NFT x OpenSea กับการโจรกรรม ฉ้อโกง และการฟ้องร้องใน NFT Marketplace ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Chris Chapman เคยเป็นเจ้าของ NFT ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก Bored Ape Yatch Club ภาพดิจิทัลที่เป็นเอกลักษณ์ของลิงที่มีขนที่แหลมคมกำลังสวมชุดอวกาศ

Chapman ได้ลงทุนมหาศาลเพื่อให้ได้มันมาครอบครองในปีที่แล้ว ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เขาได้ลงประกาศขาย Bored Ape ของเขาใน OpenSea ซึ่งเป็นตลาดซื้อขาย NFT ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยตั้งราคาไว้ที่ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ และเขาก็หวังจะทำกำไรจากสิ่งนี้

แต่สองเดือนต่อ มันก็ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น ในขณะที่เขากำลังพาลูกสาวไปที่สวนสัตว์ App OpensSea ได้มีการแจ้งเตือนถึงเขา ลิงตัวนี้ถูกขายไปในราคาประมาณ 300,000 ดอลลาร์ นั่นทำให้เขาช็อค!!

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับ นักต้มตุ๋นคริปโตใช้ประโยชน์จากข้อบกพร่องในระบบของ OpenSea เพื่อซื้อลิงตัวนั้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของมันเป็นอย่างมาก

ทาง OpenSea ได้เสนอความรับผิดชอบให้กับ Chapman เป็นจำนวนเงิน 300,000 ดอลลาร์ ซึ่งเขาปฏิเสธ เพราะมองว่า มันเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงของระบบ

Chapman เป็นหนึ่งในผู้สนใจคริปโตหลายคนที่ได้เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับ OpenSea ที่เป็นเว็บไซต์คล้าย ๆ กับ eBay ที่ผู้คนสามารถมาเลือกสรรค์ NFTs นับล้าน ซื้อภาพและขายภาพของตัวเองได้

ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา OpenSea ได้กลายเป็นตลาด NFT ที่มาแรงมาก ๆ เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพด้านคริปโตที่มีชื่อเสียงที่สุด ได้รับการระดมทุนกว่า 400 ล้านดอลลาร์ มีมูลค่าบริษัทสูงถึง 13.3 พันล้านดอลลาร์

แต่เมื่อ OpenSea เริ่มเติบโตขึ้น ก็เกิดการฉ้อโกง และโจรกรรมขึ้นมากมาย ตัวอย่างเรื่องที่เกิดขึ้นกับ Chapman ที่ได้สูญเสีย NFT ของเขาไปนั้น นำไปสู่การฟ้องร้องหลายเดือน ส่งผลให้ OpenSea ต้องจ่ายเงินมากกว่า 6 ล้านดอลลาร์ให้กับเขา

Chris Chapman กล่าวว่าข้อบกพร่องในระบบของ OpenSea ทำให้ผู้ค้าสามารถซื้อ NFT อันมีค่าของเขาได้ในราคาไม่ถึงหนึ่งในสามของราคาจริง (CR: The New York Times)
Chris Chapman กล่าวว่าข้อบกพร่องในระบบของ OpenSea ทำให้ผู้ค้าสามารถซื้อ NFT อันมีค่าของเขาได้ในราคาไม่ถึงหนึ่งในสามของราคาจริง (CR: The New York Times)

ต้องเรียกได้ว่า ปัญหาของ OpenSea นั้นมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องระบบที่ช้าเป็นเต่า แฮ็กเกอร์เข้ามาขโมยผลงาน หรือ งานศิลปะที่ลอกเลียนแบบได้เผยแพร่ไปทั่วแพลตฟอร์ม

ศิลปินต่างโกรธแค้นที่เคยมองว่า NFT คือทางรอดในชีวิตของพวกเขา แต่กลายเป็นว่า ผลงานที่พวกเขาอุตส่าห์สร้างมากลับถูกขโมยไปดื้อ ๆ ซึ่งบริษัทกำลังเผชิญกับคดีฟ้องร้องอย่างน้อยสี่คดี และที่สำคัญที่สุดอดีตผู้บริหารของ OpenSea คนหนึ่งได้ถูกฟ้องร้องในข้อหาเกี่ยวกับการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลวงในที่เกี่ยวข้องกับ NFT

ซึ่งด้วยความคิดของ OpenSea ที่ต้องการให้ศิลปินใช้งานง่าย ได้สร้างเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนสร้าง NFT ได้ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง โดยแปลงรูปภาพปรกติให้กลายเป็นภาพใน blockchain ได้แบบง่าย ๆ นั่นทำให้เกิดการลอกเลียนแบบได้อย่างง่ายดายมาก ๆ

DeviantArt กลุ่มศิลปินที่เป็นเจ้าของโดยบริษัทพัฒนาเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Wix ใช้งานซอฟต์แวร์ที่สแกน NFT นับล้านทุกวันเพื่อตรวจจับภาพที่ลอกเลียนแบบจากผลงานของศิลปิน ซึ่งสามารถระบุ NFT ที่ถูกลอกเลียนแบบได้มากกว่า 290,000 รายการบน OpenSea และตลาด NFT อื่น ๆ

DeviantArt ที่ใช้การสแกน NFT เพื่อตรวจดูผลงานลอกเลียนแบบ (CR : Line Today)
DeviantArt ที่ใช้การสแกน NFT เพื่อตรวจดูผลงานลอกเลียนแบบ (CR : Line Today)

Aja Trier ศิลปินในเท็กซัสกล่าวว่า “พวกเขา (OpenSea) ทำให้แนวคิดของ NFT พังทลาย”

เอาจริง ๆ OpenSea ก็ถูกควบคุมโดยคนกลาง มันไม่ได้กระจายอำนาจอย่างแท้จริง ดูตัวอย่างข้อมูล insider ที่ผู้บริหารสามารถนำมาทำกำไรกับ NFT ในแพลตฟอร์มของตัวเองได้

มันแทบไม่ต่างจากแพลตฟอร์มเดิม ๆ ที่มีอยู่แล้วตัวอย่างเช่น Shutterstock ที่มีการซื้อขายผลงานศิลปะหรือรูปถ่ายมานานแสนนานแล้ว มันไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แค่มีกรอบของคำว่า blockchain เข้ามาทำให้ OpenSea ดูน่าสนใจ

การปะทะกันระหว่างบริษัทกับผู้ใช้งานแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เกิดขึ้น เทคโนโลยีอย่าง Web3 เป็นวิสัยทัศน์ในอุดมคติของอินเทอร์เน็ตที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าถูกควบคุมโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหมือนในยุคเก่า

แต่ถึงวันนี้ OpenSea ได้ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ กับอุดมการณ์เพ้อฝัน โดยใช้คำหรู ๆ อย่าง blockchain เพื่อดึงดูดเงินจากนักลงทุน ซึ่งแพลตฟอร์มของพวกเขาก็แทบไม่ต่างจากบริการใน Web2.0 เลย เป็นแค่ gateway สร้างตลาดที่มีการควบคุมอย่างหลวม ๆ

ซึ่งนั่นเองที่เราได้เห็นการล่มสลายของหลากหลายแพลตฟอร์มที่เกิดขึ้นกับเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เกิดกับกลุ่มคนภายในแทบจะทั้งสิ้น ที่เห็นช่องทางในการทำกำไรสร้างรายได้มหาศาล เพราะตราบใดที่แพลตฟอร์มเหล่านี้ยังมีคนกลาง ความโลภของมนุษย์มันก็จะสามารถเอาชนะอุดมการณ์เพ้อฝันได้ทุกสิ่งนั่นเองครับผม

References :
https://www.nytimes.com/2022/06/06/technology/nft-opensea-theft-fraud.html
https://www.forbes.com/sites/johnhyatt/2022/04/05/the-richest-crypto-and-blockchain-billionaires-in-the-world-2022
https://www.nytimes.com/2022/01/04/business/opensea-13-billion-valuation-venture-funding.html
https://www.nytimes.com/interactive/2022/03/18/technology/nft-guide.html
https://indianexpress.com/article/technology/crypto/all-the-times-bored-ape-nfts-were-stolen-7955194/
https://variety.com/vip/bored-ape-yacht-club-theft-underscores-rising-risk-of-nft-ownership-1235286378/

เมื่อ Music NFT จะกลายเป็น Next Breakthrough แอปพลิเคชั่นลำดับถัดไปในโลกของ crypto

James Gardin เป็นนักดนตรีมากว่า 15 ปี คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป อย่างแรก เขามีเพลงที่ดังใน แพล็ตฟอร์มสตรีมมิ่งชื่อดังอย่าง Spotify ซึ่งพุ่งขึ้นมาในช่วงต้นปี 2010 แล้วก็ยังมีเพลงใน Apple Music อีกด้วย ทุกวันนี้ เขายุ่งอยู่กับการสร้างเพลงของตัวเองในตลาดเพลง NFT ที่เห็นได้ชัดว่ามอบความยุติธรรมให้กับนักดนตรีมากกว่าเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มแบบเดิมๆ

นักดนตรีในสหรัฐฯ ชนะการต่อสู้ด้วยเพลงแบบโหวตสดเพื่อแปลงเพลงล่าสุดของเขา “Parade” เป็น NFT โดยถูกขายผ่าน แพลตฟอร์มบล็อกเชนเพลง Catalog ในอีกสี่วันต่อมาในราคา 0.5 อีเธอร์ (1,635 ดอลลาร์สหรัฐ)

ในที่สุดนักดนตรีก็ได้รับ 0.3 อีเธอร์กลับบ้าน หรือประมาณ 900 ดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากจ่ายค่าแก๊สประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ และจ่ายส่วนแบ่ง 15% ให้กับ Phlote ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่กระจายอำนาจซึ่งดำเนินการแสดงเพลงโหวตสดทุกสัปดาห์ 

เขายังจะได้รับเงินจากกรณีมีการขายต่ออีก 20% แม้ว่าราคาอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ระหว่าง 0% ถึง 100% ในครั้งต่อไปที่ NFT ถูกขายต่อ Gardin เป็นหนึ่งในศิลปินเพลงจำนวนมากที่หันมาใช้แพลตฟอร์มบล็อคเชนเพื่อสำรวจแหล่งรายได้ใหม่ๆ

ในยุคของการสตรีม Spotify เป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในภาคธุรกิจที่กำลังเติบโตนี้ โดยสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่แล้วโดยเป็นผู้เล่ารายใหญ่ในอุตสาหกรรมเพลง และจ่ายเงินให้กับศิลปินสูงที่สุดซึ่งอยู่ที่ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

James Gardin ที่เปิดช่องทางหารายได้รูปแบบใหม่ ๆ ผ่าน Music NFT (CR:marmosetmusic)
James Gardin ที่เปิดช่องทางหารายได้รูปแบบใหม่ ๆ ผ่าน Music NFT (CR:marmosetmusic)

ทว่าศิลปินรวมถึงแร็ปเปอร์ซุปเปอร์สตาร์ Kanye West กล่าวว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งไม่ได้ชดเชยอย่างยุติธรรมสำหรับต้นทุนและความพยายามในการสร้างเพลง ศิลปินที่สตรีมบน Spotify ต้องมีผู้ฟัง 250 คนเพื่อสร้างรายได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ อิงจากรายได้เฉลี่ย 0.004 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเพลงหลังจากแชร์ค่าลิขสิทธิ์กับค่ายเพลง ผู้จัดจำหน่าย และบุคคลที่สามอื่นๆ

แพลตฟอร์มบล็อกเชนเพลง เช่น Catalog และ Sound.xyz วางตำแหน่งตัวเองให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับศิลปินอิสระในการแชร์เพลง สร้างชุมชน สร้างโทเค็นให้กับเพลงของพวกเขา และรับเงินเป็นสกุลเงินดิจิทัลทันที รายได้ของศิลปินนั้นอาจน้อยกว่าค่าแก๊สและค่าคอมมิชชั่นขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม Spotify เองก็กำลังทดลองกับโทเค็นดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับศิลปิน

บางแพลตฟอร์ม เช่น Opulous ก้าวไปอีกขั้น บริษัทกล่าวว่าเป็นแพลตฟอร์มเพลงเพียงแพลตฟอร์มเดียวที่เสนอการแบ่งปันรายได้ใน NFT ที่มีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา โดยขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างศิลปินและ Opulous

โดยจะมีค่าลิขสิทธิ์เพลง ค่าลิขสิทธิ์การเผยแพร่เนื้อหา หรือทั้งสองอย่าง นี่เป็นช่องทางสำหรับแฟนเพลงที่กระตือรือร้นในการสนับสนุนศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบ ในขณะที่เป็นการสร้างรายได้แบบ Passive ให้กับศิลปิน หากโทเค็นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

Opulous กำลังทำงานเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้ศิลปินสามารถกู้ยืมเงินจากบริษัทได้ โดยอิงจากรายได้ที่คาดการณ์ไว้จาก NFT ของพวกเขา เมื่อเปิดตัว ศิลปินจะสามารถยืมเงินกู้ในสกุลเงินที่มีเสถียรภาพ เช่น USDC และแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดผ่านการแลกเปลี่ยน crypto ที่ต้องการได้ โทเค็นของ Opulous คือ OPUL จดทะเบียนในตลาดแลกเปลี่ยน 11 แห่ง และซื้อขายที่ 0.70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในตอนนี้

“เราต้องการเปิดช่องทางให้ศิลปินเข้าถึงเงินสดล่วงหน้าโดยใช้รายได้จากค่าลิขสิทธิ์เพลงในอนาคตเป็นหลักประกันในการให้เงินกู้ยืมแก่นักดนตรี” Opulous COO Miles Carroll กล่าว

เขาเสริมว่า: “ยิ่งศิลปินมีรายได้มากขึ้น [ผ่านการจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์เพลง] จำนวนเงินกู้ที่พวกเขามีสิทธิ์ได้รับก็จะสูงขึ้น”

การเผยแพร่เพลงก็ไม่ต่างจากการเล่นเกมเพื่อหารายได้

ศิลปินพยายามอย่างหนักที่จะเจรจากับแพล็ตฟอร์มและค่ายเพลงที่จำหน่ายเพลงของพวกเขา แต่ศิลปินอินดี้ประสบปัญหาที่หนักอึ้งตั้งแต่เริ่มแรก เพราะมันเป็นการท้าทายที่จะเผยแพร่เพลงของพวกเขา และเมื่อทำเช่นนั้น พวกเขามักจะไม่โดดเด่นเท่าศิลปินกระแสหลัก ที่ได้รับการโปรโมตในงบประมาณที่ค่อนข้างสูง

Cadenverse บริษัทที่แยกตัวออกจาก Amanotes บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเพลงในเวียดนามกำลังทดลองใช้แนวทางใหม่ในแพลตฟอร์ม NFT ด้านดนตรีกับเกม play-to-earn (P2E)

ที่รู้จักกันดีที่สุดสำหรับ Magic Tiles 3 เกมเพลงง่ายๆ ที่เล่นคล้ายกับ Guitar Hero ซึ่ง Amanotes กล่าวว่ามียอดดาวน์โหลดมากกว่าสองพันล้านครั้งและมีผู้ใช้งานมากกว่า 120 ล้านคนต่อเดือน

Magic Tiles 3 เกมเพลงง่ายๆ ที่เล่นคล้ายกับ Guitar Hero (CR:Khmerbuddha)
Magic Tiles 3 เกมเพลงง่ายๆ ที่เล่นคล้ายกับ Guitar Hero (CR:Khmerbuddha)

ความเชี่ยวชาญของ Amanotes ในเกมเพลงบนมือถืออาจทำให้ Cadenverse แตกต่างไปจากเพลง NFT ซึ่งคาดว่าจะเป็นแอปพลิเคชั่นฝ่า BreakThrough ใหม่สำหรับเทคโนโลยีบล็อคเชน

Vincent Hoang ซีอีโอ ของ Cadenverse กล่าวว่า “เป็นเรื่องยากสำหรับศิลปินอินดี้ที่จะสร้างรายได้ ใน Spotify หรือ Apple Music ก่อนหน้าที่จะมาทำงานกับ Cadenverse Hoang เป็นหัวหน้าฝ่ายเกมที่ Amanotes เขากล่าวว่าประโยชน์ที่สำคัญของการทำสัญญาค่าลิขสิทธิ์บนบล็อคเชนคือไม่ต้องมีคนกลาง เช่น ทนายความและผู้ดูแลระบบค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการออกใบอนุญาต

“ด้วยบล็อกเชน เราจะเชื่อมต่อศิลปินกับผู้บริโภคเพลงโดยตรง” Hoang กล่าวเสริม ศิลปินใน Cadenverse สามารถสร้างโทเค็นให้กับเพลงของตนให้กลายเป็น “เกมเพลง NFT” ซึ่งควบคุมการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ทุกครั้งที่ใช้เพลงในเกมใดเกมหนึ่ง หรือเป็น “เพลงในรูปแบบ Collection NFT” ซึ่งสามารถซื้อและขายได้ในตลาดกลางของ NFT

โทเค็นทั้งสองประเภทจะมีการส่งเสริมกัน เกมเพลง NFT ให้ประโยชน์สำหรับแทร็กเพลงและการเปิดรับเพิ่มเติมสำหรับศิลปินอินดี้ที่อาจพบว่าผู้ฟังค้นพบได้ยาก 

ดังนั้นศิลปินจึงมีอิสระในการขายเพลงเดียวกันบนแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน เนื่องจาก Cadenverse สร้างขึ้นบน Polygon ซึ่งเป็น Ethereum Layer 2 ค่าธรรมเนียมแก๊สจึงต่ำกว่า

Cadenverse ระดมทุนได้ 1 ล้านเหรียญสหรัฐจนถึงปัจจุบัน มีกลุ่มที่เข้ามาลงทุนทั้ง Kyber Network และ Tomochain เป็นผู้สนับสนุน ขณะนี้กำลังระดมทุนผ่านการขายส่วนตัวและในรูปแบบ governance token

โทเค็น Cadenverse หรือ CDV ซึ่งกำหนดให้จดทะเบียนในแพล็ตฟอร์มการแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจในเดือนพฤษภาคม เกม P2E เกมแรกของบริษัทคือ Looper Band อยู่ในช่วงเบต้าและสามารถดาวน์โหลดได้ 

ในขณะเดียวกัน ตลาดสำหรับ Collection เพลง NFT มีกำหนดจะเผยแพร่ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า ในขณะที่แพลตฟอร์มสำหรับเพลงเกม NFT จะเปิดตัวในไตรมาสที่ 2 ของปี 2023

ข้อดีของ play-to-earn (P2E)

นักดนตรีอย่าง Gardin กำลังกระโดดเข้าสู่แพลตฟอร์ม Web3 เพื่อทำความคุ้นเคยกับ NFT แต่ความท้าทายที่ใหญ่กว่าคือการทำให้ฐานแฟนๆ ที่มีอยู่ของพวกเขาหันมาใช้คริปโต

เนื่องจากผลประโยชน์ที่มาพร้อมกับมัน เช่นการเข้าถึงที่นั่งในคอนเสิร์ตแถวหน้าปกอัลบั้มพิเศษ และสินค้าของที่ระลึกต่าง ๆ แต่ในตอนนี้ผู้ฟังส่วนใหญ่ยังคงใช้บริการสตรีมมิ่ง เช่น Spotify เนื่องจากมีคลังเพลงขนาดใหญ่จากศิลปินยอดนิยม ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังต้องการทำธุรกรรมโดยใช้เงินสดสำหรับคอนเสิร์ตหรือสินค้า

แนวทางของ Cadenverse ในการใช้เกม P2E สามารถเชื่อมช่องว่างนั้นได้โดยเข้าถึงฐานผู้ใช้ทั่วโลก ทำให้ศิลปินอินดี้ได้สัมผัสกับฐานแฟนคลับที่พวกเขาอาจไม่สามารถเข้าถึงได้จากอย่างอื่น

 Cadenverse ในการใช้เกม P2E สามารถเชื่อมช่องว่างนั้นได้โดยเข้าถึงฐานผู้ใช้ทั่วโลก (CR: Twitter)
Cadenverse ในการใช้เกม P2E สามารถเชื่อมช่องว่างนั้นได้โดยเข้าถึงฐานผู้ใช้ทั่วโลก (CR: Twitter)

ณ เดือนธันวาคม 2021 มีผู้คนประมาณ 2.5 ล้านคนเล่นเกม P2E ยอดนิยม Axie Infinity  Hoang กล่าวว่า Cadenverse จะกำหนดเป้าหมายผู้ใช้งาน 120 ล้านคนต่อเดือนของ Amanotes ผ่านการโปรโมตข้ามแพลตฟอร์ม 

ผู้ใช้จะกลับมาสนับสนุนศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบอย่างต่อเนื่องโดยการซื้อ NFT เขากล่าวเสริม ในขณะที่ Opulous กำลังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินแบบกระจายศูนย์ ซึ่งรวมถึง Launchpad และแพล็ตฟอร์มการแลกเปลี่ยน NFT และอาจให้สินเชื่อคริปโตแก่ศิลปิน แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นในการรวมคุณสมบัติการเล่นเกมเข้ากับแพลตฟอร์ม 

“เห็นได้ชัดว่าการเล่นเกมเป็นกลุ่มตลาดขนาดใหญ่ในบล็อคเชน และเราพร้อมที่จะสำรวจความเป็นไปได้ของ Opulous ในอนาคต” Carroll กล่าว

บทสรุป

เนื่องจากแพลตฟอร์มเพลง NFT ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น  ในแต่ละเดือน มีศิลปินเพียงไม่กี่คน ที่ได้รับเชิญมาใช้งานแพล็ตฟอร์มเหล่านี้เท่านั้น

ตัวอย่าง แคมเปญ “Mona Lisa” ของแร็ปเปอร์ชาวอเมริกัน Lil Pump ปิดราคาที่ 500,000 เหรียญสหรัฐในสองชั่วโมง ในขณะที่แร็ปเปอร์ชาวอังกฤษ Ard Adz ระดมทุน 50,000 เหรียญสหรัฐจากการขาย NFT ที่ควบคุมลิขสิทธิ์ให้กับซิงเกิลที่ยังไม่วางจำหน่ายของเขา “Patek Myself,” ภายใน 45 นาที

สำหรับศิลปินหลายๆ คน การเข้าถึงชุมชนผู้ฟังที่ “ถูกต้อง” ถือเป็นสิ่งสำคัญ “ไม่ว่าชุมชนจะใหญ่แค่ไหนหรือว่าเพลงของคุณ ‘ดี’ แค่ไหน หากผิดกลุ่ม ก็ไม่มีโอกาสในการพัฒนา” Binh Le นักดนตรีจากเวียดนามกล่าว

Le ซึ่งใช้ชื่อในวงการว่า Dozen Districts กำลังพิจารณาที่จะอัปโหลดเพลงของเขาไปยัง Cadenverse เมื่อตลาดเพลง NFTซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่เขาเผยแพร่เพลงบนแพลตฟอร์ม Web3

ต้องบอกว่าศิลปินหลายคนไม่ได้มีความจู้จี้จุกจิกเกี่ยวกับแพลตฟอร์มที่พวกเขาเผยแพร่ “ฉันคิดว่าจุดประสงค์ของ Web3 คือการกระจายอำนาจ ดังนั้นแพลตฟอร์มจึงเป็นเพียงเครื่องมือ ฉันไม่จำเป็นต้องจงรักภักดีหรือผูกขาดกับพวกเขาไปตลอด” Gardin กล่าว

แม้จะประสบความสำเร็จในการหาประโยชน์จากแพลตฟอร์มบล็อกเชนเพลง NFT แต่ Gardin ก็ไม่ได้วางแผนที่จะละทิ้งแพลตฟอร์มหลักโดยสิ้นเชิง “ฉันชอบแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงเพลงได้มากมาย ฉันชอบที่จะได้รับเงินสำหรับการสตรีม แต่ฉันมองว่าการสตรีมเป็นเครื่องมือสำหรับการค้นพบเพลงใหม่ๆ ได้”

เขาอธิบายถึงแพล็ตฟอร์มหลักตั้งแต่บริการสตรีมมิ่งไปจนถึงค่ายเพลงรายใหญ่ต่างมองหาการรวมความสามารถของ Web3 เข้ากับแพลตฟอร์มของพวกเขาที่มีอยู่แล้ว 

มีรายงานว่า Spotify กำลังวางแผนที่จะเพิ่มเทคโนโลยีบล็อคเชนและ NFT ให้กับบริการสตรีมมิ่งเพื่อป้องกันการแข่งขันจาก สตาร์ทอัพด้านคริปโต 

โฆษกของ Spotify ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนสำหรับ NFT และบล็อคเชน เมื่อต้นปีนี้ Warner Music Group ร่วมมือกับ Splinterlands ผู้พัฒนาบล็อกเชนเพื่อให้ศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกมีโอกาสสร้างเกมบล็อกเชน P2E สไตล์อาร์เคด

“หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับนักดนตรีอิสระคือการเข้าถึงเงินทุนเพื่อใช้ในอาชีพของพวกเขา” Shirlyn Tan นักร้องนำของวง Shirlyn + The UnXpected ในสิงคโปร์และผู้จัดการสำนักงานที่ Opulous กล่าว 

“ศิลปินอินดี้อาจไม่มีทางเข้าถึงเครือข่ายแฟน ๆ ที่กว้างขวาง และแน่นอนว่ามันสามารถทำได้ แต่ก็ใช้เวลานานมาก”สิ่งที่แพลตฟอร์ม NFT เช่น Opulous ทำคือ “ให้พวกเขาเข้าถึงฐานแฟนเพลงที่จัดตั้งขึ้นโดยตรงผ่านชุมชนนักลงทุนและแฟนเพลงของเราเอง” Tan กล่าวปิดท้าย

References :
https://www.techinasia.com/music-nfts-breakthrough-application-crypto
https://thesolesupplier.co.uk/news/heres-why-music-nfts-are-the-next-big-thing/
https://cryptoslate.com/nfts-will-empower-musicians-to-take-back-control/
https://www.forbes.com/sites/bobbyowsinski/2021/03/07/will-nfts-finally-fulfill-the-blockchain-promise-to-music

ยอดขาย NFT พุ่งสูงถึง 501 ล้านดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นี่คือ 5 คอลเลกชั่นดิจิทัลที่ขายดีที่สุด

การเติบโตอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ช่วยขับเคลื่อนตลาดใหม่ให้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง NFT 

อันที่จริง ปริมาณการขาย NFT ทั้งหมดพุ่งแตะ 22 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากศิลปิน นักลงทุน และผู้ประกอบการต่างเข้าไปหาโอกาสใหม่ ๆ ในเทคโนโลยี Web3 ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ 

NFT หรือ  โทเค็น ที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เป็นสินค้าดิจิทัลที่ไม่ซ้ำใครและไม่สามารถถูกแทนที่ได้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าดิจิทัลที่ผู้ใช้ซื้อและขายทางออนไลน์

NFT ใช้เทคโนโลยีบล็อคเชน เพื่อเก็บบันทึกการเป็นเจ้าของแบบดิจิทัล คล้ายกับ สกุลเงินดิจิทัล ทำการเปิดตัวครั้งแรกบน ethereum ซึ่งเป็นบล็อคเชนเดียวกับที่รองรับ cryptocurrency อย่าง ether และ NFT ส่วนใหญ่ยังสามารถซื้อได้โดยใช้ ether เท่านั้น

แม้จะมีการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง ยอดขาย NFT ในปัจจุบันก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงอย่างเดียว ยอดขายพุ่งสูงถึง 501 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก NonFungible.com

ด้วยยอดขาย NFT ที่พุ่งสูงขึ้น และนี่คือเหล่าคอลเล็กชั่นขายดี 5 อันดับแรกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามรายงานของ NonFungible

5. Doodles

ปริมาณการขาย 7 วัน: 5.8 ล้านเหรียญสหรัฐ
จำนวนการขาย: 137
ราคาขายสูงสุด: 260,305 เหรียญสหรัฐ

Credit : Opensea
Credit : Opensea

คำอธิบาย: “Doodle คือชุดของ NFT จำนวน 10,000 รายการ ซึ่งประกอบด้วยลักษณะภาพที่น่าตื่นเต้นหลายร้อยรายการซึ่งออกแบบโดย Burnt Toast Doodle ที่วาดด้วยมือประกอบด้วยโครงกระดูก แมว มนุษย์ต่างดาว ลิง และมาสคอต คอลเลกชั่น Doodles ยังรวมถึงหัวที่หายาก เครื่องแต่งกาย ฯลฯ”

4. Artblocks

ปริมาณการขาย 7 วัน: 9.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
จำนวนการขาย 7 วัน: 3,537
ราคาขายสูงสุด: 220,513 เหรียญสหรัฐ

Artblocks
Artblocks

คำอธิบาย: “Art Blocks เป็นโครงการ NFT ที่ใช้ Ethereum ซึ่งสร้างงานศิลปะดิจิทัลต้นฉบับบน blockchain ผ่านอัลกอริทึม”

3. The Sandbox

ปริมาณการขาย 7 วัน: 16.1 ล้านเหรียญสหรัฐ
จำนวนการขาย 7 วัน: 1,463 ยอดขาย
สูงสุดใน 7 วัน: 39,662 เหรียญสหรัฐ

การเรนเดอร์ที่ดินใน Metaverse เสมือนจริงของ The Sandbox
ที่ดินในโลก Metaverse ของ The Sandbox

คำอธิบาย: “The Sandbox เป็นเกม NFT แนวโลกเสมือนคล้ายกับเกม Minecraft โดยที่ผู้เล่นสามารถสร้างทุกอย่างขึ้นมาได้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็น ตัวละคน ไอเทม สัตว์เลี้ยง ยานพาหนะ และ อื่น ๆ อีกมากมาย โดยทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นจะอยู่ในรูปแบบของ NFT เป็นลักษณะของ Play To Earn หรือ การเล่นเพื่อสร้างรายได้”

2. CryptoPunks

ปริมาณการขาย 7 วัน: 49.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
จำนวนการขาย: 74
ราคาขายสูงสุด: 23.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

CryptoPunks
CryptoPunks

คำอธิบาย: “คอลเล็กชัน NFT ของรูปภาพที่สร้างแบบสุ่ม 10,000 รูปที่สร้างโดย Larva Labs ซึ่งปัจจุบัน CryptoPunks เป็นคอลเล็กชัน NFT อันดับต้น ๆ ของโลกในตลาด NFT OpenSea”

1. Bored Ape Yacht Club

ปริมาณการขาย 7 วัน: 57.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
จำนวนการขาย: 601
ราคาขายสูงสุด: $504,859
เหรียญสหรัฐ

Golden Bored Ape
Golden Bored Ape

คำอธิบาย: “ BAYC คือคอลเลคชัน NFT ของ Bored Ape จำนวน 10,000 ตัว ซึ่งเป็นของสะสมดิจิทัลที่ไม่เหมือนใครบนบล็อคเชนของ Ethereum มีรูปแบบของบัตรสมาชิก Yacht Club ให้สิทธิ์การเข้าถึงสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกเท่านั้น”

References : https://sg.finance.yahoo.com/news/nft-sales-hit-501-million-174732973.html
https://markets.businessinsider.com/news/currencies/bored-ape-yacht-club-top-selling-nft-non-fungible-tokens-2022-2
https://news.bitcoin.com/wormhole-releases-solana-and-ethereum-nft-bridge-a-bi-directional-highway-for-blockchain-collectibles/

ถอดรหัส Crypto Power เมื่ออุตสาหกรรมเกมเวียดนามเตรียมบุกโลกผ่านเทคโนโลยีบล็อคเชน

ต้องบอกว่ามีความน่าสนใจอย่างมากนะครับ สำหรับศักยภาพของเกมบล็อคเชนที่พัฒนาโดยบริษัทจากประเทศเวียดนาม แล้วทำไมพวกเขาถึงสามารถดึงดูดเงินลงทุนไปได้มากมาย ถือเป็นก้าวแรกแห่งความสำเร็จที่น่าสนใจมาก ๆ ของประเทศเพื่อนบ้านของเรา

ความสำเร็จของเกมชื่อดังอย่าง Axie Infinity ได้เปิดโอกาสให้กับสตาร์ทอัพเวียดนามที่ต้องการก้าวไปสู่ระดับโลก นั่นทำให้กองทุนเพื่อการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมากให้ความสนใจกับสตาร์ทอัพจากผู้ก่อตั้งชาวเวียดนาม

ตัวอย่างเช่น Whydah บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านเกมบล็อคเชนซึ่งก่อตั้งโดยนักธุรกิจ Tri Pham ดึงดูดการลงทุน 25 ล้านดอลลาร์จากกองทุนรวมขนาดใหญ่เพียง 10 วันหลังจากประกาศเปิดตัว โปรเจคอย่าง IronSail Sipher ยังระดมทุนได้ 6.8 ล้านดอลลาร์ในรอบ Seed Round เพื่อสร้างเกม World of Sipheria ซึ่งเป็นระบบนิเวศเกมบนพีซีแบบ pre-context ที่พัฒนาบนเทคโนโลยีบล็อกเชน

ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีบล็อคเชนกำลังถูกนำไปใช้อย่างมากในอุตสาหกรรมเกม เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำใน NFT/GameFi และ Axie Infinity เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน Axie ขายโทเค็นบน Binance Launchpad ในเดือนตุลาคม 2020 ในขณะนั้น มูลค่าของมันอยู่ที่ 10 เซนต์สหรัฐฯ ต่อโทเค็น แต่ปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อโทเค็น

Axie เพิ่งระดมทุนได้ 152 ล้านดอลลาร์ในรอบการระดมทุน Sereis B ปัจจุบันและมีผู้ใช้ประมาณ 2 ล้านคนต่อวัน ปริมาณการซื้อขาย crypto ในตลาด NFT นั้นมีมูลค่าประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์

ตามสถิติของ Newszoo ในปี 2021 จะมีผู้คนเกือบสามพันล้านคนที่เล่นเกมทั่วโลก ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับปี 2020 ในขณะเดียวกันตามรายงานของ App Annie Intelligence เวียดนามอยู่ในอันดับที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแง่ของส่วนแบ่งการตลาดของการดาวน์โหลดเกมบนแอปพลิเคชันมือถือซึ่งคิดเป็น 22 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2020 ตลาดเกมเวียดนามเติบโตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ในแง่ของการดาวน์โหลด การใช้จ่ายของผู้เล่นเกมเพิ่มขึ้น 50%

ใน 10 อันดับแรกของผู้ผลิตเกมมือถือระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เวียดนามติดอันดับถึงห้ารายไม่ว่าจะเป็น : Amanotes, OneSoft, Gamejam, VNG และ Arrasol เมื่อเร็ว ๆ นี้ เวียดนามยังมีโครงการเกมอีกมากมายที่เกิดขึ้นและได้รับทุนจากนักลงทุนรายย่อยและกองทุนทั่วโลก

วิดีโอเกมที่เล่นเพื่อหารายได้บน NFT เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าบล็อคเชนและสกุลเงินดิจิทัลทำงานอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของเศรษฐกิจภายในบล็อคเชน 

Axie Infinity เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ๆ ของการวิจัยและความรู้เกี่ยวกับกลไกของเกมเพื่อหาเลี้ยงชีพจากการเล่นเกม ผู้เล่นจำเป็นต้องผสมพันธุ์ Axies เพื่อทำให้ Axie NFT แข็งแกร่งขึ้นเพื่อเล่นกับผู้เล่นคนอื่นในเกม หากไม่มีตัวละครที่แข็งแกร่งกว่า จะเป็นการยากกว่าที่จะชนะ ทำให้ผู้เล่นได้รับสิ่งจูงใจที่ท้าทาย

พวกเขาสามารถได้รับโทเค็นซึ่งสามารถแปลงเป็น cryptocurrencies สกุลหลักเช่น bitcoin ได้ Axie NFT ราคาแพงอาจมีราคาหลายแสนดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับความหายากและลักษณะของพวกมัน

Axie NFT ราคาแพงอาจมีราคาหลายแสนดอลลาร์ (CR:br.atsit.in)
Axie NFT ราคาแพงอาจมีราคาหลายแสนดอลลาร์ (CR:br.atsit.in)

จากการที่สื่อใหญ่ได้เผยแพร่เรื่องราวความสำเร็จมากมายในพื้นที่ชนบทหลายแห่งในฟิลิปปินส์ ซึ่งมีตั้งแต่ผู้เล่นที่สามารถหาเงินเพื่อมาช่วยเหลือครอบครัวของเขาในช่วงการแพร่ระบาดไปจนถึงผู้เล่นที่สามารถซื้อบ้านหลังงามผ่านการเล่นเกมอย่าง Axie Infinity แต่ในทางกลับกัน cryptocurrencies มีความผันผวนมาก และ GameFi ก็มีความเสี่ยงมากเช่นเดียวกัน มีผู้สูญเสียมากมายที่เกิดขึ้นจากเกมเหล่านี้แม้กระทั่งในประเทศไทยเองก็ตาม 

ซึ่งการที่จะเข้าไปสู่วงการนี้ควรประเมินความเสี่ยงของตนเองเมื่อลงทุนด้วยเงินจริงในเกม ตัวอย่างเช่น เป็นเกมที่เล่นเพื่อหารายได้และไม่ฟรี ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งคือต้นทุนเริ่มต้นซึ่งค่อนข้างสูง ตัวอย่างเช่น มีบางช่วงเวลาที่ผู้เล่นจะต้องลงทุนอย่างน้อย 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อ Axie อย่างน้อยสามตัวเพื่อเข้าร่วมเกม

Binance เพิ่งเปิดตัวกองทุนเพื่อการเติบโต 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุน Binance Smart Chain โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเร่งการนำสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ ประมาณครึ่งหนึ่งของเงินทุนจะมุ่งไปที่การลงทุนในด้านต่างๆ เช่น เกม, VR และบริการทางการเงินบนบล็อคเชน ส่วนที่เหลือจะไปที่โปรแกรมผู้สร้าง ช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง และการพัฒนาคนในวงการ

มาถึงตอนนี้มีอีกหลายโครงการจากเวียดนามที่กลายเป็นผู้ชนะในการคว้าเงินลงทุนจาก Binance ไม่ว่าจเป็น Faraland, My DeFi Pet และ Theta Arena นั่นทำให้เวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดหลักของการพัฒนาเกม และในปี 2022 Binance เองก็จะยังคงใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและเครือข่ายของพวกเขา เพื่อสนับสนุนโครงการบล็อคเชนที่มาจากเวียดนามมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเองครับผม

References : https://vir.com.vn/blockchain-games-become-force-to-be-reckoned-with-90544.html
https://www.dealstreetasia.com/stories/vietnam-blockchain-games-277105/
https://www.forbes.com/newsletters/alpha-alarm/2021/10/21/metaverse-in-numbers-how-vietnam-is-fueling-the-crypto-game-boom
https://doanhnghiephoinhap.vn/nguo-viet-nam-co-anh-huong-top-10-trong-linh-vuc-tien-dien-tu-2021.html

Crocodile of Wall Street กับข้อหาฟอกเงิน 4.5 พันล้านดอลลาร์ใน Bitcoin ที่ถูกขโมยจาก Bitfinex

คู่สามีภรรยาในวัย 30 ปีที่รู้จักกันในชื่อ crypto “Bonnie and Clyde” ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วหลังจากถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดเพื่อฟอกเงินเกือบ 120,000 bitcoin มูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์จากการ แฮ็ก Bitfinex ในปี 2016

Ilya Lichtenstein ชาวรัสเซีย-อเมริกันที่มีชื่อเล่นว่า “Dutch” และภรรยาที่เกิดในสหรัฐฯ ของเขา Heather Morgan ถูกจับในแมนฮัตตันในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (Department of Justice (DOJ)) ซึ่งได้ทำการยึด bitcoin มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์

Morgan ผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่า “Crocodile of Wall Street” แร็พบน TikTok ในชื่อ Razzlekhan และเป็นนักเขียนที่ Forbes ที่เคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีที่ธุรกิจสามารถป้องกันจากอาชญากรไซเบอร์ และยังทำงานเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ในปี 2019 Morgan เคยพูดที่นิวยอร์กในหัวข้อ “How to Social Engineer Your Way Into Anything”

บัญชี Twitter ของ Lichtenstein มีการโพสต์บ่อยครั้งเกี่ยวกับ Web3 และสกุลเงินดิจิทัล ในขณะที่ บัญชี LinkedIn ของ Lichtenstein ในวัย 34 ปีจบการศึกษาจาก Y Combinator ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพสตาร์ทอัพที่มีชื่อเสียงของ Silicon Valley

โดยมีรายงานว่าเขาได้สนับสนุนบริษัท startup ที่มีชื่อว่า MixRank ที่สร้างแอปติดตามลูกค้าของเขาในปี 2011 Morgan และ Lichtenstein ร่วมกันก่อตั้ง Endpass ซึ่งเป็น crypto wallet ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการฉ้อโกง

ทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงินมาจากไหน?

Bitfinex ซึ่งตั้งอยู่ในฮ่องกงกล่าวในเดือนสิงหาคม 2016 ว่าแฮ็กเกอร์ได้ขโมย 120,000 bitcoins ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 70 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น

ทางการ สหรัฐเชื่อว่าแฮ็กเกอร์ทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตมากกว่า 2,000 รายการ และส่ง Bitcoin ที่ไปยัง wallet ที่ Lichtenstein ถือครองในท้ายที่สุด โดยทางการสหรัฐไม่ได้กล่าวหาว่าทั้งคู่ทำการโจมตีโดยตรง

ทางการระบุว่ามีการโอน Bitcoin ประมาณ 25,000 เหรียญออกจากกระเป๋าเงินของ Lichtenstein บางส่วนไปยังบัญชีของเขาและภรรยาของเขา ส่วนที่เหลืออีก 94,000 ยังคงอยู่ใน wallet ที่ใช้หลังจากการแฮ็ก

การค้นพบเส้นทางที่ถูกกล่าวหา

หน่วยงานพิเศษที่มีหมายค้นสำหรับการเข้าถึงบัญชีออนไลน์ของทั้งคู่ได้ทำการดึงไฟล์จากบัญชีที่ Lichtenstein ใช้เก็บกุญแจส่วนตัว (Private Key) สำหรับ wallet ของเขา

การค้นหากุญแจเป็นขั้นตอนสำคัญ ซึ่งเป็นการเปิดเผยที่อยู่ของ wallet ของผู้รับ ซึ่งช่วยให้ผู้ตรวจสอบดำเนินแผนการฟอกเงิน ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถ กู้ คืน 94,000 bitcoin ได้สำเร็จ

DOJ กล่าวว่าทั้งคู่มีส่วนร่วมในการทำธุรกรรมสกุลเงินเสมือนหลายประเภทรวมถึงการซื้อ NFT แต่ดูเหมือนว่าบัญชี OpenSea ของพวกเขาจะถูกลบไปแล้ว

ทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่า ฟอกเงินผ่าน bitcoin อย่างไร?

Lichtenstein และ Morgan ใช้วิธีการที่ซับซ้อนหลายอย่าง โดยทั้งคู่สร้างบัญชีปลอมและใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อัตโนมัติเพื่อทำธุรกรรมหลายรายการ โดยฝากเงินกับการแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน crypto หลายแห่งเพื่อให้ติดตามได้ยาก พวกเขายังใช้บัญชีที่อยู่ในสหรัฐฯ เพื่อให้กิจกรรมของพวกเขาดูเหมือนถูกกฎหมาย

Lichtenstein และ Morgan ใช้วิธีการที่ซับซ้อนหลายอย่าง เพื่อให้ดูเหมือนถุูกกฏหมาย (CR:Info9jatv)
Lichtenstein และ Morgan ใช้วิธีการที่ซับซ้อนหลายอย่าง เพื่อให้ดูเหมือนถุูกกฏหมาย (CR:Info9jatv)

ในคำสั่งฟ้องล่าสุดกล่าวหาว่าทั้งคู่พยายามปกปิดบทบาทของพวกเขาในการฟอก bitcoin โดยการสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่

Lichtenstein และ Morgan ใช้เวลาหนึ่งเดือนในยูเครนในปี 2019 อัยการกล่าว โดยที่กิจกรรมของพวกเขาบางครั้งดูเหมือนจะถอดแบบมาจากนิยายสายลับชื่อดัง ซึ่งทางการคิดว่าพวกเขากำลังเตรียมตัวสำหรับการใช้ชีวิตในรัสเซีย เนื่องจาก Morgan กำลังเรียนภาษาอยู่

การเข้าบุกค้นอพาร์ตเมนต์ในนิวยอร์กเมื่อวันที่ 5 มกราคม พบเงินสดมูลค่า 40,000 ดอลลาร์ มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 50 ชิ้นหนังสือที่มีรอยร้าว 2 เล่ม และกระเป๋าที่มีป้ายแปลก ๆ ว่า “burner phone”

ทางการเชื่อว่าพวกเขาได้เข้าถึงบัญชีที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ของ Lichtenstein แล้ว ไฟล์ที่เข้ารหัสนั้นมีสเปรดชีตของบัญชีต่างๆ และกระเป๋าเงินเพิ่มเติมที่ทางการไม่สามารถยึดได้ตามกฎหมาย

“ไฟล์เหล่านี้หลายไฟล์รวมถึงรูปแบบต่างๆ ของคำว่า ‘สกปรก’ ในชื่อไฟล์ เช่น ‘dirty_wallet.dat'” คำฟ้องระบุ

การค้นพบอีกอย่างหนึ่งคือไฟล์ชื่อ “passport_ideas” ซึ่งเชื่อมโยงกับบัญชีผู้ขาย darknet ต่างๆ ที่เสนอขายหนังสือเดินทางหรือบัตรประจำตัวประชาชนปลอม

Lichtenstein และ Morgan เผชิญข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการฟอกเงินและฉ้อโกงสหรัฐฯ โดยมีโทษจำคุกรวมกัน 25 ปี พวกเขาจะถูกควบคุมตัว  จนถึงการพิจารณาคดีในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

เมื่อการฟอกเงิน จะง่ายยิ่งขึ้นในอนาคต

ผมว่าเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจ ที่แม้จะกระทำการแฮ็กไปนานแล้ว แต่สุดท้ายทาง DOJ ก็ยังสืบสวนสอบสวนกลับมาเอาผิดได้ แสดงว่า การใช้ bitcoin เพื่อการฟอกเงินมันก็มีช่องโหว่ในตัวมันเองเช่นเดียวกัน

แต่เทรนด์ที่เราจะเห็นเกิดขึ้นแน่ ๆ ในอนาคตแม้กระทั่งประเทศไทยเราเองก็คือ การนำเอาเงินผิดกฏหมาย ไม่ว่าจะเป็นจากการโกงกินชาติ ทุจริตคอร์รัปชั่น ยาเสพติด บ่อนออนไลน์ ต่าง ๆ จะสามารถแปลงร่างกลายเป็นเงินสะอาดได้ง่ายมากขึ้นผ่านเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างแน่นอน

ซึ่งเมื่อก่อนมันอาจจะไม่ง่ายขนาดนี้ ที่จะแปลงเงินสกปรกด้วยวิธีการฟอกเงินแบบเก่า ๆ ที่อาจจะต้องใช้เวลาและต้นทุนที่สูง แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้ต้นทุนในการฟอกเงินสกปรกเหล่านี้ลดลงไปอย่างมาก และ สามารถนำเงินสกปรกมาใช้ในชีวิตจริง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก

สิ่งที่รัฐต้องตามให้ทันก็คือนวัตกรรมการฟอกเงินใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเริ่มติดตามข้อมูลต่าง ๆ ยากมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งหากอยู่ในระบบการเงินแบบไร้ตัวกลางเช่น bitcoin ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ในการปราบปรามเรื่องราวเหล่านี้ต้องมีการปฏิวัติระบบครั้้งใหญ่เลยก็ว่าได้ เพื่อให้ทันอาชญากรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้น

เพราะหากทุกสิ่งทุกอย่างมันง่ายขึ้น กำแพงที่คอยกั้นไม่ให้คนไปทำผิด ทั้งเรื่องสีเทา เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นต่าง ๆ มันก็จะพังทลายลงไป และเมื่อนั้นประเทศก็จะสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับช่องทางเหล่านี้อีกมากมายในอนาคตนั่นเองครับผม

References : https://www.dailymail.co.uk/news/article-10493217/Self-proclaimed-Crocodile-Wall-Street-husband-granted-bail-set-3m-5m.html
https://fortune.com/2022/02/09/who-is-crocodile-of-wall-street-heather-morgan-bitcoin-hack-bitfinex/
https://markets.businessinsider.com/ilya-lichtenstein-morgan-heather-bitfinex-hack-money-laundering-tiktok-rapper-2022-2