McDonald กับการวางแผนใช้ AI Voice ในช่อง Drive-thru

เมื่อเทคโนโลยี AI จะช่วยให้เราได้อาหารจานด่วนที่รวดเร็วขึ้น เมื่อแมคโดนัลด์ ยักษ์ใหญ่ Fastfood จากอเมริกา ประกาศว่าได้ทำการเข้าซื้อกิจการของ Apprente ซึ่งเป็น Startup ด้านเทคโนโลยี AI Voice เพื่อให้สามารถตอบโต้กับมนุษย์ได้แบบอัตโนมัติ 

Apprente ซึ่งมีที่ตั้งบน Mountain View ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของประเทศอเมริกา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสร้างตัวแทนที่ใช้เสียง ซึ่งสามารถรับคำสั่งได้ในหลายภาษา  ซึ่งยักษ์ใหญ่อาหารจานด่วนอย่าง McDonald ได้ทำการทดสอบเทคโนโลยีของ Apprente ในหลาย ๆ ที่ และคาดว่าจะทำให้ “สั่งซื้อได้เร็วขึ้นง่ายขึ้นและถูกต้องมากขึ้น” ผ่านช่องทาง Drive-Thrus

Apprente จะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของ McD Tech Labs ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยีร้านอาหารแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ใน Silicon Valley ทีม Apprente จะกลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของกลุ่มและ Itamar Arel ผู้ร่วมก่อตั้งจะทำหน้าที่ในฐานะรองประธาน “ความมุ่งมั่นของ McDonald ในการสร้างนวัตกรรมเป็นแรงบันดาลใจให้กับทีมของเรามานานแล้วมันค่อนข้างชัดเจนจากภารกิจที่หลากหลายของเราที่ McDonald เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้วยการขับเคลื่อนของเทคโนโลยี”

Itamar Arel, Ph.D. , ผู้ร่วมก่อตั้ง Apprente และรองประธานของ McD Tech Labs กล่าวว่า “Apprente เกิดขึ้นจากโอกาสที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาที่ท้าทายในโลกแห่งความจริงและเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะนำสิ่งนี้ไปใช้ในการสร้างประสบการณ์ส่วนตัวให้กับลูกค้าและทีมงานของ McDonald” โดยบริษัทกำลังวางแผนที่จะว่าจ้างวิศวกรเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทางฝั่งของ McDonald ได้ออกมากล่าวว่า พวกเขามีศักยภาพในการขยายเทคโนโลยีของ Apprente ไปยังพื้นที่อื่น ๆ เช่นการสั่งซื้อผ่านมือถือและตู้คีออสก์ แต่ในขณะที่เทคโนโลยีใหม่อาจจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับลูกค้า ซึ่งจะมาทดแทนแรงงานของมนุษย์

ซึ่งซุ้มบริการตนเองของร้านแมคโดนัลด์จะถูกนำไปใช้กับร้านอาหารทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาภายในปี 2020 ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการจ้างพนักงานเก็บเงินที่เป็นแรงงานมนุษย์ได้เป็นจำนวนมาก

การเข้าซื้อกิจการของ Apprente เป็นข้อตกลงด้านเทคโนโลยีที่สามในปีนี้ ในเดือนเมษายน McDonal ได้ลงทุนใน Dynamic Yield ซึ่งเป็น Startup ที่ทำเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปรับแต่งเมนูไปตามสภาพอากาศ ช่วงเวลาของวัน และรายการเมนูที่ได้รับความนิยม นอกจากนี้ยังซื้อหุ้นจำนวนหนึ่งใน Plexure ซึ่งเป็น บริษัท เทคโนโลยีแอพมือถือในนิวซีแลนด์อีกด้วย

References : https://www.engadget.com
https://media.wired.com/photos/5d77d193361279000868a8ae/master/w_2560%2Cc_limit/Business_McDonalds-drivethrough-1128021489-2.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

มารู้จักการออกแบบหุ่นยนต์ที่สร้างมาเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมกันเถอะ

อาคารและแนวชายฝั่งสามารถตรวจสอบได้โดยกลุ่มหุ่นยนต์ที่สามารถซ่อมแซมได้แบบอิสระ ตามความคิดริเริ่มของบริษัท Startup จากเดนมาร์กที่ให้การสนับสนุนเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่จะมาแก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

ซึ่งความคิดริเริ่มดังกล่าวนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัทจากเดนมาร์กที่มุ่งเน้นในเทคโนโลยีในอนาคต 3 บริษัท คือ GXN Innovationซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยของสถาปนิกที่ชื่อว่า 3XN ; แพลตฟอร์มที่ช่วยเหลือในการผลิตอย่างThe AM AM Hub ; และบริษัทMap Architects

การแก้ปัญหาเรื่องความเสื่อมของสภาพแวดล้อม

บริษัท ต่าง ๆ เชื่อว่าความท้าทายระดับโลก เช่น ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และการเสื่อมสภาพของโครงสร้างพื้นฐานทางชีวภาพในท้องทะเล สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

พวกเขามองเห็นกลุ่มยานยนต์แบบ 3D ที่สัญจรไปมาทั้งทางบก ทางอากาศและทางทะเล

หุ่นยนต์หกขาเป็นหนึ่งในแนวคิดที่จินตนาการโดย Break the Grid
หุ่นยนต์หกขาเป็นหนึ่งในแนวคิดที่จินตนาการโดย Break the Grid

“ การเพิ่มจำนวนเครื่องพิมพ์ 3 มิติเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้อาจเป็นการปฏิวัติรูปแบบการผลิตของโลกเรา” ผู้ก่อตั้ง GXN อธิบาย

“ด้วยการเปิดใช้งานหุ่นยนต์ผ่านเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถที่จะคลาน ว่ายน้ำ และบินได้ จะทำให้เราสามารถรับมือกับภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่มีอยู่ทั่วโลกด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

หุ่นยนต์สามตัวสำหรับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

บริษัทได้ออกแบบแนวคิดที่แตกต่างกันสามแบบเพื่อจัดการกับกรณีการใช้งานแยกกันทั้งสามกรณี ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้จะทำการสแกนสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติเพื่อระบุพื้นที่ปัญหาและดำเนินการแก้ไขทันที

ซึ่งตัวอย่างแรกในการออกแบบหุ่นยนต์นั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายวัตถุใต้น้ำได้ เช่น การสร้างแนวปะการังเทียม หรือ โครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องแนวชายฝั่งจากการกัดเซาะและการให้ที่อยู่อาศัยสำหรับสิ่งมีชีวิตทางทะเล

หุ่นยนต์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแนวปะการังเทียมเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง
หุ่นยนต์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแนวปะการังเทียมเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง

มันจะทำงานโดยการพ่นทรายผสมจากพื้นมหาสมุทร และทำงานร่วมกับกาวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกาวธรรมชาติซึ่งผลิตจากหอยนางรมและสารที่ยึดเกาะได้แบบเปียก

ในขณะเดียวกันหุ่นยนต์หกขาจะวิ่งไปตามเมืองต่าง ๆ ทำการ Scan หา และซ่อมแซมรอยแตกขนาดเล็กในคอนกรีต ซึ่งช่วยลดความเสียหาย โดยจะสามารถแก้ไขได้ก่อนที่น้ำและออกซิเจนจะซึมเข้าไปข้างในซึ่งนำไปสู่การกัดกร่อนต่อไปนั่นเอง

ศักยภาพของวัสดุในการ “รักษาด้วยตัวเอง”

ทีมงาน Break the Grid จินตนาการว่าหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่บนบกเหล่านี้สามารถที่จะพิมพ์ฟิลเลอร์รูพรุนแบบ 3 มิติ ซึ่งจะผสมกับเชื้อรา trichoderma reesei ซึ่งมันจะช่วยในการก่อตัวของแคลเซียมคาร์บอเนต และทำให้การรักษาวัสดุได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ

หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถลาดตระเวนบริเวณที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นคอนกรีตได้จากระยะไกลจากสภาพแวดล้อมแบบเมืองได้

หุ่นยนต์ที่ทำงานบนยอดตึกสูงเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย
หุ่นยนต์ที่ทำงานบนยอดตึกสูงเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย

แนวคิดที่สามคือ หุ่นยนต์โดรน ที่จะทำงานในรอบ ๆ ตัวอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งเมื่ออาคารเหล่านี้เก่าและเสื่อมสภาพลง ทำให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานลดลง พวกโดรนเหล่านี้จะเข้ามาช่วยซ่อมแซมความเสียหาย

แนวคิดนี้นำมาจากการวิจัยวัสดุใหม่ที่ใช้แก้วและโพลีเมอร์ที่สามารถปรับแต่งได้ เพื่อสร้างฉนวนกันความร้อนบนโครงสร้างอาคารที่มีอยู่นั่นเอง

แนวคิดบนพื้นฐานของเทคโนโลยีที่ใหม่ ๆ

ในขณะที่การออกแบบของ Break the Grid นั้นเป็นเพียงแค่ทฤษฎี แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริง ทีมยังได้ทำการแฮ็กเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่มีอยู่ เพื่อสร้างต้นแบบหุ่นยนต์ตามแนวคิดของพวกเขา

“ เราหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้อุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ ในปัจจุบันนั้นมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ซึ่งจะต้องมีการผสมผสานการออกแบบและเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนค่านิยมของพวกเราและปรับเปลี่ยนวิธีคิดในปัจจุบันของเรา” เขากล่าวเสริม

Break The Grid เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Moonshots ของ AM-Hub ของเดนมาร์กซึ่งมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ ที่มีแนวคิดหลักว่าจะสามารถสร้างโลกที่ดีขึ้นได้อย่างไร

References : 
https://www.dezeen.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

VR กับการส่อง Anatomy ของร่างกายคุณผ่าน App

ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกมั่นใจว่าพวกเขารู้เรื่องพอสมควรเกี่ยวกับร่างกายของพวกเขาในแง่ของสุขภาพทั่วไป แต่สิ่งที่พวกเรารู้กันนั้น ดูเหมือนจะดูจากจากภายนอกร่างกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้มองเข้าไปข้างใน ภายใน Anatomy ของร่างกายเราที่สามารถบ่งบอกถึงอะไรได้หลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวัน

Ed Barton ผู้ก่อตั้ง Curiscope  บริษัท Startup ในสหราชอาณาจักร  หวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นด้วยการผสมผสานการใช้เทคโนโลยี Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality  (AR) มาพัฒนาแอป VR เพื่อดูกายวิภาคศาสตร์ และทำงานร่วมกับเสื้อยืด Virtuali-Tee ที่บริษัทสร้างขึ้น โดยจะทำให้ผู้คนมองเห็นภายในร่างกายของพวกเขาเองผ่าน App ตัวนี้

Barton อธิบายกับ Wired : “ เราใช้การผสมผสานระหว่าง VR และ AR เพื่อดูภายในกายวิภาคศาสตร์ ซึ่งด้วย AR ที่ถูกวางตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ ทำให้คุณสามารถใช้ VR เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ เกี่ยวกับร่างกายของคุณได้”

Curiscope ได้ระดมทุนเกือบ 1 ล้านเหรียญจาก LocalGlobe และพวกเขาได้ขาย Virtuali-Tees  ไปเป็นมูลค่าเกือบ 3,000 เหรียญแล้วในขณะนี้

Barton บอกกับ  Wired  ว่าการติดตามตำแหน่ง“ เรามีการทำให้วัตถุและภาพดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับความเป็นจริงมากขึ้น” เขากล่าวต่อ“ ด้วย Virtuali-Tee, AR เป็นอินเตอร์เฟสของคุณและ VR ใช้ในการส่งข้อมูล”

เทคโนโลยีนี้ทำงานโดยใช้รหัส QR ที่พิมพ์ออกมาบนเสื้อยืด เมื่อคุณสแกนรหัส QR ด้วยแอพที่เกี่ยวข้อง คุณสามารถสำรวจทั่วทั้งช่องอกรวมถึงหัวใจและปอดของคุณได้

เทคโนโลยี AR เริ่มโด่งดังมาจากเปิดตัวของ Pokémon Go แต่ แอพพลิเคชั่นของ Barton นั้นแสดงให้เห็นว่ามันสามารถเข้าถึงได้มากกว่าแค่เกมเหมือนดั่งที่ Pokemon ทำ ซึ่งในตอนนี้มีการนำเทคโนโลยี AR ไปใช้ ตั้งแต่การใช้สมาร์ทโฟนไปจนถึงการออกแบบพิมพ์เขียวของรถยนต์  AR กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งการรวมกันของทั้ง AR และ VR ไม่เพียง แต่จะทำให้อุปกรณ์ Virtuali-Tee มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ยังนำไปสู่เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่รวม AR และ VR เข้าด้วยกันอีกด้วย

เสื้อยืด Virtuali-Tee นี้อาจเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนที่อยากรู้อยากเห็น มันสามารถใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่ช่วยให้กายวิภาคศาสตร์และชีววิทยากลายเป็นประสบการณ์ที่สนุกไม่น่าเบื่อเหมือนเมื่อก่อน โดยเสื้อยืด Virtuali-Tee สามารถช่วยให้ผู้คนเข้าใจการทำงานภายในของร่างกายตัวเอง และวิธีการที่เรากระทำในทุกๆวัน ตั้งแต่สิ่งที่เรากินเข้าไป จนถึงการออกกำลังกาย ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่านั้นอาจส่งผลต่อสุขภาพของเรานั่นเอง

References : 
https://futurism.com/new-anatomy-vr-app-lets-you-look-inside-your-own-body

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เนื้อสังเคราะห์กำลังจะกลายเป็น Trend ใหม่ของชาวอเมริกา

Startup ชื่อดังในด้านอาหารอย่าง Beyond Meat’s ที่นอกเหนือจากการขายเนื้อสัตว์สังเคราะห์ที่เติบโตถึงสามเท่าในไตรมาสนี้ ในรายงานผลประกอบการครั้งแรก วันนี้ บริษัท ยังกล่าวอีกว่าคาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนภายในปีนี้ 

โดย หุ้นของ บริษัท ได้ถูกเทขายออกอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่การเสนอขายหุ้นครั้งแรก แม้กระทั่งก่อนรายงานผลประกอบการที่ดีอย่างน่าประหลาดใจ และอาจเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนของ Silicon Valley ที่สนับสนุน บริษัท อาหารปลอมอื่น ๆ

นอกเหนือจากทำให้เนื้อดีแล้ว : Beyond Burger ที่ทำ Fastfood ก็เช่นกัน ดังนั้น Impossible Foods ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ (เช่นพวกเขาทำ Impossible Burger) อาจมีการเจริญเติบโตที่ใกล้เคียงกัน 

ซึ่งเพียงสองวันที่ผ่านมาThe Wall Street Journal รายงานว่าผู้ส่งเบอร์เกอร์ปลอดเนื้อกำลังดิ้นรนเพื่อตอบสนองความต้องการจากความต้องการของร้านอาหารจานด่วนทั้งหลาย กลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้หันไปหาเบอร์เกอร์ผักเพื่อดึงดูดลูกค้ารายย่อยซึ่งพวกเขามองว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับอาหารประเภทดังกล่าวที่“ มีความยั่งยืนและสร้างสุขภาพที่ดี”

ไม่ว่าจะคลิกกับลูกค้าหรือไม่ก็ตามพวกเขากำลังทำให้นักลงทุนมีความสุขมาก นอกเหนือจากราคาเสนอขายของ Beyond Meat อยู่ที่ 25 ดอลลาร์ และขึ้นไปอยู่ที่ 46 ดอลลาร์ต่อหุ้น ก่อนที่มันปิดตัวลงในวันนี้ที่  99.50 ดอลลาร์ต่อหุ้น ก่อนที่จะมีการรายงานรายได้ 

เบอร์เกอร์จาก Beyond Meat
เบอร์เกอร์จาก Beyond Meat

หลังจากที่ตลาดหุ้นพุ่งสูงถึง  119 ดอลลาร์ ของคู่แข่งอย่าง Impossible Foods ซึ่งสามารถระดมทุนได้ถึง 300 ล้านดอลลาร์ในรอบการระดมทุนครั้งล่าสุด รอยเตอร์รายงานเมื่อเดือนพฤษภาคม นักลงทุนของพวกเขานั้นรวมถึง Khosla Ventures, Bill Gates, Google Ventures, Jay Z, Katy Perry และ Serena Williams

เหล่า Startup ไม่เพียงแค่เล่นในตลาดเนื้อสัตว์สังเคราะห์ มีทั้งเหล้าปลอมจาก บริษัท อย่าง Endless Westและ Replica Wine Perfect Day Foods และRipple Foods ที่กำลังทำนมโดยปราศจากสัตว์ หรือ เกลือ NuTek เป็นเกลือที่มีโซเดียมน้อย (และโพแทสเซียมมากขึ้น)

มันยังเร็วไปสำหรับ Beyond Meat ซึ่งบริษัทยังเดินทางไม่ถึงหนึ่งปีเต็มในการเป็นบริษัทมหาชน แต่ถ้าประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องก็น่าจะช่วยให้ตลาดอาหารสังเคราะห์อื่น ๆ เติบโตไปด้วย ซึ่ง ผู้ผลิตอาหารสังเคราะห์เหล่านี้ร่วมกันกับนักลงทุนกลุ่มเดียวกันที่มีความสนใจในการทำเงินจากความสำเร็จของพวกเขา จากการกลายเป็น Trend ใหม่ของเหล่าอาหารสังเคราะห์ที่กำลังมีความต้องการสูงขึ้นอย่างชัดเจนในตอนนี้นั่นเองครับ

References : 
https://www.theverge.com/2019/6/6/18655747/beyond-meat-burger-success-may-mean-more-fake-food-is-on-the-way

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Airbnb สตาร์ทอัพการแบ่งปันที่พักชื่อดัง

ตอนนี้ชื่อของ Airbnb นั้นกลายเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกไปแล้ว หลังจากกระแสเรื่อ่ง Sharing Economy มาแรงมาก ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเกิดขขึ้นของ Airbnb นั้นต้องบอกเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก ๆ

จากจุดกำเนิดเล็ก ๆ ใน San Francisco ในปี 2008 จากผู้ก่อตั้งอย่าง Brian Chesky และ Joe Gebbia ในอพาร์ตเม้น เล็ก ๆ ของเค้านั้น ณ ตอนนี้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ  และกำลังเป็นที่ถูกพูดถึงจากทั่วโลก จากกระแสของ Sharing Economy

ซึ่งต้องเรียกได้ว่า Airbnb นั้นเป็นต้นแบบของรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เป็น Sharing Economy ที่ ตอนหลังมีการพัฒนากับ Service ต่าง ๆ อย่าง Uber ที่มาจับตลาดเรื่องการบริการขนส่งคน ทั้ง ๆ ที่บริษัทเหล่านี้แทบไม่มี Resource จริง ๆ ของตัวเอง Airbnb นั้นไม่มีโรงแรมเป็นของตัวเอง รวมถึง Uber ที่ไม่มีรถเป็นของตัวเองด้วยซ้ำ แต่กลายมาเป็นธุรกิจระดับโลกได้อย่างไร

ผู้ร่วมก่อตั้ง Airbnb ในยุคแรก ๆ

ผู้ร่วมก่อตั้ง Airbnb ในยุคแรก ๆ

หลายคนอาจจะคิดว่า Airbnb นั้นเกิดมาไม่นาน แต่ความจริงนั้นต้องย้อนกลับไปในช่วงตั้งแต่ปี 2008 เกือบสิบปีที่ผ่านมา Airbnb นั้นผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการ Tranform ธุรกิจมาหลายครั้งถ้านับจากจุดเริ่มต้นที่ต้องการเป็นแค่ บริการสำหรับ คนที่ต้องการหาที่พักราคาถูก ๆ แต่ได้เปลี่ยนการบริการให้ครบวงจรมากขึ้น โดยได้มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แปลกใหม่จากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งไม่สามารถหาได้จากการนอนโรงแรมทั่ว ๆ ไปได้

ในช่วงแรก ๆ ของ Airbnb นั้น ยังไม่สามารถทำให้เป็นกระแสได้เหมือนปัจจุบัน ผู้คนต่างไม่เข้าใจความคิดของผู้ก่อตั้งทั้งสอง การที่คนจะไปพักในบ้านคนอื่นในขณะ ท่องเที่ยวนั้น มันจะเป็นไปได้จริง ๆ หรือ?

การทำความเข้าใจกับผู้ที่จะมาใช้บริการนั้นค่อนข้างเป็นประเด็นที่ยากของการก่อตั้ง service ลักษณะนี้ ในอดีต เราคงคิดว่าเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่เราจะไปพักบ้านใครก็ไม่รู้ และ ที่สำคัญ host นั้นก็ต้องคิดเหมือนกันว่า จะให้ใครก็ไม่รูัมาพักในบ้านตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ๆ

Joe และ Brian นั้นต้องใช้เวลานานกว่าหลายปี กว่าที่คนจะเข้าใจถึงรูปแบบบริการดังกล่าว การมอบประสบการณ์การท่องเที่ยว ที่แปลกใหม่ การได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นจริง ๆ จาก host นั้น เป็นสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมาก เริ่มหันมาสนใจ บริการของ Airbnb ในช่วงหลัง และการเกิดของกระแส social network ต่างๆ  นั้นก็ทำให้บริการของพวกเค้าเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วงที่แย่ของ Joe และ Brian นั้น เค้าทั้งสองไม่มีเงินขนาดต้องใช้ บัตรเครดิต ส่วนตัวมาจ่ายค่าจ้างพนักงานในช่วงแรก แล้วใช้การหมุนเงินผ่านบัตรเครดิต เพื่อให้ประทัง Airbnb ให้สามารถมีลมหายใจต่อไปได้ ซึ่งเค้าทั้งสองมั่นใจว่าบริการลักษณะนี้นั้นจะต้องเกิด อย่างแน่นอน แต่แค่รอเวลาที่สมควรเท่านั้น

เคยทำ ซีเรียล มาขายจริง ๆ เพื่อพยุงสถานะบริษัท

เคยทำ ซีเรียล มาขายจริง ๆ เพื่อพยุงสถานะบริษัท

ทั้งสองเคยต้องหาเงินโดยการต้องทำ ซีเรียล ขนมอบกรอบ เพื่อหาเงินมาประทังบริการของเค้า ในช่วงแรก ๆ ของการทำ Airbnb หลายครั้งที่ทั้งสองคนเริ่มท้อกับการสร้าง Airbnb แต่เค้าก็ยังสุ้ต่อไป

จุดที่เริ่มเปลี่ยนจริงๆ  นั้นน่าจะมาจากการแนะนำของที่ปรึกษาทางธุรกิจของทั้งสองให้เข้าไปหาลูกค้า รวมถึง host โดยตรงเพื่อไปรับฟังปัญหาต่าง ๆ รวมถึงความต้องการของ host เพื่อนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ทั้งสองได้ลงไปหาข้อมูลด้วยตัวเองในรัฐต่างๆ  ทั่วอเมริกา เพื่อนำความต้องการของลูกค้า รวมถึง host มาปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น

เรื่องที่สำคัญอย่างนึงคือ เรื่องการประกันของ host ที่ต้องประกันทรัพย์สินต่างๆ  เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับ host ให้นำที่อยู่ของตนเองเข้ามาบริการใน Airbnb ให้มากที่สุด

ซึ่งตอนนั้น ไม่มีบริษัทรับประกันที่ไหนสามารถรับประกันในสิ่งที่ทั้งสองต้องการได้ จนเกิดมาเป็นระบบประกันของตัวเองของ Airbnb ที่ทำให้ host มั่นใจมากขึ้น ที่จะนำอสังหาของตัวเองมาปล่อยเช่าในระบบของ Airbnb

ซึ่งหลังจากผ่านความพยายามมาหลายปี และการปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น ทำตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น Airbnb ก็ค่อย ๆ เติบโตแบบก้าวกระโดด จนเป็นที่แพร่หลายทั่วโลกอย่างในปัจจุบัน และกำลังกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลกในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol