อิตาลี vs ไทย : บทเรียนการเติบโตแบบ Old Economy ในยุค Digital Disruption

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว หลายคนอาจสงสัยว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อความอยู่รอดหรือไม่ เราต้องมี unicorn เยอะ ๆ จริงหรือ? แล้วประเทศพัฒนาแล้วประเทศอื่นล่ะ พวกเขาจำเป็นต้องมีบริษัททางด้านเทคโนโลยีเพื่อผลักดันประเทศให้กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วจริงหรือไม่

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หลายคนอาจคิดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องพึ่งพาธุรกิจเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว มีหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จโดยไม่จำเป็นต้องมีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ อิตาลีเป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศที่เติบโตด้วยจุดแข็งดั้งเดิมของตน

ภูมิหลัง: อิตาลี – แบบอย่างของการเติบโตแบบ Old Economy

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน จาก 8 Minute History มีการเทียบไทยกับอิตาลีในแง่วัฒนธรรมและลักษณะนิสัยของผู้คนได้อย่างน่าสนใจ ทั้งสองประเทศมีวิถีชีวิตที่มีความ “ชิลล์” คล้ายคลึงกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้อิตาลีจะไม่มีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่กลับสามารถเติบโตจนมี GDP เป็นอันดับ 9 ของโลก และถือเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้ต่อหัวสูง

เมื่อพิจารณาบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงสุดในอิตาลี เราจะเห็นภาพที่น่าสนใจ:

  1. Ferrari – ผู้ผลิตรถยนต์หรู
  2. Enel – บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่
  3. Intesa Sanpaolo – สถาบันการเงินชั้นนำ
  4. UniCredit – ธนาคาร
  5. ENI – บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
  6. Generali – บริษัทประกันภัย

จะเห็นได้ว่า บริษัทชั้นนำของอิตาลีล้วนเป็นธุรกิจแบบดั้งเดิมหรือ Old Economy ทั้งสิ้น ไม่มีบริษัทเทคโนโลยีปรากฏในอันดับต้น ๆ เลย

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย เราจะเห็นภาพที่คล้ายคลึงกัน:

  1. Delta Electronics – ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบจัดการพลังงาน
  2. PTT – บริษัทพลังงานแห่งชาติ
  3. AOT – ผู้บริหารสนามบินหลักของประเทศ
  4. AIS – ผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำ
  5. PTTEP – บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
  6. Gulf – ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่
  7. CP All – ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีก

แม้ว่า Delta Electronics จะเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ได้เป็นบริษัทเทคโนโลยีล้วน ๆ เหมือนกับ Google หรือ Facebook แต่เป็นบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบจัดการพลังงาน ซึ่งก็ยังคงมีลักษณะของธุรกิจการผลิตแบบดั้งเดิมอยู่มาก

เมื่อเทียบจำนวนบริษัท Unicorn ข้อมูลจาก tracxn พบว่า Italy มี 4 บริษัท ส่วนไทยมี 5 บริษัท ซึ่งถือว่ามีจำนวนค่อนข้างสูสีกับเลยทีเดียว

บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินเสียงเชียร์ให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่การเป็น “Silicon Valley แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือผลักดันให้เกิด “Unicorn” (บริษัท Startup ที่มีมูลค่าเกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เยอะ ๆ ซึ่งในมุมกลับกันเราก็ควรที่จะตั้งคำถามได้เช่นกันว่า เส้นทางเหล่านี้เป็นเส้นทางที่เหมาะสมกับประเทศไทยจริงหรือ?

การมุ่งเน้นพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีอย่างเดียวอาจทำให้เราละเลยศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ เราควรพิจารณาว่าอะไรคือจุดแข็งของไทย และควรส่งเสริมอุตสาหกรรมใดที่สอดคล้องกับทรัพยากรและทักษะของคนไทย

บทสรุป: เส้นทางการพัฒนาที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย

แทนที่จะพยายามเป็นสิ่งที่เราไม่ได้ถนัด ประเทศไทยควรมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เรามีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เช่น:

  1. การท่องเที่ยวและการบริการ: ไทยมีชื่อเสียงด้านการต้อนรับและวัฒนธรรมที่เป็นมิตร
  2. อุตสาหกรรมอาหาร: เรามีความเชี่ยวชาญในการผลิตอาหารคุณภาพสูง
  3. การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ: ไทยมีความได้เปรียบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
  4. อุตสาหกรรมยานยนต์: เรามีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและเครือข่าย supply chain ที่ครบวงจร และพร้อมที่จะมุ่งไปสู่ยานยนต์แห่งอนาคตอย่างรถไฟฟ้า ที่เริ่มมีหลายแบรนด์เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตกันแล้ว

การผลักดันธุรกิจเหล่านี้ให้เติบโตและขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น การเข้าไปลงทุนในเวียดนามของบริษัทยักษ์ใหญ่หลาย ๆ บริษัทในประเทศไทย อาจเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

ท้ายที่สุด เราควรตระหนักว่าประเทศไทยมีจุดแข็งและเอกลักษณ์เฉพาะตัว การพัฒนาประเทศไม่จำเป็นต้องเดินตามรอยใคร แต่ควรเป็นเส้นทางที่สอดคล้องกับศักยภาพและวัฒนธรรมของเรา การผสมผสานระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมดั้งเดิมและการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาดอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในระยะยาวของประเทศไทย

การมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามีและพัฒนาต่อยอดจากจุดแข็งเหล่านั้น อาจเป็นเส้นทางที่ยั่งยืนกว่าการพยายามเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเพื่อไล่ตามกระแสโลก เราควรภูมิใจในรากเหง้าและวัฒนธรรมของเรา พร้อมกับเปิดรับนวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับสิ่งที่เรามีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น

ในท้ายที่สุด การพัฒนาประเทศไม่ใช่การแข่งขันว่าใครจะมีบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นการสร้างความเจริญที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน ประเทศไทยมีศักยภาพมากมายที่รอการพัฒนาและต่อยอด เราเพียงแต่ต้องมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี และใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

References :
https://tracxn.com/d/unicorns/unicorns-in-thailand/__hz_aW4kKQWJ9rbPLD4BlDvPWeoXqfX7pq_q9RhkgqCA
https://tracxn.com/d/unicorns/unicorns-in-italy/__KHa0o50NZX-ONw7JrgYYD6rLUmfZbg6TCWGX8eCemN0
https://companiesmarketcap.com/italy/largest-companies-in-italy-by-market-cap/
https://companiesmarketcap.com/thailand/largest-companies-in-thailand-by-market-cap/

ถ้า Temu บุกไทย : จุดจบของ Shopee-Lazada หรือจุดเริ่มต้นสงครามอีคอมเมิร์ซครั้งใหม่?

ในโลกของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมาถึงของผู้เล่นรายใหม่อย่าง Temu อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้นำตลาดอย่าง Shopee และ Lazada ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างยาวนาน

ย้อนรอยความสำเร็จของ Shopee และ Lazada

Shopee และ Lazada ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ทั้งสองแพลตฟอร์มได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้บริโภคชาวไทย ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดที่แข็งแกร่ง การจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ทั้งสองแบรนด์กลายเป็นชื่อแรก ๆ ที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อต้องการซื้อสินค้าออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในอดีตไม่ได้เป็นหลักประกันถึงความสำเร็จในอนาคตเสมอไป โดยเฉพาะในโลกของเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่อย่าง Temu อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ท้าทายสถานะของ Shopee และ Lazada

Temu: ผู้ท้าชิงรายใหม่จากจีน

Temu เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เปิดตัวโดย Pinduoduo บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ที่มีชื่อเสียงในด้านการนำเสนอสินค้าราคาถูกและการใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ “Social Shopping” ซึ่งเน้นการแชร์และการซื้อร่วมกันเพื่อรับส่วนลดพิเศษ

Temu ได้สร้างความสำเร็จอย่างรวดเร็วแบบติดจรวดในตลาดสหรัฐอเมริกา โดยใช้กลยุทธ์การนำเสนอสินค้าราคาถูกพร้อมกับการทำการตลาดเชิงรุก รวมถึงการโฆษณาในช่วง Super Bowl ซึ่งเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มีผู้ชมมากที่สุดในอเมริกา ความสำเร็จนี้ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่า Temu อาจจะขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยในอนาคตอันใกล้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเมื่อ Temu เข้าสู่ตลาดไทย

  1. การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น Temu มีชื่อเสียงในการนำเสนอสินค้าราคาถูก ซึ่งอาจทำให้ Shopee และ Lazada ต้องปรับกลยุทธ์ด้านราคาเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด การแข่งขันนี้อาจส่งผลดีต่อผู้บริโภคในระยะสั้น แต่อาจส่งผลเสียต่อคุณภาพสินค้าและบริการในระยะยาว
  2. การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ การเข้ามาของ Temu อาจกระตุ้นให้ Shopee และ Lazada เร่งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างและรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งอาจรวมถึงการพัฒนาระบบ AI เพื่อการแนะนำสินค้า หรือการปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้บนแพลตฟอร์ม
  3. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค Temu อาจนำเสนอรูปแบบการช้อปปิ้งแบบใหม่ที่เน้นความสนุกและการมีส่วนร่วมทางสังคม ซึ่งอาจดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ในวงกว้าง
  4. ผลกระทบต่อผู้ขายรายย่อย การเข้ามาของ Temu อาจส่งผลกระทบต่อผู้ขายรายย่อยบน Shopee และ Lazada โดยเฉพาะหากมีการนำเข้าสินค้าราคาถูกจำนวนมากจากจีน ซึ่งอาจทำให้ผู้ขายท้องถิ่นแข่งขันได้ยากขึ้น
  5. การปรับตัวด้านโลจิสติกส์และการจัดส่ง Temu อาจนำเสนอบริการจัดส่งที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจกดดันให้ Shopee และ Lazada ต้องปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ของตนเองเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

บทเรียนจากจีน: กรณีศึกษา Alibaba และ Pinduoduo

เพื่อเข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในตลาดไทย เราสามารถมองย้อนกลับไปที่ตลาดจีน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของทั้ง Alibaba (บริษัทแม่ของ Lazada) และ Pinduoduo (บริษัทแม่ของ Temu)

Alibaba เคยเป็นผู้นำตลาดอีคอมเมิร์ซในจีนอย่างไม่มีคู่แข่ง แต่การเข้ามาของ Pinduoduo ในปี 2015 ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของตลาดอย่างมาก Pinduoduo ใช้กลยุทธ์การนำเสนอสินค้าราคาถูกและการใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้สามารถเติบโตอย่างรวดเร็วและแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจาก Alibaba ได้สำเร็จ

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Pinduoduo ในจีนทำให้หลายคนเชื่อว่า Temu อาจจะประสบความสำเร็จในลักษณะเดียวกันในตลาดต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศด้วย

กลยุทธ์การรับมือของ Shopee และ Lazada

หาก Temu เข้าสู่ตลาดไทย Shopee และ Lazada อาจต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งอาจรวมถึง:

  1. การเน้นย้ำจุดแข็งด้านความคุ้นเคยและความไว้วางใจ Shopee และ Lazada มีความได้เปรียบในด้านการเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคไทยคุ้นเคยและไว้วางใจ การเน้นย้ำจุดนี้ผ่านแคมเปญการตลาดและการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอาจช่วยรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้
  2. การพัฒนาฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยโดยเฉพาะ การพัฒนาฟีเจอร์ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะของตลาดไทย เช่น ระบบการชำระเงินที่หลากหลาย หรือการร่วมมือกับแบรนด์ท้องถิ่น อาจช่วยสร้างความแตกต่างจาก Temu ได้
  3. การเพิ่มคุณค่าให้กับระบบนิเวศของแพลตฟอร์ม Shopee และ Lazada อาจพิจารณาการขยายบริการไปสู่ด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากการซื้อขายสินค้า เช่น การให้บริการด้านการเงิน (FinTech) หรือการสตรีมมิ่ง เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจรและดึงดูดผู้ใช้ให้อยู่กับแพลตฟอร์มนานขึ้น
  4. การสร้างพันธมิตรกับผู้ผลิตและแบรนด์ท้องถิ่น การร่วมมือกับผู้ผลิตและแบรนด์ท้องถิ่นอาจช่วยสร้างความแตกต่างและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคไทยได้ดียิ่งขึ้น
  5. การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น AI, AR หรือ VR อาจช่วยยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน Shopee และ Lazada อาจพิจารณาการพัฒนาฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถ “ลองสินค้า” ผ่านเทคโนโลยี AR หรือการใช้ AI ในการแนะนำสินค้าที่เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคน

ผลกระทบต่อผู้บริโภคไทย

การเข้ามาของ Temu อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคไทยในหลายด้าน:

  1. ทางเลือกที่หลากหลายขึ้น ผู้บริโภคไทยจะมีทางเลือกในการช้อปปิ้งออนไลน์ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาและบริการที่ดีขึ้น
  2. ราคาสินค้าที่อาจถูกลง การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ราคาสินค้าบางประเภทถูกลง ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ต้องระวังปัญหาสินค้าคุณภาพต่ำที่อาจเข้ามาในตลาดมากขึ้น
  3. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการช้อปปิ้ง รูปแบบการช้อปปิ้งแบบใหม่ที่ Temu อาจนำเสนอ เช่น การช้อปปิ้งแบบกลุ่มหรือการใช้เกมในการสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้า อาจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการช้อปปิ้งของผู้บริโภคไทย
  4. ความท้าทายด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ ผู้บริโภคไทยอาจต้องเผชิญกับความท้าทายในการแยกแยะระหว่างสินค้าคุณภาพดีกับสินค้าคุณภาพต่ำ รวมถึงการระวังภัยจากการฉ้อโกงออนไลน์ที่อาจเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของตลาด

มุมมองต่ออนาคตของอีคอมเมิร์ซไทย

การเข้ามาของ Temu อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับตลาดอีคอมเมิร์ซไทย โดยอาจนำไปสู่การปรับตัวครั้งใหญ่ของผู้เล่นรายเดิมและการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของตลาดโดยรวม

อย่างไรก็ตาม การที่ Shopee และ Lazada จะกลายเป็น “แบรนด์ยุคเก่า” หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคไทยที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งสองแพลตฟอร์มมีข้อได้เปรียบในด้านความคุ้นเคยกับตลาดไทยและฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ซึ่งหากสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งนี้และพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดไว้ได้

ในขณะเดียวกัน Temu ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวให้เข้ากับตลาดไทย ซึ่งมีลักษณะเฉพาะทั้งในด้านวัฒนธรรม พฤติกรรมผู้บริโภค และระบบการชำระเงิน ความสำเร็จของ Temu ในตลาดไทยจึงไม่ใช่เรื่องที่การันตีได้ แม้จะมีความสำเร็จในตลาดอื่น ๆ มาแล้วก็ตาม

บทสรุป

การเข้ามาของ Temu ในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งในแง่ของการแข่งขัน พฤติกรรมผู้บริโภค และนวัตกรรมใหม่ ๆ ในวงการ อย่างไรก็ตาม การที่ Shopee และ Lazada จะกลายเป็น “แบรนด์ยุคเก่า” หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

ผู้บริโภคไทยอาจได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในรูปแบบของราคาที่ถูกลงและบริการที่ดีขึ้น แต่ก็ต้องระมัดระวังในเรื่องของคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์

ในท้ายที่สุด อนาคตของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะขึ้นอยู่กับการปรับตัวของทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย

และหากมองในอีกแง่มุมหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทยให้ก้าวไปอีกขั้น สู่การเป็นศูนย์กลางการค้าออนไลน์ที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

References :
https://www.bbc.com/news/business-68563339
https://www.linkedin.com/pulse/redefining-southeast-asias-logistics-capture-its-ecommerce-dsiac/
https://www.bangkokpost.com/business/general/2728624/thai-e-commerce-rivalry-set-to-surge

ถอดรหัสมหาวิบัติไซเบอร์ : จาก CrowdStrike สู่บทเรียนสำหรับทุกคนในโลกยุคดิจิทัล

ในยุคดิจิทัลที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ เทคโนโลยีได้กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกอย่างตั้งแต่การทำธุรกรรมทางการเงิน การเดินทาง ไปจนถึงการรับบริการทางการแพทย์ ล้วนพึ่งพาระบบดิจิทัลทั้งสิ้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อวันศุกร์ได้เปิดเผยให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โลกได้เผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน โรงพยาบาล สถานีโทรทัศน์ และสายการบินทั่วโลก ต่างประสบปัญหาการหยุดชะงักของระบบไอทีอย่างรุนแรง ส่งผลให้การให้บริการต่างๆ ต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว

สาเหตุของปัญหานี้มาจากการอัปเดตซอฟต์แวร์ของบริษัท CrowdStrike ซึ่งเป็นบริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ชั้นนำ การอัปเดตดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows จำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาลูกโซ่ไปทั่วโลก

เหตุการณ์นี้ได้เปิดเผยให้เห็นถึงความจริงที่ว่า แม้เราจะพยายามสร้างระบบที่กระจายอำนาจ (decentralized) มากเพียงใด แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนก็ยังคงเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นในโลกดิจิทัล

ลองนึกภาพว่าเราทุกคนอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่หลังเดียวกัน แม้ว่าแต่ละคนจะมีห้องส่วนตัวของตัวเอง แต่เมื่อระบบไฟฟ้าในบ้านเกิดขัดข้อง ทุกคนก็ย่อมได้รับผลกระทบไปพร้อมๆ กัน

ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้แผ่ขยายไปในวงกว้าง:

  1. การเดินทางทางอากาศ: เที่ยวบินกว่า 2,000 เที่ยวต้องถูกยกเลิก และอีก 6,100 เที่ยวต้องล่าช้าออกไป องค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (FAA) ถึงกับต้องออกมาเตือนว่าอาจมีการหยุดชะงักต่อเนื่องไปจนถึงช่วงสุดสัปดาห์
  2. ระบบการเงิน: ลูกค้าของธนาคาร TD Bank และสถาบันการเงินอื่นๆ ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ตามปกติ
  3. ระบบสาธารณสุข: โรงพยาบาลและคลินิกหลายแห่งต้องยกเลิกการนัดหมายที่ไม่เร่งด่วนและเลื่อนการผ่าตัดออกไป
  4. ระบบขนส่งและโลจิสติกส์: บริการจัดส่งพัสดุและหน่วยงานขนส่งต่างๆ ต้องหยุดชะงักลง
  5. ระบบยุติธรรม: ศาลทั่วประเทศได้รับผลกระทบ ทำให้กระบวนการทางกฎหมายต้องล่าช้าออกไป
  6. การสื่อสารฉุกเฉิน: ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 911 และศูนย์รับสายที่ไม่ใช่เหตุฉุกเฉินหลายแห่งต้องหยุดให้บริการชั่วคราว

เหตุการณ์นี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยงในโลกดิจิทัล แม้ว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้นมาก แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เราต้องตระหนักและเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ

เปรียบเสมือนการเดินทางด้วยเครื่องบิน ที่แม้จะรวดเร็วและสะดวกสบาย แต่หากเกิดปัญหาขึ้นมา ผลกระทบก็อาจรุนแรงกว่าการเดินทางด้วยวิธีอื่น

บทเรียนสำคัญที่เราได้รับจากเหตุการณ์นี้ มีดังนี้:

  1. ความสำคัญของการกระจายความเสี่ยง: องค์กรต่างๆ ควรพิจารณาการใช้ระบบหลายระบบควบคู่กันไป เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบใดระบบหนึ่งมากเกินไป
  2. แผนรับมือเหตุฉุกเฉิน: ทุกองค์กรควรมีแผนสำรองและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในกรณีที่ระบบหลักล่ม เพื่อให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  3. การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ: ในช่วงวิกฤต การสื่อสารที่รวดเร็ว ชัดเจน และโปร่งใสมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้ง CrowdStrike และ Microsoft ได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบด้วยการออกมาชี้แจงสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา
  4. ความร่วมมือในอุตสาหกรรม: การทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อแก้ไขปัญหา จะช่วยให้สามารถรับมือกับวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  5. การลงทุนในความปลอดภัยทางไซเบอร์: องค์กรต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เสมือนการเรียนรู้ที่จะว่ายน้ำในมหาสมุทรดิจิทัลที่กว้างใหญ่และไม่หยุดนิ่ง

ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้ก็ได้เปิดเผยให้เห็นถึงข้อจำกัดของแนวคิดการกระจายอำนาจ (decentralization) ที่หลายคนเชื่อว่าจะเป็นทางออกสำหรับปัญหาในโลกดิจิทัล แม้ว่าเราจะมีสกุลเงินดิจิทัลที่กระจายอำนาจ แต่เราก็ยังต้องพึ่งพาแพลตฟอร์ม Exchange ที่ต้องจดทะเบียนกับรัฐบาล หรือแม้แต่บริการแชร์ที่พักและรถยนต์อย่าง Airbnb และ Uber ก็ยังต้องเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการเพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้

เปรียบเสมือนการสร้างเมืองใหม่บนเกาะกลางทะเล แม้จะมีความเป็นอิสระในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังต้องเชื่อมโยงกับโลกภายนอกผ่านสะพานหรือเรือขนส่ง ไม่สามารถแยกตัวออกจากระบบนิเวศของโลกได้อย่างสมบูรณ์

ในท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญที่สุดจากเหตุการณ์นี้คือ การตระหนักถึงความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งของโลกดิจิทัลที่เราอาศัยอยู่ แม้ว่าเราจะพยายามสร้างระบบที่กระจายอำนาจและมีความยืดหยุ่นมากเพียงใด แต่เราก็ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงร่วมกัน การสร้างความสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย ระหว่างความเป็นส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับทุกภาคส่วนในสังคมดิจิทัล

เราทุกคนกำลังนั่งเรือลำเดียวกันในมหาสมุทรดิจิทัล การร่วมมือกันเพื่อนำทางเรือลำนี้ให้ผ่านพ้นพายุและมรสุมไปได้ จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคน

ในขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น AI, IoT, หรือ 5G เราต้องไม่ลืมที่จะเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต และเตรียมพร้อมสำหรับความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างโลกดิจิทัลที่ปลอดภัย มั่นคง และยั่งยืนสำหรับทุกคน

References :
https://www.tekedia.com/the-crowdstrike-lesson-our-world-united-by-bits-and-bytes/
https://www.fastcompany.com/91159564/crowdstrike-outage-tech-infrastructure-lessons
https://www.prweek.com/article/1881433/about-serious-crisis-one-imagine-%E2%80%93-comms-lessons-global-outage
https://www.acecloudhosting.com/blog/what-is-crowdstrike/

ชิปเดิมพันมหาอำนาจ เส้นทางสู่ฝันของจีนที่จะครองบัลลังก์โลกเทคโนโลยี

ในช่วงต้นปี 2020 เมื่อโลกกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมืองอู่ฮั่นของจีนกลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของทั่วโลก ด้วยมาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดที่สุดในประวัติศาสตร์ ประชาชนเกือบ 10 ล้านคนถูกสั่งห้ามออกจากบ้าน ถนนหนทางว่างเปล่า สถานที่สำคัญต่าง ๆ ปิดให้บริการ

แต่ท่ามกลางความเงียบสงัดนั้น มีหนึ่งโรงงานที่ยังคงเดินเครื่องผลิตอย่างต่อเนื่อง นั่นคือโรงงานของ Yangzte Memory Technologies Corporation (YMTC) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ NAND รายใหญ่ของจีน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ต่อรัฐบาลจีน แม้แต่ในภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข รัฐบาลก็ยังอนุญาตให้โรงงานผลิตชิปดำเนินการต่อไปได้ พร้อมทั้งจัดรถไฟขบวนพิเศษเพื่อขนส่งพนักงานเข้าออกเมืองที่ถูกปิด นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความพยายามอันยิ่งใหญ่ของจีนในการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีชิป

ในอดีตที่ผ่านมา จีนต้องพึ่งพาการนำเข้าชิปและเทคโนโลยีการผลิตจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะจากบริษัทในสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร ซึ่งครองความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนาน

การพึ่งพาดังกล่าวทำให้จีนตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงขึ้น นำไปสู่การคว่ำบาตรทางเทคโนโลยีที่สหรัฐฯ มีต่อบริษัทจีน

ผู้นำจีนตระหนักดีว่า หากต้องการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างแท้จริง จีนจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตชิปของตนเองให้ได้

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จึงได้ประกาศให้การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ พร้อมทั้งทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างโรงงานผลิตชิปทั่วประเทศ

รัฐบาลจีนได้จัดตั้งกองทุนพิเศษมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิปทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ บริษัทอย่าง YMTC ได้รับเงินลงทุนกว่า 24,000 ล้านดอลลาร์จาก Tsinghua Unigroup และกองทุนชิปแห่งชาติ เพื่อพัฒนาความสามารถในการผลิตหน่วยความจำ NAND ให้ทัดเทียมกับบริษัทชั้นนำระดับโลก

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิปลอจิกขั้นสูง โดย Semiconductor Manufacturing International Corporation (SMIC) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของจีน ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการพัฒนากระบวนการผลิตชิปขนาด 7 นาโนเมตร แม้จะถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงสุดก็ตาม

ความสำเร็จของ SMIC ในการผลิตชิป 7 นาโนเมตรโดยใช้เครื่องจักรรุ่นเก่า สร้างความประหลาดใจให้กับวงการอุตสาหกรรมทั่วโลก และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวิศวกรจีนในการคิดค้นนวัตกรรมภายใต้ข้อจำกัด ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของจีนในอนาคต

แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนยังคงเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะในส่วนของเทคโนโลยีการผลิตชิปขั้นสูงสุด เช่น เครื่องจักร EUV ซึ่งผลิตโดยบริษัท ASML ของเนเธอร์แลนด์ เครื่องจักรนี้มีความซับซ้อนอย่างมาก ประกอบด้วยชิ้นส่วนนับแสนชิ้นที่ต้องทำงานประสานกันอย่างแม่นยำ การจำลองหรือลอกเลียนแบบเทคโนโลยีนี้จึงเป็นเรื่องยากลำบากแม้แต่สำหรับประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างจีน

นอกจากนี้ การคว่ำบาตรทางเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ และพันธมิตรยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จีน โดยบริษัทจีนถูกจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีและอุปกรณ์สำคัญหลายอย่าง รวมถึงซอฟต์แวร์ออกแบบชิปขั้นสูง ซึ่งส่วนใหญ่ควบคุมโดยบริษัทสหรัฐฯ

การขาดแคลนเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในบางด้านอาจทำให้จีนต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีชิปได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นและการลงทุนอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลจีนอาจช่วยลดช่องว่างนี้ได้เร็วกว่าที่หลายคนคาดการณ์

เพื่อเอาชนะข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี จีนได้ดำเนินการหลายแนวทาง หนึ่งในนั้นคือการสนับสนุนการพัฒนาสถาปัตยกรรมชิปแบบเปิด อย่าง RISC-V ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับบริษัทจีนที่ต้องการหลีกเลี่ยงการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตก บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างอาลีบาบาได้เริ่มออกแบบโปรเซสเซอร์โดยใช้สถาปัตยกรรม RISC-V แล้ว

นอกจากนี้ จีนยังมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิปในกระบวนการที่ไม่ล้ำสมัยที่สุด แต่มีความต้องการสูงในตลาด เช่น ชิปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ก้าวหน้าที่สุด แต่ยังคงมีตลาดขนาดใหญ่และเติบโตอย่างรวดเร็ว

การมุ่งเน้นไปที่ตลาดเฉพาะทางเหล่านี้อาจช่วยให้จีนสามารถสร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและพัฒนาความเชี่ยวชาญ ก่อนที่จะก้าวไปสู่การผลิตชิปที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในอนาคต

ในขณะเดียวกัน จีนยังส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งได้เปิดหลักสูตรเฉพาะทางด้านการออกแบบและผลิตชิป เพื่อผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม

ความพยายามของจีนในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันระหว่างประเทศอีกด้วย การลงทุนมหาศาลของจีนในอุตสาหกรรมนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ในปัจจุบัน ส่วนแบ่งการผลิตชิปของจีนคิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของกำลังการผลิตทั่วโลก แต่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 24 ภายในปี 2030 ซึ่งจะทำให้จีนแซงหน้าไต้หวันและเกาหลีใต้ในแง่ของปริมาณการผลิต การเติบโตนี้อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในดุลอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของโลก

การที่จีนมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานชิปโลกอาจนำไปสู่การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในอุตสาหกรรม ซึ่งอาจส่งผลดีต่อผู้บริโภคในแง่ของราคาสินค้าที่ถูกลงและนวัตกรรมที่เพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจสร้างความกังวลด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยีให้กับประเทศตะวันตก

นอกจากนี้ การที่จีนมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีชิปสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะทาง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) อาจช่วยให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ว่าจีนจะมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แต่ยังคงมีความท้าทายหลายประการที่ต้องเผชิญในอนาคต:

  1. การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง: จีนยังคงต้องพยายามอย่างหนักเพื่อปิดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับผู้นำในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในด้านการผลิตชิปขนาดเล็กที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด
  2. การรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ: การแข่งขันเพื่อดึงดูดและรักษาวิศวกรและนักวิจัยที่มีความสามารถสูงจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม
  3. การจัดการกับข้อจำกัดทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ: ความตึงเครียดทางการเมืองและการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และพันธมิตรอาจส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดสำคัญ
  4. การสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์: จีนจำเป็นต้องพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการผลิตและการตลาด

แม้จะมีความท้าทายเหล่านี้ แต่โอกาสสำหรับจีนในการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกยังคงมีอยู่มาก ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาล การลงทุนมหาศาล และความมุ่งมั่นของภาคเอกชน จีนมีโอกาสที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ในทศวรรษหน้า

บทสรุป: ความฝันที่กำลังเป็นจริง

ความพยายามของจีนในการสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความมุ่งมั่นของประเทศในการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยี แม้จะเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายมากมาย แต่จีนก็แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างน่าประทับใจในช่วงเวลาอันสั้น

การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและการแข่งขันระหว่างประเทศ ความสำเร็จของจีนในการบรรลุเป้าหมายนี้จะเป็นตัวกำหนดบทบาทของประเทศในเวทีโลกในอนาคต

ในขณะที่ความฝันของจีนในการเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีชิปกำลังค่อย ๆ กลายเป็นความจริง โลกก็กำลังเฝ้าดูด้วยความสนใจและความกังวล การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในระเบียบโลกทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ซึ่งทุกประเทศจะต้องปรับตัวและหาวิธีรับมือกับความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น

ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ความพยายามของจีนในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศอื่น ๆ ในการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของจีนในการบรรลุเป้าหมายนี้จะส่งผลกระทบต่อทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของโลกในทศวรรษหน้าอย่างแน่นอน

References :
เรียบเรียงจากหนังสือ Chip War: The Fight for the World’s Most Critical Technology โดย Chris Miller
https://www.reuters.com/technology/huaweis-new-chip-breakthrough-likely-trigger-closer-us-scrutiny-analysts-2023-09-05/

จาก Silicon Valley สู่ทำเนียบขาว: J.D. Vance เปิดศึกยักษ์เทค แค่เกมการเมืองหรือจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์?

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆ การควบคุมอำนาจของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ก็ทวีความสำคัญขึ้นตามไปด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการจัดงานที่รวบรวมบุคคลสำคัญในวงการเคลื่อนไหวปฏิรูปกฎหมายต่อต้านการผูกขาดยุคใหม่ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมที่น่าสนใจหลายท่าน

หนึ่งในนั้นคือ วุฒิสมาชิก Elizabeth Warren จากพรรคเดโมแครต รัฐแมสซาชูเซตส์ ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักการเมืองที่มีจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านการผูกขาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ อีกคนคือ Lina Khan ประธานคณะกรรมการการค้าแห่งสหพันธรัฐ ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงในการผลักดันแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับการควบคุมบริษัทเทคโนโลยี

ทั้งสองเป็นผู้สนับสนุนการปรับปรุงมุมมองที่พวกเขาเห็นว่าล้าสมัยเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของสหรัฐอเมริกา พวกเขาเชื่อว่ากฎหมายปัจจุบันได้เปิดช่องให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเติบโตของบริษัทสตาร์ทอัพรายเล็กๆ

แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการปรากฏตัวของ วุฒิสมาชิก J.D. Vance จากพรรครีพับลิกัน รัฐโอไฮโอ ซึ่งเพิ่งได้รับการประกาศให้เป็นตัวเลือกรองประธานาธิบดีในทีมผู้สมัครของอดีตประธานาธิบดี Donald Trump

Vance มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับ Silicon Valley ย้อนกลับไปก่อนที่ Trump จะได้รับเลือกตั้งในปี 2016 เมื่อครั้งที่เขาทำงานให้กับ Peter Thiel นักลงทุนร่วมทุนที่มีชื่อเสียง

การที่ Vance เข้าร่วมงานเล็กๆ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อต้นปีนี้เพื่อส่งสารเดียวกับ Warren และ Khan อาจทำให้หลายคนประหลาดใจ: บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำเป็นต้องถูกควบคุม

Vance กล่าวต่อผู้ฟังว่า “คำถามพื้นฐานสำหรับผมคือ เราจะสร้างตลาดที่มีการแข่งขันซึ่งส่งเสริมนวัตกรรม ส่งเสริมการแข่งขัน ให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่เหมาะสม และไม่ได้หมกมุ่นแต่เรื่องอำนาจในการกำหนดราคาในตลาดจนละเลยสิ่งอื่นๆ ที่สำคัญได้อย่างไร?”

เขายังได้ชื่นชม Khan เจ้าหน้าที่ในรัฐบาล Biden โดยเฉพาะ ซึ่งเพื่อนร่วมพรรครีพับลิกันหลายคนวิจารณ์อย่างรุนแรงเกี่ยวกับจุดยืนที่แข็งกร้าวของเธอในการขัดขวางบริษัททางด้านเทคโนโลยี

“ผมมองว่า Lina Khan เป็นหนึ่งในไม่กี่คนในรัฐบาล Biden ที่ผมคิดว่าทำงานได้ค่อนข้างดี” Vance กล่าวในงาน RemedyFest ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการแก้ไขการผูกขาด เช่น การแบ่งแยกบริษัท

เช่นเดียวกับชาวรีพับลิกันที่มีอิทธิพลหลายคน Vance มองว่าการปราบปรามบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นวิธีที่จะลดการควบคุมของบริษัทไม่กี่แห่งใน Bay Area ที่มีต่อการเผยแพร่การแสดงความคิดเห็นออนไลน์

ต้องบอกว่าประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากทั้งในรัฐสภาและศาลฎีกา เนื่องจากนโยบายการกลั่นกรองเนื้อหาของบริษัทเทคโนโลยีเกี่ยวกับข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับการเลือกตั้งขัดแย้งกับจุดยืนหลักของพรรครีพับลิกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่กี่วันก่อนปรากฏตัวที่ RemedyFest Vance ได้โพสต์ข้อความบน X (อดีต Twitter) ว่า “ถึงเวลาแล้วที่ต้องแบ่งแยก บริษัท Google ออก” เพื่อตอบสนองต่อข้อกล่าวอ้างที่ว่า Google News อ้างอิงแหล่งข่าวที่มีแนวโน้มไปทางซ้ายมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

“ผมคิดว่า Google และ Facebook ได้บิดเบือนกระบวนการทางการเมืองของเราอย่างมาก” Vance กล่าวที่ RemedyFest “และผมคิดว่าเพื่อนหลายคนของผมในฝั่งซ้ายอาจเห็นด้วยกับผม แต่พวกเขาอาจไม่เห็นด้วยกับผมในทิศทางการแก้ปัญหานั้น”

เขากล่าวว่าเขากังวลว่า Google อาจแสดงผลการค้นหาเกี่ยวกับความสามารถของ Joe Biden ในการเป็นประธานาธิบดีในลักษณะที่โน้มน้าวผู้ออกเสียงอย่างไม่เหมาะสม “เราต้องหยุดความบ้าคลั่งนี้ และผมคิดว่าวิธีหนึ่งคือการหยุดวิธีที่บริษัทเหล่านี้ควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลในประเทศของเรา”

อย่างไรก็ตาม มุมมองของ Vance ก็ไม่ได้ปราศจากข้อโต้แย้ง ในการโต้วาทีทางทีวีปี 2022 เขาเคยกล่าวว่า “เชื่อว่าการเลือกตั้งในปี 2020 ถูกขโมยไปจาก Trump” ซึ่งเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหาที่นำไปสู่เหตุการณ์จลาจลเมื่อวันที่ 6 มกราคม และการที่ Trump ถูกแบนจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง X และ Facebook ในเวลาต่อมา นอกจากนี้ ก่อนหน้านั้นในปีเดียวกัน Vance ยังเคยเรียกผู้ถูกจับกุมในเหตุการณ์ 6 มกราคมว่าเป็น “นักโทษการเมือง” ในโพสต์บน X อีกด้วย

แม้จะมีข้อโต้แย้งเหล่านี้ แต่ Garrett Ventry ที่ปรึกษาทางการเมืองซึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานของอดีต ส.ส. Ken Buck (พรรครีพับลิกัน รัฐโคโลราโด) กล่าวในแถลงการณ์ต่อ The Verge ว่า Vance “เป็นตัวเลือกที่น่ายินดีสำหรับทุกคนที่สนใจในการควบคุมอำนาจผูกขาดของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่”

อดีตเจ้านายของ Ventry เคยเป็นหนึ่งในแกนนำพรรครีพับลิกันที่มีการสร้างความร่วมมือกันของทั้งสองพรรคที่ล้มเหลวในการออกกฎหมายการแข่งขันทางเทคโนโลยีใหม่

ก่อนที่ Buck จะเลือกลาออกจากรัฐสภา เมื่อปีที่แล้ว Buck และ Vance ต่างส่งจดหมายถึงผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรียกร้องไม่ให้มีการผูกมัดนโยบายการแข่งขันที่กำลังอยู่ในการอภิปรายในรัฐสภาไว้ในข้อตกลงทางการค้าที่จะเกิดขึ้น

นอกจากประเด็นเรื่องการควบคุมบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่แล้ว Vance ยังแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับแนวทางที่ผ่อนคลายมากขึ้นในการกำกับดูแลคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นจุดยืนที่สอดคล้องกับ Trump และยังดึงดูดเงินบริจาคหลายร้อยล้านดอลลาร์จากนักลงทุนชื่อดังในวงการเทคโนโลยี เช่น Marc Andreessen, Ben Horowitz และ Elon Musk

ที่งาน RemedyFest Vance ได้วิจารณ์ Gary Gensler ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) สำหรับแนวทางด้านคริปโตของเขาที่ “ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็น”

“คำถามที่ SEC ดูเหมือนจะถามในการกำกับดูแลคริปโตคือ ‘นี่เป็นโทเค็นที่มีประโยชน์ใช้สอยหรือไม่?'” Vance กล่าว “และถึงแม้ว่าจะเป็นโทเค็นที่มีประโยชน์ใช้สอย พวกเขาก็ต้องการแบนมันอยู่ดี” Vance คิดว่าโทเค็นที่มีประโยชน์ใช้สอยสามารถถูกกำกับดูแลได้ แต่ไม่ควรถูกกำจัดไปทั้งหมด

ยังไม่ชัดเจนว่า Vance จะมีอิทธิพลมากแค่ไหนในรัฐบาล Trump สมัยที่สองที่อาจเกิดขึ้น หรือมุมมองของ Trump เองอาจขัดแย้งกับคู่หูของเขาอย่างไร

Barry Lynn ผู้อำนวยการบริหารของ Open Markets Institute กล่าวในอีเมลถึง The Verge ว่า “รองประธานาธิบดีไม่ได้กำหนดนโยบาย แต่ประธานาธิบดีเป็นผู้กำหนด” “สรุปแล้ว นโยบายของ Trump จะทำลายรัฐบาลกลางตามที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่พระราชบัญญัติการพาณิชย์ระหว่างรัฐ ค.ศ. 1887 และถ้าคุณไม่มีรัฐบาลกลางที่ทำงานได้ คุณก็ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดได้”

Vance ยอมรับที่ RemedyFest ว่าเขายังไม่ได้พูดคุยกับ Trump เกี่ยวกับนโยบายต่อต้านการผูกขาดโดยเฉพาะ แต่กล่าวว่าเขาคิดว่า “สัญชาตญาณของอดีตประธานาธิบดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่อนข้างดี”

Vance มีความสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมาอย่างยาวนาน เขาเคยทำงานเป็นนักลงทุนให้กับ Mithril Capital ของ Peter Thiel และในปี 2016 เขาได้รับความสนใจจากชนชั้นนำใน Silicon Valley ด้วยการตีพิมพ์หนังสือ Hillbilly Elegy หนังสือบันทึกความทรงจำขายดีของเขาเกี่ยวกับการเติบโตในรัฐเคนทักกีและโอไฮโอ อิทธิพลของหนังสือเล่มนี้กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในวงการเทคโนโลยีบางแห่งหลังจาก Trump ได้เป็นประธานาธิบดี

Thiel มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ Trump ได้รับเลือกตั้งในปี 2016 ต่อมาเขาช่วยสนับสนุนเงินทุนในการรณรงค์หาเสียงที่ประสบความสำเร็จของ Vance สำหรับตำแหน่งวุฒิสมาชิกในปี 2022 ในช่วงเวลานั้น ทั้ง Thiel และ Vance ได้ลงทุนใน Rumble คู่แข่งของ YouTube

ในขณะที่ Thiel ถอยห่างจาก Trump หลังจาก Biden เข้ารับตำแหน่งในปี 2020 Vance กลับเข้าไปใกล้ชิดมากขึ้น ผู้บริจาคพรรครีพับลิกันจากวงการเทคโนโลยีได้ผลักดันให้เขาเป็นตัวเลือกรองประธานาธิบดีของ Trump มาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อเดือนที่แล้ว เขาช่วยจัดงานระดมทุนให้ Trump ในซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นเจ้าภาพโดยนักลงทุนด้านเทคโนโลยี David Sacks และ Chamath Palihapitiya จากพอดคาสต์ All-In

ไม่ว่า Vance จะมีผลกระทบต่อวาระที่สองที่อาจเกิดขึ้นของ Trump หรือไม่ก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาจะนำมุมมองที่แข็งกร้าวเกี่ยวกับการกำกับดูแลอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมาสู่ทำเนียบขาว

ในคำพูดของเขาที่ RemedyFest เมื่อต้นปีนี้ Vance ได้ย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของสหรัฐฯ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 และกล่าวว่าข้อโต้แย้งหลายประการที่ผู้สนับสนุนใช้ในสมัยนั้นสามารถนำมาใช้ได้ในยุคปัจจุบัน

“มีการตระหนักว่าอำนาจเอกชนที่รวมศูนย์อาจเป็นอันตรายได้เช่นเดียวกับอำนาจทางการเมืองที่รวมศูนย์” Vance กล่าว

บทสรุป

การรวมตัวของผู้นำการปฏิรูปกฎหมายต่อต้านการผูกขาดยุคใหม่นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอำนาจของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในสังคมปัจจุบัน แม้ว่าผู้เข้าร่วมจะมาจากพรรคการเมืองที่แตกต่างกัน แต่พวกเขาก็มีจุดร่วมในการมองเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมและกำกับดูแลบริษัทเหล่านี้อย่างเหมาะสม

การปรากฏตัวของ J.D. Vance ในฐานะตัวแทนจากฝั่งขวาที่สนับสนุนแนวคิดนี้ เป็นสัญญาณที่น่าสนใจว่าประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจจากทั้งสองฝั่งของแนวคิดทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามที่ต้องติดตามต่อไปว่าแนวคิดเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติจริงได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต

ในท้ายที่สุด สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของสังคมยุคดิจิทัลที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการแข่งขัน กับการปกป้องผู้บริโภคและสังคมโดยรวมจากการใช้อำนาจในทางที่ผิดของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งยังคงเป็นหัวข้อสำคัญในการถกเถียงทางการเมืองและสังคมต่อไปในอนาคตนั่นเองครับผม

References :
https://www.theverge.com/24199314/jd-vance-donald-trump-vp-antitrust-big-tech-ftc-lina-khan-elizabeth-warren-google
https://en.wikipedia.org/wiki/J._D._Vance