Marc Benioff กับการสร้างอาณาจักร Saleforce บริการ CRM อันดับหนึ่งของโลก

เรื่องราวของ Salesforce เริ่มต้นในเดือนมีนาคม 1999 ในอพาร์ทเมนต์หนึ่งห้องนอนถัดจากบ้านของ Marc Benioff แถบ Telegraph Hill เมืองซานฟรานซิสโก โดยชายกลุ่มเล็ก ๆ ที่ประกอบไปด้วย Mark ,  Parker Harris, Frank Dominguez และ Dave Moellenhoff ซึ่งได้เริ่มต้นธุรกิจใหม่ในสำนักงานเล็ก ๆ ในเมืองซานฟรานซิสโก  

แน่นอนว่าพวกเขากำลังจะสร้างแอปพลิเคชั่นซอฟต์แวร์ธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ในขณะนั้นแทบจะไม่มีใครเคยทำมาก่อน ผ่านรูปแบบที่รู้จักในชื่อ Software-as-a-Service (SaaS) โดยการระดมทุนครั้งแรกได้รับการระดมทุนจาก Larry Ellison ของ Oracle (อดีตหัวหน้าของ Marc ที่ Oracle นั่นเอง)

ซึ่งซอฟต์แวร์รูปแบบใหม่นี้ จะทำให้เหล่าลูกค้าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายล้านดอลลาร์สำหรับความซับซ้อนในเรื่องของการบำรุงรักษาของซอฟต์แวร์ในอดีต ซึ่งพวกเขาได้สร้างต้นแบบตัวแรกที่ทำงานได้ภายในหนึ่งเดือน และได้สร้างแบบจำลองตัวต้นแบบให้มีลักษณะคล้ายกับ Amazon.com ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ Marc ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการคิดว่าทำไมแอปพลิเคชันทางธุรกิจไม่สามารถใช้งานผ่านเว็บไซต์ที่ใช้งานง่ายเหมือน Amazon.com

ในเดือนกรกฎาคม 1999 เมื่อ Marc ออกจากงานประจำที่ Oracle และเข้ามาลุยแบบเต็มเวลาที่ Salesforce.com ภารกิจแรกของเขาคือค้นหาสำนักงานที่สามารถปรับขนาดได้เหมือนกับซอฟต์แวร์รูปแบบใหม่ของเขา 

Marc ได้เลือกสำนักงานที่ Rincon Centre ที่มีพื้นที่แปดพันตารางฟุต แต่ช่วงแรกนั้นมีพนักงานเพียง 10 คนเท่านั้น  และเมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน 1999 เริ่มมีโต๊ะทำงานในโถงทางเดิน เหล่าพนักงานหน้าใหม่ก็มาสุมหัวรวมกันจนเต็มพื้นที่ออฟฟิศแรกของพวกเขาในที่สุด

เมื่อเข้าสู่ปี 2000 Salesforce ได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมออกมาได้สำเร็จ รวมถึงได้มีการย้ายไปยังสำนักงานแห่งใหม่ที่ One Market Street และ ณ ตอนนั้น มันก็ถึงเวลาที่ต้องเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของพวกเขาแล้ว 

ต้องบอกว่า Salesforce ได้ทำสิ่งที่แตกต่างมากและเมื่อเทียบกับพฤติกรรมของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ Salesforce ในขณะนั้นที่เปรียบเสมือนเป็นปลาตัวเล็ก ๆ ในสระน้ำขนาดใหญ่ แน่นอนว่าพวกเขาต้องทำสิ่งที่โดดเด่นกว่าใครในการเปิดตัว เพื่อให้เป็นที่จดจำ

Salesforce ได้ทำการเปิดตัวที่โรงละครรีเจนซี่ และสร้างความประหลาดใจให้แขกทุกคนที่เข้าร่วม พวกเขาเปลี่ยนโรงละครระดับล่างให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะคล้ายกับ Enterprise Software หรือที่เรียกว่า“ Hell” ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมาก ๆ ในการเปิดตัวซอฟต์แวร์

และพวกเขาได้สร้างแคมเปญโฆษณาที่แข็งแกร่งมาก ๆ สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ ใช้จุดเด่นของเครื่องบินขับไล่ไอพ่น โดยเครื่องบินขับไล่ไอพ่นถือเป็นตัวแทนของ Salesforce ซึ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และปฏิวัติสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ส่วนเครื่องบินปีกสองชั้นเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัยและไม่เหมาะสมสำหรับงานในธุรกิจยุคใหม่อีกต่อไป

สัญลักษณ์เครื่องบินไอพ่น แสดงออกถึงความแตกต่างของ Saleforce
สัญลักษณ์เครื่องบินไอพ่น แสดงออกถึงความแตกต่างของ Saleforce

ในปี 2003 ถือเป็นจุดกำเนิดของหนึ่งในกิจกรรมทางการตลาดที่โดดเด่นที่สุดของ Salesforce ก่อนหน้านี้ Salesforce ได้จัดกิจกรรมมากมายทั่วประเทศที่เรียกว่า“ City Tours” ซึ่งมักใช้เวลาราว ๆ 2-3 ชั่วโมง ในการแสดงคุณสมบัติและแผนที่ในการปฏิบัติงานของ Salesforce ล่าสุด รวมถึงให้ลูกค้าในเครือข่ายของพวกเขาได้พบปะพูดคุยเกี่ยวกับวิธีการที่จะใช้ประโยชน์จาก ผลิตภัณฑ์ 

โดยกิจกรรมใหม่นี้ถูกเรียกว่า Dreamforce และแทนที่จะใช้เวลานานสองสามชั่วโมง แต่มันถูกจัดขึ้นในเวลาถึง 2-3 วันแทน โดยงาน Dreamforce ครั้งแรกจัดขึ้นที่ใจกลางเมืองซานฟรานซิสโกที่โรงแรม Westin St. Francis และมีผู้เข้าร่วมลงทะเบียนกว่า 1,000 คนที่มาร่วมงาน และในงานดังกล่าวถูกใช้ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่อย่าง Sforce 2.0

ในปี 2005 Salesforce พัฒนาบริการที่จะเปลี่ยนซอฟต์แวร์ธุรกิจไปตลอดกาล BusinessWeek เรียกมันว่า“ eBay for business software” และ Forbes อธิบายว่าเป็น ‘iTunes ของซอฟต์แวร์ธุรกิจ’ Salesforce เรียกบริการนี้ว่า AppExchange

AppExchange ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะมีชุมชนที่ใช้งานผลิตภัณฑ์ ที่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดอยู่เสมอ  AppExchange เปรียบเสมือนสถานที่ให้เหล่าคู่ค้า สามารถที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันของตนเองและเปิดบริการให้กับลูกค้าของ Salesforce ทุกคนได้ ซึ่ง Salesforce มองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการส่งเสริมวิสัยทัศน์ของ บริษัท และขยายขีดความสามารถและบริการของ Saleforce นั่นเอง

แต่ Salesforce ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น Parker Harris พัฒนาเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Visualforce ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้สร้างส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ที่พวกเขาต้องการเองได้ ซึ่งพวกเขาสามารถสร้างฟอร์มปุ่มลิงก์และฝังปุ่มต่าง ๆ ที่พวกเขาชอบได้ ซึ่งนี่ถือเป็นการปูทางสำหรับส่วนขยายแบบลอจิคัลของแพลตฟอร์ม Salesforce SaaS ที่มุ่งสู่การเป็น Platform-as-a-Service

พวกเขาเรียกมันว่า Force.com และเปิดตัวใน Dreamforce 2008 ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถสร้างแอปพลิเคชันของพวกเขาเองบนแพลตฟอร์ม Force.com ไม่เพียง แต่อนุญาตให้ผู้ใช้เข้าถึงโซลูชัน CRM ที่แข็งแกร่งและปรับขนาดได้ตามที่ลูกค้าชื่นชอบเท่านั้น

แต่ยังช่วยให้เหล่าลูกค้าของ Saleforce สามารถเข้าถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาต้องการได้ ซึ่งแน่นอนว่ามันส่งผลโดยตรงต่อเหล่าลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ Salesforce เช่น Citigroup, Morgan Stanley, Thomson Reuters และ Japan Post ซึ่งทั้งหมดใช้ Force.com เพื่อสร้างแอปพลิเคชันที่ต้องการได้ และที่สำคัญมันยังสามารถทำได้เร็วกว่าวิธีการเขียนโปรแกรมแบบทั่วไปถึงสี่เท่าในการสร้างแอปพลิเคชันบน Force.com

และเมื่อโลกได้เปลี่ยนไปขับเคลื่อนด้วยพลังของมือถือสมาร์ทโฟน ผู้คนกว่า 55% ในโลกที่เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนในปี 2013 แน่นอนว่ามันเป็นเวลาที่ Salesforce ต้องหันมาให้ความสำคัญกับมือถือ

โดยก่อนปี 2013 นั้น Salesforce มีแอปพลิเคชันบนมือถือที่ชื่อว่า Salesforce Mobile ซึ่งให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลจำนวนหนึ่งจากโทรศัพท์ได้  แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ ลูกค้าต้องการวิธีที่ดีกว่าในการจัดการกับข้อมูลลูกค้าทั้งหมดผ่านแอพบนมือถือ

ในปี 2013 Salesforce เปิดตัวแพลตฟอร์ม Salesforce1 โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดการเข้าถึงข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถเข้าถึงได้บนคอมพิวเตอร์ สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงแอป Salesforce ที่ชื่นชอบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแอปพลิเคชันและการผนวกรวมกับโปรแกรมที่สร้างเอง รวมถึง AppExchange ที่ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดจาก App Store Salesforce1 ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ถูกเรียกว่า Lightning

ผนวกรวมทุกอย่างและเรียกมันว่า Lightning
ผนวกรวมทุกอย่างและเรียกมันว่า Lightning

ต้องบอกว่า เรื่องราวความสำเร็จของ Salesforce.com นั้นน่าประทับใจมาก แต่ผลกระทบของพวกเขาที่มีต่อชุมชนและโลกที่พวกเขาพยายามสร้างนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่น่ายกย่องมากกว่า โดยผ่านรูปแบบของโมเดล 1/1/1 ของการทำบุญแบบบูรณาการ (1% ของผลิตภัณฑ์, 1% ของเวลาและ 1% ของทรัพยากร) ของพวกเขานั่นเอง

ซึ่งพวกเขาได้บริจาคเงินหลายล้านดอลลาร์ ยังรวมถึงจำนวนเงินมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ของผลิตภัณฑ์ของพวกเขาที่ใช้เพื่อการกุศลทั่วโลก  ใครจะรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรสำหรับ Salesforce และชุมชนที่พวกเขาสร้างขึ้น แต่จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นดูเหมือนอนาคตของพวกเขาดูจะสดใสอยู่คู่กับวงการธุรกิจไปอีกนาน

ซึ่ง Marc Benioff ได้กล่าวไว้ในปี 2018 ว่ามันยังเร็วไปที่จะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของ Salesforce เพราะเป้าหมายของเขา คือการเป็น บริษัทมูลค่า 60 พันล้านดอลลาร์ ให้ได้ภายในปี 2034 นั่นเองครับ

References : https://www.j2interactive.com/blog/brief-history-salesforce/ https://usefyi.com/salesforce-history/ https://www.computerworld.com/article/3427741/a-brief-history-of-salesforce-com.html https://en.wikipedia.org/wiki/Salesforce.com https://en.wikipedia.org/wiki/Marc_Benioff https://fortune.com/2019/10/15/wisdom-of-marc-benioff-ceo-daily/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Series Review : เคว้ง The Stranded (Netflix)

ถือเป็น Series ไทย Original by Netflix เรื่องแรกเลยทีเดียวสำหรับ เคว้ง The Stranded ที่ได้ ผู้กำกับ มือดีอย่าง จิม-โสภณ ศักดาพิศิษฏ์  ผู้กำกับลัดดาแลนด์และเขียนบทหนังผีในตำนานอย่างชัตเตอร์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้กำกับชั้นแนวหน้าของเมืองไทยที่มารับงานใหญ่ เพื่อสร้างชื่อให้กับ Series จากไทย ให้กับ Netflix เป็นครั้งแรก

ซึ่งเคว้ง The Stranded เริ่มต้นเรื่องราวด้วยเหตุการณ์ ก่อนจบการศึกษาของกลุ่มนักเรียนเอกชนไฮโซที่กำลังปาร์ตี้ฉลองเรียนจบกันอยู่บนเกาะ แล้วก็มีฉากสึนามิถล่มเกาะตามมาทันที หลังจากนั้นก็ได้มีการตัดฉากข้ามเรื่องไป 25 วันต่อมาบนเกาะเลย และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวพิศวงทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้น

เรื่องราวของ Series เรื่องนี้เกิดขึ้นจาก คราม (บีม-ปภังกร ฤกษ์เฉลิมพจน์) เด็กหนุ่มวัย 18 ปี ชาวเกาะโดยกำเนิดเพียงคนเดียวที่เกาะปินตูในท้องเรื่องนี้ ซึ่งเนื่องจากเขาเป็นคนท้องที่ ทำให้มีความสามารถในการหาอาหารเพื่อช่วยเหล่าเพื่อน ๆ ที่ประสบชะตากรรมเดียวกับเขาให้เอาชีวิตรอดจากเกาะที่โดดเดี่ยวแห่งนี้ได้

โดยมี “อนันต์”  (จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล) ผู้นำของกลุ่มนักเรียนที่มักขัดแย้งกับครามในหลายเรื่อง โดยมี “เมย์” (ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช) แฟนสาวของอนันต์ พยาบาลประจำกลุ่มที่ครามแอบหลงรักมาเกี่ยวข้องกลายเป็นปม Drama หนึ่งของ Series ชุดนี้

แม้ Series ชุดนี้จะมีตัวละครมากมาย ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่ แต่เนื้อเรื่องหลัก ๆ ของ Series จะโฟกัสไปที่สามตัวละครหลักซะเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการตัดภาพย้อนกลับไปในอดีตเพื่อถ่ายทอดที่มาที่ไปของตัวละครแต่ละตัว ให้เราได้เข้าใจตัวละครมากขึ้นทีละน้อย

ต้องบอกว่า มีหลายตัวละครที่มีความน่าสนใจ มีความลึกลับ น่าค้นหา ซึ่งส่วนนี้ต้องบอกว่า Series เรื่องนี้ทำได้ดีมาก ๆ ในการเรียบเรียงบท รวมถึงเรื่องราวต่าง ๆ ให้เราคิดไปตลอดแทบจะทั้งเรื่อง ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

แม้หลายคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเรื่องนี้ มันแทบจะถอดแบบมาจาก LOST Series ทริลเลอร์ขึ้นหิ้งของ เจ เจ เอบรามส์ ที่ว่าด้วยเรื่องราวของผู้โดยสารเครื่องบินตกที่ต้องติดเกาะและมีเผชิญสิ่งลี้ลับเหมือนกัน

แต่เรื่องนี้ต้องบอกว่ามีส่วนผสมหลายอย่างที่เราได้กลิ่นอายของ Series ดังของ Netflix มาก ๆ ทั้งซาวด์ประกอบที่แทบจะถอดแบบมาจาก Series ขึ้นหิ้งอย่าง The Stranger Things หรือ ความลึกลับที่น่าสนใจมาก ๆ ในสไตล์ Dark ซีรี่ยส์ที่ผมชอบที่สุดเรื่องหนึ่งจากประเทศเยอรมัน

ความเห็นส่วนตัวสำหรับ Series เรื่องนี้ ต้องบอกว่าทำได้ดีเกินคาด แม้กระแสในโลกออนไลน์จะแบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน แต่ถ้ามองลงไปในรายละเอียดนั้น จะพบว่า Series เรื่องนี้ สร้างเรื่องราวมาได้ดีมาก ๆ สำหรับผลงานแรกของไทย ถือว่าไม่ขี้เหร่เลยทีเดียวเมื่อเทียบกับ อีกหลายๆ Series ใน Netflix

แม้หลาย ๆ อย่างจะถูกวิจารณ์ว่าไม่สมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายละเอียดเล็ก ๆน้อย ๆ ของคนติดเกาะ รวมถึง CG ที่อาจจะไม่อลังการงานสร้างเท่าไหร่นัก แต่หากมองไปในส่วนของเนื้อเรื่องหลักนั้น ถือว่าเป็น Series ที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

จุดด้อยของ Series ชุดนี้น่าจะเป็นเรื่องการแสดงของเหล่าเด็ก ๆ ทั้งหลายมากกว่า เพราะช่วงแรก ๆ นั้นเล่นค่อนข้างแข็งไปหน่อย และมันได้รับกลิ่นอายของ Series อย่าง ฮอร์โมนมากไปนิด เพราะตัวละครหลายๆ คนก็น่าจะมาจาก GDH เป็นหลักนั่นเอง

สรุป ผมค่อนข้างประทับใจนะกับผลงาน Series Original โดยคนไทยเรื่องแรกอย่าง เคว้ง ที่กำกับโดย คุณ จิม-โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ โดยส่วนตัวก็ค่อนข้างอินกับเรื่องราวที่ถูกผูกปมไว้ และค่อย ๆ คลายออกมาจนถึงตอนจบของ Season แรก ซึ่งก็ทิ้งปริศนาไว้อีกเช่นเคย ไม่ต่างจาก Series จากฝรั่ง ซึ่งก็หวังว่ารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผิดพลาดใน Season แรกนั้น น่าจะถูกแก้ไปไขไปได้บ้าง และน่าจะมีความสนุก และน่าติดตามขึ้นใน Season ที่สองที่ผมก็เป็นหนึ่งที่รอคอยอยู่เช่นกันครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Wang Xing กับการดรอปเรียนมาสร้างอาณาจักรส่งอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Meituan Dianping

หวางซิง ผู้ร่วมก่อตั้งของ Meituan Dianping ให้เครดิตกับความสำเร็จของ Facebook ในสหรัฐฯมากกว่าทศวรรษที่ผ่านมา เพราะถือเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญให้เขาเลิกเรียนระดับบัณฑิตศึกษาและหันมาสร้างธุรกิจในประเทศจีน

ซึ่งตอนนี้ได้ทำให้บริษัทของเขาอย่าง Meituan Dianping กลายมาเป็นผู้นำในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับงานด้านบริการในจีนอยู่ในขณะนี้

Meituan ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในการเสนอขายหุ้นสาธารณะครั้งแรก (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของหวางเพิ่มขึ้นเป็น 5.3 พันล้านดอลลาร์ จากสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 11 ใน บริษัท

พ่อของหวางเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานปูนซีเมนต์ในเมือง Longyan ในจังหวัดฝูเจี้ยนทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน แต่ต้นทุนที่พ่อเขาได้ให้มานั้นไม่ได้ทำให้หวางที่อายุยังน้อยนั้นประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดายแต่อย่างใด

“ทางเลือกของหวางในการเริ่มต้นสร้างบริษัทเป็นเพราะเขาต้องการทำด้วยตัวเขาเองไม่ใช่เพื่อเงิน” พ่อของเขากล่าว “ เขาจริงจังและทุ่มเท และหวังว่าเขาจะทำสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม”

การเรียนปริญญาเอกด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยเดลาแวร์ต้องสิ้นสุดลงกลางคัน เมื่อเขาตัดสินใจกลับมาที่ปักกิ่งในปี 2004 โดยหวางได้เช่าแฟลตใกล้กับโรงเรียนเก่าที่มหาวิทยาลัยซิงหัว ซึ่งเป็นที่ที่เขาได้รับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2001

หวาง ผู้เลือกดรอปเรียนจากปริญญาเอกกลับมาสร้างธุรกิจใหม่ในจีน
หวาง ผู้เลือกดรอปเรียนจากปริญญาเอกกลับมาสร้างธุรกิจใหม่ในจีน

โครงการเครือข่ายโซเชียลเริ่มแรกของเขาไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่เขาหวังไว้ ซึ่งรวมถึง Duoduoyou ซึ่งหมายถึง“ เพื่อนมากมาย” และ Youzitu ที่หวางกำหนดเป้าหมายไปที่นักเรียนชาวจีนโพ้นทะเลเป็นหลัก แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า

แต่ความพยายามครั้งที่สามดูเหมือนจะเริ่มเป็นผลสำหรับหวาง เมื่อเครือข่ายโซเชียล ที่มีชื่อว่า Xiaonei ซึ่งแปลว่า “ภายในมหาวิทยาลัย” เปิดตัวในปี 2005 มีผู้ใช้หลายหมื่นคนเข้ามาสมัครใช้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งคล้าย ๆ กับการเกิดขึ้นของ facebook ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกา

แต่ในฐานะทีเป็นผู้ประกอบการที่ไม่มีประสบการณ์หวางประสบปัญหาด้านเงินทุน นั่นทำให้เขาขาย Xiaonei ให้กับ Chen Yizhou ประธาน บริษัท อินเทอร์เน็ต China InterActive Corp ในราคา 2 ล้านเหรียญสหรัฐในปีต่อมา

Xiaonei ถูกเปลี่ยนชื่อโดยเจ้าของเป็น Renren ซึ่งแปลว่า “ทุกคน” ในภาษาจีน Renren ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็น Facebook ของจีนได้ระดมทุน 740 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อ บริษัท จดทะเบียนในตลาด Nasdaq ในปี 2011

Xiaonei ก่อนแปลงร่างกลายเป็น Renren ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Facebook
Xiaonei ก่อนแปลงร่างกลายเป็น Renren ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Facebook

หวางได้ผลักดันโครงการเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของ microblog อย่าง Twitter ในปี 2006 ซึ่งในปีต่อมา หวาง ได้เปิดตัวเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีลักษณะคล้าย Twitter ของเขาที่มีชื่อว่า Fanfou

ภายในสองปี Fanfou มีผู้ใช้หลายล้านคน อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้สั่งให้ปิด Fanfou ในปี 2009 เนื่องจากมีการโพสต์ข้อความบนไมโครบล็อกที่กล่าวถึงการจลาจลอย่างรุนแรงในหลายวันที่ Ürümqi เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

หลายเดือนหลังจากการปิดตัวของ Fanfou บริษัท สื่อออนไลน์ของจีน Sina Corp ได้เปิดตัวบริการที่คล้ายกับ Twitter อีกชื่อหนึ่งคือ Sina Weibo โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างอาลีบาบากรุ๊ปโฮลดิ้งถือหุ้นกว่า 32% ของบริการดังกล่าว ซึ่งได้มีการจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ในปี 2014

Fanfou เปิดขึ้นในภายหลังอีกครั้ง แต่ได้ถูกระงับในการลงทะเบียนสร้างผู้ใช้รายใหม่ ซึ่งหวางเองก็ยังคงเป็นบล็อคเกอร์บน Fanfou โดยเขียนบทความมากกว่า 13,000 โพสต์ มันเป็นแพลตฟอร์มที่สะท้อนถึงปรัชญาของหวางได้อย่างดี

หวางยังคงพัฒนาโครงการต่อไปแม้จะพ่ายแพ้มามากแค่ไหนก็ตาม เขาสร้างแพลตฟอร์มในการซื้อสินค้าแบบกลุ่ม Meituan ในปี 2010 ท่ามกลางความสำเร็จของ Groupon ในสหรัฐอเมริกา 

โดยได้รับการสนับสนุนจาก Tencent Holdings ยักษ์ใหญ่ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งในที่สุดมันได้ขยายกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดของจีน สำหรับบริการแบบออนดีมานด์รวมถึงการส่งอาหารหลังจากการควบรวมกิจการกับ Dianping ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นเว็บไซต์รีวิวร้านอาหารเลียนแบบ Yelp ของอเมริกา

การรวมกิจการกับ Dianping ทำให้กลายเป็นเบอร์หนึ่งด้าน On-Demand Delivery
การรวมกิจการกับ Dianping ทำให้กลายเป็นเบอร์หนึ่งด้าน On-Demand Delivery

บริษัทที่มีฐานที่ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของสิ่งที่ในอุตสาหกรรมเรียกว่า Online to Offline หรือ O2O ซึ่งแน่นอนว่าตลาดในประเทศจีนที่มีขนาดใหญ่มหาศาล การมีการเชื่อมต่อผู้บริโภคกับร้านค้าผ่านแอพ ทำให้คนจีนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกขึ้น และที่สำคัญบริการของหวางได้ช่วย และช่วยส่งคำสั่งซื้อไปยังร้านค้าเพิ่มมากขึ้น รวมถึงสร้างอาชีพรวมถึงรายได้ทางใหม่ ๆ ให้กับเหล่าพนักงานส่งสินค้า 

Meituan ได้เปิดดำเนินงานใน 2,800 เมืองในประเทศจีนและแข่งขันกับ Ele.me ของอาลีบาบาเป็นหลักในบริการการจัดส่งตามความต้องการ (on-demand-delivery) รวมถึงยังมีบริการที่แข่งขันโดยตรงกับ Ctrip.com ในเรื่องของบริการในการจองโรงแรมที่เน้นตลาดในประเทศจีนโดยเฉพาะ

หวางเรียกเหล่าพนักงานของ Meituan ว่า“ พี่ใหญ่ซิง” ซึ่งผู้คนเหล่านี้ เป็นกลุ่มบุคคลที่สำคัญ ที่ได้ร่วมกันสร้าง บริษัทที่ให้บริการจัดส่งอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Meituan Dianping

โดยการนำของเขากับภรรยา Guo Wanhuai รวมถึงเพื่อนร่วมห้องที่มหาลัยซิงหัว อย่าง Wagn Huiwen ที่ทั้งสองเป็นขุนพลเคียงข้างเขาตั้งแต่การพัฒนาโปรเจคแรก ๆ อย่าง Xiaonei จนสามารถพลิกชีวิตให้พวกเขากลายเป็นมหาเศรษฐีได้จากบริการอย่าง Meituan Dianping อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับ

References : https://www.scmp.com/tech/apps-social/article/2165085/story-tsinghua-graduate-behind-chinas-meal-delivery-empire https://www.dragonsocial.net/blog/meituan-dianping-2/ https://www.asiaone.com/business/inside-story-how-meituan-dianping-built-chinas-largest-ecommerce-platform-services

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Geek Monday EP28 : BBC กับการใช้ AI สร้าง Interactive Radio Show

หนึ่งในการทดลองที่นำเสนอต่อสาธารณะครั้งแรกของ BBC คือการพัฒนาโปรแกรมต้นแบบสำหรับละครเสียงแบบอินเตอร์แอคทีฟดั้งเดิม ที่ใช้ “Story Engine” ของ BBC เอง ซึ่งทำการสร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับอุปกรณ์เสียง ซึ่ง Engine นี้ทำให้ง่ายต่อการเผยแพร่เรื่องราวเดียวกันในหลาย ๆ แพลตฟอร์ม

โดยในความร่วมมือกับ Rosina Sound บริษัทด้านเทคโนโลยีเสียง ได้สร้างโปรแกรมที่มีชื่อว่า The Inspection Chamber โดยเป็นละครเสียงอินเตอร์แอคทีฟที่ ผู้ฟังจะได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว เมื่อมีการสตรีมผ่าน Amazon Echo หรือ Google Home โดยผู้ฟังสามารถแทรกบทของตัวเองลงในเรื่องได้ ซึ่งเป็นการพัฒนาขึ้นเพื่อให้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร  โดยทีมพัฒนาคาดหวังอย่างเต็มที่ว่าจะขยายไปสู่อุปกรณ์ที่เปิดใช้งานเสียงอื่น ๆ ในอนาคต

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : http://bit.ly/2OpypHE

ฟังผ่าน Apple Podcast : https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast : http://bit.ly/2CTikot

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/2NUnMOd

ฟังผ่าน Youtube : https://youtu.be/ua6Dr5T6hCc

References : https://www.bbc.co.uk/rd/blog/2017-09-voice-ui-inspection-chamber-audio-drama https://www.rosina.io/about https://www.bbc.co.uk/taster/pilots/inspection-chamber/inside-story

Sample Show : http://www.bbc.co.uk/rd/blog/2017-09-voice-ui-inspection-chamber-audio-drama

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร

ถือเป็นหนังหนึ่งในหนังจีนฟอร์มยักษ์ ที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร ที่รวมเอาดาราหน้าใหม่ที่กำลังเป็นกระแสคลั่งไคล้สำหรับสาว ๆ ในไทยอย่าง เซียวจ้าน นักแสดงหนุ่มที่กำลังฮอตสุดจาก ซีรี่ยส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร (The Untamed) มารับบทนำในหนังฟอร์มใหญ่เรื่องนี้

โดย JADE DYNASTY เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ดัดแปลงจากนิยายขายดีจากจีน“จูเซียน กระบี่เทพสังหาร” หรือ “Jade Dynasty” หรืออีกชื่อ “The Attack of Heaven” นวนิยายชื่อดัง ที่เขียนโดย “เสี่ยวติง” (Xiao Ding) มียอดขายบนอินเตอร์เน็ตอันดับหนึ่ง ในปี 2005 และมียอดขายติด TOP5 ในปี 2006 ก่อนจะถูกนำมาสร้างเป็นซีรีส์ และเกมส์ออนไลน์ จนล่าสุดกับฉบับภาพยนตร์ที่ Golden A Entertainmnet ที่ได้นำเข้ามาฉายในประเทศไทย

เรื่องราวของเด็กชายกำพร้าที่รอดตายจากโศกนาฏกรรมจากหมู่บ้านของเขา แม้พ่อแม่จะถูกฆ่าตายหมด แต่เขาได้รับความช่วยเหลือและได้พบกับอาจารย์สอนและฝึกฝนวิชาจากสำนักชิงหยุน แต่เมื่อความลับของการตายของพ่อแม่เขาได้ปรากฏ

เขาจึงออกตามล่าศัตรูเพื่อแก้แค้นให้กับพ่อแม่ของเขาที่จากไป โดยภาพยนตร์ Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร ที่ได้เปิดตัวด้วยรายได้ถล่มบ็อกออฟฟิตในประเทศจีนไปกว่า 300 ล้านหยวนภายในสัปดาห์แรก

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจเลยทีเดียวกับหนังฟอร์มใหญ่จากจีนที่นาน ๆ จะเข้ามาบ้านเราทีในยุคนี้ หลังจากหมดยุคของหนังฮ่องกง ที่อดีตเคยรุ่งเรือง แต่ตอนนี้แทบจะไม่ค่อยมีเข้ามาฉายในบ้านเราอีกแล้ว

ส่วนหนังจีน โดยเฉพาะที่ดัดแปลงจากนิยายนั้นผมก็ต้องยอมรับตามตรงเลยว่า ไม่ได้ตามมานานแล้วว่าเค้าพัฒนาไปถึงไหนกันแล้ว ยังจำภาพเก่า ๆ ติดตาอยู่ตอนสมัยเด็กที่ ฉากมันไม่ได้เว่อร์วังอลังการมากมาย และเน้นเนื้อหาของเรื่องเป็นหลักอย่างที่ มังกรหยก เคยประสบความสำเร็จในไทยที่ Remake กันทุกรอบก็ยังได้รับการตอบรับที่ดีของแฟนชาวไทย

การได้เข้าไปดูเรื่องนี้ก็ไม่ได้คาดหวังมากมายในตอนแรก เพราะอยากรู้ว่าหนังจีนตอนนี้ได้พัฒนาไปถึงไหนกันแล้ว ภาพเก่า ๆ ที่เคยจำ มันยังอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และแม้ยังไม่เคยดูซีรียส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร มาก็ตาม แต่ก็อยากรู้ว่าทำไม เซียวจ้าน เค้าถึงดังได้ถึงขนาดนี้โดยเฉพาะตลาดในประเทศไทยที่ส่วนใหญ่จะเทไปฝั่งเกาหลีเสียมากกว่า

แต่หลังจากได้ดูเรื่องนี้จบ ต้องบอกว่า เป็นหนังที่เซอร์ไพรซ์ผมเป็นอย่างมาก เพราะดูแล้วมันสนุกมาก ฉากในเรื่องยิ่งใหญ่อลังการ CG Effect ต่าง ๆ ทำออกมาได้ไม่แพ้ระดับฮอลลีวู้ด เลยทีเดียว

มันเป็นหนังที่มีส่วนผสมที่ลงตัว ทั้งภาพจำของหนังจากนวนิยายยุคเก่า การดำเนินเรื่องแบบใหม่ ด้วยเทคนิคการถ่ายทำรูปแบบใหม่ ๆ นักแสดงที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะตัวเอกอย่าง เซียวจ้านเองนั้น ต้องบอกว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยม

หนังมันดูสนุกจริง ๆ มีทุกอารมณ์ ทั้งเรื่องราวดรามา ของพระเอก ทั้งเรื่องความรัก ทั้งเรื่องครอบครัว ความเป็นพี่น้อง ทุกอย่างถูกถ่ายทอดเรียบเรียงออกมาได้ดีอย่างเหลือเชื่อ ฉากการต่อสู้สุดอลังการ ที่รับรองจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

ที่สำคัญ มีแฝงมุกตลก มาคอยสอดแทรกอย่างต่อเนื่อง มันเป็นตลกแบบธรรมชาติที่จะพาคุณหัวเราะไปตลอดแทบจะทั้งเรื่องเลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าเป็นหนังที่มีครบทุกรสชาติเรื่องนึงเลยทีเดียว ไม่คิดว่าหนังจีนจะพัฒนามาก้าวไกลได้ขนาดนี้

ต้องบอกว่าความเห็นส่วนตัว ถือว่าประทับใจหนังเรื่องนี้มาก แม้จะไม่ได้ตั้งความหวังไว้มากมายหนักง แต่ออกจากโรงยังรู้สึกถึงความอิ่มเอม ที่ได้รับจากหนังเรื่องนี้ ผมว่าเป็นหนึ่งในหนัง ณ ช่วงเวลานี้ ที่คุณไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งเลยครับสำหรับ Jade Dynasty หรือ กระบี่เทพสังหาร แล้วคุณจะพบว่าตอนนี้หนังจีนนั้นมีการพัฒนาไปมาก จนน่าสนใจเลยทีเดียวครับผม

*** ปล. ผมดูจากหนัง sountrack subthai นะครับ รู้สึกว่าภาคไทยนั้นก็สนุกไม่แพ้กันสำหรับหนังเรื่องนี้หลังจากที่ได้ดูรีวิว ในโลกออนไลน์มาครับผม ***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol