Movie Review : Eli (อีไล จิตต้องขัง)

ถือเป็นสัปดาห์ที่หนัง netflix เข้าใหม่น่าสนใจหลายเรื่องทีเดียวเลยนะครับ สำหรับในอาทิตย์ นี้ และ Eli (อีไล จิตต้องขัง) ก็เป็นอีกหนึ่งหนังฟอร์มใหญ่ของ Netflix ที่เข้าฉายให้ได้รับชมกันเช่นกันในอาทิตย์นี้ และด้วยหนังสไตล์นี้ที่ผมชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยไม่พลาดชมตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เข้า netflix

สำหรับเรื่องย่อ นั้น ELi อีไล จิตต้องขัง ครอบครัวมิลเลอร์ได้พาลูกชายที่ป่วยเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง ย้ายเข้ารับการรักษาในบ้านปลอดเชื้อแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ห่างไกล เพราะคิดว่านี่คือหนทางสุดท้ายในการรักษาโรคนี้ เพราะพวกเขาได้พยายามมาหลาย ๆ วิธีแล้ว แต่ เมื่อถึงบ้านหลังดังกล่าว อีไลต้องทรมานจากจิตหลอนอันน่าสะพรึงกลัว ที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต

ต้องบอกว่า ELi (อีไล จิตต้องขับ) นั้นถือเป็นอีกหนึ่งหนังสยองขวัญจาก Netflix โดยเป็นหนังที่ทำโดยค่าย Paramount พร้อมได้ ลีลี่ ไทเลอร์ จาก The Nun มาเล่นตัวเอก (รับบท เป็น Dr. Isabella Horn หมอผูัที่จะมารักษาอีไล) และแน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นหนัง Original Netflix ที่ฉายใน Netflix เพียงที่เดียวเท่านั้น

เอาจริง ๆ ตอนแรกผมก็ไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงมากนัก กับหนังเรื่องนี้ และยังไม่ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวหนังมากนัก เข้าไปดูเพราะเป็นหนัง Suggest จาก netflix พอดี และเป็นหนังสไตล์ที่ผมชอบอยู่แล้วเช่นกัน

แต่พอได้ดูจริง ๆ กลับพบว่า มันสนุกแบบเหลือเชื่อมาก ๆ เรื่องนี้ หนังเรื่องนี้ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ของหนังสยองขวัญ สั่นประสาท ที่เดาเนื้อเรื่องได้ยากมาก ๆ แม้คุณจะพยายามเดาว่าจุดจบมันเป็นอย่างไร แต่รับรองว่าคุณจะเดามันไม่ถูกอย่างแน่นอน

การแสดงของ หนูน้อย ชาร์ลี ชอตเวลล์ ที่รับบท Eli นั้นเรียกได้ว่า ทำผลงานการแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม มันเป็นหนังที่มีส่วนผสมหลาย ๆ อย่างรวมกัน ทั้งความเป็นดรามา ของเรื่องภายในครอบครัว เรื่องของความสยองขวัญสั่นประสาทจากผี รวมถึงความเป็น Sci-Fi ที่หนังเรื่องนี้ต้องบอกว่า ผสมผสานเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างกลมกล่มและลงตัวเป็นอย่างมาก

คือ ถ้าหนังเรื่องนี้ฉายในโรงภาพยนต์ ก็น่าจะสร้างรายได้แบบถล่มทลายได้ไม่ยาก เพราะเป็นหนังคุณภาพจริง ๆ ที่เหลือเชื่อว่า netflix สามารถเจรจาซื้อลิขสิทธิ์มาลงเฉพาะของพวกเขาได้ เป็นหนังฟอร์มยักษ์ของ netflix ที่ทุกคนไม่ควรพลาดจริง ๆ ครับ สำหรับหนังเรื่องนี้

และอยากบอกว่า จุดพีคที่สุด ก็คือตอนท้ายของเรื่องราว ที่จะมาเฉลยปมทุกอย่าง ที่ต้องบอกว่า เป็นบทบสรุปที่จะทำให้คุณอึ้งไปตาม ๆ กัน และคุณไม่มีทางเดาเนื้อเรื่องตอนจบได้อย่างแน่นอน ซึ่งผมว่าเป็นหนังที่ไม่ควรพลาดที่สุดสำหรับแฟน ๆ netflix ในปีนี้ครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Series Review : Marianne (มารียาน)

เรียกได้ว่าเป็น Series สุดหลอดแห่งปีเลยก็ว่าได้สำหรับ ผลงานในเรื่อง Marianne (มารียาน) จากประเทศฝรั่งเศษ ที่ได้มาลงใน Netflix ในช่วงกลางเดือน กันยายน ที่ผ่านมา และแน่นอน ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้หนังแนวนี้อยู่แล้ว ไม่พลาดชมอย่างแน่นอน

ต้องบอกว่า ได้ดู Series ชุดนี้มาซักพักหนึ่งแล้ว แบบรวดเดียวจบเลยทีเดียว เป็น Series ไม่กี่เรื่องที่ผมสามารถดูแบบรวดเดียวจบได้แบบนี้ กับความหลอนที่ต้องบอกว่า ประทับใจแฟนพันธุ์แท้หนังผี หนังสยองขวัญ อย่างตัวผมเองเลยทีเดียว

สำหรับเนื้อเรื่องย่อ กล่าวถึง เอ็มม่า ลาห์ซิมง นักเขียนนิยายชื่อดังฝันร้ายถึงมารียานทุกคืน
จนเธอเขียนหนังสือเกี่ยวกับมารียาน และสร้างลิซซี่ ลาล์ก (Lizzie Larck) มาเพื่อสู้กับมารียาน ในหนังสือของเธอ

แต่สิ่งที่เธอเขียนกลายเป็นจริงขึ้นมา เหมือนเธอต้องเจอกับมนต์คำสาป และทำให้คนรอบตัวของเธอเกิดเรื่องสยองขวัญไปหมด มารียานอยากให้นางเอกเขียนนิยายต่อ แม้นางเอกจะเขียนให้ลิซซี่ตายในเล่มที่แล้ว มารียานก็ต้องการภาคต่อ จึงเป็นที่มาของการดำเนินเรื่องใน Series ชุดนี้นั่นเอง

คุณป้าสุดหลอน กับการแสดง ที่น่ากลัวสุด ๆ
คุณป้าสุดหลอน กับการแสดง ที่น่ากลัวสุด ๆ

และเรื่องมันไม่ได้จบเพียงเท่านั้นอีกต่อไป เมื่อเธอพบว่า เริ่มมีสิ่งแปลกๆ ในระหว่างที่กำลังโปรโมทหนังสือที่เธอคิดว่าเธอนั้นได้เขียนบทสรุปถึงจุดจบของ มารียานไปเป้นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่ด้วยการเริ่มเรื่องมาเมื่อ ‘แคโรไลน์’ เพื่อนเธอในสมัยเรียนมาที่งานเปิดตัวหนังสือดังกล่าวด้วย และ ได้มอบสิ่งของบางอย่างที่เธอนั้นคุ้นเคยดีเพราะเธอมันเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของหนังสือที่เธอแต่งขึ้นมานั่นก็คือ ‘เครื่องรางปิศาจ’ ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงหนังมัดเชือก และมีฟันเน่าๆ อยู่ในถุง!

และ สุดท้าย เธอต้องไปตามล่าหาความจริงที่เกิดขึ้น ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กับ หมู่บ้านที่เธอเคยอาศัยอยู่ เกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ของเธอ รวมถึงแก๊งเพื่อน ๆ ของเธอในวัยเยาว์ หนังสือที่เธอแต่งนั้น มันกลายมาเป็นเรื่องจริง หรือ ทุกคนต่างหลอนไปเอง

ถ้าถามว่ามันพีคตอนไหน ก็ต้องบอกว่า ช่วง ep1-4 นี่แหละ ที่เป็นเรื่องราวที่ดำเนินเข้มข้นเป็นอย่างมาก ทำให้เราได้สยองไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น และ คอยเดาว่า มันคือ เรื่องจริง หรือ ทุกอย่างมันคือเรื่องหลอน กับกลุ่มคนพวกนี้ที่พวกเขาได้พบเจอสิ่งประหลาดที่เหมือนออกมาจากหนังสือเธอเป๊ะ ๆ

ซึ่ง Series ชุดนี้ ก็ได้ถ่ายทอดเรื่องราว ลำดับ ตามหนังสือ ที่เธอได้แต่งขึ้นมานั่นเอง ทุกตัวละครที่มาเกี่ยวข้องในเรื่อง มันมีความสัมพันธ์กันหมด เป็น series ที่คาดเดาอะไรไม่ถูกเลย บรรยากาศของเมืองชายฝั่งของฝรั่งเศษที่ดำเนินเรื่องมันก็หลอนมาก จริง ๆ

แถมเรื่องราวก็เล่าเรื่องได้น่าติดตามอีกด้วย เป็นการดูรวดเดียวจนจบเลย ต้องบอกว่าเป็น Series ชุดที่สนุกมากที่สุดเรื่องนึง ที่ได้ดูมาใน Netflix เลยก็ว่าได้ แม้ตอนท้าย ๆ จะดูเอื่อย ๆ ไปหน่อยก็ตามที แต่มันเป็นบทสรุปที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ ที่แฟน ๆ หนังสยองขวัญ เขย่าประสาท ไม่ควรพลาดเป็อย่างยิ่งครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Fractured แตกหัก

ต้องบอกว่าเป็นหนังที่ผมบังเอิญเข้าไปดูจริง ๆ สำหรับเรื่องนี้ เนื่องจากมี Suggestion มาจาก Netflix สำหรับหนังที่เข้ามาใหม่ที่เป็น Original Movie ของ Netflix อย่าง Fractured แตกหัก

แม้โดยส่วนตัวนั้นจะไม่ค่อยได้ดูหนังที่เป็น original ของ Netflix โดยตรงซักเท่าไหร่ เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่ มักจะเป็นหนังผลงานทุนต่ำ ซึ่งแน่นอน มันเป็นเป็นไปได้ยากที่เราจะได้เห็นหนังที่ทำจาก Netflix โดยตรง ที่มีการลงทุนสูง หรือ มีฉากอลังการงานสร้างเหมือนหนังในโรงภาพยนต์ทั่วไป

แต่ Netflix เองก็มักจะเค้นหนังที่สร้างบทได้ดี และใช้เงินลงทุนไม่สูงนักมาลงในแพลตฟอร์มของพวกเขาอยู่สม่ำเสมอ และ Fractured ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานคุณภาพที่ผ่านการสร้างจาก Netflix

สำหรับเรื่องราวของหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดโดย แซม เวิร์ธธิงตัน ที่รับบท เรย์ มอนโรว์ โดยหลังจากที่ภรรยาและลูกสาวที่บาดเจ็บหายตัวไปจากห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เขาจึงออกตามหาทั้งสองอย่างบ้าคลั่ง และเชื่อมั่นว่าโรงพยาบาลปิดบังความจริงบางอย่างไว้ ที่เขาต้องตามหาครอบครัวของเขาให้เจอ

เอาจริง ๆ ตอนแรกผมก็ไม่ได้คาดหวังกับหนังเรื่องนี้มากนัก แต่พอได้ดู ๆ ไป กลับพบว่าหนังสนุกอย่างน่าเหลือเชื่อ มันเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของ เรย์ มอนโรว์ ที่เป็นพระเอกของเรื่องในการตามหาครอบครัวได้อย่างยอดเยี่ยม

หนังพาเราให้ลุ้นไปตลอดเรื่อง และ คอยเดาเรื่องราวว่าจะมีจุดจบอย่างไร ซึ่งการที่หนังพยายามหลอกเราตลอดเรื่องนั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ให้เราได้เดาว่า ส่วนไหนคือเรื่องจริง หรือ ส่วนไหน คือ เรื่องหลอน จากอาการทางประสาทของตัวนำอย่าง เรย์ มอนโรว์

ต้องบอกว่า เรื่องนี้ แซม เวิร์ธธิงตัน นั้นแทบจะแบก หนังไว้ทั้งเรื่องเพียงคนเดียว และแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก แม้จะดูเหมือนหนังพื้น ๆ ทั่วไป แต่มันให้ความสนุกอย่างน่าประหลาดใจ ให้เราคอยลุ้นไปตลอดแทบจะทั้งเรื่องว่าจุดจบของหนังจะเป็นอย่างไร

มันเล่นกับจิตวิทยา อาการประสาทหลอน ทำให้ผู้ชม อาจจะหลงกลไปในกับดักที่ผู้กำกับของหนังที่ได้วางพลอตเรื่องนี้ไว้ แน่นอนแม้ว่าหนังจะเป็นหนังทุนต่ำ แต่ผมต้องขอชม netflix เลยว่าเรื่องนี้ทำได้ดีมาก ๆ

ฉากถ่ายทำในสถานที่เพียงไม่กี่แห่ง แต่มันทำให้เราตกอยู่ในอารมณ์ร่วมที่มีกับหนังตลอด เกือบสองชั่วโมงของหนังเรื่องนี้ เสียดายอย่างเดียว คือ มันมีจุดบางอย่างในต้นเรื่องที่ไม่ควรใส่มา เพราะอาจจะทำให้หนังสนุกกว่านี้ หากให้เราเดาเนื้อเรื่องทั้งหมดจริง ๆ

ต้องบอกว่า ใครเป็นสมาชิก Netflix ไม่ควรที่จะพลาดด้วยประการทั้งปวงกับหนังเรื่อง ซึ่งเป็นหนังที่ให้ความ entertain กับท่าน ไม่แพ้หนังฟอร์มยักษ์จาก Hollywood เลยทีเดียว โปรดอย่าพลาดชมเป็นอันขาดครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Official Secrets รัฐบาลซ่อนเงื่อน

ต้องบอกว่าเป็นหนังที่ผมสนใจมาตั้งแต่ได้มีโอกาสดูตัวอย่างในโรงมาก่อนหน้านี้แล้วสำหรับ Official Secrets รัฐบาลซ่อนเงื่อน ที่ได้นักแสดงมากความสามารถอย่าง เคียร่า ไนต์ลีย์ มารับบทนำ ผู้ที่กำลังท้าทายกับรัฐบาล ด้วยการแฉ เรื่องของความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นกับการที่จะนำพาประเทศอังกฤษเข้าสู่สงครามอิรัก

ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้สไตล์คล้าย ๆ เรื่องใด ก็ต้องบอกว่ามันดูคล้ายกับหนังรางวัลอย่าง Spotlight ที่เข้าฉายในปี 2015 ซึ่งต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในหนังที่น่าประทับพอสมควร กับหนังสไตล์นี้

สำหรับหนังเรื่องนี้ ได้ถ่ายทอดเรื่องจริงที่เกิดขึ้นของการเปิดโปงความลับรัฐบาลที่ฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเป็นผลงานการกำกับเรื่องใหม่จาก ‘กาวิน ฮู้ด’ แห่ง Eye in the Sky พร้อมทัพนักแสดง ‘เคียร่า ไนท์ลี่ย์, แมทท์ สมิธ, แมทธิว กู้ด และ เรล์ฟ ไฟนส์’

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 2003 ยุคที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษหาทางก่อสงครามอิรัก แคทธารีน กัน (เคียร่า ไนท์ลี่ย์) ที่เธอเป็นเจ้าหน้าที่ใน “สำนักงานใหญ่การสื่อสารของรัฐบาล” Government Communications Headquarters (GCHQ) ด้วยเหตุที่เธอเชี่ยวชาญภาษาจีนกลางจึงได้ทำหน้าที่ถอดเทป แปลภาษาจีน ดักฟังบทสนทนาและอีเมลในภาษาจีน สอดส่องเนื้อความที่อาจเป็นภัยต่อสหราชอาณาจักร

แต่เธอกลับได้รับอีเมลเป็นเอกสารลับที่เผยว่าทางการสหรัฐฯกำลังสอดแนมสมาชิกคณะมนตรีความมั่งคงแห่งสหประชาติเพื่อบีบบังคับสมาชิกให้ยินยอมการทำสงครามอิรัก . แคทธารีนได้ส่งสำเนาเอกสารให้ มาร์ติน ไบรท์ (แมทท์ สมิธ) นักข่าวของ The Observer เพื่อตีพิมพ์ บทความดังกล่าวได้สร้างแรงสะเทือนทั่วเกาะอังกฤษ

และนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่กำลังส่งผลกระทบให้ชีวิตของแคทธารีน ตกอยู่ในอันตรายเมื่อเธอถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎหมายความลับราชการ และ กำลังถูกตามล่าโดยรัฐบาลของเธอนั่นเอง

ต้องบอกว่า เรื่องราวของ แคทธารีน กัน นั้น เป็นเรื่องราวที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักมากนัก ทั้งที่เธอทำในเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก และสู้กับ กลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกในขณะนั้น ซึ่งก็คือ ความเป็นพันธมิตรระหว่าง อเมริกา กับ อังกฤษ ที่ตอนนั้นมุ่งมั่นที่จะบุกอิรักแบบเต็มที่

ซึ่งเรื่องราวในหนังเรื่องนี้ ซึ่งสุดท้ายเมื่อเรื่องราวต่าง ๆ มันได้ให้ความกระจ่างกับโลกเราแล้ว ในการบุกอิรักครั้งนั้นของอเมริกาและพันธมิตร เพราะสุดท้ายก็แทบจะไม่เจออาวุธ ชีวภาพ ร้ายแรง ต่าง ๆ อย่างที่ ทั้ง โทนี่ แบลร์ และ จอร์จ บุช ที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นกล่าวอ้างเลยด้วยซ้ำ แถมปัญหาในอิรักยังคาราคาซังมาจวบจนถึงปัจจุบันอย่างที่เราได้เห็นในข่าวต่างประเทศมาตลอด

สำหรับ สิ่งที่ประทับใจที่สุดของหนังเรื่องนี้ น่าจะเป็นการแสดงของ เคียร่า ไนท์ลี่ย์ เธอแสดงได้ยอดเยี่ยม ซึ่งความมุ่งมั่นที่แสดงออกมาบนใบหน้าของเธอนั้น มันสื่อถึงความปวดร้าวในใจของใครบางคนที่สูญเสียศรัทธาในรัฐบาลของเธอ ซึ่งเธอแสดงได้ดีจริง ๆ

และบทของหนังต้องบอกว่า ค่อนข้างทำได้ดีมาก ๆ ในการถ่ายทอดเรื่องราวเรื่องจริงที่เกิดขึ้นให้กลายมาเป็นบทหนังในเกือบ ๆ 2 ชม. นั้นไม่มีช่วงที่น่าเบื่อเลย มันทำให้เราได้ลุ้นติดตาม สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ แคทเธอรีน และร่วมลุ้นไปกับหนังไปจนจบเรื่อง

ก็ต้องบอกว่า หากใครชอบหนังสไตล์นี้ แนว ๆ เดียวกับ Spotlight นั้น ก็ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง และจะประทับใจกับการแสดงของ เคียร่า ไนท์ลี่ย์ ได้อย่างแน่นอนครับ แนะนำให้ไปดูกันไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับ สำหรับหนังเรื่องนี้

Movie Review: Joker (โจ๊กเกอร์)

Joker (โจ๊กเกอร์) ตอนนี้ได้ถือว่าเป็นหนังที่เป็นกระแสในโลกออนไลน์เป็นอย่างยิ่ง สำหรับความ ดาร์ค ของหนังที่เรียกได้ว่า แฟนๆ ของหนังเครือ DC ไม่ควรพลาดที่จะชมเป็นอย่างยิ่ง และแน่นอนว่า โดยส่วนตัวระหว่างหนัง Marvel กับ DC นั้น ผมก็ชอบหนังของ DC มากกว่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

Joker นั้นได้กลายเป็นตำนานของการแสดงที่ดาราชื่อดังอย่าง Heath Ledger ที่ได้ฝากผลงานสุดคลาสสิกไว้ในหนังที่ผมชอบที่สุดเรื่องนึงอย่าง Batman The Dark Knight ที่เข้าถึงบทบาทของตัวร้ายโรคจิตอย่าง Joker ที่เราไม่สามารถหาได้จากตัวร้ายอื่น ๆ ใน Hollywood

สำหรับภาคใหม่ที่ให้ Joker เป็นตัวนำ ผลงานซึ่งได้เป็นเรื่องราวจุดเริ่มต้นของ “Joker” จากผู้กำกับฯ ทอดด์ ฟิลลิปส์ ที่จะพาไปรู้จักกับโลกของอาร์เธอร์ เฟลค โดยมีการถ่ายทอดการแสดงไว้อย่างน่าประทับใจโดยวาคิน ฟีนิกซ์

อาร์เธอร์เป็นชายคนหนึ่งที่ต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายทารุณและสังคมที่เต็มไปด้วยการเหยียดหยาม เขาต้องเผชิญกับความอ้างว้างจนเปลี่ยนเขาจากที่เป็นคนอ่อนแอกลายเป็นคนโหดเหี้ยม เขารับจ้างแต่งชุดตัวตลกรายวัน

จนกระทั่งคืนหนึ่งที่เขาพยายามจะแสดงตลกเดี่ยว แต่กลับพบว่าตัวเองต่างหากที่เป็นเรื่องตลก เขาไม่เป็นตัวของตัวเองเวลาที่มีผู้คนอยู่รายล้อม ซึ่งเห็นได้จากเสียงหัวเราะที่ควบคุมไม่ได้และดูไม่เหมาะสม ยิ่งเขาพยายามควบคุมเท่าไหร่มันก็ยิ่งแสดงออกมามากขึ้น จนทำให้เขาแสดงความเยาะเย้ยและความรุนแรงออกมา

อาร์เธอร์ทุ่มเทเวลาไปกับการดูแลแม่ที่ไม่ค่อยแข็งแรง และไขว่คว้าตามหาคนที่เหมาะจะเป็นพ่อซึ่งเขาไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่นักธุรกิจมหาเศรษฐี โธมัส เวย์น ไปจนถึงพิธีกรรายการทีวีเมอร์เรย์ แฟรงค์ลิน เขาพบว่าตัวเองอยู่ปลายทางระหว่างโลกแห่งความจริงกับความบ้าคลั่ง การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้น

และสิ่งที่เราจะได้เห็นตลอดในหนังเรื่องนี้คือการหัวเราะของ Joker ที่เขาไม่สามารถที่จะควบคุมตัวเองได้ ซึ่งเสียงหัวเราะที่ไม่สามารถควบคุมได้ของอาเธอร์เกิดขึ้นอาการทางการแพทย์

ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการล่วงละเมิดในวัยเด็ก รวมถึงความแปลกแยกของเขายังเกิดขึ้นจากความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม, การทุจริตทางการเมือง, โทรทัศน์, ระบบราชการของรัฐบาลและสาเหตุอื่น ๆ คนร่ำรวยก็รวยเหลือเกิน คนที่น่าสงสารแย่มาก มันทำให้สุดท้ายการทำให้เกิดความยอมรับความชั่วร้ายของ Joker และได้ทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ในที่สุดนั่นเอง

และแน่นอนว่าด้วยความดาร์ค ของหนังนั้น มันทำให้เราหลอนไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ Joker เรื่องนี้เป็นหนังเฉพาะกลุ่มจริง ๆ เพราะคุณจะตกไปกับพวังในโลกที่ Joker สร้างมา มันดูเลวร้าย มันดูสะท้อนสังคมหลาย ๆ แห่งที่เกิดขึ้นจริงในโลกมนุษย์เรา แต่มันก็มีแต่มุมมองด้านลบเพียงเท่านั้น

แม้ภาพยนตร์จะสร้างความสนใจของคุณด้วยฉาก และ การถ่ายทอดเมือง Gotham ยุคเสื่อมทราม เต็มไปด้วยความวุ่ยวาย และดูหดหู่ ที่ดูมีความสมจริง ตัว Joker เองที่เรียกว่าการเคลื่อนไหวต่อต้านทุนนิยม รวมไปถึงการต่อต้านที่เต็มไปด้วยผู้ประท้วงแต่งตัวเป็นตัวตลก การเกิดขึ้นของอาชญากรที่มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง และความโหดในการเป็นฆาตกรต่อเนื่องของ Joker ที่ถ่ายทอดความโรคจิตของเขาออกมาได้อย่างดี

แต่โดยส่วนตัวแล้วนั้น ถ้าเทียบกับหนังขึ้นหิ้งอย่าง The Dark Night แล้วนั้น ผมก็ยังมองว่า ผลงาน Joker ของ Heath Ledger นั้นยังแสดงได้ดีกว่า วาคิน ฟีนิกซ์ อยู่ เพราะหลังดูจบเรื่องนี้ ผมก็ได้กลับมาดู The Dark Night ทันที เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นอย่างชัดเจน

ซึ่งเอาจริง ๆ บางซีน Joker มันก็ดูล้น over acting เกินไป ที่ความโรคจิตมันดูล้น ๆ ยังไงชอบกล ซึ่งบางฉากมันทำให้ดูไม่สมจริงเอามาก ๆ มันดูไม่ make sense ซักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับผลงานแสดงของ Heath Ledger ที่ทำไว้ได้อย่าง Perfect เป็นอย่างมากใน The Dark Night

ผมมองว่า วาคิน ฟีนิกซ์ รู้ว่าตัวเองจะต้องถูกเอาไปเปรียบเทียบกับ Heath Ledger จึงต้องการที่จะแสดงให้มันมีพลังมากกว่า แต่กลายเป็นว่าพลังที่เขาแสดงออกมานั้น มันดูล้นเกินจริง ที่ทำให้ Joker ลดมนสเน่ห์ลงไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตามผมก็คิดว่าสุดท้ายเขาก็ยังจะได้รางวัลติดมือกับผลงานการแสดงในครั้งนี้ แต่ถ้าถามว่าเป็นผลงาน Joker ที่ดีที่สุดหรือไม่นั้น โดยส่วนตัวผมคิดว่า ยังไงผมก็ยังชอบผลงานของ Hath Ledger มากกว่าอยู่ดีนั่นเองครับ (ความเห็นส่วนตัวนะครับ)

สรุป 

แม้จะไม่ใช่เป็น Joker ในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด แต่เรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นหนังที่ทำออกมาได้ดีที่สุดในปีนี้แล้ว แต่อย่างไรก็ตามต้องใช้วิจารณญานในการชมหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ให้มองมันเป็นแค่ภาพยนตร์แล้วเรามีความสุขกับมันก็เพียงพอครับ มันจึงเป็นหนังในที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ ไม่ควรที่จะพลาดชมเป็นอย่างยิ่งครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol