PayPal Wars ตอนที่ 10 : To The Brink

FEBRUARY—JUNE 2002

สืบเนื่องจากคามเจ็บช้ำที่ถูก PayPal ปฏิเสธการเข้าซื้อไปแบบไร้เยื่อไย ทาง Meg Whitman CEO ของ ebay ก็ได้จ่ายเงิน 43.5 ล้านเหรียญ เพื่อเข้าซื้อหุ้น 35% จาก Wells Fargo ใน Billpoint ทันที เรียกได้ว่าเป็นการพลิกเกมอย่างรวดเร็วของฝั่ง ebay เพื่อมาทุ่มกับ Billpoint แบบสุดตัว หรืออีกนัยหนึ่งนั่นคือการบีบ PayPal ให้ยอมขายกลาย ๆ นั่นเอง

แน่นอนว่ามันเป็นการส่งสัญญาณไปยัง PayPal อย่างชัดเจน ว่าตอนนี้ ebay เป็นเจ้าของ Billpoint อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และยังสามารถกำหนดกลยุทธ์หลักของบริษัทได้แต่เพียงผู้เดียว ไม่ต้องปรึกษากับ Wells Fargo เหมือนในอดีตอีกต่อไปนั่นเอง

และประเด็นข้อถกเถียงเรื่องสำคัญ ในเรื่องการกำหนดว่าบริการอย่าง PayPal หรือ Billpoint นั้นเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือไม่ ก็ยังไม่มีการตัดสินให้เด็ดขาด รัฐหลุยเซียน่าตีความบริการดังกล่าวเป็นธนาคารพาณิชย์ ซึ่งรวมถึงรัฐใหญ่ ๆ ที่จะลงนามในข้อเรียกร้องแบบเดียวกัน ที่ PayPal ต้องมีการกำกับดูแล ซึ่งจะส่งให้ให้บริการอย่าง PayPal ต้องเสียค่าปรับจำนวนมหาศาล

Wells Fargo ถอนตัวจาก Billpoint
Wells Fargo ถอนตัวจาก Billpoint

แต่การกระทำของ รัฐหลุยเซียน่า ครั้งนี้นั้น ชี้ให้เห็นว่าข้อกังวลดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความหวาดระแวง ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงผู้อยู่อาศัยในรัฐ หลุยเซียน่าหลายพันคนที่กำลังพึ่งพาบริการ PayPal เพื่อซื้อและขายสินค้าออนไลน์อยู่ และพวกเขาต้องการหยุด PayPal จากการทำธุรกิจโดยที่ไม่ได้อ้างว่าปกป้องประชาชนของพวกเขาจากสิ่งใด

ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงของอีกหลาย ๆ รัฐ ก็กำลังจ้องมองไปที่ Billpoint เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรัฐ โอเรกอน แคลิฟอร์เนีย และ อิลลินอยส์ ซึ่งมองว่า Billpoint ก็จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตเช่นเดียวกัน

มีการถกเถียงในวงกว้าง American Bankers Association (ABA) ได้กล่าวว่าบริการอย่าง PayPal หรือ Billpoint นั้น ควรจัดอยู่ในประเภทธนาคารพาณิชย์ ลูกค้าควรที่จะได้รับความคุ้มครอง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามาจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์เก่า และเริ่มเห็นภัยคุมคามจากบริการเหล่านี้ นั่นเอง

แต่สุดท้ายความเห็นจาก Federal Insurance Insurance Commission (FDIC) กลับยอมรับว่า บริการอย่าง PayPal นั้นไม่ได้มีส่วนร่วมในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ภายใต้กฏหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐ ซึ่งพวกเขาสรุปว่า PayPal นั้นไม่รับเงินฝาก แต่ส่งผ่านเฉพาะเงินทุนไปยังธนาคารหรือผู้ใช้อื่น ๆ เพียงเท่านั้น จะไม่มีผลผูกพันกับการตัดสินใจของหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐนั่นเอง ซึ่ง FDIC มองว่าเป็นแบบอย่างที่มีประโยชน์สำหรับแต่ละรัฐ

ซึ่งหลังจากยึด Billpoint มาได้แบบเต็ม 100% ebay ก็รุกหนักทันที Billpoint ได้เปิดตัวนโยบายการคุ้มครองผู้ขายเลียนแบบ PayPal ซึ่งทำให้ข้อได้เปรียบที่สำคัญอย่างนึงของ PayPal ไร้ผลทันที

ebay ยังคงกดดัน PayPal อย่างต่อเนื่องโดยการใส่ปุ่มชำระเงินใน email รุ่นใหม่ที่เร็วกว่าเมื่อการประมูลสิ้นสุด ซึ่งเมื่อก่อนนั้น email การแจ้งเตือนของ PayPal มักจะมาถึงก่อนเสมอ ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้ของ Billpoint นั้น เป็นการเร่งกระบวนการการชำระเงิน และรับปุ่มชำระเงินของ Billpoint ให้เร็วขึ้น และรวดเร็วกว่าที่ PayPal ทำได้

ท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นอย่างชัดเจนของ ebay นั้นเป็นผลมาจากการที่ไม่ต้องรอการตัดสินใจของ Wells Fargo ที่เป็นบริษัทแนวอนุรักษ์นิยมอีกต่อไป ทำให้พวกเขาสามารถตัดสินใจในเรื่องบริการต่างๆ รวมถึงกลยุทธ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันนั้น ทั้ง Thiel และ Roelof Botha รวมถึงทีมผู้บริหารของ PayPal ก็เริ่มเบื่อหน่ายกับปริมาณการประมูลของ PayPal ที่เริ่มชะลอตัวลงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท PayPal เริ่มที่จะไม่เติบโต แถมยังลดลงอีกด้วย

แน่นอนว่าส่วนนึงมาจากท่าทีที่แข็งกร้าวของ ebay หลังจากควบรวมกับ Billpoint ทำให้ลูกค้าเริ่มทยอยเปลี่ยนมาใช้บริการของ Billpoint มากขึ้น รวมถึง ebay เองก็ต้องเจอกับภาวะตกต่ำของยอดประมูลตามฤดูกาล ซึ่งทั้งหมดได้ส่งผลให้ตัวเลขของ PayPal นั้นแย่ลงเป็นครั้งแรกในตลาดประมูล และมีผลทำให้มูลค่าหุ้นของ PayPal ตกลง

เรียกได้ว่าสถานการณ์ของ PayPal นั้นอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงอีกครั้ง Thiel เริ่มตระหนักว่าสถานการณ์การแข่งขันที่ไม่แน่นอนของบริษัท รวมถึงไปถึงเรื่องทางกฏหมายที่ยังไม่เคลียร์อย่างชัดเจนว่าจะกำหนดบริการของพวกเขาให้ใครกำกับดูแล รวมถึงราคาหุ้นที่ตกลงต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อ PayPal อย่างชัดเจน

สถานการณ์ของ PayPal เริ่มเสี่ยง มูลค่าหุ้นก็ตกลงต่อเนื่อง
สถานการณ์ของ PayPal เริ่มเสี่ยง มูลค่าหุ้นก็ตกลงต่อเนื่อง

แม้ทีมงานของ PayPal จะแข็งแกร่งเพียงใด พวกเขาก็สู้กับ ebay มาได้ในทุก ๆ กลยุทธ์ ทีงานของพวกเขาพร้อมเสมอที่จะรบกับ ebay แต่ดูเหมือนว่าการสร้างกลยุทธ์เพื่อโจมตี ebay กลับในช่วงนี้ที่ปัญหาหลาย ๆ อย่างมันยังดูไม่เคลียร์นั้น ดูจะเป็นการไม่คุ้มกับแรงกายแรงใจที่ต้องทุ่มเทไปเสียแล้ว

การเจรจาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบริษัททั้งสอง แนวคิดเรื่องการควบรวมกิจการนั้นกลับมาในหัวของ Thiel และทีมผู้บริหารอีกครั้ง ดูเหมือนว่าหากยังสู้รบกันต่อไป ก็ไม่มีฝ่ายไหนชนะได้เด็ดขาดเสียที มันอาจจะถึงเวลาแล้วจริง ๆ ที่ PayPal ที่เป็นบริการที่ผู้ใช้ใน ebay นั้นหลงรักที่สุด ควรจะอยู่ในอ้อมกอดของ ebay จริง ๆ จัง ๆ เสียที การควบรวมกิจการคงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาวจริง ๆ

และที่สำคัญการเปลี่ยน PayPal ให้เป็นระบบชำระเงินหลักของ ebay แบบเป็นทางการนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงที่สำคัญในเรื่องทางกฏหมาย เกี่ยวกับรูปแบบธุรกิจที่สถานการณ์ในขณะนั้น มีความท้าทายทางกฏหมายและกฏระเบียบกำลังคุกคามบริษัท ซึ่งอำนาจของ ebay ที่มีเครื่องมือในการสร้างการล๊อบบี้อาจจะช่วย PayPal จัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ในตอนหน้าจะเป็นบทสรุปสุดท้ายของการต่อสู้ระหว่างบริษัททั้งสอง ซึ่งดูเหมือนสงครามครั้งนี้ใกล้จะถึงวันสิ้นสุดเสียที แล้วสงครามครั้งนี้จะจบลงตรงไหน และใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด และให้แง่คิดอะไรในการทำธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจเล็ก ๆ ที่พร้อมจะล้มยักษ์ เหมือนที่ PayPal ทำ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 11 : Sell Out (ตอนจบ)

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The New Recruit *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Crypto ATMs กับอนาคตการแทนที่ตู้ ATM แบบเดิม ๆ

จำนวนตู้เอทีเอ็ม Bitcoin ( BTMs ) ทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วโลกมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นถึง 5,000 เครื่อง เป็นครั้งแรกจากการตรวจสอบของ CoinATMRadar ที่มีการยืนยันเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา

จากสถิติล่าสุดขณะนี้มี 5,006 BTM เครื่อง อยู่ใน 90 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเหล่าผู้ใช้งาน cryptocurrency สามารถซื้อหรือขาย bitcoin ( BTC ) โดยที่เครื่องบางเครื่องนั้นสามารถให้บริการทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน 

จากข้อมูลนั้นจะแสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาการเติบโตอย่างรวดเร็วในธุรกิจของ BTM โดยที่ประเทศสหรัฐฯเป็นผู้นำเทรนด์เนื่องจากมีสถานที่ที่รองรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลดิจิตอลทั้งหลายและสกุลเงินรูปแบบใหม่ ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ 

ซึ่งเพียงในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้เห็นการติดตั้งตู้ BTM ทั้งหมด 150 เครื่อง เฉลี่ยโดยประมาณ 6 เครื่องต่อวัน เมื่อไม่นานมานี้บริษัท General Bytes ได้ก้าวเข้าสู่วงการการเงินดิจิตอลโดย Genesis Coin ในฐานะผู้ผลิตเครื่องที่มีจำนวนตู้ BTM มากที่สุด

ตามที่ Cointelegraph รายงานในปี 2019 ตอนนี้มันไม่ได้เป็นเพียงรุ่น BTM แบบ ‘คลาสสิค’แบบเดิม ๆ เท่านั้น ที่กำลังขยายตัว แต่ยังมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึง วิธีการอื่นในการซื้อขาย BTC ซึ่งในข้อตกลงก่อนหน้านี้ บริษัทสร้างตู้หยอดเหรียญอย่าง Coinstar นำเสนอฟังก์ชั่นของ bitcoin ไปแล้วกว่า 2,200 แห่งทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา 

ในประเทศสหรัฐนั้นปัจจุบันมี BTMS มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนเครื่องทั้งหมดทั่วโลกและยังมีโครงการนำร่องใหม่ในเดือนนี้ที่จะมีการนำเครื่องมาเปิดบริการในร้านค้าสะดวกซื้อในรัฐแอริโซนาและเนวาดา

“ เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียงอย่าง Circle K” Marc Grens ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งผู้ให้บริการเข้ารหัสดิจิตอล DigitalMint กล่าวในการแถลงข่าววันที่ 20 มิถุนายน 

“ การเป็นหุ้นส่วนครั้งนี้เป็นการเปิดประตูสำหรับการขยายการเข้าถึง Bitcoin ไปยังตลาดใหม่ ๆ ทั่วโลก”

การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาด BTM มีแนวโน้มที่จะลดค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าบริการบนโลกออนไลน์อย่างเห็นได้ชัด 

References : 
https://cointelegraph.com/news/there-are-now-more-than-5000-bitcoin-atms-around-the-world

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Digital ‘dress’ เมื่อ Blockchain บุกวงการแฟชั่น

สำหรับคนที่เคยซื้อเสื้อผ้าเป็นหลักเพื่อสร้างความประทับใจให้เพื่อนออนไลน์ของคุณโดยการถ่ายรูปอวดผ่าน Social ? ตอนนี้คุณอาจได้รับโอกาสพิเศษในการซื้อเสื้อผ้าเพียงชิ้นเดียวที่มีอยู่ในโลกออนไลน์

Startup ชาวดัตช์ The Fabricant, Dapper Labs และ Johanna Jaskowska ได้ออกวางจำหน่ายชุด Iridescence ในราคา 9,500 เหรียญสหรัฐใน Blockchain  โดยมันจะไม่เหมือนกับการซื้อเครื่องแต่งกายในวิดีโอเกม

แต่ผู้สร้างจะ ‘ปรับแต่ง’ ส่วนต่าง ๆ ให้คุณโดยอิงจากรูปถ่ายของคุณ ซึ่งในฐานะที่เป็นมันเป็นสินทรัพย์รูปแบบเดียวกับ Blockchain  และสร้างเอกลักษณ์แบบใหม่ให้มูลค่าแบบเดียวกับตระกูลเงินดิจิตอล cryptocurrency 

โดยมีการขึ้น Model ในรูปแบบ 2D แบบที่ใช้สำหรับเสื้อผ้าธรรมดาดัง นั้นคุณสามารถเห็นมันเปรียบเสมือนเสื้อผ้าในชีวิตจริง

แม้มันจะฟังดูน่าหัวเราะ แต่อย่างไรก็ตามเสื้อผ้าดูเหมือนเป็นจริงหรือภาพลวงตา ก็แยกออกจากกันได้ เมื่อมีคนสงสัยว่าพวกเขาสามารถเห็นได้ด้วยตนเองหรือไม่ และเมื่อในราคาที่จ่ายได้เท่ากับเครื่องแต่งกายแบรนด์หรูหรา

มันอาจะทำให้คุณอาจตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้เงินจำนวนมากไปกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้เหมือน Digital ‘dress’ ชุดนี้

อย่างไรก็ตามก็มีเหตุผลที่รองรับคุณค่าของมันอยู่ เพราะอย่างแรกคือมันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แล้วทำไมต้องใช้เนื้อผ้ากับเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นล่ะ? และสำหรับบางคนที่ติดโลกออนไลน์มาก ๆ นี่ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาดูดีขึ้นโดยไม่ต้องซื้อเสื้อผ้าจริง 

ซึ่ง Digital ‘dress’ นั้นมีโมเดลเสมือนจริงที่มีผู้ติดตามหลายคนใน Social Network ชื่อดัง และคงจะทำให้เสื้อผ้าดีไซเนอร์เสมือนเหล่านี้ สามารถจับคู่เขัากับสไตล์ของคุณได้ แม้ว่ามันจะไม่เป็นที่แพร่หลายเหมือนของจริงก็ตาม

References : 
https://www.engadget.com/2019/05/27/fabricant-blockchain-digital-dress/?guccounter=1

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

น้ำขึ้นให้รีบตัก Facebook เตรียมลุยตลาด Cryptocurrency

Facebook มีแผนจะเปิด cryptocurrency ของตนโดยในช่วงไตรมาสแรกของปีถัดไปรายงานข่าวขจากบีบีซี โดยบริษัทคาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสกุลเงินในช่วงฤดูร้อนนี้ก่อนที่การทดสอบจะเริ่มขึ้นในภายหลังในปี 2562

สกุลเงินซึ่งถูกเรียกว่าภายในว่า “ GlobalCoin” จะมีรายงานในประเทศต่างๆ หลาย ๆ ประเทศในช่วงเปิดตัว เพื่อเสนอการชำระเงินที่ปลอดภัยและราคาไม่แพงสำหรับคนทั่วไปโดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร

โดยสกุลเงินดังกล่าวจะต้องเอาชนะอุปสรรคทางเทคนิคและกฎระเบียบจำนวนมากก่อนที่จะสามารถเปิดตัวได้  

Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ได้พบกับ Mark Carney ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศอังกฤษเพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสและความเสี่ยงของสกุลเงินดิจิทัลที่วางแผนไว้ อย่างไรก็ตาม Facebook อาจมีงานหนักในมือของพวกเขาในอินเดียซึ่งมีทัศนคติที่ไม่เป็นมิตรต่อสกุลเงิน CryptoCurrency  

สื่ออินเดียรายงานว่า จุดสนใจหลักสำหรับสกุลเงินใหม่ซึ่ง Facebook หวังว่าจะช่วยให้แรงงานอินเดียในต่างประเทศส่งเงินกลับบ้านให้กับครอบครัวโดยใช้ WhatsApp ที่ Facebook เป็นเจ้าของเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับพวกเขา

Facebook ต้องการเพิ่มความสะดวกให้แรงงานชาวอินเดียในการโอนเงิน
Facebook ต้องการเพิ่มความสะดวกให้แรงงานชาวอินเดียในการโอนเงิน

บริษัท อยู่ในระหว่างการเจรจากับกระทรวงการคลังของสหรัฐฯรวมถึง บริษัท โอนเงินเช่น Western Union เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาการดำเนินงานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิตอล

ครั้งแรกที่เราได้ยินเกี่ยวกับความทะเยอทะยานด้าน cryptocurrency ของ Facebook เมื่อเดือนพฤษภาคมเมื่อมีรายงานว่า David Marcus ซึ่งก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของ Coinbase และเคยเป็นประธานของ PayPal ระหว่างปี 2555 ถึง 2557 เป็นผู้นำของแผนกบล็อกเชนใหม่ของ Facebook

รายงานแนะนำว่าสกุลเงินสามารถถูกออกแบบให้เป็นแบบคงที่  ด้วยมูลค่าที่กำหนดเป็นสกุลเงินสหรัฐเพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้นเหมือนเงินสกุลอื่นๆ  ในตลาด CryptoCurrency  อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีความผันผวนที่เกี่ยวข้องกับ cryptocurrencies

แต่ Facebook ยังคงมีงานอีกมากมายที่ต้องทำเพื่อให้ผู้ใช้เชื่อมั่นใน GlobalCoin หลังจากประสบกับเรื่องอื้อฉาวหลายปีที่ทำให้ภาพพจน์สาธารณะเสื่อมเสียในเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

References : 
https://www.theverge.com/2019/5/24/18638331/facebook-crytocurrency-globalcoin-2020-launch-uk-bank-of-england-blockchain

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

A GAME OF COINS ศึกชิงมหาบัลลังก์ Cryptocurrency

ต้องบอกว่ากระแสของ cryptocurrency นั้นค่อนข้างที่จะมาแรงข้ามปีกันเลยทีเดียว หลาย ๆ คนอาจจะมองอยู่แบบห่าง ๆ ว่าจะลงทุนกับ cryptocurrency ดีหรือไม่ หลาย ๆ คนก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร มีความเสี่ยงแค่ไหน ได้ยินได้ฟังแต่ข่าวที่มูลค่า bitcoin พุ่งสูงขึ้นทะยานไปเรื่อย ๆ แล้วตอนนี้ยังไม่สายไปใช่ไหม ที่จะลงทุนใน cryptocurrency อาจจะเคยได้ยินชื่อ BitconCash , Ripple , LiteCoin , Ethereum …  ทำไมมันมีหลายตัว แล้วลงทุนในตัวไหนดี

หลังจากทีได้เขียน blog ที่เกี่ยวกับ cryptocurrency คือ ใครคือ Satoshi Nakamoto เค้าสร้าง Bitcoin มาเพื่ออะไร?  ก็ต้องบอกว่าตัวผมเองได้รับคำถามจากเพื่อนฝูง พี่น้อง มามากมายเลยทีเดียวเกี่ยวกับ Bitcoin หรือ cryptocurrency ตัวอื่น ๆ ต้องบอกว่าไม่สายไปสำหรับนักลงทุนทุกคนที่จะเข้ามาสู่วงการ cryptocurrency เพราะแม้ตัวที่เด่นอย่าง Bitcoin นั้นจะมีความผันผวนเพียงใดก็ตาม แต่ก็ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้มูลค่ายังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีตัวอื่น ๆ ให้เลือกเล่นอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น Bitcoin Cash ,  Litecoin , Ripple หรือ Bitcoin Gold ก็ตาม ยิ่งโดยเฉพาะสาย trade ซึ่งสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น และ ขาลง นั้นก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับการทำการเก็งกำไรกับ cryptocurrency แต่ละตัว ซึ่ง  blog นี้จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาในรูปแบบ Series ดังอย่าง Game of Thrones

Bitcoin / House of Stark

สกุลเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายที่เข้ามามีอำนาจอยู่จนถึงปัจจุบัน Ned Stark นั้นคล้ายคลึงกับ Satoshi Nakamoto ที่หายไปหลังจากการเปิดตัว Bitcoin; แต่มรดกของเขายังมีชีวิตอยู่ Bitcoin กำลังแข่งขันกับเหรียญอื่น ๆ เพื่อทำตลาดมูลค่าสูงสุด

Ethereum / Daenerys:

Ethereum  เหมือน Daenerys ที่เชื่อในการเจรจาที่กับผู้คนที่เป็นประโยชน์กับตนและต้องการที่จะนำเอาศูนย์กลางของระบบเดิม ๆ ออกไป นอกจากนี้เช่นเดียวกับ Daenerys ที่ได้ตั้งพันธมิตรทางยุทธศาสตร์บางอย่างสำหรับการสงคราม ซึ่ง Ethereum ก็ได้สร้างพันธมิตรที่ชาญ ฉลาดกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดเหมือนกัน

Bitcoin Cash / Cersei Lannister:

ต้องการจะทำลาย Bitcoin และอ้างว่าเป็นทายาท Crypto โดยชอบธรรมของ Satoshi Nakamoto ใช้กลยุทธ์ในการระดมราคาเพื่อมาแทนที่ Bitcoin ฉลาดแกมโกงและมีความทะเยอทะยานมาก

Litecoin / Jon Snow:

กำเนิดมาจาก blockchain ของ Bitcoin ผ่านทาง software fork ซึ่ง Litecoin ได้พลิกกลับมาจากการลดลงของมูลค่าที่ต่ำที่สุดในช่วงเดือนกันยายน 2017 กลับมายืนอยู่ในมูลค่าในระดับ All-time-high ได้อีกครั้ง เชื่อกันว่าเปรียบเสมือน Bicoin’s Silver  หรือ มือขวาของ Bitcoin (Ned Stark) และมาพร้อมกับรูปแบบการทำธุรกรรมที่รวดเร็วดั่งดาบของ Jon Snow

Monero / Arya Stark:

เป็นเหรียญที่มีคุณลักษณะไร้ตัวตน และมีต้นกำเนิดที่มีความลับคล้ายกับ House of Black & White เป็นสกุลเงินกบฏเช่นเดียวกับ Arya ที่ปฏิเสธความคิดที่ว่าธุรกรรมจะต้องมีการเปิดเผย มีความภูมิใจในความปลอดภัยของตัวเองและไม่สามารถที่จะติดตามร่องรอยการทำธุรกรรมได้

Zcash / Varys:

เป็นเหรียญที่เรียกได้ว่า สุดยอดในเรื่องความลับ ไม่มีใครสามารถควบคุมหรือถือครองส่วนใหญ่ของสกุลเงินได้ เป็น decentralized network และเป็นโอเพนซอร์สที่มีความเป็นส่วนตัวและความโปร่งใสในการทำธุรกรรมผ่านทางเครือข่ายลับ

Ripple / Jaime Lannister:

เช่นเดียวกับ Jaime Lannister  RIPPLE  เป็นผู้เล่นในตลาดที่น่าเกรงขาม แต่ไม่ชอบในโลกของ crypto ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นมาตรฐาน crypto และไม่มีองค์ประกอบในการทำเหมือง RIPPLE เป็นศูนย์กลางและทำหน้าที่คล้ายสถาบันการเงิน เป็นขั้วตรงกันข้ามของ Bitcoin

Blockstack / Tyrion Lannister:

Tyrion เชื่อมั่นในเรื่องของความปรองดองเน้นการเจรจาเพื่อไม่ให้เกิดสงคราม รักความสงบ เช่นเดียวกับ Blockstack เชื่อมั่นใน “อินเทอร์เน็ตรูปแบบใหม่ที่เป็นรูปแบบ decentralized ซึ่งผู้ใช้จะเป็นเจ้าของข้อมูลของตนเอง” Blockstack ใช้ความระมัดระวังใน ICO เช่นเดียวกับ Tyrion ระมัดระวังในแผนการยุทธศาสตร์ของเขา

Bitcoin Gold / Stannis Baratheon:

มีความเชื่อว่าเหรียญของตนเองนั้นเป็น Bitcoin ที่แท้จริง แต่ยังดูเหมือนว่ายังเป็นเพียงลัทธิเล็ก ๆ ของสาวกที่ยังเชื่อมั่นในเรี่องดังกล่าว

IOTA / Baelish:

เก่งในการโน้มน้าวผู้คนโดยใช้กลยุทธ์ทางสื่อ IOTA นั้นอ้างว่ามีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์บางอย่างซึ่งไม่มีตัวตน เช่นเดียวกับ Baelish   โดย IOTA นั้นใช้เทคนิค FOMO (fear of missing out) เพื่อรับสิ่งที่ต้องการจากเหล่าบรรดาสาวก

Cardano / Samwell Tarly:

แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นจากปรัชญาทางวิทยาศาสตร์และแนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยเป็นหลัก ทีมประกอบด้วยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย เช่นเดียวกับแซม ซึ่งมันค่อนข้างจะเป็น crypto ในสายวิชาการซะมากกว่า

Tezos / The Hound

ด้วยมูลค่ารวมที่สูงถึง 232 ล้านเหรียญ ทำให้มีการทะเลาะกันในทีมภายในของ TEZOS ซึ่งยังไม่มีแนวโน้มในขณะนี้ว่า TEZOS นั้นจะประสบความสำเร็จใน crypto currency หรือไม่ แต่ก็ถือว่ายังพอมีโอกาสสำหรับ TEZOS ที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของ crypto-history

NEO / Dragons: 

รู้จักกันในนาม “Chinese Ethereum”   NEO ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำกำไรได้สูงถึง 400%   แต่ก็ยังไม่เห็นว่า NEO จะอยู่เฉกเช่นมังกรที่ยังมีชีวิตอยู่ของ Daenery หรือ จะเป็นมังกรที่จะยอมจำนนต่อ White Walkers เราก็ต้องดูกันต่อไป

Regulators / White Walkers:

ต้องบอกว่าขณะนี้ cryptocurrency นั้นยังไม่มีการกำกับดูแลอย่างชัดเจน แต่ “Winter is comming” ซึ่งก็เหมือนกับ whitewalker ที่กำลังคืบคลานเข้ามาเพื่อกำกับดูแลเหล่า cryptocurrency เหล่านี้ ซึ่งการต่อสู้กับการห้ามและจัดการกับสกุลเงินที่ใช้ crypto เหล่านี้นั้น หน่วยงานกำกับดูแลบางแห่งก็ได้เริ่มออกไปจัดการเพื่อนำทุกอย่างกลับสู่โลกของสกุลเงินปรกติบ้างแล้ว แต่ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าอนาคตของ cryptocurrency ต่าง ๆ นั้นจะเป็นอย่างไรจะถูกกำกับดูแลอย่างเด็ดขาดได้หรือไม่ หรือปล่อยให้อยู่อีกโลกหนึ่งแบบปัจจุบัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ในขณะนี้ แต่ที่รู้ในตอนนี้นั้น cryptocurrency กำลังอยู่ในความสนใจของเหล่านักลงทุนต่าง ๆ ทั่วโลก ที่กำลังจับตามองว่าจะทำกำไรได้อย่างไรกับเหล่า cryptocurrency ทั้งหลายเหล่านี้

Reference : medium.com/@alisheikh