The next Elon Musk? มาทำความรู้จักกับ Alexandr Wang เจ้าสัวน้อยที่สร้างตัวด้วยอายุน้อยที่สุดในโลก

Alexandr Wang เป็นผู้ประกอบการทางด้านเทคโนโลยีผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Scale AI ได้กลายเป็นชื่อที่ถูกจับตามองว่าจะกลายมาเป็น Elon Musk คนต่อไป ด้วยการเป็นมหาเศรษฐีที่สร้างตัวเองขึ้นมาที่อายุน้อยที่สุดในโลก ในวัย 25 ปี

ครอบครัววิทยาศาสตร์

Alexandr Wang เติบโตขึ้นมาในเงามืดของห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอส อาลา มอส ในรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งเป็นสถานที่ลับสุดยอดที่สหรัฐ พัฒนาระเบิดปรมาณูลูกแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

เรียกได้ว่า Wang เองมีพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่วัยเยาว์ พ่อแม่ของ Wang ต่างก็เป็นนักฟิสิกส์ในโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอาวุธให้กับกองทัพอเมริกัน

Wang ที่เติบโตขึ้นมาในรัฐนิวเม็กซิโก (CR : Facebook)
Wang ที่เติบโตขึ้นมาในรัฐนิวเม็กซิโก (CR : Facebook)

Wang มักจะเข้าแข่งขันด้านคณิตศาสตร์และการเขียนโค้ดระดับประเทศ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เขาสมัครเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับชาติครั้งแรกโดยตั้งใจว่าจะได้ตั๋วเข้าชม Disney World ฟรี

โดยเมื่ออายุ 17 ปี ในขณะที่นักเรียนมัธยมปลายคนอื่น ๆ กำลังเตรียมตัวสำหรับการเข้ามหาวิทยาลัย แต่ Wang ก็ได้รับงานเขียนโค้ดเต็มเวลาให้กับบริการถามตอบชื่อดังอย่าง Quora

เริ่มต้นบริษัทด้วยการออกจากมหาวิทยาลัย

มันได้กลายเป็นเทรนด์ที่ถูกสานต่อมายาวนานต่อเนื่องที่เหล่ามหาเศรษฐีชื่อดังก้องโลกหลาย ๆ คน ต้องออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน เพื่อมาสานฝันต่ออุดมการณ์อันแรงกล้าของพวกเขา

Wang เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาได้เริ่มศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ในช่วงฤดูร้อนหลังจากจบปีแรก เขาได้เริ่มต้นบริษัท Scale ร่วมกับ Lucy Guo ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรุ่นเยาว์ยอดอัจฉริยะอีกคน

ทั้งสองได้พบกับในขณะที่ทั้งคู่ทำงานที่ Quora โดยเริ่มต้นสร้าง Startup ด้วยการลงทุนจาก Y Combinator บริษัท Startup ชื่อดังสัญชาติอเมริกา

Alexandr Wang พบกับ Lucy Guo ผู้ร่วมก่อตั้งของเขาในขณะที่ทั้งคู่ทำงานที่ Quora (CR:Facebook)
Alexandr Wang พบกับ Lucy Guo ผู้ร่วมก่อตั้งของเขาในขณะที่ทั้งคู่ทำงานที่ Quora (CR:Facebook)

บริการของ Scale เปรียบเสมือนการร่อนทองคำแท้ ๆ จากแม่น้ำของข้อมูลดิบในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารด้านการขนส่งหลายล้านรายการ คำพูด หรือ ภาพดิบ ๆ จากรถยนต์ที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ ซึ่งทุกอุตสาหกรรมต่างก็ใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลเหล่านี้แทบจะทั้งสิ้น

โดยในการเริ่มออกมาหาความท้าทายด้วยการสร้างบริษัทของตัวเองนั้น Wang ได้บอกกับพ่อแม่ของเขาไว้ว่าเขาจะใช้เวลาในช่วงพักฤดูร้อนเท่านั้น แต่อย่างที่เราทราบกัน หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอีกเลย

เทคโนโลยีของ Scale AI ถูกใช้โดยบริษัทมากกว่า 300 แห่ง

ด้วยความอัจฉริยะของทั้งคู่ Wang และ Guo สร้างแพลตฟอร์ม Scale AI ช่วยให้ธุรกิจจัดการกับการเตรียมข้อมูลที่จำเป็นในการฝึกอบรมระบบ AI ในฐานะบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแขนงดังกล่าวนี้

บริการของ Scale นั้นเป็นการนำข้อมูลมาสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเก่า เช่น การจำนองและการเป็นเจ้าของบ้าน ไปจนถึงองค์กรวิจัยอย่าง OpenAI  

ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นตลาดขนาดมหึมา ที่ครอบคลุมไปหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่รัฐบาล รถยนต์ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ ไปจนถึงการทำแผนที่ หุ่นยนต์ เทคโนโลยี VR และการทหาร

Alexandr Wang ทางด้านซ้ายกับเพื่อนร่วมงานที่บริษัท Scale AI ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้น (CR:Scale AI)
Alexandr Wang ทางด้านซ้ายกับเพื่อนร่วมงานที่บริษัท Scale AI ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้น (CR:Scale AI)

ซึ่งเทคโนโลยีของ Scale นั้นวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมได้เร็วกว่านักวิเคราะห์ที่เป็นมนุษย์มาก บริษัทของ Wang ช่วยดูว่าระเบิดรัสเซียสร้างความเสียหายมากน้อยเพียงใดในยูเครน และไม่เพียงแต่มีประโยชน์เฉพาะวงการทหารเท่านั้น ยังมีบริษัทอีกกว่า 300 แห่ง รวมถึง General Motors และ Flexport ที่ใช้เทคโนโลยีของ Scale

จากบริษัทดาวรุ่งสู่ Unicorn

บริษัทเติบโตสู่สถานะ Unicorn ภายในสามปี เขาเริ่มสร้างชื่อเสียงด้วยการเป็นมหาเศรษฐีที่สร้างตัวเองที่อายุน้อยที่สุดในโลก Wang ติดอันดับ  Forbes Under 30 ในปี 2018 กลายเป็นผู้ประกอบการที่โดดเด่นจากบริการของเขา

ในปี 2021 หลังจากเปิดบริษัทมาได้ 6 ปี Wang ได้รับเงินลงทุนจำนวน 350 ล้านเหรียญสหรัฐ Scale เองสามารถสร้างรายได้กว่า 100 ล้านเหรียญเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งการระดมทุนรอบดังกล่าวทำให้บริษัทของเขามีมูลค่าประมาณ 7.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 15% ของเขา ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของ Wang พุ่งสูงขึ้นเป็น 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ มันเป็นตัวเลขที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับวัยรุ่นอายุ 25 ปีอย่างเขา และทำให้เขาติดทำเนียบมหาเศรษฐีโลกของ Forbes อันดับที่ 2,534 ในท้ายที่สุด

บทสรุป

ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากนะครับสำหรับ Alexandr Wang ที่จะก้าวขึ้นมาเป็น Next Elon Musk คนต่อไปได้หรือไม่ เรียกได้ว่าธุรกิจแรกของเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ไม่แพ้สิ่งที่ Musk เคยทำกับ Zip2 หรือ Paypal

เขาได้สร้างบริษัทได้ถูกที่ถูกเวลาในช่วงที่เหมาะสมที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกเต็มไปด้วยข้อมูลขนาดมหึมา ที่พร้อมที่จะนำมาสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจต่อซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพมหาศาลเป็นอย่างมาก

Wang เองรู้สึกตื่นเต้นมากเกี่ยวกับปี 2030 ที่เขาคิดว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนชีวิตประจำวันของมนุษย์เราได้มากเท่ากับที่อินเทอร์เน็ตเคยทำ หรือแม้กระทั่งอาจมากกว่าที่อินเทอร์เน็ตทำ 

และเช่นเดียวกับที่อินเทอร์เน็ตในยุคแรกๆ ไม่มีใครสามารถบอกได้จริงๆ ว่าอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนชีวิตเราได้อย่างไร แต่วันนี้มันได้พิสูจน์อะไรหลาย ๆ อย่างสำเร็จแล้ว และในอนาคต AI กำลังจะก้าวไปถึงจุดนั้น

Wang ได้เคยกล่าวกับ Forbes ไว้ว่า

“ทุกอุตสาหกรรมต่างใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล เป้าหมายของ Scale AI คือการช่วยให้พวกเขาปลดล็อกศักยภาพของข้อมูลและขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI”

References : https://bit.ly/3aAP5Lg
https://bit.ly/3t9fHte
https://bit.ly/3NLnftZ

Digital Disruption นวัตกรรมหรือการแค่ทำในสิ่งที่กฏหมายยังตามไม่ทันโลกที่เปลี่ยนไป

วันนี้อยากจะมาชวนคุยเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมได้สังเกตเห็นมาเป็นระยะเวลาช่วงหนึ่งแล้ว กับ นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่วงการเทคโนโลยีได้สรรค์สร้างขึ้นมา คำถามคือ หลาย ๆ สิ่งมันคือนวัตกรรมใหม่จริง ๆ หรือ ทำสิ่งที่กฎหมายยังตามไปไม่ทันกันแน่?

แม้หลาย ๆ ธุรกิจจะเกิดมาเพื่อเป็นการ Disrupt จริง ๆ แต่ก็มีอีกหลายธุรกิจในยุคหลัง ๆ ที่อาศัยข้อกฎหมายที่ยังปรับตัวไม่ทันโลกที่เปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น uber หรือ airbnb เอง เรียกได้ว่ากลายเป็นปัญหาให้กับธุรกิจดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม หรือ เครือข่าย taxi ต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก พวกเขาสร้างสรรค์นวัตกรรมมา disrupt ธุรกิจเก่า ๆ เหล่านี้จริงหรือ

ทั้งที่ กลุ่มธุรกิจเก่า ทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เสียภาษีตามรูปแบบธุรกิจที่ถูกต้อง แต่ ธุรกิจแพล็ตฟอร์ม เหล่านี้กลับอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายที่ยังตามไม่ทัน เข้ามาแทรกแซง คนทั่วไปที่มาขับรถส่งผู้โดยสาร โดยเสียภาษีในรูปแบบรถบุคคลธรรมดา หรือ บ้าน อพาร์ทเมนต์ คอนโด ของคนทั่วไปที่ปล่อยให้ใครที่ไหนไม่รู้มาเช่า สร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้าน ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัย

มันล้วนเป็นธุรกิจ เทา ๆ ตั้งแต่แรกเริ่มแทบจะทั้งสิ้น ถามว่าธุรกิจเหล่านี้ถูกกฎหมาย 100% หรือไม่ คงไม่ใช่อย่างแน่นอน เพราะพวกเขายังมีปัญหากับหน่วยงานรัฐในหลายๆ เมือง ที่เข้าไปทำธุรกิจ เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามกฏหมายให้ถูกต้อง 100%

