SpaceX ร่วมมือกับ Nasa เพื่อหาจุดลงจอดบนดาวอังคารสำหรับยาน Starship

ณ ขณะนี้ เราอาจยังไม่รู้วิธีการเดินทางไปยังดาวอังคารที่แน่นอน แต่ในอนาคตอันใกล้ บริษัท SpaceX ที่นำโดย Elon Musk กำลังนำยาวอวกาศ Starship ของพวกเขาเพื่อค้นหาวิธีเพื่อลงจอดบนดาวอังคารให้สำเร็จ

โดย Space X ได้ใช้ประโยชน์จากภาพจากยานอวกาศ Mars Reconnaissance Orbiter ของนาซ่าซึ่งเป็นดาวเทียมถ่ายภาพที่กำลังโคจรรอบดาวอังคารในปัจจุบันเพื่อกำหนดพื้นที่เชื่อมโยงไปถึงยานอวกาศยานอวกาศ Starship

นักประวัติศาสตร์ด้านอวกาศ Robert Zimmerman พบภาพพร้อมแนบรายละเอียดของจุดลงจอดของยานอวกาศ Starship ของบริษัท SpaceX” ในข้อมูลจากยานอวกาศของนาซ่า

ซึ่งภาพพื้นผิวดาวอังคารถูกถ่ายโดยระบบกล้องความละเอียดสูงที่เรียกว่า HiRISE บนยานอวกาศและอัพโหลดไปยังเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยแอริโซนาซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการใช้งานกล้องดังกล่าว

โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ บริษัท ได้จำกัดการค้นหาไปยังพื้นที่ราบขนาดใหญ่ที่เรียกว่าอาร์คาเดียพลาเทีย ซึ่งมีการเชื่อมโยงไปถึงจุดที่มีศักยภาพห้าจากหกจุดที่อยู่ในบริเวณแถบดังกล่าว

การวิจัยก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่าที่ราบสามารถปกคลุมด้วยน้ำแข็งที่มีความตื้นจำนวนมาก ซึ่งไม่เพียง แต่จะช่วยให้สามารถเข้าถึงน้ำเพื่อการยังชีพและบรรจุเชื้อเพลิงจรวดเพื่อกลับสู่โลก แต่ที่ราบจะค่อนข้างง่ายต่อการลงจอดเนื่องจากไม่มีสิ่งกีดขวางทางภูมิศาสตร์เช่น หินหรือ ภูเขาขนาดใหญ่

ซึ่งพื้นที่ละติจูดของที่ราบนั้น ยังหมายความว่าบริเวณแถบ อาร์เคเดียพลาเทีย นั้นมีสภาพภูมิอากาศที่อุ่นกว่าพื้นที่อื่น ๆ ของดาวอังคาร ซึ่งระดับความสูงต่ำยังส่งผลถึงแรงดันอากาศที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันอันตรายจากรังสีที่รุนแรง

ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ยาน Starship จะเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้? ตามที่ CEO Elon Musk กล่าว, โดย SpaceX มีการประเมินว่ายาน Starship จะปฏิบัติภารกิจครั้งแรกในวงโคจรในช่วงต้นปี 2020 และจะมุ่งหน้าไปยังดาวอังคารเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในปี 2022

References : https://www.teslarati.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Jack Ma vs Elon Musk คำพูดด้าน AI ใครมีน้ำหนักกว่ากัน?

หลังจากที่สองนักธุรกิจด้านเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Jack Ma จากประเทศจีน และ Elon Musk จากอเมริกา ที่มีโอกาสได้มาเจอกันบนเวที The WAIC 2019 (World Artificial Intelligence Conference) ณ มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน กับหัวข้อการพูดคุยด้าน AI – การไปดาวอังคาร – การศึกษา แล้วถ้าถามว่าคำพูดของใครมีน้ำหนักมากกว่ากันล่ะ?

สำหรับเรื่องราวของ Jack Ma อดีตครูสอนภาษาอังกฤษธรรมดา ๆ คนหนึ่งในเมืองหางโจว ที่ได้เริ่มต้นสร้างธุรกิจอย่าง Alibaba ให้สามารถกลายเป็น อาณาจักร E-Commerce ขนาดใหญ่ที่สุด แห่งหนึ่งของโลกในปัจจุบัน

อาณาจักรที่สร้างสถิติการเปิดขายหุ้น IPO ในตลาด New York Stock Exchange ด้วยเงินระดมทุน ที่มีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีผลทำให้ Alibaba กลายมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงกว่า สามแสนล้านเหรียญสหรัฐ เขาทำในสิ่งที่เหลือเชื่อเช่นนี้ได้ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

แต่แน่นอนว่า หากใครได้อ่านประวัติของ Jack Ma อย่างละเอียดแล้วนั้น จะพบว่า Jack Ma นั้นไม่ใช่นักเทคโนโลยีโดยกำเนิด คือไม่ได้เกิดมาแบบวิศวกร Jack Ma เป็นตัวแทนของพ่อค้าที่มี idea เลิศล้ำ และสามารถผลักดัน idea นั้นให้กลายเป็นจริงได้ ด้วยทีมงานระดับเทพของเขานั่นเอง

ส่วน Elon Musk นักธุรกิจและนักลงทุนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากอเมริกา และเขายังเป็นวิศวกรและนักประดิษฐ์หลาย ๆ สิ่งที่เป็นนวัตกรรมอีกด้วย เขาเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของบริษัท SpaceX และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ผู้บริหารและสถาปนิกผลิตภัณฑ์ของบริษัท Tesla Motor และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัทของ Paypal ตลอดจนบริษัทอื่นๆอีกมากมายที่เขาลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของโลกเราแทบจะทั้งสิ้น

แล้วคำพูดของใครมีน้ำหนักมากกว่ากันในเรื่องของ AI ?

ก็ต้องยอมรับกันตามตรงว่าเป็นสุดยอดนักธุรกิจกันทั่งคู่ ทั้ง Jack Ma และ Elon Musk ไม่งั้นคงไม่พาบริษัทตัวเองมาถึงจุดที่เราเห็นในปัจจุบัน แน่นอนว่าทั้งคู่มีความอัจฉริยะ แต่ก็มีความแตกต่างระหว่างทัั้งสองอยู่ที่น่าสนใจ

เพราะตัว Jack Ma เองนั้น ดูเหมือนเป็น นักคิดค้น idea ต่าง ๆ เพื่อมาบริหารธุรกิจ เพื่อต่อสู้กับธุรกิจที่ดุเดือดอย่าง Ecommerce ในประเทศจีน ฝากผลงานไว้มากมาย ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การล้ม Ebay ยักษ์ใหญ่ ecommerce จากอเมริกาที่เคยไปบุกจีนได้สำเร็จ

แต่มันเป็นการเข้าใจวัฒนธรรมความเป็นจีนมากกว่าของ Jack Ma ที่สามารถล้ม Ebay ได้ และที่สำคัญการทำธุรกิจในประเทศจีน มันไม่เหมือนกับทำในประเทศไหนในโลก ด้วยเรื่องของความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน รวมถึงประเพณีธรรมเนียมต่าง ๆ ซึ่ง คนแบบ Jack Ma นั้นมีเยอะมากในประเทศเสรีนิยม อย่างอเมริกา และต้องต่อสู้อย่างหนักกว่าจะขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าได้ ซึ่งก็น่าสนใจเหมือนกันว่า หาก Jack Ma นั้นเกิดในอเมริกา จะสามารถสร้างธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ได้แบบที่เราเห็นในประเทศจีนหรือไม่?

