Neuralink กับการช่วยให้คุณสามารถสตรีมเพลงไปยังสมองของคุณได้โดยตรง

Neuralink อีกหนึ่งบริษัท Startup ของ Elon Musk กำลังทำงานบนอินเทอร์เฟซคอมพิวเตอร์กับสมองที่จะช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถสตรีมเพลงไปยังสมองของพวกเขาได้โดยตรง

Musk ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของทั้ง SpaceX และ Tesla จะมีการเปิดเผยข้อมูลใหม่ครั้งใหญ่เกี่ยวกับ Neuralink ในเดือนหน้า แต่เขาก็ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดบางส่วนทาง Twitter ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

การตอบสนองต่อนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชื่อดังอย่าง Austin Howard ที่กล่าวว่า Musk ยืนยันว่าเทคโนโลยีของ Neuralink จะช่วยให้ผู้คน “ฟังเพลงโดยตรงจากชิปของเรา”

เขายังกล่าวอีกว่า Neuralink “สามารถช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนและใช้มันเพื่อประโยชน์ของมนุษย์เราในด้านอื่น ๆ เช่น เพิ่มความสามารถและการใช้ในการบรรเทาความวิตกกังวล ฯลฯ”

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 Neuralink จัดงานนำเสนอครั้งสำคัญ เพียงแค่ครั้งเดียวเกี่ยวกับการทำงานของเทคโนโลยีของบริษัทใหม่แห่งนี้

Musk กล่าวในงานปี 2019 ว่า บริษัท กำลังทำงานกับอุปกรณ์แบบใหม่ ที่จะทำให้สามารถเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างคอมพิวเตอร์และชิปที่แทรกอยู่ในสมองของเรา

เทคโนโลยีนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยคนที่ทุกข์ทรมานจากโรคสมอง เช่น พาร์กินสัน แต่เป้าหมายสูงสุดของ Neuralink คือการทำให้มนุษย์สามารถแข่งขันกับปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงได้ในอนาคตนั่นเอง เขากล่าว

กระบวนการของการติดตั้งชิปจะคล้ายกับการผ่าตัดด้วยเลเซอร์เลสิก

โดยส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีนี้จะเกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์ศัลยกรรมประสาท ซึ่งเหมาะกับความยืดหยุ่นในการฝังเข้าไปในสมองที่เชื่อมต่อกับชิปคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กมาก ๆ

ชิปใหม่ที่จะ Stream เพลงเข้าสู่สมองได้โดยตรง
ชิปใหม่ที่จะ Stream เพลงเข้าสู่สมองได้โดยตรง

รายงานการวิจัย ที่แสดงรายละเอียดอุปกรณ์ อ้างว่าสาย USB-C เพียงเส้นเดียวจะสามารถ“ สตรีมมิ่งข้อมูลแบบเต็มแบนด์วิดท์” ไปยังสมอง

Neuralink มีการประกาศรับสมัครงาน 11 รายการบนเว็บไซต์ของ บริษัท ซึ่งมีทั้งตำแหน่งวิศวกรเครื่องกล วิศวกรซอฟต์แวร์ วิศวกรด้านหุ่นยนต์ และ “ช่างทางด้านเทคนิค”

ในช่วงสุดสัปดาห์ Musk ได้ทวีตรับสมัครงาน โดยขอให้คนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในอุปกรณ์เหล่านี้เข้ามาร่วมงานกับเขา

“ หากคุณเคยแก้ไขใหญ่ ๆ เกี่ยวกับโทรศัพท์ / อุปกรณ์สวมใส่ (ส่วนของการประมวลผลสัญญาณ การชาร์จ การจัดการพลังงาน ฯลฯ ) โปรดพิจารณาการทำงานที่ [Neuralink]” เขาทวีต

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Musk พูดเป็นนัย ๆ ว่าชิป ของ Neuralink จะสามารถรักษาอาการซึมเศร้าและการติดยาเสพติดได้โดยการ train ส่วนของสมองที่รับผิดชอบต่อความทุกข์เหล่านี้

การทดลองได้ดำเนินการกับสัตว์แล้ว และการทดลองในมนุษย์มีกำหนดเริ่มต้นในปีนี้ แต่รายละเอียดยังไม่ได้เปิดเผยสู่สาธารณะ ซึ่งข้อมูลเพิ่มเติมจะถูกประกาศวันที่ 28 สิงหาคม ที่จะถึงนี้

ถือเป็นโครงการลับที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับ Neuralink ที่ Musk เข้ามาทุ่มเทให้อีกงาน โดยโปรเจคก่อนหน้าทั้ง SpaceX , Tesla หรือ SolarCity นั้น เป็นบริษัทที่ล้วนอยู่ในอุตสาหกรรมที่มี Impact ต่อโลกเราอย่างมหาศาล

ทุกสิ่งที่เขาทำนั้นมีหลายคนเคยปรามาสว่าเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน และไม่มีทางเป็นไปได้ แต่มัสก์ ก็ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าแม้จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ หรือ ยากเย็นเพียงใด เขาก็สามารถทำมันให้เห็นผลเป็นประจักษ์ได้สำเร็จ

เขาจับอุตสาหกรรมอย่างยานอวกาศ และ รถยนต์ ที่อเมริกาเหมือนจะถอดใจไปแล้ว และพลิกโฉมจนมันกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ได้สำเร็จ ซึ่งหัวใจหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้คือทักษะของมัสก์ในฐานะผู้สร้างซอฟต์แวร์และความสามารถในการประยุกต์มันเข้ากับเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และแน่นอนว่า Neuralink จะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เราจะตะลึงกับภาพความฝันนี้ที่ Musk จะทำให้มันกลายเป็นจริงอีกครั้งอย่างแน่นอนนั่นเองครับ

References : https://www.independent.co.uk/life-style/gadgets-and-tech/news/elon-musk-neuralink-brain-computer-chip-music-stream-a9627686.html
https://www.biorxiv.org/content/10.1101/703801v4
https://www.independent.co.uk/life-style/gadgets-and-tech/news/elon-musk-brain-chip-neuralink-depression-addiction-a9612931.html

