จีนจะไม่ทน Social จีนสร้างกระแสแบนกลับสินค้า Apple

แม้ Apple จะดูเหมือนไม่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นทางการจากกรณีสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่กำลังดุเดือด ถึงพริกถึงขิงในขณะนี้ หลังจากข่าวล่าสุดนั้น Google ถึงกับประกาศแบน Huawei ไม่ให้ใช้ บริการต่าง ๆ ของตัวเองเลยทีเดียว ซึ่งเรียกได้ว่าสร้างกระแสฮือฮาได้มากพอสมควร

แต่ตอนนี้ หลังจากกระแส ของการแบน Huawei เริ่มออกไปทั่วโลกนั้น ชาวจีนก็เริ่มที่จะไม่ทนที่กำลังถูกกระทำกับสินค้าประเทศตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไปเมื่อเริ่มมีกระแสออกมาทาง Social Network ของจีนที่กำลังต่อต้านสินค้าของ Apple มากขึ้นเรื่อย ๆ

Huawei ที่โดนสหรัฐแบนไปก่อน รวมถึงข่าวใหญ่กับ Google  ในวันนี้อีกด้วย
Huawei ที่โดนสหรัฐแบนไปก่อน รวมถึงข่าวใหญ่กับ Google ในวันนี้อีกด้วย

ซึ่งรายงานของ BuzzFeed News ที่สำรวจถึงกระแส “Boycott Apple” ในสื่อสังคมออนไลน์เริ่มมีมากขึ้นอย่างชัดเจน

ซึ่งเหล่าผู้บริโภคชาวจีนที่เดิมนั้นเป็นที่รักของ Apple เนื่องจากเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มหาศาล ในตอนนี้ชักจะไม่แน่นอนแล้วสำหรับสถานการณ์ของ Apple ในตลาดจีน ซึ่งจากการที่ Buzfeed ดูกระแสจาก Social Network ชื่อดังของจีนอย่าง Weibo นั้น หลาย ๆ ความเห็นเริ่มจะมองภาพลบต่อสินค้า Apple มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

“ฟังก์ชัน การทำงานของ Huawei นั้นเปรียบเทียบได้กับ iPhone ของ Apple หรือดีกว่าด้วยซ้ำ เรามีทางเลือกที่ดีกว่าอย่าง Huawei ทำไมเรายังใช้ Apple อยู่”  -> ตัวอย่าง Status ชาวจีนทีเริ่มมีกระแสลบกับ Appple

“ฉันคิดว่าแบรนด์ของ Huawei น่าอัศจรรย์มาก มันสามารถตัด Apple ออกเป็นแปดส่วนได้” –> มีการเปรียบเทียบโลโก้ของ Huawei จากการเฉือน Apple เป็นแปดส่วน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การเคลื่อนไหว “Boycott Apple” ได้เกิดเป็นกระแสขึ้นในจีน ในเดือนธันวาคมมีรายงานว่า บริษัท ในประเทศจีนกำลังคว่ำบาตร Apple และมีรายงานว่าขู่ว่าจะกำจัดทิ้งผู้ที่ใช้ iPhone ในกรณีเช่นนี้ รวมถึงบริษัท ต่างๆกล่าวกันว่าจะเสนอให้พนักงานอุดหนุนสินค้า Huawei เป็นทางเลือกแรกเพื่อตอกกลับการกระทำของสหรัฐอเมริกา

อกจากนี้นักวิเคราะห์คาดการณ์ในเดือนมกราคมว่า Apple กำลังเผชิญกับ“ การคว่ำบาตรทางการค้า” จากผู้ซื้อในประเทศจีนและอินเดียเนื่องจากข้อพิพาททางการค้า ยอดขายที่ลดลงของจีนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยอดขาย iPhone ลดลงอย่างมากในช่วงไตรมาสแรกของปี 2019 แม้ว่าสิ่งต่างๆจะดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่สองก็ตาม

เป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมากว่า การที่สหรัฐกระทำกับ Huawei อย่างที่เป็นข่าวนั้น ทางฝั่ง Apple จะโดนประเทศจีนจัดการอย่างไรต่อไป แต่ที่แน่ ๆ สงครามนี้คงไม่จบแบบพ่ายแพ้เพียงฝ่ายเดียวจาก Huawei อย่างแน่นอน

References : https://9to5mac.com/2019/05/18/boycott-apple-china-movement/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Paypal Mafia ตอนที่ 10 : Reid Hoffman

Reid Hoffman นั้นเป็นเด็กที่คลั่งไคล้ในการเล่นวีดีโอเกมส์ มาตั้งแต่ยังเยาว์วัย สิ่งที่เขาเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นไม่เกี่ยวกับโลก digital เลยด้วยซ้ำ ซึ่งนั้นก็คือวิชาปรัชญา แต่เนื่องจากเขามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ชื่นชอบเรื่องคอมพิวเตอร์มากทำให้เขาได้ซีมซับเอาเรื่องเทคโนโลยีต่าง ๆ มาจากเพื่อนสนิทของเขานั่นเอง และทำให้ Reid หันเหชีวิตมาสนใจ และทำงานด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

งานแรกที่เขาทำเกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้นเริ่มต้นที่ Apple Computer ในยุคที่ Apple เป็นเพียงบริษัทคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งเริ่มตั้งไข่เพียงเท่านั้น เขาไม่ได้ชอบงานที่นี่มากนัก เขาจึงตัดสินใจลาออก

หลังจากนั้นเขาก็ได้สร้างเว๊บไซต์ ที่ช่วยในการหาคู่คือ socialnet.com ก่อนที่เขาจะมีปัญหากับผู้ร่วมทุน จนทำให้เขาต้องลาออกอีกครั้งจากบริษัทที่ตัวเองสร้างขึ้นมา แต่เขาก็ไม่หยุดแค่นั้น เพราะเขามั่นใจแล้วว่าจะเดินในทางสายเทคโนโลยีอย่างแน่นอน

Socialnet.com บริการแรกที่ Reid นั้นได้สร้างขึ้นมา
Socialnet.com บริการแรกที่ Reid นั้นได้สร้างขึ้นมา

เขาได้มาร่วมงานในบริษัท Online Payment โดยการชักชวนของ Peter Thiel ซึ่งเป็น classmate ที่ Standford และได้ตั้งบริษัทConfinity สร้างบริการชำระเงินเพื่อปฏิรูปการชำระเงินออนไลน์ในชื่อ Paypal และในช่วงนั้นก็เป็นช่วงก่อนที่ฟองสบู่ดอทคอมกำลังจะแตกในยุคปี 2000

เขากับ Peter Thiel ได้จับมือร่วมกับ Elon Musk ที่เป็นคู่แข่งในการสร้างบริการเดียวกันอย่าง X.com ในช่วงก่อนหน้า ซึ่งที่ Paypal นั้นเขาได้รับตำแหน่ง COO (Chief Operating Officer) ดูแลงานสำคัญหลาย ๆ อย่าง ที่่ทำให้ Paypal สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เขาเป็นหนึ่งใน Keyman ของ Paypal ที่พาบริษัทให้รอดพ้นยุคฟองสบู่มาได้อย่างหวุดหวิด ซึ่งหลังจากผ่านวิกฤติดอทคอมมา เพียงไม่นาน Paypal ก็ถูกขายให้กับ Ebay ทำให้เขามีเงินทุนในการสร้างฝันของเขาให้เป็นจริงได้ ซึ่งก็คือ LinkedIn นี่เอง

เนื่องจากเป็นคนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เมื่อทำการสร้าง Linkedin ซึ่งเขาให้สโลแกนของ Linkedin คือ Online social network for Professional ก็ถือได้ว่าเป็นจุดแตกต่างจาก social network อื่น ๆ ในสมัยนั้น โดยเน้นกลุ่มไปที่ลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนทำงานแทน จึงได้รับผลตอบรับจากนักลงทุนเป็นจำนวนมาก และทำให้สามารถขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว

LinkedIn Social Network สำหรับมืออาชีพ ผลงานชิ้นโบว์แดงของ Reid Hoffman
LinkedIn Social Network สำหรับมืออาชีพ ผลงานชิ้นโบว์แดงของ Reid Hoffman

โดยมี รูปแบบการทำรายได้จากสามทางคือ การโฆษณา , Premium Subscribtion และ  Hiring solution for company ซึ่งก็คือรูปแบบการหาเงินจากบริษัทจัดหางานแบบเก่า แต่ linkedin แตกต่างตรงมีส่วนของการเป็น social network ทำให้แตกต่างจาก web หางานแบบเดิม ๆ ที่แข่งขันกันในตลาดอยู่ทำให้ได้ผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มคนทำงานทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงปี 2008 เขาก็ได้ตัดสินใจปล่อยงานบริหารบริษัทให้กับ Jeff Weiner ที่ได้ย้ายมาจาก Yahoo เพื่อเข้ารับตำแหน่ง CEO ต่อจากเขา และ เขาก็เริ่มเข้าไปตั้งบริษัทด้านการลงทุนในบริษัทด้านเทคโนโนยี  คือ GreylockPartner ในปี 2009 เพื่อลงทุนในบริษัทเกิดใหม่เช่นเจริญรอยตามอดีตเพื่อนร่วมงานของเขาที่ paypal อย่าง peter thiel ซึ่งจะทำให้กลุ่ม Paypal Mafia นั้นน่าจะมีบทบาทที่สำคัญกับบริษัทดอมคอมของอเมริการในอนาคตต่อจากนี้ไปนั่นเอง

–> อ่านตอนที่ 11 : Max Levchin

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Jawed Karim *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Steve Jobs ผู้สร้าง iPod ตอนที่ 10 : The Whiteness of the Whale

ผลงานอันโดดเด่นของ ไอฟฟ์ ในการ ดีไซต์ นั้นมันเห็นผลอย่างชัดเจนกับ iMac หลากสีสัน ที่ออกสู่ตลาดในปี 1998 ใช้เวลาเพียงหยุดสัปดาห์แรกเท่านั้น ก็สามารถทำยอดขายได้สูงเกิน 150,000 เครื่อง ด้วยโครงสร้างเครื่องที่โค้งลงตัว และดูแปลกแหวกแนวกว่าคอมพิวเตอร์ที่มีขายทั่วไปในตลาดอย่างชัดเจน

ไม่เพียง iMac จะตีรูปแบบคอมพิวเตอร์แบบเดิมให้แตกกระเจิงเท่านั้น ยังสร้าง คาแร็กเตอร์ ของตนเองขึ้นมาใหม่ เป็นคาแร็กเตอร์ที่คูลสุด ๆ มันทำให้ iMac นั้นไม่ใช่ พีซี ไม่ใช่เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ผลิตโดย Microsoft แถมการอัดแคมเปญโฆษณา “Chick , not Greek” ระดับ High Profile ส่งให้ผลให้ iMac ทะยานเป็นคอมพิวเตอร์ที่ขายดีที่สุดในอเมริการทันที

งานดีไซน์ ของ ไอฟฟ์ ประสบคามสำเร็จอย่างสูงกับ iMac
งานดีไซน์ ของ ไอฟฟ์ ประสบคามสำเร็จอย่างสูงกับ iMac

และการดีไซต์ iPod ให้ได้อยู่ในแถวหน้าระดับเดียวกับ iMac ที่ประสบความสำเร็จ นั้น  ก็ต้องถูกบรรจงสรรสร้างงานดีไซต์ โดย ไอฟฟ์ เช่นเดียวกัน  และ ไอฟฟ์ กำลังทราบดีว่าตนกำลังดีไซต์เครื่องเล่นเพลงเครื่องแรกที่เป็นตัวการสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสำคัญแท้ทั้งในด้านการใช้งาน และ การปฏิวัติอุตสาหกรรมเพลงไปตลอดกาล

งานทางด้านวิศวกรรมนั้น เป็นหน้าที่ของ ฟาเดลล์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดของ iPod ที่จะทำให้แตกต่างจากเครื่องเล่น MP3 ที่มีในตลาดได้ คือ งานด้านการ Design ผลิตภัณฑ์ ซึ่ง ไอฟฟ์ เข้ามารับหน้าที่สานงานดังกล่าว ต่อ จาก ฟาเดลล์

จ๊อบส์ นั้น ต้องการผลิตภัณฑ์ ที่ดูเป็นธรรมชาติ และเห็นแล้วอยากเป็นเจ้าของทันที รวมถึงใช้งานง่ายในแบบที่ใครก็คิดไม่ถึงว่าจะ ดีไซน์ออกมาได้ และ ยังยืนยันว่าต้องเป็นสีขาว สีขาวในแบบของ Apple ซึ่งแตกต่างจากใคร

ไอฟฟ์ เล่นกับโมเดล เครือง iPod ที่ทำจากโฟม และพยายามนึกว่าเครื่องที่เสร็จแล้วนั้น จะมีหน้าตาอย่างไร เช้าวันหนึ่งระหว่างขับรถจากบ้านแถบซานฟรานซิสโก เขาก็เกิดความคิดว่าด้านหน้าของ iPod ควรเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ซึ่ง เป็นแนวคิดเดียวกับจ๊อบส์ และต้องเชื่อมติดกับฝาหลังเหล็กกล้ากันสนิมขัดมันอย่างแนบเนียนไร้รอยต่อ

และที่สำคัญ มันต้องทำจากการฉีดพลาสติกสองชั้น ซึ่งถือเป็นกรรมวิธีการผลิตของจากพลาสติก ที่ไม่เคยมีบริษัทใดทำมาก่อน ในการหล่อพลาสติกครั้งที่สองนั้น เป็นการขึ้นแม่พิมพ์ที่ใช้วัสดุต่างประเภทกัน อาจเป็นชนิดพลาสติกที่แตกต่างกัน หรือ ใช้พลาสติกเชื่อมกับโลหะ ซึ่งกรรมวิธีเช่นนี้เป็นการเปิดโอกาสให้วิศวกร ได้คิดค้นความเป็นไปได้ในการวางแบบแม่พิมพ์และกระบวนการทำงานอย่างที่ไม่เคยที่จะปรากฏมาก่อนในตำราไหนๆ  iPod ต้องไม่มีสลักและช่องใส่แบตเตอรี่

และสีขาวที่เขาจะใช้ไม่ใช่ขาวแบบธรรมดา แต่เป็นขาวบริสุทธิ์ และ ไม่ใช่แค่เพียงตัวเครื่องเท่านั้น แต่ หูฟัง สาย และแท่งแบตเตอรี่ก็ต้องเป็นสีขาวด้วยเหมือนกัน แม้จะมีทีมงานหลายคนเถียงว่า หูฟังนั้น ต้องเป็นสีดำเหมือนหูฟังทั่วไป แต่จ๊อบส์ เข้าใจทันที และยอมให้ใช้สีขาวอย่างเต็มใจ และ การที่สายหูฟังมีสีขาว จะทำให้ iPod กลายเป็นไอคอน ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่มีอยู่ในตลาด ผู้คนจะรู้ทันทีว่านี่คือ iPod

สีขาวทั้งตัวเครื่องรวมถึงหูฟัง ที่เป็นเอกลัษณ์ที่สำคัญของ iPod
สีขาวทั้งตัวเครื่องรวมถึงหูฟัง ที่เป็นเอกลัษณ์ที่สำคัญของ iPod

ทีมโฆษณา ของ ลี คลาว ที่ TBWA\Chiat\Day อยากฉลองความเป็นไอคอนแลความขาวของเครื่อง iPod แทนที่จะทำโฆษณาเปิดตัวสินค้าโดยเน้นองค์ประกอบของอุปกรณ์เป็นหลัก แบบที่ทำกันทั่วไปในตลาด

เจมส์ ิวินเซนต์ หนุ่มอังกฤษ ร่างผอมสูง ซึ่งเคยเป็นสมาชิกวงดนตรี และเคยเป็นดีเจมาก่อน จะมาทำงานกับเอเยนซี่แห่งนี้ เป็นตัวเลือกที่เหมาะมากสำหรับการทำให้โฆษณา ของ apple โดนใจกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่รักเสียงเพลง ลี คลาว ได้ร่วมงาน กับ ซูซาน อลินซันกัน อาร์ต ไดเร็กเตอร์ ออกแบบบิลบอร์ดโฆษณา และ โปสเตอร์ สำหรับ iPod แล้วนำผลงานการออกแบบทั้งหมด ไปให้จ๊อบส์ดูในห้องประชุม

ด้านขวาสุดของโต๊ะ ทีมโฆษณา วางเลย์เอาต์งานที่ออกแบบตามแนวดั้งเดิมที่สุด เป็นรูปถ่ายเครื่อง iPod บนพื้นแบ็กกราวด์สีขาว เรียบง่าย และ มีความตรงไปตรงมา ด้านซ้ายสุด เป็นโฆษณา ที่ใช้ กราฟฟิก และสัญลักษณ์เข้ามาช่วยให้มากที่สุด เป็นร่างเงาทึบของใครบางคนกำลังเต้นตามจังหวะเพลงจากเครื่อง iPod อย่างสนุกสนาน จนสายหูฟังพลิ้วไหวไปตามจังหวะเพลง 

กราฟฟิก โฆษณา ที่สุดแหวกแนว เป็นชิ้นที่คลาสสิกที่สุดชิ้นนึงของ apple
กราฟฟิก โฆษณา ที่สุดแหวกแนว เป็นชิ้นที่คลาสสิกที่สุดชิ้นนึงของ apple

จ๊อบส์ ไปประดับใจตอนแรกที่เห็น เพราะไม่ได้โชว์ตัวสินค้า และก็ไม่ได้บอกด้วซ้ำว่ามันคืออะไร วินเซนต์ จึงเสนอให้เติมข้อความตบท้ายเข้าไปว่า “1,000 เพลงในประเป๋าคุณ” เท่านี้ก็สื่อความได้ครบทุกอย่างที่จ๊อบส์ต้องการ

จ๊อบส์ นั้น รู้ดีว่าการที่ apple มีระบบบูรณาการที่เอาทั้ง คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และ อุปกรณ์พกพาเข้าด้วยกัน ยังมีข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่ง คือ ยอดขาย iPod จะช่วยหนุดยอดขายเครื่อง iMac ซึ่งแปลว่าสามารถโยกงบโฆษณา 75 ล้านเหรียญ ที่ apple จัดไว้สำหรับโฆษณา iMac ไปใช้กับโฆษณา iPod และได้ผลตอบแทนเป็นสองเท่าสำหรับเงินที่ใช้โฆษณาเท่าเดิม หรือ อาจจะเป็นสามเท่าก็ได้ เพราะโฆษณา iPod จะช่วยเพิ่มราศี และ ความสดใหม่ให้กับแบรนด์ apple

การค้นหาเพลงเพื่อมาประกอบภาพยนต์โฆษณา นั้น เป็นเรื่องที่สนุกลำดับต้น ๆ ในกระประชุมเรื่องโฆษณา ของ iPod อย่างที่หลายคนรู้กันว่า จ๊อบส์ นั้นชอบศิลปิน อย่าง บ๊อบ ดีแลน หรือ ศิลปิน เก่า ๆ ในยุคเขา แต่การจะโฆษณา ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เป็นเป้าหมายหลักของ iPod ต้องเป็นเพลงที่นำยุคสมัย

ซึ่งโฆษณา ของ iPod นั้นทำให้เกิดวงดนตรีหน้าใหม่หลายวงเลยทีเดียว ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น วง Black Eyed Peas เจ้าของเพลง “Hey Mama” ซึ่งใช้ประกอบโฆษณาชิ้นที่คลาสสิกที่สุดในกลุ่มที่ใช้ภาพเงาทึบ

ถึงตอนนี้ จ๊อบส์ นั้นโครตมั่นใจกับผลิตภัณฑ์ตัวนี้มาก เขาเที่ยวบอกใครต่อใคร ถึงคุณสมบัติที่สุดเจ๋งของมัน  เครื่องเล่นเพลงที่จะมาเป็นตัวกำหนดตลาด เครื่องเล่นที่สามารถเก็บเพลงทุกเพลงที่มีไว้เพื่อฟัง เป็นเครื่องที่ใช้ง่าย ทั้งยังต้องเป็นสิ่งที่มีคุณภาพสุดยอดแบบ Apple อีกด้วย และ ตอนนี้มันก็พร้อม ที่จะเปิดเผยตัวต่อชาวโลกแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น กับ iPod สินค้านวัตกรรมตัวใหม่ของ apple และเป็นสินค้าที่ apple ไม่เคยทำมาก่อน เป็นการฉีก Apple ออกจากกฏเกณฑ์เดิม ๆ ที่เคยมีมา แล้วชาวโลกล่ะ จะคิดยังไงกับ iPod โปรดติดตามตอนต่อไป

–> อ่านตอนที่ 11 : Welcome to the iPod era

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Second Coming  *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Steve Jobs ผู้สร้าง ipod ตอนที่ 9 : Let’s Build It

MP3 เป็นผลงานการคิดค้นของนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันกลุ่มหนึ่งในปี 1987 คล้าย  ๆ กับการตัดไฟล์วีดีโอเพื่อให้เล่นได้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยการตัดเอา data ที่ไม่จำเป็นออกมาให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ มันเป็นการนำ data ออกไปโดยที่ผู้ฟังไม่ทันสังเกตเห็น 

มันทำให้ไฟล์ที่ได้รับการตัดแต่งแล้วนั้น เป็นไฟล์ที่บรรจุข้อมูลน้อยที่สุด แต่ให้ผลแสดงออกมาที่เยี่ยมสมบูรณ์แบบเมื่อมนุษย์ ได้ยิน และ ได้ฟัง เป็นไฟล์ที่มีขนาดลดลงเหลือเพียง หนึ่งในสิบสองของไฟล์ต้นฉบับ ทำให้ลดจำนวนการเก็บข้อมูลได้มากโขเลยทีเดียว และมันกำลังรอคอยให้ จ๊อบส์ มาเพิ่มพูนคุณประโยชน์ให้กับมัน

ฟาเดลล์ พบจ๊อบส์ ครั้งแรกที่งานเลี้ยงวันเกิดที่บ้านของ แอนดี้ เฮิร์ตซเฟลด์ เมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านั้น และเคยได้ยินกิตติศัพท์ของจ๊อบส์มามาก ซึ่งหลายเรื่องนั้นฟังแล้วน่าขนลุก แต่เพราะเขายังไม่รู้จักจ๊อบส์ดีพอ เขาจึงรู้สึกหวั่นใจพอสมควร เมื่อต้องมาประจันหน้ากับจ๊อบส์ จริง ๆ ในการประชุมงานเรื่อง iPod

เดือน เมษายน 2001 มีการประชุมนัดสำคัญ วันนั้นจ๊อบส์ ต้องตัดสินใจเลือกองค์ประกอบพื้นฐานสำหรับเครื่อง iPod ซึ่ง ฟาเดลล์ เป็นคนนำเสนอ โดย มี รูบินสไตน์ ,ชิลเลอร์ , เจฟฟ์ ร็อบบิน และ สแตน อึง ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดของ apple เข้าร่วมฟังด้วย

ฟาเดลล์ เป็นผู้นำทีมสร้าง iPod
ฟาเดลล์ เป็นผู้นำทีมสร้าง iPod

การประชุมเริ่มด้วยการนำเสนอเรื่องของศักยภาพของตลาด และเนื้อหาทางการตลาดอื่น ๆ ที่เหล่านักการตลาดมักจะทำกัน แต่จ๊อบส์ เป็นคนที่มีความอดทนต่ำ สไลด์ชุดไหน ที่มีความยาวเกินหนึ่งนาที เขาจะไม่สนใจทันที และเมื่อถึงฟาเดลล์ ที่ต้องกล่าวถึงเรื่องคู่แข่งในตลาด ที่ขณะนั้น มีทั้ง Sony  , Creative หรือ Rio  ที่่อยู่ในตลาดเครื่องเล่น MP3 เหมือนกัน

แต่จ๊อบส์ นั้น โบกมืออย่างไม่แยแส จ๊อบส์ไม่เคยสนใจคู่แข่งเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้ โปรเจค iPod ยังเป็นความลับอยู่ เหล่าคู่แข่งยังไม่รู้ว่า apple กำลังทำอะไรด้วยซ้ำ

จ๊อบส์ นั้นชอบให้เอาสิ่งที่จับต้องได้มาโชว์ เพื่อเขาจะได้ สัมผัส ลูบคลำ สำรวจ ฟาเดลล์ จึงได้นำโมเดล 3 แบบเข้ามาในห้องประชุมด้วย รูบินสไตน์ นั้นสอนเทคนิคให้จ๊อบส์ดูเรียงตามลำดับ เพื่อให้ชิ้นที่เขาชอบที่สุดเป็นชิ้นที่เด่นที่สุด ทีมงานจึงซ่อนโมเดล ที่ชอบไว้ใต้โต๊ะประชุม

จากนั้น ฟาเดลล์ เริ่มเอาโมเดลออกมาโชว์ ซึ่งโมเดลเหล่านี้ทำจากโฟมแบบเดียวกับที่ใช้ทำกล่องอาหาร ยัดไส้ตะกั่วเพื่อให้ได้น้ำหนักที่เหมาะสม ตัวอย่างแรกมีช่องใส่เมมโมรี่การ์ดสำหรับบันทึกเพลงแบบถอดได้ จ๊อบส์ตัดตัวอย่างนี้ออกทันทีมันดูซับซ้อนไป

โมเดล iPod จากโฟม เพื่อให้ จ๊อบส์ ได้ตัดสินใจ
โมเดล iPod จากโฟม เพื่อให้ จ๊อบส์ ได้ตัดสินใจ

ตัวอย่างที่สองนั้นใช้เมมโมรี่แบบ dynamic RAM ซึ่งราคาถูกกว่า แต่เพลงทั้งหมดจะถูก delete ทิ้งทันที หากแบตเตอรี่หมด ซึ่งแน่นอนว่าจ๊อบส์ไม่ปลื้มอย่างแน่นอน

จากนั้น แบบที่สามคือ ฟาเดลล์ ได้ทำการจับชิ้นส่วนต่อกันเหมือนเลโก้ เพื่อให้ดูว่าเครื่องเล่นบรรจุฮาร์ดไดร์ฟขนาด 1.8 นิ้วจะมีหน้าตาอย่างไร ซึ่ง โมเดลนี้ จ๊อบส์ดูสนใจมาก ๆ  ซึ่งสุดท้าย จ๊อบส์ ก็เลือกแบบดังกล่าว ซึ่ง ทำให้ฟาเดลล์ ถึงกับทึ่งมาก เพราะปรกติการประชุมแบบนี้ที่บริษัทอื่น จะต้องตัดสินใจแล้ว ตัดสินใจอีก แต่ กับ apple จ๊อบส์ ถือเป็นสิทธิ์ เด็ดขาด สามารถฟันธงได้ทันที ทำให้ทุกอย่างสามารถทำได้รวดเร็ว

 ต่อจากนั้นเป็นคิวของ ฟิล ชิลเลอร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัท มันเป็น idea ที่สำคัญที่สุดของ iPod ที่ทำให้แตกต่างจากเครื่องเล่น MP3 อื่น ๆ ในตลาด ชิลเลอร์ นั้นเสนอ ล้อกลม ๆ สำหรับใช้เลือกเพลง ( trackwheel ) แค่ใช้นิ้วโป้งหมุนวงล้อ ผู้ใช้จะสามารถเลือกเพลงใน Playlist ได้ ยิ่งหมุนนาน ก็ยิ่งไล่เพลงได้เร็วขึ้น ถึงจะมีเพลงเป็นร้อยเป็นพันเพลง ก็สามารถไล่ดูได้ง่าย ซึ่งไอเดียนี้ จ๊อบส์ร้องอุทาน “นั่นแหละใช่เลย!!!” แล้วสั่งให้ฟาเดลล์ กับทีมวิศวกร ลงมือทำทันที

ฟิล ชิลเลอร์ ผู้คิดค้น idea trackwheel ของ iPod
ฟิล ชิลเลอร์ ผู้คิดค้น idea trackwheel ของ iPod

โดยหลังจากเริ่มโครงการอย่างเป็นทางการ จ๊อบส์ ก็เข้ามาคลุกคลีด้วยทุกวัน จ๊อบส์ให้ concept หลักของ iPod คือ “ทำให้ง่ายเข้าไว้!” ทุกฟังก์ชัน ต้องทำได้ภายใน 3 click ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะบางครั้งทีมงาน ต้องพยายามแก้ไขปัญหาในส่วนของ User Interface แบบไม่ได้หลับไม่ได้นอน

แต่จ๊อบส์ก็พยายามหาจุดอ่อน ไปเรื่อย ๆ และให้ทีมงานไปคิดหาวิธีแก้มา ซึ่งบางครั้งทีมงานก็คิดไม่ออกว่าจะไปถึงสิ่งที่จ๊อบส์ต้องการได้อย่างไร มันเป็นเรื่องที่บ้ามาก ๆ ในหลายเรื่องที่ทีมงานต้องมานั่งแก้ไขเพื่อให้จ๊อบส์นั้นพอใจ จนตอนนั้น มันทำให้ปัญหาเล็ก ๆ ต่าง ๆ แทบมลายหายไปเลยทีเดียว เพราะจ๊อบส์ จะเห็นรายละเอียดในทุก ๆ จุด และสั่งให้แก้ไขมันทันที

แนวคิดที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จ๊อบส์ได้กำหนดไว้ คือ ควรให้ ซอฟท์แวร์ iTunes ในคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือจัดการกับฟังก์ชั่นต่าง ๆ ให้มากที่สุด แทนที่จะทำในเครื่อง iPod

ให้ iTunes ช่วยจัดการ iPod ให้มากที่สุด
ให้ iTunes ช่วยจัดการ iPod ให้มากที่สุด

และมีคำสั่งอย่างนึงจากจ๊อบส์ ที่ทำให้ทีมงานต่างอึ้งกันไปเลยทีเดียว กับ ความเรียบง่ายตามความต้องการของจ๊อบส์  จ๊อบส์นั้นไม่ต้องการให้ iPod มีปุ่ม เปิด-ปิด และเราจะสังเกตได้ว่า อุปกรณ์อื่น ๆ ของ Apple ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน คือ ไม่มี ปุ่ม สวิตช์ เปิด-ปิด โดยจะเข้าสู่โหมดพักทันที เมื่อไม่ได้ใช้งาน และ จะ ตื่น เมื่อแตะแป้นใด  ๆ ก็ได้

แล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เริ่มเข้าทางอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น ชิปที่เก็บเพลงได้เป็นพันเพลง ส่วนของ User Interface และวงล้อที่ช่วยนำทางไปหาเพลงต่าง ๆ นั้น การเชื่อมต่อผ่าน FireWire ที่ช่วยให้ดาวน์โหลดเพลง ทั้ง 1,000 เพลง ได้ในเวลาไม่ถึง 10 นาที และแบตเตอรี่ ก็สามารถใช้งานได้ถึง 1,000 เพลงเช่นกัน

ตอนนี้ จ๊อบส์ เริ่มรู้แล้วว่า ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ มันเจ๋ง แค่ไหน ด้วยคอนเซ็ปต์ของเครื่องที่เรียบง่าย และงดงาม มันคือ “หนึ่งพันเพลงในกระเป๋าคุณ” 

iPod ต้องเรียบง่ายที่สุด และ เข้ากับ concept 1,000 เพลงในกระเป๋าคุณ
iPod ต้องเรียบง่ายที่สุด และ เข้ากับ concept 1,000 เพลงในกระเป๋าคุณ

แต่ปัญหาคือ 1,000 เพลงนั้นจะมาจากไหน จ๊อบส์นั้นรู้ดีว่าเพลงบางส่วนนั้นจะถูก คัดลอกมากจาก CD ที่ซื้อมาอย่างถูกกฏหมาย ซึ่งส่วนนี้ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด แต่อีกหลายเพลงนั้น อาจจะมาจากการดาวน์โหลดที่ผิดกฏหมาย

แต่จ๊อบส์ นั้น เชื่ออย่างนึงในเรื่องของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และเชื่อว่า ศิลปิน ควรได้รับเงินจากสิ่งที่ตนเองผลิตขึ้นมา ดังนั้น ในช่วงท้าย ๆ ของการพัฒนา iPod เขาจึงออกคำสั่งให้เครื่องสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ได้เพียงทิศทางเดียวเท่านั้น 

ผู้ใช้สามารถที่จะย้ายเพลงจากคอมพิวเตอร์ลงมาเครื่อง iPod ได้ แต่ไม่สามารถย้ายเพลงจาก iPod ไปใส่คอมพิวเตอร์ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนใส่เพลงลงเครื่อง iPod แล้วปล่อยให้เพื่อน ๆ อีกนับสิบถ่ายเพลงจากเครื่องไป นอกจากนี้เขายังตัดสินใจว่า พลาสติกใสที่หุ้มเครื่อง iPod ควรพิมพ์ข้อความเข้าใจง่ายว่า “อย่าขโมยเพลง”  ( “Don’t Steal Music”)

–> อา่นตอนที่ 10 : The Whiteness of the Whale

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Second Coming  *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Steve Jobs ผู้สร้าง iPod ตอนที่ 6 : The Magical Port

ไม่ว่าจะเป็นในยุคไหน หรือ สมัยใดก็ตาม เวลาของมนุษย์เรานั้น ก็มีเพียงแค่ 24 ชั่วโมงเท่าเดิม และทุก ๆ คนนั้นมีเวลาเท่าเทียมกัน มันเป็นกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความจริงในข้อนี้ได้

หากเราย้อนเวลากลับไปในช่วงยุคปลายของ ค.ศ. 1990 การถ่ายโอนข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น โดยเฉพาะข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ อย่าง ข้อมูลเพลง รูปภาพ หรือ วีดีโอ มันต้องใช้เวลานานมาก ๆ กับการที่ผู้คนจะนำเอาข้อมูล ดิจิตอล ไลฟ์สไตล์ เหล่านี้ลงไปยังคอมพิวเตอร์

และแทบไม่ต้องพูดถึงการ upload ขึ้นระบบ internet ซึ่งยุคนั้น ยังเป็นช่วงที่ใหม่มากสำหรับ internet บริษัทอย่าง google ก็เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่นาน ยังไม่ได้ใช้งานแพร่หลายทั่วโลกเหมือนปัจจุบัน  แทบจะยังไม่มีการใช้งาน internet แบบ hi-speed มีคนไม่มากนักที่จะได้เข้าถึง internet การใช้งานส่วนใหญ่เป็นการเชื่อมต่อผ่าน modem ที่มีความเร็วเพียง 56kbps ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบัน ที่มีความเร็วระดับ 100 Mbps ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมืองนั้น ต้องบอกว่ามันแตกต่างกันมาก ๆ แบบเทียบกันไม่ติด

ในยุคนั้นยังใช้ internet ผ่าน modem ความเร็ว 56kbps
ในยุคนั้นยังใช้ internet ผ่าน modem ความเร็ว 56kbps

วิสัยทัศน์ของ จ๊อบส์ ที่ว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสามารถที่จะผันตัวไปเป็น ดิจิตอลฮับส่วนตัวได้นั้น มันเริ่มต้นมาจากเทคโนโลยีที่ชื่อ FireWire ที่ apple ได้พัฒนาขึ้นในต้นทศวรรษ 1990 

FireWire เป็นซีเรียลพอร์ต ที่สามารถจะถ่ายโอนข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น ไฟล์ วีดีโอ จากอุปกรณ์หนึ่ง ไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่งด้วยความเร็วสูง ซึ่งในตอนนั้น ผู้ผลิตกล้องหลายรายในญี่ปุ่น เลือกจะนำเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้ และ จ๊อบส์ นั้นก็ได้ตัดสินใจที่จะบรรจุ FireWire Port นี้ไปในเครื่อง iMac เวอร์ชั่น ที่จะออกตลาดในเดือน ตุลาคม ปี 1999

FireWire Port ที่สามารถ transfer ข้อมูลได้เร็วถึง 400 Mbps
FireWire Port ที่สามารถ transfer ข้อมูลได้เร็วถึง 400 Mbps

ในตอนนั้น iMac ยังขาดซอฟต์แวร์ ตัดต่อวีดีโอชั้นเยี่ยม จ๊อบส์ จึงได้โทรติดต่อไปหาเกลอเก่าที่ Adobe บริษัทดิจิตอลกราฟิก ที่เขาช่วยให้สามารถแจ้งเกิดได้ เพื่อขอให้ Adobe ช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ Adobe Premiere ซึ่งขณะนั้น กำลังเป็นที่นิยมมากในหมู่ผู้ใช้งาน Windows ของ Microsoft

และเนื่องจาก ผู้ใช้ Mac ในขณะนั้น ยังมีน้อยเกินไป ทางผู้บริหารของ Adobe จึงปฏิเสธจ๊อบส์ อย่างไม่ใยดี ยิ่งกว่านั้น ยังปฏิเสธ ไม่ยินยอมเขียนโปรแกรมยอดฮิต อย่าง Photoshop และ Quark สำหรับระบบปฏิบัติการ Mac OSX แม้ว่าตัวเครื่อง Macintosh นั้นจะเป็นที่นิยมในหมู่นักออกแบบ และคนทำงานด้านครีเอทีฟ ที่ล้วนเป็นผู้ใช้งานหลักของ ซอฟต์แวร์เหล่านี้ก็ตาม มันทำให้จ๊อบส์ โมโหมาก และ รู้สึกเหมือนกำลังถูกหักหลัง เพราะเค้าเป็นคนเปิดโอกาสให้ Adobe ได้แจ้งเกิดในช่วงแรก ๆ ของการก่อตั้งบริษัท

และการถูกปฏิเสธครั้งนี้ ทำให้ จ๊อบส์ ได้รับบทเรียนที่สำคัญ คือ ไม่ควรไปทำธุรกิจใด ๆ โดยไม่สามารถควบคุมทั้งฮาร์ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์ ไม่อย่างงั้นจะเจ็บตัวทุกที ซึ่งแนวคิดดังกล่าวก็ยังสืบทอดจนมาถึงปัจจุบัน ที่ apple มักจะ control ecosystem ของตัวเองไว้ทุกอย่าง

ดังนั้น ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา apple จึงได้เริ่มสร้างซอฟต์แวร์สำหรับเครื่อง Mac ด้วยตัวเอง โดยกลุ่มเป้าหมายของ apple คือ กลุ่มคนที่อยู่ ณ จุดบรรจบระหว่างศิลปะ กับ เทคโนโลยี ซึ่ง ซอฟต์แวร์ เหล่านี้ประกอบไปด้วย Final Cut Pro สำหรับตัดต่อวีดีโอสำหรับมืออาชีพ iMovie ซึ่งทำหน้าที่คล้าย ๆ กัน แต่ใช้สำหรับผู้บริโภคทั่วไป iDVD สำหรับบันทึกวีดีโอ หรือ เพลงลงแผ่น CD , iPhoto ซึ่งตั้งใจออกมาแข่งกับ Adobe Photoshop โดยตรง  GarageBand สำหรับทำเพลงและมิกซ์เพลง และสุดท้ายและสำคัญอย่างยิ่งต่ออุปกรณ์เครื่องเล่นเพลงแบบพกพาตัวใหม่ของ apple คือ iTunes ที่ใช้สำหรับจัดระเบียบไฟล์เพลง ซึ่งมี iTunes Store สำหรับใช้ในการซื้อเพลงแบบดิจิตอล

ชุด ซอฟต์แวร์สามัญประจำเครื่อง mac ที่ apple ต้องสร้างขึ้นมาเองทั้งหมด
ชุด ซอฟต์แวร์สามัญประจำเครื่อง mac ที่ apple ต้องสร้างขึ้นมาเองทั้งหมด

ซึ่งเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้นั้น ทำให้คนสามารถสร้างสรรค์งานที่แสดงออกถึงตัวตนได้ และสร้างสิ่งที่มีความหมายทางอารมณ์ และมันกำลังจะทำให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนึงเลยทีเดียว

และมีเพียง apple บริษัทเดียวเท่านั้น ที่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะที่สุดที่จะทำงานนี้ คู่แข่งอย่าง Microsoft นั้นผลิตเพียง ซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว ส่วน Dell และ Compaq นั้นผลิตฮาร์ดแวร์ Sony นั้นทำอุปกรณ์ดิจิตอลหลากหลายประเภทไปหมด ส่วน Adobe นั้นทำได้เพียงพัฒนาแอพพลิเคชันมากมายเท่านั้น

แต่มีเพียง apple เท่านั้น ที่ทำทุกอย่างที่กล่าวมาได้ apple เป็นบริษัทเพียงแห่งเดียวที่เป็นเจ้าของหมดทุกอย่าง ทั้ง ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และ ระบบปฏิบัติการ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลทำให้ apple นั้นสามารถที่จะ control ประสบการณ์ของผู้ใช้งานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทอื่นทำไม่ได้อย่างที่ apple ทำอย่างแน่นอน

apple สามารถควบคุมได้หมดทั้ง ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบปฏิบัติการ
apple สามารถควบคุมได้หมดทั้ง ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบปฏิบัติการ

แม้มีสิ่งนึง ที่จ๊อบส์มองพลาดไป คือ ในช่วงนั้น HP และ บริษัทอื่นอีก 2-3 บริษัท กำลังผลิตไดร์ฟ ที่สามารถเบิร์นซีดีเพลงได้ แต่จ๊อบส์นั้นยืนกรานอย่างหนักแน่นให้กำจัดดิสก์ไดร์ฟ แบบถาดที่ดูน่าเกลียดเหล่านี้ออกจากเครื่อง iMac แล้วใส่ไดร์ฟแบบสอดแผ่นซีดีเข้าไปแทน ซึ่งมันทำให้ไม่สามารถใส่ไดร์ฟ ที่สามารถเบิร์นซีดีเพลงลงไปได้ในเครื่อง iMac 

แต่คุณสมบัติของบริษัทที่สร้างนวัตกรรม ไม่ได้อยู่เพียงแค่การสร้างไอเดียใหม่ ๆ เป็นรายแรกเพียงอย่างเดียวเพียงเท่านั้น แต่อยู่ที่การรู้ว่า เมื่อตกเป็นฝ่ายตามหลัง จะต้องทำอย่างไรถึงจะกระโดดข้ามคู่แข่งได้ด้วยต่างหาก

และแน่นอน การที่จะกระโดดข้ามคู่แข่งที่นำหน้าไปได้แล้ว นั้นจ๊อบส์ ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ บริษัทมาอยู่ในลู่วิ่งของการแข่งขันอีกครั้ง ตอนนั้น ถือว่ายังไม่มีใครที่สามารถคลองตลาดแบบเบ็ดเสร็จได้อย่างชัดเจน และเขาก็เริ่มจะตระหนักได้แล้วว่า ในไม่ช้าเพลงจะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มหึมา เนื่องมาจาก หลังจากปี 2000 คนคัดลอกเพลงจากซีดีใส่คอมพิวเตอร์ หรือ ดาวน์โหลดจากบริการแชร์ไฟล์เพลงอย่าง Napster แล้วบันทึกเพลงที่น่าสนใจลงใน CD แผ่นเปล่าๆ   กันอย่างแพร่หลาย แล้ว จ๊อบส์ จะทำอย่างไรกับ ตลาดใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นตลาดที่คาดว่าจะใหญ่โต และเติบโตอย่ารวดเร็วที่สุดตลาดหนึ่งของโลกเรา  จ๊อบส์จะทำอย่างไรกับธุรกิจเพลงนี้ โปรดติดตามตอนต่อไป

อ่านตอนที่ 7 : iTunes

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Second Coming  *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol