Cheeky Chunk กับการทิ้งปริญญา MBA สู่เส้นทางมหาเศรษฐีค้าร่มออนไลน์

ร่ม อย่างที่เราได้รู้จักกันดีว่ามันถูกใช้เพื่อปกป้องเราจากฝน หรือ แสงแดด หลายคนมองร่มเป็นสินค้าที่มีคู่แข่งมากมาย และ เป็นธุรกิจที่ไม่น่าสนใจ แต่ชายที่มีนามว่า Patik Doshi มองเห็นโอกาสที่ต่างออกไป

Pratik ได้เริ่มต้นธุรกิจ Cheeky Chunk ในปี 2014 ในตอนแรกนั้นเขาได้วางจำหน่ายร่มสุดแหวกแนวของเขาไม่กี่แห่งในตลาดเล็ก ๆ ของประเทศอินเดีย แต่เนื่องจากได้รับการตอบรับที่ดี เขาจึงได้เริ่มมาเอาจริงเอาจัง และเริ่มต้นสร้างบริษัทขายร่มที่มีดีไซน์และเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

Pratik ที่เรียนจบ MBA จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอินเดีย ต้องทนให้เพื่อนหัวเราะเยาะเขาอยู่ตลอดเวลาในช่วงแรก ๆ ของการตั้งบริษัทค้าร่มของเขา ซึ่งในขณะที่เพื่อน ๆ MBA ได้รับเงินเดือนมหาศาล และนั่งโต๊ะทำงานสบาย ๆ ในห้องแอร์ แต่ชีวิตของ Pratik นั้นแตกต่างออกไป

Pratik คิดอย่างเดียวว่า ต้องสร้างตัวให้ทัดเทียมเพื่อน ๆ ให้ได้เร็วที่สุด เขาก็พยายามขยายตลาดร่มของเขาไปทั่วเมือง โดยการเริ่มต้นจาก 0 เพราะเขาเองก็แทบจะไม่มีเงินทุนในการขยายกิจการมากนัก

เขาได้นำร่ม 500 คัน ที่ทำการผลิตและจำหน่ายผ่านทางเพื่อน ๆ และครอบครัวของเขา โดยใช้เงินทุนตั้งต้นราว ๆ 135,000 รูปี หรือราว ๆ ห้าหมื่นบาทไทย เพื่อนำมาเป็นทุนในการออกแบบผลิตภัณฑ์และพัฒนาเว๊บไซต์ โดยเป็นเงินที่เขาได้รับจากการสอนพิเศษในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

ร่มที่ดีไซต์เป็นเอกลักษณ์ของ Cheeky Chunk
ร่มที่ดีไซต์เป็นเอกลักษณ์ของ Cheeky Chunk (CR:yourstory)

แต่ครึ่งปีแรกผ่านไปอย่างทุลักทะเล เขาแทบจะไม่สร้างกำไรจากธุรกิจขายร่มของเขาได้เลย ตอนนั้นเขาคิดว่าตัวเองต้องไปหางานที่่เหมาะสมจริง ๆ ที่ดีกว่าการมาขายร่ม และทำตัวให้เหมือนกับเพื่อน ๆ ที่นั่งตากแอร์ทำงานสบาย ๆ

มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก ๆ ที่เมื่อเขามองเพื่อน ๆ ที่ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า เขาจึงต้องเลือกทางเดินของชีวิต โดยตัดสินใจที่จะลองพยายามอีกครั้ง เป็นครั้งสุดท้ายหากไม่ work ก็จะกลับไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนเพื่อน ๆ คนอื่น

เขาจึงต้องทำร่มที่สมบูรณ์แบบ ที่ดีที่สุดในตลาด โดยปรับกระบวนการผลิต Pratik ได้ทำการจัดหาเฟรมร่มคุณภาพสูงจากซัพพลายเออร์ในประเทศ และจ้างผู้รับเหมามืออาชีพในเรื่องการพิมพ์และเย็บร่ม