Kiva กับแนวคิด Peer-to-Peer Lending ที่ปฏิวัติวงการ Microfinance

Kiva ใช้แพลตฟอร์ม Crowd Lending แบบ peer-to-peer ที่เป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อให้ผู้ประกอบการทั่วโลกสามารถเข้าถึงเงินทุนที่พวกเขาต้องการเพื่อช่วยเหลือตนเองจากความยากจนได้

Kiva นั้นเกิดจากแนวคิดของ Premal Shah หนึ่งในสมาชิกของ Paypal Mafia โดยจุดเริ่มต้นของโครงการดังกล่าว เกิดจากการถูกมอบหมายให้ไปสร้างต้นแบบของแนวคิดด้าน micro-lending แบบบุคคลต่อบุคคล ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ Shah นั้นสนใจมาตั้งแต่เรียนใน stanford

ซึ่งหลังจากทีได้ไปคลุกคลีทำงานในอินเดียถึง 2 ปี ทำให้เขาอยากเอาแนวคิดดังกล่าวมาช่วยเหลือคนที่เข้าถึงแหล่งทางการเงินยากๆ  ในประเทศอเมริกาบ้าง 

และเมื่อเขากลับมายัง Silicon Valley อีกครั้งในปี 2005 ก็ได้ไปเจอกับ Matt Flannery และ Jessica Jackley ที่กำลังก่อตั้งบริการด้าน micro-lending พอดี ซึ่งตรงกับความต้องการของ Shah ที่ต้องการมาสร้างบริการแบบนี้ที่อเมริกา

Premal Shah หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Kiva
Premal Shah หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Kiva

ซึ่งจากผลงานงานที่ผ่านมาของ Shah กับ Paypal นั้น ก็ทำให้ทั้ง Flannery และ Jackley เชื่อใจให้เขาเข้ามาร่วมปั้นบริการ Kiva ให้กลายเป็นองค์กรระดับโลกให้ได้ 

ซึ่งในที่สุด พวกเขาก็ได้ ก่อตั้ง Kiva ขึ้นในปี 2005 เป็นแพลตฟอร์มที่ไม่แสวงหาผลกำไรแห่งแรกที่พัฒนาขึ้นเพื่อเปิดใช้งาน “การระดมทุน” ของสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการในประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่สามารถเข้าถึงเครดิตในลักษณะที่เป็นทางการได้ 

Kiva ทำงานอย่างไร

Kiva ใช้เว็บไซต์เพื่อแสดงคุณสมบัติผู้ประกอบการทั่วโลกพร้อมด้วยรูปภาพของผู้ประกอบการจำนวนเงินกู้ที่ขอและคำอธิบายว่าจะใช้เงินกู้อย่างไร โดยสามารถเข้าสู่เว๊บไซต์ Kiva เรียกดูโปรไฟล์ผู้ประกอบการแต่ละรายได้

ด้วยความสามารถในการกรองข้อมูลของ อุตสาหกรรมในแต่ละภูมิภาค และคุณลักษณะอื่น ๆ และยังสามารถเลือกผู้ประกอบการที่พวกเขาต้องการให้ยืม ผู้ให้กู้สามารถมีส่วนร่วมโดยใช้เงินเพียงแค่ 25 ดอลลาร์ ในการเข้าร่วม

Kiva ดำเนินงานใน 83 ประเทศผ่านพันธมิตรกว่า 300 ราย เช่น สถาบันการเงินรายย่อย Microfinance Institutions(MFIs) ซึ่ง Kiva ได้สร้างพันธมิตรด้วย MFIs เหล่านี้ จะทำการกลั่นกรองผู้กู้เพื่อรับความเสี่ยงและความตั้งใจและเงินทุนที่ได้รับจากผู้ให้กู้

โดยเงินทุนของ Kiva จะถูกส่งไปยังผู้ประกอบการผ่านทาง MFI ในท้ายที่สุด โดยทั่วไปหุ้นส่วนของ Kiva จะปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติแบบดั้งเดิมและเรียกเก็บดอกเบี้ยให้กับลูกค้าของพวกเขาเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของพวกเขา (แม้ว่า Kiva เองจะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ จากจำนวนเงินกู้) 

อย่างไรก็ตามการดำเนินการผ่านทาง Kiva นั้น MFI ทั่วไปจะมีแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ซึ่งสามารถให้บริการลูกค้าได้มากกว่า Kiva ติดตามกระบวนการตรวจสอบความเสี่ยงอย่างละเอียดก่อนที่จะร่วมมือกับ MFIs ใหม่ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานทางการเงินและการควบคุมทางการเงินได้รับการการันตี เพื่อป้องกันการฉ้อโกงหรือการใช้ประโยชน์ทางการเงินในด้านอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง

ซึ่งแตกต่างจากเว็บไซต์ระดมทุนอื่น ๆ เช่น Kickstarter หรือ GoFundMe โดยแง่มุมที่แตกต่างของ Kiva คือมันเป็นแพลตฟอร์มการให้ยืม ไม่ใช่แพลตฟอร์มการลงทุนทางการเงิน

ดังนั้นผู้ให้กู้สามารถคาดหวังว่าไม่เพียงช่วยคนที่ต้องการเงินทุนเท่านั้น แต่ยังสามารถรับเงินปันผลคืนได้ โดยได้รับการพิสูจน์มาแล้ว เนื่องจาก Kiva มีอัตราการชำระหนี้สูงถึง 98.5% จากสินเชื่อทั้งหมด

Peer-to-Peer Lending สนับสนุนผู้ประกอบการที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนปรกติ
Peer-to-Peer Lending สนับสนุนผู้ประกอบการที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนปรกติ

นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่จำกัด Kiva ยังเสนอแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ Kiva ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการบริจาคเงินกู้และไม่ใช้เงินยืมใด ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของตนเอง

ซึ่งแทนที่จะได้รับเงินทุนภายนอกจากการบริจาคเหมือนบริการ Crowd Funding อื่น ๆ นอกจากนี้กระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียดของ Kiva ในการจัดการความเสี่ยงนั้นได้รับการสนับสนุนโดย Kiva Fellows ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่ใช้เวลาประมาณ 10 สัปดาห์ในการทำงานกับพันธมิตรทางการเงินรายย่อยของ Kiva เพื่อช่วยระบุถึงพฤติกรรมการฉ้อโกงที่อาจเกิดขึ้นได้

Kiva ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่และธุรกิจขนาดเล็กทั่วโลก รูปแบบ peer-to-peer ช่วยให้ผู้ให้กู้สามารถค้นหาผู้ประกอบการที่ต้องการสนับสนุนและติดต่อกับบุคคลเหล่านั้นได้ทันที 

การขยายแพลตฟอร์มด้วย Kiva Zip

ในปี 2011 Kiva ได้ใช้โมเดล Kiva Zip ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพิ่มเติมบนแพลตฟอร์มที่มีผู้คนใช้งานจำนวนมาก ผ่านทาง Kiva Zip, ซึ่ง Kiva หวังว่าจะให้บริการสินเชื่อดอกเบี้ย 0% แก่ธุรกิจขนาดเล็ก (เทียบกับรูปแบบการคิดดอกเบี้ยแบบดั้งเดิมที่เรียกเก็บโดย MFIs)

โดยใช้เครือข่ายส่วนบุคคลของผู้ประกอบการ เพื่อวัดความน่าเชื่อถือ และขอให้พวกเขารับรองผู้ประกอบการที่ต้องการกู้เงิน 

หลังจากที่ถึงเกณฑ์การระดมทุนที่กำหนดที่จะได้รับจากผู้ที่ได้รับการรับรอง ซึ่ง แคมเปญสินเชื่อของผู้ประกอบการที่ได้รับนั้น ก็จะกลายเป็นโปรไฟล์แบบสาธารณะ สำหรับให้ผู้อื่นในแพลตฟอร์มที่จะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนสินเชื่อต่อ (เริ่มต้นที่ 25 ดอลลาร์)  

นอกจากนี้ Kiva Zip ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมของความสามารถในการสนทนาโดยตรงกับผู้ยืมเมื่อผู้ให้กู้สนับสนุนเงินกู้ของพวกเขา ซึ่งเมื่อเทียบกับรูปแบบ Kiva ดั้งเดิม ที่ผู้ให้กู้ไม่มีการสื่อสารกับผู้ยืมเป็นหลัก 

รูปแบบนวัตกรรมของ Kiva ในการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อให้การทำธุรกรรมแบบ peer-to-peer ประสบความสำเร็จอย่างมากในปัจจุบัน ผู้คนมากกว่า 1.9 ล้านคนให้ยืมแก่ผู้ประกอบการกว่า 3.6 ล้านคนทั่วโลกโดยมีสินเชื่อเกือบ 1 ล้านบัญชี ที่มีมูลค่ากว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

References : http://www.kiva.org/about/stats
http://www.kiva.org/zip
http://www.cnbc.com/2015/08/06/alternative-small-business-loans.html
http://www.nation.co.ke/lifestyle/smartcompany/How-online-lender-is-transforming-lives-through-small-loans/-/1226/2818906/-/pde99w/-/index.html
http://www.theatlantic.com/business/archive/2015/08/crowdfunding-success-kickstarter-kiva-succeed/400232/
https://openmicroc.com/how-a-kiva-loan-could-get-your-business-off-the-ground/

Chinapages กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของ Jack Ma

หลายคนน่าจะทราบกันดีว่าเดิมทีนั้น Jack Ma เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ที่เมืองหังโจว ของประเทศจีน แต่ ครูสอนภาษาอย่างเขา เจอจุดเปลี่ยนอะไรที่ทำให้ กลายมาเป็นเจ้าพ่อบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Alibaba ที่เราได้เห็นกันในวันนี้

เรื่องมันเริ่มต้นจากในต้นปี 1995 นั้น เมืองหังโจวเกิดดีความสัญญากับต่างประเทศขึ้นมาคดีหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องการลงทุนสร้างทางด่วนกับบริษัทในอเมริกา ซึ่งมีข้อพิพาทกัน ทำให้เทศบาลเมืองหังโจวต้องตัดสินใจส่งตัวแทนไปติดต่อกับฝ่ายอเมริกัน เพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

ซึ่งมันกลายเป็นภารกิจของแจ๊ค ที่ขณะนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาษาอังกฤษที่สุดแห่งสำนักแปลไห่โป่ ที่ต้องไปช่วยเหลือเทศบาล โดยเขาต้องเดินทางไปยังอเมริกาที่เมือง ลอสแองเจลลิส

ตอนอยู่ประเทศจีนมีครูต่างชาติคนหนึ่งที่ชื่อฟิล ซึ่งเคยเล่าเรื่องลูกเขยของเขาให้ฟัง ว่ากำลังทำอะไรบางอย่างกับ “internet” อยู่ที่เมือง ซีแอตเทิล

นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นที่แจ๊ค ได้ถือโอกาส ไปทำความรู้จักกับ internet โดยหลังจากภารกิจเสร็จ แจ๊คไปตามที่อยู่ที่ฟิลได้ให้ไว้ และไปพบกับลูกเขยของเพื่อนอย่างรวดเร็ว เขาคือแซม ที่ขณะนั้น กำลังก่อตั้งบริษัท VBN บริษัทขนาดเล็ก ซึ่งตอนนั้นกำลังให้บริการ ISP เจ้าแรกแห่ง Silicon Valley แถมยังเป็นบริษัทแรกที่ทำธุรกิจนี้ในอเมริกาอีกด้วย

และนี่เป็นครั้งแรกที่แจ๊ค ได้เห็นเจ้า internet กับตาตัวเอง ซึ่งคอมพิวเตอร์ที่แจ๊คเห็นตอนนั้นคือเครื่อง PC386 ที่ทันสมัยที่สุดในโลกของยุคนั้น ซึ่งมีราคาอยู่ที่ประมาณ 600-700 เหรียญ

PC 386 เครื่องคอมพิวเตอร์สุดแรงในยุคนั้น
PC 386 เครื่องคอมพิวเตอร์สุดแรงในยุคนั้น

แจ๊คซึ่งตอนนั้นแทบจะไม่เคยเห็นเจ้าคอมพิวเตอร์มาก่อนเลยด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึง internet ซึ่งเป็นสิ่งที่ใหม่มากในยุคนั้น และเริ่มทดลองใช้มัน โดยลองพิมพ์คำว่า “Beer” ลงใน Search Engine ของ Yahoo ซึ่งต้องบอกว่าตอนนั้น Yahoo ในยุคก่อนการเกิดของ Google นั้นถือเป็น Search Engine ที่ทันสมัยที่สุดในโลก internet เลยก็ว่าได้

แต่สิ่งที่ทำให้แจ๊คสงสัยมากที่สุด คงจะเป็น ทำไมถึงไม่มีเบียร์จีนโผล่ขึ้นมาเลย แจ๊คนึกในใจว่า หรือเบียร์ฝรั่ง จะมีชื่อเสียงมากกว่าเบียร์จีน พวกฝรั่งคงรู้จักแต่เหมาไถของกุ้ยโจว แต่ไม่รู้จักเบียร์จีนกันอย่างแน่แท้

แต่เขาก็คิดอีกว่า ต่อให้ไม่พบเบียร์จีนใน internet แต่ถ้าจะหา ประเทศจีน ที่มีประชากรถึง 1 ใน 5 ของโลกและมีเนื้อที่ใหญ่โตมหาศาล คงจะหาเจอละมั๊ง

และแล้ว เขาจึงบรรจง คีย์คำว่า “China” ลงในช่อง search engine ของ yahoo อีกครั้ง ผลปรากฏว่าบนจอขึ้นคำที่เหลือมากคือ “no data” หรือไม่มีข้อมูล

และจุดนี้นี่เองที่ทำให้เขาได้ปิ๊งไอเดียที่จะทำการขยายธุรกิจของสำนักแปลไห่โป๋ได้แล้ว โดยจะให้ทีมงานของแซม ช่วยสร้างเว๊บเพจสำนักแปลไห่โป๋เสร็จ และอัพโหลดขึ้น internet ทันที

มันเป็นหน้าเว๊บที่เรียบง่าย จนเข้าขั้นน่าเกลียดเลยด้วยซ้ำ ไม่มีภาพ ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีโฆษณา Flash มีแต่คำอธิบายเป็นตัวอักษรไม่กี่ตัวอักษร คือ เป็นการแนะนำสำนักแปลไห่โป๋ บวกกับรายการค่าจ้างแปล เช่น 1,000 ตัวอักษร คิด xx หยวน เป็นต้น พร้อมกับ email ในการติดต่อ

เมื่อแจ๊คเดินทางกลับจากซีแอตเทิลถึงหังโจว ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ของแจ๊คนั้นได้นำเอาของวิเศษหนึ่งอย่างมาจากอเมริกาด้วย มันคือ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คอินเทล 386 ซึ่งเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในขณะนั้นเลยก็ว่าได้

เพียงแค่คืนแรกที่กลับถึงหังโจว แจ๊ค เขาก็เริ่มเดินหน้าธุรกิจที่เขาได้คิดไว้อย่างทันที เขาเชิญเพื่อนสนิทที่สุด 24 คนมากินข้าวที่บ้าน และเริ่มบรรเลงโชว์ ของวิเศษ (คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คอินเทล 386) ทุกคนที่ถูกเชิญมาต่างอ้าปากค้าง และรู้สึกทึ่งกับเจ้าสิ่งนี้ ซึ่งไม่ต่างจากตอนที่แจ๊ค นั้นเห็นคอมพิวเตอร์สุดแรงนี้ ครั้งแรกที่อเมริกา

Jack Ma กับเพื่อนสนิท 24 คนของเขา
Jack Ma กับเพื่อนสนิท 24 คนของเขา

เขากล่าวกับเพื่อนว่า ๆ จะลาออกจากงานมาเริ่มธุรกิจ internet แต่มันกลับกลายเป็นว่าเพื่อน ๆ ของเขาทั้งหมดแทบจะคัดค้านกับแนวคิดของ แจ๊ค หลาย ๆ คนก็พยายามถามรายละเอียดของ internet จากแจ๊ค 

แต่ก็อย่างที่ทราบ แจ๊ค นั้นก็มีความรู้ทางด้าน internet แบบผิวเผินเท่านั้น ไม่สามารถตอบคำถามใด ๆ จากเพื่อน  ๆ เขาได้เลย ซึ่งหลังจากให้ทำการโหวตปรากฏว่า 23 คันค้าน และมีคนเห็นด้วยกับแจ๊ค เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น

และแม้จะแทบไม่มีเสียงสนับสนุน แต่ สัญชาติญาณของแจ๊ค นั้นก็สั่งให้เขาเริ่มธุรกิจนี้แบบทันที ก้าวแรกของการสร้างธุรกิจคือหาเงินทุน ซึ่งแจ๊คและภรรยานั้นได้ทุ่มเงินหมดตัว 6,000 หยวน และทำการรวบรวมจากญาติพี่น้องได้อีกราว  ๆ 40,000 หยวน และ อีกส่วนคือการนำเอาสินทรัพย์ของสำนักแปลภาษาไห่โป๋ธุรกิจแรกของเขาออกเทขายทั้งหมด ซึ่งได้มาอีก 30,000 หยวน รวมเป็นส่วนของตัวเขาและภรรยาทั้งสิ้น 80,000 หยวน

และเพื่อนที่สนับสนุนแนวคิดนี้ของแจ๊คอย่าง เหออิปิง นั้น ก็ได้ร่วมลงทุน 10,000 หยวน ส่วนอีก 10,000 หยวนสุดท้ายได้มาจากเพื่อนอีกคนที่ชื่อ ซ่งเว่ยชิง  ซึ่งทำให้มีเงินลงทุนตั้งต้นของธุรกิจใหม่ของแจ๊คนั้น มีรวมแล้วประมาณ 100,000 หยวน

และในที่สุดบริษัทเทคนิคอินเตอร์เน็ตไห่โป๋ เจ้อเจียง ที่ดำเนินการกิจการไดเร็กทอรี่อุตสาหกรรมการค้าออนไลน์ และเป็นเว๊บไซต์ internet แห่งแรกของประเทศจีน – เยลโล่เพจเจส ประเทศจีน ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อเดือน เมษายน ปี 1995

และในวันที่ 9 พฤษภาคม 1995 ไชน่าเพจเจส (http://www.chinapages.com) ก็ได้ขึ้นออนไลน์อย่างเป็นทางการ และเป็นเว๊บไซต์ธุรกิจเว๊บแรกในประวัติศาตร์ของ internet ของประเทศจีนในที่สุด

Chinapages ธุรกิจ internet แรกของ Jack Ma
Chinapages ธุรกิจ internet แรกของ Jack Ma

แม้ช่วงแรก ๆ จะล้มลุกคลุกคลาน แต่เขาก็พาบริษัทฝ่าวิกฤติ จนสุดท้ายได้หันมา ทำธุรกิจ ecommerce อย่าง alibaba และพาบริษัทก้าวขึ้นเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการเทคโนโลยีในประเทศจีนอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับ

–> อ่าน Blog Series : Jack Ma Rise of the Dragon

References : https://socket3.wordpress.com/tag/386/
https://www.alibabagroup.com/en/about/history?year=1999

Canva กับการเปลี่ยนความคิดหนังสือรุ่นโรงเรียนมัธยมให้กลายเป็นธุรกิจพันล้าน

การเริ่มต้นสร้างบริษัทเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่การเริ่มต้นบริษัทด้วยการต้องแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง Microsoft และ Adobe นั้น ถือว่าไม่เป็นเรื่องง่ายเลย

แต่นั่นคือสิ่งที่ Melanie Perkins นักธุรกิจสาวชาวออสเตรเลียทำเมื่อเธอสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับการออกแบบเพื่อแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเหล่านี้

“เป้าหมายของเราคือการนำระบบนิเวศการออกแบบทั้งหมดมารวมไว้ในหน้าเดียวแล้วทำให้มันเข้าถึงได้ทั่วโลก” Perkins กล่าว

Perkins เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และ ซีอีโอของ Canva อายุ 32 ปี เป็นแพลตฟอร์มการออกแบบออนไลน์ที่ใช้งานได้แบบฟรี ๆ

ผู้ก่อตั้งรุ่นเยาว์เริ่มก่อตั้งบริษัทที่ประเทศออสเตรเลียในปี 2013 เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการออกแบบได้ไม่ว่าจะเป็นโลโก้นามบัตรหรืองานนำเสนอหรือ presentation แบบมืออาชีพ และภายใน 5 ปีเธอได้กลายมาเป็นหนึ่งในซีอีโอหญิงที่อายุน้อยที่สุดของบริษัทเทคโนโลยีในขณะที่เธอมีอายุเพียง 30 ปี

สองปีต่อมา บริษัท ที่มีสำนักงานใหญ่ในซิดนีย์ กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้ Perkins และผู้ร่วมก่อตั้งและคู่หมั้นของเธอ Cliff Obrecht กลายเป็นเศรษฐี โดยมีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ และต้องบอกว่าเรื่องราวของ Canva นั้นน่าสนใจเพราะ มันเริ่มต้นด้วยธุรกิจรายงานประจำปีของโรงเรียนมัธยม

ความฝันของวัยรุ่น

Perkins ที่ในขณะนั้นมีอายุเพียง 19 ปี เมื่อเธอได้เริ่มแนวคิดครั้งแรก ในปี 2006 ซึ่งขณะนั้นเธอกับ Obrecht กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยในเมืองเพิร์ธ

วัยรุ่นจะได้รับรายได้เพียงเล็กน้อยจากการสอนโปรแกรมการออกแบบให้กับนักเรียนคนอื่น ๆ แต่เหล่านักเรียนพบว่าแพลตฟอร์มที่สร้างโดย Microsoft และ Adobe ใช้งานยากมาก ๆ และเธอรู้สึกว่าต้องมีวิธีที่ดีกว่า

“ ผู้คนจะต้องใช้เวลาทั้งภาคเรียนในการเรียนรู้ว่าปุ่มแต่ละปุ่มนั้นอยู่ที่ไหนและมันดูไร้สาระมากๆ ” Perkins กล่าว “ฉันคิดว่าในอนาคตทุกคนจะออนไลน์และใช้ความร่วมมือกัน และสร้างเครื่องมือที่ง่ายกว่าเครื่องมือที่ยากจริง ๆ เหล่านี้”

ดังนั้นเธอกับ Obrecht จึงพยายามทำวิสัยทัศน์นั้นให้เป็นจริง

จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ

ด้วยทรัพยากรที่น้อยและประสบการณ์ทางธุรกิจที่แทบจะไม่มีเลย พวกเขาทั้งคู่เริ่มต้นเล็ก ๆ ด้วยการสร้างธุรกิจออกแบบหนังสือเรียนออนไลน์ Fusion Books เพื่อทดสอบความคิดของพวกเขา

พวกเขาเปิดตัวเว็บไซต์สำหรับนักเรียนเพื่อ “ทำงานร่วมกันและออกแบบหน้าโปรไฟล์และบทความโดยสามารถทำงานร่วมกันได้” โดยทั้งคู่จะสร้างรายงานประจำปีและส่งมอบให้กับโรงเรียนทั่วประเทศออสเตรเลีย

“ห้องนั่งเล่นของแม่ของฉัน ได้กลายเป็นสำนักงานของฉันและแฟนของฉันก็กลายเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจของฉันและเราก็เริ่มเปิดโรงเรียนเพื่อสร้างหนังสือรุ่นของพวกเขาจริง ๆ แบบ ง่าย ๆ” Perkins อธิบาย

ธุรกิจประสบความสำเร็จและยังคงแข็งแกร่งอยู่มาจวบจนถึงปัจจุบัน แต่สำหรับ Perkins มันเป็นเพียงก้าวแรกในสิ่งที่เธอเรียกว่า “ความฝันที่ยิ่งใหญ่” สำหรับเว็บไซต์ดีไซน์ครบวงจร – ดังนั้นเธอจึงเริ่มไล่ล่าเพื่อตามหาเหล่านักลงทุน

Go to Silicon Valley

ไม่กี่ปีต่อมาในปี 2010 ขณะที่การประชุมที่เมืองเพิร์ธ Perkins ได้มีโอกาสพักผ่อนครั้งใหญ่ครั้งแรกของเธอ

โอกาสที่เธอจะได้พบกับแหล่งเงินทุนครั้งสำคัญที่ Silicon Valley เมื่อ นักลงทุน Bill Tai ได้เชิญ Perkins ไปซานฟรานซิสโก เพื่อเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับโปรเจ็คของเธอ และเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมาผู้ร่วมทุนในตำนานที่ประทับใจอย่างชัดเจนก็สนใจที่จะร่วมทุนแทบจะทันที

Bill Tai ที่เป็นคนชักชวน Perkins มาที่ Silicon Valley : ภาพจาก GettyImage
Bill Tai ที่เป็นคนชักชวน Perkins มาที่ Silicon Valley : ภาพจาก GettyImage

“ ฉันคิดว่าเขาไม่ชอบสิ่งที่ฉันพูด เขามองแต่โทรศัพท์ของเขา และฉันคิดว่านั่นหมายความว่าเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในสิ่งที่ฉันจะพูดเกี่ยวกับอนาคตของเว๊บไซต์ดีไซต์ครบวงจรของเธอ ” Perkins เล่า

“ แต่แล้วฉันก็กลับถึงบ้านและตระหนักว่าจริง ๆ แล้วเขาแนะนำฉันให้กับนักลงทุนที่มีศักยภาพอีกหลาย ๆ คน”

การเติบโตของทีมงาน

ซึ่งใช้เวลาไม่นานทั้งคู่ก็ได้รับชัยชนะเหนือนักลงทุนรายใหญ่ และสร้างแพลตฟอร์มการออกแบบของ Canva ด้วยทีมวิศวกรด้านเทคโนโลยีที่ทำให้แพล็ตฟอร์มนั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว

แต่มันเป็นในปี 2012 ที่ธุรกิจเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง ด้วยความช่วยเหลือของที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้ง Google Maps, Lars Rasmussen ซึ่ง Perkins และ Obrecht ได้มาเจอผู้ร่วมก่อตั้งที่มากฝีมืออย่าง Cameron Adams และ Dave Hearnden ที่มาช่วยในเรื่องเทคนิคของแพล็ตฟอร์ม Canva

หลายเดือนต่อมาในช่วงปิดการระดมทุนรอบแรก การลงทุนเริ่มต้น 1.5 ล้านนั้น นำโดยรัฐบาลออสเตรเลียเพื่อเป็นการรั้งให้บริษัทอยู่บนชายฝั่งของออสเตรเลีย

โดยในปีหลังจากนั้น Canva ได้เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถสมัครสมาชิก และสร้างการออกแบบออนไลน์ที่หลากหลายได้ฟรี

การออกแบบสำหรับอนาคต

ปัจจุบัน Canva ได้ช่วยสร้างงานออกแบบเกือบ 2 พันล้านชิ้นใน 190 ประเทศและได้รับการสนับสนุนจากคนดังอย่าง Owen Wilson และ Woody Harrelson

ในเดือนตุลาคม 2019 การระดมทุนรอบล่าสุดกว่า 85 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนำโดยนักลงทุนพันธบัตร Mary Meeker’s ของ Silicon Valley ทำให้ บริษัท ถูกประเมินมูลค่าสูงขึ้นไปเป็น 3.2 พันล้านดอลลาร์

ด้วยทีมงานคุณภาพ และ เงินทุน ทำให้ Canva กลายเป็นแพล็ตฟอร์มยอดนิยมในที่สุด
ด้วยทีมงานคุณภาพ และ เงินทุน ทำให้ Canva กลายเป็นแพล็ตฟอร์มยอดนิยมในที่สุด

Perkins กล่าวว่าเธอวางแผนที่จะใช้เงินทุนเพิ่มเติมเพื่อขยายทีมงานของ 700 คน ในซิดนีย์ , ปักกิ่งและมะนิลา ในขณะที่เงินอีกส่วนหนึ่ง ยังใช้ในการสร้างบริการชำระเงินของบริษัท Canva Pro และ Canva สำหรับองค์กร

กลยุทธ์ดังกล่าวจะนำพา Perkins มาให้ใกล้เคียงที่สุดกับการแข่งขันโดยตรงกับเครื่องมือออกแบบมืออาชีพที่สร้างโดย บริษัท ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเช่น Microsoft และ Adobe

แต่ด้วย 85% ของ บริษัท ที่ติดอันดับ Fortune 500 ใช้แพลตฟอร์มของเธออยู่แล้วผู้ก่อตั้งรุ่นเยาว์ กล่าวว่าเธอพร้อมที่จะท้าทายบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสอง ในการก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของแพล็ตฟอร์มสำหรับการออกแบบทั้งสำหรับบุคคลทั่วไป และ สำหรับมืออาชีพให้ได้

References : https://about.canva.com/story/
https://blog.markgrowth.com/growth-story-how-canva-acquired-10-million-users-within-5-years-bfe5275b321c
https://www.bbc.com/news/business-42552367
https://www.theceomagazine.com/business/coverstory/canva-melanie-perkins/
https://www.cnbc.com/2020/01/09/canva-how-melanie-perkins-built-a-3point2-billion-dollar-design-start-up.html

Quora บริการถาม-ตอบหมื่นล้าน ที่แสวงหาคำตอบจากคนที่รู้จริง

Quora ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 โดย Adam D’Angelo อดีต CTO ของ Facebook และ Charlie Cheever อดีตพนักงาน Facebook  แม้ว่า Quora จะเปิดตัวในปี 2009 เว็บไซต์นี้ได้เผยแพร่สู่สาธารณะในเดือนมิถุนายน 2010 Quora เป็นแพลตฟอร์มตอบคำถามที่ให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการถามคำถาม และแสวงหาคำตอบจากคนที่รู้จริง

ยิ่งไปกว่านั้นแพลตฟอร์มตอบคำถามช่วยให้ผู้ใช้สามารถตั้งคำถามสาธารณะหรือผ่านทางตัวตนแบบนิรนาม ซึ่งผู้ใช้ยังสามารถทำงานร่วมกันใน Quora ได้โดยแก้ไขคำถามแนะนำการแก้ไขคำตอบบนแพลตฟอร์มที่โพสต์โดยผู้ใช้รายอื่น

Adam D’Angelo ผู้ก่อตั้ง Quora และ CEO ของ Facebook, Mark Zuckerberg นั้นเป็นเพื่อนในโรงเรียนเดียวกัน โดยทั้งคู่เคยเรียนด้วยกันที่ Phillips Exeter Academy ใน New Hampshire 

ต่อมาเขาได้รับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่ทั้ง Mark และ Adam ได้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่อย่าง Facebook และในปี 2004 Zuckerberg ได้แต่งตั้งให้ Adam ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายวิศวกรรมของ Facebook ในช่วงเริ่มต้น 

ต่อมาในปี 2008 Adam ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ที่ Facebook เขาทำงานเป็น CTO ของ Facebook เป็นเวลาเกือบสองปีซึ่งเขาเป็นผู้นำการพัฒนาทีม Data และขยายแพลตฟอร์ม Facebook เขายังดูแลการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่รวมถึงสถาปัตยกรรมของเว็บไซต์ Facebook ในยุคแรก ๆ

เมื่อพูดถึง Charlie  ในปี 2006 เขาได้รับอีเมลจาก Facebook ที่เสนองานตำแหน่งผู้จัดการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เริ่มแรกเขาไม่สนใจอีเมลดังกล่าว และไม่ได้คิดถึงโอกาสมากนัก แต่ต่อมาเขาเปลี่ยนใจและยอมรับข้อเสนอที่ยื่นให้เขา โดยก่อนที่จะเข้าร่วม Facebook Charlie ทำงานให้กับ Amazon มาแล้วในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

Adam ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้าง Quora เพราะเขามีความเห็นว่าคำถามและคำตอบเป็นหนึ่งในพื้นที่บนอินเทอร์เน็ตที่ยังไม่ดีมากพอ เขาคิดว่ามีหลายเว็บไซต์ที่มีคำถาม & คำตอบ แต่ไม่มีใครคิดริเริ่มที่จะมาพร้อมกับสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเหล่าผู้ที่ต้องการหาคำตอบที่แท้จริง

ดังนั้นมันเป็นความคิดของเขาที่เขาแบ่งปันกับ Charlie ขณะทำงานที่ Facebook และเชื่อมโยงกับความคิดในภายหลังทันที ทั้ง Adam และ Charlie ยังคงทำงานที่ Facebook และพวกเขาแลกเปลี่ยนความคิดและแผนการจัดตั้ง บริษัท ที่จะทำให้ผู้คนแบ่งปันความคิดความรู้และความคิดเห็นของพวกเขาได้ง่ายขึ้น

ต่อมาในปี 2008 ทั้งคู่ตัดสินใจออกจาก Facebook เพื่อดำเนินการตามความคิดและสร้าง Startup ตามความฝันของพวกเขาทั้งสอง โดยพวกเขามาพร้อมกับชื่อ ‘Quora’ ซึ่งมาจากคำว่า Quorum ซึ่งความหมายคือ การให้กับกลุ่มคนที่มารวมตัวกันเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน 

Adam D'Angelo ลาออกจาก Facebook เพื่อทำตามความฝันของตัวเอง
Adam D’Angelo ลาออกจาก Facebook เพื่อทำตามความฝันของตัวเอง

โดย Quora ได้เปิดตัวในปี 2009 และใช้เวลาเกือบหนึ่งปีสำหรับผู้ก่อตั้งในการพัฒนา บริการ และในที่สุดบริการ คำถาม & คำตอบอย่าง Quora ก็ได้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะในปี 2010

ในช่วงวันแรก ๆ Quora ถูกเปรียบเทียบกับเครื่องมือการค้นหาของ Google อย่างไรก็ตามในขณะที่ผู้คนใช้แพลตฟอร์มพวกเขาค้นพบความแตกต่างระหว่างทั้งสองแพลตฟอร์ม Google เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นอัลกอริธึม ในขณะที่ Quora ได้รับเนื้อหาจากความรู้ที่แบ่งปันโดยผู้คนบนแพลตฟอร์มจากผู้ที่รู้จริง

หลังจาก Quora ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะในเวลาไม่นานเว็บไซต์ก็สร้างความฮือฮาใน Silicon Valley เหล่าเพื่อน ๆ ของผู้ก่อตั้งรวมถึงกลุ่มคนใน Silicon Valley เริ่มที่จะมีการเชิญกันให้มาใช้ Quora ซึ่งทำให้ฐานผู้ใช้ของ Quora เติบโตขึ้น เนื่องจากเนื้อหาบนแพลตฟอร์มดูเหมือนว่ามีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ 

ความนิยมของแพลตฟอร์มคำถามและคำตอบเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในช่วงเวลาสั้น ๆ ของการก่อตั้งและมีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้ว 500,000 ราย ภายในเดือนมกราคม 2011

ในปีต่อมา Charlie ก็ก้าวออกจากบริษัท อย่างไรก็ตามเขาตัดสินใจที่จะดำรงตำแหน่งต่อในฐานะที่ปรึกษา หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจคือ Adam มีความมั่นใจมากเกี่ยวกับความคิดของเขาว่าเขาลงทุนเงินของตัวเองในบริษัท ในช่วงระดมทุนรอบ Series B หลังจากการลงทุนเขาได้g-เข้ามาควบคุมเสียงส่วนใหญ่ในกรรมการบริษัท เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ จะทำงานตามแนวทางของเขา

หลังจากความสำเร็จ Quora ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มบล็อกในปี 2013 เพื่อให้ผู้ใช้โพสต์เนื้อหาที่ไม่ใช่การถามตอบ เช่น รูปภาพ และอื่น ๆ จากโปรไฟล์ของพวกเขา ในเดือนเมษายน 2014 Quora สามารถระดมทุนได้ 80 ล้านดอลลาร์จาก Tiger Global Management นอกจากนี้ยังได้เข้าซื้อ Parlio เว็บไซต์ถามตอบออนไลน์ที่สร้างโดย Wael Ghonim ในเดือนมีนาคม 2016

เมื่อเวลาผ่านไป Quora ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละปีที่ผ่านมา Quora ได้รับเงินทุนจากอีกหลายแหล่ง เพื่อขยายการดำเนินงานและเร่งการเติบโต Quora ได้รับเงินทุน 85 ล้านดอลลาร์ใน Series D ทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงขึ้นถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์ ด้วยเงินทุนที่ได้รับจาก Collaborative Fund และ Y Combinator

จากการระดมทุนในซีรี่ส์ D จาก 85 ล้านดอลลาร์ Quora ทำให้ Quora อยู่ในอันดับต้น ๆ ของ Unicorn Startup ด้วยการประเมินมูลค่าของบริษัทสูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์  ซึ่งการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Quora ทำให้พวกเขาสามารถเสนอขายหุ้น IPO ได้ในอนาคต อย่างไรก็ Quora จำเป็นต้องสร้างรายได้เพียงพอเพื่อรักษาการดำเนินงานและรักษาอัตราการเติบโต

Quora เป็นเพียงพอร์ทัลคำถามและคำตอบที่เนื้อหาได้รับการดูแลโดยผู้ใช้บนแพลตฟอร์มและเนื้อหาได้รับการจัดการโดยบริษัท จุดเด่นของ Quora นั้นมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาฐานความรู้คุณภาพสูงที่ยังคงมีประโยชน์อย่างมากในระยะยาว

เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหาใน Quora ยังคงมีประโยชน์ บริษัทได้เพิ่มคุณสมบัติใหม่ ๆ เช่นคำถามที่ถูกการอ้างอิงแบบ wikidata เป็นต้น คุณสมบัติ เช่น wikidata ได้ถูกนำเสนอบนแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ และเพิ่มอัตราการเข้าชมเว็บไซต์ให้มากขึ้น นอกจากนี้ Quora ก็ไม่ได้ขอให้ผู้ใช้ลงทะเบียนกับแพลตฟอร์มของตนซึ่งจะทำให้การใช้เว็บไซต์ง่ายขึ้น

Quora เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้งาน
Quora เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้งาน

อย่างไรก็ตามรูปแบบรายได้ที่ Quora คิดนั้น พื้นฐาน คือ การสร้างรายได้จากโฆษณาที่วางบนแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ Quora สามารถรวมโฆษณาไว้ในรูปแบบที่สามารถสร้างรายได้ที่ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับโฆษณาอื่น ๆ

เนื่องจากให้โฆษณาที่เกี่ยวข้องที่สำคัญจากผู้โฆษณาที่เกี่ยวข้อง โฆษณาจะถูกรวมอยู่ในรูปแบบ ที่มีลักษณะที่สวยงามที่ โฆษณามักจะปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มแบบเนียนตามากกว่าโฆษณาแบบอื่น ๆ บนโลกออนไลน์

นอกจากนี้ Quora มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในอัตราการเติบโต 3 หลักและการประเมินมูลค่าของ บริษัท อยู่ที่ 1.8 พันล้านเหรียญ วัตถุประสงค์ของ Quora ยังคงเหมือนเดิมจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็คือการสร้างฐานข้อมูลที่มีคุณภาพสูงของคำตอบสำหรับคำถามที่ถูกถามโดยเหล่าผู้คนหลายล้านคนจากทั่วโลกบนแพลตฟอร์ม Quora

Quora ได้เปิดให้บริการในภาษาเยอรมันและอิตาลีซึ่งให้ความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายในสิ้นเดือนเมษายน 2018 Quora เปิดตัวสิ่งอำนวยความสะดวกในการตอบวิดีโอซึ่งทำให้แพลตฟอร์มนี้เข้าถึงได้สำหรับผู้ที่ก่อนหน้านี้พบว่าเป็นการยากที่จะพิมพ์คำตอบเนื่องจากความพิการบางประเภทหรืออื่น ๆ

เดือนมกราคม 2019 Quora ได้เพิ่มการขยายให้สนับสนุนภาษาอื่น ๆ เช่น ดัทช์ เดนมาร์กฟินแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน มาราธี เบงกาลี และทมิฬ สิ่งนี้ทำให้แพลตฟอร์มสามารถเข้าถึงได้ในส่วนต่างๆของโลกจึงก่อให้เกิดความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

วิวัฒนาการของ Quora แสดงให้เห็นว่าความคิดที่อยากรู้อยากเห็นสามารถกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์และเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้อย่างไร วันนี้มันเป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์มากที่สุดบนอินเทอร์เน็ตซึ่งไม่เพียง แต่สร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าที่สำคัญให้กับชีวิตประจำวันของมนุษย์เราได้อีกด้วย

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Quora
https://www.quora.com/What-is-the-story-of-Quora
https://www.startupstories.in/stories/inspirational-stories/what-is-quora
https://www.vox.com/recode/2019/5/16/18627157/quora-value-billion-question-answer
https://dailyhive.com/vancouver/quora-vancouver-office