หรือในตอนนี้ แอปอย่าง Delivery Service ที่กำลังล้นตามท้องถนนไปหมด แทบจะไม่มีการลิมิตจำนวน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงบนท้องถนนที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมากกับประชาชนคนขับขี่ทั่วไป เพราะพฤติกรรมติดจอมือถือของเหล่า Rider ที่ต้องดูเส้นทาง ดูออเดอร์ อยู่แทบจะตลอดเวลา ทำให้เพิ่มความเสี่ยงบนท้องถนนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างผมเองเนื่องจากผมก็มีประสบการณ์ในการขับรถในกทม. มาเป็นสิบปี และแทบจะไม่เคยประสบอุบัติเหตุเลย (อาจจะเป็นเพราะดวงด้วย) แต่หลังจากเกิดการบูมของ Delivery Service ผมเจออุบัติเหตุ เฉี่ยว ชน บ่อยมาก ๆ (โดยเฉพาะการโดนชนกระจกข้างรถ) จากเหล่า Rider ขาซิ่ง ทำรอบ เหล่านี้

และมันไม่ใช่แค่ปัญหาในประเทศไทยเท่านั้น ผมลองค้นหาข้อมูลดูปัญหาเดียวกันดังกล่าว ก็พบว่าเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก ก็ประสบปัญหานี้เช่นเดียวกัน มีอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากแพล็ตฟอร์ม Delivery & Rider ที่กำลังเติบโตขึ้น (ข้อมูลเพิ่มเติมใน References)

ซึ่งเมื่อ COVID-19 เริ่มซาลงไป การจราจรบนท้องถนน จะกลับมาเริ่มคับคั่งเหมือนเดิม ส่วนพฤติกรรมการสั่งอาหารของเราก็คงไม่เปลี่ยนมากนัก ซึ่งอาจจะน้อยลงแต่คงไม่มาก เพราะมันได้กลายเป็นความเคยชินไปแล้วนั่นเอง

หรือแม้กระทั่งกระแสเทรนด์ใหม่ ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมากอย่าง play2earn หรือ GameFI ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นเทรนด์การลงทุนสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่

แต่ดูเหมือนว่าโมเดลการทำเงินของ GameFI เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบ ponzi หรือ แชร์ลูกโซ่เสียมากกว่า ใครเข้าก่อนก็ได้เปรียบ ส่วนคนที่เข้ามาทีหลังก็พบกับความสูญเสียมากมาย ตามที่เป็นข่าวกัน ซึ่ง มันมีเพียงไม่กี่เกมจริง ๆ ที่จะยืนระยะได้ยาว ๆ ซึ่งแน่นอนว่า ผลตอบแทนมันก็ไม่ได้ดึงดูดเว่อร์ ๆ เหมือนอย่าง โมเดล play2earn ที่ออกแบบมาเป็นแชร์ลูกโซ่

จะเห็นได้ว่า เหล่านวัตกรรมในระยะหลังๆ มานี้ เริ่มหมิ่นเหม่ในเรื่องกฎหมายเพิ่มมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาศัย คำว่า นวัตกรรม disruption ต่าง ๆ นา ๆ แต่ความจริงแล้ว พวกมันกลับไม่ใช่นวัตกรรมที่ล้ำเลิศอะไรเลย เพียงแค่กฎหมายในยุคปัจจุบัน มันยังปรับตามไม่ทันโมเดลเหล่านี้นั่นเองครับผม

References : 
https://crosleylaw.com/blog/delivery-truck-accidents-serious-growing-problem/
https://www.thehartmanlawfirm.com/increased-deliveries-causing-a-surge-in-traffic-accidents
https://www.reuters.com/article/us-china-delivery-accidents-insight-idUSKCN1C30J3
https://www.malaysianow.com/news/2021/06/24/over-150-accidents-involving-food-delivery-riders-from-march-to-june-2020/
https://www.straitstimes.com/singapore/delivery-riders-seem-to-be-getting-into-more-accidents-st-poll-finds
https://www.mhlnews.com/transportation-distribution/article/21139954/injury-rates-climb-for-delivery-drivers
https://www.unilad.co.uk/technology/tech-startup-wants-to-enable-people-to-bet-on-court-cases-with-crypto

ดราม่าลอตเตอรี่ออนไลน์ เมื่อรัฐกำลังจะ disrupt ธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมจากเอกชน จริงหรือ?

ต้องบอกว่ากลายเป็นข่าวใหญ่ และปัญหาที่คาราคาซังมาอย่างยาวนาน สำหรับปัญหาขายลอตเตอรี่เกินราคา ที่ตอนนี้รัฐได้เข้ามาจัดการกับแพลตฟอร์มขายลอตเตอรี่ที่มีการขายเกินราคา และทางรัฐอ้างว่าส่งผลให้ลอตเตอรี่มีราคาสูงเกินจริง

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ซื้อลอตเตอรี่ผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้อยู่ตลอดนะครับ ตั้งแต่ยุคที่ กองสลาก.com ตอนนั้นที่ขาย 80 บาท จนสุดท้าย ทางเจ้าของแพลตฟอร์มไม่สามารถหาลอตเตอรี่ต่ำกว่า 80 บาทได้ จึงเปิด กองสลากพลัส ขึ้นมาแทน ก็ยังเป็นลูกค้าอุดหนุนแพลตฟอร์มเหล่านี้อยู่

สำหรับแพลตฟอร์มเจ้าแรกที่แจ้งเกิดขึ้นมาจริง ๆ ทำเป็นระบบจริง ๆ น่าจะเป็นมังกรฟ้า ที่กลายเป็นข่าวดังถูกเจ้าหน้าที่รัฐบุกตรวจสอบถึงสำนักงานใหญ่ไปก่อนหน้านี้

เรียกได้ว่าเป็นการเปิดนวัตกรรมในการขายลอตเตอรี่รูปแบบใหม่กันเลยทีเดียวสำหรับการแจ้งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของมังกรฟ้า ที่ทำให้ลูกค้าสามารถหาลอตเตอรี่ได้ง่ายขึ้น และใช้ business model ง่าย ๆ ด้วยการสแกน แล้วจัดเก็บลอตเตอรี่เข้าตู้เซฟ แล้วนำข้อมูลเข้าสู่ online เพื่อให้ลูกค้าสามารถหาเลขดังเลขเด็ดได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ซึ่งมันได้กลายเป็นธุรกิจที่มีเงินหมุนเวียนสูงเป็นร้อยล้าน แต่เป็นธุรกิจที่เข้ามาแข่งได้ง่าย คิดมุมธุรกิจ มันก็เป็นธุรกิจที่ barrier to entry ต่ำมากๆ จะเห็นได้ช่วงหลังๆ มังกรฟ้า มังกรแดง กองสลาก… เต็มไปหมด ให้เราเลือกสรรค์ ซึ่งทุกแพลตฟอร์มก็ทำเหมือน ๆ กันแทบจะทั้งหมดไม่มีอะไรที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อมันไม่ได้มีนวัตกรรมอะไรที่แตกต่าง ใครก็สามารถลุกขึ้นมาทำได้ทั้งเอกชน หรือแม้กระทั่งรัฐเองก็ตาม และก่อนที่จะทำผมก็มองว่าเอกชนก็ควรจะต้องมองถึง Threat หรือ ภัยคุกคาม ที่อาจจะเกิดขึ้นในรูปแบบนี้ไว้อยู่แล้วด้วยเช่นกัน

เป๋าตัง x ลอตเตอรี่กับส่วนผสานที่ลงตัว

นั่นทำให้เป็นที่มาของ บอร์ดสลากฯ ซึ่งได้เห็นชอบให้สำนักงานสลากฯไปจัดทำระบบจำหน่ายสลากผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแพลตฟอร์อออนไลน์ ภายใต้ชื่อ แพลตฟอร์มจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล (ดิจิทัล ลอตเตอรี่) 

วิธีการก็คือทำการสแกนสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวจริงแล้วนำไปโพสต์ขายบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ลอตเตอรี่ ซึ่งจะเป็นมาร์เก็ตเพลสของสำนักงานสลากฯเอง เพื่อเป็นช่องทางการจำหน่ายสลากให้ผู้ได้รับโควต้าสลาก แต่ผู้ค้าจะต้องขายในราคาไม่เกิน 80 บาท ซึ่งมันก็คือเหมือนที่เอกชนทำเป๊ะ ๆ

เมื่อทำการซื้อขายสลากฯ ผู้ซื้อจะมีเอกสารหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมภาพสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นหลักฐาน โดย สำนักงานสลากฯ จะจัดเก็บข้อมูลไว้ ซึ่งล็อตเตอรี่ใบที่ได้จำหน่ายไปแล้ว จะไม่สามารถนำไปขายต่อได้อีก หรือเปลี่ยนสิทธิไม่ได้ เพราะสลากขายได้ครั้งเดียว

ส่วนผู้ซื้อจะต้องซื้อผ่านแอปเป๋าตังเท่านั้น เนื่องจากธนาคารกรุงไทย จะเป็นผู้ทำระบบทั้งหมดให้กับสำนักงานสลากฯ เรียกได้ว่าส่งผลบวกเต็ม ๆ กับแอปเป๋าตัง และนี่เองก็อาจจะส่งผลให้ถึงจุดจบของแพลตฟอร์มขายสลากออนไลน์ของภาคเอกชน ตัวอย่างเช่น กองสลาก.com มังการฟ้า ฯลฯ เลยทีเดียวเช่นเดียวกัน

แล้วถามว่ามันคือการกลั่นแกล้งเอกชน หรือ เข้ามา disrupt จริงหรือ? ผมมองว่าเปล่าเลย เพราะมันเป็นธุรกิจที่เข้ามาแข่งได้ง่ายเกินไป ซึ่งหากมีการทำ SWAT Analysis คงมองเห็นภัยคุกคามเหล่านี้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น และที่สำคัญโดยพื้นฐานตัวสลากก็ออกโดยรัฐอยู่แล้ว ซึ่งมันทำให้ใครก็สามารถกระโดดเข้ามาแย่งชิงผลประโยชน์จำนวนมหาศาลจากลอตเตอรี่ได้แม้กระทั่งตัวของรัฐนั่นเองครับผม

Credit Image : https://www.nationtv.tv/news/378867919

บริษัท Big Tech สามารถถูก Disrupted ได้หรือไม่?

กว่าทศวรรษที่ผ่านมาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Meta (Facebook), Alphabet (Google), Amazon, Apple และ Microsoft ได้เข้ามาครอบงำในส่วนต่างๆ ของโลก ควบคุมวิถีชีวิตมนุษย์เราในแง่มุมต่าง ๆ ตั้งแต่ตื่นนอนจนหัวถึงหมอนในทุก ๆ วัน

Meta ซึ่งเป็นเจ้าของ Instagram และ WhatsApp ด้วย มีผู้ใช้ 3.5 พันล้านรายในเครือข่าย ค่าโฆษณาออนไลน์ทั่วโลกมากกว่า 50% มาจาก Meta หรือ Alphabet ในธุรกิจการค้นหา Google มีส่วนแบ่งมากกว่า 60% ในสหรัฐอเมริกาและมากกว่า 90% ในยุโรป บราซิล และอินเดีย 

Apple มีรายได้ต่อปีมากกว่า Starbucks หรือพี่ใหญ่อย่าง Microsoft ที่กินส่วนแบ่งของบริการด้านเทคโนโลยีในองค์กรกว่า 84% และ Amazon ที่มีส่วนแบ่งมากกว่า 40% ของการใช้จ่ายออนไลน์ในสหรัฐอเมริกา และควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตเกือบหนึ่งในสามผ่าน Amazon Web Services 

ซึ่งโดยรวมแล้ว Big Five ด้านเทคโนโลยี มีรายได้ประมาณ 197 พันล้านดอลลาร์จากรายรับมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2020 ในขณะที่มูลค่าตามราคาตลาดเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณเมื่อมีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

บริษัทเหล่านี้ประสบความสำเร็จ ดูดซึมข้อมูลผู้บริโภคและสร้างกระแสเงินสดจำนวนมาก  พวกเขาไม่เพียงแต่มีความล้ำหน้าด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ตอนนี้พวกเขายังมีพลังอำนาจในการขับเคลื่อนโลกเราทั้งในด้าน เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมอีกด้วย 

ตามคำกล่าวของ Jonathan Knee วาณิชธนกิจผู้มากประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญด้านสื่อและเทคโนโลยี ศาสตราจารย์จาก Columbia Business School และผู้เขียนหนังสือชื่อดัง The Platform Delusion: Who Wins and Who Loses in the Age of Tech Titans

แม้แต่มหาอำนาจดิจิทัลก็ยังต้องเผชิญกับภัยคุกคาม ไล่มาตั้งแต่สตาร์ทอัพรวมถึงคู่แข่งที่มีความช่ำชอง 

Alison Beard บรรณาธิการบริหารของ HBR (Harvard Business Review) ได้ทำการวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกลยุทธ์ที่พวกเขาอาจใช้เพื่อป้องกันตนเองจากการโดนรุกราน

ทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนมากในอุตสาหกรรมนี้ รวมทั้งนักวิชาการและนักลงทุน ดูเหมือนจะคิดว่าบริษัทแพลตฟอร์มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์อย่างสม่ำเสมอจากพลังของ Network Effect ที่แข็งแกร่ง ซึ่งขับเคลื่อนพวกเขาไปสู่การครอบงำโลก 

แต่นั่นเป็นเรื่องเท็จอย่างเห็นได้ชัด เริ่มจากแนวคิดเรื่องขนาดกันก่อน มุมมองดั้งเดิมคือการช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถสเกลบริษัทได้อย่างรวดเร็วผ่านอินเทอร์เน็ตซึ่งผลมาจากพลังของ Network Effect

บริษัทเหล่านี้แทบไม่มีต้นทุนคงที่ที่มีขนาดใหญ่เหมือนธุรกิจดั้งเดิม ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Network Effect จะพบการแข่งขันจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่คิดจะขึ้นมาท้าทายพวกเขาน้อยมาก ๆ  

แต่ผลกระทบจาก Network ไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนหลักของความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ 

ที่ Facebook แม้ว่ายิ่งมีผู้ใช้มากเท่าไร ประสบการณ์ในการเชื่อมต่อและแบ่งปันก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น สำหรับ Microsoft ระบบปฏิบัติการเป็นธุรกิจเกี่ยวกับ Network แบบยุคเก่า แต่ความสำเร็จดั้งเดิมของ Apple, Google, Amazon และ Netflix ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลกระทบของ Network เป็นหลัก 

หรือฝั่ง Apple เป็นธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค Google ได้รับประโยชน์จาต้นทุนคงที่ซึ่งเป็นต้นทุนที่ต่ำมาก ๆ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทรัพยากรมนุษย์  ธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมของ Amazon ซึ่งยังคงมีรายได้ส่วนใหญ่ ไม่มีผลกระทบด้าน Network และ Netflix ก็เช่นกัน 

บริษัทเหล่านี้ทั้งหมดจะอยู่หรือตายด้วยหลักการเดียวกันของความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เราได้ศึกษามาอย่างยาวนาน ซึ่งแต่ละธุรกิจก็มีข้อได้เปรียบด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

Google เจ้าพ่อ Search Engine

Google อยู่ในตลาดที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการค้นหาเป็นตลาดใหม่ทั้งหมด แม้ว่า Google จะไม่ใช่เสิร์ชเอ็นจิ้นเจ้าแรก แต่เป็นเครื่องมือค้นหาแรกและรายเดียวที่ประสบความสำเร็จในวงกว้าง 

นอกจากนี้ยังมีกำแพงการแข่งขันที่ดีที่สุดในการเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  แต่ธุรกิจอื่น ๆ ของพวกเขาก็ล้มเหลวตั้งแต่สมาร์ทโฟน Nexus ไปจนถึง Google Glass  

Google Glass กับอีกหนึ่งความล้มเหลวของ Google (CR:INC.com)
Google Glass กับอีกหนึ่งความล้มเหลวของ Google (CR:INC.com)

ส่วนความพยายามในการท้าทายยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายอื่นโดยตรงก็พังทลายลงหรือมีความล่าช้าอย่างมาก Google+ เป็นความท้าทายสั้น ๆ สำหรับ Facebook และ Google Cloud ยังคงตามหลัง Azure ของ Microsoft รวมถึง AWS ของ Amazon อยู่ห่างไกล

สรุปสั้นง่าย ๆ ก็คือเมื่อ Google ครองส่วนหนึ่งของตลาดอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พวกเขาก็จะมีโอกาสน้อยที่จะสร้างวัฒนธรรมที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมเพื่อหาวิธีใหม่ๆ ในการเติบโตภายนอกในท้ายที่สุด

จาก Facebook สู่ Meta?

Facebook ได้ประโยชน์จากการเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใหญ่ที่สุดในโลกและส่วนใหญ่ลงทุนอย่างชาญฉลาดและทำการเข้าซื้อกิจการได้ดี เช่น การเข้าซื้อ Instagram มาแต่เนิ่นๆ และรักษาให้เป็นแพลตฟอร์มอิสระ ในขณะที่ยังขยายคลังข้อมูลผู้ใช้และเสริมความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

แต่อีเมลภายในที่เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทยังคงตระหนักดีถึงภัยคุกคามร้ายแรงจากการแข่งขันที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ “กลไกทางสังคม” เรายังไม่เห็น ROI ใด ๆ จากการซื้อแอปส่งข้อความ WhatsApp มูลค่า 19 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมายังคงไม่ทำกำไรและไม่มีรูปแบบรายได้ที่แท้จริง

รวมถึงเงินอีกกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ที่ใช้ไปกับบริษัทด้าน VR อย่าง Oculus และบริษัทกำลังถูกโจมตีมากขึ้นสำหรับบทบาทในการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและความเกลียดชังทางออนไลน์ ซึ่งอาจทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือในหมู่ผู้ใช้ในอนาคต ซึ่งผลประกอบการไตรมาสล่าสุดมั่นก็บ่งชี้ได้อย่างชัดเจน

Amazon ที่กำไรไม่ได้มาจาก Ecommerce

Amazon เข้ามา disrupt ธุรกิจอย่างยักษ์ใหญ่ในอดีตอย่าง Walmart  แต่ Walmart ยังคงเป็นคู่แข่งสำคัญในทุกวันนี้ และ Amazon ไม่เพียงแต่ต่อสู้กับผู้บุกเบิกที่มีฐานการผลิตจริงและยอดขายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเพียงเท่านั้น

แต่ Walmart ยังเน้นที่การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ๆ เช่น Chewy และ รูปแบบ direct-to-customer การค้าปลีกยังคงเป็นธุรกิจที่ยากและมีการแข่งขันสูง

Amazon ยังได้เข้าซื้อกิจการหลายอย่างที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น Whole Foods เมื่อร้านขายของชำเป็นหมวดหมู่ที่มีความท้าทายเชิงโครงสร้าง และ MGM ในราคาที่สูงเว่อร์ แต่ก็เพื่อให้ Prime Video เป็นคู่แข่งที่แท้จริงกับ Netflix 

แต่ก็ต้องบอกว่า Amazon มีวัฒนธรรมที่มีความกระหายอยู่ตลอดเวลาและไม่เหมือนกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายอื่นๆ ที่พวกเขาสามารถสร้างธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก และประสบความสำเร็จอย่างสูง เช่น Amazon Web Services ซึ่งมันตรงกันข้ามกับอีคอมเมิร์ซ เพราะ AWS สร้างผลกำไรส่วนใหญ่ของบริษัทโดยรวมมากกว่าธุรกิจหลักอย่างอีคอมเมิร์ซเสียอีก

ทำไมคุณถึงดู Netflix ด้วย?

Netflix เป็นผู้เล่นรายย่อยที่มีความสัมพันธ์กับ FAANG ที่เหลือ [Facebook, Amazon, Apple, Netflix และ Google] แต่มักถูกกล่าวถึงควบคู่ไปกับบริษัทอื่น ๆ เพราะเป็นอันดับหนึ่งในด้านสื่อ และบริการสตรีมมิ่ง

Netflix ยังมีวัฒนธรรมที่เข้มข้นของความเป็นเลิศในการดำเนินงาน แต่รูปแบบธุรกิจของบริษัทนั้นไม่มีความแข็งแกร่งเท่ากับธุรกิจแบบเดิม ๆ ของพวกเขา Netflix เป็นเพียงผู้ที่มาก่อนเริ่มก่อนเท่านั้น แต่ตอนนี้พวกเขากำลังเจอศึกใหญ่จากผู้เล่นรายใหญ่โดยเฉพาะ Disney

Disney + ที่เตรียมเข้ามาเขย่าบัลลังก์ของ Netflix (CR:Dignited.com)
Disney + ที่เตรียมเข้ามาเขย่าบัลลังก์ของ Netflix (CR:Dignited.com)

ครั้งหนึ่ง ธุรกิจเหล่านั้นมีอัตรากำไรสูงอย่างไม่น่าเชื่อเพราะพวกเขาได้รับประโยชน์จากสัญญาระยะยาวและข้อจำกัดด้านกำลังในการผลิต content ในทางตรงกันข้าม สตรีมมิ่งที่ส่งตรงถึงผู้บริโภคอย่าง Netflix ต้องเผชิญกับความปั่นป่วนของลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้งและการแข่งขันอย่างต่อเนื่องจากผู้เข้ามาใหม่ ซึ่งรวมถึง Apple และ Amazon และผู้เล่นยักษ์ใหญ่ในอดีตอย่าง HBO, Disney, NBC (พร้อม Peacock) และ CBS (พร้อม Paramount+)

แล้วพี่ใหญ่ของ Big Five อย่าง Apple และ Microsoft ล่ะ? 

ธุรกิจอย่าง สมาร์ทโฟน แม้จะไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด แต่ก็เป็นธุรกิจที่ทำเงินมากที่สุด ซึ่งมีผลกำไรมากกว่าอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนที่เหลือรวมกัน และมีมูลค่าตลาดสูงสุดมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ระบบนิเวศของ App Store และ Apple ได้สร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นมากมายมหาศาล

ความเชี่ยวชาญของ Apple อยู่ที่การพัฒนาอุปกรณ์ที่ล้ำสมัยและปฏิวัติวงการ แต่เหล่าผู้คนที่สร้างอุปกรณ์ที่กำหนดชะตาของบริษัทนั้นสุดท้ายก็ต้องจากไป ความจริงที่ว่าบริษัทกำลังพยายามเข้าสู่อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพและยานยนต์ แต่ก็ยังเป็นเรื่องใหม่ที่พวกเขายังไม่มีประสบการณ์มากนัก

มันแสดงให้เห็นว่าบริษัทอย่าง Apple ตระหนักดีว่าจำเป็นต้องวางแผนสำหรับอนาคต แม้ว่าจะมีการดำเนินการที่ยอดเยี่ยม แต่หากไม่มีอุปกรณ์ปฏิวัติรุ่นต่อไป การเติบโตด้านรายได้อย่างต่อเนื่องของ Apple ก็ไม่สามารถรับประกันได้อีกต่อไป

Microsoft ไม่เหมือนกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มุ่งเน้นที่ B2B มากกว่าตลาดผู้บริโภค หลังจากสูญเสียและยอมแพ้ในตลาดระบบปฏิบัติการมือถือให้กับ Google และ Apple

บริษัทได้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงข้อเสนอซอฟต์แวร์หลักของบริษัทและขยายขอบเขตภายในฐานลูกค้าองค์กร ในขณะที่เข้าสู่ธุรกิจคลาวด์อย่างจริงจัง ซึ่ง Microsoft ได้สร้างความน่าเชื่อถือโดยใช้ข้อมูลจากแอปพลิเคชันบนคลาวด์เพื่อปรับปรุงบริการของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง 

แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคู่แข่ง พวกเขาต้องเผชิญกับคู่แข่งรายใหม่ที่ทั้งใหญ่และมีความคล่องตัว เช่น Salesforce ซึ่งการเข้าซื้อกิจการของ Slack ได้คุกคามความทะเยอทะยานของ Microsoft ในบริการคลาวด์ขององค์กรอย่างเห็นได้ชัด

คำแนะนำสำหรับผู้บริหารหรือผู้ประกอบการที่คิดจะโค่นล้มบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี

แน่นอนว่าการเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ และมุ่งเน้นไปที่ประเด็นปัญหาของลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ ที่สามารถระบุตัวตนได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถ scale และสร้าง royalty ให้กับแบรนด์เกิดใหม่ได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

เส้นทางการเติบโตของธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มักจะเริ่มจากกลุ่มคนวงในกลุ่มเล็ก ๆ และสร้างให้มูลค่าต่อให้กับลูกค้ากลุ่มถัดไป เมื่อพบกับตลาดเป้าหมาย ก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะไม่ดึงดูดคู่แข่งเข้ามาในสนามเดียวกัน และเรื่องของข้อมูลที่รวบรวมมานั้นมีค่ามาก ๆ สำหรับธุรกิจเกิดใหม่เช่นเดียวกัน  

ลูกค้าเหล่านี้มักเป็นลูกค้าที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ไม่สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น 1stDibs ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายของเก่าที่หรูหรา งานศิลปะ และเฟอร์นิเจอร์ของนักออกแบบ หรือ Etsy ที่ซึ่งผู้คนขายงานฝีมือทำมือ 

ทั้ง eBay และ Amazon พยายามโจมตีตลาดเหล่านั้น แต่ทั้งผู้ค้าและผู้บริโภคถูกใจกับแพลตฟอร์มเฉพาะกลุ่มอย่าง 1stDibs หรือ Etsy มากกว่า ซึ่งบริษัทที่อายุน้อยกว่าเหล่านี้อาจมีคู่แข่งที่จริงจังมากขึ้นในอนาคต 

TikTok เป็นอีกตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของสตาร์ทอัพที่ค้นพบผลิตภัณฑ์เฉพาะ (วิดีโอสั้น) และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Gen Z และตอนนี้คือ Gen Alpha) ที่ทำให้พวกเขาสามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์ม Facebook (หรือ Meta), Twitter และ YouTube ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

และถ้า Microsoft ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งเท่า Teams ก่อนหน้านี้ ก็คงไม่มีใครกล้าลองใช้งานอยู่ดี แต่วันนี้พวกเขากลับต้องต่อสู้กับ Slack ในธุรกิจเครื่องมือการทำงานร่วมกันในทีมและ Zoom ในการประชุมทางวิดีโอแบบออนไลน์ นั่นเองครับผม

References : https://hbr.org/2022/01/can-big-tech-be-disrupted
https://www.ft.com/content/3e26d31f-9cff-4b3b-a971-02e16996c190
https://www.weforum.org/agenda/2021/04/how-tech-companies-can-survive-digital-disruption/
https://www.wired.com/story/dont-break-up-big-tech/

Robinhood Travel เมื่อแพลตฟอร์มไทยเตรียมท้ารบในตลาด Online Travel Agency

ต้องบอกว่าแพลตฟอร์ม Online Travel Agency (OTA) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือเป็นธุรกิจนึงที่แทบจะไม่มีการแข่งขันมานานมากแล้ว ด้วยตัวแพลตฟอร์มที่แทบจะคล้ายคลึงกันทั้งหมด และแทบจะไม่มีนวัตกรรมใหม่อะไรออกมาเลย สำหรับธุรกิจนี้ หากคุณลองไปที่แพลตฟอร์มดัง ๆ ทั้ง Agoda , Booking , Expedia , Hotels.com .. หรืออีกมากมายในวันนี้ คุณเห็นอะไรที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญบ้าง

แม้ว่าอาจจะมีการแข่งขันกันในเรื่องเรทราคาที่แตกต่างกันบ้าง แต่ถ้าเข้าไปดูหน้าจอเว็บไซต์ หรือ แอป ของพวกเขาเหล่านี้ พบว่าแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกัน เหมือนโคลนนิ่งกันมายังไงยังงั้น

แม้ดูเหมือนว่ามันจะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่ผมมองว่า มันก็แทบจะไม่มีอะไรใหม่ เมื่อเทียบกับธุรกิจอย่าง Ecommerce ที่อัดใส่นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการ Shopping กันอย่างดุเดือด ใครพลาดพลั้ง อาจจะโดนแย่งฐานลูกค้าขนาดใหญ่ไปได้เลย เหมือนที่ Shopee , Lazada , JD.com แข่งขันกันอย่างหนักหน่วง

เมื่อ Robinhood เปิดตัว Robinhood Travel

ผมเชื่ออย่างนึงว่าถ้าเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ด้านเทคโนโลยี ถ้าเทียบกันในอาเซียน ไทยเองก็มีคนเก่ง ๆ ที่ไม่เป็นสองรองใคร แต่จะเห็นได้ว่าแทบไม่มีแพลตฟอร์มของไทยที่ลุกขึ้นสู้แอปต่างชาติได้เลย โดยเฉพาะแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ ตัวอย่าง Grab หรือ Shopee

แต่ความน่าสนใจของ Robinhood นั่นก็คือก้าวข้ามความเป็นบริษัท startup มีเงินทุนขนาดใหญ่จากบริษัทแม่อย่าง SCB ที่ช่วยให้เริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายกว่า startup ขนาดเล็ก ๆ ที่ยากจะไปต่อกรกับแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ

ซึ่งจากโปรแกรม CSR ส่งฟรีไม่เก็บค่า GP ของ Robinhood กับบริการ Delivery Service ในช่วง COVID ระบาดหนัก ทำให้ Robinhood สามารถแจ้งเกิดเข้ามาสอดแทรกในตลาด Delivery Service ได้แบบเต็มตัว

ก้าวใหม่ของ Robinhood ถือว่าน่าสนใจมาก ๆ ในการเข้าสู่ตลาด Travel Agency ซึ่งใช้กลยุทธ์เดิมคือการ ค่าคอมมิชชั่น 0% ซึ่งผู้ประกอบการแทบไม่ต้องเสียค่าบริการซักบาท จากเดิมที่ถูกชาร์จอยู่ที่ราว ๆ 15-30% จากแพลตฟอร์มต่างชาติ

มันเป็นการเข้ามาได้ถูกที่ถูกเวลาอีกครั้งสำหรับ Robinhood ซึ่งแน่นอนว่าผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวที่แบบรับภาระมานานแสนนาน โดยเฉพาะจากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงไปอย่างมหาศาล แต่สถานการณ์เริ่มกลับมาดีขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งแน่นอนว่าโปรโมชั่นดังกล่าวคงเป็นการใช้งานในช่วงเวลาระยะหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในธุรกิจนี้เลยก็ว่าได้ เมื่อแพลตฟอร์มไทย จะมาลุยสู้กับแพลตฟอร์มต่างชาติแบบเต็มตัว ซึ่งเป็นเจ้าใหญ่ ๆ จากฝั่งตะวันตกทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น Booking.com , Agoda , Expedia หรือ Hotels.com

มันก็คงเหลือแค่แพลตฟอร์ม Travel Agency ที่ตอนนี้กลายเป็นของตะวันตกไปหมดแล้ว ตัวอย่าง Agoda หรือ Booking เองก็เป็นของ Priceline Group ของอเมริกา ซึ่งจะเห็นได้ว่ารูปแบบต่าง ๆ ของแพลตฟอร์มนั้น เป็นแพทเทิร์นทางตะวันตกเสียมากกว่า ทั้ง UX/UI ที่ดูแข็ง ๆ ดูสไตล์คล้าย ๆ Amazon หรือ Ebay

ซึ่งมันใช้ง่าย เหมาะกับสไตล์ตะวันตก แต่ผมยังมองว่าตลาดนี้ ยังมีช่องว่างให้รายใหม่เข้ามาได้อีกมากหากมีการปรับให้เข้ากับท้องถิ่นจริง ๆ หรือมีนวัตกรรมใหม่ ๆ จริง ๆ ออกมา ซึ่งคิดว่า Robinhood ก็คงคิด วิเคราะห์ และมองเห็นช่องว่างในจุดนี้มาอย่างดีแล้วจึงมาลุยในตลาดนี้แบบเต็มตัว

ก็ต้องมาดูกันต่อไปนะครับว่า การเดินเกมของ Robinhood ในการเข้าสู่ตลาดนี้ จะเป็นเพียงแค่การ PR ชั่วคราว หรือ มีเป้าหมายใหญ่กว่านั้นคือการสร้างแพลตฟอร์ม Travel ใหม่ขึ้นมาจริง ๆ ที่่ตอบโจทย์กับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็เป็นได้ครับผม