เขาต้องทำหลาย ๆ อย่างด้วยตัวคนเดียวไม่ว่าจะเป็นการซ่อมเครื่องพิมพ์ลายเพื่อให้มันกลับมาทำงานได้อีกครั้ง หรือ การแบกผ้า 10 กก. ไว้บนบ่าเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร เพื่อให้แน่ใจว่าร่มของเขาจะได้รับการผลิตที่ตรงตามเวลา

หลังจากมาโฟกัสเรื่องคุณภาพ คำสั่งซื้อก็เพิ่มเข้ามามากขึ้น ซึ่งสูงถึง 400 คันต่อวัน จึงเป็นเรื่องยากที่เขาจะสามารถแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการแพ็คสินค้า ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ การออกใบแจ้งหนี้ หรือ ดูแลงานอื่น ๆ

เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น Pratik ก็ต้องการทีมงานเพื่อขยายกิจการ
เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น Pratik ก็ต้องการทีมงานเพื่อขยายกิจการ (CR:yourstory.com)

เขาจึงได้เพิ่มทีมงานระดับท็อป 6 คน ซึ่งประกอบไปด้วยนักศึกษาฝึกงาน MBA 2 คน นักบัญชี และ เจ้าหน้าที่บรรจุร่มอีกตำแหน่งละ 2 คน เพื่อมาขยายกิจการร่มของเขา

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็คือการนำร่มเข้าสู่ตลาด Ecommerce เขาใช้เทคนิควิธีในการอัปโหลดรายชื่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมด และใส่คำค้นหามากกว่า 100 คำ เพื่อให้ผู้คนสามารถค้นพบผลิตภัณฑ์ของเขาได้

ซึ่งเป็นการทำตลาดแบบ SEO (Search Engine Optimization) เมื่อเขาวางขายร่มคันแรกในเว๊บไซต์อย่าง amzon ตอนแรกคำค้นหาของเขาอยู่หน้า 20 แต่เพียงไม่ถึง 3 สัปดาห์มันก็ได้พุ่งขึ้นไปอยู่หน้าแรก และกลายเป็นร่มที่ขายดีที่สุดใน amazon.in ทันที

ปัจจุบัน Cheek Chunk ขายผ่านเว๊บไซต์ของพวกเขาเอง รวมถึงในแพล็ตฟอร์ม Ecommerce ต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป้น Flipkart , Amazon , Snapdeal และร้านค้าปลีกอีก 2-3 แห่งในเมืองมุมไบ

ยอดขายส่วนใหญ่มาจาก Ecommerce แทบจะทั้งสิ้น ในปี 2019 พวกเขาขายร่มไปมากกว่า 10,000 คัน ทำให้บริษัทร่มของเขากลายเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดใน แพล็ตฟอร์ม Ecommerce ของอินเดีย

แนวคิดที่น่าสนใจจาก Pratik กับธุรกิจขายร่มอย่าง Cheek Chunk เขาได้กล่าวว่า การถ่ายภาพที่สวยงามนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อธุรกิจของเขา เขาเชื่อว่า 50 % ของการตลาดของผลิตภัณฑ์ของเขา มันได้ถูกสร้างการบอกต่อโดยตัวผลิตภัณฑ์และลูกค้าของเขาเอง

เขาแนะนำสิ่งที่สำคัญว่า อย่าจ่ายเงินให้ใครเด็ดขาด เพื่อมาอวยผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ปล่อยให้การรีวิวแบบธรรมชาติจากลูกค้า เป็นการบอกต่อสร้างคุณค่าของผลิตภัณฑ์ของตัวคุณเองจะดีกว่า

มีคำพูดที่น่าสนใจจาก Pratik ที่กล่าวว่า “คุณจะไม่มีทางเห็นพวกเราขาย แก้วกาแฟธรรมดา ๆ หรือ เสื้อยืดธรรมดา ๆ ที่มีหลายคนทำมัน และเราไม่อยากเสียเวลาในการทำแบบเดียวกันกับคนอื่น คุณจะเห็นเราแก้ปัญหาที่แท้จริงด้วยความคิดสร้างสรรค์ของเราเท่านั้น”

“คุณอาจจะเห็นคนสิบคนที่ถือร่มสีดำที่ดูซ้ำซากจำเจน่าเบื่อ แต่คุณต้องยิ้มเมื่อเห็นคนที่สิบเอ็ดถือร่ม Cheeky Chunk สีเหลืองที่ออกแบบมาโดยความคิดสร้างสรรค์ของเรา นั่นคือสิ่งที่เราตั้งใจจะทำเพื่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเรา”

References : https://yourstory.com/2015/07/cheeky-chunk-pratik-doshi
https://medium.com/the-innovation/the-man-whose-startup-made-millions-just-by-selling-umbrellas-2ab1d802a7
https://www.theweekendleader.com/Success/2693/happy-rainy-days.html

Geek Daily EP56 : ทำไมเหล่าผู้ค้าปลีกทั่วโลกควรเริ่มจับตามองอิทธิพลของ Ecommerce จากประเทศจีน

เกือบ 1 ปีที่ผ่านมาผู้คนส่วนใหญ่ในโลกได้เข้าร่วมในการปฏิวัติการช้อปปิ้งครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันตกนับตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อน การแพร่ระบาดทำให้การใช้จ่ายออนไลน์พุ่งสูงขึ้นโดยเร่งการเปลี่ยนจากการช็อปปิ้งในร้านค้าจริงมาสู่โลกออนไลน์อย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

อนาคตของ Ecommerce กำลังถูกจับตา บริษัท Ecommerce จากจีนที่มีขนาดใหญ่และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มากขึ้นโดยผสมผสาน Ecommerce Social Media และเกม เพื่อให้กลายเป็นแหล่งช้อปปิ้งออนไลน์สำหรับผู้บริโภคดิจิทัลทั่วทั้งโลก

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
http://bit.ly/3sETfpZ

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2m0PTzR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/A0nbRl855rs

Credit Image : https://www.tmogroup.asia/chinese-online-marketplace-fees/

GrubHub กับการเปลี่ยนค่ำคืนที่แสนหิวโหยสู่ธุรกิจส่งอาหารหมื่นล้าน

มันเป็นเพียงแค่ ค่ำคืนหนึ่งที่เขารู้สึกหิวโหย แต่ Matt Maloney เล็งเห็นถึงโอกาสที่เป็นไปได้ ในปี 2004 เขาและเพื่อร่วมงาน Mike Evans ก็ได้ร่วมมือกันเปิดบริการสั่งอาหารออนไลน์ที่มีชื่อว่า GrubHub ในเมืองชิคาโก

ต้องบอกว่าการเกิดขึ้นของนวัตกรรมหรือธุรกิจใหม่ ๆ นั้น ไอเดียมักจะเกิดขึ้นเมื่อพบกับปัญหาที่ต้องแก้ไข แม้จะเป็นปัญหาง่าย ๆ อย่างการไม่มีตัวเลือกของอาหารเย็น หรือ ความเจ็บปวดในการต้องโทรหาร้านอาหารและสั่งโดยการที่ต้องเสียเวลาในการบอกเลขบัตรเครดิตให้กับร้าน

Matt Maloney และ Mike Evans สองหนุ่มผู้ซึ่งทำเป็นนักพัฒนาโปรแกรมให้กับ Apartments.com ด้วยการที่ทั้งคู่ต้องอยู่ทำงานดึก ๆ ดื่น ๆ เป็นประจำ ซึ่งทำให้พวกเขาเบื่อกับการที่ไม่มีตัวเลือกมากนักในการสั่งอาหารในช่วงตอนเย็น

และมันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ทั้งคู่กำลังดำเนินการค้นหาข้อมูลทางภูมิศาสตร์สำหรับอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า เพื่อมาเติมเต็มบริการของ Apartments.com ซึ่งมันทำให้พวกเขาเอะใจว่า ทำไมมันถึงไม่มีบริการแบบนี้สำหรับการส่งอาหาร

เห็นไอเดียจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของ Apartments.com
เห็นไอเดียจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของ Apartments.com (CR:apartments.com)

ทั้งคู่ก็ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลร้านอาหารรวมถึงถึงเมนู หลายร้อยเมนูทั่วเมืองชิคาโก และทำการเร่งเขียนโค้ดเพื่อสร้างบริการง่าย ๆ ของ GrubHub ขึ้นมา

ในตอนแรกพวกเขาได้คิด Business Model ง่าย ๆ คือการโฆษณา มีการเรียกเก็บเงิน 140 ดอลลาร์ สำหรับวางโฆษณาตำแหน่ง Premium เป็นเวลา 6 เดือนในเว๊บไซต์ของพวกเขา

แต่แนวคิดนี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับการตอบรับจากเหล่าร้านค้า เพราะพวกเขามองว่าจะมาจ่ายเงินให้กับเว๊บไซต์ที่ไม่มีคนรู้จักไปทำไมกัน สุดท้ายพวกเขาจึงได้ปรับ Model ธุรกิจใหม่เป็นการเก็บค่าคอมมิชชั่น 10% จากสิ่งที่ร้านค้าขายแทน

แน่นอนว่าในช่วงนั้นถือว่ายังเป็นบริการใหม่ และพวกเขาสามารถ Scale บริษัทได้ง่าย ๆ ด้วยเงินทุนที่ไม่มากนัก พวกเขาทำกันแค่สองคนในช่วงแรก แม้ยังไม่มีนักลงทุนในชิคาโกคนใดสนใจกิจการของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้

พวกเขาจึงลุยต่อด้วยการขยายกิจการไปที่เมืองซานฟรานซิสโก และเริ่มทำการตลาดแบบกองโจร ที่ซานฟรานซิสโก ร้านอาหารต่างๆ มีความเปิดกว้างมากกว่า ทำให้คำสั่งซื้อเริ่มเข้ามาอย่างคึกคัก ผู้คนในซานฟรานซิสโกต่างชื่นชอบบริการของ GrubHub และสุดท้ายมันก็ได้ดึงดูดนักลงทุนให้มาสนใจกิจการของพวกเขา

แต่อย่างไรก็ตามการขยายไปต่างเมือง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ สำหรับพวกเขา เพราะพวกเขาก็ไม่ได้รู้จักพื้นที่ดังกล่าวมากเพียงพอ เมื่อเทียบกับชิคาโก เมืองที่เขาอาศัยอยู่ และรู้ลึกถึงทุกซอกทุกมุมของเมืองว่ามีร้านเด็ดอยู่ที่ไหน

พวกเขาไม่มีเงินทุนมากพอที่จะสร้างสำนักงานในทุก ๆ เมืองที่ขยายไปได้ เขาจึงต้องหาวิธีการทำตลาด และสร้างการรับรู้ และเพิ่มฐานข้อมูลร้านอาหารโดยใช้เงินลงทุนที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

GrubHub ถือเป็นหนึ่งในกิจการทางด้าน internet ที่แปลกประหลาด เพราะพวกเขาเน้นการโฆษณาแบบออฟไลน์ โดยเฉพาะการอัดเม็ดเงินเข้าไปที่ศูนย์กลางทางด้านการขนส่ง

ผู้คนส่วนใหญ่กลับบ้านจากที่ทำงานเวลา 6 โมงเย็น จะหิวและมีความอ่อนไหวกับข้อความโฆษณาของ GrubHub เป็นอย่างมากตามสถานีรถไฟต่าง ๆ ที่คนทำงานเดินทางอย่างพลุกพล่าน ในเมืองอย่างนิวยอร์ก ซิตี้ที่พวกเขาเพิ่งขยายไป GrubHub ได้ซื้อโฆษณาแบบไร้รอยต่อที่ฉาบอยู่บนรถไฟใต้ดิน และรถประจำทาง

ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็ได้มีการควบรวมกิจการกับ Seamless ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญ และเป็นแบรนด์ยอดนิยมในเมืองใหญ่อย่าง นิวยอร์ก โดยทั้ง Mike และ Matt ก็ได้ตัดสินใจที่จะยังคงรักษาแบรนด์ GrubHub และ Seamless ไว้ทั้งคู่

เข้าควบรวมกิจการกับ Seamless ที่โดดเด่นในเมืองนิวยอร์ก
เข้าควบรวมกิจการกับ Seamless ที่โดดเด่นในเมืองนิวยอร์ก (CR:fanside.com)

จุดเปลี่ยนอีกครั้งคือในปี 2010 เมื่อมือถือสมาร์ทโฟน กำลังเข้ามามีบทบาทมาก ๆ พวกเขาก็ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มบนมือถือ มีการสร้างแอปบนแท็บเล็ตสำหรับร้านอาหารเพื่อยืนยันและดำเนินการสั่งซื้อได้สะดวกยิ่งขึ้น

Key หลักสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของ GrubHub คือการการันตีว่าจะทำการจัดส่งได้ใน 60 นาที หากคำสั่งซื้อของลูกค้าไม่ได้รับการยืนยันภายใน 5 นาที แสดงว่า GrubHub ไม่พร้อมจะส่งในช่วงเวลาดังกล่าว พวกเขามองเรื่องประสิทธิภาพเวลาในการส่งเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าทำไม่ได้ พวกเขาก็จะไม่รับ Order จากลูกค้าเด็ดขาด

การเติบโตของ GrubHub ต้องบอกว่ามาไกลเกินกว่าเพียงแค่ความหิวโหยในค่ำคืนหนึ่งของ Matt Maloney เป็นอย่างมาก เพราะตอนนี้พวกเขามีลูกค้ากว่า 19.9 ล้านคน และร้านอาหารที่อยู่ในแพล็ตฟอร์มกว่า 115,000 แห่ง ใน 3,200 เมือง และ 50 รัฐในประเทศอเมริกา และ เพิ่งถูกเข้าซื้อกิจการโดย Just Eat Takeaway ซึ่งเป็นบริการจัดส่งอาหารยักษ์ใหญ่ในยุโรป ที่ได้เข้าซื้อกิจการ GrubHub มูลค่ากว่า 7.3 พันล้านดอลลาร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเองครับผม

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Grubhub
https://www.inc.com/magazine/201411/liz-welch/how-i-did-it-matt-maloney-of-grubhub-and-seamless.html
https://www.theverge.com/2020/5/15/21260609/grubhub-phone-call-fees-controversial-pandemic-covid-19-criticism
https://www.intersection.com/success-story/grubhub/
https://www.chicagotribune.com/business/blue-sky/ct-matt-maloney-grubhub-email-resign-bsi-20161110-story.html

Geek Daily EP55 : 0 หรือ 220 ล้านกับสองโอกาสสุดท้ายในการเข้าถึงกระเป๋าเงิน bitcoin ของ Stefan Thomas

Stefan Thomas ใช้ความพยายาม 8 จาก 10 ครั้งที่อนุญาตโดย Thumb Drive ของ IronKeys เพื่อเข้าถึงโทเค็นดิจิทัล Bitcoins 7,002 เหรียญของเขา ซึ่งตอนนี้มีมูลค่าเกือบ 40,000 เหรียญต่อ 1 bicoin และจะทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีที่มีเงินกว่า 220 ล้านเหรียญสหรัฐ

Thomas กล่าวว่าเขาได้ลองใช้รหัสผ่านที่ใช้บ่อยที่สุดแปดรหัสเพื่อเข้าถึงฮาร์ดไดรฟ์ IronKey ของเขา แต่ทั้งหมดกลับกลายเป็นว่าผิด อุปกรณ์จะเข้ารหัสเนื้อหาทั้งหมดโดยอัตโนมัติหลังจากการเดาครั้งที่ 10 ที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เขามีโอกาสเพียงแค่ 2 ครั้งสุดท้ายเท่านั้น

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
http://bit.ly/3sGOyfs

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2m0PTzR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/VN6kCb6fyNg

References : https://nypost.com/2021/01/15/man-who-lost-password-to-220m-worth-of-bitcoin-says-hes-made-peace/
https://www.theguardian.com/technology/2021/jan/12/in-bits-the-programmer-locked-out-of-his-130m-bitcoin-account
https://www.theguardian.com/technology/2013/nov/27/hard-drive-bitcoin-landfill-site

John Paul DeJoria จากยาจกคนไร้บ้าน สู่เส้นทางมหาเศรษฐีหมื่นล้าน

John Paul DeJoria จากคนไร้บ้านแสนอาภัพ ได้เปลี่ยนเงินทุนเพียง 700 เหรียญ ให้กลายเป็นบริษัท John Mitchell Systems ซึ่งเป็นบริษัทดูแลเส้นผมที่สามารถทำกำไรมากที่สุดในโลก สร้างความมั่งคั่งให้เขากลายเป็นเศรษฐีที่มีมูลค่าทรัพย์สินกว่า สามหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว DeJoria เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่แทบจะไม่มีบ้านสำหรับไว้ซุกหัวนอนเลยด้วยซ้ำ หลังจากใช้เวลาสองปีกับกองทัพเรือสหรัฐ เขาก็ได้ออกมาเป็นพนักงานขาย สารานุกรมและประกันภัย โดยใช้วิธีการเคาะประตูไปตามบ้าน

DeJoria เข้าสู่โลกของการดูแลเส้นผม โดยได้เข้ามาเป็นพนักงานของ Redken แต่เขาก็ได้ถูกไล่ออกไปในปี 1980 จนเขาต้องเลือกทางเดินสุดท้ายของชีวิต ด้วยการชวน Paul Mitchell ช่างทำผมที่เขารู้จัก และกู้เงิน 700 เหรียญ มาเพื่อสร้างธุรกิจที่เป็นหนทางรอดสุดท้ายของชีวิตเขา

ช่วงแรกของการทำธุรกิจ เขาแทบจะไม่มีที่นอน ต้องนอนในรถ Rolls Royce คันเก่าอายุ 20 ปี แต่ต้องบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะยอดขายของธุรกิจเขาได้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ ในปี 1989 เขาก็ได้ร่วมก่อตั้ง Patron ซึ่งเป็นเตกีล่าระดับพรีเมี่ยม โดยใช้พนักงานชาวบ้านมากกว่า 1,000 คนในประเทศเม็กซิโก โดยได้เข้าไปสนับสนุนเศรษฐกิจในท้องถิ่นหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านการศึกษา และ ที่อยู่อาศัยสำหรับเด็กกำพร้า

ในช่วงต้นการเติบโตของ Patron นั้น มีรายได้เพียงแค่ 1 ล้านเหรียญต่อเดือน แต่ต้องบอกว่าด้วยการบริหารงานของ DeJoria ทำให้กิจการเตกีล่าของเขานั้นเติบโตขึ้นสองเท่าในทุก ๆ ปี

ซึ่งหลังจากได้เงินลงทุนหลายล้านดอลลาร์ ในการเพิ่มกำลังการผลิต เขาก็ไม่เคยทำให้พื้นที่โรงงานของเขาเกิดมลพิษ เพราะกระบวนการกลั่นของเขา นำน้ำกลั่นที่เหลือ กลับมาใช้ใหม่ เพื่อทำปุ๋ยให้กับผืนดิน

สุดท้ายเขาก็สามารถทำให้ Petron กลายมาเป็นเตกีล่าอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งเขาก็ได้ทำการขายกิจการให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง บาคาร์ดี ในปี 2018

Patron ที่สุดท้ายขายให้ยักษ์ใหญ่อย่างบาคาร์ดี
Patron ที่สุดท้ายขายให้ยักษ์ใหญ่อย่างบาคาร์ดี

ชีวิตของ DeJoria เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วผ่านธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับเขาอย่างต่อเนื่อง และเขาก็ได้พยายามขยายธุรกิจออกไปในแขนงต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เครือไนต์คลับ House of Blues , John Paul Pet ที่เขาเป็นหนึ่งในคนที่ชอบเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างมาก และได้ตั้งปณิธานว่าจะเลือกทดสอบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของเขาด้วยตัวเอง

เมื่อเขาได้มีโอกาสผ่านชีวิตที่ยากลำบากมาก่อน ในตอนนี้เขาจึงร่วมกับมหาเศรษฐีกว่า 150 คน เพื่อมอบรายได้ 50% เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาโลกให้ดีขึ้น เขายังมีส่วนช่วยในองค์กรการกุศลกว่า 160 องค์กรทั่วโลก

ความหลงใหลในการให้ของ DeJoria นั้น ทำให้ DeJoria เซ็นสัญญากับ Bill Gates และ Warren Buffet ใน “The Giving Pledge” ในปี 2011 เพื่อนำรายได้ของเขากว่าครึ่งไปช่วยเหลือองค์กรการกุศลนี้

บริจาครายได้ครึ่งนึงให้ มูลนิธิ The Giving Pledge ของ bill Gates และ Warren Buffet
บริจาครายได้ครึ่งนึงให้ มูลนิธิ The Giving Pledge ของ bill Gates และ Warren Buffet (CR:vox.com)

นอกจากนี้เขายังได้ก่อตั้ง มูลนิธิ Peace Love & Happiness Foundation เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริจาคเพื่อการกุศลของเขา ที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมหลักของบริษัทของเขา นั่นก็คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือผู้ยากไร้ และ การปกป้องชีวิตของสัตว์

และตอนนี้จากชายไร้บ้าน ที่แทบไร้ที่ซุกหัวนอน เขาได้มาอาศัยอยู่ในที่ดินมูลค่ากว่า 50 ล้านดอลลาร์ ในมาลิบู พร้อมของเล่นทั้งหมดที่ผู้ชายต้องการ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซต์ รถยนต์ เครื่องบินเจ็ทส่วนตัว

เขาได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจมาก ๆ ในภาพยนต์สารคดีที่เกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของเขาที่มีชื่อว่า “Good Fortune”

“ทุกคนมีนิยามของความสำเร็จ” “ทุกวันนี้มันไม่ได้วัดกันแค่ที่ว่าคุณมีเงินเท่าไหร่ หรือ มีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน แต่ความสำเร็จคือ คุณเก่งที่สุดในสิ่งที่คุณทำแล้วหรือไม่? และหากคุณพบเจอกับความสำเร็จ และคุณไม่ได้แบ่งปันมันให้กับใคร สิ่งนั้นคือความล้มเหลวในชีวิตของคุณ”

References : https://www.cnbc.com/2017/12/15/john-paul-dejoria-went-from-homeless-to-billionaire-following-3-rules.html
https://www.forbes.com/sites/danafeldman/2017/06/21/find-out-how-john-paul-dejoria-went-from-homeless-to-a-billionaire-in-new-doc-good-fortune/?sh=5375c6433794
https://tim.blog/2020/06/20/john-paul-dejoria-transcript/
https://en.wikipedia.org/wiki/John_Paul_DeJoria

https://variety.com/2017/biz/news/2017-philanthropist-of-the-year-john-paul-dejoria-1202510580/