SMART LIVING in THE SMART WORLD

Thailand 4.0 คงเป็นคำที่พวกเราได้ยินกันบ่อยขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ในขณะที่ Smart Phone Tablet คืออุปกรณ์ที่แทบจะทำได้ทุกอย่างที่ช่วยให้การใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันสะดวกสบายกันมากขึ้น และในอุปกรณ์เหล่านี้ที่พวกเราใช้งานกันอยู่นั้นจะมีระบบนึงที่เรียกว่า “Voice Recognition” ที่คอยช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน แต่พวกเราอาจมองข้ามและอาจไม่ค่อยได้ใช้สักเท่าใดนัก เพราะการใช้งานโดยการพิมพ์ หรือสัมผัสหน้าจอนั้นค่อนข้างถนัดหรือทันใจกว่าการที่เราจะต้องสั่งงานด้วยเสียง และตัดปัญหาในเรื่องของกำแพงภาษาออกไป

Siri ในฐานะ Intelligent Assistant ของระบบ Voice Recognition บน iPhone 4S ที่ได้เปิดตัวเป็นที่รู้จักครั้งแรกเมื่อปี 2011 ทำให้การสั่งงานอุปกรณ์ด้วยเสียงนั้นได้เริ่มกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก Smart Devices ในปัจจุบัน ต่อมาทาง Google เอง ก็ได้มี Google Now ทาง Microsoft เจ้าของระบบปฏิบัติการอย่าง Windows 10 ก็มี Cortana

แต่ด้วยข้อจำกัดด้านความสามารถของเหล่า Intelligent Assistant เหล่านี้ที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผู้ใช้สามารถค้นหาและทำทุกอย่างได้เองบนมือถือ รวมถึงการที่ตัว Intelligent Assistant ต้องไปอยู่บนสมาร์ทโฟน อีกเหตุผลที่สำคัญคือผู้ใช้เองก็ไม่กล้าสั่งงานด้วยเสียงในที่สาธารณะและตัวระบบเองก็ไม่พร้อมที่จะรองรับคำสั่งตลอดเวลา แต่ต้องมีการกดปุ่มโฮมค้างไว้เพื่อออกคำสั่ง ทำให้ Intelligent Assistant หรือการสั่งงานด้วยเสียงช่วงแรกๆ ไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้มากนัก จนกระทั่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้ Intelligent Assistant นั้นมาอยู่บนลำโพงที่มีการเปิดระบบให้พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา (always-on) หรือที่เรียกว่า “Smart Speakers”

การย้าย Intelligent Assistant ไปอยู่บนลำโพงที่ always-on ที่สามารถรองรับคำสั่งได้ตลอดเวลาทั้งจากระยะไกลและ/หรืออยู่ในพื้นที่ส่วนตัวอย่างในบ้าน ออฟฟิศ ทำให้ลำโพงกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์การสั่งงานด้วยเสียงมากกว่าบนสมาร์ทโฟน

เมื่อ Intelligent Assistant ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รองรับคำสั่งมากขึ้นและเป็นธรรมชาติมากขึ้น จึงมีการเปิดตัวอุปกรณ์ Smart Speakers ออกมาอย่างมากมายในช่วงปีกว่าๆที่ผ่านมา ที่เป็นที่รู้จักและใช้งานกันอยู่ ณ เวลานี้นั้นได้แก่ “Amazon Echo” ของ Amazon “Google Home” ของ Google และ “Homepod” ของ Apple และที่กำลังจะตามมาอย่าง “Bixby” ของ Samsung รวมไปถึง “Cortana” ของ Microsoft

เหล่า Smart Speaker แบรนด์ต่าง ๆ

เหล่า Smart Speaker แบรนด์ต่าง ๆ

เกริ่นมาเสียยาว ว่าแต่เจ้า “Smart Speakers” นี่มันทำอะไรได้บ้าง สำคัญอย่างไร จำเป็นหรือยังกับวิถีการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ความสามารถทั่วไปนั้น ก็เหมือนกับตอนที่อยู่ใน Smart Phone อย่างเช่น การค้นหาข้อมูล หรือตอบคำถามต่างๆ คล้ายกับว่าเรากำลังพูดคุย สนทนากับใครสักคนที่ค่อนข้างรอบรู้ไปหมดทุกเรื่อง หรือช่วยเราหาข้อมูลต่างๆได้มากมาย แน่นอนว่าถ้าความสามารถแค่นี้ อาจจะยังไม่ค่อยสำคัญหรือจำเป็นสักเท่าไหร่

แต่สิ่งที่ Smart Speakers สามารถทำได้มากไปกว่านั้นคือ การสั่งงานอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆภายในบ้าน ออฟฟิศ จะเพียงแค่เปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้น หรือจะให้ปรับรายละเอียดต่างๆก็แล้วแต่ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆจะมีการสั่งงานได้มากเพียงใด ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการเปิด-ปิดทีวี ก็แค่ออกเสียงสั่งการ จะปรับระดับเสียงทีวี ก็แค่ออกเสียงสั่งการ จะเปิด-ปิดแอร์ หรือปรับอุณหภูมิก็แค่ออกเสียงสั่งการ  รวมไปถึงการเปิด-ปิดไฟ และอีกหลายๆเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีภายในบ้าน ก็สามารถที่จะควบคุมสั่งการได้เพียงออกเสียง

ไม่เพียงแค่นั้น Smart Speakers ยังสามารถที่จะตอบสนองความต้องการด้านอื่นๆได้อีก เช่น เราต้องการฟังเพลงอะไร ก็แค่สั่งการออกไป มันก็จะสามารถเล่นเพลงที่เราต้องการได้ รวมไปถึงออกคำสั่งให้เป็นการตั้งปลุก เตือน หรือสร้างกำหนดการนัดหมายต่างๆในชีวิตประจำวันก็ทำได้ เสมือนมีเลขาส่วนตัวในบ้าน ในออฟฟิศ โดยเฉพาะคนที่อยู่คนเดียว Smart Speakers ก็สามารถเป็นเพื่อนที่คอยสนทนา หรือเล่นเกมส์ด้วยกันได้อีกด้วย

Jarvis กำลังจะมาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ใช่แค่เพียงในหนัง

Jarvis กำลังจะมาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ใช่แค่เพียงในหนัง

ทั้งหมดที่กล่าวมา ในโลกปัจจุบันที่อะไรๆก็สามารถเป็นจริงได้ ลองนึกภาพของ Jarvis ระบบ Artificial Intelligent (AI) ในภาพยนตร์เรื่อง Iron Man ซึ่งมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่เกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้ และถ้าการพัฒนาเจ้า Smart Speakers นี้สามารถเป็นอุปกรณ์ที่สามารถพกพาติดตัวไปไหนก็ได้ เราก็จะมี AI ที่คอยอำนวยความสะดวกให้เราตลอดเวลา

กอปรกับปัจจุบันกระแสการพัฒนาด้าน AI ที่แทบจะมาแทนการทำงานหลายๆอย่างของมนุษย์นั้นกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าจะให้เห็นภาพง่ายๆ ก็อย่างเช่นการทำธุรกรรมทางการเงินทุกอย่างผ่านแอพพลิเคชันใน Smart Phone โดยที่เราไม่ต้องไปธนาคารอีกต่อไป เจ้าหน้าที่ธนาคารก็อาจจะแทบไม่มีความจำเป็นอีกแล้วในอนาคต การชำระสินค้าบริการต่างๆในปัจจุบันที่ต้องไม่ต้องพกเงินสด เพียงคุณหยิบ Smart Phone ขึ้นมา แล้วสแกนผ่าน QR Code และอีกหลายๆอย่างในหลายๆวงการที่นำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการ

Artificial Intelligent (AI) ในความคิดของผมไม่ได้มาทำให้มนุษย์เราเป็นง่อย งอมืองอเท้าทำอะไรไม่เป็น แต่มันคือสิ่งที่มาทำให้มนุษย์เรามีเวลามากขึ้นในการที่จะเอาตัวเองไปพัฒนาทักษะทางด้านอื่นที่จำเป็นกับชีวิตของตนเอง และ “เวลา” ก็ยังคงเป็นสิ่งที่มีค่ากับมนุษย์เราเสมอ ในวันที่โลกช่างหมุนเร็ว และเร็วขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันที่จะชะลอลงเลย

สวัสดีครับ

ปล. สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามอ่านเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลอ้างอิง ตามนี้นะครับ

Google Assistant vs Alexa กับการเดินเกมใหม่ของ Google เพื่อสู้ Amazon

https://www.blognone.com/node/99773

รู้จักกับ ระบบสั่งงานด้วยเสียง ( Intelligent Personal Assistant ) บนสมาร์ทโฟน

https://www.it24hrs.com/2014/siri-svoice-google-now/

แนะนำเครื่องมือ Artificial Intelligence (AI) ที่ช่วยเสริมกลยุทธ์การตลาดและเพิ่มยอดขายอย่างชาญฉลาด

https://www.contentshifu.com/productivity/artificial-intelligence-ai-marketers/

 

บทความจาก spcial guest  : Yupawat Thukngamdee

Credit Image : bellanaija.com

เมื่อดาราสาวฮอลลีวูด ถูกคุกคามด้วย AI

จากข่าวที่มีภาพหลุดของ Gal Gadot นางเอกดังจากหนัง Wonder Woman เผยแพร่ออกไปทาง internet นั้นปรากฏว่า ใน video ดังกล่าวนั้นเป็นหน้าเธอก็จริง แต่ส่วนของร่างกายนั้นไม่ใช่เธออย่างแน่นอน โดยเป็นการใช้เทคนิคในการเปลี่ยนใบหน้าเธอ ให้เหมือนว่าเธอกำลังแสดงหนังโป๊อยู่ผ่านเทคนิคของ Machine Learning

ซึ่งเทคนิคดังกล่าวนั้นทำโดยใช้ Machine Learning Algorithm ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้อย่างง่ายดายในปัจจุบัน เนื่องจากมีโครงการที่เป็น open source ให้เราสามารถ download มาใช้งานได้อยู่ทั่วไปใน internet  ซึ่งต้องบอกว่าบางครั้งสามารถที่จะหลอกคนทั่วไปได้เช่นกัน ในการสวมใบหน้าดารา เข้าไปในฉาก action ของหนังโป๊ ถ้าดูเพียงผ่าน ๆ ไม่ได้ดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็มีโอกาสทำให้คนเชื่อได้เหมือนกัน

แต่ก็ต้องน่าตกใจไม่ใช่น้อยเมื่อผลงานดังกล่าวมาจากคนทำเพียงแค่คนเดียว ผู้ซึ่งใช้ชื่อว่า ‘deepfakes‘ ใน เว๊บไซต์ชื่อดังอย่าง Reddit.com โดยเค้าใช้เพียง Open Source Machine Learning Tools อย่าง TensorFlow ซึ่ง google นั้นได้แจกฟรี เพื่อให้นักวิจัย หรือ นักเรียน นักศึกษา ผู้ที่สนใจ Machine Learning จากทั่วโลกได้มาลองใช้กัน

Gal Gadot ดาราสาวจาก Wonder Woman ถูกคุกคามด้วย AI

Gal Gadot ดาราสาวจาก Wonder Woman ถูกคุกคามด้วย AI

ซึ่งต้องบอกว่ามีหลาย Tool ที่สามารถที่จะทำอย่างที่ Deepfakes ทำได้ในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นการใช้ Face2Face Tool ของ Adobe ซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะเดียวกัน โดยสามารถที่จะทำได้แบบ Realtime ซึ่งรูปแบบ Fake Porn ที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่ง่ายต่อการสร้างวิดีโอทำนองนี้ แม้ว่าพวกเค้าเหล่านั้นไม่เคยกระทำจริง ๆ ในโลกแห่งความจริงเลยก็ตาม ซึ่งถือว่าการพัฒนาของ Machine Learning นั้นทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายในการที่จะนำมาสร้างข่าวหลอกต่าง ๆ ได้ หากเราไม่พิจารณาให้ดีพอ (แต่จากที่ผมได้ทดลองไปส่องดูก็ถือว่าดูเนียนใช้ได้นะ) และมีดาราหลายคนโดนทำไปแล้ว ทั้ง Emma Watson , Scarlett Johansson , Aubrey Plaza หรือ แม้แต่น้อง Maisie Williams  (Arya Stark จาก Game of Thorones)

ต้องบอกว่าการทำ Fake Porn เหล่านี้ที่ใช้หน้าดาราหรือ เซเลป ดัง ๆ มาทำให้เป็นภาพโป๊เปลือยกายนั้น ถือว่าเป็นที่นิยมอยู่เหมือนกัน เพราะถึงขนาดที่ต้องมีการแยกหมวดหมู่ในเรื่องนี้แบบชัดเจนในเว๊บโป๊ชื่อดังหลาย ๆ เว๊บ และที่สำคัญ deepfakes นั้นก็ถือว่ากระแสตอบรับดีไม่ใช้น้อยใน Reddit ขณะนี้ เรียกว่ามีฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้นมามากมายจากการ post ของเขา

ใช้เทคโนโลยี opensource อย่าง Tensorflow with Keras

ใช้เทคโนโลยี opensource อย่าง Tensorflow with Keras ที่ทุกคนสามารถนำมาใช้งานได้

ซึ่งจากการ post ของ deepfakes นั้นหลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าทำไม่ยาก เหมือนแค่เอาหน้าคนมาแปะใน video อย่างที่เราเคยเห็น ๆ มา แต่ deepfakes นั้นใช้ machine learning algorithm ในการ process ทั้งหมด โดยใช้ opensource library อย่าง Keras และ TensorFlow เป็นระบบ Backend โดยจะใช้ในการ compile เหล่าใบหน้าของ Celebrities ต่าง ๆ โดยข้อมูลที่เค้านำมา train นั้นนำมาจาก google image search , stock photos และใน youtube video โดยจะนำข้อมูลเหล่านี้มาทำการ train เพื่อสามารถจับภาพใบหน้าของเหล่า celebrities กับ หนังโป๊ ที่เค้าต้องการให้เหล่าใบหน้าของ celebrities มาสวมใส่ ซึ่งจะแตกต่างจากการใช้ video แบบตัดต่อที่เราเคยเห็นแบบทั่วไปในอดีต  หลังจากการ train เสร็จสิ้นนั้น เค้าก็สามารถที่จะสร้าง video fake porn ใหม่เหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว

deepfakes นั้นไม่ใช่นักวิจัยที่ทำงานด้าน machine learning หรือเป็น expert ด้าน machine learning แต่อย่างใด แต่เป็นเพียง programmer คนนึงที่สนใจด้าน machine learning เท่านั้น ซึ่งเค้าได้ค้นพบวิธีง่าย ๆ ที่จะสามารทำเทคนิค face-swap ดังกล่าวได้ ซึ่งเค้านั้นได้ใช้ algorithm คล้าย ๆ กับ นักวิจัยจาก nividia ที่ใช้ deep learning ในการเปลี่ยน video ที่มี theme หน้าร้อน ให้กลายเป็น video ที่มี theme เป็นหน้าหนาวได้

ถึงแม้ว่าผลงานที่ post ของ deepfakes นั้นจะยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งสามารถที่จะมองออกได้ว่ามีมุมหรือเหลี่ยมปรากฏอยู่บนใบหน้า ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่าเป็น fake porn video แต่หากมองผ่าน ๆ นั้นก็ทำให้น่าตกใจเหมือนกัน หากคนที่เสพข่าว online โดยไม่มาพิจารณาให้ละเอียด โดยเฉพาะในยุคนี้ที่คนชอบข่าวแนว clickbait ที่เป็นกระแส ซึ่งหากไม่มองให้ถี่ถ้วนนั้น ก็จะไม่รู้ว่าเป็น fake porn ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของเหล่า celebrities เหล่านี้

ความเห็นที่น่าสนใจจาก Grace Evangeline ดารา Porn Movies รุ่นใหญ่

ความเห็นที่น่าสนใจจาก Grace Evangeline ดารา Porn Movies รุ่นใหญ่

ซึ่งมีความเห็นที่น่าสนใจของนักแสดงหนังโป๊ อย่าง Grace Evangeline ซึ่งให้ความเห็นไว้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือความยินยอมจากเหล่า celebrities เหล่านี้ที่ถูกนำภาพมาเผยแพร่ ซึ่งการสร้าง fake porn เหล่านี้นั้นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากเหล่า celebrities นั้นเธอมองว่าเป็นเรื่องที่ผิด และไม่สมควรทำอย่างยิ่ง และความเห็นที่น่าสนใจจากอดีต ดาราหนังโป๊ อย่าง Alia Janine  ซึ่งเธอให้ความเห็นเกี่ยวกับ fake porn ไว้ว่า การทำ fake porn ลักษณะนี้นั้น แสดงให้เห็นว่าผู้ชายบางคน มองผู้หญิงเป็นเพียงแค่วัตถุที่พวกเขาสามารถที่จะบังคับหรือจัดให้ทำอะไรตามที่เค้าต้องการก็ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนเหล่านี้นั้นขาดความเคารพในตัวนักแสดงหนังโป๊ หรือ เหล่า celebrities ที่ถูกนำภาพเหล่านี้มาใช้งาน

การสร้าง Paul Walker ขึ้นมาใหม่ โดยใช้เทคนิคเดียวกันเหล่านี้

การสร้าง Paul Walker ขึ้นมาใหม่ ในหนัง Fast & Furious 7 โดยใช้เทคนิคเดียวกันเหล่านี้ เป็นการใช้ในทางสร้างสรรค์

อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้อาจจะนำไปในสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างการทำ fake porn แต่การพัฒนาของเทคนิคเหล่านี้นั้น เราก็ได้เห็นผู้ที่นำไปใช้ในทางที่ดีอย่างการสร้าง Paul Walkers ที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว เหมือนชุบชีวิตเค้าขึ้นมาใหม่ในหนัง Furious 7 ซึ่งแม้เทคนิคเหล่านี้นั้นจะไม่ยากเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเรียนรู้มากนัก ผมก็ยังเชื่อว่าคนส่วนใหญ่นั้นสามารถที่จะนำเอา Machine Learning ไปใช้ในทางที่ดีมากกว่า และสุดท้ายแล้วนั้น ถึงแม้สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะออกมาทั่ว internet ก็จะมีเหล่านักวิจัยที่จะพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อมาตรวจจับเหล่า fake porn เหล่านี้ เพื่อกรองสิ่งที่เป็นของปลอม และช่วยควบคุมไม่ให้ปล่อยเหล่า video ที่มีการละเมิดสิทธิ์ของคนอื่นออกไปได้ใน internet

References : motherboard.vice.com

 

Martin Lau, President of Tencent: Our Mission is to Enhance People’s Quality of Life

พูดถึง Tencent คิดว่าหลายคนคงไม่รู้จักเท่าที่ควร แต่ถ้าพูดถึง chat application ชื่อดังอย่าง Wechat นั้น ก็น่าจะรู้จักกัน เนื่องจากทาง Wechat นั้นก็ได้มาทำตลาดในไทยมาช่วงหนึงแล้ว ถึงแม้จะยังไม่สามารถโค่นผู้นำอย่าง LINE ไปได้ แต่ถือว่าในประเทศจีนนั้น WeChat ไม่เป็นสองรองใคร

Martin Lau นั้นขณะนี้รับตำแหน่ง President ของ Tencent Group บริษัทเทคโนโลยีระดับแถวหน้าของประเทศจีน จากวีดีโอข้างต้นนั้น ทาง Martin Lau นั้นได้ไปพูดในงานเสวนาที่ Stanford University ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสิ่งที่เป็นข้อดีสำหรับนักศึกษาในมหาลัยชั้นนำของอเมริกา คือ จะได้รับแรงบรรดาลใจจากผู้ที่ประสบความสำเร็จมากมายทั่วโลก มาบรรยายให้ฟังกันบ่อย ๆ

สำหรับ Tencent นั้นมีผลิตภัณฑ์ที่ดูแลอยู่มากมาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็น Platform ในระบบ internet แทบทั้งสิ้น โดย product เปิดตัวที่ทำให้ Tencent เริ่มแจ้งเกิดคือ QQ โปรแกรมแชทชื่อดังในอดีต ซึ่งในยุคแรก ๆ ของการ chat นั้น QQ ก็ถือว่าเป็น chat application ยอดนิยมของจีน ที่ครองตลาดมาจนถึงปัจจุบัน

Marting Lau นั้นได้กล่าวเปรียบเทียบ Business Model ของทางฝั่ง US และ China ที่มีความแตกต่างกัน โดยตลาดที่ใหญ่ที่สุดจะเป็น Ecommerce ซึ่งน่าจะเหมือนกับใน US แต่ส่วนที่ต่างที่ทำให้ Tencent กลายเป็นบริษัทแนวหน้าในจีนนั้นคือ ส่วนของ Online Game ซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงกว่าตลาดของ Display Ads และ Search Ads รวมกัน ซึ่งถือว่าเป็นจุดแตกต่างที่สำคัญของตลาด US และ China ซึ่งทาง Tencent นั้นสร้าง Platform ขึ้นมาอยู่ใน QQ.com ซึ่งจะประกอบไปด้วย service ต่าง ๆ มากมายทั้ง Game online , Instant Messenging , Ecomerce ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับตลาดใน จีน ซึ่งมีขนาดตลาดที่ใหญ่ อเมริกา อยู่มากทำให้สามารถทำรายได้อย่างมหาศาลจาก User

ซึ่ง User ที่เป็น Monthly Active User ของ Tencent นั้นตัวหลักคือ QQ ที่มีสูงถึง 818 ล้าน user ส่วน Wechat ที่เป็น product ใหม่ก็มีสูงถึง 236 ล้าน User ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงข้อได้เปรียบของบริษัทเทคโนโลยี ในตลาดที่มีขนาดใหญ่ จะมีความได้เปรียบกว่า การเริ่มสร้างในตลาดที่มีขนาดเล็ก เพราะต้นทุนทางด้าน Technology นั้นจะสูงแค่ในช่วงแรก ๆ สำหรับการจ้างคน หรือ สร้าง server เท่านั้น และสามารถหากินกับ จำนวน User ที่เพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ โดยลงทุนการลงทุนเพิ่มนั้นไม่ได้มากมายเหมือนช่วงแรกที่เริ่มการสร้าง Product

นี่คือข้อได้เปรียบที่สำคัญของเหล่าบริษัทเทคโนโลยีจีน ที่สามารถสร้างรายได้มากมายมหาศาล ซึ่งสามารถสู้กับบริษัทเทคโนโลยีของ อเมริกา ได้อย่างสบาย เนื่องจากขนาดของตลาดที่ใหญ่กว่าในตอนเริ่มต้น และ สิ่งสำคัญคือนโยบายการ Block Service แทบจะทุกอย่างจากอเมริกาเช่น facebook , twitter , youtube … ซึ่งทำให้บริษัทภายในจีนนั้นสามารถแจ้งเกิดขึ้นมาได้ และเนื่องจากความสามารถของคนจีนในด้านเทคโนโลยีนั้น ก็ถือว่าแทบไม่ต่างจากทางฝั่งอเมริกาเลย และ โดยเฉลี่ยสูงกว่าด้วยซ้ำ ซึ่งเราจะเห็นคนฝั่งเอเชียชื่อดังใน silicon valley เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน

ก็น่าสนใจเหมือนกันว่าในอนาคตนั้นบริษัทเทคโนโลยีจีนเหล่านี้อาจจะกลับมาบุกประเทศอเมริกาก็เป็นได้หลังจากสร้างความแข็งแกร่งจากตลาดภายในประเทศเรียบร้อย คิดว่าคงอีกไม่กี่จากนี้ เราอาจจะได้เห็นบริษัทเทคโนโลยีจีน เข้าซื้อกิจการบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาก็เป็นได้

Mark Zuckerberg The Real Face Behind Facebook

Featured Video Play Icon

ถือว่าเป็น icons ของวงการ startup ทั่วโลกเลยก็ว่าได้สำหรับ Mark Zuckerberg  ผู้ก่อตั้ง facebook ที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 1,200 ล้านคนในขณะนี้ ซึ่งก็ทำให้เค้าติดอันดับเศรษฐีลำดับต้น ๆ ของประเทศสหรัฐอเมริกา

สำหรับ mark นั้นเขามีประวัติด้านคอมพิวเตอร์ที่ไม่ธรรมดามาตั้งแต่ตอนเรียน high school โดยเขากับเพื่อนได้ร่วมกันสร้าง software ชื่อ synapse สำหรับจดจำรสนิยมการฟังเพลง mp3 โดยปล่อยให้ download ได้ฟรี ๆ  ซึ่งตอนนั้น มีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง microsoft และ AOL  ได้มาขอซื้อโดยเสนอเงินให้ในหลักล้านเหรียญ แต่เขาก็ไม่ได้ขายแต่อย่างใด ซึ่งเขาได้แจ้งทาง microsoft และ AOL ไปว่า เขาไม่ได้ทำไว้ขาย ทำให้แจกให้ใช้ฟรีเท่านั้น

หลังจากที่ได้เข้าเรียนด้าน computer science ที่ harvard นั้น mark ก็ได้ทำการสร้างเว๊บ facemash.com ขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้งานได้ทำการ vote เปรียบเทียบหน้าของเพื่อนๆ  ที่ mark นั้นได้ไป hack รูปของ facebook ของหอพักแต่ละแห่งเข้ามาเพื่อให้ผู้ใช้งานได้สนุกกันกับการ Votes โดยมีผู้เข้าใช้งานกว่า 22,000 คร้้งและทำให้ server ของ harvard ถึงกับล่มไปเลยทีเดียว  แต่สิ่งที่เขาทำแล้วโดนโจมตีนั้นคือการเอารูปสัตว์มาเปรียบเทียบกับใบหน้าคนด้วย ทำให้ในช่วงนั้น mark โดนประนามไปไม่ใช่น้อยหลังจากนั้น

หลังจาก facemash นั้น mark ก็ค่อนข้างเริ่มมีชื่อเสียง ทั้งด้านบวก และ ด้านลบ โดยชื่อเสียงด้านการทำ software ของเค้านั้นได้ไปถึง ฝาแฝด winklevoss ซึ่งตอนนั้นมี idea ที่จะทำ social network สำหรับมหาลัย harvard ชื่อ harvard connection โดยเน้นการ exclusive สำหรับ user ที่มี email @harvard.edu เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นจุดแตกต่างสำหรับ social network ที่เป็นเจ้าตลาดในขณะนั้นอย่าง myspace.com หรือ friendster.com ที่ไม่เป็น exclusive user ทำให้เราได้ connect กับกลุ่มคนที่เราต้องการในมหาลัยเท่านั้น

หลังจาก mark ตกลงที่จะทำงานร่วมกับฝาแฝด winklevoss เค้าก็ได้มาคุยกับเพื่อสนิทอย่าง Eduardo saverin เพื่อที่จะทำ thefacebook ขึ้นมาแทน โดยใช้เงินทุนจาก Eduardo Saverin เพื่อใช้ในการตั้งต้นเช่า Server ของบริษัท ซึ่งแต่แรกนั้นใช้ domain ชื่อ thefacebook.com

หลังจากปล่อย thefacebook.com ออกให้ใช้งาน มีผู้ร่วมตอบรับอย่างมากมาย ซึ่ง mark นั้นกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในมหาลัยทันที เพราะแทบจะทุกคนใช้ในมหาวิทยาลัย harvard นั้นเป็น user ของ thefacebook หลังจากนั้น mark ก็ทำการขยายไปสู่มหาลัยชั้นนำอีก 9 แห่ง เช่น Stanford , Columbia  ฯลฯ  ซึ่งทำให้ยอดผู้ใช้งานเริ่มสูงขึ้นมาก และนักศึกษาในทุกมหาลัยที่ได้ใช้ facebook นั้น มีการตอบรับอย่างดีเยี่ยม

ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ mark ต้องทำการ drop จากการเรียนที่ harvard เพื่อมุ่งหน้าสู่ silicon valley อย่างเต็มตัว โดยได้ไปเช่าบ้านอยู่ใกล้มหาลัย stanford เพื่อให้เข้าใกล้แหล่งลงทุนชื่อดังใน silicon valley และทำให้เขาได้พบกับ sean parker ซุปเปอร์สตาร์แห่งวงการ internet ผู้สร้าง napster ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญในการเจริญเติบโตของ facebook ในยุคแรก ๆ  ซึ่ง sean ช่วยพา mark ไปติดต่อกับนักลงทุนจำนวนมาก เนื่องจากเขามีสายสัมพันธ์ที่ดีกับนักลงทุนตั้งแต่ทำ napster แล้ว

และในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ eduardo saverin ที่ไม่ได้บินตามมาที่ silicon valley จึงไม่ได้ติดตามสถานการณ์ของ facebook อย่างใกล้ชิด จึงทำให้ mark พยายามที่จะถอด eduardo ออกจากการเป็น co-founder ของ facebook ประจวบกับการได้งบลงทุนก้อนใหญ่จากนักลงทุนใน silicon valley จึงทำให้ mark ไม่ต้องการ eduardo อีกต่อไป

หลังจากการได้เงินทุกก้อนใหญ่เพื่อมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ mark ก็ได้ทำการจ้างพนักงานฝีมือดีจำนวนมากมาร่วมงานและเน้นการพัฒนา features ของ facebook ทั้ง  wall ,  feeds ,  หรือ การ tag image ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมที่สำคัญของ facebook เลยก็ว่าที่ยิ่งทำให้ facebook ยิ่งเติบโตอย่างรวดเร็วและสุดท้ายก็ต้องเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้ใช้งาน และด้วยความที่มี features ที่แตกต่างจาก social networks เดิมอย่าง myspace หรือ friendster นั้นก็ทำให้ facebook เติบโตจนกลายเป็น social network ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบัน

ทั้งเรื่องของฝาแฝด vinklevoss และ eduardo savering นั้น สุดท้ายต้องมาถกเถียงในชั้นศาลว่า mark นั้นได้ขโมย idea จาก ฝาแฝด winklevoss ไปจริง ๆหรือไม่ซึ่งสุดท้ายก็ยอมความกันในที่สุดโดย facebook ยอมจ่ายเงินสูงถึง 31 ล้านเหรียญ เพื่อยุติการฟ้องร้อง ส่วน saverin นั้นก็ได้หุ้นคืนกลับไป โดยมีการเจรจาว่าไม่ให้มีการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอีกต่อไป และ นำชื่อเขากลับเข้าสู่ facebook.com ในฐานะ co-founder ซึ่งเนื่องจากหลังจากนั้นไม่นาน facebook.com นั้นกลายเป็นบริษัทมูลค่าหลายพันล้านเหรียญไปเป็นทีเ่รียบร้อยแล้วทำให้ Saverin ก็กลายเป็นเศรษฐีไปอีกคนหลังจากบริษัทนำหุ้นออกทำการ IPO ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก

สำหรับ documentary ชุดนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าศึกษาสำหรับการตั้งบริษัท startup ให้ยิ่งใหญ่ได้อย่าง facebook ซึ่งการที่กว่าจะก้าวมาถึงระดับนี้ได้นั้น ก็ต้องผ่านเรื่องราวมากมาย จนกลายเป็นบริษัทที่เติบโตรวดเร็วที่สุด บริษัทหนึ่งในโลกของสหรัฐอเมริกาจวบจนถึงปัจจุบัน

 

Facebook Live API นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

จับตามองการก้าวเดินของ facebook มาซักพักหนึ่งแล้วต้องบอกว่าการออก facebook live api นั้นถือว่าเป็นก้าวย่างที่น่ากลัวมาก ๆ ของ facebook เลยก็ว่าได้ในการที่จะล้ม google

หากเรามองเรื่องนวัตกรรมนั้น facebook แทบจะ focus อยู่แค่ผลิตภัณฑ์ตัวเดียวทำให้สามารถรีดเอาประสิทธิภาพในงานด้าน R&D ได้มากที่สุด เพราะ focus หลักอยู่ที่ผลิตภัณฑ์เพียงตัวเดียวเท่านั้น ก็คือ social network ซึ่งแตกต่างจาก google ในช่วงหลังที่เริ่มแตกกระจายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่นอกเหนืองานที่ตัวเองถนัดอย่างการ search และ web product ทำให้พักหลัง google ออกผลิตภัณฑ์ออกมาไม่ค่อยจะปังอย่างที่ควรจะเป็น ถึงแม้ google จะมีธุรกิจต่างๆ  มากมายในมือ แต่ถ้าดูจากงบการเงินจริง ๆ รายได้หลักส่วนใหญ่ก็มาจาก search ล้วน ๆ ซึ่ง facebook ก็ค่อย ๆ กัดกินส่วนแบ่งการตลาดโฆษณา online ในส่วนนี้ไปเรื่่อย ๆ

ถ้าเราพูดถึงนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงโลกที่ชัดเจนในรอบล่าสุดนั้นก็ต้องยกให้ iphone ที่ได้ทำการเปิดตัวในปี 2007 ทำให้มนุษย์ก้าวเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการเชื่อมต่อข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ผ่านมือถือ เปลี่ยนแนวความคิดการใช้งานมือถือจากดั้งเดิมที่ใช้เน้นไปในเรื่องของ voice ก้าวผ่านมาเป็นยุคของ data ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และได้ทำลายยักษ์ใหญ่ที่ปรับตัวไม่ทันอย่าง nokia ลงได้อย่างราบคาบ

การเกิดขึ้นของ facebook live นั้นคือการทดลองตลาด ว่าการที่ทุกคนสามารถ live ได้จากทุกที่และ share ให้เพื่อนได้รับรู้นั้นมี impact ต่อมนุษย์เรามากเพียงใด ซึ่งการเปิดตัวก็เป็นไปได้อย่างสวยงาม มีผลตอบรับที่ดีมาก ๆ และ facebook ก็จะเริ่มย่างก้าวเข้าสู่หลักไมล์สำคัญของบริษัท คือการเปิด facebook live api ให้สามารถ live ได้จากทุก device และทุกที่ในโลกใบนี้ ซึ่งก็จะส่ง impact อย่างมหาศาลกับมนุษย์เราเลยก็ว่าได้ การรับสื่อในยุคหน้านั้นอาจจะเปลี่ยนไปในทันที จากสื่อเก่า ๆ อย่าง ทีวี หรือ วิทยุ อาจจะตายหายไปจากระบบ ซึ่งในปัจจุบันเด็กยุคใหม่ก็แทบจะไม่เสพสื่อทางทีวีกันแล้วทุกคนล้วนแล้วแต่เข้าสู่ระบบ internet กันทั้งหมดซึ่งมี content จำนวนมหาศาลให้เราสามารถเลือกเสพได้อย่างไม่จำกัด ไม่ต้องถูกยัดเยียดในการเสพเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ facebook ได้ทำลายธุรกิจ สื่อหนังสือพิมพ์ หรือ นิตยสาร ที่ต่างปิดตัวกันถ้วนหน้าหากไม่มีการปรับตัวเข้าสู่ยุค digital และขณะนี้ facebook กำลังเข้าสู่ตลาดที่ใหญ่กว่าเดิมมาก ๆ คือตลาด live TV ซึ่งถือเป็นก้าวใหญ่ที่สำคัญก้าวหนึ่งเลยก็ว่าได้ที่จะสามารถล้ม google ได้ในอนาคตอันใกล้นี้ facebook ไม่ได้ไปแย่งตลาดโฆษณา online ของ google เท่านั้น แต่กำลังเข้าไปกินเค้กที่ใหญ่กว่ามาก คือตลาดโฆษณาทางทีวี ซึ่งมูลค่าของงบโฆษณากว่า 40% ของงบโฆษณาทั้งหมดของทุกสื่อ หรือ มากกว่าเกือบสองเท่าของงบโฆษณาทาง online ที่ google เป็นเจ้าตลาดอยู่ในขณะนี้

มอง google ในตอนนี้นั้น ก็ชักจะเริ่มคล้าย microsoft ในอดีตที่พอองค์กรเริ่มใหญ่เทอทะ จะขยับตัวก็เริ่มจะลำบาก ไม่เหมือน facebook ที่เหมือนหนุ่มกลัดมันที่พร้อมจะเขย่าบัลลังก์ google อยู่ตลอดเวลา ที่แน่ๆ หลังจากนี้เป็นต้นไป เราจะพบความเปลี่ยนแปลงในการเสพสื่อของมนุษย์เราที่จะเปลี่ยนไปกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมากโดยเฉพาะสื่อหลักอย่าง TV เดิมทีนั้นเราเปลี่ยนแปลงแค่การเสพสื่อผ่านการอ่านข่าวหรือข้อมูลต่าง ๆ  แต่ต่อจากนี้เป็นต้นไป การเสพสื่อที่เป็น live นั้นจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเมื่อมีการเกิดขึ้นของ facebook live api ทุก content ที่เป็น live จะมุ่งเข้าสู่ facebook เพราะอะไร ?  เดิมนั้นการวัดเรทติ้งต้องอาศัยการวัดโดยประมาณจากองค์กรหลัก ๆ ตัวอย่างเช่น neilsen แต่ต่อไปนั้นกลุ่ม target ของการถ่ายทอดสดจะชัดเจนขึ้น เราสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนผ่าน facebook และรู้ได้แบบ realtime ว่ามีผู้ชมจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งจะส่งผลต่องบโฆษณาทางทีวีเดิม ก็จะเทเข้ามาสู่ facebook แทนเพราะสามารถวัดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเที่ยงตรงที่สุด Google นั้นอาจจะมี Youtube Live มาก่อนหน้า แต่ facebook มีความได้เปรียบอย่างมากในเรื่องของฐานผู้ใช้ใน social network ซึ่งแทบจะเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตมนุษย์โดยส่วนใหญ๋ไปเรียบร้อยแล้วในขณะนี้ ก้าวย่างก้าวนี้ของ facebook ถือว่าสำคัญต่ออนาคตของ facebook เป็นอย่างมาก และเราอาจจะได้เห็น facebook ล้มยักษ์ใหญ่อย่าง google ได้ในเร็ว ๆ วันนี้ก็อาจเป็นได้

Img Ref : fbookmedia.files.wordpress.com