วิชาพิมพ์ดีด กับอีกหนึ่งวิชาสำคัญ ที่เป็นทักษะที่ไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา

เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับ วิชาต่าง ๆ ที่เราร่ำเรียนมาตอนเด็ก ๆ หรือแม้กระทั่งในมหาวิทยาลัย หลาย ๆ วิชา แทบจะเลือนหายไปตามกาลเวลา เมื่อเราเติบโตขึ้น เพราะแทบจะไม่ได้ใช้มันอีกเลย แต่มันมีวิชานึงที่ผมว่าหลาย ๆ คนน่าจะเคยเรียนและมันสำคัญอย่างเหลือเชื่อในการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันนั่นก็คือ วิชาพิมพ์ดีด

ต้องบอกว่าต้นเหตุที่มาเขียนเรื่องนี้ เนื่องมาจากตัวผมเองได้ไปสั่งซื้อ bluetooth keyboard มาตัวหนึ่ง ซึ่งมันเป็น Retro Keyboard ย้อนยุค มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับ เครื่องพิมพ์ดีดในยุคเก่าที่เคยร่ำเรียนมา

ยุคนี้คงไม่มีมีการเรียนโดยใช้เครื่องพิมพ์ดีดยุคโบราณกันอีกต่อไปแล้ว คงเป็นการเรียนผ่าน keyboard computer แต่ก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่ใช้ได้จริง และสำคัญมาก ๆ มาจนถึงทุกวันนี้

ผมเองได้โพสต์รูปดังกล่าวลงไปใน facebook ทำให้เพื่อน ๆ ที่เคยเรียนวิชานี้มาด้วยกัน (ผมเรียนตอนมัธยมปลาย) ต่างเข้ามาให้ความคิดเห็นกันมากมาย เหมือนย้อนเวลากลับไปในอดีต มันเป็นวิชาที่จำได้ดี

วิชาที่เรียนไปแล้ว ไม่คืนอาจารย์ผู้สอน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หลาย ๆ คนเขียนตรงกัน แม้จะมีอาชีพการงานที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นหมอ นักธุรกิจ พนักงานเอกชน หรือ สายอาชีพไหน ๆ ก็ตาม ทุกคนต่างลงความเห็นที่เหมือน ๆ กันว่า เป็นอีกหนึ่งวิชาที่สำคัญมาก ๆ และสามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ซึ่งก็ต้องบอกว่า มันมีหลากหลายวิชาที่เราเคยร่ำเรียน และคืนไปให้กับอาจารย์ผู้สอน แทบไม่ได้ใช้มันอีกต่อไปเลย แต่พิมพ์ดีดมันกลายเป็นวิชาสำคัญมาก ที่ใช้อยู่ตลอดเวลา ยิ่งยุคปฏิวัติข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน ทำให้เป็นทักษะที่สำคัญมาก ๆ

ตัวผมเองก็อยู่สาย it ก็ใช้ตลอดเวลาเป็นประจำอยู่แล้ว แน่นอนว่าหนึ่งใน skill ที่ทำให้เขียน blog ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมานั่งคลำหาตัวอักษรเหมือนตอนก่อนได้เรียนวิชานี้อีกต่อไป

ซึ่งคงไม่เพียงแต่อาชีพสาย it เท่านั้น แต่พิมพ์ดีด ถือเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับในทุกสายงานในทุกวันนี้ การเรียนรู้วิชาดังกล่าว ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ที่สามารถให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นในยุคปฏิวัติข้อมูลข่าวสารในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

แล้วคุณล่ะ คิดว่ามีวิชาใดอีกบ้าง ที่เคยได้ร่ำเรียนมา และ เป็นทักษะที่สำคัญสำหรับการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพเหมือนวิชาพิมพ์ดีด อย่าลืมมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับผม

สำหรับใคร สนใจ keyboard รุ่น Retro นี้ให้ฟีลเครื่องพิมพ์ดีดยุคโบราณมาก ๆ มีขายใน lazada นะครับ กดตาม link ได้เลยครับผม -> https://bit.ly/3iRaMru

LifeSG จะมีหลายแอปไปทำไม กับแอปเดียวที่มุ่งสู่ยุทธศาสตร์ Smart Nation ของสิงคโปร์

สำหรับหัวข้อในวันนี้เกิดจากความสงสัยของตัวผมเอง หลังจากมีข่าวการประกาศสร้างแอปใหม่อีกครั้งที่มีการประกาศมาจากรัฐบาล ซึ่งต้องบอกว่า ตอนนี้แอปที่เกี่ยวข้องกับบริการรัฐของชาวไทยนั้นเรียกได้ว่าเต็มเครื่องไปหมดแล้ว

แม้จะมีการแยกหมวดหมู่บริการอย่างชัดเจนให้เข้าใจได้ แต่ส่วนตัวเองเนื่องจากอยู่ในวงการเทคโนโลยี ก็ไม่ได้เห็นความจำเป็นใด ๆ เลยที่ต้องมาลงแอปที่หลากหลายเหมือนที่รัฐบาลไทยกำลังทำอยู่

ก็เลยลองหาข้อมูลดู พบว่ามีแอปนึงของประเทศสิงคโปร์ที่น่าสนใจนั่นก็คือแอปที่มีชื่อว่า LifeSG (เดิมชื่อ Moments of Life) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการระดับชาติเชิงกลยุทธ์ภายใต้โครงการ Smart Nation ของสิงคโปร์

ซึ่งต้องบอกว่าตัวอย่างของ LifeSG ผมคิดว่าเป็นตัวอย่างที่ดีมากเพราะเจอปัญหาเดียวกับไทยมาก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้สิงคโปร์ก็มีแอปของรัฐบาลกว่า 170 แอป

แม้จะให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่แน่นอนว่าแต่ละแอปมี UI/UX ที่แตกต่างกัน ทำให้มีความยุ่งยากในการใช้งาน และที่สำคัญคือค่าบำรุงรักษาแอปเหล่านี้ที่ยิ่งมีจำนวนเยอะก็ต้องยิ่งจ่ายค่าบำรุงรักษามาก และนั่นทำให้สิงคโปร์เริ่มคิดใหม่

สร้าง LifeSG เพื่อทำให้ชีวิตของประชาชนง่ายขึ้น

แนวคิดเบื้องหลัง LifeSG นั้นเรียบง่าย ยิ่งพลเมืองใช้เวลาทำธุรกรรมกับรัฐบาลน้อยลงเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งมีเวลาให้ความสำคัญกับสิ่งที่พวกเขารักมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจและสังคม

ในการทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง ต้องมีการสร้างแอปที่มีอินเทอร์เฟซผู้ใช้งานแบบเดียว ประสบการณ์ของผู้ใช้งานเพียงหนึ่งเดียวในบริการต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้การใช้แอปจะเป็นเรื่องง่าย และการใช้งานจริงจะยิ่งง่ายขึ้นไปอีก

แอปที่มีอินเทอร์เฟซผู้ใช้งานแบบเดียว ประสบการณ์ของผู้ใช้งานเพียงหนึ่งเดียวในบริการต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งหมด
แอปที่มีอินเทอร์เฟซผู้ใช้งานแบบเดียว ประสบการณ์ของผู้ใช้งานเพียงหนึ่งเดียวในบริการต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งหมด

โดยมีการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2018 และหลังจากนั้นแอปได้เพิ่มคุณสมบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บริการประชาชนในด้านอื่น ๆ ตลอดเส้นทางชีวิตของประชาชนชาวสิงคโปร์

ตัวอย่างเช่นโมดูล Active Aging สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (เปิดตัวในเดือนกันยายนปี 2019) คู่มือสนับสนุนการจ้างงานสำหรับผู้หางาน (เปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2020)

แต่แน่นอนว่าการใช้งานง่าย มันไม่ใช่แค่เหตุผลเดียว แต่ยังมีสองสิ่งที่น่าสนใจที่ประเทศเราควรที่จะเรียนรู้จาก LifeSG

1. ปรับแต่งตามความต้องการของแต่ละบุคคล

แน่นอนว่าประชาชนชาวสิงคโปร์เป็นคนยุ่งและมีความสนใจที่หลากหลาย และที่สำคัญมีความหลากหลายทั้งเชื้อชาติและวัฒนธรรม และแต่ละคนมีความต้องการที่มีความแตกต่างกัน

นั่นเองที่ LifeSG ได้ออกแบบมาโดยคำนึงถึงความต้องการส่วนบุคคล เพื่อให้พวกเขาพบว่ามีความเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์กับพวกเขา

โดยเป็นการทำงานเลียนแบบเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ที่สร้างเครื่องมือแนะนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามโปรไฟล์และความสนใจที่เลือกผ่านแอป

ตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่วัยทำงานจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการสนับสนุนการจ้างงานเพื่อค้นหาว่าพวกเขาจะเปลี่ยนอาชีพหรือเปลี่ยนงานได้อย่างไรบ้าง หรือแม้แต่การเตรียมการเพื่อพบกับเหล่าโค้ชหรือผู้เชี่ยวชาญในการแนะนำเรื่องอาชีพ

หรือในกรณีที่เป็นผู้ปกครองที่มีเด็กเล็ก พวกเขาก็จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับแบบฝึกหัดการลงทะเบียนสำหรับการศึกษาประจำปี

2. แอปเดียว บริการกว่า 40 รายการ

แน่นอนว่าปัญหาเดิมของสิงคโปร์ (ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย) นั่นก็คือ การมีแอปอยู่มากมายที่ทำให้ประชาชนสับสนมาก ๆ ซึ่งทาง LifeSG ได้รวมบริการของรัฐบาลดิจิทัลมากกว่า 40 รายการไว้ในแอปเดียว และยังมีการเพิ่มบริการเข้าไปเรื่อย ๆ

บริการมากกว่า 40 รายการในแอปเดียว
บริการมากกว่า 40 รายการในแอปเดียว

การรวมบริการความต้องการของประชาชนไว้ด้วยไอคอนที่มีขนาดใหญ่ที่เข้าใจง่าย ซึ่งทำให้ประชาชนเลือกใช้บริการต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย

และในอนาคต LifeSG จะมีบริการเพิ่มอีกมากมายไว้ในแอปเพียงตัวเดียว ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับประชาชนในช่วงชีวิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน เด็กจบใหม่ หรือบริการสำหรับประชากรที่กำลังจะเกษียณอายุ

Case Study ที่ประเทศเราควรนำไปปรับใช้

จะเห็นได้ว่าก่อนหน้านี้ แม้กระทั่งประเทศสิงคโปร์ก็ประสบพบเจอกับปัญหาเดียวกันกับประเทศเรามาก่อน ซึ่ง LifeSG ก็ได้ออกแบบยกเครื่องใหม่ทั้งหมดเพื่อมาตอบโจทย์กับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

ผมคิดว่ามันไม่ใช่ปัญหาเรื่องเทคนิคแต่อย่างใด อาจจะมีบ้างในการรวมศูนย์ข้อมูล แต่ตอนนี้ประเทศเราก็ปรับปรุงเรื่องราวเหล่านี้มาเยอะมากแล้ว จะเห็นได้จากแอปต่าง ๆ ของรัฐที่เริ่มเชื่อมต่อข้อมูลเข้าหากัน

ซึ่งยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 คงไม่ไกลเกินฝัน หากเราเริ่มที่จะปรับตัวให้เข้าสู่ Smart Nation อย่างที่สิงค์โปร์กำลังทำ ซึ่งเรื่องการปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัลของประเทศเราก็ถือว่าไม่เป็นสองรองใคร อยู่แล้ว

เราได้เห็น case study ต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งการใช้แพล็ตฟอร์ม ecommerce , live commerce หรือ Social Media ที่เรียกได้ว่าประชากรในประเทศเราไม่เป็นสองรองใครในโลกนี้อย่างแน่นอน

มันเป็นเพียงอีกไม่กี่ก้าว ซึ่งผมคิดว่าแก้กันตอนนี้ยังทัน สำหรับการรวมบริการต่าง ๆ ไว้ให้เหลือเพียงแอปเดียว ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก ๆ ต่อทั้้งเศรษฐกิจ และสังคม เพราะทุกธุรกรรมต่าง ๆ ของรัฐทำได้รวดเร็ว ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก ไม่เสียเวลาชีวิต แล้วให้ประชาชนเอาเวลาชีวิตของพวกเขาไปทำประโยชน์อย่างอื่นเหมือนที่สิงคโปร์ทำได้สำเร็จนั่นเองครับผม

References : https://www.tech.gov.sg/media/technews/moments-of-life-is-now-lifesg-story-so-far
https://opengovasia.com/moments-of-life-is-now-lifesg-the-story-so-far/
https://www.tech.gov.sg/products-and-services/lifesg/

ความรักบนเส้นขนาน ของชายบ้างานที่ชื่อ Elon Musk

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งบทเรียนชีวิตรักของ สุดยอดผู้ประกอบการ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกเราผ่านบริษัทของเขา ไม่ว่าจะเป็น Tesla , SpaceX , Hyperloop หรือ SolarCity ที่ล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจที่มองไปที่อนาคตของโลกเราแทบจะทั้งสิ้น

แน่นอนว่าการบริหาร บริษัท ขนาดเท่า Tesla นั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก แต่ Musk ยังเป็นซีอีโอของ บริษัท สำรวจอวกาศ SpaceX ซึ่งมีภารกิจในการพามนุษย์ไปยังดาวอังคาร และ “จุดหมายปลายทางอื่น ๆ ในระบบสุริยะ”

และนั่นไม่ใช่ทั้งหมด Musk ยังก่อตั้งหรือปัจจุบันมีบทบาทสำคัญใน บริษัท อื่น ๆ อีกหลายแห่งโดยมีเป้าหมายดังต่อไปนี้:

  • การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติทั้งหมด (OpenAI)
  • การพัฒนาอินเทอร์เฟซเครื่องสมองเพื่อเชื่อมต่อมนุษย์และคอมพิวเตอร์ (Neuralink)
  • การแก้ปัญหา “การจราจรคับคั่ง” ด้วยเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินขนาดใหญ่อย่าง Hyperloop (The Boring Company)
  • การผลิตพลังงานสะอาดผ่านแผงโซลาร์เซลล์ (SolarCity ซึ่งเป็น บริษัท ย่อยของ Tesla)

แต่ต้องบอกว่า การที่จะต้องบริหารบริษัทหลาย ๆ บริษัท ที่มีภารกิจอันใหญ่หลวงแทบจะทั้งสิ้นแบบที่ Elon Musk ทำนั้น มันก็ทำให้ชีวิตอีกด้านหนึ่งของ Elon Musk ล้มเหลวไม่เป็นท่าเช่นเดียวกัน

ผู้ก่อตั้ง Tesla ผ่านการหย่าร้าง 3 ครั้ง เคยตกหลุมรัก อดีตนักแสดงชื่อดังอย่าง Amber Heard ของ Johnny Depp และตอนนี้กำลังมีลูกกับภรรยาคนปัจจุบันของเขาอย่าง Grimms

ก่อนหน้านี้ Elon Musk ได้เปิดเผยชีวิตส่วนตัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในการสัมภาษณ์เชิงลึกของ Rolling Stone โดย Neil Strauss ที่ตีพิมพ์ในเดือนพฤศจิกายนปี 2017

เขาได้พูดถึงการเลิกลากับ Amber Heard อดีตแฟนสาว ซึ่งแสดงอาการอกหักหลังจากต้องแยกทางกัน รวมถึงความสัมพันธ์ที่เหินห่างกับ Errol พ่อของเขา โดยเรียกเขาว่า “มนุษย์ที่น่ากลัว”

Musk เองได้พบกับภรรยาคนแรกของเขา Justine Wilson ที่มหาวิทยาลัย Queen ในออนแทริโอ ประเทศแคนาดา

หลังจาก Musk ได้ย้ายไปเรียนต่อที่ วอร์ตัน แต่เขาก็ยังคงส่งกุหลาบให้กับ Justine พวกเขาแยกทางกัน แต่กลับมาคบกันอีกครั้งเมื่อ Musk เริ่มทำสตาร์ทอัพครั้งแรกของเขาอย่าง Zip2

Justine เองได้เริ่มทำงานกับนวนิยายเรื่องแรกของเธอหลังจากสำเร็จการศึกษา Justine ได้กล่าวว่า Musk จีบเธอโดยให้บัตรเครดิตกับเธอเพื่อซื้อหนังสือมากที่สุดเท่าที่เธอต้องการ จนในที่สุดทั้งคู่ได้แต่งงานกันในปี 2000

หลังจากนั้นทั้งคู่ได้ย้ายไปลอสแองเจลิส และมีลูกชายชื่อเนวาดา ซึ่งได้เสียชีวิตอย่างกะทันหันจากกลุ่มอาการเสียชีวิตอย่างกะทันหัน (SIDS) แต่ในที่สุด พวกเขาก็ได้มีลูกฝาแฝด และ แฝดสาม รวมทั้งหมด 5 คน

อย่างไรก็ตามทั้งคู่ก็ได้แยกทางกันในปี 2008 หลังจากหย่าร้าง เจ้าพ่อเทคโนโลยีเริ่มออกเดทกับนักแสดงสาว Talulah Riley

Riley และ Musk แต่งงานกันในปี 2010 สองปีต่อมาข่าวการหย่าร้างของทั้งคู่ก็เปิดเผยต่อสาธารณะ เมื่อ Musk ได้ Tweet ถึง Riley ว่า “มันเป็นสี่ปีที่น่าทึ่ง ผมจะรักคุณตลอดไป. คุณจะทำให้ใครบางคนมีความสุขมากในวันหนึ่ง”

แต่ทั้งคู่ก็ได้กลับมาแต่งงานใหม่ในปี 2013 แต่การกลับมาอีกครั้งทั้งคู่ก็ไม่สามารถจูนติดกันได้เหมือนเดิม สุดท้ายต้องมีการหย่าขึ้นอีกครั้งในปีถัดไป หลังจากแต่งงานใหม่ครั้งที่สองได้เพียงปีเดียวเท่านั้น

จากนั้นในปี 2016 Musk ได้เริ่มออกเดทกับนักแสดงสาว Amber Heard แต่พวกเขาก็เลิกรากันในอีกหนึ่งปีต่อมา โดยปัญหาเกิดจากตารางงานที่หนักหน่วงของทั้งคู่

 Musk ได้เริ่มออกเดทกับนักแสดงสาว Amber Heard (CR:mirror.co.uk)
Musk ได้เริ่มออกเดทกับนักแสดงสาว Amber Heard (CR:mirror.co.uk)

ในเดือนพฤษภาคมปี 2018 Musk มาถึงงานกาล่าของสถานบันเครื่องแต่งกายประจำปีอันโด่งดังที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน ข้าง ๆ Grimes นักดนตรีชาวแคนาดา ซึ่ง มีรายงานว่า ทั้งคู่ได้เริ่มคบหาดูใจกับแบบเงียบ ๆ มาซักระยะหนึ่งแล้ว

Grimes และ Musk พบกันทาง Twitter โดย Musk กำลังวางแผนที่จะสร้างเรื่องตลกเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับตัวละคร Rococo Basilisk ใน วีดีโอ Flesh Without Blood ของ Grimes

หลังจากนั้นเดือนมกราคมปี 2020 Grimes ได้โพสต์รูปใน Instragram ของเธอ และ Twitter ของเธอ ในขณะที่เธอกำลังตั้งครรภ์ ซึ่งภายหลังได้มีการยืนยันว่าเธอได้ทำการตั้งครรภ์กับ Elon Musk

ในวันที่ 4 พฤษภาคม ปี 2020 Musk ได้ประกาศให้กำเนิดลูกชายซึ่งเขาและ Grimes ได้ตั้งชื่อว่า X Æ A-12

Musk ได้ประกาศให้กำเนิดลูกชายซึ่งเขาและ Grimes ได้ตั้งชื่อว่า X Æ A-12 (CR:PinkNews)
Musk ได้ประกาศให้กำเนิดลูกชายซึ่งเขาและ Grimes ได้ตั้งชื่อว่า X Æ A-12 (CR:PinkNews)

ในเดือนธันวาคมปี 2020 Musk กล่าวว่า เขาได้ย้ายไปเท็กซัสหลังจากต้องต่อสู้กับรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นเวลาหลายเดือนเกี่ยวกับข้อจำกัดการล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

Grimes และ Baby X ได้ย้ายไปอยู่กับเขาที่นั่น และในเดือนมีนาคม 2020 เขาได้แชร์ภาพครอบครัวที่ถ่ายใกล้กับโรงงานของ SpaceX ในรัฐเท็กซัสตอนใต้

แล้ว Musk แบ่งเวลาให้กับเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวอย่างไร? 

ต้องบอกว่าถ้าใครเคยอ่านประวัติของ Elon Musk แบบเต็ม ๆ จะพบว่า ตั้งแต่เขาเริ่มทำงานนั้น เขาก็โฟกัสไปที่งานอยู่แทบจะตลอดเวลา ช่วงแรกของการพัฒนา Zip2 สตาร์ทอัพบริษัทแรกของ Musk นั้น เขาก็แทบจะขลุกอยู่แต่ที่ office แทบจะ 24 ชม.

ซึ่งในปัจจุบันเขาต้องแบ่งเวลาเพื่อให้โดยพื้นฐานแล้วเขาสามารถมุ่งเน้นไปที่ บริษัท ทีละ บริษัท

เมื่อพูดคุยกับนักข่าว Alison van Diggelen ย้อนกลับไปในปี 2013  Musk อธิบายว่าการบินไปมาระหว่างทางตอนเหนือและตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย โดยทั่วไปจะแบ่งสัปดาห์ของเขาระหว่างสองบริษัทหลักของเขาด้วยวิธีต่อไปนี้:

วันจันทร์: SpaceX

วันอังคาร: Tesla

วันพุธ: Tesla

วันพฤหัสบดี: SpaceX

วันศุกร์: SpaceX

วันเสาร์: Tesla

วันอาทิตย์: Tesla หรือ SpaceX

Musk ระบุว่าตารางเวลานี้เป็นเพียงตัวอย่างและการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่  โดยที่ Musk มักเลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินและเริ่มต้นใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้นกับอีกบริษัทหนึ่ง

แน่นอนว่ามีเพียงไม่กี่คนที่สามารถบริหาร บริษัท หลายแห่งเหมือนที่ Musk ทำได้  และเขาก็เคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่อง Work Life Balance ว่า “เพื่อความชัดเจนผมก็ไม่สนับสนุนให้ทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีครอบครัวเหมือนผม ดูชีวิตรักของผมสิ มันพังแทบไม่เป็นท่า”

References : https://www.businessinsider.com/elon-musk-relationships-2017-11#while-musk-and-his-first-wife-became-estranged-justine-wrote-in-marie-claire-that-she-and-riley-ended-up-getting-along-very-well-she-even-sent-her-ex-husbands-girlfriend-an-email-saying-i-would-rather-live-out-the-french-movie-version-of-things-in-which-the-two-women-become-friends-and-various-philosophies-are-pondered-10
https://www.scmp.com/magazines/style/celebrity/article/3132768/elon-musks-love-life-mapped-tesla-founder-divorced-3
https://www.cnbc.com/2017/11/15/why-elon-musk-says-he-needs-to-be-in-love-to-live-a-happy-life.html

หนังสือ 2 เล่มที่เปลี่ยนวิธีที่ Mark Zuckerberg คิดเกี่ยวกับนวัตกรรม

Mark Zuckerberg ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Facebook ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดียของเขา แม้เขาจะขลุกกับโลกเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่เขาก็ยังรู้ถึงคุณค่าของหนังสือที่ดูเหมือนเป็นสิ่งล้าสมัย

“ผมพบว่าการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มสติปัญญา” เขาเขียนบนเฟซบุ๊กในปี 2015 ขณะที่เขาเริ่มท้าทายการอ่านหนังสือสองเล่มต่อเดือนเป็นเวลาหนึ่งปี เขากล่าวว่าหนังสือให้ประสบการณ์ที่เขาสามารถที่จะ ”ดื่มด่ำ” ไปกับมันได้

หนังสือที่ Zuckerberg อ่านบางเรื่องต้องบอกว่าเป็นเรื่องท้าทายด้านวิทยาศาสตร์เช่นหนังสือย่าง “Genome” โดย Matt Ridley ซึ่งเป็นหนังสือที่กล่าวถึงการสำรวจวิวัฒนาการของพันธุกรรม และ Zuckerberg เองยังให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และการเมือง เช่น หนังสือ “World Order” ของอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เฮนรี คิสซิงเจอร์

รวมถึงในบางหัวข้อที่ให้ความสำคัญกับวิธีที่บริษัทต่างๆ สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและส่งเสริมให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด และมีหนังสือที่น่าสนใจสองเล่ม ที่ Zuckerberg อ่านและชื่นชอบ:

1. “Creativity, Inc.” โดย Alice Wallace และ Edwin Catmull

Edwin Catmull ประธาน Pixar Animation Studios และ Walt Disney Animation Studios และนักเขียน Alice Wallace ให้ผู้อ่านได้ทราบถึงมุมมองภายในว่า Pixar กลายเป็นขุมพลังแห่งการสร้างสรรค์ในทุกวันนี้ได้อย่างไร

รายละเอียดหนังสือที่บริษัทดำเนินการเพื่อทำให้นวัตกรรมมีความสำคัญเป็นลำดับแรก ตัวอย่างเช่น Catmull โต้แย้งว่าบริษัทต่างๆ ควรส่งเสริมให้พนักงานแบ่งปันแนวคิดใหม่ๆ

“อย่ารอให้สิ่งต่าง ๆ สมบูรณ์แบบก่อนที่คุณจะแบ่งปันกับผู้อื่น” เขาเขียน “โชว์มันออกมาเลยไม่ต้องรอให้มันพร้อม 100% ก่อนหรอก”

Zuckerberg สนุกกับหนังสือที่ทาสีบนผนังสำนักงานใหญ่ของ Facebook ในเมือง Menlo Park รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นแนวความคิดที่คล้ายคลึงกัน: “Better done than perfect.”

“ผมชอบอ่านเรื่องราวโดยตรงเกี่ยวกับวิธีที่ผู้คนสร้างบริษัทที่ยอดเยี่ยม เช่น Pixar และบ่มเพาะนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์” Zuckerberg เขียน

2. “The Idea Factory” โดย Jon Gertner

“The Idea Factory” โดยนักข่าวและผู้แต่ง Jon Gertner ที่ได้ติดตามประวัติของ Bell Labs การดำเนินการวิจัยที่มีชื่อเสียงซึ่งก่อตั้งโดย Alexander Graham Bell ซึ่งทำงานเป็นส่วนหนึ่งของ AT&T มานานหลายปี และปัจจุบันเป็นเจ้าของโดย Nokia นักวิจัยหลายคนได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานที่ Bell Labs

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้าหลังจากผู้บริหารของ AT&T สองสามคนตัดสินใจที่จะจัดการกับงานที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ในการสร้างสายโทรศัพท์ข้ามทวีปที่สามารถเชื่อมต่อการโทรระหว่างนิวยอร์กและซานฟรานซิสโก

แสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่างธุรกิจและวิทยาศาสตร์ที่ไม่ซ้ำใครนำไปสู่การสร้างบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกได้อย่างไร

Zuckerberg กล่าวว่าเขาเลือกอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะเขา “สนใจมากในสิ่งที่ทำให้เกิดนวัตกรรม — ประเภทของผู้คน คำถาม และสภาพแวดล้อม”

CEO ของ Facebook ไม่ใช่คนเดียวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการอ่านเพื่อการพัฒนาตนเอง

เศรษฐีส่วนใหญ่ที่สร้างตัวด้วยตัวเองมักจะอ่านหนังสือวันละ 30 นาทีขึ้นไปเพื่อการพัฒนาตนเอง จากการสำรวจ 233 บุคคลผู้มั่งคั่งในประเทศสหรัฐอเมริกา

มหาเศรษฐีและนักลงทุนในตำนาน Warren Buffet อ่านหนังสือวันละหลายชั่วโมง Elon Musk ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Tesla ก็เป็นนักอ่านตัวยงเช่นกัน เมื่อเขาถูกถามเกี่ยวกับวิธีการที่เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องจรวด เขากล่าวว่า “ผมอ่านหนังสือ.”

ต้องบอกว่า คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่เหล่านักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในไทยและต่างประเทศ มักมีนิสัยอย่างนึงคล้าย ๆ กัน ก็คือ นิสัยในการรักการอ่าน

ตัว Zuckerberg เอง การที่ขลุกอยู่แต่กับเทคโนโลยี แต่ต้องบอกว่า Social media อย่าง Facebook เองนั้น คงไม่ใช่หวังพึ่งเพียงแค่เรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างเดียวเพียงเท่านั้น แต่การที่เขาต้องมีความรู้รอบด้าน ก็เพื่อให้เข้าใจ และเท่าทันโลก

ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แม้กระทั่งเรื่องระเบียบดุลอำนาจโลก เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า Facebook นั้นส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเรื่องราวต่าง ๆ ของโลก การปรับเปลี่ยน Features ต่าง ๆ นั้น ส่งผล impact ต่อความคิดของมนุษย์เราทั่วโลกซึ่งแน่นอนว่า มันส่งผลต่อเรื่องราว ๆ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

แล้วคุณล่ะ เริ่มที่จะสร้างนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วันนี้หรือยัง?

–> อ่าน Blog Series : มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก I’m CEO Bitch

References : https://fs.blog/2016/10/23-book-recommendations-mark-zuckerberg/
https://www.cnbc.com/2017/04/11/2-books-that-changed-the-way-mark-zuckerberg-thinks-about-innovation.html
https://www.inc.com/business-insider/mark-zuckerberg-favorite-books.html

เบื้องหลังรักร้าวของ Bill Gates กับชายต้นเหตุที่ชื่อ Jeffrey Epstein

ต้องบอกว่าเป็นข่าวช็อกวงการเลยทีเดียว สำหรับเรื่องประเด็นการหย่าร้างของ Bill และ Melinda Gates ที่หลาย ๆ คน คงไม่มีใครคาดคิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะจบลงได้ หลังจากที่ได้ร่วมงานการกุศลด้วยกันมากมาย

จุดเริ่มต้นของปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ ปี 2013 ที่มีการพบกันระหว่าง Melinda , Bill Gates และ Jeffrey Epstein ที่คฤหาสน์ Upper East side ของ Epstein ในเดือนกันยายนปี 2013

ในวันเดียวกันนั้น ทั้งคู่ได้รับรางวัล Lasker-Bloomberg Public Service Award ที่โรงแรม The Pierre และได้มีการถ่ายรูปร่วมกับ Mike Bloomberg นายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์กในขณะนั้น

และการประชุมครั้งนี้ นี่เองที่ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ของ Melinda และ Bill Gates ซึ่ง Melinda ได้บอกกับเพื่อน ๆ ของเธอหลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับ Epstein ว่า เธอนั้นรู้สึกอึดอัดใจมาก ๆ เธอไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวใด ๆ กับ Epstein

แล้ว Jeffey Epstein คนนี้ คือใคร ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Bill Gates และ Melinda ถึงจุดเปลี่ยน

ต้องบอกว่า Epstein นั้นมีประวัติที่ไม่ธรรมดา เขาเป็นมหาเศรษฐี นักปาร์ตี้ ที่มีเครือข่ายกว้างขวางมากมาย ในแวดวงไฮโซของโลกตะวันตก

เพื่อน ๆ ของเขา มีตั้งแต่ระดับอดีตประธานาธิบดี Donald Trump หรือ Bill Clinton มหาเศรษฐีอย่าง Richard Branson ไปจนถึง เจ้าชาย Andrew แห่งราชวงศ์อังกฤษ

แม้จะมี Connection มากมาย แต่เขากลับถูกจับในข้อหา “ค้ากามผู้เยาว์” ซึ่งเรื่องมีมีสารคดีอย่างละเอียดที่เปิดโปงเรื่องราวของ Epstein ใน Netflix

ซึ่งแน่นอนว่า พูดง่าย ๆ เขาคือ พ่อเล้า ดี ๆ นี่เอง ที่คอยจัดหาเด็กสาวรุ่นเยาว์ ไปบำเรอกามเหล่าคนในแวดวงไฮโซ และสุดท้ายเขาก็ได้ตายอย่างปริศนาในคุก เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ปี 2019 ที่ผ่านมา

Jeffrey Epstein ถูกจับกุม และตายอย่างปริศนาในคุก
Jeffrey Epstein ถูกจับกุม และตายอย่างปริศนาในคุก

ตามที่มีการรายงานจาก The New York Times พบว่า Bill Gates นั้นได้พบกับ Epstein หลายต่อหลายครั้ง ซึ่ง Times รายงานมีคนสองคนที่มีความใกล้ชิดกับ Bill Gates ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อกับ Epstein

Boris Nikolic นักลงทุนด้านเทคโนโลยีและอดีตที่ปรึกษาของ Bill Gates ได้มาทำงานกับ Epstein ในฐานะผู้ดูแลพินัยกรรมฉบับสุดท้ายของ Epstein รวมถึง Malanie Walker ซึ่งทำหน้าที่ในมูลนิธิ Gates เอง ก็เป็นที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ให้กับ Epstein

Nikolic จบการศึกษาแพทย์จาก Harvard และได้รับการสนับสนุนเงินทุนบางส่วนจาก Epstein โดยสำนักข่าว Bloomberg กล่าวว่า Nikolic กระตือรือร้นเกี่ยวกับคำแนะนำทางด้านการเงินของ Epstein ในการพูดคุยกับธนาคารเอกชน ในปี 2014 ก่อนที่บริษัทแก้ไขจีโนมของเขาจะนำเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO)

ซึ่งไม่นานหลังจากการถูกจับกุมของ Epstein นั้น Bill Gates เอง ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน ที่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ นักค้ากาม อย่าง Epstein

ยังมีรายงานว่า Epstein มีนิสัยชอบโอ้อวดว่าเขาเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการของ Bill Gates รายงานจาก Times ระบุว่า Epstein อ้างว่าเป็นที่ปรึกษาด้านภาษีของเจ้าสัวทางด้านเทคโนโลยี

และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ระหว่าง Bill Gates และ Epstein ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงในฤดูใบไม้ร่วงปี 2014 หลังจากที่ Bill Gates ได้บริจาคเงิน 2 ล้านดอลลาร์ ให้กับ Media Lab ของ MIT

ในอีเมล์ที่ถูกขุดคุ้ยโดย The Newyorker ของ Joi Ito อดีตผู้อำนวยการของ Media Lab มีการระบุว่า Epstein เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการบริจาคครั้งนั้น

Ito ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ Epstein ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2013 โดย Linda Stone ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกของ Media Lab’s Advisory Council ซึ่ง Ito ได้ขอความช่วยเหลือจาก Stone ในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการบริจาคของ Epstein ให้กับ MIT Media Lab

แต่ตามคำสอบสวนของ Times ที่ระบุว่า Epstein บ่นกับคนรู้จักในช่วงปลายปี 2014 ว่า Mr. Gates เลิกคุยกับเขาแล้ว

และชายคนนี้นี่เองที่น่าจะเป็นสาเหตุที่สำคัญ กับความร้าวฉานที่เกิดขึ้นระหว่าง Bill และ Melinda Gates จนมีการประกาศหย่าร้างกันในท้ายที่สุด

The Daily Beast รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการประชาสัมพันธ์ได้ทำงานอย่างหนักเกี่ยวกับการหย่าร้างของทั้งคู่เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ

Bill และ Melinda Gates แต่งงานกันในปี 1994 และมีลูกด้วยกันสามคน พวกเขายังตั้งมูลนิธิ Bill & Melinda Gates ร่วมกัน และเรื่องราวในประเด็นที่เกี่ยวกับ Epstein นั้น ตัวแทนของทั้งคู่ยังไม่มีการตอบสนองใด ๆ ต่อข่าวดังกล่าวที่เกิดขึ้น

References : https://www.businessinsider.com/melinda-gates-warned-bill-about-epstein-per-the-daily-beast-2021-5
https://www.thedailybeast.com/melinda-gates-warned-bill-gates-about-jeffrey-epstein
https://www.rt.com/usa/523225-bill-melinda-gates-split-epstein
https://brandnewtube.com/watch/my-divorce-present-for-melinda_RSbRbsWPGF4kMFs.html