Apple Pippin กับความล้ำเหลวในธุรกิจเกมคอนโซลของ Apple

ข่าวใหญ่ของ Apple ในงาน WWD ที่ผ่านมาในเรื่องของเกม คือ การเปิดบริการ Apple Arcade ซึ่งแน่นอนว่า Apple นั้นสนใจกับวงการเกมมานานแล้ว และ Apple ยังเคยร่วมพัฒนาเครื่องเกม Console ออกมาด้วย ซึ่งนั่นก็คือ Apple Pippin วันนี้ผมจะพาย้อนไปทำความรู้จักกับเจ้าเครื่องเกมคอนโซลตัวนี้ของ Apple กันครับ

ในปี 1993 Bandai ต้องการ Macintosh เวอร์ชั่นที่ย่อขนาดเพื่อมาพัฒนาในการเล่นเกมแบบแผ่นซีดีรอม โดยนายมาโกโตะ ยามาชินะ ประธานและซีอีโอของ Bandai เลือกแพลตฟอร์ม Macintosh เหนือแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่มีอยู่ในเวลานั้น ในการพัฒนาเป็นพื้นฐานของเครื่องเล่นเกมตัวใหม่ที่จะเกิดขึ้น 

ในต้นปี 1994 Bandai ได้เข้าหา Apple ด้วยแนวคิดของเกมคอนโซลรูปแบบใหม่ การออกแบบจะอยู่บนพื้นฐานของแมคอินทอช รุ่น คลาสสิก  ใช้ชิป โมโตโรล่า 68030 เป็นแกนหลัก โดยทำงานซอฟต์แวร์ในระบบ Macintosh 

โดยทาง Apple จะทำหน้าที่ในการกำหนดการออกแบบบอร์ดเบื้องต้น และ Bandai จะจัดหาเคสและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งนี่ถือเป็นโซลูชัน ในการสร้างเครื่องคอนโซลที่รวดเร็วที่สุดในตลาด โดยมีการตกลงให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับทั้ง Apple และ Bandai

Apple ทำหน้าที่หลักในเรื่องการออกแบบบอร์ดวงจร และ พื้นฐานทางซอฟต์แวร์
Apple ทำหน้าที่หลักในเรื่องการออกแบบบอร์ดวงจร และ พื้นฐานทางซอฟต์แวร์

ซึ่งในที่สุด Apple Pippin ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1995 โดยมีการรันด้วยระบบปฏิบัติการ McIntosh พร้อมด้วยดีไซน์ที่มีรูปร่างขนาดเล็กกระทัดรัดใช้สีขาวเป็นพื้นหลักมีช่องเสียบจอยคอนโทรลเลอร์และช่องใส่ตลับเกมพร้อมกับ Apple Jack จอยคอนโทรลเลอร์ที่มีรูปร่างโค้งมนเหมือนบูมเมอแรงมีปุ่มกดตามมาตรฐานแถมตัวเครื่องยังสามารถรองรับคีย์บอร์ดกับเม้าส์ได้ด้วย ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ใหม่มากสำหรับเครื่องเล่นเกมในสมัยนั้น

ซึ่งโดยรวมแล้วก็ถือว่ามีการออกแบบที่สวยงามมากเลยทีเดียว และด้วยเครื่องเล่น Apple Pippin จะมีดีที่มากกว่าแค่การเล่นเกม แต่จะมีฟีเจอร์ในเรื่องของการศึกษาและมีโมเด็มไว้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย

โดย Apple และ Bandai มีการกำหนดราคาเปิดตัว Apple Pippin ในญี่ปุ่นไว้ประมาณ $620 หรือประมาณ 22,000 บาทและในราคา $599 หรือประมาณ 21,000 บาทในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก

แต่เมื่อถึงเวลาที่ระบบ Apple Pippin วางจำหน่าย ตลาดเกมคอนโซลในขณะนั้นก็ถูกครอบงำโดยSega Saturn , Sony PlayStationแ และ พีซีที่ใช้ Windows เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

นอกจากนี้แม้ว่า Apple จะพยายามลงนามกับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์หลาย ๆ เจ้า แต่ก็มีซอฟต์แวร์เกมที่พร้อมใช้งานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับ Pippin ซึ่งมีผู้จัดสร้างเกมรายใหญ่เพียงรายเดียวคือ Bandai 

ส่วนบริษัทพัฒนาเกมอื่น ๆ นั้น ประกอบด้วยบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดเล็กเท่านั้น ทำให้ เกมที่รองรับกับเครื่อง Apple Pippin ก็มีน้อยนิดเพียง 25 กว่าเกมเท่านั้นในช่วงเริ่มต้น และยังถูกวิจารณ์อย่างเสีย ๆ หาย ๆ จากสื่อด้านวงการเกมทั่วโลก ทำให้ยอดขายตกต่ำมาก ๆ ผิดกับที่ทั้ง Apple และ Bandai นั้นประเมินไว้แต่แรก

Apple Pippin กับเกมที่มีอยู่น้อยนิด และมาจากบริษัทเล็ก ๆ
Apple Pippin กับเกมที่มีอยู่น้อยนิด และมาจากบริษัทเล็ก ๆ

จนกระทั่งในปี 1997 ก็ถึงเวลาที่จะสิ้นสุดของ Apple Pippin เสียทีเมื่อ Steve Jobs ได้กลับมาบริหาร Apple ในรอบที่สอง เขาจึงสั่งยุติการผลิตพร้อมกับส่งไม้ต่อให้บริษัท Bandai ไปสานต่อในประเทศญี่ปุ่นด้วยชื่อใหม่ว่า Atmark เป็นการจบเส้นทาของตลาดเกมคอนโซลของ Apple ไปในท้ายที่สุดนับแต่บัดนั้น

References : https://en.wikipedia.org

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Bill Gates ตอนที่ 4 : The Downfall of IBM

ในช่วงปี 1983 Gates เริ่มมองเห็นอนาคตบางอย่างของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ แม้จะประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ MS-DOS แต่เขาก็ได้คิดถึงแผนการในอนาคตของ Microsoft ว่าจะต้องสร้างระบบปฏิบัติการเชิงรูปภาพขึ้นมาแบบมี User Interface แทนที่จะใช้การ input แบบ terminal เหมือนใน MS-DOS

ซึ่งแน่นอนว่า หาก Microsoft ยังยึดติดอยู่กับ MS-DOS ซึ่งเป็นโปรแกรมแบบ Terminal ที่ต้อง input แบบตัวอักษร ผู้ใช้ต้องพิมพ์คำสั่งลงไปก่อนการประมวลผล และจะไปปรากฏบนหน้าจอ MS-DOS โดยไม่มีโปรแกรมรูปภาพหรือกราฟฟิกที่ช่วยให้ผู้ใช้ติดต่อกับโปรแกรมใช้งานอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย

โดยในขณะนั้น นักวิจัย จาก Xerox ที่ศูนย์วิจัย พาโลอัลโต ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการทดลองสร้างวิธีการสื่อสารวิธีใหม่ระหว่างคอมพิวเตอร์กับมนุษย์ ซึ่งมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ล่าสุดที่เรียกว่า ‘เมาส์’ ซึ่งสามารถเลื่อนไปมาบนโต๊ะเพื่อเลื่อนลูกศรไปมาบนจอภาพได้

แม้ในขณะนั้นในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ก็ได้เริ่มนำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้บ้างแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Apple Lisa ที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นมาโดย Steve Jobs นั่นเอง แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดของราคาที่ค่อนข้างสูง

และ Jobs ก็สร้างโครงสร้างของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของ Apple ให้กลายเป็นระบบปิด มันจึงไม่สามารถดึงดูดความสนใจของบริษัทผู้ผลิต Software รายใหญ่ ๆ ให้หันมาเขียนโปรแกรมมาสนับสนุนระบบปฏิบัติการแบบใหม่นี้ได้

ซึ่งแม้ระบบปฏิบัติการแบบกราฟฟิกที่ได้รับความนิยมระบบแรก ๆ นั้นจะเป็น เครื่อง Macintosh ของ Apple ในปี 1984 ซึ่งการทำงานทุกอย่างนั้นแตกต่างจาก MS-DOS อย่างสิ้นเชิง เพราะมันทำงานผ่านกราฟฟิก และขับเคลื่อนด้วยการ input ข้อมูลแบบใหม่ผ่านเมาส์นั่นเอง

Macintosh ของ Apple ที่ดูดีหมดทุกอย่าง แต่เสียดายที่เป็นระบบปิด จนไม่สามารถแจ้งเกิดได้

ซึ่งแน่นอนว่า เครื่อง Mac นั้นประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น แต่ปัญหาคือเรื่องของ Software ที่มีอยู่อย่างมากมายในตลาดในขณะนั้น ยังไม่มาเข้าร่วมกับเครื่อง Macintosh ของ Apple ซึ่งเป็นระบบปิดนั่นเอง

ซึ่งเบื้องหลังนั้น Microsoft ก็ได้ร่วมงานกับ Apple เพื่อช่วยกันผลักดันระบบปฏิบัติการที่เป็นกราฟฟิกให้แจ้งเกิดขึ้นมาให้ได้ ซึ่ง Microsoft ก็ได้สร้างโปรแกรม Microsoft Word และ Excel ที่เป็นระบบกราฟฟิกครั้งแรกให้กับ Macintosh นี่เอง

แต่ความคิดของ Apple นั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง Jobs ไม่ยอมให้ผู้อื่นผลิต Hardware มาใช้ร่วมกับ Apple โดยเด็ดขาด ซึ่งเป็นแนวคิดที่ล้าสมัยมากในขณะนั้น และหากผู้ใช้ต้องการใช้ระบบปฏิบัติการ Mac ก็ต้องซื้อคอมพิวเตอร์จาก Apple เท่านั้น

ซึ่งการที่ Apple เป็บระบบปิด ไม่สามารถเชื่อมต่อกับใครได้ software ก็รันของตัวเอง ก็ทำให้ ครองส่วนแบ่งการตลาดได้น้อยมาก ๆ แม้จะวางจำหน่าย แมคอินทอช พร้อมระบบ Inteface ใหม่ พร้อม เม้าส์ ที่เป็นการปฏิวัติวงการในขณะนั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าสุดท้ายแล้ว Apple เป็นเพียงบริษัทเล็ก ๆ ไปเลยเมื่อเทียบกับตลาด PC ที่ IBM ครองตลาดอยู่ในตอนนั้น

ส่วนฟากฝั่งของ IBM นั้น เมื่อยอดขายของ PC ได้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ก็ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะย้อนกลับมาทำร้ายธุรกิจหลักของตัวเอง เพราะผู้ซื้อ PC ส่วนมากนั้นก็เป็นลูกค้าเก่าแก่ของ IBM แทบจะทั้งสิ้น ซึ่งเดิมทีนั้น IBM คิดว่า PC จะขายได้แต่ในตลาดผู้ใช้งานระดับล่างเพียงเท่านั้น

แต่เนื่องจากตัว Microprocessor ที่มีสมรรถนะที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ IBM จึงต้องเริ่มชะลอโครงการพัฒนา PC เพื่อป้องกันไม่ให้ไปทำลายตลาดเมนเฟรมซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ IBM ในขณะนั้น

แม้ในธุรกิจเมนเฟรมนั้น IBM จะคอนโทรลทุกอย่างได้ ทั้ง Hardware และ Software ที่ IBM นั้นผลิตขึ้นมาเองแทบจะทั้งหมด แต่ในตลาด PC ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว IBM ไม่สามารถโก่งราคา PC ได้ เพราะคู่แข่งสามารถสร้าง PC ที่มีคุณสมบัติเหมือนที่ IBM สร้างได้ในราคาที่ถูกกว่า

และนี่เองเป็นเหตุให้เกิดแบรนด์ใหม่อย่าง Compaq ซึ่งมาเปลี่ยนเกมส์ธุรกิจ PC ไปอย่างสิ้นเชิง โดย Compaq ได้เริ่มทำการผลิตตัว Compaq Portable ตัวแรกออกมา โดยใช้วิธีการ Reverse Engineer หรือ วิศวกรรมย้อนกลับจาก IBM PC  เนื่องจาก IBM ขณะนั้นประสบความสำเร็จ และขายได้ติดตลาดไปแล้ว แค่ทุกอย่างให้สามารถ Run Software ของ IBM ได้ทั้งหมด ก็จะเข้าถึงตลาดขนาดมหาศาลที่ IBM ได้เริ่มเปิดตลาดไว้แล้ว

น้องใหม่อย่าง Compaq Portable ที่เตรียมมาสู้กับพี่ใหญ่อย่าง IBM PC

ซึ่งแม้ IBM นั้นมักจะได้สิทธิ์ Exclusive กับ Chip ของบริษัท intel อยู่เสมอ แต่ แต่สำหรับ Chipset 386 นั้นถือเป็นครั้งแรกที่ IBM ถูกปฏิเสธโดย intel ซึ่ง Chipset 386 นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมครั้งใหญ่ รวมถึงเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานของ Chip ที่ ทำให้การทำงานของ PC ก้าวกระโดดไปอีกขั้น

เมื่อ intel ไม่ได้ Exclusive ตัว Chip 386 กับ IBM แล้ว  Compaq ก็เร่งในการสร้างผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ใช้ Chipset 386 เพื่อออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด ก่อนหน้าที่ IBM จะออกตลาด เพราะตอนนั้น IBM ก็ดูจะยังตัดสินใจได้ไม่ชัดเจนว่าจะเอายังไงกันแน่กับตลาด PC

ซึ่งไม่เพียงแค่ Chipset intel 386 เท่านั้น เมื่อ Compaq ออกผลิตภัณฑ์อย่าง Desktop386 นั้น ได้ร่วมมือกับ Microsoft ของ Bill Gate ที่ยอมให้ระบบปฏิบัติการของเค้าสามารถรันได้บน Compaq แบบที่ว่าไม่ต้องไปทำการ Copy Chip Code ใด ๆ จาก IBM อีกต่อไป  เป็นการเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างสิ้นเชิง และ ปลดแอ็ก จาก IBM ได้ในที่สุด

การแก้เกมส์ของ IBM คือ การต้องการออกแบบระบบใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้ Compaq สามารถลอกเลียนแบบได้ โดยออกระบบปฏิบัติการใหม่คือ PS2 ที่ยากที่คู่แข่งจะเลียนแบบ ซึ่งต้องบอกว่า IBM ต้องการฆ่าทุกคนในธุรกิจนี้เลยก็ว่าได้แม้กระทั่ง Microsoft เองก็ตาม

PS2 กับการสร้างหายนะด้วยน้ำมือตัวเองของ IBM

แต่หารู้ไม่ การสร้างระบบปฏิบัติการใหม่ ที่ไม่สามารถเข้ากับผลิตภัณฑ์ตัวเดิมของ IBM ได้เลยนั้น ถือเป็นการฆ่าตัวตายของ IBM เอง เพราะองค์กรใหญ่หลาย ๆ องค์กรในสหรัฐนั้น ได้สั่งซื้อเครื่อง computer ของ IBM ไปเป็นจำนวนมากแล้ว ซึ่ง หากต้องการเปลี่ยน ต้องมีการเปลี่ยนแบบยกองค์กร ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ทำให้องค์กรหลาย ๆ องค์กรไม่ต้องการซื้อ PS2 ของ IBM เพราะต้องมาเริ่มเรียนรู้กันใหม่หมด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่มหาศาลมาก ๆ

เหมือนยื่นดาบให้ศัตรูมาฆ่าตัวเองเลยก็ว่าได้สำหรับ IBM ชัดเจนว่า ต่อจากนี้ ตลาด PC นั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว IBM ไม่ได้เป็นผู้กำหนดตลาดอีกต่อไป ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการรวมตัวของผู้ผลิต PC ขนาดใหญ่จำนวน 9 ราย และได้มีการเจรจากับ Bill Gate จาก Microsoft และพัฒนามาตรฐานของพวกเค้าเองในชื่อ EISA (Extended Industry Standard Architecture) โดยที่ไม่เกี่ยวข้องใด  ๆ กับ IBM อีกต่อไป เป็นการถีบ IBM ออกจากตลาด PC อย่างเป็นทางการนับจากนั้นเป็นต้นมานั่นเองครับ

–> อ่านตอนที่ 5 : Windows to the World

References : http://blog.stephengates.com/wp-content/uploads/2010/04/19842.jpg
https://hackaday.com/wp-content/uploads/2017/12/ibmpc.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Bill Gates ตอนที่ 2 : The Standard

IBM ถือเป็นยักษ์ใหญ่ที่ปรับตัวไม่ทันตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและกระแสของตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าในขณะนั้นสถานการณ์ของ IBM ในตลาดคอมพิวเตอร์องค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นฐานที่แข่งแกร่งมากสำหรับพวกเขา

ปัญหาใหญ่ของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เหล่านี้คือ การออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะด้าน ใช้ระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์การใช้งานของตัวเอง ซึ่งใช้ในธุรกิจขนาดใหญ่ ๆ เพียงเท่านั้นเพราะมีราคาแพงมหาศาลมาก ๆ

ซึ่งต้องใช้ระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันเพื่อเป็นส่วนเชื่อมต่อการทำงานของอุปกรณ์แต่ละชิ้นของคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ตลอดจนทำภารกิจอื่น ๆ อีกมากมาย และยังเป็นพื้นฐานของโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ ในยุคนั้น เช่น ระบบบัญชี , ระบบเงินเดือน , โปรแกรม Word Processing

ซึ่ง IBM นั้นได้สร้างคอมพิวเตอร์ที่มี Segment ยิบย่อยเต็มไปหมด มีราคาที่แตกต่างกัน มีการออกแบบที่แตกต่างกัน บางรุ่นนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อคำนวณทางวิทยาศาสตร์ ในขณะที่ในบางรุ่น ทำงานด้านธุรกิจเพียงเท่านั้น

Bill Gates เป็นคนที่มองถึงปัญหานี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะเขาใช้เวลาจำนวนมากในการแปลงซอฟต์แวร์จากคอมพิวเตอร์รุ่นหนึ่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกรุ่น เป็นประจำผ่านโปรแกรมภาษา Basic ที่เขาถนัด

แม้ IBM จะทำการปรับสถาปัตยกรรมครั้งใหญ่อย่างการเกิดขึ้นของเครื่องคอมพิวเตอร์ในตระกูล system/360 ที่เริ่มหันมาใช้ระบบปฏิบัติการเดียวกันไม่ว่าเครื่องจะรุ่นใหญ่รุ่นเล็ก และถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับ System/360

System/360 กับการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมครั้งใหญ่ของ IBM

แต่มันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการ Software โลก เพราะ ในขณะที่ IBM สร้าง System/360 ที่สามารถเข้ากันได้กับเครื่องหลาย ๆ รุ่นนั้น มันก็ได้เกิด การสร้างโปรแกรมเลียนแบบให้สามารถทำงานร่วมกับเครื่อง System/360 ของ IBM ได้นั่นเอง

และกลายเป็นว่าบริษัทหน้าใหม่อย่าง Control , Data , Hitachi , iTel ก็สามารถผลิตเครื่องเมนเฟรมที่ทำงานร่วมกันกับเครื่องของ IBM ได้ และสามารถทำราคาได้ถูกกว่าที่ IBM ทำ

ซึ่งแม้ช่วงเวลาดังกล่าวนั้น Bill Gates ได้ก่อตั้ง Microsoft มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ยังคงศึกษาอยู่ที่ Harvard ยังไม่ได้ลาออกแต่อย่างใด

และเป็นช่วงนี้เองที่เขาได้มาพบกับคู่หูคนสำคัญที่บทบาทกับ Microsoft ในอนาคตอย่าง Steve Ballmer ซึ่งเป็นเพื่อนใหม่ของ Gates ในวิชาเอกคณิตศาสตร์ที่เพิ่งได้รู้จักกันในปีแรกของการเรียนมหาวิทยาลัย

และสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้มาพักในห้องเดียวกันที่หอพักในมหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งมันเป็นความแตกต่างที่สุดขั้วระหว่าง Gates และ Ballmer เพราะ Ballmer นั้นเป็นชายหนุ่มที่พลังเหลือล้น และเป็นคนเข้าสังคมตัวยง ใช้เวลาในมหาวิทยาลัยอย่างคุ้มค่า เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เต็มที่

Ballmer นั้นเป็นทั้งผู้จัดการทีมฟุตบอล เป็นผู้จัดการฝ่ายโฆษณาของหนังสือพิมพ์ Harvard Crimson ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ประจำของมหาวิทยาลัย Harvard รวมถึงยังเป็น ประธานวารสารวรรณกรรมของมหาวิทยาลัยอีกด้วย ซึ่งมีสิ่งเดียวที่ทั้งคู่เหมือนกันก็คือ เป็นจอมโดดเรียนเหมือนกันทั้งคู่

สำหรับบริษัท Microsoft ของ Gates นั้นตั้งสำนักงานแห่งแรกในเมืองแอลเบอเคอร์กี มลรัฐนิวเม็กซิโก ในปี 1975 สาเหตุที่สำคัญเนื่องมาจากพวกเขาต้องการเข้าใกล้แหล่งผลิตเครื่อง Altair 8800 ซึ่งผลิตโดยบริษัท MITS ซึ่งเป็นบริษัทเล็ก ๆ ที่ผลิตชุดคอมพิวเตอร์ประกอบเอง

ซึ่งรายได้หลักช่วงแรก ๆ ของ Microsoft ก็มาจากการเขียน Software ให้ MITS นี่เอง โดย MITS นั้นจะให้ค่าลิขสิทธิ์ Software กับ Microsoft ที่ขายไปพร้อมกับเครื่อง Altair 8800 ตลอดจนให้พื้นที่บางส่วนในการเป็นสำนักงานกับบริษัทน้องใหม่อย่าง Microsoft

รายได้หลักในช่วงแรกของ Microsoft กับการขาย software ให้ Altair 8800 ของบริษัท MITS

ซึ่ง Model การขายตรงไปยังผู้ผลิต Hardware ถือเป็นส่วนสำคัญมากกับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของ Microsoft เพราะ การขายตรงไปยังผู้ใช้งานนั้นมันเป็นเรื่องยาก และที่สำคัญยังมีปัญหาในเรื่องลิขสิทธิ์ เพราะมักมีการลักลอบใช้งานจากผู้ใช้งานทั่วไปอยู่ในขณะนั้น

ซึ่งเป้าหลายหลักของ Microsoft ที่ Gates วางไว้นั้นอยู่ที่การเขียน Software ป้อนให้กับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นส่วนใหญ่ โดยจะไม่ไปเข้าร่วมในส่วนของการสร้างหรือขาย Hardware Computer โดย Gates นั้นยึดนโยบายการขายลิขสิทธิ์ให้ใช้ Software ของเขาในราคาที่ต่ำที่สุด และมองถึงปริมาณยอดขายในจำนวนมาก ๆ

ซึ่งกลยุทธ์ของ Gates นั้นได้ผลอย่างยอดเยี่ยม ซึ่งแทบจะกล่าวได้ว่า ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในตลาดเกือบทุกรายในขณะนั้น ซื้อลิขสิทธิ์ภาษา Basic ที่ใช้เขียนโปรแกรมจาก Microsoft แทบจะทั้งสิ้น

ซึ่งแม้ว่า Hardware ของแต่ละบริษัทจะแตกต่างกันเช่นไร แต่สามารถใช้โปรแกรมของ Microsoft ได้อย่างราบรื่น และการใช้งานร่วมกันได้นี้เองที่เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ ที่เหล่าผู้ผลิต Hardware ส่วนใหญ่ต่างโฆษณากันว่า โปรแกรมของ Microsoft นั้นสามารถ ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ของพวกเขาได้

และเมื่อถึงปี 1977 บริษัท Apple , Commodore รวมถึง Radio Shack ก็ได้เริ่มเข้าสู่วงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดย Microsoft ก็ได้กลายเป็นผู้สร้างโปรแกรมภาษา Basic ให้กับเครื่องส่วนใหญ่ในขณะนั้นแทบจะทั้งหมด

Steve Jobs ที่ได้นำ Apple เข้าสู่ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

รวมถึงตลาดอีกแห่งที่สำคัญในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่นก็ได้คู่ค้าที่สำคัญไปขยายตลาดในฝั่งเอเชียที่มีความต้องการสูงเป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้นเพราะได้เกิดบริษัทขนาดใหญ่ขึ้นมามากมายพร้อม ๆ กับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในขณะนั้น ทำให้ Microsoft ได้รับ อานิสงส์ไปเต็ม ๆ

และที่สำคัญตอนนี้ ภาษา Basic ของ Microsoft ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม Software ในขณะนั้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทำให้ Gates ต้องลาออกจาการเรียนที่มหาวิทยาลัย Harvard เพื่อมุ่งมาที่ Microsoft แบบเต็มตัว

และเขาก็ได้ขยายทีมงานกว่าหลายสิบชีวิต เหล่าวิศวกรระดับเทพ โปรแกรมเมอร์มือฉมังมารวมตัวกันที่สำนักงานของ Microsoft พร้อมที่จะพา Microsoft พุ่งทะยานไปข้างหน้า และ Gates ก็ได้ชักชวนให้ Ballmer อดีต Roommate ของเขาที่ Harvard มาช่วยกับขับเคลื่อนธุรกิจ Microsoft แบบเต็มตัว เรียกได้ว่าตอนนี้ Microsoft มีกำลังพลที่พร้อมมาก ๆ ที่จะไปรบในศึกใหญ่

แถมชื่อของ Microsoft ก็ดังกระฉ่อนไปทั่วอเมริกา รวมถึงในญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้วอีกด้วย ดูเหมือนการเดินกลยุทธ์ครั้งนี้ของ Gates นั้นจะเห็นผลสำเร็จอย่างรวดเร็วมาก ๆ และตอนนี้ Microsoft นั้นพร้อมจะก้าวขึ้นไปอีกระดับแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับ Bill Gates และ Microsoft โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 3 : Deal with The Devil

References : https://www.channelbiz.es/wp/wp-content/gallery/steve-ballmer/01-ballmer.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Smartphone War ตอนที่ 15 : The Winner Is

และในที่สุดการปฏิวัติวงการมือถือโลก ก็สามารถทำได้สำเร็จ ด้วยพลังของ iPhone ที่ได้มาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมนุษย์เราไปตลอดกาล โลกของเรายุคหลังการเกิดขึ้นของ iPhone นั้น เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะข้อมูล ความรู้ ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ สามารถเข้าถึงได้ด้วยเพียงปลายนิ้วของเราเท่านั้น

Smartphone ได้นำพาชีวิตของมนุษย์เราก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น เพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ต รายละเอียดต่าง ๆ ในชีวิตของเรา เช่น เบอร์โทรศัพท์ของเพื่อน รูปภาพ ข้อความ หรือข้อความต่าง ๆ ที่ได้บันทึกไว้ จะต้องอยู่ในโทรศัพท์เพียงเท่านั้นโดยบันทึกไว้ในหน่วยความจำของเครื่องโทรศัพท์ แต่ตอนนี้ข้อมูลทุกอย่างของเราถูกบันทึกไปอยู่บนระบบ Cloud แทบจะทั้งหมด

Smartphone ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของทุก ๆ อาชีพ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าพนักงานขาย ที่สามารถโชว์สินค้าให้ลูกค้าได้เห็นทันทีผ่านมือถือ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าต่าง ๆ ก็สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อีกจำนวนมหาศาลผ่าน Ecommerce บนมือถือ เราสามารถเรียก Taxi มารับได้ถึงที่ด้วยเพียงปลายนิ้ว หรือ อาชีพอื่น ๆ อีกมากมายที่ smartphone ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเค้าเหล่านี้

และเมื่อประชาการในประเทศกำลังพัฒนาเริ่มสามารถเข้าถึง smartphone ก็ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น App ให้คำแนะนำทางการแพทย์ ข้อมูลการเงิน การธนาคาร การศึกษา ทุกอย่างสามารถเข้าถึงได้ผ่าน smartphone เหล่านี้แทบจะทั้งสิ้น

หรือแม้กระทั่งปรากฏการณ์ระดับโลกอย่าง Arab Spring ในช่วงปี 2011 มือถือ smartphone ก็ได้เป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดผลกระทบต่อการเมือง สังคม ผ่านบริการเครือข่าย Social Network ต่าง ๆ ที่อยู่บนมือถือ smartphone เหล่านี้

และการเติบโตของ iPhone มากขึ้นในทุก ๆ ปีนั้น ส่งผลบวกต่อ Google ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะบริการต่าง ๆ ของ Google ที่อยู่บนมือถือนั้น ลูกค้ามักเลือกบริการของ Google ก่อนเสมอ ไมว่าจะเป็น Maps , Youtube หรือแม้กระทั่ง Google Docs

แต่มันเป็นข่าวร้ายสำหรับ Microsoft ซึ่งมีกำไรกว่าครึ่งมาจากการขาย PC ส่วนที่เหลือมาจากบริการ Software หลัก ๆ ของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นชุด Microsoft Office หรือ Software Enterprise สำหรับองค์กร

และตลาดของ PC มันได้เริ่มถึงทางตันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะตอนนี้เป็นยุคของมือถือ และ smartphone จะกลายมาแทนที่ PC ในพื้นที่ห่างไกลกันดาร เพราะสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า รวมถึงการเกิดขึ้นของ มือถือ Android ราคาถูกจากจีน จะทำให้แย่งตลาดนี้ไปจาก Microsoft เป็นจำนวนมาก

และในด้านตลาดมือถือนั้น แม้สุดท้าย Microsoft จะ Take Over Nokia มาสำเร็จในช่วงปลายปี 2013  แต่ด้วยความล่าช้า รวมถึงไม่ได้รับความสนใจจากเหล่านักพัฒนา App ให้มาสนใจ Windows Phone ทำให้ App ดี ๆ ที่คนใช้งานทั่วไปในทั้ง Android และ iOS ไม่มาสร้างบน Windows Phone

Microsoft ที่ take over Nokia มาได้สำเร็จแต่ก็ไม่สามารถผลักดัน Windows Phone ได้สำเร็จอยู่ดี
Microsoft ที่ take over Nokia มาได้สำเร็จแต่ก็ไม่สามารถผลักดัน Windows Phone ได้สำเร็จอยู่ดี

แม้กระทั่ง App Facebook เองที่เป็น Social Network ยักษ์ใหญ่ และ Microsoft มีหุ้นอยู่ด้วยนั้น ก็ไม่ได้มาทำ Official App บน Windows Phone ทำให้ขาดแรงดึงดูดต่อลูกค้าผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ซึ่งสุดท้าย Windows Phone ก็ไม่สามารถสอดแทรกมาเป็นระบบปฏิบัติทางเลือกที่สามได้ และล่มสลายไปในที่สุดอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

ซึ่งเราอาจจะมองได้ว่า Android ของ Google กลายเป็นผู้ชนะในศึกสงคราม smartphone ครั้งนี้ เมื่อ Android ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มหลักบนอุปกรณ์มือถือถ้าเทียบในเรื่องปริมาณผู้ใช้งานในแพลตฟอร์ม

และที่สำคัญมันยังทำให้ Google ได้ครอบครองธุรกิจค้นหาบนมือถือ ซึ่งแม้ Google เองนั้นก็ไม่ได้สนใจว่าแพลตฟอร์มตัวไหนจะเป็นหลัก ตราบใดเท่าที่มีคนใช้ Search Engine ของ Google 

แต่เมื่อ Android กำลังรุดหน้าไปครองตลาดใหม่ ๆ ในทุก ๆ แห่งผ่านเหล่าผู้ผลิตมือถือยักษ์ใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะแบรนด์จีนที่ทำให้ smartphone ราคาถูกลงเป็นอย่างมาก แต่ Apple ก็จะไปแย่งชิงเอาลูกค้าที่ดีที่สุดไปเหมือนเคยในทุก ๆ ครั้ง

และด้วยการพัฒนาของมือถือ ที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สุดท้ายเราได้เห็น Features ต่าง ๆ ที่เมื่อก่อนยุค iPhone จะเกิดนั้นใครจะไปคาดคิดว่าเราจะใช้งานมือถืออย่างที่เราเห็นได้ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Maps , Voice Assistant อย่าง SIRI หรือ การ Streaming ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลง หนัง หรือแม้กระทั่งการใช้งานบน Cloud ที่ง่ายแสนง่ายอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน 

เราได้ใช้ Features ล้ำ ๆ ที่แทบจะเคยคาดคิดมาก่อนว่าจะใช้งานได้บนมือถือ
เราได้ใช้ Features ล้ำ ๆ ที่แทบจะเคยคาดคิดมาก่อนว่าจะใช้งานได้บนมือถือ

จะได้เห็นว่าหลังจากการเกิดขึ้นของ iPhone นั้นมันได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์บนโลกเราไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่ง คงไม่เกินเลยที่จะกล่าวได้ว่า iPhone ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการปฏิวัติด้านเทคโนโลยีของโลกมนุษย์เรา นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 นั่นเองครับ

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ สงคราม Smartphone War จาก Blog Series ชุดนี้

สำหรับเรื่องราวการต่อสู้ในศึก Smartphone War จาก Series ชุดนี้เราได้เห็นถึงการต่อสู้ของ เหล่าผู้ที่ต้องการปฏิวัติวงการมือถือที่ย่ำอยู่กับที่มานานแสนนาน ทั้ง Apple หรือ Google เองนั้นต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงธุรกิจมือถือที่มันผิดที่ผิดทาง ให้อุตสาหกรรมมันสามารถเดินหน้าไปเหมือนอุตสาหกรรมอื่นๆ  ได้ด้วยนวัตกรรม

สิ่งแรกที่เราเห็นได้ชัดที่เป็นอุปสรรคขัดขวางของนวัตกรรมในธุรกิจมือถือ ก็คือเหล่าเครือข่ายมือถือที่มีอำนาจคอยควบคุมเส้นทางข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก และคิดหาเงินจากการเป็นทางผ่านข้อมูลของพวกเขา ทำให้เหล่าบริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ในอดีตอย่าง Nokia แทบที่จะสยบอยู่แทบเท้าพวกเค้าเหล่านี้

ซึ่งต้องบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะพัฒนาไปตั้งนานแล้ว จากยุคก่อนที่ iPhone จะเกิดขึ้นนั้น เราจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทางด้านอินเทอร์เน็ตมันก้าวล้ำไปมากแล้ว แต่กับอุตสาหกรรมมือถือ มันเหมือนย้อนกลับไปในโลกยุคปี 90 ที่อินเทอร์เน็ตบนมือถือ มันได้กลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมาก ประสบการณ์ใช้งานเว๊บไซต์ที่ห่วยแตก จะเห็นได้ว่าอุปสรรคต่าง ๆ เหล่านี้ถูกพังทลายลงหลังจากการเกิดขึ้นของ iPhone แทบทั้งสิ้น

ซึ่งแน่นอนว่าโลกเราต้องขอบคุณสตีฟ จ๊อบส์ ที่ได้สรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์เราไปอย่างสิ้นเชิงอย่าง iPhone ขึ้นมา และต้องของคุณ Google ที่ทำให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึง smartphone ได้ โดยไม่ลำบากในเรื่องภาระทางการเงินจนเกินไป และต้องขอบคุณ Microsoft ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดนี้ด้วย เพราะ เป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมต่าง ๆ ขึ้นมามากมายเพื่อทำการฉีกหนีคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่าง Microsoft ให้ได้นั่นเอง

และเรื่องราวครั้งนี้มันยังเป็นการต่อสู้ทางกลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่มีการหักเหลี่ยมเฉือนคม ถึงกับต้องมีการฟ้องร้องในชั้นศาล เพื่อเป็นแต้มต่อในด้านธุรกิจ อย่างที่ Microsoft ทำได้สำเร็จ ซึ่งสุดท้าย ทั้งสามฝ่าย ทั้ง Apple , Google และ Microsoft ทุกบริษัทที่แข่งกัน ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตามแต่สุดท้ายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมมือถือได้สำเร็จ ทุกบริษัทก็ได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการปฏิวัตินี้ไปในที่สุดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ซึ่งสุดท้ายมันก็ได้พาพวกเขาทั้งสามทะยานขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าอันดับต้น ๆ ของโลก ( 2.Apple $309.5 billion, 3. Google $309 billion , 4. Microsoft $251.2 billion)  ซึ่งแน่นอนว่ามันมาจากการที่พวกเขามีส่วนร่วมไม่ทางใดก็ทางหนึ่งต่อสงครามในการปฏิวัติอุตสาหกรรมมือถือโลกในครั้งนี้นั่นเองครับ

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 Phone & Microsoft *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Smartphone War ตอนที่ 11 : The Rise of Android

หลังจากการเกิดขึ้นของ iPhone และได้ทำลายเหล่ามาเฟียเครือข่ายให้ลดอำนาจลงไปอย่างมาก ทำให้วิวัฒนาการของธุรกิจมือถือนั้น ก็ได้พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งก่อนปี 2007 นั้น ตลาด smartphone เป็นตลาดที่เล็กมาก ๆ คนส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้งานมือถือเพื่อ โทรเข้า-ออก และ ส่ง SMS เพียงเท่านั้น พวกเขาไม่ได้จินตนาการถึงโลกของ smartphone อยู่ในหัวเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งหลังจากการเกิดขึ้นของ iPhone บรรดาผู้จัดจำหน่ายทั่วโลกก็ได้พยายามหาอะไรบางอย่างเพื่อมาแข่งกับ iPhone เพื่อไม่ให้ Apple ผูกขาดทุกอย่างมากเกินไป และ Android ก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้จะต้องหักลำกลับมาพัฒนามือถือแบบจอสัมผัส ซึ่งแต่เดิมนั้นวาง Position ของตัวเองเป็นมือถือแบบมี คีย์บอร์ QWERTY ซึ่งก็ต้องเสียเวลาอยู่พอสมควรในการปรับกระบวนทัพใหม่

Android นั้นสร้าง Model ขึ้นมาคล้าย ๆ กับ Symbian ของ Nokia ที่เป็น Open Source เหมือนกัน แต่ผู้ผลิตมือถือต้องขอสิทธิ์บางอย่างในการลงบริการของตัวเองเช่น Google Service ของ Google หรือ Nokia Map ผ่านทาง Symbain

แต่ Android นั้นเริ่มต้นใหม่ด้วยแนวคิดแบบจอสัมผัส ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ Apple ประสบความสำเร็จกับ iPhone ซึ่งได้เปิดตัวรุ่นแรกคือ HTC G1 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2008 

มันแทบจะไม่มีอะไรพิเศษในแง่ของ Hardware แุถมยังมีแป้นพิมพ์แบบเลื่อนได้คล้าย ๆ มือถือของ Nokia ด้วยซ้ำ และความสามารถในการใช้จอแบบสัมผัสก็ดูต่างจาก iPhone ราวฟ้ากับเหว มันเหมือนรุ่น เบต้า ของ iPhone เสียมากกว่าที่จะมาเป็นคู่แข่งกับ iPhone

HTC G1 มือถือรุ่นแรกของ Android ที่แทบจะสู้อะไร iPhone ไม่ได้เลย
HTC G1 มือถือรุ่นแรกของ Android ที่แทบจะสู้อะไร iPhone ไม่ได้เลย

แต่สิ่งสำคัญที่ Android มีคือ การผูกติดกับบริการของ Google อย่างแน่นหนา ไม่ว่าจะเป็น แผนที่ email Calendar ซึ่งพอจะช่วงชิงพื้นที่ของส่วนแบ่งการตลาดได้บ้าง

แม้จ๊อบส์ จะโมโหมากที่ Google มาทำ Android ออกมาเพื่อแข่งกับ iPhone เพราะตอนแรกทั้งสองเหมือนจะเป็น พาร์ทเนอร์กันมากกว่า แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองได้ขาดสะบั้นลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Google ก็ต้องการที่ยืนในตลาด smartphone เช่นเดียวกัน ดีกว่าการไปผูกชะตาชีวิตไว้กับ iPhone ของ Apple ที่จะนำบริการของพวกเขาออกไปเมื่อไหร่ก็ได้

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Android บนวงการมือถือโลก น่าจะมาจาก Samsung ที่ได้ลองเปลี่ยนจาก Symbian มาใช้ Android โดยรุ่นแรกที่ได้ใช้ชื่อตระกูล Samsung Galaxy คือรุ่น “Samsung I7500 Galaxy” ที่ได้ถูกเปิดตัวครั้งแรกในปี 2009

โดยกลายเป็น smartphone รุ่นแรกของค่ายที่รันบนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่น 1.5 (Cupcake) ซึ่งต่อมาทาง Samsung ยังคงพัฒนา smartphone ของตัวเองอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนในตระกูล Galaxy รุ่นใหม่อย่าง Samsung Galaxy S

ซึ่งในขณะนั้นทาง Samsung ได้วางการตลาดให้ smartphone ในตระกูลนี้เป็นรุ่นเรือธงของค่าย และเป็นการรุกตลาดสมาร์ทโฟนอย่างเต็มตัวของทาง Samsung และช่วยให้ผู้คนเริ่มหันมามอง Android เพราะเริ่มมี Features ที่ดูคล้าย iPhone เข้าไปทุกที ในราคาที่ต่ำกว่า และ Galaxy S เป็นมือถือที่ทำให้เห็นศักยภาพของ Android ที่แท้จริง ซึ่งทำให้ยอดขายเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นมือถือเรือธงของ Samsung มาจวบจนถึงปัจจุบัน

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ Android แจ้งเกิดได้น่าจะมาจาก Samsung Galaxy S
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ Android แจ้งเกิดได้น่าจะมาจาก Samsung Galaxy S

และความชัดเจนมันได้เริ่มเกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2009 Android เริ่มเติบโตขึ้นทั่วโลก มีการขายโทรศัพท์ Android ไปได้กว่า 4 ล้านเครื่อง ซึ่งในขณะนั้นได้ขึ้นมาทาบรัศมีของ Windows Mobile ที่ยอดขายใกล้เคียงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่น่ากลัวมาก ๆ ของ Android ในช่วงขณะนั้น

และที่สำคัญ Android ได้กลายเป็นสินค้ายอดฮิตของประเทศจีน เพราะราคาถูกกว่า iPhone มาก และชนชั้นกลางที่เติบโตเพิ่มมากขึ้นของประเทศจีน ทำให้ผู้คนต่างอยากจะเปลี่ยนมาใช้ smartphone กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ตลาดของ Android ยิ่งเติบโตขึ้นไปอีก

แม้ทาง Apple นั้นจะเน้นไปที่ตลาด Hi-End ที่เป็นส่วนของกำไรส่วนใหญ่ของตลาดมือถือ smartphone แต่ Android ได้เริ่มกินส่วนแบ่งการตลาดมาจากด้านล่าง ซึ่งถ้านับเป็นจำนวนนั้น เป็นตลาดที่ใหญ่มหาศาลเป็นอย่างมาก

ซึ่งหลังจากเห็นการประสบความสำเร็จของ Samsung จาก Galaxy S บรรดาผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ต่างเปลี่ยนแผนกันอย่างฉับพลันเพื่อย้ายไปสู่ Android ที่ดูมีอนาคตกว่า Symbian อย่างเห็นได้ชัด ทั้ง LG , Motorola , HTC เริ่มขายโทรศัพท์ Android หรือแม้กระทั่ง Sony เองก็ตาม ก็ยังต้องตามกระแสของ Android ไปด้วย

ซึ่งแน่นอนว่า ตอนนี้ตลาดของมือถือโลกได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ตลาดบนนั้น iPhone คว้าไปครองแทบจะเบ็ดเสร็จ ส่วนตลาดจากล่างขึ้นมานั้น Android ก็ค่อย ๆ กัดกินตลาดเรื่อยมา สถานการณ์ของ Nokia ที่มี Symbian รวมถึง Microsoft ที่ยังยึดติดกับความสำเร็จของ Windows Mobile นั้น พวกเขาจะทำอย่างไรต่อไปกับตลาดมือถือ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 12 : The Fall of Windows (Mobile)

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 Phone & Microsoft *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol