หากเรามองไปที่สหรัฐอเมริกา ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นแบบของ “ประชาธิปไตย” และระบบเศรษฐกิจแบบเสรี
หลายคนอาจจินตนาการถึงภาพความมั่งคั่งและโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน
แต่ความจริงที่ Bernie Sanders สมาชิกวุฒิสภาผู้คร่ำหวอดในวงการเมืองมาอย่างยาวนานกำลังจะบอกเราในหนังสือ “It’s OK to Be Angry About Capitalism” กลับเป็นหนังคนละม้วน…
เขากำลังชี้ให้เห็นว่า ระบบที่ขับเคลื่อนโลกอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่ทุนนิยมธรรมดา
แต่มันคือทุนนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภที่ยากจะควบคุม จนกลายเป็นต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำที่น่ากลัว
ลองนึกภาพสังคมที่มหาเศรษฐีเพียงไม่กี่คน มีอำนาจควบคุมความมั่งคั่งมากกว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศรวมกันเสียอีก คุณคิดว่าระบบแบบนี้มันปกติจริงๆ หรือ?
Bernie Sanders ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า มนุษย์เราจะยอมรับรูปแบบเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ให้คนเพียง 1% ในขณะที่คนอีก 99% ต้องดิ้นรนอย่างหนักได้อย่างไร
เรื่องราวนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะหากเราหันกลับมามองประเทศไทย
ความรู้สึกที่ว่า “คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งเหนื่อยลง” ก็เป็นสิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนไม่แพ้กัน…
ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016 และ 2020 ชื่อของ Bernie Sanders กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ที่กล้าเสี่ยงเข้ามาปฏิวัติระบบการเมืองแบบเดิม ๆ
เขาไม่ได้เดินเกมตามกฎเดิมๆ ที่ต้องวิ่งเข้าหา “Big Money” หรือกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่เพื่อขอเงินสนับสนุนการเลือกตั้งเหมือนนักการเมืองคนอื่นๆ
สิ่งที่เขาทำคือการพิสูจน์ว่า พลังของ “Working Class” หรือชนชั้นแรงงานนั้นมีอยู่จริง และมันทรงพลังพอที่จะสั่นคลอนโครงสร้างเดิมได้
แคมเปญของเขารวบรวมเงินบริจาคจากผู้คนตัวเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นครู พนักงานไปรษณีย์ หรือพนักงานคลังสินค้าของ Amazon กว่า 2 ล้านราย
เงินบริจาคเฉลี่ยต่อครั้งอยู่ที่ประมาณ 18.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น แต่มันกลับรวมกันเป็นพลังมหาศาลที่ทำให้เขาสามารถต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเดิมได้อย่างสมศักดิ์ศรี
นี่คือการปฏิวัติโมเดลการหาเสียงที่ปฏิเสธเงินจากอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่อาจจะไม่เคยเห็นมาก่อนในสังคมอเมริกา
เพราะเขารู้ดีว่าหากรับเงินจากใครมาแล้ว ย่อมยากที่จะออกนโยบายที่ไปกระทบผลประโยชน์ของคนกลุ่มนั้น…
ในช่วงกุมภาพันธ์ปี 2020 Bernie Sanders เข้าใกล้ความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่ง
เขาชนะในรัฐหลักอย่าง Iowa, New Hampshire และ Nevada จนทำให้กลุ่มทุนเดิมเริ่มตกตะลึง
เมื่อเห็นท่าไม่ดี กลุ่มอำนาจเดิมจึงเริ่มรวมตัวกันเพื่อหนุน Joe Biden ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าในสายตาของกลุ่มทุนและระบบเดิม
ในมุมมองของ Sanders ประชาธิปไตยที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเงินทุนนับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อการ Lobbying และการหาเสียง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง
เขามองว่ามันคือระบบที่ “Wealthy Elite” เป็นเจ้าของ และใช้สื่อในมือเพื่อปกป้องอำนาจของตัวเอง ในขณะที่เสรีภาพของสื่อจริงๆ กลับมีอยู่น้อยมาก
น่าสนใจว่าฐานเสียงที่เหนียวแน่นที่สุดของเขาคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งเริ่มมองเห็นว่าระบบปัจจุบันไม่ได้ทำงานเพื่อพวกเขาอีกต่อไป
คนรุ่นใหม่เหล่านี้กำลังเผชิญกับความจริงที่เจ็บปวดว่า มาตรฐานการครองชีพของพวกเขากำลังจะต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ลองดูตัวเลขที่น่าตกใจในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1920 รายได้กว่า 45% ตกไปอยู่ในมือของคนเพียง 1% ที่อยู่บนยอดพีระมิด…
ในขณะที่ CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่มีรายได้เฉลี่ยมากกว่าพนักงานทั่วไปถึง 350 เท่า
แต่คนทำงานส่วนใหญ่กลับมีรายได้จริงไม่ต่างจากเมื่อ 50 ปีที่แล้วหากคำนวณตามอัตราเงินเฟ้อ
ปัจจุบันคนอเมริกันมากกว่าครึ่งต้องทำงานแบบเดือนชนเดือน เพื่อรอรับเช็คเงินเดือนถัดไปเพียงเพื่อให้มีชีวิตรอด
คนนับล้านกำลังดิ้นรนกับค่าแรงที่ต่ำเตี้ย มีคนไร้บ้านกว่า 5 แสนคน และอีกหลายล้านคนที่ต้องจ่ายรายได้เกือบครึ่งหนึ่งไปกับค่าที่อยู่อาศัยที่แพงระยับ
นี่คือภาพสะท้อนของประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่กลับมีคนเกือบร้อยล้านคนไม่มีประกันสุขภาพที่เพียงพอ และแรงงานสูงอายุกว่า 40% แทบไม่มีเงินออมหลังเกษียณ
สถานการณ์เหล่านี้ดูคุ้นๆ เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราไหม? ปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ สวัสดิการแรงงาน และหนี้ทางการศึกษา เป็นแผลสดที่รอการรักษาไม่ต่างกัน
Bernie Sanders จึงเสนอแนวคิดเรื่อง “Wealth Tax” หรือการเก็บภาษีความมั่งคั่งจากเหล่าอภิมหาเศรษฐีเพื่อนำมาสร้างสวัสดิการให้คนส่วนใหญ่…
เขายกตัวอย่างว่า หากกฎหมายนี้ผ่าน ครอบครัว Walton เจ้าของ Walmart หรือ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นมหาศาลจากทรัพย์สินที่พวกเขามี
แม้แต่ Elon Musk หรือ Mark Zuckerberg เองก็ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นนับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อช่วยพยุงสังคมที่พวกเขาสร้างความมั่งคั่งขึ้นมา
แต่แน่นอนว่าในโลกแห่งความเป็นจริง การผลักดันนโยบายเหล่านี้พ่ายแพ้ให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนทุนนิยมที่คอยปกป้องผลประโยชน์ของมหาเศรษฐีเสมอ
Sanders มองว่าปัญหาเหล่านี้ไม่มีอจุดกึ่งกลางระหว่างความโลภที่ไม่รู้จักพอ กับความยุติธรรมที่ชนชั้นแรงงานควรได้รับ
เราไม่สามารถประนีประนอมกับระบบที่ออกแบบมาเพื่อดึงทรัพยากรไปไว้ที่คนเพียงไม่กี่คนได้ โดยเฉพาะเมื่อมันกำลังทำลายรากฐานของสังคม
สุดท้ายแล้ว การจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการรอให้นักการเมืองมาแก้ไขในสภาแบบปกติเพียงอย่างเดียว
แต่มันต้องอาศัยการสร้างแรงกระเพื่อมจากระดับรากหญ้า การรวมตัวกันของมวลชนที่เข้มแข็งเพื่อส่งเสียงว่าระบบที่เป็นอยู่มันใช้ไม่ได้อีกต่อไป…
พรรคการเมืองต้องเลือกอย่างเด็ดขาดว่าจะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างชนชั้นแรงงานที่ทำงานหนัก หรือจะอยู่ข้างมหาเศรษฐีเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ “It’s OK to Be Angry About Capitalism” จึงไม่ใช่แค่บทวิจารณ์เศรษฐกิจ แต่มันคือการเรียกร้องให้เรากล้าที่จะ “โกรธ” ต่อความไม่ยุติธรรม
เพราะความโกรธนั้นเองจะเป็นเชื้อไฟที่นำไปสู่การตั้งคำถาม และการร่วมมือกันเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เห็นหัว “คนธรรมดา” มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
เพราะท้ายที่สุดแล้วโลกใบนี้อาจจะไม่ได้ต้องการมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้าเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่คน แต่ต้องการสังคมที่ทุกคนสามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างมีศักดิ์ศรีมากกว่า…
References : หนังสือ It’s OK to Be Angry About Capitalism โดย Bernie Sanders





