Crypto ATMs กับอนาคตการแทนที่ตู้ ATM แบบเดิม ๆ

จำนวนตู้เอทีเอ็ม Bitcoin ( BTMs ) ทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วโลกมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นถึง 5,000 เครื่อง เป็นครั้งแรกจากการตรวจสอบของ CoinATMRadar ที่มีการยืนยันเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา

จากสถิติล่าสุดขณะนี้มี 5,006 BTM เครื่อง อยู่ใน 90 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเหล่าผู้ใช้งาน cryptocurrency สามารถซื้อหรือขาย bitcoin ( BTC ) โดยที่เครื่องบางเครื่องนั้นสามารถให้บริการทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน 

จากข้อมูลนั้นจะแสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาการเติบโตอย่างรวดเร็วในธุรกิจของ BTM โดยที่ประเทศสหรัฐฯเป็นผู้นำเทรนด์เนื่องจากมีสถานที่ที่รองรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลดิจิตอลทั้งหลายและสกุลเงินรูปแบบใหม่ ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ 

ซึ่งเพียงในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้เห็นการติดตั้งตู้ BTM ทั้งหมด 150 เครื่อง เฉลี่ยโดยประมาณ 6 เครื่องต่อวัน เมื่อไม่นานมานี้บริษัท General Bytes ได้ก้าวเข้าสู่วงการการเงินดิจิตอลโดย Genesis Coin ในฐานะผู้ผลิตเครื่องที่มีจำนวนตู้ BTM มากที่สุด

ตามที่ Cointelegraph รายงานในปี 2019 ตอนนี้มันไม่ได้เป็นเพียงรุ่น BTM แบบ ‘คลาสสิค’แบบเดิม ๆ เท่านั้น ที่กำลังขยายตัว แต่ยังมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึง วิธีการอื่นในการซื้อขาย BTC ซึ่งในข้อตกลงก่อนหน้านี้ บริษัทสร้างตู้หยอดเหรียญอย่าง Coinstar นำเสนอฟังก์ชั่นของ bitcoin ไปแล้วกว่า 2,200 แห่งทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา 

ในประเทศสหรัฐนั้นปัจจุบันมี BTMS มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนเครื่องทั้งหมดทั่วโลกและยังมีโครงการนำร่องใหม่ในเดือนนี้ที่จะมีการนำเครื่องมาเปิดบริการในร้านค้าสะดวกซื้อในรัฐแอริโซนาและเนวาดา

“ เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียงอย่าง Circle K” Marc Grens ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งผู้ให้บริการเข้ารหัสดิจิตอล DigitalMint กล่าวในการแถลงข่าววันที่ 20 มิถุนายน 

“ การเป็นหุ้นส่วนครั้งนี้เป็นการเปิดประตูสำหรับการขยายการเข้าถึง Bitcoin ไปยังตลาดใหม่ ๆ ทั่วโลก”

การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาด BTM มีแนวโน้มที่จะลดค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าบริการบนโลกออนไลน์อย่างเห็นได้ชัด 

References : 
https://cointelegraph.com/news/there-are-now-more-than-5000-bitcoin-atms-around-the-world

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Digital ‘dress’ เมื่อ Blockchain บุกวงการแฟชั่น

สำหรับคนที่เคยซื้อเสื้อผ้าเป็นหลักเพื่อสร้างความประทับใจให้เพื่อนออนไลน์ของคุณโดยการถ่ายรูปอวดผ่าน Social ? ตอนนี้คุณอาจได้รับโอกาสพิเศษในการซื้อเสื้อผ้าเพียงชิ้นเดียวที่มีอยู่ในโลกออนไลน์

Startup ชาวดัตช์ The Fabricant, Dapper Labs และ Johanna Jaskowska ได้ออกวางจำหน่ายชุด Iridescence ในราคา 9,500 เหรียญสหรัฐใน Blockchain  โดยมันจะไม่เหมือนกับการซื้อเครื่องแต่งกายในวิดีโอเกม

แต่ผู้สร้างจะ ‘ปรับแต่ง’ ส่วนต่าง ๆ ให้คุณโดยอิงจากรูปถ่ายของคุณ ซึ่งในฐานะที่เป็นมันเป็นสินทรัพย์รูปแบบเดียวกับ Blockchain  และสร้างเอกลักษณ์แบบใหม่ให้มูลค่าแบบเดียวกับตระกูลเงินดิจิตอล cryptocurrency 

โดยมีการขึ้น Model ในรูปแบบ 2D แบบที่ใช้สำหรับเสื้อผ้าธรรมดาดัง นั้นคุณสามารถเห็นมันเปรียบเสมือนเสื้อผ้าในชีวิตจริง

แม้มันจะฟังดูน่าหัวเราะ แต่อย่างไรก็ตามเสื้อผ้าดูเหมือนเป็นจริงหรือภาพลวงตา ก็แยกออกจากกันได้ เมื่อมีคนสงสัยว่าพวกเขาสามารถเห็นได้ด้วยตนเองหรือไม่ และเมื่อในราคาที่จ่ายได้เท่ากับเครื่องแต่งกายแบรนด์หรูหรา

มันอาจะทำให้คุณอาจตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้เงินจำนวนมากไปกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้เหมือน Digital ‘dress’ ชุดนี้

อย่างไรก็ตามก็มีเหตุผลที่รองรับคุณค่าของมันอยู่ เพราะอย่างแรกคือมันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แล้วทำไมต้องใช้เนื้อผ้ากับเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นล่ะ? และสำหรับบางคนที่ติดโลกออนไลน์มาก ๆ นี่ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาดูดีขึ้นโดยไม่ต้องซื้อเสื้อผ้าจริง 

ซึ่ง Digital ‘dress’ นั้นมีโมเดลเสมือนจริงที่มีผู้ติดตามหลายคนใน Social Network ชื่อดัง และคงจะทำให้เสื้อผ้าดีไซเนอร์เสมือนเหล่านี้ สามารถจับคู่เขัากับสไตล์ของคุณได้ แม้ว่ามันจะไม่เป็นที่แพร่หลายเหมือนของจริงก็ตาม

References : 
https://www.engadget.com/2019/05/27/fabricant-blockchain-digital-dress/?guccounter=1

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

น้ำขึ้นให้รีบตัก Facebook เตรียมลุยตลาด Cryptocurrency

Facebook มีแผนจะเปิด cryptocurrency ของตนโดยในช่วงไตรมาสแรกของปีถัดไปรายงานข่าวขจากบีบีซี โดยบริษัทคาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสกุลเงินในช่วงฤดูร้อนนี้ก่อนที่การทดสอบจะเริ่มขึ้นในภายหลังในปี 2562

สกุลเงินซึ่งถูกเรียกว่าภายในว่า “ GlobalCoin” จะมีรายงานในประเทศต่างๆ หลาย ๆ ประเทศในช่วงเปิดตัว เพื่อเสนอการชำระเงินที่ปลอดภัยและราคาไม่แพงสำหรับคนทั่วไปโดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร

โดยสกุลเงินดังกล่าวจะต้องเอาชนะอุปสรรคทางเทคนิคและกฎระเบียบจำนวนมากก่อนที่จะสามารถเปิดตัวได้  

Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ได้พบกับ Mark Carney ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศอังกฤษเพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสและความเสี่ยงของสกุลเงินดิจิทัลที่วางแผนไว้ อย่างไรก็ตาม Facebook อาจมีงานหนักในมือของพวกเขาในอินเดียซึ่งมีทัศนคติที่ไม่เป็นมิตรต่อสกุลเงิน CryptoCurrency  

สื่ออินเดียรายงานว่า จุดสนใจหลักสำหรับสกุลเงินใหม่ซึ่ง Facebook หวังว่าจะช่วยให้แรงงานอินเดียในต่างประเทศส่งเงินกลับบ้านให้กับครอบครัวโดยใช้ WhatsApp ที่ Facebook เป็นเจ้าของเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับพวกเขา

Facebook ต้องการเพิ่มความสะดวกให้แรงงานชาวอินเดียในการโอนเงิน
Facebook ต้องการเพิ่มความสะดวกให้แรงงานชาวอินเดียในการโอนเงิน

บริษัท อยู่ในระหว่างการเจรจากับกระทรวงการคลังของสหรัฐฯรวมถึง บริษัท โอนเงินเช่น Western Union เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาการดำเนินงานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิตอล

ครั้งแรกที่เราได้ยินเกี่ยวกับความทะเยอทะยานด้าน cryptocurrency ของ Facebook เมื่อเดือนพฤษภาคมเมื่อมีรายงานว่า David Marcus ซึ่งก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของ Coinbase และเคยเป็นประธานของ PayPal ระหว่างปี 2555 ถึง 2557 เป็นผู้นำของแผนกบล็อกเชนใหม่ของ Facebook

รายงานแนะนำว่าสกุลเงินสามารถถูกออกแบบให้เป็นแบบคงที่  ด้วยมูลค่าที่กำหนดเป็นสกุลเงินสหรัฐเพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้นเหมือนเงินสกุลอื่นๆ  ในตลาด CryptoCurrency  อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีความผันผวนที่เกี่ยวข้องกับ cryptocurrencies

แต่ Facebook ยังคงมีงานอีกมากมายที่ต้องทำเพื่อให้ผู้ใช้เชื่อมั่นใน GlobalCoin หลังจากประสบกับเรื่องอื้อฉาวหลายปีที่ทำให้ภาพพจน์สาธารณะเสื่อมเสียในเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

References : 
https://www.theverge.com/2019/5/24/18638331/facebook-crytocurrency-globalcoin-2020-launch-uk-bank-of-england-blockchain

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

A GAME OF COINS ศึกชิงมหาบัลลังก์ Cryptocurrency

ต้องบอกว่ากระแสของ cryptocurrency นั้นค่อนข้างที่จะมาแรงข้ามปีกันเลยทีเดียว หลาย ๆ คนอาจจะมองอยู่แบบห่าง ๆ ว่าจะลงทุนกับ cryptocurrency ดีหรือไม่ หลาย ๆ คนก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร มีความเสี่ยงแค่ไหน ได้ยินได้ฟังแต่ข่าวที่มูลค่า bitcoin พุ่งสูงขึ้นทะยานไปเรื่อย ๆ แล้วตอนนี้ยังไม่สายไปใช่ไหม ที่จะลงทุนใน cryptocurrency อาจจะเคยได้ยินชื่อ BitconCash , Ripple , LiteCoin , Ethereum …  ทำไมมันมีหลายตัว แล้วลงทุนในตัวไหนดี

หลังจากทีได้เขียน blog ที่เกี่ยวกับ cryptocurrency คือ ใครคือ Satoshi Nakamoto เค้าสร้าง Bitcoin มาเพื่ออะไร?  ก็ต้องบอกว่าตัวผมเองได้รับคำถามจากเพื่อนฝูง พี่น้อง มามากมายเลยทีเดียวเกี่ยวกับ Bitcoin หรือ cryptocurrency ตัวอื่น ๆ ต้องบอกว่าไม่สายไปสำหรับนักลงทุนทุกคนที่จะเข้ามาสู่วงการ cryptocurrency เพราะแม้ตัวที่เด่นอย่าง Bitcoin นั้นจะมีความผันผวนเพียงใดก็ตาม แต่ก็ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้มูลค่ายังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีตัวอื่น ๆ ให้เลือกเล่นอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น Bitcoin Cash ,  Litecoin , Ripple หรือ Bitcoin Gold ก็ตาม ยิ่งโดยเฉพาะสาย trade ซึ่งสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น และ ขาลง นั้นก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับการทำการเก็งกำไรกับ cryptocurrency แต่ละตัว ซึ่ง  blog นี้จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาในรูปแบบ Series ดังอย่าง Game of Thrones

Bitcoin / House of Stark

สกุลเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายที่เข้ามามีอำนาจอยู่จนถึงปัจจุบัน Ned Stark นั้นคล้ายคลึงกับ Satoshi Nakamoto ที่หายไปหลังจากการเปิดตัว Bitcoin; แต่มรดกของเขายังมีชีวิตอยู่ Bitcoin กำลังแข่งขันกับเหรียญอื่น ๆ เพื่อทำตลาดมูลค่าสูงสุด

Ethereum / Daenerys:

Ethereum  เหมือน Daenerys ที่เชื่อในการเจรจาที่กับผู้คนที่เป็นประโยชน์กับตนและต้องการที่จะนำเอาศูนย์กลางของระบบเดิม ๆ ออกไป นอกจากนี้เช่นเดียวกับ Daenerys ที่ได้ตั้งพันธมิตรทางยุทธศาสตร์บางอย่างสำหรับการสงคราม ซึ่ง Ethereum ก็ได้สร้างพันธมิตรที่ชาญ ฉลาดกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดเหมือนกัน

Bitcoin Cash / Cersei Lannister:

ต้องการจะทำลาย Bitcoin และอ้างว่าเป็นทายาท Crypto โดยชอบธรรมของ Satoshi Nakamoto ใช้กลยุทธ์ในการระดมราคาเพื่อมาแทนที่ Bitcoin ฉลาดแกมโกงและมีความทะเยอทะยานมาก

Litecoin / Jon Snow:

กำเนิดมาจาก blockchain ของ Bitcoin ผ่านทาง software fork ซึ่ง Litecoin ได้พลิกกลับมาจากการลดลงของมูลค่าที่ต่ำที่สุดในช่วงเดือนกันยายน 2017 กลับมายืนอยู่ในมูลค่าในระดับ All-time-high ได้อีกครั้ง เชื่อกันว่าเปรียบเสมือน Bicoin’s Silver  หรือ มือขวาของ Bitcoin (Ned Stark) และมาพร้อมกับรูปแบบการทำธุรกรรมที่รวดเร็วดั่งดาบของ Jon Snow

Monero / Arya Stark:

เป็นเหรียญที่มีคุณลักษณะไร้ตัวตน และมีต้นกำเนิดที่มีความลับคล้ายกับ House of Black & White เป็นสกุลเงินกบฏเช่นเดียวกับ Arya ที่ปฏิเสธความคิดที่ว่าธุรกรรมจะต้องมีการเปิดเผย มีความภูมิใจในความปลอดภัยของตัวเองและไม่สามารถที่จะติดตามร่องรอยการทำธุรกรรมได้

Zcash / Varys:

เป็นเหรียญที่เรียกได้ว่า สุดยอดในเรื่องความลับ ไม่มีใครสามารถควบคุมหรือถือครองส่วนใหญ่ของสกุลเงินได้ เป็น decentralized network และเป็นโอเพนซอร์สที่มีความเป็นส่วนตัวและความโปร่งใสในการทำธุรกรรมผ่านทางเครือข่ายลับ

Ripple / Jaime Lannister:

เช่นเดียวกับ Jaime Lannister  RIPPLE  เป็นผู้เล่นในตลาดที่น่าเกรงขาม แต่ไม่ชอบในโลกของ crypto ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นมาตรฐาน crypto และไม่มีองค์ประกอบในการทำเหมือง RIPPLE เป็นศูนย์กลางและทำหน้าที่คล้ายสถาบันการเงิน เป็นขั้วตรงกันข้ามของ Bitcoin

Blockstack / Tyrion Lannister:

Tyrion เชื่อมั่นในเรื่องของความปรองดองเน้นการเจรจาเพื่อไม่ให้เกิดสงคราม รักความสงบ เช่นเดียวกับ Blockstack เชื่อมั่นใน “อินเทอร์เน็ตรูปแบบใหม่ที่เป็นรูปแบบ decentralized ซึ่งผู้ใช้จะเป็นเจ้าของข้อมูลของตนเอง” Blockstack ใช้ความระมัดระวังใน ICO เช่นเดียวกับ Tyrion ระมัดระวังในแผนการยุทธศาสตร์ของเขา

Bitcoin Gold / Stannis Baratheon:

มีความเชื่อว่าเหรียญของตนเองนั้นเป็น Bitcoin ที่แท้จริง แต่ยังดูเหมือนว่ายังเป็นเพียงลัทธิเล็ก ๆ ของสาวกที่ยังเชื่อมั่นในเรี่องดังกล่าว

IOTA / Baelish:

เก่งในการโน้มน้าวผู้คนโดยใช้กลยุทธ์ทางสื่อ IOTA นั้นอ้างว่ามีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์บางอย่างซึ่งไม่มีตัวตน เช่นเดียวกับ Baelish   โดย IOTA นั้นใช้เทคนิค FOMO (fear of missing out) เพื่อรับสิ่งที่ต้องการจากเหล่าบรรดาสาวก

Cardano / Samwell Tarly:

แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นจากปรัชญาทางวิทยาศาสตร์และแนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยเป็นหลัก ทีมประกอบด้วยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย เช่นเดียวกับแซม ซึ่งมันค่อนข้างจะเป็น crypto ในสายวิชาการซะมากกว่า

Tezos / The Hound

ด้วยมูลค่ารวมที่สูงถึง 232 ล้านเหรียญ ทำให้มีการทะเลาะกันในทีมภายในของ TEZOS ซึ่งยังไม่มีแนวโน้มในขณะนี้ว่า TEZOS นั้นจะประสบความสำเร็จใน crypto currency หรือไม่ แต่ก็ถือว่ายังพอมีโอกาสสำหรับ TEZOS ที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของ crypto-history

NEO / Dragons: 

รู้จักกันในนาม “Chinese Ethereum”   NEO ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำกำไรได้สูงถึง 400%   แต่ก็ยังไม่เห็นว่า NEO จะอยู่เฉกเช่นมังกรที่ยังมีชีวิตอยู่ของ Daenery หรือ จะเป็นมังกรที่จะยอมจำนนต่อ White Walkers เราก็ต้องดูกันต่อไป

Regulators / White Walkers:

ต้องบอกว่าขณะนี้ cryptocurrency นั้นยังไม่มีการกำกับดูแลอย่างชัดเจน แต่ “Winter is comming” ซึ่งก็เหมือนกับ whitewalker ที่กำลังคืบคลานเข้ามาเพื่อกำกับดูแลเหล่า cryptocurrency เหล่านี้ ซึ่งการต่อสู้กับการห้ามและจัดการกับสกุลเงินที่ใช้ crypto เหล่านี้นั้น หน่วยงานกำกับดูแลบางแห่งก็ได้เริ่มออกไปจัดการเพื่อนำทุกอย่างกลับสู่โลกของสกุลเงินปรกติบ้างแล้ว แต่ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าอนาคตของ cryptocurrency ต่าง ๆ นั้นจะเป็นอย่างไรจะถูกกำกับดูแลอย่างเด็ดขาดได้หรือไม่ หรือปล่อยให้อยู่อีกโลกหนึ่งแบบปัจจุบัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ในขณะนี้ แต่ที่รู้ในตอนนี้นั้น cryptocurrency กำลังอยู่ในความสนใจของเหล่านักลงทุนต่าง ๆ ทั่วโลก ที่กำลังจับตามองว่าจะทำกำไรได้อย่างไรกับเหล่า cryptocurrency ทั้งหลายเหล่านี้

Reference : medium.com/@alisheikh

มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วต่อ Cryptocurrency

ถ้าเราได้เห็นข่าวที่มีต่อ cryptocurrency ชื่อดังอย่าง Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมานั้น เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงมีความเห็นออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งสายการเงินการลงทุน กับ ฝั่งสายเทคโนโลยี ที่มีมุมมองตรงข้ามกันอย่างชัดเจน  ซึ่งเมื่อเรามาไล่เรียงดู timeline ของข่าวในช่วงปีที่ผ่านมาจะพบว่า

มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วของเหล่า influences สายการเงิน และ เหล่า influences สาย technology ผ่านการพาดหัวข่าวจากสื่อต่าง ๆ 

1.สายการเงิน

2.สาย Technology

เราเห็นอะไรในข่าวที่ได้จากเหล่าผู้มีอิทธิพลทั้งสายการเงิน และ สายเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่ามุมมองต่อ cryptocurrency ของฝั่งการเงินนั้นมองในแง่ลบเกือบแทบจะทั้งหมด น้อยคนนักที่จะกล่าวถึง bitcoin หรือ cryptocurrency ในด้านบวก แม้กระทั่งนักวิชาการชาวไทยเองก็ตามหลาย ๆ ท่านถ้าติดตามด้านความเห็น ที่ส่วนใหญ่จะเป็นความเห็นจากนักวิชาการทางด้านการเงินหรือนักเศรษฐศาสตร์นั้นจะมอง bitcoin ในด้านลบอยู่เสมอ แต่ทำไมฝั่ง technology กลับมองเป็นด้านบวกล่ะ

ต้องบอกว่าความซับซ้อนของระบบการเงินโลกนั้นที่มีการเชื่อมโยงกัน และการอ้างอิงมูลค่าต่าง ๆ ที่สายการเงินกล่าวอ้างกันนั้น เป็นทฤษฏีที่ใช้กันมาเนิ่นนานกว่า 100 ปีแล้ว และทฤษฏีเหล่านี้ ก็ถูกถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่นผ่านตำราเรียนต่าง ๆ ที่แทบจะเหมือนกันทั่วโลก แล้วเมื่อมีคนคิดระบบใหม่อย่าง cryptocurrency ขึ้นมาก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เหล่าผู้มีอิทธิพล หรือ นักวิชาการด้านการเงินการลงทุนนั้นจะกล่าวถึงเรื่องนี้คล้าย ๆ กัน และเป็นคำพูดที่ซ้ำ ๆ กันเช่น ฟองสบู่ เสี่ยงโชค ฟอกเงิน ว่างเปล่า ไม่มีมูลค่าอะไรเลย

จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ ข่าว เราก็ได้ยินคำซ้ำ ๆ กันเพราะพวกเขาเหล่านี้นั้นมองรูปแบบของเทคโนโลยีทางด้านการเงินใหม่เหล่านี้ แทบจะเหมือนกันซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นความเห็นที่น่ารับฟัง เพราะ สุดท้ายแล้วคนเหล่านี้ก็ยังมีอิทธิพลต่อโลกการเงินการลงทุนของเราอยู่ดี ไม่ว่าเทคโนโลยีของโลกเรานั้นจะก้าวไกลไปขนาดไหนก็ตาม

ต่างจากสาย technology ที่เติบโตมากับนวัตกรรมอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่มีแนวทางที่่สนับสนุนนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดไม่เว้นแม้แต่นวัตกรรมทางด้านการเงินอย่าง cryptocurrency ซึ่งเหล่าคนสายเทคโนโลยีนั้น เข้าใจถึง concept ต่างๆ ของ cryptocurrency ได้เร็วกว่าฝั่งสายการเงินเป็นส่วนมากอยู่แล้ว เพราะมันเกิดจากนวัตกรรมทางด้าน it และกลุ่มผู้สร้างกลุ่มแรก ๆ นั้นเป็นคนฝั่ง it ซะเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคนทางฝั่งเทคโนโลยีหรือ IT นั้นมองนวัตกรรมเหล่านี้ในแง่บวก

เพราะนวัตกรรมหลาย ๆ อย่างจากฝั่ง it ในช่วงไม่กี่ปีมานั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกไปอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็น มือถือ , social network , search engine สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มี impact ต่อการดำรงชีวิตของเราเป็นอย่างมากโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่ง หลาย ๆ คนจากฝั่งเทคโนโลยี ก็น่าจะมองเห็นอนาคตของ cryptocurrency ไม่ต่างกันว่าจะมาปฏิวัติระบบการเงิน และปรับรูปแบบการเงินที่มีมายาวนานกว่า 100 ปี ของมนุษย์เราได้อีกครั้งหนึ่ง แต่มันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น เราก็ต้องมาดูกันต่อไปครับผม

Reference Image : images.readwrite.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol