Face Filters เมื่อฟิลเตอร์ความงามกำลังเปลี่ยนวิธีที่สาว ๆ มองเห็นตัวเอง

ทุกวันนี้ มีหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น ที่ติด ฟิลเตอร์ความงาม ที่ทำให้รูปลักษณ์ของพวกเขาสวยงามมากยิ่งขึ้น ทั้งการย่อขนาด เสริมแต่งส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงแม้กระทั่งการเปลี่ยนสีผิวในเฉดสีที่ตัวเองต้องการ

ต้องบอกว่าฟิลเตอร์เหล่านี้ กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วบนเครือข่ายโซเชียลมีเดีย และแน่นอนว่า เหล่าเด็กวัยรุ่นกำลังกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง พวกเขาได้กลายเป็นหนูทดลองที่จะแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราสร้างตัวตนของเราได้อย่างไร ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ มันกำลังกลายเป็นเรื่องปรกติจนแทบจะไม่มีการกำกับดูแลจากหน่วยงานใด ๆ มากนัก

วัฒนธรรมการเซลฟี่ที่บ้าคลั่ง

ต้องบอกว่าฟิลเตอร์ความงามต่าง ๆ เป็นเครื่องมือแก้ไขภาพลักษณ์แบบอัตโนมัติ โดยพื้นฐานแล้วม้นถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และ Computer Vision เพื่อตรวจจับลักษณะใบหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลง

เบื้องหลังการใช้ Computer Vision เพื่อตีความสิ่งที่กล้องมันมองเห็น และปรับแต่งตามกฏที่ผู้สร้างฟิลเตอร์เหล่านี้เป็นคนกำหนดขึ้นมา

โดยคอมพิวเตอร์ตรวจจับใบหน้าและทำการซ้อนเทมเพลตใบหน้าที่มองไม่เห็น ซึ่งประกอบด้วยจุดหลายสิบจุด ทำให้เกิดเป็นตาราง และใช้พลังของกราฟฟิก ในการแต่งแต้มสิ่งต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่การเปลี่ยนสีตา ไปจนถึงการสร้างสิ่งแปลก ๆ ขึ้นบนหัวของเรา

แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมาบนโลกของเรา เพราะฟิลเตอร์วีดีโอแบบเรียลไทม์เหล่านี้ มันเป็นการพัฒนามาจากปรากฏการณ์เซลฟี่ ที่มีมาหลายสิบปีแล้ว

มันมาจากรากฐานของวัฒนธรรม “คาวาอิ” ของญี่ปุ่น ที่หมกมุ่นอยู่กับความน่ารัก และเมื่อมีการพัฒนา purikura (บูธถ่ายภาพที่อนุญาตให้ลูกค้าตกแต่งภาพเหมือนของตนเองได้)

ซึ่งภาพถ่ายที่ได้รับการปรุงแต่งเหล่านี้ มันได้กลายเป็นวัตถุดิบหลักในวีดีโออาร์เคดของญี่ปุ่นในช่วงกลางทศวรรษ 1990

หลังจากนั้นในเดือนพฤษภาคมปี 1999 ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Kyocera ก็ได้ทำการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่มีกล้องหน้า และภาพเซลฟี่ก็ได้เริ่มแพร่หลายสู่กระแสหลัก

หลังจากนั้นการถือกำเนิดของเครือข่ายโซเชียลมีเดียอย่าง MySpace และ Facebook ก็ทำให้เซลฟี่ได้กลายเป็นวัฒนธรรมสากลในช่วงปี 2000 ซึ่งรวมถึงการเปิดตัว Snapchat ในปี 2011

Snapchat ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่เสนอความรวดเร็วผ่านรูปภาพและเซลฟี่ในอุดมคติสำหรับการสื่อสารด้วยสายตา ความรู้สึก และ อารมณ์

ในปี 2013 Oxford Dictionaries ได้เลือกคำว่า “เซลฟี่” เป็นคำศัพท์แห่งปี และภายในปี 2015 Snapchat ได้เข้าซื้อกิจการบริษัท Lookery ของยูเครน และเปิดตัวฟีเจอร์ “Lenses” ทำให้เกิดความคลั่งไคล้ในกลุ่มวัยรุ่นเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะบูมสุดขีดกับแอปวีดีโอยอดนิยมอย่าง TikTok

หนูทดลองของเทคโนโลยีการสร้างตัวตนแบบใหม่

การเติบโตของ Snapchat ได้กลายเป็นตัวเลขที่น่าทึ่ง มีผู้ใช้งานทุกวัน 200 ล้านคนเล่นหรือดู Lenses ทุกวันเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ของพวกเขา ซึ่ง 90% ของคนหนุ่มสาวใน อเมริกา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรใช้ผลิตภัณฑ์ AR ของบริษัท

หรือใน Facebook ฟิลเตอร์ส่วนใหญ่ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ Facebook นั้นสร้างขึ้นโดยบุคคลที่สาม มีผู้สร้างกว่า 400,000 รายปล่อยเอฟเฟกต์รวมกว่า 1.2 ล้านเอฟเฟกต์ ภายในเดือนกันยายน 2020

แม้ฟิลเตอร์ใบหน้าบนโซเชียลนั้น ดูเหมือนอาจจะไม่น่าประทับใจในเชิงเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับการใช้ AR ในด้านอื่น ๆ

Jeremy Bailenson ผู้อำนวยการ Virtual Human Interaction Lab ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์มกล่าวว่า ฟิลเตอร์ลูกสุนัขแบบเรียลไทม์นั้นค่อนข้างเป็นความสามารถทางด้านเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจ

“มันเป็นเรื่องยากในทางเทคนิค” เขากล่าว แต่ด้วยเทคโนโลยี Neural Network ทำให้ตอนนี้ AI สามารถช่วยให้บรรลุถึงประเภทของการประมวลผลข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแก้ไขวีดีโอแบบเรียลไทม์ และทำให้นักวิจัยอย่างเขาค่อนข้างประหลาดใจกับความสามารถของมันในตอนนี้

สิ่งสำคัญก็คือ เหล่าผู้คนบนเครือข่ายโซเชียลมีเดียเหล่านี้ เปรียบเสมือนหนูทดลองให้กับเหล่าผู้สร้างเทคโนโลยีฟิลเตอร์ได้เห็นว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีที่เราสร้างตัวตนของเราอย่างไร และเกี่ยวข้องกับผู้อื่นอย่างไร

ตอนนี้มันไม่เพียงแค่เป็นฟิลเตอร์ที่ใช้ในการกรองและปรับแต่งภาพจริงของกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น แต่มันยังกรองเรื่องราวในชีวิตของพวกเขาด้วยเช่นกัน

Claire Pescott นักวิจัยจาก University of South Wales ซึ่งศึกษาพฤติกรรมของเด็กก่อนวัยรุ่นในโซเชียลมีเดีย เธอสังเกตเห็นความแตกต่างทางเพศเมื่อพูดถึงฟิลเตอร์เหล่านี้

กลุ่มเด็กสาวมองว่าฟิลเตอร์ AR เป็นเครื่องมือในการเสริมความงามเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างผิวที่ไร้ที่ติ การเอารอยแผลเป็นและจุดต่าง ๆ บนใบหน้าที่ไม่ต้องการออกไป และเด็กเหล่านี้อายุ 10-11 ขวบเพียงเท่านั้น

มันเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า เด็ก ๆ เหล่านี้มีความเข้าใจว่าฟิลเตอร์ส่งผลต่อความรู้สึกของตนเองอย่างไร พวกเขากำลังมีปัญหาในการแยกความแตกต่างระหว่างรูปภาพที่กรองแล้วกับรูปภาพแบบธรรมดา

ภาพหน้าจอจากแกลเลอรี Instagram Effects นี่คือบางส่วนของฟิลเตอร์ชั้นนำในหมวดหมู่
ภาพหน้าจอจากแกลเลอรี Instagram Effects นี่คือบางส่วนของฟิลเตอร์ชั้นนำในหมวดหมู่ “เซลฟี่”

การวิจัยของ Pescott ยังเปิดเผยว่าในขณะที่เด็ก ๆ มักได้รับการสอนเกี่ยวกับพฤติกรรมออนไลน์ แต่พวกเขาได้รับการศึกษาเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องของฟิลเตอร์ 

เมื่อพิจารณาถึงพลังและความแพร่หลายของฟิลเตอร์แล้วนั้น มีการวิจัยเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับผลกระทบของฟิลเตอร์เหล่านี้ และยังมีเกราะป้องกันในการใช้งานเพียงเล็กน้อยอีกด้วย

กฏระเบียบและข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับการใช้ฟิลเตอร์ขึ้นอยู่กับบริษัทต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ฟิลเตอร์ของ Facebook หรือ Instagram จะต้องผ่านกระบวนการอนุมัติ โดยระบบจะผสมผสานระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อตรวจสอบผลกระทบในขณะที่มีการเผยแพร่ออกไป

พวกมันจะได้รับการตรวจสอบสำหรับปัญหาบางอย่าง เช่น การสร้างความเกลียดชัง หรือ ภาพเปลือย และผู้ใช้ยังสามารถรายงานฟิลเตอร์ที่มีปัญหาได้

ผลกระทบระยะยาวที่ยังไม่มีใครเข้าใจมันจริง ๆ

จากการศึกษาของ Wall Street Journal ที่ได้เข้ามาทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยโฟกัสที่ Instagram ซึ่งคำถามก็คือฟิลเตอร์ต่าง ๆ มันมีผลกระทบต่อเหล่าวัยรุ่นหรือฐานผู้ใช้งานอายุน้อย ๆ อย่างไรบ้าง

ซึ่งผลออกมาเรียกได้ว่าน่าตกใจมาก ๆ มีรายงานเกี่ยวกับความคิดการฆ่าตัวตายถึง 13% ของผู้ใช้งานชาวอังกฤษ และ 6% ของผู้ใช้ชาวอเมริกันก็ประสบพบเจอกับปัญหาเดียวกัน

“32% ของเด็กสาววัยรุ่นกล่าวว่า พวกเขารู้สึกแย่เกี่ยวกับร่างกายของพวกเขา Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่ลง”

มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า 14% ของเด็กชายในสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวว่า Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่กับตัวเองมากยิ่งขึ้น

Karina Newton หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Instagram ได้กล่าวถึงรายงานดังกล่าวว่า บริษัทกำลังค้นคว้าวิธีที่จะดึงผู้ใช้ออกจากการหมกมุ่นอยู่กับโพสต์ Instagram บางประเภทที่เกี่ยวข้องกับฟิลเตอร์

Lori Trahan หนึ่งในสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงข้อกังวลด้านสุขภาพจิตของเด็กที่เกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดีย และเรียกร้องให้ Facebook ละทิ้งแผนการสร้าง Instagram สำหรับเด็ก และมุ่งโฟกัสไปที่การปกป้องผู้ใช้งานที่อายุน้อยแทน

“เอกสารภายในของ Facebook แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของบริษัทในการปกป้องเด็กบน Instagram โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง มันเป็นการละเลยโดยสิ้นเชิง และมันก็เกิดขึ้นหลายปีแล้ว” Trahan กล่าว

References : https://www.technologyreview.com/2021/04/02/1021635/beauty-filters-young-girls-augmented-reality-social-media
https://www.cnbc.com/2021/09/14/facebook-documents-show-how-toxic-instagram-is-for-teens-wsj.html
https://orge.medium.com/instagram-beware-of-the-toxic-culture-behind-it-7ecff96108b4
https://about.instagram.com/blog/announcements/using-research-to-improve-your-experience
https://www.wsj.com/articles/facebook-knows-instagram-is-toxic-for-teen-girls-company-documents-show-11631620739

หนึ่งวันในชีวิตของ CEO Grab ยักษ์ใหญ่ด้านบริการเรียกรถที่สามารถเอาชนะ Uber ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Anthony Tan จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเป็นลูกชายของเจ้าของกลุ่มบริษัทรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย เริ่มต้นบริการ Grab เพื่อเป็นทางเลือกแทนแท็กซี่สาธารณะในประเทศมาเลเซีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการจัดอันดับว่าเป็นบริการรถแท็กซี่ที่แย่ที่สุดในโลก 

แอปเรียกรถเติบโตเพื่อแข่งขันกับ Uber ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในที่สุดก็สามารถเอาชนะและผลักดัน Uber ออกจากภูมิภาคไปได้สำเร็จในปี 2018

ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ในสิงคโปร์ Grab ตั้งเป้าที่จะเป็นซูเปอร์แอปที่นำเสนอทุกอย่างตั้งแต่การประกันภัย การส่งของชำ ไปจนถึงบริการจัดส่งอาหาร บริษัท Grab มีผู้ใช้ที่ทำธุรกรรมเกือบ 25 ล้านคนต่อเดือนและมีพนักงานประมาณ 7,000 คน ตามตัวเลขที่เปิดเผย

Tan ในวัย 39 ปีเป็นผู้นำของ Grab ก็ตั้งเป้าที่จะนำบริษัทเข้าทำ IPO ในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยมูลค่า 4 หมื่นล้านเหรียญ

ซีอีโอด้านเทคโนโลยีมีชื่อเสียงในด้านการปรับตารางเวลาของเขาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น รับสายโทรศัพท์บนลู่วิ่ง และมีคนอ้างว่า Tan แทบจะไม่มีเวลาดูหนังเลยด้วยซ้ำ

มาดูกันว่า Tan ทำทุกอย่างได้อย่างไรในหนึ่งวัน

6 ถึง 8 โมงเช้า: Tan เริ่มต้นวันใหม่ด้วยเวลาที่เงียบสงบ เขาเล่นกับลูกๆ ก่อนไปออกกำลังกายที่ยิมเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง

เล่นกับลูก ๆ ตั้งแต่ยามเช้า
เล่นกับลูก ๆ ตั้งแต่ยามเช้า

Tan ยึดมั่นในกิจวัตรยามเช้าของการยืดกล้ามเนื้อ อ่านพระคัมภีร์ สวดมนต์ และอ่านอีเมลตั้งแต่เมื่อคืนก่อน

จากนั้นเขาก็ใช้เวลาเล่นและกอดกับลูกทั้งสี่ของเขา “พวกเขายังอยู่ในช่วงที่พ่อแม่ของพวกเขาเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ ซึ่งผมขอลิ้มรสทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้” Tan กล่าว

ตอน 7 โมงเช้า เขาไปยิม บางครั้งก็ไปกับ Chloe ภรรยาของเขา

8 ถึง 9 โมงเช้า: Tan เริ่มทำงานที่บ้านด้วยนมข้าวโอ๊ตมานูก้าลาเต้ที่ภรรยาของเขาทำให้

นมข้าวโอ๊ตมานูก้าลาเต้ที่ภรรยาของเขาทำ
นมข้าวโอ๊ตมานูก้าลาเต้ที่ภรรยาของเขาทำ

“ในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ผมจะเดินทางวันเว้นวันไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซียหรือไทย” Tan กล่าว

เขาอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ ที่ซึ่งการแพร่ระบาดค่อยๆ ผ่อนคลายลง การอยู่บ้านเพราะโควิด-19 ทำให้ Tan มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น เขากล่าว แต่ก็หมายความว่าตารางงานของก็เขาแน่นมากขึ้นเช่นกันโดยเป็นการประชุมผ่าน Zoom แทน

Tan ทำงานที่บ้านจากโต๊ะยืนข้างห้องเด็กเล่น นอกจากนี้ยังหันไปทางห้องนั่งเล่นซึ่งมียิมสำหรับเด็กขนาดเล็ก การจัดพื้นที่ทำงานของเขาเป็นความตั้งใจเพราะเขาต้องการเห็นลูกๆ ของเขาในขณะที่ทำงาน 

และเขาไม่หวั่นเกรงว่าลูกๆ ของเขาจะส่งเสียงดังระหว่างการประชุม “เพื่อนร่วมงานของผมคุ้นเคยกับสิ่งนี้” เขากล่าว

9 ถึง 10 โมงเช้า: Tan เข้าร่วมการฝึกอบรมออนไลน์สำหรับทีมผู้นำเกี่ยวกับการทดลองโปรเจ็คต่าง ๆ ในที่ทำงาน

ฝึกอบรมออนไลน์
ฝึกอบรมออนไลน์

11.00 น. ถึงเที่ยงวัน: Tan โทรหาฝ่ายปฏิบัติการและฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Grab เพื่อหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาด

Tan และทีมของเขาพูดคุยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินงานของ Grab ในขณะที่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดการคลายล็อคมาตรการต่าง ๆ ท่ามกลางการแพร่ระบาดในภูมิภาค

“เรามักจะโทรหากันในระหว่างการประชุมทบทวนธุรกิจประจำเดือน แต่ด้วยโควิดสายพันธุ์เดลต้า เราจึงต้องมีการพูดคุยกันเป็นประจำมากขึ้นในตอนนี้ ในขณะที่เราตอบสนองต่อจำนวนเคสที่เพิ่มขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค” Tan กล่าว

เที่ยงวันถึง 13:30 น.: Tan รับประทานอาหารกลางวันกับ Teng Wen Wee ผู้ก่อตั้ง Lo and Behold Group ซึ่งเป็นกลุ่มร้านอาหารที่ใช้บริการด้านอาหารของบริษัท

รับประทานอาหารกลางวัน
รับประทานอาหารกลางวัน

ตันมีนาซิเลอมัก — ข้าวที่ปรุงด้วยกะทิและใบเตย และโดยทั่วไปจะเสิร์ฟพร้อมกับถั่วลิสง แตงกวาสไลซ์ พริกซัมบัล และส่วนผสมอื่นๆ

เขาใช้การประชุมอาหารกลางวันเพื่อรับข้อเสนอแนะจาก Wee เกี่ยวกับบริการส่งอาหารของ Grab ขณะที่บริษัทของพวกเขาทำงานผ่านมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมของสิงคโปร์  โดย สิงคโปร์ ประเทศที่มีประชากรประมาณ 5.45 ล้านคน ได้เปลี่ยนมาตรการโดยเพิ่มจำนวนคนที่ได้รับอนุญาตในการชุมนุมทางสังคมจากสองเป็นห้าคนแต่ร้านอาหารจำนวนมากยังคงต้องต่อสู้กับวิกฤติอย่างหนัก

เขาชอบทานอาหารกลางวันที่ทำงาน ไม่ว่าจะกับคู่ค้าทางธุรกิจหรือระหว่างพูดคุยกับพนักงานแบบตัวต่อตัว เพราะ “ไม่มีอะไรที่เหมือนกับการผูกสัมพันธ์ผ่านอาหาร”

13:30 ถึง 14:30 น.: Tan โทรหาเพื่อนที่จบจาก Harvard Business School ซึ่งทำงานในอุตสาหกรรมอื่นและขอคำแนะนำจากเขา

ขอคำแนะนำจากเพื่อน
ขอคำแนะนำจากเพื่อน

“การเดินทางของผมถูกปูทางโดยผู้นำหลายคนที่ผมมองหาและคอยให้คำแนะนำที่ดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา และในทางกลับกัน ผมก็เชื่อในการแบ่งปันความรู้เพื่อช่วยให้ผู้อื่นเติบโตและประสบความสำเร็จ” Tan กล่าว

14:30 ถึง 15:30 น.: Tan มีการประชุม Zoom กับสมาชิกคณะกรรมการของกลุ่มบริษัทระหว่าง Grab และหน่วยงานด้านโทรคมนาคมในพื้นที่

ประชุม Zoom กับสมาชิกคณะกรรมการ
ประชุม Zoom กับสมาชิกคณะกรรมการ

Grab ได้ร่วมมือกับ Singtel บริษัทด้านโทรคมนาคมของสิงคโปร์ในการพัฒนาธนาคารดิจิทัล และคณะกรรมการได้หารือถึงแผนการที่จะทำโครงการให้สอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับของรัฐบาล Tan กล่าว

ที่โทรหาเขาคือ Hsieh Fu Hua ผู้อำนวยการ GIC กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสิงคโปร์

“การประชุมคณะกรรมการไม่ใช่งานที่น่าเบื่อหน่าย ไม่เหมือนที่เห็นในทีวี โดยปกติแล้วจะมีพลังงานที่ดี และพูดคุยครอบคลุมหลายส่วนในแต่ละเซสชั่น เช่น กลยุทธ์ ธรรมาภิบาล งบประมาณ ความสามารถ และการตลาด” Tan กล่าว

15:30 ถึง 15:45 น.: Tan สั่งอาหารว่างระหว่างการประชุมและพูดคุยกับพนักงานส่งของ

สั่งอาหารว่าง
สั่งอาหารว่าง

Tan ซื้อกาแฟและขนมอบสำหรับช่วงพัก เขายังสั่งข้าวสำหรับครอบครัวของเขาด้วย – และแน่นอนว่ามาจาก Grab

เขากล่าวว่าเขามาจากครอบครัวชาวจีนดั้งเดิมและชอบ “ซุปที่ร้อนและแสนอร่อย” แต่กำลังทดลองทำอาหารประเภทต่างๆ

16.00 น. ถึง 18.00 น.: Tan เสร็จสิ้นการประชุมและเยี่ยมชมหนึ่งในครัวระบบคลาวด์ของ Grab — ห้องครัวเชิงพาณิชย์สำหรับบริการสั่งกลับบ้านหรือจัดส่งเท่านั้น

เยี่ยมชมหนึ่งในครัวระบบคลาวด์ของ Grab
เยี่ยมชมหนึ่งในครัวระบบคลาวด์ของ Grab

ครัวระบบคลาวด์ของ Grab ที่ Aljunied ทางตะวันออกของสิงคโปร์ตอนกลางมีอาหารอย่างเช่น มากิญี่ปุ่น และนาซิเลอมักที่ Tan ทานก่อนหน้านี้สำหรับมื้อกลางวัน

Tan พูดคุยเกี่ยวกับการลงทุนทางธุรกิจหลายอย่างกับทีมของเขา เช่น บริการ Food Priority Delivery ซึ่งผู้ใช้สามารถจ่ายเงินเพิ่มเพื่อรับอาหารได้เร็วยิ่งขึ้น หากอาหารมาช้าจะได้รับบัตรกำนัล Tan บอกว่ามันเหมือนกับการรับประกันบริการส่งอาหารของ Grab

18.00 ถึง 19.00 น.: Tan ต้องหยุดประชุม เพราะในช่วง 6 โมง เขาและครอบครัวกันเวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อทานอาหารเย็นด้วยกัน

อาหารเย็นกับครอบครัว
อาหารเย็นกับครอบครัว

“การกินตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นนิสัย เป็นที่ทราบกันดีว่าผมกับภรรยาจะจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำมื้อแรกเสมอ” Tan กล่าว

จากนั้น Tan และ Chloe ภรรยาของเขาได้อ่านคำแนะนำบางอย่างที่เขาได้เรียนรู้จากการสัมมนาความเป็นผู้นำก่อนหน้านี้ 

19 ถึง 20:30 น. Tan เตรียมลูกๆ ให้พร้อมสำหรับเข้านอนและอ่านนิทานก่อนนอนให้เด็กๆ ฟัง

อ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกๆ ฟัง
อ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกๆ ฟัง

“ไม่ว่าวันนั้นจะทำงานหนักแค่ไหน ผมจะเจอกับการตัดสินใจและการสนทนาที่ยากลำบากกี่ครั้งในวันนั้น ผมแค่ต้องนั่งกับเด็กๆ เป็นเวลาห้านาทีและฟังเรื่องราวที่ตลกขบขันของพวกเขาเพื่อรีเซ็ตตัวเองอีกครั้ง” Tan กล่าว

ชีวิตในฐานะซีอีโอหมายความว่า Tan จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวน้อยกว่าที่เขาต้องการ ข้อจำกัดด้านการเดินทางในช่วงสองปีที่ผ่านมาทำให้เขาอยู่บ้านมากขึ้น เขากล่าว

20:30 ถึง 23:30 น.: Tan โทรหาหุ้นส่วนธุรกิจสองสามรายในสหรัฐอเมริกาและเคลียร์อีเมลจากโต๊ะทำงานที่สองจากที่บ้านในห้องนอนของเขา

โทรหาหุ้นส่วนในอเมริกา
โทรหาหุ้นส่วนในอเมริกา

หลังอาหารเย็น Tan กลับไปทำงานและรับสายจากผู้คนจากเขตเวลาที่แตกต่างกัน หนึ่งในนั้นคือการโทรหา CEO ของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับ Grab และที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการของ Tan และบริษัทของเขา

“ผมดำเนินการตามแผนในสองสามชั่วโมงข้างหน้า ความเงียบที่มากเป็นพิเศษทำให้ผมมีสมาธิและทำงานอย่างละเอียดเพิ่มมากขึ้น” Tan กล่าว

23:30 น.: Tan มีเวลาว่างช่วงท้ายของวัน อ่านหนังสือ แล้วก็เข้านอน

อ่านหนังสือ
อ่านหนังสือ

เขากำลังอ่าน “Principles” ของ Ray Dalio ซึ่ง Tan กล่าวว่าเป็นหนึ่งในหนังสือเล่มล่าสุดที่เขาโปรดปราน

“การทำให้วัฒนธรรมถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ” Tan กล่าว ” Dalio พูดถึงวิธีที่เราควรสร้างวัฒนธรรมที่สามารถทำผิดพลาดได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากมัน”

ถึงตอนนี้บ้านเงียบ Tan ใช้เวลาสองสามนาทีอ่านหนังสือเสร็จแล้วจบวันด้วยการพักผ่อนในคืนนี้

References :
https://www.thestar.com.my/news/nation/2015/07/02/kl-cabbies-worst-among-ten-cities-globally
https://www.grab.com/sg/press/others/grab-reports-second-quarter-2021-results/
https://www.channelnewsasia.com/commentary/grab-ceo-anthony-tan-ipo-spac-stock-market-ride-food-app-gojek-213096
https://bit.ly/316sdi8
https://www.straitstimes.com/singapore/health/up-to-5-fully-vaccinated-people-can-dine-out-from-nov-22-social-gathering-size-also

จัดโต๊ะคอม & แมวเหมียว เมื่อแมวไม่ใช่เป็นเพียงแค่พร็อพถ่ายรูป แต่มีประโยชน์ในการ WFH มากกว่าที่คุณคิด

วันนี้ขอเขียนเรื่องเบา ๆ เกี่ยวกับ สิ่งที่น่าสนใจอย่างนึงที่ผมได้ไปพบ เมื่อเข้าไปร่วม Facebook Group กลุ่มยอดฮิตในตอนนี้ อย่าง กลุ่ม จัดโต๊ะคอม ที่กลายเป็นว่าหนึ่งใน item ที่สำคัญสำหรับเหล่านักจัดโต๊ะคอมขาดไปไม่ได้นั่นก็คือ แมว

ต้องบอกว่าผมเองก็เป็นคนนึงที่ทำงานสาย IT ที่เรียกได้ว่า ต้อง WFH มาตั้งแต่โควิดบุกตั้งแต่ระลอกแรกช่วงต้นปี 2020

การเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่ทำงานที่ office แล้วมาทำงานแบบ WFH จากที่บ้านอย่างฉับพลัน ก็ต้องมีการปรับตัวกันค่อนข้างมากเลยทีเดียว

แม้ช่วงแรก ๆ ผมเองก็มองเห็นแต่ข้อดีมากมาย ทั้งไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง การได้อยู่กับบ้าน ทำให้มีเวลาในชีวิตเพิ่มมากขึ้น จากการที่ไม่ต้องเสียเวลาในเมืองที่รถติดอย่างบ้าคลั่งแบบกทม.

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ การ WFH ไปนาน ๆ ทำให้ส่งผลเสียหลาย ๆ อย่าง ที่ไม่คาดคิด ซึ่งหลายๆ คนน่าจะเจอกัน การไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานจริง ๆ แบบต่อหน้า ซึ่งทำได้เพียงแค่ Conference Metting กันนั้น ทำให้เริ่มส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต

การทำงานอยู่คนเดียวแบบ WFH นาน ๆ นั้นมีผลต่อสุขภาพจิตโดยตรง บางครั้งผมเองถึงขั้นจะคุยกับผนังบ้านตัวเองไปเสียแล้วด้วยซ้ำ

มันเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมแบบฉับพลัน และบังคับให้ทุกคนทำแบบเร่งด่วน ทำให้ต้องมีการปรับตัวอยู่นาน เราจะเห็นได้ว่ามีเทคนิคต่างๆ มากมายที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เกี่ยวกับ การ WFH อย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพที่แท้จริง และ ไม่ไปเบียดเบียนเวลาส่วนตัว

ซึ่งผมคิดว่าหลายคนน่าจะเจอปัญหาที่ว่าเวลางานเริ่มเข้ามาเบียดเบียนเวลาส่วนตัว โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะการ WFH ก็เหมือนเราทำงานอยู่ตลอดเวลา เริ่มมีการสั่งงานนอกเวลางาน ซึ่งอยู่ที่เราจะจัดการบริหารเวลาอย่างไรให้ Work Life Balance ดีที่สุด

เมื่อผมเข้าสู่วงการทาสแมว

หลังจากที่ส่งสัยอยู่นานว่าทำไม กลุ่มจัดโต๊ะคอม ถึงมีแมวเป็น item หลักกันแทบจะทุกคน ไปส่องดูรูปได้ มีแมวเป็นพร็อพหลักกันแทบจะทุกคน

เอาจริง ๆ ตัวผมเองก็ไม่ค่อยชอบเลี้ยงสัตว์เท่าไหร่ เนื่องจากมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่จากการเลี้ยงสุนัขในสมัยเด็ก ๆ

พอดีแฟนของผมเองอยากเลี้ยงมานานแล้ว จึงถือโอกาสช่วง WFH พอดี ซึ่งคิดว่าน่าจะพอดูแลได้ เพราะทำงานที่บ้านมาอย่างยาวนาน จึงได้ลองเลี้ยงตัวแรกเป็นพันธ์ุ สก็อตติชโฟลด์

ซึ่งหลังจากได้มาเลี้ยงจริง ๆ จัง ๆ ก็พบว่าเออ มันช่วยหลายอย่างดีขึ้น โดยเฉพาะเวลา WFH นาน ๆ แมวมันช่วยผ่อนคลายจากความเครียดจากการทำงาน หรือ การประชุมมาราธอนแบบต่อเนื่องยาว ๆ ได้จริง ๆ

พอคิดงานไม่ออกก็แว๊บไปเล่นกับเจ้าแมวเหมียว มันช่วยเรื่องงานได้จริง ๆ อันนี้ผมไม่ได้คิดไปเอง เพราะตอนก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้เลี้ยงแมว รู้สึกสมองมันตื้อไปหมด รวมถึงการที่ร่างกายเราเองได้เปลี่ยนอริยาบทด้วย ไม่นั่งหน้าคอมยาว ๆ เหมือนเดิมอีกต่อไป

ผมว่าประโยชน์หลักของแมว น่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้เราคลายความเครียดได้ดีเลยทีเดียวในช่วงการทำงานแบบ WFH ที่น่าจะกลายเทรนด์การทำงานใหม่ไปแล้วในอนาคต ซึ่งสุดท้าย ผมก็ได้กลายเป็นทาสแมวไปในท้ายที่สุด เรียกได้ว่าตอนนี้พัสดุมาส่งส่วนใหญ่เป็นของแมวแทบทั้งนั้นแล้วครับผม

สุดท้ายฝาก IG ของสองตัวป่วนที่ผมเลี้ยงไว้ด้วยที่ https://www.instagram.com/babeeboong/

วิชาพิมพ์ดีด กับอีกหนึ่งวิชาสำคัญ ที่เป็นทักษะที่ไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา

เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับ วิชาต่าง ๆ ที่เราร่ำเรียนมาตอนเด็ก ๆ หรือแม้กระทั่งในมหาวิทยาลัย หลาย ๆ วิชา แทบจะเลือนหายไปตามกาลเวลา เมื่อเราเติบโตขึ้น เพราะแทบจะไม่ได้ใช้มันอีกเลย แต่มันมีวิชานึงที่ผมว่าหลาย ๆ คนน่าจะเคยเรียนและมันสำคัญอย่างเหลือเชื่อในการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันนั่นก็คือ วิชาพิมพ์ดีด

ต้องบอกว่าต้นเหตุที่มาเขียนเรื่องนี้ เนื่องมาจากตัวผมเองได้ไปสั่งซื้อ bluetooth keyboard มาตัวหนึ่ง ซึ่งมันเป็น Retro Keyboard ย้อนยุค มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับ เครื่องพิมพ์ดีดในยุคเก่าที่เคยร่ำเรียนมา

ยุคนี้คงไม่มีมีการเรียนโดยใช้เครื่องพิมพ์ดีดยุคโบราณกันอีกต่อไปแล้ว คงเป็นการเรียนผ่าน keyboard computer แต่ก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่ใช้ได้จริง และสำคัญมาก ๆ มาจนถึงทุกวันนี้

ผมเองได้โพสต์รูปดังกล่าวลงไปใน facebook ทำให้เพื่อน ๆ ที่เคยเรียนวิชานี้มาด้วยกัน (ผมเรียนตอนมัธยมปลาย) ต่างเข้ามาให้ความคิดเห็นกันมากมาย เหมือนย้อนเวลากลับไปในอดีต มันเป็นวิชาที่จำได้ดี

วิชาที่เรียนไปแล้ว ไม่คืนอาจารย์ผู้สอน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หลาย ๆ คนเขียนตรงกัน แม้จะมีอาชีพการงานที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นหมอ นักธุรกิจ พนักงานเอกชน หรือ สายอาชีพไหน ๆ ก็ตาม ทุกคนต่างลงความเห็นที่เหมือน ๆ กันว่า เป็นอีกหนึ่งวิชาที่สำคัญมาก ๆ และสามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ซึ่งก็ต้องบอกว่า มันมีหลากหลายวิชาที่เราเคยร่ำเรียน และคืนไปให้กับอาจารย์ผู้สอน แทบไม่ได้ใช้มันอีกต่อไปเลย แต่พิมพ์ดีดมันกลายเป็นวิชาสำคัญมาก ที่ใช้อยู่ตลอดเวลา ยิ่งยุคปฏิวัติข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน ทำให้เป็นทักษะที่สำคัญมาก ๆ

ตัวผมเองก็อยู่สาย it ก็ใช้ตลอดเวลาเป็นประจำอยู่แล้ว แน่นอนว่าหนึ่งใน skill ที่ทำให้เขียน blog ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมานั่งคลำหาตัวอักษรเหมือนตอนก่อนได้เรียนวิชานี้อีกต่อไป

ซึ่งคงไม่เพียงแต่อาชีพสาย it เท่านั้น แต่พิมพ์ดีด ถือเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับในทุกสายงานในทุกวันนี้ การเรียนรู้วิชาดังกล่าว ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ที่สามารถให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นในยุคปฏิวัติข้อมูลข่าวสารในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

แล้วคุณล่ะ คิดว่ามีวิชาใดอีกบ้าง ที่เคยได้ร่ำเรียนมา และ เป็นทักษะที่สำคัญสำหรับการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพเหมือนวิชาพิมพ์ดีด อย่าลืมมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับผม

สำหรับใคร สนใจ keyboard รุ่น Retro นี้ให้ฟีลเครื่องพิมพ์ดีดยุคโบราณมาก ๆ มีขายใน lazada นะครับ กดตาม link ได้เลยครับผม -> https://bit.ly/3iRaMru

LifeSG จะมีหลายแอปไปทำไม กับแอปเดียวที่มุ่งสู่ยุทธศาสตร์ Smart Nation ของสิงคโปร์

สำหรับหัวข้อในวันนี้เกิดจากความสงสัยของตัวผมเอง หลังจากมีข่าวการประกาศสร้างแอปใหม่อีกครั้งที่มีการประกาศมาจากรัฐบาล ซึ่งต้องบอกว่า ตอนนี้แอปที่เกี่ยวข้องกับบริการรัฐของชาวไทยนั้นเรียกได้ว่าเต็มเครื่องไปหมดแล้ว

แม้จะมีการแยกหมวดหมู่บริการอย่างชัดเจนให้เข้าใจได้ แต่ส่วนตัวเองเนื่องจากอยู่ในวงการเทคโนโลยี ก็ไม่ได้เห็นความจำเป็นใด ๆ เลยที่ต้องมาลงแอปที่หลากหลายเหมือนที่รัฐบาลไทยกำลังทำอยู่

ก็เลยลองหาข้อมูลดู พบว่ามีแอปนึงของประเทศสิงคโปร์ที่น่าสนใจนั่นก็คือแอปที่มีชื่อว่า LifeSG (เดิมชื่อ Moments of Life) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการระดับชาติเชิงกลยุทธ์ภายใต้โครงการ Smart Nation ของสิงคโปร์

ซึ่งต้องบอกว่าตัวอย่างของ LifeSG ผมคิดว่าเป็นตัวอย่างที่ดีมากเพราะเจอปัญหาเดียวกับไทยมาก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้สิงคโปร์ก็มีแอปของรัฐบาลกว่า 170 แอป

แม้จะให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่แน่นอนว่าแต่ละแอปมี UI/UX ที่แตกต่างกัน ทำให้มีความยุ่งยากในการใช้งาน และที่สำคัญคือค่าบำรุงรักษาแอปเหล่านี้ที่ยิ่งมีจำนวนเยอะก็ต้องยิ่งจ่ายค่าบำรุงรักษามาก และนั่นทำให้สิงคโปร์เริ่มคิดใหม่

สร้าง LifeSG เพื่อทำให้ชีวิตของประชาชนง่ายขึ้น

แนวคิดเบื้องหลัง LifeSG นั้นเรียบง่าย ยิ่งพลเมืองใช้เวลาทำธุรกรรมกับรัฐบาลน้อยลงเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งมีเวลาให้ความสำคัญกับสิ่งที่พวกเขารักมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจและสังคม

ในการทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง ต้องมีการสร้างแอปที่มีอินเทอร์เฟซผู้ใช้งานแบบเดียว ประสบการณ์ของผู้ใช้งานเพียงหนึ่งเดียวในบริการต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้การใช้แอปจะเป็นเรื่องง่าย และการใช้งานจริงจะยิ่งง่ายขึ้นไปอีก

แอปที่มีอินเทอร์เฟซผู้ใช้งานแบบเดียว ประสบการณ์ของผู้ใช้งานเพียงหนึ่งเดียวในบริการต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งหมด
แอปที่มีอินเทอร์เฟซผู้ใช้งานแบบเดียว ประสบการณ์ของผู้ใช้งานเพียงหนึ่งเดียวในบริการต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งหมด

โดยมีการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2018 และหลังจากนั้นแอปได้เพิ่มคุณสมบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บริการประชาชนในด้านอื่น ๆ ตลอดเส้นทางชีวิตของประชาชนชาวสิงคโปร์

ตัวอย่างเช่นโมดูล Active Aging สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (เปิดตัวในเดือนกันยายนปี 2019) คู่มือสนับสนุนการจ้างงานสำหรับผู้หางาน (เปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2020)

แต่แน่นอนว่าการใช้งานง่าย มันไม่ใช่แค่เหตุผลเดียว แต่ยังมีสองสิ่งที่น่าสนใจที่ประเทศเราควรที่จะเรียนรู้จาก LifeSG

1. ปรับแต่งตามความต้องการของแต่ละบุคคล

แน่นอนว่าประชาชนชาวสิงคโปร์เป็นคนยุ่งและมีความสนใจที่หลากหลาย และที่สำคัญมีความหลากหลายทั้งเชื้อชาติและวัฒนธรรม และแต่ละคนมีความต้องการที่มีความแตกต่างกัน

นั่นเองที่ LifeSG ได้ออกแบบมาโดยคำนึงถึงความต้องการส่วนบุคคล เพื่อให้พวกเขาพบว่ามีความเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์กับพวกเขา

โดยเป็นการทำงานเลียนแบบเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ที่สร้างเครื่องมือแนะนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามโปรไฟล์และความสนใจที่เลือกผ่านแอป

ตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่วัยทำงานจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการสนับสนุนการจ้างงานเพื่อค้นหาว่าพวกเขาจะเปลี่ยนอาชีพหรือเปลี่ยนงานได้อย่างไรบ้าง หรือแม้แต่การเตรียมการเพื่อพบกับเหล่าโค้ชหรือผู้เชี่ยวชาญในการแนะนำเรื่องอาชีพ

หรือในกรณีที่เป็นผู้ปกครองที่มีเด็กเล็ก พวกเขาก็จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับแบบฝึกหัดการลงทะเบียนสำหรับการศึกษาประจำปี

2. แอปเดียว บริการกว่า 40 รายการ

แน่นอนว่าปัญหาเดิมของสิงคโปร์ (ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย) นั่นก็คือ การมีแอปอยู่มากมายที่ทำให้ประชาชนสับสนมาก ๆ ซึ่งทาง LifeSG ได้รวมบริการของรัฐบาลดิจิทัลมากกว่า 40 รายการไว้ในแอปเดียว และยังมีการเพิ่มบริการเข้าไปเรื่อย ๆ

บริการมากกว่า 40 รายการในแอปเดียว
บริการมากกว่า 40 รายการในแอปเดียว

การรวมบริการความต้องการของประชาชนไว้ด้วยไอคอนที่มีขนาดใหญ่ที่เข้าใจง่าย ซึ่งทำให้ประชาชนเลือกใช้บริการต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย

และในอนาคต LifeSG จะมีบริการเพิ่มอีกมากมายไว้ในแอปเพียงตัวเดียว ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับประชาชนในช่วงชีวิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน เด็กจบใหม่ หรือบริการสำหรับประชากรที่กำลังจะเกษียณอายุ

Case Study ที่ประเทศเราควรนำไปปรับใช้

จะเห็นได้ว่าก่อนหน้านี้ แม้กระทั่งประเทศสิงคโปร์ก็ประสบพบเจอกับปัญหาเดียวกันกับประเทศเรามาก่อน ซึ่ง LifeSG ก็ได้ออกแบบยกเครื่องใหม่ทั้งหมดเพื่อมาตอบโจทย์กับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

ผมคิดว่ามันไม่ใช่ปัญหาเรื่องเทคนิคแต่อย่างใด อาจจะมีบ้างในการรวมศูนย์ข้อมูล แต่ตอนนี้ประเทศเราก็ปรับปรุงเรื่องราวเหล่านี้มาเยอะมากแล้ว จะเห็นได้จากแอปต่าง ๆ ของรัฐที่เริ่มเชื่อมต่อข้อมูลเข้าหากัน

ซึ่งยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 คงไม่ไกลเกินฝัน หากเราเริ่มที่จะปรับตัวให้เข้าสู่ Smart Nation อย่างที่สิงค์โปร์กำลังทำ ซึ่งเรื่องการปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัลของประเทศเราก็ถือว่าไม่เป็นสองรองใคร อยู่แล้ว

เราได้เห็น case study ต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งการใช้แพล็ตฟอร์ม ecommerce , live commerce หรือ Social Media ที่เรียกได้ว่าประชากรในประเทศเราไม่เป็นสองรองใครในโลกนี้อย่างแน่นอน

มันเป็นเพียงอีกไม่กี่ก้าว ซึ่งผมคิดว่าแก้กันตอนนี้ยังทัน สำหรับการรวมบริการต่าง ๆ ไว้ให้เหลือเพียงแอปเดียว ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก ๆ ต่อทั้้งเศรษฐกิจ และสังคม เพราะทุกธุรกรรมต่าง ๆ ของรัฐทำได้รวดเร็ว ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก ไม่เสียเวลาชีวิต แล้วให้ประชาชนเอาเวลาชีวิตของพวกเขาไปทำประโยชน์อย่างอื่นเหมือนที่สิงคโปร์ทำได้สำเร็จนั่นเองครับผม

References : https://www.tech.gov.sg/media/technews/moments-of-life-is-now-lifesg-story-so-far
https://opengovasia.com/moments-of-life-is-now-lifesg-the-story-so-far/
https://www.tech.gov.sg/products-and-services/lifesg/