Geek Story EP15 : Xerox กับบทเรียนครั้งสำคัญในการสร้างนวัตกรรมให้กับผู้อื่น

Xerox เป็นบริษัทแรก ๆ ที่สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีหน้าจอ คีย์บอร์ด เมาส์ และ GUI ที่เรียกว่า Xerox Alto ซึ่งในปี 1973 ในช่วงเวลาที่ผู้คนยังคงคิดว่าคอมพิวเตอร์เป็นเมนเฟรมขนาดใหญ่ในห้องคอมพิวเตอร์

Xerox ได้สร้างเครื่องจักรที่ปฏิวัติวงการอย่างบ้าคลั่งในยุคนั้น และมันทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เปลี่ยนแปลงโลกเราอย่างที่ไม่เคยเป็นมากก่อน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? ที่พวกเขาแทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/2PDoJdE

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/31A0OBs

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2PALwqz

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/T8X5bBTHl0Y

iPhone กับการทำลายล้างมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการเครือข่ายมือถือ

ถามว่าก่อนยุคที่ iPhone จะได้ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 2007 นั้นสิ่งใดเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนานวัตกรรมใหม่ให้กับวงการมือถือมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น เหล่า มาเฟีย แห่งเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั้งหลายที่มีกระจายอยู่ทั่วโลก ที่เป็นตัวคั่นกลางระหว่างเหล่าผู้ผลิตบริษัทมือถือกับผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าโดยตรง

ซึ่งแม้ว่าในช่วงก่อนปี 2007 เทคโนโลยีต่าง ๆ มันจะได้รับการพัฒนาไปไกลมากแล้วก็ตาม แต่เราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจมือถือยังเป็นอะไรที่ล้าหลังเป็นอย่างมากในหลาย ๆ เรื่องแม้กระทั่งการเล่นเว๊บไซต์ต่าง ๆ ก็เป็นอุปสรรคต่อการใช้งานของผู้ใช้งานทั่วโลก ที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทั่วโลกผ่านทางอุปกรณ์ที่พกติดตัวเราอยู่ตลอดเวลาอย่างมือถือนั่นเอง

ในขณะนั้น ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกต่างคุ้นเคยกับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ Broadband กันแล้ว แต่ค่าบริการข้อมูลแบบ 3G ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเหมือนได้ย้อนตัวเองกลับไปสู่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยุคโมเด็มผ่านสายโทรศัพท์

แน่นอนว่าเหล่ามาเฟียเครือข่ายเหล่านี้ คอยจ้องแต่จะคิดค่าบริการต่าง ๆ แทบทุกอย่าง มีการคิดค่าบริการการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นนาทีที่ใช้งาน แต่ผู้บริโภคกลับได้รับการบริการจากอินเทอร์เน็ตที่ห่วยแตกกว่าการใช้โทรศัพท์บ้านเสียอีก

เพราะเว๊บต่าง ๆ ที่โหลดมานั้นเป็นเว๊บที่ไร้คุณภาพเนื่องจากปริมาณข้อมูลที่มีจำนวนมากทำให้เหล่าผู้ให้บริการไม่อยากเสีย bandwidth ไปกับบริการเหล่านี้ และทำการชาร์จเงินกับผู้บริโภคให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

การเล่นเว๊บผ่านมือถือ ที่ไร้ซึ่งคุณภาพ
การเล่นเว๊บผ่านมือถือ ที่ไร้ซึ่งคุณภาพ

แต่ iPhone ของ Apple ได้มาเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง Apple ต้องการให้ iPhone นั้นใช้ปริมาณข้อมูลได้อย่างไม่จำกัด และทำการเจรจากับ Cingular ที่เป็นเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้นหลายครั้ง

สุดท้ายได้มีการประกาศรูปแบบการจ่ายค่าบริการมือถือแบบให้ปริมาณข้อมูลไม่จำกัด ซึ่งสูงกว่าแบบโทรศัพท์โทรเข้าออกเพียงอย่างเดียวราว ๆ 20 ดอลลาร์ต่อเดือน โดย Cingular (ตอนหลังกลายมาเป็น AT&T) จะได้รับเงินบางส่วนจากการดาวน์โหลดทาง iTunes ขณะที่ทาง Apple นั้นได้ส่วนแบ่งจากค่าบริการรายเดือนของ iPhone แต่ละเครื่องที่เชื่อมต่อกับ Cingular

และนี่เองได้เป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญของเหล่ามาเฟียเครือข่ายมือถือทั้งหลายทั่วโลก โดย Apple ได้เปลี่ยนบทบาทของเหล่าเครือข่ายโทรศัพท์ ให้เป็นเพียงแค่ทางผ่านของโลกโทรศัพท์มือถือยุคใหม่หลังการเกิดขึ้นของ iPhone ให้พวกเขาเป็นเพียงแค่ท่อส่งข้อมูลระหว่างมือถือของลูกค้ากับโลกอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

ทำให้เหล่าเครือข่ายมือถือไม่สามารถที่จะไปชาร์จค่าบริการใด ๆ กับลูกค้าได้อีก เรียกได้ว่า เป็นครั้งแรกที่เหล่ามาเฟียมือถือต้องมาง้อ บริษัทมือถืออย่าง Apple ซึ่งไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนเลยในธุรกิจมือถือ

iPhone ที่มาพร้อมแผนที่ของ Google และ การท่องเว๊บที่แสนง่ายดาย ได้กลายเป็นหายนะของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ที่ตอนแรกได้วางแผนที่จะคิดค่าบริการการเข้าถึงข้อมูลแผนที่ผ่านเครือข่ายมือถือ

ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนธุรกิจของ Nokia ที่ตอนนั้นเพิ่งซื้อ Navteq บริษัทแผนที่ยักษ์ใหญ่มาในราคาสูงถึง 8.1 พันล้านดอลลาร์  โดยหวังจะได้รายรับกลับคืนมาด้วยการขายบริการแผนที่ให้บรรดาค่ายโทรศัพท์มือถือทั่วโลกนั่นเอง

Navteq ที่ Nokia หวังที่จะมาสร้างรายได้กับกับบริษํท
Navteq ที่ Nokia หวังที่จะมาสร้างรายได้กับกับบริษํท

Apple ได้พยายามอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนอุตสาหกรรมมือถือไปแนวทางที่ตัวเองต้องการ เป็นครั้งแรกที่เหล่ามาเฟีย เครือข่ายโทรศัพท์มือถือเริ่มหวาดกลัวกับการเข้ามาของ Apple ซึ่งพวกเขาประเมิน Apple ไว้ต่ำมาก ๆ ในตอนแรก

Apple กลายเป็นราชาแห่งวงการมือถือ ทุกเครือข่ายต้องเข้ามานำเสนอสิ่งที่เย้ายวนใจให้ Apple เพื่อร่วมธุรกิจกัน Apple ทำให้ทุกอย่างนั้นกลับตาลปัตรไปหมด เพราะตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2007 นั้น ไม่มีผู้ผลิตมือถือรายใดกล้ากำหนดเงื่อนไขกับบรรดาค่ายมือถือต่าง ๆ 

Nokia เป็นยักษ์ใหญ่มือถือเจ้าเดียวที่เคยลองทำแบบ Apple มาก่อน แล้วก็ได้บทเรียนครั้งสำคัญจากการนำโทรศัพท์ที่สามารถเล่นเพลงได้เข้าไปสู่ตลาดอเมริกา โดย Nokia ได้เคยพยายามรวมรวมข้อมูลลูกค้าที่เป็นเจ้าของโทรศัพท์เข้ามาในระบบของตัวเอง โดยไม่ผ่านค่ายโทรศัพท์มือถือ

แต่เหล่ามาเฟีย เครือข่ายมือถือ ยื่นคำขาดให้ Nokia หยุดการกระทำนั้นทันที โดย Nokia ต้องยอมทำตามแต่โดยดี เพราะไม่งั้นจะถูกแบนโดยเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของมาเฟียเครือข่ายมือถือเหล่านี้นั่นเอง

จะเห็นได้ว่า หลังการเกิดขึ้นของ iPhone นั้นไม่เพียงแค่ปฏิวัติแค่วงการผู้ผลิตมือถือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่ได้สร้างมือถือที่มีความแตกต่างออกมาเท่านั้น แต่ได้กำจัดเหล่ามาเฟียเครือข่ายมือถือ ที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนานวัตกรรมให้กับวงการมือถือโลกมาอย่างยาวนานได้อย่างราบคาบ

มันได้ทำให้เปลี่ยน ecosystem ใหม่ทั้งหมดของ Supply Chain ของธุรกิจมือถือ ให้ทุกส่วนนั้น ทำงานที่ควรจะทำ ไม่มายุ่งย่ามกับส่วนของธุรกิจอื่น ๆ อย่างที่เหล่าเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเคยทำมาในอดีต และที่สำคัญมันได้ทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์เราเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง หลังจากปลดแอกจากเหล่ามาเฟียเครือข่ายมือถือเหล่านี้ได้สำเร็จนั่นเองครับ

Apple ยุคใหม่กับการบริหารซัพพลายเชนระดับเทพของชายที่ชื่อ Tim Cook

ในปี 1998 Steve Jobs กำลังประสบปัญหาร้ายแรงที่สุด บริษัทที่เขาก่อตั้งเมื่อยี่สิบปีก่อนหน้านั้นกำลังจะถึงคราวล่มสลาย ด้วย ผลิตภัณฑ์ที่ล้มเหลว, และการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง จน Apple แทบจะไม่มีเหลือที่ยืนบนตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

แม้ Jobs ได้กลับมาเป็นผู้นำของ บริษัท เขาค่อย ๆ จ้องมองที่เรือที่กำลังจะจมอย่างไม่หยุดยั้งโดยมุ่งเน้นไปที่การออกแบบ และการใช้งาน แต่ระบบการผลิตและซัพพลายเชนของ บริษัท นั้นยุ่งเหยิงเกินกว่าความสามารถของเขา และเขาไม่สามารถเห็นวิธีการที่จะแก้ไขมันได้เลย

ดังนั้นเขาจึงหันไปหา Tim Cook ผู้มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ 16 ปีด้วยความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน Cook เป็นคนบ้างานที่รักความสงบ และอารมณ์ดี

Cook ได้มาทำหน้าที่ใหม่ด้วยการเจรจาข้อตกลงด้านนวัตกรรมกับผู้ผลิตที่ทำสัญญาในจีนและที่อื่น ๆ ที่จะดึง Apple ออกจากธุรกิจการผลิต 

Tim Cook บุกจีนเจรจาต่อรองที่ส่งผลต่อธุรกิจ Apple เป็นอย่างมาก
Tim Cook บุกจีนเจรจาต่อรองที่ส่งผลต่อธุรกิจ Apple เป็นอย่างมาก

และเมื่อ Cook เข้ามา Apple ก็เริ่มมียอดขายที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีเงินสดสำรองที่หลายบริษัทรู้สึกอิจฉา ซึ่งส่งผลดีต่อเหล่าซัพพลายเออร์ที่ทำสัญญากับ Apple ที่ต้องการกระแสเงินสดที่มั่นคงเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อป้องกันความไม่แน่นอน 

เมื่อรู้สิ่งนี้ Cook ได้แลกเปลี่ยนสัญญาระยะยาวที่มีกำไรกับผู้ผลิตที่ทำให้ Apple สามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ แม้แต่ในกรณีที่ Apple ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงเลยก็ตาม

Cook ลดจำนวนซัพพลายเออร์หลักลง 75% และเจรจาต่อรองขอให้บางรายย้ายเข้าไปใกล้โรงงานในเครือของ Apple เพื่อลดต้นทุนและจัดลำดับความสำคัญของพวกเขาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นกับ Apple 

เหล่าผู้บริหารระดับสูงที่เป็นลูกน้องของ Cook หลายคน ตกตะลึงกับความสามารถของ Cook ที่เจรจาความสัมพันธ์ด้านซัพพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อ Apple โดยหนึ่งในรองประธานฝ่ายวิศวกรรม ได้กล่าวว่า “เมื่อผมอยู่ที่นั่น Cook ได้ตัดสินใจในสิ่งที่เราต้องการและมันเป็นหน้าที่ของการจัดการผลิตภัณฑ์และการจัดการอุปทานเพื่อให้ได้มัน มันแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในลำดับความสำคัญทั้งหมดที่มีต่อกระบวนการผลิตของ Apple” การเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการเจรจาอย่างชาญฉลาดของ Tim Cook

