AI กับการสร้างมนุษย์ใหม่ที่ไร้ตัวตน

อัลกอริธึม Deep Learning ใหม่สามารถสร้างภาพความละเอียดสูงเหมือนจริงของผู้คนไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ทรงผม หรือแม้กระทั่งเครื่องแต่งกาย และการสร้างภาพทั้งหมดนั้นจะกลายเป็นมนุษย์ที่ไร้ตัวตนนั่นเอง

โมเดลที่สร้างโดย AI นั้นสมจริงมากที่สุดที่เราเคยพบ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะได้รับใบอนุญาตให้ใช้กับ บริษัท เสื้อผ้าและเอเจนซี่โฆษณาที่สนใจที่จะใช้โมเดลในการถ่ายรูปโดยไม่ต้องจ้างเหล่ามนุษย์ที่มีตัวตนจริง ๆ ได้ ซึ่งในเวลาเดียวกันอัลกอริทึมที่คล้ายกันอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในสื่อดิจิทัล หรือ social network ได้เช่นเดียวกัน

อัลกอริทึมได้รับการพัฒนาโดย DataGrid บริษัททางด้านเทคโนโลยีที่ตั้งอยู่ในวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยเกียวโตประเทศญี่ปุ่นตามการแถลงข่าว

ในวิดีโอที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี AI morphs และการโพสท่าของนางแบบ หลังจากที่โมเดลมีการเปลี่ยนเป็นชุดแจ็คเก็ต หรือเปลี่ยนชุดกลายเป็นเสื้อหนาว รวมถึงการสวมใส่เสื้อยืดลายกราฟิกต่าง ๆ ได้ทั้งหมด

อัลกอริทึมที่มีการสร้างขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะคือ Generative Adversarial Network (GAN) นั่นคือประเภทของ AI ที่ใช้ในการเลียนแบบสิ่งใหม่ ๆ ที่มีอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ว่าจะเป็นวิดีโอเกมหรือภาพที่ดูเหมือนภาพการ์ตูนที่วาดด้วยมือของมนุษย์

ความพยายามที่ผ่านมาเพื่อสร้างภาพวาดเหมือนจริงกับเทคโนโลยี Gans มุ่งเน้นเพียงแค่การสร้างใบหน้า ซึ่งใบหน้าเหล่านี้มีข้อบกพร่อง เช่น มีหูที่ไม่เท่ากัน หรือเครื่องประดับ รวมถึงรูปแบของฟันที่แปลกประหลาด 

ระบบของ DataGrid นั้นไม่ได้อ้างอิงอยู่กับข้อมูลภายนอกทั้งหมด โดยสามารถสร้างให้อัลกอริธึมปรับเปลี่ยนจากการที่จะวางตัวแบบ AI ให้อยู่บนพื้นหลังสีขาวแบบเดิม ๆ แต่มีการเพิ่มแสงที่ดูสมจริงลงไปให้ใกล้เคียงกับการถ่ายกับมนุษย์ปรกติมากที่สุด

ทุกครั้งที่นักวิทยาศาสตร์สร้างอัลกอริธึมใหม่ที่สามารถสร้างภาพที่เหมือนจริงหรือของปลอมที่แยกไม่ออกจากภาพถ่ายจริง อาจจะกล่าวได้ว่าสื่อที่สร้างโดย AI นั้นอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อสร้างการโฆษณาชวนเชื่อได้ แต่การใช้อัลกอริทึมดังกล่าวนี้ ในตอนนี้จะยังคงได้รับอนุญาติให้ใช้ในขอบเขตของแคตตาล็อกทางแฟชั่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

References : 
https://futurism.com/ai-generates-entire-bodies-people-dont-exist

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

CartonWrap กับหุ่นยนต์บรรจุกล่องใหม่ล่าสุดของ Amazon

จากข้อมูลของสำนักข่าว Reuters  อเมซอนกำลังเปิดตัวเครื่องจักรที่ทำขึ้นเป็นพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับกับคำสั่งซื้อจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันนั้นเป็นงานของคนงานที่เป็นมนุษย์หลายพันคนภายในคลังสินค้าของ อเมซอน

หุ่นยนต์ CartonWrap สร้างกล่องกระดาษแข็งตามคำสั่งซื้อที่ได้รับ เมื่อเหล่าสินค้าที่ต้องการแพ็คไหลมาตาสายการผลิต ตามแหล่งที่มาของรอยเตอร์ โดยหุ่นยนต์แต่ละตัวนั้นสามารถรองรับการทำงานได้ถึง 600 ถึง 700 กล่องต่อชั่วโมง ซึ่งมากกว่า 5 เท่าโดยประมาณเมื่อเทียบกับความสามารถของมนุษย์ในการบรรจุหีบห่อ

CartonWrap หุ่นยนต์บรรจุหีบห่อที่ประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์ 5 เท่า
CartonWrap หุ่นยนต์บรรจุหีบห่อที่ประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์ 5 เท่า

ซึ่งตอนนี้ต้องบอกว่าสถานการณ์ของคนงานที่เป็นมนุษย์นั้นค่อนข้างสุ่มเสี่ยง รอยเตอร์ คาดการณ์ว่าหุ่นยนต์เหล่านี้จะสามารถลดแรงงานมนุษย์ได้มากกว่า 1,300 ตำแหน่งจาก 55 ศูนย์ปฏิบัติงานในสหรัฐอเมริกา ในที่สุดตามแหล่งที่ไม่ระบุชื่อที่ทำงานในเครื่องมือใหม่นี้กล่าวชัดเจนว่าวัตถุประสงค์ของอเมซอนคือการเป็นคลังสินค้าเพื่อให้ไร้คนงานที่เป็นมนุษย์นั่นเอง

โฆษกอเมซอนได้รับการยืนยันเทคโนโลยีดังกล่าว กับ  สำนักข่าวรอยเตอร์

“ เรากำลังนำเทคโนโลยีใหม่นี้มาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัย รวมถึงเร่งเวลาในการส่งมอบและเพิ่มประสิทธิภาพในเครือข่ายคลังสินคาของเรา” พวกเขากล่าว

ถึงกระนั้นอเมซอนยังไม่พร้อมที่จะแทนที่มนุษย์อย่างสมบูรณ์ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาผู้อำนวยการของ Amazon Robotics Fulfillment กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าจะใช้เวลา “ อย่างน้อย 10 ปี” ก่อนที่ Amazon จะทำให้กระบวนการปฏิบัติทั้งหมดในคลังสินค้าเป็นไปโดยรูปแบบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ AI

References : 
https://www.reuters.com/article/us-amazon-com-automation-exclusive/exclusive-amazon-rolls-out-machines-that-pack-orders-and-replace-jobs-idUSKCN1SJ0X1

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

AI ทำให้นักลงทุนสูญเงินกว่า 20 ล้านดอลลาร์

ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกง Samathur Li Kin-kan กำลังฟ้องร้อง บริษัท ที่จัดการบัญชีการลงทุนของเขาให้เกิดความสูญเสียหลายล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นคดีที่ศาลชั้นต้นได้เข้ามาตีความว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อมีการนำ AI เข้ามาใช้ในการลงทุน เพิ่มมากขึ้น

จากเรื่องราวของ Bloomberg  เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว Li ได้พบกับ Raffaele Costa ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Tyndaris Investments ในเดือนมีนาคม 2017 โดยทาง Costa บอกกับ Li ว่าบริษัทของเขากำลังเปิดตัวกองทุนป้องกันความเสี่ยงโดย AI ที่มีการควบคุมโดยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ชื่อ K1

หลี่แสดงความสนใจในกองทุนดังกล่าว ดังนั้น Costa ได้เริ่มทำการสาธิตให้กับ Li ซึ่งแสดงให้เห็นว่า K1 สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนเป็นตัวเลขสองหลักได้อย่างไร

เห็นได้ชัดว่าหลี่รู้สึกประทับใจเพราะเขาตกลงที่จะให้ K1 จัดการเงินทุนกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่านั้นให้กลายเป็น 5 พันล้านดอลลาร์ในที่สุด

การเกิดขึ้นของคดีความ

K1 เริ่มจัดการการลงทุนของ Li ในปลายปี 2017 และเมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา AI เกิดการสูญเสียเงินไปเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้เงินทุนของ Li เกิดความสูญเสียมากกว่า 20 ล้านเหรียญ

หลี่ดึงเงินออกจากบัญชีก่อนสิ้นเดือนนั้น จากนั้นเขายื่นฟ้อง Tyndaris ฟ้องร้องค่าเสียหายมูลค่า 23 ล้านดอลลาร์ โดยกล่าวหาว่า Costa ได้หลอกเขาในเรื่องความสามารถของ K1 ในการเทรด

ทนายความของ Tyndaris ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยยืนยันว่า บริษัท ไม่เคยรับประกันใด ๆ ว่า AI จะทำเงินให้หลี่ 

จากข้อมูลของBloomberg คดีนี้เป็นตัวอย่างแรกของมนุษย์ที่มีต่อศาลในเรื่องการสูญเสียทางการเงินที่เกิดจากระบบการซื้อขายแบบ AI อย่างไรก็ตามมันอาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราเห็นว่าระบบตุลาการนั้นจะเข้ามาข้องเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของ AI ที่เพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ดในปัจจุบัน

คำถามที่ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อ AI ทำผิดพลาดนั้น กำลังเป็นปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ของอุตสาหกรรมเกือบทุกอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี ไล่ตั้งแต่การขนส่ง  ไปจนถึง  การดูแลสุขภาพ แม้กระทั่งในเรื่องของกฏหมายเองก็ตาม AI ก็กำลังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

ควรเป็นคนที่เขียน Code หรือไม่? หรือจะเป็นคนที่ทำการตลาด AI หรือไม่? หรือผู้ใช้เองที่ควรรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่คุณเป็นคนเลือกใช้เอง?

References : 
https://futurism.com/investing-lawsuit-ai-trades-cost-millions

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

นักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนาวัคซีนด้วย AI ตัวแรกของโลก

Nikolai Petrovsky ศาสตราจารย์แพทยศาสตร์ที่ Flinders University ในประเทศออสเตรเลียและหัวหน้านักวิจัยด้านวัคซีนกล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ได้รับการพัฒนาโดยใช้ AI  ซึ่งด้วยองค์ประกอบพิเศษที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ให้สร้างแอนติบอดีต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้มากกว่าวัคซีนทั่วไป และตอนนี้กำลังก้าวไปสู่การทดลองในมนุษย์

เขากล่าวว่าการใช้ AI ช่วยเร่งกระบวนการค้นพบวัคซีนทำให้ช่วย ลดค่าใช้จ่ายอย่างมากและทำให้สามารถพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เขากล่าวว่าการใช้ AI ปรับปรุงกระบวนการพัฒนาวัคซีนให้คล่องตัวขึ้น

“ โดยปกติ บริษัท ใหญ่ ๆ อย่าง GSK จะทำการกลั่นกรองสารประกอบนับล้านโดยที่มีคนหลายพันคนทำงานเป็นเวลากว่าประมาณห้าปี ซึ่งมีค่าใช้จ่ายหลายร้อยล้านดอลลาร์ในการสร้างวัคซีนแต่ละตัวออกมาใช้ได้จริง” เขากล่าว

นักวิจัยชาวออสเตรเลียสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกเรียกว่า Sam ซึ่งพวกเขาสอนวิธีจดจำวัคซีนที่ทำงานกับไข้หวัดใหญ่และอีกส่วนนึงที่ไม่ได้รับวัคซีน เพื่อทำการ Training เปรียบเทียบกัน

จากนั้นพวกเขาสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์อีกโปรแกรมหนึ่งซึ่งศาสตราจารย์ Petrovsky ได้ทำการสร้างสารประกอบหลายล้านล้านชุด จากนั้นจะคัดเลือกผ่านอัลกอรึทีมทางคอมพิวเตอร์เพื่อคัดให้เหลือ 10 กลุ่มเป้าหมายของสารประกอบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

“ ดังนั้นแทนที่จะคัดกรองสารประกอบนับล้าน  เราสามารถใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ในการสังเคราะห์สารประกอบเหล่านี้ แล้วทำการทดสอบมันด้วยเลือดมนุษย์ ซึ่งสารประกอบนั้นต้องผ่านการทดสอบกับสัตว์มาก่อนที่จะใช้ทดลองกับมนุษย์”เขากล่าว

ข้อดีของการใช้ AI คือไม่เพียงเพิ่มความเร็วในกระบวนการ แต่ยังพบสารประกอบที่มีประสิทธิภาพที่สุดอีกด้วย 

AI ช่วยให้การพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ๋มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
AI ช่วยให้การพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ๋มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

การใช้ เครือข่ายประสาทเทียม (Neural Network) ซึ่งเลียนแบบสมองมนุษย์โดยจดจำรูปแบบและทำการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมันสามารถรับและประมวลผลข้อมูลได้ดีกว่าสมองของมนุษย์นั่นเอง 

ศาสตราจารย์ Petrovsky กล่าวว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า AI จะเป็นสิ่งพื้นฐานในการพัฒนายา 

“ AI ได้รับการใช้งานอย่างต่อเนื่องในการตัดสินใจทางด้านคลินิก ว่าควรใช้ยาชนิดใดสำหรับผู้ป่วยรายใด แต่การออกแบบยานั้นเป็นเรื่องยากที่จะคิดว่ามันเกินความสามารถของ AI ในปัจจุบัน แต่เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเราสามารถทำได้” เขากล่าว

ศาสตราจารย์ Petrovsky เชื่อว่าวัคซีนจะแล้วเสร็จภายในอีกประมาณสามปี ถ้ามันสามารถก้าวข้ามอุปสรรคสุดท้ายได้สำเร็จ

“ ด้วยความต้องการและแรงผลักดันในการให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ดีกว่าเดิม AI สามารถช่วยเหลืองานด้านนี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ และงานวิจัยควรจะได้รับการนำไปใช้จริง ๆ ในอนาคต” เขากล่าว

References : 
https://www.telegraph.co.uk/news/0/scientists-claim-have-developed-worlds-first-vaccine-artificial/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

หยุดนะเจ้าแมวน้อย! AI กับการป้องกันแมวนำเหยื่อเข้าบ้าน

เทคโนโลยี Machine Learning สามารถสร้างเครื่องมือใหม่ ๆ  ได้อย่างไม่น่าเชื่อ มันยังช่วยแก้ไขปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตที่ไม่มีเครื่องมือจัดการแบบจริงจังที่มีขายตามร้านค้าทั่วไป แต่สำหรับวิศวกรของอเมซอน BenHamm ปัญหาของเขานั้นก็คือการหยุด “เจ้าแมวจอมสังหาร” ที่ชอบพาเหยื่อที่ตายแล้วกลับบ้านกลางดึกนั่นเอง

Hamm นำเสนอความวิธีการแก้ปัญหาในหัวข้อนี้ที่ Ignite Seattle   ซึ่งในระยะสั้นเพื่อที่จะหยุดไม่ให้เจ้าแมวทำตามสัญชาตญาณของมัน  Hamm ก็จัดการล็อคมันไว้ที่ประตู โดยมีการตรวจสอบด้วยกล้องที่เปิดใช้งาน AI ( DeepLens ของ Amazon ) และระบบล็อคที่ขับเคลื่อนด้วย Arduino

ภาพการ Training ที่รวบรวมและติดป้ายกำกับโดย Hamm
ภาพการ Training ที่รวบรวมและติดป้ายกำกับโดย Hamm

กล้องที่ใช้ตรวจสอบนั้นเต็มไปด้วยอัลกอริธึม Machine Vision ซึ่งทำการ Training โดย Hamm โดยตัวชี้วัดนั้นคือ เจ้าแมวกำลังกลับมาหรือกำลังออกไปเพื่อล่าเหยื่อของมัน และไม่ว่ามันจะมีเหยื่อเข้าไปในปากของมันหรือไม่ 

ซึ่งหากคำตอบคือ“ ใช่” ช่องประตูทางเข้าของแมวจะล็อคเป็นเวลา 15 นาที และ Hamm จะได้รับข้อความเตือนว่าเจ้าแมวน้อยของเขาได้เหยื่อมาอีกแล้ว 

แม้มันเป็นการนำเสนอแบบสั้น ๆ แต่มันแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ในการนำเอา Machine Learning มาใช้ในชีวิตประจำวัน ได้่อย่างสมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับที่ Hamm แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดเพียงเล็กน้อยของเขา – และมันสามารถเอาชนะแมวได้นั่นเอง

References : 
https://www.theverge.com/tldr/2019/6/30/19102430/amazon-engineer-ai-powered-catflap-prey-ben-hamm