Excite กับการปฏิเสธซื้อ Google ในมูลค่าเพียง 1 ล้านเหรียญ

ถือเป็น Business Case Study ครั้งยิ่งใหญ่ในวงการเทคโนโลยีโลกเลยก็ว่าได้สำหรับการปฏิเสธการเข้าซื้อ Google ของ Excite ในปี 1999 ก่อนที่ Google จะท้อใจในการขายกิจการและสองผู้ร่วมก่อตั้งที่ต้องทิ้งการเรียนมาสร้างธุรกิจจนกลายเป็นธุรกิจแสนล้านอย่างในปัจจุบัน

Excite เปิดตัวในปี 1995 มาแข่งกับ Yahoo เว๊บไซต์ยักษ์ใหญ่ที่เป็นพอร์ทัล ที่ผู้ใช้งานสามารถรับข่าวสารสภาพอากาศ เครื่องมือค้นหา การจัดการอีเมล รวมถึงการส่งข้อความ ราคาหุ้น และหน้าแรกของผู้ใช้ที่ปรับแต่งได้

ซึ่งแน่นอนว่าในขณะนั้นมันเป็นเหมือนตัวตายตัวแทนของหนังสือพิมพ์ เพื่อให้เห็นภาพว่า Excite มีขนาดใหญ่เพียงใด ต้องบอกว่ามันเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกในปี 1996

และในปี 2000 Excite เป็นเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากเป็นอันดับ 4 ของโลก Excite ได้เจรจาข้อตกลงกับ AOL ที่ AOL ตกลงที่จะทำให้ Excite เป็นบริการค้นหาหลักและบริการไดเรกทอรีพิเศษของ AOL

Excite ที่เป็นเว๊บไซต์ยักษ์ใหญ่ของโลกในขณะนั้น
Excite ที่เป็นเว๊บไซต์ยักษ์ใหญ่ของโลกในขณะนั้น

ซึ่งหากยังจำกันได้ AOL ในขณะนั้นถือว่าเป็นเว๊บไซต์ที่ยิ่งใหญ่มาก ๆทำให้ดีลนี้เป็นดีลที่ยิ่งใหญ่และมีความพิเศษอย่างมากสำหรับ Excite โดยในปี 1999 Excite ถูกซื้อโดยเครือข่ายของบริษัท @Home

การควบรวมกิจการของ บริษัท เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตสองรายนี้เป็นหนึ่งใน บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้นและมันควรจะเป็นจุดเปลี่ยนของวงการอินเตอร์เน็ตในขณะนั้น โดย หลังจากการควบรวมกิจการ ทำให้บริการของ Excite นั้นยิ่งใหญ่มากโดย Excite ได้เข้าไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับบริการต่าง ๆ มากมายทั่วสหรัฐอเมริกา

แต่การควบรวมกิจการดังกล่าวได้กลายเป็นหายนะ ด้วยการโฆษณาออนไลน์ที่ลดลงในขณะที่รายได้ของเครือข่ายเคเบิลและอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ซึ่งในเวลาไม่ถึง 2 ปีหลังจากการควบรวมกิจการ Excite และ @ home ต้องยื่นฟ้องล้มละลายและต้องทำการขายเครือข่ายใยแก้วนำแสงความเร็วสูงให้กับ AT&T ในที่สุด

แต่เรื่องราวด้านหนึ่งได้เกิดขึ้นและจะเปลี่ยนโลกของเทคโนโลยีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนโดยในปี 1999 (ก่อนการควบรวมกิจการ Excite และ @Home) นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสองคนชื่อ Sergey Brin และ Larry Page ตัดสินใจว่าโครงการด้านเล็ก ๆ ของพวกเขาที่รู้จักกันในนาม Google

ซึ่งในขณะนั้นพวกเขาไม่พร้อมที่จะออกมาทำธุรกิจ เนื่องจากเวลาเรียนที่มากเกินไปของทั้งสองผู้ก่อตั้ง โดยพวกเขาได้ไปที่ Excite และเสนอขาย Google ให้กับ Excite มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ Excite ปฏิเสธข้อเสนอ

Vinold Khosla ผู้ร่วมทุนทุน Excite จากนั้นเจรจากับ Brin และ Page เพื่อขอลดราคาขาย Google ให้ Excite ในราคา 750,000 ดอลลาร์เท่านั้น และ George Bell CEO ของ Excite ยังคงปฏิเสธข้อเสนอ ดังกล่าวอย่างไม่ใยดี

สองหนุ่มคู่หูจาก สแตนฟอร์ด ที่ยื่นข้อเสนอพิเศษแต่โดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
สองหนุ่มคู่หูจาก สแตนฟอร์ด ที่ยื่นข้อเสนอพิเศษแต่โดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

ซึ่งเหตุผลที่ Excite ไม่ต้องการทำข้อตกลงดังกล่าว คือ รายละเอียดของสัญญาที่ Page และ Brin เสนอมาก็คือ Excite ต้องแทนที่เทคโนโลยีการค้นหาด้วย Google นั่นเอง ซึ่งพวกเขามองเป็นโปรเจคนักศึกษาเพียงเท่านั้น ไม่ได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของ Google แต่อย่างใด

แต่ในวันนี้อย่างที่เราได้ทราบ ๆ กัน Google มีมูลค่ากว่า 7 แสนล้านเหรียญ ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลกและเป็นหนึ่งใน icon ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ในทางตรงกันข้ามในตอนนี้ Excite ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเว็บไซต์อันดับที่ 3616 ในสหรัฐอเมริกา กลายเป็นเว๊บไซต์ขนาดเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ ในที่สุดอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

ข้อผิดพลาดเกิดขึ้น:

แน่นอนว่าหากลองมองในทางธุรกิจ หากคุณมีความสามารถในการซื้อ บริษัท คู่แข่งขันที่มีศักยภาพไม่ว่าคุณจะทำเงินได้แค่นิดเดียวในขณะนั้น แต่มันเป็นการกำจัดการแข่งขันในอนาคตใช่หรือไม่?

มันเคยมีบทเรียนครั้งสำคัญของนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่อย่าง John D. Rockefeller ซึ่งทำให้ บริษัท สแตนดาร์ดออยล์เป็น บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในการไล่ซื้อกิจการคู่แข่งไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ขนาดไหน เพราะต้องการทำให้ สแตนดอร์ดออยส์ ผูกขาดตลาดนั่นเอง

ความจริงที่ว่า Google ได้เสนอให้ Excite อีกครั้งด้วยจำนวนเงินที่น้อยลงและยังคงถูกปฏิเสธมันถือว่าเป็นความผิดพลาดซ้ำสองที่ไม่น่าให้อภัยเป็นอย่างยิ่ง

แม้ตัวเพจและบรินวางข้อตกลงเกี่ยวกับข้อเสนอที่ทำให้ยากต่อการยอมรับ แต่การที่ George Bell ปฏิเสธข้อเสนอเพียงเพราะ Google ยืนยันว่า Excite ใช้เครื่องมือค้นหาของตนมันดูเหมือนเป็นวิธีการคิดที่ผิดมหันต์

ซึ่งแน่นอนว่า George Bell อาจจะคิดอย่างดีแล้วว่าเสิร์ชเอ็นจิ้นของพวกเขาอย่าง Excite ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของเว็บไซต์ในโลกในขณะนั้น ทำไมจึงควรเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เพื่อฟังนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบจากสแตนฟอร์ดด้วยซ้ำ

ซึ่งการคิดแบบนั้นทำให้ Excite ประมาทและไม่คิดเปลี่ยนแปลง ในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างอินเตอร์เน็ต ไม่มีทดลองใด ๆ ของ Excite ในการใช้ Google มาเป็นโปรแกรมค้นหาดูก่อนเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งพวกเขาควรลองใช้ดูเพื่อดูว่ามันดีแค่ไหนและมันจะทำให้ Excite ดีขึ้นได้อย่างไร Excite ทำข้อผิดพลาดมากมายตลอดประวัติศาสตร์ของบริษัท แต่ไม่สำคัญมากไปกว่าการปฏิเสธการเข้าซื้อ Google ในราคาที่ต่ำและต่ำมาก ๆ เพียงแค่ 750,000 ดอลลาร์ เท่านั้น ซึ่งอาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าบริษัทของพวกเขาไปตลอดกาล ก็เป็นได้ครับ

References : https://mwmblog.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movies Review : AD Astra ภารกิจตะลุยดาว

ดูเหมือนจะเป็นหนัง Sci-Fi ที่น่าสนใจเรื่องนึงเลยทีเดียวนะครับสำหรับ AD Astra ภารกิจตะลุยดาว ที่ได้ดาราระดับตัวพ่ออย่าง แบรด พิตต์ มาแสดงนำ เรื่องนี้ต้องบอกว่า ถ้าดูจาก Trailer นั้น ยังไม่เป็นที่น่าสนใจมากนัก แต่พอดีผมมีเวลาจังหวะว่าง แหละเหลือหนังเรื่องนี้เรื่องเดียวที่สามารถดูได้ จึงขอเข้าไปชมผลงานของ แบรด พิตต์ เสียหน่อย

