11 สิ่งที่คุณควรรู้จากแพล็ตฟอร์ม Blockdit

ต้องบอกว่าผมเป็นหนึ่งในสมาชิกที่อยู่ในแพล็ตฟอร์ม Blockdit แห่งนี้มาตั้งแต่ช่วงต้น ๆ ที่ในช่วงแรก ๆ นั้นมีสมาชิกอยู่ไม่มากมายนัก และได้เห็นการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องของแพล็ตฟอร์ม Blockdit ที่ตอนนี้ต้องถือว่าเป็นอีกหนึ่งในแพล็ตฟอร์มที่น่าจับตามองมาก ๆ เลยทีเดียว

และในวันนี้ ผมได้มีโอกาสที่ดีจากทีมงาน และ ผู้บริหารของ Blockdit ให้เกียรติตอบคำถามสัมภาษณ์ในหลาย ๆ คำถาม ที่ผมเชื่อว่า หลาย ๆ ท่านสมาชิกที่อยู่ในแพล็ตฟอร์มนี้อยู่แล้ว หรือ คนทั่วไปที่ยังไม่เคยรู้จักแพล็ตฟอร์มนี้ อยากที่จะทราบกันครับ


Question : ที่มา ที่ไปของ Blockdit จุดเริ่มต้นเป็นอย่างไร มองเห็นโอกาสอะไร ถึงมาทำ Social Network Platform ที่ส่วนใหญ่มีแต่ Platform ต่างชาติ ที่กำลังยึดครองตลาดในประเทศไทย ?

Answer :

จุดเริ่มต้นของไอเดียทำแพลตฟอร์มชื่อ Blockdit เริ่มต้นขึ้นช่วงปลายปี 2017

ในตอนนั้นเรามองเห็นถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น

– การนำเสนอให้เห็นข้อมูลด้านเดียว โดยแต่ละคนจะได้รับข้อมูลจากกลุ่มเพื่อนที่กระจุกตัวเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน เมื่อเขาเหล่านั้นไปเจอข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ขัดกับความเชื่อของกลุ่มของตน ก็เกิดการโต้แย้ง และเกิดการแบ่งฝ่ายเป็นสองข้าง

– ข้อมูลที่นำเสนอในโซเชียลมีเดีย มีความบาง (Thin Content) โดยแพลตฟอร์มที่มีอยู่เกือบทั้งหมดสนับสนุนให้เกิดความบางของเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดตัวอักษร หรือการให้แต่ละคนบอกสั้นๆว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ซึ่งทำให้เนื้อหาเชิงลึก (Deep Content) มีน้อยลง และถูกบดบังโดยเนื้อหาเชิงความคิดเห็นที่จะเป็นส่วนใหญ่ของเนื้อหาทั้งหมดในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียปัจจุบัน

– การนำเสนอในโซเชียลมีเดีย ปัจจุบัน เน้นที่ “Look at me” หรือมองมาที่ตัวฉัน วันนี้ฉันทำอะไรมา ฉันกินอะไรมา เพื่อนำสิ่งนั้นอวดกันในกลุ่มคนที่รู้จักกัน ซึ่งทำให้เนื้อหาประเภท “Look at there” หรือบอกเรื่องราว ที่น่าสนใจของสิ่งต่างๆบนโลกนี้น้อยลงไป

หลังจากนั้น Blockdit จึงถือกำเนิดขึ้น โดยการนำไอเดียนี้ไปเสนอต่อนักลงทุนกลุ่มหนึ่ง และทุกคนเห็นด้วยกับไอเดียนี้ และได้รับระดมทุน Series A ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 2018 ซึ่งเงินทุนดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม และเกิดแพลตฟอร์ม Blockdit ขึ้นในรูปแบบแอปพลิเคชันครั้งแรกในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2018

Blockdit มีความตั้งใจจะเปลี่ยนสังคมให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยเน้นแนวคิดดังนี้

– สร้างพลังให้เกิดการนำเสนอข้อมูลจากหลายด้าน โดยบุคคลตัวเล็กๆ หรือ บุคคลที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน ก็สามารถนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจให้กับสาธารณะได้

– สนับสนุนทำให้เกิดคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเชิงลึก ที่อธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ที่เป็นเนื้อหาประเภท Look at there ในขณะเดียวกันเนื้อหาเชิงลึกเหล่านี้ ต้องกระชับ อัดแน่น ไม่น่าเบื่อเยิ่นเย้อ จึงเป็นที่มาของคำว่า Blockdit ซึ่งมาจากคำว่า Block + Edit ซึ่งหมายความว่าเราสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาเป็น บล็อก ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทำให้คนเขียนไม่เขียนติดกันเป็นพรืด คนเขียนจะพยายามเขียนเป็นบล็อกที่กระชับ ซึ่งสุดท้ายรูปแบบเป็นบล็อกจะทำให้ง่ายต่อการอ่าน และสามารถทำให้เราอ่านข้อมูลได้มากๆได้โดยที่ไม่เบื่อ

ทั้งนี้เราได้ทำการทดลอง A/B Testing กับกลุ่มคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอ่านเป็นบล็อก อีกกลุ่มหนึ่งอ่านแบบปกติ ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่อ่านเนื้อหาแบบเป็นบล็อก สามารอ่านจำนวนโพสต์ที่มากขึ้น และใช้เวลาอยู่กับแพลตฟอร์มนานขึ้น มากกว่าแบบปกติ ถึง 30%


Question : ในปัจจุบัน มีการสร้าง Content โดยเฉลี่ยแต่ละวันจาก user ใน Platform Blockdit ทั้งหมดจำนวนเท่าไหร่ และสัดส่วนระหว่าง content ที่เป็น  บทความ , podcast และ vdo เป็นอย่างไร

Answer :

ในแต่วันจะมีคอนเทนต์จาก User โดยเฉลี่ย 3,000 คอนเทนต์ ใน 1 เดือนจะมีประมาณ 90,000 คอนเทนต์ และ ในปีจะมี 1,000,000 คอนเทนต์อยู่ในแพลตฟอร์ม Blockdit

ซึ่งในตอนนี้การมีคอนเทนต์ที่มากทำให้อันดับเว็บไซต์ของ Blockdit.com ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเว็บไซต์ Top200 ของประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว

เนื่องจากเนื้อหาที่มีคุณภาพปริมาณมากได้ถูกส่งขึ้นไป ทำให้เมื่อคน Search หาเรื่องที่อยากรู้ บทความ Blockdit ที่มีเป็นล้านคอนเทนต์จะติดอยู่ในอันดับแรกๆของการค้นหา ซึ่งด้วยแนวโน้มลักษณะนี้ เราคิดว่า เราจะเป็น Top100 เว็บไซต์ของประเทศไทย ได้ในเร็วๆนี้

ในขณะนี้ สัดส่วนคอนเทนต์ประเภทบทความจะยังเป็นประเภทหลักของเนื้อหา ซึ่งกินสัดส่วนประมาณ 90% ของคอนเทนต์ทั้งหมดอยู่


Question : เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง AI , Machine Learning , Big Data ฯลฯ มีบทบาทต่อ Platform Blockdit อย่างไรบ้าง

Answer :

แน่นอนว่าเมื่อเรามีข้อมูลอยู่บนแพลตฟอร์มจำนวนมาก ทำให้เราสามารถนำเทคโนโลยีมาเรียนรู้ข้อมูลที่มีอยู่ ทั้งการใช้ AI ในการจัดอันดับ Ranking

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง และการใช้ Machine Learning ในการกรองเนื้อหาที่ผิดลิขสิทธิ์ คัดลอกจากแหล่งอื่น ผิดกฎหมาย รุนแรง หรือหยาบคาย

อย่างไรก็ตาม เราได้เล็งเห็นการเดินทางผิดของหลายแพลตฟอร์มในปัจจุบัน ซึ่งเน้นแต่ว่าจะนำเสนอคอนเทนต์อย่างไรในด้านผู้ใช้งานต้องการ สำหรับ Blockdit จะนำเทคโนโลยีมาใช้โดยให้น้ำหนักกับการทำให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลที่หลากหลาย และไม่ได้เน้นแต่สิ่งที่ผู้ใช้งานชอบจนมากเกินไป


Question : อยากให้เล่าเบื้องหลังการทำงานของระบบการจัดลำดับ Ranking ที่อยู่ในหมวดยอดนิยม ของ Content แต่ละประเภท ทั้ง บทความ , Podcast และ VDO มีวิธีการทำงานอย่างไร

Answer :

การจัดลำดับ Ranking เราใช้การคิดของ AI ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติที่ใช้ข้อมูลหลาย Factor เข้ามาประกอบกัน

ซึ่งจะรวมไปถึง การกดอ่าน กดกดแสดงความรู้สึก การแสดงความคิดเห็น การแชร์ การกดบุ๊กมาร์ก การกดดูโปรไฟล์

ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกทำให้ Normalize คือ ทำให้เป็น Unique ต่อคน นั่นหมายความว่า คน 1 คน กดอ่านไป 100 ครั้ง ก็ไม่ได้มีประโยชน์ในการทำให้อันดับ Ranking ดีขึ้น

และสาเหตุที่ทำแบบนี้ได้ก็คือ ใน Blockdit เราเน้นผู้ใช้งานที่มีตัวตนจริง เช่นการให้ยืนยันเบอร์โทรศัพท์ ก่อนทุกครั้ง การใช้หลายอีเมลมาสมัครแล้วมี account หลุม, Avatar หลายร่างในหนึ่งคน จะเกิดขึ้นได้ยากสำหรับแพลตฟอร์ม Blockdit ในขณะเดียวกันเรื่องนี้มันเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติสำหรับแพลตฟอร์มอื่น

ดังนั้น ผู้ใช้งานใน Blockdit เป็นผู้ใช้งานที่ใช้จริง แต่ผู้ใช้งานในแพลตฟอร์มอื่นอาจประกอบไปด้วยบัญชีปลอมจำนวนมากที่เฟ้อมากกว่าความจริง

เราเชื่อว่าในระยะยาวสังคมที่ดี ต้องไม่เน้นการหาผู้ใช้งานมากจนเกินไป

เราเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มอื่น จึงนำมาเป็นแนวทางให้กับ Blockdit ในการเลือกเริ่มต้นเดินไปในทางที่ถูกต้อง


Question : ในส่วนของ Features [โพสต์ที่เกี่ยวข้อง] มีเบื้องหลังการทำงานอย่างไร  ทาง Blockdit มีการวิเคราะห์ เนื้อหาภายในจาก podcast หรือ vdo ด้วยหรือไม่ หรือเป็นการวิเคราะห์เฉพาะส่วนของข้อความเพียงเท่านั้น

Answer :

โพสต์ที่เกี่ยวข้องเรามีระบบ AI ที่คอยหาเรื่องราวที่คล้ายกัน เพื่อนำเสนอให้กับผู้ใช้งาน

โดยสิ่งนี้จะตอบเป้าหมายของเราคือ การเห็นข้อมูลเรื่องเดียวกันในหลายมุมมอง

เพื่อให้ผู้อ่านมีวิจารณญาณในการตัดสินใจจากข้อมูลที่มีหลายด้านมากพอ

ส่วนเรื่องการวิเคราะห์ในปัจจุบันเรายังใช้วิธีจับเฉพาะส่วนของข้อความอยู่ แต่ในอนาคต เรามีแผนที่จะพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถจับเรื่องที่คล้ายกัน ในไฟล์ podcast และ vdo ด้วย


Question : อยากให้อธิบายในเรื่องระบบการให้ดาว ของ Platform Blockdit มีหลักการทำงานอย่างไร

Answer :

ระบบการให้ดาว จะมีระบบ AI ที่คล้ายกับระบบ Popular แต่จะเป็นอีกระบบหนึ่งที่มีเรื่องการหมดอายุของดาวในเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากโพสต์ รวมถึงจะมีการคำนวณเรื่องจำนวนเงินที่ผู้ใช้งานสามารถสร้างรายได้ในโพสต์นั้นด้วย

แน่นอนว่าเราใช้ข้อมูลหลาย Factor เข้ามาประกอบกันซึ่งจะรวมไปถึง การกดอ่าน กดกดแสดงความรู้สึก การแสดงความคิดเห็น การแชร์ การกดบุ๊กมาร์ก การกดดูโปรไฟล์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกทำให้ Normalize ที่ Unique คล้ายกับการ Ranking แต่โพสต์ที่ได้ดาวทั้งหมดจะถูกตรวจสอบอีกชั้นว่า เนื้อหานั้นได้ถูกคัดลอกมาจากแหล่งอื่นหรือไม่


Question : ตอนนี้ Platform Blockdit มีวิธีในการจัดการ Fake News อย่างไร และมีการปรับใช้เทคโนโลยีมาช่วยเหลือในส่วนนี้หรือไม่ อย่างไร

Answer :

เราได้พยามใช้ Machine Learning ในการตรวจสอบ Fake News โดยเรียนรู้ว่าเนื้อหาประเภทไหนมีความเสี่ยงต่อการเป็นข้อมูลที่บิดเบือน อย่างไรก็ตามในตอนนี้การลบโพสต์ในแต่ละครั้งเราจะมีทีมงานมาคอยอนุมัติอีกชั้นหนึ่งก่อนที่จะลบโพสต์ใดๆ

ซึ่งในขณะเดียวกันเรามีระบบที่ให้ผู้ใช้งานสามารถ report โพสต์ที่ไม่เหมาะสม และจะมีทีมงานคอยรีวิวในทุกโพสต์ที่ถูกรายงานเข้ามา


Question : Free speech or Censorship ทาง Platform มีเส้นแบ่งระหว่างสองเรื่องนี้อย่างไร และมีการปรับใช้เทคโนโลยีมาช่วยเหลือในเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร

Answer :

Blockdit เชื่อใน Free speech และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเขียนคอนเทนต์ หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดก็ได้ โดยปกติแล้ว Blockdit จะไม่ censor ใดๆ ยกเว้นว่าโพสต์นั้นผิดกติกาที่กำหนด เช่น ข่มขู่หรือสนับสนุนการทำร้ายตนเองหรือบุคคลอื่น ภาพอนาจาร ส่งเสริมการใช้อาวุธรุนแรง เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดกติกาใช้งานสามารดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.blockdit.com/faqs#policy-blockdit


Question : หาก Platform เติบโตจนมีผู้ใช้งานหลักหลายสิบล้านคน เหมือน Platform Social Network จากต่างประเทศ Content ของ Feed หน้าแรกที่ user ทุกคนจะได้เห็นจากเพจที่พวกเขา Follow จะมีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นการถูกคัดเลือกโดย Algorithm เหมือน Platform ของต่างประเทศหรือไม่

Answer :

Blockdit เชื่อในแนวทางการใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม

เราต้องยอมที่จะไม่ใช้เทคโนโลยีในบางเรื่อง และเรื่องนี้ก็เช่นกัน การจัดลำดับโพสต์ใน Blockdit หน้าโฮม Blockdit เลือกที่จะให้เรียงตามเวลา โดยที่ไม่ใช้ Algorithm ใดๆในการนำเสนอโพสต์ใดๆให้มาอยู่ข้างบนแซงหน้าโพสต์อื่น

เราเชื่อว่าการทำแบบนี้แฟร์สำหรับผู้ทำคอนเทนต์ทุกคน และแฟร์สำหรับผู้อ่าน เมื่อผู้ใช้งานเลือกที่จะติดตามแล้ว เขาควรมีโอกาสได้เห็นทุกโพสต์แบบเท่าเทียมกันเรียงตามเวลา โดยไม่ต้องมีระบบมาชี้นำว่าต้องเห็นโพสต์ไหนก่อน


Question : อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดตั้งแต่เปิด Platform Blockdit ขึ้นมา และสามารถที่จะก้าวข้ามผ่านปัญหาดังกล่าวไปได้อย่างไร

Answer :

สิ่งที่ท้าทายคือ การสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจในเป้าหมายของ Blockdit ซึ่งหลายคนอาจยังคิดว่า Blockdit คล้ายแพลตฟอร์มอื่น และทำขึ้นมาแบบเล่น

แต่จริงๆแล้วเมื่อลองใช้งานดู จะพบว่าเราจริงจังในทุกเรื่อง เรามีทีมงานที่เก่ง และมี Passion กับเรื่องนี้

สังเกตได้จากการไหลลื่นของตัวแพลตฟอร์ม การออกแบบปโดยคำนึงถึงความง่ายในการใช้งาน ในขณะเดียวกันก็มีฟีเจอร์ที่ไม่มีในแพลตฟอร์มอื่น

Blockdit มีทั้งพอดแคสต์ การอ่านเป็นบล็อก การสร้างรายได้ ระบบดาว ระบบเพชร การนำเสนอคนที่ติดตามทุกคนแบบยุติธรรม การให้ประกาศโฆษณาเมื่อเป็นโพสต์โฆษณา การนำเสนอโพสต์ยอดนิยม ทั้งหมดนี้เราจะไม่ได้พบในแพลตฟอร์มอื่น และเราก็กำลังจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ให้มีความชัดเจนมากขึ้นอีก

หลายครั้งที่เราพบว่า ผู้ใช้งานส่งข้อเสนอแนะมาอยากให้มีฟีเจอร์หนึ่ง แต่เราสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าว่าผู้ใช้งานอยากมีฟีเจอร์นั้นและได้เริ่มพัฒนาไปแล้ว และสามารถเปิดตัวฟีเจอร์ได้หลังจากที่ผู้ใช้งานต้องการไม่นาน นี่อาจเป็นเสน่ห์หนึ่งของ Blockdit เพราะเรามี sprint ในการทำงานที่สั้นมาก ยืดหยุ่น และสามารถออกฟีเจอร์ใหม่ๆได้เป็นรายสัปดาห์เลยทีเดียว


Question : มองเป้าหมายระยะยาวของ Platfrom Blockdit ไว้อย่างไร?

Answer :

เราตั้งเป้าหมายว่า Blockdit จะเป็นหนึ่งในแพตลฟอร์มหลักของคนไทยทุกคน เราตั้งเป้าผู้ใช้งานระดับ 10 ล้านคน เราไม่ได้หวังว่าผู้ใช้งานจะเลิกใช้แพลตฟอร์มอื่น แต่มั่นใจว่า Blockdit จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆในการเป็นแพลตฟอร์มที่คนไทย จะอยากเปิดอ่านอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

เพราะเราเชื่อว่า DNA ของมนุษย์ต้องการ wisdom องค์ความรู้ไปใช้เพื่ออยู่รอดในสังคม และ Blockdit ตอบโจทย์สิ่งนั้นในการได้ไอเดียใหม่ๆไปปรับใช้ในทุกครั้งที่เข้ามาใช้งานในแพลตฟอร์มนี้


บทสรุป

ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในศักยภาพของคนไทย โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี ที่ผมมองว่าคนไทยเราก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก ต้องบอกว่าปัจจุบันแพล็ตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ Social Network นั้น เราถูกบุกรุกจากต่างชาติ จนเข้ามากลืนกินพฤติกรรมของคนไทยในหลาย ๆ ด้าน จนแทบจะไม่เหลือที่ยืนให้ผู้ประกอบการชาวไทย

แต่ตอนนี้ เราคนไทย ยังมีพื้นที่อย่าง Blockdit ซึ่งยังเป็นสถานที่ ๆ เปิดโอกาสให้ทุกท่านได้มาแสดงฝีมือในการเขียน หรือสร้างสรรค์ Content ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งบทความ , Podcast หรือ VDO

ต้องบอกว่า Blockdit ถือเป็นสังคมใหม่ ที่ท่านจะไม่ได้เห็นในแพล็ตฟอร์มอื่น ๆ มี เนื้อหา สาระ หลากหลายรูปแบบ หรือ ข้อถกเถียงมากมายที่เกิดขึ้นที่แพล็ตฟอร์มนี้ ที่ยอมรับเหตุผลซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในแพล็ตฟอร์ม Social Media อื่น ๆ ในยุคปัจจุบัน

และที่สำคัญแพล็ตฟอร์มแห่งนี้ก็เปิดพื้นที่ให้กับทุก ๆ คน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นนักเขียน ที่ไม่ได้มีชื่อเสียง หรือ อะไรมาก่อนเลย และมาเขียน Blockdit เป็นที่แรกเหมือนกับอีกหลาย ๆ ท่าน ซึ่งก็เริ่มจาก 0 follower เช่นเดียวกันกับทุก ๆ คน

อยากให้ผู้เขียนหลาย ๆ ท่านอย่าเพิ่งท้อใจกับช่วงแรก ๆ อาจจะเริ่มจากจำนวนคน follow น้อย ๆ แต่หากเป็นงานเขียนที่น่าสนใจจริง ๆ ก็สามารถที่จะสร้างผู้ติดตามจำนวนมากได้เช่นเดียวกัน

ต้องบอกว่าตอนนี้ Blockdit ก็เติบโตขึ้นมาอีกขั้นนึงแล้ว นักเขียนหลาย ๆ ท่านก็อยู่กันมาตั้งแต่ในยุคที่สมาชิกยังไม่มากมายเหมือนในยุคปัจจุบัน ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็เป็นแรงผลักดันให้ Blockdit ก้าวขึ้นมาได้ถึงวันนี้ และผมเองก็คิดว่า Blockdit นั้นยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมาก

และที่สำคัญ Blockdit กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าคนไทยก็ทำได้ และผมเชื่อว่า วันหนึ่ง Blockdit นั้นจะประสบความสำเร็จทั้่งในเรื่องธุรกิจ และ จำนวนผู้ใช้งาน ไม่ต่างจากที่แพล็ตฟอร์มต่างชาติเคยทำได้มาก่อน

และในอนาคต ส่วนตัวผมเองก็อยากเห็นภาพที่คนไทยหันมาสนับสนุน Social Network ของไทยอย่าง Blockdit กันมากยิ่งขึ้น เหมือนกับที่เราสนับสนุนแพล็ตฟอร์มจากต่างชาติ เพราะอย่างน้อยทั้งในเรื่องของเงิน และ ข้อมูลต่างๆ  ของเรานั้น มันไม่ได้รั่วไหลไปไหน แต่ฝากไว้กับ Blockdit ที่ถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยแท้ ๆ นั่นเองครับผม

The Second Coming กับการตัดสินใจที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการธุรกิจ

ต้องบอกว่าถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการธุรกิจ ที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการบริหารของ Apple ในปี 1996 เพื่อนำ Steve Jobs กลับคืนสู่ บริษัท ที่เขาร่วมก่อตั้งมาเมื่อ 20 ปีก่อนหน้า

ในช่วงเวลาทศวรรษครึ่งระหว่างการกลับมาของ Steve Jobs ไปจวบจนถึงการเสียชีวิตของเขาในปี 2011 เขาได้ทำให้ Apple กลายเป็น บริษัท ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก 

อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงและสถานการณ์ของการกลับมาของ Jobs แสดงให้เห็นว่าเบื้องหลังการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่บางอย่าง หรืออาจจะทั้งหมด เป็นการผสมผสานระหว่างจังหวะเวลาที่ดี และเรื่องของโชคชะตา

ต้องบอกว่า Apple เป็นเรื่องราวความสำเร็จของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 จากความแข็งแกร่งของคอมพิวเตอร์ Macintosh และการทำให้ Mac เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับผู้บริโภคเครื่องแรกที่ใช้ไอคอนและเมาส์ ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมในภายหลัง

ภายใต้คำบรรยายอันสวยหรูของ สตีฟ จ๊อบส์ เครื่อง Mac นั้นใช้งานง่ายและวางตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แคมเปญโฆษณาชื่อดัง “1984” ที่ Apple เปิดตัวในงาน Super Bowl

โดยในปีนั้น Apple แสดงให้เห็นว่าตัวเองเป็นผู้กำราบ IBM ที่เป็นยักษ์ใหญ่ทรงพลังในยุคนั้น และยังคงเป็นหนึ่งในการแสดงแบรนด์และการจัดการภาพลักษณ์ที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในอุตสาหกรรมโฆษณา

อย่างไรก็ตามในหลายปีต่อมา Apple ก็ถึงคราวต้องสะดุด เพราะเริ่มมีการขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์หลายประเภทตั้งแต่เครื่องพิมพ์ไปจนถึงคอมพิวเตอร์พกพา อย่างเครื่อง Newton ที่แสนน่าอาย

หากการจัดการของ Apple อ่อนแอ คณะกรรมการของบริษัทก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันนัก ในปี 1993 ได้แทนที่ CEO คนเก่าอย่าง John Sculley ด้วยหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการที่เยอรมันของ Apple อย่าง Michael Spindler 

Spindler ต้องเข้ามากอบกู้ Apple ที่กำลังตกต่ำ ในปี 1995 เขาพยายามที่จะขายบริษัทให้กับ Sun Microsystems แต่สุดท้ายข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดขึ้น 

และในช่วงเวลาเดียวกันกับมหาเศรษฐี Larry Ellison ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ Steve Jobs ได้พิจารณาซื้อ Apple และจะนำเพื่อนของเขาอย่าง Jobs กลับมาอีกครั้งในตำแหน่ง CEO 

แต่ทว่า Ellison ไม่เคยเปลี่ยนการพูดคุยของเขาให้กลายเป็นการกระทำอย่างแท้จริง และในปี 1996 คณะกรรมการไม่พอใจกับ Spindler และหันไปหา Gil Amelio ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผู้ผลิตชิปจาก National Semiconductor

โดยพื้นฐานแล้ว Amelio ไม่เคยแม้จะมีโอกาสที่จะกลายมาเป็นผู้บริหารระดับสูงของ Apple เลยด้วยซ้ำ ด้วยภูมิหลังที่ขายส่วนประกอบให้กับผู้ผลิตรายอื่นเขาจึงไม่มีประสบการณ์ด้านสินค้าสำหรับผู้บริโภค

ในปี 1996 Apple ขาดทุน 816 ล้านดอลลาร์จากยอดขาย 9.8 พันล้านดอลลาร์ซึ่งบริษัทกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ผิด โดยยอดขายลดลง 11% จากปีก่อนหน้า

ในช่วงเวลาอันมืดมนนี้คณะกรรมการของ Apple ซึ่งมีความผิดฐานจ้างซีอีโอ 2 คน และล้มเหลว แม้ว่าจะเกือบล้มเหลวเป็นครั้งที่สามก็ตาม 

แต่ Amelio ทำให้คณะกรรมการเชื่อมั่นว่า Apple จำเป็นต้องซื้อ บริษัท ซอฟต์แวร์เพื่อที่จะได้ทรัพย์สินทางปัญญาและความสามารถในการแทนที่ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการที่มีอายุมากเกินไปแล้วของพวกเขา

Apple ได้ยื่นข้อเสนอให้กับ บริษัท Be ซึ่งบริหารงานโดย Jean-Louis Gassée อดีตผู้บริหารของ Apple  แต่ Gassée ไม่พอใจกับข้อเสนอของ Apple เท่าใดนัก

และในช่วงเวลาเดียวกันนี่เอง Garrett Rice ผู้บริหารระดับกลางของ NeXT ได้ติดต่อผู้บริหารระดับสูงของ Apple พร้อมคำแนะนำว่า Apple ควรซื้อ NeXT เพราะผู้ก่อตั้ง NeXT ไม่ใช่ใครอื่นเพราะเขาคือ Steve Jobs

Steve Jobs ที่ได้ไปเริ่มต้นใหม่กับ NeXT แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
Steve Jobs ที่ได้ไปเริ่มต้นใหม่กับ NeXT แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

เขาเริ่มต้น บริษัท ได้ไม่นานหลังจากออกจาก Apple โดยเดิมทีนั้น NeXT เป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ที่กำหนดเป้าหมายไปที่ตลาดการศึกษา อย่างไรก็ตาม NeXT ได้ล้มเหลวในฐานะผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และกำลังประสบความล้มเหลวในตลาดซอฟต์แวร์ด้วยเช่นเดียวกัน 

Garrett โทรหา Apple โดยที่ไม่รู้ปัญหาของในอดีตของ Jobs แต่อย่างใด และ Apple ก็เริ่มคุยกับ NeXT โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ในบอร์ดของ Apple 

ในช่วงปลายปี 1996 การเจรจากับ Be สิ้นสุดลง และ Apple เริ่มเจรจาอย่างจริงจังกับ NeXT คราวนี้ Gil Amelio ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางของการสนทนา 

Amelio เข้าใจถึงคุณค่าของซอฟต์แวร์ของ NeXT และผลกระทบต่อขวัญกำลังใจ ในวิสัยทัศน์ของผลิตภัณฑ์และความคิดสร้างสรรค์ซึ่งอาจมาจากการชักชวนให้ Steve Jobs เข้าร่วมงานกับ Apple อีกครั้ง

Amelio เคยพบกับ Jobs ในปี 1994 เมื่อ Amelio เข้าร่วมคณะกรรมการ Apple และ Jobs ขอความช่วยเหลือจาก Amelio ในการตั้ง CEO ของ Apple 

Amelio อาจจะคิดไปเองว่า Jobs เป็นผู้จัดการที่มีชื่อเสียงอย่างฉาวโฉ่ในการบริหารงาน Apple ครั้งแรก และที่ NeXT เอง Jobs ก็ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ แม้ว่าสตีฟจ็อบส์จะเก่งและมีเสน่ห์ แต่สตีฟจ็อบส์ในปี 1996 นั้นก็ไม่ใช่ตัวแทนของ CEO ที่ชัดเจนนักที่จะฝากอนาคตไว้ได้

ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่า Jobs จะไม่แยแสกับการเข้าร่วม Apple อีกครั้ง จนเขาปฏิเสธคำขอของ Amelio ในการเซ็นสัญญาจ้างงานกับ บริษัท โดยเลือกที่จะเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการมากกว่า

นอกจากนี้ Jobs ยังเรียกร้องให้ Apple จ่ายเงินจำนวน 427 ล้านดอลลาร์ให้กับ NeXT เป็นเงินสดซึ่งหมายความว่าจ็อบส์ไม่สนใจสิ่งจูงใจในระยะยาวในการสร้างความมั่นใจว่าการเข้าซื้อ NeXT ของ Apple จะประสบความสำเร็จมากกว่าที่เขาได้รับเงินเป็นเงินสด

โดย Jobs ได้ขอที่นั่งในคณะกรรมการบริหารของ Apple แต่คำขอดังกล่าวถูก Amelio ปฏิเสธ ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการประกาศเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1996 และอีกหลายสัปดาห์ต่อมา Jobs มีบทบาทเล็กน้อยในการนำเสนอของ Apple ในงาน Macworld ในปีนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1997 เป็นการตัดสินใจที่จะให้ความสำคัญกับงานอีกครั้ง Amelio ต้องการเวทมนตร์ของ Jobs เพื่อมากอบกู้ Apple อย่างชัดเจน แม้ว่า Amelio ก็ต้องการที่จะรักษางานของเขาไว้ด้วยก็ตามที

ไม่นานหลังจากที่ Jobs ได้กลายมาเป็น “ที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ” ให้กับ บริษัทเดิมของเขา เขาก็เริ่มท่องไปในบริษัทราวกับว่าเขาเป็นเจ้านายคนใหม่ ในช่วงเวลานี้เองที่เขาได้พบกับ Jonathan Ive นักออกแบบอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ซึ่งเมื่อปีก่อนหน้าเพิ่งได้รับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Apple 

Jobs ได้ชื่นชมต้นแบบที่ Ive กำลังสร้างอยู่รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ออล – อิน – วันโปร่งแสงที่จะกลายเป็น iMac ในภายหลัง Jobs ยังอยากรู้ในสิ่งที่ทุกคนทำอยู่ หลังจากหายไปจากบริษัทเป็นเวลาเนิ่นนาน

Jobs เองก็ไม่ได้เป็นพนักงานของ Apple (ในความเป็นจริงเขาเป็น CEO ของ Pixar ในเวลานั้น) เขาไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นที่สำคัญ เขาไม่ได้เป็นสมาชิกของคณะกรรมการด้วยซ้ำ แต่ข่าวลือรอบ ๆ Apple ก็เริ่มมีกระแส ที่จะเกิดการรัฐประหารขึ้นกับ Apple ซึ่งในไม่ช้าชาวซิลิคอนวัลเลย์ก็รู้ว่า Jobs กำลังแย่งชิงอำนาจจาก Amelio อย่างเงียบ ๆ

ในเวลานี้สมาชิกคณะกรรมการคนใหม่ล่าสุดของ Apple อดีต CEO ของดูปองท์ Edgar Woolard เริ่มตื่นตระหนกเกี่ยวกับ Amelio เขาพูดคุยกับทั้ง Amelio และ Jobs รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของ Apple คนอื่น ๆ

ในขณะที่ Apple อยู่ในโหมดลดขนาดองค์กรอย่างต่อเนื่อง และ Woolard ก็กังวลเกี่ยวกับความสามารถของ บริษัท ในการบรรลุตามแผน รวมถึงเรื่องของขวัญกำลังใจพนักงานที่ตกต่ำแบบสุดขีด

ในเดือนกรกฎาคมหลังจากปรึกษากับ Jobs ตัว Woolard เป็นหัวหอกในการตัดสินใจของคณะกรรมการที่จะไล่ Amelio ออกไปให้พ้นทาง 

ในขณะที่ Woolard เองก็ไม่แน่ใจได้ว่าจ็อบส์จะก้าวเข้ามาเป็นซีอีโอหรือไม่ แต่เขารู้สึกได้ว่าองค์กรเริ่มจะคล้อยตามอดีตผู้นำของพวกเขา ซึ่งการไล่ Amelio นั้นเป็นการตัดสินใจที่จะช่วยให้ Jobs ฟื้นอำนาจใน บริษัท ได้ในท้ายที่สุด 

Gil Amelio ผู้นำพา Steve Jobs กลับมา ก่อนทีตัวเองจะถูกไล่ออกตามไป
Gil Amelio ผู้นำพา Steve Jobs กลับมา ก่อนทีตัวเองจะถูกไล่ออกตามไป

แม้ว่า Amelio จะจากไปแล้วก็ตามที Jobs ก็ยังไม่เต็มใจที่จะเป็น CEO ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความกังวลว่าเขาไม่สามารถเป็น CEO ของ Apple และ Pixar พร้อมกันได้ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาไม่แน่ใจว่า Apple จะอยู่รอดต่อไปได้หรือไม่ในสมรภูมิธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม Jobs ตกลงที่จะเข้าร่วมคณะกรรมการของ Apple แต่ด้วยเงื่อนไขที่คณะกรรมการทุกคนต้องอึ้ง เพราะเขาต้องการให้ทุกคนในคณะกรรมการ ยกเว้นเพียงแค่ Woolard ลาออก เพื่อให้ Jobs สามารถสร้างบอร์ดใหม่กับคนที่เขาไว้ใจได้ 

เมื่อ Amelio จากไป Jobs ก็เริ่มบริหารงาน Apple อย่างมีประสิทธิภาพ เฟรด แอนเดอร์สันประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ บริษัท กลายเป็นซีอีโอชั่วคราว แต่ก็อยู่ในการควบคุมของ Jobs

เขาจัดการการเจรจากับ Microsoft ซึ่งส่งผลให้เกิดการลงทุนใน Apple มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ซึ่งประกาศในเดือนสิงหาคมรวมทั้งความมุ่งมั่นของ Microsoft ในการสร้าง Microsoft Office สำหรับ Macintosh ต่อไป

ภายในเดือนกันยายน Jobs ได้กวาดล้างบอร์ด Apple และได้นำเอาเพื่อนจำนวนหนึ่งรวมทั้ง Ellison และ Bill Campbell อดีตผู้บริหารของ Apple เข้ามาแทนที่ ในเดือนนั้นเขาได้ประกาศว่าเขาจะเป็น“ ซีอีโอชั่วคราว” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีบันทึกภายใน Apple ในฐานะ iCEO 

Jobs กลับมาแล้ว แต่ในแง่หนึ่งคณะกรรมการก็ยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะพาเขากลับมา คณะกรรมการได้ว่าจ้าง บริษัท ค้นหาเพื่อค้นหา CEO ถาวร แต่ไม่มีใครเก่งพอที่จะรับงาน กับสถานการณ์ของ Apple ในตอนนั้น 

“ มีพวกเราจำนวนพอสมควรในคณะกรรมการที่ตัดสินใจซื้อ NeXT เพียงเพื่อนำ Jobs กลับมาที่บริษัท ” เบอร์นาร์ด โกลด์สไตน์ อดีตผู้บริหารวาณิชธนกิจ เล่าถึงประสบการณ์ที่ถูกปลดออกจากบอร์ด “เราไม่ได้คาดหวังว่า NeXT จะนำความก้าวหน้าทางเทคนิคมาให้เรา ผมโหวตให้ Jobs กลับมาแม้ว่า Jobs จะบอกชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการให้ผมอยู่ต่อก็ตาม”

ในที่สุดจ็อบส์ก็จะสร้างคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบุคคลที่ประสบความสำเร็จสูงซึ่งยังคงถูกมองว่าเป็นที่ปรึกษาให้เขามากกว่าเจ้านาย

โดยขั้นตอนที่ Jobs ใช้ในการฟื้นฟู Apple นั้นเด็ดขาด เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อกำจัดโครงสร้างที่แตกแยกของ Apple ให้กลับมาฟื้นคืนชีพได้อีกครั้งหนึ่ง

โดยเลือกที่จะรวมการตัดสินใจการวางแผนและการโฆษณาไว้ที่เดียวแทน โดยเขาได้ไล่ผู้จัดการระดับกลางหลายพันคน และทำการว่าจ้างผู้บริหารด้านโลจิสติกส์คนใหม่

Tim Cook ซีอีโอในอนาคต ซึ่งเข้ามาช่วยในการปิดโรงงานและคลังสินค้าที่เป็นของ Apple และทำการทิ้งผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย รวมถึง Newton และกล้องดิจิทัลรุ่นแรกของ Apple อย่าง QuickTake 150

สิ่งที่ทำให้การกลับมาของสตีฟจ็อบส์น่าสนใจมากคือความเป็นผู้นำของเขาเข้ากับวัฒนธรรมของบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นได้อย่างไร พนักงานและลูกค้าของ Apple ต่างชื่นชอบ เพราะเขาแสดงถึงความมีไหวพริบ และความภาคภูมิใจที่ทำให้ผู้คนกลับมามีความรู้สึกตื่นเต้นกับ Apple ได้อีกครั้ง

ในการนำเสนอในงาน Macworld ในช่วงต้นปี 1998 ซึ่งเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากเข้าควบคุม Apple Jobs ได้แสดงให้แฟน ๆ ของบริษัท เห็นกลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นและปลูกฝังความรู้สึกว่า Apple พร้อมที่จะกลับมาแล้ว และอย่างที่เราได้รับรู้กันในวันนี้ ความจริงที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของธุรกิจทั่วโลกในอีกหลายปีข้างหน้านับจากเขากลับเข้ามากุมบังเหียน Apple ได้สำเร็จอีกครั้งนั่นเองครับ

อ่านเรื่องราวการกลับมากุมบังเหียน Apple ของ Steve Jobs ในคำรบสองต่อได้ที่
–> https://www.tharadhol.com/how-ipod-building-an-apple-empire/

References : หนังสือ The Greatest Business Decisions of All Time
https://www.thejournal.ie/steve-jobs-predicted-commerce-1821623-Dec2014/
https://appleinsider.com/articles/18/07/10/gil-amelio-resigned-at-apple-ceo-21-years-ago-paving-the-way-for-steve-jobs-ascension-as-ceo

บาทบาทของสื่อในฐานะเครื่องมือแห่งสงคราม : โฆษณาชวนเชื่อกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา

ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคมปี 1994 ชาวทุตซี และชาวฮูตูกว่า 800,000 คนถูกสังหาร ผู้หญิง 250,000 คนกลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศหลายคนถูกสังหารในภายหลัง ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่รอดชีวิตติดเชื้อเอชไอวี 

เมื่อสิ้นสุดการสังหาร 100 วันชาวทุตซี 85 เปอร์เซ็นต์ซึ่งเท่ากับ 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรรวันดาถูกฆ่าและครึ่งหนึ่งของประชากรเป็นผู้พลัดถิ่นหรือหนีออกนอกประเทศ

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดาเป็นเครื่องเตือนใจว่า องค์กรระหว่างประเทศได้เรียนรู้จากความน่าสะพรึงกลัวของความหายนะที่เกิดขึ้น การเพิกเฉยเพื่อป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ต้องบอกว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ “อัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดครั้งหนึ่งของประชากรในประเทศใด ๆ ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติจากสาเหตุที่ไม่ใช่ธรรมชาติ” 

มีปัจจัยมากมายที่ทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สิ่งเหล่านี้บางส่วนสามารถย้อนกลับไปได้กว่าศตวรรษที่แล้ว เมื่อมหาอำนาจประเทศอาณานิคมยึดมั่นในการแบ่งแยกระหว่างฮูตู และทุตซีซึ่งเป็นสิ่งที่เลวร้าย และฝังรากลึกลงไปอีกในช่วงหลายทศวรรษต่อมา

แม้ว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะถูกวางแผนโดยรัฐบาล ‘Hutu Power’ และดำเนินการโดยกลุ่มทหารและกลุ่มติดอาวุธ แต่พลเรือนจำนวนมากก็มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสังหารโหด เพื่อนบ้านต่อต้านเพื่อนบ้าน เพื่อนต่อต้านเพื่อน หรือแม้แต่ญาติกับญาติ เหยื่อส่วนใหญ่ถูกสังหารด้วยอาวุธพื้นฐาน เช่น มีดพร้า ไม้เท้า และขวาน โดยคาดว่ามีผู้เข้าร่วมในการสังหารหมู่ครั้งนี้กว่า 130,000 คน

รวันดาตกเป็นอาณานิคมของเยอรมนีในปี 1897 ก่อนที่เบลเยียมจะเข้าควบคุมใน ปี 1916 ในการปกครองโดยอาณานิคมชาวยุโรป โดยทั่วไปถือว่าชาวทุตซี เป็นกลุ่มที่เหนือกว่าจึงร่วมมือกับสถาบันกษัตริย์ทุตซีเพื่อปกครองรวันดา

โดยทั่วไปแล้วการเป็นชาวทุตซีมักจะถูกนำมาใช้กับชีวิตที่เหนือกว่าและการมีอำนาจเหนือกว่าการเป็นชาวฮูตูนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตที่ด้อยกว่าและการอยู่ใต้บังคับบัญชา ทุตซีส่วนใหญ่เป็นคนเลี้ยงสัตว์ ในขณะที่ชาวฮูตูส่วนใหญ่เป็นชาวนา แม้ว่ามักจะมีการอธิบายว่าเป็นการแบ่งตามกลุ่ม ‘ชาติพันธุ์’ แต่ชาวฮูตู และ ทุตซี มีความแตกต่างกันในด้านอาชีพมากกว่าในแง่ของคุณลักษณะทางชาติพันธุ์

ที่จริงแล้ว ทุตซี และ ฮูตู มักถูกอธิบายว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน เนื่องจากพวกเขามีการแบ่งปันภาษาและวัฒนธรรมร่วมกัน ยิ่งไปกว่านั้นการแต่งงานระหว่างกันไม่ใช่เรื่องแปลกและการเคลื่อนไหวทางสังคมระหว่างฮูตู และทุตซี เป็นเรื่องปรกติ

แม้จะมีการยืนยันสิ่งเหล่านี้ แต่ความขัดแย้งมักถูกแสดงให้เห็นว่าเป็นความขัดแย้งทางชาติพันธุ์โดยที่อัตลักษณ์ของกลุ่มถูกยึดครองโดยอำนาจของประเทศอาณานิคม อัตลักษณ์ของ ฮูตู และ ทุตซี ได้รับการสร้างโดยประเทศอาณานิคมอย่างเบลเยียม

เมื่อพวกเขานำบัตรประจำตัวเข้ามาใช้ในปี 1933 โดยกำหนดชาติพันธุ์ของ ฮูตู, ทุตซี หรือ ทวา ให้กับชาวรวันดาแต่ละคน ระบบที่ได้รับแบ่งแยกชาติพันธุ์ ซึ่งยุคก่อนหน้านี้มีความยืดหยุ่นกว่า ได้กลายเป็นระบบที่เข้มงวด และเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งหลังจากได้รับเอกราชของรวันดาในปี 1962

การเริ่มแบ่งแยกทางชาติพันธุ์ จุดเริ่มต้นความแตกแยก
การเริ่มแบ่งแยกทางชาติพันธุ์ จุดเริ่มต้นความแตกแยก

รัฐบาลฮูตูยังคงรักษานโยบายอาณานิคมในเรื่องบัตรประจำตัวดำเนินการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชาวทุตซีและยังคงรักษาโควต้าชาติพันธุ์ต่อไป ต้องบอกว่า บริบททางประวัติศาสตร์นี้มีความเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

ในช่วงหลายทศวรรษต่อจากนั้น มุมมองเหล่านี้ที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากยุคอาณานิคมได้รับการเสริมสร้างและฝังลึกลงไปในสังคมของรวันดา เมล็ดพันธุ์ของความขัดแย้งทางสังคมที่ยืดเยื้อซึ่งนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในท้ายที่สุด และสื่อของรวันดาตระหนักดีถึงวิธีใช้มันให้เป็นประโยชน์

ในช่วงหลายปีหลังได้รับเอกราชชาวทุตซีหลายพันคนหลบหนีจากความรุนแรง ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ชาวทุตซีที่ลี้ภัยอยู่ในยูกันดาได้ก่อตั้งแนวร่วมรักชาติรวันดา (RPF) กองทัพผู้รักชาติรวันดา (RPA) และเข้าบุกด้านเหนือของรวันดาในปลายปี 1990 และมีการรณรงค์ให้ก่อความไม่สงบเป็นเวลา 4 ปีตามมา

ความก้าวหน้าของ RPA นำไปสู่การรณรงค์โฆษณาชวนเชื่ออย่างกว้างขวางของสื่อรวันดาซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างทุตซีและฮูตู สื่อดึงความสนใจไปที่ยุคอาณานิคมและแพร่กระจายความกลัวว่า ฮูตู อาจเป็นเหยื่อของการปราบปรามอีกครั้งหาก ทุตซี เข้ามาควบคุมในรวันดาได้สำเร็จ 

โดยคำยืนยันเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากการกระทำหลายๆ อย่าง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มระดับความหวาดกลัวในหมู่สาธารณชน เช่น การโจมตีคิกาลี โดย ทุตซี ในเดือนตุลาคม 1990

โฆษณาชวนเชื่อถูกล้างสมองชาวชาวฮูตูซึ่ง เริ่มระบุว่า การเป็นฮูตูไม่ใช่เป็นชาวรวันดา สิ่งนี้มีส่วนทำให้เกิดการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชาวทุตซี หลังยุคอาณานิคมซึ่งเป็นรูปแบบของการสังหารหมู่ในปี 1959,1962 และ 1972

การรุกรานรวันดาในปี 1990 โดย RPF ทำให้แนวโน้มนี้ทวีความรุนแรงขึ้นและถูกมองว่ามีการต่อต้านที่ ‘ถูกต้องตามกฎหมาย’ โฆษณาชวนเชื่อของ ทุตซี ที่กำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่ม RPF และ ทุตซี ในประเทศ 

หลังจากการรุกรานของ RPF สื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ ‘ Kangura’ , ‘ Radio Rwanda ‘ และในปี 1993 ‘ Radio Mille Collines ‘ (RTLM) ได้ถูกทำให้กลายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อจำนวนมาก 

แหล่งที่มาของสื่อเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางชาติพันธุ์ที่รุนแรง โดยกำหนดให้ ทุตซี เป็น ‘ศัตรู’ และ Kangura ได้ตีพิมพ์ ‘บัญญัติสิบประการ’ ขอชาว ฮูตู ซึ่งเป็นหลักคำสอน ‘Hutu Power’ ที่แพร่กระจายไปทั่ว 

โดยบางครั้งเพลงยอดนิยมก็ผสมกับการยุยงให้เกิดการฆาตกรรม การโฆษณาชวนเชื่อกระตุ้นให้เกิดความกลัวอย่างมากต่อชาวทุตซี และทำให้เส้นแบ่งระหว่าง RPF และ ทุตซี เริ่มที่จะแยกกันไม่ออก 

ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว ทุตซี จึงถูกระบุว่าเป็น ‘กองกำลังรุกราน’ และในการเน้นย้ำถึง ‘ความแปลกแยก’ ความฉลาดและความหลอกลวงของ ทุตซี การโฆษณาชวนเชื่อจึงทำให้พวกเขาเป็น ‘ภัยคุกคามถาวร’ รวมถึงการขาดแหล่งสื่อทางเลือกในรวันดาทำให้การโฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

สิ่งที่ทำให้การโฆษณาชวนเชื่อได้ผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการลดทอนความเป็นมนุษย์ของทุตซีพร้อมกัน และความชอบธรรมในการกำจัดพวกมันออกไป ‘บัญญัติสิบประการ’ ได้รื้อฟื้นตำนานชาติพันธุ์ที่แตกแยกในอดีต ในขณะที่สื่ออย่าง Kangura และ RTLM เรียก ทุตซี ว่า Inyenzi (แมลงสาบ) ซึ่งเป็นการสร้างวาทกรรมที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ 

สื่อกำลังสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ชาติแตกแยก
สื่อกำลังสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ชาติแตกแยก

การเน้นความแตกต่าง ‘โดยธรรมชาติ’ เป็นสิ่งสำคัญในการนำเสนอ ‘ความเสี่ยง’ ที่เกิดจากชาวทุตซี ความคล้ายคลึงกันระหว่างการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชาวทุตซี กับการแสดงภาพชาวยิวของนาซี หรือการโฆษณาชวนเชื่อในอดีตของยูโกสลาเวีย ซึ่งการใช้เครื่องมืออย่างสื่อก็ประสบความสำเร็จในการสร้างความแตกแยกทางชาติพันธุ์ในระดับฝังรากลึก

ความแตกแยกทางสังคมดังกล่าวเป็นตัวการที่ชัดเจนในการสังหารโหดในปี 1994 โดยที่กลุ่มหัวรุนแรงชาวฮูตูประสบความสำเร็จในการ ‘สนับสนุนการก่อให้เกิดอคติที่รุนแรงต่อชาวทุตซี’

และมีหลักฐานของการประสานงานจากส่วนกลาง โดยในการออกอากาศเมื่อวันที่ 3 เมษายน 1994, สถานีวิทยุ RTLM ที่ได้กล่าวถึงความรู้เกี่ยวกับการสังหารโหดที่กำลังจะมาถึง ซึ่งก่อนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มีการใช้โฆษณาชวนเชื่ออย่างชัดเจนเพื่อสร้างเงื่อนไขที่จะอำนวยความสะดวกในการสังหารชาวทุตซีจำนวนมากในภายหลังได้สำเร็จ อย่างที่เราได้เห็นเป็นบทเรียนกันนั่นเองครับ

References : http://www.hscentre.org/sub-saharan-africa/media-tool-war-propaganda-rwandan-genocide/
https://www.zora.uzh.ch/id/eprint/137655/
http://millab.ge/en/case-study/case-study-1-rwandan-genocide/23
https://en.wikipedia.org/wiki/Rwandan_genocide

11.11 กับคลื่นวัฒนธรรมช็อปปิ้งใหม่จากจีนที่กำลังกลืนกินพฤติกรรมคนไทย

ต้องบอกว่าเป็นกระแสที่มาแรงมาก ๆ กับมหกรรมช็อปปิ้ง 11.11 วันคนโสดจีน ที่กำลังกลายมาเป็นวัฒนธรรมใหม่ของการช็อปปิ้งในประเทศไทย ที่ตอนนี้ยอดขายในเทศกาลดังกล่าวกำลังเติบโตแบบต่อเนื่องในทุก ๆ ปี

ซึ่งแน่นอนว่า มันมีทั้งทีส่งผลดี และส่งผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าชาวไทย หลังจากการบุกเข้ามาอย่างหนักของสินค้าจีน และ พ่อค้าแม่ค้าชาวจีน ที่แห่กันมาเปิดร้านในแพล็ตฟอร์มเหล่านี้เป็นว่าเล่น

รวมถึงการที่รัฐบาลไทยได้ส่งเสริมนโยบายด้วยการ ให้ผู้ประกอบการใหญ่จากจีน มาจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าขึ้นในไทย ซึ่งกำลังส่งผลกระทบมาก ๆ ต่อพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยในขณะนี้

แน่นอนว่าการเกิดขึ้นของกิจกรรม เทศกาลต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นผลดีต่อผู้บริโภคชาวไทย ที่ได้ใช้สินค้าราคาถูกมาก ๆ ซึ่งถูกจนเหลือเชื่อในสินค้าบางรายการ ที่เรียกได้ว่าเป็นการ สปอยล์ ผู้ใช้งานชาวไทย ด้วยการลดราคาแบบกระหน่ำ โดยแบกรับภาระต่าง ๆ ด้วยตัวของแพล็ตฟอร์มเอง

ซึ่งเราจะได้เห็นถึงผลประกอบการอย่างที่รู้ ๆ กันว่า พวกเขายิ่งโต ก็ยิ่งขาดทุน และขาดทุนเพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาล ผ่านการอัดฉีดเม็ดเงินในการโฆษณา และ จัดแคมเปญ อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างนิสัยใหม่ให้คนไทยมาซื้อสินค้าผ่าน แพล็ตฟอร์มออนไลน์ของพวกเขา เหมือนที่ทำสำเร็จในประเทศจีนมาแล้วนั่นเอง

และสินค้าจากประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น โรงงานผลิตสินค้าของโลก​ ไปแล้ว ก่อนหน้านี้ หลายธุรกิจทั่วโลกต่างพากันสั่งสินค้าจากจีนมาขายในประเทศของตน แล้วเพิ่มกำไรเข้าไป และทำกำไรได้อย่างมหาศาล

แต่ตอนนี้พ่อค้าแม่ค้าที่ไปนำสินค้าจากจีนมาขาย กำลังจะค่อยๆ หายไป เพราะตอนนี้ หลายๆ ธุรกิจและผู้ผลิตของจีน ได้เริ่มรุกคืบ เปิดตลาดการค้าของตน ขายตรงไปยังผู้บริโภคทั่วโลกผ่านทางแพล็ตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งดีลเลอร์หรือพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป

หรือแม้กระทั่งยังส่งผลกระทบไปยังธุรกิจ Retail เองก็ตาม โดยเฉพาะในสินค้าบางหมวดหมู่ที่ตอนนี้ พฤติกรรมของผู้ซื้อได้เปลี่ยนไป เราเพียงแค่ไปจับ ไปทดลองในห้าง แล้วมาสั่งซื้อสินค้าจริง ๆ ผ่าน online โดยเฉพาะหมวดสินค้า Gadgets IT หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตอนนี้มาลดกระหน่ำบนแพล็ตฟอร์มออนไลน์ที่มีต้นทุนในการบริหารสินค้าที่ถูกกว่าร้านค้า Retail ที่เป็น physical จริง ๆ

และที่น่าสนใจ ผมเป็นคนหนึ่งที่เข้าไป join group ที่เป็นกลุ่มพ่อค้าในแพล็ตฟอร์มต่าง ๆ เหล่านี้ พบว่าตอนนี้แพล็ตฟอร์มเหล่านี้ เริ่มบีบพ่อค้าต่าง ๆ ในแพล็ตฟอร์มมากขึ้น เพื่อดึงเงินคืนเข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับเข้าร่วม โปรโมชั่นต่าง ๆ เช่น ส่งฟรี ซึ่งเป็นการผลักภาระไปให้กับพ่อค้าที่กำไรแทบจะน้อยนิดอยู่แล้ว หรือ การเริ่มลดการมองเห็นสินค้า เพื่อให้ต้องมีการลงโฆษณากับแพล็ตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งเราจะเห็นบทเรียนจากช่วงก่อนหน้านี้ที่กระแส Social Commerce มาแรงนั้น Facebook ก็ได้ทำในลักษณะเดียวกัน คือการลด Reach และ บีบให้พ่อแม่ค้ามาลงโฆษณา ที่ดูเหมือนต้นทุนค่าโฆษณาจะแพงขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะไม่เหลือกำไรให้อยู่รอดกันอีกต่อไปแล้ว สำหรับพ่อค้าหลาย ๆ รายที่พึ่งพา facebook เป็นแพล็ตฟอร์มหลัก

ซึ่งในระยะยาว นั้นต้องบอกว่า แพล็ตฟอร์มเหล่านี้ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต่าง ๆ ต้องมองเป็นหนึ่งในช่องทางการขายเพียงเท่านั้น ไม่ใช่ช่องทางการขายหลัก ต้องกระจายความเสี่ยงออกไปในหลาย ๆ ทางเพิ่มมากขึ้น และหาพยายามสร้างเว๊บไซต์ของตัวเองเพื่อให้เป็นฐานหลักที่เราสามารถ control ทุกอย่างได้โดยไม่ต้องรอลุ้นว่าใครจะปรับอะไรของเราได้ในอนาคตนั่นเองครับ

Boeing 707 กับจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมการบินที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์เราไปตลอดกาล

นี่เป็นสิ่งที่น่าตกใจสำหรับ โบอิ้งซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์ที่โดดเด่นยุคในปัจจุบัน แต่ในอดีตนั้นเป็นผู้ที่ไม่สนใจในธุรกิจการสร้างเครื่องบินสำหรับสายการบินเชิงพาณิชย์เลยด้วยซ้ำ 

ในช่วงหลายปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่ออุตสาหกรรมของสหรัฐกำลังปรับเปลี่ยนใหม่สำหรับการผลิตเครื่องบินเพื่อตลาดการพาณิชย์ แต่โบอิ้งกลับเน้นการเป็นผู้ผลิตเครื่องบินทหารเป็นหลัก

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ที่มีชื่อเสียงและเรือบรรทุกคู่หูได้พิสูจน์แล้วว่า บริษัทยักษ์ใหญ่จากซีแอตเทิลทำสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีเครื่องบินเจ็ท 

แต่สำหรับสายการบินที่ใช้เครื่องบินไอพ่นมันไม่สามารถนำมาใช้งานได้ในเชิงพาณิชย์ได้: การเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีเจ็ตจะต้องมีการลงทุนจำนวนมากที่สามารถสร้างผลกำไรได้ 

ในช่วงกลางทศวรรษ 1950 นักบินพลเรือน ส่วนใหญ่ใช้เครื่องบินเครื่องยนต์ลูกสูบที่มีเสียงดังอึดอัดและเคลื่อนไหวช้าเช่น Douglas DC 6 โบอิ้ง 377 (หรือที่เรียกว่า Stratocruiser) และ Lockheed Constellation .

ถึงกระนั้นโบอิ้งในขณะที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีในการใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์เจ็ทที่เหนือกว่า แต่พวกเขาก็ไม่พร้อมที่จะทำให้เกิดกรณีดังกล่าวสำหรับสายการบินเชิงพาณิชย์ 

ในตอนนั้น บริษัท ยักษ์ใหญ่ด้านการบินอดทนกับความล้มเหลวทางการเงินเป็นเวลา 20 ปี ไม่ว่าจะเป็น Clipper, Stratocruiser และ Stratoliner และดูเหมือนว่าในตอนนั้นโบอิ้งเองก็ไม่มี DNA ที่ถูกต้องนัก ในการขายให้กับลูกค้าที่ไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบทหาร 

สายการบินถือเป็นลูกค้า แต่พนักงานขายของโบอิ้งไม่ได้รับการยอมรับแต่อย่างใด มีประวัติแย่และวิศวกรมองว่านักรบไม่เหมือนกับนักท่องเที่ยวที่โดยสารในเครื่องบินพาณิชย์

ในสายตาของสายการบิน Douglas Aircraft ซึ่งเป็นคู่แข่งของโบอิ้งคือทุกสิ่งที่ บริษัท Seattle ไม่มี  โดย Douglas Aircraft ได้สร้างเครื่องบินพาณิชย์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1934 เป็นต้นมา

DC-3 ที่สร้างโดย Douglas Aircraft ที่มีรูปร่างกำยำ ครองตลาดทางเดินอากาศเชิงพาณิชย์มานานหลายปี 

ผู้บริหารสายการบินในปี 1950 มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นที่สุดกับ Douglas Aircraft ซึ่งเครื่องบินถูกผลิตในซานตาโมนิกา ภาพใหญ่ของสายการบินในตอนนั้น มีเพียงไม่กี่คนที่รู้จักคนในโบอิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทที่เน้นสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิด

ราวกับว่าความไม่คุ้นเคยกับลูกค้าไม่เพียงเป็นอุปสรรคเท่านั้น โบอิ้งต้องเผชิญกับความท้าทายอีกครั้งเมื่อพิจารณาถึงการเข้าสู่ตลาดเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์ : สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัย ในเวลานั้นเครื่องบินสาธารณะที่บินอยู่ได้รับความหวาดกลัวจากเครื่องบินไอพ่นหลายลำที่ผลิตโดย De Havilland ของสหราชอาณาจักร

ซึ่งต่อมา Comet ของ De Havilland จะกลายเป็นเครื่องบินพาณิชย์ลำแรกที่บินเส้นทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกตามกำหนดเวลาได้สำเร็จ เมื่อ Comet เกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1950 การตัดสินใจใด ๆ ที่ผู้โดยสารจะยอมรับเครื่องบินไอพ่นจะเกี่ยวข้องกับการโน้มน้าวใจผู้โดยสารให้มากพอ ๆ กับสายการบินเอง

กล่าวอีกนัยหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับโบอิ้ง คือการยึดติดกับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ กองทัพอากาศสหรัฐและกองทัพอากาศอื่น ๆ ทั่วโลกที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกา ที่กำลังต้องการเครื่องบินทิ้งระเบิดและเรือบรรทุกน้ำมันของโบอิ้งในการขยายสงครามเย็น ซึ่งทำให้โบอิ้งสามารถอยู่ต่อไปได้

นั่นคงไม่ใช่แผนของ Bill Allen ประธานบริษัทหลังยุคสงครามของโบอิ้ง วัฒนธรรมของโบอิ้งเป็นสิ่งที่คนงานชอบทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และรักการผจญภัย เช่นการสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ดีที่สุด เร็วที่สุด และแม่นยำที่สุดในโลก 

ด้วยจิตวิญญาณนั้น Allen ได้ทำการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ โดยเป็นการเดิมพันต่ออนาคตของ บริษัท ในธุรกิจการบินเชิงพาณิชย์

Allen ผู้ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ดซึ่งเคยร่วมงานกับโบอิ้งในฐานะที่ปรึกษาของ บริษัท Allen ปฏิเสธข้อเสนอให้เป็นประธานของโบอิ้งในปี 1944 เพราะเขาคิดว่าวิศวกรควรบริหารบริษัทมากกว่าเขา อย่างไรก็ตามเมื่อเขาถูกชักชวนให้เข้าทำงาน Allen คือความจำเป็นในการเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ของโบอิ้ง 

Bill Allen อดีตนักกฏหมายผู้มาพลิกโฉม Boeing
Bill Allen อดีตนักกฏหมายผู้มาพลิกโฉม Boeing

เขาเชื่อมั่นว่าผู้บริโภคจะต้องใช้ความเร็วและความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยเครื่องบินและการเติบโตที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในภาคพลเรือนของเศรษฐกิจโลกที่เฟื่องฟู และที่สำคัญที่สุดคือในตลาดการบินเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ

Allen มั่นใจในความเชื่อมั่นของเขาว่าเขายินดีที่จะเสี่ยงกับอนาคตทางการเงินของโบอิ้ง ในปี 1952 เขาได้ชักชวนคณะกรรมการบริหารของโบอิ้งให้ลงทุน 16 ล้านดอลลาร์ในสิ่งที่จะกลายเป็นโบอิ้ง 707 ซึ่งเป็นเครื่องบินเจ็ทไลเนอร์เชิงพาณิชย์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกลำแรกของสหรัฐและเครื่องบินที่จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของโบอิ้งไปตลอดกาล

ไม่มีอะไรชัดเจนในความมุ่งมั่นของ Allen ที่จะผลักดันให้เกิด 707 และข้อบกพร่องของโบอิ้งในตลาดสายการบินพลเรือนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา 

“ผมคิดว่านี่เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20” Michael Lombardi นักประวัติศาสตร์องค์กรของโบอิ้งกล่าว “การตัดสินใจนั้น เมื่อมองดูตลาดไปรอบ ๆ ไม่มีความต้องการเครื่องบินเจ็ทในเวลานั้น สายการบินไม่สนใจ และโบอิ้งมีโอกาสที่แท้จริงในการขยายธุรกิจกับกองทัพอากาศเพียงเท่านั้น” 

ต้องบอกว่าปัญหาความต้องการเป็นเรื่องจริง เมื่อ 747 ลำตัวกว้างของโบอิ้งเปิดตัวในอีกกว่าทศวรรษต่อมา บริษัท ได้รับคำสั่งซื้อจาก Pan Am World Airways ก่อนเริ่มการผลิตด้วยซ้ำ

ด้วย 707 ของ Boeing ซึ่งตัว Allen เพียงแค่เดิมพันว่าถ้า บริษัท สามารถผลิตได้ลูกค้าก็จะซื้อมันอย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นการเดิมพันที่สูงมากต่ออนาคตของบริษัท

Allen ใช้เงิน 16 ล้านดอลลาร์ที่คณะกรรมการจัดสรรเพื่อสร้างต้นแบบที่เรียกว่า Dash-80 เพื่อสร้าง Dash-80 เพียงลำเดียว และยังใช้เป็นต้นแบบของเรือบรรทุกน้ำมันเจ็ท ณ จุดนี้เองที่โบอิ้งได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ 

โดยบริษัทได้รับคำสั่งซื้อล่วงหน้าสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนหนึ่งจากกองทัพอากาศซึ่งช่วยปรับการลงทุนใน Dash-80 ข้อตกลงดังกล่าวยังเป็นการช่วยโบอิ้งในเวลาที่จำเป็น เพื่อให้เหล่าสายการบินรู้สึกตื่นเต้นกับเครื่องบินโดยสารรุ่นใหม่โดยใช้ Dash-80 นั่นเอง

ซึ่งสุดท้าย Dash-80 จะเปลี่ยนชื่อเป็น 707 ซึ่งเมื่อเครื่องบินพร้อมที่จะเปิดตัว Boeing ก็พบกับอุปสรรคอีกครั้ง เพราะในขณะเดียวกัน Douglas Aircraft ได้พัฒนาเครื่องบินเจ็ทไลเนอร์ด้วยตัวเอง: DC-8 ซึ่งจะมีความสามารถคล้ายกับ 707 นับเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มการแข่งขันในอุตสาหกรรมการบินที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

สายการบินต่าง ๆ ทำการคำสั่งซื้อก่อนกับ Douglas เพราะรุ่นนี้มีข้อได้เปรียบที่มีความกว้างกว่ารุ่นต้นแบบของ 707 ถึง 1 นิ้ว

ในการเดิมพันครั้งใหญ่อีกครั้งสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแพงอยู่แล้วโบอิ้งได้ปรับดีไซน์ใหม่ทำให้ 707 กว้างกว่า DC 8 ซึ่งช่วยให้โบอิ้งได้รับคำสั่งซื้อครั้งแรกจาก Pan Am 

ต้องบอกว่า 707 ของโบอิ้งเป็นเหมือนสิ่งที่ผู้โดยสารสายการบินไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน เครื่องบินที่กลายมาเป็นแกนนำในการบินระยะไกลของ Pan Am และสายการบินอื่น ๆ – 707-320 มีความยาว 153 ฟุตมีปีกกว้าง 146 ฟุตและบินได้ 3,735 ไมล์ทะเล 

Boeing 707 ที่มาพลิกโฉมการบินพาณิชย์
Boeing 707 ที่มาพลิกโฉมการบินพาณิชย์

การให้ผู้บริหารสายการบินเขียนเช็คเพื่อซื้อเครื่องบินของโบอิ้งเป็นเรื่องหนึ่ง การโน้มน้าวใจผู้โดยสารให้ขึ้นเครื่องก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โบอิ้งเปิดตัวแคมเปญโฆษณาสิ่งพิมพ์และออกอากาศทางทีวีที่เน้นความปลอดภัยสะดวกสบายและรวดเร็ว 

สโลแกนสำหรับโฆษณาที่น่าจดจำ: “ใช้เวลาเพียงเจ็ดชั่วโมงเพื่อปัดฝุ่นภาษาฝรั่งเศสของคุณ” เป็นการใช้การโฆษณาแบบธุรกิจกับผู้บริโภคอย่างมีวิสัยทัศน์สำหรับผลิตภัณฑ์แบบธุรกิจกับธุรกิจ

พวกเขามักจะไม่เลือกสายการบินตามประเภทของเครื่องบินที่สายการบินทำการบิน แต่มีนักบินกี่คนที่ยังคงนึกถึงวลีดังกล่าวฝังเข้าไปในหัวของพวกเขาจากแคมเปญผู้บริโภคของผู้ผลิตเครื่องบินอย่างโบอิ้งที่ว่า “ถ้าไม่ใช่โบอิ้งฉันจะไม่ไป” นอกจากนี้ยังเป็นตัวอย่างคลาสสิกของการเพิ่มเงินเดิมพันก้อนโตเป็นสองเท่าด้วยการสนับสนุนการลงทุนด้วยการลงทุนเพิ่มเติมอีก

ในขณะที่สหรัฐฯ ถูกรัสเซียหยามหน้าในโครงการอวกาศ เครื่องบินเจ็ทของสหรัฐฯไม่ใช่เครื่องแรกที่บินในมหาสมุทรแอตแลนติกในเชิงพาณิชย์ British Overseas Airways Corp. บินครั้งแรกจากลอนดอนไปนิวยอร์กเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 1958

ตามด้วย De Havilland Comet 4 แต่ Pan Am เป็นผู้ตามที่รวดเร็วและท้ายที่สุดก็เป็นผู้ที่เหนือกว่า เที่ยวบินเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของ 707 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 1958

เป็นเวลาสามสัปดาห์หลังจากเที่ยวบินแรกของ British Overseas Airways ที่นั่งชั้นหนึ่งขายในราคา 505 ดอลลาร์ ด้านหลังของเครื่องบิน ขายที่ราคา 272 ดอลลาร์ 

ด้วยกระแสลมที่พัดแรงทำให้เที่ยวบินของ Pan Am ซึ่งขนานนามว่า “Clipper America” ​​หยุดเติมน้ำมันในนิวฟันด์แลนด์ แต่เมื่อเครื่องบินแตะลงที่สนามบิน Le Bourget ในปารีส ใช้เวลารวมแปดชั่วโมง 41 นาที หลังจากออกจากนิวยอร์ก ยุคใหม่ของการบินพลเรือนก็ได้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากนั้น

707 กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมมากพอ ๆ กับยานพาหนะขนส่งอื่น ๆ ประธานาธิบดีสหรัฐทุกคนตั้งแต่ Dwight D. Eisenhower ถึง Donald Trump บินด้วยเครื่องบิน Air Force One ซึ่งเป็นรุ่นปรับปรุงของ 707 ทั้งหมด

การเข้าสู่ตลาดการบินพาณิชย์ของโบอิ้งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในปีต่อ ๆ มา โบอิ้ง 747 ที่มีลำตัวกว้าง ได้เข้ามาครองตำแหน่งการเดินทางระยะไกล และการเดินทางระหว่างประเทศ ส่วน 737 ที่มีขนาดเล็กกว่าจะกลายเป็นเครื่องบินรบของสายการบินทั่วโลกซึ่งเป็นเครื่องบินที่เชื่อถือได้และประหยัดค่าใช้จ่ายซึ่งมีชิ้นส่วนอะไหล่มาตรฐานอยู่ทั่วไป 

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้นั่นเองที่ทำให้โบอิ้งกลับสู่รากฐานของธุรกิจการบิน และเป็นการเตือนความจำว่า 707 ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้กับบริษัท และพลิกโฉมประวัติศาสตร์การบินนับจากวันนั้นเป็นต้นมานั่นเองครับผม

References : หนังสือ The Greatest Business Decisions of All Time
https://www.bbc.com/culture/article/20141020-the-plane-that-changed-air-travel
https://mynorthwest.com/1384248/boeing-737-max-jet-debut-1954/