WFH Addict เมื่อเหล่าพนักงานทั่วโลกกำลังเสพติดการทำงานแบบ Work From Home

ได้กลายเป็นเรื่องท้าทายที่สำคัญขององค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกไปเสียแล้วนะครับ สำหรับนโยบาย Work From Home หรือ Remote Working ที่ได้กลายเป็นมารตฐานใหม่ของการทำงานหลังจากโลกเราต้องประสบพบเจอกับไวรัส COVID-19

โดยเฉพาะเหล่าพนักงานที่สามารถทำงานแบบ Remote ได้ 100% ซึ่งก็ต้องบอกว่าหลากหลายอาชีพมาก ๆ ทั้ง โปรแกรมเมอร์ วิศวกรในสาขาต่างๆ พนักงานบัญชี พนักงานด้านการตลาด ฝ่ายบุคคล หรือ ข้าราชการในบางหน่วยงานที่เรียกได้ว่า แทบไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิสอีกต่อไป

เมื่อการแพร่ระบาดเริ่มซาลง เราจะได้เห็นหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ เริ่มกลับมาปรับนโยบายให้กลับมาทำงานที่ออฟฟิสมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple ที่เริ่มเรียกตัวพนักงานกลับให้มาทำงานแบบไฮบริด ซึ่งกำหนดให้พนักงานในองค์กรต้องกลับมาที่สำนักงานสัปดาห์ละ 3 วัน ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้

ซึ่งก็ต้องบอกว่า ปัญหานี้คงไม่ได้เกิดเพียงแต่องค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง Apple เท่านั้น มันกำลังสร้างปัญหากับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก พนักงานส่วนใหญ่ทำงานจากที่บ้านมาเป็นเวลาสองปีแล้ว คุ้นเคยกับการไม่ต้องเดินทาง ซึ่งบางเมืองอย่างกรุงเทพเรียกได้ว่าเสียเวลาไปมากโขในการเดินทางในแต่ละวัน

ปัญหานี้ทำให้ หากบริษัทใดเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบาย ทำให้เหล่าพนักงานเริ่มที่จะลังเลที่จะกลับไปทำงานในสำนักงานเหมือนเดิม และมีแนวโน้มที่จะย้ายงานไปหาที่ใหม่ที่มีนโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่นมากกว่า

มันอาจจะทำให้องค์กรต้องเสียพนักงานหัวกะทิได้เลย เช่น Ian Goodfellow ผู้อำนวยการด้าน Machine Learning ซึ่งทำงานกับ Apple มาตั้งแต่ต้นปี 2019 ถึงกับลาออกเนื่องจากนโยบายการบังคับให้กลับมาทำงานของบริษัท

การ Work From Home ทำให้เกิดปัญหาสมองไหล

สิ่งที่สร้างผลกระทบอีกอย่างนึงต้องบอกว่าน่าสนใจมาก ๆ นั่นก็คือปัญหาสมองไหลที่ได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะ COVID ทำให้โลกการทำงานของมนุษย์เรานั้นเปลี่ยนไปมาก ๆ

ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับพฤติกรรมใหม่ ในการไม่ต้องเดินทางไปทำงาน ที่ทำให้การ Work From Home กลายเป็นเรื่องปรกติ ทุกคนสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ซึ่งในงานหลาย ๆ อย่างก็คงดำเนินแบบนี้ต่อไปแม้การแพร่ระบาดจะหยุดไปแล้วก็ตาม

แต่มันก็ได้เกิดปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันเริ่มแบ่งเวลางาน และเวลาส่วนตัวไม่ได้ บางองค์กร นั้นใช้งานกันจนแยกเวลาไม่ออกระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว เพราะมันได้หลอมรวมกันเป็นเวลาเดียวกันไปแล้ว

นั่นเองก็กลายเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้มีพนักงานลาออกเพิ่มมากยิ่งขึ้น

กำแพงขวางกั้นพนักงานที่ถูกทลายลง

ผมวิเคราะห์อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนอาจะคิดไม่ถึง นั่นก็คือ กำแพงสำคัญที่ขวางกั้นการย้ายงานของพนักงาน ก็คือ การหาช่วงเวลาในการไปสัมภาษณ์งานที่อื่นนั่นเอง

การเปลี่ยนมาทำงานแบบ Work From Home มันมีข้อยืดหยุ่นก็จริง แต่มันก็ทำให้เหล่าพนักงาน สามารถร่อน Resume เพื่อสัมภาษณ์งานได้อย่างอิสระ และหาเวลาไปสัมภาษณ์ตอนไหนก็ได้ อย่างเสรี เพราะตอนนี้ การสัมภาษณ์งานก็เน้นไปที่การสัมภาษณ์แบบ Remote ไปหมดแล้วใช่กัน

ซึ่งส่วนนี้มันสำคัญมาก เพราะหลาย ๆ อาชีพ มีการแย่งตัวพนักงานเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะสายไอที น่าจะโดนหนักสุด การมีตัวเลือกเยอะ ๆ ผ่านการสัมภาษณ์หลาย ๆ แห่ง ทำให้พนักงานมีโอกาสได้เลือก และเปรียบเทียบสูงมากกว่าในยุคก่อน ที่คงยากที่จะสัมภาษณ์งานหลายๆ แห่งในขณะที่ตัวเองทำงานประจำอยู่

การตัดสินใจรับพนักงานในยุคปัจจุบัน อาจจะแทบไม่ต้องมาคุยกันต่อหน้าต่อตา เพื่อตัดสินใจรับเข้าทำงานอีกต่อไป องค์กรต่าง ๆ สามารถเลือกช็อปปิ้งพนักงานมากมาย ที่พร้อมจะมาสัมภาษณ์งานกับบริษัทเพื่อย้ายงาน

กำแพงในอดีต หากต้องเข้างานแบบ full time ทำให้มันเป็นเรื่องยากที่จะปลีกตัวไปสัมภาษณ์งานที่อื่นได้แบบมาราธอน เหมือนในยุคปัจจุบัน ซึ่งอาจจะต้องลางานเพื่อไปสัมภาษณ์ แต่ตอนนี้มันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว

ซึ่งผมว่าตอนนี้ การเปลี่ยนงานจะเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ เพราะมีตัวเลือกให้เลือกเยอะ สามารถตัดสินใจที่ให้ผลประโยชน์ที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้ง่ายมากขึ้ัน เมื่อกำแพงเรื่องเวลา และ การต้องปลีกตัว หรือ ลางานไปสัมภาษณ์งานที่อื่น มันไม่มีอีกต่อไป

นั่นเอง ที่ทำให้อัตรา turn over ของพนักงานในยุคการแพร่ระบาดสูงมาก ๆ ตาม ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาก็สอดคล้องกับแนวโน้มนี้เช่นเดียวกัน และผมคิดว่าองค์กรในไทยก็เจอปัญหาเดียวกันอย่างแน่นอน

บทสรุป

สถานการณ์ตอนนี้ได้พลิกผัน จากเดิมที่องค์กรนั้นเป็นฝ่ายเลือกพนักงาน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นพนักงานต่างหากที่กลายเป็นฝ่ายเลือกองค์กรที่จะเข้าทำงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเทรนด์นี้จะเป็นแบบนี้ต่อไปแม้การแพร่ระบาดของ COVID-19 จะหมดไปก็ตาม

เพราะเมื่อคนสามารถทำงานได้จากทุกที่ และสามารถที่สัมภาษณ์งานที่ไหนก็ได้ตลอดเวลา พวกเขาก็จะมองหาองค์กรที่ให้ผลประโยชน์กับพวกเขาสูงสุด มีความสมดุลสูงที่สุด (Work-Life Balance) ระหว่างชีวิตส่วนตัวกับชีวิตในการทำงานนั่นเองครับผม

Refernces :
https://fortune.com/2022/05/02/apple-workers-unhappy-return-to-the-office-hybrid-work-pandemic
https://www.businessinsider.com/apple-director-machine-learning-ian-goodfellow-leaving-return-to-office-2022-5

Credit Image : Getty Images

ข้อมูลจาก Wearable Devices กำลังเปลี่ยนแปลงการเฝ้าระวังโรคและการวิจัยทางการแพทย์ครั้งสำคัญ

เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างมีความน่าสนใจเลยทีเดียวนะครับ สำหรับการศึกษาใหม่จากโครงการ Corona Data Donation ที่จัดขึ้นโดยสถาบัน Robert Koch ในประเทศเยอรมนี ในเรื่องการแบ่งปันข้อมูลจากเครื่องติดตามการออกกำลังกายที่กำลังกลายเป็นประแสฮิตไปทั่วโลกในขณะนี้

ข้อมูลเหล่านี้ ถือว่ามีค่าต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมาก โดยโครงการนี้ ได้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500,000 คน รวมถึงอีกกว่า 30,000 รายที่ลงทะเบียนในโครงการที่มีชื่อว่า Detect ซึ่งเป็นการศึกษาโดยสถาบันวิจัย Scripps ในแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งหากเรามองถึงการเฝ้าระวังโรคจริง ๆ ตัวบ่งชี้ที่สำคัญก็คือเรื่องของอาการไข้ ซึ่งมันเป็นสัญญาณบ่งชี้การติดเชื้อโดยตรง แต่อุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ นั้น ไม่ได้วัดอุณหภูมิ เนื่องจากการอ่านค่าที่แม่นยำทำได้ยาก

ดังนั้นจึงได้มีการวัดส่วนอื่น ๆ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การนอน กิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งโดยปรกติ อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก จะอยู่ระหว่าง 50 ถึง 100 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อร่างการมีการต่อสู้กับการติดเชื้อ อัตราการเต้นจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จากอุปกรณ์สวมใส่ที่สามารถวัดได้ อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มสูงขึ้น สี่วันก่อนที่ผู้คนจะรู้สึกถึงอาการใด ๆ จะมีหนึ่งรายสามารถตรวจพบผู้ป่วย COVID ได้ จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพัก

เมื่อคนเยอรมันนอนหลับน้อยลง

เมื่อได้ Data ขนาดมหึมา จากโครงการ ทางทีมงานก็ได้ค้นพบสิ่งลึกลับเกี่ยวกับชาวเยอรมันแทบจะทั่วพื้นที่ทั้งประเทศมีการนอนหลับน้อยลงในปี 2022 เมื่อเทียบกับปี 2020 และอัตราการเต้นหัวใจขณะพักของคนในประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่เป็นภาพสะท้อนที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือ ช่วงล็อคดาวน์นั้น ทำให้น้ำหนักของผู้คนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ แต่คำตอบนั้นก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือ ข้อมูลจาอุปกรณ์สวมใหส่เหล่านี้ เป็นตัวสร้างคำถาม ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพของผู้คน

นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของข้อมูล แต่หากมีข้อมูลมากกว่านี้ เราอาจจะได้เห็นอะไรที่เซอร์ไพรซ์มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของประชากรในประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือ ข้อมูลจากทั่วทั้งทวีป หรือ ทั่วโลกเลยก็เป็นได้

ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือนักวิจัยด้านสุขภาพ

ที่สำคัญที่สุด อุปกรณ์เฝ้าติดตามผู้ป่วย ช่วยให้นักวิจัยทางการแพทย์ได้เห็นว่าผู้ป่วยประสบกับโรคอย่างไร ตัวอย่างเช่น การทดสอบระบบหัวใจและหลอดเลือดและสมรรถภาพทางร่างกายที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ “การเดินทดสอบ 6 นาที”

การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)
การเดินทดสอบ 6 นาที เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของหัวใจ (CR:wikimedia.org)

ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ง่ายขึ้นด้วย fitness tracking ต่าง ๆ ซึ่งบางตัวก็ได้รวมเอาการทดสอบเหล่านี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างเช่น Apple Watch จะทำการประมาณโดยใช้ตัววัดหลายตัวจากเซ็นเซอร์ที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมปกติของผู้ใช้เป็นระยะเวลานาน เพื่อความแม่นยำของอัลกอริธึม

Andy Coravos จาก HumanFirst ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยให้บริษัทยาปรับใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเหล่านี้ในการตรวจสอบผู้เข้าร่วมการทดลองที่บ้าน

ตัวอย่างของโรคกล้ามเนื้อเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่ทำลายกล้ามเนื้อ ผลลัพธ์หลักโดยทั่วไปสำหรับยาที่พัฒนาขึ้นสำหรับโรคนี้คือการทดสอบเดิน 6 นาที และการทดสอบการปีนสี่ขั้น แต่ผู้ป่วย 60% ต้องนั่งรถเข็น ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบเหล่านีได้ แต่การใช้ปลอกแขนที่ติดตามการเคลื่อนไหวของร่างการส่วนบนทำให้พวกเขาสามารถทดลองผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ยาได้

บทสรุป

ตอนนี้ได้กลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้น ที่เหล่า App ต่าง ๆ ที่ใช้กับอุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้เล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน ในแนว Gamification เพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้กับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

ซึ่งปัจจุบัน เครื่องติดตามสุขภาพและฟิตเนสที่สวมใส่ได้เหล่านี้ สามารถเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนพยายามรักษาสุขภาพและบรรเทาความเจ็บป่วย วิธีที่แพทย์ดูแลพวกเขา และวิธีการช่วยเหลือด้านสุขภาพ

การดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลเหล่านี้จะทำให้การรักษาในอนาคตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการมีเครื่องมือแบบอัตโนมัติเหล่านี้ และนวัตกรรมที่สามารถตรวจสิ่งต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ช่วยผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังจากโรคต่าง ๆ สามารถปรับปรุงการรักษาและให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นได้

ประมาณหนึ่งในสามของการเสียชีวิตทั่วโลกนั้นมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ และมากกว่าสามในสี่ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

แต่ในอนาคต ด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีราคาลดลงไปมาก ก็จะสามารถทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของโลกเข้าถึงมันได้ และท้ายที่สุดนวัตกรรมเหล่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการยืดอายุชีวิตของมนุษย์เราให้ยืนยาวขึ้นได้นั่นเองครับผม

References :
https://econ.st/3M8vlw8
https://www.medicaldevice-network.com/comment/wearable-technology-in-healthcare-what-are-the-leading-tech-themes-driving-change/
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Advanced_Six_Minute_Walk_Test_(6MWT).jpg

เศษเหรียญที่ไร้ค่า สู่การปรับราคาสินค้าที่สูงเกินจริง

วันนี้ผมจะชวนมาคุยกันเรื่องค่าครองชีพ ที่ตอนนี้เรียกได้ว่าโดนผลกระทบกันไปเต็ม ๆ ทั้งจากปัญหาสงคราม น้ำมัน รวมถึงเรื่องต่าง ๆ อีกมากมาย ที่กำลังถาโถมเข้ามา

มันมีความน่าสนใจอย่างนึงนะครับ ว่าเมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้ทุกครั้ง เราจะเห็นสินค้าข้าวของปรับราคาขึ้นมาเกินจริงทุกครั้ง โดยเฉพาะ ในเรื่องอาหาร ทั้ง ข้าวตามสั่ง ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว กาแฟรถเข็น ชานมไข่มุก ฯลฯ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับพวก Street food ซะเป็นส่วนใหญ่เสียด้วย

ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ที่เป็นวัตถุดิบ ที่ขายกันในร้านสะดวกซื้อหรือในห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นราคากันตาม % ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริงเสียส่วนใหญ่ โดยใช้หน่วยย่อยหลักที่ใช้กันเยอะที่สุดของสกุลเงินไทยคือ หลักหน่วยบาท

แต่ทุกครั้งปัญหาที่เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการค่าครองชีพก็คือ การปัดขึ้นของร้านค้า ร้านอาหารทั่วไปนี่แหละ ที่ชอบเพิ่มขึ้น ทีละหลัก 5 บาท หรือ 10 บาทเลยด้วยซ้ำ จากราคาเดิมในหน่วยหลักสิบ เช่น 15 เพิ่มเป็น 20 , 20 เพิ่มเป็น 25 , 25 เพิ่มเป็น 30

มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง เพราะเราแทบไม่เคยจะเห็นการเพิ่มขึ้น ในหน่วยหลักบาท เหมือนสินค้าในร้านสะดวกซื้อหรือ ห้างสรรพสินค้า ทำให้เปอร์เซ็นต์ในการขึ้นราคาแต่ละครั้งนั้นสูงเอามาก ๆ และทำให้ค่าครองชีพของเราอยู่ดี ๆ ก็พุ่งทะยายแบบฉุดไม่อยู่

ตัวอย่างง่าย ๆ ร้านกาแฟ โบราณ แถวบ้านผมเอง ซื้อทานอยู่ประจำ ปรับราคาจาก 25 บาท เป็น 30 บาท มันเป็นการปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงถึง 20% เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของวัตถุดิบเอง มันไม่ได้ขึ้นมาขนาดนั้นอย่างแน่นอน

แล้วมันเป็นแบบนี้ในทุก ๆ อาหาร โดยเฉพาะ street food นั่นทำให้ประชาชนแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงเกินจริงทุกครั้ง เมื่อมีการปรับราคาสินค้า มันส่งผลกระทบอย่างมหาศาล แม้จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำยังไง มันก็ไม่มีทางตามทัน ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

หรือ แม้กระทั่ง พนักงานเอกชน ข้าราชการ ที่มีรายได้มั่นคง มันเป็นเรื่องยากในการปรับฐานเงินเดือนปีละ 20% ซึ่งเป็นการเพิ่มที่สูงมาก ๆ

ส่วนตัวก็ไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมมันถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ทุกครั้ง แล้วเศษเหรียญบาท มันไร้ค่า หรืออย่างไร ทำไม ไม่ขึ้นตามอัตราต้นทุนที่เพิ่มมาอย่างแท้จริง เพราะตอนนี้ คนส่วนใหญ่ก็นิยมใช้การสแกนเพื่อจ่ายเงินกันเยอะแล้ว มันคงไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องการหาเศษเหรียญเพื่อมาทอนเงิน เหมือนเมื่อก่อน

แล้วทำไมหน่วยงานรัฐถึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นซ้ำ ๆ ตลอด ไม่มีการควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะการปรับราคาโดยเฉพาะอาหารเว่อร์เกินจริงแบบนี้ มันส่งผลกระทบต่อทุกหย่อมหญ้าจริง ๆ แต่เหมือนจะไม่มีใครสนใจเหลียวแล กับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย

แล้วคุณล่ะ คิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ อย่าลืมมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับผม

Credit Image : http://nus168.lnwshop.com/product/590/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%8D-1-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97-%E0%B8%9B%E0%B8%B52549%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88-%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89-%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81

Face Filters เมื่อฟิลเตอร์ความงามกำลังเปลี่ยนวิธีที่สาว ๆ มองเห็นตัวเอง

ทุกวันนี้ มีหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น ที่ติด ฟิลเตอร์ความงาม ที่ทำให้รูปลักษณ์ของพวกเขาสวยงามมากยิ่งขึ้น ทั้งการย่อขนาด เสริมแต่งส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงแม้กระทั่งการเปลี่ยนสีผิวในเฉดสีที่ตัวเองต้องการ

ต้องบอกว่าฟิลเตอร์เหล่านี้ กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วบนเครือข่ายโซเชียลมีเดีย และแน่นอนว่า เหล่าเด็กวัยรุ่นกำลังกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง พวกเขาได้กลายเป็นหนูทดลองที่จะแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราสร้างตัวตนของเราได้อย่างไร ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ มันกำลังกลายเป็นเรื่องปรกติจนแทบจะไม่มีการกำกับดูแลจากหน่วยงานใด ๆ มากนัก

วัฒนธรรมการเซลฟี่ที่บ้าคลั่ง

ต้องบอกว่าฟิลเตอร์ความงามต่าง ๆ เป็นเครื่องมือแก้ไขภาพลักษณ์แบบอัตโนมัติ โดยพื้นฐานแล้วม้นถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และ Computer Vision เพื่อตรวจจับลักษณะใบหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลง

เบื้องหลังการใช้ Computer Vision เพื่อตีความสิ่งที่กล้องมันมองเห็น และปรับแต่งตามกฏที่ผู้สร้างฟิลเตอร์เหล่านี้เป็นคนกำหนดขึ้นมา

โดยคอมพิวเตอร์ตรวจจับใบหน้าและทำการซ้อนเทมเพลตใบหน้าที่มองไม่เห็น ซึ่งประกอบด้วยจุดหลายสิบจุด ทำให้เกิดเป็นตาราง และใช้พลังของกราฟฟิก ในการแต่งแต้มสิ่งต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่การเปลี่ยนสีตา ไปจนถึงการสร้างสิ่งแปลก ๆ ขึ้นบนหัวของเรา

แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมาบนโลกของเรา เพราะฟิลเตอร์วีดีโอแบบเรียลไทม์เหล่านี้ มันเป็นการพัฒนามาจากปรากฏการณ์เซลฟี่ ที่มีมาหลายสิบปีแล้ว

มันมาจากรากฐานของวัฒนธรรม “คาวาอิ” ของญี่ปุ่น ที่หมกมุ่นอยู่กับความน่ารัก และเมื่อมีการพัฒนา purikura (บูธถ่ายภาพที่อนุญาตให้ลูกค้าตกแต่งภาพเหมือนของตนเองได้)

ซึ่งภาพถ่ายที่ได้รับการปรุงแต่งเหล่านี้ มันได้กลายเป็นวัตถุดิบหลักในวีดีโออาร์เคดของญี่ปุ่นในช่วงกลางทศวรรษ 1990

หลังจากนั้นในเดือนพฤษภาคมปี 1999 ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Kyocera ก็ได้ทำการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่มีกล้องหน้า และภาพเซลฟี่ก็ได้เริ่มแพร่หลายสู่กระแสหลัก

หลังจากนั้นการถือกำเนิดของเครือข่ายโซเชียลมีเดียอย่าง MySpace และ Facebook ก็ทำให้เซลฟี่ได้กลายเป็นวัฒนธรรมสากลในช่วงปี 2000 ซึ่งรวมถึงการเปิดตัว Snapchat ในปี 2011

Snapchat ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่เสนอความรวดเร็วผ่านรูปภาพและเซลฟี่ในอุดมคติสำหรับการสื่อสารด้วยสายตา ความรู้สึก และ อารมณ์

ในปี 2013 Oxford Dictionaries ได้เลือกคำว่า “เซลฟี่” เป็นคำศัพท์แห่งปี และภายในปี 2015 Snapchat ได้เข้าซื้อกิจการบริษัท Lookery ของยูเครน และเปิดตัวฟีเจอร์ “Lenses” ทำให้เกิดความคลั่งไคล้ในกลุ่มวัยรุ่นเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะบูมสุดขีดกับแอปวีดีโอยอดนิยมอย่าง TikTok

หนูทดลองของเทคโนโลยีการสร้างตัวตนแบบใหม่

การเติบโตของ Snapchat ได้กลายเป็นตัวเลขที่น่าทึ่ง มีผู้ใช้งานทุกวัน 200 ล้านคนเล่นหรือดู Lenses ทุกวันเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ของพวกเขา ซึ่ง 90% ของคนหนุ่มสาวใน อเมริกา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรใช้ผลิตภัณฑ์ AR ของบริษัท

หรือใน Facebook ฟิลเตอร์ส่วนใหญ่ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ Facebook นั้นสร้างขึ้นโดยบุคคลที่สาม มีผู้สร้างกว่า 400,000 รายปล่อยเอฟเฟกต์รวมกว่า 1.2 ล้านเอฟเฟกต์ ภายในเดือนกันยายน 2020

แม้ฟิลเตอร์ใบหน้าบนโซเชียลนั้น ดูเหมือนอาจจะไม่น่าประทับใจในเชิงเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับการใช้ AR ในด้านอื่น ๆ

Jeremy Bailenson ผู้อำนวยการ Virtual Human Interaction Lab ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์มกล่าวว่า ฟิลเตอร์ลูกสุนัขแบบเรียลไทม์นั้นค่อนข้างเป็นความสามารถทางด้านเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจ

“มันเป็นเรื่องยากในทางเทคนิค” เขากล่าว แต่ด้วยเทคโนโลยี Neural Network ทำให้ตอนนี้ AI สามารถช่วยให้บรรลุถึงประเภทของการประมวลผลข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแก้ไขวีดีโอแบบเรียลไทม์ และทำให้นักวิจัยอย่างเขาค่อนข้างประหลาดใจกับความสามารถของมันในตอนนี้

สิ่งสำคัญก็คือ เหล่าผู้คนบนเครือข่ายโซเชียลมีเดียเหล่านี้ เปรียบเสมือนหนูทดลองให้กับเหล่าผู้สร้างเทคโนโลยีฟิลเตอร์ได้เห็นว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีที่เราสร้างตัวตนของเราอย่างไร และเกี่ยวข้องกับผู้อื่นอย่างไร

ตอนนี้มันไม่เพียงแค่เป็นฟิลเตอร์ที่ใช้ในการกรองและปรับแต่งภาพจริงของกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น แต่มันยังกรองเรื่องราวในชีวิตของพวกเขาด้วยเช่นกัน

Claire Pescott นักวิจัยจาก University of South Wales ซึ่งศึกษาพฤติกรรมของเด็กก่อนวัยรุ่นในโซเชียลมีเดีย เธอสังเกตเห็นความแตกต่างทางเพศเมื่อพูดถึงฟิลเตอร์เหล่านี้

กลุ่มเด็กสาวมองว่าฟิลเตอร์ AR เป็นเครื่องมือในการเสริมความงามเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างผิวที่ไร้ที่ติ การเอารอยแผลเป็นและจุดต่าง ๆ บนใบหน้าที่ไม่ต้องการออกไป และเด็กเหล่านี้อายุ 10-11 ขวบเพียงเท่านั้น

มันเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า เด็ก ๆ เหล่านี้มีความเข้าใจว่าฟิลเตอร์ส่งผลต่อความรู้สึกของตนเองอย่างไร พวกเขากำลังมีปัญหาในการแยกความแตกต่างระหว่างรูปภาพที่กรองแล้วกับรูปภาพแบบธรรมดา

ภาพหน้าจอจากแกลเลอรี Instagram Effects นี่คือบางส่วนของฟิลเตอร์ชั้นนำในหมวดหมู่
ภาพหน้าจอจากแกลเลอรี Instagram Effects นี่คือบางส่วนของฟิลเตอร์ชั้นนำในหมวดหมู่ “เซลฟี่”

การวิจัยของ Pescott ยังเปิดเผยว่าในขณะที่เด็ก ๆ มักได้รับการสอนเกี่ยวกับพฤติกรรมออนไลน์ แต่พวกเขาได้รับการศึกษาเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องของฟิลเตอร์ 

เมื่อพิจารณาถึงพลังและความแพร่หลายของฟิลเตอร์แล้วนั้น มีการวิจัยเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับผลกระทบของฟิลเตอร์เหล่านี้ และยังมีเกราะป้องกันในการใช้งานเพียงเล็กน้อยอีกด้วย

กฏระเบียบและข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับการใช้ฟิลเตอร์ขึ้นอยู่กับบริษัทต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ฟิลเตอร์ของ Facebook หรือ Instagram จะต้องผ่านกระบวนการอนุมัติ โดยระบบจะผสมผสานระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อตรวจสอบผลกระทบในขณะที่มีการเผยแพร่ออกไป

พวกมันจะได้รับการตรวจสอบสำหรับปัญหาบางอย่าง เช่น การสร้างความเกลียดชัง หรือ ภาพเปลือย และผู้ใช้ยังสามารถรายงานฟิลเตอร์ที่มีปัญหาได้

ผลกระทบระยะยาวที่ยังไม่มีใครเข้าใจมันจริง ๆ

จากการศึกษาของ Wall Street Journal ที่ได้เข้ามาทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยโฟกัสที่ Instagram ซึ่งคำถามก็คือฟิลเตอร์ต่าง ๆ มันมีผลกระทบต่อเหล่าวัยรุ่นหรือฐานผู้ใช้งานอายุน้อย ๆ อย่างไรบ้าง

ซึ่งผลออกมาเรียกได้ว่าน่าตกใจมาก ๆ มีรายงานเกี่ยวกับความคิดการฆ่าตัวตายถึง 13% ของผู้ใช้งานชาวอังกฤษ และ 6% ของผู้ใช้ชาวอเมริกันก็ประสบพบเจอกับปัญหาเดียวกัน

“32% ของเด็กสาววัยรุ่นกล่าวว่า พวกเขารู้สึกแย่เกี่ยวกับร่างกายของพวกเขา Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่ลง”

มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า 14% ของเด็กชายในสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวว่า Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่กับตัวเองมากยิ่งขึ้น

Karina Newton หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Instagram ได้กล่าวถึงรายงานดังกล่าวว่า บริษัทกำลังค้นคว้าวิธีที่จะดึงผู้ใช้ออกจากการหมกมุ่นอยู่กับโพสต์ Instagram บางประเภทที่เกี่ยวข้องกับฟิลเตอร์

Lori Trahan หนึ่งในสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงข้อกังวลด้านสุขภาพจิตของเด็กที่เกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดีย และเรียกร้องให้ Facebook ละทิ้งแผนการสร้าง Instagram สำหรับเด็ก และมุ่งโฟกัสไปที่การปกป้องผู้ใช้งานที่อายุน้อยแทน

“เอกสารภายในของ Facebook แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของบริษัทในการปกป้องเด็กบน Instagram โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง มันเป็นการละเลยโดยสิ้นเชิง และมันก็เกิดขึ้นหลายปีแล้ว” Trahan กล่าว

References : https://www.technologyreview.com/2021/04/02/1021635/beauty-filters-young-girls-augmented-reality-social-media
https://www.cnbc.com/2021/09/14/facebook-documents-show-how-toxic-instagram-is-for-teens-wsj.html
https://orge.medium.com/instagram-beware-of-the-toxic-culture-behind-it-7ecff96108b4
https://about.instagram.com/blog/announcements/using-research-to-improve-your-experience
https://www.wsj.com/articles/facebook-knows-instagram-is-toxic-for-teen-girls-company-documents-show-11631620739

หนึ่งวันในชีวิตของ CEO Grab ยักษ์ใหญ่ด้านบริการเรียกรถที่สามารถเอาชนะ Uber ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Anthony Tan จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเป็นลูกชายของเจ้าของกลุ่มบริษัทรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย เริ่มต้นบริการ Grab เพื่อเป็นทางเลือกแทนแท็กซี่สาธารณะในประเทศมาเลเซีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการจัดอันดับว่าเป็นบริการรถแท็กซี่ที่แย่ที่สุดในโลก 

แอปเรียกรถเติบโตเพื่อแข่งขันกับ Uber ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในที่สุดก็สามารถเอาชนะและผลักดัน Uber ออกจากภูมิภาคไปได้สำเร็จในปี 2018

ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ในสิงคโปร์ Grab ตั้งเป้าที่จะเป็นซูเปอร์แอปที่นำเสนอทุกอย่างตั้งแต่การประกันภัย การส่งของชำ ไปจนถึงบริการจัดส่งอาหาร บริษัท Grab มีผู้ใช้ที่ทำธุรกรรมเกือบ 25 ล้านคนต่อเดือนและมีพนักงานประมาณ 7,000 คน ตามตัวเลขที่เปิดเผย

Tan ในวัย 39 ปีเป็นผู้นำของ Grab ก็ตั้งเป้าที่จะนำบริษัทเข้าทำ IPO ในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยมูลค่า 4 หมื่นล้านเหรียญ

ซีอีโอด้านเทคโนโลยีมีชื่อเสียงในด้านการปรับตารางเวลาของเขาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น รับสายโทรศัพท์บนลู่วิ่ง และมีคนอ้างว่า Tan แทบจะไม่มีเวลาดูหนังเลยด้วยซ้ำ

มาดูกันว่า Tan ทำทุกอย่างได้อย่างไรในหนึ่งวัน

6 ถึง 8 โมงเช้า: Tan เริ่มต้นวันใหม่ด้วยเวลาที่เงียบสงบ เขาเล่นกับลูกๆ ก่อนไปออกกำลังกายที่ยิมเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง

เล่นกับลูก ๆ ตั้งแต่ยามเช้า
เล่นกับลูก ๆ ตั้งแต่ยามเช้า

Tan ยึดมั่นในกิจวัตรยามเช้าของการยืดกล้ามเนื้อ อ่านพระคัมภีร์ สวดมนต์ และอ่านอีเมลตั้งแต่เมื่อคืนก่อน

จากนั้นเขาก็ใช้เวลาเล่นและกอดกับลูกทั้งสี่ของเขา “พวกเขายังอยู่ในช่วงที่พ่อแม่ของพวกเขาเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ ซึ่งผมขอลิ้มรสทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้” Tan กล่าว

ตอน 7 โมงเช้า เขาไปยิม บางครั้งก็ไปกับ Chloe ภรรยาของเขา

8 ถึง 9 โมงเช้า: Tan เริ่มทำงานที่บ้านด้วยนมข้าวโอ๊ตมานูก้าลาเต้ที่ภรรยาของเขาทำให้

นมข้าวโอ๊ตมานูก้าลาเต้ที่ภรรยาของเขาทำ
นมข้าวโอ๊ตมานูก้าลาเต้ที่ภรรยาของเขาทำ

“ในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ผมจะเดินทางวันเว้นวันไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซียหรือไทย” Tan กล่าว

เขาอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ ที่ซึ่งการแพร่ระบาดค่อยๆ ผ่อนคลายลง การอยู่บ้านเพราะโควิด-19 ทำให้ Tan มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น เขากล่าว แต่ก็หมายความว่าตารางงานของก็เขาแน่นมากขึ้นเช่นกันโดยเป็นการประชุมผ่าน Zoom แทน

Tan ทำงานที่บ้านจากโต๊ะยืนข้างห้องเด็กเล่น นอกจากนี้ยังหันไปทางห้องนั่งเล่นซึ่งมียิมสำหรับเด็กขนาดเล็ก การจัดพื้นที่ทำงานของเขาเป็นความตั้งใจเพราะเขาต้องการเห็นลูกๆ ของเขาในขณะที่ทำงาน 

และเขาไม่หวั่นเกรงว่าลูกๆ ของเขาจะส่งเสียงดังระหว่างการประชุม “เพื่อนร่วมงานของผมคุ้นเคยกับสิ่งนี้” เขากล่าว

9 ถึง 10 โมงเช้า: Tan เข้าร่วมการฝึกอบรมออนไลน์สำหรับทีมผู้นำเกี่ยวกับการทดลองโปรเจ็คต่าง ๆ ในที่ทำงาน

ฝึกอบรมออนไลน์
ฝึกอบรมออนไลน์

11.00 น. ถึงเที่ยงวัน: Tan โทรหาฝ่ายปฏิบัติการและฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Grab เพื่อหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาด

Tan และทีมของเขาพูดคุยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินงานของ Grab ในขณะที่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดการคลายล็อคมาตรการต่าง ๆ ท่ามกลางการแพร่ระบาดในภูมิภาค

“เรามักจะโทรหากันในระหว่างการประชุมทบทวนธุรกิจประจำเดือน แต่ด้วยโควิดสายพันธุ์เดลต้า เราจึงต้องมีการพูดคุยกันเป็นประจำมากขึ้นในตอนนี้ ในขณะที่เราตอบสนองต่อจำนวนเคสที่เพิ่มขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค” Tan กล่าว

เที่ยงวันถึง 13:30 น.: Tan รับประทานอาหารกลางวันกับ Teng Wen Wee ผู้ก่อตั้ง Lo and Behold Group ซึ่งเป็นกลุ่มร้านอาหารที่ใช้บริการด้านอาหารของบริษัท

รับประทานอาหารกลางวัน
รับประทานอาหารกลางวัน

ตันมีนาซิเลอมัก — ข้าวที่ปรุงด้วยกะทิและใบเตย และโดยทั่วไปจะเสิร์ฟพร้อมกับถั่วลิสง แตงกวาสไลซ์ พริกซัมบัล และส่วนผสมอื่นๆ

เขาใช้การประชุมอาหารกลางวันเพื่อรับข้อเสนอแนะจาก Wee เกี่ยวกับบริการส่งอาหารของ Grab ขณะที่บริษัทของพวกเขาทำงานผ่านมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมของสิงคโปร์  โดย สิงคโปร์ ประเทศที่มีประชากรประมาณ 5.45 ล้านคน ได้เปลี่ยนมาตรการโดยเพิ่มจำนวนคนที่ได้รับอนุญาตในการชุมนุมทางสังคมจากสองเป็นห้าคนแต่ร้านอาหารจำนวนมากยังคงต้องต่อสู้กับวิกฤติอย่างหนัก

เขาชอบทานอาหารกลางวันที่ทำงาน ไม่ว่าจะกับคู่ค้าทางธุรกิจหรือระหว่างพูดคุยกับพนักงานแบบตัวต่อตัว เพราะ “ไม่มีอะไรที่เหมือนกับการผูกสัมพันธ์ผ่านอาหาร”

13:30 ถึง 14:30 น.: Tan โทรหาเพื่อนที่จบจาก Harvard Business School ซึ่งทำงานในอุตสาหกรรมอื่นและขอคำแนะนำจากเขา

ขอคำแนะนำจากเพื่อน
ขอคำแนะนำจากเพื่อน

“การเดินทางของผมถูกปูทางโดยผู้นำหลายคนที่ผมมองหาและคอยให้คำแนะนำที่ดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา และในทางกลับกัน ผมก็เชื่อในการแบ่งปันความรู้เพื่อช่วยให้ผู้อื่นเติบโตและประสบความสำเร็จ” Tan กล่าว

14:30 ถึง 15:30 น.: Tan มีการประชุม Zoom กับสมาชิกคณะกรรมการของกลุ่มบริษัทระหว่าง Grab และหน่วยงานด้านโทรคมนาคมในพื้นที่

ประชุม Zoom กับสมาชิกคณะกรรมการ
ประชุม Zoom กับสมาชิกคณะกรรมการ

Grab ได้ร่วมมือกับ Singtel บริษัทด้านโทรคมนาคมของสิงคโปร์ในการพัฒนาธนาคารดิจิทัล และคณะกรรมการได้หารือถึงแผนการที่จะทำโครงการให้สอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับของรัฐบาล Tan กล่าว

ที่โทรหาเขาคือ Hsieh Fu Hua ผู้อำนวยการ GIC กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสิงคโปร์

“การประชุมคณะกรรมการไม่ใช่งานที่น่าเบื่อหน่าย ไม่เหมือนที่เห็นในทีวี โดยปกติแล้วจะมีพลังงานที่ดี และพูดคุยครอบคลุมหลายส่วนในแต่ละเซสชั่น เช่น กลยุทธ์ ธรรมาภิบาล งบประมาณ ความสามารถ และการตลาด” Tan กล่าว

15:30 ถึง 15:45 น.: Tan สั่งอาหารว่างระหว่างการประชุมและพูดคุยกับพนักงานส่งของ

สั่งอาหารว่าง
สั่งอาหารว่าง

Tan ซื้อกาแฟและขนมอบสำหรับช่วงพัก เขายังสั่งข้าวสำหรับครอบครัวของเขาด้วย – และแน่นอนว่ามาจาก Grab

เขากล่าวว่าเขามาจากครอบครัวชาวจีนดั้งเดิมและชอบ “ซุปที่ร้อนและแสนอร่อย” แต่กำลังทดลองทำอาหารประเภทต่างๆ

16.00 น. ถึง 18.00 น.: Tan เสร็จสิ้นการประชุมและเยี่ยมชมหนึ่งในครัวระบบคลาวด์ของ Grab — ห้องครัวเชิงพาณิชย์สำหรับบริการสั่งกลับบ้านหรือจัดส่งเท่านั้น

เยี่ยมชมหนึ่งในครัวระบบคลาวด์ของ Grab
เยี่ยมชมหนึ่งในครัวระบบคลาวด์ของ Grab

ครัวระบบคลาวด์ของ Grab ที่ Aljunied ทางตะวันออกของสิงคโปร์ตอนกลางมีอาหารอย่างเช่น มากิญี่ปุ่น และนาซิเลอมักที่ Tan ทานก่อนหน้านี้สำหรับมื้อกลางวัน

Tan พูดคุยเกี่ยวกับการลงทุนทางธุรกิจหลายอย่างกับทีมของเขา เช่น บริการ Food Priority Delivery ซึ่งผู้ใช้สามารถจ่ายเงินเพิ่มเพื่อรับอาหารได้เร็วยิ่งขึ้น หากอาหารมาช้าจะได้รับบัตรกำนัล Tan บอกว่ามันเหมือนกับการรับประกันบริการส่งอาหารของ Grab

18.00 ถึง 19.00 น.: Tan ต้องหยุดประชุม เพราะในช่วง 6 โมง เขาและครอบครัวกันเวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อทานอาหารเย็นด้วยกัน

อาหารเย็นกับครอบครัว
อาหารเย็นกับครอบครัว

“การกินตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นนิสัย เป็นที่ทราบกันดีว่าผมกับภรรยาจะจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำมื้อแรกเสมอ” Tan กล่าว

จากนั้น Tan และ Chloe ภรรยาของเขาได้อ่านคำแนะนำบางอย่างที่เขาได้เรียนรู้จากการสัมมนาความเป็นผู้นำก่อนหน้านี้ 

19 ถึง 20:30 น. Tan เตรียมลูกๆ ให้พร้อมสำหรับเข้านอนและอ่านนิทานก่อนนอนให้เด็กๆ ฟัง

อ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกๆ ฟัง
อ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกๆ ฟัง

“ไม่ว่าวันนั้นจะทำงานหนักแค่ไหน ผมจะเจอกับการตัดสินใจและการสนทนาที่ยากลำบากกี่ครั้งในวันนั้น ผมแค่ต้องนั่งกับเด็กๆ เป็นเวลาห้านาทีและฟังเรื่องราวที่ตลกขบขันของพวกเขาเพื่อรีเซ็ตตัวเองอีกครั้ง” Tan กล่าว

ชีวิตในฐานะซีอีโอหมายความว่า Tan จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวน้อยกว่าที่เขาต้องการ ข้อจำกัดด้านการเดินทางในช่วงสองปีที่ผ่านมาทำให้เขาอยู่บ้านมากขึ้น เขากล่าว

20:30 ถึง 23:30 น.: Tan โทรหาหุ้นส่วนธุรกิจสองสามรายในสหรัฐอเมริกาและเคลียร์อีเมลจากโต๊ะทำงานที่สองจากที่บ้านในห้องนอนของเขา

โทรหาหุ้นส่วนในอเมริกา
โทรหาหุ้นส่วนในอเมริกา

หลังอาหารเย็น Tan กลับไปทำงานและรับสายจากผู้คนจากเขตเวลาที่แตกต่างกัน หนึ่งในนั้นคือการโทรหา CEO ของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับ Grab และที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการของ Tan และบริษัทของเขา

“ผมดำเนินการตามแผนในสองสามชั่วโมงข้างหน้า ความเงียบที่มากเป็นพิเศษทำให้ผมมีสมาธิและทำงานอย่างละเอียดเพิ่มมากขึ้น” Tan กล่าว

23:30 น.: Tan มีเวลาว่างช่วงท้ายของวัน อ่านหนังสือ แล้วก็เข้านอน

อ่านหนังสือ
อ่านหนังสือ

เขากำลังอ่าน “Principles” ของ Ray Dalio ซึ่ง Tan กล่าวว่าเป็นหนึ่งในหนังสือเล่มล่าสุดที่เขาโปรดปราน

“การทำให้วัฒนธรรมถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ” Tan กล่าว ” Dalio พูดถึงวิธีที่เราควรสร้างวัฒนธรรมที่สามารถทำผิดพลาดได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากมัน”

ถึงตอนนี้บ้านเงียบ Tan ใช้เวลาสองสามนาทีอ่านหนังสือเสร็จแล้วจบวันด้วยการพักผ่อนในคืนนี้

References :
https://www.thestar.com.my/news/nation/2015/07/02/kl-cabbies-worst-among-ten-cities-globally
https://www.grab.com/sg/press/others/grab-reports-second-quarter-2021-results/
https://www.channelnewsasia.com/commentary/grab-ceo-anthony-tan-ipo-spac-stock-market-ride-food-app-gojek-213096
https://bit.ly/316sdi8
https://www.straitstimes.com/singapore/health/up-to-5-fully-vaccinated-people-can-dine-out-from-nov-22-social-gathering-size-also