เจ้าชายซาอุฯ วางแผนจัดทำเมืองยุคใหม่ด้วยประชากรที่มีการตัดต่อยีน

ในแผนการพัฒนาเมืองใหม่ของซาอุดิอาราเบีย จะมีสาวใช้หุ่นยนต์ รถแท็กซี่บินได้ และเมืองจะสว่างสดใสดในที่มืดบนทะเลทราย ตามเอกสารที่เป็นความลับ ที่มีการตรวจสอบโดย The Wall Street Journal โดยดวงจันทร์เทียมจะส่องสว่างบนท้องฟ้าทุกคืน และเกาะสไตล์จูราสสิคพาร์คจะช่วยให้ผู้มาเยี่ยมชม ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยไดโนเสาร์หุ่นยนต์ เหมือนในหนังจริง ๆ 

ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวนั้น อยู่ในเอกสารการวางแผนที่ได้รับจากWSJ จำนวนกว่า 2,300 หน้า  เป็นแผนสำหรับการบังคับย้ายถิ่นฐานของชนเผ่าพื้นเมือง รวมถึงการนำเอาเทคโนโลยีการแพทย์ใหม่ ๆ มีการสร้างคลินิกแก้ไขยีนของมนุษย์ทำให้กลายเป็นยอดมนุษย์ได้เหมือนในหนัง Hollywood โดยจะมีการเฝ้าระวังของรัฐบาลตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน 

เจ้าชายโมฮัมเหม็ดบินซาลมานซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนาม MBS ได้ทำงานร่วมกับทีมที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาวิสัยทัศน์ของเขาสำหรับเมืองแห่งใหม่ที่มีมูลค่า 500 พันล้านเหรียญสหรัฐในเขตตะวันตกเฉียงเหนือที่แห้งแล้งของซาอุดิอาระเบีย

มีโลกของหุ่นยนต์ไดโนเสาร์เหมือนหนัง จูราสิก ปาร์ก
มีโลกของหุ่นยนต์ไดโนเสาร์เหมือนหนัง จูราสิก ปาร์ก

แม้ว่ามันจะเป็นที่แห้งแล้งในรูปแบบของทะเลทรายเป็นเวลานาน แต่ MBS วางแผนที่จะใช้ “การสร้างคลาวด์” หรือ เมฆเทียม เพื่อทำการผลิตฝนเหนือเมือง Neom โดยจะทำให้เมืองเย็นลงและทำให้ ผักผลไม้สด สามารถทำการเพราะปลูกได้อย่างอุดมสมบูรณ์ 

เหล่าประชากรในอนาคตที่ไม่สนใจที่จะเยี่ยมชมตลาดสดของเหล่าชาวนา ชาวสวน ก็สามารถที่จะจับจองร้านอาหารระดับมิชลินได้ ซึ่ง Neom ตั้งเป้าหมายว่าจะมีจำนวนประชากรต่อพื้นที่มากกว่าที่อื่น ๆ ในโลกตามแผนที่วางไว้

สำหรับสิ่งอื่นที่คุณจะพบใน Neom นั้น WSJ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงแผนการสำหรับโรงเรียนระดับโลกที่มีครูสอนผ่านเทคโนโลยีโฮโลแกรม รวมถึงมีงานที่ได้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกและหาดทรายที่สามารถส่องแสงในที่มืดได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่ MBS ต้องการ 

“NEOM เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่มีความจำเป็นในอนาคต ที่มีวิสัยทัศน์อย่างแรงกล้าในการสร้างเมืองรูปแบบใหม่ขึ้นมา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NEOM  Nadhmi Al Nasr บอกกับ WSJ “  ดังนั้นเรากำลังพูดถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและเหนือกว่าที่เคยมีอยู่  และในบางเทคโนโลยียังอยู่ระหว่างการพัฒนาและอาจเป็นไปได้ในทางทฤษฎี เราก็จะนำมาร่วมทดสอบด้วย”

มันจะง่ายต่อการถูกมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันด้วยสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดที่มีรายละเอียดในเอกสารการวางแผนของ Neom  แต่อย่างไรก็ดีเมืองแห่งอนาคตก็ดูมีความน่าสงสัยเหมือนรัฐที่คอยจับตามองประชากรตลอดเวลาคล้าย ๆ แนวคิดของระบอบแบบเผด็จการนั่นเอง

“นี่ควรจะเป็นเมืองรูปแบบอัตโนมัติที่เราสามารถดูข้อมูลทุกอย่างได้” คณะกรรมการที่ตั้ง NEOM ได้ยกคำพูดในเอกสารตามที่ WSJ รายงาน “ [เมือง] ที่คอมพิวเตอร์สามารถแจ้งอาชญากรรมโดยที่ประชาชนแทบไม่ต้องโทรแจ้งเลยด้วยซ้ำ”

และนั่นจะต้องขอบคุณคลินิกการแพทย์ที่สามารถดัดแปลงพันธุกรรมของประชากรในเมือง Neom ให้แข็งแกร่งขึ้นและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น มากกว่าเมืองไหน ๆ ในโลกนี้  หมายความว่า MBS อาจไม่เพียงวางแผนที่จะสร้างเมืองแห่งอนาคต แต่เป็นการสร้างยอดมนุษย์ของเมืองขึ้นมาด้วยเช่นกันนั่นเอง

References : 
https://www.wsj.com/articles/a-princes-500-billion-desert-dream-flying-cars-robot-dinosaurs-and-a-giant-artificial-moon-11564097568

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

โลกเปลี่ยน ความฝันเปลี่ยน! เมื่อเด็กยุคใหม่ฝันอยากเป็น Youtuber มากกว่าอาชีพอื่น

ในอดีตความใฝ่ฝันของการประกอบอาชีพสำหรับเด็กหลาย ๆ คนนั้น อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง เจ้าหน้าที่ตำรวจ แพทย์ วิศวกร หรือแม้กระทั่งนักบินอวกาศ

แต่ตอนนี้เราอยู่ในยุคของการสร้าง Influencer ที่ดูเหมือนว่าทำให้เหล่าเยาวชนมีความคิดอื่น ๆ โดย 1 ใน 3 ของหนุ่มสาวชาวอังกฤษและชาวอเมริกันต้องการที่จะเป็น Youtuber มากกว่าอาชีพอื่นใด รายงานจากงานวิจัยใหม่ได้เปิดเผยข้อมูลนี้ออกมา

เพื่อเป็นเกียรติแก่วันครบรอบ 50 ปีของประวัติศาสตร์ Apollo 11 ที่ลงจอดบนดวงจันทร์ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมในปี 1969 กลุ่ม Lego ได้ทำการสำรวจเด็ก ๆ เกี่ยวกับความคิดของพวกเขาเกี่ยวกับการสำรวจอวกาศ

ซึ่งแบบสำรวจได้สอบถามเด็ก ๆ กว่า 3,000 คนอายุ 8-12 ปี ให้เลือกจาก 5 อาชีพที่พวกเขาใฝ่ฝันอยากจะเป็น เมื่อพวกเขาโตขึ้น ซึ่งในตัวเลือกนั้นประกอบไปด้วย นักบินอวกาศ นักดนตรี นักกีฬามืออาชีพ ครู หรือ vlogger / YouTuber

ผลการศึกษาพบว่าเด็กชาวอังกฤษและชาวอเมริกันถึง 30% ทำการเลือกที่ต้องการเป็น YouTubers หรือ vloggers และเลือกนักบินอวกาศน้อยที่สุดที่ 11%  เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น ตามมาด้วยครู 25%  นักกีฬามืออาชีพ 21 % และนักดนตรีอีก 18 % 

Youtuber กลายเป็นอาชีพในฝันของเด็กยุคใหม่
Youtuber กลายเป็นอาชีพในฝันของเด็กยุคใหม่

ในทางตรงกันข้ามเด็ก ๆ ในประเทศจีนแสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจอย่างชัดเจนในการเป็นนักบินอวกาศมากกว่าอาชีพอื่น ๆ ด้วยจำนวน 56% บอกว่า พวกเขาต้องการเป็นคนต่อไปที่จะขึ้นสู่อวกาศ 

ตามด้วยครู 52% นักดนตรี 47% และนักกีฬามืออาชีพ 37% โดย vlogger / YouTuber ที่จำนวน 18%

แม้ว่าเด็กชาวอังกฤษและชาวอเมริกันจะไม่ต้องการทำงานในอวกาศ แต่จากการสำรวจพบว่าคนส่วนใหญ่มีความสนใจในการสำรวจอวกาศ 86% โดย 90% ระบุว่าพวกเขาต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมในด้านการบินและอวกาศ

“ เราตื่นเต้นที่เด็ก ๆ ยังคงสนใจในการสำรวจอวกาศและรอไม่ไหวที่จะเห็น ‘ก้าวเล็ก ๆ ‘ และ ‘ก้าวย่างที่สำคัญ’ ที่จะเกิดขึ้นกับอวกาศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า” Michael McNally ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายแบรนด์สัมพันธ์ของ LEGO Systems, Inc กล่าว . 

แต่ในจีน เด็ก ๆ ยังอยากเป็นนักบินอวกาศเป็นอันดับแรก
แต่ในจีน เด็ก ๆ ยังอยากเป็นนักบินอวกาศเป็นอันดับแรก

ในปี 2018 การศึกษาที่คล้ายกันซึ่งดำเนินการโดยผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม O2 พบว่ามีเด็กจำนวนมากขึ้นกำลังตั้งเป้าที่จะประกอบอาชีพทางด้านเทคโนโลยี

การศึกษาในผู้ปกครอง 2,000 คนและเด็ก 2,000 คนอายุระหว่าง 5-16 ปีพบว่าเด็กชาวอังกฤษส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะทำงานเช่น vloggers 30% อนิเมเตอร์ 15% และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ 14%

เมื่อโลกเปลี่ยน ความฝันเด็ก ๆ ก็เปลี่ยนตาม

มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด กับผลสำรวจเหล่านี้ กับเด็กยุคใหม่ที่เติบโตมาด้วยเทคโนโลยี แม้จะไม่มีหลักสูตรการศึกษาสามัญแบบชัดเจนในการก้าวไปประกอบอาชีพ vlogger / Youtuber

แต่ผู้ใหญ่ ก็ควรที่จะเตรียมปรับเปลี่ยนความคิดตามกับ โลกที่เปลี่ยนไปได้แล้วเสียที ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่เหมือนกัน เพราะตอนนี้ อาชีพเหล่านี้ ที่ดูเหมือนสิ่งไร้สาระในสายตาผู้ใหญ่ในอดีต กำลังกลายมาเป็นอาชีพที่ทำเงินได้อย่างมหาศาล เป็นอาชีพที่อิสระที่เด็ก ๆ ยุคใหม่ต่างคลั่งไคล้

เพราะฉะนั้น โลกยุคใหม่ ผมจึงมองว่า การศึกษา นอกตำราเรียนแบบปรกตินั้น ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะตอนนี้ ความรู้นั้น เราสามารถหาจากที่แห่งใดก็ได้แล้ว ในโลกยุคไร้พรหมแดนเหมือนปัจจุบัน

เราต้องยอมรับความคิดใหม่ ๆ จริง ๆ เสียว่าการเรียนการสอนในหลักสูตรปรกติ และการเรียนแบบทางเลือก เพื่อไปประกอบอาชีพได้เลยนั้น ก็เป็นสิ่งสำคัญกับเด็กยุคใหม่แทบจะไม่ต่างกัน มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่ เราจะเลิกยัดเยียด สิ่งต่าง ๆ ที่แทบจะไม่ได้ใช้เลยให้กับเด็กยุคใหม่เมื่อพวกเขาโตขึ้นไป หลาย ๆ วิชาที่เราร่ำเรียน มานั้น เราแทบจะไม่ได้ใช้งานมันด้วยซ้ำในชีวิตจริง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ผู้ใหญ่ควรเปิดใจรับ อาชีพทางเลือก เหล่านี้ ที่มันสามารถหาเลี้ยงชีพได้จริง เหมือน ๆ กับอาชีพอื่นๆ  ที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กเป็นนั่นเองครับ

References : 
https://www.independent.co.uk/life-style/health-and-families/youtube-vlogger-career-job-children-astronaut-space-china-poll-a9010086.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ลักเซมเบิร์ก ประเทศแรกที่ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะใช้ฟรี

ลักเซมเบิร์ก จะกลายเป็นประเทศแรกของโลกที่ให้บริการขนส่งสาธารณะทุกอย่างฟรี ซาเวียร์ เบ็ทเทลนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ และพรรคร่วมรัฐบาลประกาศว่าพวกเขาตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยให้ประชาชนมาใช้บริการขนส่งสาธารณะที่รัฐบาลจะให้ใช้ฟรี ซึ่งการออกนโยบายใหม่นี้ทางรัฐบาลหวังว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรที่ติดขัดที่สุดในโลกประเทศหนึ่งได้

ลักเซมเบิร์ก มีผู้ใช้บริการกว่า 400,000 คนที่เดินทางมาทำงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ในปีนี้ลักเซมเบิร์กเริ่มให้บริการรถรับส่งฟรีแก่ทุกคนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี รวมถึงนักเรียนระดับมัธยมศึกษาสามารถนั่งรถรับส่งฟรีระหว่างโรงเรียนและที่บ้านได้ ปัจจุบันลักเซมเบิร์กมีจำนวนรถยนต์สูงสุดเมื่อเทียบกับอัตรส่วนประชากรในสหภาพยุโรป

ตามรายงานของเดอะการ์เดียน ในขณะนี้เหล่าผู้เดินทางต้องจ่ายเงิน 2 ยูโรสำหรับการเดินทาง ซึ่งครอบคลุมการเดินทางเกือบทั้งหมดในประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ โดยทางรัฐบาลได้กล่าวว่ามีแผนที่จะปรับปรุงการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้สัญจรไปมา ซึ่งจะคำนวณตามระยะทางที่ใช้ในการเดินทาง โดยในปี 2020 ตั๋วทั้งหมดจะถูกยกเลิกเพื่อประหยัดในการเก็บค่าโดยสารและการตรวจสอบการซื้อตั๋วนั่นเอง

References : 
https://www.archdaily.com/908252/luxembourg-becomes-first-country-to-make-all-public-transit-free

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

หากเงินเดือนเป็นเรื่องเปิดเผย

เรื่องของเงินเดือนนั้นมักจะเป็นเรื่องลึกลับในองค์กร ที่ถูกบอกกล่าวกันมาว่า หากเรามีการทราบเงินเดือนซึ่งกันและกันในบริษัทนั้นอาจจะทำให้เกิดปัญหาในทีมขึ้นมาได้ทันที แต่นี่กลับกลายเป็นความเสียเปรียบอย่างนึงของมนุษย์เงินเดือน ที่องค์กรกำลังเอาเปรียบอยู่ผ่านวิธีการบอกไม่ให้เราไปรับรู้เงินเดือนของคนอื่น ๆ 

ลองกลับกัน ถ้าทุกคนรู้รายได้ของเพื่อนร่วมงานทุกคน มันก็จะเหมือนวงการฟุตบอลที่เป็นอยู่ตอนนี้ คือ พอเพื่อนร่วมทีมเราได้เยอะ ก็จะมีการขอปรับเยอะขึ้นไปเรื่อย ๆ ทำให้เงินเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างสถานการณ์ค่าตัวรวมถึงค่าเหนื่อยนักฟุตบอลในยุคปัจจุบัน ซึ่งใครจะคิดว่านักเตะอย่าง Theo Walcott จะมีรายได้ถึง 100,000 กว่าปอนด์ได้

เพราะความที่นักบอลเค้ารับรู้รายได้กันหมด ที่สำคัญยังมีการประกาศผ่านสื่อเรียกได้ว่าเรื่องรายได้ไม่ได้เป็นเรื่องลึกลับเลยสำหรับนักฟุตบอลหรือนักกีฬาต่าง ๆ  เพราะฉะนั้นเหล่าพนักงาน (นักกีฬา) ก็จะไม่มีใครยอมใคร ก็ต้องมีการเรียกค่าเหนื่อยให้เต็มที่เหมือนกัน โดยมีการเอาเพื่อนมาเปรียบเทียบด้วย ซึ่งถามว่าดีมั๊ยสำหรับลูกจ้าง (นักบอล) ต้องบอกว่าโครตดีเลยแหละ ที่ทำให้ค่าเหนื่อยแพงขึ้นมหาศาลมาก ๆ 

แต่สุดท้ายมันก็ต้องมี Limit ที่องค์กรสามารถจ่ายได้ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่องค์กรเสียเปรียบมากในขณะนี้  แต่อย่างไรก็ตามนั้นมันก็ต้องมีเหตุมีผลอย่างน้อยก็ต้องผันตรงกับรายได้ของบริษัทอยู่แล้วเช่นกัน ซึ่งยังไงค่าใช้จ่ายเหล่านี้มันก็ไม่มีทางเฟ้อไปกว่าความสามารถของเจ้าของทีมที่จะจ่ายจริง ๆ อยู่ดี (ขอไม่นับรวมเหล่าเศรษฐีที่มา take over นะครับ เอาเฉพาะทีมที่ทำธุรกิจฟุตบอลจริง ๆ ตัวอย่างเช่น ลิเวอร์พูล , แมนยู ในตอนนี้) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธุรกิจนั่นเองว่าทำรายได้มากน้อยเพียงใด

คราวนี้ลองหันกลับมามองที่เหล่ามนุษย์เงินเดือนล่ะ เช่นกัน ถ้าทุกอย่างมีการเปิดเผยค่าแรงพนักงาน มันก็จะคล้ายกับวงการฟุตบอล และค่าเหนื่อยพวกเราต้องเฟ้ออย่างแน่นอน และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แบบเดียวกับนักบอล (จนกว่าบริษัทจะจ่ายไหวจริง ๆ ) ซึ่งนั่น เราจะได้เห็นมูลค่าที่แท้จริงของเราที่เป็นพนักงานจริง ๆ ว่าเราควรจะมีเงินเดือนหรือค่าเหนื่อยในระดับไหนกันแน่ และบริษัทสามารถจ่ายให้เราจริง ๆ เท่าไหร่นั่นเอง

ซึ่งโดยปรกติส่วนใหญ่แล้วเราจะรู้มูลค่าตัวเราจริง ๆ ก็ต่อเมื่อตอนที่เรายื่นใบลาออกแล้วได้งานใหม่เท่านั้น มูลค่าที่แท้จริง ๆ ของเราถึงจะปรากฏ เพราะสุดท้ายถ้าคุณเก่งจริง บริษัทก็ต้องสู้เท่าที่เค้าจะสู้ได้จริง ๆ เพื่อไม่ให้เสียคุณไปนั่นเอง

แล้วถึงวันที่เรื่องของเงินเดือน ค่าเหนื่อย ควรเป็นเรื่องเปิดเผยได้หรือยัง เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับ แล้วเพื่อน ๆ มีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรกันบ้างเอ่ย?

References Image : https://gagadget.com/media/post_big/apple_EWycVrJ.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

คุณกำลังถูกสวมเขา! ภัยร้ายใหม่จากคนเสพติดมือถือ

เทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตของเราไม่ว่าจะเป็นวิธีการอ่านการทำงานการสื่อสารการจับจ่าย หรือ วิถีชีวิตอื่น ๆ ประจำวันของมนุษย์เรา

สิ่งที่เรายังไม่เข้าใจคือวิธีที่มืถือข้างหน้าเรากำลังทำโครงกระดูกของเราใหม่ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เราแสดงออกมา 

การวิจัยใหม่ในชีวกลศาสตร์แสดงให้เห็นว่าคนหนุ่มสาวสร้างสิ่งที่เหมือนเขาที่ด้านหลังของกะโหลกศีรษะ – กระดูกเดือยเกิดจากการเอียงไปข้างหน้าของศีรษะซึ่งเปลี่ยนน้ำหนักจากกระดูกสันหลังไปยังกล้ามเนื้อที่ด้านหลังของศีรษะ เอ็นที่เชื่อมต่อ  การถ่ายโอนน้ำหนักที่ทำให้เกิดการสะสมนั้นสามารถนำมาเปรียบเทียบกับวิธีที่ผิวหนังหนาขึ้นเป็นแคลลัสเพื่อตอบสนองต่อแรงกดหรือการเสียดสี

ผลที่ได้คือคุณสมบัติตะขอหรือ hornlike ยื่นออกมาจากกะโหลกศีรษะเหนือคอ

ในเอกสารวิชาการนักวิจัยคู่หนึ่งที่มหาวิทยาลัยชายฝั่งซันไชน์ในรัฐควีนส์แลนด์ออสเตรเลียระบุว่าการเกิดขึ้นจำนวนมากของการเจริญเติบโตของกระดูกในวัยเด็กชี้ให้เห็นว่าท่าทางการขยับของร่างกาย ที่สาเหตุเกิดจากการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย พวกเขากล่าวว่าสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์พกพาอื่น ๆ กำลังเปลี่ยนแปลงรูปร่างของมนุษย์ทำให้ผู้ใช้ต้องก้มศีรษะไปข้างหน้าเพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนหน้าจอขนาดเล็ก

นักวิจัยกล่าวว่าการค้นพบของพวกเขาเป็นเอกสารแรกของการปรับตัวทางสรีรวิทยาหรือโครงกระดูกเพื่อตอบสนองต่อการรุกของเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวัน

ตั้งแต่นั้นมาการก่อตัวที่ผิดปกติได้ดึงดูดความสนใจของสื่อออสเตรเลียและได้รับการขนานนามว่า “หัวเขา” หรือ “กระดูกโทรศัพท์” 

แต่ละคำอธิบายที่เหมาะสมเดวิด Shahar ผู้เขียนคนแรกของผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกที่เพิ่งจบปริญญาเอกสาขาชีวกลศาสตร์ที่ชายฝั่งซันไชน์กล่าว

“ นั่นขึ้นอยู่กับจินตนาการของทุกคน” เขาบอกกับเดอะวอชิงตันโพสต์ “ คุณอาจบอกว่ามันดูเหมือนจะงอยปากนก”

พฤติกรรมการเสพมือถือ กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสรีระ
พฤติกรรมการเสพมือถือ กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสรีระ

อย่างไรก็ตามมันถูกกำหนดไว้ Shahar กล่าวว่าการก่อตัวเป็นสัญญาณของความผิดปกติอย่างร้ายแรงในท่าทางที่สามารถทำให้เกิดอาการปวดหัวและปวดเรื้อรังที่หลังส่วนบนและคอ

ส่วนหนึ่งของสิ่งที่โดดเด่นเกี่ยวกับการค้นพบของพวกเขาคือขนาดของกระดูกเดือยซึ่งเชื่อว่ามีขนาดใหญ่ถ้าวัดความยาว 3 หรือ 5 มิลลิเมตร 

ซึ่งตรงกันข้ามกับความเข้าใจทั่วไปของโครงสร้างที่คล้ายเดือยดังกล่าวนี้ ซึ่งได้รับการคิดว่าจะเกิดขึ้นยากและส่วนใหญ่จะพบในหมู่ผู้สูงอายุที่ทุกข์ทรมานจากความเครียดเป็นเวลานาน Shahar สังเกตเห็นว่าลักษณะดังกล่าวนั้นจะปรากฏเด่นชัดในฟิล์ม X-Ray ของอาสาสมัครอายุน้อยรวมถึงผู้ที่ไม่แสดงอาการที่ชัดเจน

รายงานฉบับแรกของทั้งคู่ที่ตีพิมพ์ในวารสารกายวิภาคศาสตร์ในปี 2016 ได้รับตัวอย่างฟิล์ม X-Ray จำนวน 218 ตัวอย่าง ในช่วงอายุ 18 ถึง 30 เพื่อชี้ให้เห็นว่าการเจริญเติบโตของกระดูกสามารถสังเกตได้ในร้อยละ 41 ของผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาว ซึ่งคุณลักษณะนี้จะพบในหมู่ผู้ชายมากกว่าในหมู่ผู้หญิง

บทความอื่นที่ตีพิมพ์ในชีวกลศาสตร์คลินิกในฤดูใบไม้ผลิปี 2018 ใช้กรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่นสี่คนยืนยันว่าเขาไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมหรือการอักเสบชี้ไปที่ภาระเชิงกลของกล้ามเนื้อในกะโหลกศีรษะและคอ

“ การก่อตัวเหล่านี้ใช้เวลานานในการพัฒนาซึ่งหมายความว่าบุคคลเหล่านั้นที่ทุกข์ทรมานจากพวกเขาอาจได้รับการสร้างเดือยดังกล่าวตั้งแต่วัยเด็ก” Shahar อธิบาย

“ สิ่งที่เราต้องการคือกลไกการรับมือที่สะท้อนถึงความสำคัญของเทคโนโลยีที่กำลังมีบทบาทในชีวิตของเรา” เขากล่าว

References : 
https://www.washingtonpost.com/nation/2019/06/20/horns-are-growing-young-peoples-skulls-phone-use-is-blame-research-suggests/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol