Book Review : The Real Alaska

หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มในผลงานของ Benz Thanachart ผู้ซึ่งฝากผลงานไว้ในหนังสือ  New York 1st Time ที่ถือเป็นหนังสือ Best Seller เล่มหนึ่งของ salmon book  ซึ่งเล่มนี้จะเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับประสบการณ์ท่องเที่ยวอลาสกา ของ Benz Thanachart โดยมาเล่าเป็นเรื่องราว ๆ ที่ประสบพบเจอในช่วง 1 อาทิตย์ที่เขาได้ไปเที่ยวยัง อลาสกา จุดมุ่งหมายที่สำคัญของเหล่านักเดินทางทั้งหลาย

ถ้าเทียบกับเล่มแรก New York 1st Time นั้น ถือว่าเล่มนี้จะเป็นผลงานที่ drop ลงไปหน่อยของเขา ไม่แน่ใจว่าเรื่องเร่งออกมาเกินไปหรือป่าว โดยรวมก็ถือว่าอ่านได้เรื่อย ๆ จบจบได้ แต่ถ้าเทียบกับ เล่มแรกที่ออกนั้น เล่มนี้จะ drop ลงไปนิดในส่วนของเนื้อหาโดยรวม  ซึ่งผมว่าผู้เขียนพยายามยืด เรื่องราวในบางตอนเกินไป เพื่อให้เต็มจำนวนหน้าในหนังสือ แต่ก็คงเป็นเรื่องของประสบการณ์ในรอบนี้ด้วยที่ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นสักเท่าไหร่ ( ซึ่งก็โทดผู้เขียนไม่ได้) ก็ว่ากันไปตามที่ประสบพบเจอ แล้วนำมาเขียนลงหนังสือ ซึ่งเราก็ไม่สามารถไปกำหนดเรื่องราวในการเจอได้ (ถ้าไม่แต่งเรื่อง)  ซึ่งส่วนใหญ่นั้นการเขียนหนังสือแนวบันทึกการเดินทางนั้น ต่างคนก็จะต่างเจอประสบการ์ณ แปลกไปตามแต่สถานการณ์ แต่เรื่องนี้จะไม่ค่อยมีอะไร เซอร์ไพรซ์ในการท่องอลาสกา ซักเท่าไหร่ เหมือนเป็นการบันทึกเรื่องราวการท่องเที่ยวธรรมดาเรื่องหนึ่ง แต่ก็จะเข้าใจคำว่า Real Alaska จากหนังสือเล่มนี้มากยิ่งขึ้น

เก็บตกจากหนังสือ 

  • อลาสกานั้นจะนิยมเที่ยวในฤดูร้อน เพราะ ฤดูหนาวมันหนาวมากจริง ๆ
  • มีตัวละครที่โผล่มาจากหนังสือเล่มแรกคือ ซองอา
  • ชาวอลาสกา จะแตกต่างจากชาวอเมริกาที่อื่น ๆ คือจะมีความ nice มากกว่าที่อื่น
  • อลาสกาเป็นรัฐที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก ๆ ที่สุดในอเมริกา

Movie Review : ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้


Review

หนังเรื่องใหม่ของทาง GTH ที่ออกมาได้ช่วงจังหวะเวลาที่ดีมากช่วงนี้ เชื่อว่าชั่วโมงนี้คงไม่มีใครที่ไม่พูดถึงหนังเรื่องนี้ ไอฟาย…แต๊งกิ้ว เลิฟยู้ ที่กระแสค่อนข้างมาแรงมากในขณะนี้

จากกระแสของหนังจะเห็นได้ว่า ทาง GTH ทำการตลาดหนังเรื่องนี้มาดีมาก  ๆ ซึ่งคนที่ได้ดูกลุ่มแรก ๆ นี่จะจุดกระแสให้คนดูตาม ๆ กัน คล้าย  ๆ กับเรื่อง พี่มาก พระโขนง ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงนี้นั้นจะเป็นอารมณ์เดียวกับ กระแส ตอนหนัง พี่มากพระโขนงเป๊ะ ๆ คือ ใครไม่ได้ดูจะถือว่าเชยมาก ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ไปดูตามกระแส ที่ห้ามใจไม่ไหวจริง ๆ โดยในเมื่อวานนั้น จะมี feed ใน facebook กล่าวถึงหนังเรื่องนี้ตลอดเวลา โดยพูดไปในแง่ดี ที่ควรจะไม่พลาดหนังเรื่องนี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เป็นการตลาดแบบปากต่อปาก ที่มีค่าย GTH นี่แหละที่สามารถทำได้แบบนี้  จะไม่ค่อยเห็นหนังของค่ายอื่นที่เป็นกระแสปากต่อปาก แบบหนังของ GTH คือประมาณอารมณ์ ใครที่ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ก็จะตกเทรนด์

จากที่ได้กล่าวไปข้างต้น เมื่อวานในช่วงกลางวันผมเห็นกระแสหนังเรื่องนี้มาแรงมาก จึงต้องมานั่งหาตั๋ว ตอนค่ำ ๆ ก็พบว่า เต็มแทบจะทุกโรงไปถึงรอบสุดท้ายด้วยซ้ำ จนต้องมานั่งไล่หาโรงดู สุดท้ายได้ไปดูที่ เอสพลานาด แคราย ซึ่งมีตั๋วในรอบสุดท้ายพอดี เวลา 23.40 น.  ซึ่งถือว่าโชคดี ( ปรกติผมจะดูแถวบ้านที่ เมเจอร์ รัชโยธิน เซ็นทรัลลาดพร้าว หรือ ไกลสุดคือ เอสพลานาด รัชดา ซึ่งหนังส่วนใหญ่ผมก็จะยังสามารถซื้อหาตั๋วได้ทันอยู่ใน 3 โรงข้างต้น)  แต่เมื่อวานนี่ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกมากที่เต็ม เกือบหมดทุกโรง จนต้องระเห็จไปดูที่ แคราย

จะเห็นได้ว่าอารมณ์คนไทยในช่วงนี้ ต้องการคลายเครียดอย่างยิ่ง ๆ ยิ่งมีปัญหาทางด้านการเมืองมานาน และเศรษฐกิจในบ้านเราก็ไม่ค่อยจะดีในช่วงปีนี้ จะเห้นได้ว่า หากมีอะไรที่มีช่วยคลายความเคลียดนั้น จะเป็นกระแสที่แรงมาก เช่น รายการ the voice  จะเห็นได้ว่าเป็นรายการ entertain ที่มีคนดูค่อนข้างมากในปีนี้ ผมก็เชื่อว่า ปีนี้คนไทย ประสบปัญหามาเยอะ   พอมีหนังเรื่องนี้เข้ามาในช่วงเวลานี้ จึงทำให้กระแสดังระเบิดได้ขนาดนี้  ซึ่งถ้ามองตัวหนังจริง ๆ ก็ไม่ได้แตกต่างจาก ผลงานเก่า ๆ ของ GTH ที่ผ่านมาซักเท่าไหร่ ถ้าใครได้ดูผลงานก่อนหน้านี้ของ  เมษ ธราธร   ที่กำกับเรื่อง ATM เออรักเออเร่อ นั้น ก็จะมี style คล้าย  ๆ  กับเรื่อง ไอฟาย…แต๊งกิ้ว เลิฟยู้ แต่เรื่องนี้กระแรงกว่ามาก โดยส่วนตัวถือว่าเรื่องนี้ช่วยให้คลายเครียดได้ดี  การใช้มุก แบบบ้าน ๆ เข้าใจวิถีชีวิต ของคนประจำวันได้อย่างดี ไม่มีการตลกฟุ้งเฟ้อ ตลกแบบ GTH นี่เป็นอะไรที่ classic มาก ๆ  คือมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป และสามารถสื่อสารออกมาได้เข้าใจง่าย ไม่ได้ใช้คำหยาบมากมาย ( ในเรื่องนี้อาจมีบ้างที่ใช้คำหยาบคาย) แต่ส่วนใหญ่ก็ถือว่า เป็นคำที่เราใช้กันเป็นปรกติในชีวิตประจำวัน ทำให้โดนใจ ผู้ชมอย่างมาก จึงทำให้เกิดกระแส ค่อนข้างแรงในขณะนี้ ซึ่งผมมองว่า ยังไง 100 ล้าน นี่ก็เกิน อยู่แล้ว และน่าจะแรงจนเป็นหนังที่ทำได้รายได้ อันดับสองรองจาก พี่มาก พระโขนงของ GTH ซึ่งอันนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่คงเกิดขึ้นยากอีกรอบในประเทศไทย

สำหรับนักแสดงนำ ทั้ง ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร, ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ นั้น แสดงได้โดนมาก ๆ ในเรื่องนี้ ซันนี่นั้นหลังจากหายไปนาน คิดว่า คงจะกลับมาดังจากหนังเรื่องนี้แน่ๆ  แสดงได้เข้าใจบทบาทของช่างซ่อมบำรุง โดยแท้ ส่วน ไอซ์ นั้น เรื่องนี้ ถือว่าพัฒนาการแสดงจากเรื่องที่แล้วพอสมควร ผมมองว่าเรื่อง ATM นั้น จะแข็ง ๆ ไปหน่อย แต่ในเรื่องนี้ ถือว่าเป็นธรรมชาติมาก ๆ โดยรวมหนังเรื่องนี้ พยายามสื่อในหลายอารมณ์ ทั้ง อารมขัน  อารมเศร้า ความรัก การอกหัก  หลาย ๆ อย่างมารวม ๆ กันได้ลงตัวมาก ๆ ถือว่า ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งครับ

เก็บตกจากหนัง

  • เรื่องนี้จะเข้าใจชีวิตของชาง Engineer ส่วนใหญ่มากขึ้น
  • เรื่องนี้ Main หลักจะเป็นหนังสนุกให้ขำกันได้ทั้งเรื่องถ้าใครเส้นตื้น นี่ ท้องแข็งกันไปได้ทีเดียว
  • บทมีช่วงกลางที่มันจะเนิบ ๆ ไปนิด ๆ ช่วงต้น ๆ นี่ยิงมุขกระจาย
  • เรื่องนี้ทำให้เราเข้าใจการพูดภาษาอังกฤษในบางคำได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเรย

ระดับความมันส์

9/10

สรุป
“ขำกันท้องแข็ง”

ไม่เป็นไร

ได้นั่งอ่าน A day ฉบับล่าสุด 171 ใน main course ที่เกี่ยวกับชาวญี่ปุ่นในเชียงใหม่  ก็ได้ทำความเข้าใจกับชาวญี่ปุ่นมากขึ้นว่าทำไมเขาถึงต้องย้ายที่พำนักมาอยู่ที่เชียงใหม่เป็นจำนวนมาก

5503300202

โดยส่วนตัวนั้นก็เคยได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นหลายครั้ง ซึ่ง ถ้าเราพิจารณากันที่เมืองต่าง ๆ ของญี่ปุ่น ทั้งในเขตเมืองหรือชนบทนั้น แทบจะหาที่ ๆ ไม่เจริญได้ยากมาก  ๆ การนั่งรถผ่านเมืองแต่ละเมืองในญี่ปุ่นนั้น จะสังเกตเห็นความเจริญอยู่ทุกหย่อมหญ้า ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะต่างจากประเทศไทย ที่นอกจากกรุงเทพมหานครแล้วนั้น ถ้านั่งขับรถไปตามต่างจังหวัด จะรู้สึกว่าเหมือนเป็นคนละประเทศกัน มีความแตกต่างทางด้านความเจริญนั้นสูงมาก ๆ ซึ่งจะต่างจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะมีการกระจายความเจริญไปในหลาย ๆ เมือง ไม่ใช่มีแค่ โตเกียวเท่านั้น รวมถึง ชนบท ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเมืองที่ใหญ่ ๆ  จะไม่ค่อยมีตำบล ย่อย ๆ ซึ่งชาวญี่ปุ่นนั้น นิยมที่จะไปอาศัยพำนัก กระจุกตัวอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นเมืองที่อยู่ติดทะเล ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง

1_1269173767KGF8

สำหรับ A day ฉบับนี้นั้นความน่าสนใจของเนื้อหาคือ ทำไม ชาวญี่ปุ่นถึงได้ย้ายมาพำนักในเชียงใหม่เป็นจำนวนมาก บางคนก็มาใช้ชีวิตถาวรที่นี่ ซึ่ง ถ้าพูดถึงความสวยงามของเชียงใหม่แล้วนั้น ถือว่าในญี่ปุ่น มีเมืองในรูปแบบนี้ อยู่เยอะมาก  ๆ  เพราะญี่ปุ่นจะเต็มไปด้วยหุบเขาอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะมีความสวยงามยิ่งกว่า เชียงใหม่ บ้านเราอีก แล้วทำไม เค้าถึงไม่เลือกที่จะอยู่ในชนบทในประเทศเค้า ต้องย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่เชียงใหม่ ซึ่งจากการนั่งอ่านบทสัมภาษณ์ นั้น แทบจะทุกคน จะพูดเหมือนกันคือ ชอบคำว่า “ไม่เป็นไร” ของประเทศไทย ซึ่งเป็นคำปรกติที่บ้านเราใช้กันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ซึ่ง ๆ คำ ๆ นี้ จะไม่นิยมใช้ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีการแข่งขันกันสูงมาก ทำให้ชีวิตมีแต่ความเครียด ต้องเคารพผู้อวุโส ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความเจริญของประเทศญี่ปุ่นในยุคนี้ แต่ เชื่อว่า ชาวญี่ปุ่น ไม่ได้มีความสุขทุกคนกับชีวิตที่ต้องมีการแข่งขันกันสูงอย่างนั้น เชียงใหม่จึงเป็น แหล่งพำนักสำคัญของพวกเค้า เนื่องจาก การดำเนินวิถีชีวิตในจังเชียงใหม่นั้น เป็นไปอย่างไม่เร่งรีบ จึงคิดว่าทำให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชอบในเมืองเชียงใหม่ ณ จุดนี้ ซึ่งจะหาไม่ได้ในประเทศของเค้าอย่างแน่นอน แม้แต่ในชนบท

ถ้ามามองในมุมของชาวไทย นั้น ก็ถือว่า คำว่า “ไม่เป็นไร” นั้นเป็นวัฒนธรรมอย่างนึงของชาวไทยที่มีเสน่ห์ ซึ่งต่างชาติ ก็แปลกใจในส่วนใหญ่ ทั้งชาวยุโรป หรือ ชาว เอเชียอื่น ๆ กับคำ ๆ นี้ ซึ่งฝรั่ง หรือ ชาวญี่ปุ่นจะไม่นิยมใช้คำแบบนี้กัน ทำให้เรามีรากฐานที่สำคัญของการบริการที่ดีเยี่ยม จะเห็นได้การบริการของประเทศไทยนั้น ติดระดับ top  ของโลก ซึ่งจะไม่สามารถหาได้จากส่วนไหนของโลกนี้อีกแล้วในการบริการแบบไทยๆ  ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ที่สำคัญ ที่ช่วยดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาเที่ยว หรือ มาพำนักในประเทศไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนเงินมหาศาล

แต่บางครั้งนั้นคำว่า “ไม่เป็นไร” นี่ก็ถือว่าเป็นข้อเสียอย่างนึงของคนไทยสำหรับการทำงานกับชาวต่างชาติซึ่งจะมีความตรงไปตรงมา ต้องการได้คำตอบจากการทำงานที่ชัดเจนมากกว่า ซึ่ง บางครั้งเราใช้คำ ๆ นี้กันจนชิน แต่ในการทำงานกับชาวต่างชาติบางครั้งนั้น คำๆ  นี้อาจจะส่งผลเสียต่อการทำงานกับประเทศที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของเรา หลายครั้งที่เราใช้คำ ๆ นี้ แล้วส่งผลลบกับการทำงานทำงานของเรา ถึงแม้จะเป็นการแสดงถึงความอ่อนน้อม ของชาวไทย ซึ่งความแตกต่างของวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกันของคนในแต่ละประเทศ เราก็ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของแต่ละประเทศให้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น