ความเน่าเฟะของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสู่การฉ้อโกง Admissions ครั้งใหญ่ของอเมริกา

เป็นสารคดีที่ถืว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากที่มาลงใน Netflix อย่าง Operation Varsity Blues: The College Admissions Scandal ที่ว่าด้วยเรื่องราวการฉ้อโกงครั้งใหญ่ในการพาบรรดาเหล่าลูกเศรษฐีเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา

ปัญหาเรื่องข้อจำกัดการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังนั้น ถือว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะตัวเลือกดัง ๆ ตัวอย่างในสหรัฐอเมริกานั้นก็มีอยู่อย่างจำกัด แต่จำนวนนักเรียนที่เรียนจบมัธยมนั้นมีอยู่มหาศาล

ความน่าสนใจของสารคดีกึ่งภาพยนตร์ชุดนี้ก็คือ การที่นำเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ที่มีการแอบดักฟังการสนทนาจากเจ้าหน้าที่ FBI มาถ่ายทอดผ่านตัวละครใหม่ ซึ่งทุกตัวละครนั้นมีอยู่จริง และเสียงการสนทนาทั้งหมดก็ถอดมาจากเรื่องจริง

ตัวละครหลักของสารคดีชุดนี้คือ Rick Singer อดีต โค้ช บาสเก็ตบอลมหาวิทยาลัย ที่ได้ผันตัวเองมาเป็นเป็นที่ปรึกษาอิสระด้านการเรียนต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งแน่นอนว่าอาชีพดังกล่าวนี้ ก็มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก เพราะมีลูกค้าจำนวนมากมายที่พร้อมจะจ่ายเพื่อให้ลูกหลานได้เข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ

แต่สิ่งที่ Rick ทำนั้นแตกต่างออกไป เมื่อเขาเห็นช่องทางบางอย่างที่เรียกว่า “​side door” เป็นช่องทางที่ใช้การฉ้อโกงผ่านการยัดเงินให้กับบุคคลากรที่เกี่ยวข้องกับการรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ

โดย Rick จะโฟกัสไปที่เหล่าโควต้าพิเศษ ที่เป็นโควต้าทางด้านกีฬา ซึ่งถือเป็นจุดที่สามารถที่จะใช้เงินเพื่อพาบรรดาเหล่าลูกหลานเศรษฐีชื่อดัง เข้าไปได้ง่ายสุด และใช้เงินที่ต่ำที่สุด

แน่นอนว่าเหล่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น Harvard , Stanford หรือ Yale นั้นก็มีช่องทางตรงสำหรับเหล่าเศรษฐีที่เงินทุนหนา ที่ต้องบริจาคเพื่อส่งลูกหลานเข้าไปร่ำเรียน แต่ก็ต้องใช้เงินสูงมาก ว่ากันว่าต้องใช้เงินหลัก 10-20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว ถึงจะใช้ช่องทางนี้ได้

ซึ่งนี่เองที่ทำให้ Rick เห็นช่องว่างทางธุรกิจที่สำคัญ คือเหล่านักธุรกิจ ที่อาจจะไม่ได้ร่ำรวยระดับมหาเศรษฐี แต่ก็เป็นกลุ่มคนชั้นสูงของอเมริกา ที่พร้อมจ่ายเงินราว ๆ 500,000 เหรียญ – 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อให้ลูก ๆ ของพวกเขาได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังได้

ซึ่ง Rick ก็ได้ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นที่พึงพอใจของเหล่าบรรดาเศรษฐี เขาใช้กลวิธีที่แนบเนียน โดยเลือกกีฬาที่ไม่ดังมาก เช่น โปโลน้ำ เรือใบ หรือ ทีมที่มหาวิทยาลัยนั้น ๆ ไม่เก่งเช่น ฟุตบอล หรือ บาสเกตบอล

และเนื่องด้วยกลวิธีดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ทุกคนต่าง happy เพราะ Win-Win กันทุกฝ่าย ทางทีมงานที่ได้รับเงินที่มหาวิทยาลัยก็อาจจะได้ทุนไปใช้ในหน่วยงานของตน หรือ อาจจะนำไปใช้ส่วนตัว และส่วนใหญ่ เป็นหน่วยกีฬาที่ไม่ค่อยมีคนสนใจ ทำให้เรื่องดังกล่าวสามารถทำได้ติดต่อกันยาวนานตั้งแต่ปี 2011-2018

แต่สุดท้ายเรื่องก็แตก เพราะทาง FBI นั้นได้ดักฟังการทำงานของ Rick อยู่นานแล้ว และดูเหมือนว่าไม่มีใครเอะใจกับเรื่องดังกล่าวเลย คือ FBI ก็ปล่อยให้ Rick ทำไปในระยะหนึ่ง ซึ่งหลักฐานทุกอย่างมันสามารถมัดตัว Rick ได้อย่างแน่นหนา

แต่สุดท้าย FBI ก็ต้องการจัดการกลุ่มผู้ว่าจ้าง เหล่าบรรดา เซเลบ มหาเศรษฐีด้วย จึงใช้ Rick เป็นนกต่อ เพื่อดึงเครือข่ายทั้งหมดออกมา และทำการจับกุม ขังคุก ให้เป็นตัวอย่าง ไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกในอนาคตนั่นเอง

ต้องบอกว่า ถือเป็นอีกเรื่องราวที่น่าสนใจ กับปัญหาเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีอยู่ทั่วโลก ปัญหาเรื่องการจัดอันดับมหาวิทยาลัย มหาลัยชั้นนำก็พยายามที่จะดันอันดับของตัวเองให้สูงที่สุด

เรื่องของ University Ranking นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจล้วน ๆ มหาวิทยาลัยดัง ๆ ได้อันดับเพราะทำตาม KPI ของบริษัทจัดอันดับ ซึ่ง KPI แต่ละตัวนั้น ก็ไม่ได้เป็นสิ่งการันตีใด ๆ ว่า นักศึกษาจะได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดตามลำดับที่จัดมานั้นจริง ๆ

การจัดอันดับเหล่านี้ นี่เอง ที่ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงมาก ซึ่งคงไม่ใช่แค่ในอเมริกา แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกันทั่วโลก ซึ่งจากการถ่ายทอดในสารคดีชุดนี้ ก็มีนักวิชาการหลายคนที่ออกมากล่าวถึง มาตรฐานการศึกษา ที่ไม่ได้ต่างกันเว่อร์ขนาดที่ว่าต้องไปแย่งกัน เสียเงิน ฉ้อโกงกันขนาดนั้น โดยเฉพาะในประเทศอเมริกา

และเมื่อเงินมันเป็นสิ่งล่อใจที่สำคัญ มันก็ทำให้คนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าวนั้น หาช่องทางที่จะทำเงินจากอันดับของมหาวิทยาลัย และแน่นอน ว่าเรื่องดังกล่าว มันก็เกิดขึ้นคล้าย ๆ กันในประเทศไทย เราจะได้เห็นข่าวมากมายในเรื่องการจ่ายสินบนเพื่อให้ได้เข้าเรียนโรงเรียนดี ๆ ดัง ๆ ที่ได้รับการจัดอันดับสูง ๆ

แต่สุดท้าย ต้องบอกว่า ตอนนี้โลกเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ในอนาคตเหล่ามหาวิทยาลัย อาจจะถูก Disrupt โดยเทคโนโลยี ซึ่งในอนาคตการเรียนในมหาวิทยาลัยอาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป

ในอดีต ทางเลือกอาชีพ อาจจะมีไม่มาก เช่น วิศวกร แพทย์ บัญชี กฏหมาย ตำรวจ ทหาร แต่จากโลกที่เปลี่ยนไปตอนนี้ได้เกิดอาชีพใหม่ ๆ ที่ทำเงินได้มากมาย โดยไม่จำเป็นต้องไปร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยเลยเสียด้วยซ้ำ

การ take course สั้น ๆ เพื่อมุ่งสู่การทำงานเลยนั้น น่าจะมีประโยชน์มากกว่า เพราะหลาย ๆสิ่ง มันพิสูจน์มาแล้วว่า การเรียนในมหาวิทยาลัย 4 ปีนั้น ในบางวิชาที่เราอุตส่าตั้งใจร่ำเรียนมา มันแทบจะไม่ได้นำไปใช้ในชีวิตจริงของเราเลยนั่นเองครับผม

Series Review : Start-Up (Netflix)

วันหยุดพักผ่อนเบา ๆ ขอหลีกหนีเรื่องการเมืองมา รีวิว Series ชุดใหม่ของ Netflix อย่าง Start-Up ที่ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสาววงการ Startup ที่มุ่งสร้างฝัน ของตัวเองให้สำเร็จ เป็น Series สไตล์ ดราม่า เกาหลี ที่มาผสมผสานเรื่อง Startup ได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว

ต้องบอกว่า แม้ชื่อ เรื่องจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Startup ก็ตามที แต่ แน่นอนต้องยกความสามารถเรื่องการผสมผสานเรื่องราว ดราม่า ความรัก ไปกับเรื่องธุรกิจยุคใหม่อย่าง Startup ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับซีรีย์ ชุดนี้

เรื่องราวที่ว่าได้ว “ฮันจีพยอง” (รับบทโดย Kim Sun-Ho ) หนุ่มน้อยจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ถูกส่งออกมาเผชิญโลกภายนอกในช่วงวัยเด็ก ได้มาพบกับยายของ “ซอดัลมี” และได้รับความช่วยเหลือโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน

ทั้งคู่ร่วมกันสร้างตัวละครสมมุติ “นัมโดซาน” (Nam Joo-Hyuk ) ที่หยิบยืมมาจากชื่อเด็กในข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เพิ่งได้รับรางวัลเหรียญทองโอลิมปิคคณิตศาสตร์ เพื่อมาเป็นเพื่อนปลอบใจเธอกับความปวดร้าวในวัยเด็ก กลายเป็นว่าเธอโตขึ้นมาโดยหลงรักยึดมั่นในตัวนัมโดซานที่เธอไม่เคยเจอกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากจดหมายที่เขียนหากันเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น และกำลังออกตามหานัมโดซานในชีวิตจริงเพื่อขอให้มาช่วยเหลือเธออีกครั้ง

โดยเฉพาะนางเอกขวัญใจหลาย ๆ คนอย่าง ซอดัลมี ที่รับบทโดย แบซูจี จาก ซีรีย์ ชุดยอดฮิตก่อนหน้านี้อย่าง Vagabond นั้น ที่ทำให้หลาย ๆ คนคงจะหลงรักเธอ และไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงกับซีรีย์ ใหม่อย่าง Start-Up

ต้องบอกว่า เป็นการปูเรื่องมาแบบดราม่า เข้มข้น สไตล์ เกาหลี ตั้งแต่ตอนต้นเรื่องทีเดียว ความสัมพันธ์ เรื่องครอบครัว ทั้งพี่น้อง พ่อแม่ เรียกได้ว่า ดราม่าแบบจัดหนักสไตล์เกาหลีมาเลยทีเดียว ซึ่งมันดูน่าสนใจมากเมื่อมาผสานกับการเล่าเรื่องราวในวงการ Startup

ความสัมพันธ์ของตัวละคร ในซีรี่ส์บอกเล่าเรื่องราวมาให้เราเข้าใจได้ดี ใครมีที่มาจากไหน รู้จัก และ มาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ที่สำคัญคือเรื่องภาพสวยนี่ ต้องบอกว่าคุณภาพการถ่ายทำระดับสูงมาก ได้ภาพที่สวยงามมาก บรรยากาศ ฤดูกาลต่าง ๆ ของเกาหลีใต้นั้น เรียกได้ว่า จัดมาแบบเต็ม ๆ

แม้จะออกมาได้เพียงแค่สองตอนเท่านั้น แต่ต้องบอกว่า เป็นการเปิดเนื้อเรื่องได้อย่างน่าสนุก รอให้ติดตามมาก ๆ และที่สำคัญ มันเป็นซีรีย์ สร้างแรงบันดาลใจให้กับเหล่า Startup หน้าใหม่ ที่พร้อมที่จะเปลี่ยนโลก ด้วยธุรกิจแนวคิดใหม่ของพวกเขา และทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจโลกของ Startup มากยิ่งขึ้น

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ ได้ดูซีรีย์ เรื่องราวโดยเฉพาะเกี่ยวกับ Startup มาหลายเรื่อง จากของฝรั่ง ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นการขายให้กับคนประเภท Geek หรือ เนิร์ด สาย Tech เท่านั้น และไม่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ ด้วยเนื้อหาที่เข้าใจยาก แต่ต่างจาก ซีรีย์ เรื่องนี้ที่มาแบบครบรสชาติจริง ๆ

แต่เรื่องนี้ จะเป็นการนำเรื่องราวของวงการ Startup ให้ไปเจาะคนกลุ่มที่ใหญ่มากขึ้น ด้วยฝีมือการสร้างของเกาหลีใต้ ที่ต้องบอกว่าจากเรื่องราวที่ออกมาแค่ 2 ตอนแรก นั้น เรียกได้ว่า คุณจะไม่พลาดที่จะรอติดตามต่อให้ EP ถัดไปอย่างแน่นอนครับ

Movie Review : Tenet เทเน็ท

You have to start looking at the world in a new way

ห่างหายกันไปหลายเดือน กลับมาครั้งนี้กับผู้กำกับภาพยนตร์ขวัญใจของผมในช่วงสองทศวรรษนี้  “คริสโตเฟอร์ โนแลน” ผมไม่กล้าเรียกตัวเองว่าแฟนตัวยง แต่ผมดูหนังของเค้าทุกเรื่อง และชอบมากๆทุกเรื่องจริงๆ ดังนั้นรีวิวครั้งนี้ เอนเอียงแน่นอนนะครับ

คริสโตเฟอร์ โนแลน นั้นอยากมีหนังหนังเจมส์บอนด์ของตัวเอง และเรื่องนี้เค้าก็ได้ทำมันออกมาอย่างที่ตัวเองต้องการ ในแบบของตัวเองพร้อมลายเซ็นที่ใครๆดูก็ต้องพูดเลยว่านี่มัน “หนังโนแลน”

หลายๆท่านจะคุ้นกับ Inception Interstellar Dunkurk หรือ อีกหลายเรื่องก่อนหน้านั้น และเป็นที่แน่นอนว่า ชื่อเสียงที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆนั้นคงเป็นแรงกดดันพอสมควรที่จะทำหนังเรื่องต่อๆไป การสร้างสิ่งใหม่ๆ และพยายามให้หลุดพ้นจากกรอบ หรือความสำเร็จของตัวเองเป็นเรื่องยากมาก แต่ คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็สามารถเข็นมันออกมาได้ และพร้อมให้พิสูจน์กันว่า คราวนี้จะเป็นเช่นไร

ผมเป็นแฟนหนังสายลับหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะ เจมส์ บอนด์ 4 ภาคล่าสุดนี่คือติดงอมแงมมาก การที่ได้มาเห็น เจมส์ บอนด์ เวอร์ชั่นของโนแลน เป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์สุดๆ หนังได้ปูพื้นอะไรหลายๆอย่างที่สามารถไปต่อได้ยาวๆ การได้ทิ้งอะไรไว้ให้ค้างคา และเก็บมาขบคิดทีหลังตามประสาโนแลนนั้น ยังคงอยู่เช่นเดิม ลองนึกภาพที่ทุกคนออกมาจากโรงหนังแล้วมาเถียงกันอย่างเมามันส์ TENET จะทำให้ภาพนั้นกลับมาอีกครั้งแน่นอน รอเฉลยทฤษฎีต่างๆ ภาพ Infographic การอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ คลิปสรุป ฯลฯ จะมีออกมาเป็นพรวนแน่นอน

เนื้อเรื่องนั้นผมไม่ขอเล่า อยากให้ทุกคนไปมึนกันในโรงหนัง เตรียมตัวโดนรัวหมัดใส่อย่างไม่ยั้งกันได้เลย เพราะหนังไม่ประนีประนอมกับคนดู ด้วยการใส่ฉากตัวละครพูดคุยอย่างต่อเนื่อง ถ้าคุณมัวแต่คิด เผลอๆหลุดเนื้อหาไปได้เลยนะ ซึ่งขอยกตัวอย่างบทพูดนึงที่มาจากตัวอย่างหนัง คือ “Don’t try to understand it. Feel it.” แค่นี้พอแล้วจริงๆ คุณจะค่อย ๆ สงสัยและอยากรู้ไปพร้อมกับพระเอก ตัวหนังจะมีการแทรกปริศนาและเบาะแสมาอยู่เรื่อยๆ และแน่นอนคำอธิบายของหนังเรื่องนี้มีไม่มากมาย แต่อาจต้องตั้งใจฟังและอย่าพลาดรายละเอียด ดังเช่น ประโยคหนึ่งของหนังที่ปล่อยมาในตัวอย่าง คือ “Well, we’ll try and keep up”

การเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิงของโนแลน ทั้งๆที่หนังก็เล่นกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว ทั้ง หนัง การ์ตูน ซีรี่ส์ ที่เกี่ยวกับ “เวลา” ยุคสมัยนี้ออกจะมีกันเยอะแยะมากมาย ผมนี่แฟนการ์ตูนโจโจ้ บอสแต่ละภาคที่เกี่ยวกับ “เวลา” นี่คือสุดๆมาก แต่ก็นั่นล่ะครับ หนังจะค่อยๆพาเราไหลไปตามกาลเวลา พร้อมนำเสนอความย้อนแย้ง ที่ไปด้วยกันได้ ในขณะเดียวกันก็แวะมาเน้นย้ำ แอบตอกหน้าคนดูเป็นระยะๆ การพยายามจัดระเบียบในบริบทของความยุ่งเหยิง นั้นสำหรับหลายๆคนอาจมองว่ามันสะดุด หลายคนคงรู้สึกอารมณ์ขาดความต่อเนื่อง อาจเพราะพยายามคิดมากไป ซึ่งแน่นอนว่าอาจนำไปสู่ประเด็นขาดการ “อิน” กับจุดๆนั้นไปได้ คำถามเต็มหัว เห้ย! ตัวนี้มาได้ไง เจอกันยังไง คนนี้ใคร นี่กำลังทำอะไรกัน เป้าหมายคืออะไร ทำแบบนี้เพื่ออะไร และที่สำคัญคือ “นี่เรากำลังนั่งดูอะไรอยู่วะเนี่ย”

สำหรับตัวละคร ในมุมมองของผม ตัวละครหลักมีเสน่ห์ทั้งหมด ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเยี่ยม John David Washington แสดงได้ดุดัน แข็งแรง เหมาะสมตามบทบาทกับจุดเริ่มต้นนี้ของเขาในเนื้อเรื่อง ในส่วนของ Robert Pattinson คือดีมากๆ จากที่ผมเฉยๆในแวมไพร์ ทไวไลท์ และตอนนี้คือขวัญใจแบทแมนคนใหม่ของผม เคมีที่เท่ากันของทั้งสองตัวละครพระเอกและพระรอง ความสมเหตุสมผลในความสัมพันธ์ที่เฉลยในตอนท้ายเรื่อง Kenneth Branagh สวมบทตัวร้ายได้สุขุม ฉลาด เด็ดขาด พร้อมกับปมที่แสดงออกมาจนนำไปสู่การทำเรื่องร้ายๆนี้ได้ดี Elizabeth Debicki นี่บอกตรงๆ ไม่คุ้นกับเธอเลย ทั้งที่ก็เคยดูหนังที่เธอเล่นมาสามสี่เรื่อง แต่เรื่องนี้คือแอบหลังรักเธอไปแล้ว มีเสน่ห์ในแบบที่อธิบายไม่ถูก การแสดงก็ดูมีมิติดี ทีแรกจากตัวอย่างหนังเหมือนไมได้สำคัญอะไร แต่พอดูจบ นี่ก็ตัวสำคัญนะเนี่ย และสำหรับใครที่รู้สึกว่าไม่อินกับตัวละคร ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครดูแข็งๆ เฉยๆ หรือแม้แต่จะเห็นใจ สงสาร เชียร์ หรือคาดหวังที่จะเห็นการพัฒนาของตัวละครนั้น คงผิดหวัง ผมขอเสียใจด้วย แต่ผม “อิน” ผมก็เลยสนุก

งานภาพ วิชวลเอฟเฟกต์ ดนตรีประกอบ เป็นไปตามมาตรฐานของโนแลน ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ไล่ล่า เทคโนโลยี คือ มันส์ สนุก จัดเต็ม ลุ้นระทึก แน่นอน

สุดท้ายที่จะบอกนะครับ หนังของโนแลน นั้น ใช้ความเป็นวิทยาศาสตร์ ที่มีโอกาสเป็นจริงได้ ใส่ความแฟนตาซีเข้าไป หนังมีกฎของตัวเอง ใครที่ชอบ Inception บอกเลยว่า Inception นั้นดูง่ายไปเลยเมื่อเทียบกับเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ดูยากอะไรนะครับ หนังเดาทางได้ อย่างที่ผมกล่าวไปแล้ว ในตอนต้นๆ ผมไม่ดูรอบเดียวแน่นอน รอบสอง รอบสาม ก็คงไม่เบื่ออ่ะ ได้ไปตอกย้ำความสนุกต่อ ใครๆก็ชอบเนอะ ผมดูเรื่องนี้วันแรกของการเข้าฉายอย่างเป็นทางการ ขอบอกเลยว่านี่คือปรากฎการณ์ในรอบหลายเดือนของโรงหนัง โรงหนังที่ผมไปดูคนเยอะมากๆ และน่าจะเป็นเช่นนี้ไปอีกหลายวัน ผมนี่รอถกกับคนอื่นๆเลย ในเรื่องทฤษฎี หรือคำอธิบายต่างๆที่จะตามมาเหมือนตอนที่เกิดขึ้นกับ Inception และ Interstellar ช่วงเวลานั้นคือสนุกจริงๆครับ สำหรับคนดูหนัง

ดูหนังกันให้สนุกนะครับทุกท่าน สวัสดีครับ

Gaszoline Skywalker

Movie Review : Burden (เบอร์เดน)

ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่เกี่ยวข้องกับกระแสการเหยียดผิว ที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ Burden (เบอร์เดน) หลังกระแสการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวผิวสี ใน #BlackLivesMatter กำลังดังกระฉ่อนโลกอยู่ในขณะนี้

ต้องบอกก่อนว่า หนังเรื่องนี้นั้นถ่ายทอดมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริง ที่เกิดขึ้นของ ไมค์ เบอร์เดนที่รับบทโดย (Garrett Hedlund) เด็กกำพร้าที่ถูกเลี้ยงดูโดยกลุ่ม คลูคลักซ์แคลน (KKK) หรือ ลัทธิเหยียดผิวหัวรุนแรง ในช่วงปี 1996 ในรัฐ เซาท์คาโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งนั่นเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของการเกลียดคนผิวสีมาตั้งแต่เด็กสำหรับ ไมค์ เบอร์เดน จนชีวิตเขามาเปลี่ยนเพราะมาเจอคนรักอย่าง จูดี้ (Andrea Riseborough) ที่เขาหลงรักหัวปักหัวปำ และเป็นเธอนั่นเองที่มาเปลี่ยนแปลงชีวิต และความคิดต่าง ๆ ของ ไมค์ เบอร์เดน ในเรื่องการเหยียดผิวให้กับเขา

ซึ่งสุดท้ายมันทำให้นอกจากเบอร์เดนจะไม่เป็นที่ต้อนรับจากฝั่งของคนผิวขาวหัวรุนแรง ฝั่งของชุมชนคนผิวดำก็ไม่ต้อนรับเขาเช่นกัน ซึ่ง สาธุคุณเคนเนดี (Forest Whitaker) เป็นเพียงคนเดียวที่พยายามช่วยเหลือและเห็นใจเบอร์เดน แม้ว่ามันจะทำให้เขามีปัญหา ถูกคนในสังคมเดียวกันไม่พอใจตามไปด้วยก็ตามที

ซึ่งการดำเนินเรื่องที่ถ่ายทอดมาจากเรื่องจริง ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการผูกปม เรื่องความรัก ครอบครัว การเหยียดผิว ทำได้อย่างลงตัวมาก ๆ มันเป็นเรื่องจริงที่เหมาะที่จะมาสร้างเป็นภาพยนต์เป็นอย่างยิ่ง

เพราะความสัมพันธ์มันเกิดการ conflict ระหว่างเรื่องของครอบครัว และ คนรักของเขา และตัว Garrett Hedlund ที่มารับบท ไมค์ เบอร์เดน นั้นทำการแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ๆ ดูสมจริง เหมือนเขาได้เป็นไมค์ เบอร์เดนจริง ๆ (หน้าตัวจริงก็คล้าย ๆ เขาด้วย) แม้หนังจะไม่ได้ถ่ายทอดรายละเอียดของกลุ่ม KKK (คลูคลักซ์แคลน) มากนัก อย่างที่ผมหวังไว้ในตอนแรกก็ตามที

ส่วนบทบาทของ สาธุคุณเคนเนดี ที่รับบท โดย Forest Whitaker นั้นก็ยังคงมาตรฐานการแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย แม้บทของเขานั้นอาจจะดูไม่เข้มข้ม เหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ แต่ ก็ถือเป็นนักแสดงยอดฝีมือ ที่ เหมาะกับบทนี้มาก ๆ

โดยรวมแล้วนั้น หนังได้ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ๆ ปัญหาเรื่องความคิด ทัศนคติ เกี่ยวกับคนผิวสี การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งโดยเฉพาะลัทธิหัวรุนแรงอย่าง KKK แล้วนั้น มันทำให้เรามองเห็นภาพความสะเทือนใจของปัญหานี้ในอดีตได้อย่างดียิ่ง ที่ยังคงต่อเนื่องมาจวบจนถึงยุคปัจจุบัน ที่ปัญหาเหล่านี้ก็ดูเหมือนไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย

ข้อเสียอย่างเดียวของหนังเรื่องนี้ ก็คือ เนื่องจากมันมาจากเรื่องจริง ทำให้ตอนจบของหนัง มันดูธรรมดาไปหน่อย ไม่มีพลิก ไม่มีหักมุมใด ๆ เป็นการจบแบบเรียบ ๆ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่ามาจากเรื่องจริง ซึ่งไม่สามารถที่จะพลิกอะไรได้มากมายอยู่แล้ว

แต่ สุดท้าย Burden ก็เป็นหนังที่ผมไม่ผิดหวังเลยจริง ๆ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเหยีดสีผิว ที่เป็นปัญหาร้อนแรงในสังคมอเมริกัน ได้อย่างน่าสนใจอีกเรื่องนึงทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นหนังที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับ

Movie Review : Train to Busan 2 Peninsula ฝ่านรกซอมบี้คลั่ง

ถือเป็นหนึ่งภาพยนตร์ที่หลาย ๆ คนน่าจะรอคอยกันอยู่สำหรับ Train to Busan 2 Peninsula ฝ่านรกซอมบี้คลั่ง หลังจากที่ได้ฝากผลงานภาคแรกไว้ได้อย่างน่าประทับใจ ถือเป็นอีกหนึ่งหนังเกาหลีที่มีคุณภาพระดับ Hollywood เลยทีเดียว

“PENINSULA” ภาคต่อหนัง ซอมบี้ชื่อดัง “TRAIN TO BUSAN” ที่เคยสร้างปรากฏการณ์พีกคลั่งสุดขีดทำรายได้ถล่ม ทลายมาแล้วทั่วโลก

เป็นภาพยนตร์ ซอมบี้บ้าคลั่งที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ด้วยโปรดักชั่นระดับ Hollywood ที่เนรมิตดินแดนนรกร้างทั่วทั้งคาบสมุทร เกาหลี โดยครั้งนี้ได้เล่าเหตุการณ์ 4 ปีหลังจาก Train to Busan ดินแดนที่เต็มไปด้วยฝูงซอมบี้ กระหายเลือด และ เหลือจำนวนผู้รอดชีวิตแค่เพียงหยิบมือ

เป็นการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด การต่อสู้หนีตายจากฝูงซอมบี้ พร้อมกับตามหา มนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ จึงกลายมาเป็นภารกิจหลักที่ดินแดนสุดเขตคาบสมุทร เดินหน้าสู่ขีดสุดความคลั่งก่อน วันสิ้นโลก

“PENINSULA” นำแสดงโดยนักแสดงมากฝีมือที่วงการภาพยนตร์เกาหลีคุ้นเคยกันดีอย่าง “คัง ดงวอน” จาก Romance of Their Own และ A Violent Prosecutor และ “อี จองฮยอน” จาก The Battleship Island

ซึ่งจากตอนจบในภาคแรกที่ไปถึงเมือง Busan ทางตอนใต้ของประเทศเกาหลี ที่ดูเหมือนจะรอด แต่สีหลังจากนั้น พบว่าทั้งคาบสมุทร เกาหลี ต้องพบกับความหายนะ ที่เหล่าซอมบี้ เข้ายึดครองได้ทั้งหมด

เนื้อเรื่องของ Peninsula นั้น เริ่มต้นย้อนกลับไปช่วงที่ มนุษย์กลุ่มท้าย ๆ ได้ทำการย้ายจากคาบสมุทรเกาหลี เพื่ออพยพไปยังประเทศอื่น ๆ และที่หมายของการดำเนินเรื่องคือ ฮ่องกง ถือว่า สามารถต่อจากเนื้อเรื่องเดิมได้ค่อนข้างดี และอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้อย่างสมเหตสมผล

สำหรับภาค 2 นั้น ไม่ได้เกี่ยวกับรถไฟ อีกต่อไป เพราะมันเป็นการสร้างเนื้อเรื่องขึ้นมาใหม่ ที่ใช้ตัวละครใหม่ทั้งหมด ที่ชายเกาหลีทั้งสี่ ต้องกลับไปทำภารกิจที่ประเทศบ้านเกิดของตัวเองอีกครั้ง ซึ่งเป็นภารกิจที่เสี่ยงตาย แต่มันคุ้มค่ากับจำนวนเงินมหาศาลที่จะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาเหล่านี้

แน่นอนว่า มันเกี่ยวกับเรื่องการเหยียดชนชาติ ที่ทั้ง 4 โดนกระทำมา เมื่อต้องอพยพมาอยู่ที่ฮ่องกง เพราะภาพจำของชาวโลกนั้น มองว่า ชาติเกาหลี เป็นต้นกำเนิดเชื้อไวรัสนรกตัวนี้ ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนักที่จะยกระดับชีวิตของตัวเองขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง

แม้เนื้อเรื่องจะไม่มีอะไรมากมาย แต่ต้องบอกว่า ฉากบู๊ ฉากแอคชั่น ทำได้ดีพอสมควร และ ฉากการขับขี่รถไล่ล่านั้น ต้องบอกว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมกับความแอคชั่นสุดมันส์จากหนังเรื่องนี้

ส่วนของ CG นั้นก็ทำออกมาได้ดีไม่ต่างจากภาคแรก แต่ภาคนี้ บทบาทของซอมบี้ จะน้อยไปหน่อย ไม่มีการบุกตะลุย คลั่ง ฆ่าคน เหมือนภาคแรก แต่บทจะเน้นไปที่ความดิบของตัวละครทั้งหมดแทน ผ่านการเล่าเรื่องที่น่าสนใจเลยทีเดียว

เพราะภูมิหลังของตัวแสดงแต่ละคนนั้น มีความเชื่อมโยงกันทั้งหมด และยังเชื่อมโยงไปยังจุดจบตอนท้ายของเรื่อง ที่เรียกได้ว่า พลิกไป พลิกมาหลายตลบเลยทีเดียว

และผู้กำกับอย่าง ฮยอนซังโฮ ก็สร้างตัวละคร ที่มีหลากหลายมิติ ซึ่งทุกคนนั้นดูมีความเชื่อมโยงกัน และแสดงให้เห็นถึงความดิบเถื่อนในเหล่าผู้อยู่รอด ที่บางครั้งอาจจะทำตัวร้ายกาจกว่าเหล่าฝูงซอมบี้ ที่กำลังยึดครองเมืองอยู่เสียด้วยซ้ำ

ความสัมพันธ์ของครอบครัวก็เป็นหนึ่งประเด็นที่ หนังเรื่องนี้พยายามยัดใส่เข้ามาตลอดทั้งเรื่อง ตั้งแต่ตอนต้นเรื่องเลยทีเดียว แต่เมื่อดำเนินเรื่องมาถึงตอนจบ ก็ถือว่าค่อนข้างที่จะวางพลอตต่าง ๆ ไว้ได้ดีพอสมควร ทำให้เราได้ลุ้นไปถึงตอนจบว่าบทสรุปสุดท้ายมันจะเป็นยังไงกันแน่

ต้องบอกว่า ใครคาดหวังกับหนังเรื่องนี้ว่ามันจะเหมือนภาคแรกนั้น อาจจะผิดหวังได้ เพราะมันดูเหมือนมันจะเป็นคนละแนวกันเลยทีเดียว ภาคต่อนี้ มันคือหนังแอคชั่น ที่ผสมความดราม่า เรื่องครอบครัว และความสัมพันธ์ต่าง ๆ ของตัวละคร ที่ก็ถือได้ว่าทำออกมาได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี ถือเป็นอีกหนึ่งภาพยนต์คุณภาพ ที่ตอนนี้โรงหนังแทบจะไม่ค่อยมีหนังใหม่ออกมาให้เราได้รับชม หนังดำเนินเรื่องไม่น่าเบื่อ มีความน่าติดตามตลอดเรื่อง พร้อมฉากแอคชั่นมันส์ ๆ ไปจนจบเรื่อง แนะนำให้ไปดูกันได้เลยครับ ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน