน ลูกค้าคนที่พันที่เข้าร่วมเครือข่ายสร้างมูลค่ามากกว่าลูกค้าคนที่สิบ ห้าสิบ หรือคนที่ร้อย เนื่องจากลูกค้าคนที่พันสามารถสร้างลิงก์ใหม่ได้ถึง 999 ลิงก์ ในขณะที่ลูกค้าที่สิบสามารถสร้างลิงก์ได้เพียงเก้าลิงก์เท่านั้น

บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Netflix, Amazon, Uber และ Zomato ไม่มีผลกระทบต่อเครือข่ายโดยตรง หากลูกค้าใหม่เข้าร่วม Zomato พวกเขาจะไม่สร้างเครือข่ายใหม่โดยตรงกับลูกค้า

ปัจจุบัน ร้านอาหารใหม่ที่เข้าร่วม Zomato ไม่ได้สร้างมูลค่าให้กับร้านอาหารปัจจุบันโดยใช้ Zomato อย่างไรก็ตาม ในแพลตฟอร์มอย่าง Zomato มีผลเครือข่ายโดยทางอ้อม ยิ่งจำนวนลูกค้ามากเท่าไร มูลค่าของร้านอาหารก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

และในทางกลับกัน ตอนนี้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ร้านอาหารก็มีตลาดที่ใหญ่ขึ้น และสามารถใช้เครือข่ายการจัดส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่สำคัญกว่านั้น Zomato ได้รับประโยชน์จากผลกระทบของเครือข่ายข้อมูล ลูกค้าใหม่และร้านอาหารทุกรายให้ข้อมูลอันมีค่าที่ Zomato สามารถใช้เพื่อปรับปรุงการนำเสนอคุณค่าสำหรับผู้ใช้ที่มีอยู่ทั้งหมดโดยการปรับปรุงคุณภาพและความคิดเห็นเชิงลึก ทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ การแก้ไขปัญหา และเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลรสนิยมและความชอบในท้องถิ่น 

เทคโนโลยี Machine Learning สามารถปรับปรุงข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ Zomato สามารถให้คำแนะนำที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นสำหรับลูกค้าแต่ละราย และเชื่อมต่อร้านอาหารกับลูกค้าเป้าหมายได้ดีขึ้นโดยอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันในฐานลูกค้า

การปรับปรุงนี้เมื่อประกอบกับการเพิ่มจำนวนตัวแทนจัดส่งและร้านอาหารที่ดึงดูด รวมถึงตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยเพิ่มทางเลือกของผลิตภัณฑ์และบริการในขณะที่สามารถลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบนิเวศที่กระตุ้นการขยายตัวด้วยต้นทุนที่ต่ำ

บริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถใช้ความสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ บริษัทที่พึ่งพาระบบนิเวศเหล่านี้สามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย 

พิจารณาการใช้ iPhone ของ Apple และการใช้อุปกรณ์ Echo ของ Amazon เพื่อขายแอป เพลง เกม และวิดีโอที่ผลิตโดยบุคคลที่สาม

และทำเช่นนั้นโดยใช้บริการชำระเงินของตนเอง จากนั้น Apple และ Amazon จะตัดเงินแต่ละดอลลาร์ที่ไหลผ่านระบบของพวกเขา

อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Uber ขยายบริการแชร์รถไปยัง Uber Eats ด้วยการลงทุนเพียงเล็กน้อย 

ในทำนองเดียวกัน Zomato สามารถขยายการนำเสนออาหารในร้านอาหารเพื่อรวมส่วนผสมที่พร้อมปรุงล่วงหน้า ซึ่งอันที่จริงแล้ว มันใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์กับร้านอาหารเพื่อจัดหาวัตถุดิบสำหรับพวกเขา

Google Search, Microsoft, Twitter และ Facebook สามารถเพิ่มรายได้ด้วยต้นทุนผันแปรที่น้อยที่สุด การทำ Copy ระบบปฏิบัติการ Windows 10 หรือให้บริการลูกค้าของ Google หรือ Facebook รายอื่นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างน้อย นั่นทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของ ธุรกิจอย่าง Facebook สูงถึง 80–85%

อย่างไรก็ตาม แนวคิดเดียวกันนี้ใช้ไม่ได้กับ Uber, Airbnb, Amazon และ Zomato  รายได้ส่วนใหญ่ของพวกเขาจะถูกส่งต่อไปยังซัพพลายเออร์ เช่น ร้านอาหาร (Zomato) คนขับรถ (Uber) และเจ้าของบ้าน (Airbnb) นอกจากนี้ Amazon และ Zomato ยังต้องจ่ายเงินให้กับตัวแทนจัดส่งอีกด้วย

แต่การปรับขนาด ความรู้เกี่ยวกับซัพพลายเออร์ และการเพิ่มอำนาจต่อรองช่วยลดต้นทุนผันแปรเหล่านั้นได้ เทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น โดรน หุ่นยนต์ และยานยนต์ไร้คนขับสามารถลดต้นทุนการจัดส่งได้อีก 

ซึ่งทำให้ผลกำไรที่ได้รับจากแต่ละธุรกรรม โดยการปรับปรุงรายได้และลดค่าใช้จ่ายต่อหน่วย การเติบโตอย่างรวดเร็วจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ของบริษัท

เป็นที่น่าสังเกตว่า บริษัท “เทคโนโลยี” ที่เน้นกลยุทธ์ในรูปแบบเดียวกันนี้ได้รับการประเมินมูลค่ามหาศาลมาก ๆ ในยุคศตวรรษที่ 21 

ณ เดือนกรกฎาคม ปี 2021 มูลค่าตลาดรวมของบริษัท FAANG (Facebook, Apple, Amazon, Netflix และ Google) บวกกับ Microsoft อยู่ที่เกือบ 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่า GDP ของทุกประเทศในโลก ยกเว้นเพีงแค่สองประเทศ 

ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันต้องเปรียบเทียบกับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมแห่งศตวรรษที่ 20: Ford Motors, General Electric, Dow Chemicals, Standard Oil, Union Pacific เป็นต้น

บริษัทเหล่านั้นเปลี่ยนอุตสาหกรรมและสังคมด้วย พวกเขาต้องการเงินลงทุนจำนวนมากซึ่งใช้เวลาในการสร้างธุรกิจหลายสิบปีขึ้นไป 

ดังนั้นการประเมินมูลค่าที่สูงของ Zomato จึงไม่น่าแปลกใจเลย เพราะท้ายที่สุด มันคือบริษัทเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยการกินของประเทศที่มีประชากรนับพันล้านคนอย่างอินเดียได้สำเร็จนั่นเองครับผม

References : https://hbr.org/2021/08/what-zomatos-12-billion-ipo-says-about-tech-companies-today
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-07-13/ant-backed-food-app-ipo-3-571-oversubscribed-by-anchor-funds
https://www.sebi.gov.in/filings/public-issues/apr-2021/zomato-limited-drhp_49956.html
https://auto.economictimes.indiatimes.com/news/passenger-vehicle/cars/india-has-22-cars-per-1000-individuals-amitabh-kant/67059021

Gene Berdichevsky อดีตพนักงานคนที่ 7 ของ Tesla สู่การสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

ต้องบอกว่าปัญหาใหญ่ของอุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นก็คือเรื่องของแบตเตอรี่ ที่จะเห็นว่าในยุคปัจจุบันผู้คนต่างเสพติดการหาปลั๊กไฟ เพื่อชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนอาจจะเบื่อกับการต้องมานั่งชาร์จ Apple Watch ในทุก ๆ วัน แต่ปัญหานี้กำลังจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

บริษัทวัสดุแห่งหนึ่งในเมืองอลาเมดา รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ทุ่มเทใช้เวลากว่าทศวรรษในการทำงานเพื่อเพิ่มพลังงานที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ลิเธียมไออน ซึ่งตอนนี้ได้มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่จะช่วยให้อุปกรณ์ขนาดเล็ก หรือ แม้กระทั่งรถยนต์ไฟฟ้ามีระยะการทำงานที่ไกลกว่าเดิมมาก

บริษัทที่มีชื่อว่า Sila ได้มีการพัฒนาอนุภาคที่มีซิลิกอนเป็นหลักซึ่งสามารถแทนที่กราไฟท์ในแอโนดและเก็บประจุลิเธียมไอออนที่นำกระแสไฟไปไว้ในแบตเตอรี่ได้มากขึ้น

ซึ่งเทคโนโลยีของ Sila ได้เพิ่มความหนาแน่นของพลังงานในแบตเตอรี่ของ Fitness Tracker สูงถึง 17% ซึ่งต้องบอกว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ซึ่งในกรณีของอุปกรณ์ Fitness Tracker ที่มีชื่อว่า Whoop 4.0 ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ Sila นั้น พวกเขาสามารถลดขนาดอุปกรณ์ได้ 33% ในขณะที่คงอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ 5 วัน และความบางขึ้นทำให้สามารถใส่เข้าไปใน “เครื่องแต่งกายอัจฉริยะ” ได้ดียิ่งขึ้น

Whoop 4.0 อุปกรณ์สุดล้ำของบริษัท Sila ที่เปิดตัวพร้อมกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ (CR:DC Rainmaker)
Whoop 4.0 อุปกรณ์สุดล้ำของบริษัท Sila ที่เปิดตัวพร้อมกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ (CR:DC Rainmaker)

Venkat Viswanathan รองศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลที่ Carnegie Mellon University ได้ระบุว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่เทียบเท่ากับการพัฒนาเทคโนโลยีอื่น ๆ ถึง 4 ปี และเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของเทคโนโลยีนี้

แม้ Sila จะเผชิญความท้าทายทางด้านเทคนิคอยู่บ้าง แต่ความก้าวหน้าครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงศักยภาพของแบตเตอรี่ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

การเพิ่มปริมาณพลังงานในแบตเตอรี่ที่สามารถจัดเก็บได้มากขึ้น ยังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้พลังงานที่สะอาดจากพลังงานไฟฟ้า เพื่อส่งพลังงานไปให้กับ เหล่า ยานพาหนะ โรงงานและธุรกิจต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น

Gene Berdichevsky ซีอีโอของ Sila ซึ่งเป็นพนักงานคนที่ 7 ของบริษัท Tesla เป็นหนึ่งในคีย์แมนคนสำคัญ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาความท้าทายด้านแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของ Tesla

Gene Berdichevsky ซีอีโอของ Sila อดีตพนักงานคนที่  7 ของบริษัท Tesla (CR:Twitter)
Gene Berdichevsky ซีอีโอของ Sila อดีตพนักงานคนที่ 7 ของบริษัท Tesla (CR:Twitter)

Sila ซึ่งประกาศระดมทุน 590 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัทยังได้ร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งรวมถึง BMW และ Daimler ซึ่งเทคโนโลยีของ Sila สามารถบรรจุพลังงานได้มากขึ้นถึง 40% ในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

ก็ต้องบอกว่าเทคโนโลยีทางด้านแบตเตอรี่ ถือเป็นจุดสำคัญสำหรับหลาย ๆ ธุรกิจในยุคปัจจุบัน ทั้ง รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์ IoT Device ต่าง ๆ แม้กระทั่ง Apple ยักษ์ใหญ่ในวงการก็ยังติดปัญหาในเรื่องของแบตเตอรี่ อย่างที่เราเห็นในอุปกรณ์ iDevice ของพวกเขาที่ก็มีปัญหากับอายุของแบตเตอรี่

โดยเฉพาะอุปกรณ์อย่าง Apple Watch เอง ใครจะไปคิดว่าเราแทบจะต้องชาร์จ นาฬิกา เพื่อให้มันได้ใช้งานทุกวัน ซึ่งตอนนี้เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการตัดสินใจซื้อนาฬิกาอัจฉริยะเหล่านี้

ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่ลองไปใช้ Apple Watch แล้วก็พบว่าทุกอย่างมันดีมาก เซ็นเซอร์ต่าง ๆ อุปกรณ์มีความสเถียร ระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ก็ทำได้ดี แต่มันมีข้อเสียอย่างเดียวที่ผมต้องขายก็คือ อายุการใช้งานของมันจากปัญหาแบตเตอรี่นั่นเอง ที่คิดว่าหลายคนน่าจะตัดสินใจจากจุดนี้เช่นเดียวกัน

ข่าวของบริษัท Sila ถือว่าเป็นข่าวที่น่าสนใจมาก และ CEO ผู้ก่อตั้งบริษัท ที่มีประวัติการทำงานกับ Tesla ในยุคแรก ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับ Tesla ได้สำเร็จ ก่อนที่เขาจะออกมาศึกษาต่อ และ สุดท้ายเมื่อเจอเทคโนโลยีที่เหมาะสม ก็ได้เริ่มตั้งบริษัทของตัวเองอย่าง Sila

แม้จะเป็นข่าวเล็ก ๆ แต่มันส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อหลากหลายธุรกิจในยุคปัจจุบัน มันจะส่งผลกระทบครั้งสำคัญต่ออุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลาย ที่จะทำให้อุปกรณ์เหล่านี้มีอายุการใช้งานที่ยืนยาวมากยิ่งขึ้น และจะทำให้โลกเราเปิดไอเดียให้กับอุปกรณ์ใหม่ ๆ อีกมากมายที่จะมาเปลี่ยนโลกของเราให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างแน่นอน หากปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมดไปนั่นเองครับผม

References : https://www.technologyreview.com/2021/09/08/1035143/sila-whoop-lithium-ion-battery-fitness-wearable-evs
https://www.whoop.com/
https://techcrunch.com/2021/01/26/sila-nanotechnologies-raises-590m-to-fund-battery-materials-factory/