สำหรับ “Ad Astra” กำกับฯโดย เจมส์ เกรย์ เขียนบทฯโดย อีธาน กรอส นำแสดงโดย แบรด พิตต์, ทอมมี่ ลี โจนส์, โดนัล์ด ซูเธอร์แลนด์, จอห์น ออร์ทิส, เจมี่ เคนเนดี้ และรูธ เนกก้า กับเรื่องราวของนักบินอวกาศ รอย แม็คไบรด์ (แบรด พิตต์) ต้องรับหน้าที่ทำภารกิจสำคัญที่สุดในชีวิต นั่นก็คือการเดินทางข้ามระบบสุริยจักรวาล เพื่อตามหาพ่อผู้เป็นที่รักที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ซึ่งสาเหตุนั้นอาจข้องเกี่ยวกับปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้ และเป็นความลับที่คุกคามการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษยชาติบนโลกของเรา

เรียกได้หว่า หนังปูเรื่องมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แม้การแสดงของ แบรด พิตต์ จะดูนิ่ง ๆ ผิดปรกติอยู่บ้างสำหรับหนังเรื่องนี้ แต่มันได้แสดงให้เห็นถึงอนาคตในจินตนาการที่แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอนสำหรับเนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้

ตัวอย่างการมีบริการบินพานิชย์ ไปยังดวงจันทร์นั้น ผมว่าในอนาคตใกล้ ๆ นี้เราอาจจะได้เห็นธุรกิจนี้แบบจริง ๆ จัง หลังจาก Elon Musk นั้น มีความทะเยอทะยาน ที่จะพาเราไปตั้งอาณานิคมนอกโลกกันอยู่ และที่สำคัญมันเป็นธุรกิจที่ทำด้วยบริษัทเอกชนอย่าง SpaceX นั่นเองครับ

และหนังเรื่องนี้ยังได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ที่ดี ถึงดีมาก ต้องบอกว่า ใครชอบก็ชอบเลย แต่ใครไม่ชอบนี่ อาจจะหลับได้เลย หลังจากที่ได้อ่านกระแสในโลกออนไลน์ไทยนั้น พบว่าไปในทางไม่ชอบเสียมากกว่า

แต่สำหรับตัวผมเองที่หลงใหลในเรื่องเทคโนโลยี รวมถึงอินกับความคิดของ Elon Musk มาก ๆนี่ต้องบอกว่าเป็นหนังที่ชอบเลยทีเดียว มันเป็นการผสมเรื่องราวของความเป็น Sci-Fi และ Drama ความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อย่างลึกซึ้งจริง ๆ

แม้มันจะดูเหมือนดำเนินเรื่องอืด ๆ และแทบจะไม่มีเนื้อหาใด ๆ แต่ต้องบอกว่ามันรู้สึกแปลก ถ้าเทียบกับหนังด้านอวกาศอื่น ๆ ที่เคยสร้างมา มันให้ความรู้สึกใหม่ของการดูหนัง Sci-Fi ที่เกี่ยวกับอวกาศ และ Concept ของโลกอนาคตที่ดูไม่เว่อร์ไป และดูจะใกล้ความเป็นจริงเข้าไปทุกทีนั่นเอง

แต่ข้อเสียของหนังเรื่องนี้คือ ตัวแบรด พิตต์ เองที่รับบทนำ ผมมองว่าแกเล่นนิ่งเกินเหตุไป มันดูไม่สมจริงไปหน่อย มันดูแข็ง ๆ ยังไงชอบกล ( อยากให้ลองไปดูกันเองอธิบายไม่ค่อยถูก) และ ความสมจริงบางอย่างในเรื่องอวกาศ เมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ มีหลายจุดที่มันดู ไม่ make sense เลย

และที่สำคัญมันเป็นหนังที่เดาตอนจบของเรื่องได้ง่ายมาก ๆ ไม่มีพลิกโผอะไรแทบจะทั้งสิ้น ซึ่งผมจินตนาการตอนจบไว้อีกแบบ และลุ้นให้มันเป็นแบบนั้น แต่มันก็ไม่เกิดขึ้นจริง สรุปก็คือ หนังเรียบง่าย Sci-Fi Drama ที่คุณเดาตอนจบของหนังได้อย่างง่าย ๆ นั่นเอง

แต่จุดที่ผมชอบก็อย่างที่กล่าวไป มันแสดงให้เห็นอนาคต ที่มีความเป็นไปได้มาก ๆ และมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ในช่วงชีวิตเราได้อย่างแน่นอน ทำให้เกิดจินตนาการว่าเมื่อถึงตอนนั้นจริง ๆ อนาคตของมนุษย์ชาติของเราจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ถือว่าไม่เสียดายนะครับที่ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ อยากให้ไปสนับสนุนกันเยอะ ๆ ครับ เพราะตอนนี้ไม่มีหนังฟอร์มใหญ่เข้าซักเท่าไหร่ Ad Astra น่าจะเป็นตัวเลือกนึงที่สนใจของคอหนัง Sci-Fi ที่ไม่ควรพลาดครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Bill Gates ตอนที่ 9 : Revenge of the Fallen

ในเมื่อมีการประกาศอย่างชัดเจนจาก Bill Gates และ Microsoft ว่า google คือ ศัตรูหมายเลขหนึ่งที่กำลังจะรุกรานธุรกิจต่าง ๆ ของ Microsoft และในโลกของ Search Engine นั้นดูเหมือนว่า Microsoft จะเพลี่ยงพล้ำให้กับ google ไปเสียแล้ว ทางเลือกใหม่ของ Microsoft จึงเป็นการหาพันธมิตรใหม่ในโลกออนไลน์แทน

และแน่นอนว่าบริการใดที่เป็นที่นิยมในโลกอินเตอร์เน็ต บริการนั้นก็ถือเป็นภัยคุกคามของ google เช่นเดียวกัน เมื่อเข้าสู่ปี 2007 บริการ Social Network น้องใหม่อย่าง facebook เริ่มปรากฏกายออกมาเป็นภัยคุกคุมใหม่ของ google

สาเหตุสำคัญก็เนื่องมาจาก มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก พยายามปลุกปั้น facebook ด้วยความชาญฉลาด โดย facebook จะทำการซ่อนเนื้อหาทั้งหมดไว้ ไม่ให้ Search Engine รายใดเข้ามาย่างกรายใน platform ของ facebook ผ่านเนื้อหาของไฟล์ “robot.txt” ที่เป็นตัวกรองไม่ให้ Search Engine เข้ามาทำการเก็บข้อมูล Content ภายในเว๊บของตนเอง

มันเปรียบเสมือนปราการขนาดยักษ์คอยป้องกันไม่ให้ google เข้ามาสอดส่องข้อมูลภายใน facebook เพราะมันเป็นเรื่องของข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน มาร์ค จึงไม่อยากให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกค้นหาได้ทั่วไปในระบบอินเตอร์เน็ต เพราะหากจะค้นหาต้องเข้ามา join ใน platform ของเขาเท่านั้นที่เป็นระบบปิด ที่ต้องสมัครเข้ามาใช้งาน

หนุ่มน้อยอย่าง มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ที่สร้างธุรกิจใหม่บนโลกออนไลน์อย่าง Social Network
หนุ่มน้อยอย่าง มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ที่สร้างธุรกิจใหม่บนโลกออนไลน์อย่าง Social Network

google ที่เคยเป็นพี่ใหญ่คอยสอดส่องไปทั่วทั้งระบบ internet เริ่มรู้สึกหงุดหงิด เพราะเนื้อหาใน facebook นั้น google ไม่มีอำนาจที่จะเข้าถึงได้ และที่สำคัญมันกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อเหล่าผู้คนบนโลกออนไลน์แห่แหนกันมาเล่น social network เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มันทำให้ google ไม่สามารถทำการโฆษณาให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้เลย เพราะถูกกำแพงที่ facebook สร้างกั้นไว้

และดูเหมือนว่า google จะโดนกับตัวเองบ้าง เพราะตอนนี้ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กก็มอง google เหมือนที่ google มองไปยัง Microsoft ในช่วงแรก ๆ ซึ่ง มาร์ค ก็ไม่อยากให้ facebook ถูกกลืนกินโดย google เช่นกันเดียวกัน เหมือนตอนที่ google ก็ไม่ยอมให้ Microsoft กลืนกินธุรกิจของตัวเองในช่วงแรก

และเป็นพี่ใหญ่อย่าง Microsoft นี่เอง ที่แทนที่จะสู้รบกับ google ที่สดกว่าด้วยน้ำมือตัวเอง จึงได้คิดแผนการใหม่ด้วยการ ซื้อหุ้น facebook ในปริมาณเพียง 1.6% ด้วยมูลค่ากว่า 240 ล้านเหรียญสหรัฐ

ซึ่งต้องบอกว่าในขณะนั้น facebook มีผู้ใช้งานเพียงแค่ 42 ล้านคนเท่านั้น แต่นี่เป็นแผนการที่เหนือชั้นอีกครั้งของ Microsoft ที่ต้องการเตะตัดขา google ในโลกออนไลน์ ที่กำลังคิดการณ์ใหญ่ และเริ่มที่จะรุกล้ำเข้ามาที่ธุรกิจของ Microsoft มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งดีลดังกล่าวนี้ ทำให้มูลค่า facebook ในตอนนั้นพุ่งสูงขึ้นไปถึงกว่า 1.5 หมื่นล้านเหรียญเลยทีเดียว

แม้จะเป็นชัยชนะเล็ก ๆ ของ Microsoft ต่อ google แต่อย่างไรก็ตามสัดส่วนของ Bing นั้นก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับที่ทำให้เหล่าผู้บริหารสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นตลาดในสหรัฐ หรือ ทั่วโลก ซึ่ง Bing นั้นได้ครองส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยในตลาดการค้นหา และดำเนินธุรกิจได้ด้วยอาศัยเงินทุนที่มหาศาลของ Microsoft เพียงเท่านั้น

ซึ่ง Microsoft ก็จำเป็นต้องหาทางเลือกทางอื่น เพราะรู้อยู่แล้วว่าการไปสู้กับ google แบบตรง ๆ ในโลกธุรกิจออนไลน์นั้น พวกเขาเป็นรองอย่างชัดเจน ในช่วงต้นปี 2008 Microsoft จึงได้ทำการเสนอราคาซื้อ Yahoo สูงถึง 4.5 หมื่นล้านเหรียญ เป้าหมายของ Microsoft ก็เพื่อที่จะเพิ่มอำนาจการค้นหาของบริษัท โดยการขยายธุรกิจ ซึ่งตอนนั้น Yahoo ก็ถือเป็นอันดับสองในโลกอินเตอร์เน็ต รองจาก google เพียงเท่านั้น

Yahoo ครองส่วนแบ่งการตลาดโฆษณาออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดบนเว๊บไซต์ มีทั้งเนื้อหาข่าว บริการ email ซึ่งมีผู้ใช้งานอยู่มากมายทั่วโลก และที่สำคัญ Microsoft ก็มองว่า Yahoo น่าจะเป็นส่วนเติมเต็มที่ดีให้กับ Bing ได้อย่างแน่นอน

แต่ครั้งนี้ ดูเหมือน ผู้บริหารฝั่ง Yahoo จะตัดสินใจพลาดครั้งใหญ่ เพราะได้ปฏิเสธข้อเสนอของ Microsoft ไปอย่างไม่ใยดี ซึ่งเจอร์รี่ หยาง ก็ได้กลายเป็นคนต้องรับผิดชอบถูกกดดันให้ลาออกไปในที่สุด ซึ่งการปฏิเสธครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมโฆษณาออนไลน์เลยก็ว่าได้ 

แม้จะมีการสร้าง Partnership กันระหว่าง Microsoft และ Yahoo ในเรื่องการค้นหา ภายหลัง โดย Microsoft จะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องการค้นหาแทน แต่ตอนนั้นต้องบอกว่ามันสายไปเสียแล้ว

Yahoo ใช้โปรแกรมค้นหาของ Bing จาก Microsoft แต่ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว
Yahoo ใช้โปรแกรมค้นหาของ Bing จาก Microsoft แต่ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว

เมื่อ facebook กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และได้ฉกฉวยรายได้จากโฆษณาออนไลน์ไปเป็นจำนวนมาก ด้วยจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รายรับของ Yahoo ลดลง หลังจากนั้น Yahoo ก็ดำดิ่งจนสุดท้ายก็ต้องขายกิจการไปในที่สุด

ต้องบอกว่า ตลาดโฆษณา online ก่อนหน้ายุค facebook เกิดนั้น google ครองตลาดส่วนนี้แบบแทบจะเบ็ดเสร็จ เหลือช่องว่างไว้ให้ bing ของ microsoft เพียงเล็กน้อยเท่านั้น 
การส่ง facebook ไปทำการรบกับ google แทน และเป็นการถ่วงดุลอำนาจของ google หลังจากที่ไม่ได้มีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อมานาน

ซึ่งต้องบอกว่าเป็นแผนที่เหนือชั้นมากของ Bill Gates และ Microsoft อีกครั้งหนึ่งในสงครามด้านเทคโนโลยี ที่ห้ำหั่นกันอย่างสุดมันส์ ใครพลาดพลั้งเพียงเล็กน้อย ก็อาจจะทำให้ธุรกิจของตัวเองล้มหายตายจากไปเลยก็ว่าได้ อย่างที่เราได้เห็นตัวอย่างมานับต่อนับแล้วนั่นเอง และแน่นอนว่า มันทำให้ Microsoft นั้นได้มีเวลาหายใจหายคอ และกลับมาโฟกัสกับธุรกิจตัวเองมากขึ้น เพื่อสร้างความสามารถในการเติบโตในระยะยาวได้อีกครั้งนั่นเองครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Bill Gates ตอนที่ 8 : The Internet Trap

พอถึงต้นปี 2000 google นั้นก็ได้กลายเป็นเว๊บไซต์ยอดนิยม ของเหล่านักค้นหา แต่ข่าวร้ายก็มาถึงเช่นเดียวกัน เพราะ เกิดวิกฤติดอทคอมขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมปี 2000 ซึ่งทำให้พวกเหล่าเศรษฐีอินเตอร์เน็ตพากันล้มหายตายจากไปพอสมควร รวมถึงเหล่านักวิจารณ์ก็พากันวิจารณ์ google ว่ามันเป็นเพียงแค่ของเล่น เพราะไม่มี โมเดลธุรกิจที่ชัดเจน ซึ่งคงมีจุดจบไม่ต่างจากบริษัทดอทคอมรายอื่น ๆ ที่ล้มหายตายจากกันเป็นว่าเล่นในขณะนั้น

แต่สิ่งที่ช่วยรักษา Google ให้อยู่รอดปลอดภัยจากวิกฤติครั้งนี้ได้ และเป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุดของ google คงจะเป็นเรื่องของการตัดสินใจต่าง ๆ โดยทุกครั้งนั้น google จะเอาข้อมูลเป็นตัวตั้งเสมอ ทั้งเรื่องการตลาด ผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งเรื่องเทคนิคอลต่าง ๆ ภายใน google เพราะหากไม่มีข้อมูลที่มาสนับสนุนการตัดสินใจได้ดีพอ คนที่เสนออาจจะถูกตอกกลับหน้าหงายโดยสองผู้ก่อนตั้งไปเลยก็ได้

ซึ่งในขณะที่ Google เติบโตอย่างเงียบ ๆ นั้น ในเวลาเดียวกันในตลาดบนอินเตอร์เน็ต Microsoft โฟกัสไปที่ผลิตภัณฑ์เว๊บพอร์ทัล อย่าง MSN เพราะดูจะเข้าท่ากว่าโปรแกรมค้นหาอย่างเห็นได้ชัด และ Microsoft ยังปั้นให้ MSN กลายเป็นเว๊บท่าที่ยอดนิยมที่สุดในโลก ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ซึ่งในปี 2000 มีคนเข้ามาใช้งาน MSN กว่า 201 ล้านคน โดยที่ Microsoft แทบจะไม่ได้สนใจโปรแกรมค้นหาใด ๆ ด้วยซ้ำ เพราะพวกเขากำลังก้าวไปสู่จุดสูงสุดของการเป็นเว๊บ portal ที่ทุกคนทั่วโลกต้องเข้าใช้งาน

Microsoft กำลังโฟกัสเว๊บพอร์ทัลอย่าง MSN ไม่สนใจโปรแกรมค้นหาเลยด้วยซ้ำ
Microsoft กำลังโฟกัสเว๊บพอร์ทัลอย่าง MSN ไม่สนใจโปรแกรมค้นหาเลยด้วยซ้ำ

แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดของ google คือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Adwords ซึ่งได้กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ผู้โฆษณา  โดยทำให้โปรแกรมค้นหาของ Google นั้นสามารถทำตลาดแทบจะตลอด 24 ชั่วโมงในทุก ๆ วัน

โดยในทุก ๆ วัน มันมีคำหรือ วลีนับล้านคำ ที่ผู้คนกำลังค้นหา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าและบริการแทบจะทั้งสิ้น ตัวอย่างชื่อสินค้าประจำวันเช่น “Pet food” อาจจะมีราคาประมํูลที่ถูก กว่า คำอย่าง “Investment Advice” ซึ่งเป็นกลไกของตลาดในเรื่องราคาที่ผู้ลงโฆษณายินดีที่จะจ่ายเพื่อให้โฆษณาของตนได้ปรากฏเมื่อมีคนค้นหาคำ ๆ นั้นบน Google

มันทำให้ Google ได้เงินทุกครั้งที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์คลิกบนโฆษณา ที่มันแสดงขึ้นบนผลการค้นหา และมันถูกทำงานแบบอัตโนมัติ โดยระบบการประมูลออนไลน์ ซึ่งมันทำให้ Google มั่นใจได้ว่า จะได้รับราคาที่ดีที่สุดอยู่เสมอ และสร้างกระแสเงินสดปริมาณมหาศาลให้ Google มากขึ้นเรื่อย ๆ 

และที่สำคัญ Google ยังได้มือดีอย่าง เอริค ชมิดต์ เข้ามาเป็น CEO โดย ชมิดต์ได้เข้ามาเพิ่มมิติของ google ให้ขยายขอบเขตขึ้น ซึ่งจากประสบการณ์บริษัทเก่าที่เขาเคยทำงานด้วยไม่ว่าจะเป็น Novell และ Sun Microsystem เขาล้วนมีประสบการณ์ที่ดีในการสู้กับยักษ์ใหญ๋อย่าง Microsoft ในสงครามกฏหมายในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

ชมิดต์ นั้นมักเตือน บรินและเพจ อยู่เสมอว่า อย่าไปท้าทายยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft เหมือนที่ NetScape ทำ พยายามแอบอยู่ในมุมมืด และอย่าพยายามวาดภาพว่า google นั้นเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่จะมาแข่งกับ Microsoft

ซึ่งส่วนนี้จะทำให้ Microsoft นั้นยังไม่สนใจ และคิดว่า google ทะเยอะทะยานต้องการทำธุรกิจมากกว่าการค้นหา ซึ่งแม้จะเป็นความจริงก็ตาม แต่ไม่จำเป็นต้องประกาศให้คนรับรู้ ยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของ google คือ กันตัวเองห่างออกจาก Microsoft ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ซึ่งมันเปรียบเสมือนเป็นหลุมพรางที่กันไม่ให้ Microsoft รู้ความเคลื่อนไหวของ Google ในโลก Internet นั่นเอง

Google ได้มือดีอย่าง เอริก ชมิดต์ มาช่วยวางแผนสู้กับ Microsoft
Google ได้มือดีอย่าง เอริก ชมิดต์ มาช่วยวางแผนสู้กับ Microsoft

และในที่สุด ฐานะทางการเงินของ Google ก็เติบโตขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ ในปี 2002 นั้น Google สร้างรายได้ 440 ล้านเหรียญ และสามารถทำกำไรได้ถึงกว่า 100 ล้านเหรียญ ซึ่งกำไรทั้งหมดมันมาจากการที่ผู้ใช้คลิกข้อความโฆษณาที่วางอยู่ทางขวาในหน้ารายงานผลการค้นหาบน Google.com

การเป็นผู้ริเริ่มทำเป็นคนแรก และการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทอเมริกาของ Google มันได้ย้ายเงินโฆษณาที่เดิมต้องจ่ายให้สื่อเก่า ๆ อย่าง ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ และ นิตยสาร มายังอินเทอร์เน็ตแทน และตอนนี้ บริษัทซึ่งตั้งเป้าหมายแรกเพียงแค่ต้องการเป็นผู้สนองการค้นข้อมูลเพียงอย่างเดียวอย่าง Google ได้ก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของบริษัทยักษ์ใหญ่ในโลกอินเทอร์เน็ต ผ่านการโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตได้สำเร็จแล้ว

และเมื่อทาง Microsoft เริ่มรู้ตัว Gates ก็สั่งให้ทีมงานเข้ามาลุยในธุรกิจ Search Engine แบบทันที  แต่แน่นอนว่าเป็นงานที่หนักหน่วงมาก ๆ สำหรับ ยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ที่ต้องการเข้ามาในตลาดการค้นหา ซึ่ง google ได้นำหน้าไปไกลแล้ว

เพราะตอนนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของความเข้าใจต่อผู้ใช้งาน ว่าพวกเขาต้องการอะไร และ Search Engine ต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดให้กับพวกเขาได้ ซึ่ง Google นั้นนำไปแบบไม่เห็นฝุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Microsoft นั้นสามารถเอาชนะ NetScape ได้แบบไม่ยากนัก เพราะมีการเขียน software มาอย่างดี และติดตั้งเป็นค่าเริ่มต้นมาพร้อมกับ Windows ได้ ส่วน google นั้นให้บริการฟรีอยู่แล้ว จึงไม่มีทางที่ Microsoft จะมาตัดราคาเหมือน NetScape ได้เหมือนกลยุทธ์เก่า ๆ

ซึ่งมันมีเพียงทางเลือกเดียวที่จะสามารถล้ม google ได้คือ การสร้าง Search Engine ที่ดีกว่า แต่ดูเหมือนทุกอย่างมันจะสายไปเสียแล้ว เพราะ Brand ของ Google มันได้กลายเป็นคำสามัญสำหรับการค้นหาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว google กลายเป็นอำนาจที่ทรงพลังที่สุดในอินเตอร์เน็ตได้สำเร็จแล้ว และมันเป็นครั้งแรกที่ Gates และ Microsoft ต้องพ่ายแพ้ในศึกเทคโนโลยี ให้กับบริษัทหน้าใหม่ ที่เพิ่งเกิดไม่กี่ปีอย่าง Google มันเป็นการฝากรอยแผลในใจให้กับ Gates และ Microsoft เป็นอย่างมาก

แล้วสถานการณ์ที่มาถึงขนาดนี้ Bill Gates จะแก้เกมส์ Google อย่างไร ด้วยความสดใหม่ของเหล่าพนักงาน Google แถมยังได้ไปแย่งชิงตัวเอาพนักงานมือดีมาจาก Microsoft อีกมากมาย มันเป็นการหักหน้า Gates ที่แสนจะเจ็บปวดครั้งแรกในการแข่งขันในธุรกิจทางด้านเทคโนโลยี Gates จะแก้แค้นด้วยวิธีไหน โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับ

–> อ่านตอนที่ 9 : Revenge of the Fallen

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

AI กับการสร้างใบหน้ามนุษย์ที่ไร้ตัวตน

ความสามารถของ AI ในการสร้างภาพปลอมนั้นไม่ได้ถือว่าเป็นความรู้ใหม่ ในเทคโนโลยีด้าน AI ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน แต่เว็บไซต์อย่าง – ThisPersonDoesNotExist.com  กำลังส่งต่อเรื่องดังกล่าวให้การศึกษาที่รวดเร็วขึ้นและโน้มน้าวใจให้ผู้คนสนใจในเทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น

เว็บไซต์ดังกล่าว เป็นผลงานของ Philip Wang วิศวกรซอฟต์แวร์ของ Uber และใช้พื้นฐานของงานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว โดยนักออกแบบชิป Nvidia เพื่อสร้างภาพจำลองปลอมที่ไม่มีที่สิ้นสุด 

อัลกอริทึมที่อยู่เบื้องหลังนั้นได้รับการ Training บนชุดข้อมูลขนาดใหญ่ของภาพจริงจากนั้นใช้เครือข่ายประสาทประเภทหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ  generative adversarial network (GAN) เพื่อสร้างตัวอย่างใหม่ขึ้นมา

“ทุกครั้งที่คุณรีเฟรชเว็บไซต์ดังกล่าว อัลกอริทึมที่จะสร้างภาพใบหน้าใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น” Wang ได้เขียนไว้ในโพสต์บน Facebook เขาเสริมว่า“ คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่า AIs จะสังเคราะห์ภาพในอนาคตได้ดีและมีประสิทธิภาพมากเพียงใด”

พื้นฐานของพลัง AI ของเว็บไซต์นั้นถูกคิดค้นขึ้นโดยนักวิจัยชื่อ  Ian Goodfellow ซึ่ง Nvidia ใช้อัลกอริธึมที่มีชื่อว่า StyleGAN และทำให้เป็นโครงการโอเพนซอร์สเมื่อเร็ว ๆ นี้และพิสูจน์แล้วว่าอัลกอริธึมดังกล่าวนั้นมีความยืดหยุ่นอย่างเหลือเชื่อ 

แม้ว่าตอนนี้ตัวอัลกอริธึมดังกล่าวได้รับการฝึกฝนเพื่อสร้างใบหน้ามนุษย์ แต่ในทางทฤษฎีแล้วมันสามารถเลียนแบบแหล่งที่มาใดก็ได้ ซึ่งตอนนี้นักวิจัยกำลังทดลองกับเป้าหมายอื่นอยู่ทั้งตัวการ์ตูน , แบบอักษรและ กราฟฟิตี

ตัวอย่าง Anime ที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว
ตัวอย่าง Anime ที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว

ดังที่เราได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ที่ The Verge พลังของอัลกอริทึมอย่าง StyleGAN ทำให้เกิดคำถามมากมาย ซึ่งในอีกด้านหนึ่งมีแอพพลิเคชั่นที่สร้างสรรค์มากมายสำหรับเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ โปรแกรมเช่นนี้สามารถสร้างโลกเสมือนจริงที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้ เช่นเดียวกับการช่วยเหลือนักออกแบบและนักวาดภาพประกอบ ซึ่งอัลกอริธึมเหล่านี้กำลังนำไปสู่งานศิลปะประเภทใหม่ในอนาคต

แต่มีข้อเสียคือ ดังที่เราได้เห็นในถกเถียงเกี่ยวกับเทคโนโลยี deepfakes (ซึ่งใช้ GANs เพื่อสร้างใบหน้าของผู้คนลงบนวิดีโอเป้าหมายบ่อยครั้ง เพื่อสร้างภาพอนาจารที่ไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของใบหน้าตัวจริง) ความสามารถในการจัดการและสร้างภาพที่สมจริงในระดับนี้จะมีผลอย่างมาก

มันจะเกิด Effect อย่างมากต่อสังคมของเรา ซึ่งแน่นอนว่าต่อไปในอนาคต  ซอฟต์แวร์ดังกล่าวอาจมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการสร้างการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองและแคมเปญที่มีอิทธิพลต่อคนจำนวนมากได้นั่นเอง

*** ตอนนี้มีแจกรูปที่สร้างจาก AI สำหรับใช้ในงานออกแบบ ทำเว๊บไซต์ หรือ อะไรก็ตามโดยไม่ผิดลิขสิทธิ์ ซึ่งไปโหลดรูปมาใช้ได้เลยที่ https://generated.photos/ ***

References : www.theverge.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol