Movie Review : โปรเม อัจฉริยะต้องสร้าง

ต้องบอกว่าหนังสไตล์ชีวประวัติของบุคคลนั้น เป็นหนังที่น้อยครั้งนักที่ ค่ายหนังไทยจะหยิบมาสร้าง เพราะอย่างที่เราทราบ ๆ กันว่าหนังไทยที่จะทำรายได้สูง ๆ ได้นั้นต้องอยู่ในข่ายของ หนังตลก หนังรัก หนังผี เพียงเท่านั้น ที่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ในตลาดหนังไทย

ผมตั้งใจมาก  ๆ ว่าจะไปดูเรื่องนี้ เพราะเป็นโอกาสที่น้อยมาก ๆ ที่จะได้เห็นหนังสไตล์นี้ที่ทำจากค่ายหนังไทย และเรื่องราวของ โปรเม เอรียา จุฑานุกาล สุดยอดนักกอล์ฟหญิงของไทยที่ถือว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

และสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีความแตกต่าง และน่าสนใจกว่าหนังแนวชีวประวัติเรื่องอื่น ๆ เพราะมีภูมิหลังดรามาที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวในแบบครอบครัวชาวไทย ซึ่งหลาย ๆ ครอบครัวนั้นน่าจะอินกับหนังเรื่องนี้ได้อย่างดี

ซึ่งมันเป็นเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่เด็ก ที่กว่าจะกลายมาเป็น โปรเม อย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน นั้นผ่านอุปสรรคขวากหนามต่าง ๆ มากมาย

ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดนั้น เกิดจากพ่อ คนนึง พ่อที่เชื่อว่าจะทำให้ลูกสาว สองคนไปเป็นนักกอล์ฟระดับโลกให้ได้ ซึ่งครอบครัวของเธอนั้นได้เริ่มต้นจาก การทิ้งโลกวัยเด็กของเธอไว้เบื้องหลังและเริ่มเล่นกอล์ฟอย่างจริงจรัง

ซึ่งตั้งแต่ยังเด็ก เม และครอบครัว ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก ทั้งเรื่องกอล์ฟ และบททดสอบความแข้งแกร่งของทั้งจิตใจและร่างกาย รวมถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตของครอบครัว จุฑานุกาล ทีคนในครอบครัวนั้นต้องผ่านไปให้ได้ โดยยังไม่รู้ว่าอนาคตนั้นจะเกิดอะไรขึ้นด้วยซ้ำ มันเป็นการเดิมพันที่สูงมาก ๆ ของครอบครัว จุฑานุกาล

แต่ที่ผมมองว่าเป็นสิ่งที่เด่นที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือ การแสดงของ พี่เอก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ที่รับบท คุณพ่อ สมบูรณ์ จุฑานุกาล (คุณพ่อโปรเม)  ที่ต้องบอกว่าเป็นผลงานการแสดงที่สุดยอดที่สุดในการเล่นของแกเลยก็ว่าได้ ซึ่งหากมองให้ลึกซึ้งจริง ๆ นั้น หนังเรื่องนี้เป็นหนังของพ่อโปรเมเสียมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะการแสดงที่กินขาด สามารถแบกหนังทั้งเรื่องไว้ได้เลย

ซึ่งแม้ว่าในตัวบทของหนังนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง 100% ทั้งหมดของ พ่อ โปรเม แต่ ต้องบอกว่าหากใครมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องราวปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว เรื่องนี้อาจจะทำให้คุณเสียน้ำตาได้เลยทีเดียว เพราะเป็นการแสดงที่บีบหัวใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในฉากพีคสุดของเรื่อง หากใครดูแค่ตัวอย่างและไม่ได้ไปดูจริงนี่อาจจะพลาดของดีไปเลยก็ได้ เพราะเรื่องนี้เหล่านักแสดงทุกคนนั้น สื่อถึงความสัมพันธ์ของครอบครัวออกมาได้ดีจริง ๆ 

และที่สำคัญหนังเรื่องนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลาย ๆ ครอบครัว รวมถึงคนทั่วไป เพราะโปรเม นั้นเคยผ่านจุดต่ำสุดมาได้ และยังคงเดินหน้าผลักดันตัวเองจนขึ้นเป็นมือ 1 ของโลกได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการสร้างปรากฎการณ์ให้วงการกอล์ฟโลกต้องทึ่ง

ซึ่งเมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้จบ ผมต้องขอบอกว่ามันคือเรื่องราว ที่จะเป็นแรงผลักดัน ให้กับทุกคนที่มีฝัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องธุรกิจ หรืออะไรก็แล้วแต่ หนังเรื่องนี้มันได้แสดงให้เห็นถึงตัวอย่างของการทำทุกอย่าง ทุกวิถีทาง ไม่ย่อท้อต่อ อุปสรรคต่าง ๆ มากมาย เพื่อไปให้ถึงฝัน อย่างที่ “เม เอรียา จุฑานุกาล” และครอบครัวของเธอทำได้สำเร็จนั่นเองครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Parasite ชนชั้นปรสิต

ต้องบอกว่า Parasite เป็นหนึ่งในหนังที่ผมสนใจเป็นอย่างมาก เพราะผู้กำกับอย่าง Bong Joon-ho ที่ฝากผลงานสุดประทับใจใน Okja ที่ได้ลงใน Netflix รวมถึง Snowpiercer ที่เป็นหนังระดับ Hollywood ซึ่งสองเรื่องดังกล่าวนั้น ดูแล้วประทับใจมาก

แต่ด้วยภารกิจที่รัดตัว ก็เพิ่งจะได้มาดูจริง ๆ ตอนหนังจะออกจากโรงเสียแล้ว และดูกระแสในโลกออนไลน์ที่ออกมาค่อนข้างดีมาก หลาย ๆ คนก็ชอบกัน ซึ่งขนาดวันท้าย ๆ ที่ผมได้เข้าไปดู คนก็ยังเต็มโรงแน่นเหมือนเคย

และแน่นอนว่า Parasite นั้นได้รับรางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ในปี 2019 ที่ผ่านมา แต่หลาย ๆ ท่านเมื่อได้ยินชื่อหนังรางวัลแล้วส่วนใหญ่จะเป็นหนังที่ดูยาก และมีความเป็น Artist สูงมาก แต่ไม่ใช่เลยกับ Parasite เพราะเป็นหนังรางวัลที่ดูง่ายมาก ๆ 

หนังเล่าเรื่องของครอบครัว เล็กๆ ที่มีกันอยู่ 4 สมาชิก พ่อ คิมกีแท็ก (Song Kang Ho จาก ‘Snowpiercer’)​ แม่ ชุงซุก (Jang Hye Jin)​ ลูกชาย กีอู (Choi Woo Sik จาก ‘Train To Busan’) ลูกสาว กีจอง (Park So Dam)​ ที่ต้องอาศัยอยู่ในชั้นใต้ดิน

หน้าต่างพ้นเห็นพื้นดินเพียงกึ่งหนึ่ง เป็นครอบครัวที่คนเป็นพ่อแม่ตกงาน ลูกๆ ก็ยังไม่อาจหาที่เรียนต่อไป ลูกชายได้งานสอนจากเพื่อน งานนี้ทำให้เขาได้เข้าบ้านหลังใหญ่ และเป็นต้นสายของเรื่องราวที่บานปลายของครอบครัวคนชนชั้นล่างที่แทรกซึมไปสูบเม็ดเงินและชีวิตของคนรวยนั่นเอง

มันก็ตามชื่อเรื่องอยู่แล้วที่ ชนชั้นปรสิต แต่ปรสิตนั้น แฝงอยู่ในทุกชนชั้น ซึ่งหนังได้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งไม่ว่าชนชั้นใด ๆ ก็ต่างมีด้านมืดอยู่เหมือน ๆ กัน 

แค่การแสดงออกในแต่ละชนชั้นนั้น อาจจะแตกต่างกัน บทพูดที่ร้อยเรียงออกมาซึ่งสื่อความหมายได้อย่างดีเยี่ยม เราจะเห็นมุกตลกที่สอดแทรกเข้ามาเรื่อย ๆ แต่ล้วนเป็นมุกที่แฝงให้เราคิดต่อแทบจะทั้งสิ้น มันไม่ใช่มุกตลกธรรมดา ๆ ทั่วไป

และขอชื่นชมในส่วนของฉากหนังที่ เป็นจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว ทั้ง แสง สี theme ของหนังที่มันดูดาร์ค ๆ แต่สะกดให้เราตรึงอยู่กับเนื้อเรื่องของหนังอยู่ตลอดจนถึง การเฉลยเรื่องราวในตอนจบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเดายากมากนักสำหรับคอหนังแนวนี้

แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ ได้ถ่ายทอดเรื่องราว ๆ ที่เข้าถึงคนจำนวนมากด้วย เพราะมันเป็นเรื่องราวปรกติในสังคมเราอยู่แล้ว ที่มีชนชั้นต่าง ๆ ที่แบ่งแยกกันอยู่ แม้ต่อหน้าจะดูเหมือนเป็นมิตรไมตรี แต่ลับหลังเบื้องลึกจิตใจของคนนั้น ก็อย่างที่เราได้เห็นในหนังเรื่องนี้ครับ ซึ่งเป็นเรื่องราวจริงในสังคมทุกหนทุกแห่งในโลกนี้อยู่แล้ว มันเลยเข้าไปกระแทกใจคนหลาย ๆ กลุ่มได้อย่างดี ทำให้หนังดังกระฉูด ทำรายได้มหาศาล

ซึ่งโดยรวมแล้วผมก็ยังถือว่าเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมมาก และการเขียนบทที่ดีมากๆ  เพราะหนังเค้าเอาประเด็นหนัก ๆ ในเรื่อง ชนชั้นและความเหลื่อมล้ำทางสังคม มาทำให้กลายเป็นหนังบันเทิงและดูสนุกมาก ๆ คือเป็นหนังที่ไกลเกินกว่าที่จะเป็นหนัง Asia แล้วครับเรื่องนี้ สร้างได้มาตรฐาน Hollywood เลยด้วยซ้ำ ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่ควรที่จะพลาดชมเป็นอย่างยิ่งครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Midsommar เทศกาลสยอง

ในฐานะแฟนพันธุ์แท้หนังสยองขวัญ เขย่าประสาท รวมถึงหนังผี ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบหนังสไตล์นี้มาก ๆ ต้องบอกว่า เรื่องล่าสุดอย่าง Midsommar นั้น ก็ไม่พลาดที่จะตีตั๋วเข้าโรงเพื่อชม หลังจากกระแสในโลกออนไลน์ ที่ออกมาค่อนข้างดี

แต่เรื่องผมก็ไม่ได้อ่านข้อมูลอะไรมาก่อนเหมือนกัน เพียงแค่รู้ว่าเป็นกระแสอยู่ในโลกออนไลน์เท่านั้น ซึ่งผมค่อนข้างชอบดูหนังไปลุ้นเอาดาบหน้า มันจะให้ความรู้สึกที่ สดใหม่ แบบจริง ๆ นั่นเอง

เรื่องนี้สิ่งที่ทำให้ผมสนใจอย่างแรกก็คงเป็นผู้กำกับอย่าง Ari Aster ที่ผมเคยดูงานของเขามาก่อนในเรื่อง Hereditary ที่ทำออกมาได้ดีมาก ๆ ในปีที่แล้ว เรียกได้ว่าไม่ผิดหวังเลยสำหรับผลงานเก่าของเขาอย่าง Hereditary 

Ari Aster ที่เคยฝากผลงานสุดสยองกับ Hereditary
Ari Aster ที่เคยฝากผลงานสุดสยองกับ Hereditary

“Midsommar ว่าด้วยเรื่องราวของ ดานีและคริสเตียน คู่รักหนุ่มสาวชาวอเมริกันที่ความสัมพันธ์ใกล้แตกสลาย แต่หลังจากโศกนาฏกรรมของครอบครัวดานี ทำให้ดานี่ที่โศกเศร้าเข้าร่วมกับคริสเตียนและเพื่อน ๆ ของเขาในการเดินทางไปงานเทศกาลกลางฤดูร้อน (Mid Summer นั่นเอง) ณ หมู่บ้านอันห่างไกลทางตอนเหนือของประเทศสวีเดน 

สิ่งที่เริ่มต้นในวันหยุดฤดูร้อนที่ไร้กังวลในดินแดนที่มีแสงแดดส่องตลอดแทบจะทั้งวันในประเทศสวีเดน ได้กลายเป็นเรื่องน่ากลัวเมื่อชาวบ้านเชิญแขกให้มามีส่วนร่วมในงานเฉลิมฉลองที่เบื้องหลังคือความน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด”

มันเป็นผลงานการสร้างที่ดิบ เถื่อน และตรึงคนดู ให้อยู่กับทุก ๆ scene ในหนังได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ต้องบอกว่า แม้เรื่องราวจะไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากมายในการดำเนินเรื่อง แต่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตรึงคนดูได้ตลอดทั้งเรื่อง

คือเรื่องราวๆ มันจะเดินเรียบ ๆ แบบสะกดใจคนดู แต่พอมาถึงจุด Climax ของเรื่องก็เรียกว่ากระชากใจอารมณ์ คนดู ได้อย่างน่าสนใจมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าจิตใจไม่แข็งพอ อาจจะหลอนจิตประสาทตามหนังเรื่องนี้ไปได้เลยทีเดียว

มันเป็นภาพฉากที่ดูสวยงามของหมู่บ้านห่างไกลในสวีเดน แต่เห็นแล้วมันหลอนอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นพิธีกรรมนอกรีตที่ มาถ่ายทอดได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ ของผู้กำกับ Ari Aster

ฉากหลังที่สวยงาม แต่เบื้องหลังสุดสยอง
ฉากหลังที่สวยงาม แต่เบื้องหลังสุดสยอง

มันเป็นหนังที่น่ากลัว น่าสยดสยอง แบบที่คุณไม่เคยได้พบเจอมาก่อนอย่างแน่นอน ซึ่งตอนแรกที่ไม่ได้รับข้อมูลใด ๆ ผมก็นึกว่าเป็นหนังสยองขวัญเหมือนเรื่อง ๆ อื่น ๆ ที่ผ่านมา ไล่ฆ่า ไล่ฟัน กัน อะไรทำนองนี้ แต่เรื่องนี้มันไม่ใช่เลย

มันเป็นหนังที่ตรึงคนดูไว้ เหมือนสะกดจิตเราไว้ แล้วคอยหวาดระแวงกับเรื่องราวต่าง ๆ ของหนัง แม้จะมีมุกตลกสอดแทรกอยู่ตลอดเวลาก็ตาม แต่เราจะตรึงอยู่ในภวังค์ ตั้งแต่ต้นเรื่องไปจนถึงท้ายเรื่องเลย และจนถึงบทสรุปที่ต้องเรียกได้ว่า อึ้งกันไปตาม ๆ กัน

ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ให้แง่มุมหนึ่ง ในเรื่องของวัฒนธรรม ที่เราไม่คุ้นชิน ซึ่งอาจจะหลงเหลือบ้างในพื้นที่ห่างไกลในปัจจุบัน แต่ถ้าเรามองไปยังยุคก่อนที่มนุษย์เราจะเรียนรู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์ และมนุษย์มีองค์ความรู้ในเรื่องต่าง ๆ มากมายเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งแต่ก่อนมันอาจจะมีประเพณี คล้าย ๆ แบบนี้อยู่ทั่วทุกหนแห่งทั่วโลกก็เป็นได้

ซึ่งแน่นอนว่า หากคุณอยากดูหนังแปลก แหวกแนว และชอบหนังสยองขวัญแนวนี้ อยู่แล้ว ก็ไม่ควรพลาดชมอย่างยิ่ง เพราะคุณจะได้รับประสบการณ์ใหม่ในการรับชมอย่างแน่นอน หนังเรื่องนี้จะให้ประสบการณ์สุดพิเศษที่คุณไม่มีวันลืมได้อย่างแน่นอนครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : The Current War สงครามไฟฟ้า คนขั้วอัจฉริยะ

ต้องเรียกได้ว่าเป็นหนังที่ผมสนใจมากเลยทีเดียวสำหรับ The Current War ที่เป็นเรื่องราวของการปฏิวัติการกำเนิดไฟฟ้าให้โลกส่องสว่างไสว มาจวบจนถึงปัจจุบัน 

หนังได้ถ่ายทอดเรื่องราวของการชิงดีชิงเด่นระหว่างนักประดิษฐ์ผู้มากความสามารถ โทมัส อัลวา เอดิสัน และนายทุนอย่าง เจพี มอร์แกน ผู้สนับสนุนทฤษฎีของไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ที่ต้องไปปะทะกับวิศกรนักธุรกิจรายใหญ่อย่าง จอร์จ เวสติงเฮ้าส์ แถมพ่วงด้วยอัจฉริยะแห่งยุค นิโคลา เทสลา ผู้ที่ต้องการผลักดันไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ที่อดีตเคยเป็นทีมงานของ โทมัส อัลวา เอดิสัน เองเสียด้วยซ้ำ

ผมค่อนข้างตั้งความหวังไว้สูงกับหนังเรื่องนี้ หลังจากได้ดูผ่านตัวอย่าง คิดว่าต้องสนุกแน่ เพราะเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ของการกำเนิดไฟฟ้าให้กับโลกของเรา แถมได้ทั้ง 
Benedict Cumberbatch ดาราขวัญใจใครหลาย ๆ คนรวมถึงตัวผมด้วยแถมยังได้ นักแสดง Spider Man คนล่าสุดอย่าง Tom Holland มาร่วมประกับอีกต่างหาก ทำให้ดูแล้วไม่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง

แต่ก็เหมือนกับเป็นการตั้งความหวังไว้สูงจนเกินไป สำหรับหนังเรื่องนี้ เพราะ แทนที่จะถ่ายทอดออกมาได้ดีกว่านี้ กลับเดินเรื่องแบบพยายามยัดเยียดเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างเข้ามามากจนเกินไป จนตัวหนังดูเร่งเกินเหตุ และไม่ปะติดปะต่อเรื่องราว คือถ้าใครไม่ได้รู้ประวัติเรื่องราวการต่อสู้มาก่อนอาจจะทำให้งงได้

หนังค่อนข้างเทบทบาทไปในทางตัวของ เทสล่า มากกว่า ว่าเขาเป็นคนมีไอเดียสุดล้ำที่จะปฏิวัติวงการด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ ส่วนเอดิสัน ถูกมองในแง่ลบมากสำหรับหนังเรื่องนี้ พยายามหาเรื่องใส่ความไฟฟ้ากระแสตรงมากกว่า โดยใช้วิธีโหดร้ายเพื่อโจมตีอีกฝ่าย ที่ดันทุรังจะใช้ไฟฟ้ากระแสตรง แต่ก็อย่างว่า ประวัติศาสตร์นั้นถูกเขียนโดยผู้ชนะ เราก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวจริง ๆ ที่ถูกต้องมันคือยังไงกันแน่ ใครคือพระเอก ใครคือผู้ร้าย สำหรับการปฏิวัติวงการไฟฟ้าของโลกครั้งนี้

เมื่อพิจารณาจากนักแสดงที่มีคุณภาพสูงที่มาร่วมเล่นนั้น  ดูเหมือนว่าจะขาดอะไรหลาย ๆ อย่างทำให้หนังดูน่าเบื่อเสียด้วยซ้ำ มีที่ดีหน่อยก็คงจะเป็นจังหวะของ Sound ที่ทำออกมาตื่นเต้นได้ดี แต่มันไม่ค่อยจะลงตัวกับฉากในตัวหนังซักเท่าไหร่ เหมือนดนตรีพยายาม Build อารมณ์มากไปแต่หนังไม่สามารถพาไปถึงจุดนั้นได้นั่นเอง

สรุปง่าย ๆ ว่าหนังเรื่องนี้พยายามเอาชีวประวัติบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์มาใส่สีเติมแต่ง โดยหวังจะให้กลายเป็นหนังที่น่าดูแบบ hollywood สไตล์  แต่กลับทำได้ไม่สุดซักทาง จะบอกว่าสนุกก็ไม่ใช่ จะให้ความรู้ก็ดูแล้วออกมาจะยิ่งงง ซึ่งดูจากกระแสวิจารณ์จากสื่อหลาย ๆ เจ้าแล้วนั้น ก็ส่งผลให้ตัวหนังออกมาล้มเหลวไม่เป็นท่า ดังที่เราเห็นนั่นเองครับ

Blog Series : The Innovators The Men Who Built America (ฝากส่งท้าย)

The Men Who Built America

ผมเป็นคนนึ่งที่สนใจเรื่องประวัติศาตร์ และชอบดู documentary ที่เกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์ ซึ่ง มีเรื่องนึงที่น่าสนใจมาก ๆ ของ History Chanel คือ The Men Who Built America

ซึ่งเป็นเรื่องที่ focus บุคคลยิ่งใหญ่ยุคเริ่มก่อตั้งอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น Cornelius Vanderbilt , John D. Rockefeller , Andrew Carnegie , J.P. Morgan ,Thomas Edison จนมาถึง Henry Ford 

ซึ่งพวกเค้าเหล่านี้ ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น จนสามารถทำให้อเมริการยิ่งใหญ่ได้ถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก แต่ละท่านแทบจะทำธุรกิจ แตกต่างกัน แต่มันผ่านช่วงเวลาต่างๆ  ช่วงเวลาที่ตกต่ำของคนหนึ่ง ก็จะสู่ความรุ่งโรจน์ของอีกคน มันเป็น ประวัติที่น่าสนใจอย่างมากที่ผมจะมาเล่าให้ฟังผ่านตัวอักษร เหมือน Blog Series ชุดเก่า ๆ ของผมครับ

สำหรับใครที่มีโอกาสได้ดูแล้ว ก็อาจจะผ่านเลยก็ได้น้า ส่วนใครที่ยังไม่มีโอกาสได้ดูก็ฝากติดตามกันได้นะครับผม

–> อ่านตอนที่ 1 :  Cornelius Vanderbilt


ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol 

Series Review : The Last Czars พระเจ้าซาร์องค์สุดท้าย

พอดีได้เห็นการโฆษณาเรื่องนี้ ใน Netflix ผมก็ได้พยายามหาเวลามาดูจนได้ในที่สุด เพราะเป็นหนึ่งคนที่ชอบในเรื่องประวัติศาสตร์ของประเทศรัสเซียเป็นอย่างมาก การปกครองแบบกษัตริย์ ที่สามารถปกครองพื้นที่ประเทศที่มหาศาลอย่างรัสเซีย และมีคนหลากหลายเผ่าพันธุ์รวมตัวกันอยู่ได้นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย

The Last Czars เป็นซีรีย์ จาก Netflix โดยมีทั้งหมด 6 ตอน ซึ่งแต่ละตอนนั้นไม่ยาวมากนักประมาณตอนละ 40-50 นาที  โดยเป็นการเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่เกี่ยวข้องกับ
พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรรัสเซียที่ยิ่งใหญ่ โดยมีการเล่าเหมือนสารคดีผสมผสานไปกับการดำเนินเนื้อเรื่องตั้งแต่ท่านขึ้นครองราชย์ โดยจะมีนักวิชาการ นักวิจัยตามมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกมาให้ความรู้ ประกอบกับเหตุการณ์ในช่วงนั้นไปพร้อม ๆ กัน 

มุมหนึ่งมันดูเหมือน Documentary สารคดี แต่อีกมุมหนึ่งมันก็คือ Series ชุดที่เล่าเรื่องประวัติของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ที่ผ่านอะไรมามากมาย จนถึงวันสิ้นชีวิตในที่สุดอย่างที่พวกเราได้รู้กัน

ความรู้สึกในการดูนั้นตอนแรก ๆ มันเหมือนละครซีรีย์ทั่วไป แต่จะถูกขัดจังหวะด้วย ช่วงเวลาที่ดำเนินเรื่องเหมือนสารคดี ซึ่งอาจจะดูงง ๆ ในช่วงแรก แต่ก็เข้ากันได้ดี  ซึ่งระหว่างเนื้อเรื่องที่เป็นบทละครกับ สารคดีนั้นดูเหมือนจะมีส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่เบื่อมากนัก

ซึ่งส่วนของสารคดีนั้น ก็มีขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกในช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ยุคนั้น ซึ่งสำหรับคนที่ชอบในเรื่องราวของประวัติศาสตร์น่าจะชอบกัน ซึ่งผมค่อนข้างประทับใจมาก ๆ กับ ซีรียส์ชุดนี้ ดูได้แบบรวดเดียวจบเลยทีเดียว 

สรุป สำหรับผู้ที่สนในเรื่องนี้นั้น The Last Czars จะเป็นซีรีย์ที่ฉายภาพถึงเรื่องราวของการสิ้นสุดราชวงค์โรมานอฟ ที่ปกครองรัสเซียมากว่า300ปี เล่าตั้งแต่กษัตริย์นิโคลัสที่2 ขึ้นครองราชย์จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต ต้องบอกว่ามีทั้งอารมณ์ที่สนุก และหดหู่ กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่ถ่ายทอดออกมาได้เยี่ยมมาก ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol