AI Betting กับวิธีที่เจ้ามือรับพนันออนไลน์ใช้เพื่อให้นักพนันติดมันเหมือนยาเสพติด

อุตสาหกรรมการพนันใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มากขึ้นในการทำนายนิสัยของผู้เล่น และปรับแต่งโปรโมชั่นเพื่อให้นักพนันติดมันเหมือนยาเสพติด และไม่มีทางที่จะเอาชนะเว๊บพนันออนไลน์ในท้ายที่สุดได้

พนักงานในอุตสาหกรรมการพนันในปัจจุบันและในอดีตได้อธิบายว่าพฤติกรรมการเดิมพันของผู้คนได้รับการกลั่นกรองและสร้างแบบจำลองเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในอนาคตของพวกเขาอย่างไร

“ อุตสาหกรรมนี้ใช้ AI เพื่อสร้างโปรไฟล์ลูกค้าและทำนายพฤติกรรมของพวกเขาในรูปแบบใหม่ที่น่ากลัว” Asif นักการตลาดดิจิทัลที่เคยทำงานให้กับ บริษัท การพนันกล่าว “ ทุกคลิกจะถูกกลั่นกรองเพื่อเพิ่มผลกำไรไม่ใช่เพื่อเพิ่มประสบการณ์ของผู้ใช้”

“ เรามักจะได้ยินผู้คนสงสัยว่าพวกเขากำหนดเป้าหมายได้แม่นยำขนาดนี้ได้อย่างไรและไม่น่าแปลกใจเพราะทั้งหมดนี้ซ่อนอยู่ในพลังของ Data และเทคโนโลยี AI”

ในที่สาธารณะผู้บริหารการพนันอวดอ้างโฆษณาที่มีความซับซ้อนมากขึ้นซึ่งทำให้ผู้คนเดิมพันในขณะที่บางคนยอมรับว่ามีความอ่อนไหวต่อการติดการพนันมากขึ้นเมื่อถูกโจมตีด้วยโฆษณาและสิ่งจูงใจประเภทนี้

ทุกการคลิกการดูหน้าเว็บและธุรกรรมของนักพนันจะได้รับการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้โฆษณามีแนวโน้มที่จะทำงานได้มากขึ้นในทางสถิติ ซึ่งสามารถโปรโมตผ่านทาง Google, Facebook และแพลตฟอร์มอื่น ๆ

“ พวกเขาจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับนักพนัน” Nick ที่ปรึกษาในอุตสาหกรรมการพนันกล่าว

ผู้ใช้ยินยอมโดยไม่เจตนาให้ใช้ข้อมูลของตนในรูปแบบที่พวกเขาไม่ทราบเนื่องจากข้อกำหนดและเงื่อนไขที่มีความยาวทำให้สามารถใช้ข้อมูลของตนได้อย่างถูกกฎหมายในลักษณะนี้

“ เมื่อมีคนลงชื่อเข้าใช้แพลตฟอร์มการพนันแล้วจะสามารถทำอะไรก็ได้ที่ต้องการกับพวกเขา” Brian นักการตลาดดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมการพนันกล่าว “ มันเหมือนกับวิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่ข้อความโฆษณาแบบสุ่ม แต่ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลและโปรไฟล์ลูกค้าที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลนั้นสร้างขึ้นจากพฤติกรรมของนักพนัน”

มีการเปิดเผยว่าอุตสาหกรรมการพนันใช้ บริษัท บุคคลที่สามในการเก็บเกี่ยวข้อมูลของผู้คนช่วยให้เจ้ามือรับแทงและคาสิโนออนไลน์กำหนดเป้าหมายไปที่ผู้คนที่มีรายได้น้อยและผู้ที่เลิกเล่นการพนัน

“ คุณสามารถซื้อรายชื่ออีเมลที่มีอีเมลและหมายเลขโทรศัพท์ของผู้คนมากกว่า 100,000 คนจากคลังข้อมูลที่ขายข้อมูลเป็นประจำเพื่อช่วยในการส่งเสริมการขายการพนันออนไลน์” Brian กล่าว “ พวกเขาบอกว่าทุกคนเลือกใช้ แต่ผู้คนไม่ได้เลือกใช้เลย”

ด้วยวิธีนี้ บริษัท การพนันและผู้โฆษณาจะสร้างโปรไฟล์ลูกค้าโดยละเอียดรวมถึงข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับความสนใจ รายได้ รายละเอียดส่วนตัว และประวัติเรื่องเครดิตทางการเงิน

อุตสาหกรรมนี้มุ่งหวังที่จะให้ผู้คนเสพติดสิ่งที่จะก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงไม่ใช่เฉพาะกับสังคม แต่ต่อตัวบุคคลและครอบครัวของพวกเขา พวกมันเปรียบเหมือนเป็นปลิง ปรสิต คงจะไม่กล่าวเกินไปนัก

เมื่อเทคโนโลยีแซงหน้ากฎหมาย

ข้อมูลการหลุดอื้อฉาวของ Facebook เป็นไฮไลต์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการถ่ายโอนข้อมูลของผู้คนต่อบุคคลที่สาม แต่ยังคงมีการควบคุมน้อย หรือไม่มีความโปร่งใส ซึ่งเมื่อมันมาถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลและการใช้งานของผู้ใช้

“การออกกฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลเป็นแนวทางที่ล้าหลังเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ” Asif กล่าว “ เราถูกตรวจสอบบ่อยครั้งและมีกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับการโฆษณา แต่ก็ไม่เคยมีการกำกับดูแลข้อมูลใด ๆ

“ ไม่มีวิธีป้องกันใดที่จะหยุดผู้โฆษณาที่วางรายชื่ออีเมลที่มีข้อมูลของผู้คนนับแสนใน USB และนำติดตัวไปด้วยเมื่อพวกเขาทำสัญญาเสร็จสิ้น”

สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลชี้ให้เห็นถึงพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลของประเทศอังกฤษอย่าง 1998 และ GDPR ซึ่งทั้งสองกำหนดข้อกำหนดเกี่ยวกับองค์กรเพื่อแจ้งให้บุคคลทราบเกี่ยวกับวิธีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของตน

“ GDPR เสริมสร้างสิทธิในการรับแจ้งข้อมูลนี้โดยกำหนดให้องค์กรต่างๆ ต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้ใช้งาน รวมถึงข้อมูลพื้นฐานที่ชอบด้วยกฎหมายสำหรับการประมวล รวมถึงผลระยะเวลาที่ข้อมูลจะถูกจัดเก็บและรายละเอียดของบุคคลที่สามที่จะได้รับข้อมูล” โฆษก ICO กล่าว.

ขณะที่เทคโนโลยีในตอนนี้มีแผนที่จะระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของลูกค้าเพื่อระบุเวลาที่พวกเขามาถึงสนามกีฬาเพื่อที่พวกเขาจะได้รับแจ้งผ่านข้อความเพื่อเดิมพันเกมที่พวกเขากำลังจะดูได้แบบทันที

อุตสาหกรรมการพนันในประเทศอังกฤษมีรายได้ 14 พันล้านปอนด์ในปี 2016 ซึ่งเป็นเงิน 4.5 พันล้านปอนด์จากการเดิมพันออนไลน์ และมันกำลังสูบเงินบางส่วนไปสู่การทำให้ผลิตภัณฑ์มีความซับซ้อนมากขึ้นและมีผลทำให้ผู้คนเสพติดกับมันมากขึ้น

“ ไม่แปลกใจเลยที่ บริษัท เหล่านี้ลงทุนมากพอ ๆ กับที่พวกเขาใช้อัลกอริธึมประเภทนี้เพื่อตรวจจับคนที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการพนันเพราะเทคโนโลยีเดียวกันทำให้พวกเขาทำการตลาดกับผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก” Nick กล่าว .

“แม้มันไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยในส่วนของผู้ประกอบการ แต่ก็มีผลประโยชน์ทางการค้ามหาศาลจากการลงทุนประเภทนี้”

โดยโฆษกของแคมเปญเพื่อการพนันที่เป็นธรรมกล่าวว่า “ข้อมูลขนาดใหญ่กำลังถูกใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมการพนันอย่างมากเพื่อกำหนดเป้าหมายผู้บริโภคที่เปราะบาง ดังนั้นความไว้วางใจของคณะกรรมการการพนันในผู้ประกอบการ ในการใช้ข้อมูลของลูกค้าเพื่อจุดประสงค์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมจึงเป็นสิ่งที่ไร้เดียงสาที่สุด”

Mark Etches หัวหน้าผู้บริหารของ GambleAware องค์กรการกุศลที่เกี่ยวข้องกับการพนันกล่าวว่า “การโฆษณาการพนันสามารถทำได้ทุกที่ตั้งแต่หน้าจอทีวีไปจนถึงโซเชียลมีเดียไปจนถึงแอปโทรศัพท์มือถือและอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการพนัน เพื่อหลีกหนีข้อความโฆษณาเหล่านี้ที่มีมากเกินไป

จะเห็นได้ว่า จากบทความที่กล่าวมานั้น เป็นส่วนของการโฆษณาชวนเชื่อ ที่พลังของเทคโนโลยีอย่าง Big Data และ AI ที่อยู่เบื้องหลังคอยขับเคลื่อน เพื่อทำการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย อย่างที่เราได้เห็นกัน แม้กระทั่งในประเทศไทยเองก็ตามที

และเมื่อเหล่านักพนักที่หลงเข้าไปในโลกของการพนัน โดยเฉพาะยิ่งการพนันออนไลน์ บริษัทพนันเหล่านี้ก็จะใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ของข้อมูล ทุกย่างก้าวของเหล่านักพนัน ที่ทำให้พวกเขาเสพติดมัน แทบไม่ต่างอะไรกับยาเสพติด ที่ยังไงเหล่าบริษัทพนันเหล่านี้ก็จะเป็นฝ่ายเอาชนะได้ในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

References : https://www.cardpay.com/blog/gaming-smarter:-how-big-data-and-ai-can-boost-your-online-betting-business
https://www.aibet.eu/
https://www.theguardian.com/technology/2018/apr/30/bookies-using-ai-to-keep-gamblers-hooked-insiders-say

การก่อกำเนิดของเกม Pong กับการสร้างวัฒนธรรมแหกกฏครั้งแรกใน Silicon Valley

ในวันที่ Atari ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ปี 1972 Nolan Bushnell ได้ว่าจ้างวิศวกรคนแรกของเขา Al Alcorn ซึ่งเป็นนักฟุตบอลระดับมัธยมปลายจากละแวกซานฟรานซิสโก ที่เรียนรู้การซ่อมโทรทัศน์ด้วยตัวเองผ่านหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์

ในเวลานั้น Bushnell มีสัญญาที่จะสร้างวีดีโอเกมใหม่ให้กับ บริษัท Bally Midway ในเมืองชิคาโก ซึ่งแผนการคือการทำเกมแข่งรถ ซึ่งดูเหมือนจะน่าสนใจกว่า เกมยานอวกาศสุดฮิตอย่าง Spaewar ในสมัยนั้น

แต่ Bushnell ได้ไปค้นพบไอเดียบางอย่างในงานแสดงสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องเกมปิงปองรุ่นหนึ่ง ที่ห่วยแตกมาก ๆ ลูกบอลเป็นสี่เหลี่ยม แถมยังไม่มีแถบคะแนนแสดง แต่เขากลับพบว่ามีหลายคนที่สนุกกับเครื่องเล่นเกมดังกล่าว

และเมื่อเขากลับมาที่สำนักงานเช่าเล็ก ๆ ของ Atari ใน ซานตาคลารา เขาได้บรรยายเกมดังกล่าวให้ Alcorn ฟัง และให้ Alcorn ทำการร่างวงจร และขอให้สร้างมันเป็นเกม arcade ขึ้นมา

เขาได้โน้นมน้าว Alcorn ว่า ได้ทำการเซ็นสัญญากับ GE เพื่อสร้างเกมดังกล่าวแล้ว แต่มันไม่เป็นความจริง เช่นเดียวกับผู้ประกอบการใน Silicon Valley หลายรายในยุคนั้น Bushnell ไม่มีความละอายใจที่จะบิดเบือนความจริง เพื่อจูงใจเหล่าทีมงานของเขา

Alcorn ได้ใช้เวลาไม่นานในการสร้างต้นแบบเครื่องดังกล่าวออกมา และด้วยความรู้สึกสนุกสนานแบบเด็ก ๆ เขาจึงได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงความซ้ำซากจำเจ ที่มีการตีกลับไปมาระหว่างไม้พายให้กลายเป็นเรื่องน่าสนุกยิ่งขึ้น

โดยเขาได้เพิ่มส่วนของไม้ตีให้มีเหลี่ยมมุมมากขึ้นถึง 8 ตำแหน่ง มันทำให้ เมื่อลูกบอลโดนตีตรงกลางไม้พายมันจะกระเด้งกลับมาตรง ๆ แต่เมื่อตีเข้าไปใกล้ขอบไม้พายมันจะเปลี่ยนการกระเด้งออกไปที่มุม นั่นทำให้เกมมีควาท้ายทาย และ มียุทธวิธีมากขึ้น

เขายังได้เพิ่มส่วนของ สกอร์ และเพิ่มเสียง “thonk” ที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสบการณ์การเล่นให้กับผู้เล่น โดย Alcorn ใช้ชุดทีวีขาวดำของ Hitachi มูลค่า 75 เหรียญ ต่อสายส่วนประกอบเข้าด้วยกันภายในตู้ไม้สูงสี่ฟุต

โดยเกมในยุคนั้นต้องบอกว่า ไม่ได้ใช้ Microprocessor แต่อย่างใด ทั้งหมดนี้ทำให้ Hardware ด้วยการออกแบบ Logic ที่เหล่าวิศวกรซ่อมโทรทัศน์ใช้เพียงเท่านั้น และนั่นคือวันที่เกมยิ่งใหญ่ในตำนานอย่าง Pong ได้ถือกำเนิดขึ้น

Pong เกมที่จะเปลี่ยน Atari ไปตลอดกาล
Pong เกมที่จะเปลี่ยน Atari ไปตลอดกาล

ต้องบอกว่า Bushnell เองนั้นพอใจกับผลงานของ Alcorn เป็นอย่างมาก เพราะขนาดตัวเขาเองนั้นก็พบว่าต้องเล่นมันเป็นเวลาหนึ่งถึงสองชั่วโมงหลังเลิกงานแทบจะทุกวัน เรียกได้ว่า Bushnell เองก็ติดหนึบกับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เป็นอย่างมาก

เขาจึงได้บินไปที่ชิคาโก เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ Bally Midway ยอมรับ Pong แทนที่จะผลักดันให้ไปทำเกมแข่งรถตามในสัญญา แต่บริษัทเองก็ได้ปฏิเสธมันไป และไม่อยากได้เกมที่ต้องการผู้เล่นถึง 2 คน

และมันได้กลายเป็นโชคดีสำหรับตัว Bushnell และ Atari เพราะ Pong จะเปลี่ยนบริษัทของพวกเขาไปตลอดกาลในเวลาอีกไม่นาน

และเพื่อทดสอบแนวคิด พวกเขาจึงได้ลองติดตั้งเครื่องต้นแบบที่ Andy Capp’s ซึ่งเป็นบาร์เบียร์ในเมือง Sunnyvale ของชนชั้นแรงงาน และมีโต๊ะ pinball อยู่ด้านหลัง

ซึ่งหลังจากนั้นเพียงแค่ 1 วัน Alcorn ก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้จัดการของบาร์ โดยบ่นว่าเครื่องได้หยุดทำงาน เขาควรมาแก้ไขทันทีเพราะ มันได้รับความนิยมอย่างน่าประหลาดใจ ดังนั้น Alcorn จึงรีบไปที่ร้านทันที

และสิ่งที่เขาได้พบเจอนั้น ทำให้เขาอึ้งไปชั่วขณะ ทันทีที่เขาเปิดเครื่อง เขาก็พบปัญหาทันที เมื่อกล่องเหรียญ มีเหรียญเต็มไปหมด ทำให้ระบบเกิดขัดข้องเพราะมีเหรียญมากเกินไป ซึ่งทันทีที่เปิดกล่องเก็บเงินออกมา เหรียญก็แทบจะพุ่งออกมาแบบทันที

Al Alcorn ผู้สร้างเกม Pong

นั่นเองที่ทำให้ Bushnell พิสูจน์ได้ว่า เครื่องจักรทำเงินของเขาได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว และได้เริ่มการผลิตโดยใช้วัสดุไฟเบอร์กลาส ขึ้นเป็นโครงของเครื่อง โดยจ้างผู้ผลิตเรือในแถบนั้นในการสร้าง Pong ขึ้นมาเพื่อจำหน่าย

และใช้เวลาเพียงแค่ 1 สัปดาห์ในการสร้างเกมจนเสร็จสมบูรณ์ โดยขายที่ราคา 900 ดอลลาร์ และได้กำไรสูงถึงเครื่องละ 620 ดอลลาร์ เขาจึงมีกระแสเงินสดเพื่อมาผลิตเครื่องเกมได้ทันทีหลังจากวางขายได้ไม่นาน

เงินส่วนนึงถูกใช้ไปในการทำ Marketing ที่แหกกฏ การสร้างโบรชัวร์ เป็นภาพหญิงสาวสวยในชุดนอนที่โปร่งสบาย พาดแขนของเธอเหนือเครื่องเกม ทำให้เกมฮิตติดตลาดเป็นอย่างมาก

ต้องบอกว่าในยุคนั้นยังเป็นยุคเริ่มต้นของ Venture Capital ใน Silicon Valley ซึ่งยังไม่มีช่องว่างสำหรับบริษัทเกมเกิดใหม่อย่าง Atari และ Bushnell ต้องการเงินเพื่อขยายกิจการโดยด่วน แต่ตอนนั้นมีเพียงแค่ธนาคาร Well Fargo เท่านั้นที่ให้วงเงินเครดิตเพียงแค่ 50,000 ดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าที่ Bushnell ต้องการ

แต่ด้วยเงินดังกล่าว ก็สามารถทำให้ Bushnell สร้างสายการผลิตของเกม Pong ได้อย่างเป็นทางการ เขาได้รวบรวมหนุ่มสาว ที่ตกงานในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงให้มาร่วมกันสร้าง Pong ทำให้การผลิตเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ตอนแรกพวกเขาสามารถผลิตได้เพียงแค่ 10 เครื่องต่อวัน แต่ภายในสองเดือนพวกเขาสามารถทำได้เกือบร้อยเครื่องต่อวัน แม้ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้น 300 ดอลลาร์ต่อเครื่อง แต่ราคาขายก็ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ดอลลาร์เช่นเดียวกัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยมของอเมริกาในยุคนั้น

สิ่งหนึ่งที่ Bushnell ปฏิวัติวงการคือ บรรยากาศการทำงานที่สบาย ๆ ทั้ง Bushnell และ Alcorn เป็นผู้รักความสนุกสนาน ทั้งคู่ยังอยู่ในวัยยี่สิบ และ ได้ยกระดับของการทำธุรกิจไปอีกขั้น

Atari ได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาเช่น ทุกวันศุกร์จะมีปาร์ตี้เบียร์ โดยเฉพาะหากทำตัวเลขได้ดีในสัปดาห์นั้น ๆ ก็จะมีการเฉลิมฉลองปาร์ตี้ใหญ่ภายในบริษัท ทุกคนในทีมได้มาผ่อนคลายและสนุกสนานกัน เรียกได้ว่า เป็นวัฒนธรรมใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นใน Silicon Valley มาก่อนเลยก็ว่าได้

และที่ Atari นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานหลาย ๆ อย่าง ทั้งการจ้างคน ลำดับชั้นของการทำงานที่เป็นแนวราบ ชั่วโมงการทำงาน รวมถึง เรื่องของการแต่งกายที่เรียกได้ว่าเป็นการแหกขนบธรรมเนียมของโลกธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งบริษัทยุคหลังก็ดำเนินตามรอยของ Atari ไม่ว่าจะเป็น Apple , Google หรือ Facebook ที่มีวัฒนธรรมการทำงานใกล้เคียงกัน

ซึ่งในตอนนั้น พนักงานของ IBM ต้องใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาว กางเกงขายาวสีเข้ม และเน็คไทสีดำ ที่มีตราของ IBM เย็บติดกับไหล่ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลาย ๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ทำในขณะนั้น ซึ่งเป็นเรื่องตลกในสายตาของพนักงาน Atari เป็นอย่างมาก

ต้องบอกว่า ตำนานการเกิดขึ้นของเกม Pong และ Atari ได้เปลี่ยน Silicon Valley ไปตลอดกาล การเกิดขึ้นของนวัตกรรมที่ Atari สร้างขึ้นมา บทเรียนที่เห็นได้ชัดจากเกม Pong ก็คือ ความคิดที่ยอดเยี่ยม ความสามารถด้านวิศวกรรม ในการดำเนินการและความเข้าใจในธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนความคิด ไอเดีย ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จได้อย่างที่ Atari ทำกับเกม Pong นั่นเองครับ

References : https://techland.time.com/2012/06/27/atari-at-40-catching-up-with-founder-nolan-bushnell/
https://apuntesdellibrostevejobs.wordpress.com/2015/05/16/04-1-atari-y-la-india-atari/
หนังสือ The Innovators How a Group of Hackers, Geniuses, and Geeks Created the Digital Revolution โดย Walter Isaacson

Bill Gates , Mark Zuckerberg กับความเชื่อผิด ๆ ที่ไม่ต้องเรียนในชั้นมหาวิทยาลัยก็ประสบความสำเร็จได้

หลายท่านอาจจะเคยได้เห็นคำคม หรือ บทความใด ๆ ที่มักยกตัวอย่างการเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยของสองตำนานนักธุรกิจอย่าง Mark Zuckerberg และ Bill Gates ที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน เพื่อมาทำตามความฝันของตัวเอง

ใช่แล้ว ทั้ง Zukcerberg และ Bill Gates นั้น ต่างลาออกจากมหาวิทยาลัย แต่น้อยคนนักที่จะเป็นได้เป็นแบบพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะไม่จบการศึกษา แต่ประสบการณ์ในมหาวิทยาลัย ก็ยังคงมีส่วนสำคัญในความสำเร็จของพวกเขา

Zuckerberg นั้นได้สร้าง Facebook ในมหาวิทยาลัย จนกลายเป็นกระแสในหมู่นักศึกษา เพราะมันได้สร้างขึ้นจากความต้องการที่แท้จริงในมหาวิทยาลัย

ส่วน Gates นั้นใช้เวลา 3 ปี ในการเรียนคณิตศาสตร์ และ การเขียนโปรแกรมที่ Harvard อย่างเข้มข้น ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นสร้างบริษัทตัวเองอย่าง Microsoft ขึ้นมา และที่มหาวิทยาลัยนี่เองที่เขาได้พบกับ Steve Ballmer ชายที่เข้ามากุมบังเหียนของ Microsoft ในอีก 4 ทศวรรษต่อมา

ต้องบอกว่ามีสถานที่ล้ำค่าไม่กี่แห่งในโลก และช่วงเวลาในชีวิตเรา ที่อยู่รายล้อมไปด้วย ความกระตือรือร้น พลังผลักดันอันแรงกล้า ในช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัย

การไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ทำให้เราได้เรียนรู้มากกว่าเพียงแค่ในห้องเรียน และใน case ที่ร้ายแรงที่สุดอย่างน้อย เราก็ได้ตีตรา ว่าผ่านการจบสถาบันการศึกษาในมหาวิทยาลัยมาแล้ว ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของเราในการเริ่มต้นชีวิตทำงาน

แผนกทรัพยากรบุคคลในบริษัทยักษ์ใหญ่ส่วนใหญ่ ยังมีความคิดที่ยากจะเปลี่ยนแปลงไปในเร็ว ๆ วันนี้ พวกเขายังคัดคนจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปเป็นสิ่งแรก แม้จะมีตัวเลือกระดับเทพมากมายที่อาจจะเรียนรู้เฉพาะทางจากโลกที่เปิดการเรียนรู้อย่างมากมายในปัจจุบัน

ตัวอย่างในประเทศอเมริกา แม้จะไม่มีใครเชื่อ แต่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า อเมริกานั้น มีระบบชั้นวรรณะ ที่เรียกว่า มหาวิทยาลัย เมื่อถึงจุดสูงสุดของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ อัตราการว่างงานในกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมีน้อยกว่า 5% ในขณะที่ผู้ที่จบเพียงชั้นมัธยมปลายนั้น มีอัตราว่างงานสูงถึง 15% และระดับความสำเร็จในชีวิตคุณนั้นจะแบ่งตามมหาวิทยาลัยที่คุณเข้าเรียน ซึ่ง ตรงนี้ คงไม่ต่างจากในประเทศไทยสักเท่าใดนัก

ตอนนี้มีความเข้าใจผิดมาก ๆ ที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่า บริษัท เทคโนโลยีเฉพาะ ที่เป็นยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley นั้น กำลังปฏิวัติการศึกษาในแบบแผนเดิม ที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องรับคนที่จบมหาวิทยาลัยเข้าทำงาน

แต่ในทางกลับกันนั้น Harvard, Yale , MIT และ Stanford กลับกลายเป็นมหาวิทยาลัยรายการโปรด ตัวเลือกแรก ๆ ในการรับเข้าทำงานของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้

ต้องบอกว่าในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพียงแค่ชื่อ หรือ แบรนด์ของมหาวิทยาลัยนั้นไม่ใช่สิ่งเดียว ที่เราจะได้รับนอกเหนือจากเรื่องของการศึกษา Connection คือสิ่งสำคัญมาก ๆ ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปเหล่านี้

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะกลายเป็นเครือข่าย Connection ที่่สำคัญ ในการทำงานในอนาคตนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเราเติบโตขึ้น เราไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยตัวเองเพียงคนเดียวอีกต่อไป ส่วนใหญ่แล้วบุคคลในระดับสูงที่ประสบความสำเร็จก็มักจะมีส่วนช่วยที่สำคัญจากที่ปรึกษา หรือ พันธมิตรทางธุรกิจ ที่เราได้รับจาก Connection เมื่อครั้งยังเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั่นเองครับ

References : https://www.wired.com/story/playing-monopoly-what-zuck-can-learn-from-bill-gates/
หนังสือ The Four The Hidden DNA of Amazon, Apple, Facebook, and Google

บทสรุป About.com เมื่อยักษ์ใหญ่สื่อเก่าอย่าง New York Times หาญกล้าท้าชน Google

ในช่วงปี 2005 สื่อยักษ์ใหญ่อย่าง New York Times ได้ทำการเข้าซื้อ About.com ซึ่งเป็นเว๊บไซต์ให้ข้อมูลเฉพาะทางแก่ผู้อ่านเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ การตัดแต่งกิ่งไม้ ไปจนถึงวิธีการรักษาต่อมลูกหมาก

About.com มีโมเดลที่เรียกว่า “content farm” ซึ่งถือเป็นสูตรสำเร็จของแหล่งรวมเนื้อหาออนไลน์ และมีเป้าหมายคือใช้ประโยชน์จากเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะสมบน Google และให้ปรากฏในหน้าแรกของผลการค้นหาของ Google เพื่อสร้าง Traffic และ ขายโฆษณา

ซึ่ง The Times ได้จ่ายเงินไปกว่า 400 ล้านดอลลาร์ในการเข้าซื้อกิจการของ About.com และเนื่องจากเว๊บไซต์ มี Traffic กว่าหลายพันล้านครั้งจากการค้นหาของ Google มันทำให้มูลค่ากิจการของ About.com นั้นพุ่งสูงขึ้นไปถึงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงพีค ๆ

ซึ่งในช่วงเวลานั้น The Times ก็ค่อนข้างมั่นใจกับ About.com ที่เป็นอีกหนึ่งโมเดลสร้างรายได้ใหม่ให้กับบริษัท แม้มันจะเป็นเพียงแค่รายได้ 12% ที่มาจากโลกออนไลน์ แต่ดูเหมือนเป็นการปรับตัวครั้งสำคัญของ The Times ที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง

About.com กับการบุกโลกดิจิตอลออนไลน์ของ Times
About.com กับการบุกโลกดิจิตอลออนไลน์ของ Times

แต่แล้ววันหนึ่ง ผู้บริหารระดับสูงของ The Times กลับคิดเรื่องประหลาดออกมา มีการผลักดันให้ปิดการเข้าถึงเนื้อหาของ Times จาก Google โดยพวกเขามองว่า เครื่องมือค้นหาของ Google นั้นได้ทำลายคุณค่าของผู้ถือหุ้น หากปล่อยทิ้งไว้ในระยะยาว อาจจะถูก Google ยึดครองได้ในอนาคต

ซึ่งต้องบอกว่าการเกิดขึ้นของ Google นั้นพวกเขาทำเพียงแค่รวมรวมดัชนี index ต่างๆ ของเว๊บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลก ทางฝ่าย Times มองว่า Google เหมือนเข้ามาในห้องใต้ดินของบริษัทของพวกเขา และคัดลอกเนื้อหาทั้งหมดออกไปจากเซิร์ฟเวอร์ แบบสบาย ๆ โดยแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลยกับ Content ต่าง ๆ

แน่นอนว่า Google ไม่เพียงแค่รวบรวมเนื้อหาต่าง ๆ มาแบบฟรี ๆ แต่ยังมีการนำเนื้อหาดังกล่าวไปแบ่งปันให้กับผู้ใช้งานด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้คนกำลังมองหาโรงแรมในปารีส Google จะลิงค์ไปยังบทความท่องเที่ยวของ New York Times ที่เกี่ยวกับปารีส

แต่ที่ด้านบนจะวางโฆษณาของ Google สำหรับ Four Seasons Hotel ที่มาลงโฆษณาให้กับพวกเขา มันเหมือนกับไปแย่งลูกค้าโดยตรงหาก Times ต้องการวางสปอนเซอร์ที่เป็นโรงแรมที่พักบนหน้าเนื้อหาของตัวเอง

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ในขณะที่ Google กำลังจัดการการค้นหาเหล่านั้น Google ก็ได้เรียนรู้เช่นกัน ว่า Content ไหนคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริง ๆ หรือมีแนวโนมที่จะมีความต้องการในอนาคต

ซึ่งนั่นหมายความว่า Google สามารถที่จะกำหนดเป้าหมายผู้อ่านมายัง Times ด้วยความแม่นยำมากขึ้น และทำเงินได้มากขึ้นจากโฆษณาแต่ละรายการ และมันอาจมากขึ้นเป็น 10 เท่า แต่ฝ่ายของ Times เองนั้นได้รับประโยชน์เพียงน้อยนิด

ซึ่งต้องบอกว่า Model ธุรกิจของฝั่ง Times นั้นกำลังจะตาย แต่สิ่งหนึ่งที่มีค่าก็คือเนื้อหา และเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่เป็นคนสร้างมันขึ้นมา แต่กลับถูกฉกฉวยไปหาประโยชน์ไปโดยแพลตฟอร์มดิจิตอลอย่าง Google

แต่สุดท้ายดูเหมือน Times จะต้องยอม Google และไม่ทำการปิดทางให้ Google เข้ามาทำดัชนีแต่อย่างใด เมื่อพิจารณอย่างรอบด้านแล้ว ดูเหมือน Times จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ Google อยู่มาก

พวกเขามองว่าหากตัดสินใจดังกล่าว มันเสี่ยงต่อการทำให้ Google โกรธเคือง และเนื่องจาก About.com นั้นพึ่งพา Traffic หลักจาก Google เพียงอย่างเดียว จะทำให้ Times เสียหายอย่างหนัก

เรียกได้ว่ามันเป็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกสำหรับสื่อยุคเก่าอย่าง Times ที่ยังไงก็ต้องพึ่งพา Google ซึ่ง Google เองก็ใช้เนื้อหาคุณภาพจาก Times และ About.com เพื่อดึงดูดคลิกหลายพันล้านครั้งสำหรับโฆษณา และใช้อัลกอริธึมการค้นหาเพื่อเพิ่มการเข้าชมไปยัง About.com แต่ดูเหมือนว่า Google จะมีอำนาจต่อรองเหนือกว่ามาก เพราะ พวกเขาเป็นประตูใหญ่สู่โลกอินเทอร์เน็ต นั่นเองที่ทำให้ชะตากรรมของ Times นั้นถูกกำหนดมาตั้งแต่เริ่มต้น

และในที่สุดสิ่งที่ Times กังวลก็เกิดขึ้น ในปี 2011 เมื่อ Google รู้สึกว่า content farm จาก About.com ดูไร้คุณภาพ ยักษ์ใหญ่ทางด้านการค้นหาก็เริ่มดำเนินการ อัปเดตอัลกอริธึม panda ซึ่งทำการเปลี่ยนปริมาณการใช้งาน content farm จาก About.com จำนวนมาก ไปยังเว๊บไซต์อื่น ๆ

panda update กับการเปลี่ยนแปลงอัลกอริธึมครั้งสำคัญของ Google
panda update กับการเปลี่ยนแปลงอัลกอริธึมครั้งสำคัญของ Google

ด้วยการปรับแต่งอัลกอริธึมเพียงแค่ครั้งเดียวของ Google ก็สามารถเอาชนะ Times ได้ โดยได้เปลี่ยนรายได้ออนไลน์หลายล้านดอลลาร์ไปยังเว๊บไซต์อื่น ๆ และลดมูลค่าของ About.com ลงอย่างมาก ดูเหมือนว่า Google กำลังตัดสินใจทางธุรกิจโดยพิจารณาจากมูลค่าระยะยาวของบริษัท

ซึ่ง Google ไม่ได้สนใจความเป็นไปของ Times แต่อย่างใด มูลค่า About.com กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ก่อนการอัปเดท ลดลงครึ่งหนึ่งในวันถัดไปหลังการอัพเดทอัลกอริธึมครั้งใหญ่นี้

และหนึ่งปีหลังจากนั้น Times ได้ทำการขายกิจการ About.com ออกไปในราคา 300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าที่ซื้อมาถึง 25% เป็นบทเรียนที่เรียกได้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในสื่อเก่าอย่าง Times นั้น ไม่ได้เป็นปัจจัยที่สำคัญอะไรเลย ในการตัดสินใจของ Google ในการทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ถือหุ้น Google ในระยะยาวนั่นเองครับ

References : https://www.economist.com/international/2012/11/10/taxing-times
หนังสือ The Four The Hidden DNA of Amazon, Apple, Facebook, and Google

Tim Cook กับความอัจฉริยะในการยกระดับ Apple สู่ขีดสูงสุด

Tim Cook ได้เข้าร่วมงานกับ Apple เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ปี 1998 สถานการณ์ของ Apple ในขณะนั้น ไม่ใช่บริษัทที่น่าไปร่วมงานแต่อย่างใด สถานการณ์ทางการเงินอยู่ใกล้ภาวะล้มละลายเต็มที และขวัญกำลังใจของเหล่าพนักงานก็เริ่มต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก ๆ

ตัว Steve Jobs เองเพิ่งกลับมาร่วมงานกับ Apple อีกครั้ง ในฐานะ CEO ชั่วคราว หรือ iCEO เรียกได้ว่าสิ่งเดียวที่ Apple เหลืออยู่ในขณะนั้นก็คือจิตวิญญาณ “Think Different” ที่กำลังมาอีกครั้งจาก Jobs แต่บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงภายในมากมาย และสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับคู่แข่งในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะสินค้าหลักอย่างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

ส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดคอมพิวเตอร์ของ Apple นั้นลดลงจากร้อยละ 10 เหลือมาอยู่เพียงแค่ร้อยละ 3 เท่านั้น CEO ในขณะนั้นอย่าง Amelio ต้องทำการดึงตัว Steve Jobs กลับมากู้วิกฤติที่แสนสาหัสนี้อีกครั้ง

Jobs ต้องนำพา Apple กลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง และเริ่มแก้ไขสถานการณ์โดยยอมรับความจริงที่ว่า Amelio นั้น ทำสิ่งที่ผิดพลาด โดย Jobs เริ่มจัดการเหล่าผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำกำไร เช่น นิวตัน คอมพิวเตอร์มือถือรุ่นแรก ของ Apple ผลงานการสร้างสรรค์ของ John Sculley ผู้ซึ่งเป็นคนทำให้ Jobs ต้องออกจาก Apple ไปในครั้งแรก

Jobs เริ่มตัดสายของผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นออกไปจนเหลือเพียงแค่ 4 รุ่น โดยสองรุ่นแรกคือเครื่องคอมพิวเตอร์ Desktop สำหรับผู้บริโภคทั่วไป และ มืออาชีพ ส่วนอีกสองจะเป็นส่วนของเครื่องแบบพกพา แม้จะดูเสี่ยงมาก ๆ เพราะถ้าตัดเหลือ 4 รุ่นแล้วล้ม ความหมายก็คือ Apple คงเหลือไว้เพียงแค่ชื่อ เข้าสู่ภาวะล้มละลายอย่างแน่นอน

Jobs พยายามตัดผลิตภัณฑ์ของ Apple ให้เหลือน้อยที่สุด
Jobs พยายามตัดผลิตภัณฑ์ของ Apple ให้เหลือน้อยที่สุด

และแน่นอนว่าปัญหาใหญ่ของ Apple ที่เผชิญมาตลอดนั่นก็เรื่องของการวางแผนการผลิต รวมถึงเรื่องการจัดการสินค้าคงคลังต่าง ๆ ส่วนใหญ่นั้น Apple มักจะจ้างซัพพลายเออร์เฉพาะของตัวเองเท่านั้น เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นส่วนประกอบที่กำหนดเองและมีประสิทธิภาพสูง ไม่มีการวางจำหน่ายให้คู่แข่ง และ ไม่สามารถคัดลอก หรือ เลียนแบบได้ง่าย

แต่มันเหมือนเป็นดาบสองคม เพราะ การวางแผนการผลิตจะยากมาก ๆ ความยืดหยุ่นในการผลิตน้อย การประเมินคำสั่งซื้อล่วงหน้าเป็นไปได้ยาก และจะเกิดหายนะขึ้นทันทีหากมีการคาดการคำสั่งซื้อที่ผิดพลาด

เกิดเหตุการณ์ที่เหล่านักลงทุนของ Apple เกลียดอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็คือ เมื่อยามที่ Apple มีผลิตภัณฑ์ที่ร้อนแรง แต่มันไม่สามารถส่งไปถึงมือลูกค้าได้เนื่องจากปัญหาเรื่องการผลิตของ Apple นั่นเอง

และเมื่อ Jobs กลับมาอีกครั้งในปี 1997 เขาตั้งใจแน่วแน่ ว่าจะไม่ให้เห็นความผิดพลาดเดิมเกิดขึ้นซ้ำอีก และเริ่มมองหาการเปลี่ยนแปลงทุก ๆ ด้านในเรื่องการปฏิบัติการของ Apple

แม้ก่อนหน้านั้น Cook จะปฏิเสธนายหน้าของ Apple หลายต่อหลายครั้งแล้วก็ตาม เพราะตัว Cook เองก็มีความสุขดีที่ Compaq แต่อย่างน้อยเขาคิดว่าควรจะเข้าไปเจอ Jobs ซักครั้งเพราะชายผู้นี้ เป็นหนึ่งในตำนานผู้สร้างอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์นี้ขึ้นมานั่นเอง

แต่เมื่อเขาได้เข้าไปนั่งฟังกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ของ Jobs สำหรับ Apple ในการพบกันจริง ๆ ครั้งแรก เขาก็ถูกโน้มน้าวโดย Jobs ให้มามีส่วนร่วมของภารกิจเปลี่ยนโลกครั้งใหม่ของ Jobs ซึ่งจะเปลี่ยนแนวคิดของคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นแนวคิดที่ไม่เหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่เคยเห็นมาก่อน

และเมื่อ Jobs ได้เจอกับ Cook นั้น เขาก็เข้าใจทันทีว่าพวกเขาแบ่งปันมุมมองเดียวกันในเรื่องการผลิต ซึ่งสุดท้ายทำให้ให้ Cook คล้อยตามและมาร่วมเปลี่ยนแปลงโลกกับ Jobs ในที่สุด และถือเป็นการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดครั้งนึงในวงการคอมพิวเตอร์โลก

ในขณะนั้น Cook มีอายุ 37 ปี ได้เข้ามาร่วมงานกับ Apple ในตำแหน่ง รองประธานอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการทั่วโลก ซึ่งเขาได้รับงานใหญ่มาก ๆ ในการรื้อระบบการผลิต และจำหน่ายของ Apple ทั้งหมด และุถือว่าเป็นงานที่ท้าทายเขาที่สุดตั้งแต่เริ่มทำงานมาเลยก็ว่าได้

ซึ่งเพียงแค่ 7 เดือนหลังจากที่ Cook ได้เข้ามาร่วมงานกับ Apple เขาก็สามารถที่จะลดสินค้าคงคลัง จากราวๆ 30 วัน เหลือเพียงแค่ 6 วันเท่านั้น ซึ่งในช่วงเวลาสั้น ๆ เขาได้ทำการปรับปรุงระบบการปฏิบัติการของ Apple โดยให้ความสำคัญกับรายละเอียดแทบจะทุกขั้นตอนการผลิต

Cook นั้นได้เน้นการลดซัพพลายเออร์ลงให้เหลือเพียงไม่กี่ราย เขาไปเยี่ยมซัพพลายเออร์แต่ละราย ตัวอย่างที่ชัดเจนเรื่องนึงเช่น การที่ Cook โน้มน้าวให้ NatSteel ผู้ผลิตแผงวงจรที่เป็น Outsource ของ Apple ย้ายมาตั้งโรงงานใกล้กับโรงงานของ Apple ใน ไอร์แลนด์ แคลิฟอร์เนีย และ สิงคโปร์

ซึ่งการย้ายซัพพลายเออร์เข้ามาใกล้โรงงานนั้นทำให้กระบวนการ JIT (Just-in-time) ทำได้ง่ายขึ้นมาก เนื่องจากส่วนประกอบสามารถส่งมอบได้รวดเร็วขึ้นและมีความถี่ที่มากขึ้นนั่นเอง

และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือการ outsource ออกไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ Apple นั่นคือ ปัญหาเรื่องสินค้าคงคลัง ซึ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลให้กับ Apple ซึ่งต้นทุนสินค้าคงคลังเหล่านี้เองที่ทำให้ Apple เกือบเข้าสู่ภาวะล้มละลายมาแล้ว

และเพื่อรองรับการคาดการณ์การผลิต Cook ได้ลงทุนในระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ที่ทันสมัยที่สุดจาก SAP ที่สามารถเชื่อมโยงโดยตรง เข้าสู่ระบบไอที ที่เหล่าซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนของ Apple ใช้งานอยู่

Tim Cook ได้ปรับมาใช้ ซอฟต์แวร์อย่าง SAP เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต
Tim Cook ได้ปรับมาใช้ ซอฟต์แวร์อย่าง SAP เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต

ไม่ว่าจะเป็นโรงงานประกอบ หรือ ทางฝั่งร้านค้าปลีก ระบบที่ซับซ้อนทำให้ทีมปฏิบัติงานของ Cook ได้เห็นมุมมองที่ชัดเจนของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่วัตถุดิบ จนถึงคำสั่งซื้อของลูกค้าที่ร้านค้าออนไลน์ใหม่ของ Apple ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเพียงไม่นาน

R/3 ERP เป็นระบบประมวลผลส่วนกลางของการผลิตแบบใหม่ ที่รวดเร็วและทันเวลาของ Apple ชิ้นส่วนถูกสั่งจากซัพพลายเออร์เมื่อจำเป็นเท่านั้น และโรงงานผลิตก็สามารถสร้างกำลังการผลิตที่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ทันที

ภายใต้การนำของ Cook เวลาในสินค้าคงคลังของ Apple ลดลังจากเป็นเดือน ๆ เหลือเพียงไม่กี่วัน เพียงแค่ 7 เดือน ต้นทุนในการจัดการเรื่องสินค้าคงคลังลดลงจาก 400 ล้านเหรียญ เหลือเพียงแค่ 78 ล้านเหรียญ

Cook ได้รับเครดิตเป็นอย่างมาก ในการมีบทบาทสำคัญให้ Apple สามารถกลับมาทำกำไรได้สำเร็จ ซึ่งระบบที่เขาได้วางไว้นั้นเป็นตัวกระตุ้นการเติบโตของ Apple ในอีกหลายปีต่อมา ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า Apple จะไม่มีวันเติบโตอย่างยิ่งใหญ่และมั่นคงมาได้จนถึงทุกวันนี้หากปราศจากความเป็นเลิศของชายที่ชื่อ Tim Cook ที่ช่วยกู้สถานการณ์ด้านการปฏิบัติการในเรื่องการผลิตของ Apple ไว้ได้สำเร็จนั่นเองครับ

References : https://appleinsider.com/articles/20/08/10/apple-ceo-tim-cook-is-now-a-billionaire