Movie Review : 1917

ต้องบอกว่าผมเป็นหนึ่งในคอหนังแนวสงครามโลก ที่เรียกได้ว่าเป็นแฟนระดับฮาร์ดคอร์ ที่ติดตามแทบจะทุกเรื่อง หากมีหนังที่เกี่ยวกับสงครามโลกเข้าฉาย และสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ของโลกเราในช่วงการเกิดสงครามเป็นอย่างมาก

สำหรับ 1917 นั้น เป็นหนังใหม่อีกหนึ่งเรื่องที่ถ่ายทอดอีกมุมหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่จะเห็นได้ว่ามีหนังน้อยเรื่องที่จะนำเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 1 มาถ่ายทอดลงบน แผ่นฟิล์ม ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปที่สงครามโลกครั้งที่สองมากเสียกว่า

สำหรับ 1917 นั้นเป็นผลงานของ แชม เมนเดส ผู้กำกับรางวัลออสการ์ที่เคยมีผลงานอย่าง Skyfall, Spectre และ American Beauty โดยในเรื่องนี้นั้นได้นำเสนอมุมมองที่แตกต่างในภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1

ซึ่งภาพยนตร์ 1917 ได้ โรเจอร์ ดีกินส์ ผู้กำกับภาพเจ้าของรางวัลออสการ์ รับหน้าที่ผู้กำกับภาพ ภาพยนตร์ถ่ายทอดมุมมองของสงครามโดยใช้การเล่าเรื่องราวแบบเรียลไทม์ เป็นภาพยนตร์เล่าเรื่องแบบช็อตเดียว ซึ่งจะทำให้ผู้ชมรู้สึกเสมือนอยู่ในสนามรบ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1

ผ่านตัวละครหลักที่เป็นทหารอังกฤษ ซึ่งประกอบด้วย สคอฟิลด์ (จอร์จ แมคเคย์ จาก Captain Fantastic) และ เบลก ( ดีน-ชาร์ลส์ แชปแมน จาก Game of Thrones) ได้รับมอบหมายให้ไปร่วมปฏิบัติการที่ดูเหมือนว่าอาจไม่มีทางสำเร็จ พวกเขาต้องข้ามเขตแดนของข้าศึก เพื่อส่งสารเพื่อให้หยุดการโจมตีทหารนับพันที่อยู่ในแนวหน้า

ต้องบอกว่า ภาพยนต์เรื่องนี้ แสดงให้เห็นภาพที่เหมือนจริงของเรื่องราวที่น่าทึ่งในสงครามโลกครั้งที่ 1 ผ่านการเดินทางสุดระทึกของทหารสองคนที่ต้องส่งสารไปยังทหารแนวหน้าเพื่อยกเลิกการโจมตีเยอรมัน

ความยอดเยี่ยมที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของ 1917 คือเรื่องของเทคนิคการถ่ายทำ การใช้กล้องติดตามตัวละครหลักของเรื่องทั้งสองด้วยการถ่ายภาพต่อเนื่องที่ดูราบรื่นเป็นเวลา 110 นาที

แม้ว่าความจริงแล้วมันจะไม่ใช่ฉาก Long Take จริง ๆ ทั้งหมด แต่การใช้เทคนิคเนียน ๆ ทำให้สามารถหลอกตาผู้ชมได้ ให้เราเหมือนเข้าไปอยู่ในเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง ๆ เลยก็ว่าได้

และที่สำคัญ เรื่องของดนตรีประกอบ ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมากในการที่จะเพิ่มความรู้สึกของสงครามที่รุนแรงและให้ความรู้สึกว่าทุกฉากนั้น การสร้างสรรค์ของดนตรีประกอบทำได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ๆ

เอกลักษณ์เด่นอีกอย่างคือ  มีภาพโคลสอัพที่สำคัญมากมายที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องราวของทหารสองคน(ตัวเอก) เกี่ยวกับอดีตและผลกระทบทางอารมณ์จากสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อเปิดเผยความน่ากลัวและความน่าตกใจของสนามรบจริง ๆ ที่เกิดขึ้นนั่นเอง

รวมถึงการแสดงของ จอร์จ แมคเคย์ & ดีน-ชาร์ลส์ แชปแมน นั้นยอดเยี่ยม พวกเขาแสดงออกถึงอารมณ์แบบดิบ ๆ ของทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ จอร์จ แมคเคย์ ที่รับบท สคอฟิลด์ ตัวเอกหลักของเรื่อง ที่ต้องบอกว่า สามารถทำการแสดงออกมาได้อย่างสุดยอดมาก ๆ ทั้งสีหน้า ท่าทาง แววตา ทุกอย่าง มันดูสมจริง

และเมื่อมาผสมกับเทคนิคฉาก Long Take มันยิ่งทำให้เราเหมือนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์จริง คล้าย ๆ เราเป็นส่วนหนึ่งของตัวละครในหนังเรื่องนี้ อารมณ์ต่าง ๆ ที่ส่งจากตัวละคร มันจึงส่งผลโดยตรงต่อผู้รับชมอย่างชัดเจนมาก ๆ

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งในหนังสงครามคุณภาพ ที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับ สำหรับ 1917 และเป็นหนังที่กล่าวถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ในแง่มุมที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน จากหนังสงครามที่เราเคยดูมาอย่างแน่นอนครับ ที่ให้ความรู้สึกดื่มด่ำและตื่นเต้นกับภาพยนตร์ เนื่องจากภาพยนตร์ทั้งเรื่องถ่ายทอดประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ที่คุณจะไม่เคยได้พบเจอมาก่อนนั่นเองครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

หรือ UFOs อาจเป็นมนุษย์ที่เดินทางข้ามกาลเวลามาจากอนาคต

ในหนังสือเล่มใหม่ของ ศาสตราจารย์ด้าน มานุษยวิทยา ได้เสนอแนวความคิดใหม่ทีว่า UFOs อาจจะไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวที่ขับขี่มัน แต่เป็นมนุษย์เราที่เดินทางมาจากอนาคต

“ เรารู้ว่าเราอยู่ที่นี่ เรารู้ว่ามนุษย์ดำรงอยู่ เรารู้ว่าเรามีประวัติศาสตร์วิวัฒนาการมายาวนานบนโลกใบนี้ และเรารู้ว่าเทคโนโลยีของเรากำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วขึ้นในอนาคต” Michael Masters ศาสตราจารย์มานุษยวิทยาทางชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมอนแทนา บอกกับ Space.com “ผมคิดว่าคำอธิบายที่ง่ายที่สุดสำหรับ UFOs คือ มันคือเรานั่นเองที่มาจากอนาคต”

ศาสตราจารย์ Michael ไม่ใช่คนแรกที่เสนอความคิดนี้ โดยในหนังสือเล่มใหม่ของเขา เขาพยายามที่หาเหตุผลสนับสนุนโดยใช้ความเชี่ยวชาญของเขาในด้านมานุษยวิทยา หากนักวิทยาศาสตร์ในอนาคตสามารถย้อนเวลากลับไปดูว่ามนุษย์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร แทนที่จะพยายามเรียนรู้จากโบราณวัตถุโบราณ ซึ่งมันอาจเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาในอนาคต

Michael Masters บอกกับ Space.com “อาจเป็นนักมานุษยวิทยา นักประวัติศาสตร์ นักภาษาศาสตร์ในอนาคต ที่ต้องการกลับมาศึกษาข้อมูลในแบบที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบันผ่านเทคโนโลยีสุดล้ำในอนาคต”

แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่มนุษย์เพียงกลุ่มเดียวในอนาคตที่ทาง ศาสตราจารย์ Michael คิดว่าจะกลับมาเยี่ยมเราผ่านทางยาน UFOs เขาเชื่อว่าการเดินทางข้ามเวลาอาจเป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ในอนาคตก็เป็นได้

“ไม่ต้องสงสัยในอนาคตมีผู้ที่จะจ่ายเงินเป็นจำนวนมากที่จะได้มีโอกาสที่จะกลับไปและเยี่ยมชมช่วงเวลาที่พวกเขาชื่นชอบในประวัติศาสตร์” เขา บอกกับ Space.com “แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมบางแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ปิรามิดแห่งกิซ่า หรือ มาชูปิกชูในเปรู ซึ่งสถานที่เก่าแก่เหล่าสนี้อาจจะไม่ได้เห็นในยุคอนาคตก็เป็นได้พวกเขาจึงต้องย้อนเวลากลับมาชมความน่าทึ่งของมัน”

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ต้องบอกว่า เราไม่สามารถจินตนาการอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับโลกของเราได้อย่างชัดเจนนัก ณ ตอนนี้ ก็เพราะว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี รวมถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งขีดจำกัดเก่า ๆ ของมนุษย์เรานั้น อาจจะถึงเวลาเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในยุคไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ทฤษฏีต่าง ๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายมาก ๆ ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่า มันจะทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เราคาดไม่ถึงอีกมากมายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

และส่วนตัวเอง ก็ได้เห็นเทคโนโลยีที่เหลือเชื่อที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในรอบ 2-3 ปีนี้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทางด้านการแพทย์อย่างเรื่องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับสมอง (Brain Machine Interface) , เทคโนโลยีสุดล้ำจากจีนอย่าง Artificial Moon , Artificial Sun หรือ แนวคิดของ Elon Musk ในการพามนุษย์เราไปอาศัยในดาวอังคารผ่าน SpaceX ของเขา

ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ สำหรับสิ่งที่เราคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ แต่ตอนนี้มันเกิดขึ้นเร็วมาก ๆ และเรื่อง Time Machine หรือการย้อนเวลาไปในอดีตนั้น แม้ในบทความนี้จะไม่มีอะไรที่เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายนัก แต่โดยส่วนตัว ผมก็คิดว่า มันเป็นแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียวที่ว่า UFOs นั้นอาจจะเป็นมนุษย์เราเองนี่แหละในอนาคต ที่ย้อนอดีตกลับมาอย่างที่ศาสตราจารย์ Michael ได้กล่าวไว้ในบทความนี้นั่นเองครับ

References : https://www.space.com/aliens-time-traveling-humans-ufo-hypothesis.html https://www.express.co.uk/news/weird/642184/First-contact-Stranded-alien-being-pleads-with-UFO-investigators-for-help

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Lexus กับแนวคิดยานพาหนะสำหรับมนุษย์บนดวงจันทร์

หากมนุษยชาติต้องลงเอยด้วยการใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ยานพาหนะจะเป็นอย่างไร โดยทาง Lexus ได้เสนอแนวคิดใหม่ในการออกแบบยานพาหนะบนดวงจันทร์ ซึ่งดูโฉบเฉี่ยวเงางามและรูปลักษณ์ที่สุดล้ำเหมือนกับหลุดออกมาจากภาพยนต์ Sci-Fi

สำหรับ Lexus และ Toyota ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ได้สร้าง 7 แนวคิดยานยนต์ที่สามารถเดินทางบนอวกาศ ผ่านนิตยสาร Document Journal โดยแนวคิดดังกล่าวมีองค์ประกอบการออกแบบบางอย่างจาก Lexus LF-30 Electric Concept ซึ่งเป็นรถยนต์ EV รุ่นต่อไป ของบริษัท

จากแนวคิด 7 ข้อ ที่จินตนาการจากนักออกแบบ 5 คน โดยผลงานที่ตีพิมพ์ในนิตยสารนั้นเป็นยานยนต์ที่มีลักษณะคล้ายรถจักรยานยนต์ที่เรียกว่า Zero Gravity ในขณะที่มันควรจะขี่เหมือนมอเตอร์ไซค์ แต่มันไม่มีล้อ แต่ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงระดับพลังสนามแม่เหล็กเป็นหลัก

Concept art: Karl Dujardin/Lexus
Concept art: Karl Dujardin/Lexus

แนวคิดอื่น ๆ นั้นน่าสนใจเช่นกัน  Lexus Cosmos ที่ใช้การ Design โดยใช้กระจกจำนวนมาก ดังนั้นผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินกับมุมมองภายนอกได้ในขณะที่มันกำลังบินอยู่

ส่วน Bouncing Moon Roller ที่ดูเหมือนการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีระดับสูง Lexus Lunar Cruiser เป็นยานพาหนะอเนกประสงค์ที่ให้การขับขี่ที่ราบรื่นแม้ในพื้นที่บนดวงจันทร์ที่ขรุขระ

ในขณะที่ Lexus Moon Racer เป็นยานพาหนะเพื่อการสันทนาการที่มีลักษณะพิเศษในสว่นของล้อที่เป็นทรงกลมแก้วแบบพิเศษติดกับตัวรถ ส่วน Lexus Lunar เป็นยานพาหนะที่จะพาผู้คนจากโลกไปยังดวงจันทร์นั่นเอง

แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่แนวคิดและยานพาหนะสำหรับการเดินทางบนดวงจันทร์จริง ๆ อาจจะดูตื่นเต้นน้อยกว่านี้ เป็นเรื่องดีที่เราจะจินตนาการว่ายานพาหนะเหล่านี้จะบินและเคลื่อนที่รอบพื้นผิวดวงจันทร์ในอนาคตนั่นเอง

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

เราได้เห็นแนวคิดสำคัญของ Elon Musk ในเรื่องของแนวคิดในการย้ายถิ่นฐานมนุษย์ไปสู่ดวงจันทร์ แน่นอนว่าโครงการต่าง ๆ ของ Elon Musk เช่น SpaceX นั้น เหตุผลส่วนนึงก็น่าจะสร้างมาเพื่อเติมเต็มความฝันของเขา

ซึ่งด้วยภาวะอากาศที่เป็นมลพิษอย่างที่เราเห็น รวมถึงปัญหาโลกร้อน ที่ไม่มีทีท่าว่าจะแก้ไขได้ง่าย ๆ สำหรับโลกเรา ทางเลือกหนึ่งในการอยู่รอดของมนุษยชาติในอนาคตนั้น การย้ายถิ่นฐานไปดาวดวงอื่น ถือเป็นแนวคิดที่่น่าสนใจ และกำลังมีบริษัทเอกชนอย่าง SpaceX ของ Elon Musk กำลังดำเนินการเพื่อเป้าหมายดังกล่าวอยู่

แม้จะดูเหมือนอีกยาวไกล แต่การเริ่มออกแบบ พาหนะต่าง ๆ เพื่อใช้บนดาวเคราะห์ดวงอื่น ที่อยู่นอกโลกเราเช่น ดวงจันทร์ ก็ถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ การออกแบบของ Lexus นั้นก็อยู่บนพื้นฐานที่มนุษย์เรา ที่มีโอกาสจะไปใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ในอนาคต

ผมเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และ ธรรมชาติกำลังเริ่มลงโทษเรา ที่ไม่ได้ใส่ใจปัญหามลพิษทางอากาศ หรือ ปัญหาโลกร้อนที่เพียงพอ ซึ่งสุดท้าย เราอาจจะต้องเตรียมตัวเพื่อย้ายไปใช้ชีวิตที่ดาวดวงอื่น รวดเร็วกว่าที่ใครหลาย ๆ คนคิดก็เป็นได้ครับ

References : https://www.engadget.com/2020/01/18/lexus-moon-space-vehicles/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Xenobots กับหุ่นยนต์มีชีวิตตัวแรกที่มาจากเซลล์ต้นกำเนิดของกบ

ทีมนักวิจัยได้สร้างสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่มีชีวิต พวกเขาได้กล่าวว่า “ xenobots” สามารถเคลื่อนที่เพื่อย้ายหรือหยิบวัตถุและมีความสามารถในการรักษาตัวเองหลังจากถูกที่มันถูกตัดออกได้

ทีมงานหวังว่าหุ่นยนต์ชีวภาพเหล่านี้ ในวันหนึ่งอาจถูกนำมาใช้ในการทำความสะอาด microplastics ในมหาสมุทร หรือ แม้กระทั่งการตรวจสอบยาเสพติดภายในร่างกายมนุษย์,  theguardian.com รายงาน

ในการสร้างหุ่นยนต์ทีมนักวิจัย ใช้เซลล์จากตัวอ่อนกบมาประกอบเข้าด้วยกันให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋ว

“เรื่องเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องในนวนิยายวิทยาศาสตร์” นักวิจัยร่วม Joshua Bongard ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ที่มหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์กล่าวในการแถลง “พวกมันไม่ใช่หุ่นยนต์แบบดั้งเดิม หรือเป็นสัตว์ที่เรารู้จัก มันเป็นความก้าวหน้าครั้งใหม่ของสิ่งประดิษฐ์: สิ่งมีชีวิตที่สามารถตั้งโปรแกรมได้”

Xenobots ที่เป็นทั้งหุ่นยนต์ และ สัตว์
Xenobots ที่เป็นทั้งหุ่นยนต์ และ สัตว์

หุ่นยนต์ที่มีความยาวเพียงไม่กี่มิลลิเมตรนั้น ได้รับการออกแบบโดยซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ “ evolutionary algorithm ” ในการออกแบบชิ้นส่วน 3D หลายพันชิ้น เพื่อสร้างรูปแบบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการออกแบบให้มันสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหรือทำภารกิจพื้นฐานบางอย่างได้

ซึ่งหุ่นยนต์ตัวจิ๋วเหล่านี้มีพลังในการสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่สามารถขยายและหดตัวได้เอง

และพวกมันก็ถือว่าเป็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ อย่างหนึ่ง ในการทดสอบที่ระบุไว้ในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings ของ National Academy of Sciences ในตอนนี้ หุ่นยนต์จิ๋วบางตัว สามารถที่จะดันเม็ดเล็ก ๆ ให้ไปอยู่ในตำแหน่งตรงกลางของจาน ในขณะที่หุ่นยนต์ตัวอื่น ๆ กำลังถือวัตถุอยู่รอบ ๆ

หุ่นยนต์ชีวภาพมีข้อได้เปรียบหุ่นยนต์แบบดั้งเดิมที่เป็นโลหะจริง ๆ ที่มีขนาดใหญ่อย่างที่เราเห็นได้ทั่วไป เพราะพวกมันไม่ทิ้งร่องรอยไว้หลังปฏิบัติภารกิจ

“เนื่องจากหุ่นยนต์ตัวจิ๋วเหล่านี้สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพอย่างสมบูรณ์” Bongard กล่าวในแถลงการณ์ “ ในอนาคตเมื่อพวกมันปฏิบัติภารกิจสำเร็จ ภายในเจ็ดวันพวกมันก็จะกลายเป็นแค่เซลล์ที่ตายแล้วผ่านการย่อยสลายที่สมบูรณ์”

“หุ่นยนต์เหล่านี้มีขนาดเล็กมาก แต่แผนต่อไปก็คือการทำให้พวกมันมีขนาดใหญ่ขึ้น” นักวิจัยร่วม Michael Levin ผู้อำนวยการ Allen Discovery Center ของ Tufts University บอกกับ theguardian.com พวกมันอาจถูกสร้างขึ้นพร้อมกับเซลล์อื่น ๆ รวมถึงหลอดเลือดหรือเซลล์ประสาทเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับรู้ ในอนาคต

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ต้องบอกว่าเป็นความก้าวหน้าที่น่าสนใจในวงการหุ่นยนต์เลยทีเดียวสำหรับ แนวคิดหุ่นยนต์ชีวภาพที่กำเนิดจาก เซลล์ต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิตอย่างกบ

แน่นอนว่าเราได้เห็นเรื่องราวเหล่านี้ในหนัง Hollywood มามากมาย ในเรื่องของหุ่นยนต์ชีวภาพ แต่ตอนนี้ สิ่งที่เราเห็นในหนัง มันอาจจะเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง แม้ตอนนี้จะดูเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่ก็เราก็ได้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นจริง

ซึงแน่นอนว่า ในอนาคต ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะเห็น สิ่งมีชีวิตที่ครึ่งหนึ่งเป็นมนุษย์อีกครึ่งหนึ่งเป็นเครื่องจักรกล เหมือนที่เราเห็นในหนังดังจาก Hollywood เหมือนที่หลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างมันเกิดขึ้นแล้วทั้งที่ในอดีต เราไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้นั่นเองครับ

References : https://www.theguardian.com/science/2020/jan/13/scientists-use-stem-cells-from-frogs-to-build-first-living-robots https://www.advancedsciencenews.com/team-builds-first-living-robots/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เมื่อสถิติบอกว่า แนวโน้ม มลพิษทางอากาศของกรุงเทพกำลังลดลง

ขึ้นหัวข้อมาคิดว่าหลาย ๆ คนอาจจะงงกับหัวข้อที่ผมจะเขียนในวันนี้ เมื่อพิจารณาจากปัญหามลพิษทางอากาศ PM 2.5 ที่กำลังโจมตีกรุงเทพของเราอย่างหนัก และมีรายงานข่าวมาอย่างต่อเนื่องถึงวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ซึ่งเรียกได้ว่ามีการโหมกระแสกันอย่างต่อเนื่องสำหรับปัญหา PM 2.5 ในประเทศไทย ที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับการแก้ไขเสียทางจากทุกภาคส่วน และดูปัญหามันจะทวีความรุนแรงยิ่ง ๆ ขึ้น

แต่วันนี้ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจอย่างนึงที่ถือเป็นข้อมูลในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่น่าสนใจมาก ๆ ซึ่งนั่นก็คือ ค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM2.5 ของเมืองหลวงของประเทศไทย ในปี 2017 – 2018 นั้นบอกอะไรเราได้บ้าง?

คราวนี้เราลองมาไล่ดูกันว่า ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงมันมาจากไหนกันแน่ ซึ่งเมื่อลองมองดูเมืองที่มีมลพิษเฉลี่ยมากที่สุด เรียกได้ว่า อากาศแย่สุด ๆ ของเมืองไทยนั้น คือ เมืองสมุทรสาคร (ข้อมูล chart จาก references ด้านล่าง)

และเมื่อเทียบกับอันดับต้น ๆ จาก chart จะพบว่า ล้วนเป็นเมืองที่เป็นฐานการผลิตของอุตสากรรมแทบจะทั้งสิ้น ซึ่งคล้าย ๆ กับ สมุทรสาคร ที่ติดอันดับที่ 223 ด้วยความที่มีโรงงานจำนวนมากและปล่อยมลพิษออกมาเป็นจำนวนมากซึ่งมันไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเป็นเมืองที่อากาศแย่ที่สุดในไทยโดยเฉลี่ย

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงความสัมพันธ์ของเขตอุตสาหกรรมกับปัญหา PM 2.5 นั้น ก็คือเมืองในแถบยุโรปตะวันออกที่เป็นฐานการผลิตแหล่งใหญ่ของยุโรป ตัวอย่างเช่น เมือง dolni lutyne ของสาธารณรัฐ เชก ที่เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ติดอันดับมลพิษสูงในระดับต้น ๆ ของยุโรป เช่นเดียวกับหลาย ๆ เมืองในประเทศจีน อินเดีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เห็นความสัมพันธ์ว่าเมืองใดที่มีปัญหามลพิษทางอากาศสูงนั้นจะเป็นเมืองที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมแทบจะทั้งสิ้น

ส่วนไทยนั้น ก็จะเห็นได้ชัดว่าเมืองที่ติดอันดับต้น ๆ นั้น เป็นเมืองอุตสาหกรรมทั้งนั้น ไมว่าจะเป็น สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี หรือ นครราชสีมาที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทย

กรุงเทพที่มาอันดับ 498 ใกล้เคียงกับ Modena ของ Italy
กรุงเทพที่มาอันดับ 498 ใกล้เคียงกับ Modena ของ Italy

ส่วนกรุงเทพ เมื่อมามองตัวเลขโดยเฉลี่ย กลายเป็นเมืองที่อากาศดีเลยด้วยซ้ำ หากคิดโดยเฉลี่ยในเมื่อเทียบกับเมืองต่าง ๆ ทั่วเอเชีย มลพิษของกรุงเทพยังใกล้เคียง เมืองในประเทศยุโรปอย่าง Modena ของประเทศ อิตาลี เ หากมาคิดค่าเฉลี่ยจริง ๆ เพราะติดอันดับที่ 498 โน่นเลย สำหรับกรุงเทพ

เราไม่ควรมองจีนเป็น Role Model ในการแก้ปัญหาเรื่อง PM2.5

จะเห็นได้ชัดเจนว่าจาก chart ในตัวอย่างท้ายบทความนั้น พบว่า จีนติดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกใน 400 อันดับแรก เรียกได้ว่า จีน ครองอันดับไปกว่าครึ่ง รวมถึงอินเดียเองด้วย

และปัญหานี้ มันไม่ได้เพิ่งเกิด มันเกิดมานานแล้ว และตอนนี้ จีน ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ และดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นตามการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศจีน

เราจะเห็นข่าวการจะแก้ไขปัญหานี้ของจีน ตั้งแต่การจัด olympic ปี 2008 แล้ว ที่จีนคิดจะแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ก็แก้ไม่ได้สามารถซึ่งเมื่อเราพิจารณษข้อมูล AQI แบบ Realtime ในปัจจุบัน ในประเทศจีน ระดับของมลพิษนั้นสูงกว่าไทยเยอะมาก และอยู่ในระดับร้ายแรงเลยด้วยซ้ำในบางเมือง ซึ่งถือเป็นระดับที่อันตรายมาก ๆ

จีนที่ปัญหามลพิษเลวร้ายขั้นสุด ที่ยังไม่มีวี่แววแก้ปัญหานี้ได้เลย
จีนที่ปัญหามลพิษเลวร้ายขั้นสุด ที่ยังไม่มีวี่แววแก้ปัญหานี้ได้เลย

ซึ่งสาเหตุหลักก็แน่นอนว่า จีนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ทำให้ตอนนี้แทบจะกลายเป็นโรงงานของโลก ซึ่งแน่นอนว่าจีนต้องแลกกับมลพิษทางอากาศอย่างที่เราได้เห็น ซึ่งหากจีนยังต้องการเติบโตในระดับนี้ต่อไป ปัญหามลพิษของจีนก็ดูเหมือนไม่มีวี่แววที่จะแก้ไขได้ในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน ยกเว้นข่าว PR ที่เราเห็นออกมาจากหน้าสื่อที่เหมือนว่าเขาแก้ปัญหานี้ได้

การแก้ปัญหาที่ถูกจุดที่สุด

แน่นอนว่าแทนที่จะเดินรอยตามประเทศจีน เหมือนที่หลาย ๆ สื่อหลายช่องทางพยายามนำเสนอ ประเทศเราควรที่จะเดินตามรอยประเทศที่แก้ปัญหานี้สำเร็จไปแล้ว ดูจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผลกว่า นั่นก็คือ ประเทศอเมริกา , ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น

ถ้าดูจากสีจะพบว่าประเทศที่ไม่มีปัญหานี้จริง ๆ คือ อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรีย มากกว่าจะเป็นจีน
ถ้าดูจากแผนที่โลกจะพบว่าประเทศที่แทบจะไม่มีปัญหานี้จริง ๆ คือ อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น มากกว่าจะเป็นจีน

แน่นอนว่าผมเป็นอีกหนึ่งคนที่เห็นด้วยว่ารัฐบาลควรจะมีนโยบายจัดการเรื่องนี้ออกมาเพราะปัญหามันดูไม่มีทีท่าว่าจะแก้ได้ในเร็ววัน แต่ผมมองว่ามันคงเป็นการแก้ไขปัญหาได้แค่ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงเท่านั้น

ซึ่งตัวเลขค่ามลพิษที่สูงมากในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง อย่างที่เราเจอในตอนนี้นั้น ก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และ มันก็เกิดจากหลายปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟป่า เรื่องของมลพิษของรถยนต์ หรือ เรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย และที่สำคัญมันอาจจะไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราสร้างมาเอง 100% เช่น การเผาไฟในกัมพูชา อาจจะส่งผลกระทบต่อมลพิษในไทยได้เช่นกัน หรือ การเผาป่าในอินโดนีเซีย ที่ทำให้ภาคใต้ของเรารับมลพิษเข้าไปเต็ม ๆ อย่างที่เราเห็นกันในทุกปีนั่นเอง เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคล เฉพาะประเทศ แต่มันเป็นปัญหาร่วมกันของคนทั้งโลกต่างหาก

ซึ่งตัวเลขค่าเฉลี่ยตลอดปีจากข้อมูลที่ผมได้เสนอในบทความนี้นั้น แม้มันจะเป็นช่วงปี 2017-2018 ก็ตาม แต่มันก็เป็นข้อมูลอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมันได้บอกถึง ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงว่า มลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นบนโลกนั้น มันเกิดจากอะไรกันแน่ ซึ่งจากตัวเลขเฉลี่ย อย่างที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ก็พอจะเป็นหลักฐานเพียงพอที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งอุตสาหกรรม กับ ปัญหามลพิษทางอากาศ

แน่นอนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ มันต้องแลกกับ มลพิษที่เพิ่มขึ้นอย่างที่จีนทำ ทางแก้ของอเมริกา , ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ก็คือ ย้ายฐานการผลิตมาต่างประเทศให้หมด โดยเฉพาะประเทศที่อ้าแขนรับมากที่สุดนั่นก็คือประเทศจีนนั่นเอง สุดท้ายมันเลยมาสร้างมลพิษที่จีนแทน เป็นการจบปัญหาจากประเทศต้นทางได้สำเร็จ

ซึ่งหากไทยคิดจะแก้ปัญหานี้จริง ๆ จัง ๆ ก็คงต้องนำอุตสาหกรรมของไทย ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือ ไปให้ไกล ๆ จากประเทศไทยน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกจุดที่สุดในการแก้ปัญหาเรื่อง PM2.5 ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่แน่นอนว่า มันคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรายังอาศัยอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นเครื่องจักรที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศอยู่ แต่สุดท้าย วิธีการนี้ มันก็เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดที่สุด และเด็ดขาดที่สุด เหมือนที่ อเมริกา , ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ทำได้สำเร็จนั่นเองครับ

References : https://www.airvisual.com/world-most-polluted-cities?page=1&perPage=50&cities=&fbclid=IwAR2XjgxabjHcTw51r0tsZP9denj0xMhelQgtekklbg3ocVqOUvCIeJrYLno

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol