เมื่อสถิติบอกว่า แนวโน้ม มลพิษทางอากาศของกรุงเทพกำลังลดลง

ขึ้นหัวข้อมาคิดว่าหลาย ๆ คนอาจจะงงกับหัวข้อที่ผมจะเขียนในวันนี้ เมื่อพิจารณาจากปัญหามลพิษทางอากาศ PM 2.5 ที่กำลังโจมตีกรุงเทพของเราอย่างหนัก และมีรายงานข่าวมาอย่างต่อเนื่องถึงวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ซึ่งเรียกได้ว่ามีการโหมกระแสกันอย่างต่อเนื่องสำหรับปัญหา PM 2.5 ในประเทศไทย ที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับการแก้ไขเสียทางจากทุกภาคส่วน และดูปัญหามันจะทวีความรุนแรงยิ่ง ๆ ขึ้น

แต่วันนี้ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจอย่างนึงที่ถือเป็นข้อมูลในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่น่าสนใจมาก ๆ ซึ่งนั่นก็คือ ค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM2.5 ของเมืองหลวงของประเทศไทย ในปี 2017 – 2018 นั้นบอกอะไรเราได้บ้าง?

คราวนี้เราลองมาไล่ดูกันว่า ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงมันมาจากไหนกันแน่ ซึ่งเมื่อลองมองดูเมืองที่มีมลพิษเฉลี่ยมากที่สุด เรียกได้ว่า อากาศแย่สุด ๆ ของเมืองไทยนั้น คือ เมืองสมุทรสาคร (ข้อมูล chart จาก references ด้านล่าง)

และเมื่อเทียบกับอันดับต้น ๆ จาก chart จะพบว่า ล้วนเป็นเมืองที่เป็นฐานการผลิตของอุตสากรรมแทบจะทั้งสิ้น ซึ่งคล้าย ๆ กับ สมุทรสาคร ที่ติดอันดับที่ 223 ด้วยความที่มีโรงงานจำนวนมากและปล่อยมลพิษออกมาเป็นจำนวนมากซึ่งมันไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเป็นเมืองที่อากาศแย่ที่สุดในไทยโดยเฉลี่ย

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงความสัมพันธ์ของเขตอุตสาหกรรมกับปัญหา PM 2.5 นั้น ก็คือเมืองในแถบยุโรปตะวันออกที่เป็นฐานการผลิตแหล่งใหญ่ของยุโรป ตัวอย่างเช่น เมือง dolni lutyne ของสาธารณรัฐ เชก ที่เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ติดอันดับมลพิษสูงในระดับต้น ๆ ของยุโรป เช่นเดียวกับหลาย ๆ เมืองในประเทศจีน อินเดีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เห็นความสัมพันธ์ว่าเมืองใดที่มีปัญหามลพิษทางอากาศสูงนั้นจะเป็นเมืองที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมแทบจะทั้งสิ้น

ส่วนไทยนั้น ก็จะเห็นได้ชัดว่าเมืองที่ติดอันดับต้น ๆ นั้น เป็นเมืองอุตสาหกรรมทั้งนั้น ไมว่าจะเป็น สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี หรือ นครราชสีมาที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทย

กรุงเทพที่มาอันดับ 498 ใกล้เคียงกับ Modena ของ Italy
กรุงเทพที่มาอันดับ 498 ใกล้เคียงกับ Modena ของ Italy

ส่วนกรุงเทพ เมื่อมามองตัวเลขโดยเฉลี่ย กลายเป็นเมืองที่อากาศดีเลยด้วยซ้ำ หากคิดโดยเฉลี่ยในเมื่อเทียบกับเมืองต่าง ๆ ทั่วเอเชีย มลพิษของกรุงเทพยังใกล้เคียง เมืองในประเทศยุโรปอย่าง Modena ของประเทศ อิตาลี เ หากมาคิดค่าเฉลี่ยจริง ๆ เพราะติดอันดับที่ 498 โน่นเลย สำหรับกรุงเทพ

เราไม่ควรมองจีนเป็น Role Model ในการแก้ปัญหาเรื่อง PM2.5

จะเห็นได้ชัดเจนว่าจาก chart ในตัวอย่างท้ายบทความนั้น พบว่า จีนติดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกใน 400 อันดับแรก เรียกได้ว่า จีน ครองอันดับไปกว่าครึ่ง รวมถึงอินเดียเองด้วย

และปัญหานี้ มันไม่ได้เพิ่งเกิด มันเกิดมานานแล้ว และตอนนี้ จีน ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ และดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นตามการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศจีน

เราจะเห็นข่าวการจะแก้ไขปัญหานี้ของจีน ตั้งแต่การจัด olympic ปี 2008 แล้ว ที่จีนคิดจะแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ก็แก้ไม่ได้สามารถซึ่งเมื่อเราพิจารณษข้อมูล AQI แบบ Realtime ในปัจจุบัน ในประเทศจีน ระดับของมลพิษนั้นสูงกว่าไทยเยอะมาก และอยู่ในระดับร้ายแรงเลยด้วยซ้ำในบางเมือง ซึ่งถือเป็นระดับที่อันตรายมาก ๆ

จีนที่ปัญหามลพิษเลวร้ายขั้นสุด ที่ยังไม่มีวี่แววแก้ปัญหานี้ได้เลย
จีนที่ปัญหามลพิษเลวร้ายขั้นสุด ที่ยังไม่มีวี่แววแก้ปัญหานี้ได้เลย

ซึ่งสาเหตุหลักก็แน่นอนว่า จีนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ทำให้ตอนนี้แทบจะกลายเป็นโรงงานของโลก ซึ่งแน่นอนว่าจีนต้องแลกกับมลพิษทางอากาศอย่างที่เราได้เห็น ซึ่งหากจีนยังต้องการเติบโตในระดับนี้ต่อไป ปัญหามลพิษของจีนก็ดูเหมือนไม่มีวี่แววที่จะแก้ไขได้ในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน ยกเว้นข่าว PR ที่เราเห็นออกมาจากหน้าสื่อที่เหมือนว่าเขาแก้ปัญหานี้ได้

การแก้ปัญหาที่ถูกจุดที่สุด

แน่นอนว่าแทนที่จะเดินรอยตามประเทศจีน เหมือนที่หลาย ๆ สื่อหลายช่องทางพยายามนำเสนอ ประเทศเราควรที่จะเดินตามรอยประเทศที่แก้ปัญหานี้สำเร็จไปแล้ว ดูจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผลกว่า นั่นก็คือ ประเทศอเมริกา , ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น

ถ้าดูจากสีจะพบว่าประเทศที่ไม่มีปัญหานี้จริง ๆ คือ อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรีย มากกว่าจะเป็นจีน
ถ้าดูจากแผนที่โลกจะพบว่าประเทศที่แทบจะไม่มีปัญหานี้จริง ๆ คือ อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น มากกว่าจะเป็นจีน

แน่นอนว่าผมเป็นอีกหนึ่งคนที่เห็นด้วยว่ารัฐบาลควรจะมีนโยบายจัดการเรื่องนี้ออกมาเพราะปัญหามันดูไม่มีทีท่าว่าจะแก้ได้ในเร็ววัน แต่ผมมองว่ามันคงเป็นการแก้ไขปัญหาได้แค่ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงเท่านั้น

ซึ่งตัวเลขค่ามลพิษที่สูงมากในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง อย่างที่เราเจอในตอนนี้นั้น ก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และ มันก็เกิดจากหลายปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟป่า เรื่องของมลพิษของรถยนต์ หรือ เรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย และที่สำคัญมันอาจจะไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราสร้างมาเอง 100% เช่น การเผาไฟในกัมพูชา อาจจะส่งผลกระทบต่อมลพิษในไทยได้เช่นกัน หรือ การเผาป่าในอินโดนีเซีย ที่ทำให้ภาคใต้ของเรารับมลพิษเข้าไปเต็ม ๆ อย่างที่เราเห็นกันในทุกปีนั่นเอง เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคล เฉพาะประเทศ แต่มันเป็นปัญหาร่วมกันของคนทั้งโลกต่างหาก

ซึ่งตัวเลขค่าเฉลี่ยตลอดปีจากข้อมูลที่ผมได้เสนอในบทความนี้นั้น แม้มันจะเป็นช่วงปี 2017-2018 ก็ตาม แต่มันก็เป็นข้อมูลอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมันได้บอกถึง ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงว่า มลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นบนโลกนั้น มันเกิดจากอะไรกันแน่ ซึ่งจากตัวเลขเฉลี่ย อย่างที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ก็พอจะเป็นหลักฐานเพียงพอที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งอุตสาหกรรม กับ ปัญหามลพิษทางอากาศ

แน่นอนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ มันต้องแลกกับ มลพิษที่เพิ่มขึ้นอย่างที่จีนทำ ทางแก้ของอเมริกา , ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ก็คือ ย้ายฐานการผลิตมาต่างประเทศให้หมด โดยเฉพาะประเทศที่อ้าแขนรับมากที่สุดนั่นก็คือประเทศจีนนั่นเอง สุดท้ายมันเลยมาสร้างมลพิษที่จีนแทน เป็นการจบปัญหาจากประเทศต้นทางได้สำเร็จ

ซึ่งหากไทยคิดจะแก้ปัญหานี้จริง ๆ จัง ๆ ก็คงต้องนำอุตสาหกรรมของไทย ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือ ไปให้ไกล ๆ จากประเทศไทยน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกจุดที่สุดในการแก้ปัญหาเรื่อง PM2.5 ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่แน่นอนว่า มันคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรายังอาศัยอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นเครื่องจักรที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศอยู่ แต่สุดท้าย วิธีการนี้ มันก็เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดที่สุด และเด็ดขาดที่สุด เหมือนที่ อเมริกา , ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ทำได้สำเร็จนั่นเองครับ

References : https://www.airvisual.com/world-most-polluted-cities?page=1&perPage=50&cities=&fbclid=IwAR2XjgxabjHcTw51r0tsZP9denj0xMhelQgtekklbg3ocVqOUvCIeJrYLno

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Caper Shopping Cart Scan-Pay-Go

Featured Video Play Icon

ด้วยรถเข็นชำระเงินอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีอย่าง Deep Learning และ Computer Vision รายการสินค้าจะถูกตรวจจับได้ทันทีเมื่อถูกโยนเข้าไปในรถเข็น ลูกค้าสามารถโยนสินค้าเข้าไป จ่ายเงิน และ ออกจากร้านค้า โดยไม่ต้องต่อคิดอีกต่อไป

ฟัง PodCast เรื่องเกี่ยวเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ที่ Geek Forever’s Podcast
——————————————–
ฟังผ่าน Podbean :
📌http://bit.ly/2m7CpC8
——————————————–
ฟังผ่าน Apple Podcast :
📌https://apple.co/2lEqPPg
——————————————–
ฟังผ่าน Google Podcast :
📌http://bit.ly/2kxHtQ3
——————————————–
ฟังผ่าน Spotify :
📌https://spoti.fi/2m0PTzR
——————————————–
ฟังผ่าน Youtube :
📌http://bit.ly/2mvEVTf
——————————————–
📌References : https://www.caper.ai/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Gustaf Thulin ผู้คิดค้นถุงพลาสติกเพื่อช่วยรักษาโลกเราไว้

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ถุงพลาสติกทุกวันนี้ถูกมองว่าเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของโลก พลาสติกมีการทับซ้อนกันในหลุมฝังกลบขยะ ซึ่งทำให้แม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทรถูกปนเปื้อน อย่างไรก็ตามไม่ว่ามันจะฟังดูเข้าใจง่าย แต่ถุงพลาสติกถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยโลกของเรา 

นั่นคือสิ่งที่ลูกชายของวิศวกรชาวสวีเดน Sten Gustaf Thulin ผู้คิดค้นถุงพลาสติกขึ้น ในปี 1959 กล่าว ถุงพลาสติกได้รับการพัฒนาเป็นทางเลือกแทนถุงกระดาษซึ่งทำให้การลดการตัดไม้ทำลายป่าลง ทางเลือกใหม่เสนอความทนทานนานขึ้นซึ่งหมายความว่าพวกเขาสามารถใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก และสามารถใช้ได้หลายครั้งกว่าที่ถุงกระดาษแบบเดิม ๆ สามารถจัดการได้

เดิมทีถุงพลาสติกถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยรักษาโลกใบนี้ไว้

เครดิตรูปภาพ: dcaloren
เครดิตรูปภาพ: dcaloren

อย่างไรก็ตามพวกเรากลายเป็นคนขี้เกียจ แทนที่จะใช้และนำถุงเดิมกลับมาใช้ซ้ำ เรากลับชินในการกำจัดมัน โดย National Geographic ได้รายงานว่าประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของพลาสติกที่ผลิตนั้นเป็นบรรจุภัณฑ์จะถูกใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้งไป 

ลูกชายของ Gustaf Thulin ผู้คิดค้นถุงพลาสติกบอกกับสื่อ: “ สำหรับพ่อของผม ความคิดที่ว่าผู้คนจะทิ้งถุงพลาสติกเมื่อใช้เพียงครั้งเดียวเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อในตอนที่เขาคิดค้นมันขึ้นมา เขาถือ [ถุงพลาสติก] ไว้ในกระเป๋าของเขาเสมอเพื่อใช้งานมันได้ตลอดไป 

วิศวกรชาวสวีเดนชื่อ Sten Gustaf Thulin สร้างถุงพลาสติกขึ้นในปี 1959

เครดิตรูปภาพ: jericlcat
เครดิตรูปภาพ: jericlcat

โดยถุงพลาสติกได้รับการจดสิทธิบัตรโดย บริษัท ที่ชื่อว่า Celloplast และในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 พวกเขาได้เปลี่ยนถุงกระดาษและถุงผ้าในยุโรปให้มาใช้ถุงพลาสติกกันอย่างแพร่หลาย 

พอถึงปี 1979 ถุงพลาสติกคิดเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ของตลาดถุงในยุโรป ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ทั้งสองเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐคือ Kroger และ Safeway เปลี่ยนไปใช้ถุงพลาสติกทั้งหมด ในตอนท้ายของทศวรรษ 1980 ถุงพลาสติกได้แทนที่ถุงกระดาษในทั่วโลก

ถุงพลาสติกควรจะถูกนำมาใช้ซ้ำหลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่ไม่เป็นเช่นนั้น

เครดิตรูปภาพ: Alan Denney
เครดิตรูปภาพ: Alan Denney

ตามรายงานเดียวกันโดย National Geographic ในปี 2018 ผู้ซื้อสินค้าในสหรัฐอเมริกาใช้ถุงพลาสติกเกือบหนึ่งใบต่อผู้พักอาศัยในแต่ละวัน ในขณะที่ผู้ซื้อในเดนมาร์กใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยสี่ถุงต่อปีเพียงเท่านั้น 

ในขณะที่ตามที่สหประชาชาติรางาน มีการผลิตถุงพลาสติกในอัตราหนึ่งล้านล้านถุงต่อปี! ดังนั้นหลาย ๆ ประเทศจึงสั่งห้ามใช้ถุงพลาสติก โดยบังคลาเทศเป็นประเทศแรกที่สั่งห้ามใช้ถุงพลาสติกเหล่านี้ในปี 2002

ตั้งแต่นั้นมาในหลาย ๆ ประเทศได้ดำเนินตามในรูปแบบเดีวกัน คือรณรงค์ งดใช้ถุงพลาสติก อย่างไรก็ตามหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือถุงพลาสติกส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกนำไปรีไซเคิล และมันมักสิ้นสุดในหลุมฝังกลบที่พวกมันใช้เวลาเป็น 1,000 ปีในการย่อยสลาย

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าถุงพลาสติกอาจเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่ากระดาษหรือฝ้าย

เครดิตรูปภาพ: rakka
เครดิตรูปภาพ: rakka

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญระบุว่าถุงพลาสติกไม่จำเป็นต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในขณะที่การเลือกใช้กระดาษและถุงผ้าฝ้ายจะช่วยลดขยะในทางเทคนิค แต่ก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอื่น ๆ 

สำนักงานสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักรแนะนำว่าต้องใช้ถุงกระดาษอย่างน้อยสามครั้งเพื่อให้ใช้พลังงานเท่าการผลิตถุงพลาสติกที่ถูกรีไซเคิลได้ นี่เป็นเพราะการผลิตถุงกระดาษต้องการพลังงานและน้ำมากกว่า ในขณะที่มันหนักกว่าถุงพลาสติกซึ่งทำให้การขนส่งมีราคาแพงกว่า ถ้าเทียบกับถุงผ้า ต้องใช้อย่างน้อย 131 ครั้งเพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเหมือนกับที่ถุงพลาสติกทำได้นั่นเอง

References : https://www.boredpanda.com/plastic-bags-supposed-to-help-save-planet

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

PayPal Wars ตอนที่ 5 : The Producers

JUNE—JULY 2000

Elon Musk เริ่มงานแรกของเขาทันที หลังจากเข้ามาดูแลทั้งสองบริษัทในฐานะ CEO แบบเต็มตัว สิ่งที่เขาโฟกัสเป็นอันดับแรกคือ ทีมที่ดูแลด้านผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่ง Musk นั้นได้ให้ David Sacks เข้ามาดูแลในส่วนนี้

ในการประชุมร่วมครั้งแรกในฐานะ CEO ของ Musk เขาได้วางกลยุทธ์ในการจัดตั้งทีมที่ดูแลด้านผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมาใหม่ และทำการกระจายอำนาจการตัดสินใจให้มากที่สุด ซึ่ง Musk นั้นมองว่า สองสามเดือนที่ผ่านมา ทุกคนต่างพูดคุยเกี่ยวการที่จะทำสิ่งต่าง ๆ แต่ไม่มีอะไรที่ทำจริง ๆ ขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ

David Sacks ต้องการสร้างพลังใหม่ให้เกิดขึ้นกับทีมที่ดูแลด้านผลิตภัณฑ์นี้ ความวุ่นวานหลังจากการควบรวมกิจการ ทำให้การทำงานของสองบริษัทกลายเป็นอัมพาต การกำหนดเป้าหมายร่วมกันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และผู้บริหารพร้อมที่จะสนับสนุนทุกอย่างแบบเต็มที่

ในส่วนของการหารายได้นั้น Musk และ Sacks มุ่งเน้นไปที่การลดอัตราการเผาเงิน ซึ่งตอนนั้นติดลบสูงถึงไตรมาสละ 10 ล้านเหรียญ โดยการหาวิธีสร้างรายได้จากการทำธุรกรรมของ PayPal เปลี่ยนโมเดลจากเดิมที่ Harris วางให้บริการทั้งสองนั้นมุ่งเน้นที่การเติบโต และทำกำไรให้น้อยที่สุด ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ครั้งสำคัญของ Musk

วิธีการแรกคือการลดอัตราการชำระด้วยบัตรเครดิตของลูกค้าลง เพราะต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมให้กับสมาคมบัตรเครดิตจำนวนมหาศาล โดยการโน้นน้าวใจให้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เลือกที่จะฝากเงินในบัญชีของตนเองแทน ซึ่งจะลดค่าธรรมเนียมที่ X.com ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมประมาณ 2% ให้กับ Visa หรือ MasterCard ทุกครั้งที่มีการใช้งานบน PayPal

สำหรับแหล่งทดแทนแหล่งแรก ก็คือ การหักบัญชีแบบอัตโนมัติ (ACH) ซึ่งมีค่าธรรมเนียมต่อรายการเพียงไม่กี่เซ็นต์ แต่ปัญหาคือ ACH อาจจะใช้เวลาหลายวันกว่าจะเคลียร์เงินได้และเสี่ยงจะถูกตีกลับ

แต่แนวคิดของ Musk คือการขยายเครดิตใหักับลูกค้าที่เลือกใช้งาน ACH แทนการชำระผ่านบัตรเครดิต ซึ่ง X.com จะรับความเสี่ยงไว้เองหากผู้ใช้มีเงินไม่เพียงพอในบัญชีธนาคารของพวกเขา แต่แลกกับความรวดเร็วที่จะเกิดขึ้นนั่นเอง และสั่งให้ทีมผลิตภัณฑ์ลุยทันที

และอีกปัญหาหนึ่งหลังจากการควบรวมก็คือ ควรจะใช้ Brand ไหนเป็นหลักกันแน่ระหว่าง X.com หรือ PayPal ซึ่งแน่นอนว่า Musk ที่สร้าง X.com มากับมือย่อมอยากให้ X.com นั้นเป็นแบรนด์หลักของผลิตภัณฑ์ หลังจากการควบรวม

แต่ดูเหมือนสถานการณ์ในขณะนั้น ความคุ้นเคยของผู้บริโภคนั้นมีต่อแบรนด์ PayPal มากกว่าอย่าเห็นได้ชัด สิ้นเดือนมิถุนายน มีบัญชี PayPal ในระบบถึง 2.1 ล้านบัญชี และที่สำคัญที่สุด PayPal ได้กลายเป็นคำสามัญในการประมูลใน ebay เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แม้ Musk พยายามที่จะเปลี่ยน logo ใหม่ของ PayPal โดยเปลี่ยนจาก “PayPal ของ X.com” ไปเป็น X คำเดียวเท่านั้น แต่ดูเหมือนเหล่าพนักงานทีมผลิตภัณฑ์จะพยายามคัดค้านการกระทำของ Musk เพราะตอนนี้ PayPal มันได้กลายเป็นแบรนด์ติดตลาดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การจะเปลี่ยนกลับมาเป็น X จะมีแต่สูญเสียต่อบริษัทในระยะยาว

Elon Musk ดูเหมือนจะปลื้ม X.com มากกว่า
Elon Musk ดูเหมือนจะปลื้ม X.com มากกว่า

ฟากฝั่ง ebay นั้นก็พยายามเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง Meg Whitman ประกาศเข้าซื้อกิจการ Half.com เว๊บไซต์ที่อนุญาติให้ผู้ขายรายบุคคลนั้นสามารถที่จะแสดงรายการสินค้าที่ผลิตจำนวนมากเช่น หนังสือ วีซีดี หรือ วีดีโอ ในราคาคงที่ได้อย่างง่ายดายซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากใน ebay

และ ที่ half.com นั้นก็ไม่อนุญาติให้ PayPal เข้ามาสร้างบริการชำระเงินในบริการของพวกเขา เพราะ ebay ควบคุมแพลตฟอร์มทั้งหมด half.com รับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตโดยตรงจากผู้ซื้อและแจ้งผู้ขายให้จัดส่งสินค้า ซึ่งผู้ขายจะได้รับเช็คจาก half.com แทน ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ PayPal เข้ามาเจาะตลาดในส่วนนี้ได้อีก

ส่วน billpoint นั้นดูเหมือนจะไม่สามารถสร้างการเติบโตได้ใน ebay เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่เลือกใช้งาน PayPal มากกว่าอย่างชัดเจน ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ billpoint เปิดตัวนั้น มีส่วนแบ่งในการชำระเงินเพียงแค่ 8-9% เท่านั้น ในขณะที่ PayPal กำลังยึดครองส่วนแบ่งทางการตลาดต่อเนื่องและพุ่งขึ้นไปสูงถึง 40% แล้วในขณะนั้น

ebay ซื้อ half.com มาเสริมทัพ
ebay ซื้อ half.com มาเสริมทัพ

ทีมผลิตภัณฑ์ ของ X.com ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่คือ “X.com Verified” เป็นรูปแบบพิเศษสำหรับผู้ขาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ ลูกค้าเริ่มใช้ PayPal เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการส่งชำระเงิน PayPal เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในกระบวนการทางธุรกิจของผู้ขาย มันทำให้ความสัมพันธ์มีความแนบแน่นขึ้นระหว่าง PayPal และผู้ใช้งานทุก ๆ ส่วน เพราะพวกเขาไว้ใจที่จะใช้ PayPal มากขึ้นนั่นเอง

ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน ทีมผลิตภัณฑ์ได้ปลดปล่อยฟีเจอร์ใหม่ ๆ ในเรื่องค่าธรรมเนียมและการทำธุรกิจให้มีประสบการณ์ที่ดีขึ้นต่อลูกค้า รวมถึงลดต้นทุนของค่าใช้จ่ายทางด้านการเงินลงไปได้เป็นจำนวนมหาศาล

ความคิดเห็นของลูกค้าก็ส่งมาในทางบวกมากยิ่งขึ้น หลังจากปัญหาต่าง ๆ เริ่มคลี่คลาย มันได้ทำให้ X.com และ PayPal นั้นกลายเป็นผู้นำที่ชัดเจนมายิ่งขึ้นในบริการชำระเงินออนไลน์ และที่สำคัญมันส่งผลต่อขวัญกำลังใจและความเชื่อมั่นของพนักงานมากยิ่งขึ้น

นั่นแสดงให้เห็นถึง การเปลี่ยนแปลง CEO จาก Bill Harris มาเป็น Elon Musk นั้นทำให้สถานการณ์ของบริษัทดีขึ้นอย่างชัดเจนภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ดูเหมือนตอนนี้จะไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้ง Musk และทีมงานของพวกเขาที่จะพาบริษัทก้าวขึ้นเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในบริการทางการเงินของอเมริกาอีกต่อไป จะเกิดอะไรขึ้นต่อกับเหล่ายอดอัจฉริยะที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกทางการเงินกลุ่มนี้ โปรดติดตามตอนต่อไปครับผม

-> อ่านตอนที่ 6 : Revolution – PayPal 2.0

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 : The New Recruit *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เจ้าชายซาอุฯ วางแผนจัดทำเมืองยุคใหม่ด้วยประชากรที่มีการตัดต่อยีน

ในแผนการพัฒนาเมืองใหม่ของซาอุดิอาราเบีย จะมีสาวใช้หุ่นยนต์ รถแท็กซี่บินได้ และเมืองจะสว่างสดใสดในที่มืดบนทะเลทราย ตามเอกสารที่เป็นความลับ ที่มีการตรวจสอบโดย The Wall Street Journal โดยดวงจันทร์เทียมจะส่องสว่างบนท้องฟ้าทุกคืน และเกาะสไตล์จูราสสิคพาร์คจะช่วยให้ผู้มาเยี่ยมชม ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยไดโนเสาร์หุ่นยนต์ เหมือนในหนังจริง ๆ 

ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวนั้น อยู่ในเอกสารการวางแผนที่ได้รับจากWSJ จำนวนกว่า 2,300 หน้า  เป็นแผนสำหรับการบังคับย้ายถิ่นฐานของชนเผ่าพื้นเมือง รวมถึงการนำเอาเทคโนโลยีการแพทย์ใหม่ ๆ มีการสร้างคลินิกแก้ไขยีนของมนุษย์ทำให้กลายเป็นยอดมนุษย์ได้เหมือนในหนัง Hollywood โดยจะมีการเฝ้าระวังของรัฐบาลตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน 

เจ้าชายโมฮัมเหม็ดบินซาลมานซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนาม MBS ได้ทำงานร่วมกับทีมที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาวิสัยทัศน์ของเขาสำหรับเมืองแห่งใหม่ที่มีมูลค่า 500 พันล้านเหรียญสหรัฐในเขตตะวันตกเฉียงเหนือที่แห้งแล้งของซาอุดิอาระเบีย

มีโลกของหุ่นยนต์ไดโนเสาร์เหมือนหนัง จูราสิก ปาร์ก
มีโลกของหุ่นยนต์ไดโนเสาร์เหมือนหนัง จูราสิก ปาร์ก

แม้ว่ามันจะเป็นที่แห้งแล้งในรูปแบบของทะเลทรายเป็นเวลานาน แต่ MBS วางแผนที่จะใช้ “การสร้างคลาวด์” หรือ เมฆเทียม เพื่อทำการผลิตฝนเหนือเมือง Neom โดยจะทำให้เมืองเย็นลงและทำให้ ผักผลไม้สด สามารถทำการเพราะปลูกได้อย่างอุดมสมบูรณ์ 

เหล่าประชากรในอนาคตที่ไม่สนใจที่จะเยี่ยมชมตลาดสดของเหล่าชาวนา ชาวสวน ก็สามารถที่จะจับจองร้านอาหารระดับมิชลินได้ ซึ่ง Neom ตั้งเป้าหมายว่าจะมีจำนวนประชากรต่อพื้นที่มากกว่าที่อื่น ๆ ในโลกตามแผนที่วางไว้

สำหรับสิ่งอื่นที่คุณจะพบใน Neom นั้น WSJ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงแผนการสำหรับโรงเรียนระดับโลกที่มีครูสอนผ่านเทคโนโลยีโฮโลแกรม รวมถึงมีงานที่ได้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกและหาดทรายที่สามารถส่องแสงในที่มืดได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่ MBS ต้องการ 

“NEOM เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่มีความจำเป็นในอนาคต ที่มีวิสัยทัศน์อย่างแรงกล้าในการสร้างเมืองรูปแบบใหม่ขึ้นมา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NEOM  Nadhmi Al Nasr บอกกับ WSJ “  ดังนั้นเรากำลังพูดถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและเหนือกว่าที่เคยมีอยู่  และในบางเทคโนโลยียังอยู่ระหว่างการพัฒนาและอาจเป็นไปได้ในทางทฤษฎี เราก็จะนำมาร่วมทดสอบด้วย”

มันจะง่ายต่อการถูกมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันด้วยสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดที่มีรายละเอียดในเอกสารการวางแผนของ Neom  แต่อย่างไรก็ดีเมืองแห่งอนาคตก็ดูมีความน่าสงสัยเหมือนรัฐที่คอยจับตามองประชากรตลอดเวลาคล้าย ๆ แนวคิดของระบอบแบบเผด็จการนั่นเอง

“นี่ควรจะเป็นเมืองรูปแบบอัตโนมัติที่เราสามารถดูข้อมูลทุกอย่างได้” คณะกรรมการที่ตั้ง NEOM ได้ยกคำพูดในเอกสารตามที่ WSJ รายงาน “ [เมือง] ที่คอมพิวเตอร์สามารถแจ้งอาชญากรรมโดยที่ประชาชนแทบไม่ต้องโทรแจ้งเลยด้วยซ้ำ”

และนั่นจะต้องขอบคุณคลินิกการแพทย์ที่สามารถดัดแปลงพันธุกรรมของประชากรในเมือง Neom ให้แข็งแกร่งขึ้นและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น มากกว่าเมืองไหน ๆ ในโลกนี้  หมายความว่า MBS อาจไม่เพียงวางแผนที่จะสร้างเมืองแห่งอนาคต แต่เป็นการสร้างยอดมนุษย์ของเมืองขึ้นมาด้วยเช่นกันนั่นเอง

References : 
https://www.wsj.com/articles/a-princes-500-billion-desert-dream-flying-cars-robot-dinosaurs-and-a-giant-artificial-moon-11564097568

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol