Peter Thiel จอมปลิ้นปล้อนตัวจริงแห่งวงการ crypto

ย้อนไปเมื่อ 9 เดือนที่แล้ว Peter Thiel ปรากฎตัวที่งาน Bicoin 2022 ในไมอามีบีช เขาเดินขึ้นไปบนเวทีด้วยความรวดเร็ว ด้วยความศรัทธาปลอม ๆ ใน Bitcoin เขาได้หยิบธนบัตรมูลค่า 100 ดอลลาร์ ออกมาปึกหนึ่ง

“มันแปลกจริง ๆ นี่คืออะไร?” Thiel ถามกับฝูงชนพลางโบกมือไปมา

“มันแทบจะไร้ค่ามากกว่ากระดาษชำระ เพราะมันเป็นเงินเฟียตที่เส็งเคร็ง”

จากนั้นเขาก็ขยำธนบัตรเป็นก้อนกลม ๆ โยนเข้าไปในฝูงชน และเยอะเย้ยใครก็ตามที่หยิบมันขึ้นมา “ผมคิดว่าพวกคุณควรจะเป็น Bitcoin Maximalists (คนที่มีความเชื่อมั่นเหนือ Bitcoin และไม่ยอมรับสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ)”

หัวใจสำคัญของการคุยโม้โอ้อวดของ Thiel ในวันนั้นคือ กลุ่มศัตรู ของผู้ที่เขามองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจสูงสุดของ Bitcoin

ศัตรูหมายเลข 1 : Warren Buffet ส่วนศัตรหมายเลข 2 และ 3 คือ Jamie Dimon ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase และ Larry Fink CEO ของ BlackRock ชายทั้งสามคิดเหมือน ๆ กัน ที่ไม่ได้ลงเงินใน Bitcoin ซึ่งในเวลานั้นมีมูลค่าประมาณ 43,000 ดอลลาร์ แต่ Thiel กล่าวว่าในท้ายที่สุดแล้วมูลค่ามันจะพุ่งขึ้นไป 10 ถึง 100 เท่า

มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ Thiel จะมีทัศนคติเช่นนั้น เพราะก่อนหน้านั้นในเดือนตุลาคม 2021 ตัวเขาเองได้ทุ่มเงินอย่างบ้าคลั่งในแวดวงของ Bitcoin

Founders Fund ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ Thiel ได้ทำการเทขายเพื่อทำกำไรก่อนที่ตลาด crypto จะพัง Founders Fund ได้ดึงเงินออกจากพอร์ดโฟลิโอ crypto ทั้งหมดภายในช่วงสิ้นเดือนมีนาคม 2022

ซึ่ง Thiel ควรที่จะระบุว่าตัวเองคือ ศัตรูหมายเลขหนึ่งในวงการนี้เช่นเดียวกัน

เหล่าบริษัท crypto ที่ถูก Thiel เท นั้น รวมถึงแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนอย่าง FTX และ BlockFi ซึ่งล้วนเป็นบริการที่ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจาก Thiel

FTX และ BlockFi ซึ่งล้วนเป็นบริการที่ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจาก Thiel  (CR:Forbes)
FTX และ BlockFi ซึ่งล้วนเป็นบริการที่ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจาก Thiel (CR:Forbes)

Thiel ได้พยายามโน้มน้าวให้ผู้คนถอนเงินออกบัญชีออมทรัพย์ของพวกเขาแล้วนำไปใส่ใน crypto แทน แต่อย่างที่เราทราบกัน ตอนนี้ ทั้ง FTX และ BlockFi ถึงคราล่มสลาย

Thiel เองเกือบจะสูญเสียเงินจากการล่มสลายของวงการ crypto ครั้งนี้เช่นเดียวกัน แต่การไหวตัวทันในเวลาที่เหมาะสม Founders Fund ได้เงินคืนมา 13,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา

ต้องบอกว่า Thiel เองนั้นเป็นคนที่สร้างตัวตนขึ้นมาด้วยความเจ้าเล่ห์ทางการเงิน ซึ่งจุดยืนหรืออุดมการณ์ของเขานั้นแทบจะตรงกันข้ามกับผลประโยชน์ทางการเงินที่เขาได้รับมา

เขาลาออกจาก Paypal หลังจากขายบริษัทให้ eBay ส่วนหนึ่งเพราะเขาต้องการเดิมพันกับ eBay ในตลาดหุ้น เขาก่อตั้ง Palantir ซึ่งรับเหมางานจากรัฐ แม้ว่าเขาจะเป็นนักเสรีนิยมที่ต่อต้านรัฐบาลที่ไม่ยอมใครง่าย ๆ และเขาสนับสนุนผู้รักชาติ “อเมริกาต้องมาก่อน” ในขณะที่เขาพยายามที่จะซื้อสัญชาติในประเทศอื่นก็ตาม

Thiel ไม่ใช่คนเดียวที่มีลักษณะนิสัยดังกล่าวนี้ คำทำนาย Bitcoin 100 เท่าเกือบจะเหมือนกับคำทำนายของสองพี่น้อง Winklevoss ที่พยายามส่งเสริมการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลให้กับเหล่านักลงทุนรายย่อย

Marc Andreessen และบริษัทร่วมทุนของเขา Andreessen Horowitz ใช้เวลาหลายปีในการปั้นภาพลักษณ์ของ web3 ขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็ขายเหล่า token ขยะที่มีมูลค่าลดลงไปเรื่อย ๆ ทิ้งอย่างไม่ใยดี

ต้องบอกว่า crypto เองเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเพ้อฝันของนักลงทุนรายย่อยเพื่อสร้างมูลค่าที่ไม่มีอยู่จริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มันเริ่มขึ้นไม่นานหลังจากที่ Thiel ได้กล่าวคำปราศรัยที่ทรงพลังในไมอามี

การล้มละลายของ FTX , Genesis , BlockFi … ได้แสดงให้เห็นว่าอุดมการณ์ที่หลอกลวงโดยเหล่านักลงทุน crypto เช่น Thiel นั้นมันไร้สาระเพียงใด

เพราะฉะนั้นจงอย่าเชื่อคำลวงของคนพวกนี้มากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลัทธิเสรีนิยมสุดโต่งของ Pether Thiel การกระจายอำนาจผ่าน web3 ของ Marc Andreessen หรือ พ่อนักบุญอย่าง Sam Bankman-Fried

เพราะสุดท้ายแล้วนั้นกลุ่มคนพวกนี้เพียงแค่ขายขยะ Token ให้กับคุณ และทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่คุณศรัทธาพวกเขาอยู่เสมอนั่นเองครับผม

References :
https://www.bloomberg.com/news/newsletters/2023-01-24/peter-thiel-is-not-a-crypto-true-believer
https://www.youtube.com/watch?v=ko6K82pXcPA
https://coinmercury.com/th/all-you-need-to-know-about-bitcoin-maximalist/
https://www.semafor.com/article/11/16/2022/andreessen-passed-on-ftx-while-venture-firms-early-crypto-investors-are-up

ศึกตามล่าหาขุมทรัพย์ที่สูญหายไปของ FTX

วันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา Sam Bankman-Fried ปรากฏตัวขึ้นต่อสาธารณชนในสหรัฐอเมริกา เขายื่นคำร้องต่อ กระบวนการล้มละลายของ FTX โดยเรียกร้องขอเงิน 500 ล้านดอลลาร์ในทรัพย์สินของเขาที่ถูกอายัดไว้ 

Bankman-Fried ต้องการเงินเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมทางกฎหมายสำหรับการพิจารณาคดีทางอาญาของเขา ซึ่งเขาถูกกล่าวหาว่าขโมยเงินฝากของลูกค้าหลายพันล้านดอลลาร์จากแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตของเขาเองเพื่อมาใช้ส่วนตัว

ความต้องการ Bankman-Fried คือเพื่อหาทุนในการต่อสู้ทางกฎหมายที่คาดว่าจะยาวนาน กฎหมายล้มละลายของอเมริกามีวิวัฒนาการมาหลายศตวรรษเพื่อแยกธุรกิจปกติออกจากกัน ตอนนี้นักกฎหมายต้องหาวิธีนำมันไปใช้กับบริษัทคริปโต 

ในเดือนพฤศจิกายน 2022 FTX ยื่นฟ้องล้มละลายภายใต้ Chapter 11 ซึ่งอนุญาตให้บริษัทที่ล้มละลายสามารถจัดตั้งบริษัทใหม่แทนที่จะเลิกกิจการ กระบวนการนี้มักจะมีลักษณะเป็นการต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างบริษัทกับเจ้าหนี้ 

FTX เองพยายามโน้มน้าวให้เจ้าหนี้ยอมรับส่วนแบ่งในธุรกิจมากกว่าเงินสด หากประสบความสำเร็จและมีแผนการเติบโตใหม่ที่สดใส แต่ถ้าไม่สำเร็จก็อาจจะต้องปิดกิจการถาวร 

การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่อาจมีเจ้าหนี้เป็น 100 ราย แต่สิ่งที่มีความซับซ้อนเหล่านี้ใช้เวลาอย่างน้อยอีกหลายปีเมื่อพิจารณาจากจำนวนนักลงทุนและผู้ฝากเงิน

FTX มีเจ้าหนี้กว่าล้านราย ทำให้ตามมาตรการนี้มันได้กลายเป็นซากองค์กรธุรกิจที่น่าเกลียดที่สุดที่โลกเราเคยประสบพบเจอมา การล่มสลายของอาณาจักร Bankman-Fried ทำให้ 134 ธุรกิจต้องล้มละลาย ซึ่งอยู่ใน 27 เขตอำนาจศาล มีตั้งแต่  FTX Zuma แพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนในชนบทของไนจีเรีย ไปจนถึง Good Luck Games ผู้พัฒนาการ์ดเกมออนไลน์ 

การดำเนินคดีอาจใช้เวลานานนับสิบปี และอาจนำไปสู่การกล่าวหาว่ากระทำผิดมากขึ้น ขณะที่เขาจัดการเรื่องยุ่งเหยิง John J. Ray III ผู้ที่เข้ามาสืบทอดตำแหน่งใน FTX ของ Bankman-Fried ได้กลายเป็นผู้สืบสวนของรัฐบาลกลางโดยพฤตินัย 

John J. Ray ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของ FTX (CR:CNBC)
John J. Ray ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของ FTX (CR:CNBC)

สำหรับหลาย ๆ คน สิ่งที่ดึงดูดใจในการจัดเก็บความมั่งคั่งด้วยวิธีนี้คือความยากในการตรวจสอบ การยื่นคำร้องต้องมีการตรวจสอบโค้ดมากมายหลายล้านบรรทัด ดังนั้นเหล่าเจ้าหนี้จึงต้องตัดสินใจว่าความต้องการความเป็นส่วนตัวของพวกเขาอาจจะต้องสูญเสียไป 

นักลงทุนซึ่งรวมถึงผู้ให้ทุนที่โด่งดังที่สุดของบริษัทด้านเทคโนโลยีบางส่วนก็ลังเลที่จะเข้าร่วม เพราะไม่อยากให้มีการตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงินที่อาจจะมีอะไรหมกเม็ดอยู่

มีการปกปิดเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของ FTX 50 ราย Ray พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อค้นหาทรัพย์สิน สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับบัญชีที่เขาเรียกว่าเป็นบันทึกทางบัญชีที่แย่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา 

FTX ไม่ได้จดบันทึกจำนวนเงินที่ลูกค้าฝากด้วยซ้ำ Alameda บริษัทในเครือสูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์ จนถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน ทนายความคิดว่าอย่างน้อยก็มีเงินกู้จากภายนอกน้อยมาก 

ไม่นานหลังจากนั้น BlockFi ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนที่ล้มละลายอีกแห่งหนึ่ง เรียกร้องเงิน 500 ล้านดอลลาร์ในหุ้นที่ FTX ถืออยู่ใน Robinhood ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการซื้อขายหุ้น โดยยืนยันว่า FTX ได้วางหุ้นเหล่านี้ไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม

Ray รวบรวมทรัพย์สินได้เพียงไม่กี่พันล้านดอลลาร์ และการค้นหาทรัพย์สินเป็นเพียงการต่อสู้เพียงครึ่งเดียว การได้มาซึ่งทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ๆ เนื่องจากความซับซ้อนซ่อนเงื่อนในแวดวงคริปโต 

ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ของอเมริกาและบาฮามาสใช้เวลาหลายเดือนในการสอดแนมซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะตกลงนำโทเค็นมูลค่าอย่างน้อย 3.5 พันล้านดอลลาร์เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของอเมริกา 

Ray ยังตามล่าเงินบริจาคของ FTX ที่ Bankman-Fried มอบให้กับนักการเมืองและองค์กรการกุศลหลายแห่งที่หวังผลประโยชน์จากเขา

สิ่งนี้ทำให้เกิดปัญหาในแวดวงคริปโตซึ่งมีมาประมาณ 15 ปีแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจกับสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้น ทำให้โจรเข้ามาครอบงำวงการนี้เต็มไปหมด 

การแลกเปลี่ยนโทเค็นจะถูกบันทึกในบัญชีแยกประเภทโดยซอฟต์แวร์บนบล็อกเชนซึ่งแทบไม่มีใครควบคุม สิ่งนี้ไม่สอดคล้องกับกฎหมายทรัพย์สินซึ่งถือว่าผู้คนเป็นเจ้าของสิ่งของเพราะกฎหมายระบุว่าพวกเขาทำหรือมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในมือ 

แตกต่างจากหุ้นที่มีใบรับรองความเป็นเจ้าของ ในทางตรงกันข้าม กฎหมายไม่ได้บังคับใช้บัญชีแยกประเภทของคริปโตและการบันทึกบางอย่างบน blockchain นั้นมันไม่ได้ทำให้เกิดเหรียญจริง ๆ ที่เป็นรูปธรรมออกมา

เมื่อแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนดำเนินกิจการซื้อขาย ลูกค้าจะได้รับการคุ้มครองโดย Uniform Commercial Code ซึ่งเป็นกฎหมายที่ควบคุมการทำธุรกรรมทางการค้าในอเมริกา 

ข้อกำหนดการใช้งานของ FTX ไม่สนใจกฎหมายนี้อย่างชัดเจน เมื่อวันที่ 4 มกราคม มีเคสที่ผู้พิพากษาการล้มละลายของบริษัทคริปโตอีกแห่งได้ตัดสินว่าลูกค้าบางรายจะไม่มีสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในเงินฝากของพวกเขา แน่นอนว่าลูกค้า FTX อาจต้องรอหลายปีเพื่อรอดูว่าพวกเขาจะได้รับอะไรหากมีการตกลงกันได้ในท้ายที่สุด

ผู้ฝากเงินต้องเผชิญกับความเสี่ยงขั้นสูงสุด มูลค่าที่กู้คืนมาได้ของ FTX ส่วนใหญ่น่าจะเป็นโทเค็น ซึ่งเหล่านักกฎหมายและนักการเมืองไม่เห็นด้วยว่ามันเป็นสกุลเงิน เนื่องจากเงินต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล 

สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามว่าจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนของวันใดหากต้องการแปลงออกมาเป็นสกุลเงินดอลลาร์จริง ๆ ซึ่งสินทรัพย์ของ FTX ถือครองโทเค็นจำนวนมากซึ่งอาจทำให้มูลค่ามันลดลงเหลือศูนย์ และการที่จะแปลงเป็นเงินสดออกจากโทเค็นก็แทบไม่มีใครต้องการ

เมื่อวันที่ 5 มกราคม หน่วยงานกำกับดูแลของอเมริกาเข้าแทรกแซงเพื่อขัดขวางข้อตกลงที่จะได้เห็น Binance ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลกเข้าซื้อสินทรัพย์มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์จาก Voyager ซึ่งเป็นบริษัทที่ล้มละลายอีกแห่ง 

ดูเหมือนความวุ่นวายในการทวงคืนเงินจาก FTX นั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยความซับซ้อนทางด้านกฎหมายและเรื่องผลประโยชน์ทางด้านการเมือง และจะเป็นมหากาพย์เรื่องราวการล่มสลายครั้งใหญ่ที่สุดของวงการธุรกิจไปอีกนานเลยทีเดียวนั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/finance-and-economics/2023/01/10/the-hunt-for-ftxs-missing-riches
https://www.latimes.com/business/story/2022-11-21/column-how-sam-bankman-fried-exploited-the-fad-of-effective-altruism-to-get-rich-and-con-the-world

บุญมีแต่กรรมบัง เมื่อนักศึกษา MIT ได้รับ Bitcoin ฟรี 100 เหรียญในปี 2014 บางคนรวยแต่บางคนเสียมันไปกับซูชิ

ผมว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่คนสาย tech หลายคนประสบพบเจอกันนะครับ สำหรับการที่ได้รับ bitcoin มาแบบง่าย ๆ ในช่วงเริ่มต้นของมัน และไม่คาดคิดว่ามันจะมีมูลค่ามหาศาลอย่างที่เห็นในปัจจุบัน สุดท้ายอาจจะทำสูญหายไป หรือ นำไปใช้แบบไม่ได้คิดถึงมูลค่าในอนาคตของมันมากนัก

และเรื่องราวนี้ก็เกิดขึ้นกับกลุ่มนักศึกษาวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมไฟฟ้าของ MIT

Jeremy Rubin เป็นนักเรียนปีสองที่กำลังศึกษาคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ และเขาตัดสินใจทำการทดลองมอบ bitcoin มูลค่า 100 เหรียญ ให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกคนที่สถานบัน MIT

และเจ็ดเดือนต่อมา ด้วยเงินบริจาคกว่าครึ่งล้านเหรียญจากศิษย์เก่าและผู้ที่ชื่นชอบ bitcoin นักศึกษาระดับปริญญาตรีกว่า 3,108 คนได้รับ bitcoin นี้ไป

ย้อนกลับไปในยุคนั้น ต้องบอกว่า bitcoin ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก ยังไม่มีใครเห็นค่าของมัน และอนาคตของมันว่าจะเอาไปทำอะไรกันแน่ มูลค่าตอนนั้นซื้อขายกันที่ประมาณ 336 ดอลลาร์

ซึ่งหากมีการถือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยช่วงพีคของราคาเมื่อปีที่แล้ว มูลค่าจะสูงถึงประมาณ 44.1 ล้านดอลลาร์ แต่มีนักเรียนหลายคนในตอนนั้นแทบจะไม่สนใจมันเลย

นักวิจัยที่ติดตามโครงการนี้ รวมถึง Christian Catalini ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ร่วมสร้างโครงการ Diem Stablecoin (ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว) โดย Facebook บอกว่า 1 ใน 10 ของผู้ที่ได้รับไปนั้น ถอนออกไปตั้งแต่สัปดาห์แรก

Christian Catalini ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ร่วมสร้างโครงการ Diem Stablecoin โดย Facebook (CR:Wikipedia)
Christian Catalini ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ร่วมสร้างโครงการ Diem Stablecoin โดย Facebook (CR:Wikipedia)

เมื่อสิ้นสุดการทดลองในปี 2017 เป็นจำนวนถึง 1 ใน 4 ของนักศึกษาที่ได้รับไป ได้จ่ายเงินออกไปแล้ว หลังจากนั้นก็ได้เลิกติดตามธุรกิจของกลุ่มที่ได้รับ bitcoin ไป

Van Phu ซึ่งปัจจุบันเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์และผู้ร่วมก่อตั้งโบรกเกอร์ Crypto Floating Point Group ถึงกับโทษตัวเองอย่างหนักเพราะได้ใช้ bitcoin จำนวนมากไปกับซูชิ

“สิ่งหนึ่งที่แย่ที่สุดและหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่ MIT คือร้านอาหารที่เรียกว่า Thelonious Monkfish” Phu กล่าว “ผมใช้เงินจำนวนมากในการซื้อซูชิ crypto”

แน่นอนว่า Phu ไม่ใช่คนเดียวที่ต้องเสียเงินในอนาคตจำนวนมหาศาลไปกับปลาดิบ

Sam Trabucco ที่เข้าร่วมในการทดลองนี้ด้วยนั้น ได้กล่าวว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของคนที่เขารู้จักใช้ bitcoin ไปกับปลาดิบ

“มันเป็นร้านอาหารแห่งเดียวในเคมบริดจ์ที่ยอมรับ bitcoin ในขณะนั้น ซึ่งเป็นร้านที่ได้รับความนิยมอย่างมากด้วย” Sam กล่าว

การทดลองของ MIT

Rubin ต้องผ่านการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยืดเยื้อกับอัยการสูงสุดของรัฐนิวเจอร์ซีย์ เมื่อได้เปิดเผยแนวคิดในการแจก bitcoin เป็นครั้งแรก

Rubin ไม่เหมือนเด็กอายุ 19 ทั่วไป เขาได้เปิดตัวโปรแกรมขุด Bitcoin ชื่อ Tidbit และโครงการก็ได้รับรางวัลนวัตกรรมจากงาน Hackathon ในท้องถิ่นที่รู้จักกันในชื่อ Node Knockout

Rubin ซึ่งปัจจุบันเป็น CEO ของห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนา bitcoin judica รู้สึกภาคภูมิใจกับสิ่งที่เขาสร้างขึ้น

“ผมคิดว่า นี่คือ MIT และทุกคนก็มีความคิดก้าวหน้ามาก” Rubin กล่าว ซึ่งหลังจากนั้นการทดลองแจก bitcoin ก็ได้เกิดขึ้น

ปลายเดือนตุลาคม 2014 Rubin และเพื่อนหัวหน้าโครงการ Dan Elitzer ซึ่งเป็นนักศึกษา MBA ที่ Sloan ได้เปิดการลงทะเบียน นักเรียนที่ต้องการ bitcoin มูลค่า 100 เหรียญต้องกรอกแบบสอบถามและทบทวนเอกสารในการศึกษา

Dan Elitzer และ Jeremy Rubin เปิดตัว “MIT Bitcoin Project” ในปี 2014 (CR:CNBC)
Dan Elitzer และ Jeremy Rubin เปิดตัว “MIT Bitcoin Project” ในปี 2014 (CR:CNBC)

นักเรียนที่ต้องการมีส่วนร่วม ต้องตั้งค่าประเป๋าเงินดิจิทัลของตนเอง ซึ่งในยุคนั้นก็ไม่เป็นเรื่องง่าย แต่ท้ายที่สุด 70% ของนักเรียนก็เข้าร่วมโครงการดังกล่าวนี้

นักเรียนหลายคนคิดง่าย ๆ ด้วยการจ่ายค่าคอมมิชชิ่นเป็น bitcoin ให้กับคนที่ช่วยตั้งค่ากระเป๋าเงินดิจิทัลให้พวกเขา หลายคนนำไปใช้เพื่อกินซูชิ อีกหลายคนก็นำไปเล่นโป๊กเกอร์ออนไลน์ ซึ่งก็ต้องบอกว่าในตอนนั้นแม้กระทั่งนักศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ MIT ก็ไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นอนาคตของโลกการเงินจริง ๆ นั่นเองครับผม

References :
https://interestingengineering.com/culture/mit-students-got-100-in-bitcoin-in-2014-heres-what-they-did-with-it
https://www.cnbc.com/2021/08/14/mit-student-gave-away-100-worth-of-bitcoin-to-all-undergrads-in-2014.html
https://cacm.acm.org/careers/254864-a-bunch-of-mit-students-got-100-of-free-bitcoin-in-2014-some-wasted-it-on-sushi/fulltext

Generation Moonshot ทำไมนักลงทุนรุ่นใหม่ไม่ได้ยอมแพ้กับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นของสินทรัพย์ดิจิทัล

ด้วยเงินออม 1,000 ดอลลาร์ และเช็คกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ได้รับสองครั้ง Chris Zettler เริ่มลงทุนในปี 2020 เขาได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัทที่เขารู้จัก แต่พอผ่านไปซักระยะเขารู้สึกว่ามันน่าเบื่อ ราคาไม่มีความหวือหวา เขาเปลี่ยนไปซื้อหุ้นบริษัทที่มีราคาหุ้นผันผวน ท่ามกลางความผันผวนของราคา ด้วยหุ้นจำนวน 100 หุ้นของ AMC ที่ราคา 30 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม และขายที่ราคาประมาณ 65 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน

Zettler ชายอายุ 35 ปี เรียนวิชาการเงินที่มหาวิทยาลัยอลาบามา มีบัญชี TD Ameritrade ที่อนุญาตให้เขาซื้อขายด้วยมาร์จิ้น (ยืมเงินจากนายหน้าเพื่อเพิ่มผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้น) และสามารถวางเดิมพันได้เกือบ 8,000 ดอลลาร์ จากเงินต้นเพียงแค่ 4,000 ดอลลาร์ เขาเปลี่ยนเงิน 4,000 ดอลลาร์นั้นให้กลายเป็น 18,000 ดอลลาร์

Zettler เห็นว่ายอดเงินในบัญชีของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 ดอลลาร์ก่อนที่จะตกลงมาอยู่ที่ 35,000 ดอลลาร์ เมื่อตลาดเริ่มเข้าสู่ไซด์เวย์ เขาขายหุ้น 20,000 ดอลลาร์และนำไปจ่ายค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัย

Zettler เป็นส่วนหนึ่งของนักลงทุนรุ่นที่อายุมากขึ้นในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 และผลที่ตามมาหลังจากดิ้นรนเพื่อสะสมความมั่งคั่งด้วยวิธีการดั้งเดิมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลายคนเริ่มหันไปเก็งกำไรในตลาดการเงินที่มีความเสี่ยงกว่า

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับสินทรัพย์เก็งกำไร เช่น สกุลเงินดิจิทัล, NFT และ “หุ้นมีม” (ซึ่งมูลค่าพุ่งสูงขึ้นในช่วงต้นปี 2021 โดยได้รับแรงหนุนจากการโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย)

ค่าแรงที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด ราคาบ้านที่พุ่งสูงขึ้น และตอนนี้ภาวะเงินเฟ้อที่กัดกร่อนจิตวิญญาณของชาวอเมริกัน ได้บั่นทอนความคิดที่ว่าผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีสามารถเลียนแบบที่คนรุ่นพ่อแม่ของพวกเขาสร้างเนื้อสร้างตัวได้ เหล่านักลงทุนที่อายุน้อยมองว่าหากเล่นตามกฎเก่า ๆ มันก็เป็นแค่กลยุทธ์ที่มีแต่ความพ่ายแพ้

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทั้งอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้ทำให้ตลาดคริปโตสั่นสะเทือน ราคาเหรียญที่ตกต่ำและการล้มละลายที่เกิดขึ้นของผู้ให้กู้ crypto และกองทุนป้องกันความเสี่ยงได้เปิดเผยเส้นทางอันตรายในพื้นที่เสี่ยงที่สุดของตลาด คำถามคือตอนนี้นักลงทุนอายุน้อยเหล่านี้ พร้อมที่จะเสี่ยงกับมันอีกหรือไม่?

ประสบการณ์ของ Zettler ไม่แนะนำ เขาได้เฝ้าดูเพื่อนร่วมงานของเขาไล่ล่าเดิมพันอย่างสิ้นหวังในสกุลเงินดิจิทัลและหุ้นที่ผันผวนโดยหวังที่จะก้าวไปสู่ความร่ำรวย เขากล่าว “ผมคิดว่าพวกเขาหมดหวังกันแล้ว”

To the moon

ในช่วงความบ้าคลั่งของหุ้น Meme ในช่วงต้นปี 2021 เรื่องราวของผลตอบแทนมหาศาลได้กระตุ้นให้เกิดการแห่เข้ามาลงทุนกันอย่างบ้าคลั่ง บางคนเหมือนถูกหวยได้รับรางวัลใหญ่

นักลงทุนที่ซื้อหุ้น GameStop เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2019 สามารถเปลี่ยนเงินทุน 10,000 ปอนด์เป็น 168,744 ปอนด์ภายในเดือนเดียวเมื่อหุ้นมีมแตะจุดสูงสุดในวันที่ 29 มกราคม 2020 ซึ่งราคาหุ้นถีบตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 1,600 เปอร์เซ็นต์

แต่ก็มีโอกาสในการขาดทุนมหาศาลเช่นกัน นักลงทุนที่ซื้อที่จุดสูงสุดแล้วขายในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทุนของพวกเขาจะลดลงจาก 10,000 ปอนด์เหลือเพียงแค่ 3,129 ปอนด์ในหนึ่งเดือนหลังจากร่วงลง 69 เปอร์เซ็นต์ตามการวิเคราะห์ของ Boring Money

ถึงกระนั้น นักลงทุนรุ่นเยาว์จำนวนมากก็มั่นใจกับการซื้อขายของพวกเขา พวกเขากล่าวว่าอัตราต่อรองนั้นคุ้มค่ากับการเสี่ยง

เหล่านักลงทุนจำนวนมากจำการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกันจากวิกฤตปี 2008 เมื่อรัฐบาลให้เงินช่วยเหลือ ตามมาด้วยภาวะกระทิงในตลาดที่ยืดเยื้อมานานนับทศวรรษ ทิ้งให้ผู้ที่ไม่ได้ลงทุนอยู่เบื้องหลัง

เมื่อตลาดร่วงลงเนื่องจากโควิด-19 ในเดือนมีนาคม 2020 พวกเขาไม่อยากพลาดเป็นครั้งที่สอง มันถึงเวลาที่พวกเขาต้องเดิมพันครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

การซื้อขายหุ้นแบบไม่มีค่าคอมมิชชันในช่วงก่อนเกิดโรคระบาดได้เพิ่มแรงกระตุ้นให้กับพฤติกรรมการลงทุนที่คล้ายกับการซื้อลอตเตอรี

ในปี 2015 Robinhood แพลตฟอร์มนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่นได้เปิดตัวขึ้นโดยสัญญาว่าจะ “ทำให้ทุุกอย่างเป็นประชาธิปไตย” ในตลาดการเงิน

Robinhood แพลตฟอร์มนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่นได้เปิดตัวขึ้น (CR:CNBC)
Robinhood แพลตฟอร์มนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่นได้เปิดตัวขึ้น (CR:CNBC)

สี่ปีต่อมา โบรกเกอร์เกือบทุกแห่งในสหรัฐฯ ได้ยกเลิกค่าคอมมิชชั่นสำหรับการซื้อขายหุ้น แอปที่เหมือนเกมของ Robinhood ช่วยให้ลูกค้าสามารถลงทะเบียนและเริ่มซื้อขายหุ้นบนโทรศัพท์ได้ภายในไม่กี่นาที

แพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยน cryptocurrency เช่น Coinbase ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อจำนวนเหรียญดิจิทัลในตลาดเพิ่มขึ้น ความคลั่งไคล้ “เหรียญมีม” ที่ขับเคลื่อนโดยผู้ทรงอิทธิพลอย่าง Elon Musk ได้นำเสนอสิ่งใหม่ๆ มากมาย ตั้งแต่การตั้งชื่อตามคนดัง (Coinye West) ไปจนถึง “เหรียญสุนัข” Shiba Inu และ dogecoin ในเดือนเมษายน 2013 มีเพียงเจ็ด cryptocurrencies สำหรับการขุดและซื้อขาย แต่ในทุกวันนี้มีเป็นหมื่นเหรียญให้เลือกสรรค์

การมีส่วนร่วมเป็นเรื่องง่าย “เว็บไซต์มีแค่ห้าปุ่ม”  Luke Hawley หนุ่มวัย 21 ปีกำลังจะเข้าสู่ปีสุดท้ายที่วิทยาลัย Endicott ในแมสซาชูเซตส์ซึ่งกำลังศึกษาด้านการเงินกล่าว “การซื้อ Shiba Inu บน Coinbase ง่ายกว่าการซื้อหุ้น”

Hawley กล่าวว่าเป็นเรื่องปกติในมหาวิทยาลัยของเขาที่จะพูดคุยเกี่ยวกับการพนันและการเก็งกำไร “ผู้คนคิดว่า ‘โอเค ฉันมีเงินสองพันในธนาคารบนโลกแห่งความเป็นจริงที่กำลังพังทลาย’” เขากล่าว “มี Fomo มากมาย” เขากล่าวเสริมเกี่ยวกับแนวคิดที่จะเปลี่ยนเงินเดิมพันเล็กน้อยให้เป็นเงินก้อนโต เพราะมันคือการพนันดี ๆ นี่เอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายหนุ่มได้รับความสนใจจากการลงทุนแบบ moonshot แบบนี้ นักลงทุน cryptocurrency ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และมากกว่า 90% ของการซื้อขายใน Gamestop และ AMC ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ชายในช่วงที่ความคลั่งไคล้หุ้นมีมพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด

ตามที่นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของสหราชอาณาจักร Interactive Investor กล่าว ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเหตุผลหนึ่งที่การลงทุนเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติเหมือนการพนันทั่วไปก็เพราะว่าแอปนายหน้าให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแพลตฟอร์มการพนัน เพียงแต่มันไม่มีกำแพงด้านกฎระเบียบเลย

“แพลตฟอร์มที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเล่นเกม การพนัน และการลงทุน แคบลงไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพลตฟอร์มที่เปิดใช้งานการใช้สกุลเงินดิจิทัล” Jack Symons หัวหน้าผู้บริหารของแอป Gamban ในสหราชอาณาจักรกล่าว

แอป Gamban อนุญาติให้ผู้ใช้บล็อกแอปการพนันบนโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ของพวกเขา Gamban เริ่มบล็อกนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และแพลตฟอร์ม crypto เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว “บางคนอาจบอกว่านี่เป็นแนวทางที่ตรงไปตรงมา แต่การพนันดูไม่เหมือนที่เคยเป็น มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกับในคาสิโนหรือบนผ้าสักหลาดสีเขียว” Symons กล่าวในเดือนตุลาคม

เมื่อปลายปีที่แล้ว สายด่วนการพนันที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาบอกกับ Financial Times ว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในจำนวนการโทรที่มาจากผู้ที่เสพติดการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายวัน มากกว่าการพนันแบบดั้งเดิมหรือแม้กระทั่งการพนันกีฬา เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะการลงทุนไม่ได้มีตราบาปทางสังคมเหมือนกับการพนัน

“ถ้าคุณพูดว่า ‘พ่อของฉันใช้เวลาทั้งวันเล่นการพนัน’ [ฉัน] จะพูดว่า ‘โอ้ ฉันเสียใจด้วยสำหรับครอบครัวของคุณ’” เขากล่าว แต่ “ถ้ามีคนพูดว่า ‘พ่อของฉันใช้เวลาทั้งวันในการซื้อขาย FX’ คุณจะคิดว่าเขาคือหมาป่าแห่งวอลล์สตรีท . . ไม่ใช่การพนัน แต่เป็นการลงทุน และการลงทุนเป็นวิธีที่คุณจะรวย”

Diamond hands

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากการล่มสลายของ cryptocurrency บางแห่ง และส่วนที่มีการเก็งกำไรมากที่สุดของตลาดได้รับผลกระทบมากที่สุด

แต่เมื่อราคาร่วงลง ความพยายามของบริษัท crypto บางแห่งในการเกลี้ยกล่อมนักลงทุนให้รักษาศรัทธาและยึดมั่นในสิ่งที่พวกเขามองข้าม ได้แสดงให้เห็นถึงพลังที่เพิ่มขึ้นของชุมชนออนไลน์

เด็กอายุต่ำกว่า 25 ปีมีแนวโน้มที่จะหันไปหาคำแนะนำทางการเงินจากโซเชียลมีเดียเป็นสองเท่ามากกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ และมีแนวโน้มที่จะทำเช่นนั้นมากกว่าการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญถึงสามเท่าตามการสำรวจโดย OpenMoney ที่ปรึกษาของสหราชอาณาจักร

หัวข้อเกี่ยวกับ Robinhood เพิ่มขึ้นเมื่อชุมชนออนไลน์บน Twitter และ Reddit เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการลงทุน ฟอรัมย่อยของ Reddit เช่น r/WallStreetBets ให้ข้อมูลผู้เชี่ยวชาญสำหรับนักลงทุนที่อยากจะเป็น อำนวยความสะดวกในการสนทนาและดึงความสนใจจากพวกเขา

ฟอรัมย่อยของ Reddit เช่น r/WallStreetBets ที่กลุ่มรุ่นใหม่คลั่งไคล้ (CR:Business Insider)
ฟอรัมย่อยของ Reddit เช่น r/WallStreetBets ที่กลุ่มรุ่นใหม่คลั่งไคล้ (CR:Business Insider)

การสูญเสียครั้งใหญ่อาจถูกหัวเราะเยาะจากเพื่อน ๆ “diamond hands” กลายเป็นอีโมจิสำหรับการยืนหยัดสู้แม้ทุกอย่างจะพังทลายลงก็ตาม

ผลการศึกษาของนักวิชาการที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์เมื่อปีที่แล้วพบว่าผู้ที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 24 ปีมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจเสี่ยงมากขึ้นเมื่อพวกเขาคิดว่าเพื่อนของพวกเขากำลังดูอยู่

Agnieszka Tymuła หัวหน้านักวิจัยในการศึกษากล่าวว่าชุมชนออนไลน์ของนักลงทุนได้ขยายพฤติกรรมแบบเดียวกันนี้ให้มากขึ้น: “ผู้คนต้องการเสี่ยง เพื่อคว้าชัยชนะครั้งใหญ่และโพสต์โชว์เกี่ยวกับเรื่องนี้”

การพูดคุยถึงกลยุทธ์ “moonshot” ฟอรัมบนเว็บจะสนับสนุนให้สมาชิกรู้สึกว่าโอกาสในการชนะนั้นมากกว่าที่เป็นจริงอย่างมาก กฎระเบียบไม่ได้มีการติดตามการแพร่กระจายของข้อมูลที่ผิด ๆ เหล่านี้แต่อย่างใด คนส่วนใหญ่มักจะโชว์แต่พอร์ตที่ตัวเองทำกำไร

นักศึกษาวิทยาลัยบางคนกล่าวว่าพวกเขาคุ้นเคยกับอันตรายของสิ่งที่เรียกว่า “rug-pulls ” ของคริปโตเคอเรนซีมากขึ้น เมื่อนักพัฒนาเปิดตัวสินทรัพย์ดิจิทัล ผลักดันราคาให้สูงขึ้นผ่านผู้มีอิทธิพลในโซเชียลมีเดีย แล้วหายไปพร้อมกับผลกำไรของพวกเขา

Harrison Turner จูเนียร์วัย 19 ปีจากวิทยาลัย Montgomery รัฐแอละแบมากล่าวว่า “มันเป็นเรื่องแย่แน่นอนหากลุกช้าแล้วโดนจ่ายรอบวง” อย่างไรก็ตาม เขาพูดว่าเขาเข้าใจแรงจูงใจของผู้มีอิทธิพล: “เขาเห็นโอกาสแล้วเขาก็คว้ามันไว้”

ไม่เสี่ยง = รวยช้า

แม้จะมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ไม่เป็นมิตรมากขึ้น แต่การเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงสูงมันแทบไม่ลดลงไปเลย “มันใช้งานได้ดีอย่างน่าทึ่งสำหรับบางคน และนิสัยเก่าๆ ก็แก้ยาก มันเสพติดไม่ต่างจากการพนัน”

Steve Sosnick หัวหน้านักยุทธศาสตร์ของโบรกเกอร์อินเทอร์แอคทีฟแพลตฟอร์มการซื้อขายของสหรัฐฯ กล่าว “พวกเขายังคงใช้มาร์จิ้นในการเก็งกำไร แม้ว่าอัตราจะสูงขึ้นก็ตาม”

ในเดือนพฤษภาคม จำนวนเงินที่ยืมเพื่อซื้อขายด้วยมาร์จิ้นอยู่ที่ 25% เหนือระดับก่อนเกิดโรคระบาด

ผู้จัดการความมั่งคั่งแบบดั้งเดิมไม่สบายใจเกี่ยวกับโอกาสที่สินทรัพย์ดิจิทัลจะเข้าสู่กระแสหลัก เกือบครึ่งหนึ่งของผู้เลือกกองทุนกล่าวว่าพวกเขารู้สึกกดดันที่จะเสนอ cryptocurrencies เพื่อดึงดูดนักลงทุนรุ่นเยาว์ตามการวิจัยของ Natixis ถึงกระนั้น 70% กล่าวว่าพวกเขาคิดว่าคนทั่วไปไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนเช่นนี้

“Cryptocurrency ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบสำหรับความไม่เท่าเทียมกันของรายได้” Georgia Lee Hussey ผู้จัดการความมั่งคั่งและผู้ก่อตั้ง Modernist Financial กล่าว “หากกลยุทธ์การลงทุนของคุณเซ็กซี่ แสดงว่าคุณกำลังทำผิดอย่างมหันต์”

นายหน้ายังกังวลว่านักลงทุนที่ขาดทุนมหาศาลอาจถอยห่างจากตลาดโดยสิ้นเชิง โดยเสริมในมุมมองของพวกเขาว่า เกมการเงินเหล่านี้เป็นสิ่งหลอกลวง

บนแพลตฟอร์มโซเชียล Fidelity ได้นำเอาสินทรัพย์ดิจิทัลและการเข้าถึงโซเชียลมีเดียมาใช้ในความพยายามที่จะเชื่อมต่อกับนักลงทุนรุ่นใหม่และโน้มน้าวให้พวกเขาเข้ามาลงทุนกับบริษัทเพิ่มมากขึ้น

“นักลงทุนรุ่นเยาว์มักกล่าวว่าความกังวลอันดับต้น ๆ ของพวกเขาคือความมั่นคงทางการเงิน ทำอย่างไรถึงจะมีเงินเพียงพอให้ใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย พวกเขาจึงจะ ‘โอเค’”

Kelly Lannan หัวหน้าฝ่ายลูกค้าใหม่แห่ง Fidelity กล่าว “มันเป็นพื้นฐานมาก . . เราได้ยินสิ่งนั้นมากขึ้นกับกลุ่มคนรุ่นนี้”

ในขณะที่ Zettler กล่าวว่าเขา รู้สึกเบื่อมากขึ้นกับการลงทุนของเขา แต่คนอื่น ๆ เช่น Turner ยังคงสบายใจที่จะเสี่ยงทุกอย่าง เขาสูญเสียเงินแทบหมดตัวไปแล้วครั้งหนึ่งโดยคิดผิดกับการเดิมพันแบบมีม แต่บอกว่าเขาสามารถหาเงินได้มากพอที่จะใส่เงินสองสามพันดอลลาร์ในบัญชีนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มเข้าไปอีก “เงินจะมาและออกไป” เขากล่าว เขารู้ว่าเขาอาจจะสูญเสียมันไปทั้งหมด เขาไม่แคร์

และอีกครั้งที่เขาพูดว่าเขาอาจจะโชคดีถูกหวยอีกครั้งก็เป็นได้ (To The Moon)

References :
https://www.ft.com/content/4fa06516-119b-4722-946b-944e38b02f45
https://gizmodo.com/people-are-shelling-out-six-figures-for-nft-rocks-1847508926
https://www.ft.com/content/081c4208-8599-4509-bf1b-5a0abc0b19ed
https://www.independent.co.uk/space/diamond-hands-meaning-elon-musk-b1850265.html
https://www.ft.com/content/bce2ef2a-77d8-485e-ba69-92579f8fceb6

Bitcoin มีแนวโน้มที่จะแตะ 10,000 ดอลลาร์มากกว่า 30,000 ดอลลาร์จากการสำรวจ MLIV Survey

Bitcoin มีแนวโน้มที่จะร่วงลงสู่ 10,000 ดอลลาร์ โดยลดมูลค่าลงประมาณครึ่งหนึ่ง มากกว่าที่จะกลับมาที่ 30,000 ดอลลาร์ ตามผลสำรวจ 60% ของนักลงทุน 950 คนที่ตอบแบบสำรวจ MLIV Pulse ล่าสุด  ส่วนอีก 40% เห็นว่ามันไปในทิศทางอื่น

ต้องบอกว่าอุตสาหกรรม crypto ได้รับผลกระทบจาก สกุลเงินบางตัวที่ล่มสลาย และจุดจบของนโยบายการเงินในช่วงการระบาดครั้งใหญ่ที่ทำให้เกิดความคลั่งไคล้ในการเก็งกำไรในตลาดการเงิน

สินทรัพย์มูลค่าถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ได้อันตรธานหายไปจากตลาดของ cryptocurrencies ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย CoinGecko

นักลงทุนรายย่อยมีความวิตกเกี่ยวกับ cryptocurrencies มากกว่านักลงทุนสถาบัน โดยเกือบหนึ่งในสี่มองว่าว่าสินทรัพย์เหล่านี้เป็นขยะ ในขณะที่นักลงทุนมืออาชีพเปิดใจกว้างต่อสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น

แต่โดยรวมแล้ว ก็ยังมีการแบ่งขั้วอย่างชัดเจนในมุมมองที่แตกต่างกันแบบสิ้นเชิง ในขณะที่ 28% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวมแสดงความมั่นใจอย่างยิ่งว่า cryptocurrencies เป็นอนาคตของการเงิน และอีก 20% กล่าวว่ามันแทบเป็นสิ่งไร้ค่า

Bitcoin ได้สูญเสียมูลค่าไปแล้วมากกว่าสองในสามนับตั้งแต่แตะระดับเกือบ 69,000 ดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

Jared Madfes หุ้นส่วนของ Tribe Capital ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกล่าวว่า “มันง่ายมากที่จะกลัวในตอนนี้ ไม่เพียงแต่ในคริปโตเท่านั้น แต่แทบจะทุกการลงทุนในขณะนี้ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน” เขากล่าวว่าความคาดหวังสำหรับ Bitcoin ที่ลดลงอีกสะท้อนให้เห็นถึง “ความกลัวโดยธรรมชาติของผู้คนในตลาด”

ความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกของ crypto มีแนวโน้มที่จะกดดันรัฐบาลให้เพิ่มกฎระเบียบที่มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มองไปในทิศทางเชิงบวกในเรื่องการกำกับดูแล เนื่องจากจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและนำไปสู่การยอมรับในวงกว้างทั้งกลุ่มนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย

การเข้ามาแทรกแซงของรัฐบาลอาจจะได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้บริโภคที่เสียหายจากการล่มสลายของ Stablecoin อย่าง TerraUSD รวมถึงกลุ่มแพลตฟอร์มตัวกลางที่มีปัญหา เช่น Celsius Network และ Voyager Digital Ltd

กลุ่มผู้บริโภคที่เสียหายจากการล่มสลายของ Stablecoin อย่าง TerraUSD (CR:CoinQuora)
กลุ่มผู้บริโภคที่เสียหายจากการล่มสลายของ Stablecoin อย่าง TerraUSD (CR:CoinQuora)

ในขณะเดียวกันธนาคารกลางทั่วโลกกำลังพิจารณาที่จะพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของตนเองเพื่อใช้ในการชำระเงินทางดิจิทัลมากขึ้น

ซึ่งความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นจากธนาคารกลางนั้น คงไม่ได้ทำให้อุตสาหกรรมนี้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นการเข้ามาลดทอนอิทธิพลของโทเคนที่มีผลกระทบต่อตลาดสูงทั้ง Bitcoin และ Ether

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าหนึ่งในสองสกุลเงินดังกล่าวจะยังคงเป็นแรงผลักดันที่สำคัญให้กับตลาดในอีกห้าปี แม้ว่าจะมีสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางที่จะเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นก็ตามที

“Bitcoin ยังคงขับเคลื่อนส่วนใหญ่ของโลก crypto ในขณะที่ Ethereum กำลังสูญเสียความเป็นผู้นำ” Ed Moya นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของ Oanda Corp นายหน้าซื้อขายเงินตราต่างประเทศกล่าว

มีความเห็นที่ค่อนข้างเป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับมุมหนึ่งของตลาด: NFT ได้กลายเป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามองในด้านการประเมินมูลค่า ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 มีการซื้อขายมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สำหรับรูปภาพลิง (Bored Ape)

มีการซื้อขายมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สำหรับรูปภาพลิง (Bored Ape)  (CR: MARCA)
มีการซื้อขายมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สำหรับรูปภาพลิง (Bored Ape) (CR: MARCA)

แต่ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มองว่า NFT เป็นเพียงแค่โครงการศิลปะหรือสัญลักษณ์เพื่อแสดงสถานะเท่านั้น โดยมีเพียง 9% เท่านั้นที่มองว่ามันเป็นโอกาสในการลงทุน

ยิ่งไปกว่านั้น การไล่ล่าเพื่อมองหาฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ครั้งต่อไปอาจต้องมองหาที่อื่น เนื่องจากการเก็งกำไรมักไม่ค่อยเกิดขึ้นกับสินทรัพย์ประเภทเดียวกันถึงสองครั้ง

ในท้ายที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่คาดว่าการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ครั้งใหญ่ครั้งต่อไปจะไม่เกี่ยวข้องกับ cryptocurrencies โดย NFT หรือ อินเทอร์เน็ตรุ่นต่อไปที่รู้จักกันในชื่อ web3 และการพัฒนาบล็อคเชนอื่น ๆ ถูกมองว่ามีโอกาสน้อยที่จะทำให้สินทรัพย์เหล่านี้กลับมาพุ่งทะยานได้อีกครั้ง

References :
https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-07-10/bitcoin-faces-another-50-drop-wall-street-says-mliv-pulse
https://finance.yahoo.com/news/bitcoin-more-likely-hit-10-233000830.html
https://nypost.com/2022/01/21/bitcoin-drops-to-six-month-low-as-selloff-continues/