Discord กับความพยายามครั้งใหม่ของ Microsoft ในการเข้าสู่วงการ Social Media

ต้องบอกว่าตอนนี้ตลาด Social Media นั้น ได้กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีหลากหลายแพล็ตฟอร์ม ที่ เข้ามามีบทบาทต่อพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์เราในยุคปัจจุบัน

การแจ้งเกิดอย่างถล่มทลายของ TikTok เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ TikTok ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของ Microsoft ที่ต้องการจะเข้ามาครอบครองให้จงได้ แต่ดูเหมือนมันจะไม่สมดังใจหวังของพวกเขา เพราะ Deal ดังกล่าวต้องล่มไป

ตัว Facebook แพล็ตฟอร์มที่เป็นอันดับหนึ่งเอง ก็ถือเป็น พันธมิตรที่สำคัญของ Microsoft เพราะเป็นผู้ลงทุนก้อนใหญ่ก้อนแรกให้กับ Facebok ในการตัดหน้า Google ในยุคเริ่มแรกของการก่อตั้ง Facebook จนสุดท้าย Facebook สามารถขยายกิจการจนมีผู้ใช้งานหลักพันล้านคนดังที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

และแน่นอนว่า หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของ Microsoft อีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ ธุรกิจเกม ที่พวกเขามี Xbox เป็นตัวขับเคลื่อนในส่วนนี้ รวมถึงการคว้าสตูดิโอเกมชื่อดังมากมายมาก่อนหน้านี้เช่น Bethesda Softworks

ข่าวล่าสุดในการต่อจิ๊กซอว์ให้กับธุรกิจเกมของ Microsoft ก็คือข่าวการเข้าซื้อกิจการ Discord ที่เป็นแพล็ตฟอร์มในการสื่อสารระหว่างเกมเมอร์แบบครบวงจร ไม่ว่าจะคุย จะแชท ที่สามารถจบได้ในที่เดียว และเป็นที่นิยมของเหล่าเกมเมอร์เป็นอย่างมาก

ซึ่งแม้ Discord นั้นจะเกิดขึ้นมาจากชุมชนของชาวเกมเมอร์ แต่ในปีที่แล้วหลังจากการระบาดอย่างหนักของ COVID-19 ทำให้ เกิด Community ต่าง ๆ มากมายขึ้นบน Discord ไม่ว่าจะเป็นชุมชนด้านการเต้นรำ ชุมชนหนอนหนังสือ หรืออื่น ๆ อีกมากมาย

และทำให้มีผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคนต่อเดือน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง Community Online ที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ซึ่งตอนนี้ คงไม่กล่าวเกินเลยนักว่า Discord ก็ได้ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งใน Social Media แพล็ตฟอร์มที่น่าจับตามองแห่งหนึ่งแล้วเช่นกัน

ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาได้ปรับกลยุทธ์ เปลี่ยนจากแพล็ตฟอร์มที่เน้นเกมเมอร์เป็นศูนย์กลาง ให้กลายมาเป็น สถานที่สำหรับการพูดคุย ถกเถียงกัน ในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งดูแล้วความสามารถนั้นก็ไม่ได้ต่างจาก บริการที่กำลังฮิตอย่าง Clubhouse เลยด้วยซ้ำ

ซึ่งต้องบอกว่า เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจ กับกลยุทธ์หลักของ Microsoft ที่เกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยน CEO มาเป็น Satya Nadella ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเดิม ๆ ของ Microsoft ให้ก้าวเข้าสู่เรื่องของซอฟต์แวร์และบริการเพิ่มมากขึ้น

และยังเป็นส่วนเติมเต็มบริการอย่าง Game Pass ของ Microsoft เอง ให้สามารถสร้างบริการที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ในอนาคต สำหรับกลุ่มลูกค้าในธุรกิจเกมของพวกเขา เรียกได้ว่าเป็นการส่งผลกระทบโดยตรงกับ Microsoft ถึง 2 เด้ง เลยทีเดียว ถ้า Deal นี้สำเร็จขึ้นมาจริง ๆ นั่นเองครับผม

References : https://fortune.com/2021/03/23/software-giant-microsoft-buy-video-game-chat-favorite-discord-over-10-billion
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-03-23/microsoft-said-to-be-in-talks-to-buy-discord-for-more-than-10b
https://thenextweb.com/hardfork/2021/03/23/microsoft-discord-purchase-10-billion-analysis/

Matt Nelson กับการเปลี่ยนความรักสุนัขให้กลายเป็นธุรกิจเงินล้านด้วย We Rate Dogs

Paulina Tomlinson เป็นหนี้ค่ารักษาพยาบาลเกือบ 20,000 ดอลลาร์หลังจากที่ Chico สุนัข Pitbull วัย 2 ขวบของเธอถูกรถชน  Chico แทบจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดพิเศษเพื่อรักษากระดูกสันหลังที่ร้าวของมัน

Tomlinson ได้สร้างแคมเปญ GoFundMe และเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเพื่อระดมทุนในการช่วยจ่ายค่าผ่าตัดของ Chico และค่ารักษาพยาบาลอื่น ๆ พวกเขาสามารถระดมทุนได้หลายพันดอลลาร์ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ

จากนั้นพวกเขาก็ติดต่อ Matt Nelson ผู้ก่อตั้ง We Rate Dogs หลังจากโพสต์ใน Social Media เพียงแค่โพสต์เดียว 30 นาทีต่อมาแคมเปญ Chico ระดมทุนได้เงินไปกว่า 18,840 ดอลลาร์

บัญชีโซเชียลมีเดียยอดนิยมของ Nelson อย่าง We Rate Dogs เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของภาพสุนัขที่น่ารัก คำบรรยายที่น่าสนใจ We Rate Dogs ได้ช่วยเหลือในการระดมทุนให้กับสุนัข 170 ตัวที่ต้องการ จากผู้ติดตามเกือบ 12 ล้านคนบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

ตอนแรก Nelson เริ่มต้นสร้างบัญชีบน Twitter เพื่อให้ผู้คนหัวเราะ แต่เขาได้ผู้ติดตามหลายพันคนในชั่วข้ามคืน และอีกกว่า 9 ล้านคนในอีกหลายปีต่อมา และเขาสามารถเปลี่ยนเรื่องราวสนุก ๆ ของเขาให้กลายเป็นธุรกิจขายสินค้า และโพสต์เนื้อหาที่มีตราสินค้าซึ่งสามารถสร้างรายให้กับเขาถึงหกหลักต่อปี

ตอนนี้นอกเหนือจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องในโซเชียลมีเดียนับล้านของเขา Nelson ยังให้ความสำคัญกับการหาเงินให้กับสุนัขที่ต้องการ เช่น การโพสต์ลิงก์ไปยังแคมเปญ GoFundMe ในทุกวันศุกร์

ความสามารถพิเศษของการโพสต์ใน Twitter

Nelson อายุ 24 ปีเริ่มต้นบัญชี Twitter ส่วนตัวในปี 2014 การโพสต์ของเขาส่วนใหญ่เป็นเรื่องตลกและเขาสามารถดึงดูดผู้ติดตามหลายพันคนได้ด้วยการรีทวีตจากบัญชียอดนิยม

″ผมเสพติดการพยายามทำให้ผู้คนหัวเราะ” เขากล่าว 

ขณะที่ Nelson ทวีตเขาสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่โพสต์รูปสุนัขหรือเนื้อหาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุนัขมันจะทำยอด engagement ได้ดีกว่าเนื้อหาอื่น ๆ มาก

ดังนั้น Nelson จึงเปิดตัว We Rate Dogs บน Twitter ในเดือนพฤศจิกายน 2015 เมื่อเขายังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแคมป์เบลล์ในนอร์ทแคโรไลนา เขาโพสต์ครั้งแรกของบัญชีจาก Applebee’s โดยมีสุนัขของเพื่อนที่เขาทานอาหารเย็นด้วย

จุดเปลี่ยนสำคัญกับ We Rate Dogs
จุดเปลี่ยนสำคัญกับ We Rate Dogs

ในคืนนั้น Nelson ได้รับข้อความหลายร้อยข้อความ จากเจ้าของสุนัขที่อยู่โปรโมตสุนัขของพวกเขาเช่นกัน  Nelson โปรโมต We Rate Dogs จากบัญชี Twitter ส่วนตัวของเขาซึ่งมีผู้ติดตามประมาณ 10,000 คนในเวลานั้น

การออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อ We Rate Dogs

ในปี 2015 บัญชี Twitter ของ We Rate Dogs ยังมีผู้ติดตามไม่ถึง 100,000 คนและ Nelson ก็ประสบความสำเร็จในขายสินค้าเพียงไม่กี่ครั้ง แต่เขาก็เริ่มได้รับข้อเสนอจากผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าบางคนในราคาหลายหมื่นดอลลาร์

มันทำให้เขาเห็นโอกาสทางด้านธุรกิจบ้างอย่าง เขาตัดสินใจลาออกจากวิทยาลัยและย้ายไปอยู่กับพ่อแม่ในเวสต์เวอร์จิเนียเพื่อมุ่งเน้นไปที่ We Rate Dogs แบบเต็มตัว

โชคดีสำหรับ Nelson พ่อแม่และเพื่อนสนิทของเขาให้การสนับสนุนการตัดสินใจนี้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าเขาจะสามารถเติบโตกับ We Rate Dogs ได้ต่อไป

พ่อของ Nelson ซึ่งเป็นกรรมการบริหารของสำนักงานกฎหมายในชาร์ลสตันยังช่วย Nelson จัดการการเติบโตของธุรกิจ เมื่อเขาเริ่มสร้างรายได้จำนวนมากขึ้น

จากข้อมูลของ Nelson ขณะนี้ We Rate Dogs สามารถสร้างรายได้ต่อปี 6 หลัก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะแบ่งรายได้ 50-50 กับ กับเนื้อหาที่มีแบรนด์มาสนับสนุน

เมื่อบัญชีเติบโตขึ้น Nelson ได้ว่าจ้างนักสร้างแอนิเมชั่น นักออกแบบ ช่างภาพ และมือตัดต่อวิดีโอพาร์ทไทม์จำนวนหนึ่งซึ่งทำงานบนเว็บไซต์สินค้า We Rate Dogs ที่เข้าเพิ่มขึ้นมา

นอกจากนี้เขายังนำพนักงานประจำสองสามคน รวมถึงผู้จัดการธุรกิจมาช่วยดูแลการส่งภาพถ่ายสุนัขนับร้อยในแต่ละวัน จัดการการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ของเขา และทำงานร่วมกับ Nelson เพื่อรักษาความเป็นหุ้นส่วนของแบรนด์ที่ช่วยให้ธุรกิจของเขาคงสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

We Rate Dogs มีข้อเสนอสำหรับเนื้อหาที่มีตราสินค้ากับ บริษัท ที่มีชื่อเสียงเช่น Disney ซึ่งทำงานร่วมกับ Nelson เพื่อสร้างโพสต์ธีม “Lady and the Tramp”ในบัญชีโซเชียลมีเดียของ We Rate Dogs รวมถึง Netflix และ Budweiser

Lady and the Tramp แคมเปญร่วมกับ Disney
Lady and the Tramp แคมเปญร่วมกับ Disney (CR:Twitter)

ซึ่ง Rate ราคาจากโพสต์หรือดีลของแบรนด์แต่ละรายการจะแตกต่างกันไปตามแคมเปญต่างๆ ซึ่งมักขึ้นอยู่กับข้อกำหนด เช่น กี่ครั้งที่เราโพสต์ แพลตฟอร์มที่เราโพสต์ … และอื่น ๆ  

ในที่สุด Nelson ได้ขยายการเข้าถึงไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ รวมถึงบัญชี We Rate Dogs บน Instagram ที่มีผู้ติดตามเกือบ 2 ล้านคนและบัญชี Facebook ที่มีผู้ติดตามมากกว่าครึ่งล้านและบัญชี TikTok ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 130,000 คน 

นอกจากนี้เขายังเริ่มต้นบัญชี Twitter ที่สองชื่อ Thoughts of Dog โดยที่ Nelson ล้อเลียนความรู้สึกของสุนัข 

Nelson ขายสินค้าแบรนด์ Thoughts of Dog ซึ่งมีผู้ติดตาม 3.5 ล้านคนและเขาเขียนหนังสือชื่อ “Thoughts of Dog” ซึ่งตีพิมพ์ในเดือนตุลาคมปี 2020

ใช้เงินเลี้ยงดูสุนัขมากกว่า 1.3 ล้านเหรีญสำหรับสุนัขกว่า 170 ตัว

นอกเหนือจากการสนับสนุนให้ผู้ติดตามโซเชียลมีเดียนับล้านของเขามีส่วนช่วยเหลือสุนัขที่ต้องการความช่วยเหลือแล้ว Nelson ยังบริจาคให้กับแคมเปญต่าง ๆ เป็นประจำอีกด้วย

การโพสต์แคมเปญ GoFundMe สำหรับสุนัขที่ต้องการความช่วยเหลือได้กลายเป็นประเพณีในทุกวันศุกร์ซึ่งเริ่มต้นในปี 2016 หลังจากที่เขารู้ว่าสุนัขตัวหนึ่งที่เขาให้ความสำคัญนั้นต้องการรถเข็นเพราะความพิการของมัน

ซึ่งเจ้าของสุนัขต้องการเงินประมาณ 500 ดอลลาร์ แต่หลังจากมีการแชร์ผ่านบัญชีเครือข่ายของ We Rate Dogs ก็ได้รับเงินเพียงพอสำหรับรถเข็น ในเวลาเพียงแค่ 45 นาที

Nelson หวังที่จะแบ่งปันแคมเปญเหล่านี้กับแฟน ๆ ของเขาต่อไปและหาเงินจำนวนมากขึ้นเขากล่าวในขณะที่เขาพบว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมาเพื่อให้ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากพวกเขาส่วนใหญ่ไม่มีประกันสัตว์เลี้ยง

“สาเหตุส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากก็เพราะว่าแฟน ๆ ของเราไว้วางใจเราในการดูแลจัดการเรื่องราวเหล่านี้ และตอนนี้แฟน ๆ ของเราก็เชื่อใจใน We Rate Dogs” เขากล่าว “ดังนั้นความสม่ำเสมอของการโพสต์ทุกวันศุกร์ และการทำให้แฟน ๆ คุ้นเคยกับมันช่วยให้มันกลายเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้”

Tomlinson เจ้าของ Chico กล่าวว่า “ฉันไม่สามารถขอบคุณน้ำใจของทุก ๆ คนได้มากพอ”  “ฉันใช้บัตรเครดิตแทบจะเต็มวงเงิน และถ้าเราไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก We Rate Dogs ฉันก็ไม่รู้ว่าเราจะสามารถผ่าตัด Chico ได้หรือไม่”

ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Model ที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ We Rate Dogs ด้วยการสร้าง Brand ที่มีตัวตนชัดเจน มีกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือระดมทุนให้กับสุนัขผ่าน GoFundMe

ทำให้ Nelson สามารถที่จะต่อยอดจากความสนุก ๆและใจรักสุนัขของเขา ให้กลายมาเป็นธุรกิจเงินล้านได้

แน่นอนว่า โลกยุคใหม่ เรื่องของ Influencers นั้นเป็นสิ่งสำคัญ และ Nelson ก็ได้สร้างตัวตนเพื่อมาตอบโจทย์ธุรกิจในส่วนนี้ เขายังมีการขยายไปทางช่องทาง Ecommerce ที่ขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุนัข

ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ดีในการเริ่มต้นสร้างธุรกิจ ตั้งแต่อายุน้อย ๆ ด้วยความรัก และจริงใจ ผสมอารมณ์ขันของเขา ให้กลายเป็น We Rate Dogs ที่สำเร็จอย่างในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

ผู้สนับสนุน..

