ปาร์ตี้ผลาญเงินจบสิ้นแล้ว เมื่อซิลิคอนแวลลีย์เตรียมพร้อมสำหรับยุคใหม่ของความวุ่นวายทางการเงิน

อาคารริมถนนที่พลุกพล่านในตัวเมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งเคยเป็นสำนักงานใหญ่ของ Fast ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ชำระเงินสำหรับแม่ค้าออนไลน์ สำนักงานที่ร้าง อดีตบริษัทดาวรุ่งแห่งซิลิกอน วัลเลย์

Fast สามารถระดมทุนได้ 125 ล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 2019-2021 ซึ่งรวมถึงบริษัทระดับท็อป กองทุนในตำนานอย่าง Kleiner Perkins และ Index Ventures จากนั้นในเดือนเมษายน Fast ก็ต้องพังทลายลงด้วยการขาดแคลนเงินสดเมื่อไม่สามารถระดมทุนรอบใหม่ได้

การล่มสลายของ Fast เป็นสัญญาณว่ากำลังถึงช่วงตกต่ำแห่งซิลิกอน วัลเลย์ เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เงินเฟ้อที่พุ่งทะยาน ความวุ่นวายในห่วงโซ่อุปทานที่เกิดจากการระบาดใหญ่ในประเทศจีน แถมยังถาโถมด้วยสงครามในยูเครน

มันทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นกับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทเทคโนโลยีรุ่นใหม่กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากการประเมินมูลค่าส่วนใหญ่ของพวกเขามาจากโอกาสสร้างผลกำไรในอนาคตอันไกลโพ้น

แต่ปัจจุบันมูลค่าบริษัทสตาร์ทอัพเหล่านี้ถูกกัดเซาะด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น รวมถึงระเบิดของการ short ในตลาดหุ้น นั่นทำให้อุตสาหกรรม VC เกิดความตกตะลึง ซึ่งพวกเขาต้องเดิมพันด้วยเงินทุนมหาศาลเพื่อผลักดันให้เกิด Google หรือ Facebook รายต่อไป

สถานการณ์ในตอนนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น นักลงทุนกำลังเตือนบริษัทในพอร์ตโฟลิโอของตนเองว่า อย่าคาดหวังว่าจะมีการระดมทุนรอบใหม่สักระยะ และให้เก็บเงินทุนของตนเองให้เพียงพอหล่อเลี้ยงบริษัทจนถึงปี 2025

แน่นอนว่า บริษัทสตาร์ทอัพ ต้องการเงินทุนมาต่อยอดอยู่ตลอดเวลา แต่การขาดเงินทุนแบบนี้ ทำให้ยากที่จะดำเนินการบริษัทในรูปแบบนี้ได้ ส่วนใหญ่จะล้มเหลวอย่างที่เกิดขึ้นกับ Fast

ซึ่งหลังจากผ่านเวลาหลายปีที่มีการอัดเม็ดเงินลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะในปี 2021 ที่บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีระดับโลกสามารถระดมทุนรวมได้ถึง 621 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าปี 2011 ถึงสิบเท่า

ส่วนใหญ่เป็นโปรเจ็คที่เพ้อฝัน มีผู้ก่อตั้งที่บ้าคลั่ง มีเคสตัวอย่างหลาย ๆ เคสที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Softbank ที่ออกกองทุน Vision Fund ระดมทุนได้กว่า 100,000 ล้านดอลลาร์

แต่ต้องสูญเสียเงินให้กับบริษัทที่ล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็น Uber , WeWork หรือแม้กระทั่ง Grab ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองก็ตามที

ราคาหุ้นของ Grab ที่มูลค่าดิ่งลงเหว (CR:Mothership.sg)
ราคาหุ้นของ Grab ที่มูลค่าดิ่งลงเหว (CR:Mothership.sg)

หลังผ่านพ้นปี 2021 ดูเหมือนความหอมหวนในบริษัทเทคโนโลยีจะหมดลงไปแบบฉับพลัน ดัชนี NASDAQ ซึ่งเป็นดัชนีที่เน้นหนักด้านเทคโนโลยีร่วงลง 30% นับจากจุดสูงสุด

จากข้อมูลของ Pitchbook ผู้ให้บริการข้อมูลของ VC มากกว่า 140 รายพบว่า บริษัทที่ได้รับเงินสนับสนุนซึ่งเป็นตัวสู่สาธารณะ (IPO) ในอเมริกาตั้งแต่ปี 2020 มีมูลค่าต่ำกว่าจำนวนเงินลงทุนทั้งหมดที่พวกเขาระดมทุนตลดช่วงชีวิตของพวกเขา

ตัวอย่างเช่น Faraday Future ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติอเมริกัน มีมูลค่าเพียง 710 ล้านดอลลาร์ หลังจากระดมทุนได้มากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์

Grab อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากสิงคโปร์ ระดมทุนได้ 14 พันล้านดอลลาร์ ก่อนเปิดตัวสู่สาธารณะด้วยมูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ตอนนี้มีมูลค่าไม่ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์

การระดมทุนได้ชะลอตัวเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีหลังของปี 2021 ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม จำนวนรอบการระดมทุนในอเมริกาลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ตามข้อมูลใน Pitchbook การระดมทุนในเอเชียลดลง 11% และในยุโรปลดลง 19% นักลงทุนด้าน VC กล่าวว่าแทบไม่มีการทำข้อตกลงใด ๆ ในทุกวันนี้

วิธีหนึ่งที่สตาร์ทอัพต้องทำก็คือตัดค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน มีสตาร์ทอัพประมาณ 800 รายลดเงินเดือนลงตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม

Getir แอปส่งของในตุรกี ไล่คนออกไปแล้วกว่า 4,000 คน (หรือ 14% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด) Better.com ผู้ให้กู้จำนองออนไลน์ เลิกจ้าง 3,000 คน (33%)

Getir แอปส่งของในตุรกี ปลดพนักงานครั้งใหญ่เพื่อเอาตัวรอด (CR:Nation World News)
Getir แอปส่งของในตุรกี ปลดพนักงานครั้งใหญ่เพื่อเอาตัวรอด (CR:Nation World News)

กลยุทธ์ทั่วไปอีกประการหนึ่งคือการลดค่าใช้จ่ายด้านการตลาดให้น้อยลง SensorTower ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า 50 บริษัทสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ลดค่าใช้จ่ายดังกล่าวซึ่งในอเมริกาลดลง 43% ตั้งแต่เดือนมกราคม

สำหรับบริษัทบางแห่ง การปรับลดต้นทุนเหล่านี้อาจจะไม่เพียงพอ และกลุ่มที่โดนผลกระทบก่อนใครเพื่อนก็คือ บริษัทในระยะเริ่มต้น โดยเฉลี่ยแล้ว อัตรา burn rate ของพวกเขาจะมีเงินทุนอยู่ได้ประมาณ 20 เดือน ซึ่งน้อยกว่า 30 เดือน ที่ผู้ร่วมทุนส่วนใหญ่เตือนให้ผู้ก่อตั้งต้องเตรียมให้พร้อมไว้

ในบริษัทที่มีการเติบโตเต็มที่แล้ว มีสามกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่า หนึ่งในนั้นคือบริษัทในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เช่น การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ การส่งสินค้า และ fintech ซึ่งบริษัท VC จะแห่แหนกันไปลงทุน จะมีผู้ชนะเพียงไม่กี่แห่ง แต่บริษัทขนาดกลางและเล็กอื่นๆ จะต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด

กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอันดับสองคือ บริษัทที่หาเงินไม่ได้ในปี 2021 เมื่อเหล่านักลงทุนนั้นใจกว้างและประมูลมูลค่าบริษัทสูงเกินไป บริษัทสตาร์ทอัพรายใหญ่ที่สุดในโลกประมาณ 60 รายจาก 500 รายอยู่ในข่ายนี้

ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก เช่น Yuanfudao ผู้ให้บริการเทคโนโลยีทางด้านการศึกษาของจีน และ OrCam ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับผู้พิการทางสายตาของอิสราเอล

ประเภทที่สามคือบริษัทที่อ่อนไหวต่อความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด นอกจากแอปจัดส่งอาหารแล้ว ยังรวมถึงบริษัทสตาร์ทอัพด้านความบันเทิง เช่น Epic Games ผู้พัฒนาวีดีโอเกม

หรือในบริษัทกลุ่ม crypto ซึ่งได้รับประโยชน์จากราคาสกุลเงินดิจิทัลที่พุ่งทะยานก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้กำลังประสบปัญหาใหญ่อย่างที่เกิดขึ้นในหลายๆ เคส ตัวอย่างที่กลายเป็นตำนานก็คงจะเป็น Terra Luna

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน Bloomberg รายงานว่า FTX ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยน crypto กำลังเจรจาเพื่อซื้อ Robinhood ซึ่งเป็นแอปซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลผ่านทางแอปมือถือ

นักลงทุนได้เล่าถึงข้อตกลงล่าสุดที่เขาทำไว้ได้ในราคาประมาณหนึ่งในสามของราคาที่เขาพูดคุยกับผู้ก่อตั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว

ต้องบอกว่า ในตอนนี้สถานการณ์ของวงการสตาร์ทอัพทั่วโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่มี VC ที่ไหนจะนำเงินมาให้เหล่าผู้ก่อตั้งที่เพ้อฝัน เผาเงินของพวกเขาไปในอากาศ และรอวันทำกำไรในอีก 10-20 ปีอีกต่อไปแล้ว

และที่สำคัญ บริษัทสตาร์ทอัพหลาย ๆ ราย กำลังประสบชะตากรรมลำบาก หน้าฉากที่ดูสวยหรู แต่เบื้องหลัง อาจจะเลวร้ายถึงขั้นล้มละลาย แต่เมื่อมองภาพใหญ่สำหรับ ecosystem โดยรวมของวงการ ถือว่าได้ประโยชน์ เพราะท้ายที่สุด สถานการณ์ดังกล่าวนี้มันจะช่วยกลั่นกรองขยะออกไปและทำให้ได้รู้ว่าคนไหนคือตัวจริงของวงการนั่นเองครับผม

References :
https://www.nbcnews.com/tech/tech-news/tech-stocks-economy-crash-2022-rcna27563
https://www.economist.com/business/2022/06/28/the-great-silicon-valley-shake-out
https://www.businessinsider.com/twilight-of-tech-gods-recession-stock-market-crash-silicon-valley-2022-5
https://money.com/stock-market-tips-fall-september-2021/
https://www.cnn.com/2022/06/09/tech/tech-downturn/index.html

เรื่องตลกที่ Xi ไม่ขำ เมื่อเป้าหมายต่อไปของรัฐบาลจีนคืออุตสาหกรรมด้านความบันเทิง

ในปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บัญชีทางการของบริษัท NetEase ของเกม “Diablo Immortal” บน Weibo บริการที่คล้าย Twitter ของจีน โพสต์คำถามที่มีการโต้เถียงกันในโลกออนไลน์อย่างร้อนแรงว่า “ทำไมหมียังไม่ก้าวลงมา”

ข้อความที่คลุมเครือนี้ถูกตีความอย่างกว้างขวางว่าเป็นการอ้างถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งมักถูกเปรียบเทียบทางออนไลน์กับตัวการ์ตูนหมีอย่างวินนี่เดอะพูห์ และไม่นานหลังจากนั้นบัญชี Weibo ดังกล่าวได้ถูกแบนออกจากสารบบทันที

NetEase ผู้พัฒนาเกมชาวจีนคุ้นเคยกับความหมายที่ต้องการสื่อในเกมเหล่านี้มากพอ ตัวอย่างเช่น วลี “Chong ta” ที่อธิบายการบุกโจมตีปราสาท ที่เป็นแก่นของ “Diablo Immortal” ซึ่งเป็นเกมเล่นตามบทบาท (Role Playing Game) ที่ได้รับความนิยมอย่างมหาศาลในยุค 90 

บริษัทมีกำหนดจะเปิดตัวเกมเวอร์ชั่นภาษาจีน ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Activision Blizzard บริษัทเกมยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาในวันที่ 23 มิถุนายน 

แต่ในวันที่ 19 มิถุนายน การเปิดตัวล่าช้าออกไป ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับเวอร์ชั่นใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลง 10% ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าการตีความครั้งที่สองของวลี Chong ta คือสาเหตุหลักที่มันยังไม่ผ่านการเซ็นเซอร์

ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เนื้อหาออนไลน์ที่มีความอ่อนไหวทำให้บริษัทเทคโนโลยีของจีนต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างสูง

ในปีที่แล้ว Wang Xing ผู้ก่อตั้ง Meituan แอปเดลิเวอรี่ ได้โพสต์บทกวี “The Book Burning Pit” ซึ่งเขียนโดยกวีชาวจีน Zhang Jie เมื่อ 1,100 ปีก่อนเพื่อเสียดสี Qin Shi Huang ผู้ซึ่งประกาศตัวเองว่าเป็น “จักรพรรดิ” คนแรกของจีนที่รวมเป็นหนึ่งเดียวใน 221 ปีก่อนคริสตกาล

Wang Xing ผู้ก่อตั้ง Meituan  โพสต์บทกวีจนกลายเป็นประเด็นร้อน (CR: daydaynews.cc)
Wang Xing ผู้ก่อตั้ง Meituan โพสต์บทกวีจนกลายเป็นประเด็นร้อน (CR: daydaynews.cc)

ซึ่งกลายเป็นที่ถกเถียงบนโลกออนไลน์ว่าเป็นการดูหมิ่น สี จิ้นผิง และแน่นนอนมันได้กลายเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดอีกครั้ง เมื่อราคาหุ้นของบริษัท Meituan ลดลง 14% ในช่วงเวลาแค่ 2 วัน มูลค่าตลาดหายไปประมาณ 26 พันล้านดอลลาร์

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ไลฟ์สตรีมของ Li Jiaqi ผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์ที่แฟน ๆ หลายล้านคนรู้จักเขาในฐานะ Lipstick King ถูกตัดการเชื่อมต่อทันทีหลังจากที่เขาได้รักเค้กชิ้นหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนรถถัง

Li แทบไม่ได้ปรากฎตัวอีกเลยนับตั้งแต่นั้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแพลตฟอร์มชื่อดังอย่าง Taobao ที่ Li ใช้ในการไลฟ์สตรีม

การหายตัวไปของ Li นั้น ชาวเน็ตคาดการณ์ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วันครบรอบการประท้วงที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งมีภาพรถถังเข้ามาปราบปรามประชานพร้อมกับการนองเลือด

Li Jiaqi ฉายา Lipstick King ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย (CR:indiatimes)
Li Jiaqi ฉายา Lipstick King ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย (CR:indiatimes)

ภาพลักษณ์ของยานพาหนะ ในรูปแบบคล้ายเหตุการณ์ดังกล่าวในช่วงวันครบรอบพอดิบพอดี ได้ถูกลบให้เลือนหายไปจากสารบบอินเทอร์เน็ตของจีน เพื่อไม่ให้เตือนใครถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1989

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทางการจีนได้สงสัญญาณว่าการจะมีการยกระดับการปราบปรามอุตสาหกรรมด้านความบันเทิง ทั้งเกม ภาพยนตร์ ดารา เซเลบริตี้ Influencers ต่าง ๆ รวมถึงสิ่งที่อยู่บนโลกออนไลน์ครั้งใหญ่

ก่อนหน้านี้ทางการจีนได้เข้ามาปราบปรามอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจนราบคาบ ทำให้มูลค่าของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนมูลค่าลดลงไปราว 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

แน่นอนว่า ไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดว่า หมูพูห์ ของ NetEase บทกวีของ Wang Xing หรือ เค้กรูปรถถังของ Li มันคือความตั้งใจท้าทายอำนาจสูงสุดของประเทศจีนหรือไม่

แต่แน่นอนว่าการปิดปากประชาชนในการแสดงความคิดเห็นในยุคของ สี จิ้นผิงนั้น มีความทะเยอทะยานมากกว่าสิ่งที่ผู้นำรุ่นก่อน ๆ เขาของพยายามทำเป็นอย่างมาก

มาถึงตอนนี้มันสะท้อนให้เห็นแนวคิดใหม่ในเรื่องของการเซ็นเซอร์ในประเทศจีนได้อย่างชัดเจน มันส่งผลต่อธุรกิจอย่างมหาศาล ซึ่งหากใครต้องการที่จะทำธุรกิจในจีนแบบไม่สะดุดและไม่อยากสูญเสียเงินเฉกเช่นพวกเขาเหล่านี้ มันคือบทเรียนว่าจงโค้งคำนับให้กับ การเซ็นเซอร์ครั้งใหญ่ของ สี จิ้นผิง นั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/finance-and-economics/2022/04/16/xi-jinpings-bold-plan-for-chinas-next-phase-of-innovation
https://www.boredpanda.com/how-xi-jinping-is-turning-china-into-a-new-form-of-dictatorship
https://edition.cnn.com/2021/05/12/tech/meituan-wang-xing-poem-intl-hnk/index.html
https://www.economist.com/business/2022/06/23/chinas-crackdown-on-the-fun-industry-continues
https://www.economist.com/china/2022/06/02/xi-jinping-bans-grumbling-inside-the-communist-party

สูตรสำเร็จการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศในแบบฉบับสวิตเซอร์แลนด์

เหล่านักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการ สื่อและศิลปิน ได้มารวมตัวกันที่ดาวอสในวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ใน World Economic Forum ที่เพิ่งได้จัดขึ้นอีกครั้งในรอบกว่าสองปี เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19

มันเป็นเวลากว่าครึ่งทศวรรษแล้วที่ กลุ่มผู้นำ ผู้มีอิทธิพลระดับโลก ได้ใช้การประชุมประจำปี ณ เมืองเล็ก ๆ ในหุบเขาแห่งนี้ในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สุดของโลก

ดาวอส หมู่บ้านที่อยู่บนภูเขาเล็ก ๆ แห่งนี้ เติบโตขึ้นในฐานะเจ้าภาพการประชุมระดับโลก รวมคนมีชื่อเสียงทั่วโลกไว้มากมาย เป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของชาวสวิตเซอร์แลนด์

มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับว่าประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ มีดีอะไร ที่สามารถดึงดูดจนกลายเป็นฐานที่มั่นของธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ต้องแห่กันมาตั้งสำนักงานสำคัญ ๆ ณ ประเทศแห่งนี้

สวิตเซอร์แลนด์ที่แทบไม่มีทางออกสู่ทะเล เป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำในยุโรป 13 จาก 100 บริษัทตามมูลค่าในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึง อีก 12 จาก 500 บริษัทอันดับต้น ๆ จากทั่วโลก แล้วอะไรคือ เคล็ดลับของชาวสวิส?

มันต้องมีบางสิ่งที่น่าทึ่งบางอย่างสำหรับประเทศแห่งนี้ ที่ดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย ให้เข้ามาลงทุนในประเทศ สวิตเซอร์แลนด์มีบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 หนาแน่นที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับพื้นที่ขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยขุนเขา

World Economic Forum ที่รวมผู้นำทรงอิทธิพลของโลก ไว้ที่เมืองดาวอส (CR:Politico)
World Economic Forum ที่รวมผู้นำทรงอิทธิพลของโลก ไว้ที่เมืองดาวอส (CR:Politico)

บริษัทข้ามชาติมีส่วนสำคัญโดยสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศถึง 1 ใน 3 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีขนาดใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก

บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติถูกพลังดึงดูดไปตั้งถิ่นฐานในสวิตเซอร์แลนด์ Google ได้จัดตั้งศูนย์วิศวกรรมที่ใหญ่ที่สุดนอกอเมริกาในเมืองซูริก บริษัทยักษ์ใหญ่ของสวิสเองก็มีผลงานที่เหนือกว่าคู่แข่งในยุโรปเป็นอย่างมาก

ดัชนีตลาดหุ้นสวิสเติบโตขึ้น 29% ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เทียบกับเพียงแค่ 3% ของ Euro Stoxx 50 ซึ่งเป็นดัชนีที่ครอบงำโดยกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสและเยอรมัน

สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้มีจุดเด่นเพียงแค่ในธุรกิจด้านการธนาคาร ยังมี Roche และ Novartis ในธุรกิจยา , Nestle ในธุรกิจด้านอาหาร , Glencore และ Gunvor ในสินค้าโภคภัณฑ์ , Richemont และ Patek Philippe ในอุตสาหกรรมนาฬิกา , Lindt & Sprungli และ Barry Callebaut ที่เป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ต้องบอกว่ามีคำอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับความเป็นหนึ่งเดียวขององค์กรในสวิตเซอร์แลนด์ และหนึ่งในคุณลักษณะเด่นที่สำคัญคือ “สามัญสำนึก”

Paul Bulcke ประธานของ Nestle ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการเมืองที่ไม่เหมือนใครซึ่งผสมผสานระหว่างสหพันธ์กับประชาธิปไตยโดยตรง

ด้วยรัฐบาลกลางที่ไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากนัก มหาวิทยาลัยการวิจัยชั้นนำ และการแข่งขันในด้านการศึกษาและการเก็บภาษีระหว่างรัฐต่างๆ ที่หลอมรวมขึ้นเป็นสมาพันธ์สวิส

สำหรับประวัติศาสตร์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น พวกเขาเริ่มต้นประเทศด้วยความยากลำบาก ผืนแผ่นดินที่ไม่เหมาะกับการเพาะปลูก ซึ่งส่วนใหญ่จะปกคลุมไปด้วยหิมะเกือบตลอดทั้งปี ทำให้เป็นภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย

ดังนั้นเมื่อสวิตเซอร์แลนด์เริ่มพัฒนาเศรษฐกิจในเขตเมืองต่าง ๆ ในศตวรรษที่ 19 เมืองต่าง ๆ ก็เริ่มมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง St Gallen ที่มุ่งเน้นไปที่สิ่งทอ เบิร์นที่กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าชีส บาเซิลกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยาและเคมีที่กำลังเติบโต

ส่วนการผลิตนาฬิกาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตจูราตั้งแต่เจนีวาถึงบาเซิล อุตสาหกรรมการธนาคารและประกันภัยก็ได้เริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นในเจนีวาและซูริก

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากความพยายามที่จะเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ซึ่งสงครามครั้งใหญ่อย่างสงครามโลกครั้งที่สองนั้นได้ทำลายล้างพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปไปอย่างราบคาบ

ซึ่งในขณะเดียวกันก็ได้รับประโยชน์จากการหลั่งไหลของกลุ่มประชากรที่มีทักษะสูง ซึ่งหลบหนีภัยสงครามมายังสวิตเซอร์แลนด์

ต้องเรียกได้ว่าชาวต่างชาติเป็นศูนย์กลางของความสำเร็จทางธุรกิจของสวิตเซอร์แลนด์ Henri Nestle ผู้ก่อตั้ง Nestle มาจากแฟรงก์เฟิร์ต Antoni Norbert Patek ช่างซ่อมนาฬิกาผู้บุกเบิกและสร้างแบรนด์ชื่อก้องโลกอย่าง Patek Philippe เป็นนายทหารม้าจากโปแลนด์

Leo Sternbach ชาวยิวโปแลนด์ที่หนีจากพวกนาซี ได้คิดค้น Valium ซึ่งกลายมาเป็นยาระงับประสาทที่โด่งดัง Nicolas Hayek ผู้ร่วมก่อตั้ง Swatch ซึ่งเป็นช่างซ่อมนาฬิกาชื่อดัง มีเชื้อสายเลบานอน

ประมาณครึ่งหนึ่งของซีอีโอของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์เป็นชาวต่างชาติ Severin Schwan จาก Roche เป็นชาวเยอรมัน , Gary Nagle จาก Glencore เป็นชาวแอฟริกาใต้ และ Vasant Narasimhan จาก Novartis เป็นชาวอินเดียน-อเมริกัน

การต้อนรับบุคคลต่างชาติของสวิตเซอร์แลนด์นั้นตรงกันข้ามกับความสัมพันธ์ภายในโดยสิ้นเชิง ชาวสวิสเองไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษกับเพื่อนร่วมชาติในรัฐอื่น ๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านครรัฐต่าง ๆ ของประเทศคงอยากจะเป็นอิสระมากกว่า เพียงแต่พวกเขารวมตัวกันเป็นองค์กรเพียงหนึ่งเดียวเพื่อปกป้องตนเองจากเพื่อนบ้านที่โหดเหี้ยม

วิธีนี้ถือว่าน่าสนใจอย่างมาก สภาแห่งสหพันธรัฐ ซึ่งเป็นรัฐบาลกลางนั้น ดำเนินการโดยแทบไม่มีบุคคลสำคัญที่รู้จัก คณะรัฐมนตรีมีสมาชิก 7คน ที่มีอำนาจเท่าเทียมกัน และไม่แย่งชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่มีดราม่าทางด้านการเมือง

เหล่าคณะรัฐมนตรีจะหมุนเวียนกับเป็นประธานคนละ 1 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครจะจดจำชื่อพวกเขาได้นาน แม้สภาจะมีอำนาจน้อยมาก แต่เขตปกครอง 26 เขตของประเทศก็สามารถจัดการตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่นเดียวกับเทศบาลมากกว่า 2,000 แห่ง ที่ดำเนินการด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา การบังคับใช้กฎหมาย และนโยบายการคลัง ที่ทำให้พวกเขาแข่งขันกันเพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับธุรกิจที่ต้องการเข้ามาลงทุนได้

การแข่งขันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเก็บภาษีเพียงเท่านั้น แต่รัฐต่าง ๆ ช่วยเหลือกองทุนมหาวิทยาลัยชั้นนำอยู่เสมอ Eidgenössische Technische Hochschule (ETH) ในเมืองซูริก ซึ่งเป็นหนึ่งในสองสถาบันเทคโนโลยีของรัฐบาลกลาง ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในทวีปยุโรปอย่างสม่ำเสมอ

Eidgenössische Technische Hochschule มหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปในเมืองซูริก (CR:Wikipedia)
Eidgenössische Technische Hochschule มหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปในเมืองซูริก (CR:Wikipedia)

ทว่าความสำเร็จทั้งหมด สวิตเซอร์แลนด์กลับกลายเป็นศูนย์กลางของบริษัทข้ามชาติน้อยลงในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา

ในปี 1990 สองในสามของบริษัท 20 อันดับแรกของอเมริกา ซึ่งรวมถึง General Motors , Hewlett-Packard และ IBM มีสำนักงานใหญ่ในยุโรปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

แต่ในปี 1992 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวสวิสตัดสินใจไม่เข้าร่วมเขตเศรษฐกิจยุโรปหรือ EU ด้วยเหตุนี้บริษัทบางแห่ง เช่น Amazon , Alibaba และ Samsung จึงย้ายถิ่นฐานไปตั้งสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคที่ อัมสเตอร์ดัม ดับลิน และลอนดอนแทน

หรือแม้กระทั่งประเด็นร้อนล่าสุดอย่างสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างยูเครน-รัสเซีย ได้ทำให้ชาวสวิสไตร่ตรองถึงสถานะเป็นกลางของพวกเขา รัฐบาลกลางได้เข้าร่วมการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมากของท่าทีที่เปลี่ยนไปของสวิตเซอร์แลนด์

ยิ่งกว่านั้น ประเทศยังคงจัดการกับการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการจัดการความมั่งคั่ง ซึ่งถูกบังคับให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีที่เคยทำในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่อเมริกาประกาศสงครามกับธนาคารสวิสที่ช่วยพลเมืองของตนหลบเลี่ยงภาษีหลายพันล้านดอลลาร์ และความกดดันระดับนานาชาติที่เพิ่มขึ้นสำหรับความโปร่งใสทางการเงิน รวมถึงด้านเภสัชกรรมด้วยเช่นกัน

ทว่าชาวสวิสในอดีตได้แสดงให้โลกเห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถเอาชนะความท้าทายและอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยการทำงานหนักและความเฉลียวฉลาดของพวกเขาได้

ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมนาฬิกาของสวิสเกือบจะถึงจุดจบ จนกระทั่งได้ Swatch ที่เข้ามาฟื้นคืนชีพอุตสาหกรรมด้วยการทำนาฬิกาให้ถูกและมีความสนุกมากยิ่งขึ้น รวมถึงนาฬิกาแพง ๆ อย่าง Patek Philippe ก็เป็นที่ต้องการมากขึ้น

บทสรุป

ต้องบอกว่าสวิตเซอร์แลนด์มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรือง ทั้งปัจจัยทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และการเมืองล้วนมีส่วนทำให้เกิดความมั่งคั่งของสวิสอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ 

ปัจจัยเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากการตัดสินใจทางธุรกิจที่ชาญฉลาดและแนวคิดทางการเมืองที่แน่วแน่ นั่นทำให้ประเทศพวกเขาเกิดช่วงเวลาแห่งความมั่นคงและความสงบสุข ส่งผลให้ชาวสวิสสามารถทุ่มเทพลังงานและทรัพยากรทั้งหมดเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้นั่นเองครับผม 

References :
https://www.businesssetup.com/blog/11-reasons-to-set-up-your-business-in-switzerland
https://studyinginswitzerland.com/why-is-switzerland-so-rich/
https://www.economist.com/business/2022/05/23/the-recipe-for-the-outperformance-of-swiss-businesses
https://www.vox.com/2014/5/19/5731166/switzerlands-25-minimum-wage-wasnt-as-crazy-as-it-sounded

 

The Fall of Influencers เมื่อรัฐบาลจีนเริ่มกำจัด KOL รายใหญ่ที่สุดของจีนให้ตกจากบัลลังก์

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา Austin Li สตรีมเมอร์อายุ 30 ปีที่มีผู้ติดตามมากกว่า 60 ล้านคนบนแพลตฟอร์ม Taobao ของ Alibaba ถูกเซ็นเซอร์อย่างฉับพลัน

ในค่ำคืนดังกล่าว เขาได้ขายไอศครีม Viennetta ซึ่งเป็นขนมยอดฮิตของชาวออสเตรเลีย และในขณะที่ผู้คนต่างเข้ามารับชมเป็นจำนวนมาก

พนักงานของ Li ได้นำเสนอไอศครีมที่ประดับประดาไปด้วยคุกกี้ Oreo 5 ชิ้น ช็อกโกแลต Ferrero และช็อกโกแลตโรล

แต่สิ่งที่แปลกตาก็คือ เค้กดังกล่าว มีรูปร่างเหมือนรถถังหุ้มเกราะ

ในขณะที่ Li กำลังมองดูไปที่เค้กพร้อมรอยยิ้ม ที่เขามักทำเสมอกับในทุก ๆ ผลิตภัณฑ์ที่จ้างเขา แต่ทันใดนั้น ทุกอย่างก็ดับไป

เค้กปัญหาที่มีรูปร่างเหมือนรถถังหุ้มเกราะ (CR:abc.net.au)
เค้กปัญหาที่มีรูปร่างเหมือนรถถังหุ้มเกราะ (CR:abc.net.au)

ในขณะที่แฟน ๆ รอให้ Li กลับมาเชื่อมต่ออีกครั้ง เขาได้โพสต์ข้อความขอโทษบน Weibo ว่าเป็นเพราะปัญหาทางเทคนิค แต่คนส่วนใหญ่ต่างเข้าใจว่า รัฐบาลจีน กำลังเข้ามาจัดการขั้นเด็ดขาด

สิ่งที่ Li และ แฟน ๆ ไม่รู้ในขณะนั้นก็คือไอศครีมที่แสนน่าทานนั้น ได้กระตุ้นระบบการเซ็นเซอร์พิเศษของปักกิ่งที่ออกแบบมาสำหรับวันครบรอบเหตุการณ์ที่จตุรัสเทียนอันเหมินในวันที่ 4 มิถุนายนปี 1989

ไม่มีใครทราบชะตากรรมของ Li บัญชีของเขาก็ยังใช้งานได้อยู่ แต่เขาไม่ได้สตรีมหรือโพสต์ลงโซเชียลมีเดียตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ในประเทศจีน การไลฟ์สดเพื่อขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 180,000 ล้านดอลลาร์

กระแสที่เกิดขึ้นเหล่านี้ดึงดูดผู้ชมชาวจีน 388 ล้านคนในปี 2020 และผู้มีอิทธิพลอย่าง Li ได้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับความนิยมของดาราดังระดับเซเลบริตี้ในประเทศจีน

ด้วยสถานะยิ่งกว่าพระเจ้า สามารถเสกสรรค์ ยอดขายได้อย่างมหาศาลด้วยการไลฟ์สดไม่กี่นาที พวกเขามีอำนาจเหนือผู้ขายเสียด้วยซ้ำ ซึ่งรวมถึงบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ยังต้องโค้งคำนับต่ออิทธิพลที่มีอยู่ของพวกเขาเหล่านี้

ไม่ใช่เพียงแค่ Li เท่านั้น ยังมียอดนักสตรีมเมอร์อีกสองคน ที่กำลังประสบชะตากรรมเดียวกัน

Huang Wei (หรือที่รู้จักในชื่อ Viya online) และ Zhu Chenhui (หรือที่รู้จักในชื่อ Cherie) ถูกปรับเงินหลายล้านดอลลาร์จากการเลี่ยงภาษีท้องถิ่น

หลังจากนั้นบัญชี Taobao และโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ของพวกเขาก็อันตรธานหายไป พวกเขาไม่เคยออกมาสตรีมอีกเลยเหมือนกับ Li

การล่มสลายของผู้ทรงอิทธิพลเหล่านี้หมายถึงการสับเปลี่ยนอำนาจในอุตสาหกรรม ตอนนี้สามารถถ่ายโอนไปยังผู้เล่นรายย่อยได้

Taobao ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จัดกิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ ได้เริ่มแคมเปญในเดือนมกราคม 2022 เพื่อช่วยเหลือเหล่า Influencer ระดับกลางและเล็กเพิ่มมากขึ้น

รวมถึงเหตุการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนพลวัตรระหว่างกลุ่ม Influencers และ แบรนด์ แทนที่พวกเขาจะต้องพึ่งพาการเข้าถึงอย่างมหาศาลของ KOL เหล่านี้ ตอนนี้แบรนด์จำนวนมากกำลังเริ่มสร้างช่องทางการสตรีมสดของตนเอง

ต้องบอกว่าชะตากรรมของเหล่า KOL ระดับเบอร์ต้น ๆ ของจีน เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงสายตาของรัฐบาลได้

เนื่องจาก KOL ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเหล่านี้ ได้พัฒนาตนเองให้กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่ต่างจากที่รัฐบาลจีนจัดการกับบริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่มาก่อนหน้านี้

KOL ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเหล่านี้ ได้พัฒนาตนเองให้กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (CR:E-Commerce China)
KOL ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเหล่านี้ ได้พัฒนาตนเองให้กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (CR:E-Commerce China)

รัฐบาลได้ออกมาจัดการโดยออกกฎระเบียบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น นอกจากความรับผิดชอบเรื่องภาษีและการเซ็นเซอร์เนื้อหาแล้วนั้น เหล่า Influencer ยังต้องรับมือกับกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อสิ่งต่าง ๆ เช่น คุณภาพของผลิตภัณฑ์ รายงานทางด้านการขายที่เหมาะสม และเรื่องของการป้องกันเยาวชนไม่ให้เข้ามาเสพติดในสิ่งเหล่านี้มากจนเกินไป

ต้องบอกว่าการหายตัวไปของ Li เป็นผลมาจากการเซ็นเซอร์ เพราะไม่มีใครรู้ว่าอะไรคือเส้นแบ่งที่แท้จริงคืออะไร และไม่มี่ใครอยากเสี่ยงโดยเฉพาะเจ้าของแพลตฟอร์ม ที่เคยโดนรัฐบาลจีนเล่นงานไปก่อนหน้านี้

แม้ว่า Li จะสามารถกลับมาได้ แต่ความท้าทายก็ยังรอคอยเขาอยู่ในวันข้างหน้า ผลกำไรมหาศาลของเหล่า Influencers กำลังถูกจับตามองจากปักกิ่ง

ศาสตร์จารย์ Rose Lüqiu ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย Hong Kong Baptist และนักข่าวผู้มีประสบการณ์ที่รายงานเกี่ยวกับจีน ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ฉันคิดว่าคนในจีน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ต่างคุ้นเคยกับระบบเซ็นเซอร์นี้”

“ถ้ามีใครหายไป เหล่ากลุ่มคนหนุ่มสาวจะเข้าใจทันทีว่า คนเหล่านี้กำลังทำอะไรผิด”

“และในท้ายที่สุดพวกเขาจะหาคนอื่นมาแทนที่ จะมีคนใหม่ปรากฎตัวขึ้นมา และฉันคิดว่ากลุ่มคนหนุ่มสาวก็จะพบกับความสนใจใหม่ของพวกเขา โดยไม่ได้สนใจว่าปัญหาที่แท้จริงของมันคืออะไร”

References :
https://www.abc.net.au/news/2022-06-18/china-livestreamer-austin-li-censored-over-tiananmen-massacre/101160890
https://www.cbsnews.com/news/china-austin-li-jiaqi-influencer-tank-ice-cream-tiananmen-censorship/
https://wwd.com/beauty-industry-news/beauty-features/china-top-livestreamer-austin-li-still-missing-political-insensitivity-1235217224/
https://www.technologyreview.com/2022/06/10/1053598/austin-li-jiaqi-china-biggest-online-influencers-fell

ผู้นำฉลาดชาติพ้นภัย เมื่อรัฐบาลเอลซัลวาดอร์กำลังเดิมพันชะตากรรมประเทศกับ Bitcoin

มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก ๆ นะครับ ที่ประธานาธิบดีที่เป็นผู้นำประเทศคนหนึ่ง ได้ ประกาศศักดาว่า เขาสามารถจัดการกับความมั่งของประเทศได้ผ่านสมาร์ทโฟนของเขา

และเขาคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน Nayib Bukele แห่งเอลซัลวาดอร์ ผู้นำคนรุ่นใหม่ที่กำลังเดิมพันชะตากรรมของประเทศของเขาด้วยนวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคตอย่าง Bitcoin

แต่สถานะในปัจจุบันดูเหมือนประชาชนในประเทศกำลังกังวลถึงขีดสุด เมื่อประเทศอย่างเอลซัลวาดอร์ ที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อจีดีพีอยู่ที่ 84% ในสัปดาห์ที่ผ่านมามูลค่าของ Bitcoin ร่วงหล่นลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 18 เดือน

ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ในการประชุมสกุลเงินดิจิทัลในไมอามี่ Bukele ได้ประกาศว่าประเทศของเขาจะเป็นประเทศแรกที่นำ Bitcoin มาใช้เป็นสกุลเงินอย่างเป็นทางการควบคู่ไปกับดอลลาร์ของอเมริกัน

ในเดือนกันยายน หนึ่งวันก่อนที่จะผ่านกฎหมายที่ทำให้ทุกธุรกิจในประเทศต้องยอมรับสกุลเงิน cryptocurrency โดยเฉพาะ Bitcoin และ Bukele ก็ได้นำเงินจากกองทุนสาธารณะในประเทศเข้าลงทุนใน Bitcoin อย่างบ้าระห่ำ

แต่มาถึงวันนี้ดูเหมือนวิสัยทัศน์อันเลิศหรูของประธานาธิบดีหนุ่มไฟแรงอย่าง Bukele จะสวนทางกับสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

มีผู้คนธรรมดาเพียงไม่กี่คนที่ใช้มันจริง ๆ ส่วนใหญ่ก็แค่ดาวน์โหลดกระเป๋าเงินที่มีชื่อว่า Chivo ซึ่งรัฐบาลได้แจก Bitcoin ให้คนละ 30 ดอลลาร์ สำหรับทุกคนที่ลงทะเบียนเพียงเท่านั้น

ต้องบอกว่า Bitcoin ซึ่งสูญเสียมูลค่าไปกว่า 70% ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มีความผันผวนเกินกว่าจะเป็นตัวเก็บมูลค่าที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่จีดีพีต่อหัวมีเพียงแค่ 4,400 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

“วันหนึ่งมันก็ขึ้นและวันหนึ่งมันก็ตก ฉันต้องเสียมูลค่าของเงินไปอย่างมาก” Efrain Garcia คนงานก่อสร้างกล่าว

เมื่อประชาชนเริ่มไม่เห็นด้วยกับนโยบายของ Bukele (CR:Sky News)
เมื่อประชาชนเริ่มไม่เห็นด้วยกับนโยบายของ Bukele (CR:Sky News)

ในทำนองเดียวกัน มีเพียงธุรกิจ 1 ใน 5 เท่านั้นที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดที่พวกเขาต้องยอมรับ Bitcoin แม้ว่าธนาคารกลางจะให้คำมั่นว่าจะแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลเป็นดอลลาร์ได้ทันทีก็ตาม

แม้กระทั่งใน El Zonte เมืองชายทะเลที่เป็นสนามทดลอง Bitcoin ร้านอาหารต่าง ๆ ก็รับเพียงแค่เงินสดเท่านั้น

ที่โรงแรมแห่งหนึ่งพนักงานต้อนรับบอกว่าบางคนใช้ Bitcoin เพื่อชำระบิลแต่โดยปรกติก็มีแต่พวกชาวอเมริกัน ชาวเอลซัลวาดอร์ ไม่ได้สนใจ Bitcoin เลยแม้แต่น้อย

มาถึงจุดนี้ ก็ยังไม่มีความชัดเจนมากนักว่า Bukele ใช้เงินไปเท่าไหร่ใน Bitcoin เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้เปิดเผยตัวเลขการลงทุนต่อสาธารณะ

บรรดาผู้ที่ติดตามทวีตของ Bukele มีการประเมินว่ารัฐบาลสูญเสียเงินลงทุนไปครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 50 ล้านดอลลาร์จนถึงปัจจุบัน ซึ่งนั่นไม่ใช่หายนะ แต่เป็นเครื่องบ่งชี้อย่างชัดเจนว่ามีบางอย่างผิดพลาด

Felix Ulloa รองประธานาธิบดีให้เหตุผลว่า cryptocurrency เป็นการลงทุนระยะยาว

แต่ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าจะเป็นการเส้นทางที่ถูกต้องนักสำหรับการเดิมพันประเทศกับเทคโนโลยีใหม่อย่าง cryptocurrency เนื่องด้วยสถานะประเทศที่ยากจน คงไม่สามารถเดิมพันอนาคตกับสิ่งนี้ได้

การควบรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ความน่าสนใจก็คือ แล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่ประธานาธิบดีที่สามารถเสกกฎหมายที่เดิมพันประเทศกับ Bitcoin ได้สำเร็จได้ง่ายดายเช่นนี้

มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ Bukele สามารถทำเช่นนี้ได้เพราะ เขากำลังปกครองประเทศเหมือนกับระบอบศักดินาส่วนตัว

หลังจากชนะเสียงข้างมากในการเลือกตั้งในปี 2021 เขาได้แต่งตั้งเหล่าผู้จงรักภักดีในสถาบันหลักต่าง ๆ ของประเทศ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ

Claudia Ortiz สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้านกล่าวว่า แทบจะไม่มีใครสามารถคัดค้านเรื่องเกี่ยวกับการทำให้เงินดิจิทัลถูกกฎหมายเพราะ Bukele ควบคุมทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จ

เหล่าสมาชิกสภาในประเทศต่างกังวลว่า Bitcoin จะลดความโปร่งใสในการตรวจสอบธุรกรรมต่าง ๆ เปิดเส้นทางสำหรับการฟอกเงินและการทุจริต

ซึ่งรัฐมนตรีหลายคนถูกสอบสวนเรื่องการใช้กองทุนเกี่ยวกับโรคระบาด COVID-19 ในทางที่ผิด ก่อนที่ Bukele จะทำการไล่อัยการที่ตรวจสอบเรื่องนี้ออกไป

ความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็เป็นปัญหาใหญ่ ไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นคนควบคุมคีย์ Bitcoin ของเอลซัลวาดอร์ในขณะนี้ที่นอกเหนือจาก Bukele

ต้องบอกว่าเศรษฐกิจของเอลซัลวาดอร์อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มานานก่อนที่ Bukele จะขึ้นสู่อำนาจ

ประเทศนี้มีอุตสาหกรรมการผลิตเพียงไม่กี่แห่ง แต่กลับเดิมพันประเทศกับ cryptocurrency โดยรัฐบาลคาดว่างบประมาณขาดดุลในปีนี้จะอยู่ที่ 5.7% ของ GDP

ควมหลงไหลส่วนตัวของ Bukele ใน crypto รวมถึงเรื่องราวความเผด็จการของเขา ทำให้ IMF ระงับการเจรจาเกี่ยวกับเงินกู้ 1.3 พันล้านดอลลาร์

IMF ระงับการเจรจาเกี่ยวกับเงินกู้ 1.3 พันล้านดอลลาร์ (CR:Wealthier Today)
IMF ระงับการเจรจาเกี่ยวกับเงินกู้ 1.3 พันล้านดอลลาร์ (CR:Wealthier Today)

หน่วยงานจัดอันดับได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของเอลซัลวาดอร์ ทำให้รัฐบาลต้องกู้ยืมเงินแพงขึ้น การออกพันธบัตรในประเทศเกี่ยวกับ crypto ก็มีความล่าช้า การลงทุนของรัฐบาลในน Bitcoin ทำให้เกิดความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

รัฐบาลของ Bukele มีแนวโน้มที่จะระดมเงินสดเพื่อจ่ายค่าพันธบัตร 800 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดก่อนการเลือกตั้งใหม่ของ Bukele ในปี 2024

แต่ความตึงเครียดกำลังแสดงให้เห็น แม้ว่าสภานิติบัญญัติจะอนุมัติค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อส่งเสริมการใช้ Bitcoin แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและสาธารณสุข

เราคงไม่แปลกใจเลยด้วยสกุลเงินที่ผันผวนอย่าง Crypto และผู้นำที่มีความผันผวน ได้บ่งบอกถึงอนาคตประเทศที่มีความผันผวนอย่างรุนแรงของเอลซัลวาดอร์ในขณะนี้อยู่นั่นเองครับผม

References :
https://qz.com/2117653/el-salvador-is-betting-its-economy-on-bitcoin/
https://restofworld.org/2022/el-salvador-bitcoin/
https://www.economist.com/the-americas/2022/06/16/el-salvadors-government-is-gambling-on-bitcoin
https://time.com/6103299/bitcoin-el-salvador-nayib-bukele/