Series Review : Charité at War ชาริเต้ รักกลางสนามรบ

ต้องบอกว่าส่วนตัวเป็นคนที่ชอบเรื่องราวที่เกี่ยวกับสงครามโลก ครั้งที่ 2 มาก ๆ ทั้งสารคดี หรือ ภาพยนตร์จอยักษ์ หรือ ซีรีส์หลาย ๆ เรื่อง ผมจะเก็บเรียบทั้งหมด จึงได้เห็นหลากหลายแง่มุม จากสงครามครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้

แต่ต้องบอกว่า Charité at War ชาริเต้ รักกลางสนามรบ ถือเป็นอีกหนึ่ง ซีรีส์ คุณภาพที่มาลงใน Netflix ที่ถ่ายทอดอีกมุมหนึ่งของสงครามครั้งนี้ได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ

เรื่องราวที่ว่าด้วย ในปี 1943 เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลชาริเต้แห่งเบอร์ลินต้องรับมือกับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สองและการปกครองของพวกนาซี รวมทั้งแผนปฏิบัติการพัฒนาพันธุกรรมสุดอันตราย ที่โลกยากจะลืมเลือน

ต้องบอกว่า Charité at War เป็นซีรีส์ สัญชาติเยอรมันที่บอกเล่าเรื่องราวของบุคลากรทางการแพทย์ภายใต้การปกครองของนาซี โดยมีประเด็นหลักเป็นการตั้งคำถาม “คำปฎิญาณแห่งฮิปโปเครตีสจะไปด้วยกันกับคำสาบานตนต่อท่านผู้นำได้อย่างไร?”

มันเป็นสิ่งที่ conflict กันมาก ๆ กับความเป็นมืออาชีพทางด้านการแพทย์ของบุคลากรทางการแพทย์ในสงครามครั้งนี้ กับความจงรักภักดีต่อ ท่านผู้นำอย่างฮิตเลอร์

เป็นซีรีส์ กึ่งสารคดี ที่ว่ากันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ต้องบอกว่าเมื่อย้อนกลับไปในยุคนั้น จักรวรรดินาซีมีประชากรราว 4 แสนคนถูกบังคับให้ทำหมันเพราะมีประวัติพันธุกรรมบกพร่อง, ไม่สามารถพิสูจน์ตนว่าเป็นชนชาติอารยัน หรือเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ารักร่วมเพศ ผู้ป่วยทางจิตและผู้มีร่างกายไม่สมบูรณ์ 2 แสนคนถูกสังหาร โดยใช้คำว่าการุณยฆาตเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อรัฐและครอบครัว

มันเป็นความโหดร้าย โหดเหี้ยม ที่น่าสนใจมาก ๆ กับการกระทำดังกล่าว แต่ ก็มีตัวเอกในเรื่องอย่าง คุณหมอ เฟอร์ดินันด์ เซาเออร์บรูค ที่เป็นอาจารย์หมอและศัลยแพทย์ชื่อดังในยุคนั้น

หมอ เซาเออร์บรูค ที่มีความพยายามส่งข้อความสุดท้ายถึงทำเนียบรัฐบาลของจักรวรรดิไรซ์ที่ใกล้ล่มลาย ในชั่วโมงสุดท้ายก่อนเบอร์ลินจะถูกยึดครอง และในสภาพที่อาคารกว่า 90% ถูกทำลาย ชาริเต้ ยังคงเป็นโรงพยาบาลที่รองรับคนไข้ได้ถึง 800 คน ช่วยเหลือชาวเยอรมันที่กำลังถูกรุกไล่เข้าสู่เมืองเหลืองจนถึงนาทีสุดท้าย

ซีรีส์ สั้น ๆ ที่มีความยาวเพียงแค่ 6 ตอน แต่ต้องบอกว่ามันผสานเรื่องราวหลาย ๆ อย่างได้อย่างลงตัว ทั้งความรัก ทั้งชายหญิง ครอบครัว หรือแม้กระทั่งรักร่วมเพศ สงคราม ความโหดร้ายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งไม่ใช่มีเพียงแค่ชาวยิว ที่ตกเป็นเหยื่อเพียงเท่านั้น

เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับคนที่สนใจภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสงคราม ที่เราจะไม่เคยเห็นมุมมองในด้านมาก่อนเลย จึงแนะนำเลยครับสำหรับคนที่สนใจมุมมองใหม่จากสงครามครั้งประวัติครั้งนี้กับ Charité at War ชาริเต้ รักกลางสนามรบ

Movie Review : Sweet & Sour รักหวานอมเปรี้ยว | กับพล็อตหักมุมสุดเซอร์ไพรส์

วันศุกร์สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพยายามควานหาหนังใน Netflix ก็ได้ไปเจอกับเรื่อง Sweet & Sour รักหวานอมเปรี้ยว ที่ติดขึ้นเทรนด์ แนะนำใน Netflix จึงอยากลองเข้าไปดูหน่อยว่าหนังเรื่องนี้มีดียังไง

ต้องบอกว่า ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก เพราะดูจากชื่อเรื่องและ trailer แล้ว เหมือนจะเป็นหนังรัก ซีรีส์ เกาหลี ธรรมดา ๆ เรื่องนึง

แต่ต้องบอกว่า หลังเรื่องนี้จบความคิดเปลี่ยนไป มันเป็นหนังที่ให้อารมณ์ประมาณ My Sassy Girl ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม หนังดัง ที่หลาย ๆ คนน่าจะจดจำกันได้ดีที่เปิดตลาดหนังเกาหลี ในไทยได้อย่างประสบความสำเร็จ

หนังว่าด้วย เรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งกับหญิงสาวอีกสองคน ชายหนุ่มคนนี้ คือ จางฮยอก (Jang Ki Yong/จางกียง จากซีรีส์เรื่อง My Roommate Is A Gumiho, Search: WWW และ My Mister) ผู้ชายที่มีความสัมพันธ์รักกับพยาบาลสาว ดาอึน (Chae Soo Bin/แชซูบิน จากซีรีส์เรื่อง I am Not a Robot, Love in the Moonlight และ A Piece of Your Mind) ซึ่งแรกคบกันก็ดูจะหวานดีอยู่หรอก

แต่วันหนึ่ง ชีวิตหน้าที่การงานของเขาก็ดันมีจุดเปลี่ยน อยู่ดีๆ เขาก็ต้องย้ายตัวเองมาทำงานเป็นพนักงานชั่วคราวในบริษัทอีกแห่งหนึ่ง ในวันที่เขาเข้าไปทำงานองค์กรใหญ่ กลับกลายเป็นว่ามันไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว

เพราะว่าในวันเดียวกันนั้น ก็มีพนักงานชั่วคราวอีกคนนึงเข้ามาด้วยพร้อมกัน เป็นหญิงสาวสวย เธอชื่อ โบยอง (Krystal/คริสตัล จากซีรีส์เรื่อง The Heirs, Prison Playbook และ The Bride of Habaek)

เนื่องด้วยมันเป็นบริษัทใหญ่ พวกเขาทั้งสองก็ต้องทำงานเต็มที่ ซึ่งตอนแรกนั้น จางฮยอกและโบยองก็เป็นคู่แข่งคนละทีมกัน แต่จู่ๆ ด้วยสถานการณ์บังคับของบริษัท ก็ได้ถูกจับมาทำงานร่วมกัน แล้วทั้งคู่ก็ใกล้ชิดกันและนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความรักหวานอมเปรี้ยว ตามชื่อเรื่อง!

Netflix ได้สรุปเนื้อเรื่องของ Sweet & Sour รักหวานอมเปรี้ยวไว้ได้อย่างน่าสนใจคือ : ท่ามกลางโอกาสและอุปสรรคต่าง ๆ นานา คู่รักพยายามก้าวผ่านประสบการณ์ทั้งร้ายและดี และประคับประคงความสัมพันธ์ระยะไกล ให้อยู่รอดในโลกแห่งความเป็นจริง

ต้องบอกว่า หนังเรื่องนี้ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในสังคมยุคปัจจุบัน ที่มักเกิดขึ้นกับคู่รักหลายคู่ รักแท้ จะแพ้ ระยะทางหรือไม่ เป็นสิ่งที่เราได้ยินกันอยู่บ่อย โดยเฉพาะในสังคมยุค Social ในปัจจุบัน

เอาจริง ๆ มันเป็นหนังที่พล็อตเรื่องเรียบง่ายมาก ๆ แต่ดูสนุกแบบเหลือเชื่อ การแสดงจากนักแสดงนำทั้งหมดนั้นทำได้ดีมาก ๆ จนเราหลงเข้าไปในโลกแห่งรักสามเศร้าครั้งนี้ แต่ สิ่งที่เซอร์ไพรส์สุด ๆ ก็คือ ตอนจบของหนัง ที่เรียกได้ว่า หลอกแกงคนดูได้อย่างแนบเนียน

ที่ต้องบอกว่า มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องรักสามเศร้าแบบธรรมดา แต่มันเป็นหนังที่หลอกคนดูจนเราแทบจะไม่เชื่อสายตาว่า ตอนจบไหงมันกลายเป็นแบบนี้ แนะนำให้ไปลองรับชมกันได้เลยครับ รับรองเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน

Series Review : To The Lake ลี้ภัยเมืองทมิฬ กับซีรีย์การเอาตัวรอดแบบฉบับรัสเซีย

เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ แนวโรคระบาดที่กำลังเข้ากับสถานการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ได้ดีเลยทีเดียวสำหรับ ซีรีส์ใหม่จาก รัสเซียอย่าง To The Lake ลี้ภัยทมิฬ ที่ต้องบอกว่า คุณภาพนั้นไม่แพ้ ซีรีย์จาก Hollywood เลยทีเดียว

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่ออยู่ดี ๆ ก็มีการระบาดของโรคปริศนาครั้งใหญ่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศรัสเซีย ผู้ป่วยที่อยู่ดี ๆ ก็มีอาการเป็นไข้ ไอ และ สีของตาที่เปลี่ยนไป และคนที่เหลืออยู่ต้องเอาตัวรอดในประเทศที่เรียกได้ว่ามีสภาพภูมิอากาศที่โหดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

โดยซีรีส์จะเจาะไปที่ภารกิจของเซอร์เก (คิริลล์ คาโร) ที่ต้องพาครอบครัวของเขาหนีทั้งโรคระบาดและเหล่าทหารที่กลายร่างเป็นโจรเถื่อนไปยังริมทะเลสาบที่พ่อของเขาดัดแปลงเรือเป็นที่พักอาศัยไว้

แต่ต้องบอกว่าหนทางกว่าที่จะไปถึงจุดหมายนั้น ก็ไม่ง่ายเพราะนอกจากโรคร้ายและโจรพกอาวุธครบมือแล้วสันดานที่แท้จริงของเพื่อนร่วมทางก็ค่อย ๆ เผยออกมาทีละเล็กละน้อย เรียกได้ว่าเป็นการเล่นกับจิตใจคน

เราได้เห็นจากหลากหลายซีรีส์ ที่มักจะดำเนินเรื่องเกี่ยวกับ zombies โรคระบาด สัตว์ประหลด หรือ อะไรก็แล้วแต่ที่ดูน่ากลัว แต่สุดท้ายแล้ว กลายเป็นจิตใจของมนุษย์นี่เองที่น่ากลัวที่สุด เมื่อต้องพบกับสถานการณ์ที่วิกฤติ

ความสัมพันธ์ของตัวละครเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ ซีรีส์ชุดนี้ โดยเฉพาะตัวละครเอก ที่ต้องนำพาทั้งภรรยาคนปัจจุบัน (+ลูกที่เป็นออธิสติก) และ อดีตภรรยา (+ลูกยังเล็ก) ที่พระเอกในเรื่องอย่างเซอร์เก ต้องนำพาให้รอดทั้งหมด

เนื้อเรื่องจะเป็นการตัดภาพ flashback กับ ไปผสานกับการดำเนินเนื้อเรื่องหลัก ว่า ต้นตอที่มาของปัญหาความสัมพันธ์ของพระเอก และ ภรรยาทั้งสองนั้นเป็นอย่างไร

แต่เนื้อเรื่องก็ขาดในจุดที่น่าสนใจไปว่า การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวนั้น แพร่กระจายไปไกลขนาดไหน เพราะการดำเนินเรื่องนั้น จะเป็นการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเป็นหลัก มีการเจาะไปที่กลุ่มคนกลุ่มเดียว

ต้องถือเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ แนวเอาตัวรอดจากโรคระบาดที่น่าสนใจ ที่มาจากประเทศรัสเซีย เพราะเราแทบจะไม่ค่อยเห็นงานจากประเทศนี้ซักเท่าไหร่ แต่ต้องบอกว่าดูแล้วสนุกมาก ๆ งาน production แทบไม่ต่างจาก ซีรีย์ ชื่อดังจากทางฝั่ง hollywood เลย สำหรับคนที่เบื่อ ๆ ซีรีย์จากอเมริกา แนะนำเลยครับ ลองมาดูเรื่องนี้แล้วคุณจะไม่วางรีโมทไปถึงตอนจบอย่างแน่อนครับผม

Series Review : Mouse กับมนุษย์สายพันธุ์ไซโคพาธ ที่เกิดมาต้องฆ่า

ห่างหายไปจากการรีวิว ซีรีส์นานมาก ๆ เพราะดูเหมือนยังไม่มีซีรีส์ใด ที่ถูกจริต จนต้องดูลุ้นไปทุกตอนเหมือนอย่าง ซีรีส์เรื่องใหม่นี้ ที่นำแสดงโดย อีซึงกิ ตัวผมเองถึงกับต้องยอมสมัครสมาชิกของ Viu Premium เพื่อมาดูเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวจริง ๆ

‘หากรู้ว่าทารกในครรภ์จะเติบโตขึ้นมาเป็นฆาตกรโรคจิต คุณจะยังให้กำเนิดเด็กคนนั้นอยู่หรือเปล่า’ คำถามสำคัญจากซีรีส์ Mouse ต้องบอกว่าเป็นพล็อตเรื่องที่แหวกแนว ที่แทบจะไม่เคยเจอมาก่อน และเรื่องราวการดำเนินเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ

และที่สำคัญมันมีเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะมาก เรื่องของงานวิจัยที่ต้องการฆ่าตัดตอนเด็กไม่ให้เติบโตมากลายเป็นคนชั่วร้าย

เด็กที่มีพันธุกรรมปีศาจจะเติบโตขึ้นมาเป็นฆาตกรไซโคพาธ ซึ่งคนเหล่านี้จะไม่มีความรัก มีแต่ความต้องการแพร่พันธุ์ แถมลูกของเขาก็จะเกิดมามีพันธุกรรมปีศาจนี่ด้วย เรียกได้ว่าแค่เปิดเรื่องมา ก็ทำให้ต้องลุ้นตามต่อแทบจะทันที รวมถึงการผูกโยงกับเรื่องของศาสนาได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย

มันเป็นการดำเนินเรื่องที่เรียกได้ว่า ลุ้นแทบจะทุกตอนเลยก็ว่าได้ มีความซับซ้อนของตัวละคร ผูกปมต่อเนื่องกัน จนแทบจะไปถึงตอนจบของซีรีส์ ซึ่งหากไม่ได้ฟัง spoil มาก่อน คิดว่าทุกคนต้องอึ้งกับการเฉลยเรื่องราวทั้งหมดของตัวละครในซีรีส์ชุดนี้

ก่อนที่จะมาดู ก็ไม่ได้ตั้งความหวังกับเรื่องนี้ไว้เท่าไหร่ ได้เห็นกระแสมาพักใหญ่แล้วกับ ซีรีส์ เรื่องนี้ จนมาเจอ พี่หนุ่ม กรรชัย แนะนำให้ดู จึงต้องรีบดูทันที เพราะขนาดคนที่งานยุ่งมาก อย่างพี่หนุ่มยังการันตีมาขนาดนี้ จึงไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ปัญหาใหญ่ของซีรีส์เรื่องนี้ สำหรับคนที่จะดูก็คือ ตัวละคร มีเยอะมาก ๆ และเป็นภาษาเกาหลี บางครั้งก็ต้องมาย้อนดูว่า เค้าพูดถึงใครกัน ต้องตั้งสติให้ดีในการดู เพราะทุกตัวละครในเรื่องนั้นมีปมผูกเรื่องกันแทบจะทั้งหมดไปจนถึงตอนจบของซีรีส์ ใน ep20

ต้องบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งงานในระดับ master pieces จากเกาหลีเลยก็ว่าได้ ทั้งคุณภาพนักแสดง บทของเรื่องที่เล่าได้อย่างสนุกมาก ๆ มีให้ลุ้นกันทุกตอน มีพลอตที่พลิกไปพลิกมา หลายตลบมาก ๆ จนคุณจะเดาไม่ออกแน่ ๆ ว่าตอนจบของเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร เรียกได้ว่าแกงคนดูกันแทบจะทุกตอนเลย

ผมเองก็ไม่เคยเจอประสบการณ์การดูซีรีส์แบบนี้มาก่อน จากเรื่องที่ว่าต้องอึ้งแล้วในบางตอน พอตัดไปตอนต่อไป ยังมีให้อึ้งกันต่อเนื่อง ต้องชมคนเขียนบทมาก ๆ แม้จะยาวถึง 20 ตอน แต่ก็ดูต่อเนื่องได้ลุ้นไปจนจบ จนแทบไม่อยากลุกไปไหนเลย

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ ที่คุณผู้อ่านไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง ส่วนตัวดูรอบแรกแล้วรายละเอียดต่าง ๆ เหมือนจะยังไม่เข้าใจในบางจุด มีโอกาสที่ต้องมาดูรอบสองอีกครั้ง เพื่อทำความเข้าใจของเรื่องทั้งหมด ผมแนะนำเลยครับถ้าคุณผู้อ่านมีเวลา เรื่องนี้ ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับผม

ความเน่าเฟะของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสู่การฉ้อโกง Admissions ครั้งใหญ่ของอเมริกา

เป็นสารคดีที่ถืว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากที่มาลงใน Netflix อย่าง Operation Varsity Blues: The College Admissions Scandal ที่ว่าด้วยเรื่องราวการฉ้อโกงครั้งใหญ่ในการพาบรรดาเหล่าลูกเศรษฐีเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา

ปัญหาเรื่องข้อจำกัดการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังนั้น ถือว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะตัวเลือกดัง ๆ ตัวอย่างในสหรัฐอเมริกานั้นก็มีอยู่อย่างจำกัด แต่จำนวนนักเรียนที่เรียนจบมัธยมนั้นมีอยู่มหาศาล

ความน่าสนใจของสารคดีกึ่งภาพยนตร์ชุดนี้ก็คือ การที่นำเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ที่มีการแอบดักฟังการสนทนาจากเจ้าหน้าที่ FBI มาถ่ายทอดผ่านตัวละครใหม่ ซึ่งทุกตัวละครนั้นมีอยู่จริง และเสียงการสนทนาทั้งหมดก็ถอดมาจากเรื่องจริง

ตัวละครหลักของสารคดีชุดนี้คือ Rick Singer อดีต โค้ช บาสเก็ตบอลมหาวิทยาลัย ที่ได้ผันตัวเองมาเป็นเป็นที่ปรึกษาอิสระด้านการเรียนต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งแน่นอนว่าอาชีพดังกล่าวนี้ ก็มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก เพราะมีลูกค้าจำนวนมากมายที่พร้อมจะจ่ายเพื่อให้ลูกหลานได้เข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ

แต่สิ่งที่ Rick ทำนั้นแตกต่างออกไป เมื่อเขาเห็นช่องทางบางอย่างที่เรียกว่า “​side door” เป็นช่องทางที่ใช้การฉ้อโกงผ่านการยัดเงินให้กับบุคคลากรที่เกี่ยวข้องกับการรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ

โดย Rick จะโฟกัสไปที่เหล่าโควต้าพิเศษ ที่เป็นโควต้าทางด้านกีฬา ซึ่งถือเป็นจุดที่สามารถที่จะใช้เงินเพื่อพาบรรดาเหล่าลูกหลานเศรษฐีชื่อดัง เข้าไปได้ง่ายสุด และใช้เงินที่ต่ำที่สุด

แน่นอนว่าเหล่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น Harvard , Stanford หรือ Yale นั้นก็มีช่องทางตรงสำหรับเหล่าเศรษฐีที่เงินทุนหนา ที่ต้องบริจาคเพื่อส่งลูกหลานเข้าไปร่ำเรียน แต่ก็ต้องใช้เงินสูงมาก ว่ากันว่าต้องใช้เงินหลัก 10-20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว ถึงจะใช้ช่องทางนี้ได้

ซึ่งนี่เองที่ทำให้ Rick เห็นช่องว่างทางธุรกิจที่สำคัญ คือเหล่านักธุรกิจ ที่อาจจะไม่ได้ร่ำรวยระดับมหาเศรษฐี แต่ก็เป็นกลุ่มคนชั้นสูงของอเมริกา ที่พร้อมจ่ายเงินราว ๆ 500,000 เหรียญ – 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อให้ลูก ๆ ของพวกเขาได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังได้

ซึ่ง Rick ก็ได้ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นที่พึงพอใจของเหล่าบรรดาเศรษฐี เขาใช้กลวิธีที่แนบเนียน โดยเลือกกีฬาที่ไม่ดังมาก เช่น โปโลน้ำ เรือใบ หรือ ทีมที่มหาวิทยาลัยนั้น ๆ ไม่เก่งเช่น ฟุตบอล หรือ บาสเกตบอล

และเนื่องด้วยกลวิธีดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ทุกคนต่าง happy เพราะ Win-Win กันทุกฝ่าย ทางทีมงานที่ได้รับเงินที่มหาวิทยาลัยก็อาจจะได้ทุนไปใช้ในหน่วยงานของตน หรือ อาจจะนำไปใช้ส่วนตัว และส่วนใหญ่ เป็นหน่วยกีฬาที่ไม่ค่อยมีคนสนใจ ทำให้เรื่องดังกล่าวสามารถทำได้ติดต่อกันยาวนานตั้งแต่ปี 2011-2018

แต่สุดท้ายเรื่องก็แตก เพราะทาง FBI นั้นได้ดักฟังการทำงานของ Rick อยู่นานแล้ว และดูเหมือนว่าไม่มีใครเอะใจกับเรื่องดังกล่าวเลย คือ FBI ก็ปล่อยให้ Rick ทำไปในระยะหนึ่ง ซึ่งหลักฐานทุกอย่างมันสามารถมัดตัว Rick ได้อย่างแน่นหนา

แต่สุดท้าย FBI ก็ต้องการจัดการกลุ่มผู้ว่าจ้าง เหล่าบรรดา เซเลบ มหาเศรษฐีด้วย จึงใช้ Rick เป็นนกต่อ เพื่อดึงเครือข่ายทั้งหมดออกมา และทำการจับกุม ขังคุก ให้เป็นตัวอย่าง ไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกในอนาคตนั่นเอง

ต้องบอกว่า ถือเป็นอีกเรื่องราวที่น่าสนใจ กับปัญหาเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีอยู่ทั่วโลก ปัญหาเรื่องการจัดอันดับมหาวิทยาลัย มหาลัยชั้นนำก็พยายามที่จะดันอันดับของตัวเองให้สูงที่สุด

เรื่องของ University Ranking นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจล้วน ๆ มหาวิทยาลัยดัง ๆ ได้อันดับเพราะทำตาม KPI ของบริษัทจัดอันดับ ซึ่ง KPI แต่ละตัวนั้น ก็ไม่ได้เป็นสิ่งการันตีใด ๆ ว่า นักศึกษาจะได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดตามลำดับที่จัดมานั้นจริง ๆ

การจัดอันดับเหล่านี้ นี่เอง ที่ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงมาก ซึ่งคงไม่ใช่แค่ในอเมริกา แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกันทั่วโลก ซึ่งจากการถ่ายทอดในสารคดีชุดนี้ ก็มีนักวิชาการหลายคนที่ออกมากล่าวถึง มาตรฐานการศึกษา ที่ไม่ได้ต่างกันเว่อร์ขนาดที่ว่าต้องไปแย่งกัน เสียเงิน ฉ้อโกงกันขนาดนั้น โดยเฉพาะในประเทศอเมริกา

และเมื่อเงินมันเป็นสิ่งล่อใจที่สำคัญ มันก็ทำให้คนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าวนั้น หาช่องทางที่จะทำเงินจากอันดับของมหาวิทยาลัย และแน่นอน ว่าเรื่องดังกล่าว มันก็เกิดขึ้นคล้าย ๆ กันในประเทศไทย เราจะได้เห็นข่าวมากมายในเรื่องการจ่ายสินบนเพื่อให้ได้เข้าเรียนโรงเรียนดี ๆ ดัง ๆ ที่ได้รับการจัดอันดับสูง ๆ

แต่สุดท้าย ต้องบอกว่า ตอนนี้โลกเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ในอนาคตเหล่ามหาวิทยาลัย อาจจะถูก Disrupt โดยเทคโนโลยี ซึ่งในอนาคตการเรียนในมหาวิทยาลัยอาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป

ในอดีต ทางเลือกอาชีพ อาจจะมีไม่มาก เช่น วิศวกร แพทย์ บัญชี กฏหมาย ตำรวจ ทหาร แต่จากโลกที่เปลี่ยนไปตอนนี้ได้เกิดอาชีพใหม่ ๆ ที่ทำเงินได้มากมาย โดยไม่จำเป็นต้องไปร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยเลยเสียด้วยซ้ำ

การ take course สั้น ๆ เพื่อมุ่งสู่การทำงานเลยนั้น น่าจะมีประโยชน์มากกว่า เพราะหลาย ๆสิ่ง มันพิสูจน์มาแล้วว่า การเรียนในมหาวิทยาลัย 4 ปีนั้น ในบางวิชาที่เราอุตส่าตั้งใจร่ำเรียนมา มันแทบจะไม่ได้นำไปใช้ในชีวิตจริงของเราเลยนั่นเองครับผม