╔═════════════════════════╗
🔥ติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับธุรกิจของคุณ วันนี้พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม🔥
DNA Power CO.,LTD. รับติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้าน, โรงงาน, อาคารพาณิชย์ และสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท. รับประกันแผงโซล่าร์ 20 ปี / อินเวอร์เตอร์ 5 ปี / ประกันการติดตั้ง 2 ปี คืนทุนภายใน 4 ปีครึ่ง
╚═════════════════════════╝

⚡ ฟรี!ค่าสำรวจหน้างาน
⚡ ฟรี!ค่าประเมินราคา
⚡ ฟรีค่าขออนุญาตติดตั้ง
📲 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 086-600-3022
🌐 รายละเอียดเพิ่มเติม : http://bit.ly/37zNHnI
🌐 ตัวอย่างผลงานการติดตั้ง : http://bit.ly/2NrCr5Z

References : https://www.cnbc.com/2021/01/21/how-we-rate-dogs-raises-money-to-help-dogs-in-need.html
https://www.themuse.com/advice/how-creator-of-weratedogs-twitter-account-started-career
https://www.themuse.com/advice/how-creator-of-weratedogs-twitter-account-started-career

Rachel Lim ลาออกจากมหาลัย ยืมเงินก้อนสุดท้ายของแม่ เพื่อสร้างอาณาจักรแฟชั่นร้อยล้าน

การเริ่มต้นธุรกิจเป็นเรื่องที่เสี่ยงสำหรับทุกคนเสมอ แต่เมื่อ Rachel Lim ออกเดินทางเพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมค้าปลีก การเดิมพันชีวิตของเธอก็มากเป็นพิเศษ เพราะเงินออมทั้งชีวิตของแม่ของเธอกำลังถูกนำมาเดิมพันกับธุรกิจ

เด็กหญิงอายุ 21 ปีต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ในการลาออกจากวิทยาลัยก่อนเวลา เพื่อไล่ตามความฝันของเธอ และไม่มีเงินเป็นของตัวเองเธอจึงหันไปหาคน ๆ เดียวที่เธอทำได้

“ฉันมีทุนการศึกษาที่ผูกมัดกับรัฐบาล ดังนั้นฉันจึงต้องจ่ายค่าปรับเพื่อหยุดเรียนแล้วหันมาเริ่มต้นธุรกิจ” ผู้ประกอบการชาวสิงคโปร์กล่าว  “เห็นได้ชัดว่าฉันไม่มีเงินดังนั้นฉันจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไปหาแม่และขอเงินกู้”

แม่ของ Lim ทำงานสองงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวหลังจากวิกฤตการเงินในเอเชียปี 1997 ทำให้ธุรกิจการเดินเรือของพ่อของเธอต้องล้มละลาย อย่างไรก็ตาม Lim กล่าวว่าเป็นแรงกดดันที่เธอต้องการเพื่อให้ธุรกิจของเธอประสบความสำเร็จ

“นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ฉันรู้ว่าฉันล้มเหลวไม่ได้ ฉันไม่สามารถทำให้แม่ของฉันผิดหวังได้” เธอกล่าว

ความเร่งรีบในโรงเรียนมัธยม

Lim เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Love, Bonito ซึ่งเป็นแบรนด์แฟชั่นหญิงที่ออกแบบมาเพื่อนักช้อปชาวเอเชียโดยเฉพาะ

แบรนด์ของเธออย่าง Love,Bonito ในปัจจุบันประดับประดาให้กับตู้เสื้อผ้าของผู้หญิงทั้งจากฮ่องกงและออสเตรเลียไปจนถึงสหรัฐอเมริกา

แต่เมื่อเธอเริ่มต้นกับพี่สาวและน้องสาว Viola และ Velda Tan การเริ่มต้นโดยการสร้างบล็อกเสื้อผ้ามือสองของพวกเขาในสิงคโปร์เมื่อ 15 ปีก่อน ซึ่งต้องบอกว่าวิสัยทัศน์ดังกล่าวดูห่างไกลมากนัก

Rachel Lim และ Viola Tan ผู้ร่วมก่อตั้ง Love, Bonito
Rachel Lim และ Viola Tan ผู้ร่วมก่อตั้ง Love, Bonito

“ฉันและเพื่อน ๆ เรายังเรียนอยู่ในโรงเรียนและเรากำลังคิดหาวิธีหาเงินพิเศษ” Lim เล่า

“เราคิดว่า เอาล่ะทำไมเราไม่ขายเสื้อผ้าทางออนไลน์ล่ะ’ เสื้อผ้าที่เราจะใส่ครั้งเดียวหรือสองครั้งหรือจะไม่ใส่อีกต่อไป” เธอกล่าว

ในปี 2005 การค้าปลีกออนไลน์เพิ่งเริ่มต้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว

“คนที่มาจาก มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ฮ่องกงจะได้ยินเกี่ยวกับเรา เพราะพวกเขาค้นหาตามบล็อกหรือเว็บไซต์ นั่นคือตอนที่เราตระหนักว่า สามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลกได้ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว” Lim กล่าว

การสร้างรันเวย์ใหม่ของธุรกิจแฟชั่น

นั่นทำให้จากบล็อก BonitoChico บล็อกเสื้อผ้าที่ชื่นชอบ ได้กลายมาเป็น Love,Bonito เว็บไซต์แฟชั่นแบบเต็มตัว

“ตอนที่เราจะนำเข้าเสื้อผ้ามาขายมักจะมีบางอย่างที่เป็น pain point” เธอกล่าว

“แบรนด์ต่างประเทศจำนวนมากให้ความสำคัญกับผู้หญิงยุโรป อเมริกาที่มีสัดส่วนของร่างกาย สีผิว ความชอบและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันมาก”

สิ่งดังกล่าวได้จุดประกายให้กับผู้ก่อตั้งรุ่นเยาว์: เพื่อสร้างเว๊บไซต์สายแฟชั่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อผู้หญิงเอเชียโดยเฉพาะโดยมีขนาดที่เล็กลงและการตัดเย็บที่อ่อนโยนมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นพวกเขาจึงทำให้ธุรกิจมีรูปลักษณ์ใหม่โดยเปลี่ยนชื่อเป็น Love, Bonito ที่สื่อถึงจดหมายรักถึงลูกค้า – และสร้างทีมออกแบบขึ้นมาเองภายในองค์กร เพื่อให้เหมาะกับสัดส่วนชาวเอเชียมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างแท้จริง Lim รู้ว่าพวกเขาต้องทำอะไรบางอย่าง

ดังนั้นในปี 2009 ซึ่งเหลือเพียงแค่แปดเดือนของการศึกษาระดับปริญญาตรี Lim ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยลาออกจากมหาวิทยาลัย และให้ความสำคัญกับธุรกิจแบบเต็มตัว

“ฉันก็รู้ว่าฉันต้องมุ่งเน้นไปที่สิ่งเดียว” Lim กล่าว แม้ว่านั่นจะหมายถึงการต้องพึ่งพาแม่ของเธอเพื่อขอการสนับสนุนเรื่องเงินทุน

Lim ใช้เงินออมของแม่ทั้งชีวิตเพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจที่เธอจะพลาดไม่ได้
Lim ใช้เงินออมของแม่ทั้งชีวิตเพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจที่เธอจะพลาดไม่ได้

“เธอกังวลมากเพราะการขายของออนไลน์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น” Lim กล่าวถึงแม่ของเธอ “ เธอกังวลมากว่านี่อาจจะเป็นสิ่งไม่ถูกกฎหมายหรือรัฐบาลจะมาตามหาเรา”

“แต่ในตอนท้ายเธอตัดสินใจที่จะทำตามความฝันของเธอในที่สุด” เธอกล่าว

แฟชั่นแห่งอนาคต

ในช่วงหลายปีต่อมา Lim และผู้ร่วมก่อตั้งของเธอได้สร้างสินค้าเสื้อผ้าสายแฟชั่นที่ราคาไม่แพงและเข้าถึงได้สำหรับตลาดเอเชีย

ซึ่งรวมถึงการสรรหาทีมนักออกแบบเพื่อดำเนินกระบวนการสร้างสรรค์เต็มรูปแบบตั้งแต่การวิจัยและการเลือกผ้าไปจนถึงการพัฒนาและการผลิตในขั้นสุดท้าย

ในปี 2014 Velda ได้ตัดสินใจออกจากจาก Love, Bonito แต่วันนี้ Viola ยังคงดำรงตำแหน่งในฐานะสมาชิกของคณะกรรมการ

ในขณะเดียวกัน Lim ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะตัวแทนของแบรนด์และเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการหญิงที่เติบโตขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในปี 2016 เมื่อเธออายุ 28 ปี เธอได้รับการเสนอชื่อเป็นหนึ่งในลิสต์รายชื่อของ Forbes Under 30  ในเอเชีย และในเดือนมกราคมปี 2020 เธอได้พบกับนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงของสิงคโปร์เพื่อหารือเกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศบ้านเกิดของเธอ

Gail Wong นักลงทุนและโค้ชสำหรับผู้ประกอบการ กล่าวว่า Lim มีพลังในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการสตรีรายอื่น ๆ

″Lim เริ่มต้นตั้งแต่ยังเด็กจริงๆ เธอไม่ได้มีการศึกษาในระดับ Ivy League แบบที่คนบางประเภทมองหา และเธอมีภาระหน้าที่นี้ที่จะต้องทำให้มันสำเร็จ” Wong กล่าว

“มันเป็นลักษณะที่น่าสนใจจริงๆ ที่ฉันเคยเห็นในผู้ก่อตั้งผู้หญิงบางคน มีบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าความทะเยอทะยานของพวกเขาเอง” เธอกล่าวเสริม

แม้ว่ากระแสเงินสดจะเป็นบวกตั้งแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากการหมุนเวียนของธุรกิจค้าปลีกเป็นประจำ แต่โปรไฟล์ที่เติบโตขึ้นก็ช่วยให้ Love Bonito ได้รับเงินทุนจากภายนอก

จนถึงปัจจุบันธุรกิจได้ระดมทุนกว่า 10 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนรวมถึง Kakaku.com ผู้ค้าปลีกออนไลน์ของญี่ปุ่นเพื่อช่วยในการขยายธุรกิจไปยังร้านค้าแบบออฟไลน์จริง ๆ

แต่ Lim กล่าวว่าชัยชนะที่แท้จริงได้พิสูจน์ให้แม่ของเธอเห็นแล้วว่าการเสี่ยงทำตามความฝันของเธอนั้นได้ผล

“ฉันจ่ายเงินคืนให้เธอมากขึ้นเมื่อใดก็ตามที่ฉันมีเงิน” Lim กล่าว “สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับฉันคือ แม่ไม่จำเป็นต้องทำงานสามอย่างหรือทำงานหนักและยาวนานเป็นชั่วโมง และหลายวันอีกต่อไป”

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ ของ Rachel Lim ที่เห็นโอกาสทางธุรกิจด้านแฟชั่น ที่มี pain point ในเรื่องของการนำเข้าเสื้อผ้าจากเมืองนอกนั้น มักจะให้ความสำคัญกับผู้หญิงยุโรป อเมริกาที่มีสัดส่วนของร่างกาย สีผิว ความชอบและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกับชาวเอเชียเป็นอย่างมาก

เรื่องที่น่าสนใจอีกหนึ่งเรื่องของ การแจ้งเกิดของเธอนั้น มาจากการสร้าง Blog ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเสื้อผ้าแฟชั่น และการใช้ภาษาอังกฤษนั้น ถือเป็นการทลายกำแพงเรื่องภาษา ที่สามารถทำให้คนเข้าถึงได้ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน case study ที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับสำหรับคนที่จะริเริ่มสร้างแบรนด์แฟชั่น ที่ต้องการให้กลายเป็นบริษัท Global แบบที่ Lim ทำ

References : https://www.businesstimes.com.sg/lifestyle/weekend-interview/rachel-lim-co-founder-love-bonito
https://www.cnbc.com/2020/03/03/love-bonito-ceo-rachel-lim-built-a-multimillion-dollar-fashion-empire.html
https://vulcanpost.com/716282/love-bonito-rachel-lim-singapore/
https://www.straitstimes.com/lifestyle/clothed-in-confidence

Ben Francis อดีตเด็กส่งพิซซ่า นั่งเย็บผ้าในโรงรถ สู่เจ้าของธุรกิจ หมื่นล้าน ในวัยเพียง 28 ปี

Gymshark ได้กลายมาเป็นบริษัท ‘ยูนิคอร์น’ แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นบริษัท startup ที่มีมูลค่ามากกว่าพันล้านดอลลาร์ ที่ในสหราชอาณาจักรมีน้อยกว่า 25 แห่ง ที่ประสบความสำเร็จ

และต้องบอกว่ามีเพียง 8 แห่งตั้งแต่ปี 2001 แต่ Ben ได้เปลี่ยนจากการตัดเย็บ และเย็บเสื้อผ้าพละในโรงรถของพ่อแม่ไปสู่การเป็น บริษัท ที่มีมูลค่า 1 พันล้านปอนด์หรือ 1.45 พันล้านดอลลาร์ได้อย่างไร

Gymshark เริ่มต้นในโรงรถ

ชายวัย 28 ปีกล่าวว่าเขา ‘ไม่เคยเรียนเก่งเลย’ แต่มีบางอย่างที่ ‘คลิก’ สำหรับเขา โดยในวัย 17 เมื่อเขาเข้าชั้นเรียนไอที มันเป็นหลักสูตรภาคปฏิบัติ

เขาเข้าร่วมโรงยิมซึ่งเขาพบว่า เขาได้เรียนรู้จาก YouTube เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ เขาใช้วิธีการดังกล่าวเพื่อพลิกชีวิตการศึกษาของเขา  และนั่นทำให้เขาได้ปริญญาในหลักสูตรบริหารธุรกิจและการจัดการของ Aston University

มหาวิทยาลัยใกล้กับทีมฟุตบอลที่เขาชื่นชอบอย่าง แอสตันวิลล่า !

ความรักในการใช้คอมพิวเตอร์และการออกกำลังกายของเขารวมเข้าด้วยกันและเขาได้สร้างแอปฟิตเนสสำหรับ iPhone 2 แอปคือ Fat Loss Abs Guide และ iPhysique ทั้งคู่เป็น แอปแบบพื้นฐาน แต่ก็เป็นที่นิยมในระดับหนึ่ง

จากนั้น Ben ก็ต้องการเว็บไซต์เพื่อขายสิ่งต่างๆ และหลังจากตกหลุมรักวงการฟิตเนส เขาก็เริ่มขายอาหารเสริม โดยเขาได้เริ่มลิสต์รายการอาหารเสริมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเว็บไซต์ของเขา และ ทำการจัดส่งมัน

เมื่อมีการสั่งซื้อกับเขา เว็บไซต์ของเขาจะสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์และส่งให้ลูกค้า Ben ใช้เวลาหกสัปดาห์ในการขายครั้งแรก และแล้วแบรนด์ Gymshark ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

ซึ่งนั่นคือปี 2012 ตอนนั้น Ben อยู่ที่ Aston University ในตอนกลางวัน และทำงานเป็นคนขับรถส่งของของ Pizza Hut ในตอนกลางคืนตั้งแต่ 17.00 น. ถึง 22.00 น. จากนั้นเมื่อกลับถึงบ้านเขาก็ทำงานในโครงการตามความฝันของเขาต่อไป

เขาใช้เงินสดจากการขายอาหารเสริมเพื่อซื้อเครื่องพิมพ์สกรีนและจักรเย็บผ้าและนั่นคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Gymshark

ช่วงที่แบรนด์เสื้อผ้าของ Gymshark เริ่มขึ้น เป็นเพราะ Ben ไม่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ เขาต้องการชุดออกกำลังกายที่ยาวขึ้น ยืดขึ้น และพอดีตัวมากขึ้น เนื่องจากเขาหาไม่ได้เลยจากซัพพลายเออร์ทั่วไป จึงตัดสินใจสร้างมันขึ้นมา 

เขากล่าวว่า: “ในที่สุดความยากลำบากในการเข้ายิมครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนทุกคนจ้องมองมาที่คุณ โดยไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร”

“ผมรู้สึกเหมือนว่าเสื้อผ้าไม่เหมาะกับผมเลย และท้ายที่สุดนั่นคือจุดที่เราต้องออกไปทำเสื้อผ้าของเราเองนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Gymshark”

Ben กล่าวว่า “เมื่อแปดปีที่แล้ว ผมทำงานเย็บผ้าด้วยมือ และผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยมือ และการพิมพ์ด้วยมือและบรรจุภัณฑ์ด้วยมือ ทุกอย่างทำด้วยสองมือของผม”

จุดเริ่มต้นของ Gymshark ด้วยสองมือของ Ben
จุดเริ่มต้นของ Gymshark ด้วยสองมือของ Ben

“หลังจากนั้นแบกมันไปที่ที่ทำการไปรษณีย์และยืนอยู่ที่นั่น ในขณะที่สินค้าแต่ละชิ้นถูกประทับตราและส่งออกไปทั่วโลก”

“ตอนนี้ผมรู้ตัวแล้วว่าเรามาไกลแค่ไหน แท้จริงแล้วเรามาจากการเย็บผลิตภัณฑ์ด้วยมือไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับพันล้านดอลลาร์”

การเติบโตของ Gymshark

เมื่อ Ben มีอายุครบ 21 ปี ก็ได้หันมาทำธุรกิจชุดกีฬาให้ใหญ่ขึ้นมาก หลังจากผ่านไป 2 ปีรายรับต่อปีพุ่งสูงถึง 250,000 ปอนด์อย่างไม่น่าเชื่อ Ben จึงเลิกทำร้านอาหารและส่งพิซซ่าเพื่อมุ่งเน้นไปที่ บริษัท ของเขา

เขาไปงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับการสร้างร่างกายและจัดแสดงอุปกรณ์ของเขา เขาเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้ผู้มีอิทธิพลในโซเชียลมีเดีย โดยทำการส่งเสื้อผ้าให้กับนักเพาะกายยอดนิยม และเริ่มสร้างแบรนด์แอมบาสเดอร์

เป็นช่วงที่ Gymshark เปิดตัวเสื้อวอร์ม Luxe ซึ่งทำให้เว็บไซต์ของบริษัทนั้นเต็มไปด้วยคำสั่งซื้อที่เข้ามาอย่างมหาศาล

Lewis Morgan อดีตนักเรียนมัธยมปลายของบรอมส์โกรฟ ผู้ที่ได้เข้ามาเริ่มต้นธุรกิจกับ Ben กล่าวว่า “เราตระหนักได้เร็วมากว่าเรากำลังทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมและเมื่อมาถึงจุดนี้เองที่ Gymshark เริ่มกลายเป็นธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น”

“เราเริ่มจ้างพนักงานและเริ่มสร้างกระบวนการทางธุรกิจที่เป็นทางการมากขึ้น”

เขานำนักธุรกิจมากประสบการณ์สองคน Steve Hewitt ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการค้าที่ Reebok Europe และ Paul Richardson ซึ่งเป็นเจ้าของร้านค้าปลีกแฟชั่น AllSaints และยังเป็น MD ของ Knowaste ซึ่งเป็นธุรกิจจัดการขยะ

Ben กล่าวว่า: “ผมคิดว่าผมเก่งในบางเรื่องเท่านั้น และเมื่อมาถึงจุดนี้เราได้นำ Paul เข้ามาช่วยในฐานะประธานบริหาร และ Steve ในฐานะหัวหน้าผู้บริหาร ซึ่งได้เป็นการปฏิวัติธุรกิจอย่างสมบูรณ์”

เขาเผชิญกับการต่อต้านจากคนใน บริษัท แต่เขาก็ทำในสิ่งที่เขารู้สึกว่าถูกต้อง

เขากล่าวว่า: “ในที่สุดสัญชาตญาณของผมก็บอกผมว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะทำ”

Lewis จากไปเมื่อห้าปีก่อน แต่ยังคงถือหุ้นร้อยละ 20

แต่ Gymshark เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากโรงรถไปยังนิคมอุตสาหกรรม Moons Moat ในเมือง Redditch ในปี 2016 และจากนั้นไปยังสำนักงานใหญ่ในปัจจุบันที่ Blythe Valley Park ใน Solihull ในปี 2018

ขยายกิจการสู่  Blythe Valley Park ใน Solihull
ขยายกิจการสู่ Blythe Valley Park ใน Solihull

เขากล่าวว่า: “ผมคิดว่าตอนที่ Lewis จากไปเรามีรายได้ 10 ถึง 12 ล้านปอนด์

“ตอนนี้รายได้เรามีรายได้อยู่ในระดับ 300 ล้านดอลลาร์ 250 ปอนด์ 260 ล้านปอนด์ในปีที่แล้ว [2019/20]

“เป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด”

และ Ben มีความปรารถนาที่จะขยายธุรกิจของเขาต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ เขาต้องการที่จะทำให้แบรนด์ของเขาเปรียบเหมือน Nike, Adidas, Puma และทำให้ Gymshark เป็น ‘แบรนด์ระดับโลกอย่างแท้จริง’

ธุรกิจ 1.45 พันล้านดอลลาร์

และนั่นคือเหตุผลที่เขาขอความช่วยเหลือจาก General Atlantic

เขากล่าวว่า: “ผมพูดเสมอว่าผมต้องการเติบโตแบบก้าวกระโดดทุกครั้งที่เป็นไปได้เพื่อก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในโลก

“ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่จะไม่นำคนที่เหมาะสมเข้ามาช่วยยกระดับเราไปสู่ระดับต่อไป

“Gymshark กำลังนำนักลงทุนเข้ามา”

“ มีคนพูดว่า Ben ขายกิจการหมดแล้วเหรอ? สิ่งนี้จะเปลี่ยนธุรกิจหรือไม่ ไม่อย่างแน่นอน. สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้คือการปรับโครงสร้างส่วนแบ่งของธุรกิจอย่างเป็นทางการ

“มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ หากมีสิ่งใดที่คุณจะเห็นว่า Gymshark มีความคล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิม ผมจะมีข้อมูลและควบคุมอนาคตของธุรกิจได้มากขึ้น

“และท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างก็เกี่ยวกับการทำให้แน่ใจว่า Gymshark ยังคงดำเนินต่อไปในเส้นทางการเติบโตอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราเชื่อว่าอนาคตของแบรนด์ และชุมชนฟิตเนสจะมีลักษณะเป็นอย่างไรและจะกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างแท้จริง”

Lewis ขายหุ้น 20% ใน Gymshark ในราคา 100 ล้านปอนด์ และ General Atlantic ได้เข้าซื้อหุ้นร้อยละ 21 ของบริษัท

Ben เพิ่มส่วนแบ่งจาก 67 เป็น 70 เปอร์เซ็นต์พี่ชายของ Ben มีหนึ่งเปอร์เซ็นต์โดยที่ Lewis มีหุ้นที่เหลืออยู่ 4 เปอร์เซ็นต์

เขาใช้วิธีการขายที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง  โดยการจำหน่ายโดยตรง – ไม่ผ่านร้านค้า – ซึ่งถือว่ายอดขายลดลงก่อนการระบาดของไวรัสโคโรนาและได้รับผลกระทบอย่างหนักตั้งแต่นั้นมา

เขากล่าวว่า: “หนังสือเล่มเก่าสำหรับความสำเร็จในแบรนด์คือคุณสร้างผลิตภัณฑ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยส่งไปยังร้านค้าต่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเอาใจผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“นั่นเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งนั้นก็นำไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ช้าและไม่มีความคล่องตัว ซึ่งไม่เข้าใจผู้บริโภคจริงๆ และไม่สามารถควบคุมประสบการณ์ของผู้บริโภคหรือข้อมูลของพวกเขาได้

กลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยการทำการตลาดผ่าน Influencers
กลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยการทำการตลาดผ่าน Influencers

ตอนนี้ Gymshark กลายเป็น Influencers ที่มีผู้ติดตามใน Instagram 4.7 ล้านคนและ 1.7 ล้านคนบน Facebook

ก้าวต่อไปสำหรับ Gymshark?

ตอนนี้เขาได้ลงนามในข้อตกลงกับ General Atlantic เขาตั้งเป้าที่จะนำแบรนด์ Gymshark ไปยังอเมริกาเหนือและเข้าสู่ตลาดเอเชียแปซิฟิก

General Atlantic จะจ่ายเงินเกือบ 300 ล้านดอลลาร์สำหรับการถือหุ้น 21 เปอร์เซ็นต์ และในอีก 12 เดือนข้างหน้า Gymshark คาดว่าจะมียอดขายระหว่าง 300 ถึง 400 ล้านดอลลาร์

Ben กล่าวว่า “นี่คือแบรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว คนไม่เคยอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน หนังสือธุรกิจแบบเก่า ๆ ถูกโยนทิ้งไปนอกหน้าต่าง เรากำลังก้าวไปสู่เส้นทางแห่งการเติบโตนี้ในรูปแบบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่ใคร ๆ เคยทำมาก่อน ใครจะรู้ว่ามันจะพาเราไปที่ไหน”

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ กับ Ben Francis ที่ได้สร้างแบรนด์อย่าง Gymshark ขึ้นมา เราจะเห็นถึงบทเรียนที่น่าสนใจหลายอย่างจาก Ben

สิ่งแรกที่น่าสนใจก็คือ การที่โยนเรื่องที่ไม่ถนัดให้มืออาชีพ ทำ ซึ่งผู้ประกอบการหลายคนน่าจะเคยเจอภาวะนี้ ในช่วงการเติบโตของแบรนด์ ที่ไม่สามารถทำทุกอย่างเองได้ การจ้างผู้บริหารมืออาชีพถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

อีกจุดหนึ่งคือการสร้างธุรกิจในยุคปัจจุบัน ที่ เทคนิควิธีจากหลักสูตรโรงเรียนธุรกิจแบบเดิม ๆ นั้น อาจจะไม่เหมาะในโลกยุคปัจจุบันเสียแล้ว เพราะมันจะทำให้กลายเป็นองค์กรใหญ่ ที่เชื่องช้า และถูก disrupt ได้ง่าย ซึ่ง Ben เข้าใจในจุดนี้ และสร้างแนวทางที่แตกต่างออกไป

เราก็ต้องมาดูกันต่อไปนะครับว่า Gymshark จะก้าวไปได้ไกลขนาดไหน แต่ถือว่า เรื่องราวของเขานั้น สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ ได้มากเลยทีเดียวครับผม

References : https://medium.com/@spotrich22/gymshark-owner-ben-francis-tells-his-story-bd2017bd5105
https://www.bbc.com/news/business-45246999
https://www.birminghammail.co.uk/news/local-news/gymsharks-ben-francis-billion-dollar-18802810

เด็กหนุ่มวัย 28 ปี กับการเปลี่ยนแนวคิดธุรกิจเช่าช่วง สู่การสร้างสตาร์ทอัพพันล้านอย่าง Sonder

เมื่อ Francis Davidson จบการศึกษาปีแรกที่มหาวิทยาลัย McGill ในปี 2012 วิชาเอกปรัชญาและเศรษฐศาสตร์ ในวัย 19 ปี เขาต้องการหารายได้พิเศษดังนั้นเขาจึงเช่าอพาร์ทเมนต์ในช่วงฤดูร้อนเพื่อมาปล่อยเช่าช่วงต่อ

โดยอพาร์ทเมนต์สามห้องนอน ที่เขาได้เช่าแล้วมาปล่อยต่อนั้น ทำให้ Davidson สามารถสร้างรายได้มากกว่า 14,000 ดอลลาร์ ในขณะที่เขาลงทุนประมาณ 5,000 ดอลลาร์ ในค่าเช่ารวมสำหรับพาร์ทเมนท์สำหรับฤดูร้อน 

จากนั้น Davidson ก็ลุยต่อ เขาเริ่มจัดการอพาร์ทเมนต์ที่ว่างเปล่าของนักเรียนคนอื่น ๆ ที่ McGill จากนั้นก็เป็นนักเรียนในเมืองอื่น ๆ หลังจากนั้นสามปี เขาลาออกจากวิทยาลัยเพื่อสร้างธุรกิจต่อไปสู่การสร้าง Startup ทางด้านเทคโนโลยีการบริการระดับโลก

Sonder ซึ่งเป็น บริษัท ของ Davidson ปัจจุบันเช่าและเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 5,000 รายการใน 35 เมืองทั่วโลก

ปัจจุบัน Sonder มีมูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์หลังจากระดมทุนได้มากกว่า 550 ล้านดอลลาร์จาก บริษัท ร่วมทุนและนักลงทุน เช่น อดีตนักเบสบอล Alex Rodriguez และกองทุนที่ได้รับการสนับสนุนโดย Jeff Bezos และ Elon Musk

ตอนนี้ในวัย 28 ปี Davidson เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Sonder เมื่อมองย้อนกลับไปเขากล่าวว่า “ผมแทบไม่รู้เลยว่าผมอยากเป็นผู้ประกอบการ” เมื่อเขาเริ่มให้เช่าอพาร์ตเมนต์ในวิทยาลัย “ผมคิดว่าตัวเองประหลาดใจเช่นกัน”

ช่วงฤดูร้อนที่เร่งรีบ

ก่อนหน้าที่จะก่อตั้ง Sonder ต้องบอกว่า Davison ยังเป็นเพียงวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังมองหาที่พักราคาถูกสำหรับตัวเองในช่วงฤดูร้อน ดังนั้นเขาจึงสามารถเช่าอพาร์ทเมนต์สามห้องนอนของเขาได้ในขณะที่เพื่อนร่วมห้องในวิทยาลัยไม่อยู่

“ผมส่งข้อความไปหาคนจำนวนมากที่กำลังโฆษณาให้เช่าช่วง … และผมก็บอกว่า ’ฟังนะถ้าคุณไม่พบใคร ..xxx.. วันก่อนที่คุณจะไป โปรดแจ้งให้เราทราบแล้วผมจะให้หนึ่งพัน ดอลลาร์ตลอดช่วงฤดูร้อน แต่ถ้าคุณต้องการเงินฟรีหนึ่งพันเหรียญคุณก็โทรหาผมได้เลย’” Davison กล่าว

และเขาได้มาพบเจอคนหนึ่ง “ผมมีอพาร์ทเมนต์สองห้องนอนติดกับ McGill ในราคาหนึ่งพันเหรียญสำหรับฤดูร้อน” Davison กล่าว

ในขณะเดียวกันเขาต้องทำงานเพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการใช้ประโยชน์สูงสุดจากอพาร์ทเมนต์สามห้องนอนที่ว่างเปล่าของเขาและเพื่อนร่วมห้อง 

“สิ่งที่กระตุ้นให้ผมทำในฤดูร้อนแรกนั้นเป็นเพียงการใช้คณิตศาสตร์กับมัน” Davison ผู้ซึ่งไปที่เว็บไซต์ให้เช่าที่พักตากอากาศ Home Away (ซึ่งได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น Vrbo) และค้นคว้าว่าอพาร์ทเมนต์อื่น ๆ มีการโฆษณาอย่างไร

Airbnb ได้เปิดตัวเมื่อสี่ปีก่อนและความนิยมของเว็บไซต์เช่นนี้ทำให้ Davidson ตระหนักว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกำลังเห็นบางสิ่งบางอย่างของการเปลี่ยนจากโรงแรมและการเข้าพักในที่พักที่แปลกใหม่มากขึ้น

“ดังนั้นผมจึงสร้างแบบจำลองเพื่อประเมินว่าอพาร์ทเมนต์ของผมจะสร้างรายได้เท่าใดเทียบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและจ่ายค่าเช่า และมีช่องว่างที่แตกต่างกันมาก เช่น อัตรากำไรที่ดีงามอย่างเหลือเชื่อ”

เมื่อการจองเริ่มทยอยเข้ามา Davidson พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้แน่ใจว่าแขกจะเพลิดเพลินกับการเข้าพัก เขาทักทายพวกเขาด้วยไวน์หนึ่งขวดหรือแม้กระทั่งนำรถไปจอดด้วยตัวเองเพื่อนำเสนอความหรูหราของการเข้าพักในโรงแรมนอกเหนือจากประสบการณ์ในท้องถิ่นที่แท้จริงที่มาพร้อมกับการเข้าพักในอพาร์ตเมนต์

Davison ยังคิดว่าธุรกิจพาร์ทไทม์มีช่องว่างให้ขยายตัวเนื่องจากเขารู้จักนักเรียน McGill คนอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่ได้ใช้อพาร์ตเมนต์ของพวกเขาในช่วงฤดูร้อน และประสบการณ์ของเขาพิสูจน์แล้วว่ามีตลาดที่ใหญ่มาก ๆ

ดังนั้นหลังจากพบว่าสามารถทำรายได้ห้าหลักในช่วงฤดูร้อนปีแรกของเขา Davison จึงเพิ่มงานนอกเวลาเป็นสองเท่าในช่วงฤดูร้อนถัดไป โดยการเปิดรับสมัครเป็นหุ้นส่วนกับเพื่อน ๆ ของเขา ซึ่งเขาก็ได้ไปพบกับ Lucas Pellan ซึ่งช่วยเขาเซ็นสัญญากับอพาร์ทเมนต์ของนักเรียนคนอื่น ๆ ของ McGill

ซึ่งด้วยรูปแบบที่ขยายออกไป พวกเขามีรายได้เกือบ 60,000 ดอลลาร์ในช่วงฤดูร้อนปีนั้น (โดยประมาณ 23,000 ดอลลาร์ของจำนวนเงินนั้นถูกใช้เพื่อจ่ายค่าเช่าอพาร์ทเมนต์และส่วนที่เหลือเป็นกำไรที่ Davison และ Pellan สามารถแบ่งให้กับนักเรียนคนอื่น ๆ ได้)

“ผมกำลังเรียนภาคฤดูร้อนแบบเต็มเวลาเช่นกันเพื่อเร่งการศึกษาระดับปริญญาให้จบโดยด่วน” Davison กล่าวเสริม “แต่งาน Part time มันก็เป็นงานที่ดี” 

หนึ่งปีต่อมา Davidson และ Pellan สามารถนำเอาอพาร์ทเมนต์นักศึกษาในมอนทรีออล และอีก 10 เมืองเข้าสู่ระบบของพวกเขา

Davison ประกาศรับสมัครงานทางออนไลน์โดยมองหานักเรียนผู้ประกอบการ ในเมืองอื่น ๆ ที่ต้องการสร้างรายได้โดยทำตามแบบจำลองของเขาในการสร้างรายได้โดยการเช่าช่วง

แบบจำลองนี้ง่ายพอที่ Davidson สามารถเขียนลงไปได้ทั้งหมดจากเว็บไซต์ที่เขาแสดงรายการอพาร์ทเมนต์และราคาที่เขาเรียกเก็บไปจนถึงสิทธิประโยชน์บางอย่างที่เขาพยายามมอบให้ และส่งคำแนะนำไป 

“จริงๆแล้วผมเขียนลงใน PDF ว่าผมทำอะไรเพื่อให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นในมอนทรีออลและแบ่งปันสิ่งนั้นกับนักศึกษาผู้ประกอบการคนอื่น ๆ แล้วแบ่งผลกำไรกับพวกเขาซึ่งเป็นวิธีที่เราจัดการเพื่อดำเนินการในหลาย ๆ เมือง” Davison อธิบาย “ โดยพื้นฐานแล้วก็แค่พูดว่า ‘นี่คือสิ่งที่ผมทำและเรามาแบ่งปันผลกำไรกันเถอะ’”

“ผมทำบัญชีด้วยตัวเองในสเปรดชีตและซอฟต์แวร์บัญชีบางตัว” เขากล่าว

ในช่วงฤดูร้อนนั้นรายได้จากงาน part time ของเขา เข้าสู่ตัวเลขหกหลัก ทำให้รายได้รวมในช่วงฤดูร้อนสามครั้งเป็นเงินมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์

เมื่อถึงจุดนั้น Davison จะเห็นว่าเขามีมากกว่าธุรกิจเล็ก ๆ ในช่วงซัมเมอร์ ในมือของเขาอีกต่อไป “ผมมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในตอนนั้น” เขากล่าว

เป็นมากกว่า Gig Economy

ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2014 Davison และ Pellan ได้สร้างบริการของเขาในชื่อ Flatbook เพื่อขอเงินทุนในแวดวงสตาร์ทอัพของมอนทรีออลที่เรียกว่า FounderFuel

ที่นั่น Davison เริ่มตื่นเต้นกับความคาดหวังในการเปลี่ยนความเร่งรีบในช่วงฤดูร้อนของเขาให้กลายเป็น“ แบรนด์ด้านการบริการ” ระดับโลกที่เต็มไปด้วยการผสมผสานการจองผ่านมือถือและที่พักที่หลากหลายของสตาร์ทอัพให้เช่าทางเลือกอื่น ๆ เช่น Airbnb หรือ Home ด้วยคุณภาพและความสะดวกสบายของแบรนด์โรงแรมที่เชื่อถือได้เช่น Hilton เขากล่าว

Davidson และ Pellan ที่เริ่มต้นการสร้าง Flatbook ก่อนที่จะกลายมาเป็น Sonder
Davidson และ Pellan ที่เริ่มต้นการสร้าง Flatbook ก่อนที่จะกลายมาเป็น Sonder (CR:Lumos Business Modeling)

เขาจะทำเช่นนั้นโดยร่วมมือกับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของบ้านเพื่อเช่าอพาร์ทเมนต์หรือแม้แต่ทั้งอาคารเพื่อปล่อยเช่ายูนิตสำหรับการเข้าพักระยะสั้นผ่านแอป

ทุกยูนิตจะมีห้องครัวและห้องนั่งเล่นเต็มรูปแบบดังนั้น บริษัท จึงสามารถมอบความสะดวกสบายในการพักอพาร์ทเมนต์ระยะสั้นด้วยการรับประกันคุณภาพที่คาดหวังได้ในระดับเครือโรงแรมชั้นนำ

โอกาสดังกล่าวช่วยให้ Flatbook ซึ่งต่อมากลายเป็น Sonder ได้รับเงินลงทุน 6.5 ล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2015 จากกลุ่ม บริษัท ร่วมทุนที่นำโดย BDC Venture Capital และ Real Ventures (บริษัท ที่อยู่เบื้องหลัง FounderFuel) 

อย่างไรก็ตามในเวลานี้ Davison ได้ทุ่มเทเวลาอย่างมากในการสรุปแผนธุรกิจของเขาจนแทบไม่ได้เข้าชั้นเรียนเลยในช่วงเวลาดังกล่าว

Davison จบลงด้วยการออกจากมหาวิทยาลัยโดยเหลืออีกเพียงแค่หนึ่งภาคการศึกษา เขาจำได้ว่าแม่ของเขาแนะนำว่าเขาควรจะเรียนให้จบวิทยาลัย แต่เขาก็ตั้งมั่นในแผนการของเขาที่เขาจะทำตามความฝันของเขาให้จงได้

Davidson และ Pellan ทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์เพื่อใช้ในการจ้างพนักงานสร้างแพลตฟอร์มเทคโนโลยีสำหรับการจองออนไลน์ของ Sonder และเริ่มกระบวนการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อเสนอห้องเช่า 

ในปี 2016 พวกเขาย้าย บริษัท ไปที่ซานฟรานซิสโกโดยต้องการเข้าถึงกลุ่มคนที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีที่กว้างขึ้นและใกล้ชิดกับบริษัทร่วมทุนอันมั่งคั่งของ Silicon Valley (ในปีนั้น Sonder ระดมทุนได้อีก 11.1 ล้านดอลลาร์จาก Spark Capital บริษัท VC ในซานฟรานซิสโกตามด้วย Greylock อีก 32 ล้านดอลลาร์จาก บริษัท Bay Area อีกแห่งในปี 2017)

มุ่งสู่บริษัทพันล้านดอลลาร์

จากนั้น บริษัท เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีมูลค่าถึง 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2019 ซึ่งเป็นจุดที่ บริษัท กล่าวว่ามีรายรับต่อปีเกือบ 400 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในปี 2020 ทำให้เศรษฐกิจโลกสั่นสะเทือนและอุตสาหกรรมการบริการได้รับผลกระทบอย่างหนักเนื่องจากการท่องเที่ยวและการเดินทางเพื่อธุรกิจที่ลดลง

ปีที่แล้วเป็น“ ปีที่ยากที่สุดสำหรับเรา” Davison กล่าว “ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับคนจำนวนมากและโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการบริการและการท่องเที่ยว”

นั่นทำให้ Sonder ถูกบังคับให้เลิกจ้างกว่า 400 คนมากกว่าหนึ่งในสามของพนักงาน 1,100 คนของ บริษัท ฯ ในเวลานั้น

ในเดือนมีนาคมปี 2020 (ในขณะที่ยอดจองในอุตสาหกรรมโรงแรมลดลง 70% , และรายงานจาก American Hotel & Lodging Association คาดว่ารายได้โดยรวมของอุตสาหกรรมจะลดลง 50% ในปี 2020)

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ธุรกิจโรงแรมวิกฤติหนัก
การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ธุรกิจโรงแรมวิกฤติหนัก (CR:Franchising.com)

อย่างไรก็ตาม Davison ยังกล่าวอีกว่า Sonder โชคดีมาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งหลายรายด้วยการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์บางอย่างที่บริษัท ทำในปี 2020 ตัวอย่างเช่น Sonder ได้เปิดตัวแคมเปญการตลาดใหม่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเพื่อเสนอส่วนลดสำหรับอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการเช่ามากกว่าสองสัปดาห์ขึ้นไป

ก่อนหน้านี้การเข้าพักโดยเฉลี่ยที่ Sonder คือสี่ถึงห้าคืน เพื่อใช้ประโยชน์จากความจริงที่ว่านักเดินทางที่เหลือมีแนวโน้มที่จะจองการเข้าพักเป็นเวลานานในช่วงการแพร่ระบาด

โรงแรมสำหรับการเข้าพักระยะยาวเริ่มมีสถานการณ์ดีขึ้นในปี 2020 มากกว่าอุตสาหกรรมโรงแรมอื่น ๆ ในขณะที่เว็บไซต์เช่น Airbnb และVrbo ก็มีประสิทธิภาพดีกว่า บริษัท อื่นๆ ในอุตสาหกรรมเช่นกันโดยมีผู้จองบ้านพักตากอากาศเพื่อหลบหนีในช่วงที่มีการระบาดมากขึ้น

เป็นผลให้การเข้าพักระยะยาวคิดเป็นประมาณ 80% ของรายได้ของ Sonder ในปี 2020 Davidson กล่าวและการจองเหล่านี้ช่วยให้ Sonder มีอัตราการเข้าพักประมาณ 80% จากรายชื่อหลายพันแห่งทั่วโลก เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมโรงแรมอื่น ๆ ที่อัตราการเข้าพักลดลงมากกว่า 50% ในปี 2020 เขากล่าว

ในขณะเดียวกันด้วยการให้ความสำคัญกับ Social Distancing Davison กล่าวว่า Sonder ยังได้รับประโยชน์จากการที่ บริษัท นำเสนอบริการที่ห่างไกลจากสังคม เช่น การเช็คอินออนไลน์และบริการเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกแบบเสมือน

Sonder ยังได้รับชัยชนะครั้งสำคัญอีกครั้งในเดือนมิถุนายน 2020 เมื่อ บริษัท ประกาศการระดมทุนรอบล่าสุดโดยมีการลงทุนเพิ่มเติมอีก 170 ล้านดอลลาร์ที่นำโดย Fidelity, WestCap และ Inovia Capital ซึ่งให้มูลค่ากับ Startup ของ Davidson สูงถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์

Davison กล่าวว่ารอบการลงทุนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการสร้างความมั่นใจครั้งใหญ่ ท่ามกลางปีที่ยากลำบากอย่างยิ่งและเป็นการยกระดับครั้งใหญ่ให้กับทีม

ขณะนี้ Davison และ Sonder มุ่งเน้นไปที่การจัดหาอสังหาริมทรัพย์ให้เช่ามากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อทำให้ บริษัท อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดการจองห้องพักออนไลน์ในอนาคต เมื่อการแพร่ระบาดของ COVID-19 และข้อจำกัดในการเดินทาง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะผ่อนคลายลงไปในปี 2021 และ 2022

“เราคิดว่าอนาคตของเรามีแนวโน้มที่สดใสมาก ๆ ” เขากล่าว

ผู้สนับสนุน..

╔═════════════════════════╗
🔥ติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับธุรกิจของคุณ วันนี้พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม🔥
DNA Power CO.,LTD. รับติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้าน, โรงงาน, อาคารพาณิชย์ และสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท. รับประกันแผงโซล่าร์ 20 ปี / อินเวอร์เตอร์ 5 ปี / ประกันการติดตั้ง 2 ปี คืนทุนภายใน 4 ปีครึ่ง
╚═════════════════════════╝

⚡ ฟรี!ค่าสำรวจหน้างาน
⚡ ฟรี!ค่าประเมินราคา
⚡ ฟรีค่าขออนุญาตติดตั้ง
📲 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 086-600-3022
🌐 รายละเอียดเพิ่มเติม : http://bit.ly/37zNHnI
🌐 ตัวอย่างผลงานการติดตั้ง : http://bit.ly/2NrCr5Z

References : https://www.ctvnews.ca/business/how-a-mcgill-dropout-wound-up-running-a-billion-dollar-business-with-jeff-bezos-backing-1.5320360
https://moneyinc.com/sonder-ceo-francis-davidson/
https://www.startupgrind.com/blog/sonder-ceo-francis-davidson-dealing-with-startup-difficulties/
https://www.cnbc.com/
https://cheddar.com/media/sonder-ceo-says-m-series-e-puts-rental-company-back-into-growth-mode
https://reporter.mcgill.ca/sonder-mcgills-first-unicorn-has-its-roots-in-dobson/
https://therealdeal.com/2018/10/24/how-sonder-hacked-nycs-short-term-rental-law/