Coded Bias เมื่ออัลกอริธึม AI มีอคติและไม่ได้เป็นกลางอย่างที่เราคิด

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่ง Documentary ที่ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจอีกเรื่องนึงเลยทีเดียวสำหรับ Coded Bias จาก Netflix

เรื่องราวที่เกี่ยวปัญหา Bias ความอคติจาก Code ของเทคโนโลยีทางด้าน AI ที่เป็นปัญหาสั่งสมมานานแสนนาน และยังไม่มีทีท่าว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เลย

เป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน Joy Buolamwini ที่เป็นนักศึกษาผิวสี PhD Candidate ที่ MIT Media Lab ที่มีความฝันในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ผ่านเทคโนโลยีอย่าง Computer Vision

ซึ่งต้นตอปัญหาที่เธอพบเจอคือ เทคโนโลยีอย่าง Facial Recognition ที่พบว่า เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน นั้นไม่สามารถจดจำหน้าเธอได้ แต่เมื่อเธอใส่หน้ากากสีขาวครอบไปที่ใบหน้าของเธอ มันกลับทำงานได้ซะอย่างงั้น

เธอจึงได้เริ่มขุดลึกเข้าไปถึง Data Set ที่นำมาใช้ Training ให้กับ AI ได้เรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีอย่าง Facial Recognition ซึ่งเธอพบว่า ชุดข้อมูลจำนวนมากส่วนใหญ่จะเป็นภาพผู้ชาย และส่วนใหญ่จะเป็นคนผิวสีอ่อน

เธอได้ตัดสินใจลองกับระบบอื่น ๆ ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ว่ามันจะเป็นอย่างที่เธอคิดหรือไม่

ซึ่งเธอได้ทดลองกับเทคโนโลยี AI ของ IBM, Microsoft , Google หรือ Facebook เองก็ตามที ปรากฏว่า Algorithm เหล่านี้ สามารถจับภาพใบหน้าผู้ชายได้ดีกว่าผู้หญิงจริง ๆ และที่สำคัญ สามารถจับภาพใบหน้าคนผิวสีอ่อนได้มากกว่าใบหน้าของคนผิวสีเข้มได้แตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญ

นั่นเลยทำให้ข้อตอบข้อสงสัยของเธอเกี่ยวกับ Algorithm เหล่านี้ ว่า มันคงไม่คุ้นเคยกับใบหน้าแบบเธอ ซึ่งเป็นคนผิวสี เธอจึงได้เริ่มศึกษาเรื่องของปัญหาความอคติที่แทรกซึมเข้าไปในโลกเทคโนโลยีได้อย่างไม่น่าเชื่อ

Joy Buolamwini ที่เข้ามาศึกษาคว้าคว้าเรื่องอคติของ AI อย่างจริงจัง (CR:WXXI.org)
Joy Buolamwini ที่เข้ามาศึกษาคว้าคว้าเรื่องอคติของ AI อย่างจริงจัง (CR:WXXI.org)

AI ได้ก่อกำเนิดขึ้นครั้งแรกจากการประชุมที่คณะคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ ในปี 1956 ซึ่งต้องบอกว่า กลุ่มคนในรุ่นนั้น มีเพียงแค่ 100 คนจากประชากรทั้งโลกที่เข้าไปมีบทบาทกับ AI ในยุคเริ่มต้น

ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งในยุคนั้น ได้ตัดสินใจว่า เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI จะมีการโชว์ให้โลกเห็นผ่านทางทักษะการเล่นเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมหมากรุก

นั่นเองได้เป็นที่มาให้เกิดการประชันหน้าครั้งแรกระหว่าง AI กับมนุษย์ในเกมหมากรุก ซึ่ง คาสปารอฟ แชมป์หมากรุกโลกชาวรัสเซีย ได้พ่ายแพ้ให้กับ Deep Blue ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ของ IBM

และมันส่งผ่านถึงยุคปัจจุบันโดยตรง กับแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันที่เราคิดว่ามันปรกติ แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นแนวคิดที่มาจากกลุ่มคนที่เล็กมาก และไม่มีความหลากหลายเอาเสียเลย

ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มคนกลุ่ม ๆ แรกก็เป็นมนุษย์ ซึ่งมีอคติในเรื่องราวต่าง ๆ ในจิตใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และคนเหล่านี้ก็นำมาใส่มันลงไปในเทคโนโลยีอย่าง AI

ซึ่งนั่นเองมันได้นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอย่าง Machine Learning ที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในทุก ๆ อุตสาหกรรมในปัจจุบัน

Machine Learning เป็นระบบการให้คะแนนความน่าจะเป็นของสิ่งที่เราจะกระทำในอนาคต เราจะชดใช้หนี้หรือไม่ เราจะถูกไล่ออกจากงานหรือไม่ ฯลฯ

ซึ่งแน่นอนว่า Machine Learning มันได้หยั่งรากลึกไปยังทุก ๆ ส่วนของการดำรงชีวิตของมนุษย์เรา ซึ่งทำให้ในตอนนี้น้อยคนนักที่จะรู้ว่า มันมีอำนาจมากกว่า สิ่งใด ๆ ที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมาในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ซึ่งต้องบอกว่าโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ของอัลกอริธึมที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ มันไม่ได้เหยียดผิว หรือ เหยียดเพศด้วยตัวมันเอง แต่ข้อมูลมันแฝงด้วยข้อมูลในอดีต ซึ่งเราไม่ควรที่จะเชื่อมั่นใน Big Data เหล่านี้แบบ 100% เราต้องคอยตรวจสอบกระบวนการทั้งหมด อยู่เรื่อย ๆ ว่า มันมีอคติหรือไม่

ตัวอย่างที่น่าสนใจที่กำลังนำไปใช้แพร่หลายทั่วโลกในขณะนี้ ก็คือ ระบบกล้องวงจรปิดที่ กำลังรุกล้ำเสรีภาพของประชาชน ซึ่งระบบเหล่านี้ จะแจ้งตำรวจเมื่อเจอคนที่คิดว่าตรงกับผู้ร้ายในฐานข้อมูล

ซึ่งตัวอย่างในประเทศอังกฤษที่เริ่มนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ พบว่าการตรวจสอบใบหน้าที่ตรงกับรายชื่อในฐานข้อมูลนั้น มีถึง 98% ที่ตีตราคนบริสุทธิ์ให้กลายเป็นคนร้ายอย่างไม่ถูกต้อง

และที่สำคัญก็คือ การเดินผ่านกล้องเหล่านี้เมื่อมันจับภาพได้ ก็จะทำให้ภาพของเราไปอยู่ในฐานข้อมูลของตำรวจ ซึ่งก็ไม่ต่างจากการมีลายนิ้วมือ หรือ DNA อยู่ในฐานข้อมูลของตำรวจนั่นเอง

และแน่นอนว่า ตำรวจไม่สามารถที่จะเก็บลายนิ้วมือหรือ DNA แบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้ มันมีกฏหมายรองรับในเรื่องนี้อยู่ แต่ตอนนี้ ข้อมูลจากภาพวงจรปิด ทำให้พวกเขาสามารถเก็บข้อมูลภาพใครก็ได้ แล้วนำไปใส่ในฐานข้อมูลได้ทันที

หรือแม้กระทั่งในปัจจุบันที่มีข้อมูลมหาศาลอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งบริษัทใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Google หรือ Microsoft นำมาใช้ในการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีอย่าง Machine Learning ซึ่งมันได้ผลที่ดีมาก

แต่สิ่งที่ตกใจก็คือ ส่วนใหญ่จะมีแต่คนที่ใช้มัน โดยไม่ได้เข้าใจมันจริง ๆ ว่ามันทำงานยังไง และทำไมมันถึงได้ผล หรือแม้กระทั่งข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งน้อยคนนักจะเข้าใจมัน แม้กระทั่งวิศวกรระดับอาวุโสของบริษัทใหญ่ ๆ เหล่านี้ก็ตามที

มีข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ มีประชากรกว่า 117 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา ที่มีใบหน้าอยู่ในเครือข่ายระบบตรวจจับใบหน้า ที่ตำรวจสามารถค้นดูได้ โดยใช้อัลกอริธึม ที่อาจจะไม่แม่นยำ 100% โดยที่แทบจะไม่มีความคุ้มครองหรือข้อบังคับใด ๆ

แน่นอนว่ามันเปรียบเสมือนการสร้างรัฐสอดแนมมวลชนได้อย่างง่ายดาย เหมือนที่ประเทศจีนทำ แต่ตอนนี้มันกำลังเกิดขึ้นในดินแดนเสรีภาพ ที่มีประชาธิปไตยที่เปี่ยมล้นอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว

และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอีกอย่างก็คือ AI มันอยู่ใน Social Media แพล็ตฟอร์มที่คนทั่วโลกเสพกันอย่างหนัก ติดกันอย่างบ้าคลั่ง อัลกอริธึม AI เหล่านี้ พยายามทุกวิถีทางที่จะให้เราอยู่ในแพล็ตฟอร์มให้นานที่สุด และทำเงินจากเราให้ได้มากที่สุด และที่สำคัญ มันส่งผลทุกอย่างต่อมุมมองที่เรามีต่อโลกใบนี้ผ่านน้ำมือของอัลกอริธึมเหล่านี้นั่นเอง

ซึ่งรวมถึงเรื่องการโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต จาก Brand ยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ใน บริการแพล็ตฟอร์มทาง Social Media ที่ต้องแย่งความสนใจจากผู้คน แต่ไม่ใช่ทุกคน พวกเขาอยากให้โฆษณาไปปรากฏ เตะตา ให้กับคนรวยมากกว่า

ส่วนกลุ่มคนจนรายได้น้อย มักจะเป็นเหยื่อของการโฆษณาในธุรกิจที่จ้องแต่จะเอาเปรียบ เช่น การปล่อยกู้นอกระบบ เจ้ามือพนัน ซึ่งเป็นพวกที่ล้วนจ้องที่จะเอาเปรียบแบบสุด ๆ ซึ่งนั่นทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในโลกเราเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยการที่ไม่มีใครคอยควบคุมมันได้ มันจึงทำงานได้แบบอัตโนมัติจนกลายเป็นเรื่องปรกติของสังคมนั่นเอง

ต้องบอกว่า ในยุคปัจจุบันนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เรากระทำบนโลกออนไลน์ ล้วนถูกจับจ้อง ถูกตามรอย ถูกประเมิน ทุก ๆ การกระทำที่เราได้ทำไป ล้วนถูกจับตาดูด้วยความระมัดระวัง และบันทึกไว้

ไม่ว่าจะเป็นภาพใดบ้าง ที่เราหยุดมอง และมองมันนานแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้ทำให้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่รู้ถึงขนาดที่ว่า ตอนไหนที่ใครเหงา พวกเขาสามารถรู้ได้ว่าตอนไหนที่ใครซึมเศร้า เป็นคนชอบเก็บตัว หรือ เข้าสังคม มีอาการทางประสาทชนิดใด ซึ่งพวกเขามีข้อมูลเกี่ยวกับเรามากยิ่งกว่า ที่ใครจะเคยคาดคิดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

และที่สำคัญข้อมูลเหล่านี้นั้น ได้ถูกนำไปวิเคราะห์อยู่แทบจะตลอดเวลา โดยจะถูกนำป้อนเข้าสู่ระบบ ซึ่งแทบจะไม่มีมนุษย์คอยควบคุมมันอยู่เลยด้วยซ้ำ ซึ่งพลังของเทคโนโลยี AI Machine Learning ที่อยู่เบื้องหลังระบบเหล่านี้ ทำให้มันคาดการณ์ได้แม่นยำมาขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเราจะทำอะไร และ เราเป็นใคร

มีเรื่องที่น่าตลกอย่างนึง ถึงความอคติทางด้านการเหยียดเพศของ อัลกอริธึมทางด้าน AI Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple พบว่า วงเงินที่เขาได้รับจากบัตรเครดิตนั้นสูงเป็นสิบเท่าของภรรยาของเขาแม้ทั้งคู่จะไม่ได้แยกบัญชีธนาคารหรือสิทธิครอบครองทรัพย์สินใด ๆ ก็ตาม

หรือ Case ที่เกิดขึ้นกับ Amazon ที่ได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดจากอัลกอริธึม AI ที่ได้นำ AI มาช่วยในการจ้างงาน ซึ่งภายหลังพบว่ามันมีอคติต่อผู้หญิง

โมเดล AI ที่ Amazon ใช้นั้น ปฏิเสธใบสมัครงานทั้งหมดที่มาจากผู้หญิง ซึ่งใครก็ตามที่มีวิทยาลัยสำหรับสตรีในใบสมัครงาน ใครก็ตามที่เล่นกีฬาผู้หญิง อย่างเช่น โปโลน้ำหญิง จะถูกโมเดลนี้ปฏิเสธทันที

ผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับอัลกอริธึม AI อีกวงการหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ วงการการเงิน Wall Street มีการวางเดิมพันกับชาวอเมริกัน มีบริษัทการเงินใช้อัลกอริธึมในการคัดเลือกการปล่อยเงินกู้ แต่กลับมองที่คนที่มีโอกาสล้มเหลวในชีวิตมากที่สุด

นั่นเป็นการเฟ้นหากลุ่มคนที่สามารถที่จะขอสินเชื่อซับไพรม์ได้ และเหล่าสถาบันทางการเงินก็พนันว่า พวกเขาเหล่านี้ จะไม่มีปัญญาจ่าย จากนั้นค่อยยึดทรัพย์สินที่จำนองไว้ ทำให้พวกเขาหมดตัว

ต้องบอกว่ามันเป็นอัลกอริธึมที่น่ากลัวมากที่ Wall Street คิดค้นขึ้น ที่ทำให้ชาวอเมริกันเกือบ 4 ล้านคนสูญเสียบ้านในวิกฤติทางการเงินในปี 2008 และในกลุ่มดังกล่าวเป็นคนผิวสีมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา

ชาวอเมริกันเกือบ 4 ล้านคนสูญเสียบ้านในวิกฤติทางการเงินในปี 2008 (CR:DW.com)
ชาวอเมริกันเกือบ 4 ล้านคนสูญเสียบ้านในวิกฤติทางการเงินในปี 2008 (CR:DW.com)

แม้กระทั่งเรื่องความยุติธรรมในการตัดสินของศาล ความ Bias ของอัลกอริธึมก็ยังเข้าไปแทรกซึมได้

มีการใช้เครื่องมืออย่าง Risk Assessment Tools ให้ผู้พิพากษารัฐเพนซิลเวเนียใช้ตัดสินโทษ ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ใช้อัลกอริธึมในการคำนวณความเสี่ยงที่จะกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องหา โดยคำนึงถึง อายุ เพศ ความผิดก่อนหน้า และประวัติอาชญากรรมอื่น ๆ

นั่นทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ระบบให้คะแนนเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร มันเกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ หรือ ชนชั้นหรือไม่ ซึ่งมีรายงานการสอบสวนในประเด็นดังกล่าว แล้วพบว่า อัลกอริธึมเหล่านี้ มีความอคติทางเชื้อชาติ

ผลวิจัยพบว่าคนผิวสี จะได้รับคะแนนสูงเกินจริง ส่วนคนผิวขาวนั้นมีโอกาสได้รับคะแนนต่ำเกินจริงมากกว่า ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ซีเรียสมาก ๆ ที่มันกำลังรุกล้ำเข้ามาสู่วงการยุติธรรม และมีแนวโน้มที่จะถูกนำไปใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ

ซึงจากตัวอย่างทั้งหมดจะเห็นได้ว่า Bias อัลกอริธึมเหล่านี้ กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์เรามากขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนว่า ทุกการดำเนินชีวิตของเราในอนาคต การเกิด การเรียน การศึกษา การหาชีวิตคู่ การกู้เงิน การสมัครงาน การโดนลงโทษทางด้านกฏหมาย Bias อัลกอริธึมเหล่านี้ กำลังคอยควบคุมชีวิตเราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

ซึ่งเทคโนโลยีด้าน AI เหล่านี้ มีความคิดเป็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะมีมนุษย์เป็นผู้เขียน Code ให้กับมันก็ตามที ดังนั้นมันคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ตอนนี้เราอาจจะอยู่ในโลกที่ มนุษย์เราเองนั้น ไม่สามารถที่จะไปควบคุมระบบเหล่านี้ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะเป็นฝ่าย AI ต่างหากที่ควบคุมข้อมูลของพวกเราอยู่

แล้วคำถามที่ว่า AI จะมาทำงานแทนเรา และจะฉลาดกว่ามนุษย์ได้เมื่อไหร่? แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ต้องบอกว่าในตอนนี้เทคโนโลยีได้ก้าวข้ามและพิชิตจุดอ่อนของมนุษย์ไปได้แล้วนั่นเองครับผม

References : https://www.netflix.com/title/81328723

Khaby Lame จากคนตกงานในโรงงานสู่ Influencers ระดับท็อปของโลก

ในเดือนมีนาคม 2020 ในช่วงเริ่มต้นของการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส Khabane Lame คนงานในโรงงานในเมือง Chivasso เมืองอุตสาหกรรมทางตอนเหนือของอิตาลี ต้องตกงาน

เขากลับไปที่อพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของครอบครัว และแม้ว่าพ่อชาวเซเนกัลจะขอให้สมัครงานอื่น แต่เขากลับเริ่มใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันโพสต์วิดีโอบน TikTok ภายใต้ชื่อ Khaby Lame

การใช้คุณสมบัติ Duet ของแอปโซเชียลมีเดีย Lame อายุ 21 ปี ได้ใช้ประโยชน์จากโมเมนตัมของวิดีโอ Life hacks ที่ทำให้กลายเป็นไวรัล

วีดีโอตัวอย่างเช่น หั่นกล้วยด้วยมีด ใช้อุปกรณ์แปลก ๆ ในการสวมถุงเท้า โดยการตอบสนองต่อพวกเขา Lame ได้สร้างคลิปโต้ตอบที่เข้าใจง่ายและไร้คำพูด ซึ่งเขาจะทำสิ่งเดียวกันในลักษณะตรงไปตรงมามากขึ้น

เขาปอกกล้วย เขาสวมถุงเท้า และเกือบทุกครั้งเขาจะเว้นวรรคมุขด้วยวิดีโอที่เป็นหมัดเด็ด “duh” เหยียดแขนราวกับพูดว่า voila และ ทำการกลอกตาหรือส่ายหัว

โพสต์แรกของเขาส่วนใหญ่เป็นภาษาอิตาลี พร้อมคำบรรยายภาษาอิตาลี บางครั้ง Lame ก็พูดภาษาพื้นเมืองที่เน้นภาษาเหนือ แต่มันเป็นคลิปตอบโต้ที่ไร้คำพูดและแสดงออก

การแกล้งแบบสนุก ๆ ที่ส้อมเปลี่ยนเป็นช้อนด้วยเทป หรือการปกป้องพิซซ่าอิตาเลียนจากวิดีโอที่นำเสนอท็อปปิ้ง Sour Patch Kids ที่ทำให้ Lame ให้กลายเป็นดาราระดับนานาชาติ ด้วยผู้ติดตาม 65.6 ล้านคนบน TikTok และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

หากเขายังคงได้รับผู้ติดตามในอัตราปัจจุบันหรือใกล้เคียงกัน เขาจะกลายเป็นครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดบนแพลตฟอร์ม (ปัจจุบันคือ Charli D’Amelio อายุ 17 ปี ซึ่งมีผู้ติดตาม 116 ล้านคน)

“ใบหน้าและการแสดงออกของผมทำให้ผู้คนหัวเราะ” Lame กล่าวในการให้สัมภาษณ์  เขากล่าวว่าการไม่ออกเสียงของเขานั้นเป็น “ภาษาสากล”

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จของ Lame คือ เนื้อหาของเขาเกือบจะหักล้างหรือเยาะเย้ยแนวโน้มการสร้างวีดีโอที่เกินจริงที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย

ไม่ว่าจะเป็นวีดีโอที่เกี่ยวกับ Life Hacks หรือสิ่งอื่น ๆ ” Samir Chaudry ผู้ก่อตั้ง The Publish Press สื่อที่รายงานเกี่ยวกับเรื่องราวของครีเอเตอร์กล่าวว่า “ผมคิดว่ามันน่าสนใจมากสำหรับผู้คน ความรู้สึกของคนที่ไม่ได้พยายามมากเกินไป เป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนจริง”

การล้อเลียน คลิป Life Hacks ทำให้เขาสามารถแจ้งเกิดได้ใน TikTok
การล้อเลียน คลิป Life Hacks ทำให้เขาสามารถแจ้งเกิดได้ใน TikTok

แฟนเพจของ Lame มีแฟนเพจ เป็นภาษาอังกฤษ เยอรมัน อาหรับ โปรตุเกส สเปน และอื่นๆ  YouTuber ชื่อดังได้ติดต่อเขาสำหรับความร่วมมือ และเขาก็ทำเงินบางส่วนผ่าน TikTok โดยทำงานร่วมกับแบรนด์ต่าง ๆ รวมถึงเขาก็ได้รับ sponsor จากผู้ผลิตพาสต้าอิตาเลี่ยน Barilla

“การเป็นดาราระดับนานาชาติ” เขากล่าว “ผมมีความต้องการมากขึ้น”

แต่ในขณะที่ Lame เป็นที่รู้จักในระดับสากลว่าเป็น TikToker ของอิตาลี เขาไม่ได้รับการยอมรับในทางเทคนิคว่าเป็นคนอิตาลีในอิตาลี การขาดสัญชาติของเขา แม้จะอาศัยอยู่ในอิตาลีตั้งแต่อายุ 1 ขวบ เข้าเรียนในโรงเรียนอิตาลีและและยังเป็นแฟนพันธุ์แท้ทีมฟุตบอลยูเวนตุส  

“ผมไม่ต้องการกระดาษแผ่นหนึ่งเพื่อกำหนดตัวเองว่าเป็นคนอิตาลี” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าการไม่มีหนังสือเดินทางของอิตาลีไม่เคยทำให้เขามีปัญหาใดๆ เลย

“อย่างน้อยก็จนถึงตอนนี้” เขากล่าว

ผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิดอย่างหนึ่งของการขึ้นเป็นดาราใน TikTok ของ Lame คือมันได้เปิดเผยจุดอ่อนของการขาดสัญชาติอิตาลีของเขา หนังสือเดินทางเซเนกัลของเขาทำให้การขอวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาได้ยากขึ้น เขากล่าว เขายังคงจัดการกับระบบราชการและเอกสารของอิตาลีเพื่อขอสัญชาติ

สัญชาติอิตาลีขึ้นอยู่กับสายเลือด และสามารถขอสัญชาติได้ โดยผู้อพยพที่อายุครบ 18 ปีหลังจากอาศัยอยู่ในประเทศตั้งแต่แรกเกิด สำหรับผู้ที่ไม่ได้เกิดในอิตาลีอาจใช้เวลานานกว่านั้นมาก 

คนดังและผู้มีอิทธิพลคนอื่น ๆ ต่างจับตาดูการเติบโตของเขา Mark Zuckerberg ผู้บริหารระดับสูงของ Facebook ได้แสดงความเห็นโดยใช้อิโมจิบนโพสต์ Instagram ล่าสุดของ Lame เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม

หลังจากนั้น Lame ปรากฏตัวพร้อมกับ Alessandro Del Piero นักฟุตบอลในตำนานของทีม Juventus อันเป็นที่รักของเขา เหล่า Influencer ชั้นนำได้ติดต่อขอเชิญ Lame ให้ทำงานร่วมกัน

ปรากฏตัวพร้อมกับ Alessandro Del Piero นักฟุตบอลในตำนานของทีม Juventus
ปรากฏตัวพร้อมกับ Alessandro Del Piero นักฟุตบอลในตำนานของทีม Juventus

อย่างไรก็ตาม เขายังกล่าวอีกว่า แฟนๆ มักจะเข้ามาทักทายเขาตามท้องถนนและในร้านอาหารเพื่อขอเซลฟี่ “ผมมีอิทธิพลอย่างมากในอิตาลี” Lame กล่าว 

ในปลายเดือนเมษายน Lame แซงหน้า Gianluca Vacchi ในตำแหน่ง TikTok ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในอิตาลี Vacchi วัย 53 ปี ขึ้นชื่อในเรื่องกิจวัตรการเต้นและไลฟ์สไตล์ที่ดูเว่อร์เกินความจำเป็น

Vacchi เป็นลูกหลานที่มั่งคั่งของเจ้าสัวด้านกิจการพลาสติก Vacchi มีร่างกายที่ฟิตสมบูรณ์ มีรอยสักมากมาย และแต่งงานกับนางแบบที่อายุ 26 ปี ริกจิโอ อเลสซานโดร ผู้จัดการคนปัจจุบันของ Lame เคยดูแล Vacchi มาก่อน

ในขณะที่ Vacchi แสดงถึงวิถีชีวิตที่หรูหราซึ่งมักเกี่ยวข้องกับความฟุ่มเฟือยของอิตาลี แต่ Lame กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม เขามักจะโพสต์จากห้องนอนที่ว่างเปล่าที่เขาแชร์กับพี่ชายของเขา ประดับด้วยธงชาติเซเนกัลและผ้าพันคอฟุตบอลของยูเวนตุส เขาใช้โทรศัพท์ที่ล้าสมัยสำหรับวิดีโอจำนวนมาก และการจัดแสงก็ไม่ค่อยดีนัก

แต่นั่นเป็นสิ่งที่คนชอบ เพราะมันดูเป็นชีวิตของคนจริง ๆ

นอกจากคลิปที่ส่ายหัวแล้ว เนื้อหาของ Lame ส่วนใหญ่ประกอบด้วยการแสดงความเคารพต่อแฟนสาวและกลุ่มเพื่อนสนิทของเขา แม้ว่าโพสต์บางส่วนของเขาจะไม่สร้างความตื่นเต้นมากนักในอิตาลี แต่กลับกลายเป็นที่นิยมมากกว่า ในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป

ต้องบอกว่า ส่วนหนึ่งของความสำเร็จของ Lame นั้นเกี่ยวข้องกับความสำคัญของเนื้อหาคลิปของเขามีการถูกดูดไปใช้มากมายในโลกอินเทอร์เน็ต 

เนื้อหาของ Lame นั้นสมบูรณ์แบบด้วย meme  ซึ่งหมายความว่า meme จำนวนมากถูกดาวน์โหลดผ่านวิดีโอ TikTok ของเขา และถูกนำไปโพสต์ใหม่บน Instagram เพื่อให้มีส่วนร่วมได้ง่าย หรือใช้ใบหน้าของเขาเป็นภาพปฏิกิริยาต่าง ๆ  นอกจากนี้ วิดีโอของเขายังถูกรีโพสต์ไปยัง Twitter บ่อยครั้งอีกด้วย

Lame กล่าวว่าเขาเชื่อว่าการแสดงออกทางสีหน้าที่ตลกขบขันและความเรียบง่ายของเนื้อหาช่วยให้เขาเติบโตในอัตราที่รวดเร็ว เขายังโพสต์บ่อยครั้ง เกือบทุกวันใน TikTok และทุกวันใน Instagram Stories

“เคล็ดลับคือความอดทนเหนือสิ่งอื่นใด” เขากล่าว

แม้ว่า Lame อาจกลายเป็นดารา TikTok ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลกในไม่ช้า แต่เขายืนยันว่าเขาจะไม่มอง TikTok เป็นการแข่งขัน เขาบอกว่าเขาไม่ได้ดูคอนเท้นท์ของ Charli D’Amelio มากนัก (แม้ว่า Dixie D’Amelio น้องสาวของ Ms. D’Amelio ซึ่งเป็นครีเอเตอร์อันดับต้น ๆ ก็ติดตามเขาและเขาก็ตามเธอกลับ) 

เขาพูดเพื่อทำให้ผู้คนหัวเราะ เช่นเดียวกับไอดอลของเขา ไม่ว่าจะเป็น วิล สมิธ, เอ็ดดี้ เมอร์ฟี และนักแสดงชาว Pugliese Checco Zalone ซึ่งเป็นที่รู้จักจากคอเมดี้อิตาลีในวงกว้าง Lame กล่าวว่า เขาหวังที่จะได้ร่วมงานกับไอดอลของเขาในสักวันหนึ่ง

แน่นอนว่า ด้วยความโด่งดัง เขาสามารถทำเงินได้อย่างต่อเนื่อง แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำตามความฝันของเขาในการซื้อบ้านให้แม่ของเขา แต่ดูเหมือนตอนี้ ฝันของ Lame มันคงไม่ไกลเกินเอื้อม หากเขาสามารถรักษาระดับการเพิ่มของจำนวนผู้ติดตามได้เหมือนปัจจุบัน และที่สำคัญเขากำลังจะมุ่งสู่เส้นชัยที่จะทำให้เขากลายเป็น ครีเอเตอร์ของ TikTok ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลก ในเร็ววันนี้นั่นเองครับผม

References : https://www.news18.com/news/buzz/khaby-lame-tiktok-reaction-life-hack-video-solutions-memes-twitter-italy-3740300.html
https://olhardigital.com.br/en/2021/05/03/internet-e-redes-sociais/quem-e-khabane-lame-italiano-do-tik-tok/
https://www.popbuzz.com/internet/tiktok/khaby-lame/
https://www.nytimes.com/2021/06/02/style/khaby-lame.html
https://www.intheknow.com/post/khaby-lame-tiktok/

11 บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ Jeff Bezos

Jeff Bezos  ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Amazon มุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งในการสร้างองค์กรที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และถือว่า Amazon นั้นเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจสมัยใหม่ 

Bezos ได้ลงจากตำแหน่ง CEO ในฐานะหนึ่งในผู้นำทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดในยุคของเขา โดยนำบริษัทของเขาจากศูนย์ไปจนมีมูลค่าเกือบ 1.7 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งเป็นมูลค่าตลาดของ Amazon ในปัจจุบัน 

และนี่คือบทเรียนเกี่ยวกับการทำธุรกิจ การสร้างนวัตกรรม และประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า ซึ่งต่อไปนี้คือหลักการ 11 ข้อที่ผู้ประกอบการทุกคนสามารถเรียนรู้ได้จาก Jeff Bezos

1. ไม่เสียใจที่ได้ลองทำสิ่งนี้

แนวคิดของ Bezos คือการคิดข้ามไปเมื่อเราอายุ 80 และมองย้อนกลับไปในชีวิตของเรา “ผมต้องการลดจำนวนความเสียใจที่ผมมีให้น้อยที่สุด” Bezos อธิบาย “ผมรู้ว่าเมื่อผมอายุ 80 ผมจะไม่เสียใจที่ได้ลองทำสิ่งนี้ ผมจะไม่เสียใจที่พยายามมีส่วนร่วมในสิ่งนี้ที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตซึ่งผมคิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ”

2. หาโอกาสที่เหมาะสม

Bezos ตัดสินใจสร้างธุรกิจอินเทอร์เน็ตก่อน ไม่ใช่ธุรกิจหนังสือ เขาเคยทำงานในนิวยอร์กซิตี้ให้กับ DE Shaw ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุน เมื่อเขาได้ยินว่าการใช้อินเทอร์เน็ตเติบโตขึ้นในอัตรา 2,300 %ต่อปี 

Bezos ไม่ชอบหนังสือเป็นพิเศษ แต่หนังสือดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะใช้ประโยชน์จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของอินเทอร์เน็ต ในปี 1994 ซึ่งเป็นปีที่ Amazon เปิดตัว แคตตาล็อกของหนังสือที่มีจำหน่ายในรูปแบบสิ่งพิมพ์นั้นมีจำนวนมหาศาล

โดย Amazon มีหนังสือมากกว่าสามล้านเล่ม ซึ่งเป็นธุรกิจ Long tail ที่เหมาะกับการทำ e-tailing หนังสือจัดส่งค่อนข้างง่ายและไม่แพงมาก เพื่อเป็นจุดเริ่มต้น แนวคิดนี้ก็สมเหตุสมผล

3. หมกมุ่นอยู่กับลูกค้า

หลายบริษัทประกาศมักจะประกาศว่ามีการมุ่งเน้นไปที่ลูกค้า  “แต่ความลับของ Amazon – มีหลายหลักการใน Amazon – แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้คือการมุ่งเน้นที่การครอบงำและบังคับลูกค้า” Bezos บอกกับ David Rubenstein ในการสัมภาษณ์ปี 2018 ที่ กรุงวอชิงตัน ดีซี

เขาไม่ได้พูดถึงการบริการที่ดี แต่มันเป็นเรื่องของการสร้างบริษัทที่ผู้คนขาดไม่ได้ “ตั้งแต่เริ่มต้น เรามุ่งเน้นที่การนำเสนอคุณค่าที่น่าสนใจแก่ลูกค้า” เขาเขียนในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Amazon ในปี 1997

คำว่า “น่าสนใจ” ยังหมายถึงความชัดเจน ตัวอย่างหนึ่งที่มักถูกอ้างถึงคือการยืนกรานของ Bezos ว่าสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกชิ้น ทีมงานจะเขียนบันทึกช่วยจำขนาด 6 หน้าและรวมตัวอย่างข่าวประชาสัมพันธ์  “เราไม่ทำการนำเสนอ PowerPoint (หรือการนำเสนอแบบสไลด์อื่นๆ) ที่ Amazon” Bezos เคยเขียนไว้ “เราเขียนบันทึกช่วยจำ 6 หน้าที่มีโครงสร้างการเล่าเรื่อง เราอ่านอย่างเงียบๆ เมื่อเริ่มการประชุมแต่ละครั้งใน ‘ห้องประชุม’ “

Bezos เชื่อว่ารูปแบบการเล่าเรื่อง ทำให้กลยุทธ์ชัดเจนขึ้น และการเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ในตอนเริ่มต้น ทีมงานถูกบังคับให้คิดเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาทำผ่านการเผชิญหน้าครั้งแรกของลูกค้ากับผลิตภัณฑ์

4. ทำให้มูลค่าของคุณเกินต้นทุนทั้งหมด

ในช่วงแรก ๆ ของการทำ e-tailing การสั่งซื้อทุกอย่างทางออนไลน์เป็นประสบการณ์ที่แย่มากสำหรับทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ มีเพียงประมาณหนึ่งในสามของครัวเรือนที่มีคอมพิวเตอร์และทำงานช้า ครัวเรือนเหล่านั้นมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตน้อยลง เว็บไซต์ที่มีอยู่นั้นไม่ดี

หากคุณกำลังจะชักชวนให้ใครซักคนใช้คอมพิวเตอร์ ต่อสายอินเทอร์เน็ต และสั่งซื้อสินค้า คุณควรเสนอสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถหาได้จากที่อื่น ประสบการณ์ต้องสร้างมูลค่าที่เพียงพอ โดยเสนอราคาที่ต่ำ การเลือกที่ไม่จำกัด ซึ่งจะเอาชนะอุปสรรคในการซื้อทางออนไลน์ในช่วงแรกๆ

แม้ว่าเว็บจะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น คำถามยังคงอยู่: ไซต์ของคุณทำให้ชีวิตของลูกค้าของคุณง่ายขึ้นหรือดีขึ้นในลักษณะที่เป็นรูปธรรมหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาอาจจะซื้ออะไรก็ได้จากคุณ ในกรณีของ Amazon นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมด

5. ให้กลัวลูกค้าไม่ใช่คู่แข่ง

อย่ากลัวคู่แข่งของเรา เพราะพวกเขาไม่เคยส่งเงินมาให้เรา Bezos เคยบอกทีมของเขา “จงกลัวลูกค้าของเรา เพราะคนเหล่านั้นคือคนที่มีเงิน” กล่าวอีกนัยหนึ่ง ให้เน้นความกังวลของคุณในที่ที่มันสำคัญจริงๆ

6 มุ่งเน้นเป้าหมายในระยะยาว.

ในปี 1997 Amazon ยังคงเป็นบริษัทที่ค่อนข้างเล็ก ให้บริการลูกค้าประมาณ 1.5 ล้านคน จดหมายผู้ถือหุ้นของ Bezos ในปีนั้นส่งสัญญาณไปยัง Wall Street ว่าเขาไม่สนใจเกี่ยวกับรายรับรายไตรมาส

“เราเชื่อว่าการวัดความสำเร็จขั้นพื้นฐานของเราจะเป็นคุณค่าของผู้ถือหุ้นที่เราสร้างขึ้นในระยะยาว” Bezos เขียน “มูลค่านี้จะเป็นผลโดยตรงจากความสามารถของเราในการขยายและเสริมความแข็งแกร่งให้ตำแหน่งผู้นำตลาดในปัจจุบันของเรา”

Amazon Prime ถือเป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อเปิดตัวในปี 2005 มีค่าใช้จ่าย 79 เหรียญต่อปีและมีบริการจัดส่งฟรีภายในสองวัน Bezos เขียนในภายหลังว่า: “เราต้องการให้ Prime มีค่ามากจนคุณไม่ต้องคิดเลยว่าจะไม่เป็นสมาชิก”

ผู้ที่ยินดีจ่ายเงินจำนวนมากนั้นมักจะเป็นลูกค้าซ้ำที่ซื้อของจำนวนมาก ซึ่งหมายความว่าค่าขนส่งอาจเกินราคาของสมาชิกอย่างรวดเร็ว นั่นคือประเด็น ยอดขายที่ก้าวกระโดด แม้ว่าจะหมายถึงการสูญเสียเงินในระยะสั้น แต่ก็จะช่วยให้แผนระยะยาวของเรายิ่งใหญ่ขึ้น  Amazon นำรายได้แทบจะทั้งหมดมาลงทุนเพิ่มในธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตมากกว่าผลกำไร แม้ Wall Street จะบ่น แต่ Bezos ไม่สนใจ

7. สร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน

หนังสือมักจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเสมอ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้น Bezos วางแผนที่จะมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกมากมายในราคาถูกและมีการบริการลูกค้าที่ดีเยี่ยม 

การเพิ่มจำนวนลูกค้าจะดึงดูดผู้ขายที่เป็นบุคคลที่สามมายังแพลตฟอร์ม ซึ่งจะเพิ่มการเลือกผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น  

ยิ่ง Amazon ขายผลิตภัณฑ์ได้มากเท่าไร กระบวนการและระบบก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งปริมาณการขายสูงขึ้นเท่าใด ราคาก็จะยิ่งได้จากซัพพลายเออร์มากขึ้นเท่านั้น และยิ่งสามารถทำให้ต้นทุนที่ต่ำลงได้เท่าไหร่มันก็ส่งผลต่อการเติบโตของ Amazon ได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง 

8. จ้างพนักงานพร้อมกับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ให้กับพวกเขา

คุณต้องการมิชชันนารีหรือทหารรับจ้างหรือไม่? นั่นคือคำถาม “คุณจ้างคนเก่งๆ แล้วไม่ให้พวกเขาลาออกไปได้ยังไง”  Bezos ถาม “พยายามให้ภารกิจอันยิ่งใหญ่แก่พวกเขา บางสิ่งที่มีจุดประสงค์ที่แท้จริง และมีความหมายสำหรับพวกเขา”

9. ปกป้องวัฒนธรรมของคุณ

วัฒนธรรมองค์กรที่เฉียบขาดของ Amazon นั้นไม่มีความลับ มีเรื่องราวของชั่วโมงการทำงานที่ไม่รู้จบ สภาพการทำงานที่โหดร้าย และสภาพแวดล้อมที่ผลักดันผู้คนให้เกินขีดจำกัด 

“เกือบทุกคนที่ผมทำงานด้วย ผมเห็นน้ำตาที่โต๊ะทำงานของพวกเขา” อดีตพนักงานคนหนึ่งบอกกับ The New York Times สำหรับงานนิทรรศการปี 2015 ในเวลาเดียวกัน Amazon ยังคงดึงดูดผู้ที่มีความสามารถซึ่งสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อโลก 

“เราไม่เคยอ้างว่าแนวทางของเราเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แค่เป็นแนวทางของเรา และในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เราได้รวบรวมกลุ่มคนที่มีความคิดเหมือนๆ กัน” Bezos เขียนถึงนักลงทุนในปี 2016

สำหรับการวิจารณ์ใดๆ ที่คุณอาจพูดถึงเกี่ยวกับวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มข้นของ Amazon Bezos พูดถูกเมื่อเขากล่าวว่าวัฒนธรรมนั้น “ถูกสร้างขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อเวลาผ่านไป โดยผู้คนและจากเหตุการณ์ต่างๆ – โดยเรื่องราวของความสำเร็จและความล้มเหลวในอดีตที่กลายเป็นส่วนลึกในตำนานของบริษัท .” สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักถึงประวัติศาสตร์นั้นและปกป้องมันอย่างระมัดระวัง

10. รู้ว่าคุณกำลังตัดสินใจแบบไหน

Amazon แบ่งการตัดสินใจที่จำเป็นต้องทำเป็นสองประเภท “มีการตัดสินใจที่ไม่สามารถย้อนกลับได้และมีผลสืบเนื่องสูง เราเรียกมันว่าประตูทางเดียวหรือการตัดสินใจประเภทที่ 2” Bezos อธิบายใน Invent & Wander ซึ่งเป็นชุดงานเขียนของเขา

Bezos อธิบายถึงบทบาทของเขาในฐานะ “chief slowdown officer” และในกรณีประเภทที่ 2 เขามักจะมองหาข้อมูลเพิ่มเติมเสมอ เนื่องจากการตัดสินใจมีความสำคัญมากและเมื่อตัดสินใจแล้ว จะไม่มีการหวนกลับ 

การตัดสินใจส่วนใหญ่ Bezos กล่าวว่าเป็นการตัดสินใจแบบสองทางหรือแบบที่ 1 สิ่งเหล่านี้มีผลสืบเนื่องน้อยกว่า เลือกผิดแล้วยังสามารถย้อนกลับไปได้ เขากล่าวว่าปัญหาทำให้ทั้งสองสับสน และใช้เวลานานเกินไปในการตัดสินใจประเภทที่ 1

“เป็นประตูทางเดียวหรือสองทาง?” Bezos ถาม “ถ้าเป็นประตูสองทาง ให้ตัดสินใจกับทีมเล็กๆ หรือแม้แต่บุคคลที่มีวิจารณญาณสูง” ความสับสนในการตัดสินใจทั้งสองประเภทเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนควรหลีกเลี่ยง

11. ฟังคำวิจารณ์ของคุณ แต่อย่ามากเกินไป

ผู้ที่อยู่ในภารกิจที่ยิ่งใหญ่ย่อมคาดหวังคำวิจารณ์ “ถ้าคุณไม่สามารถถูกเข้าใจผิดได้ ก็อย่าทำอะไรใหม่หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ” Bezos กล่าว เขายังให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการจัดการคำวิจารณ์ “ก่อนอื่น ส่องกระจกแล้วตัดสินใจว่านักวิจารณ์ของคุณพูดถูกหรือไม่” Bezos กล่าว “ถ้าถูกต้องก็เปลี่ยน”

ในปี 2009, Amazon ได้แจกจ่ายสำเนาหนังสือ ebook 1984 ของจอร์จเวลล์อย่างผิดกฎหมาย  เมื่อได้รับแจ้งเกี่ยวกับปัญหานี้ บริษัทได้ลบออกจาก Kindles ของผู้ใช้ทันที 

ในที่สุด Amazon ก็ทำให้มันถูกต้องโดยเสนอหนังสือใหม่ให้กับลูกค้า  “นี่เป็นคำขอโทษสำหรับวิธีที่เราเคยจัดการสำเนาหนังสือ ebook 1984 และนวนิยายเรื่องอื่นๆ บน Kindle อย่างผิดกฎหมาย”

วิธีแก้ปัญหาของเราสำหรับปัญหานั้นอาจจะดูโง่เขลา ไร้ความคิด และเจ็บปวดมาก ตามหลักการของเรา แต่มันเป็นการกระทำผิดโดยตัวเราเองทั้งหมด และเราสมควรได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่เราทำมัน”

References : https://www.forbes.com/sites/tomtaulli/2021/02/03/jeff-bezos-the-lessons-for-entrepreneurs/
https://thinkmaverick.com/15-business-lessons-learn-amazon-founder-ceo-jeff-bezos/
https://neilpatel.com/blog/lessons-from-jeff-bezos/
https://www.inc.com/jason-aten/jeff-bezos-is-stepping-down-as-amazons-ceo-his-reason-why-is-a-masterclass-in-emotional-intelligence.html
https://www.globalbusinessowners.com/10-lessons-for-entrepreneurs-from-jeff-bezoss-incredible-success/
https://www.inc.com/magazine/202006/brian-dumaine/bezonomics-amazon-jeff-bezos-strategy-growth.html

ปัญญาประดิษฐ์จะบดขยี้มนุษย์ ความเห็นจากนักเศรษฐศาตร์รางวัลโนเบลอย่าง Daniel Kahneman

ต้องบอกว่าด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน คงจะไม่เป็นคำพูดที่เกินเลยว่า ในไม่ช้าปัญญาประดิษฐ์จะสามารถทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ในหลาย ๆ ด้าน

ต้องบอกว่า มนุษย์เรานั้นทำงานหนักเกินไปและยังล้าสมัยมาก ในบทสัมภาษณ์ใหม่ที่เผยแพร่โดย The Guardian เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Daniel Kahneman ผู้ชนะรางวัลโนเบลมีประเด็นที่ค่อนข้างร้อนแรงในเรื่องนี้: ในการต่อสู้ระหว่าง AI กับมนุษย์ เขากล่าวว่ามันจะเป็นสงครามครั้งใหญ่ – มนุษย์กำลังจะพ่ายแพ้ และจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมาก ๆ

“เห็นได้ชัดว่า AI กำลังจะชนะ ซึ่งความฉลาดของมนุษย์มันไม่ใกล้เคียง AI เลยด้วยซ้ำ” Kahneman บอกกับ The Guardian  “วิธีที่ผู้คนจะปรับตัวเข้ากับสิ่งนี้เป็นปัญหาที่น่าสนใจ”

ทำไมต้องฟัง Daniel Kahneman? หนังสือ “Thinking, Fast and Slow” ในปี 2011 ซึ่งมียอดขายมากกว่าสองล้านเล่ม เป็นหนึ่งในหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม

โดยมีการสำรวจว่ามนุษย์คิดอย่างไรและทำไมในสิ่งที่พวกเขาคิด (การคิดแบบ “เร็ว” และ การคิด “ช้า” ที่เป็นเหตุเป็นผล) และสิ่งที่ทำให้เราต้องเตรียมตัวเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของเรา 

แต่ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้รับรางวัลโนเบลประจำปี 2002 จากการบุกเบิก “ทฤษฎีคาดหวัง (prospect theory)” ซึ่งอธิบายวิธีที่ผู้คนหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ความแตกต่างระหว่างกำไรและขาดทุน และเกณฑ์การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความเสี่ยงทำงานอย่างไร

ตามที่ Kahneman บอก เราจึงไม่พร้อมสำหรับการทดแทนโดยปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น?  Kahneman กล่าวถึงการแพร่ระบาดที่ครอบงำโลกที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้ โดยอ้างถึงการเติบโตแบบทวีคูณของไวรัส 

เขาอธิบายว่ามนุษย์นั้นไม่มีความสามารถเพียงพอในการจัดการกับคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่อยู่ภายใต้บางสิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เช่น การระบาดของ Covid สามารถวนเวียนอยู่เหนือการควบคุมในระดับโลกได้อย่างไร

“การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นปรากฏการณ์ที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์เราที่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นและรุนแรงถึงเพียงนี้” เขาบอกกับ The Guardian “เรามีประสบการณ์มากในโลกที่เป็นเส้นตรงไม่มากก็น้อย และถ้าสิ่งต่าง ๆ กำลังเร่งขึ้น ก็มักจะเร่งด้วยเหตุผล การเปลี่ยนแปลงแบบทวีคูณ [เช่นเดียวกับการแพร่กระจายของไวรัส] มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เราไม่พร้อมสำหรับมัน เพราะมนุษย์เราต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ”

นอกจากการสนทนาเกี่ยวกับ AI แล้ว Kahneman ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับจิตใจของมนุษย์ว่า “จะเกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ เทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก อาจเป็นแบบทวีคูณ แต่มนุษย์คิดแบบเป็นเส้นตรง เมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบทวีคูณ พวกเขาจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งนั้นได้อย่างง่ายดาย” 

Kahneman ได้ส่งข้อความที่ชัดเจนถึงห้องประชุมคณะกรรมการบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก: “มีสถานการณ์ที่ค่อนข้างน่ากลัวเมื่อคุณพูดถึงความเป็นผู้นำ เมื่อเห็นได้ชัดว่าคุณสามารถมี AI ที่มีวิจารณญาณทางธุรกิจที่ดีกว่ามาก ซึ่งในอนาคตจะทำอย่างไรกับความเป็นผู้นำของมนุษย์”

ต้องบอกว่า คำพูดของ Kahenman น่าสนใจมาก ๆ บางทีถ้าเหล่าผู้บริหารองค์กรธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะในระดับ C-Level ก็อาจจะต้องเริ่มเกรงกลัวงานที่อาจจะถูกแย่งไป ซึ่งต้องบอกว่าถึงตอนนี้ คงไม่ใช่เพียงแค่งานระดับล่าง ที่เป็นงานใช้แรงงานหรือ งานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ที่ AI สามารถทดแทนได้แบบทันทีแล้วเพียงเท่านั้น

แต่งานในระดับสูง อย่างการคิด หรือ ตัดสินใจทางธุรกิจ นั้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตำแหน่งงาน ที่คงพ่ายแพ้ให้กับ AI ในอนาคตอย่างหมดรูปได้นั่นเองครับผม

References : https://www.theguardian.com/books/2021/may/16/daniel-kahneman-clearly-ai-is-going-to-win-how-people-are-going-to-adjust-is-a-fascinating-problem-thinking-fast-and-slow
https://en.wikipedia.org/wiki/Prospect_theory

Richard Montañez กับการพลิกชีวิตด้วย 1 idea ที่เปลี่ยนจากภารโรงให้กลายเป็นผู้บริหารที่ PepsiCo

ก่อนที่เขาจะเกิดความคิดที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล Richard Montañez ลูกชายของผู้อพยพชาวเม็กซิกัน เติบโตขึ้นมาในค่ายแรงงานอพยพในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เขาและพี่น้องสิบคนอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แบบหนึ่งห้องนอนกับพ่อแม่

“ผมมีปริญญาเอกของการเป็นคนที่น่าสงสาร ความหิวโหย และความมุ่งมั่น” อดีตภารโรงกล่าวกับผู้บริหารบอกวอชิงตันโพสต์ “และผมคิดว่าเมื่อคุณได้สัมผัสทั้งสามสิ่งนี้แล้ว คุณก็จะเกิดปัญญาขึ้นมากมาย เมื่อคุณเคยจน มีนวัตกรรมมากมายที่ออกมาจากสิ่งนั้น”

Montañez ซึ่งตอนนี้อายุ 50 ปี ได้คิดค้นในเรื่องนวัตกรรมตั้งแต่สมัยเรียนประถม

เมื่อแม่ของเขาส่งเขาไปโรงเรียนในวันแรกของชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พร้อมเบอร์ริโตเป็นอาหารกลางวัน เขาก็รู้สึกเขินอาย 

ช่วงทศวรรษที่ 1960 ในสมัยนั้น “มีคนเพียงไม่กี่คนที่เคยเห็นเบอร์ริโต” เขาเขียนในบันทึกประจำวันของเขาว่า “เด็กชายเบอร์ริโตและคุกกี้” “ที่นั่นผมอยู่กับเบอร์ริโตและทุกคนจ้องมองมาที่ผม ผมใส่มันกลับเข้าไปในกระเป๋าของผมและซ่อนมันไว้”

วันรุ่งขึ้น เมื่อเขาขอให้แม่ทำ “แซนวิชโบโลน่าและคัพเค้กเหมือนเด็กคนอื่นๆ” เธอกลับบรรจุเบอร์ริโตสองชิ้นให้เขาแทน อันหนึ่งสำหรับให้เขากิน และอีกชิ้นหนึ่งสำหรับให้เขาใช้หาเพื่อน และเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ผู้ประกอบการวัย 7 ขวบรายนี้ก็ได้เริ่มขายเบอร์ริโตในราคาชิ้นละ 0.25 ดอลลาร์

หลังจากดิ้นรนเพื่อเรียนรู้การอ่านและการเขียนขั้นพื้นฐานในโรงเรียน Montañez ก็ลาออกและได้เริ่มทำงานหลายอย่างที่มีรายได้ต่ำรวมถึงการฆ่าไก่และการทำสวน เขากำลังทำงานที่ร้านล้างรถ เมื่อเพื่อนเขามาหาและบอกเขาว่า Frito-Lay กำลังหาคนงาน

เขาไปที่โรงงาน Frito-Lay ในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ขอใบสมัครและให้ภรรยาในอนาคตกรอกเอกสารแทนเขา เพราะเขา “อ่านหรือเขียนแทบไม่ได้” เขาเล่า เขาส่งใบสมัครไปในวันนั้นทันที และบริษัทได้ตกลงว่าจ้างเขาเป็นภารโรง

ความคิดสำหรับ Hot Cheetos ของ Flamin เกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งเครื่องจักรพังในสายการผลิต และ Cheetos ชุดหนึ่งไม่ได้รับการโรยด้วยผงชีสสีส้มมาตรฐานของพวกเขา 

Montañez นำ Cheetos ธรรมดากลับบ้านและทดลองใส่พริกป่นลงไป ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพ่อค้าแม่ค้าข้างถนนในละแวกบ้านของเขา ซึ่งทำข้าวโพดย่างแบบเม็กซิกันด้วยมะนาวและพริก เขาพบว่าเพื่อนและครอบครัวของเขาชอบรสชาตินี้

และในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ทางบริษัท PepsiCo เริ่มประสบปัญหาด้านธุรกิจ มีคู่แข่งจำนวนมากและพวกเขาเริ่มไม่มีไอเดียที่จะผลิตสิ่งใหม่ๆ ซึ่ง Roger Enrico ที่เป็น CEO ของบริษัทจึงตัดสินใจประกาศต่อพนักงานกว่า 300,000 ว่าพวกเขาต้องการไอเดียที่แปลกใหม่

นั่นเองที่เป็นเหตุผลให้ Montañez ตัดสินใจเสนอผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกับ CEO  ทันที ซึ่งหลังได้รับไอเดียคร่าว ๆ แล้วนั้น Enrico ให้เวลา Montañez สองสัปดาห์เพื่อเตรียมการนำเสนอกับผู้บริหารของบริษัท

Montañez มุ่งตรงไปที่ห้องสมุดเพื่อดูหนังสือเกี่ยวกับการตลาด การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใครเพื่อสร้างบรรจุภัณฑ์ของเขา และเดินเข้าที่ประชุมโดยสวมเน็คไท ราคา 3 ดอลาร์

“พวกเขารู้สึกทึ่งกับการออกแบบผลิตภัณฑ์” เขาเล่า และในที่สุด Flamin’ Hot Cheetos ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น จนถึงทุกวันนี้ รุ่นเผ็ดของสแน็คคลาสสิกเป็นหนึ่งในรายการยอดนิยมมากที่สุด ของ Frito-Lay และมันได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม

Flamin’ Hot Cheetos ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เขาแจ้งเกิด (CR:dallasnews)
Flamin’ Hot Cheetos ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เขาแจ้งเกิด (CR:dallasnews)

และเส้นทางอาชีพอันรุ่งโรจน์ของ Montañez ก็ได้เริ่มขึ้นหลังจากการนำเสนอในครั้งนั้น เขาสามารถขยับตำแหน่งของตัวเองไปจนถึงระดับผู้บริหาร ใน PepsiCo ในท้ายที่สุด

และตอนนี้เขาได้กลายเป็นักพูดสร้างแรงบันดาลใจและนำเสนอต่อบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับความสำคัญของความหลากหลายในธุรกิจ และ Fox Searchlight Pictures ยังได้นำเรื่องราวของเขามาสร้างภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับความสำเร็จของเขาอีกด้วย

อดีตภารโรงตระหนักว่าชีวิตของเขาอาจจะดูแตกต่างไปจากเดิมมากในทุกวันนี้ หากเขาไม่นำเสนอไอเดียดังกล่าวกับ Enrico และเขาได้ใช้เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจผู้อื่น 

“อย่าถือเอาตำแหน่งของคุณโดยไร้ประโยชน์ ไม่ว่าตำแหน่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม” Montañez กล่าว “จะเป็น CEO หรือ ภารโรง ก็จงทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของบริษัท”

หมายเหตุ : คำกล่าวอ้างของ Richard Montañez ว่าเขาเป็นผู้คิดค้น Flamin’ Hot Cheetos ถูกโต้แย้งในรายงานปี 2021  ของ LA Times ซึ่ง Frito-Lay กล่าวว่า ”เราให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมมากมายของ Richard ต่อบริษัทของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเชิงลึกของเขาเกี่ยวกับผู้บริโภคชาวฮิสแปนิก แต่เราไม่ได้ให้เครดิตการสร้าง ‘Hot Cheetos ของ Flamin หรือผลิตภัณฑ์ยอดนิยมของ Flamin’ กับเขาเพียงคนเดียว”  ในการตอบโต้ Montañez โต้แย้งข้อกล่าวหาเหล่านั้นไว้ใน Variety.com และยังคงไว้ซึ่งเรื่องราวของเขา โดยบอกว่าเขาไม่รู้ว่าแผนกอื่นๆ ของบริษัทกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนั้นเช่นเดียวกัน

References : https://www.dallasnews.com/business/local-companies/2021/05/24/frito-lay-defends-richard-montanezs-legacy-after-flamin-hot-cheetos-dustup/
https://variety.com/2021/film/news/richard-montanez-flamin-hot-cheetos-responds-1234974227/
https://en.wikipedia.org/wiki/Richard_Monta%C3%B1ez
https://www.cnbc.com/2018/03/27/a-janitor-invented-flamin-hot-cheetos-and-became-a-pepsico-exec.html
https://www.latimes.com/business/story/2021-05-16/flamin-hot-cheetos-richard-montanez
https://gvwire.com/2019/10/17/america-loves-flamin-hot-cheetos-meet-inventor-at-fresno-cc/richard-montanez/