ส่วน Elon Musk นั้นแน่นอนว่าภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ที่คลุกวงในแบบสุด ๆ เพราะมีพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมที่แข็งแกร่ง มองเห็นภาพอนาคตของโลกได้อย่างชัดเจน จากบริษัทที่เขาเข้าไปลงทุน เขาไม่ลงทุนในธุรกิจที่จะเติบโตในระยะสั้น แต่เขามองในระยะยาว และยาวมาก ๆ ที่เป็นอนาคตของโลกที่กำลังเดินไป

ไม่ว่าจะเป็น Tesla , SpaceX , Neuralink นั้นล้วนเป็นธุรกิจที่มีอนาคตที่สดใสแทบจะทั้งสิ้น มันเป็นการมองภาพของอนาคตที่ชัดเจนของ Musk ซึ่งแน่นอนว่า หลายคนอาจจะเห็นว่าเค้าบ้า อย่างการเดินทางไปดาวอังคาร ไปใช้ชีวิตบนดาวอังคาร แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ

แต่ Musk นั้นเห็นภาพทุกอย่างของอนาคตโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงาน เรื่องภาวะสภาพภูมิอากาศโลกที่กำลังถูกทำลายลง จนอนาคตนั้น เราอาจจะอยู่ในโลกนี้กันได้ลำบาก ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตที่เกิดขึ้นจริง ๆ แน่นอน แต่ใครจะยอมรับความคิดเหล่านี้ในตอนนี้ที่เรายังใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบายเช่นนี้

ซึ่งสำหรับส่วนตัวนั้นหากเทียบกันจริง ๆ ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีในอนาคตอย่าง AI นั้นคำพูดของ Elon Musk ควรจะเป็นคำพูดที่มีน้ำหนักกว่าคนอย่าง Jack Ma อย่างแน่นอน เพราะ Musk เป็นวิศวกรตัวจริง ที่เข้าไปคลุกคลีกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ จริง ๆ และลงมือทำเองจริง ๆ เพราะฉะนั้นเค้าจะเห็นภาพที่กว้างกว่า Jack Ma อย่างแน่นอน

และที่สำคัญ Jack Ma ได้วางมือจากธุรกิจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เค้าทำมาตอนนี้ได้กลายเป็นตำนานเรื่องเล่าให้คนรุ่นหลัง แต่ Elon Musk นั้นยังเดินหน้าสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ๆ อยู่ต่อเนื่องแม้จะยังไม่เห็นผลงานของเขาชัดเจนในตอนนี้ แต่ผมมั่นใจว่าในอนาคตนั้น เราอาจจะได้จารึกชื่อของ Elon Musk เป็นนักประดิษฐ์คิดค้นผู้ยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากที่เรานับถือคนอย่าง โทมัส อัลวา เอดิสัน , อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้อย่างแน่นอนครับ

สำหรับคนที่สนใจประวัติทั้งสองเพิ่มเติม ก็สามารถอ่านได้จาก Blog Series ที่ผมเคยเขียนไปแล้วได้เลยนะครับผม

Blog Series : Jack Ma Rise of the Dragon

Blog Series : Jack Ma Rise of the Dragon

–> อ่านตอนที่ 1 :Internet

Blog Series : Elon Musk The Real Life Iron Man

Blog Series : Elon Musk The Real Life Iron Man
Blog Series : Elon Musk The Real Life Iron Man

–> อ่านตอนที่ 1 :Sand Hill Road

References : https://www.teslarati.com/wp-content/uploads/2019/08/elon-musk-jack-ma.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Elon Musk : มนุษย์เราสื่อสารช้าเกินไปสำหรับ AI ในอนาคตที่จะเข้าใจ

มีอุปสรรคทางภาษาที่สำคัญระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ ซึ่งแน่นอนการที่มนุษย์จะสื่อสารกับคอมพิวเตอร์นั้นทำได้โดยการสื่อสารผ่านภาษาทั้งในรูปแบบของข้อความและรูปภาพ ซึ่ง อินพุตทั้งหมดนั้นช้ากว่า การสื่อสารโดยตรงระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง

แต่กับคอมพิวเตอร์นั้นมีความสามารถในการรับรู้ในเวลาที่แตกต่างจากมนุษย์เป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะความสามารถในการประมวลผลข้อมูลด้วยความเร็วสูงกว่าที่มนุษย์ทำได้นั่นเอง

และเมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถสร้าง AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ขึ้นมาได้สำเร็จ การสื่อสารระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรอาจะต้องเลิกใช้วิธีการแบบเดิม ๆ ตามที่ Elon Musk ได้กล่าวไว้

ปัญหาเหล่านี้นั้น Musk เชื่อว่ามาจากความเร็วที่แตกต่างกันระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ  ซึ่งด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบันนั้น เหล่าวิศวกรคอมพิวเตอร์ได้สร้างตัวประมวลผลที่ทำงานด้วยความเร็วที่รวดเร็วกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก

แต่ในทางตรงกันข้ามสมองมนุษย์ของเรากลับทำงานช้าลงมาก  ซึ่งด้วยความแตกต่างดังกล่าวนั้น Elon Musk คิดว่ามันสามารถที่จะทำลายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และ AI ในอนาคตได้

Musk อธิบายว่าคอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์มากเพียงใดในระหว่างการนำเสนอเกี่ยวกับ AI เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามรายงานของ Business Insider

“ สำหรับคอมพิวเตอร์…สามารถประมวลผลข้อมูลในระดับมิลลิวินาที และสามารถทำงานได้อย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย แต่สำหรับมนุษย์ มันแทบจะไม่มีอะไรไปสู้คอมพิวเตอร์ได้เลย” Musk กล่าว 

โดย Musk อ้างว่า Neuralink ซึ่งเป็น บริษัทที่สร้างส่วนติดต่อของสมองกับคอมพิวเตอร์ของเขาอาจจะช่วยเราในการสื่อสารกับ AI ขั้นสูงในอนาคตได้ 

“คอมพิวเตอร์ในอนาคตก็จะอาจจะใจร้อนได้ ถ้าไม่มีอะไรตอบสนองมันได้รวดเร็วเพียงพอ” Musk กล่าวกับ Business Insider “ คอมพิวเตอร์มองการคุยกับเราเหมือนกับการพูดคุยกับต้นไม้ – แต่ไม่ใช่เลยนั่นคือมนุษย์ต่างหาก”

References : 
https://www.businessinsider.com
https://strangesounds.org/wp-content/uploads/2019/07/neuralink-elon-musk-wants-to-read-your-mind.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Peter Thiel สุดยอดนักลงทุนแห่ง Silicon Valley

Peter Thiel นั้นเกิดที่ประเทศเยอรมนี ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต และหลังจากใช้ชีวิตในประเทศบ้านเกิดอย่างเยอรมนีได้เพียง 1 ปี เขาก็ต้องถูกพ่อแม่หอบหิ้วย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเนื่องจากสาเหตุหลักที่พ่อเขานั้นเป็นวิศวกรเคมี ทำให้เขาต้องย้ายตามพ่อไปอยู่ที่ แอฟริกา อยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งทำให้เขาต้องย้ายโรงเรียนบ่อยถึง 7 ครั้งในช่วงวัยเยาว์

ในขณะที่เด็กคนอื่น ๆ กำลังสนุกสนานกับการใช้ชีวิตในวันเด็ก เขาต้องมีการปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่อยู่ตลอดเวลาในช่วงแรกของชีวิต จนในที่สุด ครอบครัวของเขาก้ได้ย้ายมาลงหลักปักฐานที่สหรัฐอเมริกาอย่างถาวรเมื่อเขามีอายุครบ 10 ขวบในรัฐแคลิฟอร์เนีย

หลังจากจบการศึกษาในชั้นมัธยมที่อเมริกา เขาก็ได้เข้าศึกษาต่อปริญญาตรี ในสาขา ปรัชญา และศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Stanford University 

ชีวิตของ Thiel นั้นผ่านงานมาอย่างโชกโชน ทั้งงานด้านเสมียนในศาลฏีกา งานด้านกฏหมายในสำนักงาน  Sullivan & Cromwell ในเมืองนิวยอร์ก และเริ่มหันมาสนใจเรื่องการเงิน โดยย้ายมาทำงานเป็นนักเทรดอนุพันธ์ทางการเงิน เครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่ Credit Suisse แต่เหมือนกับเป็นการค้นหาชีวิตว่าเขาชอบทำอะไรกันแน่ ทั้งที่ผ่านงานมาหลายรูปแบบ แต่เขาไม่ได้รู้สึกว่าตอบโจทย์กับชีวิตเขาเลยด้วยซ้ำ

ในวัย 30 ปี เขาได้ตัดสินใจเดินทางกลับมายังแคลิฟอร์เนีย ในขณะนั้น อินเตอร์เน็ตกำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่ง เริ่มมีบริการต่าง ๆ ขึ้นไปออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก ทำให้ Thiel เห็นถึง Trend ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับยุคของอินเตอร์เน็ต

Thiel จึงตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะตกขบวนเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตครั้งนี้ไม่ได้ สิ่งที่เขาตามหามานาน แสนนาน ก็คือเจ้าอินเตอร์เน็ตนี่เอง เขาจึงได้ระดมทุนจากเพื่อน ๆ และครวบครัวและญาติพี่น้อง ได้เงินมากว่า 1 ล้านเหรียญเพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการก่อตั้ง Thiel Capital Management บริษัทที่จะเน้นการลงทุนด้านบริการที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต

Thiel ได้ทดลองกับโครงการต่าง ๆ มากมาย ที่จะทำประโยชน์หรือหารายได้ผ่านอินเตอร์เน็ต แต่ผ่านไป 2 ปีแทบจะไม่มีโครงการไหนสำเร็จเลยเสียด้วยซ้ำ ในปี 1999 เขากับเพื่อนจึงได้ตัดสินใจเปิดบริษัทซอฟต์แวร์ในชื่อ Confinity ขึ้น โดยผลิตภัณฑ์แรกที่ทำการพัฒนาขึ้นมาชื่อว่า Fieldlink ซึ่งเป็นนวัตกรรมการชำระเงินผ่านเครื่อง Palm Pilot 

FieldLink นวัตกรรมการชำระเงินผ่านเครื่อง Palm
FieldLink นวัตกรรมการชำระเงินผ่านเครื่อง Palm

และในปีเดียวกันนั้นเองที่เขาเริ่มเห็นตลาดบางอย่างของการชำระเงินในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งในยุคนั้นการชำระด้วย Credit Card นั้นแทบจะเป็นบริการหลักที่ใช้ในการชำระเงินแบบออนไลน์สำหรับชาวอเมริกัน Thiel อยากสร้างทางเลือกอื่นให้กับผู้บริโภค

เขามองไปที่ Digital Wallet ที่จะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค ซึ่งต้องเป็นบริการที่มีความปลอดภัยมีการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อไม่ให้โดนโจรกรรมได้ง่าย และเขาก็ได้สร้างบริการ paypal ขึ้นมาได้สำเร็จในที่สุด 

และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ก็ได้เกิดคู่แข่งที่สำคัญ สตาร์ทอัพ หน้าใหม่ ที่นำโดย Elon Musk ที่ได้เปิดบริการอย่าง X.com เข้ามาแข่งกับ paypal โดยตรง มันเป็นสงครามที่ดุเดือด ใครที่เป็นฝ่ายชนะ จะได้เขียนประวัติศาสตร์การปฏวัติอุตสาหกรรมทางด้านการเงินแต่เพียงผู้เดียว

ความได้เปรียบของ paypal ของ Thiel  คือ paypal นั้นได้ติดตั้งในเว๊บไวต์ประมูลชื่อดังอย่าง ebay ได้แล้วในขณะนั้น แต่ Musk ที่ชอบการแข่งขันอยู่แล้วก็ ดำเนินกลยุทธ์ทุกวิธีเพื่อไม่ยอมแพ้ เขาแทบจะทำงาน 24 ชม.ต่อวันในช่วงเวลาดังกล่าว

แต่พวกเขาก็แข่งกันได้เพียงไม่นาน เพราะขืนแข่งต่อไปดูเหมือน จะตายกันไปข้างหนึ่งก่อน ในปี 2000 พวกเขาหันมารวมพลังกัน ตอนนั้น paypal ของ Peter Thiel ดูเหมือนเงินใกล้จะหมดแล้วด้วยซ้ำ ส่วน Musk นั้นยังมีเงินให้ผลาญอีกมากมาย 

ดังนั้น Musk จึงเป็นฝ่าย ถือไพ่เหนือกว่าในดีล นี้ เขากลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และ ขอคง x.com ไว้ตามเดิม และยังได้รับการสนับสนุนเงินลงทุนเพิ่มอีกกว่า 100 ล้านเหรียญ จากกลุ่มลงทุนด้านการเงิน

แต่ปัญหาใหญ่ในการรวมบริษัท ก็คือ วัฒนธรรมที่แตกต่าง แม้กระทั่ง เทคโนโลยีที่แทบจะต่างกันคนละขั้ว confinity นั้นใช้ open source อย่างลินุกซ์ ส่วน x.com ของ Musk ขับเคลื่อนโดย Windows Server ซึ่งความแตกหักนี้ทำให้ Peter Thiel ขอลาออก และ ทิ้งให้ Musk บริหารบริษัท ในซากปรักหักพังนี้ต่อ

X.com รวมกับ Paypal เป็นบริการเดียว

ปัญหาใหญ่อีกอย่างก็คือ เมื่อผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือน X.com จะไม่สามารถรองรับการเติบโตดังกล่าวได้ ทำให้ไซต์ ล่มอยู่บ่อย ๆ ซึ่งไม่ถือเป็นเรื่องดีเลยสำหรับบริการทางด้านการเงินที่ลูกค้าตั้งความหวังไว้สูง

และมันได้เกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจครั้งประวัติศาสตร์ของซิลิกอน วัลเลย์ ขึ้น เมื่อเหล่าพนักงาน X.com กลุ่มหนึ่งได้รวมกลุ่มกันเพื่อคิดหาวิธีที่จะให้ Musk ออกไป และตัดสินใจลงมือลับหลัง ในตอนที่ Musk  กำลังเดินทางไปฮันนีมูน ซึ่งเมื่อ Musk รู้ก็ได้รีบขึ้นเครื่องกลับมาทันที

แม้จะพยายามตอบโต้กลับในช่วงแรก ๆ ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเหล่ากรรมการได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว และดูเหมือน Musk ก็จะยอมรับกับสิ่งที่เกิดแต่โดยดี และพร้อมที่จะยอมถอยเพื่อให้บริษัทก้าวไปข้างหน้า ได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

และมันทำให้อิทธิพลของ Musk ต่อ X.com นั้นลดลงไปอย่างรวดเร็ว ในเดือน มิถุนายน ปี 2001 X.com ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น paypal.com แทน และ Peter Thiel กลับมาเป็น CEO ของบริษัทอีกครั้ง

และสุดท้ายก็เป็น Peter Thiel ที่นำพา paypal เข้าสู่ตลาดหุ้นได้สำเร็จในปี 2002 และถูกซื้อกิจการโดย ebay ในมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านเหรียญ

หลังจากได้เงินมหาศาลจากการขาย paypal ให้กับ ebay เขาก็ได้เริ่มก่อตั้ง Clarium Captial Managment โดยเน้นการลงทุนใน ตลาดเงิน ตลาดทุน รวมถึงสินค้า commodities และประสบความสำเร็จอย่างสูง

จากนั้นเขาก็ได้หันมาตั้ง Palantir  ซึ่งเป็นบริษัทด้าน Cyber Security ขนาดใหญ่ ที่ CIA ให้การสนับสนุนกว่า 20 พันล้านเหรียญ โดยมีเป้าหมายเป็นบริษัที่จะให้บริการทำเหมืองข้อมูล ซึ่งจะใช้เป็นเทคโนโลยีด้านข่าวกรองและสอดส่อง คอยตรวจสอบและติดตามการฉ้อโกง

Palantir แม้จะไม่มีข่าวออกมามากนักเหมือน startup รายอื่น  ๆ แต่ตอนนี้ ได้เติบโตจนกลายมาเป็น Startup อันดับ 3 ของอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และไม่ได้มีเพียงลูกค้าเฉพาะภาครัฐเพียงเท่านั้น ยังให้บริการกับบริษัทเอกชนใหญ่ ๆ ใน Fortune 500 อีกด้วย

ความสำเร็จของ Peter Thiel ที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดคงเป็นเรื่องการเป็น Angel Investor ให้กับ facebook บริการ Social Network หน้าใหม่ในปี 2004 โดยเขาลงทุนก้อนแรกให้ facebook ไปกว่า 500,000 เหรียญ เพื่อแลกกับหุ้น 10.2% ในบริษัท และกลายมาเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัทในที่สุด

Thiel ลงทุนในธุรกิจเกิดใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ Facebook ที่เขาเป็นคนให้เงินทุนก้อนแรก
Thiel ลงทุนในธุรกิจเกิดใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ Facebook ที่เขาเป็นคนให้เงินทุนก้อนแรก

และเมื่อ facebook สามารถเข้าสู่ตลาดหุ้นได้ในปี 2012 นั้น ทำให้ facebook มีมูลค่าพุ่งสูงไปถึงกว่า 100,000 ล้านเหรียญ Thiel จึงได้ทำการเทขายหุ้นไปเกือบหมด ทำให้เขาก้าวเข้าไปติด 400 อันดับเศรษฐีของอเมริกาจากนิตยสาร Forbes ไปในที่สุด ด้วยทรัพย์สินในตอนนั้นกว่า 1,800 ล้านเหรียญ ซึ่งการรวยอย่างก้าวกระโดดนั้น น่าจะเกิดจากผลตอบแทนจากเม็ดเงินลงทุนก้อนแรกใน facebook ยุคตั้งไข่เพียง 500,000 เหรียญนั่นเอง

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Geek Monday EP17 : Tesla กับการใช้ AI , Big Data สร้างความแตกต่างทางธุรกิจ

เทสลารวบรวมข้อมูลจากยานพาหนะทุกคันและคนขับอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเซ็นเซอร์ภายในและเซ็นเซอร์ภายนอกที่สามารถรับข้อมูลเกี่ยวกับการจัดวางตำแหน่งมือของคนขับบน ไปจนกระทั่งวิธีการใช้งานรถในแบบต่าง ๆ ของผู้ขับ

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นการช่วยเทสลาในการปรับแต่งระบบข้อมูล เพื่อใช้เพื่อสร้างแผนที่ ที่มีข้อมูลที่ละเอียดค่อนข้างสูง ซึ่งแสดงให้เห็นทุกอย่างตั้งแต่การเพิ่มความเร็วโดยเฉลี่ยในการจราจรบนถนน ไปจนถึงสถานที่อันตรายซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ต้องระมัดระวัง

การนำเอาเทคโนโลยี Machine Learning ร่วมกับข้อมูลในระบบคลาวด์จะดูแลการให้ความรู้กับเหล่ายานพาหนะของเทสลาทั้งหมด

ในขณะที่การคำนวณที่ล้ำสมัยจะเป็นตัวตัดสินว่าการกระทำใดที่รถจำเป็นต้องดำเนินการ ณ ขณะกำลังขับขี่ และเทสลายังสามารถสร้างเครือข่ายกับรถเทสลาคันอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อแบ่งปันข้อมูลและข้อมูลเชิงลึกในท้องถิ่นพื้นที่เหล่านั้น

ซึ่งในอนาคตอันใกล้ที่มีรถยนต์ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติเริ่มแพร่หลาย เครือข่ายเหล่านี้ ก็จะมีการติดต่อกับรถยนต์จากผู้ผลิตรายอื่น รวมถึงระบบอื่น ๆ เช่นกล้องจราจร เซ็นเซอร์ตามถนนหรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือที่ผู้ขับขี่ใช้งานอยู่นั่นเอง

ซึ่งการมุ่งเน้นในการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ อย่าง AI หรือ Big Data มาช่วยเหลือผู้ขับขี่นั้นจะนำเทสลาไปสู่ชัยชนะในการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึงเพื่อความเป็นเลิศของตลาดรถยนต์ในอนาคตนั่นเองครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ  

ฟังผ่าน Podbean : 
https://tharadhol.podbean.com/e/geek-monday-ep17-tesla-ai-big-data/

ฟังผ่าน Spotify : 
https://open.spotify.com/episode/3JI2V2cYoXRpSuXmJIH5K7

ฟังผ่าน Youtube :
https://youtu.be/mAGRODwuc98

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol