Hushpuppi จากอินฟลูเอนเซอร์ผู้ติดตาม 2.5 ล้านคนบนอินสตาแกรมสู่นักฉ้อโกงระดับโลก

Ramon Abbas ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในหมู่ผู้ติดตาม Instagram กว่า 2.5 ล้านคนของเขาในชื่อ Hushpuppi ถูกหมายหัวจาก FBI ให้เป็นหนึ่งในอาชญากรฉ้อโกงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก

ชายหนุ่มวัย 38 ปี เริ่มต้นอาชีพของเขาใน Oworonshoki ซึ่งเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่แสนยากจนทางตะวันออกเฉียงเหนือของลากอส เมืองหลวงของประเทศไนจีเรีย

ในวัยเด็ก Abbas ทำงานอยู่กับแม่ของเขาในตลาด Olojojo โดยพ่อของเขาเป็นคนขับแท็กซี่

แต่อยู่ดี ๆ ผู้คนรอบข้างต่างตกใจในความมั่งคั่งของเขา ที่เปลี่ยนชีวิตจากคนชายขอบให้กลายเป็นมหาเศรษฐี

ซึ่งท้ายที่สุดทุกคนก็รู้ที่มาของความมั่งคั่งลึกลับของเขา เพราะเขาเป็นอาชญากรทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นอาชีพที่แพร่หลายมาก ๆ ในประเทศไนจีเรีย

“Yahoo Boys” เป็นฉายาที่ใช้แทนเหล่านักตุ้มตุ๋น โดยเฉพาะการใช้รูปแบบของ Romance Scam

Romance Scam คือ การหลอกให้หลงรัก หลอกให้เชื่อว่ารัก หลอกให้เชื่อใจ ให้ความหวังว่าจะแต่งงาน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดไป และใช้ความรักความเชื่อใจหรือความหวังของเหยื่อเพื่อแสวงหาประโยชน์

โดยจะเป็นการหลอกให้โอนเงินหรือทรัพย์สินอื่น ๆ ไปให้ หลอกให้กระทำผิดบางอย่าง เช่น ขนส่งยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย ปลอมแปลงเอกสาร เมื่อเหยื่อเริ่มรู้ตัว คนร้ายก็จะหนีหาย ทิ้งให้เหยื่อเสียทั้งเงินและเสียทั้งใจ

คนร้ายที่เข้ามาหลอกลวงเหยื่อนั้น มักจะใช้รูปภาพของบุคคลอื่นที่ดูดี หล่อ สวย น่าเชื่อถือ มักใช้ภาพที่มีการแต่งกายดูดี ภูมิฐาน เพื่อให้เหยื่อเชื่อใจจากภาพลักษณ์ที่เห็น

ซึ่งเช่นเดียวกับ Yahoo Boys หลาย ๆ คน Abbas ก็ได้ขยายขอบเขตของการหลอกลวงมากยิ่งขึ้น เขาได้ย้ายไปยังกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซียในปี 2014 จากนั้นก็ไปที่ดูไบในปี 2017

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2019 เขาได้พยายามฟอกเงิน 13 ล้านยูโร ที่ขโมยโดยกลุ่มแฮกเกอร์ชาวเกาหลีเหนือไปยังธนาคารในมอลตา

ถัดมาในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน Abbas ได้เปิดบัญชีของธนาคารในเม็กซิโก โดยรับเงินผ่านการ scammer จากสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษกว่า 100 ล้านปอนด์ และ อีก 200 ล้านปอนด์ จากบริษัทอีกแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักร

การดำเนินการของเขาทำโดยการหลอกลวงผ่าน Business Email Compromise (BEC) ซึ่งเป็นการโจมตีผ่านทางรูปแบบของอีเมล

เขากระทำการด้วยวิธีการที่เรียบง่ายอย่างเหลือเชื่อ ด้วยการเปลี่ยนแปลงการชำระเงินผ่านอีเมลปลอมที่ดูเหมือนว่าจะมาจากเดียวกับเหล่าซัพพลายเออร์ แต่มีเพียงตัวอักษรหรือตัวเลขเดียวเท่านั้นที่มีความแตกต่างกัน

ในอีเมลนั้น scammer จะแสร้งทำเป็นซัพพลายเออร์ที่รอการชำระเงิน ซึ่งจะหลอกโดยการบอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงธนาคาร ดังนั้นการชำระเงินจะถูกโอนไปยังบัญชีอื่นตามรายละเอียดที่พวกเขาให้

พนักงานบัญชีถูกหลอกให้คิดว่าเป็นคำขอที่ถูกต้องจากซัพพลายเออร์ และด้วยการคลิกเมาส์เพียงคลิกเดียว เงินจำนวนมหาศาลก็จะมลายหายไปในกลีบเมฆแบบทันที

การหลอกลวงคร้ังใหญ่ครั้งสุดท้ายของ Abbas เกิดขึ้นในกาตาร์ Abbas ได้ปลอมตัวเป็นนายธนาคารในนิวยอร์กเพื่อหลอกล่อเหยื่อของเขา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจชาวกาตาร์

เขาได้ใช้วิธีการปลอมแปลงการจัดหาเงินทุนของโรงเรียนโดยปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารและสร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อโน้มน้าวให้นักธุรกิจชาวกาตาร์ให้เงินกับเขา

ระหว่างเดือนธันวาคม 2019 ถึง กุมภาพันธ์ 2020 Abbas และแก๊งของเขาที่อยู่ทั้งในเคนยา ไนจีเรีย และ สหรัฐอเมริกา ทำการหลอกล่อเหยื่อได้เงินมากกว่าหนึ่งล้านดอลลาร์

เงินบางส่วนได้ถูกนำไปฟอกด้วยการซื้อแบรนด์เนมสุดหรู นาฬิกาสุดแพง และเสื้อผ้าแบรนด์เนม ซึ่ง Abbas เองก็มาโชว์วิถีชีวิตของเขาผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Instagram ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 2.5 ล้านคน

โพสต์ Instagram ของ Hushpuppi เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ที่หรูหราของเขาดึงดูดไลค์ได้หลายแสนคน (CR:Afrikbuzz)
โพสต์ Instagram ของ Hushpuppi เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ที่หรูหราของเขาดึงดูดไลค์ได้หลายแสนคน (CR:Afrikbuzz)

แต่ในไม่ช้า รอยร้าวในกลุ่มของ Abbas ก็ปรากฎขึ้น เมื่อสมาชิกคนหนึ่งขู่ว่าจะเปิดโปงการหลอกลวงทั้งหมดในขณะที่เขาไม่มีความสุขกับเงินที่เขาได้รับ

ซึ่งสมาชิกคนดังกล่าวได้ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจไนจีเรีย Abba Kyari และต้องการให้ Abbas ไปชดใช้กรรมในคุกให้สาสม

แต่กลายเป็นว่า Kyari ได้เข้าจับกุมและกักขังสมาชิกคนดังกล่าวในแก๊งค์ไว้เป็นเวลาหนึ่งเดือนในห้องขังของประเทศไนจีเรียที่แสนสกปรก

และท้ายที่สุดทุกอย่างก็เฉลยเมื่อ Kyari ก็เป็นที่ต้องการตัวในสหรัฐฯ ด้วยข้อหาฉ้อโกง การฟอกเงิน และการขโมยข้อมูลส่วนตัว ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับ Abbas

Abba Kyari ซึ่งมีชื่อเสียงในไนจีเรียในฐานะ
Abba Kyari ซึ่งมีชื่อเสียงในไนจีเรียในฐานะ “ตำรวจระดับสูง” ถูกสั่งพักงานและเป็นที่ต้องการตัวในสหรัฐฯ (CR:BBC)

ท้ายที่สุด Abbas ได้ถูกจับกุมในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในเดือนมิถุนายน 2020 หลังจากที่ตำรวจท้องที่บุกเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ของเขาในดูไบ

พบของกลางเป็นเงินสดเกือบ 41 ล้านดอลลาร์ รถยนต์หรู 13 คัน มูลค่าประมาณ 6.8 ล้านดอลลาร์ และหลักฐานการโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ที่มีไฟล์ที่ใช้ในการฉ้อโกงมากกว่า 100,000 ไฟล์

ซึ่งในไฟล์เหล่านั้นมีข้อมูลของผู้ที่อาจจะตกเป็นเหยื่อเกือบสองล้านรายถูกพบในระหว่างการจับกุม

เขาถูกจับพร้อมกับชายชาวไนจีเรียอีกคนหนึ่ง Olalekan Jacob Ponle หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Woodberry” ก่อนถูกส่งตัวให้กับตัวแทนของ FBI และถูกย้ายไปยังลอสแองเจลิสเพื่อเผชิญกับการพิจารณาคดีในข้อหาฟอกเงินและอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต

ความจริงที่แสนเจ็บปวด

ต้องบอกว่าภัยร้ายอาชญากรรมออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตนั้น ได้ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ไม่ว่าจะเป็นการมี bitcoin ที่ใช้ในการเก็บเงินและไม่สามารถ track ตามตัวได้ง่ายๆ นั้นก็เพิ่มความสะดวกให้เหล่าอาชญากรในเรื่องการจัดการทางด้านการเงิน

หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีอย่าง Deepfake ในตอนนี้ก็พัฒนาล้ำหน้าไปมาก จนสามารถ VDO Call ให้กลายเป็นคนอื่นได้แบบเนียน ๆ และอาชญากรโดยเฉพาะเหล่า Romance Scammer ก็สามารถหลอกเหยื่อได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาก้าวล้ำไปมากเท่าไหร่ เหล่าอาชญากรก็พัฒนารูปแบบในการหลอกลวง ฉ้อโกงได้ แนบเนียนมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนตัวผมก็คิดว่าเราก็ควรติดตามวิธีการหลอกลวงเหยื่อในรูปแบบใหม่ ๆ เหล่านี้ เพื่อที่เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อแบบที่หลายๆ คนเคยประสบพบเจอที่สุดท้ายอาจจะต้องเสียทั้งน้ำตา และทรัพย์สินเงินทองไปแบบที่มิอาจย้อนกลับไปได้นั่นเองครับผม

References :
https://www.bbc.com/news/world-africa-58553109
https://edition.cnn.com/2021/07/29/africa/hushpuppi-pleads-guillty-fraud-intl/index.html
https://www.bloomberg.com/features/2021-hushpuppi-gucci-influencer/
https://www.etda.or.th/th/Knowledge-Sharing/Romance-Scam-in-IFBL-aspx.aspx

WFH Addict เมื่อเหล่าพนักงานทั่วโลกกำลังเสพติดการทำงานแบบ Work From Home

ได้กลายเป็นเรื่องท้าทายที่สำคัญขององค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกไปเสียแล้วนะครับ สำหรับนโยบาย Work From Home หรือ Remote Working ที่ได้กลายเป็นมารตฐานใหม่ของการทำงานหลังจากโลกเราต้องประสบพบเจอกับไวรัส COVID-19

โดยเฉพาะเหล่าพนักงานที่สามารถทำงานแบบ Remote ได้ 100% ซึ่งก็ต้องบอกว่าหลากหลายอาชีพมาก ๆ ทั้ง โปรแกรมเมอร์ วิศวกรในสาขาต่างๆ พนักงานบัญชี พนักงานด้านการตลาด ฝ่ายบุคคล หรือ ข้าราชการในบางหน่วยงานที่เรียกได้ว่า แทบไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิสอีกต่อไป

เมื่อการแพร่ระบาดเริ่มซาลง เราจะได้เห็นหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ เริ่มกลับมาปรับนโยบายให้กลับมาทำงานที่ออฟฟิสมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple ที่เริ่มเรียกตัวพนักงานกลับให้มาทำงานแบบไฮบริด ซึ่งกำหนดให้พนักงานในองค์กรต้องกลับมาที่สำนักงานสัปดาห์ละ 3 วัน ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้

ซึ่งก็ต้องบอกว่า ปัญหานี้คงไม่ได้เกิดเพียงแต่องค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง Apple เท่านั้น มันกำลังสร้างปัญหากับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก พนักงานส่วนใหญ่ทำงานจากที่บ้านมาเป็นเวลาสองปีแล้ว คุ้นเคยกับการไม่ต้องเดินทาง ซึ่งบางเมืองอย่างกรุงเทพเรียกได้ว่าเสียเวลาไปมากโขในการเดินทางในแต่ละวัน

ปัญหานี้ทำให้ หากบริษัทใดเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบาย ทำให้เหล่าพนักงานเริ่มที่จะลังเลที่จะกลับไปทำงานในสำนักงานเหมือนเดิม และมีแนวโน้มที่จะย้ายงานไปหาที่ใหม่ที่มีนโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่นมากกว่า

มันอาจจะทำให้องค์กรต้องเสียพนักงานหัวกะทิได้เลย เช่น Ian Goodfellow ผู้อำนวยการด้าน Machine Learning ซึ่งทำงานกับ Apple มาตั้งแต่ต้นปี 2019 ถึงกับลาออกเนื่องจากนโยบายการบังคับให้กลับมาทำงานของบริษัท

การ Work From Home ทำให้เกิดปัญหาสมองไหล

สิ่งที่สร้างผลกระทบอีกอย่างนึงต้องบอกว่าน่าสนใจมาก ๆ นั่นก็คือปัญหาสมองไหลที่ได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะ COVID ทำให้โลกการทำงานของมนุษย์เรานั้นเปลี่ยนไปมาก ๆ

ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับพฤติกรรมใหม่ ในการไม่ต้องเดินทางไปทำงาน ที่ทำให้การ Work From Home กลายเป็นเรื่องปรกติ ทุกคนสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ซึ่งในงานหลาย ๆ อย่างก็คงดำเนินแบบนี้ต่อไปแม้การแพร่ระบาดจะหยุดไปแล้วก็ตาม

แต่มันก็ได้เกิดปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันเริ่มแบ่งเวลางาน และเวลาส่วนตัวไม่ได้ บางองค์กร นั้นใช้งานกันจนแยกเวลาไม่ออกระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว เพราะมันได้หลอมรวมกันเป็นเวลาเดียวกันไปแล้ว

นั่นเองก็กลายเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้มีพนักงานลาออกเพิ่มมากยิ่งขึ้น

กำแพงขวางกั้นพนักงานที่ถูกทลายลง

ผมวิเคราะห์อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนอาจะคิดไม่ถึง นั่นก็คือ กำแพงสำคัญที่ขวางกั้นการย้ายงานของพนักงาน ก็คือ การหาช่วงเวลาในการไปสัมภาษณ์งานที่อื่นนั่นเอง

การเปลี่ยนมาทำงานแบบ Work From Home มันมีข้อยืดหยุ่นก็จริง แต่มันก็ทำให้เหล่าพนักงาน สามารถร่อน Resume เพื่อสัมภาษณ์งานได้อย่างอิสระ และหาเวลาไปสัมภาษณ์ตอนไหนก็ได้ อย่างเสรี เพราะตอนนี้ การสัมภาษณ์งานก็เน้นไปที่การสัมภาษณ์แบบ Remote ไปหมดแล้วใช่กัน

ซึ่งส่วนนี้มันสำคัญมาก เพราะหลาย ๆ อาชีพ มีการแย่งตัวพนักงานเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะสายไอที น่าจะโดนหนักสุด การมีตัวเลือกเยอะ ๆ ผ่านการสัมภาษณ์หลาย ๆ แห่ง ทำให้พนักงานมีโอกาสได้เลือก และเปรียบเทียบสูงมากกว่าในยุคก่อน ที่คงยากที่จะสัมภาษณ์งานหลายๆ แห่งในขณะที่ตัวเองทำงานประจำอยู่

การตัดสินใจรับพนักงานในยุคปัจจุบัน อาจจะแทบไม่ต้องมาคุยกันต่อหน้าต่อตา เพื่อตัดสินใจรับเข้าทำงานอีกต่อไป องค์กรต่าง ๆ สามารถเลือกช็อปปิ้งพนักงานมากมาย ที่พร้อมจะมาสัมภาษณ์งานกับบริษัทเพื่อย้ายงาน

กำแพงในอดีต หากต้องเข้างานแบบ full time ทำให้มันเป็นเรื่องยากที่จะปลีกตัวไปสัมภาษณ์งานที่อื่นได้แบบมาราธอน เหมือนในยุคปัจจุบัน ซึ่งอาจจะต้องลางานเพื่อไปสัมภาษณ์ แต่ตอนนี้มันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว

ซึ่งผมว่าตอนนี้ การเปลี่ยนงานจะเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ เพราะมีตัวเลือกให้เลือกเยอะ สามารถตัดสินใจที่ให้ผลประโยชน์ที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้ง่ายมากขึ้ัน เมื่อกำแพงเรื่องเวลา และ การต้องปลีกตัว หรือ ลางานไปสัมภาษณ์งานที่อื่น มันไม่มีอีกต่อไป

นั่นเอง ที่ทำให้อัตรา turn over ของพนักงานในยุคการแพร่ระบาดสูงมาก ๆ ตาม ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาก็สอดคล้องกับแนวโน้มนี้เช่นเดียวกัน และผมคิดว่าองค์กรในไทยก็เจอปัญหาเดียวกันอย่างแน่นอน

บทสรุป

สถานการณ์ตอนนี้ได้พลิกผัน จากเดิมที่องค์กรนั้นเป็นฝ่ายเลือกพนักงาน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นพนักงานต่างหากที่กลายเป็นฝ่ายเลือกองค์กรที่จะเข้าทำงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเทรนด์นี้จะเป็นแบบนี้ต่อไปแม้การแพร่ระบาดของ COVID-19 จะหมดไปก็ตาม

เพราะเมื่อคนสามารถทำงานได้จากทุกที่ และสามารถที่สัมภาษณ์งานที่ไหนก็ได้ตลอดเวลา พวกเขาก็จะมองหาองค์กรที่ให้ผลประโยชน์กับพวกเขาสูงสุด มีความสมดุลสูงที่สุด (Work-Life Balance) ระหว่างชีวิตส่วนตัวกับชีวิตในการทำงานนั่นเองครับผม

Refernces :
https://fortune.com/2022/05/02/apple-workers-unhappy-return-to-the-office-hybrid-work-pandemic
https://www.businessinsider.com/apple-director-machine-learning-ian-goodfellow-leaving-return-to-office-2022-5

Credit Image : Getty Images

ข้อมูลจาก Wearable Devices กำลังเปลี่ยนแปลงการเฝ้าระวังโรคและการวิจัยทางการแพทย์ครั้งสำคัญ

เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างมีความน่าสนใจเลยทีเดียวนะครับ สำหรับการศึกษาใหม่จากโครงการ Corona Data Donation ที่จัดขึ้นโดยสถาบัน Robert Koch ในประเทศเยอรมนี ในเรื่องการแบ่งปันข้อมูลจากเครื่องติดตามการออกกำลังกายที่กำลังกลายเป็นประแสฮิตไปทั่วโลกในขณะนี้

ข้อมูลเหล่านี้ ถือว่ามีค่าต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมาก โดยโครงการนี้ ได้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500,000 คน รวมถึงอีกกว่า 30,000 รายที่ลงทะเบียนในโครงการที่มีชื่อว่า Detect ซึ่งเป็นการศึกษาโดยสถาบันวิจัย Scripps ในแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งหากเรามองถึงการเฝ้าระวังโรคจริง ๆ ตัวบ่งชี้ที่สำคัญก็คือเรื่องของอาการไข้ ซึ่งมันเป็นสัญญาณบ่งชี้การติดเชื้อโดยตรง แต่อุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ นั้น ไม่ได้วัดอุณหภูมิ เนื่องจากการอ่านค่าที่แม่นยำทำได้ยาก

ดังนั้นจึงได้มีการวัดส่วนอื่น ๆ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การนอน กิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งโดยปรกติ อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก จะอยู่ระหว่าง 50 ถึง 100 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อร่างการมีการต่อสู้กับการติดเชื้อ อัตราการเต้นจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จากอุปกรณ์สวมใส่ที่สามารถวัดได้ อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มสูงขึ้น สี่วันก่อนที่ผู้คนจะรู้สึกถึงอาการใด ๆ จะมีหนึ่งรายสามารถตรวจพบผู้ป่วย COVID ได้ จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพัก

เมื่อคนเยอรมันนอนหลับน้อยลง

เมื่อได้ Data ขนาดมหึมา จากโครงการ ทางทีมงานก็ได้ค้นพบสิ่งลึกลับเกี่ยวกับชาวเยอรมันแทบจะทั่วพื้นที่ทั้งประเทศมีการนอนหลับน้อยลงในปี 2022 เมื่อเทียบกับปี 2020 และอัตราการเต้นหัวใจขณะพักของคนในประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่เป็นภาพสะท้อนที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือ ช่วงล็อคดาวน์นั้น ทำให้น้ำหนักของผู้คนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ แต่คำตอบนั้นก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือ ข้อมูลจาอุปกรณ์สวมใหส่เหล่านี้ เป็นตัวสร้างคำถาม ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพของผู้คน

นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของข้อมูล แต่หากมีข้อมูลมากกว่านี้ เราอาจจะได้เห็นอะไรที่เซอร์ไพรซ์มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของประชากรในประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือ ข้อมูลจากทั่วทั้งทวีป หรือ ทั่วโลกเลยก็เป็นได้

ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือนักวิจัยด้านสุขภาพ

ที่สำคัญที่สุด อุปกรณ์เฝ้าติดตามผู้ป่วย ช่วยให้นักวิจัยทางการแพทย์ได้เห็นว่าผู้ป่วยประสบกับโรคอย่างไร ตัวอย่างเช่น การทดสอบระบบหัวใจและหลอดเลือดและสมรรถภาพทางร่างกายที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ “การเดินทดสอบ 6 นาที”

การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)
การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)

ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ง่ายขึ้นด้วย fitness tracking ต่าง ๆ ซึ่งบางตัวก็ได้รวมเอาการทดสอบเหล่านี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างเช่น Apple Watch จะทำการประมาณโดยใช้ตัววัดหลายตัวจากเซ็นเซอร์ที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมปกติของผู้ใช้เป็นระยะเวลานาน เพื่อความแม่นยำของอัลกอริธึม

Andy Coravos จาก HumanFirst ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยให้บริษัทยาปรับใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเหล่านี้ในการตรวจสอบผู้เข้าร่วมการทดลองที่บ้าน

ตัวอย่างของโรคกล้ามเนื้อเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่ทำลายกล้ามเนื้อ ผลลัพธ์หลักโดยทั่วไปสำหรับยาที่พัฒนาขึ้นสำหรับโรคนี้คือการทดสอบเดิน 6 นาที และการทดสอบการปีนสี่ขั้น แต่ผู้ป่วย 60% ต้องนั่งรถเข็น ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบเหล่านีได้ แต่การใช้ปลอกแขนที่ติดตามการเคลื่อนไหวของร่างการส่วนบนทำให้พวกเขาสามารถทดลองผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ยาได้

บทสรุป

ตอนนี้ได้กลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้น ที่เหล่า App ต่าง ๆ ที่ใช้กับอุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้เล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน ในแนว Gamification เพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้กับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

ซึ่งปัจจุบัน เครื่องติดตามสุขภาพและฟิตเนสที่สวมใส่ได้เหล่านี้ สามารถเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนพยายามรักษาสุขภาพและบรรเทาความเจ็บป่วย วิธีที่แพทย์ดูแลพวกเขา และวิธีการช่วยเหลือด้านสุขภาพ

การดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลเหล่านี้จะทำให้การรักษาในอนาคตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการมีเครื่องมือแบบอัตโนมัติเหล่านี้ และนวัตกรรมที่สามารถตรวจสิ่งต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ช่วยผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังจากโรคต่าง ๆ สามารถปรับปรุงการรักษาและให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นได้

ประมาณหนึ่งในสามของการเสียชีวิตทั่วโลกนั้นมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ และมากกว่าสามในสี่ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

แต่ในอนาคต ด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีราคาลดลงไปมาก ก็จะสามารถทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของโลกเข้าถึงมันได้ และท้ายที่สุดนวัตกรรมเหล่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการยืดอายุชีวิตของมนุษย์เราให้ยืนยาวขึ้นได้นั่นเองครับผม

References :
https://econ.st/3M8vlw8
https://www.medicaldevice-network.com/comment/wearable-technology-in-healthcare-what-are-the-leading-tech-themes-driving-change/
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Advanced_Six_Minute_Walk_Test_(6MWT).jpg

เศษเหรียญที่ไร้ค่า สู่การปรับราคาสินค้าที่สูงเกินจริง

วันนี้ผมจะชวนมาคุยกันเรื่องค่าครองชีพ ที่ตอนนี้เรียกได้ว่าโดนผลกระทบกันไปเต็ม ๆ ทั้งจากปัญหาสงคราม น้ำมัน รวมถึงเรื่องต่าง ๆ อีกมากมาย ที่กำลังถาโถมเข้ามา

มันมีความน่าสนใจอย่างนึงนะครับ ว่าเมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้ทุกครั้ง เราจะเห็นสินค้าข้าวของปรับราคาขึ้นมาเกินจริงทุกครั้ง โดยเฉพาะ ในเรื่องอาหาร ทั้ง ข้าวตามสั่ง ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว กาแฟรถเข็น ชานมไข่มุก ฯลฯ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับพวก Street food ซะเป็นส่วนใหญ่เสียด้วย

ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ที่เป็นวัตถุดิบ ที่ขายกันในร้านสะดวกซื้อหรือในห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นราคากันตาม % ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริงเสียส่วนใหญ่ โดยใช้หน่วยย่อยหลักที่ใช้กันเยอะที่สุดของสกุลเงินไทยคือ หลักหน่วยบาท

แต่ทุกครั้งปัญหาที่เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการค่าครองชีพก็คือ การปัดขึ้นของร้านค้า ร้านอาหารทั่วไปนี่แหละ ที่ชอบเพิ่มขึ้น ทีละหลัก 5 บาท หรือ 10 บาทเลยด้วยซ้ำ จากราคาเดิมในหน่วยหลักสิบ เช่น 15 เพิ่มเป็น 20 , 20 เพิ่มเป็น 25 , 25 เพิ่มเป็น 30

มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง เพราะเราแทบไม่เคยจะเห็นการเพิ่มขึ้น ในหน่วยหลักบาท เหมือนสินค้าในร้านสะดวกซื้อหรือ ห้างสรรพสินค้า ทำให้เปอร์เซ็นต์ในการขึ้นราคาแต่ละครั้งนั้นสูงเอามาก ๆ และทำให้ค่าครองชีพของเราอยู่ดี ๆ ก็พุ่งทะยายแบบฉุดไม่อยู่

ตัวอย่างง่าย ๆ ร้านกาแฟ โบราณ แถวบ้านผมเอง ซื้อทานอยู่ประจำ ปรับราคาจาก 25 บาท เป็น 30 บาท มันเป็นการปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงถึง 20% เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของวัตถุดิบเอง มันไม่ได้ขึ้นมาขนาดนั้นอย่างแน่นอน

แล้วมันเป็นแบบนี้ในทุก ๆ อาหาร โดยเฉพาะ street food นั่นทำให้ประชาชนแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงเกินจริงทุกครั้ง เมื่อมีการปรับราคาสินค้า มันส่งผลกระทบอย่างมหาศาล แม้จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำยังไง มันก็ไม่มีทางตามทัน ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

หรือ แม้กระทั่ง พนักงานเอกชน ข้าราชการ ที่มีรายได้มั่นคง มันเป็นเรื่องยากในการปรับฐานเงินเดือนปีละ 20% ซึ่งเป็นการเพิ่มที่สูงมาก ๆ

ส่วนตัวก็ไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมมันถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ทุกครั้ง แล้วเศษเหรียญบาท มันไร้ค่า หรืออย่างไร ทำไม ไม่ขึ้นตามอัตราต้นทุนที่เพิ่มมาอย่างแท้จริง เพราะตอนนี้ คนส่วนใหญ่ก็นิยมใช้การสแกนเพื่อจ่ายเงินกันเยอะแล้ว มันคงไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องการหาเศษเหรียญเพื่อมาทอนเงิน เหมือนเมื่อก่อน

แล้วทำไมหน่วยงานรัฐถึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นซ้ำ ๆ ตลอด ไม่มีการควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะการปรับราคาโดยเฉพาะอาหารเว่อร์เกินจริงแบบนี้ มันส่งผลกระทบต่อทุกหย่อมหญ้าจริง ๆ แต่เหมือนจะไม่มีใครสนใจเหลียวแล กับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย

แล้วคุณล่ะ คิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ อย่าลืมมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับผม

Credit Image : http://nus168.lnwshop.com/product/590/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%8D-1-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97-%E0%B8%9B%E0%B8%B52549%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88-%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89-%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81

Face Filters เมื่อฟิลเตอร์ความงามกำลังเปลี่ยนวิธีที่สาว ๆ มองเห็นตัวเอง

ทุกวันนี้ มีหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น ที่ติด ฟิลเตอร์ความงาม ที่ทำให้รูปลักษณ์ของพวกเขาสวยงามมากยิ่งขึ้น ทั้งการย่อขนาด เสริมแต่งส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงแม้กระทั่งการเปลี่ยนสีผิวในเฉดสีที่ตัวเองต้องการ

ต้องบอกว่าฟิลเตอร์เหล่านี้ กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วบนเครือข่ายโซเชียลมีเดีย และแน่นอนว่า เหล่าเด็กวัยรุ่นกำลังกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง พวกเขาได้กลายเป็นหนูทดลองที่จะแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราสร้างตัวตนของเราได้อย่างไร ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ มันกำลังกลายเป็นเรื่องปรกติจนแทบจะไม่มีการกำกับดูแลจากหน่วยงานใด ๆ มากนัก

วัฒนธรรมการเซลฟี่ที่บ้าคลั่ง

ต้องบอกว่าฟิลเตอร์ความงามต่าง ๆ เป็นเครื่องมือแก้ไขภาพลักษณ์แบบอัตโนมัติ โดยพื้นฐานแล้วม้นถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และ Computer Vision เพื่อตรวจจับลักษณะใบหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลง

เบื้องหลังการใช้ Computer Vision เพื่อตีความสิ่งที่กล้องมันมองเห็น และปรับแต่งตามกฏที่ผู้สร้างฟิลเตอร์เหล่านี้เป็นคนกำหนดขึ้นมา

โดยคอมพิวเตอร์ตรวจจับใบหน้าและทำการซ้อนเทมเพลตใบหน้าที่มองไม่เห็น ซึ่งประกอบด้วยจุดหลายสิบจุด ทำให้เกิดเป็นตาราง และใช้พลังของกราฟฟิก ในการแต่งแต้มสิ่งต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่การเปลี่ยนสีตา ไปจนถึงการสร้างสิ่งแปลก ๆ ขึ้นบนหัวของเรา

แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมาบนโลกของเรา เพราะฟิลเตอร์วีดีโอแบบเรียลไทม์เหล่านี้ มันเป็นการพัฒนามาจากปรากฏการณ์เซลฟี่ ที่มีมาหลายสิบปีแล้ว

มันมาจากรากฐานของวัฒนธรรม “คาวาอิ” ของญี่ปุ่น ที่หมกมุ่นอยู่กับความน่ารัก และเมื่อมีการพัฒนา purikura (บูธถ่ายภาพที่อนุญาตให้ลูกค้าตกแต่งภาพเหมือนของตนเองได้)

ซึ่งภาพถ่ายที่ได้รับการปรุงแต่งเหล่านี้ มันได้กลายเป็นวัตถุดิบหลักในวีดีโออาร์เคดของญี่ปุ่นในช่วงกลางทศวรรษ 1990

หลังจากนั้นในเดือนพฤษภาคมปี 1999 ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Kyocera ก็ได้ทำการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่มีกล้องหน้า และภาพเซลฟี่ก็ได้เริ่มแพร่หลายสู่กระแสหลัก

หลังจากนั้นการถือกำเนิดของเครือข่ายโซเชียลมีเดียอย่าง MySpace และ Facebook ก็ทำให้เซลฟี่ได้กลายเป็นวัฒนธรรมสากลในช่วงปี 2000 ซึ่งรวมถึงการเปิดตัว Snapchat ในปี 2011

Snapchat ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่เสนอความรวดเร็วผ่านรูปภาพและเซลฟี่ในอุดมคติสำหรับการสื่อสารด้วยสายตา ความรู้สึก และ อารมณ์

ในปี 2013 Oxford Dictionaries ได้เลือกคำว่า “เซลฟี่” เป็นคำศัพท์แห่งปี และภายในปี 2015 Snapchat ได้เข้าซื้อกิจการบริษัท Lookery ของยูเครน และเปิดตัวฟีเจอร์ “Lenses” ทำให้เกิดความคลั่งไคล้ในกลุ่มวัยรุ่นเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะบูมสุดขีดกับแอปวีดีโอยอดนิยมอย่าง TikTok

หนูทดลองของเทคโนโลยีการสร้างตัวตนแบบใหม่

การเติบโตของ Snapchat ได้กลายเป็นตัวเลขที่น่าทึ่ง มีผู้ใช้งานทุกวัน 200 ล้านคนเล่นหรือดู Lenses ทุกวันเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ของพวกเขา ซึ่ง 90% ของคนหนุ่มสาวใน อเมริกา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรใช้ผลิตภัณฑ์ AR ของบริษัท

หรือใน Facebook ฟิลเตอร์ส่วนใหญ่ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ Facebook นั้นสร้างขึ้นโดยบุคคลที่สาม มีผู้สร้างกว่า 400,000 รายปล่อยเอฟเฟกต์รวมกว่า 1.2 ล้านเอฟเฟกต์ ภายในเดือนกันยายน 2020

แม้ฟิลเตอร์ใบหน้าบนโซเชียลนั้น ดูเหมือนอาจจะไม่น่าประทับใจในเชิงเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับการใช้ AR ในด้านอื่น ๆ

Jeremy Bailenson ผู้อำนวยการ Virtual Human Interaction Lab ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์มกล่าวว่า ฟิลเตอร์ลูกสุนัขแบบเรียลไทม์นั้นค่อนข้างเป็นความสามารถทางด้านเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจ

“มันเป็นเรื่องยากในทางเทคนิค” เขากล่าว แต่ด้วยเทคโนโลยี Neural Network ทำให้ตอนนี้ AI สามารถช่วยให้บรรลุถึงประเภทของการประมวลผลข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแก้ไขวีดีโอแบบเรียลไทม์ และทำให้นักวิจัยอย่างเขาค่อนข้างประหลาดใจกับความสามารถของมันในตอนนี้

สิ่งสำคัญก็คือ เหล่าผู้คนบนเครือข่ายโซเชียลมีเดียเหล่านี้ เปรียบเสมือนหนูทดลองให้กับเหล่าผู้สร้างเทคโนโลยีฟิลเตอร์ได้เห็นว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีที่เราสร้างตัวตนของเราอย่างไร และเกี่ยวข้องกับผู้อื่นอย่างไร

ตอนนี้มันไม่เพียงแค่เป็นฟิลเตอร์ที่ใช้ในการกรองและปรับแต่งภาพจริงของกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น แต่มันยังกรองเรื่องราวในชีวิตของพวกเขาด้วยเช่นกัน

Claire Pescott นักวิจัยจาก University of South Wales ซึ่งศึกษาพฤติกรรมของเด็กก่อนวัยรุ่นในโซเชียลมีเดีย เธอสังเกตเห็นความแตกต่างทางเพศเมื่อพูดถึงฟิลเตอร์เหล่านี้

กลุ่มเด็กสาวมองว่าฟิลเตอร์ AR เป็นเครื่องมือในการเสริมความงามเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างผิวที่ไร้ที่ติ การเอารอยแผลเป็นและจุดต่าง ๆ บนใบหน้าที่ไม่ต้องการออกไป และเด็กเหล่านี้อายุ 10-11 ขวบเพียงเท่านั้น

มันเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า เด็ก ๆ เหล่านี้มีความเข้าใจว่าฟิลเตอร์ส่งผลต่อความรู้สึกของตนเองอย่างไร พวกเขากำลังมีปัญหาในการแยกความแตกต่างระหว่างรูปภาพที่กรองแล้วกับรูปภาพแบบธรรมดา

ภาพหน้าจอจากแกลเลอรี Instagram Effects นี่คือบางส่วนของฟิลเตอร์ชั้นนำในหมวดหมู่
ภาพหน้าจอจากแกลเลอรี Instagram Effects นี่คือบางส่วนของฟิลเตอร์ชั้นนำในหมวดหมู่ “เซลฟี่”

การวิจัยของ Pescott ยังเปิดเผยว่าในขณะที่เด็ก ๆ มักได้รับการสอนเกี่ยวกับพฤติกรรมออนไลน์ แต่พวกเขาได้รับการศึกษาเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องของฟิลเตอร์ 

เมื่อพิจารณาถึงพลังและความแพร่หลายของฟิลเตอร์แล้วนั้น มีการวิจัยเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับผลกระทบของฟิลเตอร์เหล่านี้ และยังมีเกราะป้องกันในการใช้งานเพียงเล็กน้อยอีกด้วย

กฏระเบียบและข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับการใช้ฟิลเตอร์ขึ้นอยู่กับบริษัทต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ฟิลเตอร์ของ Facebook หรือ Instagram จะต้องผ่านกระบวนการอนุมัติ โดยระบบจะผสมผสานระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อตรวจสอบผลกระทบในขณะที่มีการเผยแพร่ออกไป

พวกมันจะได้รับการตรวจสอบสำหรับปัญหาบางอย่าง เช่น การสร้างความเกลียดชัง หรือ ภาพเปลือย และผู้ใช้ยังสามารถรายงานฟิลเตอร์ที่มีปัญหาได้

ผลกระทบระยะยาวที่ยังไม่มีใครเข้าใจมันจริง ๆ

จากการศึกษาของ Wall Street Journal ที่ได้เข้ามาทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยโฟกัสที่ Instagram ซึ่งคำถามก็คือฟิลเตอร์ต่าง ๆ มันมีผลกระทบต่อเหล่าวัยรุ่นหรือฐานผู้ใช้งานอายุน้อย ๆ อย่างไรบ้าง

ซึ่งผลออกมาเรียกได้ว่าน่าตกใจมาก ๆ มีรายงานเกี่ยวกับความคิดการฆ่าตัวตายถึง 13% ของผู้ใช้งานชาวอังกฤษ และ 6% ของผู้ใช้ชาวอเมริกันก็ประสบพบเจอกับปัญหาเดียวกัน

“32% ของเด็กสาววัยรุ่นกล่าวว่า พวกเขารู้สึกแย่เกี่ยวกับร่างกายของพวกเขา Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่ลง”

มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า 14% ของเด็กชายในสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวว่า Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่กับตัวเองมากยิ่งขึ้น

Karina Newton หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Instagram ได้กล่าวถึงรายงานดังกล่าวว่า บริษัทกำลังค้นคว้าวิธีที่จะดึงผู้ใช้ออกจากการหมกมุ่นอยู่กับโพสต์ Instagram บางประเภทที่เกี่ยวข้องกับฟิลเตอร์

Lori Trahan หนึ่งในสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงข้อกังวลด้านสุขภาพจิตของเด็กที่เกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดีย และเรียกร้องให้ Facebook ละทิ้งแผนการสร้าง Instagram สำหรับเด็ก และมุ่งโฟกัสไปที่การปกป้องผู้ใช้งานที่อายุน้อยแทน

“เอกสารภายในของ Facebook แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของบริษัทในการปกป้องเด็กบน Instagram โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง มันเป็นการละเลยโดยสิ้นเชิง และมันก็เกิดขึ้นหลายปีแล้ว” Trahan กล่าว

References : https://www.technologyreview.com/2021/04/02/1021635/beauty-filters-young-girls-augmented-reality-social-media
https://www.cnbc.com/2021/09/14/facebook-documents-show-how-toxic-instagram-is-for-teens-wsj.html
https://orge.medium.com/instagram-beware-of-the-toxic-culture-behind-it-7ecff96108b4
https://about.instagram.com/blog/announcements/using-research-to-improve-your-experience
https://www.wsj.com/articles/facebook-knows-instagram-is-toxic-for-teen-girls-company-documents-show-11631620739