8 Soft Skills ที่จะทำให้คุณเป็นผู้นำที่ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบันหลากหลาย ๆ ธุรกิจมักจะมองข้าม Soft Skills และ มุ่งเน้นไปที่ Hard Skills เมื่อ LinkedIn เปิดเผยรายชื่อ Soft Skills และ Hard Skills ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของปี 2020 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นทักษะด้านคอมพิวเตอร์เป็น ซึ่งด้วยการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเดือนมีนาคม และการเป็นการบังคับให้บริษัทส่วนใหญ่เปลี่ยนจากการทำงานที่ Office เป็นการทำงานจากที่บ้านแทนนั่นเอง

Soft Skills เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ แม้ว่าในอันดับต้น ๆ นั้น จะเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ , LinkedIn ได้แนะนำทักษะการทำงานร่วมกันในการปรับตัว และความฉลาดทางอารมณ์ ในการบรรยายให้กับผู้บริหารเกี่ยวกับเรื่องของ Soft Skills

การทำความเข้าใจแต่ละทักษะ และวิธีการขยายความสามารถจะทำให้เราได้เปรียบคู่แข่งในองค์กรในด้านของการเป็นผู้นำ

1. ความคิดสร้างสรรค์

วิธีที่ดีในการถ่ายทอดแนวคิดใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจคือการมองไปที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ และในประเทศอื่น ๆ พวกเขาใช้แนวคิดใดที่อาจใช้ได้ผลกับอุตสาหกรรมเดียวกันกับเรา 

ให้ทำการระดมความคิดเป็นกลุ่มย่อยเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หลังจากนั้นรวบรวมรายการที่ได้จากการระดมความคิด หลังจากนั้นให้นำเสนอแนวคิดของเราต่อหน้าทุกคน รวมไอเดียโง่ ๆ ไอเดียบ้าๆอะไรก็ว่าไป ซึ่งในโลกแห่งความจริง บางครั้ง idea บ้าระห่ำบางไอเดีย อาจจะสามารถสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นมาก็ได้ 

2. การโน้มน้าวใจ

การโน้มน้าวจูงใจ  เป็นการสื่อสารที่ทรงพลัง มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  คือ เพื่อสร้างแนวคิด ความเชื่อ และมุมมองใหม่ๆให้กับผู้ฟัง โดยมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมบางอย่าง  จากวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนทำให้การสื่อสารประเภทนี้แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นและความปรารถนาให้เกิดผลลัพธ์แห่งการเปลี่ยนแปลง  ตอบสนองต่อการนำพาทีมงานและองค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

3. การทำงานร่วมกัน

การทำงานร่วมกันจะยกระดับการทำงานเป็นทีมไปอีกขั้น เป็นการรวบรวมผู้คนที่มีชุดทักษะและมุมมองที่แตกต่างกันเพื่อทำโครงการให้สำเร็จโดยมักไม่มีผู้นำ องค์กรที่สามารถใช้ทักษะด้านนี้เข้าใจว่าการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เป็นเรื่องสำคัญที่ช่องทางการสื่อสารทั้งหมดจะต้องเปิดกว้าง

4. ความสามารถในการปรับตัว

นี้จะเป็นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นด้วยความเร็วสูงสุด เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเห็นว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร  โลกของ Virtual Reality (VR) ที่เพิ่มขึ้นและอื่น ๆ อีกมากมายจะเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจของเราซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม บริษัท ที่สำคัญจึงต้องอยู่เหนือเทคโนโลยีใหม่ ๆ แทนที่จะรอจนกว่าจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา การเริ่มต้นเร็วหมายถึงช่วงการเรียนรู้ของเราก็จะอยู่ในระดับต่ำ

5. ความฉลาดทางอารมณ์

ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) หมายถึง “ความสามารถในการรับรู้ ควบคุม และแสดงอารมณ์ของตนและจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างรอบคอบและเอาใจใส่” 

ผู้ที่มี EQ สูงสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่มีความกดดันสูง การแก้ไขความขัดแย้ง การวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์และอื่น ๆ ได้ดีกว่า ความสามารถนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับทีมโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถที่ประกอบด้วยภูมิหลังที่มีความแตกต่างกัน

จากการสำรวจของ CareerBuilder พบว่า 75% ของผู้จัดการการจ้างงานให้ความสำคัญกับ EQ มากกว่า IQ ทักษะและความฉลาดที่ยากจะสอนให้กับพนักงานได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ EQ ต้องใช้เวลาและความเข้าใจมากกว่าในการเข้าใจอย่างแท้จริงนั่นเอง

6. Self-Motivation  

Self-Motivation เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องรับมือ เพราะโลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน มีจุดที่แรงจูงใจในตนเองเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก 

เราทุกคนต้องเรียนรู้วิธีจัดการพลังงานของเรา พลังงานไม่ได้มาจากการรับประทานอาหารที่มีความสมดุลเท่านั้น แต่ยังมาจากแรงผลักดันส่วนตัวของเราในการบรรลุเป้าหมายและความมุ่งมั่น

แรงผลักดันส่วนบุคคลที่จะบรรลุเป้าหมายได้นั้นมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความคิดของเรา การวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มักชอบที่จะประสบความสำเร็จ ในความพยายามที่พวกเขามีส่วนร่วมมากกว่าเพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถปรับปรุงได้

ความยืดหยุ่นเกิดจากความกล้าที่จะเอาชนะความท้าทาย นั่นไม่ได้หมายความว่าเราควรมีความรอบคอบกับทางเลือกของเรา แต่ควรเรียนรู้ที่จะจัดการกับความเสี่ยงเพื่อที่จะเข้าใจโอกาสที่เหมาะสมกับความสามารถของเรามากที่สุดและเมื่อใดที่เราควรจ้างคนอื่นจากภายนอกที่จะเป็นการลงทุนที่คุ้มกว่าแทน

ความมุ่งมั่นเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุดในการ บอกเราว่ามีความสำคัญและกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่สุดของการตั้งเป้าหมาย

7. การบริหารเวลา 

ประสิทธิภาพสูงเชื่อมโยงโดยตรงกับการใช้เวลาของผู้คน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ทำงานหนักอยู่แล้ว แต่สิ่งที่แยกผู้ที่ประสบความสำเร็จจากผู้ที่กำลังดิ้นรนหรือล้มเหลวคือความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญและประสิทธิภาพของงาน

แผน : Brian Tracy ผู้เขียนหนังสือขายดีอธิบายถึงความสำคัญของการวางแผนว่า“ ทุกนาทีที่เราใช้ในการวางแผนช่วยประหยัดเวลาในการดำเนินการสิ่งต่าง ๆ ถึง 10 นาที ซึ่งทำให้เราได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนลงแรงถึง 1,000 เปอร์เซ็นต์! “

การจัดลำดับความสำคัญ: การจัดลำดับความสำคัญเป็นเพียงการทำความเข้าใจว่าควรใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ที่ไหนดีที่สุด 

Stephen Covey อธิบายว่าควรแบ่งงานออกเป็นความเร่งด่วนและความสำคัญ เขาอธิบายต่อไปว่ากุญแจสำคัญคือการมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญ แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

8. Storytelling

จิม โรห์น นักปรัชญาธุรกิจชาวอเมริกัน มักจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของการเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยมโดยการยกตัวอย่างถึงซิเซโร และเดมอสเธเนส สองนักพูดที่ยิ่งใหญ่ในสมัยโรมัน “ซึ่งว่ากันว่าเมื่อซิเซโรพูดคนจำนวนมากต่างก็ตกใจและร้องอุทานว่า ‘ช่างเป็นคำพูดที่ยอดเยี่ยม!’ 

เมื่อ เดมอสเธเนส พูดผู้คนจะพูดว่า ‘ให้เราเดินขบวนกันเถอะ!’ “สิ่งที่ทำให้นักเล่าเรื่องแตกต่างออกไปก็คือพวกเขามีความสามารถในการกระตุ้นผู้คนให้แสดงออก พวกเขาเข้าใจวิธีเข้าถึงตัวเราและสัมผัสจิตวิญญาณของเรา

เราจะปรับปรุงความสามารถในการเล่าเรื่องได้อย่างไร? ทางออกหนึ่งคือการเข้าร่วม งานอบรม หรือ งานเสวนาที่เกี่ยวข้องกับ Storytelling ซึ่งหลาย ๆ แห่งนั้นจะมีการท้าทายให้เราสร้างสุนทรพจน์สั้น ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่โดนใจนั่นเอง

Erin Meyer ผู้เขียนหนังสือ The Culture Map กล่าวไว้ว่า “ผู้คนหลายล้านคนทำงานในสภาพแวดล้อมระดับโลก ในขณะที่ดูทุกอย่างจากมุมมองทางวัฒนธรรมของตนเอง และตั้งสมมติฐานว่าความแตกต่าง การโต้เถียง และความเข้าใจผิดทั้งหมดมีรากฐานมาจากเรื่องของบุคลิกภาพ

ต้องบอกว่าส่วนใหญ่นั้น ในหลาย ๆ สถาบันไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมเพราะพวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขาให้ความสำคัญกับความแตกต่างของแต่ละบุคคลนั่นก็เพียงพอแล้ว

Covid-19 อาจหยุดการเคลื่อนไหวระหว่างพรมแดนชั่วคราว แต่เมื่อมีการพัฒนาวัคซีนแล้วคาดว่าจะกลับมาอีก ในขณะที่โลกของเราหดตัวลง บริษัท ต่างๆจำนวนมากขึ้นก็เริ่มเข้าใจถึงประโยชน์ตลอดจนข้อเสียของการทำงานร่วมกับทีมระดับโลกมากขึ้นนั่นเอง

References : https://www.entrepreneur.com/article/359834
https://brooksgroup.com/sales-training-blog/what-are-soft-skills-and-why-should-you-care/

10 วิธีในการคงประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อคุณทำงานจากที่บ้าน

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า:“ อย่านำงานกลับบ้าน” แต่ถ้าคุณทำงานจากที่บ้านล่ะ? การทำงานจากที่บ้านเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ แต่ก็ไม่ได้มีเสน่ห์อย่างที่คนอื่นคิด ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจดจ่อเมื่อคุณอยู่บนโซฟา และแมวของคุณกำลังคอยรังควาน หรือมีเสียงเครื่องจักรทำงานที่บ้านของเพื่อนบ้าน คุณสงสัยว่าจะทำงานได้อย่างไรเมื่อคุณทำงานจากที่บ้านและอยู่ท่ามกลางสิ่งรบกวน?

และนี่คือ 10 วิธีในการทำให้การทำงานจากที่บ้านมีประสิทธิภาพมากขึ้น:

1. เริ่มทำงานในตอนเช้า

เมื่อคุณทำงานจากที่บ้านให้เริ่มทำงานทันทีที่ตื่นนอน มันอาจจะฟังดูเก่า แต่ก็เป็นสิ่งที่ได้ผล ในตอนเช้าคุณจะตื่นขึ้นมาด้วยจิตใจที่สดชื่น (และพลังบวก) และคุณสามารถทำอะไรได้มากมายในตอนหัวค่ำ 

Josh Davis ผู้เขียน Two Awesome Hours กล่าวว่า: “ผู้คนที่ตื่นแต่เช้าตรู่ สามารถใช้เวลาในการออกกำลังกายในสวนสาธารณะ ทำสิ่งต่างๆที่คนอื่นแย่งกันในช่วงเวลาอื่น ๆ ของวัน ช่วงเวลาในตอนเช้านั้นมีสิ่งดี ๆ ที่มีประโยชน์มากมายที่หาไม่ได้ในช่วงเวลาอื่นของวัน”

2. เลือกพื้นที่ทำงานเฉพาะ

เพียงเพราะคุณทำงานจากที่บ้านไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีพื้นที่ทำงานหรือสำนักงานเฉพาะ สร้างบรรยากาศโฮมออฟฟิศที่เงียบสงบและสร้างแรงบันดาลใจ พื้นที่ทำงานเฉพาะสามารถช่วยให้คุณมีความคิดที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้คุณเสียสมาธิ 

หากคุณรู้สึกสร้างสรรค์มากขึ้นในตอนเช้าให้ใช้เวลานี้กับส่วนที่ยากลำบากในการทำงานเช่นการระดมความคิดในขณะที่ทำงานจากพื้นที่ทำงานเฉพาะของคุณ ในช่วงบ่ายคุณสามารถนั่งบนโซฟาและรับสายโทรศัพท์หรือเช็คอีเมล

3. อย่าอยู่บ้านเพียงอย่างเดียว

เบื่อมองไปที่กำแพงหรือไม่? คุณต้องการเปลี่ยนทัศนียภาพ. หยิบแล็ปท็อปของคุณแล้วตรงไปที่ร้านกาแฟหัวมุมหรือห้องสมุด (พื้นที่เปิดใช้งาน Wifi) นั่งกับมนุษย์จริงๆ บางครั้งเสียงพูดเบา ๆ จากโต๊ะข้าง ๆ อาจช่วยให้คุณทำงานได้ดีกว่าการอยู่เงียบ ๆ  มันจะนำคุณไปสู่แนวคิดใหม่ ๆ และเพิ่มผลผลิต อย่าพยายามอยู่แต่ที่บ้านเพียงอย่างเดียว

4. กำหนดเวลาพักที่ชัดเจน

คุณกำหนดเวลางานการประชุมและการโทรในปฏิทินใช่ไหม มีอีกสิ่งหนึ่งที่คุณต้องกำหนดเวลา: Distraction Breaks กำหนดเวลาพักล่วงหน้าที่ชัดเจน ตั้งเวลาที่คุณจะใช้โทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดีย ตั้งเวลาสำหรับอาหารกลางวัน ตั้งเวลางีบ. ไปเดินเล่น. ช่วงพักเหล่านี้จะเติมพลังให้คุณ 

5. โต้ตอบกับสมาชิกในครอบครัวหรือคนอื่น ๆ

ข้อดีที่สุดของการทำงานจากที่บ้านคือคุณมีเวลาอยู่กับสมาชิกในครอบครัวและลูก ๆ มากขึ้น หยุดพักจากงานและเล่นกับลูก ๆ หรือพูดคุยกับครอบครัว หรือถ้าคุณรู้จักใครที่ทำงานจากที่บ้านให้ชวนเขาไปดื่มกาแฟออกไปข้างนอก การพูดคุยกับมนุษย์จริงๆช่วยให้คุณมีสติที่ดีขึ้นได้

6. เปิดเพลงโปรดของคุณไว้เป็นพื้นหลัง

การทำให้เพลงโปรดของคุณทำงานอยู่เบื้องหลังด้วยระดับเสียงที่เบา คุณจะทำงานให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว 

ตามที่ Daniel Levitin (นักประสาทวิทยาและนักประพันธ์) กล่าวว่า“ ดนตรีสามารถทำให้งานซ้ำ ๆ ไม่น่าเบื่อ และเพิ่มสมาธิให้กับงานได้”

7. ติดตามรายละเอียดทุกชั่วโมง

หากคุณยังใหม่กับการทำงานจากที่บ้านคุณต้องติดตามว่าคุณใช้ทุกชั่วโมงในแต่ละวันอย่างไร การติดตามตนเองจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าเมื่อใดที่คุณมีประสิทธิผลมากที่สุด (และน้อยที่สุด) และคุณเสียเวลาอันมีค่าไปไหน

8. ยืดกล้ามเนื้อและทำสมาธิ 10 นาทีต่อวัน

การดื่มน้ำและการยืดร่างกายอย่างเพียงพอจะทำให้เลือดไหลเวียนในร่างกายและทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ อย่านั่งเก้าอี้นาน ๆ หยุดพักทุก ๆ ชั่วโมง ให้อุทิศเวลา 10 นาทีในการนั่งสมาธิ จะช่วยเพิ่มโฟกัสของคุณและลดโอกาสที่คุณจะฟุ้งซ่านได้

9. กำหนดชั่วโมงการทำงานเฉพาะ

หากบ้านของคุณเป็นสำนักงานถาวรให้กำหนดชั่วโมงการทำงานเฉพาะ สิ่งที่ดีของการทำงานจากที่บ้านคือคุณสามารถเลือกเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้ด้วยตัวคุณเอง

สมมติว่าคุณรู้สึกมีประสิทธิภาพมากขึ้นในตอนเช้าและไม่ใช่ในตอนเย็นคุณสามารถกำหนดชั่วโมงการทำงานได้ตั้งแต่ 7.00 น. ถึง 15.00 น. แต่อย่าลืมแบ่งปันตารางการทำงานของคุณกับเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าของคุณ

10. กำหนดตารางเวลาสำหรับวันถัดไปก่อนนอน

ทำกิจวัตรตอนกลางคืน. ใช้เวลา 15 นาทีและสร้างรายการงานที่คุณจะทำในวันถัดไป เลือกงานสำคัญที่คุณต้องทำก่อนในเช้าวันรุ่งขึ้น นิสัยนี้จะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นสำหรับวันถัดไป

References : https://hbr.org/

7 วิธีในการเพิ่มประสิทธิภาพการอ่านหนังสือให้มากขึ้นในปี 2021

โลกของเราทุกวันนี้ได้รับการออกแบบมาให้มนุษย์เราเสียสมาธิได้ตลอดเวลา ไมว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม Social ต่าง ๆ บริการ Vdo on demand Service ที่มีอยู่มากมาย ดังนั้นสิ่งรบกวนใจเหล่านี้ทำให้ประสิทธิภาพการอ่านหนังสือของคนส่วนใหญ่นั้นลดลงไป

นี่คือคำแนะนำเพื่อให้อ่านหนังสือได้มากขึ้นในชีวิตของคุณเองตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป:

รวมศูนย์การอ่านในบ้านของคุณ ย้อนกลับไปในปี 1998 นักจิตวิทยารอย Baumeister และเพื่อนร่วมงานของเขาดำเนินการทดลองที่มีชื่อเสียงของพวกเขา “chocolate chip cookie and radish” experiment

การทดลองซึ่งพวกเขาแบ่งกลุ่มทดสอบออกเป็นสามกลุ่มและขอให้พวกเขาไม่กินอะไรเป็นเวลาสามชั่วโมงก่อนการทดลอง 

กลุ่มที่ 1 ได้รับคุกกี้ช็อกโกแลตชิปและหัวไชเท้าและมีคนบอกว่าพวกเขากินได้แต่หัวไชเท้า 

กลุ่มที่ 2 ได้รับคุกกี้ช็อกโกแลตชิปและหัวไชเท้าและได้รับแจ้งว่าสามารถกินอะไรก็ได้ที่ชอบ 

กลุ่มที่ 3 ไม่ได้รับอาหารเลย หลังจากนั้นนักวิจัยได้ให้ทั้งสามกลุ่มพยายามไขปริศนาที่เป็นไปไม่ได้เพื่อดูว่าพวกเขาจะอยู่ได้นานแค่ไหน ไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มที่ 1 ที่อยู่ห่างจากคุกกี้นั้นสามารถแก้ไขปริศนาได้เร็วที่สุด

สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการอ่านอย่างไร ต้องบอกว่าการมีทีวีในห้องนั่งเล่นหลักของคุณเปรียบเสมือนการมีคุกกี้ช็อกโกแลตชิปสักจาน รายการทีวี หรือ Netflix แสนอร่อยมากมายล่อใจเราโดยลดความตั้งใจที่จะจัดการกับหนังสือ

วิธีการคือขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปจากห้องที่คุณใช้อ่านหนังสือ หรือ แม้กระทั่งมือถือของคุณเองก็ตามที่มี Notification ต่าง ๆ คอยรบกวนอยู่ตลอดเวลา พยายามห่างมัน ในช่วงที่คุณกำลังจดจ่อกับหนังสือ

สร้างความมุ่งมั่นต่อสาธารณะ ในหนังสือของเขา Influence: The Psychology of Persuasion ,Robert Cialdini แสดงให้เห็นว่าเมื่อคนวางเดิมพันของพวกเขาที่สนามแข่งที่พวกเขาจะมั่นใจมากขึ้นเกี่ยวกับโอกาสม้าของพวกเขากว่าที่พวกเขาก่อนที่จะวางเดิมพัน

เขาอธิบายต่อไปว่าความมุ่งมั่นเป็นหนึ่งในหกอาวุธสำคัญของอิทธิพลทางสังคม ทำไมเราถึงคิดว่าตัวเองเป็นม้าแข่งไม่ได้? เดิมพันการอ่านโดยเปิดบัญชีที่ Community การอ่านที่มีอยู่มากมายในปัจจุบันเช่น Goodreads หรือ ใน Facebook Group เกี่ยวข้องกับการอ่านหนังสือ จากนั้นอัปเดตโปรไฟล์ของคุณทุกครั้งที่คุณอ่านหนังสือ

ทำการรวบรวมรายชื่ออีเมลเพื่อส่งบทวิจารณ์สั้น ๆ เกี่ยวกับหนังสือที่คุณอ่าน หรือเข้าร่วมกลุ่ม Book Club ต่าง ๆ ที่มีมากมายใน Facebook ในขณะนี้

ค้นหาหนังสือที่เชื่อถือได้ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์มีหนังสือหลายพันเล่มต่อปี คุณมีเวลาค้นหาหนังสือใหม่ 50 เล่มต่อสัปดาห์หรือไม่? ไม่มีใครทำได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเราจึงต้องคัดกรองหนังสือที่สนใจ จาก blog reivew หรือ podcast รีวิว หนังสือในโลกออนไลน์ 

ด้วยการค้นหาเพียงเล็กน้อยคุณอาจพบหนังสือที่สอดคล้องกับรสนิยมของคุณ รายการบางส่วน ได้แก่ หนังสือรออ่านของ Bill Gates ; รายการอ่านของ Derek Sivers ; และรายการของ Tim Ferriss ซึ่งเขาได้รวบรวมคำแนะนำไว้ในเว๊บไซต์ออนไลน์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

รับ “ข่าวสารอย่างรวดเร็ว” และสร้างช่องทางการอ่านของคุณ ทำการสมัครรับข้อมูลจากสื่อชื่อดัง หรือ blog ดัง ๆ ที่เกี่ยวกับการ Review หนังสือ  พยายามหมุนเวียนการสมัครรับข้อมูลเพื่อให้มีความสดใหม่และคุณจะได้รับ list หนังสือใหม่ ๆ ที่น่าสนใจทางอีเมล์ อยู่ตลอดเวลา และไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการคัดกรองหนังสือเอง

เพิ่มอัตราการอ่านของคุณเป็นสามเท่า หลายคนอาจจะซื้อหนังสือมาดอง หรือ ไว้ตั้งโชว์ในชั้นวางเพื่อความสวยงามเพียงเท่านั้น 

ในแต่ละสัปดาห์ให้พยายามเพิ่มหนังสือประมาณ 1-2 เล่มในชั้น และกำจัดหนังสือ 1-2 เล่ม เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทางร้านหนังสือมือสองออนไลน์ หรือ Facebook Group ที่ใช้แลกเปลี่ยน ซื้อ-ขาย หนังสือมือสอง

หนังสือจะหมดไปเมื่อเราส่งต่อให้เพื่อน ขายให้ร้านหนังสือมือสอง หรือนำไปฝากที่ห้องสมุดให้ยืม เพื่อเป็นการหมุนเวียนหนังสือในชั้นวางของคุณให้มากขึ้น และ คุณก็จะสามารถที่จะอ่านหนังสือได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

อ่านหนังสือแบบรูปเล่ม คุณอาจสงสัยว่าทำไมการอ่านเพียงแค่ e-book บนอุปกรณ์พกพาที่พกพาง่าย นั้นมันไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการอ่านหนังสือของคุณได้

ในยุคที่ภาพยนตร์ Series และการถ่ายภาพของเราล้วนก้าวไปสู่โลกยุคดิจิทัล และนั่นทำให้พวกเราหลายคนดูหน้าจอตลอดทั้งวันซึ่งมันเป็นเวลาที่มากเกินพอแล้ว แน่นอนว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าในการถือหนังสือเล่มจริงไว้ในมือของคุณบ้าง แทนที่จะอ่านจากหน้าจอ digital เพียงอย่างเดียวตลอดทั้งวัน

ใช้กฎ 10,000 ก้าว Stephen King แนะนำให้ผู้คนอ่านหนังสือวันละห้าชั่วโมง ในทางหนึ่งก็เหมือนกับกฎ 10,000 ก้าวต่อวันเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

ก็เหมือนกันกับการอ่าน คุณมีเวลามากมายในการอ่าน ไม่ว่าจะเป็นในวันหยุด ระหว่างการเดินทางประจำวัน หรือระหว่างเที่ยวบินระยะยาว 

แนะนำให้พกหนังสืออยู่ในกระเป๋าตลอดเวลา โดยทั่วไปมักแนะนำให้อ่านสารคดีหรือสาระความรู้ในตอนเช้าเมื่อจิตใจอยู่ในโหมดการเรียนรู้ที่มีความกระตือรือร้น และอ่านนิยายในเวลากลางคืนก่อนนอนเมื่อจิตใจของเราต้องการการหลบหนีจากความวุ่นวายของวัน

References : https://www.amazon.com/Influence-Psychology-Persuasion-Robert-Cialdini/dp/006124189X/
https://www.goodreads.com/
https://hbr.org/
https://www.poemhunter.com/poem/television/
https://faculty.washington.edu/

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพให้ Super Productive แบบฉบับ Elon Musk

แม้ว่าการทำงานแบบฉบับ Elon Musk ที่บ้างานอย่างหนัก ต้องดูแลบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง Tesla , SpaceX รวมถึงบริษัทอื่น ๆ ของเขาอีกมากมาย แต่สุขภาพส่วนตัวและนิสัยการออกกำลังกายของเขาก็ค่อนข้างสัมพันธ์กัน

“ ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้นที่จะต้องทำตัวให้ผอม” CEO ของ Tesla กล่าวในตอนล่าสุดของ Podcast “The Joe Rogan Experience”

ในการให้สัมภาษณ์มหาเศรษฐีวัย 48 ปีกล่าวเพิ่มเติมว่าเขาชอบกิน “อาหารอร่อย” และหวังว่าเขาจะทำได้โดยไม่ต้องออกกำลังกาย นี่คือสิ่งที่ Musk กล่าวว่าเขาทำกับการดูแลสุขภาพของเขา :

เขายกน้ำหนัก แต่ไม่ชอบลู่วิ่ง

Musk กล่าวว่าเขาอาศัยอยู่ใน Boca Chica Village รัฐเท็กซัสในขณะที่เขาทำงานกับจรวดรุ่นต่อไปของ SpaceX ชื่อ  Starship ซึ่งออกแบบมาเพื่อไปยังดาวอังคารและดวงจันทร์

นอกจากการทำงานแล้ว “ผมไม่มีอะไรทำมากนัก” Musk บอกกับ Rogan (สันนิษฐานว่าก่อน X Æ A-12 ลูกชายของเขากับ Claire Boucher หรือที่รู้จักกันในชื่อ Grimes เกิดวันจันทร์) เขาจึงบอก Rogan ว่าเขามีเวลาออกกำลังกายมากขึ้นแม้ว่าเขาจะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ในการออกกำลังกายก็ตาม 

“พูดตรงไปตรงมาโดยสิ้นเชิงผมจะไม่ออกกำลังกายเลยถ้าทำได้” Musk กล่าว “ผมไม่ชอบออกกำลังกาย” 

ในขณะที่ Musk มีเทรนเนอร์ส่วนตัวเขายอมรับว่ามันเป็นเวลาสักพักแล้วที่พวกเขาทำงานร่วมกัน แต่เขาบอกว่าเขา ”ยกน้ำหนัก” ด้วยตัวเขาเอง

คนที่ประสบความสำเร็จหลายคนเช่น Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoftและแม้แต่ที่ปรึกษาทำเนียบขาวและนักภูมิคุ้มกันวิทยา Anthony Fauci ออกกำลังกายด้วยการวิ่งเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและเป็นการการผ่อนคลายความเครียด แต่ Musk บอกว่าเขาไม่“ รักการวิ่ง”

ในแง่ของความสนใจอื่น ๆ ของ Musk เขาบอกกับ Rogan ว่าเขาขลุกอยู่กับกีฬาอย่าง เทควันโด คาราเต้ ยูโด และ jiu-jitsu

Musk เสริมว่าเขาส่งลูก ๆ ไป jiu-jitsu ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ (นอกจากลูกคนใหม่ Musk ยังมีลูกชาย 5 คนกับภรรยาคนแรกของเขา Justine Musk: ฝาแฝด Griffin และ Xavier อายุ 16 ปีรวมทั้งแฝดสาม Damian, Saxon และ Kai , อายุ 14 )

อาหารอร่อยมากกว่าอาหารเพื่อสุขภาพ

วิธีการที่ไม่เป็นทางการของ Musk กับอาหาร

“ ถ้ามีวิธีที่ผมไม่ต้องกินอาหารได้เพื่อที่ผมจะได้ทำงานได้มากขึ้นผมก็จะไม่กิน” เขากล่าวในหนังสือปี 2015 เรื่อง “Elon Musk: Tesla, SpaceX ” โดย Ashlee Vance

มีช่วงหนึ่งในช่วงมหาวิทยาลัยของเขาที่เขาใช้เงินเพียง $ 1 CAD ไปกับอาหารต่อวันโดยการกินอาหาร เช่น ฮอทดอก หรือ พาสต้า  

อย่างไรก็ตาม Musk ยังคงคำนึงถึงการเพิ่มของน้ำหนักและผลกระทบต่อปัจจัยอื่น ๆ เช่นความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันของคุณ “ การมีน้ำหนักเกินเป็นเรื่องใหญ่” เขากล่าว

เคล็ดลับเพื่อการนอนหลับที่ดีขึ้น

มหาเศรษฐีบางคนเช่น Bill Gates และ Jeff Bezos อาศัยการนอนหลับเจ็ดหรือแปดชั่วโมงต่อคืนเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและมีสมาธิ 

ในทางกลับกัน Musk บางครั้งทำงานได้ 80 ถึง 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ซึ่งไม่เหลือเวลาให้นอนหลับมากนัก ในการให้สัมภาษณ์ของ New York Times ในปี 2018 เขากล่าวว่า “ผมมักเลือกที่จะไม่นอน”

ถึงกระนั้น Musk ก็ได้แบ่งปัน “คำแนะนำที่มีประโยชน์” เกี่ยวกับคุณภาพการนอนหลับ

“ การกินอาหารก่อนเข้านอนเป็นความคิดที่ไม่ดีอย่างแท้จริงและส่งผลเสียต่อการนอนหลับของคุณ” เขากล่าวในพอดคาสต์ (อันที่จริงการรับประทานอาหารก่อนนอนอาจทำให้เกิดอาการเสียดท้องได้เนื่องจากอาหารของคุณไม่สามารถย่อยได้อย่างเหมาะสมความรู้สึกนี้อาจส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับที่คุณสามารถรับได้ดังนั้นคุณจึงตื่นขึ้นมาอย่างเหนื่อยล้ามากขึ้น)

Musk กล่าวว่าเขาหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และอาหารอย่างน้อยสองถึงสามชั่วโมงก่อนนอน

“ คุณภาพการนอนหลับของคุณจะดีขึ้นและสุขภาพโดยรวมของคุณจะดีขึ้นมาก” เขากล่าว “ มันเป็นเรื่องใหญ่”

References : https://www.youtube.com/watch?v=RcYjXbSJBN8
https://www.cnbc.com/2019/12/11/microsoft-ceo-satya-nadellas-morning-rituals.html
https://www.cnbc.com/2018/05/21/elon-musk-once-lived-spending-1-a-day-on-food.html
https://www.cnbc.com/2019/12/27/how-many-hours-of-sleep-do-successful-people-get-each-night.html
https://www.nytimes.com/2018/08/16/business/elon-musk-interview-tesla.html

ในปี 2021 การทำงาน 9-5 จะกลายเป็น ‘3-2-2’ ตามการทำนายของศาสตราจารย์ Harvard Business School

สถานการณ์ถึงปัจจุบันต้องบอกว่าการกระจายวัคซีนได้เริ่มขึ้น และเราได้เริ่มมองเห็นถึงแสงสว่างของการสิ้นสุดของการแพร่ระบาด อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดย Covid-19 นั้น จะเปลี่ยนวิถีการทำงานของมนุษย์ไปตลอดกาล

Bill Gates พนันว่าเราจะเข้าสู่สังคมที่แตกต่างออกไปหลังจากการระบาดใหญ่สิ้นสุดลง นักวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์กำลังงงงวยว่าเมืองไหนจะมาแรง ซึ่งในตอนนี้ผู้คนจำนวนมากมีอิสระที่จะย้ายไปที่ใดก็ได้ที่พวกเขาต้องการ 

แต่จากคำกล่าวของศาสตราจารย์ Harvard คนหนึ่งการเปลี่ยนแปลงระยะยาวครั้งใหญ่ที่สุดอาจเป็นตัวเลขที่ควบคุมชั่วโมงการทำงานแบบดั้งเดิมของเรา ที่สำนักงานหลายแห่งหลังจากการระบาดจะเปลี่ยนชั่วโมงการทำงานจาก 9-5 ( 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น จันทร์ – ศุกร์) เป็น 3-2-2 

3-2-2 เป็นอย่างไร?

LinkedIn ได้สรุปแนวโน้มในสถานที่ทำงานเพื่อดูอนาคตของการทำงานในปี 2021 การคาดการณ์จากศาสตราจารย์ Ashley Whillans จาก Harvard Business School ซึ่งได้แยกความแตกต่างระหว่างผู้ที่อ้างว่าทุกคนจะต่อสู้เพื่อให้ทำงานจากระยะไกลต่อไป แม้ว่าจะปลอดภัยจากการระบาดไปแล้วก็ตาม และผู้ที่บอกว่าเราสิ้นหวังในการปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว ซึ่งจะพาเรากลับไปที่ห้องเล็ก ๆ และห้องประชุมเพื่อปฏิสัมพันธ์กันแบบเดิม 

ทางสายกลางอาจเป็นการประนีประนอมที่สมบูรณ์แบบ Whillans แนะนำว่า “บริษัท ต่างๆอาจต้องปล่อยให้พนักงานทำงานจากที่บ้านสองวันขึ้นไปต่อสัปดาห์ โดยบางคนเลือกทำงานสามวันในที่ทำงานปรกติ ทำงานจากที่บ้านอีกสองวัน แล้วหยุดสองวัน สัปดาห์ละ 3-2-2” Andrew Seaman บรรณาธิการของ LinkedIn กล่าว สรุปคำทำนายของ Whillans 

โครงสร้างนี้ให้แนวทางแก่พนักงานในการปฏิบัติตาม (ซึ่งการทดลองมีข้อเสนอแนะการลาพักร้อนแบบไม่จำกัดเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้ผู้คนใช้นโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่นได้จริง) แต่ยังช่วยให้พวกเขาเลือกกำหนดการที่เหมาะกับชีวิตของพวกเขาได้ดีที่สุด

และที่สำคัญยังช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับการเผชิญหน้าในที่ทำงาน ในขณะที่ให้อิสระแก่ผู้คนในการทำกิจวัตรอื่น ๆ เช่น การออกกำลังกาย งานอดิเรก และอาหารมื้อเย็นกับครอบครัว ซึ่งหลายคนพบว่าตัวเองมีความสุขในช่วงกลางปี ​​2020 

“พนักงานจะต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้นและองค์กรต่างๆ ก็ต้องการมัน” Whillans ให้ความเห็นแม้ว่าเธอจะตั้งข้อสังเกตว่าสุดท้ายแล้วมันจะจบลงด้วยตารางเวลาที่แตกต่างกันเล็กน้อยเนื่องจากความต้องการและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน 

Seaman ตั้งข้อสังเกตว่า “ข้อมูลล่าสุดจากดัชนีความเชื่อมั่นด้านแรงงานของ LinkedIn แสดงให้เห็นประมาณครึ่งหนึ่ง (47 เปอร์เซ็นต์) ของผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐฯเชื่อว่า บริษัท ของพวกเขาจะอนุญาตให้พวกเขาทำงานแบบ Remote Work ได้อย่างน้อยก็บางส่วนหลังจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสิ้นสุดลง” โดยเฉพาะกับพนักงานในบางอุตสาหกรรมเช่น เทคโนโลยีและการเงินมีแนวโน้มที่จะคาดหวังความยืดหยุ่นได้มากขึ้น (73 เปอร์เซ็นต์และ 67 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ) 

ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าหลาย บริษัท ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากพนักงานให้ลองทำสิ่งที่ Whillans แนะนำ แต่ผู้ประกอบการและหัวหน้าไม่ควรพิจารณาเพียงแค่ความคิดของเธอเกี่ยวกับ 3-2-2 เพียงเท่านั้น

องค์กรที่พยายามใช้วิธีการแบบผสมผสานนี้ในการทำงานด้วยรูปแบบของตนเอง และการทำงานระยะไกลมานาน จะมีรายงานว่าพนักงานมีความสุขมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น และลดการขาดงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ 

สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนจาก 9-5 ไปเป็น 3-2-2 ใหม่ อาจเป็นได้มากกว่าวิธีการบรรเทาความต้องการหลังการระบาดของพนักงาน เพื่อความยืดหยุ่น และในความเป็นจริงมันอาจเป็นผลดีต่อทั้งสุขภาพของพนักงานและความสำเร็จของบริษัทในระยะยาวได้นั่นเอง 

แล้วคุณมีความเห็นอย่างไรกับการทำงานตามตาราง 3-2-2 เมื่อการแพร่ระบาดของ COVID-19 สิ้นสุดลง?

References :  https://www.inc.com/jessica-stillman/bill-gates-anthony-fauci-pandemic-changes.html
https://www.linkedin.com/pulse/24-big-ideas-change-our-world-2021-scott-olster
https://www.inc.com/jessica-stillman/the-totally-free-way-to-boost-productivity-and-reduce-stress.html