ความรักบนเส้นขนาน ของชายบ้างานที่ชื่อ Elon Musk

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งบทเรียนชีวิตรักของ สุดยอดผู้ประกอบการ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกเราผ่านบริษัทของเขา ไม่ว่าจะเป็น Tesla , SpaceX , Hyperloop หรือ SolarCity ที่ล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจที่มองไปที่อนาคตของโลกเราแทบจะทั้งสิ้น

แน่นอนว่าการบริหาร บริษัท ขนาดเท่า Tesla นั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก แต่ Musk ยังเป็นซีอีโอของ บริษัท สำรวจอวกาศ SpaceX ซึ่งมีภารกิจในการพามนุษย์ไปยังดาวอังคาร และ “จุดหมายปลายทางอื่น ๆ ในระบบสุริยะ”

และนั่นไม่ใช่ทั้งหมด Musk ยังก่อตั้งหรือปัจจุบันมีบทบาทสำคัญใน บริษัท อื่น ๆ อีกหลายแห่งโดยมีเป้าหมายดังต่อไปนี้:

  • การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติทั้งหมด (OpenAI)
  • การพัฒนาอินเทอร์เฟซเครื่องสมองเพื่อเชื่อมต่อมนุษย์และคอมพิวเตอร์ (Neuralink)
  • การแก้ปัญหา “การจราจรคับคั่ง” ด้วยเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินขนาดใหญ่อย่าง Hyperloop (The Boring Company)
  • การผลิตพลังงานสะอาดผ่านแผงโซลาร์เซลล์ (SolarCity ซึ่งเป็น บริษัท ย่อยของ Tesla)

แต่ต้องบอกว่า การที่จะต้องบริหารบริษัทหลาย ๆ บริษัท ที่มีภารกิจอันใหญ่หลวงแทบจะทั้งสิ้นแบบที่ Elon Musk ทำนั้น มันก็ทำให้ชีวิตอีกด้านหนึ่งของ Elon Musk ล้มเหลวไม่เป็นท่าเช่นเดียวกัน

ผู้ก่อตั้ง Tesla ผ่านการหย่าร้าง 3 ครั้ง เคยตกหลุมรัก อดีตนักแสดงชื่อดังอย่าง Amber Heard ของ Johnny Depp และตอนนี้กำลังมีลูกกับภรรยาคนปัจจุบันของเขาอย่าง Grimms

ก่อนหน้านี้ Elon Musk ได้เปิดเผยชีวิตส่วนตัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในการสัมภาษณ์เชิงลึกของ Rolling Stone โดย Neil Strauss ที่ตีพิมพ์ในเดือนพฤศจิกายนปี 2017

เขาได้พูดถึงการเลิกลากับ Amber Heard อดีตแฟนสาว ซึ่งแสดงอาการอกหักหลังจากต้องแยกทางกัน รวมถึงความสัมพันธ์ที่เหินห่างกับ Errol พ่อของเขา โดยเรียกเขาว่า “มนุษย์ที่น่ากลัว”

Musk เองได้พบกับภรรยาคนแรกของเขา Justine Wilson ที่มหาวิทยาลัย Queen ในออนแทริโอ ประเทศแคนาดา

หลังจาก Musk ได้ย้ายไปเรียนต่อที่ วอร์ตัน แต่เขาก็ยังคงส่งกุหลาบให้กับ Justine พวกเขาแยกทางกัน แต่กลับมาคบกันอีกครั้งเมื่อ Musk เริ่มทำสตาร์ทอัพครั้งแรกของเขาอย่าง Zip2

Justine เองได้เริ่มทำงานกับนวนิยายเรื่องแรกของเธอหลังจากสำเร็จการศึกษา Justine ได้กล่าวว่า Musk จีบเธอโดยให้บัตรเครดิตกับเธอเพื่อซื้อหนังสือมากที่สุดเท่าที่เธอต้องการ จนในที่สุดทั้งคู่ได้แต่งงานกันในปี 2000

หลังจากนั้นทั้งคู่ได้ย้ายไปลอสแองเจลิส และมีลูกชายชื่อเนวาดา ซึ่งได้เสียชีวิตอย่างกะทันหันจากกลุ่มอาการเสียชีวิตอย่างกะทันหัน (SIDS) แต่ในที่สุด พวกเขาก็ได้มีลูกฝาแฝด และ แฝดสาม รวมทั้งหมด 5 คน

อย่างไรก็ตามทั้งคู่ก็ได้แยกทางกันในปี 2008 หลังจากหย่าร้าง เจ้าพ่อเทคโนโลยีเริ่มออกเดทกับนักแสดงสาว Talulah Riley

Riley และ Musk แต่งงานกันในปี 2010 สองปีต่อมาข่าวการหย่าร้างของทั้งคู่ก็เปิดเผยต่อสาธารณะ เมื่อ Musk ได้ Tweet ถึง Riley ว่า “มันเป็นสี่ปีที่น่าทึ่ง ผมจะรักคุณตลอดไป. คุณจะทำให้ใครบางคนมีความสุขมากในวันหนึ่ง”

แต่ทั้งคู่ก็ได้กลับมาแต่งงานใหม่ในปี 2013 แต่การกลับมาอีกครั้งทั้งคู่ก็ไม่สามารถจูนติดกันได้เหมือนเดิม สุดท้ายต้องมีการหย่าขึ้นอีกครั้งในปีถัดไป หลังจากแต่งงานใหม่ครั้งที่สองได้เพียงปีเดียวเท่านั้น

จากนั้นในปี 2016 Musk ได้เริ่มออกเดทกับนักแสดงสาว Amber Heard แต่พวกเขาก็เลิกรากันในอีกหนึ่งปีต่อมา โดยปัญหาเกิดจากตารางงานที่หนักหน่วงของทั้งคู่

 Musk ได้เริ่มออกเดทกับนักแสดงสาว Amber Heard (CR:mirror.co.uk)
Musk ได้เริ่มออกเดทกับนักแสดงสาว Amber Heard (CR:mirror.co.uk)

ในเดือนพฤษภาคมปี 2018 Musk มาถึงงานกาล่าของสถานบันเครื่องแต่งกายประจำปีอันโด่งดังที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน ข้าง ๆ Grimes นักดนตรีชาวแคนาดา ซึ่ง มีรายงานว่า ทั้งคู่ได้เริ่มคบหาดูใจกับแบบเงียบ ๆ มาซักระยะหนึ่งแล้ว

Grimes และ Musk พบกันทาง Twitter โดย Musk กำลังวางแผนที่จะสร้างเรื่องตลกเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับตัวละคร Rococo Basilisk ใน วีดีโอ Flesh Without Blood ของ Grimes

หลังจากนั้นเดือนมกราคมปี 2020 Grimes ได้โพสต์รูปใน Instragram ของเธอ และ Twitter ของเธอ ในขณะที่เธอกำลังตั้งครรภ์ ซึ่งภายหลังได้มีการยืนยันว่าเธอได้ทำการตั้งครรภ์กับ Elon Musk

ในวันที่ 4 พฤษภาคม ปี 2020 Musk ได้ประกาศให้กำเนิดลูกชายซึ่งเขาและ Grimes ได้ตั้งชื่อว่า X Æ A-12

Musk ได้ประกาศให้กำเนิดลูกชายซึ่งเขาและ Grimes ได้ตั้งชื่อว่า X Æ A-12 (CR:PinkNews)
Musk ได้ประกาศให้กำเนิดลูกชายซึ่งเขาและ Grimes ได้ตั้งชื่อว่า X Æ A-12 (CR:PinkNews)

ในเดือนธันวาคมปี 2020 Musk กล่าวว่า เขาได้ย้ายไปเท็กซัสหลังจากต้องต่อสู้กับรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นเวลาหลายเดือนเกี่ยวกับข้อจำกัดการล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

Grimes และ Baby X ได้ย้ายไปอยู่กับเขาที่นั่น และในเดือนมีนาคม 2020 เขาได้แชร์ภาพครอบครัวที่ถ่ายใกล้กับโรงงานของ SpaceX ในรัฐเท็กซัสตอนใต้

แล้ว Musk แบ่งเวลาให้กับเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวอย่างไร? 

ต้องบอกว่าถ้าใครเคยอ่านประวัติของ Elon Musk แบบเต็ม ๆ จะพบว่า ตั้งแต่เขาเริ่มทำงานนั้น เขาก็โฟกัสไปที่งานอยู่แทบจะตลอดเวลา ช่วงแรกของการพัฒนา Zip2 สตาร์ทอัพบริษัทแรกของ Musk นั้น เขาก็แทบจะขลุกอยู่แต่ที่ office แทบจะ 24 ชม.

ซึ่งในปัจจุบันเขาต้องแบ่งเวลาเพื่อให้โดยพื้นฐานแล้วเขาสามารถมุ่งเน้นไปที่ บริษัท ทีละ บริษัท

เมื่อพูดคุยกับนักข่าว Alison van Diggelen ย้อนกลับไปในปี 2013  Musk อธิบายว่าการบินไปมาระหว่างทางตอนเหนือและตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย โดยทั่วไปจะแบ่งสัปดาห์ของเขาระหว่างสองบริษัทหลักของเขาด้วยวิธีต่อไปนี้:

วันจันทร์: SpaceX

วันอังคาร: Tesla

วันพุธ: Tesla

วันพฤหัสบดี: SpaceX

วันศุกร์: SpaceX

วันเสาร์: Tesla

วันอาทิตย์: Tesla หรือ SpaceX

Musk ระบุว่าตารางเวลานี้เป็นเพียงตัวอย่างและการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่  โดยที่ Musk มักเลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินและเริ่มต้นใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้นกับอีกบริษัทหนึ่ง

แน่นอนว่ามีเพียงไม่กี่คนที่สามารถบริหาร บริษัท หลายแห่งเหมือนที่ Musk ทำได้  และเขาก็เคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่อง Work Life Balance ว่า “เพื่อความชัดเจนผมก็ไม่สนับสนุนให้ทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีครอบครัวเหมือนผม ดูชีวิตรักของผมสิ มันพังแทบไม่เป็นท่า”

References : https://www.businessinsider.com/elon-musk-relationships-2017-11#while-musk-and-his-first-wife-became-estranged-justine-wrote-in-marie-claire-that-she-and-riley-ended-up-getting-along-very-well-she-even-sent-her-ex-husbands-girlfriend-an-email-saying-i-would-rather-live-out-the-french-movie-version-of-things-in-which-the-two-women-become-friends-and-various-philosophies-are-pondered-10
https://www.scmp.com/magazines/style/celebrity/article/3132768/elon-musks-love-life-mapped-tesla-founder-divorced-3
https://www.cnbc.com/2017/11/15/why-elon-musk-says-he-needs-to-be-in-love-to-live-a-happy-life.html

หนังสือ 2 เล่มที่เปลี่ยนวิธีที่ Mark Zuckerberg คิดเกี่ยวกับนวัตกรรม

Mark Zuckerberg ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Facebook ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดียของเขา แม้เขาจะขลุกกับโลกเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่เขาก็ยังรู้ถึงคุณค่าของหนังสือที่ดูเหมือนเป็นสิ่งล้าสมัย

“ผมพบว่าการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มสติปัญญา” เขาเขียนบนเฟซบุ๊กในปี 2015 ขณะที่เขาเริ่มท้าทายการอ่านหนังสือสองเล่มต่อเดือนเป็นเวลาหนึ่งปี เขากล่าวว่าหนังสือให้ประสบการณ์ที่เขาสามารถที่จะ ”ดื่มด่ำ” ไปกับมันได้

หนังสือที่ Zuckerberg อ่านบางเรื่องต้องบอกว่าเป็นเรื่องท้าทายด้านวิทยาศาสตร์เช่นหนังสือย่าง “Genome” โดย Matt Ridley ซึ่งเป็นหนังสือที่กล่าวถึงการสำรวจวิวัฒนาการของพันธุกรรม และ Zuckerberg เองยังให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และการเมือง เช่น หนังสือ “World Order” ของอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เฮนรี คิสซิงเจอร์

รวมถึงในบางหัวข้อที่ให้ความสำคัญกับวิธีที่บริษัทต่างๆ สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและส่งเสริมให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด และมีหนังสือที่น่าสนใจสองเล่ม ที่ Zuckerberg อ่านและชื่นชอบ:

1. “Creativity, Inc.” โดย Alice Wallace และ Edwin Catmull

Edwin Catmull ประธาน Pixar Animation Studios และ Walt Disney Animation Studios และนักเขียน Alice Wallace ให้ผู้อ่านได้ทราบถึงมุมมองภายในว่า Pixar กลายเป็นขุมพลังแห่งการสร้างสรรค์ในทุกวันนี้ได้อย่างไร

รายละเอียดหนังสือที่บริษัทดำเนินการเพื่อทำให้นวัตกรรมมีความสำคัญเป็นลำดับแรก ตัวอย่างเช่น Catmull โต้แย้งว่าบริษัทต่างๆ ควรส่งเสริมให้พนักงานแบ่งปันแนวคิดใหม่ๆ

“อย่ารอให้สิ่งต่าง ๆ สมบูรณ์แบบก่อนที่คุณจะแบ่งปันกับผู้อื่น” เขาเขียน “โชว์มันออกมาเลยไม่ต้องรอให้มันพร้อม 100% ก่อนหรอก”

Zuckerberg สนุกกับหนังสือที่ทาสีบนผนังสำนักงานใหญ่ของ Facebook ในเมือง Menlo Park รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นแนวความคิดที่คล้ายคลึงกัน: “Better done than perfect.”

“ผมชอบอ่านเรื่องราวโดยตรงเกี่ยวกับวิธีที่ผู้คนสร้างบริษัทที่ยอดเยี่ยม เช่น Pixar และบ่มเพาะนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์” Zuckerberg เขียน

2. “The Idea Factory” โดย Jon Gertner

“The Idea Factory” โดยนักข่าวและผู้แต่ง Jon Gertner ที่ได้ติดตามประวัติของ Bell Labs การดำเนินการวิจัยที่มีชื่อเสียงซึ่งก่อตั้งโดย Alexander Graham Bell ซึ่งทำงานเป็นส่วนหนึ่งของ AT&T มานานหลายปี และปัจจุบันเป็นเจ้าของโดย Nokia นักวิจัยหลายคนได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานที่ Bell Labs

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้าหลังจากผู้บริหารของ AT&T สองสามคนตัดสินใจที่จะจัดการกับงานที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ในการสร้างสายโทรศัพท์ข้ามทวีปที่สามารถเชื่อมต่อการโทรระหว่างนิวยอร์กและซานฟรานซิสโก

แสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่างธุรกิจและวิทยาศาสตร์ที่ไม่ซ้ำใครนำไปสู่การสร้างบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกได้อย่างไร

Zuckerberg กล่าวว่าเขาเลือกอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะเขา “สนใจมากในสิ่งที่ทำให้เกิดนวัตกรรม — ประเภทของผู้คน คำถาม และสภาพแวดล้อม”

CEO ของ Facebook ไม่ใช่คนเดียวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการอ่านเพื่อการพัฒนาตนเอง

เศรษฐีส่วนใหญ่ที่สร้างตัวด้วยตัวเองมักจะอ่านหนังสือวันละ 30 นาทีขึ้นไปเพื่อการพัฒนาตนเอง จากการสำรวจ 233 บุคคลผู้มั่งคั่งในประเทศสหรัฐอเมริกา

มหาเศรษฐีและนักลงทุนในตำนาน Warren Buffet อ่านหนังสือวันละหลายชั่วโมง Elon Musk ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Tesla ก็เป็นนักอ่านตัวยงเช่นกัน เมื่อเขาถูกถามเกี่ยวกับวิธีการที่เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องจรวด เขากล่าวว่า “ผมอ่านหนังสือ.”

ต้องบอกว่า คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่เหล่านักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในไทยและต่างประเทศ มักมีนิสัยอย่างนึงคล้าย ๆ กัน ก็คือ นิสัยในการรักการอ่าน

ตัว Zuckerberg เอง การที่ขลุกอยู่แต่กับเทคโนโลยี แต่ต้องบอกว่า Social media อย่าง Facebook เองนั้น คงไม่ใช่หวังพึ่งเพียงแค่เรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างเดียวเพียงเท่านั้น แต่การที่เขาต้องมีความรู้รอบด้าน ก็เพื่อให้เข้าใจ และเท่าทันโลก

ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แม้กระทั่งเรื่องระเบียบดุลอำนาจโลก เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า Facebook นั้นส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเรื่องราวต่าง ๆ ของโลก การปรับเปลี่ยน Features ต่าง ๆ นั้น ส่งผล impact ต่อความคิดของมนุษย์เราทั่วโลกซึ่งแน่นอนว่า มันส่งผลต่อเรื่องราว ๆ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

แล้วคุณล่ะ เริ่มที่จะสร้างนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วันนี้หรือยัง?

–> อ่าน Blog Series : มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก I’m CEO Bitch

References : https://fs.blog/2016/10/23-book-recommendations-mark-zuckerberg/
https://www.cnbc.com/2017/04/11/2-books-that-changed-the-way-mark-zuckerberg-thinks-about-innovation.html
https://www.inc.com/business-insider/mark-zuckerberg-favorite-books.html

เบื้องหลังรักร้าวของ Bill Gates กับชายต้นเหตุที่ชื่อ Jeffrey Epstein

ต้องบอกว่าเป็นข่าวช็อกวงการเลยทีเดียว สำหรับเรื่องประเด็นการหย่าร้างของ Bill และ Melinda Gates ที่หลาย ๆ คน คงไม่มีใครคาดคิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะจบลงได้ หลังจากที่ได้ร่วมงานการกุศลด้วยกันมากมาย

จุดเริ่มต้นของปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ ปี 2013 ที่มีการพบกันระหว่าง Melinda , Bill Gates และ Jeffrey Epstein ที่คฤหาสน์ Upper East side ของ Epstein ในเดือนกันยายนปี 2013

ในวันเดียวกันนั้น ทั้งคู่ได้รับรางวัล Lasker-Bloomberg Public Service Award ที่โรงแรม The Pierre และได้มีการถ่ายรูปร่วมกับ Mike Bloomberg นายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์กในขณะนั้น

และการประชุมครั้งนี้ นี่เองที่ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ของ Melinda และ Bill Gates ซึ่ง Melinda ได้บอกกับเพื่อน ๆ ของเธอหลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับ Epstein ว่า เธอนั้นรู้สึกอึดอัดใจมาก ๆ เธอไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวใด ๆ กับ Epstein

แล้ว Jeffey Epstein คนนี้ คือใคร ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Bill Gates และ Melinda ถึงจุดเปลี่ยน

ต้องบอกว่า Epstein นั้นมีประวัติที่ไม่ธรรมดา เขาเป็นมหาเศรษฐี นักปาร์ตี้ ที่มีเครือข่ายกว้างขวางมากมาย ในแวดวงไฮโซของโลกตะวันตก

เพื่อน ๆ ของเขา มีตั้งแต่ระดับอดีตประธานาธิบดี Donald Trump หรือ Bill Clinton มหาเศรษฐีอย่าง Richard Branson ไปจนถึง เจ้าชาย Andrew แห่งราชวงศ์อังกฤษ

แม้จะมี Connection มากมาย แต่เขากลับถูกจับในข้อหา “ค้ากามผู้เยาว์” ซึ่งเรื่องมีมีสารคดีอย่างละเอียดที่เปิดโปงเรื่องราวของ Epstein ใน Netflix

ซึ่งแน่นอนว่า พูดง่าย ๆ เขาคือ พ่อเล้า ดี ๆ นี่เอง ที่คอยจัดหาเด็กสาวรุ่นเยาว์ ไปบำเรอกามเหล่าคนในแวดวงไฮโซ และสุดท้ายเขาก็ได้ตายอย่างปริศนาในคุก เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ปี 2019 ที่ผ่านมา

Jeffrey Epstein ถูกจับกุม และตายอย่างปริศนาในคุก
Jeffrey Epstein ถูกจับกุม และตายอย่างปริศนาในคุก

ตามที่มีการรายงานจาก The New York Times พบว่า Bill Gates นั้นได้พบกับ Epstein หลายต่อหลายครั้ง ซึ่ง Times รายงานมีคนสองคนที่มีความใกล้ชิดกับ Bill Gates ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อกับ Epstein

Boris Nikolic นักลงทุนด้านเทคโนโลยีและอดีตที่ปรึกษาของ Bill Gates ได้มาทำงานกับ Epstein ในฐานะผู้ดูแลพินัยกรรมฉบับสุดท้ายของ Epstein รวมถึง Malanie Walker ซึ่งทำหน้าที่ในมูลนิธิ Gates เอง ก็เป็นที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ให้กับ Epstein

Nikolic จบการศึกษาแพทย์จาก Harvard และได้รับการสนับสนุนเงินทุนบางส่วนจาก Epstein โดยสำนักข่าว Bloomberg กล่าวว่า Nikolic กระตือรือร้นเกี่ยวกับคำแนะนำทางด้านการเงินของ Epstein ในการพูดคุยกับธนาคารเอกชน ในปี 2014 ก่อนที่บริษัทแก้ไขจีโนมของเขาจะนำเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO)

ซึ่งไม่นานหลังจากการถูกจับกุมของ Epstein นั้น Bill Gates เอง ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน ที่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ นักค้ากาม อย่าง Epstein

ยังมีรายงานว่า Epstein มีนิสัยชอบโอ้อวดว่าเขาเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการของ Bill Gates รายงานจาก Times ระบุว่า Epstein อ้างว่าเป็นที่ปรึกษาด้านภาษีของเจ้าสัวทางด้านเทคโนโลยี

และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ระหว่าง Bill Gates และ Epstein ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงในฤดูใบไม้ร่วงปี 2014 หลังจากที่ Bill Gates ได้บริจาคเงิน 2 ล้านดอลลาร์ ให้กับ Media Lab ของ MIT

ในอีเมล์ที่ถูกขุดคุ้ยโดย The Newyorker ของ Joi Ito อดีตผู้อำนวยการของ Media Lab มีการระบุว่า Epstein เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการบริจาคครั้งนั้น

Ito ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ Epstein ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2013 โดย Linda Stone ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกของ Media Lab’s Advisory Council ซึ่ง Ito ได้ขอความช่วยเหลือจาก Stone ในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการบริจาคของ Epstein ให้กับ MIT Media Lab

แต่ตามคำสอบสวนของ Times ที่ระบุว่า Epstein บ่นกับคนรู้จักในช่วงปลายปี 2014 ว่า Mr. Gates เลิกคุยกับเขาแล้ว

และชายคนนี้นี่เองที่น่าจะเป็นสาเหตุที่สำคัญ กับความร้าวฉานที่เกิดขึ้นระหว่าง Bill และ Melinda Gates จนมีการประกาศหย่าร้างกันในท้ายที่สุด

The Daily Beast รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการประชาสัมพันธ์ได้ทำงานอย่างหนักเกี่ยวกับการหย่าร้างของทั้งคู่เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ

Bill และ Melinda Gates แต่งงานกันในปี 1994 และมีลูกด้วยกันสามคน พวกเขายังตั้งมูลนิธิ Bill & Melinda Gates ร่วมกัน และเรื่องราวในประเด็นที่เกี่ยวกับ Epstein นั้น ตัวแทนของทั้งคู่ยังไม่มีการตอบสนองใด ๆ ต่อข่าวดังกล่าวที่เกิดขึ้น

References : https://www.businessinsider.com/melinda-gates-warned-bill-about-epstein-per-the-daily-beast-2021-5
https://www.thedailybeast.com/melinda-gates-warned-bill-gates-about-jeffrey-epstein
https://www.rt.com/usa/523225-bill-melinda-gates-split-epstein
https://brandnewtube.com/watch/my-divorce-present-for-melinda_RSbRbsWPGF4kMFs.html

Tim Cook กับคำแนะนำสำหรับผู้สืบทอดตำแหน่ง Jeff Bezos ที่ Amazon

Tim Cook มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเดินตามรอยเท้าของผู้ก่อตั้งและซีอีโอที่ยิ่งใหญ่กว่าการเข้ามาแทนที่ Steve Jobs ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าเขามีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นที่สุดที่ Apple ผลิต เกือบแทบจะทั้งหมด

Cook อาจเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จที่สุดของการสานต่องานที่ยิ่งใหญ่ ที่เราเคยเห็นในธุรกิจ เมื่อ Cook เข้ามากุมบังเหียน Apple ในปี 2011 รายได้ต่อปีของ บริษัท อยู่ที่ 108,000 ล้านดอลลาร์ และ มูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 350,000 ล้านดอลลาร์

ปัจจุบัน Apple เป็น บริษัท ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังสร้างรายได้ 111,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว ต้องบอกว่า สิ่งนี้คือความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่ Cook ทำกับ Apple ได้สำเร็จ

Andy Jassy ซึ่งรับตำแหน่งซีอีโอของ Amazon ต่อจาก Jeff Bezos กำลังจะเรียนรู้ว่ามันเป็นอย่างไร  Jassy เคยดำรงตำแหน่งซีอีโอของ Amazon Web Services และเป็นส่วนหนึ่งของวงในของ Jeff Bezos แน่นอนเขาไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับบริษัท และเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญตลอดมา

ถึงกระนั้น ใครก็ตามที่รับช่วงต่อจากผู้ก่อตั้งอย่าง Bezos ซึ่งเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกมันก็ไม่ใช่เรื่อง่าย เหมือนกับที่ Tim Cook เคยเจอมาก่อน

มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับวิธีที่ Cook สามารถดึงความสามารถดังกล่าวออกมาได้ หนึ่งในบทเรียนที่มีค่าที่สุดในเรื่องนี้มาจาก Tim Cook เอง ซึ่งมันมาในรูปแบบของคำแนะนำที่เขาได้รับจาก Steve Jobs ก่อนเสียชีวิต: “อย่าถามว่าจะทำอะไร” Jobs บอกกับ Cook “จงทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ ESPN เมื่อไม่กี่ปีก่อน Cook อธิบายว่านั่นมีความหมายอย่างไรกับเขา:

“ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมต้องทำไม่ใช่การเลียนแบบเขา ผมจะล้มเหลวอย่างน่าอนาถในตอนนั้น และผมคิดว่านี่เป็นกรณีส่วนใหญ่สำหรับหลาย ๆ คนที่ต้องมาสานงานต่อจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ คุณต้องทำในแนวทางของคุณเอง คุณต้องเป็นตัวของตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด”

แน่นอนว่าการทำตามบุคลิกที่ยิ่งใหญ่อย่าง Steve Jobs ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งมีสาเหตุหลายประการ ทั้งสองคนมีความแตกต่างกันอย่างมากทั้งในด้านบุคลิกภาพและเรื่องของทักษะ

Jobs เป็นคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และวิธีที่ผู้คนใช้งาน ส่วน Cook เป็นผู้ลงมือปฏิบัติ จุดเด่นของเขาไม่ได้อยู่ที่ความฝันว่า Apple จะใช้สีอะไรสำหรับ iMac รุ่นถัดไปหรือวัสดุใดที่ Apple Watch รุ่นต่อไปควรจะใช้

จุดแข็งของเขาคือการปรับแต่งกระบวนการของ Apple จนถึงจุดที่ เขาสามารถบีบมาร์จิ้นทุกอย่างจากผลิตภัณฑ์ของบริษัท และนำมาขายให้กับลูกค้า ในระดับที่ทำให้บริษัทสามารถทำกำไรได้มากที่สุดในโลก

นั่นเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับ Apple แน่นอนว่าเราไม่ได้เห็นอะไรที่น่าทึ่งเหมือนกับ iMac รุ่นก่อน ๆ หรือ iPhone มาสักพักแล้ว แต่ Apple ได้เปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้นเป็นอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากวิธีที่ Tim Cook เป็นผู้นำ

สำหรับ ซีอีโอ คนต่อไปของ Amazon การทำตามบุคลิกที่ยิ่งใหญ่อย่าง Jeff Bezos นั้นเป็นสิ่งที่ยาก ไม่ต้องพยายามเป็นเพียงแค่ Jeff Bezos ในเวอร์ชันอื่น ๆ  แต่ Jassy จะเป็นผู้นำจากจุดแข็งและประสบการณ์ที่เขานำมาสู่ Amazon ที่ดีกว่า

เห็นได้ชัดว่าสำหรับคนที่ใช้เวลาเกือบทั้งอาชีพที่ Amazon เขาแบ่งปันคุณค่าของ บริษัท อยู่แล้ว เขาใช้ชีวิตมาหลายสิบปีแล้วที่นั่น

อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความจริงสำหรับผู้สืบทอดตำแหน่งสำคัญ ๆ เท่านั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักพบว่าตัวเองพยายามเป็นคนที่พวกเขาชื่นชมโดยการพยายามเลียนแบบเขาเหล่านั้น

ปัญหาคือคุณจะไม่มีวันเป็น Steve Jobs หรือ Jeff Bezos หรือ Elon Musk เวอร์ชันที่ดีกว่า ให้มุ่งเน้นไปที่จุดแข็งของคุณและกลายเป็นผู้นำที่ธุรกิจของคุณต้องการ

ดูเหมือนว่านั่นคือสิ่งที่ Jobs หมายถึงนั่นก็คือ “จงทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

ผู้สนับสนุน..

╔═════════════════════════╗
🔥ติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับธุรกิจของคุณ วันนี้พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม🔥
DNA Power CO.,LTD. รับติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้าน, โรงงาน, อาคารพาณิชย์ และสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท. รับประกันแผงโซล่าร์ 20 ปี / อินเวอร์เตอร์ 5 ปี / ประกันการติดตั้ง 2 ปี คืนทุนภายใน 4 ปีครึ่ง
╚═════════════════════════╝

⚡ ฟรี!ค่าสำรวจหน้างาน
⚡ ฟรี!ค่าประเมินราคา
⚡ ฟรีค่าขออนุญาตติดตั้ง
📲 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 086-600-3022
🌐 รายละเอียดเพิ่มเติม : http://bit.ly/37zNHnI
🌐 ตัวอย่างผลงานการติดตั้ง : http://bit.ly/2NrCr5Z

References : https://www.wsj.com/articles/tim-cook-apple-steve-jobs-trump-china-iphone-ipad-apps-smartphone-11596833902
https://www.inc.com/jason-aten/tim-cooks-response-to-facebook-is-best-example-of-emotional-intelligence-ive-ever-seen.html
https://globalnewslead.com/tim-cook-has-a-word-of-advice-for-jeff-bezos-successor-andy-jassy-at-amazon/

Henrys คนรุ่นมิลเลนเนียลที่ทำรายได้ 6 ​​หลัก แต่ก็ยังบอกว่าพวกเขารู้สึกยากจน

“Henry” ซึ่งย่อมาจาก high earner not rich yet หรือ ผู้มีรายได้สูงแต่ยังไม่รวย  เป็นคำเรียกคนรุ่นมิลเลนเนียลที่ทำรายได้ระหว่าง 100,000 ถึง 250,000 ดอลลาร์ต่อไปี ( 3-7.5 ล้านบาท) แต่ยังรู้สึกว่าพวกเขายังยากจนอยู่

นั่นคือสิ่งที่ Melkorka Licea รายงานใน New York Post เมื่อปลายเดือนที่แล้ว Shawn Tully ได้คิดค้นตัวย่อในบทความของนิตยสาร Fortune ในปี 2003 แต่ตอนนี้มันแสดงถึงกลุ่มคนที่มีรายได้หกหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นมิลเลนเนียล

กลุ่ม Henry ที่ Licea พูดด้วยมีนิสัยติดหรู เช่น พักที่โรงแรมหรู พักผ่อนระหว่างประเทศ เป็นเจ้าของหรือเช่าบ้านมากกว่าหนึ่งหลัง สมัคร ClassPass (ซึ่งอาจมีราคาสูงถึง180 เหรียญต่อเดือน ) หรือ มีการร่วมกองทุนสำหรับกิจกรรมสนุก ๆ

Henrys จะไม่ยอมเสียสละวิถีชีวิตแบบนี้ แม้ว่าจะต้องใช้ประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านอื่น ๆ พวกเขาจะซื้อของที่ร้านค้าราคาประหยัดเช่น Forever 21 หรือ TJ Maxx โดยใช้คะแนนบัตรเครดิต หากทำให้พวกเขามีเงินมากขึ้นสำหรับการท่องเที่ยวของพวกเขา

Priya Malani หุ้นส่วนผู้ก่อตั้ง Stash Wealth ซึ่งเป็น บริษัท วางแผนทางการเงินที่ให้ความสำคัญกับ Henrys บอกกับ Licea โดยเธอกล่าวว่า ลูกค้าส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในนิวยอร์กทำงานด้านเทคโนโลยีหรือวิศวกรรมมีรายได้เฉลี่ย 180,000 ดอลลาร์ต่อปีและมีหนี้เงินกู้ด้านการศึกษาประมาณ 80,000 ดอลลาร์

ระหว่างหนี้สิน ค่าครองชีพ และการดูแลวิถีชีวิตที่ฟุ่มเฟือย Henrys ถูกทำให้รู้สึกราวกับว่าพวกเขามีชีวิตอยู่แบบเดือนชนเดือน Licea เขียน

การทำงานเพื่อให้ร่ำรวย

มีสามลักษณะที่บ่งบอกลักษณะของ Henry  ได้แก่ รายได้ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยการออมเพียงเล็กน้อย และความรู้สึกว่ามีความมั่งคั่งทางวัตถุต่ำ

Investopedia เรียก Henrys ว่า “คนที่ทำงานแล้วรวย” ถ้าพวกเขาหยุดทำงานก็จะไม่ร่ำรวย รายได้ของพวกเขากลายเป็นต้นทุนมากกว่าลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาเป็นเหมือนคนทั่วไปที่รับเงินเดือนมากกว่าคนร่ำรวย 1% ในอเมริกา

Investopedia เสริมว่า “คาดว่าผู้มีรายได้สูงเหล่านี้จะ มีวิถีชีวิตเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมชาติที่ร่ำรวยกว่า แต่พวกเขาทำเช่นนั้นโดยการเสียสละความสามารถในการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว”

นั่นอาจอธิบายได้ว่าทำไม 38% ของคนรุ่นมิลเลนเนียลที่มีรายได้ 100,000 ดอลลาร์ขึ้นไปต่อปี คิดว่าพวกเขาเป็นชนชั้นกลาง จากการสำรวจของ Business Insider  ประมาณ 23% คิดว่าพวกเขาเป็นคนชั้นกลางระดับสูงและมีเพียง 6% เท่านั้นที่คิดว่าพวกเขาร่ำรวย

อย่างไรก็ตามจากการสำรวจคนรุ่นมิลเลนเนียล 1,207 คนมีเพียง 125 คนเท่านั้นที่บอกว่าพวกเขามีรายได้มากกว่า 100,000 ดอลลาร์

แล้ว Henrys ในประเทศไทยล่ะ

แน่นอนว่ามันสอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียลในประเทศไทยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ กลุ่มคนที่มีรายได้ที่ค่อนไปทางสูง

มีรายงานว่า กลุ่มมิลเลนเนียลในไทย 56% ยอมรับว่า จะให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์มากกว่าภาพลักษณ์ในโลกความเป็นจริง โดย 65% ใช้เวลาไปกับการดูแลสุขภาพของตนเอง เพื่อให้ภาพลักษณ์ดูดีบนโลกโซเชียล

ชาวมิลเลนเนียลให้ความสำคัญกับการแสดงความเป็นตัวตนที่ชัดเจนของตัวเอง โดย 79% พร้อมยอมจ่ายให้กับสินค้าและแบรนด์ หากสามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะตัวของเขาได้ ง่าย ๆ

เพราะคนกลุ่มนี้ คือ ผู้จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต จึงมีการตั้งคำถามถึงมุมมองที่มีต่ออนาคตของประเทศไทย โดยชาวมิลเลนเนียลในกลุ่มผู้ชาย 42% และชาวมิลเลนเนียลในกลุ่มผู้หญิง  28% เชื่อมั่นว่า อนาคตของประเทศจะสดใส และ 38% ของชาวมิลเลนเนียลอยากเห็นการเมืองที่คิดถึงประโยชน์ของคนหมู่มากเป็นหลัก

“กลุ่มมิลเลนเนียลมีมุมมองด้านการใช้ชีวิตและการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากคนยุคก่อน นั่นทำให้แบรนด์ต่างๆ จึงต้องเร่งทำความเข้าใจ และปรับตัว เพื่อตอบสนองความต้องการให้ทัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์สินค้าและบริการ รวมไปถึงการนำเสนอโปรแกรมสมาชิกที่ตรงใจผู้บริโภค โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ที่มีความหมายต่อตัวตนและความเชื่อ จะซื้อใจพวกเขาได้ดีกว่าการสร้างแบรนด์ที่ตอกย้ำสถานะทางสังคมนั่นเองครับผม

ผู้สนับสนุน..

╔═════════════════════════╗
🔥ติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับธุรกิจของคุณ วันนี้พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม🔥
DNA Power CO.,LTD. รับติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้าน, โรงงาน, อาคารพาณิชย์ และสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท. รับประกันแผงโซล่าร์ 20 ปี / อินเวอร์เตอร์ 5 ปี / ประกันการติดตั้ง 2 ปี คืนทุนภายใน 4 ปีครึ่ง
╚═════════════════════════╝

⚡ ฟรี!ค่าสำรวจหน้างาน
⚡ ฟรี!ค่าประเมินราคา
⚡ ฟรีค่าขออนุญาตติดตั้ง
📲 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 086-600-3022
🌐 รายละเอียดเพิ่มเติม : http://bit.ly/37zNHnI
🌐 ตัวอย่างผลงานการติดตั้ง : http://bit.ly/2NrCr5Z

References : https://www.businessinsider.com/what-is-a-henry-millennials-earning-six-figures-feel-broke-2019-11
https://www.marketingoops.com/news/biz-news/5-trend-millennials/
https://missiontothemoon.co/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A5/
https://milady.cengage.com/blog/ready-post-millennial-generation-classroom