Movie Review : 32 Malasana Street (32 มาลาซานญ่า ย่านผีอยู่)

ถือเป็นหนึ่งในหนังที่รอคอย สำหรับ 32 Malasana Street (32 มาลาซานญ่า ย่านผีอยู่) ที่โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบหนังผี หรือ หนังแนวสยองขวัญสั่นประสาท เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ความน่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ มันเป็นหนังผีสยองขวัญสัญชาติสเปน ที่น้อยนักที่จะกลายมาเป็นภาพยนตร์ให้แฟน ๆ ชาวได้รับชมกัน

“32 Malasana Street” หรือมี ชื่อไทยชวนขนหัวลุกว่า “32 มาลาซานญ่า ย่านผีอยู่” ภาพยนตร์สุดสยองขวัญส่งตรงมาจากสเปน โดย “32 มาลาซานญ่า ย่านผีอยู่” สร้างจากเรื่องจริงของสถานที่โคตรเฮี้ยนที่ชาวสเปนล่ำลือกันว่าผีดุที่สุด

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1976 เมื่อครอบครัวหนึ่งได้ย้ายบ้านจากชนบทเข้ามาอยู่บ้านใหม่ในเมือง ที่ย่านมาลาซานญ่า กรุงมาดริด ถือเป็นย่านที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ทำให้พวกเขาต่างวาดฝันถึงชีวิตที่สวยงามและอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ในเมือง แต่ครอบครัวนั้นกลับหารู้ไม่ว่าในย่านนั้นมีบางสิ่งเร้นลับที่กำลังรอ ‘ไม่’ ต้อนรับพวกเขาอยู่

หนังเรื่องนี้เป็นฝีมือผู้กับกำมือฉมัง “อัลเบิร์ต ปินโต้” เจ้าของผลงาน Killing God ที่ทำภาพยนตร์ออกมาเรื่องแรกก็สามารถคว้ารางวัล Audience Award จากเวที Sitges Festival มาครอบครอง โดยเรื่องราวในหนังเรื่องนี้ เป็นการสร้างความสยองที่มาจากชีวิตประจำวัน ซึ่งเพราะความธรรมดานี่แหละที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ต้องบอกว่าเรื่องนี้ เป็นมากกว่าหนังผีธรรมดา ที่มีการผูกปมดราม่าความซับซ้อนของเรื่องราวในครอบครัว ผสานไปกับเรื่องราวของความสยองขวัญ สั่นประสาท จากอพาร์ทเม้นต์หลังนี้ที่ Malasana Street

ด้วยความที่ตอนนี้ ผลงานทั้ง ซีรี่ย์ และ ภาพยานตร์จากประเทศสเปน กำลังกลายเป็นที่สนใจ ทั้งในแพลตฟอร์มอย่าง Netflix หรือ ผลงานผ่านโรงภาพยนตร์ ที่หลาย ๆ เรื่องนั้นทำออกมาได้มาตรฐานสูงระดับฮอลลีวู้ด เลยทีเดียว

ซึ่ง 32 Malasana Street ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานคุณภาพจากประเทศสเปน เช่นเดียวกัน ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือเป็นการถ่ายทอด จากเรื่องจริงผ่านสถานที่ ที่โครตเฮี้ยนที่ชาวสเปนต่างล่ำรือ ว่าผีดุที่สุด

เป็นหนังผีที่ เปิดเรื่องมาก็กดดันคนดูมาตั้งแต่ต้นเรื่องเลยทีเดียว และ ไม่ต้องปูเรื่องอะไรมากมาย เรียกได้ว่า ฉากกระตุกตามแพทเทิร์นหนังผีนั้น มาแบบรัว ๆ ตั้งแต่ต้นเรื่องไม่ทันให้ผู้ชมได้ตั้งตัวแต่อย่างใด

ด้วย location ของเรื่องที่มีการคัดสรรมาอย่างดี พร้อมกับงานภาพที่สมจริง ด้วยสีหน้า ท่าทาง แววตา ของนักแสดงทั้งหมดนั้น ทำให้เราอินไปกับความสยองของหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

รวมถึงมิติของตัวละครทุกตัว เรียกได้ว่า มีเรื่องราวอยู่เบื้องหลัง เรื่องของบาป ความผิดศีลธรรม ศาสนา นำมาประกอบได้อย่างลงตัว และโดยเฉพาะตัวผีเอง ก็มีความหลอนในระดับหนังคลาสสิกอย่าง Ju-On

เป็นหนังที่แฟน ๆ หนังผี หนังสยองขวัญสั่นประสาทไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง และควรเตรียมใจให้ดี ๆ กับหนังเรื่องนี้ เพราะมันจะพาคุณหลอนจนนั่งไม่ติด ตั้งแต่ต้นเรื่องไปถึงตอนจบ แม้บทสรุป มันจะไม่ค่อยประทับใจนัก แต่ถือว่า คอ ๆ หนังผี ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งครับ

Movie Review : Vivarium หมู่บ้านวิวาห์เรียม

ต้องบอกว่าเป็นหนังที่มีเนื้อหาน่าสนใจมาตั้งแต่ตอนปล่อย trailer ออกมาแล้ว สำหรับ Vivarium หมู่บ้านวิวาห์เรียม ที่นำแสดงโดย เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก หนึ่งในนักแสดงดาราชายขวัญใจของตัวผมเอง ซึ่งเรื่องนี้ ก็ไม่อยากจะพลาดผลงานของเขาอีกครั้ง

สำหรับ Vivarium นั้นเป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ เมื่อคุณกำลังมองหาบ้านสักหลังเพื่อเริ่มต้นชีวิต แล้วชีวิตจะเป็นอย่างไรเมื่อติดอยู่ในหมู่บ้านที่มีรูปลักษณ์เหมือนกันทุกประการ!?

โดย Vivarium นั้นถือเป็นภาพยนตร์สุดแหวกแนวที่เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมและนักวิจารณ์ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ นำแสดงโดยสองดารามาแรงขวัญใจคอหนัง เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก และอิโมเจน พูตส์

เรื่องราวที่ว่าด้วย คู่รักหนุ่มสาว ทอม (เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก) และ เจมม่า (อิโมเจน พูตส์) กำลังมองหาบ้านสักหลังเพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ พวกเขาเจอกับ มาร์ติน (โจนาธาน อาริส) นายหน้าแสนประหลาด เขาจึงแนะนำ ยอนเดอร์ หมู่บ้านจัดสรรที่มีบ้านรูปร่างหน้าตาเหมือนกันทั้งหมด

แล้วทั้งคู่ก็เริ่มเจอเหตุการณ์ประหลาดหลังจากพวกเขาขับรถหลงทางในหมู่บ้าน เพราะลักษณะบ้านมันเหมือนกันทั้งหมด แล้วเหตุการณ์ก็ยิ่งพิศวงและผิดเพี้ยนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพวกเขาเจอทารกปริศนาเพศชายและต้องเลี้ยงดูราวกับเป็นลูก เบื้องหลังขนลุกของหมู่บ้านยอนเดอร์คืออะไร ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองจากหนังเรื่องนี้

ด้วยความที่พล็อตเรื่องที่มีความแหวกแนวสูง ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นหนังที่ดูง่าย และ เหมาะกับทุกคน หนังเต็มไปด้วยการตีความปริศนาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเรื่องราวที่สุดแหวกแนวนี้

และเป็นหนังที่ใช้ตัวละครเพียงไม่กี่ตัว ทั้ง อิโมเจน พูทส์ และ เจสซี ไอเซนเบิร์ก ถือว่าทั้งคู่ต้องรับบทหนักในการแบกหนังแทบจะทั้งเรื่องไว้เพียงสองคน และดูเหมือนทั้งคู่ก็สามารถทำได้ดี ดูเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะฝั่งของ อิโมเจน พูทส์ ที่ดูเหมือนจะต้องพยายามสร้างมิติของตัวละครที่เธอรับหนักกว่า ฝั่งของ เจสซี ไอเซนเบิร์ก

ส่วนเรื่องของงานภาพ และ กราฟฟิกต่าง ๆ ของหนังนั้น พยายามสื่ออกมาให้คล้าย ๆ กับรูปแบบของการ์ตูน ใช้สีที่ฉูดฉาด สไตล์ต่าง ๆ ของบ้านที่ดูเหมือน ๆ กันนั้น ทำให้คุณต้องหลอนเมื่อได้รับชมมัน

ส่วนตัวเด็กชายที่ดูน่าขนลุก นั้น ก็มาช่วยสร้างสีสันให้กับหนังเรื่องนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ต้องบอกว่าเป็นการคัดเลือกตัวนักแสดงที่น่าสนใจอย่างมาก ตั้งแต่ตอนเด็ก รวมถึงตอนโต มันสร้างความกวน หลอนประสาท ให้กับคู่รักทั้งสองได้อย่างหนักมาก ๆ

แม้หนังจะดำเนินเรื่องแบบเนิบ ๆ ช้า ๆ แต่ก็คอยใส่ปริศนาใหม่ ๆ ออกมาตลอดทำให้เราไม่เบื่อเสียทีเดียว เป็นหนังที่เดินเรื่องได้ ค่อนข้างน่าสนใจ และชวนให้เราสงสัยมันไปจนถึงตอนจบเรื่อง ว่ามันเป็นหนังแนวไหนกันแน่

สรุป ผมว่ามันเป็นหนังที่แปลกประหลาด แต่อย่างไรก็ตามมันทำได้อย่างมีที่เสน่ห์ แม้ว่าหนังมันจะดูน่าเบื่อจริง ๆ แต่ก็ทำให้เราโฟกัส กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา  และมันเป็นภาพยนตร์ประเภทที่หากไม่ชอบ คุณจะเกลียดเลย เพราะมันก็ไม่ได้มีคำตอบที่แท้จริงของหนังในตอนท้าย 

แม้จะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ หนังพยายามสื่อถึงเกี่ยวกับชีวิตย่านชานเมือง และความพยายามที่จะเป็นหนังอาร์ทที่ดูยาก แต่สุดท้ายเมื่อดูจบ ผมก็ยังรู้สึกชอบอยู่ดี ใครชอบหนังแนวใหม่ที่ให้ความรู้สึกที่ไม่เคยเจอมาก่อน แนะนำเลยครับ ไปลองพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง

Movie Review : The Invisible Man มนุษย์ล่องหน

ได้โอกาสกลับเข้าสู่โรงภาพยนตร์อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนาน ต้องบอกว่าบรรยากาศเปลี่ยนไปพอสมควร สำหรับเรื่อง The Invisible Man มนุษย์ล่องหน นั้น ถือเป็นหนังค้างเก่าที่รอเข้าตั้งแต่ช่วง COVID ซึ่งผมก็ได้เล็งเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว จึงถือโอกาสเข้าโรงภาพยนตร์ครั้งแรกหลัง COVID ด้วยเรื่องนี้

สำหรับ The Invisible Man นั้น เป็นเรื่องราวที่ กล่าวถึง เซซิเลีย แคสส์ (เอลิซาเบธ มอสส์) หญิงสาวที่มีความสัมพันธ์กับนักวิทยาศาสตร์ที่ทั้งร่ำรวยและฉลาดล้ำเลิศ แต่ความสัมพันธ์นี้มีทั้งความรุนแรงและเธอเป็นฝ่ายที่ถูกควบคุม

และแล้วในคืนอันเงียบสงัด คืนหนึง เธอจึงได้หนีออกมาและหลบซ่อนตัว โดยได้รับความช่วยเหลือจากน้องสาว (แฮร์เรียต ไดเออร์ จาก In Between), เพื่อนสมัยเด็ก (อัลดิส ฮอดจ์ จาก Straight Outta Compton) และลูกสาววัยรุ่นของเขา (สตอร์ม รีด จาก Euphoria)

เมื่อแฟนเก่าสุดเลวทรามของเซซิเลีย (โอลิเวอร์ แจ็คสัน-โคเฮน จาก The Haunting of Hill House) ตัดสินใจฆ่าตัวตาย และทิ้งทรัพย์สมบัติจำนวนมากให้เธอ เซซิเลีย สงสัยว่าการตายของเขาเป็นเรื่องหลอกลวง

ในขณะที่เหตุการณ์อันน่าขนลุกกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เกิดการขู่เอาชีวิตบุคคลที่เธอรัก เซซิเลียเริ่มเกิดอาการสติหลุด เธอพยายามพิสูจน์ว่าเธอถูกไล่ล่าจากใครบางคนที่ไม่มีใครเห็น

เจสัน บลัม กูรูผู้สร้างภาพยนตร์เขย่าขวัญในยุคปัจจุบัน รับหน้าที่อำนวยการสร้าง The Invisible Man ให้กับบลัมเฮาส์ โปรดักชั่นส์ The Invisible Man เขียนบทและกำกับโดย ลี วานเนลล์ หนึ่งในผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ Saw ซึ่งมีผลงานกำกับภาพยนตร์ Upgrade และ Insidious: Chapter 3.

เรียกได้ว่า เป็นหนังที่เล่นกับอารมณ์ของคนดูได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ The Invisible Man เพราะแค่เปิดเรื่องมา มันก็เริ่มต้นด้วยปริศนา ที่ทำให้เราคอยติดตามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในบ้านหลังงามแห่งนั้น

ด้วยความที่เป็นหนังที่เล่นกับ ความไร้ตัวตนของตัวร้าย ทำให้ทุกฉากนั้น ทำให้เราก็ลุ้นตามไปตลอดว่า แฟนเก่าของ เซซิเลีย นั้น จะอยู่ในจุดใดของฉาก ซึ่งส่วนนี้ก็ทำให้หนัง ดูน่าระทึก คอยลุ้นไปตาม ๆ กัน เพราะเราไม่รู้เลยว่าตัวร้ายจะโผล่มาตอนไหนผ่านการล่องหนนั่นเอง

ผมค่อนข้างประทับใจกับผลงานของ ลี วานเนลล์ โดยเฉพาะใน Saw ภาค 3 ถือเป็นอีกหนึ่งหนังในดวงใจ และแน่นอนว่า เรื่องนี้ ก็จะได้กลิ่นอายสไตล์ของ ลี วานเนลล์ จากทั้งในเรื่อง Saw และ Insidious : Chapter 3 ที่เขาเป็นคนกำกับ

ต้องบอกว่าคนที่รับบทหนักสุดก็คือนางเองของเรื่องอย่าง เซซิเลีย แคสส์ (เอลิซาเบธ มอสส์) ที่เรียกได้ว่า เธอแบกรับหนังทั้งเรื่อง ที่ต้องแสดงสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ หวั่นวิตก แบบสุด ๆ เพราะไม่มีใครเชื่อเธอในเรื่องดังกล่าวที่อดีตแฟนของเธอนั้นล่องหนได้ และเธอก็ทำมันออกมาได้ดีมาก ๆ เสียด้วย เรียกว่าไม่ห่วงความสวยกันเลยทีเดียวสำหรับการแสดงของเธอในหนังเรื่องนี้

และสิ่งที่เพิ่มพลังให้เราลุ้นไปตลอดเรื่องของหนังเรื่องนี้คือ Sound Effect ที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง ต้องบอกว่าทำ Sound ออกมาได้ลุ้นระทึกมาก ๆ แม้บางทีจะใส่ Sound ที่เว่อร์เกินไปหน่อยก็ตามที แต่มันทำให้บรรยากาศของหนังมันดูน่าลุ้นเพิ่มมากขึ้น

คือเรื่องนี้ เป็นหนังที่ทุกคนดูได้ ไม่มีฉาก กระตุก เหมือนหนังผี หรือ หนังสยองขวัญ สั่นประสาทเรื่องอื่น ๆ เล่นกับความรู้สึกคนดูมากกว่า กับสิ่งที่มองไม่เห็น และมีปริศนาที่ค่อย ๆ คลี่คลายไปจนมีการหักมุมในตอนท้ายเรื่องได้อย่างน่าสนใจ

ถือว่า เป็นหนึ่งในหนังที่เป็นตัวเลือกที่ไม่มากนักในยุคหลัง COVID ที่โรงหนังเริ่มเปิดให้ชมกัน เพราะ ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นหนังเก่าซะส่วนใหญ่ เรื่องนี้ถือว่าไม่ผิดหวัง สำหรับแฟน ๆ หนังแนวนี้ก็ไม่ควรพลาดไปชมกันนะครับ แนะนำเลย

Series Review : Strangers From hell (Netflix)

ต้องบอกว่าปรกติ ไม่ค่อยเป็นคนที่อินกับ Series ของทางฝั่งเกาหลีเลย เพราะส่วนใหญ่จะเป็น Series รักโรแมนติก ที่ไม่ใช่แนวที่ผมชอบเท่าไหร่ แต่สำหรับเรื่อง Strangers From Hell นั้น มันเป็น Series ที่แตกต่าง

เรื่องนี้เคยโด่งดังมาก่อน ใน Webtoon ที่ทำเป็น Comic มาก่อน ที่เป็นการ์ตูนแนวสยองขวัญสั่นประสาท ที่โด่งดังมาก ๆ ในประเทศเกาหลี

ซีรีส์ว่าด้วยเรื่องราวของ ยุงจงอู ชายหนุ่มอายุ 27 ปี ที่ปลดประจำการจากทหารมาได้ไม่นาน ที่กำลังย้ายเข้ามาทำงานในโซล ในบริษัทของรุ่นพี่คนสนิทที่มหาลัย และกำลังหาที่พัก แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเงินทำให้เค้าต้องมาอยู่ หอพักราคาสุดหลอน ราคาถูกที่มีชื่อว่า เอเดน ซึ่งที่นี่เค้าได้เจอกับนรกบนดิน คนในหอพักเต็มไปด้วยความประสาท โรคจิต ไล่มาตั้งแต่ป้าเจ้าของหอยันคุณหมอฟันที่ดูเหมือนน่าจะเป็นคนปกติสุด และทุกคนนั้นพร้อมที่จะทำให้ ยงจุนอู กลายเป็นบ้าได้ในทุกเมื่อ

เรื่องราวใน Series ชุดนี้ เต็มไปด้วยความน่าสงสัย ที่ทำให้เราคอยติดตามตลอดทั้งเรื่องว่า ความเป็นมาของแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไร ผสมกับความดราม่า ในเรื่องความรัก ที่นำมาผสมผสานได้อย่างลงตัว

มันเป็นการถ่ายทอดชีวิต ของเหล่า First Jobber ชาวเกาหลีได้อย่างดี ด้วยค่าครองชีพที่แพงมหาศาล ในเมืองหลวงอย่าง กรุงโซล ทำให้ต้องหาที่พักราคาถูก ซึ่งแน่นอนว่า ที่พักราคาถูก ๆ นั้น แลกด้วยคุณภาพชีวิตที่ต่ำ พร้อมด้วยเพื่อนร่วมชายคาที่แปลกประหลาด

มันไม่ใช่ซีรี่ยส์ ที่เหมาะกับทุกคน เพราะหากดูเรื่องนี้ยาว ๆ ในรอบเดียวนั้น อาจจะทำให้คุณประสาทเสียได้ เพราะความสยองขวัญ สั่นประสาทของมัน ผมก็ต้องทยอยดู ครั้งละ 2-3 ตอน เพราะ มันหดหู่ และ ทำให้เราจิตหลอนได้เลยทีเดียวหากดูต่อเนื่องยาว ๆ

ความหลอน เพื่อนร่วมชายคาที่แต่ละคนนั้นพีคมาก ๆ มีความสุดโต่งแบบสุด ๆ ทำให้ซีรียส์เรื่องนี้ ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจมาก ๆ ตัวละครแต่ละตัวนั้น แสดงได้สุดยอดมาก ทั้ง คุณหมอฟัน คุณป้า รวมถึงฝาแฝด ที่สลับกันมาสร้างความหลอนให้กับพระเอกของเรื่องอย่าง ยุงจงอู

แน่นอนว่า คนที่รับบทหนักนั่นก็คือ พระเอกของเรานั่นเอง ต้องบอกว่าเป็นการคัดเลือกนักแสดงได้ดีเยี่ยม เพราะ ตัวเอกของเรื่องอย่าง ‘อิมชีวาน’ ที่รับบท ยุงจงอู นั้น แสดงได้พีคมาก ๆ เพราะเขาต้องถ่ายทอดประสบการณ์การถูกบีบคั้นจากเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งความรักกับแฟน ครอบครัวที่มีปัญหา เพื่อนร่วมงานที่แปลกประหลาด ผสมด้วยจุดพีคที่สุด คือ เพื่อนร่วมชายคาหอพักที่สุดหลอน เรียกได้ว่า เขาแทบจะไม่อยากกลับมาพักที่หอของเขาเลยทีเดียว

และที่สำคัญ การใช้มุมมองที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้ location ที่ช่างสรรหามาได้อย่างดี สำหรับ หอพัก เอเดน ซึ่งเมื่อเราแค่ก้าวเท้าเข้าไปพร้อมกับตัวละคร เราก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกสยองขวัญ สั่นประสาทแล้วนั่นเอง

บทที่ทำออกมาได้ดีเป็นอย่างมากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ซีรียส์นี้ น่าติดตามตั้งแต่ตอนแรกไปจนถึงตอนจบ ซึ่ง ถือว่าทำได้ดีมาก ๆ มีความต่อเนื่อง และตรึงอารมณ์คนดูอได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณอยากจะดูต่อจนจบแม้จะพบกับความหลอนแค่ไหนก็ตามที

สุดท้ายกับบทสรุปของเรื่องที่ถือว่า ทำได้ดีพอสมควร ผลงานเรื่องนี้ต้องบอกว่า เป็นหนึ่งใน ซีรียส์เกาหลีที่น่าสนใจที่สุดเรื่องนึงสำหรับตัวผมเอง แม้จะไม่ค่อยเป็นแฟนซีรียส์เกาหลีเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้ และที่สำคัญเรื่องนี้มันแสดงให้เห็นถึงการยกระดับของผลงานด้านความบันเทิงของเกาหลี ที่ยกระดับมาตรฐาน ได้เทียบเท่า คุณภาพของ ซีรียส์ฝั่งอเมริกาเลยก็ว่าได้

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่ง ซีรียส์ที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง สำหรับแฟน ๆ แนวสยองขวัญ สั่นประสาท แต่ถ้าหวังซีรียส์ รักโรแมนติกแบบเรื่องอื่น ๆ นั้น แนะนำให้หลีกเลี่ยง เพราะดูเรื่องนี้ อาจจะทำให้คุณจิตตกได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากอยากเปลี่ยนรสชาติ ก็เป็นหนึ่งใน ซีรียส์ที่แนะนำเป็นอย่างยิ่งครับผม

The Last Dance เรื่องราวสุดคลาสสิกกับนักบาสในตำนานตลอดกาล ไมเคิล จอร์แดน

ต้องบอกว่าเป็นสารคดีที่ผมเฝ้าตามมาเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์เต็ม สำหรับ The Last Dance ที่เป็นสารคดี เรื่องราวของสุดยอดนักบาสในตำนานอย่าง ไมเคิล จอร์แดน แห่งทีม ชิคาโก บูลส์

“The Last Dance” ที่ถ่ายทอดชีวประวัติของไมเคิล จอร์แดน นักกีฬาผู้ยิ่งใหญ่ระดับตำนาน และทีมชิคาโก บูลส์ในยุค 90 ซึ่งขึ้นแท่นทีมบาสเก็ตบอลที่ประสบความสำเร็จสูงสุดทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการกีฬา

โดย สารคดีเรื่องนี้ตีแผ่ความสำเร็จของไมเคิล จอร์แดนและวงการเอ็นบีเอในยุคนั้น ซึ่ง กำกับโดย เจสัน แฮเออร์ (จาก “The Fab Five” “The ’85 Bears” “Andre the Giant”) และผลิตโดยไมค์ ทอลลิน

สำหรับที่มาของชื่อ The Last Dance เป็นชื่อ ที่โค้ช ฟิล แจ็กสัน ยอดโค้ชของทีม ชิคาโก บูลส์ เป็นคนตั้งสำหรับเป้าหมายในการไล่ล่าแชมป์ครั้งสุดท้ายกับทีมในช่วงปี 1997-1998 ซึ่งเขาจะทำงานในฐานะโค้ชในปีสุดท้าย

มันเป็นการตัดภาพย้อนไปในอดีตตั้งแต่ จอร์แดน ยังเป็นเด็ก และเล่าเรื่องราวของการมาสร้างความยิ่งใหญ่ที่ ชิคาโก บูลล์ส ได้อย่างไร ต้องบอกว่าเป็นเรื่องราวที่ผ่านหลายยุคของนักบาสเก็ตบอลที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น แลร์รี่ เบิร์ด , เมจิก จอห์นสัน ซึ่งตอนที่ จอร์แดนก้าวขึ้นมาเล่นอาชีพเต็มตัวนั้น เป็นช่วงปลายของตำนานเหล่านี้

แต่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของวงการบาสเก็ตบอล NBA ของอเมริกา สำหรับการก่อกำเนิดขึ้นของ ไมเคิล จอร์แดน เขาเป็นคนเปลี่ยนทุกอย่างของเกมบาสเก็ตบอล ทำให้กลายมาเป็นกีฬาที่มหาชนคลั่งไคล้ และ กลายเป็นกระแสไปทั่วโลก

ต้องบอกว่า จอร์แดน นั้นเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่มีอิทธิพลที่สุดของโลกเลยก็ว่าได้ หากลองย้อนกลับไปในช่วงนั้น ที่ internet ยังไม่บูม และไม่ต้องพูดถึงสื่อ Social Network ที่ตอนนั้นยังไม่ตั้งไข่ขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ แต่เขาดังเพราะความสามารถของเขาล้วนๆ และเป็นที่รักของแฟน ๆ บาสเก็ตบอลทั่วโลก

แน่นอนว่า สารคดีชุดนี้ มันก็มีส่วนผสมของเรื่องราวดราม่าที่เกิดขึ้นในทีม ชิคาโก บูลส์ ในยุคครองความยิ่งใหญ่ ได้แชมป์ 6 จาก 8 สมัยในช่วงทศวรรษปี 90 ซึ่งถือเป็นทีมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในยุคนั้นเลยก็ว่าได้

ไม่มีนักกีฬาคนไหนในโลกที่มีเอกลักษณ์พิเศษที่เหมือนจอร์แดน เขาเป็นคนชอบเอาชนะ และ เรื่องราวในสารคดีชุดนี้ จะชี้ให้เห็นว่า การก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่ได้ในระดับนี้นั้น เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ทั้งความกดดัน เรื่องราวดราม่านอกสนาม หรือ เรื่องของครอบครัว รวมถึงคู่แข่งตัวฉกาจที่เขาได้พบเจอ ที่หากมีคู่แข่งคนใดไปกระตุ้นจอร์แดนให้อยากเอาชนะ ก็ไม่มีใครผู้ใดที่จะขวางทางเขาได้

ทีมที่มีส่วนผสมต่าง ๆ ที่ลงตัว โดยการนำของจอร์แดน มีการถ่ายทอดเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็น สก็อตตี้ พิพเพ่น หรือ เดนนิส ร็อดแมน หรือ เพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในทีมกีฬาที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ในการผสมผสานส่วนต่าง ๆ ความสามารถของแต่ละคน ได้จนมีส่วนผสมที่ลงตัวที่สุด

แม้บาสเก็ตบอลในยุคเขานั้น ดูเหมือนจะเป็นการแสดงแบบโชว์เดี่ยว เป็นส่วนใหญ่ แต่เพื่อนร่วมทีมทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำทีมของจอร์แดน เราจะได้เห็นการที่จอร์แดน นั้นดึงศักยภาพของผู้เล่นร่วมทีมของเขา แม้จะไม่เป็นผู้เล่นชื่อดังมาก่อน แต่จอร์แดนนั้นมีวิธีการในการดึงศักยภาพสูงสุดของผู้เล่นเหล่านี้ออกมาได้

ซึ่งมันก็ก่อให้เกิดเรื่องดราม่าระหว่างทีม ด้วยสไตล์ การปลุกเร้าทีมของจอร์แดน ทำให้เขามีการกระทบกระทั่งกับเพื่อนร่วมทีมบ่อยครั้ง และบางครั้งถึงขั้นมีการทำร้ายร่างกายกันเลยด้วยซ้ำ

แต่สุดท้าย อดีตลูกทีมทุกคนที่เข้ามาสัมภาษณ์ในสารคดีชุดนี้ นั้นก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันเป็นความสามารถของจอร์แดนในการดึงศักยภาพของพวกเขาให้ออกมามากที่สุด และพร้อมที่จะสู้กับคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งแค่ไหน พวกเขาก็สามารถเอาชนะได้ในท้ายที่สุดนั่นเอง

ซึ่งหากใครที่เติบโตในยุคนั้น ก็คงจะอินกับสารคดีชุดนี้ได้อย่างดี เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราเห็นความยิ่งใหญ่ของ จอร์แดน ว่าเค้าเป็นนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน การถูกผลักดันด้วยพลังแห่งการเอาชนะนั้น พาให้เขามาถึงในจุดที่เรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

และไม่ใช่แค่ในวงการบาสเก็ตบอลเท่านั้น แต่เป็นสารคดี สำหรับแฟน ๆ ที่ไม่ใช่ แฟนบาสเก็ตบอลเช่นเดียวกัน เรื่องราวเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวกีฬาที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล ที่ทุกคนควรที่จะได้มีโอกาสดู

ต้องบอกว่าเป็น สารคดีที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเนื้อหาที่เข้มข้น การนำเสนอที่น่าสนใจ และมันเป็นวิธีที่จะเข้าใจว่า ไมเคิล จอร์แดน กลายเป็นนักบาสเกตบอล NBA ที่เก่งที่สุดตลอดกาลได้อย่างไร และในขณะเดียวกัน ก็จะได้เข้าใจว่า การเต้นรำครั้งสุดท้ายของเขาในสนาม (The Last Dance ) กับ ทีม ชิคาโก บูลส์ เป็นอย่างไรนั่นเองครับ