ยกตัวอย่างเช่นในปี 2005 เมื่อ Apple เปิดตัว iPod Nano ที่ใช้หน่วยความจำแบบ Flash Cook ได้เตรียมความพร้อมกับแหล่งซัพพลายเออร์ของหน่วยความจำ Flash ของ Apple ไว้ที่ 1.25 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการซื้อผลิตภัณฑ์จากคู่แข่งอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ Apple มีกำลังการผลิตที่พร้อมยาวนานถึง 5 ปี

Ipod Nano ที่ต้องเปลี่ยนมาใช้หน่วยความจำแบบ Flash
Ipod Nano ที่ต้องเปลี่ยนมาใช้หน่วยความจำแบบ Flash

อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจก็คือ เมื่อนักออกแบบของ Apple ต้องการติดตั้งไฟสีเขียวเพื่อแสดงเมื่อมีเปิดกล้องของ Notebook รุ่นใหม่ ซึ่งพวกเขาต้องการเลเซอร์จำนวนหนึ่ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 250,000 ดอลลาร์ในการตัดรูขนาดเล็กในปลอกอลูมิเนียมของคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการผลิต

Cook ได้เจรจาต่อรองข้อตกลงพิเศษกับซัพพลายเออร์และไปซื้อเลเซอร์หลายร้อยชิ้นซึ่งทำให้เหล่าซัพพลายเออร์นั้นมีความพึงพอใจ ในขณะที่ยังคงรักษาการออกแบบที่สำคัญ และจัดการซัพพลายเชนของ Apple ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดอีกครั้ง

จากนั้น Cook ได้เห็นว่าสินค้าคงคลังสูญเสียมูลค่าระหว่าง 1-2% ของมูลค่าในแต่ละสัปดาห์และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัท  Cook แก้ปัญหาโดยใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานของเขาและทำให้การผลิตของ Apple คล่องตัวขึ้น จนถึงจุดที่สินค้าถูกส่งโดยตรงจากโรงงานไปยังผู้บริโภคได้แบบทันทีทันใด

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น Cook เริ่มเรียกร้องให้มีการป้อนข้อมูลในการออกแบบส่วนประกอบ เช่นการ์ดหน่วยความจำแฟลช ชิปเซ็ต และเคสคอมพิวเตอร์ที่โดยทั่วไปแล้วคู่ค้าของ Apple นั้นมักจะได้รับการปฏิบัติเหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการเจรจาต่อรองกันอย่างมาก 

ซึ่งผลที่ตามมาคือการเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์กลายเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ Tim Cook สามารถใช้เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ของ Apple กับคู่แข่ง และสามารถเพิ่มกำไรที่สูงขึ้นให้กับ Apple ได้ในท้ายที่สุดนั่นเอง 

Cook มองเห็นสิ่งต่าง ๆ เร็วกว่า ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Apple แค่เพียงความงามเรื่องการ Design นั้นไม่ได้ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ทั้งหมด แต่การสามารถส่งมอบได้ตรงเวลาและในราคาที่แข่งขันได้ต่างหาก คือ รากฐานที่สำคัญที่สุดของ Apple ยุคใหม่นั่นเองครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลย ที่ว่า ทำไม Steve Jobs ถึงมอบความไว้วางใจสูงสุดให้กับชายคนนี้นั่นเองครับผม

–> อ่าน Blog Series : ประวัติ Tim Cook

References : https://www.everythingsupplychain.com/apple-ceo-tim-cook-supply-chain-guru/
https://www.tradegecko.com/blog/supply-chain-management/apple-the-best-supply-chain-in-the-world
https://www.cips.org/supply-management/analysis/2016/february/tim-cook-the-cool-customer-behind-apples-supply-chain-success/

Geek Monday EP45 : ความหวังมวลมนุษยชาติ เมื่อ Apple และ Google จับมือสร้างระบบติดตามการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทรงพลังที่สุด

การร่วมมือกันของสองยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีอย่าง Google และ Apple ในครั้งนี้อาจจะสามารถที่จะช่วยเหลือคนทั้งโลกได้เลยด้วย ซ้ำ เพราะมันเป็นการสร้างการแจ้งเตือน Notification มาจาก Platform แบบทันทีทันใด หากมีผู้ป่วยที่มีการยืนยันการติด COVID-19 ซึ่งจะทำให้ ผู้ที่เข้าไปสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่าน Bluetooh แล้วนั้น

สามารถได้รับการแจ้งเตือนได้แบบทันที ว่ามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ และให้สามารถไปกักกันตัวได้ทันที แทนที่การคาดเดา หรือการคอยสัมภาษณ์แบบเดิม ๆ ที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะตามตัวทุกคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่่ติดเชื้อมาได้นั่นเองครับ ถือเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ครับสำหรับเทคโนโลยีนี้

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : https://bit.ly/2wx5fS4

ฟังผ่าน Apple Podcast :https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast :  https://bit.ly/2xnyEi6

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/3eiwmkP

ฟังผ่าน Youtube https://youtu.be/K9vothkXC-g

Image References : https://abcnews.go.com/Health/google-apple-team-contact-tracing-covid-19-app

ประวัติ Tim Cook ตอนที่ 7 : The Next Chapter

Apple ในยุคของ Tim Cook ผ่านปี 2012 ไปได้อย่างยิ่งใหญ่ เพียงแค่เริ่มปี 2013 มีรายงานผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทที่ 13.06 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมียอดขาย iPhone และ iPad ที่แข็งแกร่ง แต่หุ้นของ Apple ลดลง 12% เนื่องจากนักลงทุนเริ่มระมัดระวังในการแข่งขันกับ Android และกังวลในเรื่องของแนวโน้มของบริษัทในอนาคตอยู่

Cook ได้เตรียมแผนสำหรับแนวรบใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่ตลาดประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาด smartphone ที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก ภายใต้การนำของเขา Apple ลงทุนอย่างมากในประเทศจีน ทำการเปิดตัวร้านค้าออนไลน์ใหม่ที่มีความโดดเด่น มีการทำข้อตกลงกับสายการบินจีน และเปิดร้านค้าปลีก Apple Store เพิ่มเติมในประเทศจีน

ซึ่งในตอนนั้น Apple มีร้านค้า Apple Store เพียงแค่สองร้านเท่านั้นที่ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ต้องบอกว่า Cook นั้นโฟกัสตลาดจีนเป็นหลักในแผนการของบริษัทนับตั้งแต่เขาได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง CEO ต่อจาก Jobs

และ Deal ที่สำคัญที่สุดที่ Cook สามารถทำได้สำเร็จก็คือ การเซ็นสัญญากับบริษัทเครือข่ายมือถือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนอย่าง China Mobile ที่มีฐานลูกค้ากว่า 700 ล้านราย ซึ่งสามารถทำข้อตกลงได้ในเดือนธันวาคมปี 2013

และหลังจากนั้น 1 เดือน ทาง China Mobile ก็เริ่มขาย iPhone 5S และ iPhone 5C ซึ่งถือเป็นช่องทางการตลาดที่ใหญ่มหึมาของ Apple ที่มีการเพิ่มเข้ามา ซึ่งต้องบอกว่าแต่เดิมนั้นตลาดในประเทศจีนสามารถทำรายได้เพียงแค่ 2% เท่านั้นให้กับ Apple ในยุคก่อนหน้านี้

ซึ่งหลังจากการก้าวมารับตำแหน่ง CEO ของ Cook นั้น เขาสามารถทำให้ Apple สร้างยอดขายในประเทศจีนได้กว่า 20 พันล้านเหรียญ ซึ่งเติบโตเกินกว่า 600% และทำรายรับรวมได้มากกว่า 12% ของ Apple จากรายได้ทั้งหมด

ส่วนฟากฝั่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนก็คือ ระบบปฏิบัติการ iOS7 ที่เป็นการอัปเดตครั้งสำคัญ ที่ออกแบบใหม่ทั้งหมดโดย Jony Ive หลังจากการลาออกของ Scott Forstall

แม้ว่าจุดเริ่มต้นของปี 2013 Cook จะถูกท้าทายอย่างรุนแรงด้วยราคาหุ้นที่ตกลงไปอย่างมาก แต่ช่วงเวลาของการขายในช่วงวันหยุดในช่วงปลายปี ทำให้ Apple มีรายรับสูงถึง 57.6 พันล้านเหรียญ และมีกำไรสุทธิ 13.1 พันล้านเหรียญ โดยสามารถขาย iPhone ไปได้ 51 ล้านเครื่อง iPad อีก 26 ล้านเครื่อง และ Mac อีก 4.8 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นตัวเลขที่เติบโตอย่างน่าประทับใจเมื่อสิ้นสุดปี 2013

เมื่อเข้าสู่ปี 2014 Cook ก็ได้เริ่มนำ Apple เข้าสู่ตลาดใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน การเปิดตัว iOS 8 ในงาน WWDC มีการปรับปรุงที่สำคัญของระบบปฏิบัติการมือถือของ Apple ซึ่งก็คือ HealthKit ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มตั้นครั้งสำคัญในการนำพา Apple เข้าสู่อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพที่มีขนาดใหญ่ระดับล้านล้านดอลลาร์ ซึ่ง Cook มองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง

รวมถึงการจัดทีมบริหารใหม่ ด้วยการว่าจ้างผู้บริหารตำแหน่งสำคัญอย่างรองประธานอาวุโสฝ่ายค้าปลีกเพื่อมาแทนที่ John Browett ที่ถูกขับไล่ออกไปพร้อมกับ Forstall

ซึ่งในที่สุด Cook ก็ได้คนที่เขาต้องการ Angela Ahrendts อดีต CEO ของ Burberry ได้กลายมาเป็นผู้หญิงคนแรกในทีมผู้บริหารในยุคของ Tim Cook และต้องบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมอีกครั้งของ Cook ในการจ้าง Ahrendts

Angela Ahrendts ผู้มาปฏิวัติร้านค้าปลีกของ Apple
Angela Ahrendts ผู้มาปฏิวัติร้านค้าปลีกของ Apple

หลังจากได้มาร่วมงานกับ Apple Ahrendts ได้เริ่มรวมธุรกิจค้าปลีกที่เป็นร้านค้า และประสบการณ์ดิจิตอลของลูกค้าเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น และ เปิดตัวภารกิจใหม่ให้กับ Apple Store ทั่วโลก ด้วยการเปลี่ยนให้กลายเป็นชุมชนที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างคุณค่าผ่านผลิตภัณฑ์ของ Apple และให้ประสบการณ์ที่ดีขึ้นกับผู้เยี่ยมชมร้านค้าของ Apple ทั่วโลก

ภายใต้การดูแลร้านค้าปลีกทั่วโลกของเธอ เหล่าพนักงานจะไม่ได้รับการว่าจ้างจากประสบการณ์ในเรื่องการขายเป็นหลัก แต่เธอจะเน้นพนักงานที่มีความเอาใจใส่ และมีความเห็นอกเห็นใจลูกค้าเป็นหลัก เธอมุ่งมั่นที่จะทำให้ Apple Store นั้นสามารถเข้าถึงได้ง่าย สำหรับทุกคน

และเพื่อให้บริษัทก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วที่สุด Cook ก็เป็นผู้นำในการร่วมมือกับบริษัทใหม่ ๆ โดยในเดือน พฤษภาคม ปี 2014 Apple ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ Beats Music และ Beats Electronics มูลค่ากว่า 3 พันล้านเหรียญ เพื่อมาสร้างรากฐานสำคัญของบริการอย่าง Apple Music นั่นเอง

ส่วนในตลาดองค์กรนั้น Apple ในยุคของ Tim Cook ได้ทำสิ่งที่น่าเหลือเชื่อด้วยการจับมือกับ IBM ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งกันมาอย่างยาวนาน แม้ภายหลัง Apple จะเน้นไปที่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปเป็นหลัก และไม่ได้สนใจตลาดลูกค้าในองค์กรเท่าไหร่นักก็ตาม

แต่แน่นอนว่าการร่วมมือกับ IBM ที่สนใจลูกค้ากลุ่มองค์กรธุรกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะองค์กรยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่เป็นลูกค้าของ IBM อยู่แล้วทั่วโลกนั้น ถือเป็นก้าวที่สำคัญของ Apple ในการได้พันธมิตรที่เป็นผู้นำในตลาดองค์กร อย่าง IBM มาร่วมสร้าง Solution ที่ใช้อุปกรณ์ของ Apple ในการทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

และเพียงแค่ 3 ปีหลังจากการจับมือกับ IBM ทำให้เหล่าองค์กรชั้นนำมีแอป iOS ขององค์กรมากกว่า 100 รายการที่ถูกสร้างขึ้นใน 15 อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร โรงพยาบาล โรงงานการผลิต ไปจนถึง วงการการบินและอวกาศ

ความร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของ Cook ในยุคของ BYOD (การนำอุปกรณ์มาใช้เอง) ซึ่งเหล่าพนักงานมักชอบนำอุปกรณ์ของตัวเองมาใช้ในที่ทำงาน แม้ว่า 20 ปีที่แล้ว บริษัทอย่าง Microsoft หรือ Dell จะครองโลกธุรกิจโดยการขายคอมพิวเตอร์จำนวนมากให้กับองค์กรต่าง ๆ แต่เมื่อมาถึงยุคของ BYOD นั้น องค์กรต่าง ๆ ก็ต้องมีการปรับตัว และผู้ที่รองรับแนวโน้มของ BYOD มากที่สุดจะกลายเป็นผู้ชนะ และ Cook กำลังสร้างให้ Apple เป็นผู้นำในการร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จเช่นการร่วมมือกับ IBM นั่นเอง

ในส่วนของผลิตภัณฑ์หลักอย่าง iPhone นั้น หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากทั้ง iPhone 5 และ iPhone 5S Apple ภายใต้การนำของ Tim Cook ก็ได้ปล่อยผลิตภัณฑ์เรือธงตัวใหม่ที่เป็นโทรศัพท์จอใหญ่เครื่องแรกของ Apple นั่นก็คือ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus

Cook ถึงกับกล่าวว่าเป็นความก้าวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของ iPhone ในประวัติศาสตร์ เพราะเป็นมือถือที่ได้รับการออกแบบใหม่ พร้อมจอแสดงผล Ratina ซึ่งทำให้มันกลายเป็นผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอย่างรวดเร็ว สร้างยอดขายได้มากกว่า 10 ล้านเครื่อง เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังการเปิดตัวและที่สำคัญยังเป็นการแนะนำให้โลกได้รู้จักกับ Apple Pay บริการชำระเงินรูปแบบใหม่ของ Apple อีกด้วย

แต่ตำนานบทใหม่ของ Cook ที่ปราศจากร่มเงาของชายที่ชื่อ Steve Jobs อย่างแท้จริง คงจะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่อย่าง Apple Watch เพราะเป็นผลิตภัณฑ์หลักตัวแรกที่ไม่มีข้อมูลใด ๆ จาก Steve Jobs

Apple Watch ผลิตภัณฑ์แรกที่สร้างสรรค์จากมันสมองของ Cook
Apple Watch ผลิตภัณฑ์แรกที่สร้างสรรค์จากมันสมองของ Cook

ซึ่งต้องบอกว่าเบื้องหลังการสร้าง Apple Watch นั้น เป็นการเริ่มระดมสมองกันคิดหลังจากการจากไปของ Jobs เพียงไม่กี่สัปดาห์ และมันเป็นครั้งแรกที่ Cook ต้องใช้เวลาหยุดคิด เพื่อหาทางเดินของตัวเอง ที่ไม่มีรอยเท้าของ Jobs ให้เดินตามอีกต่อไป มันเป็นการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ผ่านมันสมอง และทีมงาน ที่นำโดย Tim Cook

Cook หวังให้ Apple Watch เป็นเหมือนบทต่อไปของ Apple หลังยุค Steve Jobs เขาต้องการให้ Apple สร้างโอกาสที่จะทำตลาดอุปกรณ์เพื่อสุขภาพ ซึ่ง Apple Watch นั้นสามารถตอบโจทย์นี้ได้ทั้งหมด มันเป็นวิธีใหม่ในการสื่อสารจากข้อมือของลูกค้า และอุปกรณ์ด้านสุขภาพ ตลอดจนการครอบคลุมทุกข้อมูลดิจิตอลของการออกกำลังกายแบบครบวงจรผ่านอุปกรณ์ตัวนี้นั่นเอง

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับตำนานบทใหม่ของ Apple ที่ถูกสร้างสรรค์ ขึ้นโดยมันสมองของ Tim Cook และ ทีมงานยุคผลัดใบของ Apple เขาจะทำได้สำเร็จเหมือนอย่างที่ Jobs เคยสร้าง iPod , iPhone หรือ iPad ให้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ได้หรือไม่ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 8 : One More Thing

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Death of God *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : https://hauteliving.com/2015/04/haute-100-sf-tim-cook-announces-50-percent-employee-discount-for-apple-watch/562389/