แม่ค้ามหาภัย กับบทเรียนหลอกขายมือถือออนไลน์ สู่วิธีการที่จะทำให้คุณไม่ถูกหลอกอีกต่อไป

ต้องเรียกได้ว่าเป็นข่าวสะเทือนใจ ที่เด็กนักเรียนชั้น ม.2 ถูกร้านค้าออนไลน์โกงซื้อมือถือจนเครียด เส้นเลือดในสมองแตกเสียชีวิต สร้างความเสียใจให้กับพ่อแม่และครอบครัว ซึ่งน่าสนใจตรงที่ แม่ค้ามหาภัยคนนี้ ทำเป็นกระบวนการมาอย่างยาวนานมาก ๆ

สำหรับส่วนตัวผมเองนั้น ก็เป็นคนหนึ่งที่มีการซื้อขายผ่านออนไลน์เป็นประจำ โดยเฉพาะสินค้าพวก gadget ใหม่ ๆ ที่ผมมักจะลองซื้อมาใช้งานอยู่บ่อย ๆ และมีประสบการณ์ในการโดนหลอกจากพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้มาพอสมควร

และด้วยประสบการณ์โดนหลอกมาเยอะ ผมจึงได้หาวิธีการที่จะไม่ทำให้โดนหลอกจากพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้อีกต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่จะสังเกตได้ว่า เป็นพ่อค้าแม่ค้าหน้าเดิม ๆ เปลี่ยน profile เป็นชื่อใหม่ ๆ ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมมีวิธีการที่จะทำให้คุณไม่ถูกหลอกอีกต่อไปดังต่อไปนี้ครับ

1. เช็คจาก Blacklistseller

เป็นหนึ่งเว็บที่ถือว่ามั่นใจได้กว่า 90% เลยทีเดียวสำหรับเว็บไซต์อย่าง https://www.blacklistseller.com/ โดยคุณสามารถเข้าไปเช็คผ่านเลขบัญชี , true wallet , promptpay , ชื่อ และ นามสกุลของผู้ขายได้ก่อนโอนเงิน

เว็บไซต์ www.blacklistseller.com
เว็บไซต์ www.blacklistseller.com

สามารถเลือกค้นหาได้เพียงเงื่อนไขใด เงื่อนไขหนึ่งก็ได้ ซึ่งหากพบมีอยู่ในฐานข้อมูลคนโกง ก็แน่นอนว่าคุณเจอโจรแล้วนั่นเอง

ซึ่งต้องบอกว่าที่เว็บนี้ได้รวมรวมข้อมูลแบบอัพเดทรายวัน คุณสามารถมาร่วมแจ้งข้อมูลคนโกงได้ที่เว็บไซต์แห่งนี้ ผมคิดว่าเป็นแหล่งข้อมูลคนโกงที่เยอะที่สุดเท่าที่ผมหาข้อมูลมาแล้วนะครับ แนะนำเลย

หรืออีกเว็บไซต์ที่สามารถค้นหาได้ก็คือที่ www.เช็คคนโกง.com ฐานข้อมูลก็จะคล้าย ๆ กันครับ

2. กลุ่มแจ้งข่าวคนโกง

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลเช่นเดียวกัน กับการติดตามกลุ่มที่แจ้งรายงานคนโกงของ Facebook วิธีการง่าย ๆ คือค้นหาคำว่า คนโกง รายชื่อคนโกง ในช่องการค้นหาของ facebook แล้วเข้าไปติดตามในกลุ่มต่าง ๆ

กลุ่มรายชื่อคนโกงใน Facebook
กลุ่มรายชื่อคนโกงใน Facebook

สำหรับข้อเสียในกลุ่มเหล่านี้ ข้อมูลยังไม่จัดระเบียบดีนัก ทำให้หารายชื่อยากกว่าในเว็บไซต์ blacklistseller ที่จัดข้อมูลได้เป็นระเบียบมากกว่า แต่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีมาก ๆ ในการเช็คคนโกงครับผม

3. การซื้อขายผ่านแอดมินกลาง

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคปัจจุบัน ที่หลาย ๆ กลุ่ม ที่มีการซื้อขายของเฉพาะของแต่ละกลุ่ม จะมีแอดมินกลางคอยมาจัดการเรื่องซื้อขาย เพื่อเป็นคนกลางให้ความสะดวกระหว่างคนซื้อ และ คนขาย มีความสบายใจทั้งสองฝ่าย

ตัวอย่างการซื้อขายผ่าน admin กลาง
ตัวอย่างการซื้อขายผ่าน admin กลาง (CR: FB Group ซื้อขาย เเลกเปลี่ยนเกม PES2021 FREEFIRE ROV ผ่านกลางเเอดกลุ่ม)

สำหรับข้อเสียของวิธีการนี้ ก็คือ การมีค่าใช้จ่ายในการใช้บริการแอดมินกลาง แต่ ก็มีความสะดวก รวดเร็วและปลอดภัย เงินจะถูกพักไว้ที่แอดมินก่อน คนซื้อสามารถตรวจสอบสินค้าก่อนให้แอดมินโอนเงินให้กับคนขายนั่นเอง

4. ทำการเช็คข้อมูลเบื้องต้นของผู้ขาย

ในส่วนนี้ก็แล้วแต่แพล็ตฟอร์มที่ใช้ ซึ่งในหลาย ๆ แพล็ตฟอร์มก็จะมีในส่วนของการยืนยันตัวตนของผู้ขาย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการยืนยันผ่านบัตรประชาชน

ตัวอย่างการยืนยันบัญชีในแพล็ตฟอร์ม Kaidee (CR:Kaidee)
ตัวอย่างการยืนยันบัญชีในแพล็ตฟอร์ม Kaidee (CR:Kaidee)

ตัวอย่างแพล็ตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Kaidee ที่จะมีส่วนของการยืนยันบัญชี ซึ่งจะมีความปลอดภัยมากกว่าหากผู้ขาย มีการยืนยันบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หรือในกรณีการโพสต์ขายในกลุ่ม ก็จะมีการตั้งกติกาในที่ต้องมีการถ่ายรูป เขียนชื่อ profile / เบอร์โทร หรือช่องทางติดต่อให้ชัดเจน คู่กับสินค้า เพื่อป้องกันไม่ให้นำสินค้าจากที่อื่นมาหลอกขายได้

หรือการนำชื่อ เบอร์โทร เลขบัญชีธนาคารไปค้นหาผ่าน Google ก็เป็นการ double check อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีประวัติในโลกออนไลน์ ที่เป็น digital footprint กันอยู่แล้วสำหรับคนโกง

ตัวอย่างการนำชื่อคนโกงไปค้นหาผ่าน google
ตัวอย่างการนำชื่อคนโกงไปค้นหาผ่าน google

จากรูปตัวอย่าง ผมได้เอาข้อมูลจาก Database คนโกงใน blacklistseller ไปค้นหาใน Google เรียกได้ว่าประวัติยาวเป็นหางว่าวเลยทีเดียว

5. เช็ค Social Media Profile

หากมีการซื้อขายผ่านเครือข่าย Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Instagram ซึ่งถือเป็นช่องทางยอดฮิตเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน

สิ่งแรก ที่ควรจะทราบก็คือ ตอนนี้ได้มีบริการต่าง ๆ มากมาย ที่คอยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ Social Media Account ทั้งการทำ Fake Review , การเข้ามา comment ที่เหมือนจะสร้างเครดิตให้กับผู้ขายที่ดีเว่อร์จนเกินไป

ผมไม่อยากให้เชื่อข้อมูลเหล่านี้มากนัก ซึ่งส่วนใหญ่ พวกคนโกงก็จะจ้างทำเพื่อสร้างเครดิตให้กับตัวเอง ส่วนคอมเม้นต์เสีย ๆ หาย ก็จะลบออกจากระบบไป

ประสบการณ์ส่วนตัวก็เคยเจอ Profile สุดหรู รีวิวสุดเทพ มีหน้าม้ามาคอยสนับสนุน แต่สุดท้ายก็โกง ซึ่งมีถมไป แต่สิ่งที่ผมอยากให้พิจารณาอย่างยิ่งก็คือ สิ่งที่ไม่สามารถลบได้บนแพล็ตฟอร์มเหล่านี้

ตัวอย่างรีวิวเพจ ที่ไม่สามารถลบได้
ตัวอย่างรีวิวเพจ ที่ไม่สามารถลบได้

ส่วนของรีวิวเพจ เป็นส่วนที่แม้จะสามารถจ้างเพื่อมาโพสต์อวย หรือ สร้าง Fake Review ได้ แต่ หากมี รีวิว ในแง่ลบ เจ้าของเพจ แม้กระทั่งสิทธิ์ admin ขั้นสูงสุดก็ไม่สามารถลบได้ เพราะฉะนั้น สามารถอ่านส่วนของรีวิว โดยรวมทั้งหมดได้ครับ

ตัวอย่างการกดปุ่มโกรธแบบผิตปรกติ
ตัวอย่างการกดปุ่มโกรธแบบผิตปรกติ

นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมเคยโดนมา ทุกอย่างดูดีหมด เช็คมาแล้วทุก สเต็ป แต่ก็ไม่รอด พอมาไล่เช็คหลังจากโดนโกงไปแล้ว พบว่า ใน profile ของคนขาย มีสิ่งที่แปลกคือ แทบจะไม่มี comment แต่ ทุก ๆ โพสต์ มีการกดปุ่มโกรธเยอะมาก

ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนของ comment นั้นเป็นสิ่งที่ลบได้ แต่ ส่วนของ emotion ต่าง ๆ เหล่านี้ admin ไม่สามารถลบมันออกไปได้นั่นเองครับผม เจอปุ่มโกรธเยอะ ๆ เมื่อไหร่ แน่นอนครับ ว่าเหล่าเหยื่อที่โดนหลอกมากดโกรธนั่นเอง ส่วน comment เชิงลบ ก็โดนเจ้าของเพจลบไปหมดแล้วครับผม

6. Whoscall เช็คเบอร์มิจฉาชีพ

สำหรับเครื่องมือสุดท้าย ที่น่าสนใจก็คือแอปพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า Whoscall ซึ่งสามารถเช็คได้ทันที ผ่านฐานข้อมูลของระบบ เมื่อมีเบอร์แปลก ๆ โทรมา หรือ สามารถนำเบอร์ผู้ขายที่เราไม่แน่ใจลองเช็คผ่านตัวแอปก็ได้ครับ

Whocall แจ้งทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ
Whocall แจ้งทันทีหากเป็นมิจฉาชีพ

ตัว Whoscall ตอนนี้มีให้โหลดทั้งใน Google Play (Android) และ App Store ของฝั่ง Apple สามารถใช้เพื่อป้องกันการโทรจากพวกประกัน หรือมิจฉาชีพในแขนงอื่น ๆ ที่มักโทรมาก่อกวน ได้ ซึ่งตัวนี้ถือว่าฐานข้อมูลค่อนข้างอัพเดทมาก ๆ ชัวร์ค่อนข้าง 100% เลยทีเดียว แนะนำให้ลงติดมือถือไว้เลยครับ

บทสรุป

ก็ต้องบอกว่าตอนนี้ กลโกง มีมาหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะในการซื้อขายของผ่านออนไลน์ จากที่เป็นข่าวแม้ค้าที่ถูกจับเรื่องหลอกขายมือถือ ให้เด็กนักเรียนจนเสียชีวิตนั้น หลอกมาอย่างยาวนาน ได้เงินไปเป็นจำนวนมหาศาล โดยการเปลี่ยนสลับ account ไปเรื่อย ๆ และแน่นอนว่าตอนนี้มีการซื้อขายบัญชีธนาคารกันอย่างแพร่หลายทำให้ สามารถหลอกได้ต่อเนื่องยาวนานอย่างที่เป็นข่าว

สำหรับข้อมูลข้างต้นก็เป็นเทคนิคของตัวผมเอง ที่หลังจากใช้เทคนิคเหล่านี้ ก็ไม่ได้เจอการโดนโกงอีกต่อไป แล้วเพื่อน ๆ มีวิธีไหนที่น่าสนใจอีกบ้างครับ ในการหลีกเลี่ยงไม่ให้เราโดนหลอกจากพ่อค้าคนโกงเหล่านี้ สามารถแชร์เทคนิค แนะนำกันได้เลยนะครับผม

Credit Image : https://mgronline.com/

คนเก่งที่สุด vs คนไว้ใจได้ที่สุด กับการแต่งตั้ง CTO คนใหม่ของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook

เป็นเรื่องจริงที่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อยิ่งขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งระดับสูง ๆ ทั้งในองค์กรเอกชน รัฐ หรือ แม้กระทั่งข้าราชการก็ตามที คนที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้มีอำนาจมากที่สุด มักจะได้รับตำแหน่งดี ๆ ในองค์กรอยู่เสมอ

แน่นอนว่าความเก่งมันต้องมีอยู่แล้วเพื่อที่ให้ได้รับโอกาสเหล่านี้ แต่มันไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องมีความเก่งกาจที่สุด เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความไว้วางใจต่างหาก

เฉกเช่นเดียวกับเคสที่เกิดขึ้นกับ Facebook เมื่อ Mark Zuckerberg ได้นำคนที่เขาไว้ใจที่สุดคนหนึ่งอย่าง Andrew ‘Boz’ Bosworth อดีตผู้ช่วยสอนในคลาสปัญญาประดิษฐ์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขึ้นมารับตำแหน่งใหญ่อย่าง Chief Technology Officer (CTO)

เมื่อ Facebook ถูกถล่มยับจากปัญหา Fake News

แม้จะพยายามแก้ปัญหาดังกล่าวมาหลายปี แต่ก็ต้องบอกว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแก้ไข และไม่ใช่เพียงแค่ Fake News ที่กำลังเป็นปัญหา แต่ยังรวมถึงปัญหาของแพล็ตฟอร์มอย่าง Instagram ที่กำลังส่งผลต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่นเป็นจำนวนมากอีกด้วย

Instagram ที่กำลังส่งผลต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่นทั่วโลก (CR:CNBC)
Instagram ที่กำลังส่งผลต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่นทั่วโลก (CR:CNBC)

รายงานบางฉบับระบุว่าพนักงานและผู้บริหารของ Facebook ทราบปัญหาเหล่านี้แต่ไม่สามารถแก้ไขได้ โดยทางฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐสภาสหรัฐก็ได้ให้คำมั่นกับประชาชนที่จะซักถามผู้บริหารจาก Facebook และบริษัท Big Tech อื่นๆ เกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อวัยรุ่น หรือ ปัญหาข่าวปลอมที่กำลังแพร่กระจายอย่างหนักในแพล็ตฟอร์ม

มันเป็นปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่ Facebook โดยตรง และคนที่รับผิดชอบหลัก ที่ต้องลาจากไปก็คือ Mike Schroepfer อดีต CTO ของบริษัทที่ดำรงตำแหน่งมานานกว่า 8 ปี

Mark Zuckerberg ต้องการคนไว้ใจที่สุดเพื่อสะสางปัญหาที่มีความซับซ้อน

การเข้ามารับตำแหน่งของ Bosworth มันมีความชัดเจนว่า Mark Zuckerberg ต้องการหันไปพึ่งคนที่เขาไว้ใจได้มากที่สุด ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดอีกต่อไป

Bosworth เข้ามาร่วมงานกับ Facebook ในปี 2006 เขามีส่วนช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์หลัก และมีชื่อเสียงเรื่องความตรงไปตรงมากับเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา และสิ่งสำคัญก็คือ เขามักจะออกมาปกป้องบริษัทจากประเด็นปัญหาต่าง ๆ เสมอ เรียกได้ว่าพร้อมลุยเพื่อกู้ชื่อเสียงของ Facebook และ Mark Zuckerberg ในทุก ๆ เรื่องที่เป็นปัญหา

แต่ถามว่าเขาเป็นคนเก่งที่สุดหรือไม่ คงจะไม่ใช่เพราะ Facebook มีพนักงานระดับอัจฉริยะมากมายเต็มไปหมดที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท แน่นอนว่าเขาเป็นคนเล่นการเมืองเก่ง อดีตพนักงานคนหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อ ได้เปิดเผยข้อมูลออกมาว่า “Bosworth คิดว่าเขาเป็นอัจฉริยะ แต่เขาอาจจะแค่โชคดีในอาชีพการงานที่ Facebook เพียงเท่านั้น”

Bosworth ได้เจอกับ Mark Zuckerberg ครั้งแรกที่ฮาร์วาร์ด โดยเป็นผู้ช่วยสอนในชั้นเรียนคลาสปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งหลังจากที่ Zuckerberg ได้ก่อตั้ง Facebook ในปี 2004 Bosworth ก็เข้าร่วมงานกับบริษัทในเดือนมกราคมปี 2006 โดยเป็นหนึ่งในวิศวกรซอฟต์แวร์รายแรก ๆ ของบริษัท

ในเดือนสิงหาคมปี 2017 Facebook ได้ประกาศว่า Bosworth จะเข้ามาดูแลในผลิตภัณฑ์ด้านฮาร์ดแวร์ของบริษัท

แม้ว่า Bosworth จะไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานด้านฮาร์ดแวร์มาเลยก็ตามที แต่ Zuckerberg ก็ดูเหมือนว่าจะเชื่อมั่นในเพื่อนคนนี้ของเขาเป็นอย่างมาก โดยให้ดูแลแผนก Virtual Reailty ของ Oculus ที่ Facebook เข้าซื้อกิจการในปี 2014 ด้วยมูลค่า 2.3 พันล้านดอลลาร์

โดย Oculus เปิดตัวชุดหูฟังสำหรับผู้บริโภคตัวแรกคือ Oculus Rift ซึ่งก็ดูเหมือนจะยังไม่ประสบความสำเร็จในตลาดนี้แต่อย่างใด

Oculus Rift ที่ดูจะยังไม่ปังเท่าที่ควร (CR:Ars Technica)
Oculus Rift ที่ดูจะยังไม่ปังเท่าที่ควร (CR:Ars Technica)

โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา Bosworth ได้เข้ามาจัดระเบียบและปรับหน่วยงานด้านฮาร์ดแวร์ของ Facebook ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกว่า Facebook Reality Labs

ก็ต้องเรียกได้ว่าเป็นภาระที่หนักอึ้งเลยทีเดียวสำหรับ Bosworth ที่ขึ้นดำรงตำแหน่ง CTO ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดด้านเทคโนโลยีของ Facebook

ปัญหาที่ถาโถมเข้ามามากมาย และดูว่าจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ และยังมีความซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับหลายเรื่องทั้งเรื่อง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือ การที่ต้องร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในบางประเด็นที่อ่อนไหว

ซึ่งดูเหมือนว่าปัญหาที่มีความซับซ้อนเหล่านี้ คนที่เก่งที่สุดอาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะตอนนี้ Zuckerberg ต้องการคนที่ไว้ใจได้ที่สุด เพื่อมาสะสางปัญหาเหล่านี้นั่นเองครับผม

แล้วคุณล่ะคิดอย่างไร หากคุณเป็นผู้นำระดับสูง และมีอำนาจสูงสุดขององค์กร คุณจะเลือกคนที่ไว้ใจได้มากที่สุด หรือ คนที่เก่งที่สุด มาทำงานใหญ่ ๆ ให้กับคุณ?

References : https://www.cnbc.com/2021/09/23/what-mark-zuckerberg-gets-with-new-cto-andrew-boz-bosworth.html
https://www.wsj.com/articles/the-facebook-files-11631713039
https://www.wsj.com/articles/facebook-knows-instagram-is-toxic-for-teen-girls-company-documents-show-11631620739
https://www.buzzfeednews.com/article/ryanmac/growth-at-any-cost-top-facebook-executive-defended-data
https://www.businessinsider.com/facebook-executive-andrew-bosworth-tips-maximizing-skills-personal-api-2020-5

Sex Creator & Onlyfan อีกหนึ่งอาชีพอิสระ ที่ถูกโยนภาระจาก Platform

ต้องบอกว่ากลายเป็นข่าวดังเลยทีเดียวนะครับสำหรับการบุกจับ Sex Creator ชื่อดังในแพล็ตฟอร์มยอดฮิตอย่าง Onlyfan ที่ใช้ฉายาในวงการว่า ‘น้องไข่เน่า’ ในข้อหาทำผิดกฏหมายพรบ.คอมพิวเตอร์ ผลิตและนำสื่อลามกอนาจารให้คนอื่นเข้าถึงได้

แน่นอนว่า Onlyfan เป็นอีกแพล็ตฟอร์มหนึ่งที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแพล็ตฟอร์มที่น่าจับตามอง และสามารถทำรายได้ให้กับเหล่า Creator มากมาย

ด้วยการโฟกัสที่คอนเทนต์ ที่มีเนื้อหา 18+ และใช้โมเดลธุรกิจแบบ Subscription Model ที่เป็น Model ยอดฮิตของเหล่า Startup ในยุคปัจจุบัน ทำให้สามารถระดมทุนได้มากมายมหาศาล

และข่าวการจับกุมน้องไข่เน่าในครั้งนี้ สร้างประเด็นถกเถียงขึ้นในสังคมอย่างรุนแรง ทั้งฝั่งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในเรื่อง Sex Creator ที่เป็นอีกหนึ่งอาชีพอิสระ แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถผ่านกรอบด้านศีลธรรม แนวคิดแบบดั้งเดิมของคนไทยได้

แต่วันนี้ จากข่าวที่ปรากฏขึ้น ผมจะมาชวนวิเคราะห์ประเด็นที่น่าสนใจอีกแง่มุมนึง

คำว่าอาชีพอิสระ ที่ถูกโยนภาระจาก Platform

เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงกัน สำหรับเรื่องนี้ จากการเกิดขึ้นมากมายของ Sharing Economy หรือ Gig Economy ที่ได้อาศัยช่องโหว่ของกฏหมายที่ตามไม่ทันโลกของประเทศต่าง ๆ แจ้งเกิดแพล็ตฟอร์มต่าง ๆ ได้มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นอย่าง Uber ที่ปฏิวัติระบบขนส่งใหม่ หรือ Airbnb ใครจะคิดว่าผู้คนจะเปิดรับคนแปลกหน้าให้มาพักอาศัยในบ้านได้ จนมาถึง Onlyfan แพล็ตฟอร์มแบ่งปันเนื้อหา 18+

มุมหนึ่งมันทำให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหล่า Rider ที่สามารถทำรายได้อย่างมหาศาลผ่านแพล็ตฟอร์มเหล่านี้ หรือ Host ที่ปล่อยที่พักอาศัยให้กับคนทั่วไปที่ต้องการหาที่พักราคาย่อมเยาว์ หรือ แม้กระทั่งมีการทำเป็นธุรกิจจริง ๆ จัง ๆ ใน Airbnb เลยก็ตาม

ปัญหาที่ตามมาน่าสนใจมาก ๆ เนื่องจากอาชีพเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นอาชีพอิสระ และ สิ่งที่แพล็ตฟอร์มทำก็ไม่ได้ถูกกฏหมาย 100% ในหลาย ๆ ประเทศ แม้กระทั่งในเคสของ Onlyfan ก็คิดว่าน่าจะมีปัญหาในหลาย ๆ ประเทศเหมือนที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเช่นเดียวกัน

แพล็ตฟอร์มอาศัยความได้เปรียบ โดยถีบกลุ่มคนเหล่านี้ ให้เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ และไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น (ถึงรับผิดชอบก็น้อยมาก ๆ ) ดั่งที่ได้เคยเกิดปัญหาในทุก ๆ แพล็ตฟอร์ม

ทั้งเรื่อง Rider ที่ไม่ได้ลงทะเบียนให้มันถูกกฏหมาย และ จ่ายภาษีให้มันถูกต้องจริง ๆ เหล่า Host ที่อาศัยช่องโหว่ ทำให้คอนโดหรืออพาร์ทเมนต์ให้กลายเป็นโรงแรมย่อม ๆ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้ร่วมอาศัยคนอื่น ๆ ที่ซื้ออสังหาฯ เพื่อใช้ในการอยู่อาศัย

เฉกเช่นเดียวกับ น้องไข่เน่า ที่กำลังโดนกฏหมายเล่นงาน แน่นอนว่าแพล็ตฟอร์มก็ใช้ช่องโหว่ของกฏหมายเหล่านี้เช่นเดียวกัน มีการจดทะเบียนในต่างประเทศ ผลักภาระให้ Creator โดยให้ทำเป็นอาชีพอิสระ ไม่มีอะไรคุ้มครองจากบริษัท ซึ่งแทบไม่ต้องมีความรับผิดชอบใด ๆ หาก creator เหล่านี้ไปทำผิดกฏหมาย

ส่วนตัวบางครั้งผมก็มองว่าธุรกิจแพล็ตฟอร์มเหล่านี้ ไม่ได้สร้างนวัตกรรมอะไรที่ล้ำเลิศ แต่อย่างใดเลย แต่พวกเขาอาศัยช่องโหว่บางอย่างในเรื่องกฏหมายที่ยังตามไม่ทันโลกที่เปลี่ยนไป แล้วอาศัยช่องโหว่เหล่านี้เพื่อทำเงินได้อย่างมหาศาล โดยอาศัยคำว่า ‘อาชีพอิสระ’ อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

ส่องกลยุทธ์ ยานแม่ SCBX กับการแหกกฏเดิม ๆ ของธนาคารเพื่อมุ่งหน้าสู่ Regional Company

ข่าวร้อนแรงที่สุดที่มีการประกาศมาเมื่อวานคงจะหนีไม่พ้น การเปิดตัว SCBX ที่ถูกเรียกว่า ‘ยานแม่’ ที่ต้องเรียกได้ว่าเป็นการปรับยกเครื่องโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อลุยธุรกิจใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

เรียกได้ว่าแตกย่อย เพื่อความคล่องตัว และแก้ปัญหาในเรื่องข้อจำกัดเรื่องกฏระเบียบของการเป็นธนาคาร เพื่อเดินหน้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริงสำหรับ SCBX ที่มีการกำเนิดของบริษัทร่วมทุนที่น่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็น AISCB , Alpha X , Auto X , Card X และอีกหลากหลายบริษัทตามที่สื่อต่างๆ ได้เสนอข่าวไป

ผมจะมาชวนวิเคราะห์สิ่งที่น่าสนใจจากการปรับตัวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการเซอร์ไพรส์ ที่สั่นสะเทือนแวดวงธุรกิจไทยเป็นอย่างมาก

SCB เดิมที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง?

เป็นคำถามที่น่าสนใจสำหรับเหล่าสาขาของธนาคาร หรือพนักงานที่อยู่ในยุคเก่า ที่ต้องผลัดใบก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัวของ SCB นะครับ

แน่นอนว่า SCB ได้ดำเนินการลดจำนวนสาขาไปเป็นจำนวนมากมาซักระยะหนึ่งแล้ว เอาแค่สาขาที่ใกล้บ้านผม จาก 5 สาขาลดเหลือ 1 สาขาเท่านั้น มันเป็นเทรนด์ที่ชัดเจนมากว่า การทำธุรกรรมในสาขาแบบเดิม ๆ จะลดน้อยลงไปอีกมาก ๆ ในอนาคต

สอดรับกับเทรนด์ผู้บริโภค ที่เรียกได้ว่า ปรับเปลี่ยนกันแบบต้องบังคับปรับกันเลยทีเดียว หลังจากการระบาดของ COVID-19 ที่มีการปรับตัวไปสศู่การใช้ทำธุรกรรมผ่านแอป หรือ สังคมไร้เงินสด

ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นเรื่องปรกติไปแล้ว แม้กระทั่งคนแก่คนเฒ่า ผมก็เชื่อว่าส่วนใหญ่ก็สามารถปรับตัวกันได้แล้วเช่นกัน คงเหลือคนจำนวนกลุ่มไม่มากนัก ที่ยังยึดติดกับการทำธุรกรรมผ่านธนาคารในรูปแบบเดิม ๆ

ซึ่งในอนาคตอันใกล้ เราคงเห็นพนักงานตามสาขา ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ เหลือไว้เพียงบางแห่งเท่านั้น โดยเฉพาะอาจจะเป็นในห้างสรรพสินค้า เพื่อไว้สำหรับความสะดวกให้กับคนที่มาทำกิจกรรมต่างๆ ในห้าง

เมื่อแพล็ตฟอร์มจีน โดนเล่นงานจากรัฐ

เอาจริง ๆ การปรับตัวครั้งใหญ่ของระบบธนาคารไทย น่าจะเกิดจากการเล็งเห็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ที่บริการทางการเงินของบริษัทเทคโนโลยีนั้น รุกล้ำเข้ามาในธุรกิจของธนาคารดั้งเดิมจนยึดส่วนแบ่งไปได้มากมาย

ธนาคารในประเทศเราต่าง transform ครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ โดยเริ่มจากการโอนเงินแบบไม่เสียค่าธรรมเนียม การใช้ พร้อมเพย์  หรือ การลงทุนครั้งใหญ่ในการปฏิวัติแอปบนมือถือของหลายๆ ธนาคาร ที่ตอนนี้เรียกได้ว่าธุรกรรมเกือบทุกอย่าง สามารถทำได้เพียงแค่ปลายนิ้วผ่านแอป

แต่ดูเหมือนศัตรูที่น่ากลัวอย่าง ซุปเปอร์แอป ของจีน จะถูกคลายพิษสงลงไป เนื่องจากการเข้ามาควบคุมของรัฐบาล ที่เรียกได้ว่า เดินหน้าจัดการอย่างจริงจัง ทำให้ตอนนี้คงไม่มีอารมณ์มาบุกต่างประเทศมากซักเท่าไหร่ คงขอแค่เอาตัวรอดในประเทศตัวเองให้ได้ก่อน

ซุปเปอร์แอปจีน ที่โดนเล่นงานอย่างหนักจากรัฐ (CR:The Republic)
ซุปเปอร์แอปจีน ที่โดนเล่นงานอย่างหนักจากรัฐ (CR:The Republic)

แต่ถึงแม้จะบุกมาจริง ๆ มันก็น่าสนใจนะครับ เพราะ แอปจากจีนนับรายได้ที่จะสามารถบุกต่างประเทศได้ จะมีให้เห็นก็แค่ TikTok เท่านั้นที่ดูเป็น Global Company รุกตลาดโลกได้สำเร็จ

ส่วนแอปอื่น ๆ พอเจอคู่แข่งในภูมิภาคต่าง ๆ ก็ดูเหมือนจะล้มไม่เป็นท่าเสียมากกว่า ตัวอย่างเห็นได้ชัด WeChat x Line หรือ แม้กระทั่ง Lazada เองที่กำลังเพลี่ยงพล้ำให้กับ Shopee อยู่ในขณะนี้

การมุ่งหน้าสู่ Regional Company

ส่วนนี้ผมค่อนข้างตื่นเต้นมาก ๆ กับธุรกิจธนาคารของไทย ผมคิดว่าไม่เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน ในภูมิภาคเราความล้ำของเทคโนโลยีที่ปล่อยออกมา เรียกได้ว่าแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน ทุกธนาคารต่างสร้างสรรค์บริการใหม่ ๆ ออกมาเพื่อตอบรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ซึ่งผมคิดว่า นวัตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกับแวดวงธนาคารนั้น ก็ไม่เป็นสองรองใครในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน

การปรับตัวครั้งนี้ แน่นอนว่า เกิดจากการถูกรุกล้ำเข้ามาในธุรกิจ จากเหล่าแพล็ตฟอร์มยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีใน Region ไม่ว่าจะเป็น Grab , Shopee , … ที่ดูเหมือนต่างมุ่งหน้ามาลุยในธุรกิจทางด้านการเงินเหมือน ๆ กัน

คู่แข่งตัวจริงน่าจะกลายเป็น Super App ภายใน Region (CR: Tech in Asia)
คู่แข่งตัวจริงน่าจะกลายเป็น Super App ภายใน Region (CR: Tech in Asia)

ซึ่งหากปล่อยให้เหล่าแพล็ตฟอร์มพวกนี้กินรวบ คงไม่เป็นเรื่องดีแน่นอน ซึ่งการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ครั้งนี้ของ SCBX นั้น ก็คงไม่มองแค่ตลาดในประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะหากรอ จนถูกขย้ำในบ้านเมื่อไหร่ ก็ตายสถานเดียวเหมือนในหลาย ๆ ธุรกิจ

ด้วยความพร้อมทั้งเงินทุน และ อาวุธที่สำคัญอย่างทรัพยากรมนุษย์ที่ได้ดึงดูดคนเก่ง ๆ ไปเป็นจำนวนมากในธุรกิจธนาคารไทย (ตัวอย่างสาย Tech ที่ตอนนี้ดึงกันวุ่นไปหมด และให้เงินสูงที่สุดด้วย)

ซึ่งผมก็คิดว่า ถึงเวลาที่เราก็ต้องบุกลุยต่างประเทศเหมือนกันเพื่อเป็นผู้นำใน Region ให้ได้ เพราะไม่งั้น หากเหล่าแพล็ตฟอร์มได้ข้อมูลไปจำนวนมหาศาล จากฐานผู้ใช้ของพวกเขาที่มีอยู่ทั่ว Region ก็จะทำให้พวกเขาจะได้เปรียบเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะทางด้านการเปล่อยสินเชื่อที่เปรียบเสมือนไข่ในหินของทุก ๆ ธนาคารนั่นเองครับผม

Credit Image : https://www.posttoday.com/finance-stock/news/663818

Trade War ค่าแรงและรัฐจีน เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นเริ่มมีความพยายามลดการพึ่งพาการผลิตจากจีน

ในช่วงสิ้นเดือนกันยายนที่กำลังจะมาถึง สายการผลิตของโรงงานโตชิบาในต้าเหลียนจะหยุดทำการ มันเป็นเวลา 30 ปี หลังจากที่ยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นเปิดโรงงานในเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่ขยายไปสู่ประเทศจีน

โรงงานของโตชิบาในต้าเหลียนได้ขยายการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจในเอเชียของบรษัท ซึ่งเมื่อครั้งที่พวกเขาเริ่มเปิดทำการ มันก็ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของเครือข่ายการค้าและการผลิตของภูมิภาค 

แต่ตอนนี้ด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป ค่าจ้างรายชั่วโมงโดยคนงานชาวจีนได้เพิ่มขึ้นสิบเท่าในรอบศตวรรษที่ผ่านมา เป็น 6.20 ดอลลาร์ แต่นั่นยังคงเป็นอัตราหนึ่งในสี่ของอัตราค่าแรงของคนญี่ปุ่น และเป็นสองเท่าของค่าจ้างแรงงานไทย

และแน่นอนว่าความตึงเครียดทางการเมืองกำลังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับกลุ่มธุรกิจ ที่เริ่มถูกรัฐเข้ามาควบคุมอำนาจต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จากที่ได้เห็นในหลากหลายกรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัทเทคโนโลยีของจีนเอง หรือ สงครามการค้าที่เกิดขึ้นกับโลกตะวันตกที่กำลังทวีความรุนแรง

แนวโน้มเหล่านี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมสัดส่วนของจีนในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของญี่ปุ่นจึงลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2012

จำนวนบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตที่บริษัทญี่ปุ่นมีอยู่ในประเทศจีนหยุดเติบโตเมื่อเกือบทศวรรษที่แล้ว ในขณะที่อื่น ๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย อินโดนีเซีย ไทยและเวียดนาม ยังคงเติบโตต่อไป

โตชิบาจะชดเชยกำลังการผลิตบางส่วนด้วยการขยายโรงงาน 50 แห่งที่ญี่ปุ่นบ้านเกิดของพวกเขาและเวียดนาม และทำให้พวกเขาได้เข้าโครงการเงินอุดหนุนประจำปีของรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและการกระจายห่วงโซ่อุปทาน ที่มีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาจีน

บริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ อีกหลายแห่งพบว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ในเดือนนี้ OKI Electric Industry ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายเล็กของญี่ปุ่น ประกาศว่าโรงงานในเซินเจิ้น ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว จะหยุดผลิตเครื่องพิมพ์ โดยกำลังการผลิตดังกล่าวจะย้ายไปยังโรงงานที่มีอยู่ในประเทศไทยและญี่ปุ่นแทน 

OKI Electric Industry ที่จะย้ายกำลังการผลิตจากเซินเจิ้นมาที่ไทย (CR:NNA Business News)
OKI Electric Industry ที่จะย้ายกำลังการผลิตจากเซินเจิ้นมาที่ไทย (CR:NNA Business News)

ถึงอย่างไรก็ตาม บริษัทส่วนใหญ่ก็ยังไม่รีบออกจากจีนโดยทันที การสำรวจเมื่อปีที่แล้วสำหรับ Japan External Trade Organisation ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล พบว่า 8% ของบริษัทญี่ปุ่นกล่าวว่าพวกเขากำลังวางแผนที่จะลดกำลังการผลิตในประเทศจีน

บริษัทระดับโลกหลายแห่ง ตั้งแต่ Hasbro (ผู้ผลิตของเล่นชาวอเมริกัน) ไปจนถึง Samsung (บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเกาหลีใต้) กำลังดำเนินการในลักษณะเดียวกัน 

มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดห่วงโซ่อุปทานในประเทศจีน เพราะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับสองของโลก เป็นรองเพียงแค่อเมริกาเท่านั้น และดูจากเทรนด์ที่เกิดขึ้นมีโอกาสที่จีนจะแซงหน้าอเมริกาในไม่ช้า

แน่นอนว่าสถานการณ์ในตอนนี้บริษัทต่างๆในญี่ปุ่น พบว่าตนเองถูกกดดัน โดยความจำเป็นในการลดต้นทุน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นจะโดนโจมตีหนักทั้งสินค้าจากเกาหลีใต้และสินค้าแบรนด์ในประเทศจีนเอง

หลังจากผ่านยุคอนาล็อก ที่ต้องเรียกได้ว่ายุคนั้น บริษัทที่จำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่นนั้นเติบโตอย่างบ้าคลั่ง และได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจของพวกเขาขยายตัวอย่างรวดเร็ว

แต่ดูเหมือนตอนนี้ เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มตัว ญี่ปุ่นดูจะตามหลัง เกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งจีนด้วยซ้ำ ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และทำให้ตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะงักงันมานานหลายทศวรรษ

และตอนนี้ก็เป็นนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นเองที่เริ่มสนับสนุนให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ของพวกเขากลับมาตั้งฐานการผลิตในประเทศ เพื่อจ้างงานคนในประเทศ โดยให้เงินอุดหนุนเป็นจำนวนมากแก่บริษัทต่าง ๆเหล่านี้ หากย้ายการลงทุนมาอยู่ที่ประเทศบ้านเกิด

เราก็ต้องมาติดตามกันต่อไปนะครับ ว่าโลกยุคดิจิทัล ที่ดูเหมือนแบรนด์จากญี่ปุ่นจะถูกเมินจากเหล่าลูกค้า ทำให้หลาย ๆ แบรนด์ต้องแทบล้มหายตายจากไป หรือ ถูกขายกิจการออกไป แล้วสุดท้ายการเปลี่ยนนโยบายที่จะลดการพึ่งพาจีน จะทำพวกเขาจะกลับมายืนหยัดในแถวหน้าได้อีกครั้งหรือไม่

References : https://www.economist.com/business/2021/09/18/japanese-companies-try-to-reduce-their-reliance-on-chinese-manufacturing
https://www.ft.com/content/d1e2f806-1958-4cd6-8047-e27901786f26
https://thediplomat.com/2021/08/japans-challenge-in-the-age-of-china-us-rivalry/