การดีลกับปีศาจ สู่ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของ Bill Gates ในศึกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

ในช่วงฤดูร้อนปี 1980 ตัวแทนจาก IBM สองคนได้เดินทางมาที่สำนักงานใหญ่ของ Microsoft เพื่อหารือเรื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ IBM กำลังตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะสร้างมันดีหรือไม่?

แม้ในยุคนั้น IBM จะเป็นเจ้าตลาด Hardware ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดคอมพิวเตอร์แบบเมนเฟรมถึงกว่า 80% เรียกได้ว่าเป็นยักษ์ใหญ่ในตลาดครองตลาดได้แบบเบ็ดเสร็จสำหรับ IBM

แต่ดูเหมือนคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กนั้นจะเป็นปัญหาสำหรับ IBM เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับการขายคอมพิวเตอร์ขนาดมหึมาในราคาแพง และลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าธุรกิจที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกในขณะนั้น

ซึ่งการเข้ามาคุยกับ Microsoft เนื่องจาก ฝ่ายผู้บริหารระดับสูงเล็งเห็นว่า จำเป็นต้องดึงคนนอกเข้ามาช่วยเหลือในตลาดใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลซึ่งเป็นการขายให้กับผู้บริโภครายย่อยซึ่งเป็นสิ่งที่ IBM นั้นไม่ถนัดเป็นอย่างยิ่ง

Microsoft เพิ่งเปิดบริษัทมาได้ไม่นานรายได้หลักช่วงแรก ๆ ของ Microsoft มาจากการเขียน Software ให้บริษัท MITS ที่ผลิตเครื่อง Altair 8800 โดย MITS นั้นจะให้ค่าลิขสิทธิ์ Software กับ Microsoft ที่ขายไปพร้อมกับเครื่อง Altair 8800

ซึ่งเป้าหลายหลักของ Microsoft ที่ Gates วางไว้นั้นอยู่ที่การเขียน Software ป้อนให้กับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นส่วนใหญ่ โดยจะไม่ไปเข้าร่วมในส่วนของการสร้างหรือขาย Hardware Computer โดย Gates นั้นยึดนโยบายการขายลิขสิทธิ์ให้ใช้ Software ของเขาในราคาที่ต่ำที่สุด และมองถึงปริมาณยอดขายในจำนวนมาก ๆ

ซึ่งกลยุทธ์ของ Gates นั้นได้ผลอย่างยอดเยี่ยม ซึ่งแทบจะกล่าวได้ว่าผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยุคแรก ๆ ในตลาดเกือบทุกรายในขณะนั้นซื้อลิขสิทธิ์ภาษา Basic ที่ใช้เขียนโปรแกรมจาก Microsoft แทบจะทั้งสิ้น

ทางฝั่ง IBM ก็ต้องการเข็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลออกตลาดให้ได้ภายในปีนั้น โดย IBM ได้ตัดสินใจสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ทั่วไปในท้องตลาด และทำสิ่งที่เซอร์ไพรส์เป็นอย่างยิ่งคือ การสร้างระบบแบบเปิดและง่ายต่อการเลียนแบบ

แม้ว่าในเครื่องเมนเฟรมขนาดใหญ่นั้น IBM จะออกแบบ Microprocessor เองทั้งหมด แต่ในตลาดใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล IBM ได้ตัดสินใจใช้ Microprocessor ของ intel และที่สำคัญที่สุด คือ IBM ได้ตัดสินใจที่จะให้คนอื่นเขียนระบบปฏิบัติการขึ้นมาซึ่งแน่นอนว่านี่คือโอกาสทองครั้งสำคัญของ Microsoft

และแน่นอนว่าคนอย่าง Bill Gates ไม่มีทางที่จะพลาดโอกาสทองครั้งยิ่งใหญ่แบบนี้ที่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสแบบที่ Gates ได้รับจาก IBM ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องท้าทายครั้งสำคัญของ Gates และ Microsoft แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ต้องการมีส่วนร่วมกับธุรกิจยักษ์ใหญ่นี้

โดย Gates ได้ไปซื้อโปรแกรมที่เคยพัฒนามาแล้วจากบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองซีแอตเติล และได้จ้าง Tim Paterson หัวหน้าวิศวกรจากบริษัทดังกล่าวมาร่วมงานกับ Microsoft และนำโปรแกรมดังกล่าวมาปรับแต่งให้กับ Hardware ของ IBM

Tim Paterson ชายผู้อยู่เบื้องระบบปฏิบัติการ MS-DOS (CR:Alchetron)
Tim Paterson ชายผู้อยู่เบื้องระบบปฏิบัติการ MS-DOS (CR:Alchetron)

ซึ่งผลที่ได้มันก็คือ MS-DOS (Microsoft Disk Operating System) และ IBM นี่เองที่เป็นลูกค้ารายแรกของ Microsoft ที่ซื้อลิขสิทธิ์ MS-DOS ไป และเปลี่ยนชื่อมันให้กลายเป็น PC-DOS และทำการออกวางขายเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของ IBM ในปี 1981

หลังจากวางขายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของ IBM ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น สามารถทำยอดขายได้ดีมาก ๆ เป็นการเริ่มต้นตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแบบจริง ๆ จัง ๆ ครั้งแรกของ IBM ทำให้ชื่อ PC (Personal Computer) นั้นกลายเป็นที่รู้จักไปทั่ว

กลยุทธ์ของ Gates สำหรับการ Deal กับ IBM ในครั้งนี้นั้นถือว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เป็น Case Study ที่น่าสนใจของวงการธุรกิจโลก เพราะ Microsoft ยื่นข้อเสนอที่ดีมาก ๆ ให้กับ IBM โดยเปิดให้เต็มที่กับ IBM นำลิขสิทธิ์ MS-DOS ไปใช้กี่เครื่องก็ได้ที่ IBM ต้องการขาย

IBM PC ที่เปิดตัวและประสบความสำเร็จแทบจะทันที (CR:Wikipedia)
IBM PC ที่เปิดตัวและประสบความสำเร็จแทบจะทันที (CR:Wikipedia)

Gates นั้นมองเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า คือ การสร้าง MS-DOS ให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในขณะนั้นอย่าง UCSD Pascal P-System และ CP/M-86 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่เสนอขายให้ IBM เช่นเดียวกัน

Gates ต้องการให้ MS-DOS กลายเป็นระบบปฏิบัติการหลักของ PC และกระตุ้นให้บริษัทเขียน Software รายอื่น ๆ เขียนโปรแกรมโดยใช้พื้นฐานของ MS-DOS ของ Microsoft

ซึ่งแน่นอนว่าข้อเสนอของ Gates นั้นดีกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัดทำให้ราคา PC ที่มีระบบปฏิบัติการ MS-DOS ราคาถูกกว่าใครและทำให้ IBM ผลักดัน MS-DOS แบบเต็มที่

เป้าหมายของ Gates และ Microsoft นั้นไม่ได้อยู่ที่รายรับที่ได้จาก IBM แต่จะเป็นกำไรในการขายลิขสิทธิ์ MS-DOS ให้กับบริษัทคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ที่ต้องการใช้ MS-DOS เพราะตอนนั้นมันได้กลายเป็นระบบเปิดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ทุกรายสามารถใช้ MS-DOS ได้ทั้งหมด และเมื่อ MS-DOS กลายเป็นมาตรฐานกำไรก็หลั่งไหลมาที่ Microsoft แทนนั่นเอง

และแน่นอนว่าหลังจากออกวางจำหน่ายได้ไม่นานดูเหมือน IBM PC มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นมาตรฐานของตลาดในอุตสาหกรรมใหม่นี้ ดูเหมือน IBM จะประสบความสำเร็จแล้วแถมยังเป็นระยะเวลาอันสั้นมาก ๆ ด้วย

แต่หารู้ไม่ว่าผู้ที่ชนะจริง ๆ ในการสร้างมาตรฐานให้อุตสาหกรรมนี้คือ Microsoft ต่างหากที่ทุกคนต้องใช้ MS-DOS เป็นระบบปฏิบัติการหลัก เหล่าบริษัท Software รายเล็กใหญ่ต่างพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาบนพื้นฐานของ MS-DOS ไม่ใช่บนพื้นฐานของ IBM-PC

ไม่นานหลังจากนั้น Software คุณภาพเยี่ยมตัวใหม่ ๆ อย่าง Lotus 1-2-3 โปรแกรมที่ปฏิวัติรูปแบบของการสร้างสเปรดชีทก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมาให้รันบนระบบปฏิบัติการของ MS-DOS และตลาด Software การใช้งานนับพัน ๆ โปรแกรม ก็ได้เกิดขึ้นมาใน Ecosystem ของ MS-DOS โดยใช้มาตรฐานทาง Hardware ของ IBM-PC นั่นเอง

Lotus 1-2-3 โปรแกรมที่ปฏิวัติรูปแบบของการสร้างสเปรดชีทที่เริ่มต้นบน DOS (CR:facebook)
Lotus 1-2-3 โปรแกรมที่ปฏิวัติรูปแบบของการสร้างสเปรดชีทที่เริ่มต้นบน DOS (CR:facebook)

ซึ่งแม้ IBM จะสร้างมาตรฐาน PC ขึ้นมาก็จริง แต่เป็นมาตรฐานให้ทุกคนเลียนแบบได้ง่าย และบริษัทอื่นก็สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแบบที่ IBM ทำได้เช่นกัน และแน่นอนว่าเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน บริษัทอื่นก็อาจจะมาครองตลาดแทน IBM

และนี่เองเป็นสิ่งที่ IBM พลาดครั้งสำคัญในการดำเนินธุรกิจ พวกเขาพลาดที่ไปร่วมมือกับ Microsoft และ intel ในการสร้าง PC ขึ้นมาให้กลายเป็นมาตรฐานทางด้าน Hardware เพียงเท่านั้น

มันคือจุดผิดพลาดครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของยักษ์ใหญ่วงการเทคโนโลยีโลกอย่าง IBM ที่ไปดีลกับปีศาจอย่าง Bill Gates ที่สุดท้าย Microsoft ก็สามารถครอบครองทุกอย่างได้สำเร็จและผลักดันให้ Gates กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกได้สำเร็จในภายหลังนั่นเองครับผม

Free for All กับการปรับแนวคิดโมเดลทางธุรกิจที่ถูกที่ถูกเวลาที่สุดของ Google

ยักษ์ใหญ่ทางด้านการค้นหาอย่าง Google นั้นเรียกได้ว่ามีการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีได้เร็วที่สุดบริษัทหนึ่งใน Silicon Valley และการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นการเห็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านการค้นหาจาก PC/Desktop ไปสู่มือถือ Smartphone

ในเดือนกันยายนปี 2005 ข่าวใหญ่ในวงการมือถือโลกคงจะหนีไม่พ้นการประกาศรวมตัวของ Microsoft และ Palm ซึ่งหวังจะพิชิตตลาดมือถื อSmartphone ที่อีกเพียงไม่กี่ก้าวพวกเขาก็จะยึดครองได้เบ็ดเสร็จเหมือนที่ทำกับตลาด PC ได้แล้วแท้ ๆ

เหตุการณ์การประกาศรวมตัวที่สั่นสะเทือนวงการที่เกิดขึ้น ทำให้พนักงาน Google คนหนึ่งเกิดความสนใจขึ้นมา เขาคือ Andy Rubin ผู้เป็นอดีตพนักงาน Apple และเพิ่งได้ทำการขายบริษัทที่สองของเขาคือ Android ไปให้กับ Google ได้ไม่นาน

Andy Rubin เป็นชาวยิวอเมริกัน ที่เติบโตในนิวยอร์ก เป็นลูกของนักจิตวิทยาที่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเอง และพ่อของเขาก็ทำงานเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย เขาสามารถสร้างกระดานข่าวอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยตนเองขณะที่ยังเด็ก

โดยเขาเรียนจบจากวิทยาลัยอูตีกา ในอูตีกา นิวยอร์ก ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เขามีประวัติการทำงานอันน่าทึ่ง เพราะเริ่มทำงานที่บริษัท คาร์ล ไซซ์ ในตำแหน่ง วิศวกรหุ่นยนต์  ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่บริษัทแอปเปิล ในฐานะวิศวกรควบคุมฝ่ายการผลิต

หลังจากนั้นก็ได้เข้าร่วมงานกับ Artemis Research ที่ก่อตั้งโดย Steve Perlman ซึ่งเป็นผู้สร้าง WebTV ที่สุดท้ายได้ถูก Microsoft ซื้อไปในที่สุด

หลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมา Rubin ก็ได้ออกมาตั้งบริษัทเองชื่อ Danger Inc. ซึ่งบริษัท Danger นี่เองที่เป็นผลงานโดดเด่นมากของ Rubin ในการทำระบบ OS บนมือถือ

ซึ่งได้กลายเป็นสินค้ายอดฮิตของวัยรุ่นอเมริกานั่นคือ Danger Hiptop (T-Mobile SideKick) ซึ่งเป็นโทรศัพท์ที่มีความสามารถคล้าย ๆ กับ PDA โดยมีการบอกความเป็น Entertainment ให้ดูมีความสนุกสนานเหมาะกับวัยรุ่นมากขึ้น ซึ่งต่อมา Microsoft ก็ได้เข้าไปซื้อกิจการในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2008 

สำหรับ Android นั้น ดูเหมือนว่าในตอนแรก Google จะดูไม่มีท่าทีจะสนใจโดยเฉพาะ CEO ในขณะนั้นอย่าง เอริก ชมิตต์ ดูจะส่ายหัวกับไอเดียในการสร้างระบบปฏิบัติการมือถือของ Google ขึ้นมา

แต่สองผู้ก่อตั้งของ Google อย่าง แลร์รี่ เพจ และ เซอร์เกย์ บริน นั้นได้มองเห็นโทรศัพท์มือถือว่าเป็นอนาคตที่สำคัญ จึงได้ทำการไปแอบซื้อ Android มาโดยไม่ปรึกษา CEO ในขณะนั้นอย่าง ชมิตต์ แต่อย่างใด

แน่นอนว่าพวกเขาทั้งสองได้เล็งเห็นถึงอนาคตของวงการมือถือ เพราะผลิตภัณฑ์หลักอย่าง Search Engine ของ Google นั้น ในอนาคตเหล่าผู้คนต้องใช้งานผ่านมือถือโดยเฉพาะ Smartphone อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นการตัดสินใจซื้อบริษัทครั้งสำคัญครั้งนึงเลยของ Google ที่มีต่อแผนธุรกิจระยะยาวของพวกเขา

ทั้ง เพจ,บริน และ รูบิน นั้น มองเห็นอนาคตของ อินเทอร์เน็ตที่จะเคลื่อนไปสู่มือถือ และเมื่อถึงตอนนั้นผู้คนก็จะค้นหาผ่านมือถือมากกว่า PC และ Smartphone จะกลายเป็นอุปกรณ์ประจำกายของมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างแน่นอน

ทั้ง เพจ,บริน และ รูบิน นั้น มองเห็นอนาคตของ อินเทอร์เน็ตที่จะเคลื่อนไปสู่มือถือ (CR:lemondeinformatique.fr)
ทั้ง เพจ,บริน และ รูบิน นั้น มองเห็นอนาคตของ อินเทอร์เน็ตที่จะเคลื่อนไปสู่มือถือ (CR:lemondeinformatique.fr)

เพราะคนสามารถใช้ Smartphone เคลื่อนที่ไปไหนก็ได้อย่างอิสระเสรี ไม่ต้องมาอยู่กับที่เหมือนกับการเล่นอินเทอร์เน็ตบน PC หรือ Desktop และจะเกิดข้อมูลขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อเหล่าผู้ใช้งานเคลื่อนที่ไปแต่ละแห่งอยู่ตลอดเวลา

แน่นอนว่าการค้นหาก็จะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน และที่สำคัญเมื่อมีข้อมูลจากเหล่าผู้ใช้งานมากขึ้น ก็จะทำให้ประสิทธิภาพการค้นหาของ Google นั้นดียิ่งขึ้นไปอีก และยากที่ใครจะมาโค่นล้ม Google ในธุรกิจการค้นหาได้

ซึ่งเมื่อมือถือกลายเป็นตลาดที่เติบโตมหาศาล ในที่สุดผู้ผลิตก็จะเรียกร้องเงินจำนวนมหาศาล เพื่อนำบริการการค้นหาใด ๆ เป็นค่าเริ่มต้นของมือถือของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่า Google คงไม่อยากเสียเงินแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ อย่างแน่นอน หลังจากเสียเงินเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อให้เป็นการค้นหาเริ่มต้นใน Browser อย่าง Firefox และ Safari ในยุค PC ก่อนหน้า

ซึ่งวิธีเดียวที่จะรับประกันอนาคตของ Google ให้มีที่ยืนในโปรแกรมค้นหาบนมือถือได้ ณ ขณะนั้นก็คือ Android และต้องมีแรงจูงใจพิเศษที่เหล่าผู้ผลิตมือถือได้รับแล้วไม่อาจปฏิเสธข้อเสนอได้

หลังจากการเปิดตัวอย่างสวยงามของ iPhone ในต้นปี 2007 Google จึงได้เริ่มเห็นสัญญาณอะไรบางอย่างของวงการโทรศัพท์มือถือโลก ว่าโลกของมือถือในอนาคตนั้นจะขับเคลื่อนไปในรูปแบบมือถือจอสัมผัส อย่างที่ iPhone สร้างขึ้นมาอย่างแน่นอน

มันเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจที่ชาญฉลาดที่สุดครั้งนึงในการเปลี่ยน Android จากเดิมนั้นต้องมีคีย์บอร์ด QWERTY แบบเดียวกับที่ Blackberry ทำให้กลายร่างมาเป็นมือถือแบบจอสัมผัสอย่างที่ Apple ทำกับ iPhone

และ Google ก็เริ่มลุยทันทีโดยไม่ปล่อยให้ช้าเกินไป โดยในปี 2007 google ได้เปิดตัว OHA (Open Hanset Alliance) โดย Google จะเสนอตัวในการสร้างระบบปฏิบัติการมือถือให้ฟรีสำหรับผู้ผลิตมือถือรายใหญ่ ๆ ทุกราย

ซึ่งแน่นอนการได้ของฟรีแบบนี้ ใครจะไม่ชอบล่ะ เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านมือถือจากทั่วโลกต่างตบเท้าเข้าร่วมกับ Google ใน OHA ไม่ว่าจะเป็น HTC , Motorola , T-Mobile , หรือ Qualcom 

OHA (Open Hanset Alliance) ที่บริษัทยักษ์ใหญ่มือถือทั่วโลกต่างเข้าร่วม (CR:androidwidgeteg)
OHA (Open Hanset Alliance) ที่บริษัทยักษ์ใหญ่มือถือทั่วโลกต่างเข้าร่วม (CR:androidwidgeteg)

และที่สำคัญ เครือข่ายโทรศัพท์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง China Mobile นั้นก็ตอบรับในข้อเสนอดังกล่าวของ Google เพราะมองว่าจีนจะกลายเป็นตลาดใหญ่ของ Smartphone ในอนาคตได้อย่างแน่นอน

ด้วยการที่จีนเติบโตอย่างรวดเร็วและจำนวนชนชั้นกลางเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนั้น การใช้ระบบปฏิบัติการที่ฟรีอย่างที่ Google เสนอนั้น จะเป็นประโยชน์อย่างมากกับประเทศจีน

ซึ่งแนวคิดหลักของ OHA นั้น Google จะเป็นแกนหลักของทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการค้นหา รวมถึงบริการต่าง ๆ ของ Google ที่จะติดมากับระบบปฏิบัติการใหม่ตัวนี้ โดยระบบจะเปิดให้มากที่สุด ซึ่งผู้ผลิตสามารถเข้าถึง Sourcecode ของระบบปฏิบัติการได้ ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่ Apple กับ Microsoft ทำ ที่ปกป้อง Sourcecode ของตัวเองดั่งไข่ในหิน

แน่นอนว่าสิ่งนี้มันไม่ดีต่อทั้ง Apple และ Microsoft อย่างแน่นอน Google ได้พยายามทำสิ่งที่  Microsoft ทำในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แต่พวกเขากำลังทำทุกอย่างให้ใช้กันแบบฟรี ๆ ให้เหล่าผู้ผลิตมือถือเอาไปใช้ได้อย่างสบายใจ เพียงแค่ต้องมีบริการของ Google ติดตั้งค่ามาตั้งแต่โรงงานเพียงเท่านั้น

และที่สำคัญเหล่าผู้ผลิตมือถือเริ่มที่จะระแวง Microsoft ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะกลัวจะซ้ำรอยเดิมกับตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่สุดท้ายคนที่รวยจริง ๆ ก็คือ Microsoft แต่เพียงผู้เดียว

และท่ามกลางความไม่ไว้วางใจนี้เองที่ Android ได้แทรกตัวเข้ามา ทำให้รูปแบบของโมเดลธุรกิจของ Google นั้นน่าสนใจขึ้นมาทันทีสำหรับเหล่าบริษัทผู้ผลิตมือถือทั่วโลก เพื่อสร้างความแตกต่างกับตลาด Google ได้แปลงสิ่งที่ Microsoft เก็บค่าบริการมาเปิดให้บริการฟรี

แม้ในขณะนั้น Microsoft ยังดูมั่นใจในตลาดมือถือของตัวเองเป็นอย่างมาก โดยปี 2008 ในงาน Mobile World Congress ที่เมืองบาร์เซโลนาประเทศสเปน Microsoft ยังแถลงตัวเลขของ Windows Mobile ที่ดูสวยหรู

โดยสามารถขายสิทธิ์การใช้งาน Windows Mobile ไปได้กว่า 14.3 ล้านชุด ซึ่งในขณะนั้นทำให้ Microsoft กลายเป็นผู้นำในตลาด Smartphone แซงหน้าทั้ง RIM ที่ผลิต Blackberry และ ไม่ต้องพูดถึง iPhone ที่เพิ่งตั้งไข่ในตลาดโทรศัพท์มือถือ

Microsoft ที่เกือบจะพิชิตตลาดมือถือสมาร์ทโฟนด้วย Windows Mobile ได้แล้ว (CR:Techrepublic)
Microsoft ที่เกือบจะพิชิตตลาดมือถือสมาร์ทโฟนด้วย Windows Mobile ได้แล้ว (CR:Techrepublic)

แต่เหมือน Microsoft นั้นย่ามใจในตลาดโทรศัพท์มือถือ โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารชุดใหม่เกือบทั้งหมด และเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เหล่าผู้ผลิตโทรศัพท์ เริ่มรู้สึกว่า Microsoft นั้นยังขาดทิศทางที่ชัดเจน

และไม่ใช่การเกิดขึ้นของ iPhone แต่เป็นการมาถึงของ Android ของ Google ต่างหากที่เป็นตัวเร่งในการกำจัด Windows Mobile ของ Microsoft ออกไปจากตลาด

Google ทำให้ Microsoft เหนื่อยอีกครั้ง เพราะจะไปสู้กับโมเดลธุรกิจแบบแจกฟรีของ Google ได้อย่างไร

แม้ปีที่รุ่งเรืองที่สุดของ Windows Mobile ตั้งแต่เดือน กรกฏาคมปี 2007 ถึง มิถุนายน ปี 2008 Apple ขาย iPhone ได้ 5.41 ล้านเครื่อง และในปีต่อมาในช่วงเวลาเดียวกัน Apple สามารถจำหน่าย iPhone ไปได้ถึง 20.25 ล้านเครื่อง ซึ่งมันได้ถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญแล้ว ที่สามารถขายได้มากกว่าลิขสิทธิ์ของ Windows Mobile ถึง 2 ล้านหน่วย

บรรดาสื่อ รวมถึง นักวิเคราะห์ตามสำนักข่าวใหญ่ ๆ เริ่มสังเกตเห็นปรากฏการณ์เพราะพวกเขาสามารถดูจากสถิติการเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของสำนักข่าวใหญ่ ๆ เหล่านี้ได้ว่ามาจากอุปกรณ์ใด 

ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เป็นสาวก iPhone นั้นเป็นพวกชอบใช้เว็บไซต์บนมือถือมาก เพราะมันได้ให้ประสบการณ์ที่แตกต่างจาก Smartphone อื่น ๆ ที่เคยมีมาอย่างชัดเจน และยุคของ อินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ มันได้เริ่มต้นแล้วอย่างแท้จริง

และข้อตกลงครั้งสำคัญที่ให้ Google เป็น Search Engine เริ่มต้นใน Browser Safari ของ Apple ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดอีกครั้ง เพราะตอนนั้นโลกของ Mobile กับ อินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

โลกของการท่องอินเทอร์เน็ตได้ถูกขับเคลื่อนใหม่ด้วยมือถือแบบจอสัมผัส แบบที่ iPhone ทำแล้วนั่นเอง ซึ่งผู้ใช้งานเข้าสู่โปรแกรมการค้นหาผ่าน iPhone โดย Safari มากกกว่าอุปกรณ์ใด ๆ อย่างชัดเจนขึ้นหลังเทศกาลคริสต์มาสปี 2007

ซึ่งข้อมูลส่วนนี้เป็นข้อมูลที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่ยืนยันถึงโลกธุรกิจมือถือยุคใหม่ที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว และดูเหมือน Microsoft แทบจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล และข้อมูลที่ google ได้เห็นนั้น มันได้ทำให้โครงการ Android ของ Google ที่นำโดย Andy Rubin เปลี่ยนธุรกิจของ Google ไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากวันนั้นเป็นต้นมานั่นเองครับผม

Fortitude to Wingspan ธุรกิจเพ้อฝัน โลกแห่งความเป็นจริงและการปิดฉากของ Adam Neumann

ในเดือนสิงหาคม ปี 2018 Masayoshi Son ได้บอกกับผู้ถือหุ้นของ Softbank ว่า บริษัทหลายสิบแห่งที่เขาลงทุนผ่าน Vision Fund จะเข้าร่วมกับพวกเขาในฐานะครอบครัวซึ่ง Son ดูเหมือนจะมีลูกที่เขาชอบเป็นพิเศษ เขากล่าว “WeWork จะเป็น Alibaba รายถัดไป”

Son ได้กล่าวกับผู้ถือหุ้นว่า WeWork กำลังปฏิวัติสิ่งใหม่ทั้งหมด โดยใช้เทคโนโลยี และ ระบบฐานข้อมูล เพื่อสร้างและเชื่อมต่อชุมชนในแบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน

เขากำลังคิดที่จะย้ายสำนักงานใหญ่ของ Softbank ไปอยู่ที่สำนักงาน WeWork ในญี่ปุ่น และ บอกให้เหล่าผู้ถือหุ้น เลิกกังวลเรื่องคณิตศาสตร์ตัวเลขต่าง ๆ มากนัก เขากล่าวว่า “คุณต้องรู้สึกถึงแรงผลักดันอันแรงกล้าของ Adam Neumann”

แต่ก็ต้องบอกว่าเรื่องของตัวเลขก็ยังคงเป็นปัญหา WeWork กำลังสูญเสียเงินไปเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2018 และมีเงินสดเหลือเพียงน้อยนิด แม้ว่าจะได้รับเงินจากนักลงทุนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์แล้วก็ตามที

ในเดือนเมษายนปี 2018 WeWork ได้จัดหาเงินกู้เพิ่มอีก 702 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนเฉพาะที่น่าแปลกประหลาด แต่ท้ายที่สุดมันถูกเฉลยด้วยการเป็นตัวเลขฉลองวันเกิดครบปีที่ 39 ของ Adam ซึ่งเมื่อนำอายุมาคูณด้วย 18 ซึ่งเป็นเลขนำโชคในศาสนายิว ก็จะกลายเป็นจำนวนเงินดังกล่าว

การกู้เงินเพิ่มด้วยการขายพันธบัตรทำให้ WeWork ต้องเปิดเผยงบการเงินรายไตรมาส ซึ่งบริษัทได้ใช้เมตริกบางอย่างที่จะนำเสนอภาพทางการเงินในแง่ดีขึ้น ด้วยการลบต้นทุนบางอย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด และการบริหาร ซึ่ง บริษัทได้โต้แย้งว่ามันเป็นต้นทุนที่ทยอยจ่ายไปตามกาลเวลา

นั่นทำให้งบการเงินออกมาดูสวยงามน่าสนใจขึ้น ซึ่งได้เปลี่ยนตัวเลขการขาดทุน 993 ล้านดอลลาร์ของ WeWork ในปี 2017 ให้เป็นกำไร 233 ล้านดอลลาร์ทันที

ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าแทบไม่มีใครสนใจการขาดทุนที่เพิ่มขึ้นของ WeWork เพราะรายได้ของบริษัทยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกปี และตัวของ Adam ก็ได้ย้ำเตือน Son อย่างต่อเนื่องในการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้ WeWork ก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น

Adam บอกกับผู้บริหารของ WeWork ว่า Son เชื่อว่า WeWork อาจจะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากบริษัทดำเนินการตามเป้าหมายที่วางไว้ได้สำเร็จ

แต่ต้องบอกว่าที่ Softbank อาจจะมีแค่ Son เพียงคนเดียว ที่หลงใหลไปกับคารมของ Adam เพราะตัวแทนคนอื่นๆ ที่ดูแลเรื่องการเงินของ Softbank ต่างพยายามกดดัน WeWork ให้กำหนดเส้นตายที่ชัดเจนว่า จะทำการ IPO เปิดตัวสู่สาธารณะเมื่อใด

แต่ Son และ Adam ได้คิดที่จะลงทุนใน WeWork เพิ่ม มีความพยายามให้ Softbank และ Vision Fund ซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมของ WeWork เป็นจำนวนมาก

ซึ่งแผนการดังกล่าวนั้นมีการเรียกร้องให้เติมเงินถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมันจะทำให้มูลค่าของ WeWork พุ่งขึ้นสูงกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่ง Adam ยังสามารถควบคุมบริษัทของเขาได้ ในขณะที่มูลค่าหุ้นของเขาจะสูงกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์ และจะทำให้เขาเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกทันที

Code Name สำหรับแผนนี้ถูกเรียกว่า Fortitude ทีมจาก Softbank และ WeWork ต้องบินไปมาระหว่าง นิวยอร์ก โตเกียว บอสตัน เพื่อจัดการกับปัญหาเรื่องข้อกฏหมาย และเรื่องการลงทุนในโปรเจกต์ดังกล่าว

ต้องบอกว่า Softbank เป็นบริษัทที่ชอบสร้างนิสัยในการกระตุ้นสงครามราคา ด้วยการลงทุนอย่างมากในหลายบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น DoorDash และ Uber Eats แต่สำหรับ WeWork นั้น Softbank ไม่ได้ให้เงินลงทุนในคู่แข่งของพวกเขาแต่อย่างใด

ในทางกลับกัน Softbank บังคับให้ Adam สัญญาว่าจะไม่ลาออกไปไหน และ ห้ามไม่ให้มาเปิดบริษัทแข่งด้วย ซึ่งหากรายได้ของ WeWork เพิ่มขึ้นเป็น 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในอีก 5 ปีข้างหน้า นั่นจะทำให้แผนการ Fortitude ของ ทั้ง Adam และ Son สัมฤทธิ์ผล

สำหรับ WeWork และ ตัว Adam แผนการ Fortitude มีเป้าหมายเพื่อแซงหน้า JPMorgan ในฐานะผู้ให้เช่าสำนักงานรายใหญ่ที่สุดของนิวยอร์กซึ่งนั่นเป็นความฝันสูงสุดของ Adam ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทที่เขาอยากจะทำมันให้สำเร็จให้จงได้

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกัน Adam มีความคิดที่จะเข้าซื้อกิจการของ Cushman & Wakefield ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์มูลค่า 4 พันล้านดอลลลาร์

Adam ทำการประมูลซื้อ Sweetgreen ผู้ผลิตสลัด ชื่อของบริษัทอย่าง WeWork ดูเหมือนมันจะถูกจำกัดแคบเกินไปที่จะครอบคลุมความทะเยอทะยานทั้งหมดของ Adam อีกต่อไปแล้ว

บริษัทเริ่มคิดเปลี่ยนชื่อแบรนด์ เหมือนกับที่ Google จัดการในการเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น Alpabet ด้วยการที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ WeWork , WeLive และ WeGrow และอีกมากมายในอนาคต WeWork จะกลายเป็น We Company

แต่ต้องบอกว่า ภายใน Softbank เองนั้น ก็ไม่ได้หลงใหลไปตามคารมของ Adam มากนักดูเหมือนมี แค่ Son เท่านั้นที่ดูจะเอาอกเอาใจ Adam เป็นพิเศษ ถึงกับเคยกล่าวกับ Adam อย่างภาคภูมิใจว่า “คนสุดท้ายที่ผมรู้สึกเช่นนี้คือ Jack Ma” ผู้ก่อตั้ง Alibaba

แต่สถานะของ Adam ในฐานะลูกชายคนโปรดของ Son อาจจะถูกพรากไปในไม่ช้า ในฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น Vision Fund ได้ลงทุนเพิ่มอีก 1 พันล้านดอลลาร์ใน Oyo ซึ่งเป็นบริษัท Startup ด้านการโรงแรมของอินเดียที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

Oyo นำโดยผู้ก่อตั้งอย่าง Ritesh Agarwal ที่อายุน้อยกว่า Adam ถึง 15 ปี “น้องชายของคุณทำได้ดีกว่าคุณมาก” Son บอกกับ Adam ในการประชุมที่ Son แสดงให้เห็นแผนการเติบโตที่ทะเยอทะยานของ Oyo

Ritesh Agarwal ผู้ก่อตั้ง Oyo ขึ้นแท่นลูกรักคนใหม่ของ Son (CR:Mint)
Ritesh Agarwal ผู้ก่อตั้ง Oyo ขึ้นแท่นลูกรักคนใหม่ของ Son (CR:Mint)

โปรเจคในฝันอย่าง Fortitude นั้น ก็ได้เริ่มได้รับแรงกดดันจากเหล่าผู้บริหารใน Softbank เอง Rejeev Misra ผู้บริหารกองทุน Vision Fund กล่าวว่า Adam กำลังผลักดัน WeWork เข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่มีความเชี่ยวชาญหรือความได้เปรียบ หุ้นของพวกเขาลดลง 5% เมื่อมีรายงานรายละเอียดของโปรเจค Fortitude ครั้งแรกในสื่อ

ในเดือนพฤศจิกายน ทั้งสองฝ่ายได้ทำข้อตกลงเบื้องต้นให้ Softbank ลงทุนเพิ่มเติมอีก 3 พันล้านดอลลาร์ใน WeWork ในขณะที่สองฝ่ายจะร่วมมือกันผ่านโปรเจค Fortitude

ในขณะที่การเจรจาดำเนินต่อไปเหล่าผู้บริหารระดับสูงของ WeWork ก็ยอมรับว่าหาก Softbank ใช้กลยุทธ์การอัดเงินแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ในไม่ช้า WeWork ก็จะหมดเงินอีกครั้ง และผู้บริหารของบริษัทก็เริ่มกังวลว่า Softbank อาจจะเริ่มหมดความอดทน และบังคับให้ WeWork อยู่ในเงื่อนไขที่ไม่ค่อยดีนัก

พวกเขาเริ่มพิจารณาแผนสำรอง ในการนำ WeWork ทำ IPO ขายหุ้นออกสู่สาธารณะ ในปี 2018 WeWork เริ่มได้รับการเสนอขายจากธนาคารเพื่อการลงทุนโดยสรุปว่าการเสนอขายหุ้น IPO ในอนาคตอันใกล้นี้จะเป็นอย่างไร

บริษัทเริ่มทำเอกสาร S-1 ซึ่งเป็นเอกสารที่นำเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะเป็นก้าวแรกสู่การเสนอขายต่อประชาชนทั่วไป

แม้ Adam จะพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับฝั่งกองทุนจากตะวันออกกลาง เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในปี 2018 ในการวางแผนการขยายธุรกิจในตะวันออกกลางในซาอุดิอาระเบียและอาบูดาบีซึ่งเป็นผู้สนับสนุนใหญ่ทั้งสองของ Vision Fund

เขามีแผนการที่จะนำเอา Flatiron School มาสู่อาณาจักรซาอุดิอาระเบียเพื่อช่วยให้ผู้หญิงเรียนรู้วิธีการเขียนโค้ด

Adam กล่าวว่า เขากำลังพูดคุยกับรัฐบาลซาอุดิอาระเบียเกี่ยวกับการรวม WeWork เข้ากับ Neom ซึ่งเป็นเมืองแห่งอนาคตที่สร้างขึ้นจากพื้นดินทางตะวันตกเฉียงเหนือของซาอุดิอาระเบียใกล้กับ อิสราเอล

Neom นั้นจะกลายเป็นเมืองที่คาดว่าจะมีหุ่นยนต์แม่บ้าน เมฆฝนเทียม และชายหาดที่มีหาดทรายเรืองแสงในความมืด Adam คิดว่า บทบาทของ WeWork ในโครงการนี้อาจมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

Neom โปรเจ็กต์ในฝันของมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบียผู้กุมเงิน Vision Fund (CR:WriteCaliber)
Neom โปรเจ็กต์ในฝันของมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบียผู้กุมเงิน Vision Fund (CR:WriteCaliber)

แต่ดูเหมือนสถานการณ์หลังจากนั้นจะไม่สู้ดีนัก เมื่อโปรเจค Fortitude นั้นสั่งถูกเบรคอย่างเงียบ ๆ โดย ซาอุดิอาระเบียและอาบูดาบีปฏิเสธที่จะอนุญาตให้ Vision Fund ลงทุนเงินเพิ่มเติมใน WeWork

ในวันที่ 18 ธันวาคมปี 2018 ธุรกิจของ Softbank ในส่วนของมือถือ ได้ทำการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการนำเสนอขายหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันสองรองจาก Alibaba ซึ่ง Son คาดว่าการนำเสนอขายหุ้นครั้งนี้จะนำรายได้บางส่วนไปสานฝันต่อในโปรเจค Fortitude

แต่ทุกอย่างกลับพลิกผันเมื่อมูลค่าหุ้นลดลง โดยมีการสูญเสียเงินกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในวันแรกของการซื้อขาย ซึ่งเป็นหนึ่งในการเปิดตัวที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สถานการณ์ในตอนนั้น ตลาดทั่วโลกกำลังได้รับความผันผวนเนื่องจากสงครามการค้าของอเมริกากับจีน ที่ยังคงดำเนินต่อไป และมูลค่าหุ้นก็ลดลงในอัตราที่ไม่เคยเห็นมานับตั้งแต่ปี 2008

ในช่วงปลายเดือนธันวาคมหุ้นของ Softbank ลดลงมากกว่าหนึ่งในสาม ต้องบอกว่า Fortitude นั้น ได้กลายเป็นเพียงวิสัยทัศน์เพ้อฝัน ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ในหัวของ Son และ Adam ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อดูจากสถานการณ์ทางด้านการเงินของบริษัทในขณะนั้น

หลังจากที่โปรเจค Fortitude นั้นดูเหมือนจะล้มเหลวแบบไม่เป็นท่า ทางเลือกสุดท้ายของ WeWork ในการหาเงินทุน เพื่อให้สถานะของบริษัทยังเดินหน้าต่อไปได้มีอยู่ทางเดียว นั่นก็คือการนำเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะชน หรือ การทำ IPO

ต้องบอกว่าการทำ IPO หรือการนำเสนอหุ้นขายต่อสาธารณะชนนั้น เป็นเพียงวิธีหนึ่งสำหรับ บริษัทในการหาเงินเมื่อการที่จะทำการระดมทุนแบบส่วนตัวเหมือนเดิมนั้นมันเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

WeWork หวังที่จะระดมทุน 3 พันล้านดอลลาร์จากนักลงทุนเพื่อให้เงินทุนเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่แน่นอนว่า มันไม่เหมือนการระดมทุนแบบ Startup ที่ WeWork เคยทำมาก่อน

เหล่าผู้จัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญหรือกองทุนรวมจะไม่เสี่ยงกับงานของพวกเขาอย่างแน่นอน สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ “ตัวเลข”

WeWork มีมูลค่าเท่าใดกันแน่?

และต้องบอกว่าตัวเลขที่สำคัญที่สุดในการแยกแยะคือปัจจัยพื้นฐาน : WeWork มีมูลค่าเท่าใดกันแน่?

ซึ่งความลับที่สกปรกโสโครกของการเติบโตอย่างรวดเร็วคือความจริงที่ว่าการประเมินมูลค่าส่วนตัวจากการระดมทุนก่อนหน้านี้ของ WeWork นั้นแทบจะไร้ความหมายมันอยู่ที่มูลค่าจริงที่บริษัทสร้างขึ้นหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สร้างขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงแค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของ Adam อีกต่อไป

แน่นอนว่าการมาถึงของ Son และ Softbank นั้น ทำให้การประเมินมูลค่า WeWork กลายเป็นสิ่งที่เกินจริงมากยิ่งขึ้น ไม่มีใครสามารถแข่งกับ Softbank เพื่อลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ใน WeWork ได้

ซึ่งมันหมายความว่ามูลค่า 47,000 ล้านดอลลาร์ จากการประเมินมูลค่าหลังจากที่ Softbank ได้ลงทุนไปนั้น มันสูงเป็นสามเท่าของที่ Hony Captial และรายอื่น ๆ ได้ลงทุนไปในปี 2016 และมันเป็นข้อตกลงระหว่าง Son และ Adam เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เมื่อสรุปเงื่อนไขของข้อตกลงแล้ว เหล่าผู้บริหารของ WeWork บางคนคิดว่าควรระมันระวังในการเผยแพร่ตัวเลขที่ต่ำกว่านี้ออกไปสู่สาธารณะชน

แม้แต่ผู้สนับสนุนของ WeWork รายแรก ๆ ของบริษัทก็ยังไม่เชื่อว่ามูลค่าของบริษัทจะสูงถึงเพียงนี้ ในเดือนเมษายน Fidelity ได้ทำการประเมินมูลค่าของ WeWork ไว้เพียงแค่ 18,000 ล้านดอลลาร์ อย่างเงียบ ๆ

แต่ทั้ง Son และ Adam คงไม่สามารถยอมรับตัวเลขน้อย ๆ ได้อย่างแน่นอน พวกเขากำลังขึ้นหลังเสือและที่สำคัญ Son กำลังหาเงินเพิ่มสำหรับ Vision Fund ที่สองของเขา

การประเมินมูลค่าที่เหนือกว่าสำหรับหนึ่งในการลงทุนครั้งสำคัญของ Vision Fund อย่าง WeWork นั้น เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับเขามันสามารถทำให้ Softbank อวดผลลัพธ์ที่น่าประทับใจอย่างน้อยก็บนกระดาษได้

ในขณะเดียวกัน Adam ก็มีความภาคภูมิใจเป็นพิเศษในความจริงที่ว่าการประเมินมูลค่าใหม่และการเสนอขายหุ้นของ Uber ทำให้ WeWork กลายเป็น Startup ที่มีมูลค่ามากที่สุดในอเมริกา

เขาได้กดดันทีมสื่อสารของ WeWork เพื่อผลักดันตัวเลข 47,000 ล้านดอลลาร์ และเหล่าผู้บริหารทางด้านการเงินของ WeWork ได้บอกกับคนอื่น ๆ ว่า WeWork จะทำ IPO ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับสถาบันการเงินที่เข้ามาแข่งขันในการทำ IPO ของ WeWork นั้นมีสามรายคือ JPMorgan , Goldman Sachs และ Morgan Stanley

JPMorgan เป็นผู้สมัครลำดับต้น ๆ เนื่องจากมีประวัติอันยาวนานกับ WeWork นอกเหนือจากการลงทุนในปี 2014 JPMorgan ยังให้ความช่วยเหลือ WeWork ในด้านเงินกู้ต่าง ๆ

และที่สำคัญยังให้เงินกู้กับ Adam จำนวน 97 ล้านดอลลาร์ ในการจำนองดอกเบี้ยต่ำสำหรับบ้านหลายหลังที่ Adam กำลังซื้อและยังช่วยอำนวยความสะดวกในสินเชื่อส่วนบุคคลกว่า 500 ล้านดอลลาร์ให้กับ Adam อีกด้วย

โดยทาง JPMorgan ได้แนะนำว่า WeWork สามารถทำ IPO ได้ด้วยการประเมินมูลค่ามากกว่า 46,000 ล้านดอลลาร์ และ อาจจะสูงถึง 63,000 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

สำหรับ ฝั่ง Morgan Stanley นั้นนำโดย Michael Grimes ผู้ซึ่งเคยช่วยบริษัทในการเสนอขายหุ้นทางเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในทศวรรษ

ซึ่งหนึ่งปีก่อนหน้านี้ทีมงานจาก Morgan Stanley ได้ให้คำแนะนำ WeWork เกี่ยวกับการระดมทุนในโปรเจค Fortitude และประเมินว่ามูลค่าจะอยู่ระหว่าง 18,000 – 52,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับว่า WeWork จะสามารถอธิบายเส้นทางในการทำกำไรให้กับเหล่านักลงทุนที่สงสัยได้ดีเพียงใด

ในสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคม ไม่กี่วันก่อนที่ Uber จะทำการทำ IPO ด้วยมูลค่าสูงกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ Goldman Sachs ได้นำเสนอกับ WeWork ด้วยการประเมินมูลค่าสูงสุดไว้ถึง 96,000 ล้านดอลลาร์

เอกสารที่เป็นหัวใจของการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะคือ S-1 ซึ่งเป็นรายงานทางการเงินที่จะต้องยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. WeWork ส่งร่าง S-1 ในช่วงปลายปี 2018 หลังจากโปรเจค Fortitude ต้องล่มไป

ชื่อรหัสของ S-1 คือ Wingspan หรือ นกที่กำลังบินและทิ้งฝูงไว้ข้างหลัง ตอนนี้ทุกอย่างใน WeWork ดูเหมือนจะมี code name เต็มไปหมด รวมถึงเคมเปญการตลาดที่เรียกว่า Stark ซึ่งตั้งชื่อตาม Tony Stark ในภาพยนตร์ Iron Man

WeWork ได้ดัดแปลงพื้นที่ห้องสมุดที่เงียบสงบใกล้กับสำนักงานของ Adam บนชั้นหกของสำนักงานใหญ่ของบริษัทให้เป็น War Room สำหรับทีมที่รับผิดชอบในการเขียนส่วนต่าง ๆ ของ Wingspan

Adam ได้หันไปหาคนที่เขาไว้ใจที่สุดซึ่งนั่นก็คือ Rebekah ศรีภรรยาของเขาให้มาช่วยเหลือในการดูแลโปรเจค Wingspan

Rebekah พุ่งโฟกัสไปที่การสร้างภาพ สร้างแบรนด์ โดยสิ่งสำคัญที่สุดอย่างนึงที่เธอจะโฟกัสในการทำเอกสารครั้งนี้ก็คือส่วนของภาพถ่ายที่จะปรากฏขึ้นในช่วงกลางของเอกสาร S-1

Rebekah ศรีภรรยาของ Adam ที่เขาไว้วางใจมากที่สุด (CR:CNBC)
Rebekah ศรีภรรยาของ Adam ที่เขาไว้วางใจมากที่สุด (CR:CNBC)

แม้จะมีภาพถ่ายมากมายจากชุมชน WeWork แต่ Rebekah คิดว่าควรคิดใหญ่ขึ้น เธอมองว่าภาพที่มีอยู่ใน stock ของบริษัทนั้นยังไม่น่าดึงดูดใจเพียงพอ

นั่นเองที่ทำต้องการภาพถ่ายใหม่และจ้างตากล้องมืออาชีพ ไมว่าจะเป็น Steven Klein ที่ถ่ายให้กับนิตยสารชื่อดังอย่าง Vogue รวมถึงอดีตผู้กำกับภาพจาก Vanity Fair เพื่อส่งช่างภาพไปถ่ายภาพสถานที่ต่าง ๆ ของบริษัทที่มีอยู่ทั่วโลก

นั่นเองที่ทำให้ค่าใช้จ่ายของการถ่ายภาพเหล่านี้สูงมาก WeWork ได้ใช้เงินหลายแสนดอลลาร์ไปกับงานศิลปะเพียงอย่างเดียว “Rebekah ทำอย่างกับจะสร้างนิตยสาร Vogue ฉบับเดือนกันยายน” ผู้บริหาร WeWork คนหนึ่งกล่าว

ต้องบอกว่าการเตรียมการในโปรเจค Wingspan นั้นมีแต่เรื่องวุ่นวาย แต่ละสัปดาห์มีเหตุฉุกเฉินใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ที่ต้องมีการแก้ปัญหา บางครั้งทีมผู้บริหารของ WeWork ก็พยายามกดดันให้ Adam มุ่งเน้นไปที่ความซับซ้อนของเรื่องทางการเงิน หรือ รายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ของเอกสารมากกว่าเรื่องรูปถ่าย หรือ งานศิลปะที่ Rebekah กำลังทำอยู่

แต่ดูเหมือน Adam จะไม่สนใจ Rebekah ใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงฤดูร้อนในการจัดการกับความสวยงามของเอกสารในโปรเจค Wingspan

Rebekah ใช้เวลาหลายวันในการนำไปสู่การเปิดตัว Wingspan ด้วยคำอธิบายภาพที่น่าสนใจ ซึ่งจะปรากฏในหน้าแรกของหนังสือชี้ชวน ซึ่งต้องบอกว่านี่เป็นงานที่ไม่จำเป็นอย่างยิ่ง

เหล่านักวิเคราะห์จะมองไปที่ตัวเลขและแบบจำลองและการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นเพื่อแยกแยะว่า บริษัท มีมูลค่าเท่าใดกันแน่

งานมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับ WeWork ทีมสื่อสารของบริษัทพยายามอย่างมากในปี 2019 เพื่อเขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับบริษัท แบบหน้าเดียวที่มีความเรียบง่าย

เมื่อ Rebekah เสนอร่างฉบับสุดท้ายของเธอ นายธนาคาร ทนายความ และ ผู้บริหารหลายคนที่ทำงานกับโปรเจค Wingspan ถึงกับต้องอึ้งกันไปตามกัน

มันดูแหวกแนวจากการทำเอกสารทางการเงินที่มีความยาวและเนื้อหาที่ซับซ้อน แต่เมื่อ Wingspan ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะหลังจาก 7.00 น. ของวันที่ 14 สิงหาคม 2019 นักลงทุนที่มีศักยภาพจะได้รับการต้อนรับด้วยหน้าสีขาวที่ว่างเปล่า ซึ่งมีข้อความต่อไปนี้อยู่ตรงกลาง :

WE DEDICATE THIS
TO THE ENERGY OF WE—
GREATER THAN ANY ONE OF US
BUT INSIDE EACH OF US.

ปิดฉาก Adam Neumann

Son ทนความอัปยศของ Adam ไม่ไหวอีกต่อไป ได้เรียก Adam มาที่โตเกียว สำหรับนักลงทุนรายแรก ๆ ของ WeWork ต้องบอกว่าการตอบสนองต่อ Wingspan นั้นน่าอับอายเป็นอย่างมาก

Softbank ได้ลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ใน WeWork และยังดูทีท่าว่าแทบจะไม่ได้ผลตอบแทนใด ๆ เลย Vision Fund มูลค่าลดลงเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุดซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่หุ้นของ Uber ลดลง รวมถึง หุ้น Softbank ลดลง 10% นับตั้งแต่การเปิดตัว Wingspan

ทั้งผู้บริหารของ WeWork และ Softbank ต่างเริ่มตระหนักว่าการเสนอขายหุ้น IPO อาจมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ประเมินไว้ 47,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากการประเมินมูลค่าต่ำกว่าที่ Softbank จ่ายให้กับหุ้น หมายความว่าการลงทุนครั้งนี้ของ Son จะขาดทุนทันทีเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ Uber

Son คิดว่า WeWork ควรชะลอการเสนอขายหุ้น IPO เนื่องจากปฏิกิริยาต่อ Wingspan นั้นแทบจะโดนถล่มยับ จากเหล่านักลงทุนสถาบันที่ WeWork ได้ไปทำการ Road Show มาก่อนหน้านี้

ส่วนปัญหาของ Adam นั้นเรียกได้ว่า Son แทบจะฉุนขาดกับสิ่งที่เขาทำ แม้ก่อนหน้านี้ Son จะรู้สึกเหมือนว่า Adam เปรียบเหมือนเครือญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาคนหนึ่งและฝากความหวังไว้กับ Adam สูงมาก ๆ ก็ตามที

ความผิดพลาดครั้งก่อนหน้า Son เคยให้อภัยไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่ครั้งนี้มันทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถึงจุดแตกหัก แต่ Adam กลับตอบสนอง Son ด้วยการโต้เถียงกลับไปว่ามันสายเกินไปแล้วที่จะให้เขาออกจาก WeWork ในตอนนี้

ต้องบอกว่าในเอกสารของ Wingspan นั้น ส่วนใหญ่วิจารณ์มุ่งเน้นไปที่ตัว Adam โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการที่บริษัทได้จ่ายค่าเช่าไปมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สำหรับอาคารสี่หลังที่ Adam เป็นเจ้าของ

หรือการเข้ามามีบทบาทที่มากเกินไปของเหล่าคนใกล้ชิดของ Adam ทั้งพี่สาว พี่เขย รวมถึง Rebekah เองที่ถูกมองว่าจะเป็นตัวแทนของ Adam ในอนาคตในการสืบทอดต่อตำแหน่งของเขาที่ WeWork

Adam และ Rebekah นั้นต้องตกตะลึงกับปฏิกิริยาของสาธารณะชน โดยพวกเขาคาดหวังจะได้รับคำชมเชย แต่ทั้งคู่กับถูกวิจารณ์ยับ แบบเละเทะ ในเรื่องจริยธรรม ที่มีปัญหากับบริษัทตัวเอง

รวมถึงเรื่องปัญหาในเรื่องการบริหารงานที่ Adam ดูเหมือนจะไม่ใช่มืออาชีพ เหมือนเป็นเด็กน้อยที่เพิ่งได้มีโอกาสจับเงินจำนวนมหาศาล และมีการใช้เงินอย่างบ้าคลั่ง The Wall Street Journal มีการรายงานว่า Frances Frei ทำงานเป็นที่ปรึกษาของ WeWork อยู่แล้ว และยังเรียกเก็บเงินจากบริษัทอีก 5 ล้านดอลลาร์

และแล้วมันก็ถึงวาระสุดท้ายของ Adam จริง ๆ เสียที เมื่อ Bruce Dunlevie , Michael Eisenberg ที่บินตรงมาจากอิสราเอล และ Steven Langman นักลงทุนที่ให้การสนับสนุน WeWork มาตั้งแต่ปี 2012 ได้นัด Adam มาทานมื้อค่ำในห้องส่วนตัวที่ร้านอาหารย่านมิดทาวน์

คนกลุ่มนี้เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มแรก ๆ ที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุน Adam มาโดยตลอดไม่ว่าเขาจะทำตัวอย่างไร คนกลุ่มนี้ก็พร้อมที่จะยืนอยู่ข้าง Adam เสมอมา

แต่มื้อค่ำมื้อนี้ บรรยากาศมันเปลี่ยนไป มันเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่จริงใจ พวกเขาได้บอกกับ Adam ว่า มันถึงเวลาแล้วจริง ๆ ที่ Adam ควรก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ของ WeWork เสียที

และเมื่อคณะกรรมการของ WeWork พบกันในเช้าวันถัดไป ชะตากรรมของ Adam กับ WeWork ก็ถูกปิดฉากไปในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

References :
หนังสือ Billion Dollar Loser: The Epic Rise and Spectacular Fall of Adam Neumann and WeWork โดย Reeves Wiedeman
หนังสือ The Cult of We: WeWork, Adam Neumann, and the Great Startup Delusion โดย Eliot Brown
สารคดี : WeWork: Or the Making and Breaking of a $47 Billion Unicorn

เมื่ออัลกอริธึม ถูกนำมาใช้ในการพิจารณาเรื่องความผิดทางกฎหมายของมนุษย์

วิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์เราหลาย ๆ อย่างนั้น ถูกดำเนินการด้วยรูปแบบของอัลกอริธึมมานานแล้ว ซึ่งมันคงไม่เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใดถ้าหากในอนาคต การใช้คอมพิวเตอร์อัลกอริธึมจะถูกนำมาปรับใช้กับชีวิตมนุษย์จริง ๆ เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ต้องบอกว่ามนุษย์เรานั้นต่างคุ้นเคยกับอัลกอริธึมที่วนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันเรากลายเป็นเรื่องปรกติ ทั้งเครือข่ายโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง หรือ การเล่นเกม ล้วนผูกติดอยู่กับอัลกอริธึมแทบจะทั้งสิ้น

แน่นอนว่าด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี เราก็สามารถใช้อัลกอริธึมและเทคโนโลยีอย่าง machine learning เพื่อทำการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ โดยมีข้อมูลที่ดีขึ้นได้เช่นกัน

ยกตัวอย่าง กรณีของ Sean Hogg หนุ่มอายุ 17 ชาวสกอตแลนด์ ที่ได้ไปข่มขืนเด็กอายุ 13 ปี ได้ถูกตัดสินให้ทำงานบริการชุมชน 270 ชั่วโมง

ความน่าสนใจคือ แนวทางการพิจารณาคดี ใช้รูปแบบของ “อัลกอริธึม” มีการเรียกใช้ชุดข้อมูล ลักษณะของอาชญากรรม สถานการณ์ของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับประวัติต่าง ๆ ของผู้กระทำความผิดและเหยื่อ

จากนั้นนำข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ ยัดลงในคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างชุดตัวเลือกสำหรับผู้พิพากษาที่จะเป็นประธานในการพิจารณาคดี

อัลกอริธึมที่สร้างคำตัดสินของ Hogg แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่มันได้กลายเป็นกรณีศึกษาครั้งใหญ่เกี่ยวกับความท้าทายในการใช้อัลกอริธึมกับนโยบายสาธารณะของประเทศ เช่น เรื่องการตัดสินความผิดทางกฎหมาย

อัลกอริธึมมันไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก เน้นที่ logic ทางกฎหมายล้วน ๆ ไม่มีดราม่า อย่างที่เราได้เห็นเป็นประจำในการพิจารณคดีของประเทศสหรัฐอเมริกาในระบบคณะลูกขุน ซึ่งมักจะเบี่ยงเบนประเด็นด้านกฎหมาย โดยใช้เรื่องราวความดราม่า เห็นอกเห็นใจ เข้ามาเจาะไปยังอารมณ์ของเหล่าคณะลูกขุนเพื่อพลิกคำตัดสินได้

เราอยู่ภายใต้โลกของการถูกตัดสินใจโดยอัลกอริธึมมานานแล้ว ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างการเสพสื่อ ไปจนถึงประเด็นใหญ่อย่างการตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ที่สร้าง impact มาก ๆ

มนุษย์เป็นเพียงแค่ส่วนนึงของกระบวนการ ทุกอย่างมันถูกกลั่นกรองและตัดสินใจผ่านข้อมูล Data ต่าง ๆ ที่มีความสลับซับซ้อน และเลือกทางออกที่ดีที่สุดให้กับมนุษย์มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

องค์กรหลาย ๆ องค์กรที่ทำให้หน้าที่ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ จากข้อมูล มนุษย์จะแทบไร้ซึ่งประโยชน์ในอนาคต เพราะพวกเขาแทบจะไม่ต้องทำอะไรอีกต่อไปแล้ว เพียงแค่ feed ข้อมูลให้อัลกอริธึมเป็นคนตัดสินใจ และประกาศผลนั้นออกมาให้โลกรู้เพียงเท่านั้นนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/dc1d68f4-1b2c-4a78-8cf8-172525121ef6
https://ssir.org/articles/entry/when_good_algorithms_go_sexist_why_and_how_to_advance_ai_gender_equity

ศึกช่วงชิง Data? เมื่อบริการด้าน AI กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการแย่งชิงเค้กข้อมูลครั้งใหญ่ทั่วโลก

ผมว่าหลายคนคงรู้สึกเอ๊ะกันไม่มากก็น้อย จากการเปิดตัว Sora ของ OpenAI ที่ทำให้พวกเราได้สร้างวีดีโอระดับ professional ได้เพียงแค่ปลายนิ้ว ว่า Video Footages ที่ออกมานั้นมันมีความคุ้นมาก ๆ เหมือนมาจากหนังดัง หรือ animation เรื่องดัง ๆ แต่ถูกดัดแปลงผ่านเทคโนโลยี AI ให้กลายเป็นสิ่งใหม่

เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับว่าเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะนำไปสู่จุดจบของบางธุรกิจหรือไม่ ตัวอย่างเช่น Adobe เองที่เป็นผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ที่กำลังโดนถาโถมอย่างหนักทั้งการสร้างภาพและวีดีโอผ่าน AI

เครื่องมือใหม่ ๆ อย่าง DALL-E , Midjourney หรือแม้กระทั่งตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Sora ซึ่งสามารถที่จะเสกรูปหรือวีดีโออะไรก็ได้จากข้อความ มันทำให้ดูเหมือนคนจะเลิกใช้แอปพลิเคชั่นอย่าง Adobe หรือไม่?

แต่กลับกันด้วยการที่ Adobe ได้สั่งสมภาพถ่ายสต็อกหลายร้อยล้านภาพมานาน พวกเขาสามารถนำมันมาใช้เพื่อสร้างเครื่องมือ AI ของตัวเองที่มีชื่อว่า Firefly โดยนับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมีนาคม เครื่องมือดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างภาพมากกว่า 1 พันล้านภาพแล้ว

ชัยชนะของ Adobe เหนือเทคโนโลยีที่คิดว่าจะมา disrupted ในหลายธุรกิจอย่าง AI นั้น แสดงให้เห็นวิธีการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งและเกาะกระแสไปกับเทคโนโลยีดังกล่าวนี้

คลื่นลูกล่าสุดของเทคโนโลยี AI อย่าง “Generative AI” ได้อาศัยข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งล้วนแล้วมาจากอินเทอร์เน็ต และบางส่วนก็เป็นข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาต ตอนนี้เหล่าบริษัทเทคโนโลยีกำลังมองหาแหล่งข้อมูลใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของมัน

ส่วนประกอบที่สำคัญสองประการสำหรับโมเดล AI คือ ชุดข้อมูลที่ได้รับการฝึกอบรม และพลังการประมวลผล ซึ่งโมเดลจะมีการตรวจจับความสัมพันธ์ระหว่างชุดข้อมูลเหล่านี้ โดยโมเดลสามารถปรับปรุงได้โดยการนำเข้าข้อมูลมากขึ้นหรือเพิ่มพลังการประมวลผลให้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนชิปที่เกิดขึ้น ทำให้ประเด็นในเรื่องการเพิ่มพลังการประมวลผลเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะฉะนั้นตอนนี้ทุกฝ่ายมุ่งไปที่การเพิ่มคลังข้อมูลเป็นหลัก

AI สูบข้อมูลเร็วกว่าที่มันจะถูกสร้าง

หลายคนอาจจะคิดว่า โห โลกเรามีข้อมูลล้นเหลือและมีการสร้างขึ้นทุกวันในโลกออนไลน์ทั้งผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรือ แพลตฟอร์มวีดีโอสตรีมมิ่งต่าง ๆ

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ AI มันสูบข้อมูลจนจะหมดโลกแล้วและทำด้วยอัตราเร่งที่มีความเร็วสูงมาก ๆ เช่นเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น ความต้องการข้อมูลที่เติบโตเร็วมาก ๆ จนสต็อกข้อความคุณภาพสูงสำหรับการฝึกอบรมอาจหมดลงภายในปี 2026

ซึ่งเชื่อกันว่าโมเดล AI ล่าสุดจาก Google และ Meta สองยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีได้รับการฝึกฝนโดยใช้ศัพท์มากกว่า 1 ล้านล้านคำ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ผลรวมของคำภาษาอังกฤษใน wikipedia สารานุกรมออนไลน์ อยู่ที่ประมาณ 4 พันล้านคำเพียงเท่านั้น

ไม่ใช่เพียงแค่ขนาดของข้อมูลเท่านั้นที่มีความสำคัญ ยิ่งข้อมูลดี โมเดลก็ยิ่งดีขึ้น โมเดลที่ใช้ข้อความที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างดีในเรื่องรูปแบบข้อความยาว ๆ มักจะตอบได้ดี และจะตอบได้ถูกต้องตามความเป็นจริง

ในทำนองเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับ Chatbot AI จะให้คำตอบที่ดีกว่าเมื่อถูกขอให้อธิบายการทำงานทีละขั้นตอน ส่งผลให้มีความต้องการข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นเฉพาะทาง เนื่องจากช่วยให้โมเดลปรับแต่งให้ใช้งานสำหรับงานเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น การซื้อ GitHub ของ Microsoft ซึ่งเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลสำหรับการเขียนโค้ดทางด้านซอฟต์แวร์ด้วยมูลค่า 7.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2018 ช่วยให้บริษัทพัฒนาเครื่องมือ AI ในการเขียนโค้ดได้

Microsoft ได้พัฒนาเครื่องมือ AI ในการเขียนโค้ดได้ (CR:Open AI Master)
Microsoft ได้พัฒนาเครื่องมือ AI ในการเขียนโค้ดได้ (CR:Open AI Master)

การขโมยผลงานแบบหน้าด้าน ๆ ของ AI

เมื่อความต้องการข้อมูลเพิ่มมากขึ้น การเข้าถึงข้อมูลก็ยิ่งยุ่งยากมากขึ้น โดยเหล่าครีเอเตอร์ในปัจจุบันได้มีการเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับเนื้อหาที่ติดเข้าไปในโมเดล AI เพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดคดีละเมิดลิขสิทธิ์หลายคดีเกิดขึ้นกับผู้สร้างโมเดล AI ในอเมริกา

ตัวอย่างเช่น กลุ่มนักเขียน รวมถึง Sarah Silverman นักแสดงตลกกำลังฟ้องร้อง Open AI ผู้สร้าง Chat GPT และ Meta หรือศิลปินกลุ่มหนึ่งกำลังฟ้องร้อง Stability AI ซึ่งสร้างเครื่องมือแปลงข้อความเป็นรูปภาพและ Midjourney ก็โดนฟ้องในกรณีเดียวกัน

หรือเคสของตำนานนักแสดงตลกอย่าง George Carlin ที่ครอบครัวได้ยื่นฟ้องผู้ที่สร้างวีดีโอโดยใช้ตัวตนของเขาผ่านเทคโนโลยี AI ซึ่งตัวของ Carlin ได้เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวในปี 2008

วีดีโอดังกล่าวปรากฎในช่อง Youtube ที่มีชื่อว่า Dudesy โดยใช้ชื่อวีดีโอว่า “George Carlin: I’m glad I’m dead,” ซึ่งทางครอบครัวของ Carlin ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางแคลิฟอร์เนีย โดยกล่าวหาว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่สู่สาธารณะสำหรับภาพลักษณ์ของนักแสดงตลกผู้ล่วงลับ

George Carlin นักแสดงตลกผู้ล่วงลับ (CR:nbcnews)
George Carlin นักแสดงตลกผู้ล่วงลับ (CR:nbcnews)

แม้ว่าจะไม่มีการแสดงภาพของ Carlin แบบชัดเจน ซึ่งในวีดีโอดังกล่าวจะแสดงรูปภาพที่สร้างโดย AI แทน แต่เสียงพูดนั้นเป็นเสียงของ Carlin ที่ทุกคนคุ้นเคย ในเรื่องต่าง ๆ เช่น ศาสนาและการเมือง ขณะเดียวกันก็มีการพูดถึงการเสียชีวิตของนักแสดงตลกด้วย

การดำเนินการทางกฎหมายนี้แสดงให้เห็นว่า AI ที่เรากำลังตกตะลึงกับความสามารถของมันเช่น Sora ของ OpenAI ได้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในวงการบันเทิง และมีการประท้วงของนักเขียนในฮอลลีวูดเป็นเวลาหลายเดือนในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการใช้ AI ของสตูดิโอในการสร้างสคริปต์

ศึกช่วงชิง Data

เนื่องจากบริษัท AI ต่างแข่งขันกันเพื่อรักษาความปลอดภัยของแหล่งข้อมูล ในเดือนกรกฎาคม Open AI ลงนามข้อตกลงกับ Associated Press ซึ่งเป็นสำนักข่าว เพื่อเข้าถึงคลังเนื้อหา และเมื่อเร็ว ๆ นี้ Meta ได้ขยายข้อตกลงกับ Shutterstoock ซึ่งเป็นผู้ให้บริการภาพสต็อกชั้นนำของโลก

หรือ Google เองกำลังหารือกับ Universal Music ซึ่งเป็นค่ายเพลงดัง เพื่ออนุญาตให้ใช้เสียงของศิลปินเพื่อป้อนเครื่องมือ AI ในการแต่งเพลง Fidelity ซึ่งเป็นบริษัทด้านจัดการสินทรัพย์กล่าวว่าได้รับการทาบทามจากบริษัทเทคโนโลยีเพื่อขอให้เข้าถึงข้อมูลทางการเงินของตน

มีข่าวลือแพร่สะพัดเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการ AI ที่อยู่ใกล้กับ BBC ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะของสหราชอาณาจักรสำหรับการเข้าถึงคลังภาพและภาพยนตร์ เป้าหมายอีกแห่งหนึ่งคือ JSTOR ซึ่งเป็นห้องสมุดดิจิทัลสำหรับวารสารทางวิชาการ

ผู้ที่ถือครองข้อมูลที่เปรียบเสมือนทองคำในขณะนี้กำลังใช้ประโยชน์จากอำนาจต่อรองมากขึ้น Reddit ฟอรัมสนทนาชื่อดังและ Stack Overflow ซึ่งเป็นเว็บไซต์ถามตอบที่ได้รับความนิยมของกลุ่มผู้เขียนโค้ด ได้คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับบริการใด ๆ ที่ต้องการมาดูดข้อมูลจากเขา

Reddit ที่มีคลังข้อมูลที่มีคุณค่ามหาศาลสำหรับ AI (CR:Reddit)
Reddit ที่มีคลังข้อมูลที่มีคุณค่ามหาศาลสำหรับ AI (CR:Reddit)

ตรงนี้ค่อนข้างน่าสนใจเพราะประเทศไทยเราเองก็มีแหล่งข้อมูลทั้งในฟอรัมต่าง ๆ เช่น pantip เองที่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ๆ ในการค้นหาลำดับต้น ๆ ของคนไทยเรา หรือแพลตฟอร์มใหม่ ๆ อย่าง blockdit เอง ที่สุดท้ายแล้วข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เก็บไว้จะกลับมาสร้างรายได้มากมายให้กับพวกเขาในอนาคต

ขยายขอบเขตสู่คลังข้อมูลทางธุรกิจ

ความน่าสนใจก็คือ มีแหล่งข้อมูลอีกแห่งที่ใหญ่มาก ๆ ที่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้งาน นั่นก็คือข้อมูลที่อยู่ภายใต้กำแพงขององค์กรธุรกิจต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ธรุกิจจำนวนมากมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์จำนวนมหาศาลโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่บันทึกในการโทรศัพท์ของศูนย์บริการไปจนถึงบันทึกค่าใช้จ่ายของลูกค้า ข้อมูลดังกล่าวมีคุณค่าอย่างยิ่งเนื่องจากสามารถใช้เพื่อปรับแต่งโมเดลเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่เฉพาะเจาะจงได้ เช่น ช่วยให้พนักงานคอลเซ็นเตอร์ตอบคำถามของลูกค้า หรือนักวิเคราะห์ธุรกิจที่มองเห็นวิธีในการเพิ่มยอดขายได้

แต่ก็ต้องบอกว่ามีธุรกิจไม่มากนักที่สนใจกับโครงสร้างข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการจัดเก็บแบบไร้โครงสร้างซึ่งอาจจะไม่มีประโยชน์กับ AI และบ่อยครั้งที่มีการกระจายอยู่หลายระบบ โดยฝังอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทมากกว่าในระบบคลาวด์

ซึ่งท้ายที่สุดการปลดล็อกข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทต่าง ๆ ปรับแต่งเครื่องมือ AI เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของตนได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่ดำเนินการแบบเฉพาะของตนเองไม่ได้ต้องดำเนินการตามมาตรฐานสากล ซึ่งมันจะกลายเป็นขุมทรัพย์ที่สำคัญในอนาคต

เพราะฉะนั้นในตอนนี้ก็ยังไม่สายไปที่จะเริ่มมาจัดข้อมูลเหล่านี้ให้มีโครงสร้างที่พร้อมที่จะรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เพราะหากเริ่มก่อนก็จะเป็นการชิงความได้เปรียบก่อน และอาจจะส่งผลให้เอาชนะเกมธุรกิจได้ในยุคของเทคโนโลยี AI First ในวันข้างหน้าได้นั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/business/2023/08/13/ai-is-setting-off-a-great-scramble-for-data
https://seekingalpha.com/article/4597241-is-ai-the-adobe-killer
https://myshingle.com/2023/03/articles/start-a-law-firm-101/faqs-on-chat-gpt-for-solo-and-small-law-firms/
https://www.nbcnews.com/news/us-news/george-carlins-estate-sues-ai-generated-stand-special-titled-glad-dead-rcna135808